คำนำ
ชนเผ่ากะเหร่ยี ง หรอื ปกาเกอะญอกะเหร่ียงเป็นชนเผ่าท่ี
จัดไดว้ ่ามหี ลายเผ่าพันธ์ุ หลายภาษา มีการนับถือศาสนาที่ต่างกัน
แตก่ ะเหร่ียงดง้ั เดิมจะนบั ถือผี เชื่อเร่ืองต้นไม้ป่าใหญ่ ภายหลังหัน
มานับถือพทุ ธ คริสต์ เปน็ ต้น กะเหรี่ยง มีถิ่นฐานต้ังอยู่ที่ประเทศ
พมา่ แต่หลังจากถกู รกุ รานจากสงคราม จึงมีกะเหร่ียงที่อพยพเข้า
มาอาศยั อยปู่ ระเทศไทย กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย แบ่ง
ออกได้เป็น 4 ประเภท แบ่งออกเปน็ กลุ่มย่อย กะเหรี่ยงสะกอ หรือ
ท่ีเรียกนามตัวเองว่า ปากะญอ หมายถึงคน และ ชาวกะเหร่ียงมี
ประเพณีที่เก่ียวข้องกับการทาพิธีกรรมเลี้ยงผี บวงสรวงดวง
วิญญาณ ดว้ ยการต้มเหล้า ฆา่ ไก่ – แกงและมัดมือผรู้ ่วมพิธีดว้ ยฝ้าย
ดบิ ซ่งึ เกยี่ วโยงกัน ประเพณีอื่นๆ ได้แก่ ประเพณีแต่งงาน มัดมือ
ศาสนา ความเชื่อ และพิธีกรรม เป็นต้น จึงได้จัดทาหนังสือเล่มนี้
เพอื่ เป็นประโยชน์แกผ่ ้ทู ่ีสนใจศึกษา ในดา้ นพิธีกรรม ประเพณีและ
ขอ้ หา้ มของชนเผ่ากะเหรี่ยง
สริ ิกาญจนา เลศิ ดาเนิน
สำรบญั หน้า
ประเพณแี ละขอ้ หา้ มของชาวกะเหรยี่ ง 1
การแตง่ กาย 9
การเกดิ 12
การตาย 16
ประเพณีมัดมอื ประจาปี 22
ประเพณีแต่งงาน 35
พิธกี ารเรยี กขวัญคน 45
ประเพณเี ล้ียงผนี า-ผไี ร่ 53
ประเพณีเลยี ้ งผฝี าย
56
ประเพณีขนึ้ ปีใหม่ 59
ข้อหา้ มของชาวกะเหร่ยี ง
1
ประเพณีและขอ้ ห้ำมของชำวกะเหรย่ี ง
กำรแตง่ กำย
เครื่องแต่งกายกะเหร่ียง แยกออกเป็นการแต่งกายของ
ผู้ชาย,การแตง่ กายของผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว และการแต่งกายของ
ผ้หู ญิงโสด การปกั และลวดลายประดิษฐ์มีทั้งลวดลายในการถักทอ
มีความหมายของลวดลายท่ีถักทอลงไป ส่วนเคร่ืองประดับน้ันมี
ต่างหู,เคาะกลอ,โข่กลอ,กิ๊ป,ลูกปัด,กาไลข้อมือ เป็นต้น ชาว
ก ะ เ ห รี่ ย งใน แ ต่ ก ลุ่ ม จ ะ มี เ ค ร่ื อ งแ ต่ งก า ย ท่ี เ ป็ น เ อ ก ลั ก ษ ณ์ แ ล ะ
ลักษณะเฉพาะตัวในด้านสีสัน แต่รูปแบบลักษณะการแต่งกายจะ
เหมือนกันคื อผู้ชายจะนิ ยมใส่ ชุดเสื้ อคอสี แดง ใส่กางเก ง
ทรงกระบอก ส่วนผู้หญิงท่เี ป็นโสดจะใส่ชุดเสื้อทรงกระบอกผ้านี้ทอ
เองดว้ ยมือ มีทงั้ สีขาวและสแี ดง ส่วนผู้หญิงท่ีแต่งงานแล้วจะใส่ชุด
2
เป็น 2 ส่วนคือผ้าซิ่นสีแดงและใส่เส้ือคอสีดา บนเส้ือจะมีการ
ประดบั ด้วยลูกเดือยหรอื ปักด้วยด้ายหลากสีในลวดลายชนิดต่างๆ
ซง่ึ แต่ละชนิดจะเลียนแบบจากธรรมชาติ ซ่ึงมีการเรียกช่ือเฉพาะ
โดยจะให้ความร้สู ึกและอารมณท์ ี่แตกตา่ งกนั ไป
เนื่องด้วยในปัจจุบันผู้ชายกะเหร่ียงสะกอ นิยมแต่งกาย
เหมอื นคนไทยในท้องถ่นิ ทั่วไป แตส่ ว่ นใหญ่ยงั คงมีเสื้อสีแดงสาหรับ
ไว้ใสใ่ นโอกาสสาคัญ เสื้อแดงตัวน้ีเปน็ สัญลักษณ์ของความเป็นชาย
นั่นคอื ความอดทนแข็งแรง ส่วนเดก็ ผ้ชู ายกะเหร่ยี งจะใส่เสื้อแดงตัว
เดยี วยาวถึงหวั เข่า
เส้อื สีแดงของชายกะเหรย่ี งเปน็ เสอ้ื ทรงกระสอบคอเส้อื รปู
ตัววี ตรงชายคาเสื้อจะติดพู่หอ้ ยลงมา สมยั กอ่ นเสื้อแดงของชาย
โสดจะมีพู่หอ้ ยยาวลงมาเลยชายเสือ้ สว่ นเส้อื แดงของชายท่ีแต่งาน
แล้วจะติดพูห่ อ้ ยลงมาเสมอชายเสอ้ื เพราะชายทีแ่ ต่งงานแลว้ ต้อง
ทางานมากขน้ึ การทใ่ี ส่เส้ือทีม่ พี ู่ยาวจะทาใหร้ งุ รงั ไมส่ ะดวกในการ
ทางาน ผ้ชู ายกะเหรี่ยงจะสวมกางเกงแบบคนไทยภาคเหนือหรือ
บางที่สวมใสแ่ บบโสรง่ พม่า แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะสวมกางเกง
ขายาวตามสมยั นิยมและอาจจะสวมเส้ือแดงทบั เสื้อสีขาวขา้ งในอกี
ทีหน่งึ (ชดุ สทู )
นอกจากน้ีแล้ว เสื้อแดงของผู้ชายกะเหร่ียงจะใช้ผ้าโพก
ศีรษะซึ่งมีลวดลายปักสีแดง และมีถุงย่ามซ่ึงจะออกสีแดง
เช่นเดียวกัน เนอ่ื งจากกะเหรยี่ งสะกอนับถือบรรพบุรุษฝ่ายแม่ แม่
3
จะเป็นเจ้าของบ้านและเป็นใหญ่ในบ้าน วันแต่งงานผู้หญิงท่ีเป็น
เจ้าสาวจะต้องเตรยี มเสื้อผ้า ผ้าโพกศีรษะ และถุงย่ามไว้ให้เจ้าบ่าว
ย่ามนจ้ี ะตอ้ งมีลายทป่ี ากถงุ เพราะเชอ่ื กันว่าสามารถป้องกันผีไม่ให้
ทาร้ายเจ้าบ่าวได้
กะเหรยี่ งสะกอมีความเครง่ ครดั ในการเร่ืองความสัมพันธ์
ระหว่างชายและหญงิ มขี ้อห้ามการไปไหนต่อไหนดว้ ยกนั ตามลาพัง
และการถูกเน้ือต้องตัวกัน การได้เสียกันก่อนแต่งงานถือว่าเป็น
ความผดิ อยา่ งแรง ต้องมกี ารถูกลงโทษปรับสินไหมและต้องทาพิธี
ขอขมาหัวหน้าหมู่บ้าน รวมทั้งสิ่งศักด์ิสิทธิ์ในหมู่บ้านมีการฆ่าหมู
,ไก,่ วัว,ควาย เปน็ ตน้ (แลว้ แต่หวั หนา้ แต่ละหมู่บ้านกาหนดโทษมาก
นอ้ ยเพียงใด) เป็นการปอ้ งกันหนุ่มสาวเล่นไม่ซื่อและเป็นการสอน
หนุ่มสาวไปในตัววา่ ทาไปตอ้ งมีการทาโทษเหมือนคู่น้ีซึ่งเป็นเรื่องที่
นา่ ละอาย การมีชู้โทษถงึ โดนไล่ออกจากหมบู่ า้ น กะเหร่ียงมีการอยู่
อย่างผัวเดียวเมียเดียวตราบจนตายไม่ประพฤติผิดลูกเมียใคร
กะเหรีย่ งสะกอทเ่ี ปน็ แมห่ มา้ ยน้อยมากทจี่ ะแตง่ งานใหม่
ดว้ ยความเช่อื ดงั กลา่ วข้างต้น จึงมีการแยกความแตกต่าง
ของการแต่งกาย ระหว่างสาวโสดและหญิงท่ีแต่งงานแล้ว ผู้หญิง
กะเหรี่ยงท่ียังไม่แต่งงานจะใส่ชุดทอด้วยมือทรงกระสอบสีขาว
(หมายถงึ สาวพรหมจรรย)์ ยาวกรอมถึงเทา้ (ณ.ปจั จบุ ันแปลกตาข้ึน
มที ้ังสเี ขียวและสแี ดงวิวฒั นาการ) ในสมยั กอ่ นถา้ สวมใส่กระโปรงมี
ความยาวแคเ่ ขา่ สาวกจ็ ะอายมากจนมีนทิ านเล่าว่า ถา้ มีชายมาเห็น
เข่าอ่อน สาวผ้นู น้ั ก็จะฆ่าตวั ตาย (เท่ากับว่าเสียความบริสุทธ์ิแล้ว)
4
ชดุ ขาวนจี้ งึ เรยี กวา่ ”เซว้ ้า” ผู้หญิงจะใส่ต้ังแต่เด็กจนถึงวันแต่งงาน
ถึงจะเปล่ียน การใส่ชุดขาวเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ หญิงใดที่
ต้ังครรภ์โดยทยี่ งั ไมไ่ ดเ้ ขา้ พิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณี ก็ถือ
ว่ามคี วามผดิ อย่างร้ายแรง จนกระทั่งมีคาด่าที่ถือว่าเป็นคาหยาบ
คายมากในบรรดากะเหรย่ี งสะกอดว้ ยกัน คืออมุ้ ทอ้ งทงั้ ชุดขาว หรือ
เรยี กวา่ “เด้อเซ้ว้า” สาวโสดมีผ้าโพกศีรษะเพ่ือกันแดดในหน้าฤดู
ร้อน ให้ความอบอุ่นในหน้าฤดูหนาวและเพ่ือป้องกันไม่ให้ผม
สกปรกเร็วจนเกินไป ในวันแต่งงานหญิงสาวกะเหร่ียงจะมีผู้ใหญ่
ชว่ ยเปล่ยี นชดุ ขาวเป็นชุดสาหรับหญงิ ทแ่ี ตง่ งานแล้ว เจา้ สาวจะต้อง
มอบชุดขาวนั้นให้คนอื่นท้ังหมดเพราะไม่ต้องใช้แล้ว แต่จะให้
นอ้ งสาวซงึ่ อาศัยอย่ใู นบา้ นหลังเดียงกันไม่ได้เช่นกัน เพราะเชื่อว่า
จะทาใหน้ ้องไม่ไดแ้ ต่งงาน
ผหู้ ญิงกะเหรี่ยงสะกอท่ีแต่งงานแล้ว จะสวมเส้ือประดับ
ประดาด้วยลูกเดือยและฝ้ายสี การประดิษฐ์ลวดลาย และการใช้
สีสันต่างๆ คดิ คน้ ข้นึ มาแทนส่งิ ท่เี ห็นอยรู่ อบตัว เชน่ นาเมด็ ลูกเดือย
มาเรียงกนั 2 เม็ด หมายถึงรอยรอยเท้าสุนัข หรือการปักไขว้ด้วย
ด้ายสีแดงเปน็ รัศมี หมายถึงพระอาทิตย์ เป็นต้น เสื้อดังกล่าวเป็น
รูปทรงกระสอบ ตัวสั้นเลยเอว คอเส้ือเป็นรูปตัววี แขนในตัว ส้ัน
เลยไหล่มานิดหนอ่อย เส้อื นี้เรียกว่า “เซ้ ซุ “ และจะสวมผ้าซ่ิน ท้ัง
เสอ้ื และผา้ ซน่ิ เปน็ เครอ่ื งหมายแสดงว่ามเี จา้ ของแล้ว จะไมม่ ีชายอ่ืน
มาเกี่ยวข้องอีก สาวโสดจะใส่ชุดของหญิงที่แต่งงานแล้วไม่ได้
เพราะเชื่อกนั ว่าจะทาใหไ้ ม่ไดแ้ ตง่ งาน หรือมลี กู โดยยงั ไม่ได้แต่งงาน
หรืออาจทาให้เป็นบา้ ไปเลยก็ได้ ผู้หญิงท่ีแต่งงานแล้วก็จะกลับไป
5
สวมใสช่ ดุ ขาวอีกไม่ได้ เพราะเป็นการดูถูกความบริสุทธิ์ของหญิง
สาว เสื้อของหญงิ ท่ีแต่งงานแล้ว จะต้องมีลายปัก เพระถ้าไม่มีเช่ือ
วา่ จะทาให้ไม่มีลูก กะเหรี่ยงมีทั้งนับถือผี นับถือศาสนาพุทธ และ
นับถอื ศาสนาครสิ ต์
เส้อื ของหญงิ ท่ีแตง่ งานแลว้ จงึ ตอ้ งมกี ารปกั ลกู เดือย เพราะ
เช่ือกันผไี ด้ และมักจะทอลายลงไปเลย ใช้วธิ ปี กั ดว้ ยมอื ดงั เช่นนี้เสื้อ
ของกะเหรี่ยงท่ีนับถือผีจะใส่ผ้าซิ่นที่มีลายกี่ ผ้าซิ่นของหญิงที่
แตง่ งานแล้วลวดลายของผ้าซ่นิ แสดงความขยันหม่ันเพียรของผู้ทา
ยง่ิ ลวดลายมมี ากก็ยิง่ แสดงความขยนั หม่นั เพียรมมากขนึ้ เท่านัน้
การยอ้ มสขี องผ้ากะเหร่ยี งนั้น จะใช้วัสดุธรรมชาติ วัสดุท่ี
จะนามาย้อม ไดแ้ ก่ เปลอื กไม้สัก ไม้แตง่ ไมป้ ระดู่ เป็นต้น ผู้ชายจะ
เป็นผู้หามาใหจ้ ากปา่ หรือทหี่ า่ งไกลจากที่อยู่อาศัย ส่วนต้นไม้ที่ใช้
ยอ้ มสีเป็นต้นเล็กๆ เช่น ต้นคราม ต้นแสดหรอื เงาะป่า เป็นต้น การ
ย้อมสขี องลายกีจ่ ะต้องไปเอาต้นไม้ชนิดหนึ่งในป่าซึ่งมีสีอย่างลาย
ของก่ี เวลาไปเอาจะตอ้ งไมบ่ อกใคร เพราะจะทาให้ย้อมไม่ติด
ผา้ ซิ่นที่ทอเป็นลายกี่ เชื่อกนั ว่าป้องกนั อันตรายได้ ผู้ชายท่ี
เป็นทหารหรือนักรบ เวลาออกไปรบจะเอาเศษผา้ ถุงของแมม่ าติดไว้
บนศีรษะ เพ่ือป้องกันอันตราย นอกจากน้ีในสมัยก่อน อัตราการ
ตายของหญิงมีครรภ์และของทารกแรกเกิดค่อนข้างสูง จึงเชื่อว่า
ลายกี่จะช่วยป้องกันไม่ให้ทารกตายได้ นอกจากน้ี ขณะที่ผู้หญิง
กะเหรี่ยงกาลังอยู่ไฟหลังคลอดลูก จะเอากระบุงใส่ฟืนท่ีเรียกว่า
6
“เสก่ วะ” มาวางไวใ้ กลก้ บั ประตบู ้าน แลว้ เอาเส้ือที่ติดลายลูกเดือย
มาวางบนปากกระบุง เพื่อปอ้ งกันไมใ่ ห้ผมี าทาร้ายเด็ก เพราะเมื่อผี
มาถึงจะต้องนบั ลกู เดอื ย นับลายเสื้อและลายของกระบุง จนมึนงง
และตาลายไม่สามารถเข้าถึงตัวเด็กได้ และเน่ืองจากความ
หวาดกลัวการตายในระหว่างตั้งครรภ์ จึงเกิดคาด่าที่หยาบคาย
รุนแรงมาก คาวา่ “ซี ทอ เดอ” ซง่ึ แปลว่า “ตายทง้ั ทอ้ งกลม”
เส้ือกะเหร่ียง ส่วนใหญ่จะทอเองด้วยมือ การทอผ้านับเป็น
วัฒนธรรมที่เก่าแก่ดั้งเดิมอย่างหน่ึงของกะเหรี่ยง ได้ทอผ้าใช้ใน
ครอบครวั มาเป็นเวลานานแล้ว รูปแบบการทอผ้ามีลักษณะคล้าย
กบั การทอผ้าของชาวเปรูในสมัยโบราณ และเหมอื นของชนเผ่าหน่ึง
ในแถบในประเทศกัวเตมาลา ฟิลิปปินส์ ปัจจุบันการทอผ้าแบบนี้
ของกะเหร่ียงเรม่ิ เปล่ียนแปลงไป และมแี นวโนม้ ว่าจะสูญหายไปใน
ทส่ี ดุ การทอผ้าทีป่ รากฏเป็นแบบ back strap ท้ังสิ้นซึ่งมีลักษณะ
ดงั นี้ คือ “ ขงึ ด้ายกบั ไม้คาน 2 อนั ในแนวนอน คานด้านหนึ่งผูกติด
กบั หลัก ส่วนคานอีกด้านหน่ึงผู้ทอจะใช้สายหนังวัวคล้องหัวท้าย
ตดิ กับตวั เอวของตน ความตึงของด้ายยืนจึงไม่คงที่ ผู้ทอสามารถ
บงั คบั ใหด้ ้ายยืน ตงึ หรือหยอ่ นไดต้ ามความต้องการ ซึ่งทาให้เกิดผล
ดีคือ เน้ือผ้ามีความเรียบและแน่น สม่าเสมอ ผู้ทอจะโน้มตัวไป
ขา้ งหนา้ เมอื่ ต้องการให้ด้ายยืนหย่อน และเอนตัวมาด้านหลังเมื่อ
ตอ้ งการให้ด้ายตึง เคร่อื งทอแบบกะเหร่ยี งนพ้ี บในประเทศจนี ญี่ปุ่น
พมา่ ธิเบต และหมเู่ กาะมลายู
7
เครอื่ งแตง่ กายผู้ชาย (เชก๊อ)
เครือ่ งแต่งกายผูห้ ญงิ ที่
แตง่ งานแล้ว(เชซู)
8
เครือ่ งแต่งกายผู้หญิงที่ยงั ไมไ่ ด้
แตง่ งาน (เชวา)
9
กำรเกิด
เมอื่ ทารกเกิดสายรกท่ีตดั ออกไปแล้วกจ็ ะบรรจลุ งกระบอก
ไมไ้ ผป่ ดิ ฝาด้วยเศษผ้า แล้วนาไปผกู ไว้ตามต้นไมใ้ นปา่ รอบหมู่บ้าน
ตน้ ไม้ต้นนั้นเรยี กช่อื ว่า “เดปอทู่” แปลว่าต้นสายรก และตน้ ไม้ตน้
นจ้ี ะหา้ มตัดโดยเดด็ ขาด เพราะเชอื่ ว่าขวญั ของทารกจะอาศัยอยูท่ ่ี
นนั่ หากตดั ท้งิ จะใหข้ วัญของทารกหนไี ปและทาให้ทารกล้มป่วยลง
หากวา่ ผู้ใดผหู้ นึ่งตดั ตน้ ไมต้ ้นน้ีโดยเจตนาหรือไมเ่ จตนา จะตอ้ งถกู
ปรบั ด้วยไกห่ นึง่ ตวั พอ่ แม่ก็นาไกต่ ัวน้ไี ปทาพิธเี รยี กขวญั ทารกลับ
คนื มา
10
วนั ท่ไี ปผกู สายทารกติดกับต้นไม้น้ันเพื่อนบ้านทุกคนจะไม่ออกไป
ทางาน ซ่ึงถือว่าเป็นข้อห้าม เรียกข้อห้ามนี้ว่า “ดึต่าเบล” เป็น
กฎหมายประเพณที สี่ ืบทอดกันมาต้ังแตอ่ ดีต เม่ือถึงเวลาขั้วสายรก
หลดุ ออกไปผ้เู ปน็ พอ่ ก็จะไปทาพิธผี กู มอื เรียกขวัญทารก โดยไปทา
พิธที ีใ่ ต้ต้นไม้ที่ผูกติดสายทารกตน้ น้นั เพ่ือให้ขวัญกลับมาอยู่ที่บ้าน
เรียกพิธผี กู ขวัญนวี้ ่า “กเี่ บลจอื ” คือพิธีผกู ขวญั ครัง้ แรกของบุคคลผู้
นี้ท่ีเกดิ มาลมื ตาอยู่บนโลก คนกะเหรี่ยงเชื่อว่าขวัญของคนมีอยู่ 37
ขวญั ที่อยู่ในรปู ของสัตวช์ นดิ ตา่ งๆ การผูกขวัญคร้ังแรกของทารกน้ี
ก็จะทาให้ทารกไดร้ บั ขวัญท่ี 37 ขวัญน้ี โดยครบถ้วน ซ่ึงได้แก่ 1.
ขวญั หวั ใจ 2.ขวัญมือซา้ ย 3.ขวญั มอื ขวา 4.ขวัญเท้าซ้าย 5.ขวัญ
เทา้ ขวา 6.ขวัญหอย 7.ขวัญปู 8.ขวัญปลา 9.ขวัญเขียด 10.ขวัญ
แย้ 11.ขวัญจิ้งหรีด 12.ขวัญตั้กแตน 13.ขวัญตุ๊กแก 14.ขวัญ
แมงมุม 15.ขวญั นก 16.ขวัญหนู 17.ขวัญชะนี 18.ขวัญหมูป่า 19.
ขวัญไก่ป่า 20.ขวัญเก้ง 21.ขวัญกวาง 22.ขวัญสิงห์ 23.ขวัญเสือ
24.ขวญั ช้าง 25.ขวญั ข้าว 26.ขวัญงู 27.ขวญั ตุ่น28.ขวัญเม่น 29.
ขวญั เลียงผา 30.ขวญั แรด 31.ขวัญเต่า 32.ขวัญตะกวด 33.ขวัญ
กุ้ง 34.ขวัญอีเห็น 35.ขวัญกระทิง 36.ขวัญต่อ 37.
ขวัญนกแก๊กนกแกง.
11
12
กำรตำย (พิธีศพ)
ในหมบู่ า้ นหากมีผ้คู นในหม่บู ้านเสียชวี ิตลง เพ่ือนบ้านทุก
คนจะหยุดงานเพราะถือเป็นข้อห้าม ซึ่งเรียกว่า “ดึปกาซะลอ
หม่า” คอื ข้อหา้ มสาหรับวิญญาณทห่ี ลุดหายไป ทุกคนในหมบู่ ้านจะ
หยุดทางานเพื่อที่จะมาร่วมงานศพ โดยเฉพาะหนุ่มสาวจะถือ
โอกาสทาความรู้จัก สนิทสนม ชอบพอกันและแต่งงานกันใน
ภายหลัง ผู้มีฐานะดีจะเก็บศพไว้นานอย่างน้อย 2-3 วัน งานศพ
ใหญโ่ ตจะเก็บไว้นาน ศพผู้มีฐานะดจี ะบรรจไุ ว้ในโลงท่ีประดับอย่าง
สวยงาม สว่ นผูม้ ีฐานะไม่ดีจะใช้เสื่อห่อศพโดยใช้ด้ายดบิ มัดศพ
ขนั ้ แรกญาติพนี่ ้องก็จะอาบน้าศพ และนาเสือ้ ผ้าใหม่ ๆ
มาสวมใส่ให้เสร็จแลว้ ก็จะหอ่ ศพดว้ ยเสอื้ ตขี า้ ว และเตรียมสมั ภาระ
ใหแ้ ก้ศพ หลงั จากห่อศพแล้วจะหาไมไ้ ผ่หนึง่ ท่อนยาวนามาผ่า
ออกเป็น 4 ซกี เทา่ ๆ กัน ครึง่ ท่อนแล้วง่ามลงบนศพเพื่อยดึ ศพให้
13
มัน่ เรียกไมไ้ ผท่ อ่ นนว้ี า่ ไม้ง่ามศพ จากนั้นก็จะนาเสื้อผ้า ของศพที่
ญาติพี่น้องมอบให้ แขวนไว้ท่ปี ลายท่อนไม้ไผ่ เส้ือผ้า และข้าวของ
ของศพนเ้ี รียกวา่ ”ปวา ซี อะ่ กื่อ” มีความหมายว่า “สัมภาระศพ”
เป้าหมายการเตรียมสมั ภาระของศพนี้ ก็เพื่อทาความร่มร่ืนให้ศพ
ขณะเดนิ ทางกลับไปยังโลกหนา้
ตกเย็นขบั ลานาส่งวิญญาณศพ โดยชายหนมุ่ และพอ่ บ้านจะขน้ึ ขับ
ลานาที่ขับในช่วงน้ี จะมีเนื้อหาเก่ียวกับคนตาย ลานาสาหรับศพนผ้ี ู้
ขับจากดั เฉพาะแต่ผู้ชายเทา่ นน้ั ผู้หญิงจะขบั ลานาน้ไี มไ่ ด้ ถอื เป็นสง่ิ
ตอ้ งห้าม โดยลานาที่ขับมชี ือ่ เรียกว่า “ทาโหรค่ วา”
14
ผ้เู สยี ชีวติ ทีเ่ ป็นวยั หนุ่มสาวจะมีการสร้างกระต๊อบหลงั เล็กที่ก่ิวดอย
ใกล้ ๆ หมบู่ า้ น และนาเสือ้ ผ้า ข้าวของไปวางไว้บนกระต๊อบหลังนั้น
ส่ิงของเหล่าน้ีเรียกว่า “เสอะเล” ผู้เสียชีวิตกลุ่มน้ีมีลานาส่ง
วญิ ญาณโดยเฉพาะเชน่ กนั ซ่ึงเรยี กวา่ “ทาเยอลอ” แปลว่า “ลานา
คนึงหา”
กอ่ นปลงศพจะมีการเตรียมสัมภาระและขา้ วของให้ศพ ซง่ึ
ประกอบดว้ ยปัจจยั จาเปน็ ในการดาเนินงาน ได้แก่ ย่าม มีด หมอ้
ชาม ถว้ ย ไม้ขีดไฟ เชื้อมัน เชอื้ ขา้ ว กล้ากล้วย ยาสบู หมาก พลู
เป็นต้น ขา้ วของสัมภาระทั้งหมดจะบรรจลุ งในกะฉุกใบหน่ึง เม่อื ได้
เวลาปลงศพ กะฉุกใบนก้ี ็จะถูกเอาไปดว้ ย ปลงศพเสร็จแลว้ จะนา
กะฉุกใบนี้ไปวางไวใ้ ต้ต้นไม้ จากนน้ั นาขอเกย่ี วคอเสื้อผู้ทาพธิ แี ละ
ดงึ กลบั บ้านพอเปน็ พิธี การทาพธิ ีส่งสมั ภาระ และขา้ วของให้ศพนี้
15
มีความหมายว่า ในโลกหน้าวิญญาณจะต้องกลับไปทามาหากิน
เช่นเดียวกบั ชวี ติ ในโลกนี้ จึงต้องมีการมอบสมั ภาระ และขา้ วของให้
มิเชน่ นั้นจะลาบาก ไม่มีข้าวของ และเครื่องใช้ในการทามาหากิน
อย่างไรกต็ าม ปัจจบุ นั พิธีเเบบดงั้ เดิมมกี ารปรับเปล่ียนตามยุคสมัย
เชน่ เสอ่ื ตขี ้าวท่ใี ชห้ ่อศพไดม้ กี ารเปลย่ี นมาใช้เป็นโลงศพเเทน การ
ขับลานามนี อ้ ยลง ย่นระยะเวลาและข้ันตอนต่างๆลงไป
16
ประเพณีมัดมอื ประจำปี
งานมดั มอื ประจาปีหรืองานทาขวญั ประจาปีของกะเหร่ียง
เรยี กวา่ “กิจ๊ึ” จะจดั ขนึ้ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน
หมอผปี ระจาหมบู่ า้ นจะเปน็ คนกาหนดวนั หากหม่บู ้านใดมีหมอผี 2
คนงานมัดมอื ก็จะมี 2 งานซ่ึงวันจะไม่ตรงกัน พิธีมัดมือปีใหม่เป็น
สัญลักษณข์ องการเรม่ิ ต้นฤดกู าลการเพาะปลูก หลังจากงานมัดมือ
ปใี หมแ่ ล้วไม่นาน จะเริ่มถางไร่และเตรียมท่ีนาสาหรับเพาะปลูก
กอ่ นวันพิธี 1 วันชาวกะเหรี่ยงจะทาข้าวเหนี่ยวต้มเตรียมไว้ จะมี
การฆ่าควายท่ีรวมเงินกันซื้อมา แล้วมาแบ่งกันทาอาหาร
รบั ประทาน เนื้อควายนีเ้ ขาจะไมใ่ ชใ้ นพิธีกรรมเลย กับท้ังมีการต้ม
เหล้า ซง่ึ ใชเ้ วลาประมาณ 4-5 ช่วั โมง และมีการตาข้าวปุก๊
พิธมี ดั มือทาขวัญ เรมิ่ ดว้ ยพ่อแมเ่ อาตะกร้าใส่ส่ิงของต่างๆ
เช่น เส้ือ ผ้าถุง ผ้าโพกหัวของแม่บ้าน ซึ่งเป็นของใหม่ ไก่ เหล้า
ขา้ วเหนียวตม้ เปน็ ตน้ ไปวางไว้ทีห่ ัวบนั ไดข้างหน่ึง มือหนึ่งจับไก่2
ตวั เปน็ ไกต่ ัวผ้กู ับตวั เมีย ไว้ให้อยู่นิ่งๆ อีกมือข้างหน่ึงใช้ไม้คนหม้อ
ขา้ วเคาะหัวบนั ได พรอ้ มทง้ั สวดมนต์ เม่ือเสร็จแล้วก็ไปอีกหัวหนึ่ง
บันได จากน้ันยกตะกร้าเข้ามาไปในบ้าน เคาะและสวดมนต์ตรง
ด้านหัวนอนของพ่อบ้านและแม่บ้าน สวดเสร็จก็ฆ่าไก่เอามาลวก
ถอนขนออกแล้วเอาไปย่างไฟให้หอมเพ่ือนาไปทากับข้าว เมื่อ
ทากบั ข้าวเสร็จกจ็ ดั อาหารลงบนขันโตก อาหารมีข้าว กับข้าว ข้าว
ป๊กุ ขา้ วเหนยี วต้มทีแ่ กะออกแล้ว และเหลา้ 1 ถ้วย จากน้ันเอาเส้น
ฝ้ายทีมีความยาวประมาณ 14-15 นิ้วมาวางพาดบนขันโตกให้ถูก
ข้าวแกงและขนม เส้นฝ้ายนี้มีจานวนเท่าสมาชิกของครอบครัว
17
จากนั้น พอ่ บ้านทาพธิ ีดว้ ยการเอาไม้คนหม้อข้าวเคาะขันโตก แล้ว
สวดมนต์เรยี กขวญั มากินอาหาร พอสวดเสร็จ พ่อบ้านหรือแม่บ้าน
เอาดา้ ยขวัญผกู ขอ้ มอื ลูกทุกคน จากลกู คนเลก็ ไปยงั ลกู คนโต พร้อม
ทั้งสวดมนตเ์ รยี กขวัญให้อยู่กับตัว เมื่อผูกเสร็จพ่อบ้านกับแม่บ้าน
จะผลัดกันผูกมือแก่กันและกัน พร้อมที่ทั้งสวดมนต์ให้แก่กัน
จากน้ันพอ่ บา้ นจะยกถ้วยเหล้าขึ้นจบเทลงไปพอเป็นพิธี แล้วสวด
มนตใ์ หผ้ ีลงมาดมื่ สรุ าถ้วยนั้น และขอให้ปกป้องดูแลรักษาโรคภัย
ให้แกส่ มาชิกในครอบครวั ทาให้เกิดความเป็นสริ ิมงคลการทามาหา
กินสะดวก ปลูกพืชได้ผลดี พอสวดเสร็จทุกคนก็ด่ืมเหล้าด้วยกัน
และกนิ ข้าวในโตกร่วมกันเปน็ อันเสร็จพิธี
ภาพประกอบพธิ ีมัดมอื (กจิ ๊ึ)
18
ภาพประกอบพธิ มี ดั มือ (กิจึ๊)
19
ภาพประกอบพธิ มี ดั มือ (กิจึ๊)
20
ภาพประกอบพธิ มี ดั มือ (กิจึ๊)
21
พอตกกลางคนื จะมกี ารด่ืมเหล้าและรอ้ งเพลงกัน การร้องและการ
ดื่มนี้จะต้องวนเวยี นไปจนครบทุกบ้านกล่าวแต่คาอันเป็นมงคลแก่
ชีวิต พิธีมัดมือข้ึนปีใหม่น้ี มีเรื่องความเช่ือและกฎเกณฑ์ท่ีควร
ปฏิบัติเก่ียวข้องอีกมาก มีความแตกต่างในรายละเอียดระหว่าง
หมู่บ้านของแต่ละหม่บู ้าน และแตกตา่ งตามความเช่ือของหมอผีแต่
ละคน แตม่ คี วามเชื่อท่ีสาคญั คือ หากเดือนที่กาหนดจะมีงานมัดมือ
ขึ้นปีใหม่น้ี เกดิ เหตุการณไ์ มด่ ไี ม่งามในหมู่บา้ น เชน่ มคี นตาย มีเสือ
เข้ามากินสัตว์เล้ียงในบ้าน มีหนุ่มสาวได้เสียกัน เป็นต้น ก็ต้อง
ยกเลกิ หมดถอื ว่าการเตรยี มการครั้งนี้ไม่ดี ทาต่อไปไม่เกิดผลดีต่อ
คนในหมู่บา้ น ต้องเลื่อนไปจัดในเดือนตอ่ ไป หรือหากจัดพิธีไปแล้ว
เกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้นทีหลัง จะถือว่างานท่ีจัดไปแล้วนั้นใช้ไม่ได้
เชน่ กนั ต้องจดั พธิ กี นั ใหมอ่ กี
22
ประเพณีแต่งงำน
หนุ่มและสาวกะเหรี่ยง มักมีโอกาสพบปะสนทนากันใน
ตอนกลางคืน หนุ่มกะเหรยี่ งจะไปหาสาวท่ีบ้าน และน่ังสนทนากัน
บนบ้านซึ่งอาจเป็นนอกห้องหรือในห้อง ส่วนใหญ่จะเป็นในห้อง
เพราะมีเตาไฟที่ให้แสงสว่างอยู่กลางห้อง เน่ืองจากบ้านของ
กะเหร่ียงมหี อ้ งเพยี งห้องเดียว ในขณะทสี่ นทนากนั พอ่ แม่ก็จะนอน
อย่ใู กลเ้ ตาไฟนน่ั เอง นอกจากทบี่ า้ นของหญิงสาวแลว้ โอกาสที่หนุ่ม
สาวกะเหรีย่ งจะไดพ้ บกัน คอื ในงานศพเวลากลางคืนพวกหนุ่มสาว
จะเดินรอบๆ ศพ และกอดคอกันร้องเพลงระหว่างหญิงกับหญิง
ชายกับชายนัน้ อวยพรให้ผตู้ ายไปสู่ทีช่ อบ (หา้ มกอดกันเด็ดขาดชาย
กบั หญิง) โอกาสนเี้ ป็นโอกาสทหี่ นุ่มสาวจะได้ใกล้ชิดและสนิทสนม
กันมาก การร้องเพลงในงานศพนี้ท้ังฝ่ายหญิงและฝ่ายชายจะ
โต้ตอบบทเพลงกนั และกนั อย่างสนุกแบบมีศิลปะ หนุ่มๆ สาวๆ คู่
ไหนชอบพอกันฝ่ายชายใดท่ีมีลูกคอเสียงดีโชว์ออกมาด้วยเสียงท่ี
ไพเราะมีความหมาย มีความซาบซ้ึงให้ฝ่ายหญิงที่ตนจับคู่ได้ฟัง
หญิงสาวบางคนมีความซาบซ้ึงในบทเพลงที่ฝ่ายชายร้องโต้กลับ
23
มาถงึ น้าตาซึมร่วงก็มี ฝ่ายผู้หญิงก็เหมือนกันโต้กลับฝ่ายชายด้วย
เสียงทไ่ี พเราะผู้ชายถงึ นา้ ตารว่ งก็มีเหมือนกัน การร้องเพลงในงาน
ศพจุดม่งุ หมายกค็ อื
1. เพอ่ื ใหเ้ กิดความสมานสามัคคีในงานการจดั งานศพ
2. เพอ่ื ให้ชายหน่มุ หญงิ สาวจะไดม้ ีโอกาสเกย้ี วพาราสีกนั
3. เพอ่ื ให้หนุ่มสาวฝึกรอ้ งเพลงให้เปน็
4. เพ่ือส่งดวงวญิ ญาณของผตู้ ายไปสสู่ คุ ติ เป็นต้น
หากหนุ่มสาวไดเ้ สยี กนั ก่อนแต่งงาน ก็จะต้องมีการขอขมา
ตอ่ ผเี จ้าท่ี ซึ่งเป็นผีบ้านไม่ใช่ผีเรือนและให้มีการขอขมาต่อผู้เฒ่า
รวมทั้งหัวหน้าหมู่บ้านและหมอผีด้วย วันต่อมาจึงจะจัดให้มีการ
แตง่ งานกัน พธิ ีการแตง่ งานของหนุ่มสาว ที่ได้เสียกันก่อนแต่งงาน
จะไม่มีงานสนกุ สนานร่ืนเรงิ เหมือนงานแต่งท่ีเป็นหนุ่มสาวบริสุทธ์ิ
แตท่ าพอเป็นพิธีเท่านั้นกะเหรี่ยงหนุ่มสาวที่บริสุทธิ์ จะไม่ยอมไป
รว่ มในพิธีด้วย เพราะเกรงวา่ จะเอาตัวอย่างเหล่านี้ซ่ึงเป็นสิ่งที่ไม่ดี
มาใช้ และถอื วา่ เปน็ การผิดประเพณีกะเหร่ียงทาให้วงศ์ตระกูลให้
เกิดเร่อื งนา่ ละอาย ถา้ หนุ่มสาวคู่ท่ีไดเ้ สยี กันไม่ใช่หนุ่มสาวหรือสาว
โสด กจ็ ะต้องถูกปรับเปน็ เงนิ และสตั วเ์ ลยี้ งได้แก่ หมู ไก่ และควาย
เป็นตน้
หลกั การพิธีแตง่ งาน เร่มิ ดว้ ยการใหผ้ ู้เฒ่าผู้แก่มาทาบทาม
เพือ่ ถามความสมคั รใจท้ังสองคนก่อน จากนั้นจะเป็นการสู่ขอโดย
ฝา่ ยหญิงไดใ้ หผ้ ู้อาวุโสชาย 2 คนไปหาฝ่ายชาย ประเพณีการสู่ขอ
24
ของกะเหร่ียงผู้หญิงจะเป็นผู้สู่ขอผู้ชาย หลังจากยินยอมตกลงกัน
แล้ว ท้ังสองฝ่ายก็ได้นัดหมายกันว่า อีกเจ็ดวันจะทาพิธีแต่งงาน
เมอ่ื ฝ่ายชายเต็มใจรับการสู่ขอ ก็จะมีผู้อาวุโสชายฝ่ายชาย 2 คน
และหนมุ่ โสด 1 คน ท่ีไม่ใช่พี่น้องของเจ้าบ่าว รับการสูขอเพ่ือนัด
หมายวันแต่งงาน ชายหนุ่มโสดคนนี้จะเป็นตัวประกันในการ
แตง่ งาน หากเจา้ บ่าวตัวจรงิ เกิดขัดข้องด้วยเหตุใดก็ตาม ชายหนุ่ม
คนนี้จะต้องแตง่ งานแทนเจ้าบ่าวตัวจริง ไปยังบ้านฝ่ายหญิงก็จะมี
การฆ่าไกเ่ พ่ือต้มหรือแกง และมกี ารเตรยี มเหล้าเลี้ยงพวกท่ีมาเพ่ือ
เปน็ การยนื ยันวา่ จะไมม่ ีฝ่ายใดฝ่ายหนง่ึ ผดิ สญั ญา หากมีฝ่ายใดฝ่าย
หนงึ่ บิดพล้ิว ฝ่ายน้ันจะหาคู่ครองยาก เพราะไม่มีสัจจะ จะมีการ
กาหนดวันแต่งงาน ซ่ึงจะจัดข้ึนภายใน 7-9 วัน หลังจากวันสู่ขอ
และต้องเป็นวันท่ีคี่ เช่น วันที่ 3 วันที่ 5 วันที่ 7 หรือวันที่ 9
หลังจากการสู่ขอ จะเป็นวันไหนก็ใช้วิธีปักกระดูกไก่ดูเอา เมื่อ
กาหนดวันแล้วก็บอกไปยังญาติมิตรท้ังหลาย จะได้เตรียมตัว
ชว่ ยเหลือ เชน่ เตรยี มหมู ไก่ หรือเหลา้ สารบั ใชใ้ นพธิ แี ตง่ งาน
ในวนั แตง่ งาน ฝ่ายชายจัดขบวนแห่ซึ่งมีกรร้องทาเพลง ตี
ฆอ้ งกลองกันอย่างสนุกสนาน เดินไปบ้านเจ้าสาว ทุกคนแต่งกาย
แบบกะเหร่ียง เจ้าบ่าวจะแต่งกายด้วยเส้ือผ้าเก่าๆ ในขบวนแห่
เจ้าบา่ วต้องเตรยี มสิง่ ของใส่ตะกรา้ แล้วให้หญิงอาวุโสพาดไป การ
พาดกค็ อื การใช้สายคล้องสะพายอยู่ตรงหน้าผาก และตะกร้าอยู่
ข้างหลัง ในตะกร้าจะมีของมีเครื่องมือ เช่น พร้า จอบเสียม เงิน
ก้อนโบราณ เงินเหรียญซึ่งเป็นโลหะเงิน ผ้าโพกศรีษะ เส้ือและ
ผ้านุ่งใหม่ของแมบ่ า้ น เป็นต้น ฝา่ ยเจา้ สาวจะจัดขบวนที่มีแต่ผู้ชาย
25
ไปรบั และนาเข้ามาในบ้าน ในขบวนของแต่ละฝ่ายจะมีผู้ร่ายเวทย์
มนตค์ าถาไปด้วย
เม่อื ขบวนเจา้ บา่ วไปถึงลานบา้ นเจา้ สาว ก็จะมีพิธีดื่มเหล้า
โดยเจ้าสาวเอาเหลา้ ที่เป็นเหล้าขวดแรกจากากรตม้ กลน่ั ครงั้ แรก ซึ่ง
เรียกว่า”ซิโข” หมายถึงหัวเหล้า แก้วสุดท้ายเรียกว่า”ซิคี”
หมายถึงกน้ เหล้า (เรยี กพธิ ีกรรมนี้ว่าแควะ ซิ หมายถึงพิธีหัวเหล้า
และก้นเหล้า) รินใหเ้ จา้ บา่ ว 1 แก้ว เจ้าบา่ วจะส่งให้หัวหน้าผู้รอบรู้
เวทย์มนต์คาถาอาคม ทาการเสกเป่าและอวยพรให้อยู่ดีมีสุข เสร็จ
แลว้ หัวหน้าจะรินเหล้าลงพื้นดินนิดหน่อย แล้วเจ้าสาวส่งกลับให้
เจ้าบา่ วดื่มจนหมด สุราท่ีเหลือในขวดก็ส่งให้ญาติพ่ีน้องดื่มกันจน
หมด จากนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวก็รินเหล้าของตนให้เจ้าสาวและทาพิธี
เช่นเดียวกัน เมื่อทาพิธีดื่มเหล้าแล้ว ก็ขึ้นบนบ้านขณะข้ึนถึงหัว
บันไดบ้านจะมญี าติอาวุโสฝ่ายหญิงเอาน้าเย็นราดลงบนเท้าของคู่
บ่าวสาวเพื่อล้างเสนียดจัญไร พร้อมกล่าวคาอวยพร พรรคพวกของ
ทัง้ สองฝ่ายทตี่ ามมา กจ็ ะมกี ารสรรดน้าท่ีเท้าทุกคน จากนั้นทาพิธี
ปอ้ นข้าว โดยเจ้าสาวเอาข้าวและอาหารใสถ่ ้วยเลก็ ให้เจ้าบ่าวกินให้
หมดจานวนหนึ่งคา จากน้ันญาติของท้ังสองฝ่ายก็จะทาแบบ
เดียวกัน แล้วจึงลงมือรับประทานอาหารกันตามปกติ เมื่อ
รบั ประทานอาหารเสร็จแลว้ พรรคพวกของทั้งฝ่ายจะดื่มเหล้าและ
ร้องเพลงของเผ่า (ทาแต่งงาน) ตามบ้านญาติพ่ีน้องของเจ้าสาว
แล้วพากันกลับมาบ้านเจ้าสาว มาดืม่ เหล้ากันอีก โดยหวั หนา้ ทั้งสอง
ฝ่ายต่างอวยพรให้เจา้ บา่ วเจา้ สาว
26
ประเพณขี องกะเหร่ยี งก็เปน็ เช่นนี้ถอื ว่าข้าวเป็นชีวิต จึงให้
ความสาคัญกับเหล้าท่ีมาจากข้าวสาหรัญทาพิธีกรรมทุกๆ อย่าง
เหล้าสองแก้วแรกทรี่ ลิ นลงไปเรียกว่า “ซิโข” หมายถึงหวั เหล้า สอง
แก้วสุดท้ายเรียกว่า “ซิคี “หมายถึง ก้นเหล้า และเรียกรวม
พธิ กี รรมน้ีวา่ “แควะ ซิ” หมายถงึ พิธีดม่ื หัวเหล้าและก้นเหลา้
ตอนนั่งด่ืมเหล้า เจ้าสาวนาสายกระพวนมาคล้องคอ
เจา้ บา่ ว และนาบุหร่ีสองมวนมาให้ มวนหน่ึงจุดไฟให้เจ้าบ่าว อีก
มวนหนง่ึ ใหเ้ จา้ บา่ วถือไวใ้ นมือ แล้วเจ้าสาวก็ตระเวนท่ัวในบ้านไล่
แจกสายกระพวนแก่เพื่อนบ้านที่มากับเจ้าบ่าว ระหว่างพิธีด่ืมหัว
เหลา้ -กน้ เหลา้ คนอื่นๆ กด็ ่ืมเหลา้ ดว้ ย พร้อมกบั ขับลานาโต้ตอบกัน
อย่างสนุกสนานเจ้าบา่ วจะก่อ แขกผ้มู าเยือนจะรบั เนื้อหาลานาเป็น
การถามไถ่กันถึงการเดินทางว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีความทุกข์
ยากลาบากใจอะไรบ้างไหม เจอะเจอกับอะไรบ้าง หลังจากนั้น
หลายคนอกจากบ้านแยกย้ายไปยังบ้านอื่น พาเจ้าบ่าวไปด้วย
เจ้าบา่ วคืนแรกไปนอนอีกบ้านหน่ึงซง่ึ ไม่ใช่บ้านเจ้าสาวแต่อาจบ้าน
ของหัวหน้าผู้มาขอนัดวันแต่งงานเจ้าบ่าวสาวน่ันเอง หรือคืนน้ี
เจ้าบ่าวไม่ได้นอนเลยทั้งคืนเพราะไปกับผู้ใหญ่ซ่ึงขับเสียงลานา
โตต้ อบกันท้ังคืน วันรุ่งข้ึนผู้ชายฝ่ายเจ้าสาวมารับเจ้าบ่าวมาบ้าน
ของเจ้าสาว เพราะมีพิธอี ีกข้นั ตอนหนึ่งคือการผูกข้อมือร่วมกัน ให้
เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวน่ังลงใกล้กันใกล้ขันโตก ผู้อาวุโสคนหน่ึงใน
หมู่บ้านนาด้ายขาวสองเส้น ผูกข้อมือเจ้าบ่าวก่อนแล้วผูกข้อมือ
เจ้าสาวต่อ ขณะผูกข้อมือท่านอธิษฐานอวยพรแก่เจ้าบ่าวและ
เจา้ สาว จากนน้ั แม่เจา้ สาวนาขวดเหลา้ ใหเ้ จา้ บ่าวรนิ หวั เหล้าเขาให้
27
เจา้ บ่าวดืม่ กน้ เหล้าให้เจา้ สาวดมื่ แลว้ เจ้าบ่าวเจ้าสาวพร้อมกับพ่อ
แม่ญาติพี่นอ้ งกล็ งมือกินขา้ ว เพอ่ื นบ้านของเจ้าบ่าวก็ขึ้นมากินข้าว
ในเวลานนั้ ด้วย
เม่ือทกุ คนกนิ ขา้ วอ่ิมแลว้ เพือ่ นบ้านของเจา้ บ่าวพากันกลับ
บ้าน ทิ้งเจ้าบ่าวไว้คนเดียวที่หมู่บ้านเจ้าสาว เจ้าบ่าวมีความรู้สึก
อยา่ งไรเมื่อตามองตามเพื่อนบ้านกลับไป (คงเศร้าสร้อยจนน้าตา
ไหลรินแน่เลย)เจ้าบ่าวตอ้ งนอนท่ีหมู่บ้านนี้อีกหน่ึงคืน ตกกลางคืน
เจา้ สาวจะตอ้ งเปลี่ยนเครอื่ งแต่งกายเปน็ ชุดแม่บ้านสีดาใหม่เอี่ยมท่ี
เรยี กว่า “เชซู” (คือผ้าเส้ือท่อนบนของชุดแม่บ้านผู้ออกเหย้าออก
เรือนแล้ว หมายถงึ เสือ้ ดา หรอื เรียกอีกอย่างหน่ึงได้ว่า “เชเบอะ”
หมายถึงเสื้อปักลูกเดือย ท่ีเรียกว่าเส้ือดาและเส้ือปักลูกเดือย
เพราะท่อนลา่ งยังมีอีกเรียกว่า “หน่ีหรือซ่ิน” เป็นพ้ืนสีแดงและมี
ลายมดั หม่ีตัดขวางตลอดท้ังผืน) ส่วนเจ้าบ่าวนั้นต้องใส่เส้ือแดงท่ี
เรยี กวา่ “เชก๊อ” ซึง่ เจา้ สาวเป็นผู้ทอให้เจ้าบ่าว ยื่นให้เจ้าบ่าวด้วย
มือของเจ้าสาวเอง (เชก๊อ หมายถึงเส้ือผู้ชายเป็นผ้าสีแดง คาน้ีมี
ความหมายสวยสดงดงามและมีความบริสุทธ์ิผุดผ่อง) เวลานี้
เจ้าบ่าวและเจา้ สาวต่างอยู่ในชุดแต่งงานทั้งสองคน รอเวลาพิธีส่ง
เขา้ เรือนหอตอ่ ไป คา่ คนื นีย้ งั มีขา้ วเย็นอีกมอื้ หนง่ึ ซงึ่ ญาติเจ้าสาวไป
เชญิ ชวนผู้อาวุโส 3-4 ทา่ น ทนี่ าทางเจา้ บ่าวไปเยี่ยมตามบ้านต่างๆ
เม่ือตอนกลางวันให้มากินข้าวด้วย เพื่อมาเป็นพยานในการส่ง
เจา้ สาวเจ้าบา่ วสู่เรือนหอ ทกุ คนกนิ ข้าวพรอ้ มกันด่ืมเหล้าเสร็จแล้ว
จากนัน้ ผอู้ าวโุ สเดนิ ออกจากบา้ นไปทีละคนๆ จนหมด และบอกกับ
28
เจา้ บา่ วว่า “หลานเอ๋ย ขอให้โชคดีมีสขุ มีไข่ดกออกลูกดี สืบลูกสืบ
หลานตอ่ ๆ ไปเถอะ”
หลงั จากเจ้าสาวเจ้าบ่าวดม่ื เหลา้ และรับประทานอาหารเสร็จแล้ว
เจ้าสาวจะเปล่ยี นเครื่องแตง่ กายให้เจา้ บ่าวใหม่ จากนั้นหัวหน้าฝ่าย
เจา้ บ่าวจะแจกของในตะกร้า ที่นามาให้ญาติอาวุโสซ่ึงเป็นหัวหน้า
ครอบครวั ของเจา้ สาว ส่วนเงินหล่อแท่งเก็บเอาไว้เป็นของประจา
ตระกูลตอ่ ไป
เป็นอนั เสร็จพิธีการแต่งงานท่ีบ้านเจ้าสาว ชาวกะเหรี่ยง
นิยมจัดงานแต่งงาน 2 วนั วันทีส่ องจะทาพิธีท่ีบ้านเจ้าบ่าว วันแรก
เจา้ สาวยงั ไม่เปลยี่ นเครื่องแตง่ กายชุดขาวทรงกระสอบทแี่ สดงความ
เป็นสาวพรหมจารีย์ แต่จะไปเปลี่ยนเป็นนุ่งผ้าถุงและสวมเส้ือ
สาหรบั หญิงมีเรอื นในวนั รุง่ ข้นึ พิธใี นวันท่ีสอง ดาเนินไปในลักษณะ
เดียวกับวนั แรก เช่น หญิงอาวุโสฝ่ายหญิงจะเตรียมของใส่ตะกร้า
ร่วมขบวนแห่ไปยงั บ้านเจา้ บ่าว เปน็ ตน้
สองคืนกับหนงึ่ วนั ท่ีคา้ งอย่ทู บี่ ้านเจ้าสาว วันน้ีเจ้าบ่าวและ
เจ้าสาวต้องกลับไปยังบ้านเจ้าบ่าวพร้อมกับเพื่อนบ้านท่ีเป็นฝ่าย
เจ้าสาวเป็นพยาน เมื่อรวมกันที่บ้านเจ้าสาวแล้ว จากน้ันก็ออก
เดินทางไปยงั หมบู่ ้านเจา้ บา่ ว เมือ่ ถงึ บ้านเจ้าบ่าวกจ็ ะมเี พ่ือนบ้านรอ
รับมากมาย เพื่อมาทาพิธีกันในฝ่ายของเจ้าบ่าวต่อ พ่อแม่ของ
เจ้าบ่าวยืนรอลกู ชายและลูกสะใภใ้ หม่ทีเ่ ชิงบันได ในมือถอื กระบอก
ไม้ไผ่ตกั น้าคนละกระบอก มกี อ้ นหินหนึง่ ก้อนวางอยู่ข้างหน้าให้ลูก
29
ชายกบั ลูกสะใภ้เหยยี บบนกอ้ นหิน เจ้าบ่าวเหยียบเท้าขวาเจ้าสาว
เหยยี บเท้าซ้าย พ่อแม่เทน้าลงไปบนเท้าของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว
พร้อมกับอธิษฐานว่า “มีแรงกิน มีแรงทา มีอายุยืนด่ังก้อนหิน มี
ความร่มเยน็ ดั่งนา้ อย่าได้เจอะเจอกบั ความทกุ ขย์ ากลาบากใจเลย”
จากน้ันข้ึนบนบ้าน รินเหล้าให้ผู้อาวุโสของหมู่บ้านและ
ท่านก็อธิษฐานอวยพรให้ ตกตอนกลางคืนก็มีเสียงร้องเพลง
กะเหรีย่ งขับลานาโต้ตอบกันดังระงมท้ังหมู่บ้านระหว่างแขกฝ่าย
เจ้าสาวกบั ฝ่ายเจา้ บ่าว ที่หมู่บ้านของเจ้าบ่าวไม่มีพิธีอะไรอีกแล้ว
นอกจากการเลี้ยงอาหารและฉลองกันเท่านัน้
พิธีกรรมท้ังหมดอยู่ท่ีบ้านฝ่ายเจ้าสาว เพราะตาม
วฒั นธรรมกะเหรย่ี งพธิ ีกรรมภายในบ้านจะเปน็ ของผหู้ ญิง วันรุ่งข้ึน
มกี ารเลี้ยงอาหารแขกและเพอ่ื นบา้ นอกี คร้ังหน่ึง จากน้ันเพ่ือนบ้าน
ของเจา้ สาวต่างพากันกลบั บ้านท้งิ เจา้ สาวใหร้ ้องไห้ไวเ้ พยี งผู้เดียวให้
อยู่กับเจ้าบ่าว เจ้าสาวน้าตาคลอมเบ้าล้นเอ่อ คงมีความรู้สึก
เช่ นเ ดีย วกั บต อนเจ้ าบ่ าว คร้ั งถู ก เพื่ อนบ้า นท้ิ งไ ว้เ พีย งผู้ เ ดี ยว ใน
หมบู่ ้านของเธอเมอ่ื วนั ก่อนนัน่ เอง
ในพิธีแต่งงานเจ้าสาวจะตอ้ งแสดงฝมี อื ในการต้มกล่ันเหล้า
ให้บิดามารดาฝ่ายเจ้าบ่าวดื่ม โดยเจ้าสาวยังค้างอยู่ที่หมู่บ้าน
เจ้าบ่าวอีกประมาณ 7 วัน ระหว่างนี้เจ้าสาวได้ต้มเหล้าให้พ่อแม่
สามีหน่งึ หม้อ เพราะประเพณกี ะเหรย่ี ง ส่ิงที่ลูกสะใภ้ต้องทาให้กับ
30
พ่อแม่สามีอันดับแรกคือการต้มเหล้า ซ่ึงจะเป็นการพิสูจน์ว่า
ลกู สะใภเ้ กง่ กาจในหนา้ ท่ขี องสตรีหรอื ไม่
เมอื่ เจา้ สาวตม้ เหล้าเสร็จแล้วพ่อแม่เจ้าบ่าวก็เรียกญาติพ่ี
นอ้ งทกุ คนมาร่วมกนั ด่ืม ทุกคนแสดงความคิดเห็นต่างๆ เช่นว่า มี
รสชาตดิ ีและอร่อยกล่าวชมเชยในฝีมือทงั้ พ่อแม่เจ้าบ่าวและญาติพ่ี
น้องต่างพึงพอใจทั่วหน้า เพราะน่ีแสดงถึงนิมิตหมายอันดี ท่ีชีวิต
ครอบครัวของเจา้ บ่าวเจา้ สาวจะมีแต่งความราบร่ืนและอยู่ด้วยกัน
อย่างมีความสุข ในวันที่ 8 เขาทั้งสองคนต้องกลับไปยังหมู่บ้าน
เจา้ สาวเพราะผชู้ ายกะเหรีย่ งเมอ่ื แตง่ งานแล้ว ต้องไปอยู่อาศัยบ้าน
ผหู้ ญิง ก่อนกลับน้ันแม่เจ้าบ่าวได้เตรียมกระชุหนึ่งใบให้ลูกสะใภ้
ใหม่แบกกลับไปด้วย ขา้ งในบรรจเุ สอ้ื ผา้ ซ่ึงเป็นชุดแม่บ้านหลายชุด
ดว้ ยกัน เป็นของทีแ่ ม่สามีต้องใหก้ บั สะใภต้ ามประเพณี เมื่อกลับไป
หมู่บา้ นเจ้าสาวแล้วแม่ยายบอกว่ายังมีอีกส่ิงหน่ึงที่ลูกเขยและลูก
สาวของทา่ นต้องทา คือการไปหาของกินร่วมกันครั้งแรก เรียกว่า
“ฆือ เอาะ ชุ ตา”
การไปหาของกนิ ร่วมกันคร้ังแรกน้ีต้องมีสามีภรรยาหนึ่งคู่
ไปเป็นพีเ่ ลย้ี งไมเ่ ชน่ นน้ั ถือวา่ ไมด่ ี ไปหาของกนิ จาพวกกุ้ง ปู ปลา ที่
หว้ ยหรือแมน่ ้า ไมไ่ กลจากหมบู่ า้ นเทา่ ใดนัก เมื่อได้กุ้ง ปู ปลาและ
อ่ืนๆ แล้วมาลา้ งใส่ลงหมอ้ คนทาอาหารนาหนิ ก้อนเทา่ หัวแม่มือสอง
กอ้ นใส่หม้อลงไปดว้ ยเป็นความเชื่อที่ต้องทาเช่นน้ีเป็นการอวยพร
เจ้าบา่ วเจา้ สาวทงั้ สองใหม้ ีอายยุ นื ด่ังกอ้ นหนิ สองก้อนนี้และร่วมกัน
กนิ ข้าว เจา้ สาวเก็บไวใ้ หด้ ีอยา่ โยนทิ้งหากมันหายขอให้มันหายมัน
31
เอง นเ่ี ปน็ ธรรมเนียมประเพณีขั้นสุดท้ายสาหรับการแต่งงาน คน
กะเหร่ียงถือวา่ ชวี ิตงานแต่งงานสาคัญมาก จึงมีขั้นตอนธรรมเนียม
ประเพณีมากมายและใชเ้ วลายาวนานเป็นอันเสร็จพิธีการแต่งงาน
ท่สี มบรู ณแ์ บบของกะเหร่ียง สาหรับบางคนน้นั งานแต่งใช้เวลานาน
ถึง 14-21 วัน คือนับตั้งแต่การไปสู่ขอจนถึงการไปหาของกิน
รว่ มกนั ครง้ั แรก
ภาพประกอบพิธแี ตง่ งานของชาวกะเหรีย่ ง
32
ภาพประกอบพธิ แี ตง่ งานของชาวกะเหรยี่ ง
33
ภาพประกอบพธิ แี ตง่ งานของชาวกะเหรยี่ ง
34
ภาพประกอบพธิ แี ตง่ งานของชาวกะเหรยี่ ง
35
พิธกี ำรเรยี กขวัญคน
พิธีกรรม "เรียกขวญั " หรือเรยี กขวัญตามความเช่ือเชื่อว่า
ในรา่ งกายของคนเราประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้า ลม ไฟ ก่อ
ตัวกันข้ึนมาเปน็ รูปรา่ งท่ปี ระกอบด้วยอาการ 32 เป็นอวัยวะต่าง ๆ
ของร่างกายและเชื่อว่าจะมี "ขวัญ" หรือจิตเข้ามาเป็นส่วนคอย
ควบคุมการดารงอยู่ของร่างกายเช่น ขวัญแข้ง, ขวัญขา, ขวัญตา,
ขวัญหู, ขวัญใจ, ขวัญคอ ซึ่งขวัญของส่วนต่าง ๆ ก่อให้เกิด
ความสัมพันธ์กนั ท้งั รา่ งกายและจติ หรือขวัญซึ่งหากส่วน
ใดสว่ นหนึ่งได้รับการกระทบกระเทือนก็จะส่งผลให้อีกส่วนได้รับ
ผลกระทบไปพร้อม ๆ กัน อาทิเช่น เม่ือร่างกาย ได้รับความ
กร ะ ท บ กร ะ เ ทื อนบ าดเ จ็ บ ขึ้ นมาก็ย่ อม ส่ งผ ล ให้ จิ ตใจไ ด้ รั บ ผ ล
ดังกล่าวตามกัน ดังนั้น เม่ือร่างกายและจิตใจ ได้รับความ
กระทบกระเทือนก็ย่อมจะมแี นวทางในการแก้ไขหรอื การเสรมิ สร้าง
36
ให้ท้ังสองส่วนกลับคืนสู่สภาพปกติ ซึ่งการรักษาทางกายน้ันจะ
มงุ่ เน้นการรักษาโดยการใช้ยาสมุนไพรและกระบวนการักยาอื่นที่
น้นั วธิ กี ารรักษาแต่เพยี งภายนอก แต่ทางด้านจิตใจนอกจากการให้
กาลงั ใจแล้วกระบานการ "เรียกขวัญ สู่ขวัญ "ถือเป็นอีกแนวทาง
หนึ่งท่ีหมอบ้านได้มีการนานาใช้ในการรักษาเพื่อการเสริมสร้าง
สภาพจิตใจให้คืนสูส่ ภาพปกติ ดังน้ัน ประวัติความเป็นมาของ
การเรียกขวญั และการสู่ขวัญตามความคิดเห็นของหมอบ้านเช่ือว่า
การเรียกขวญั และการสู่ขวัญมีประวัติความ
เปน็ มาสบื เน่ืองมาจากสาเหตุการเจบ็ ปว่ ยของคนเราโดยเฉพาะการ
เจบ็ ป่วยที่เกย่ี วขอ้ งกับจิตใจซึ่งจาเป็นต้องหาแนวทางในการรักษา
ซึง่ กระบวนการเรียกขวัญ / สู่ขวัญ ถือเป็นอีกแนวทางหน่ึงท่ีได้มี
การถอื ปฏิบตั ิสืบตอ่ ๆ กันมาจากรุ่นสูร่ ่นุ
ตามความเช่อื ของหมอบ้านเช่ือว่า ขวัญจะมาอยู่กับเน้ือ
กบั ตัวของเรา ซ่ึงหากทุกวันนี้ถ้าคนเราไม่มีขวัญก็จะไม่สามารถมี
ชวี ิตอยู่ได้ ดังนั้น เมอ่ื มอี าการเจ็บปว่ ยท่เี กีย่ วขอ้ งกับขวัญจึงต้องทา
การเรยี กขวัญและสู่ขวญั เพื่อท่ีจะช่วยให้อาการเหล่าน้ันหายเป็น
ปกติ ถอื ได้วา่ การเรียกขวญั / สขู่ วญั กค็ ล้ายกับเป็นการชโลมจิตใจ
หรอื ปลอบใจเพื่อให้จิตใจดีขึ้น ดังได้กล่าวไว้ว่าคนเรามี 32 ขวัญ
เมอ่ื เกิดอาการเจ็บป่วยตามความเชื่อของหมอบ้านเชื่อว่า อาการ
เหล่านนั้ มกั จะเกดิ จากขวัญใดขวัญหน่งึ ไดห้ ายไปไม่อยู่กบั เนอื้ กับตัว
กอ่ ใหเ้ กดิ ความไมส่ บายกายไมส่ บายใจ เชน่ เกิดจากการตกใจ เกิด
จากการประสบอุบัติเหตุจนทาให้เกิดอาการเจ็บป่วยซ่ึงอาการ
เจบ็ ป่วยเหลา่ นี้ถอื เป็นอาการเจ็บป่วยที่ทราบสานดุท่ีชัดเจนจึงทา
37
การเรยี กขวญั / สขู่ วญั ได้โดยไม่ตอ้ งทาพธิ ีการที่เรียกว่า "บนขวัญ"
ซึ่งพิธีการบนขวัญจะกระทาเม่ือไม่คราบสาเหตุหรือเม่อื เราไม่ทราบ
วา่ อาการเหล่านั้นเกิดจากขวัญหายไปหรือไม่จึงได้มีการบนขวัญ
โดยกลา่ วคาไวหารหรอื คาอ้อนวอนใหอ้ าการเจบ็ ป่วยหายภายใน 3
วัน 7 วนั ซงึ่ ขัน้ ตอนการบนขวัญจะบนกบั ตัวผ้ปู ่ายเอง
ดังน้ันแสดงว่าพิธีการเรียกขวัญ / สู่ขวัญน้ีเกิดข้ึนมา
เนอ่ื งจากคนเรามขี วัญเมื่อขวัญหายไปทาให้เกิดอาการเจ็บป่าย จึง
ต้องมีการเรียกขวญั สู่ขวญั
ประเภทของกำรเรยี กขวัญ
พิธีกรรมเรียกขวัญสามารถแบง่ ออกตามลกั ษณะของการประกอบ
พิธไี ด้ ลกั ษณะ ดังน้ี
1. การเรียกขวัญคนปว่ ย เปน็ พิธกี รรมทท่ี าเพ่ือเปน็ การรักษาสภาพ
ทางดา้ นจิตใจของผ้ปู ว่ ยโดยทไ่ี ม่ต้องทาการตรวจสอบหาสาเหตุของ
การเจบ็ ป่วยแตอ่ ยา่ งไร
2. การเรียกขวัญหยิบข้าว เป็นพิธีกรรมท่ีทาเพื่อตรวจสอบขวัญ
ผปู้ ่วยมาอย่กู ับเนอ้ื กบั ตัวหรอื ไม่
3. การเรยี กขวัญตง้ั ไข่ เปน็ พธิ กี รรมทีท่ าเพือ่ การเสยี่ งทายหาสาเหตุ
ของการเจบ็ ป่วยท่เี ก่ยี วกับขวญั
38
4. การเรยี กขวญั ปักเทยี น เป็นพธิ ีกรรมท่ีทาเพื่อการเสี่ยงทายและ
ตรวจสอบอาการเจ็บป่วยเพอื่ ให้ทราบถึงสาเหตุของการเจ็บป่วยว่า
เกิดจากสาเหตอุ ะไร
5. การเรยี กขวัญเข้าร่างหรือการเรียกขวัญลงร่าง เป็นพิธีกรรมที่
มักจะใชก้ บั ผปู้ ว่ ยทม่ี อี าการหนักเปน็ พิธกี รรมท่ีทาเพอ่ื วัตถุประสงค์
ในการตรวจสอบหาสาเหตขุ องการเจ็บป่วยอยา่ งละเอียด
1. กำรเรียกขวญั คนปว่ ย
ประวตั คิ วามเปน็ มาของการเรียกขวัญคนปว่ ย
การเรียกขวัญคนป่วยนั้นมีสาเหตุมาจากการเจ็บป่วยในลักษณะ
ตา่ งๆ จนทาใหข้ วญั ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวมีอาการเบื่ออาหาร เศร้าซึม
นอนไมห่ ลับสามวนั ดีสี่วันไข้ หรือผู้ป่วยทป่ี ระสบอุบัติเหตุตกต้นไม้
ตกรถ รถชนจนทาใหไ้ ด้รบั บาดเจบ็ ซ่ึงภาวการณ์เจ็บป่วยเหล่านี้ได้
39
ทาใหข้ วัญใดขวญั หน่งึ ในรา่ งกายของผู้ป่วยหนีออกจากร่าง จึงต้อง
ได้รบั การรกั ษาด้วยวธิ กี ารเรียกขวญั ซ่ึงการประกอบพิธีกรรมเรียก
ขวัญคนป่วยไม่จาเป็นต้องทาการเส่ียงทายหาสาเหตุแต่อย่างไร
เพราะการเรยี กขวัญคบปว่ ยสว่ นใหญ่จะทราบสาเหตุของผู้ป่วยอยู่
แลว้ เป็นต้น
2. กำรเรยี กขวัญหยิบข้ำว
ประวตั คิ วามเปน็ มาของการเรียกหยิบขา้ ว
การเรยี กขวัญหยิบข้าว เป็นพิธีกรรมที่มักจะทาเพ่ือเป็นการเส่ียง
ทายหาสาเหตุของการเจ็บป่วย ซึ่งอาการของผู้ป่วยที่จะต้องได้รับ
การรักษาด้วยพิธีกรรมเรียกขวัญหยิบข้าวส่วนใหญ่จะมีอาการ
เจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น เมือ่ รอยขวัญไม่อยกู่ ับเนือ้ กบั ตัว มี
40
อาการเบ่ืออาหาร เศร้าซึม นอน ไม่หลับ สามวันดี สี่วันไข้ ซึ่ง
อาการเจ็บป่วยเหล่าน้ีตามความเชื่อของหมอบ้านเช่ือว่า ขวัญของ
ผปู้ ่วยได้ถกู กักขังโดยผีสางนางไม้ หรือได้ไปตกหล่นอยู่ ณ ที่ใดท่ี
หนึ่งและกลับคืนสรู่ า่ งไม่ได้ จึงทาให้เจ้าของขวัญมีอาการเจ็บป่วย
ดงั นน้ั จงึ ต้องทาการเรียกขวัญหยบิ ขา้ วเพื่อตรวจสอบว่าขวัญน้ันได้
เขา้ มาอยูใ่ นร่างของผู้ปว่ ยครบหรือไม่ ซึ่งหมอผู้ประกอบพิธีจะทา
การเส่ยี งและตรวจสอบโดยการทานายจากเมล็ดขา้ วเปลือกท่ีผู้ป่วย
หยิบขึ้นมาแต่ละครง้ั ซ่ึงหากผ้ปู ่วยหยิบขา้ วข้นึ มาแลว้ ครบคู่ภายใน
1-2 รอบของการกล่าวบทสวดอ้อนวอนของหมอผู้ประกอบ
พิธกี รรม ก็ถือวา่ ขวัญของผ้ปู ว่ ยได้กลับมาอยู่กับร่างของผู้ป่วยแล้ว
แตถ่ ้าหากผปู้ ่วยหยบิ ขา้ วขนึ้ มาแล้วไมก่ รบคู่ก็ถือว่าขวัญของผู้ป่วย
ยังมาไมค่ รบจะต้องทาพิธีเรียกขวัญใหก้ ลับคืนสู่ร่างต่อจนกว่าขวัญ
นนั้ จะมาครบทง้ั 32 ขวัญ
41
3. กำรเรียกขวัญปักเทยี น
ประวัติความเปน็ มาของการเรยี กขวัญปกั เทียน
ตามความเชื่อของหมอบ้านเ ช่ือว่า ในร่างกาย ของคนเร า
ประกอบด้วยธาตุท้ัง 4 คือ ดิน น้า ลม ไฟ ก่อตัวกันขึ้นมาเป็น
รูปร่างที่ประกอบด้วยอาการ 32 เป็นอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย
และเชื่อว่าจะมี "ขวัญ" หรือจิต เข้ามาเป็นส่วนคอยควบคุมการ
ดารงอย่ขู องร่างกายเชน่ ขวัญแข้ง, ขวัญขา, ขวัญตา, ขวัญหู, ขวัญ
หวั , ขวญั มือ ชือ่ ขวญั ของส่วนตา่ ง ๆ ก่อให้เกิดความสัมพันธ์กันท้ัง
ร่างกายและจิตหรือขวัญ ซ่ึงหากส่วนใดส่วนหนึ่งได้รับการ
กระทบกระเทือนกจ็ ะส่งผลให้อีกสว่ นไดร้ ับผลกระทบไปพรอ้ มๆกัน
อาทเิ ชน่ เมื่อร่างกายไหร้ บั ความกระทบกระเทือนบาดเจ็บข้ึนมาก็
42
ย่อมสง่ ผลใหจ้ ิตใจได้รบั ผลดังกลา่ วตามกนั ดังน้ัน เม่ือร่างกายและ
จิตใจได้รับความกระทบกระเทือนก็จะมีแนวทางในการแก้ไขหรือ
การเสริมสร้างให้ทั้งสองส่วนกลับคืนสู่สภาพปกติ แต่อาการ
เจ็บป่วยบางอาการที่ไม่สามารถจะระบุสาเหตุข องอาการเจ็บ
เหลา่ นั้นได้ จงึ ต้องมีการเส่ียงทายเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุและหา
แนวทางในการแก้ไขให้ถูกต้องตามเหตุปัจจัยที่ทาให้เกิดอาการ
เจบ็ ป่วย ซงึ่ การประกอบพธิ ีกรรมเสย่ี งทายเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุ
จะกระทาได้หลายวิธีแต่พิธีกรรมเสี่ยงทายท่ีสามรถตรวจสอบได้
ละเอียดและมีความชัดเจนตามความเชื่อของหมอบ้าน เช่น
พิธกี รรมเรียกขวัญปักเทียน พิธีกรรมเรียกขวัญลงร่าง ซึ่งท้ังสอง
พิธีกรรมถือเป็นพิธกี รรมท่มี กั จะใช้เพื่อการเสี่ยงทายตรวจสอบหา
สาเหตุของอาการเจบ็ ท่ีเป็นอยู่
43
4. กำรเรียกขวัญตั้งไข่
ประวตั ิความเปน็ มาของการเรยี กขวญั ต้ังไข่
ประวัติความเป็นมาของการเรียกขวัญตั้งไข่จะมีความเป็นมาท่ี
คล้ายคลึงกับประวัติของพิธีกรรมเรียกขวัญประเกทอ่ืนๆ ซ่ึงตาม
ความชอ่ื ของหมอบ้านเชอื่ ว่าในรา่ งกายของคนเราประกอบด้วยธาตุ
4 คือดิน น้า ลม ไฟ ท่ีก่อตัวกันข้ึนมาเป็นรูปร่างท่ีประกอบด้วย
อาการ 32 เป็นอวัยวะต่างๆ ของร่างกายและเช่ือว่าจะมี "ขวัญ"
หรือจติ เข้ามาเป็นส่วนคอยควบคุมการดารงอยู่ของร่างกาย เช่น
ขวัญแข้ง, ขวัญขา, ขวัญตา,ขวัญหู, ขวัญมือ, ขวัญคิว ซ่ึงขวัญของ
สว่ นดา่ ง ๆ ก่อใหเ้ กิดความสัมพันธท์ ัง้ รา่ งกายและจติ ซ่งึ หากส่วนใด
สว่ นหน่งึ ไดร้ ับการกระทบกระเทอื นกจ็ ะสง่ ใหอ้ ีกสว่ นไดร้ บั ผลระทบ
ไปพร้อม ๆ กนั อาทิเช่น เมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บ หรือเกิดจาก
การตกใจจากเหตุการณ์ใดเหตกุ ารณห์ นึง่ ขึ้นมาก็ยอ่ มส่งผลให้
44
จิตใจไดร้ ับผลกระทบตามมา ดังน้ัน เมื่อร่างกายและจิตใจ ได้รับ
ความกระทบกระเพื่อนจนก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วย จึงต้องหา
แนวทางในการแก้ไขหรือการเสริมสร้างให้ท้ังสองส่วนกลับคืนสู่
สภาพปกตโิ ดยเรว็ แต่ถ้าหากอาการเจบ็ ป่วยที่เป็นอยู่รักษาไม่หาย
และไมส่ ามารถระบสุ าเทตุของอาการเจ็บเหล่าน้ันได้จึงต้องมีการ
เส่ียงทายเพ่ือตรวจสอบหาสาเหตุและแนวทางในการแก้ ไขให้
ถกู ต้องตามเหตุปจั จัยที่ทาให้เกิดอาการเจ็บป่วย ซ่ึงการประกอบ
พิธีกรรมเส่ียงทายเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุจะกระทาได้ เช่น
พิธีกรรมเรียก ขวญั ปักเทียน พิธีกรรมเรียกขวัญลงร่าง ซ่ึงทั้งสอง
พธิ กี รรมถอื เป็นพิธีกรรมท่ีมักจะ ใช้เพ่ือการเส่ียงทายหาสาเหตุของ
อาการเจบ็ ป่วย โดยลพระกลุ่มผปู้ ว่ ยทม่ี อี าการหนกั
45
5. กำรเรียกขวญั ลงร่ำง
ประวตั ิความเป็นมาของการเรียกขวัญลงรา่ ง
สืบเน่ืองจากบุคคลผมู้ ีอาการเจ็บป่วยได้ไปทาไร่ ทาสวน ไปขุดใส่
"กู่" (วัดเก่าหรือสถานท่ศี กั ด์ิสิทธ์ิ) ทาให้ผียักษ์ผีเย็นผู้รักษาทาร้าย
ให้เกดิ ความไมส่ บาย เป็นเปิดเป็นเหลือง ทาให้ไม่หิวข้าวหิวน้าซูบ
ผอมไปทุกวัน จะไข้ก็ไม่ไข้ รักษาไม่หาย เมื่อญาติมีความสงสัย
อยากทราบสาเหตุของอาการเจ็บป่วยต้องอันเชิญหมอบ้านผู้
ชานาญในการประกอบพิธีกรรมเรียกขวัญลงร่างโดยเฉพาะมา
ประกอบพิธกี รรมดงั กล่าว
46
ประเพณีเลย้ี งผีนำ-ผีไร่
ฤดูของป่า กะเหร่ียง ชนพื้นเมืองที่มีพิธีกรรมมากมาย
ประกอบสร้างความเป็นกะเหรี่ยงข้ึนมา ธารงอยู่ในบริบทพงไพร
ทา่ มกลางยุคสมัยทเี่ ปลย่ี นแปลงอย่างแยบยล “ภูมิปัญญา” จึงถูก
ออกแบบ เพ่อื รองรบั วิถชี วี ิตท่ีอยู่กับระบบนิเวศทางธรรมชาติอย่าง
น่าสนใจ “อยู่กับสิ่งใด ได้กินกับส่ิงใด จงดูแลรักษาสิ่งเหล่านั้น”
ปรัชญาคาสอนบรรพชนคนกะเหร่ียง ท่ีส่งต่อวัฒนธรรมการใช้
ทรัพยากรมาถึงลูกหลาน พร้อมการมีอยู่ของผืนป่า ให้มนุษย์ในพง
ไพรได้เติบใหญ่ตามกาลเวลา คาสอนน้ี เกิดจากโลกทัศน์ชาว
กะเหรี่ยง ที่เชอ่ื ว่า ทกุ สรรพสง่ิ มีเจ้าของ การใช้ประโยชน์ใด ๆ ต้อง
ขออนญุ าตก่อนนาไปใช้ ซ่ึงถูกออกแบบผ่านพิธีกรรม วัฒนธรรม
จารีต ใหต้ ระหนักถึงคณุ คา่ ของสรรพสงิ่ บนโลก เพราะมนุษย์มีชีวิต
อย่ชู ัว่ ขณะ แตธ่ รรมชาติคอื สงิ่ นิรันดร์
47
ปลายฝนต้นหนาว ชาวกะเหร่ียงจะประกอบพิธีหนึ่ง ที่ยึดโยงกับ
ธรรมชาติ และส่ิงเหนือธรรมชาติ นั่นคือ พิธีกรรม “บวอคึ”หรือ
เลยี ้ งผีไร่ มคี วามหมายโดยรวมว่า ‘การขอขมา และขอพรจากเทพ
แห่งไร่หมุนเวียน’ พ้ืนท่ีที่สร้างชีวิตให้เติบโต เพราะ “ข้าว” มี
ความสาคัญตอ่ ชวี ติ จนมีสภุ าษิตหนึ่งของกะเหร่ียงที่มีความหมาย
ว่า “แม้จะยากแร้นแค้นสักเพียงใด ขอเพียงมีข้าวกิน ก็อยู่ได้ ”
ชาวบ้าน ประกอบพธิ ีกรรม “บวอคึ” ขอขมาเทพแห่งไร่หมุนเวียน
ท่พี วกเขาอาจล่วงเกิน และจะขอพรอีกครั้งเม่ือเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยว
เพราะเช่อื วา่ เทพจะประทานพรใหข้ า้ วทีง่ อกงาม