The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุปผลการดำเนินงานโครงการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมที่ 3 ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร การพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cdlc lampang, 2023-11-10 05:25:59

สรุปผลการดำเนินงานโครงการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมที่ 3 ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร การพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563

สรุปผลการดำเนินงานโครงการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมที่ 3 ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร การพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง

ก ค ำน ำ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยสถาบันการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้ศูนย์ศึกษา และพัฒนาชุมชน ด าเนินงานโครงการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมที่ 3 ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ผู้เข้ารับ การฝึกอบรม มีความรู้ ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชาในการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นการเชื่อมโยงเครือข่าย ด้วยการบูรณาการการท างานอย่างมีส่วนร่วมทั้ง 7 ภาคี ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อมวลชน ซึ่ง การฝึกอบรมตามหลักสูตรดังกล่าว จะเน้นการฝึกปฏิบัติจากประสบการณ์จริง กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย นักวิชาการพัฒนาชุมชนจังหวัด/อ าเภอ ปราชญ์ผู้ด าเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในเขต พื้นที่รับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน จ านวน 1 รุ่น กลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้น 104 คน ด าเนินการแล้ว เสร็จ ระหว่างวันที่ 24 – 28 มกราคม 2563 ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนล าปาง ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนล าปาง จึงได้จัดท าเอกสารรายงานผลการฝึกอบรมโครงการศูนย์ ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมที่ 3 ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้ทราบผลการด าเนินงาน คณะผู้จัดท าหวัง เป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารผลการด าเนินงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจต่อไป ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนล าปาง กุมภาพันธ์ 2563


ข สารบัญ หน้า ค าน า ก สารบัญ ข บทสรุปผู้บริหาร ง ส่วนที่ 1 บทน า 1 1.1 ความเป็นมา 1 1.2 วัตถุประสงค์ 1 1.3 กลุ่มเป้าหมาย 1 1.4 ขั้นตอนและวิธีการด าเนินงาน 2 1.5 งบประมาณด าเนินการ 2 1.6 ระยะเวลาด าเนินการ 2 1.7 ขอบเขตเนื้อหาของหลักสูตร 2 1.8 ผลที่คาดว่าจะได้รับ 2 1.9 ตัวชี้วัดความส าเร็จ 3 ส่วนที่ 2 สรุปเนื้อหาวิชาการ กิจกรรมและผลการด าเนินกิจกรรม รายวิชาที่ใช้ในการฝึกอบรม 2.1 กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ 4 2.2 ต าราบนผืนดิน กิจกรรมเดินชมพื้นที่ 6 2.3 ศาสตร์พระราชา 8 2.4 ถอดบทเรียนผ่านสื่อแผ่นดินไทย 11 2.5 การออกแบบเชิงภูมิสังคมไทย 15 2.6 ฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้ 17 2.7 ถอดบทเรียน/น าเสนอ 25 2.8 Work Shop การจัดการพื้นที่ ดิน น้ า ป่า คน 28 2.9 ฝึกปฏิบัติฐานการเรียนรู้ คนรักษ์สุขภาพ/คนมีน้ ายาฯ 31


ค สารบัญ (ต่อ) หน้า รายวิชาที่ใช้ในการฝึกอบรม(ต่อ) 2.10 วิชา ถอดบทเรียนฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้ 34 2.11 กิจกรรมเอามื้อสามัคคีการประยุกต์ทฤษฎีใหม่สู่การปฏิบัติ 39 2.12 แลกเปลี่ยนประสบการณ์ 42 2.13 Team Building หาอยู่หากิน 44 2.14 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติ 46 กิจกรรมเสริมหลักสูตร -กิจกรรมเสริมคุณค่า/เทิดทูนสถาบัน 48 -กิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา 48 ส่วนที่ 3 การประเมินโครงการ 3.1 รูปแบบและวิธีการประเมิน 49 3.2 การเก็บรวบรวมข้อมูล 49 3.3 การวิเคราะห์ข้อมูล 49 3.4 เกณฑ์การประเมิน 49 3.5 ผลการประเมิน 49 ส่วนที่ 4 ข้อคิดเห็นเสนอแนะของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน 4.1 ข้อเสนอแนะ 59 4.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (การพัฒนาหลักสูตร และการบริหารโครงการ) 60 ภาคผนวก ภาพกิจกรรม 62 ทะเบียนรายชื่อผู้เข้าอบรม 65 ตารางฝึกอบรม 69 แบบประเมินโครงการ 70


ง บทสรุปส าหรับผู้บริหาร กรมการพัฒนาชุมชน มีภารกิจหลักในด้านการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ และการมีส่วนร่วม ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชน ประกาศ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน ปี พ.ศ. 2560-2565 โดยมีเป้าหมายเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง และชุมชนพึ่งตนเองได้ภายในปี 2565 โดยประเด็นการพัฒนา ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างสรรค์ชุมชนพึ่งตนเองได้ โดยการน้อมน าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน กรมการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้สถาบันการพัฒนาชุมชน พัฒนาขีดสมรรถนะบุคลากรกรมการพัฒนาชุมชน และประชาชน กลุ่มเป้าหมาย ให้มีความพร้อมด้านองค์ความรู้ และมีทักษะด้านการปฏิบัติงาน รวมทั้งปลูกฝังทัศนคติที่ดีใน การท างาน ตามนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์กรมการพัฒนาชุมชน เพื่อให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม กรมการพัฒนาชุมชน โดยสถาบันการพัฒนาชุมชน มอบหมายให้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน ล าปาง ด าเนินงานโครงการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมที่ 3 ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาและ พัฒนาชุมชนล าปาง เข้าร่วมฝึกอบรมโครงการร่วมกับศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จังหวัดชลบุรี เพื่อ เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจากสถานการณ์จริง โดยน าความรู้มาถ่ายทอดและเป็นวิทยากรกระบวนการร่วมกัน กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยนักวิชาการพัฒนาชุมชนจังหวัด/อ าเภอ และปราชญ์ผู้ด าเนินชีวิตตามแนวปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งนักวิชาการพัฒนาชุมชนจะเป็นผู้ประสานงานระหว่างศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน ล าปาง ส านักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด/อ าเภอและปราชญ์ผู้เข้ารับการฝึกอบรม โดยอบรมจ านวน 1 รุ่น จ านวนทั้งสิ้น 104 คน ด าเนินการแล้วเสร็จ ระหว่างวันที่ 24-28 มกราคม 2563 ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนา ชุมชนล าปาง งบประมาณที่ได้รับจัดสรรทั้งสิ้น จ านวน 588,400 บาท การใช้จ่ายงบประมาณทั้งสิ้น จ านวน 588,400 บาท คงเหลือ – บาท กระบวนการฝึกอบรมจ านวน 5 วัน หัวข้อวิชา ได้แก่ 1) เรียนรู้ต าราบนผืนดินกิจกรรมเดินชม พื้นที่ 2) “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ศาสตร์พระราชากับการพัฒนาที่ยั่งยืน” 3) ถอดบทเรียนผ่านสื่อแผนดินไทย ตอน “แผ่นดินวิกฤต” 4) การออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยตามหลักการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อการ พึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติ 5) ฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้ “คนรักแม่ธรณี/คนเอาถ่าน” 6) หลักกสิกรรม ป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง 7) Work shop “การจัดการพื้นที่ ดิน น้ า ป่า คน” 8) กิจกรรมเอามื้อสามัคคีฝึก ปฏิบัติการประยุกต์ทฤษฎีใหม่สู่การปฏิบัติ 9) แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับปราชญ์ชาวบ้าน “วิถีภูมิปัญญาไทย กบการพึ่งตนเอง” 10) Team Building หาอยู่ หากิน 11) ถอดบทเรียนชมสื่อสร้างแรงบันดาลใจ 12) สื่อ เพราะรักของราษฎร กตัญญูต่อสถานที่ ใส่บาตร 13) ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติ การประเมินผลโครงการ ใช้แนวทางการประเมินผลที่สถาบันการพัฒนาชุมชน กรมการพัฒนา ชุมชนก าหนดให้ เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มผู้เข้ารับการฝึกอบรม ซึ่งใช้แบบสอบถาม ประเมินภาพรวมของโครงการ จ าแนกเป็น 3 ส่วนสรุปตามล าดับ ได้ดังนี้ คือ ในภาพรวมผู้รับการฝึกอบรม จ านวน 104 คน ตอบแบบสอบถามทั้งสิ้น 91 คน คิดเป็นร้อยละ 87.5 เพศชายคิดเป็นร้อยละ 82.7 และเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 17.3 อายุเฉลี่ย 51 ปี การบรรลุวัตถุประสงค์โครงการ จากผลการประเมิน อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.19 โดยก่อน เข้ารับการฝึกอบรม ผู้เข้าร่วมโครงการมีความเข้าใจรายวิชาในภาพรวม ระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 3.26 และหลังเข้ารับการฝึกอบรม ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจรายวิชาในภาพรวม ระดับมาก ค่าเฉลี่ย


จ 4.19 จ าแนกรายวิชา คือ การประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชา ในการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม เชื่อมโยงเครือข่ายด้วยการบูรณาการการท างานอย่างมีส่วนร่วม ในส่วนข้อเสนอแนะของผู้เข้ารับการฝึกอบรมในเชิงนโยบาย เสนอให้ศูนย์ศึกษาและพัฒนา ชุมชนล าปาง ขยายผลให้ต่อเนื่อง หลากหลาย ประสานหน่วยงานภาครัฐเชื่อมโยงเครือข่าย การใช้สื่อ/ เทคโนโลยีในงานด้านเกษตรกรรม


๑ ส่วนที่ 1 บทน ำ 1.1 ควำมเป็นมำ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนตามที่องค์การสหประชาชาติก าหนดไว้ ที่มุ่งหวังจะช่วยแก้ปัญหา ของโลกที่ก าลังเผชิญอยู่ เช่น ความยากจน ความไม่เท่าเทียม สภาวะโลกร้อน และสันติสุข โดยมีแนวคิด “ไม่ ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และถือเป็นแนวทางสากลที่ประเทศไทยน ามาปรับใช้เป็นกรอบในการพัฒนาประเทศ ด้วย การก าหนดเป็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 โดยมีจุด มุ่งเน้นประเด็นหลักเพื่อการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาในหลายด้าน เช่น การขจัดความยากจนทุกรูปแบบทุก สถานที่ การขจัดความหิวโหย การบรรลุความมั่นคงทางอาหาร และการส่งเสริมเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน กรมการพัฒนาชุมชน มีบทบาทส าคัญในการ “สร้างพลังชุมชน ใช้พลังชุมชน เพื่อการพัฒนา ชุมชน” อันเป็นฐานให้ประเทศชาติเข้มแข็งและมั่นคง นับเป็นส่วนราชการหน่วยงานแรกที่มี “ข้าราชการ” ลง ไปท างานในต าบล หมู่บ้าน เข้าถึงระดับครัวเรือนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ภายใต้วิสัยทัศน์ เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง และชุมชนพึ่งตนเองได้ ภายในปี 2565 โดยมุ่งเน้นส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ การ พัฒนาอาชีพและการสร้างรายได้ตามแนวคิดของศาสตร์พระราชาและการน้อมน าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนล าปาง มีภารกิจหลัก 3 ด้านคือ ด้านการวิจัยและพัฒนา ด้านการ พัฒนาบุคลากร และด้านการให้ค าปรึกษาและบริการทางวิชาการ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการพัฒนา บุคลากร เพิ่มทักษะและสมรรถนะบุคลากรในเขตพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ของกรมการพัฒนาชุมชน จึงได้ก าหนดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร การพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อ พัฒนาบุคลากรในเขตพื้นที่บริการ ให้มีสมรรถนะที่เหมาะสม ในการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งภายใต้ สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง และเป็นการตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืนตามหลักสากลของโลก 1.2 วัตถุประสงค์ 1.2.1 เพื่อพัฒนาบุคลากรในสังกัดกรมการพัฒนาชุมชนและบุคลากรทั้ง 7 ภาคี ได้แก่ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ภาคสื่อมวลชน ในพื้นที่ด าเนินงาน ให้มีความรู้ ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้ศาสตร์พระราชา ในการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมแก่ ชุมชนในพื้นที่ 1.2.2 เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายในพื้นที่ทั้ง 7 ภาคี ด้วยการบูรณาการ การท างานแบบมีส่วนร่วม 1.3 กลุ่มเป้ำหมำย 1.3.1 นักวิชาการพัฒนาชุมชนจังหวัดภาคเหนือตอนบน จังหวัดละ 1 คน รวม 8 คน 1.3.2 ตัวแทนพัฒนากรภาคเหนือตอนบน จังหวัดละ 1 คน รวม 8 คน 1.3.3 ตัวแทนปราชญ์ฯ ภาคเหนือตอนบน เขต 8 จังหวัด รวม 84 คน


๒ 1.4 ขั้นตอนและวิธีกำรด ำเนินงำน 1.4.1 รับทราบนโยบายและทิศทางการด าเนินงานของหลักสูตรฯ ระหว่างวันที่ 12-13 มกราคม พ.ศ. 2563 ณ โรงแรมเดอะวิลลิ่ง ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 1.4.2 เสนอขออนุมัติด าเนินโครงการฯและประสานให้กลุ่มเป้าหมายเข้ารับการฝึกอบรมตามแผน 1.4.3 ประชุมเตรียมความพร้อมคณะวิทยากร ในแต่ละรายวิชาที่จะใช้ในการฝึกอบรม/ ประสานงานวิทยากรที่มาจากภายนอก ตลอดจนเตรียมความพร้อมคณะเจ้าหน้าที่ ที่ให้บริการด้านต่างๆ 1.4.4 ด าเนินโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรการพัฒนากสิกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจ พอเพียง จ านวน 100 คน (1 รุ่น) 1.4.5 สรุปประเมินผลโครงการและรายงานเบื้องต้น/ สรุปผลการด าเนินโครงการเป็นรูปเล่ม ส่ง สถาบันการพัฒนาชุมชน และกรมการพัฒนาชุมชน 1.4.6 อภิปรายผล แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และน าผลการด าเนินโครงการไปใช้ประโยชน์ 1.5 งบประมำณด ำเนินกำร ใช้งบประมาณกรมการพัฒนาชุมชน ตามแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย ประจ าปีฯ 2562 ไปพลางก่อน งบประมาณ 588,400 บาท (ห้าแสนแปดหมื่นแปดพันสี่ร้อยบาทถ้วน) 1.6 ระยะเวลำด ำเนินกำร ไตรมาส 2 ระหว่างวันที่ 24 – 28 มกราคม พ.ศ.2563 1.7 ขอบเขตเนื้อหำของหลักสูตร หมวดวิชาที่ 1 ศาสตร์พระราชา และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หมวดวิชาที่ 2 หลักกสิกรรมธรรมชาติ หมวดวิชาที่ 3 การออกแบบการประยุกต์ทฤษฎีใหม่สู่การปฏิบัติ “เอามื้อสามัคคี” หมวดวิชาที่ 4 ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิบัติ 1.8 ผลที่คำดว่ำจะได้รับ 1.8.1 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนล าปาง ได้เตรียมความพร้อมรองรับแผนปฏิบัติการ ขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาสู่เป้าหมายความยั่งยืนโลก 1.8.2 ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ได้รับการพัฒนาและสร้างองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรฯ ตลอดจนได้ การท างานแบบบูรณาการความร่วมมือในพื้นที่เป้าหมายอันเป็นการเชื่อมโยงเครือข่าย 7 ภาคี


๓ 1.9 ตัวชี้วัดควำมส ำเร็จ 1.9.1 เชิงปริมาณ 1.9.1.1 ร้อยละ 100 ของผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้และมีความเข้าใจในหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการประยุกต์ใช้ทฤษฎีใหม่ 1.9.1.2 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนล าปาง ได้รับการพัฒนา/ปรับปรุงพื้นที่ เพื่อเป็นฐาน การเรียนรู้ ประยุกต์ใช้ทฤษฎีได้ และเชื่อมโยงเครือข่าย ในระดับพื้นที่ทั้ง 7 ภาคี 1.9.2 เชิงคุณภาพ 1.9.2.1 ผู้ผ่านการฝึกอบรมสามารถด าเนินงานขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา ตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ของตนเองได้ 1.9.2.2 ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนล าปาง เป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา ในพื้นที่เขต 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน


๔ ส่วนที่ 2 สรุปเนื้อหำวิชำกำร กิจกรรมและผลกำรด ำเนินกิจกรรม 2.1 หัวข้อวิชำ : กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์และปรับฐำนกำรเรียนรู้ วิทยำกรหลัก นางสาววชิรญาณ์ แย้มเยื้อน นักทรัพยากรบุคคล 1) วัตถุประสงค์ เพื่อให้สามารถท าความรู้จักกัน สานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างวิทยากรกับผู้อบรม และผู้อบรมกับผู้ อบรม พร้อมทั้งสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ เตรียมความพร้อมผู้อบรมก่อนเข้าสู่บทเรียน 2) ประเด็นเนื้อหำ 2.1 แนะน าวิทยากร 2.2 สร้างความคุ้นเคย 2.3 ก าหนดกติกา/ถอดวางต าแหน่ง/ก าหนดอายุในการเรียนรู้/ปรบมือเชิงสัญลักษณ์ (ปรบมือใส่รหัส) 2.4 แบ่งกลุ่มสี 2.5 มอบหมายหน้าที่ 2.6 ความคาดหวัง 2.7 สรุปการเรียนรู้ 3) ระยะเวลำ 1.30 ชั่วโมง 4) วิธีกำร/เทคนิค 4.1 กิจกรรมสัมพันธ์ (เพลงและเกมส์) 4.2 สื่อ Power Point บรรยาย 4.3 กระตุ้นด้วยค าถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 4.4 สรุปการเรียนรู้ 5) วัสดุ / อุปกรณ์ 5.1 สื่อ Power Point /ไมโครโฟน/อุปกรณ์ประกอบจังหวัด 5.2 ผ้าพันคอตามกลุ่มสี (เขียว แดง เหลือง ชมพู ส้ม) 6) ขั้นตอน / วิธีกำร วิทยากรกล่าวแนะน าคณะวิทยากร ศพช.ล าปาง โดยแนะน าทีละท่าน ไล่เรียงจากซ้ายสลับขวา วิทยากรกล่าวทักทายสร้างความคุ้นเคย/ปรบมือเตรียมความพร้อม/สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ และน าเข้าสู่ การก าหนดกติกาการอยู่ร่วมกัน ถอดวางต าแหน่ง อายุ และวิทยากรสอนการปรบมือเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการ ออกค าสั่งว่า “ปรบมือใส่รหัส เช่น ค าว่า สามัคคี คือ พลังค้ าจุนแผ่นดินไทย สาม สอง หนึ่ง แล้วให้ปรบมือ 3 ครั้ง 3 ครั้ง 7 ครั้ง และชูมือขวาพร้อมก ามือขึ้นเหนือศรีษะ กล่าวค าว่า “สามัคคี คือ พลังค้ าจุนแผ่นดินไทย” จากนั้นท าการฝึกให้ผู้อบรมได้ออกค าสั่งนี้ โดยคัดเลือกจากผู้ที่มีลักษณะเป็นผู้น า วิทยากรน าเข้าสู่กิจกรรมสร้างความคุ้นเคยด้วย เพลง “See You” จากนั้นวิทยากรออกค าสั่งให้ เปลี่ยนคู่ในการทักทายท าความรู้จักกัน วิทยากรน าเข้าสู่กิจกรรมการแบ่งกลุ่มสี ด้วยเกมส์ “รวมเงิน” โดยมีเนื้อร้องว่า “รวมเงิน รวม เงินวันนี้ รวมกันให้ดีอย่าให้มีพลาด ผู้หญิงนั้นเป็นเหรียญบาทๆ ผู้ชายเก่งกาจเป็น หนึ่งบาทห้าสิบสตางค์”


๕ วิทยากรออกค าสั่งครั้งที่ 1 ให้ทุกคนรวมเงินให้ได้ 10 บาท จากนั้นให้แต่ละคนท าความรู้จักกันโดยสอบถาม ชื่อและจังหวัดรวมถึงประวัติโดยสังเขปให้ได้เยอะที่สุด วิทยากรออกค าสั่งครั้งที่ 2 ให้ทุกคนสลายกลุ่มและ รวมเงินให้ได้ 20 บาท วิทยากรออกค าสั่งให้ผู้อบรมจัดแถวตอนลึกเรียงหนึ่ง โดยแบ่งเป็น 2 แถว (แยกเพศชาย/ หญิง) จากนั้นให้ผู้อบรมท าการเรียงล าดับโดยก าหนดอายุน้อยไปหามาก (ไล่เรียงตั้งแต่หัวแถวไปถึงหางแถว) และให้ผู้อบรมท าการนับเลขจ านวน 1-5 ไปเรื่อยๆ จนครบ เมื่อแบ่งกลุ่มสีได้ 5 กลุ่มสีแล้ว วิทยากรท าการก าหนดกลุ่มสี ดังนี้ กลุ่มที่ 1 สีเขียว (พร้อมแนะน าวิทยากรประจ ากลุ่ม) กลุ่มที่ 2 สีแดง (พร้อมแนะน าวิทยากรประจ ากลุ่ม) กลุ่มที่ 3 สีเหลือง (พร้อมแนะน าวิทยากรประจ ากลุ่ม) กลุ่มที่ 4 สีชมพู (พร้อมแนะน าวิทยากรประจ ากลุ่ม) กลุ่มที่ 5 สีส้ม (พร้อมแนะน าวิทยากรประจ ากลุ่ม) วิทยากรชี้แจงการคัดเลือกต าแหน่ง ดังนี้ คัดเลือกผู้รับต าแหน่ง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เลขาฯ ผู้ใหญ่บ้าน น้องเล็กของสี (อายุน้อยที่สุด) ในแต่ละกลุ่ม จากนั้นให้ผู้ใหญ่บ้าน ของแต่ละสีเลือกก านัน และเลือกสารวัตรก านัน 1 คน (เลือกโดยก านัน) วิทยากรแจกแบบฟอร์มกรอกใบรายชื่อสมาชิก วิทยากรชี้แจงการเข้ารับผ้าพันคอหน้าพระบรมฉายาลักษณ์และให้ผู้น ากลุ่มขึ้นไปรับผ้าพันคอ ตามกลุ่มสี จัดพิธีมอบผ้าสีแต่ละกลุ่ม (ใส่พาน) ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ โดยผู้ใหญ่เป็นผู้รับมอบ (เมื่อ ได้ผ้าสีให้แจกให้แถวตัวเอง ให้ถือในมือขวา วางไว้บนตักและหลับตาระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราช กรณียกิจขอพระองค์เป็นเวลา 1 นาที) การผูกผ้าสีต้องเป็นผ้าพันคอเท่านั้น (ผูกแบบเนคไท) วิทยากรแจกบัตรค า สอบถามความคาดหวังที่มีต่อการฝึกอบรม ด้วยค าถาม ดังนี้ “ความคาดหวังต่อการเรียนรู้และความคาดหวังต่อวิทยากร” วิทยากรสรุปการเรียนรู้ในกิจกรรมสัมพันธ์และปรับฐานการเรียนรู้ วิทยากรขอความร่วมมือใน การร่วมกิจกรรม โดยยึดหลัก 4 ส. (ส่วนร่วม/สนุกสนาน/สาระ/สร้างสรรค์) สรุปผลกำรเรียนรู้ พบว่า ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่มีความตื่นตัว มีความสนใจ ให้การมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ เช่น สามารถท าความรู้จักกันระหว่างผู้อบรมกับวิทยากร และผู้อบรมกับผู้อบรม ภายในบรรยากาศที่ สนุกสนานเป็นกันเอง และวิทยากรสามารถใช้กระบวนการ Play & Learn ที่มุ่งเน้นการละเล่นไปด้วย สอดแทรกการเรียนรู้หรือความรู้ไปด้วย ท าให้ผู้อบรมสามารถมีความรู้ความเข้าใจในหลักสูตรได้ดียิ่งขึ้นและ เป็นการเตรียมความพร้อมผู้อบรมเพื่อเข้าสู่บทเรียนของหลักสูตรต่อไป


๖ 2.2 หัวข้อวิชำ : เรียนรู้ต ำรำบนผืนดิน กิจกรรมเดินชมพื้นที่ วิทยำกรหลัก นางสาวเมทินี น้อยเรือน นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 1) วัตถุประสงค์ 1.1 เพื่อส ารวจและสร้างการเรียนรู้เชิงพื้นที่ 1.2 เพื่อวิเคราะห์และน าเสนอสิ่งที่สังเกตเห็น และสิ่งที่ได้จากการลงพื้นที่ในการเรียนรู้ 2) ประเด็นเนื้อหำ 2.1 การส ารวจพื้นที่เพื่อสร้างการเรียนรู้ 2.2 ก าหนดประเด็นค าถาม “ท่านเห็นอะไร” และ “ท่านได้อะไร จากการส ารวจ” 2.3 ตัวแทนกลุ่มน าเสนอสิ่งที่เห็น และสิ่งที่ได้จากการส ารวจ 3) ระยะเวลำ 1 ชั่วโมง 4) วิธีกำร/เทคนิค 4.1 การชี้แจง 4.2 การลงพื้นที่ส ารวจ 4.3 การน าเสนอข้อมูล 5) วัสดุ / อุปกรณ์ 5.1 คอมพิวเตอร์ 5.2 โปรเจคเตอร์ 6) กำรประเมินผล 6.1 ประเมินจากพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและการตอบข้อซักถาม/การแลกเปลี่ยน 6.2 การประเมินผลรายวิชา 7) สรุปผลกำรด ำเนินงำน สรุปประเด็นเนื้อหาวิชาตามวัตถุประสงค์ ได้ดังนี้ 7.1 ส ารวจและสร้างการเรียนรู้เชิงพื้นที่ - การซักซ้อมความเข้าใจให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม โดยก าหนดประเด็นค าถามว่า “ท่านเห็น อะไร” และ “ท่านได้อะไร จากการส ารวจ” ทั้งนี้วิทยากรเน้นย้ าให้ผู้เข้ารับการอบรมว่า “อย่าด่วนตัดสินใจ ไม่ แนะน า ไม่คิด ไม่ช่วยแก้ไขปัญหา” - การน าผู้เข้ารับการอบรมตามแต่ละกลุ่มเข้าส ารวจพื้นที่ที่จะท ากิจกรรมเอามื้อสามัคคี เพื่อให้เห็นสภาพพื้นที่ก่อนด าเนินการที่จะส่งผลต่อการออกแบบพื้นที่และการด าเนินกิจกรรมเอามื้อสามัคคี - การเข้าสู่พื้นที่เพื่อแสดงให้เห็นถึงสภาพพื้นที่ ปัญหาของพื้นที่ และแนวทางในการแก้ไข ปัญหาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง “โคก หนอง นา โมเดล” - การสังเกตการณ์และหยิบวัตถุที่พบเจอในพื้นที่ที่กลุ่มลงไปศึกษา และระดมความเห็น เพื่อให้ได้ข้อมูลและเรื่องราวเกี่ยวกับวัตถุที่หยิบได้จากพื้นที่ และน าเสนอสภาพพื้นที่ 7.2 วิเคราะห์และน าเสนอสิ่งที่สังเกตเห็น และสิ่งที่ได้จากการลงพื้นที่ในการเรียนรู้ - ผู้น าเสนอแต่ละกลุ่มน าเสนอผลจากการส ารวจผ่านวัตถุที่หยิบมาจากพื้นที่


๗ - ฟางข้าวเป็นส่วนของต้นข้าวที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวและน าเมล็ดข้าวออกแล้ว ถือเป็นผล พลอยได้ทางการเกษตรจากนาข้าวที่มีประโยชน์ในหลายด้าน และใช้เป็นวัตถุดิบส าคัญส าหรับการผลิตทาง เกษตรอื่นๆ และน ามาใช้ห่มดินเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผืนดิน - ใบไม้ เป็นส่วนของพืชที่ติดกับกิ่งและก้าน รูปทรงแบนๆ โดยมากมีสีเขียว มีหน้าที่หายใจ คายน้ า เก็บอาหาร และสืบพันธุ์ ใบไม้ ที่ร่วงหล่นตามใต้โคนต้นไม้ หากทับถมมากๆ เข้า ก็จะเกิดการผุผังเน่า เปื่อยย่อยสลายจนกลายเป็นธาตุอาหารให้ต้นไม้เจริญเติบโตต่อไป นอกจากนั้นยังสามารถน าใบไม้มาท าปุ๋ย แห้ง ส าหรับบ ารุงดิน และน าใบไม้มาประดิษฐ์เป็นของใช้ในชีวิตประจ าวัน เช่น กระติ๊บข้าว เป็นต้น ดังนั้น สามารถสรุปได้ว่า ผู้เข้ารับการอบรมฯ ได้เห็นสภาพพื้นที่ ได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ของ พื้นที่และการอยู่อาศัยที่เกื้อกูลกันของสิ่งมีชีวิต การน าเอาเศษใบไม้แห้งมาย่อยสลายและสามารถน ามาท าเป็น ปุ๋ยแห้งส าหรับบ ารุงดิน อีกทั้งสามารถน าเอาฟางข้าวมาห่มดิน เพื่อสร้างความชุ่มชื่นให้แก่ผืนดินและต้นไม้ที่ ช่วยดูดซับน้ าจากดินได้ดี


๘ 2.3 วิชำ “เข้ำใจ เข้ำถึง พัฒนำ ศำสตร์พระรำชำกับกำรพัฒนำที่ยั่งยืน วิทยำกรหลัก พระวีระยุทธ์ อภิวิโร วัตถุประสงค์เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ ศาสตร์พระราชาและการพัฒนาที่ยั่งยืนของในหลวงรัชกาลที่ 9 ระยะเวลำ 4 ชั่วโมง ประเด็น/ขอบเขตเนื้อหำ 1. หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. หลักการทรงงาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” พระราชด ารัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 3. บันได 9 ขั้นสู่ความพอเพียง 4. เรียนรู้จากกรณีตัวอย่าง “โคก หนอง นา โมเดล” เทคนิควิธีกำร 1. สื่อ Power Point 2. บรรยาย 3. กระตุ้นด้วยค าถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 4. สรุปการเรียนรู้ ขั้นตอน/วิธีกำร วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ บรรยายเพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หลักการทรงงาน และพระราชด ารัส “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเรียนรู้จากกรณี ตัวอย่าง “โคก หนอง นา โมเดล” วิทยากรเกริ่นน าสถานการณ์ของโลก ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ที่ ณ ตอนนี้ชาวไทยต้อง ตระหนักถึงภัยคุกคามทั้ง 4 ด้าน ซึ่งภัยคุกคามที่ว่านี้ ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านทรงท านายไว้ล่วงหน้า ผ่าน ส.ค.ส.พระราชทาน ปี พ.ศ. 2547 ไว้ว่าจะเกิดระเบิด 4 ลูก ดังนี้ ลูกที่ 1 คือ ภัยพิบัติจากธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุ ความแห้งแล้ง ฯลฯ ยกตัวอย่างภัยพิบัติจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว นั่นคือ คลื่นยักษ์ซึนามิที่ถล่มชายฝั่งทะเลอันดา มัน และในการท านายของพระองค์ท่านยังกล่าวไว้ว่า อาจจะมีแนวโน้มที่จะเกิดคลื่นยักษ์ซึนามิได้ทางชาวฝั่ง อ่าวไทย ลูกที่ 2 คือ ภัยทางสังคม โดยเฉพาะภัยที่เกิดจากการระบาดของโรคที่ไม่มีเชื้อโรค นั่นคือ กลุ่ม โรค NCDs (Non-Communicable deseases) หรือ ชื่อภาษาไทยเรียกว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง นั้นเป็นชื่อ เรียกกลุ่มโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ไม่สามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัส คลุก คลีหรือ ติดต่อ ผ่านตัวน าโรค (พาหะ) หรือสารคัดหลั่งต่างๆ หากแต่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ภายในร่างกาย ซึ่ง ส่วนใหญ่เป็นผลจากไลฟ์สไตส์วิธีการใช้ชีวิต ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอย่าง เหล้า บุหรี่ ขาดการออกก าลังกาย อาหารหวานมันเค็มจัด และมีความเครียดติดต่อกัน ส าหรับประเทศไทยเอง สถิติล่าสุดพบว่ามีถึง 14 ล้านคน ที่เป็นโรค ในกลุ่มโรค NCDs และที่ส าคัญยังถือเป็นสาเหตุหลักการเสียชีวิตของ ประชากรทั้งประเทศ โดยจาก สถิติปี พ.ศ. 2552 พบว่า มีประชากรเสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs มากกว่า 300,000 คน หรือ คิดเป็น 73% ของการเสียชีวิต ของประชากรไทยทั้งหมดในปี 2552 คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 200,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งสถิติการเสียชีวิตดังกล่าวยังแสดงว่าประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตมากกว่าค่าเฉลี่ย ของ


๙ ทั้งโลกและมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต ซึ่งโรคในกลุ่ม โรค NCDs ที่มีอัตราผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตสูงสุด 6 โรค ได้แก่ 1.โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) 2.โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ (Cardiovasvular & Cerebrovasvular Diseases) 3.โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema) 4.โรคมะเร็ง (Cancer) 5.โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) 6.โรคอ้วนลงพุง (Obesity) ลูกที่ 3 คือ ภัยจากเศรษฐกิจฝืดเคือง เกิดข้าวยากหมากแพง ยกตัวอย่างเช่น ทวีปแอฟริกาที่มี จ านวนผู้อดอยากเพิ่มมากขึ้นทุกปี ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร วิกฤตการขาดแคลนน้ า (น้ าดื่มมีราคาแพงกว่า น้ ามัน) ยกตัวอย่างประเทศไทย ณ ตอนนี้ คือ ปัญหาน้ าเค็มรุกล้ าเนื่องจากความแห้งแล้ง และไม่มีปริมาณน้ า จืดที่เพียงพอจะไปดันน้ าเค็มออกได้ และปัญหาคนตกงานที่ประเทศไทยก าลังเผชิญ นั่นคือ การผ่าตัด ข้าราชการไทย ที่มีหลักเกณฑ์การขยายระยะเวลาราชการออกไปเป็นการเกษียณอายุเมื่อครบ 63 ปี ในเฉพาะ สาขาเฉพาะ การลดอัตราก าลังคนเพื่อน าไปสู่การลดงบประมาณการจ้างงานถึง 2.3 แสนล้านบาท ฯลฯ ลูกที่ 4 คือ ภัยจากความขัดแย้ง เกิดศึกสงครามโลกระหว่างประเทศมหาอ านาจ ที่เรียกว่า “Disruption” จึงมีความจ าเป็นแล้วที่เราทุกคนต้องตระหนักถึงการปรับตัวก่อนที่จะถูกเทคโนโลยีท าลายล้าง วิทยากรจึงกล่าวน าเข้าสู่วลีที่ว่า “โลกเปลี่ยนคุณต้องปรับ” โดยยกตัวอย่างประเทศที่พัฒนา แล้ว ได้แก่ ประเทศอังกฤษ ที่ประเทศใช้รถไฟฟ้าแทนการใช้รถยนต์ เพื่อประหยัดพลังงานน้ ามัน และยัง เสนอแนวคิดที่ต้องแก้ปัญหาจากการศึกษาเพื่อสร้างการพัฒนาที่ยังยืน อีกทั้งวิทยากรยังยกตัวอย่างแนวคิด ของอัลเบิร์ต ไอสไตล์ ที่ว่า “การคิดแบบเดิม ท าแบบเดิม แต่หวังผลแบบใหม่ นั่นคือ การคิดของคนวิกลจริต (Insanely)” ซึ่งในสถานการณ์ที่เราต้องเผชิญแบบนี้ เรียกว่า The crisis conflict ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านน้ า การแย่งชิงน้ า (Water crisis) ปัญหาด้านอาหาร การขาดแคลนอาหาร อาหารขยะ การปนเปื้อนของสารเคมี ในอาหาร (Food crisis) ปัญหาด้านพลังงาน (Energy crisis) ไม่ว่าจะเป็นพลังงานน้ ามัน พลังงานไฟฟ้า ฯลฯ หากเรายังคิดแบบเดิม ท าแบบเดิม หวังผลแบบใหม่ คงไปไม่รอดแน่ ทางเดียวที่จะรอดคือ ต้องน้อมน าศาสตร์ พระราชาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ให้ได้ วิทยากรบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดย มุ่งเน้นไปที่ทฤษฎี “ดิน น้ า ป่า คน” (40 ทฤษฏีใหม่) และการระเบิดจากข้างใน คนไทยต้องมีความรู้รัก สามัคคี และมีความเมตตากัน ให้เน้นถึงค าว่า ขาดทุน คือ ก าไร ยิ่งให้ยิ่งได้มา ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรง มอบไว้ให้พวกเรานานแล้ว และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (King Bhumibol) ยังเป็นทฤษฏีที่อยู่ระหว่าง ทฤษฎีสังคมนิยม (Karl Mark) กับทฤษฎีทุนนิยม (Adam Smith) ฉะนั้นในฐานะคนไทยเราจ าเป็นต้องน้อมน า ศาสตร์พระราชาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในวิวิตประจ าวันเพื่อความอยู่รอดและความ ยั่งยืนต่อไป วิทยากรกล่าวถึงศาสตร์พระราชาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน้นที่ความพอกิน พอใช้พออยู่ พอร่มเย็น การบริหารจัดการน้ าตามศาสตร์พระราชา (จากภูผาสู่มหานที) โดยบริหารจัดการน้ า แบบใหม่ให้สามารถมีพื้นที่เก็บกักน้ าได้ถึง 5 เท่า การปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และเน้นการพัฒนา อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ท าอะไรต้องท าให้เหมาะสมกับฐานะและก าลังประเทศของเรา ต้องรู้จักเข้าใจโลก เข้าใจชีวิต เข้าใจปรัชญา ไม่ยึดติดต ารา ใช้หลักการบริหารแบบคนจน คือ พึ่งพาตนเองให้มากที่สุด ลงทุนต่ า


๑๐ แต่ผลก าไรสูง ท าให้น้อย ท าให้ประณีต ท าให้แม่นย า และท าให้มีคุณภาพ อีกทั้งต้องคิดถึงประโยชน์ส่วนตัว เป็นที่ 2 ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ 1 ซึ่งพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างที่ดี และมีจริยาวัตรที่งดงาม คือ ความอ่อน น้อมถ่อมตน พระองค์ทรงค านึงถึงความทุกข์ของประชาชนที่ไม่มีวันหยุด ความเดือดร้อนของประชาชนถือเป็น เรื่องที่รอไม่ได้ เราท าราชการ ไม่ใช่รับราชการ ทุกที่ของพระองค์ท่านคือที่ท างาน โดยกว่า 4,741 โครงการพระราชด าริ ถือเป็นแนวทางที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ร้อนของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น โครงการการปฏิรูปที่ดินที่พระองค์ท่านท า กระทั่งพระองค์ทรงได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม และศาสตร์ของการพัฒนามนุษย์ มีหัวใจที่ส าคัญ คือ จิตใจสูง กายสมบูรณ์ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งหมดนี้ ถือเป็นศาสตร์พระราชาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เราเองต้องน าไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันเพื่อ ความยั่งยืนต่อไป โดยหลักของการท าให้ยั่งยืนนั้นต้องค านึงถึงปัจจัย 4 และยึดหลักความรู้คู่คุณธรรม ในที่นี้ คือ ท าอะไรต้องท าให้สอดคล้องกับภูมิประเทศและต้องมีความเพียรความอดทน ไม่พูดมาก ไม่ใจร้อน ไม่ ทะเลาะกัน ใช้ความรู้และเหตุผลในการแก้ปัญหาเพื่อน าไปสู่ความพอใจในทุกฝ่ายให้ได้ ใช้หลักการบริหารแบบ คนจน พระราชด ารัสที่พระองค์ท่านตรัสไว้ว่า “เราไม่อยากเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เขาจะว่าเรา ล้าสมัยก็ช่างเขา” ประเทศของเราก็เหมือนบ้านที่ต้องวางรากฐานให้มั่นคง โดยเน้นสร้างเสาเข็มให้มั่นคง เสาเข็มในที่นี้ก็เปรียบเสมือนศาสตร์พระราชาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขั้นพื้นฐาน หากมั่นคงแล้วจึง ค่อยขยับขยายไปสู่เศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า คือ พอเพียง แบ่งปัน แข่งขันได้ นั่นคือ บันได 9 ขั้น ได้แก่ บุญ ทาน เก็บ ขาย ข่าย พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่วมเย็น ทั้งนี้บริบทที่กล่าวมาทั้งหมดยังสอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) ทั้ง 17 ข้อ ซึ่งจ าเป็นที่ต้องมาปรับใช้ในประเทศไทยดังค ากล่าว ที่ว่า “เป้าหมายของโลก เป้าหมายของเรา ด้วยศาสตร์พระราชา” ท้ายนี้สิ่งที่ส าคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ปัจจัยส าคัญ คือ “คน” การพัฒนาคน จึงมีความส าคัญที่สุด ต้องท าให้สามารถระเบิดจากข้างใน ต้องมีคุณธรรมประจ าใจ คือ ต้องมีฉันทะ วิริยะ จิต ตะและวิมังสา อีกทั้งสร้างจิตส านึกให้มีความรู้รักสามัคคี เน้นไปที่ ส.ค.ส.พระราชทาน ปี พ.ศ. 2547 “สามัคคี คือ พลัง ค้ าจุนแผ่นดินไทย” ต้องนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ขาดทุนคือก าไร ยิ่งให้ยิ่ง ได้มา วิทยากรยกตัวอย่างเนื้อหาบางช่วงบางตอนในหนังสือพระมหาชนก “มิถิลาไม่สิ้นคนดี 9 วิธีฟื้นฟู มะม่วง” ทั้งนี้ต้องคิดถึงค าว่า “อดทน และเพียรพยายาม” ให้มาก วิทยากรเปิดโอกาสให้ผู้อบรมได้ซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อวิชานี้ สรุปผลกำรเรียนรู้ พบว่า ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่มีความสนใจ ตั้งใจ และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้และการรับฟังการ บรรยาย เช่น การแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และมีความรู้ความเข้าใจ อีกทั้งการตระหนักถึงศาสตร์ พระราชาและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อให้สามารถน าไปประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจ าวันสู่ความยั่งยืนต่อไป


๑๑ 2.4 วิชำ ถอดบทเรียนผ่ำนสื่อแผ่นดินไทย เพื่อไทย เป็นไท ตอน “ชะตำกรรมเกษตรเชิงเดี่ยว” วิทยำกร/ผู้รับผิดชอบ ๑. พระวีระยุทธ์ อภิวีโร (ครูบาจ๊อก) ศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชด าริ (บวร.) วัดพระบรมธาตุดอยผาส้ม อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ 2. ว่าที่ ร.ต.ชัยณรงค์ บัวค า นักทรัพยากรบุคคล ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนล าปาง วิทยำกรกลุ่ม กลุ่มที่ 1 สีเขียว 1. นายเกรียงไกร สิงห์แก้ว นักทรัพยากรบุคคลช านาญการ 2. นางสาววชิรญาณ์ แย้มเยื้อน นักทรัพยากรบุคคล กลุ่มที่ 2 สีแดง 1. นางอัญชลี ป่งแก้ว นักทรัพยากรบุคคลช านาญการ 2. ว่าที่ ร.ต.ชัยณรงค์ บัวค า นักทรัพยากรบุคคล กลุ่มที่ 3 สีม่วง 1. นางกรรณิการ์ ก๋าวิตา นักทรัพยากรบุคคลช านาญการ 2. นางสาวเมทินี น้อยเรือน นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กลุ่มที่ 4 สีน้ าเงิน 1. นางอรุณศรี เดชะเทศ นักจัดการงานทั่วไปช านาญการ 2. นายณัฐนิช รักขติวงศ์ นักวิชาการพัฒนาชุมชนช านาญการ กลุ่มที่ 5 สีส้ม 1. นางสาวณัฐกฤตา ชัยตูม นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 2. นายศานติ ธรรมไชย พนักงานขับรถยนต์ วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถปรับตัวในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ระยะเวลำ 2 ชั่วโมง ขอบเขตเนื้อหำวิชำ 1. เรียนรู้จากสื่อ 2. บทเรียน/ค้นพบสาเหตุ/แนวทางการป้องกัน เทคนิค/วิธีกำร วิทยากรพูดคุยสร้างบรรยากาศ และน าเข้าสู่ บทเรียนดูสื่อ แผ่นดินไทย เพื่อไทย เป็นไท ตอน “ชะตากรรม เกษตรเชิงเดี่ยว” โดยสื่อนี้น าเสนอที่สถานที่โทรทัศน์ Thai BPS ร่วมกับ สสส. จัดท าโดย บริษัท ทีวี บูรพา จ ากัด “เมื่อ รากฐานกสิกรรมเปลี่ยนจากการท าเพื่อกิน เป็นการท าเพื่อ ขาย เกษตรกรไทยก็เริ่มเดินเข้าสู่กับดักของชะตากรรม หันไป พึ่งพาปัจจัยภายนอก พึ่งพิงตัวเองไม่ได้ ถูกเลี้ยงไข้จนกลายเป็นทาสของระบบทุน” เนื้อหาในสื่อแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 สื่อน าเข้าสู่พื้นที่ ภูทับเบิก อ าเภอหล่มเก่า จังหวัด เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกกะหล่ าปลีมากที่สุดในประเทศ มีสภาพอากาศ ที่เหมาะสม ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็น ชาวม้งจึงเลือกอาชีพปลูกกะหล่ า มี พื้นที่กว่า 5,000 ไร่ มีผลผลิตออกสู่ ตลาดปีละ 15,000 ตัน ชาวบ้านเลือกปลูกกะหล่ าปลีเพราะมีน้ าหนัก


๑๒ เยอะ สามารถจ าหน่ายได้ดี มีราคา ปลูกง่ายโตเร็ว แต่ต้องแลกมาด้วยสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปจากภูเขาที่มี ต้นไม้น้อยใหญ่ กลายเป็นภูเขาหัวโล้น ดินเสื่อมโทรม มีต้นทุนที่สูง ค่าสารเคมี ค่าปุ๋ย ค่ารถไถ บางครอบครัว จ าหน่ายแล้วยังมีเงินไม่พอใช้หนี้สินที่ตนเองลงทุนในการปลูกกะหล่ าปลี ตอนที่ 2 สื่อน าเข้าสู่พื้นที่ ท านา จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งเกษตรกร หวังพึ่งอาชีพท านาเป็นหลัก หากราคาข้าวในปีนั้นๆ ราคาตก จ าหน่าย ได้เงินมาอาจจะยังไม่พอใช้หนี้สิน หรือพอใช้แต่ได้คุ้มกับค่าแรง การ ดูแล ค่าปุ๋ย ค่ายา ที่เสียไป เมื่อจะท านาในครั้งต่อๆ ไป ก็ต้องกู้หนี้ยืม สินมาลงทุนอีก ซึ่งจะเป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ หากยังท านาอย่าง เดียว “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน” หนี้สินไม่มีวันหมด ระบบทุนนิยมต่างๆ ได้ควบคุมไว้หมดแล้ว ตอนที่ 3 สื่อน าเข้าสู่พื้นที่ อ าเภอบ่อนอก จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดในประเทศ ในสื่อ แสดงให้เห็นพื้นที่ปลูกสับปะรดกว้างใหญ่ และย้อนให้เห็นถึง สภาพแวดล้อมก่อนหน้านี้ว่า เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ในพื้นที่เป็นป่ามี ต้นไม้น้อยใหญ่ ชาวบ้านมีอาชีพท าไร่องุ่น ปลูกข้าว ปลูกพริก ปลูก พืชหลากหลาย ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2506 มีนายทุนชาวจีนมาเช่าพื้นที่ ได้ท าการถางป่าเพื่อท าไรสับปะรดขนาดใหญ่ ชาวบ้านเห็นว่าสับปะรด เป็นพืชที่ดูแลง่าย ได้ก าไรดี จึงชักชวนกันปลูกสับปะรด เปลี่ยนอาชีพ จากปลูกพื้นที่หลากหลาย จนเกิดเป็นพื้นที่ไร่สับปะรดขนาดใหญ่ และ สื่อยังสะท้อนให้เห็นต้นทุนที่เกิดขึ้นค่าจ้างรถไถไร่ละ 1,900 บาท ซึ่ง ยังไม่ทันได้ผลผลิตจ าหน่ายก็มีต้นทุนเสียแล้วเมื่อดูสื่อจบแล้ว วิทยากร ได้สรุปข้อดี ข้อเสียของการเป็นเกษตรกรเชิงเดี่ยว ดังนี้ ข้อดี คือ สามารถเลือกการดูแลและก าจัดศัตรูพืชได้ง่าย เพราะทราบว่าปลูกอะไร และมีอะไรบ้างที่ เป็นศัตรูพืช โดยสามารถท าให้เป็นมาตรฐานที่รับรู้และเข้าใจร่วมกันได้ในวงกว้าง และยังสามารถจัดพืชผลที่จะ ปลูกให้เหมาะสมแก่สภาพพื้นที่ได้อีกด้วย ข้อเสีย คือ ต้องอาศัยปัจจัยการสร้างผลผลิตจากภายนอกมาก วัตถุดิบ ที่จะน ามาใช้ในการเพาะปลูก จึงไม่สามารถก าหนดราคาเองได้โดยราคาจะขึ้นอยู่กับกลไกทางตลาด และการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตด้วยกันเอง การพัฒนาผลผลิตทั้งการใช้ปุ๋ย การใช้ยาฆ่าแมลงจึงตามมาอย่าง เลี่ยงไม่ได้เมื่อผลผลิตเหล่านี้ออกไปสู่ผู้บริโภค จึงอาจเหลือสารตกค้าง ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและส่งผล ถึง ปัญหาการเสื่อมโทรมของที่ดิน เสร็จแล้ววิทยากรได้มอบหมายแต่ละกลุ่มให้ร่วมกัน ระดมสมองถอดบทเรียนสื่อที่ได้รับชมไป ให้เวลา15 นาที และ น าเสนอกลุ่มละ 5 นาที โดยมีประเด็น 3 ข้อ คือ 1. ปัญหา 2. สาเหตุของปัญหา 3. ทางออก ผลการระดมสมองมีดังนี้


๑๓ กลุ่มที่ 1 สีเขียว ปัญหำ สำเหตุของปัญหำ ทำงออก - หนี้สิน - ปัจจัยการผลิตซื้อทุกอย่าง - ไม่สามารถก าหนดราคาผลผลิต ได้ - สุขภาพแย่ เพราะใช้สารเคมี - ดินเสื่อมโทรม - โลภ, อยากรวย - ขาดความรู้ - ขาดทุนในการผลิต - ก า ร ผ ลิ ต เ ป็ น ก า ร ป ลู ก พื ช เชิงเดี่ยว - ให้ความรู้ - ปัจจัยการผลิต (ท าเอง) - ท าเกษตรผสมผสาน - น้ อ ม น า ห ลั ก ป รั ช ญ า ข อง เศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ กลุ่มที่ 2 สีแดง ปัญหำ สำเหตุของปัญหำ ทำงออก - การปลูกพืชเชิงเดี่ยว - หนี้สิน -ต้นทุนปัจจัยการผลิต - ไม่มีทางเลือก - ท าตามกระแส - ไม่มีเงินทุน - ไม่มีความรู้ - ก าหนดราคาเองไม่ได้ - ต้นทุนราคาการผลิตสูง, ไม่ สามารถผลิตเองได้ - เกษตรผสมผสาน - ให้ความรู้ - พึ่งตนเอง กลุ่มที่ 3 สีม่วง ปัญหำ สำเหตุของปัญหำ ทำงออก - ขาดเงินทุน - ภัยธรรมชาติ - การตลาด - ขาดความรู้ - ขาดการวางแผน - เกษตรเชิงเดี่ยว - ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ - ยังมีวิธีคิดแบบเดิม - การแข่งขันสูง - เกษตรผสมผสาน (พึ่งตนเอง) - การรวมกลุ่ม - ศึกษาการตลาด น าการผลิต - การจัดการพื้นที่ - ท าเองทุกขั้นตอน (เศรษฐกิจ พอเพียง) - แหล่งน้ า, สิทธิท ากิน กลุ่มที่ 4 สีน้ ำเงิน ปัญหำ สำเหตุของปัญหำ ทำงออก - ส่วนมากท าเกษตรเชิงเดี่ยว ไม่ สามารถควบคุมเหตุ และปัจจัย การผลิต - ใช้เงินเป็นตัวตั้ง - สภาพอากาศ - ใช้สารเคมี - ขาดความรู้, ไม่มีต้นแบบ - ผู้บริโภค ไม่ปรับเปลี่ยนแนวคิด พฤติกรรมในการบริโภค - ไม่สามารถก าหนด ราคาสินค้า ทางการเกษตรได้ด้วยตนเอง - เร่งผลิต ให้ทันตามความต้องการ ของตลาด - ไม่สามารถ ควบคุมต้นทุนการ ผลิตได้ เช่น ปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ - ให้หน่วยงานราชการให้ความรู้ - มีต้นแบบให้เข้าไปเรียนรู้ระดับ ต าบล อ าเภอ จังหวัด - ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ ท าปุ๋ยใช้ เอง - หยุดปลูกพืชเชิงเดี่ยว - หันมาท าเกษตรผสมผสานให้ มากขึ้น - ส่งเสริมช่องทางการตลาด


๑๔ กลุ่มที่ 5 สีส้ม ปัญหำ สำเหตุของปัญหำ ทำงออก - ใช้เงินเป็นตัวตั้ง - หนี้สิน - ต้นทุนสูง (สารเคมี, เมล็ดพันธุ์) - ราคาคนซื้อก าหนด - ผลผลิตออกน้อยไม่ได้ต าม ต้องการ - ท าเชิงเดี่ยว/คิดแบบง่ายๆ - น้ าน้อย, อากาศแปรปรวน - ขาดการรวมกลุ่มของเกษตร - ขาดความรู้, มีความคิดเดิมๆ - การเมืองไม่แน่นอน - พืชเชิงเดี่ยว - ภาวะเศรษฐกิจ - ผลผลิตล้นตลาด - ให้ความรู้ - ส่งเสริมการรวมกลุ่ม - ปลูกพืชผสมผสาน - ส่งเสริมการแปรรูป - ท าเกษตรอินทรีย์ - เปลี่ยนแนวคิดเกษตรกรให้รู้จัก พึ่งตนเองมากๆ - ปลุกจิตส านึก


๑๕ 2.5 วิชำ กำรออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยตำมหลักกำรพัฒนำภูมิสังคมอย่ำงยั่งยืน เพื่อกำรพึ่งตนเอง และ รองรับภัยพิบัติ วิทยำกรหลัก/ ผู้รับผิดชอบ 1. นายณัฐพงษ์ มณีกร กรรมการบริษัทเอามื้อสามัคคีวิสาหกิจเพื่อสังคม 2. นางสาวณัฐกฤตา ชัยตูม นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจในการออกแบบพื้นที่เชิงภูมิสังคมไทยตาม หลักการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืนเพื่อการพึ่งตนเองและรองรับภัยพิบัติ “โคก หนอง นา โมเดล” ระยะเวลำ 3 ชั่วโมง (180 นาที) ขอบเขตเนื้อหำวิชำ 1. สถานการณ์และภาวะวิกฤตของโลก ประเทศ ชุมชน (น้ า อาหาร พลังงาน) 2. แนวทางแก้ไขและรองรับภัยพิบัติด้วยการบริหารจัดการพื้นที่ “โคก หนอง นา โมเดล” 3. กรณีศึกษาความส าเร็จ “โคก หนอง นา โมเดล” เทคนิค/วิธีกำร/กระบวนกำร 1 .วิทยากรแนะน าตัวกับผู้เข้าอบรม สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ด้วยการทักทาย ชวนคุย เล่าถึงประวัติตัวเอง 2. วิทยากรตั้งค าถามท าไมต้องมาออกแบบพื้นที่ จ าเป็นไหม 3. วิทยากรเล่าถึงสถานการณ์และวิกฤตของประเทศไทยพร้อมยกตัวอย่างเพื่อน าเข้าสู่เนื้อหา การออกแบบภูมิสังคมไทยตามหลักการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อการพึ่งตนเอง และรองรับภัยพิบัติ“โคก หนอง นา โมเดล” 4. วิทยากรบรรยายถึงการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทยตามหลักการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน (การออกแบบพื้นที่ชีวิต) การออกแบบในที่นี้ คือ การออกแบบพื้นที่ชีวิต (พื้นที่ที่มีชีวิต) ได้แก่ ดิน ต้นไม้ จุลินทรีย์ โดย การใช้หลักในหลวงรัชการที่ 9 คือ “หลักภูมิสังคม” (ในหลวงรัชการที่ 9 บัญญัติขึ้นมาเอง) ภูมิสังคม มาจากค า 2 ค า คือ ภูมิ (หลักภูมิศาสตร์: สภาพของพื้นที่ ดิน น้ า อากาศ) แต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน เช่น ปริมาณน้ าฝน + สังคม (คน ชุมชน) หลักของคน จะต้องมี 4 พ คือ พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น หลักการทรงงานใช้หลัก “ภูมิ” (ดิน น้ า ลม ไฟ) ในการออกแบบ ในหลวงให้ท าแบบคนจน คือ การเอามื้อ ซึ่งได้หายจากไปสังคมไทยประมาณ 20 ปี สมัยนี้ใช้เงิน ใช้รถไถ ค่าแรงสูงสุดในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ดิน ให้ความส าคัญของดินเป็นหัวใจ หัวใจของกสิกรรมคือ “ท าให้ดินสมบูรณ์” เน้นการ บ ารุงรักษา ใช้ดินเลี้ยงพืช ไม่ใช้ปุ๋ยเลี้ยงพืช ปุ๋ยเป็นอาหารของดิน ห่มดิน คลุมดิน เติมธาตุสารอาหาร ใช้ธาตุ จุลินทรีย์ น้ า มีดินก็ต้องมีน้ า ซึ่งโลกนี้ยังมีปัญหาเรื่องน้ า แล้วกสิกรรมจะอยู่อย่างไรให้รอด ก็ต้องมีการ ออกแบบเก็บน้ าฝน


๑๖ ลม เราต้องดูทิศทางของลมด้วย : ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จะเป็นลมพายุ ส่วนทิศตะวันออก เฉียงใต้ จะเป็นลมหนาว ไฟ คือ ดวงอาทิตย์ แสง มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช 5. วิทยากรสอนการออกแบบตามหลักการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืนเพื่อเป็นแนวทางแก้ไขและ รองรับภัยพิบัติด้วยการบริหารจัดการพื้นที่ “โคก หนอง นา” 6.วิทยากรให้ผู้เข้าอบรมได้ออกแบบพื้นที่ของตนเอง โดยการเขียนรูปแผนที่/แปลงที่ดินของ ตนเอง ระบุ…..ไร่ เขียนทิศ ใส่รูปหนองน้ า (ทรงอิสระ) มองภาพลุ่มน้ า ปรับตามสภาพภูมิสังคม ดึงน้ าให้ไปอยู่ บนโคก กระจายน้ าลงคลองไส้ไก่ ดูทางน้ าไหลประกอบด้วย บ้าน/ตูบ/ศาลา/กระท่อม จะอยู่บนโคก นาข้าวจะ อยู่ที่ต่ า ไม่แนะน าให้ท าข้าวขาย ห้ามขายให้พ่อค้าคนกลางเด็ดขาด ส่วนเลี้ยงสัตว์จะตั้งอยู่ตรงไหนก็ต้องดู ทิศทางประกอบ 7. วิทยากรยกตัวอย่างแบบจ าลองการจัดการพื้นที่กสิกรรมประกอบเพื่อให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมสรุปเติมเต็มและให้ค าแนะน ากับผู้เข้าอบรม ผลกำรเรียนรู้ ผู้เข้าอบรมส่วนใหญ่มีความสนใจ มีความตั้งใจในการเรียนรู้ในเรื่องการออกแบบเชิงภูมิสังคมไทย ตามหลักการพัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อการพึ่งตนเอง และรองรับภัยพิบัติเพราะเป็นหลักการที่สามารถ น าไปปรับใช้ได้จริงต่อการพัฒนาและต่อยอดพื้นที่ของตนเองโดยตรง เป็นประโยชน์ต่อการท างานของผู้เข้า อบรมอย่างมาก


๑๗ 2.6 วิชำ ฝึกปฏิบัติฐำนเรียนรู้ จ ำนวน 5 ฐำน วิทยำกร นางกรรณิการ์ ก๋าวิตา นักทรัพยากรบุคคลช านาญการ วิทยากรประจ าฐานคนรักษ์แม่ธรณี กิจกรรมท าปุ๋ยน้ า 1. น.ส.ณัฐนรี ฝั้นเรือนแก้ว เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ 2. นายชวน พุทธวงค์วัน พนักงานทั่วไป วิทยากรประจ าฐานคนรักษ์แม่ธรณี กิจกรรมท าปุ๋ยแห้ง 1. น.ส.กรองกาญจน์ ศิราไพบูลย์พร เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ 2. นายศรี อินทะรส พนักงานท าความสะอาด วิทยากรประจ าฐานคนรักษ์แม่ธรณี กิจกรรมท าสบู่เหลว 1. น.ส.นวรัตน์ ภาระษี เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ 2. นางปราณี เปี้ยปลูก พนักงานท าความสะอาด วิทยากรประจ าฐานคนรักษ์แม่ธรณีกิจกรรมท าน้ ายาอเนกประสงค์ 1. นางดวงธิดา อ านาจผูก นักวิชาการพัฒนาชุมชนช านาญการ 2. นางนอม เถาเปี้ยปลูก พนักงานท าความสะอาด วิทยากรประจ าฐานคนรักษ์แม่ธรณี กิจกรรมท าแชมพู 1. น.ส.ศิริลักษณ์ มอรูวี เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ 2. นางสาวสุวลี ฟูทอง พนักงานท าความสะอาด วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ ฐานเรียนรู้ทั้ง 5 ฐาน ได้แก่ ฐานกิจกรรม ท าปุ๋ยน้ า , ฐานกิจกรรมท าปุ๋ยแห้ง , ฐานกิจกรรมท าสบู่เหลว , ฐานกิจกรรมท าน้ ายาอเนกประสงค์ และ ฐาน กิจกรรมท าแชมพู 2. เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีทักษะ และได้ฝึกปฏิบัติ ฐานเรียนรู้ทั้ง 5 ฐาน ได้แก่ ฐาน กิจกรรมท าปุ๋ยน้ า , ฐานกิจกรรมท าปุ๋ยแห้ง , ฐานกิจกรรมท าสบู่เหลว , ฐานกิจกรรมท าน้ ายาอเนกประสงค์ , ฐานกิจกรรมท าแชมพู ระยะเวลำ 4 ชั่วโมง ประเด็น/ขอบเขตเนื้อหำ ฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้ จ านวน 5 ฐาน - ฐานคนรักษ์แม่ธรณี กิจกรรมท าปุ๋ยน้ า - ฐานคนรักษ์แม่ธรณี กิจกรรมท าปุ๋ยแห้ง - ฐานคนมีน้ ายา กิจกรรมท าสบู่เหลว - ฐานคนมีน้ ายา กิจกรรมท าน้ ายาอเนกประสงค์ - ฐานคนมีน้ ายา กิจกรรมท าแชมพู ขั้นตอน/วิธีกำร 1.วิทยากรแนะน าตัว สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ด้วยการทักทาย ชวนคุย เตรียมความพร้อม ด้วยการปรบมือ ก่อนน าเข้าสู่บทเรียนด้วยการเกริ่นน าถึงวัตถุประสงค์ของวิชา ประเด็นที่จะด าเนินกิจกรรม และข้อตกลงในกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน 2. วิทยากรแบ่งกลุ่ม จ านวน 5 กลุ่มสี ให้เวียนฐานเข้าฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้ ฐานละ 45 นาที


๑๘ รายละเอียดการเวียนฐานเรียนรู้ เวียนฐาน ฐานปุ๋ยน ้า ฐานปุ๋ยแห้ง ฐานสบู่เหลว ฐานน ้ายา อเนกประสงค์ ฐานแชมพู รอบที่ 1 (13.00 น.- 13.45 น.) กลุ่ม 1 สีเขียว กลุ่ม 2 สีแดง กลุ่ม 3 สีม่วง กลุ่ม 4 สีน ้าเงิน กลุ่ม 5 สีส้ม รอบที่ 2 (13.45 น.-14.30 น.) เบรค กลุ่ม 5 สีส้ม กลุ่ม 1 สีเขียว กลุ่ม 2 สีแดง กลุ่ม 3 สีม่วง กลุ่ม 4 สีน ้าเงิน รอบที่ 3 (14.45 น.-15.30 น.) กลุ่ม 4 สีน ้าเงิน กลุ่ม 5 สีส้ม กลุ่ม 1 สีเขียว กลุ่ม 2 สีแดง กลุ่ม 3 สีม่วง รอบที่ 4 (15.30 น.-16.15 น.) กลุ่ม 3 สีม่วง กลุ่ม 4 สีน ้าเงิน กลุ่ม 5 สีส้ม กลุ่ม 1 สีเขียว กลุ่ม 2 สีแดง รอบที่ 5 (16.15 น.-17.00 น.) กลุ่ม 2 สีแดง กลุ่ม 3 สีม่วง กลุ่ม 4 สีน ้าเงิน กลุ่ม 5 สีส้ม กลุ่ม 1สีเขียว 3. วิทยากรแบ่งกลุ่มให้ผู้เข้าอบรมถอดบทเรียน จ านวน 3 ประเด็น • ได้อะไรจากการฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้ • มีเทคนิค/เคล็ดลับ/ข้อพึงระวัง อย่างไรบ้าง • จะน าความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้อย่างไร 4. กลุ่มน าเสนอผลจากการฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้ เทคนิควิธีกำร เรียนรู้จากการแบ่งกลุ่ม ฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้ แบบเวียนฐาน จ านวน 5 ฐาน สรุปผลและถอด บทเรียนจากฐานเรียนรู้ สรุปเนื้อหำวิชำ/ผลกำรเรียนรู้ 1. ฐำนคนรักษ์แม่ธรณี กิจกรรมท ำปุ๋ยน้ ำ วัสดุและอุปกรณ์ 1. วัตถุดิบ (พืช สมุนไพร) 3 กิโลกรัม 2. หัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ลิตร 3. น้ าตาลอ้อย/กากน้ าตาล 1 กิโลกรัม 4. น้ าสะอาด 10 ลิตร 5. ถังขนาด 20 ลิตร แบบฝาปิดล็อค 1 ถัง ขั้นตอนและวิธีท ำ 1. น าวัตถุดิบที่เตรียมไว้มาสับหรือต า 2. น าน้ าตาลอ้อย/กากน้ าตาลมาละลายกับน้ าสะอาดที่เตรียมไว้


๑๙ 3. น าหัวเชื้อจุลินทรีย์ผสมกับน้ าตาลอ้อย/กากน้ าตาลที่ละลายแล้ว 4. น าวัตถุดิบที่สับหรือต าเรียบร้อยมาใส่ในภาชนะที่จัดไว้หาไม้ไผ่ที่สานเป็นตาหมากรุกมาขัดทับ เอาไว้ 5. น าส่วนผสมในข้อที่ 3 มาเทใส่แล้วปิดฝาให้สนิทและเขียน วัน/เดือน/ปี พร้อมทั้งชื่อวัตถุดิบที่ น ามาหมัก 6. น าไปตั้งไว้ในที่ร่ม หมักทิ้งไว้ 90 วัน (3 เดือน) (อัตราส่วนที่ใช้คือ 1 ลิตร / 400 ลิตร) การใช้สมุนไพรไทยมาสกัดเป็นสารอินทรีย์ชีวภาพเพื่อใช้ในการบ ารุงดินป้องกัน และก าจัดแมลง ศัตรูพืช เป็นวิธีการหนึ่งที่สอนให้เกษตรให้ลดการพึ่งพาการใช้สารเคมี ซึ่งวิธีการดังกล่าวนอกจากจะช่วยใน เรื่องของการลดต้นทุนการผลิตแล้ว ยังเป็นการคืนความสมดุลให้ระบบนิเวศน์อีกทางหนึ่งด้วย การท าน้ าหมักสมุนไพร 7 รส คือ การเลือกเอาสมุนไพรรสต่าง ๆมาท าน้ าหมักจุลินทรีย์ชีวภาพ เพื่อประโยชน์ทางการเกษตร ใช้ได้กับนาข้าว และพืชผักทุกชนิด ตัวยาสมุนไพรที่ใช้ในการเกษตรสามารถแบ่ง ออกตามรสของสมุนไพรได้ประมาณ 7 รส คือ รสจืด รสขม รสฝาด รสเบื่อเมา รสเปรี้ยว รสหอมระเหย และ รสเผ็ดร้อน สมุนไพรทั้ง 7 รสมีประโยชน์ต่อภาคการเกษตร ดังนี้ 1.น้ ำหมักสมุนไพรรสจืด วัตถุดิบได้แก่ ใบกล้วย ผักบุ้ง รางจืด รวงข้าว ผักตบชวาและพืชสมุนไพรที่มีรสจืดทุกชนิด สรรพคุณ จะเป็นปุ๋ยบ ารุงดิน ให้ดินมีความร่วนซุย โปร่ง ท าให้ดินไม่แข็ง ใช้ในการบ ารุงดิน และ บ าบัดน้ าเสียและขยะที่ส่งกลิ่นเหม็น รวมทั้งใช้ในการล้างสารพิษ 2.น้ ำหมักสมุนไพรรสขม วัตถุดิบ ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร ใบสะเดา บอระเพ็ด ใบขี้เหล็ก หญ้าใต้ใบ เสลดพังพอน และพืช สมุนไพรที่มีรสขมทุกชนิด สรรพคุณ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ป้องกันแมลง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพืช 3.น้ ำหมักสมุนไพรรสฝำด วัตถุดิบ ได้แก่ ปลีกล้วย เปลือกมังคุด เปลือกฝรั่ง มะยมหวาน เปลือกแค ใบฝรั่ง ใบทับทิม เปลือกลูกเนียง และพืชสมุนไพรที่มีรสฝาดทุกชนิด สรรพคุณ ฆ่าเชื้อราในโรคพืช แก้เชื้อราในโรคพืชทุกชนิด 4.น้ ำหมักสมุนไพรรสเบื่อเมำ วัตถุดิบ ได้แก่ หัวกลอย ใบเมล็ดสบู่ด า ใบน้อยหน่า หางไหล ขอบชะนางแดง-ขาว สลัดได แสยก หนอนตายหยาก พญาไร้ใบ เมล็ดมะกล่ า และพืชสมุนไพรที่มีรสเบื่อเมาทุกชนิด สรรพคุณ การก าจัดหนอน เพลี้ย และ แมลง ในพืชผักทุกชนิด 5.น้ ำหมักสมุนไพรรสเปรี้ยว วัตถุดิบ ได้แก่ มะกรูด มะนาว มะขาม กระเจี๊ยบ เปลือกส้ม และพืชสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวทุกชนิด สรรพคุณ ไล่แมลงโดยเฉพาะ


๒๐ 6.น้ ำหมักสมุนไพรรสหอมระเหย วัตถุดิบ ได้แก่ ตะไคร้หอม ใบกะเพรา ใบเตย สาบเสือ โหระพา กระเพรา ผักชี กะทกรก และ พืชสมุนไพรที่มีรสหอมระเหยทุกชนิด สรรพคุณ จะเป็นน้ าหมักที่เปลี่ยนกลิ่นของต้นพืช เพื่อป้องกันไม่ให้แมลงไปกัดกินท าลาย 7.น้ ำหมักสมุนไพรรสเผ็ดร้อน วัตถุดิบ ได้แก่ พริก ขิง ข่า ตะไคร้ และพืชสมุนไพรที่มีรสเผ็ดร้อนทุกชนิด สรรพคุณ ไล่แมลง และ ท าให้แมลงแสบร้อน


๒๑ 2. ฐำนคนรักษ์แม่ธรณี กิจกรรมท ำปุ๋ยแห้ง วัสดุและอุปกรณ์ 1. เศษวัสดุที่เหลือใช้จากการท าเกษตรเช่นเศษใบไม้, เศษหญ้าแห้ง 2. มูลสัตว์ 3. แกลบดิบ 4. แกลบเผา 5. ร าหยาบหรือละอองข้าว 6. ปุ๋ยน้ าจุลินทรีย์ ขั้นตอนและวิธีท ำ 1. น าวัตถุดิบที่เตรียมมาในข้อ 1-5 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน (อัตราส่วนที่ใช้คือ 1 ต่อ 1) 2 . น าปุ๋ยน้ าจุลินทรีย์มาผสมกับน าสะอาดในอัตราส่วน 1 ลิตร / 100 ลิตร 3. น าส่วนผสมในข้อที่ 1 และ 2 ผสมให้เข้ากัน 4. ตรวจเช็คความชื้นด้วยการหยิบขึ้นมาก าบีบให้แน่น เมื่อแบมือแล้วไม่แตกและไม่มีน้ าไหล ออกมาจากง่ามนิ้วมือถือว่าใช้ได้ (ความชื้อ 60%) 5. ตักใส่กระสอบโดยไม่ต้องกระแทกให้แน่นหมักทิ้งไว้ 7-15 วันจึงน าไปใส่ในแปลง (อัตราส่วนที่ใช้คือ 500 กิโลกรัม / 1 ไร่)


๒๒ 3. ฐำนคนมีน้ ำยำ กิจกรรมท ำสบู่เหลว วัสดุและอุปกรณ์ • หัวสบู่ (AD 25) 1 กิโลกรัม • เกลือ(ผงข้น - ช่วยให้น้ ายาสระผมข้นขึ้น) 100 กรัม • น้ าสมุนไพรตามต้องการ 2.5 กิโลกรัม (หรือลิตร) • สารกันเสีย 5 ซีซี • น้ าหอมกลิ่นตามชอบปริมาณเล็กน้อย วิธีกำรท ำ • น าสมุนไพรต้มกับน้ าให้เดือด กรองเอากากออกให้ได้น้ า 2.5 ลิตร พักไว้ให้เย็น • เทหัวสบู่ (AD 25) ลงในภาชนะ ค่อยกวน • ค่อยๆ เติมน้ าสมุนไพรที่เตรียมไว้จนหมด กวนให้ส่วนผสมเข้ากัน ใส่น้ าหอมและสารกันเสีย • ค่อยๆ ใส่ผงข้นทีละน้อยคนให้ละลายเข้ากัน • ปล่อยทิ้งไว้ให้ฟองยุบตัวจึงกรอกใส่ในภาชนะ พร้อมใช้หรือจ าหน่าย หมำยเหตุ 1. การท าสบู่เหลวต้องกวน ช้าๆ เบาๆ ไปจนส่วนผสมละลายเข้ากันหมด 2. สมุนไพรที่น ามาใช้ ได้แก่ ขมิ้น มะขามเปียก ทับทิม มังคุด ทองพันชั่ง มะเขือเทศ แครอท ว่านหางจระเข้ เป็นต้น


๒๓ 4. ฐำนคนมีน้ ำยำ กิจกรรมท ำน้ ำยำอเนกประสงค์ วัสดุและอุปกรณ์ • Texopon N70 1 กิโลกรัม (สารที่ช่วยให้เกิดฟอง) • เกลือป่น 1 กิโลกรัม • น้ าหมักชีวภาพผลไม้รสเปรี้ยว 5 ลิตร • น้ าเปล่า 10 ลิตร (ถ้าเป็นน้ าประปาควรตั้งผึ่งอากาศไว้ให้คลอรีนระเหยออกไปก่อนอย่าง น้อย 1 วัน เพราะคลอรีนเป็นน้ ายาฆ่าเชื้อ อาจจะมีผลต่อจุลินทรย์ในน้ าหมักได้) • ถัง/กะละมังก้นเรียบ (ถ้าเป็นกะละมังก้นไม่เรียบจะท าให้การคนไม่ทั่วถึง น้ ายากับเกลือจะไป ติดอยู่ในร่อง) • ไม้พาย ถ้าหาไม่ได้ให้ใช้ไม้หรือทัพพีอะไรก็ได้ วิธีกำรท ำ • เตรียมถังหรือขวดแก้วหรือภาชนะ • เท Texopon N70 จ านวน 1 กิโลกรัม ลงในถังหรือกะละมังก้นเรียบ ดังกล่าว • เทเกลือ ผสมกับ Texopon N70 จากนั้นค่อยๆ คนไปในทางเดียวกัน จนสีขาวใสของ Texopon N70 เป็นสีขาวขุ่น • เทน้ าหมักชีวภาพผลไม้รสเปรี้ยว โดยเวลาเท ให้เทเข้าหาด้านข้างภาชนะเบาๆ อย่าเทลงที่ตรง กลางภาชนะ เพราะจะท าให้เกิดฟอง • จากนั้นค่อยๆ คนส่วนผสมอย่างช้าๆ ไปในทางเดียวกัน ให้เกิดฟองน้อยที่สุด • หากข้นไป ให้เติมน้ าเปล่าไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพอใจ • รอให้ฟองยุบแล้วน าไปชั่ง ตวง และบรรจุใส่ขวดที่เตรียมไว้ พร้อมใช้งานหรือจ าหน่ายต่อไป หมายเหตุ- Texopon N70 สามารถหาซื้อได้ตามร้านที่ขายอุปกรณ์ท าสบู่หรือน้ ายาอเนกประสงค์ทั่วไป


๒๔ 5. ฐำนคนมีน้ ำยำ กิจกรรมท ำแชมพู วัสดุและอุปกรณ์ • AD 25 500 กรัม • ผงข้น (เกลือ) 100 กรัม • น้ าใบหมี่สด (น้ าสมุนไพรตามต้องการ) 1.5 กิโลกรัม (หรือลิตร) • สารกันเสีย • น้ าหอมกลิ่นตามชอบ ปริมาณเล็กน้อย วิธีกำรท ำ • น าสมุนไพรมาปั่นหรือขย่ า กรองเอากากออก • น าน้ าสมุนไพรมาละลายกับเกลือ (ผงข้น) • เท AD 25 ลงภาชนะ กวนไปทิศทางเดียวกัน ค่อยๆกวนเบาๆ • ค่อยๆเทน้ าสมุนไพรลงไปทีละน้อย ค่อยๆกวนเบาๆ เทสลับกันกวนไปจนหมดน้ าสมุนไพร • ใส่น้ าหอม ค่อยๆกวนเบาๆ กวนต่อไป ประมาณ 15-20 นาที • ปล่อยทิ้งไว้ให้ฟองยุบตัวจึงกรอกใส่ในภาชนะ


๒๕ 2.7 หัวข้อวิชำ : ถอดบทเรียน สรุปบทเรียน/น ำเสนอ กำรฝึกปฏิบัติกำรฐำนเรียนรู้ (ฐำนคนรักษ์แม่ธรณี, ฐำนคนมีน้ ำยำ) วิทยำกรหลัก/ ผู้รับผิดชอบ 1. พระครูอภิวีโรภิกขุ 2. นายณัฐนิช รักขติวงศ์ นักวิชาการพัฒนาชุมชนช านาญการ ศพช.ล าปาง วัตถุประสงค์ ๑. ให้ผู้อบรมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน จากการได้ลงมือฝึกปฏิบัติการฐานเรียนรู้ฯ 2. ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้แนวทางในการประยุกต์ใช้ความรู้/ เติมเต็ม และให้ข้อเสนอแนะ ในทางปฏิบัติต่อการด าเนินการฐานเรียนรู้ให้เกิดความยั่งยืน ประเด็นเนื้อหำ 1. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในองค์ความรู้ในน้ าหมัก 7 รส/ ฐานน้ าหมักรสจืด บ ารุงดิน 2. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการท าปุ๋ยแห้ง 3. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการท าสบู่เหลว ทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติ/ สูตรต่างๆ 4. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการท าน้ ายาเอนกประสงค์ ทฤษฎีและการลงมือปฏิบัติ/ การน าไปใช้ 5. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการท าแชมพู/ จากการลงมือปฏิบัติและการน าไปประยุกต์ใช้ ระยะเวลำ 2 ชั่วโมง วิธีกำร/เทคนิค 1. การน าเสนอตามประเด็นที่ได้รับมอบหมายเป็นรายกลุ่ม 2. แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างฐาน/ กลุ่ม ให้ข้อเสนอแนะ 3. แลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้เดิมของผู้อบรม/ วิทยากรเติมเต็ม สรุปประเด็นการเรียนรู้ วัสดุ / อุปกรณ์ ๑. ฟลิปชาร์ต ปากกาเคมี กระดาษกาว ๒. โปรเจคเตอร์ 3. สื่อ/ Power Point กำรประเมินผล ๑. ประเมินจากพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและการตอบข้อซักถาม/การแลกเปลี่ยน ๒. แบบประเมินผลโครงการ สรุปผลกำรด ำเนินงำน 1 วิทยากรแนะน าตัว สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ด้วยการทักทาย ชวนคุย ชวนร้องเพลง เตรียม ความพร้อม น าเข้าสู่บทเรียนด้วยการเกริ่นน าถึงวัตถุประสงค์ของวิชา ประเด็นที่จะพูดคุย และกติกาในการ น าเสนอรายกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 15 นาที


๒๖ 2 เริ่มการน าเสนอรายกลุ่ม โดยเรียงล าดับ ตั้งแต่ กลุ่มที่ 1 จนถึงกลุ่มที่ 5 ในระยะเวลา กลุ่มละ 15 นาที ใน ประเด็นตามใบงานที่ได้รับมอบหมายรายกลุ่ม ดังนี้ 2.1 กลุ่มที่ 1 น าเสนอการฝึกปฏิบัติฯ ณ ฐานเรียนรู้ การท าน้ าหมัก 7 รส ซึ่งได้แก่ รสจืด รสขม รสฝาด รสเปรี้ยว รส เบื่อเมา รสเผ็ดร้อน และระเหย ซึ่งสามารถใช้ในทางการเกษตรได้ จะเป็นการลดต้นทุนการผลิต โดยได้ฝึกการท าน้ าหมักรสจืดเพื่อ บ ารุงดิน หลักการคือใช้วัสดุในท้องถิ่นมาท าน้ าหมัก ในที่นี้ ใช้จาก ต้นกล้วย เป็นการทดแทนสารเคมีอันตรายที่ใช้อยู่ ได้ผลผลิตที่ ปลอดภัยขึ้น ต่อผู้บริโภค ซึ่งเทคนิค ได้แก่วัตถุดิบ 3 ส่วน น้ าตาล 1 ส่วน หัวเชื้อ 1 ส่วน และน้ า 10 ส่วน ซึ่งน้ าหมักรสจืด ก็สามารถน าไปท าหัวเชื้อปุ๋ยหมักแห้งได้ จากนั้นทาง กลุ่มได้เสนอวิธีการประยุกต์ใช้จากประสบการณ์ด้วยการเปลี่ยนวัตถุดิบเป็นสิ่งที่หาได้ในท้องถิ่น อาทิผัก ผลไม้ เศษอาหาร ฯลฯ และการท าน้ าหมักไล่ศัตรูพืช 2.2 กลุ่มที่ 2 น าเสนอการฝึกปฏิบัติฯ ณ ฐานเรียนรู้ ของคนรักษ์แม่ธรณี ในการท าปุ๋ยแห้ง โดยสิ่งที่ได้รับจากการท าปุ๋ย แห้ง ได้แก่ สูตรการท าปุ๋ยในถุงซึ่งประหยัดพื้นที่ และเป็นการน า เศษวัสดุที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์แทนที่จะเผาทิ้ง เป็นการลด ต้นทุนในการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งปลอดภัยต่อตัวผู้ใช้เองและผู้บริโภค เทคนิคในการท าปุ๋ยแห้งวิธีนี้ ต้องจัดเก็บในที่อากาศถ่ายเทสะดวก เลือกส่วนผสมแกลบเก่าอายุ 3 เดือนขึ้นไป และดูแลความชื้น ประมาณ 60% ให้พอดีกับการหมัก จึงจะได้ผลดีและใช้เวลาน้อย องค์ความรู้นี้สามารถน าไปถ่ายทอดสู่ชุมชนของตนเอง และ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกลุ่ม 2.3 กลุ่มที่ 3 น าเสนอการฝึกปฏิบัติการฐานคนมี น้ ายา ในประเด็นการท าสบู่เหลว ซึ่งจะเป็นการใช้สมุนไพรที่มีอยู่ ในครัวเรือน เหตุผลส าคัญของการท าสบู่เพื่อไว้ใช้เองและเป็นการ ลดรายจ่ายลง เนื่องจากการท าสบู่เหลวใช้เอง ซึ่งทางกลุ่มอภิปราย ว่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการซื้อหา ทั้งยังได้สรรพคุณ ทางการแพทย์จากสมุนไพรที่ใช้เป็นส่วนผสม ซึ่งท าได้หลายสูตร ขึ้นอยู่กับสมุนไพรที่น ามาใช้เป็นส่วนผสมด้วย ชนิดส่วนผสมต้อง ปลอดภัย และลดการใช้สารเคมีเป็นองค์ประกอบ อาจใช้แต่เฉพาะ AD28 ผงข้น ไม่ใส่สารกันเสียและน้ าหอม บางแห่งอาจประยุกต์ โดยไม่ใช้สารเคมีเลย


๒๗ 2.4 กลุ่มที่ 4 น าเสนอการฝึกปฏิบัติการท าน้ ายา เอนกประสงค์ ซึ่งอาจประกอบด้วยสารเคมีอยู่บ้าง แต่การท าเองจะ ได้ปริมาณที่มากและสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากในส่วนนี้ ทั้งใช้ล้างจาน ล้างรถ ล้างห้องน้ า ซักผ้า ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องใช้อยู่ แล้วในชีวิตประจ าวันในฐานะของใช้ที่จ าเป็น โดยความรู้ที่ได้ สามารถน าไปถ่ายทอดสู่ชุมชน และประยุกต์ใช้ โดยการน าสมุนไพร ในท้องถิ่นมาใช้แทนสารเคมี เพื่อลดต้นทุนได้มากขึ้น และปลอดภัย ต่อผู้ใช้ อาทิ ใช้น้ าหมักสับปะรด ท าน้ ายาซักผ้า ใช้เกลือแทนสารฟู น้ าหมักอายุ 3 ปีขึ้นไปใช้แทนสารกันบูดได้ 2.5 กลุ่มที่ 5 น าเสนอการฝึกท าแชมพูเพื่อใช้เอง ในครัวเรือนจากสมุนไพรเป็นส่วนประกอบหลัก อาทิ มะกรูด อัญชัญ เพื่อใช้ทดแทนสารเคมี เป็นการลดรายจ่ายในครัวเรือน ลง หากท าจนช านาญ ยังสามารถจ าหน่ายเพื่อสร้างรายได้เสริม ได้อีกทางหนึ่ง 3 หลังจากที่ตัวแทนสมาชิกทั้ง 5 กลุ่มได้น าเสนอ แล้ว พระครูอภิวีโรภิกขุได้ให้ข้อเสนอแนะในแต่ละประเด็น ตลอดจนการน าไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน โดยให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมในการท าน้ าหมักรสต่างๆ อาทิ รสเบื่อ เมา และการใช้อธรรมปราบอธรรม เพื่อก าจัดศัตรูพืช จาก สมุนไพรใกล้ตัวในท้องถิ่นที่มี จากนั้นสรุปประเด็นการเรียนรู้ปิด ท้าย


๒๘ 2.8 วิชำ Work shop กำรจัดกำรพื้นที่ ดิน น้ ำ ป่ำ คน วิทยำกร อ.กุล ปัญญาวงศ์ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ าน่าน วัตถุประสงค์ เพื่อฝึกปฏิบัติการออกแบบพื้นที่ตามภูมิสังคม วิธีกำร/กระบวนกำร ๑.บรรยาย ๒.ฝึกปฏิบัติรายกลุ่ม วิธีกำร/ขั้นตอนด ำเนินกำร ๑.ให้ความรู้ข้อมูลธรรมชาติของ ดิน น้ า ลม ป่า คน ๒.ฝึกปฏิบัติการออกแบบการจัดการพื้นที่ และปฏิบัติจริง ๓.ทดสอบความส าเร็จ/ปรับปรุงแก้ไข แลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิทยากร แนะน าตัว ชวนคุยเชื่อมโยงจากวิชา/กระบวนการก่อนหน้านี้ สถานการณ์โลก ศาสตร์ พระราชาแนวคิด Zero Hunger เล่าถึงการย้อนกลับมาบ้านเกิด ที่จังหวัดน่าน จากอาจารย์ยักษ์ ที่มีแนวคิด ท าให้ดูอยู่ให้เห็น และมองว่าปัญหาของต้นน้ าน่านไม่เพียงเป็นปัญหาของคนในพื้นที่เท่านั้นแต่ เป็นสถานการณ์ ปัญหาส าคัญของประเทศด้วยเช่นกัน จึงเป็นโจทย์ที่ส าคัญของวิทยากร ที่จะไม่หวังพึ่งน้ า รอบๆพื้นที่แต่ บริหารจัดการน้ าด้วยการท าโคกหนองนาโมเดลวิทยากร บรรยายสร้างความรู้ความเข้าใจถึงหลักกสิกรรมธรรมชาติที่ เป็นเรื่องของการเพาะปลูกที่ไม่ท าลายธรรมชาติ ในขณะที่ เกษตรกรรมถูกนิยามว่า ท าเพื่อให้ร่ ารวย จึงต้องท าความ เข้าใจนิยาม 5 ซึ่งถือเป็นหลักธรรมชาติ 5 เรื่อง คือ 1.อุตุนิยำม ความเป็นไปตามธรรมชาติเกี่ยวกับปรากฎการณ์ ดิน : รู้จักความอุดมสมบูรณ์ของดิน ต้องมีความรู้พอที่จะน าไปแก้ปัญหาได้ น้ า : รู้ว่าน้ ามาจากไหน ไหลจากไหนไปไหน ลม : รู้ทิศทางลม หน้าร้อน หน้าหนาว พัดไปทางไหน ไฟ : รู้จักแสงแดด


๒๙ 2.พีชนิยำม ความเป็นไปตามธรรมชาติที่เกี่ยวกับพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต พืชเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่ เก็บเอาพลังงานจากแสงอาทิตย์ มาผลิตเป็น แป้งและน้ าตาล แล้วคายออกชิเจน ซึ่งคนท าไม่ได้ คนต้องอาศัยพืชเป็น แหล่งสร้างพลังงาน พืชส าคัญ ถ้าจะดูแลพืช ก็ต้องดูแลดิน ให้เป็นดินที่มี ชีวิต ดินดีเป็นอย่างไร ต้องดูแลดิน ให้เป็นดินที่มีชีวิตดินทีมีชีวิตคืออะไร คือในดินมีสิ่งมีชีวิต องค์ประกอบของดินดีน้ า แร่ธาตุ ซากพืช ซาก สัตว์ และอากาศ ในดินมีสิ่งมีชีวิตที่ต้องการอากาศ อากาศในดินเกิดจาก อะไร? 3.จิตนิยำม ธรรมชาติเกี่ยวกับจิตใจ จิตวิญญาณ ไม่ว่า คน พืช หรือสัตว์ ต่างมีชีวิตจิตใจ การปลูกพืช ... ต้อง รู้จักธรรมชาติของพืช การเลี้ยงสัตว์ .... ต้องรู้จักธรรมชาติของสัตว์ การปลูกบ้าน .... ต้องตามใจผู้อยู่ 4.กรรมนิยำม ความเป็นไปตามธรรมชาติเกี่ยวกับผลของการกระท า กฎแห่งกรรม ท าอย่างนี้ แล้วจะเป็นอย่างนี้ 5.ธรรมนิยำม การหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ ตามสภาพแวดล้อม ถ้าไม่เข้าใจธรรมชาติ ฝืนธรรมชาติ ต้นทุน การผลิตจะสูง คนรวยเท่านั้นที่มีสิทธิที่จะได้กิน คนจนจะเพิ่มขี้น คนอดอยากจะมากขึ้น กสิกรรมธรรมชำติ ท ำตำมธรรมชำติ เข้ำใจธรรมชำติ ค ำนึงถึงระบบนิเวศ ธรรมชำติที่ เชื่อมโยงสัมพันธ์กับต้นทุน = 0 “เมื่อก่อนเกษตกร มั่งคั่ง พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เคยตรัสว่า ประเทศของเรามั่งคั่ง เพราะ เราเข้าใจ นิยาม 5 เป็นอย่างดี นี่คือความลึกซึ้ง การศึกษายุคใหม่ท าลายความเข้าใจเรื่องนี้ไปทั้งหมด มุ่งเน้น ให้คนหันมาพึ่งบริษัท บริษัทก็ผลิตปุ๋ยส าเร็จมาให้ใช้ พอป่วยก็ไปซื้อยาท าอะไรก็ซื้อไปหมด เกษตรกรก็เลิกท า เอง เลิกพึ่งตนเอง นี่คือกำรเดินทำงสู่หำยนะ สู่ควำมอดอยำกยำกแค้น แต่ตอนนี้ ทั้งโลกก าลังก าหนดเป้าหมายด้วยกันว่า ต้องท าให้ความอดอยากเป็น 0 “Zero Hunger ”หรือพูดง่ายๆ ว่า ต้องไม่ทิ้งให้คนอดอยากบนโลกนี้ และทั้งหมดนี้ พระองค์ท่าน( ร.9 )ได้ท าไว้ให้ ดูแล้ว” วิทยากรบรรยายเรื่อง 10 ขั้นตอนการตรวจแปลงตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ พร้อมยกตัวอย่าง ประกอบการบรรยายในแต่ละขั้นตอน 1. การจัดกลุ่มส ารวจพื้นที่แบ่งหน้าที่แบ่งคน ความสามัคคี 2. การเตรียมดินขุดร่องน้ าและฝาย 3. ปลูกป่า 5 ระดับ 4. ลูกแฝดอนุรักษ์ดินและน้ า 5. ปลูกดอกไม้เพื่อบริหารแมลง 6. การห่มดินฟางเศษใบไม้แห้งและอื่นๆ


๓๐ 7. การเลี้ยงดินใส่ปุ๋ยอินทรีย์แห้งชามน้ าชาม 8. การท่องคาถาเลี้ยงดิน 9. ศิลปะความสวยงามเรียบร้อยของแปลง 10. การจัดเก็บอุปกรณ์ล้างท าความสะอาดจัดวางให้เป็นระเบียบ โดยสรุปคือ วางแผน ปฏิบัติ ก ากับ ติดตาม ประเมินผล ประสานงานและ สวัสดิการ วิทยากรให้ แต่ละกลุ่มสี ส ารวจพื้นที่ของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนล าปาง แล้วให้ออกแบบพัฒนาพื้นที่ที่ก าหนด โดยใช้ หลัก 10 ขั้นตอน การตรวจแปลงตามหลักกสิกรรมธรรมชาติและความรู้ที่ได้จากวิทยากร แต่ละกลุ่มสี วางแผนเก็บข้อมูล ส ารวจพื้นที่ แล้วน ามาออกแบบพัฒนาพื้นที่ศูนย์ฯ บนกระดาษเอ4 ก่อน มาออกแบบบน กระดาษฟลิปชาร์ท แล้วจึงเริ่มออกแบบเสมือนจริง โดยใช้ดินโคลนและวัสดุประกอบต่างๆ เป็นโมเดลน าเสนอ ให้กับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนล าปาง ได้คัดเลือกเพื่อน าแนวคิดแนวทางจากการออกแบบน าเสนอของแต่ ละกลุ่มสีต่อไป


๓๑ 2.9 ฝึกปฏิบัติฐำนกำรเรียนรู้ “คนรักษ์สุขภำพ/คนมีน้ ำยำ/คนมีไฟ /พอกสมุนไพร /น้ ำยำเอนกประสงค์ วิทยำกร/ผู้รับผิดชอบ นางอรุณศรี เดชะเทศ นักจัดการงานทั่วไปช านาญการ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนล าปาง วิทยำกรกลุ่ม กลุ่มที่ 1 สีเขียว 1. นายเกรียงไกร สิงห์แก้ว นักทรัพยากรบุคคลช านาญการ 2. นางสาววชิรญาณ์ แย้มเยื้อน นักทรัพยากรบุคคล กลุ่มที่ 2 สีแดง 1. นางอัญชลี ป่งแก้ว นักทรัพยากรบุคคลช านาญการ 2. ว่าที่ ร.ต.ชัยณรงค์ บัวค า นักทรัพยากรบุคคล กลุ่มที่ 3 สีม่วง 1. นางกรรณิการ์ ก๋าวิตา นักทรัพยากรบุคคลช านาญการ 2. นางสาวเมทินี น้อยเรือน นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กลุ่มที่ 4 สีน้ าเงิน 1. นางอรุณศรี เดชะเทศ นักจัดการงานทั่วไปช านาญการ 2. นายณัฐนิช รักขติวงศ์ นักวิชาการพัฒนาชุมชนช านาญการ กลุ่มที่ 5 สีส้ม 1. นางสาวณัฐกฤตา ชัยตูม นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 2. นายศานติ ธรรมไชย พนักงานขับรถยนต์ 1. วัตถุประสงค์ 1.1 เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ ความเข้าใจ ฐานเรียนรู้จากการปฏิบัติทั้ง 5 ฐาน ได้แก่ ฐานคนรักษ์น้ า 1) แซนวิชปลา 2) บ้านปลา ฐานคนรักสุขภาพ 3) ท าน้ าคลอโรฟิลล์ 4) ท าน้ าสมุนไพรแช่เท้า 5) ท าน้ าสมุนไพรพอกหน้า 2. ประเด็นเนื้อหำ ฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้ จ านวน 5 ฐาน ฐานคนรักษ์น้ า กิจกรรมท าแซนวิชปลา, กิจกรรมท าบ้านปลา ฐานคนรักสุขภาพ กิจกรรมท าน้ าคลอโรฟิลล์, กิจกรรมท าน้ าสมุนไพรแช่เท้า, กิจกรรมท าน้ า สมุนไพรพอกหน้า 3. ระยะเวลำ 4 ชั่วโมง 4.เทคนิค/วิธีกำร เรียนรู้จากการแบ่งกลุ่ม ฝึกปฏิบัติจากฐานเรียนรู้ แบบเวียนฐาน จ านวน 5 ฐาน ฐานคนรักษ์น้ า 1. แซนวิชปลา 2. บ้านปลา ฐานคนรักสุขภาพ 3. ท าน้ าคลอโรฟิลล์ 4. ท าน้ าสมุนไพรแช่เท้า 5. ท าสมุนไพรพอกหน้า


๓๒ 1.วิทยากรแนะน าตัว สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ด้วยการทักทาย ชวนคุย เตรียมความพร้อม ด้วยการปรบมือ ก่อนน าเข้าสู่บทเรียนด้วยการเกริ่นน าถึงวัตถุประสงค์ของวิชา ประเด็นที่จะด าเนินกิจกรรม และข้อตกลงในกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน 2. วิทยากรแบ่งกลุ่ม จ านวน 5 กลุ่มสี ให้เวียนฐานเข้าฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้ ฐานละ 45 นาที รายละเอียดการเวียนฐานเรียนรู้ เวียนฐาน ฐานแซนวิชปลา ฐานบ้านปลา ฐานน ้า คลอโรฟิลล์ ฐานน ้าสมุนไพรแช่ เท้า ฐานน ้าสมุนไพร พอกหน้า รอบที่ 1 (13.00 น.- 13.45 น.) ทุกกลุ่มสี ทุกกลุ่มสี - - - รอบที่ 2 (13.45 น.-14.30 น.) เบรค กลุ่ม 5 สีส้ม กลุ่ม 1 สีเขียว กลุ่ม 2 สีแดง กลุ่ม 3 สีม่วง กลุ่ม 4 สีน ้าเงิน รอบที่ 3 (14.45 น.-15.30 น.) กลุ่ม 4 สีน ้าเงิน กลุ่ม 5 สีส้ม กลุ่ม 1 สีเขียว กลุ่ม 2 สีแดง กลุ่ม 3 สีม่วง รอบที่ 4 (15.30 น.-16.15 น.) กลุ่ม 3 สีม่วง กลุ่ม 4 สีน ้าเงิน กลุ่ม 5 สีส้ม กลุ่ม 1 สีเขียว กลุ่ม 2 สีแดง รอบที่ 5 (16.15 น.-17.00 น.) กลุ่ม 2 สีแดง กลุ่ม 3 สีม่วง กลุ่ม 4 สีน ้าเงิน กลุ่ม 5 สีส้ม กลุ่ม 1สีเขียว 3. วิทยากรแบ่งกลุ่มให้ผู้เข้าอบรมถอดบทเรียน จ านวน 3 ประเด็น • ได้อะไรจากการฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้ • มีเทคนิค/เคล็ดลับ/ข้อพึงระวัง อย่างไรบ้าง • จะน าความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้อย่างไร 4. กลุ่มน าเสนอผลจากการฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้ วิธีการ วิทยากรให้ทุกกลุ่มสี มารวมกันที่ฐานคนรักษ์น้ า กิจกรรมท าแซนวิชปลาและกิจกรรมท า บ้านปลา ให้มาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติร่วมกัน โดยวิทยากรจากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ได้บรรยายและให้ความรู้ ถึงประโยชน์ของแซนวิชปลาและบ้านปลา ให้ผู้เข้ารับการอบรมทราบและตอบข้อซักถาม จากนั้นให้แต่ละกลุ่ม สี ลงมือปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน หลักจากนั้น ก็จะให้แต่ละกลุ่มสี ได้เวียนฐานการปฏิบัติที่เหลือ คือฐานคนรัก สุขภาพ ได้แก่ การท าน้ าคลอโรฟิลล์ การท าน้ าสมุนไพรแช่เท้า การท าน้ าสมุนไพรพอกหน้า เวียนกันไปให้ครบ ทุกฐาน 5. วัสดุ / อุปกรณ์ 5.1 เครื่องฉาย จอโปรเจคเตอร์ 5.2 วัสดุ/อุปกรณ์ในฐานการเรียนรู้ จ านวน 5 ฐาน 5.3 อุปกรณ์ประกอบการฝึกอบรม


๓๓ 6. กำรประเมินผล 6.1 ประเมินจากพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในการลงมือปฏิบัติ และการตอบข้อซักถาม/การ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ 6.2 การประเมินผลในภาพรวม 7. สรุปผลกำรด ำเนินงำน จากฐานการเรียนรู้ ทั้ง 5 ฐาน ผู้อบรม ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ จากวิทยากรเครือข่ายกสิกรรม ธรรมชาติ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทั้งจากวิทยากรกับผู้อบรมและผู้อบรมกับผู้อบรมด้วยกัน เช่น -ฐานแซนวิชปลา ประโยชน์ที่ได้รับจากการท าแซนวิชปลา ในบ่อเลี้ยงแบบธรรมชาติ โดยใช้วัสดุ จากธรรมชาติที่หาได้ง่ายในพื้นที่ เช่น ฟาง, มูลสัตว์ อีกทั้งยังแก้ปัญหาน้ าเสีย ท าให้เกิดจุลินทรีย์หนอนแดง, ไรแดง ซึ่งเป็นอาหารปลา เป็นการลดต้นทุนอาหารปลา ปลาโตเร็วและมีความสวยงามอีกด้วยฃ -ฐานบ้านปลา สามารถใช้วัสดุที่หาได้ง่ายเพื่อสร้างบ้านปลาเพื่อเป็นที่อยู่ได้เป็นแหล่งอาหารใช้ เป็นที่หลบภัยของปลาเล็กปลาน้อยและที่ส าคัญเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาอีกด้วย -ฐานการท าน้ าคลอโรฟิลล์ ผู้อบรมได้ทราบว่าหยกกล้วยกินได้ มีฤทธิ์เย็น, เก็บได้นานที่อุณภูมิ ในกระบวนการท าที่สูงเกินไปจะท าให้สูญเสียคุณค่าสามารถการรับประทานเวลาท้องว่างหากปริมาณไม่เข้มข้น เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ -ฐานท าน้ าสมุนไพรแช่เท้า การใส่สมุนไพรชนิดต่างๆ ที่มีสรรพคุณทางยา สรรพคุณบ ารุง ร่างกายรักษาโรค ถอนพิษ ขับสารพิษ สรรพคุณของใบหนาด แก้หวัด ขับเหงื่อ สรรพคุณของใบมะกรูด สามารถต้านเซลล์มะเร็ง ก าจัดกลิ่นเท้า ปูเลยสรรพคุณสามารถ ลดบวม ลดเหน็บชาที่เท้า ใบมะขาม สรรพคุณ ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งมีน้ ามีนวล ใบรางจืดสรรพคุณช่วยถอดพิษ ขมิ้นสรรถคุณบ ารุงผิว, ลดอักเสบ -ฐานท าน้ าสมุนไพรพอกหน้า ในผงถ่านที่จะน ามาใช้ ต้องเผาโดยใช้ความร้อน 1000 องศา เซลเซียส ขึ้นไปซึ่งถ่านมีคุณสมบัติดูดซับสารพิษ และยังสามารถน าสมุนไพรอื่นๆ ผสมพอกหน้าได้ เช่น ขมิ้น มะขาม มะนาว น้ าผึ้ง เป็นต้น พอกหน้า ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก โดยห้ามยิ้ม, หัวเราะเวลาพอก หน้า และยังสามารถใช้น้ าคลอโรฟิลล์ มาล้างแทนน้ าเปล่าได้ ผิวหน้ามัน ควรพอก 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่ง จากการเข้าฐานเรียนรู้ของผู้อบรมทั้ง 5 ฐาน ท าให้ผู้อบรมได้รับความรู้เพิ่มและเป็นประสบการณ์ใหม่ ใน หลักสูตรกสิกรรมธรรมชาติ ที่เน้นสมุนไพรจากธรรมชาติ


๓๔ 2.10 วิชำ ถอดบทเรียนฝึกปฏิบัติฐำนเรียนรู้ วิทยำกร/ผู้รับผิดชอบ ว่าที่ ร.ต.ชัยณรงค์ บัวค า นักทรัพยากรบุคคล ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนล าปาง วิทยำกรกลุ่ม กลุ่มที่ 1 สีเขียว 1. นายเกรียงไกร สิงห์แก้ว นักทรัพยากรบุคคลช านาญการ 2. นางสาววชิรญาณ์ แย้มเยื้อน นักทรัพยากรบุคคล กลุ่มที่ 2 สีแดง 1. นางอัญชลี ป่งแก้ว นักทรัพยากรบุคคลช านาญการ 2. ว่าที่ ร.ต.ชัยณรงค์ บัวค า นักทรัพยากรบุคคล กลุ่มที่ 3 สีม่วง 1. นางกรรณิการ์ ก๋าวิตา นักทรัพยากรบุคคลช านาญการ 2. นางสาวเมทินี น้อยเรือน นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ กลุ่มที่ 4 สีน้ าเงิน 1. นางอรุณศรี เดชะเทศ นักจัดการงานทั่วไปช านาญการ 2. นายณัฐนิช รักขติวงศ์ นักวิชาการพัฒนาชุมชนช านาญการ กลุ่มที่ 5 สีส้ม 1. นางสาวณัฐกฤตา ชัยตูม นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 2. นายศานติ ธรรมไชย พนักงานขับรถยนต์ วัตถุประสงค์เพื่อทบทวนกิจกรรมในการฝึกปฏิบัติฐานเรียนรู้ ระยะเวลำ 2 ชั่วโมง ขอบเขตเนื้อหำวิชำ ถอดบทเรียน/สรุปบทเรียน/น าเสนอ เทคนิค/วิธีกำร วิทยากรพูดคุยสร้างบรรยากาศ และน าเข้าสู่การถอดบทเรียน ทบทวนกิจกรรมเข้าฐานฝึกปฏิบัติ ในช่วงบ่าย จ านวน 5 ฐาน คือ ฐานคนรักษ์น้ า 1. แซนวิชปลา 2. บ้านปลา ฐานคนรักสุขภาพ 3. ท าน้ าคลอโรฟิลล์ 4. ท าน้ าสมุนไพรแช่เท้า 5. ท าสมุนไพรพอกหน้า เ ส ร็ จ แ ล้ ว วิ ท ย า ก ร ไ ด้ มอบหมายแต่ละกลุ่มให้ร่วมกันระดม สมองถอดบทเรียนกิจกรรมเข้าฐานฝึก ปฏิบัติ ให้เวลา 30 นาที และน าเสนอ กลุ่มละ 5 นาที มีประเด็น 4 ข้อ คือ 1. มีความรู้เดิมอะไรบ้าง 2. ได้ความรู้ใหม่อะไรบ้าง 3. พบปัญหาอะไรบ้าง 4. มีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อน าเสนอครบแล้ว วิทยากรเติมเต็ม แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้อบรม ผลการระดมสมองมีดังนี้


๓๕ กลุ่มที่ 1 สีเขียว แซนวิชปลำ ควำมรู้เดิม ควำมรู้ใหม่ ปัญหำ แก้ปัญหำ - การเลี้ยงแบบใช้อาหาร ส าเร็จรูป, แกลบ,พืช - การขุดบ่อปลาแบบเดิม ท าให้ปลาโตช้า - การเลี้ยงแบบธรรมชาติ โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติ ฟาง, มูลสัตว์ - แก้ปัญหาน้ าเสีย - ท าให้เกิดหนอนแดง, ไรแดง เป็นอาหารปลา - ลดต้นทุนอาหารปลา - ปลาโตเร็ว - เลี้ยงโดยอาหาร ส าเร็จรูปท าให้น้ าเสีย - ปลาโตช้า - มีต้นทุนสูง - ท าแซนวิชปลา โดย ใช้วัสดุธรรมชาติใน ท้องถิ่น กลุ่มที่ 2 สีแดง บ้ำนปลำ ควำมรู้เดิม ควำมรู้ใหม่ ปัญหำ แก้ปัญหำ - ปลาชอบอยู่ตามโพรง - หากินตามธรรมชาติ - ปลากินอาหารส าเร็จรูป - สามารถสร้างบ้านปลา เพื่อเป็นที่อยู่ได้ - เป็นแหล่งอาหาร - เป็นที่หลบภัยของปลา เล็ก - เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ ปลา - ความพร้อมของวัสดุ อุปกรณ์ - สร้างขนาดบ้านปลา ให้เหมาะสม


๓๖ กลุ่มที่ 3 สีม่วง น้ ำคลอโรฟิลล์ ควำมรู้เดิม ควำมรู้ใหม่ ปัญหำ แก้ปัญหำ - กลุ่มพืชสีเขียวที่ไม่เป็น พิษต่อร่างกาย มีฤทธิ์เย็น เช่น ใบเตย เบญจรงค์5 สี ผักหนอก (บัวบก) ฯลฯ - เป็นยาแก้ร้อนใน, ล้าง สารพิษ - หยกกล้วยกินได้ มีฤทธิ์ เย็น, เก็บได้นาน - อุณภูมิในกระบวนการท า สูงเกินไปจะท าให้สูญเสีย คุณค่า - การรับประทานเวลาท้อง ว่าง และไม่เข้มข้น - คนที่มีอุณภูมิร่างกาย ต่ า ไม่ควรรับประทาน - เหมาะกับการ รับประทานในฤดูร้อน, อากาศร้อนๆ - น้ าคลอโรฟิลล์ เหมาะกับคนที่มีอุณ ภูมิในร่างกายสูง - สรรพคุณล้างสารพิษ - สร้างสมดุลใน ร่างกาย


๓๗ กลุ่มที่ 4 สีน้ ำเงิน ท ำสมุนไพรพอกหน้ำ ควำมรู้เดิม ควำมรู้ใหม่ ปัญหำ แก้ปัญหำ - ซื้อครีมตามท้องตลาด มาใช้ - ไม่ทราบว่าดินสอฟอง และผงถ่าน สามารถ น ามาฟอกหน้าได้ - ผงถ่านที่จะน ามาใช้ ต้อง เผ้าโดยใช้ความร้อน 1000 องศาเซลเซียส ขึ้นไป - ถ่านมีคุณสมบัติดูดซับ สารพิษ - สามารถน าสมุนไพรอื่นๆ ผสมพอกหน้าได้ เช่น ขมั้น มะขาม มะนาว น้ าผึ้ง เป็น ต้น - พอกหน้า ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก - ห้ามยิ้ม, หัวเราะเวลาพอก หน้า - สามารถใช้น้ าคลอโรฟิลล์ มาล้างแทนน้ าเปล่าได้ - ผิวหน้ามัน ควรพอก 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ - ล้างออกยาก - ผงถ่านที่มีคุณสมบัติ เหมาะสมหาซื้อได้ยาก - น ามือที่ชุ่มน้ าเช็ดล้าง ท าความสะอาด - ล้างโดยใช้โฟมล้าง หน้า หรือสบู่


๓๘ กลุ่มที่ 5 สีส้ม น้ ำสมุนไพรแช่เท้ำ ควำมรู้เดิม ควำมรู้ใหม่ ปัญหำ แก้ปัญหำ - แช่เท้าในน้ าอุ่นเปล่าๆ ใส่เกลือ - ช่วยให้ผ่อนคลาย - ใส่สมุนไพรชนิดต่างๆ ที่มี สรรพคุณทางยา - สรรพคุณบ ารุงร่างกาย รักษาโรค ถอนพิษ ขับ สารพิษ - ใบหนาด แก้หวัด ขับเหงื่อ - ใบมะกรูด ต้าน เซลล์มะเร็ง ก าจัดกลิ่นเท้า - ปูเลย ลดบวม ลดเหน็บชา - ใบมะขาม ช่วยให้ผิวเปล่ง ปลั่ง - รางจืด ช่วยถอดพิษ - ขมิ้น บ ารุงผิว, ลดอักเสบ - สมุนไพรบางอย่างหา ยากภายในท้องถิ่น - ไม่มีเวลาเพียงพอใน การปฏิบัติ - ขาดความรู้ในด้าน สรรพคุณของสมุนไพร - หาพันธุ์สมุนไพรมา ปลูก - สร้างเครือข่ายด้าน สมุนไพร - สนับสนุน, ส่งเสริม ในด้านสมุนไพร - ประสานกับ หน่วยงานราชการที่ เกี่ยวข้อง เช่น อนามัย, โรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพต าบล (รพ. สต.)


๓๙ 2.11 หัวข้อวิชำ : กิจกรรมเอำมื้อสำมัคคี กำรประยุกต์ทฤษฎีใหม่สู่กำรปฏิบัติ วิทยำกรหลัก 1. อาจารย์กุล ปัญญาวงศ์ 2. นายเกรียงไกร สิงห์แก้ว นักทรัพยากรบุคคลช านาญการ 1) วัตถุประสงค์ เพื่อให้มีทักษะการใช้พลังงานในชุมชนในการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบและมี ประสิทธิภาพ 2)ประเด็นเนื้อหำ ๑. บรรยายให้ความรู้ 10 ขั้นตอน การตรวจแปลงตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ 2. แต่ละกลุ่มแบ่งงานมอบหมายงานโดยมีครูพาท า(วิทยากรพี่เลี้ยง) 3. ทดลองผลการปฏิบัติ 3) ระยะเวลำ ๓.๐๐ ชั่วโมง 4) วิธีกำร/เทคนิค 4.1 บรรยายแบบมีส่วนร่วม/แบ่งกลุ่ม/มอบหมายงาน/ทดลองปฏิบัติ ๕) วัสดุ / อุปกรณ์ ๕.๑ กระดาน 5.2 เครื่องมือจอบ เสียม พลั่ว บุ้งกี๋ 5.3 ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก 5.4 ต้นไม้ที่จะปลูก ๖) กำรประเมินผล ๖.๑ ประเมินจากพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและการตอบข้อซักถาม/การแลกเปลี่ยน ๖.๒ การประเมินผลรายวิชา และผลการปฏิบัติงาน 7) สรุปผลกำรด ำเนินงำน 7.1 วิทยากรแนะน าตัว สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ด้วยการทักทายชวนคุย น าเข้าสู่บทเรียนด้วย การเกริ่นน าถึงวัตถุประสงค์ของวิชา ประเด็นที่จะพูดคุย และข้อตกลงในกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน 10 ขั้นตอนการตรวจแปลง ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ มีดังนี้ 1)แบ่งงานแบ่งคน 2)การจัดการน้ า ขุดคลองไส้ไก่ หลุมขนมครก 3)ปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ปลูกป่า 5 ระดับ 4)ปลูกดอกไม้ล่อแมลง ตัวห้ า ตัวเบียน


๔๐ 5)ปลูกหญ้าแฝก สร้างฝาย 6)ห่มดิน ด้วยฟางข้าว หญ้าแห้ง 7)อาหารเลี้ยงดิน แห้งชาม น้ าชาม 8)ท่องคาถาเลี้ยงดิน 9)เก็บอุปกรณ์ ท าความสะอาดให้เรียบร้อย 10)ตรวจสอบความเรียบร้อย สวยงาม ถูกต้อง 7.2 วางแผนการสร้างคลองไส้ไก่โดยกลุ่มผู้เข้าอบรมส่งตัวแทน ที่เป็นแกนน าของแต่ละสีๆละ 1 คน วางแผนการขุดคลองไส้ไก่รอบหนองน้ า แรก โดยได้เดินส ารวจและวางแผนร่วมกันว่า จะมีการขุดตามสภาพภูมิสังคม/ ศาสตร์ของหนองน้ า เพื่อให้ทั้ง 5 หมู่บ้านมีน้ าใช้ได้ตลอด ไม่เกิดการแย่งน้ า และตลอดสายของคลองก็จะสร้างหลุมดักตะกรองดิน(หลุมขนมโคก) จ านวน ตามสภาพพื้นที่ ความลาดชัน มีการสร้างสะพานจากไม้ไผ่และสะพานที่เกิด เองตามธรรมชาติซึ่งจะเป็นรากต้นไม้ใหญ่ที่ต้องขุดคลองมุดใต้รากไม้ มีการสร้างฝายชะลอน้ าจากไม้ไผ่แกนดิน เหนียวและหินเพื่อชะลอการไหลของน้ าและเป็นการยกระดับน้ าในคลองให้สูงขึ้นท าให้พื้นดินโดยรอบคลองมี ความชุ่มชื้น การวางแนวคลองก็คดเคี้ยวตามธรรมชาติ และได้แบ่งพื้นที่เป็น 3 โซน โซนแรกเป็นที่สูงมีหิน ดิน แข็งมีรากไผ่หนาแน่นท าให้ขุดยาก ต้องใช้แรงงาน 3 หมู่บ้าน พื้นที่โซนกลางเป็นที่ราบดินแข็งมีรากพืชระดับ ผิวดินมากเช่นมะพร้าวท าให้ขุดลึกไม่ได้ ใช้แรงงาน 1 หมู่บ้าน พื้นที่โซนปลายเป็นพื้นที่คันกั้นน้ าระหว่างสอง หนองน้ ามีน้ าหลากล้นในช่วงฤดูฝนที่มีน้ ามาก ใช้แรงงาน 1 หมู่บ้าน - ผู้ใหญ่บ้านเป็นตัวแทนจับฉลากเลือกพื้นที่ขุดคลองไส้ไก่ และรับฟังการชี้แจงสภาพพื้นที่ตามที่ จับฉลากได้ โดยการขุดให้รับฟังการแนะน าจากกรรมการที่ได้รับมอบหมาย สามารถปรับได้ตามสภาพภูมิ สังคม/ภูมิศาสตร์ของพื้นที่ ก านันให้ทุกคนใส่รหัสลุยเริ่มท างานตามที่ได้รับมอบหมาย - เมื่อทุกหมู่บ้านเริ่มตั้งแต่แบ่งพื้นที่การขุดของแต่ละคน การวาง ฝังสร้างฝายชะลอน้ า การขุดหลุมขนมครกเพื่อเก็บน้ าและดักตะกอนดิน การท า คันดิน(คันนาทองค า)ให้เหมาะกับพื้นที่ การห่มคันดินด้วยฟางข้าว/เปลือก ข้าวโพด การใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยอินทรีย์เพื่อบ ารุงดิน และรดด้วยน้ าหมักรสจืดใน อัตราส่วน 1:200 ปลูกกล้วย มะรุม มันส าปะหลัง และรดน้ าให้ชุ่ม ทุกคนเก็บ เครื่องมือท าความสะอาดและจัดวางให้เรียบร้อยเพื่อรอรับการตรวจจาก วิทยากรและตัวแทนของแต่ละหมู่บ้าน - การน าเสนอเพื่อรับการประเมินจาก 5 หมู่บ้าน 3 โซน ดังนี้ ตัวแทนโซนต้นน้ า(คลองไส้ไก่) สรุปผลการท างานจากพื้นที่เป็นที่ สูง มีหิน ดินแห้งแข็งและมีรากต้นไผ่ท าให้ขุดยากต้องโค้งหลบก่อไผ่เริ่มขุดเป็น แนวของคลองท าเป็นร่องเล็กๆตลอดสาย น าน้ าจากหนองมาใส่ในร่องที่ขุด เพื่อให้ดินอ่อนตัวชุ่มน้ าบ้างจึงสามารถขุดต่อได้ต้องน าดินมาท าคันคลองให้สูง และกว้างป้องกันน้ าที่หลากมาจากที่สูง ใช้รากไม้ที่ลอยเหนือดินในพื้นที่ลาดชัน เป็นบันไดน้ า ช่วยชะลอความแรงของน้ าที่ไหลลงมา ท าคันกั้นและใช้ไม้ท า


๔๑ กรองใส่ไส้กลางดินเหนียวป้องกันไม่ให้คันพังในพื้นที่ลาดชันสูงท าหลุมขนมครกหน้าฝายดักตะกอน น าฟางมา คลุมคันคลองใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยน้ ารสจืดปลูกมะรุม บนคันคลองรดน้ าให้ชุ่ม ตัวแทนสรุปจบกรรมการไม่มีข้อซักถาม ผู้ใหญ่บ้านให้กล่าวคาถาเลี้ยงดินพร้อมกัน ตัวแทนโซนกลางน้ า(กลางคลอง) สรุปผลการท างานจากพื้นที่ราบดินแข็งมีหินปนทรายท าให้ขุด ได้ยากและไม่สามารถท าคันดินสูงหรือขุดลึกจะท าให้รากมะพร้าวริมขอบหนองขาดไม่ติดลูกและต้องเสริมคัน ดินด้วยการถมดินเพื่อท าให้น้ าไหลไปทางปลางน้ าได้เหมือนท าคลองสองชั้นกันน้ าท้วม มีการท าฝายทดน้ าเพื่อ ดันน้ าให้สูงและเก็บกักน้ า เมื่อท าคันคลองเสร็จก็ห่มด้วยฟางข้าว และเปลือกข้าวโพดใส่ปุ๋ยมูลสัตว์และปุ๋ยน้ า รสจืด ปลูกผักเซียงดาบนคันคลองรดน้ าให้ชุ่มจบ กรรมการไม่มีข้อซักถาม ผู้ใหญ่บ้านให้กล่าวคาถาเลี้ยงดิน พร้อมกัน ตัวแทนโซนปลายน้ า(ปลายคลอง) สรุปผลการท างานจากพื้นที่ราบระหว่างสองหนองน้ าต้องวาง แนวการขุดคลองตามภูมิสังคม มีการสร้างฝายปลา(ฝายกันปลาออก)ก่อนที่น้ าจะลงหนองทั้งสองแห่งและ ป้องกันไม่ให้น าลงหนองที่สองหมด โซนปลายน้ ามีความเป็นห่วงว่าน้ าจะไหลมาไม่ถึงเพราะมีการสร้างฝาย จ านวนมากจึงให้ข้อเสนอตั้งกรรมการบริหารน้ าของทั้งสามหมู่บ้าน(แก่เหมือง)ร่วมกันเพื่อให้ทุกหมู่บ้านมีน้ าใช้ ทั่วถึงตลอดฤดูเพาะปลูก เมื่อท าคันคลองเสร็จห่มด้วยฟางข้าวใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยน้ ารสจืดบ ารุงดิน ปลูกมัน ส าปะหลังจบการน าเสนอ กรรมการเสนอแนะการปลูกพืชให้แหวกโคนต้นไว้เพราะเมื่อใส่ปุ๋ยชิดโคนต้นไม้จะ ท าให้เกิดความร้อนสะสมอาจท าให้ตายได้ผู้ใหญ่บ้านให้กล่าวคาถาเลี้ยงดินพร้อมกัน บทสรุป ผลการจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ประยุกต์ทฤษฎีใหม่สู่การปฏิบัติ ผลการตัดสินการขุดคลองไส้ไก่(เหมืองน้อย)รอบหนองน้ า ผลการตัดสินดังนี้ ที่ 1 กลุ่มสีเขียว ได้คะแนนรวม 276 คะแนน ที่ 2 กลุ่มสีม่วง ได้คะแนนรวม 272 คะแนน ที่ 3 กลุ่มสีแดง ได้คะแนนรวม 271 คะแนน ที่ 4 กลุ่มสีน้ าเงิน ได้คะแนนรวม 270.5 คะแนน ที่ 5 กลุ่มสีส้ม ได้คะแนนรวม 260 คะแนน 7.3 ทดลองผลการปฏิบัติงาน การขุดคลองไส้ไก่รอบหนองน้ า ศพช.ล าปาง น้ าไหลได้ตลอดสาย


๔๒ 2.12 หัวข้อวิชำ : แลกเปลี่ยนประสบกำรณ์กับปรำชญ์ชำวบ้ำน “วิถีภูมิปัญญำไทยกับกำรพึ่งตนเอง” วิทยำกรหลัก นางกรองกาญจน์ ศิราไพบูลย์พร กลุ่มกสิกรรมธรรมชาติ โคก หนอง นา บ้านแม่ฮ่าง อ าเภองาว จังหวัดล าปาง ผู้ด ำเนินเวทีเสวนำ นางสาวเมทินี น้อยเรือน นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ 1) วัตถุประสงค์ 1. เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับปราชญ์ชาวบ้านเกี่ยวกับวิถีภูมิปัญญาไทยกับการพึ่งตนเอง 2. เพื่อได้แนวทางในการด าเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การพึ่งตนเอง 2) ประเด็นเนื้อหำ 1. การน าวิถีภูมิปัญญาไทยมาปรับใช้กับการพึ่งตนเองในการด ารงชีวิต 2. แรงบันดาลใจในการด าเนินชีวิตตามวิถีภูมิปัญญาไทยกับการพึ่งตนเอง 3. การถ่ายทอดปัจจัยความส าเร็จ 3) ระยะเวลำ 2 ชั่วโมง 4) วิธีกำร/เทคนิค การเสวนา 5) วัสดุ / อุปกรณ์ 1. คอมพิวเตอร์ 2. โปรเจคเตอร์ 6) กำรประเมินผล 1. ประเมินจากพฤติกรรมการมีส่วนร่วมและการตอบข้อซักถาม/การแลกเปลี่ยน 2. การประเมินผลรายวิชา 7) สรุปผลกำรด ำเนินงำน สรุปประเด็นเนื้อหาวิชาตามวัตถุประสงค์ ได้ดังนี้ 1. เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับปราชญ์ชาวบ้านเกี่ยวกับวิถีภูมิปัญญาไทยกับการพึ่งตนเอง - เรื่องราวของชีวิตก่อนที่จะมาด าเนินกิจกรรม “โคก หนอง นา โมเดล” โดยก่อนหน้านี้เคยเป็น ครู กศน. อ าเภองาว, เคยเป็นครูผู้ช่วยครูใหญ่โรงเรียนเอกชนในอ าเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และเคยเป็น ผู้จัดการโครงการขององค์กรพัฒนาเอกชน ด้านการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม - จากงานที่ได้ท าในด้านการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม ซึ่งเป็นการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม จึงน าไปสู่กิจกรรมพาผู้ปกครองกลุ่มเป้าหมายได้ร่วมเรียนรู้กับ ดร.วิวัฒน์ ศัลย ก าธร (อ.ยักษ์) จากการเป็นผู้ประสานงานในครั้งนั้นจึงน าไปสู่สิ่งที่ตนเองอยากลงมือท าด้วยตนเอง - จากพื้นที่ที่ไม่มีน้ าส าหรับการเกษตรสู่การขุดและการสร้างฝายกั้นน้ า และการปลูกข้าว/พืชผัก ต่างๆ และปอเทืองในการบ ารุงดิน อีกทั้งพื้นที่ท าการเกษตรถูกไฟป่าลุกลาม แต่กลับไม่ใช่ปัญหา ได้พลิกวิกฤต


๔๓ ให้เป็นโอกาสในการขับเคลื่อนกิจกรรม “โคก หนอง นา โมเดล” เริ่มจากการเอามื้อสามัคคี มีการรวมพลังใน การขุดคลองไส้ไก่ และสร้างฝายกั้นน้ า - ข้อดีของการเอามื้อสามัคคี คือ ได้เพื่อนเพิ่มมากขึ้น และได้ความรู้เกี่ยวกับการท าเกษตรกรรม เน้นพัฒนาคนเป็นเป้าหมาย แล้วค่อยพัฒนาลักษณะกายภาพ การออกแบบพื้นที่ตามความต้องการของ เจ้าของที่และตรงตามสภาพพื้นที่ อีกทั้งการสร้างระบบนิเวศให้มีความเกื้อกูลกันทั้งดิน น้ า ป่า คน อย่างยั่งยืน 2. เพื่อได้แนวทางในการด าเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่การพึ่งตนเอง - ได้ใช้ทุนทางกายภาพที่มีในการพึ่งพาตนเอง - ได้เรียนรู้การรู้รักสามัคคีผ่านกิจกรรมการเอามื้อสามัคคี ได้เพื่อนเพิ่มขึ้น และได้เรียนรู้การท า เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน - ได้เห็นความแตกต่างของพื้นที่จากพื้นที่เดิมสู่พื้นที่ที่ได้รับการออกแบบเชิงภูมิสังคม - ได้เห็นความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงาน


๔๔ 2.13 วิชำ หำอยู่ หำกิน Team Building 1) วิทยำกร 1.นางอรุณศรี เดชะเทศ ต าแหน่ง นักจัดการงานทั่วไปช านาญการ 2.วิทยากรจากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ 2) วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเข้าใจการพึ่งตนเองและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจ ากัดให้เกิด ประโยชน์สูงสุด 2. เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมรู้จักการด ารงชีวิตในภาวะวิกฤต/การประสบภัยพิบัติ 3. เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมรู้จักการวางแผนการท างานเป็นทีมได้ฝึกวินัยและคุณธรรม 3) ระยะเวลำ 2 ชั่วโมง 4) ประเด็น/ขอบเขตเนื้อหำ ฝึกปฏิบัติการเรียนรู้ในการวางแผนการท างานเป็นทีมในการด ารงชีวิตในสภาวการณ์เกิดวิกฤต และภัยพิบัติ ในขณะที่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจ ากัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการฝึกให้มีวินัยและคุณธรรม 5) ขั้นตอน/วิธีกำร 1.วิทยากรแนะน าตัว สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ด้วยการทักทาย ชวนคุย เตรียมความพร้อม ด้วยการปรบมือ ก่อนน าเข้าสู่บทเรียนด้วยการเกริ่นน าถึงวัตถุประสงค์ของวิชา ประเด็นที่จะด าเนินกิจกรรม และข้อตกลงในกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน 2. วิทยากรสร้างกลยุทธให้เห็นว่าวิชานี้ จะเป็นวิชาที่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะต้องมีความล าบาก ในการด าเนินกิจกรรมนี้ เนื่องจากผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะต้องจัดหาวัสดุ/อุปกรณ์ที่จ าเป็นในการด ารงชีวิต 3. วิทยากรจัดเตรียมวัสดุ, อุปกรณ์ เครื่องครัว และวัตถุดิบต่างๆ 4. ชี้แจง กฎ กติกา พร้อมกับอธิบายแผนผังในการหาวัตถุดิบ (ชี้แจงว่าพื้นที่ไหนอนุญาต พื้นที่ ไหนไม่อนุญาต) 5. มอบเชื้อเพลิง ในการจุดไฟให้กับทุกกลุ่ม (ตามแต่วิทยากรจะก าหนด) 6. ถ้วย ชาม ช้อน เครื่องปรุงประกอบอาหาร น้ าปลา พริก กระเทียม รสดี (วิทยากรจะใช้กุศโลย บาย แม้มีเงินก็ซื้อของที่ต้องการไม่ได้ ต้องน าความสามารถมาแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ โดยจะให้แต่ ละสีส่งผู้แทนมาท าการแสดงเพื่อแลกกับวัสดุที่ใช้ในการประกอบอาหาร 7. ให้คัดเลือกตัวแทนแต่ละกลุ่มสีเป็นกรรมการ ตรวจให้คะแนนอาหาร (รสชาติคุณภาพ ความ เหมาะสม การน าทรัพยากร/วัตถุดิบมาใช้ประกอบอาหารอย่างคุ้มค่า ให้แต่ละกลุ่มอธิบายสรรพคุณของ วัตถุดิบแต่ละอย่าง 8. รับประทานอาหารพร้อมกัน (จากสิ่งที่มีและช่วยกันท า)


Click to View FlipBook Version