The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การออกแบบงานเชื่อมโครงสร้างโลหะ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การออกแบบรอยต่องานเชื่อมโครงสร้างโลหะ

การออกแบบงานเชื่อมโครงสร้างโลหะ

16.2 ปัญหาทพ่ี บ และแนวทางแกป้ ัญหา แนวทางแก้ปญั หา
ปัญหาท่ีพบ
.....................................................................................
ดา้ นการเตรียมการสอน .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................

ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................

ดา้ นสือ่ นวตั กรรม แหลง่ การเรยี นรู้ .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................
ดา้ นการวดั และประเมนิ ผล .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................
ด้านอื่นๆ (โปรดระบเุ ปน็ ข้อๆ) .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................

ลงชอื่ ........................................................................ ครผู ้สู อน
(....................................................................)

ตำแหน่ง .......................................................................
............../.................................../....................

17. บนั ทึกการนิเทศและตดิ ตาม

วนั -เดอื น-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม ชื่อ-สกุล ผ้นู ิเทศ ตำแหนง่

แผนการจัดการเรียนรู้ แบบมุง่ เนน้ สมรรถนะอาชพี
และบรู ณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

รหัสวชิ า 3103 – 2301 วิชา การออกแบบรอยต่องานเชื่อมโครงสรา้ งโลหะ
หนว่ ยที่ 3 ช่ือหน่วย การกำหนดสัญลักษณ์ของแนวเชอ่ื มบากรอ่ ง จำนวน 3 ชัว่ โมง
ชื่อเร่อื ง

1.1 บอกช่ือกำหนดสัญลักษณ์ของแนวเชื่อมบากรอ่ ง
1.2 กำหนดขนาดมมุ เอียงและชอ่ งห่างของรอยต่อบากร่อง
1.3 กำหนดขนาดของมมุ บากและหน้าฐานของการบากร่องแบบตัวยแู ละตัวเจ
1.4 กำหนดขนาดความลึกของแนวเช่ือมบากร่อง
1.5 กำหนดลักษณะผิวและกรรมวธิ ีการตกแตง่ ผิวแนวเช่อื มบากร่อง
1.6 กำหนดสญั ลักษณ์ของแนวเชื่อมพอกผวิ และสัญลักษณ์การเช่ือมปดิ หลงั ของแนว
เช่อื มบากร่อง
1.7 กำหนดสัญลกั ษณ์ของแนวเชอ่ื มหลอมทะลุของแนวเช่ือมบากร่อง
1.8 นกั ศกึ ษาต้องแสดงกริยาทา่ ทาง พดู จาสุภาพต่อผู้อ่ืนตลอดเวลา
แบบประเมนิ ผลการเรยี นหนว่ ยท่ี 3

1. สาระสำคญั

แนวเชอ่ื มบากร่อง (Groove Weld) คอื แนวเชื่อมท่ีกระทำลงบนรอ่ งทเี่ ตรียมไว้บนช้นิ
งานโดยท่ีการเตรียมขอบรอยต่อช้ินงานของแนวเช่ือมชนิดน้ีแบ่งออกเป็นหลายชนิดด้วยกัน ซ่ึงหน่วยการเรียน รู้
ผู้เขียนจะได้เรยี นรวู้ ิธกี ารกำหนดสญั ลักษณ์ของแนวเชื่อมรอ่ ง เชน่ ชนดิ ของ
รอ่ งบาก การกำหนดชอ่ งหา่ งรอยต่อ มุมเอียงของร่องบาก ขนาดของร่องบาก ความลกึ ของ
รอ่ งบาก และอืน่ ๆ

2. สมรรถนะประจำหนว่ ยการเรียนรู้

แสดงความรู้เกย่ี วกบั การกำหนดสัญลักษณ์ของแนวเชือ่ มบากรอ่ ง

3. จุดประสงค์การเรียนรู้

3.1 จดุ ประสงค์ทั่วไป
- ดา้ นความรู้
3.1.1 บอกช่อื กำหนดสญั ลักษณข์ องแนวเช่ือมบากร่องได้
3.1.2 บอกขนาดมมุ เอียงและช่องหา่ งของรอยตอ่ บากรอ่ งได้

3.2 จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
- ด้านทกั ษะ
3.2.1 กำหนดขนาดมมุ เอยี งและชอ่ งหา่ งของรอยต่อบากร่องได้
3.2.2 กำหนดขนาดของมุมบากและหนา้ ฐานของการบากร่องแบบตวั ยูและตวั เจได้
3.2.3 กำหนดขนาดความลกึ ของแนวเชื่อมบากร่องได้
3.2.4 กำหนดลกั ษณะผวิ และกรรมวธิ กี ารตกแต่งผิวแนวเชือ่ มบากร่องได้
3.2.5 กำหนดสัญลักษณ์ของแนวเช่ือมพอกผิวและสัญลักษณ์การเชื่อมปิดหลังของแนว
เช่ือมบากรอ่ งได้
3.2.6 กำหนดสัญลกั ษณ์ของแนวเชือ่ มหลอมทะลขุ องแนวเช่ือมบากร่องได้

4. เน้อื หาสาระการสอน/การเรียนรู้

4.1 ดา้ นความรู้

3.1 ชนิดของแนวเช่ือมบากร่อง

แนวเช่ือมบากร่อง (Groove Weld) เป็ นแนวเชื่อมท่ีกระทาบนขอบรอยต่อระหว่างชิ้นงานซ่ึงแนวเช่ือม
ชนิดน้ีจะตอ้ งมีการเตรียมขอบของชิ้นงานตามชนิดของร่องบากน้นั ๆโดยองคป์ ระกอบต่าง ๆ ของแนวเช่ือมบาก
ร่อง แสดงดงั รูปที่ 3.1

รูปท่ี 3.1 องคป์ ระกอบของแนวเช่ือมบากร่อง
ในการเตรียมขอบของรอยต่อ (Edge Preparation)น้นั เราสามารถทาไดโ้ ดยใชเ้ ครื่องตดั
การเจียระไน หรือการใชเ้ ครื่องมือกล ซ่ึงชนิดของขอบรอยตอ่ จะแบง่ ออกไดเ้ ป็น 8 ชนิด ดงั ต่อไป
น้ีคอื
1. ขอบเสมอหรือหนา้ ฉาก (Square-Groove)
2. ขอบทาบแนว (Scarf-Groove)
3. ขอบเอียง (Bevel-Groove)
4. ขอบตวั วี (V-Groove)

5. ขอบตวั ยู (U-Groove)
6. ขอบตวั เจ (J-Groove)
7. ขอบโคง้ ตวั วี (Flare-V-Groove)
8. ขอบเอียง (Flare-Bevel-Groove)
ตารางที่ 3.1 แสดงชนิดของร่องบากของแนวเชื่อมบากร่องและสัญลกั ษณ์ของงานเชื่อม

1. ขอบเสมอกนั (Square Groove) : เป็นการเตรียมขอบชิ้นงานใหเ้ สมอหรือหนา้ ฉาก
ดงั แสดงในรูปท่ี 3.2

รูปท่ี 3.2 การเตรียมขอบรอยตอ่ ชิ้นงานแบบขอบเสมอกนั
2. ขอบทาบแนว (Scarf Groove) : เป็นการเตรียมขอบชิ้นงานเอียงในลกั ษณะให้ขอบของชิ้นงานทาบ
แนวขนานกนั ซ่ึงใชส้ าหรับงานบดั กรีแขง็

รูปท่ี 3.3 การเตรียมขอบชิ้นงานแบบทาบแนว

3. ขอบแบบตัววี (V - Groove) : เป็นการเตรียมขอบของชิ้นงานท้งั สองเป็นมุมเอียงตาม

ทเ่ี ราต้องการ

รูปท่ี 3.4 การเตรียมขอบชิ้นงานแบบตวั วี
4. ขอบเอยี ง (Bevel - Groove) : เป็นการเตรียมขอบชิ้นงาน โดยบากเอียงขอบชิ้นงาน
ชิ้นเดียว ส่วนอีกชิ้นหน่ึงใหเ้ ป็นขอบตรง

รูปที่ 3.5 การเตรียมขอบชิ้นงานแบบขอบเอียง
5. ขอบแบบตวั ยู (U - Groove) : เป็นการเตรียมขอบชิ้นงานท้งั สองใหเ้ ป็นรูปตวั ยู ดงั รูป
ที่ 3.6

รูปที่ 3.6 การเตรียมขอบชิ้นงานแบบตวั ยู
6. ขอบตวั เจ (J - Groove) : เป็นการเตรียมขอบชิ้นงานเป็นรูปตวั เจ โดยบากเอียงชิ้นงาน
ชิ้นเดียว อีกชิ้นหน่ึงใหข้ อบตรง

รูปท่ี 3.7 การเตรียมขอบชิ้นงานแบบตวั เจ

7. ขอบโค้งตัววี (Flare-V-Groove) : เป็นการเตรียมขอบชิ้นงานสองชิ้นเป็นรัศมีส่วนโคง้ ใชใ้ นการเช่ือมแนว
ขอบหรือชิ้นงานกลม

รูปท่ี 3.8 การเตรียมขอบชิ้นงานแบบขอบโคง้ ตวั วี
8. ขอบโค้งวงกลมด้านเดยี ว (Flare – Bevel - Groove) : เป็นการเตรียมขอบชิ้นงาน
ใหข้ อบชิ้นงานชิ้นหน่ึงตรง และอีกชิ้นหน่ึงใหข้ อบเป็นส่วนโคง้ รัศมี ดงั รูปท่ี 3.9

รูปที่ 3.9 การเตรียมขอบชิ้นงานแบบขอบเอียง

3.2 การกาหนดขนาดช่องห่างของรอยต่อ (Root Opening)

การกาหนดช่องห่างหรือระยะห่างของรอยต่อ ณ จุดล่างสุด (Root - Opening) ของชิ้นงานท้งั สอง ให้เขียน
ตวั เลขไวท้ ี่ดา้ นในของสญั ลกั ษณ์การบากร่อง

รูปท่ี 3.10 ตวั อยา่ งการกาหนดขนาดของช่องห่างรอยต่อ

3.3 การกาหนดขนาดมมุ เอยี งของร่องบาก (Groove Angle)

การกาหนดมุมเอียงของร่องบากน้ัน ให้เขียนไวท้ ่ีด้านบนของสัญลักษณ์ แต่ถ้าไม่กาหนดมุมไว้
หมายความวา่ ใหใ้ ชค้ า่ มมุ ตามมาตรฐานการเตรียมงานเชื่อมร่องบาก

รูปท่ี 3.11 ตวั อยา่ งการกาหนดมุมเอียงของร่องบากในสญั ลกั ษณ์งานเช่ือม

3.4 การกาหนดขนาดมมุ บากและหน้าฐาน (Root Face)

การเตรียมขอบงานแบบตวั ยแู ละตวั เจ ใหก้ าหนดตามมาตรฐานของการเตรียมรอยเช่ือม
แตถ่ า้ ตอ้ งการกาหนดนอกเหนือมาตรฐานให้แสดงรายละเอียดไวท้ ่ีสัญลกั ษณ์งานเช่ือมน้นั ดว้ ย

รูปที่ 3.12 ตวั อยา่ งการกาหนดขนาดของมมุ บากและหนา้ ฐานในสัญลกั ษณ์งานเชื่อม

3.5 การกาหนดขนาดของร่องบากและความลกึ ของแนวเชื่อม

(Groove Weld Size and Weld Size) .

การกาหนดขนาดของร่องบากงาน(Groove Weld Size)ใหเ้ ขียนไวท้ ี่ดา้ นซา้ ยของสัญลกั ษณ์ดงั ตวั อยา่ งในรูป
ที่ 3.13

รูปที่ 3.13 ตวั อยา่ งการกาหนดขนาดความลึกของร่องบากและสัญลกั ษณ์งานเช่ือม
ขนาดความลึกของร่องบาก ถา้ ไม่ระบุไวใ้ นสัญลกั ษณ์ในกรณีที่เป็นบากร่องดา้ นเดียว(Single - Groove)

ก็หมายความว่า ขนาดของแนวเชื่อมเท่ากับความหนาของชิ้นงาน และถ้าในกรณีท่ีเป็ นบากร่องสองด้าน
(Double - Groove) หมายความวา่ ขนาดของร่องบากแต่ละดา้ นจะเท่ากบั คร่ึงหน่ึงของความหนาชิ้นงาน

ส่วนการกาหนดขนาดความลึกของแนวเชื่อม ให้เขียนไว้ในวงเลบ็ ทางดา้ นขวาของขนาดความลึกร่อง
บาก แต่ถา้ ไม่กาหนดไวก้ ็หมายความว่า ความลึกของแนวเชื่อมเท่ากบั ความหนางาน ดงั ตวั อย่างในรูปที่ 3.14
และ 3.15

รูปท่ี 3.14 ตวั อยา่ งการกาหนดขนาดความลึกของแนวเช่ือมและสญั ลกั ษณ์งานเช่ือม

รูปท่ี 3.15 ตวั อยา่ งการกาหนดขนาดของร่องบากและขนาดความลึกของแนวเชื่อม
การกาหนดขนาดความลึกของแนวเช่ือมท่ีสัมพนั ธ์กบั ความลึกของร่องบาก (Groove Weld Size - “E”

Related to Depth of Bevel - “S”) ดูไดจ้ ากตวั อยา่ งในรูปท่ี 3.16

รูปที่ 3.16 การกาหนดขนาดความลึกของแนวเชื่อม (E) ท่ีสัมพนั ธ์
กบั ความลึกร่องบาก (S)

รูปท่ี 3.17 ตวั อยา่ งการประยกุ ตใ์ ชง้ านของการเตรียมขอบชิ้นงานแบบบากร่องตวั วี
แบบบากร่องเอียง และการกาหนดสญั ลกั ษณ์งานเชื่อม

รูปที่ 3.18 ตวั อยา่ งการประยกุ ตใ์ ชง้ านของการเตรียมขอบชิ้นงานแบบ
บากร่องเอียงและการกาหนดสัญลกั ษณ์งานเช่ือม

3.6 การกาหนดผวิ ของแนวเชื่อมและกรรมวิธีตกแต่งผิว

(Contour and Finishing) .

การกาหนดผวิ ของแนวเชือ่ ม เชน่ ผิวโคง้ เว้า ผิวโคง้ นูนหรอื ผิวเรยี บและกรรมวิธใี นการ

ตกแต่งผิว ให้เขียนสัญลกั ษณ์ของผิวแนวเชื่อมและสัญลกั ษณ์การตกแต่งผิวน้ันไวท้ ี่ดา้ นหน้าสัญลกั ษณ์แนว
เช่ือม ดงั รูปท่ี 3.19

รูปที่ 3.19 ตวั อยา่ งการกาหนดผิวและกรรมวธิ ีการตกแต่งผวิ ในสญั ลกั ษณ์งานเชื่อม

3.7 การกาหนดสัญลกั ษณ์แนวเชื่อมปิ ดหลงั
(Back or Backing Symbols)

เป็ นแนวเช่ือมรองหลงั ร่องบากดา้ นเดียว การกาหนดสัญลกั ษณ์ให้เขียนสัญลกั ษณ์ไวท้ ี่เส้นอา้ งอิงใน
ดา้ นตรงกนั ขา้ มกบั สญั ลกั ษณ์ของแนวเชื่อม หรือระบุไวท้ ่ีส่วนหางของสญั ลกั ษณ์ก็ได้
ดงั ตวั อยา่ งในรูปที่ 3.20

รูปท่ี 3.20 ตวั อยา่ งการกาหนดสัญลกั ษณ์แนวเช่ือมปิ ดหลงั ในสญั ลกั ษณ์งานเช่ือม

3.8 การกาหนดสัญลกั ษณ์แนวเชื่อมพอกผิว

(Surfacing Weld Symbol) .

การกาหนดสญั ลกั ษณ์เชื่อมพอกผวิ อาจกาหนดความกวา้ งของแนวเชื่อมและตาแหน่งของแนวเช่ือมได้ ดงั ตวั อยา่ งในรูปที่

3.21

รูปที่ 3.21 ตวั อยา่ งการกาหนดสญั ลกั ษณ์และรายละเอียดของแนวเชื่อมพอกผิว

3.9 การกาหนดสัญลกั ษณ์แนวเชื่อมหลอมทะลุ

(Melt – Through Symbol) .

เป็ นการกาหนดสัญลกั ษณ์เมื่อตอ้ งการให้แนวเชื่อมหลอมทะลุดา้ นหลงั รอยต่อในกรณีท่ีเป็ นร่องบากดา้ น
เดียว ก็ใหเ้ ขยี นสญั ลกั ษณ์ไวท้ ี่เสน้ อา้ งอิงในตาแหน่งตรงกนั ขา้ มกบั สญั ลกั ษณ์แนวเช่ือม

รูปท่ี 3.22 ตวั อยา่ งการกาหนดสญั ลกั ษณ์แนวเชื่อมหลอมทะลุ

3.10 การกาหนดสัญลกั ษณ์แนวเชื่อมโดยใช้แผ่นรองหลงั

(Backing Strip Symbol) .

แนวเชื่อมโดยใชแ้ ผ่นรองหลงั น้ี จะกาหนดสัญลกั ษณ์ไวบ้ นเส้นอา้ งอิง ในดา้ นตรงกนั ขา้ มกบั ร่องบาก แต่
ในกรณีที่ตอ้ งการเซาะเอาแผน่ รองหลงั ออกหลงั การเช่ือมกใ็ หเ้ ขียนตวั R (Remove)ไวใ้ นสัญลกั ษณ์น้นั ดว้ ย

รูปท่ี 3.23 ตวั อยา่ งการกาหนดสญั ลกั ษณ์การเชื่อมโดยใชแ้ ผน่ รองหลงั

ถา้ ตอ้ งการกาหนดขนาดของแผน่ รองหลงั กใ็ หก้ าหนดไวท้ ี่ส่วนหางของสัญลกั ษณ์หรือระบรุ ายละเอียดไวใ้ นตาแหน่งใกล้ ๆ
กบั สัญลกั ษณ์งานเช่ือมก็ไดเ้ ช่นเดียวกนั

รูปท่ี 3.24 ตวั อยา่ งการกาหนดสัญลกั ษณ์การเช่ือมโดยใชแ้ ผน่ รองหลงั

3.11 การกาหนดสัญลกั ษณ์แนวเชื่อมโดยใช้แผ่นก้นั ระหว่างรอยต่อ

(Spacer Symbol) ..

การเชื่อมโดยใชแ้ ผน่ ก้นั ระหว่างรอยต่อน้นั โดยทว่ั ไปแลว้ จะใชใ้ นกรณีที่ตอ้ งการเชื่อมงานท้งั สองดา้ น
โดยที่แผน่ ก้นั ระหวา่ งรอยต่อ (Spacer) น้ีอาจจะเซาะออกหลงั การเชื่อมดา้ นหน่ึงเสร็จแลว้ หรือไม่ก็ได้ ส่วนการ
ระบุขนาดของแผ่นกันรอยต่อและการกาหนดสัญลกั ษณ์ก็ให้เขียนไวท้ ่ีส่วนหางของสัญลกั ษณ์งานเชื่อม ดงั
ตวั อยา่ งในรูปที่ 3.25 และ 3.26

รูปที่ 3.25 ตวั อยา่ งการกาหนดสัญลกั ษณ์แนวเชื่อมบากร่อง
โดยใชแ้ ผน่ ก้นั ระหวา่ งรอยตอ่

รูปท่ี 3.26 ตวั อยา่ งการกาหนดสญั ลกั ษณ์แนวเช่ือม
บากร่องวีโดยใชแ้ ผน่ ก้นั ระหวา่ งรอยต่อ

3.11 การกาหนดสัญลกั ษณ์การเซาะหลงั แนวเช่ือม

(Back Gouging Symbol) ..

ในแนวเช่ือมที่การซึมลึกไม่สมบูรณ์น้นั เราอาจจาเป็ นจะตอ้ งมีการเซาะดา้ นหลงั แนวเชื่อมและทาการ
เช่ือมใหม่อีกคร้ังหน่ึง ท้งั น้ีเพื่อให้ไดแ้ นวเชื่อมท่ีสมบูรณ์ การเซาะหลงั แนวเช่ือมส่วนใหญ่จะใชว้ ิธีการตดั ดว้ ยแอร์
คาร์บอนอาร์ก

รูปท่ี 3.27 ตวั อยา่ งการกาหนดสญั ลกั ษณ์การเซาะหลงั การเช่ือม

3.12 การกาหนดสัญลกั ษณ์แนวเชื่อมโดยแทรกวสั ดุเสริม
ในร่องบาก (Comsumable Insert Symbols)

วสั ดุเสริม(ConsumableInsert)คอื วสั ดุแผน่ บางหรือวสั ดุรูปวงแหวนของโลหะเติมที่เพิ่มเขา้ มาในรอยต่อ
ท้งั น้ีเพื่อให้หลอมละลายเป็ นส่วนหน่ึงของแนวเช่ือมในการกาหนดสัญลกั ษณ์ของวสั ดุเสริมตามมาตรฐานของ
AWS จะระบตุ ามชนิดของวสั ดุเสริมไวท้ ่ีส่วนหางของสัญลกั ษณ์งานเชื่อม

รูปท่ี 3.28 ตวั อยา่ งการกาหนดสญั ลกั ษณ์แนวเช่ือมโดยแทรกแผน่ เสริมในรอยตอ่
ชนิดของวสั ดุเสริมตามมาตรฐานของ AWS แสดงดงั รูปท่ี 3.29

รูปท่ี 3.29 ชนิดและสัญลกั ษณ์ของวสั ดุเสริมตามมาตรฐานของ AWS ขอ้ ท่ี 5.30
2.2 ด้านทกั ษะหรือการประยกุ ต์ใช้
2.1 บอกชอื่ กำหนดสัญลกั ษณข์ องแนวเชอื่ มบากร่องได้
2.2 กำหนดขนาดมมุ เอียงและชอ่ งห่างของรอยต่อบากร่องได้
2.3 กำหนดขนาดของมมุ บากและหน้าฐานของการบากร่องแบบตัวยูและตวั เจได้
2.4 กำหนดขนาดความลึกของแนวเช่อื มบากร่องได้
2.5 กำหนดลักษณะผิวและกรรมวธิ ีการตกแต่งผิวแนวเช่ือมบากรอ่ งได้

2.6 กำหนดสัญลักษณ์ของแนวเช่ือมพอกผิวและสญั ลักษณ์การเชื่อมปิดหลังของแนว
เช่อื มบากรอ่ งได้

2.7 กำหนดสญั ลกั ษณข์ องแนวเช่ือมหลอมทะลขุ องแนวเชอ่ื มบากร่องได้
2.8 นกั ศึกษาตอ้ งแสดงกรยิ าท่าทาง พดู จาสภุ าพต่อผู้อืน่ ตลอดเวลา
4.3 ด้านคุณธรรม/ จรยิ ธรรม/ และคณุ ลกั ษณะทีพ่ งึ ประสงค์และบรู ณาการตามหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ
พอเพยี ง
ตรงต่อเวลา มวี นิ ยั มีความรับผิดชอบ ละเอยี ดรอบคอบ สนใจใฝร่ ู้ มคี วามซื่อสัตย์ มเี หตุผล ประหยัด
และปฏบิ ตั ิตนในแนวทางทดี่ ี

5. กจิ กรรมการเรียนการสอนหรอื การเรยี นรู้

กจิ กรรมครู กจิ กรรมนกั เรียน-นักศึกษา
1.การนำเขา้ สู่บทเรยี น ครูแจกเอกสาร ใบ 1. นกั เรียนรบั เอกสารของครคู นละ 1 ชดุ
ความรูท้ ่ี 3 ให้กับนักเรยี นทกุ คน

2. ครูอธบิ ายประกอบแผน่ ใส เร่อื ง การ 2. นักเรยี นดจู ากเอกสารทแ่ี จกให้ พรอ้ มซัก
กำหนดสญั ลักษณข์ องแนวเช่อื มบากรอ่ ง ถามข้อสงสยั
3. ครแู บง่ กลมุ่ นักเรยี น 3-5 คน โดยใหต้ ัว 3. นกั เรียนจบั กลุม่ ตามหวั ขอ้ ท่ไี ด้อ่านเนือ้ หา
แทนกลุ่มรับหวั ข้อไปช่วยกนั ระดมสมองแลว้ วิชา แลว้ สรุปสาระสำคญั เพ่อื เตรียมออกมา
ส่งตวั แทนออกมาอธิบายหน้าชั้นเรยี น รายงานหนา้ ช้ัน
4. ครูฟังหัวข้อกล่มุ ออกมารายงาน ซกั ถาม 4. รับการสรปุ และทำความเข้าใจเพ่ิมเตมิ
เพ่มิ เตมิ เพอื่ ให้เกิดความเขา้ ใจและถูกต้อง
ย่งิ ขนึ้ 5.นักเรียนลงมือทำข้อสอบพร้อมส่งก่อนหมด
5. ครแู จกข้อทดสอบในแต่ละหน่วยน้ีเพ่ือให้ เวลา
นักเรยี นทำ

6. สอื่ การเรียนการสอน/การเรียนรู้

6.1 ส่ือสิง่ พิมพ์
6.1.1 หนงั สอื เรียนวิชา การออกแบบรอยต่องานเชอ่ื มโครงสรา้ งโลหะ

6.1.2 แบบประเมินผลการเรยี นการเรียนร้แู บบฝกึ หดั ท้ายบทและแบบประเมนิ พฤติกรรม
หนว่ ยท่ี 3

6.2 ส่ือโสตทศั น์
6.2.1 หนงั สือเรียนวชิ า การออกแบบรอยต่องานเชือ่ มโครงสร้างโลหะ

6.2.2 โจทย์ปัญหาตัวอย่าง
6.2.3 สไลดน์ ำเสนอ (Power point)
6.2.4 วดิ ที ศั น์
6.2.5 ใช้เคร่อื งฉาย (Projector)
6.3 สื่อของจรงิ
6.3.1 หนังสอื เรียนวิชา การออกแบบรอยต่องานเชื่อมโครงสรา้ งโลหะ

7. แหลง่ การเรียนการสอน/การเรยี นรู้

7.1 ภายในสถานศึกษา
7.1.1 หอ้ งสมุดวิทยาลยั ศูนย์วทิ ยบรกิ าร
7.1.2 หอ้ ง Internet ศูนยว์ ิทยบริการ

7.2 ภายนอกสถานศึกษา
7.2.1 แหล่งเรียนร้ปู ระจำชมุ ชน/หมบู่ า้ น/ผูเ้ ชีย่ วชาญ

8. งานท่ีมอบหมาย

8.1 ก่อนเรยี น
8.1.1 นกั เรียนจดั เตรยี มเอกสาร ส่อื การเรยี นการสอนตามทคี่ รูและบทเรียนกำหนด
8.1.2 นกั เรียนทำความเข้าใจเกี่ยวกับจุดประสงคก์ ารเรยี นของหนว่ ยเรียนที่ - และการให้ความ

ร่วมมอื ในการทำกิจกรรมในหน่วยการเรียนที่ 3
8.2 ขณะเรยี น

8.2.1 นักเรยี นศกึ ษาเน้ือหาหนว่ ยที่ 3
8.2.2 นักเรยี นจดบนั ทกึ เน้ือหาทส่ี ำคญั ระหวา่ งมกี ารเรียนการสอน
8.2.3 นักเรียนเตรยี มตัง้ คำถาม ถาม – ตอบ ส่งิ ท่ีนกั เรยี นไมเ่ ข้าใจ
8.2.4 นกั เรียนรบั แบบฝึกหัดมาทำ

8.3 หลังเรียน
8.3.1 นักเรยี นรว่ มกันสรุปเนื้อหาหนว่ ยที่ 3
8.3.2 นกั เรียนทำแบบฝึกหัดทา้ ยบท

9. ผลงาน/ช้ินงาน ทีเ่ กิดจากการเรยี นรู้ของผเู้ รยี น

1. แบบฝึกหดั ท้ายบท

10. เอกสารอ้างอิง

หนังสอื เรยี น วิชา การออกแบบรอยต่องานเชอ่ื มโครงสร้างโลหะ
เว็บไซตอ์ อนไลน์ และสื่อสิง่ พิมพ์ที่เกยี่ วขอ้ งกบั เน้ือหาบทเรียน

11. การบรู ณาการ/ความสมั พันธก์ บั รายวชิ าอนื่

1. บูรณาการกับวิชา เร่ือง งานก่อสรา้ ง

12. หลกั การประเมินผลการเรียน

12.1 ก่อนเรียน
12.1.1.ใช้สมดุ บันทึกเวลาเรียนฯ ขานช่อื ผเู้ รียนและตรวจการตรงต่อเวลา
12.1.2 ใช้แบบสังเกตความพรอ้ มในการเรยี น ประเมินความพรอ้ ม เชน่ หนงั สอื สมดุ ปากกา

การแตง่ กาย เปน็ ตน้
12.2 ขณะเรียน
12.2.1.ใชแ้ บบสงั เกตพฤติกรรม สงั เกตการตอบคำถาม ความสนใจใฝ่รู้ ใฝเ่ รียน
12.3 หลังเรยี น
12.3.1. แบบทดสอบหลงั เรียนต้องผ่านเกณฑ์การประเมิน 50%
12.3.2. แบบฝกึ หัดหลังเรยี นต้องผ่านเกณฑ์การประเมนิ 50%

13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรยี น

จดุ ประสงคข์ ้อที่ 1 อธบิ ายความหมายของวัสดุอุตสาหกรรมไดถ้ ูกต้อง
1. วิธกี ารประเมิน : แบบประเมินผลการเรยี นรแู้ ละแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยท่ี 3
2. เครอื่ งการประเมิน : แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและแบบทดสอบหลังเรยี น
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมินผลการเรยี นรผู้ า่ นเกณฑ์การประเมนิ
4. เกณฑ์การผ่าน : 50 %

จดุ ประสงค์ข้อที่ 2 บอกประเภทของวสั ดุอุตสาหกรรมได้
1. วิธีการประเมนิ : แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้และแบบประเมินพฤติกรรม หนว่ ยที่ 3
2. เครอื่ งการประเมิน : แบบทดสอบก่อนเรยี นและแบบทดสอบหลังเรียน
3. เกณฑ์การประเมิน : แบบประเมินผลการเรยี นรู้ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %

จดุ ประสงคข์ ้อท่ี 3 อธบิ ายความหมายของโลหะและคุณสมบัตขิ องโลหะได้
1. วิธกี ารประเมนิ : แบบประเมนิ ผลการเรยี นรแู้ ละแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยที่ 3
2. เคร่ืองการประเมิน : แบบทดสอบกอ่ นเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน
3. เกณฑ์การประเมิน : แบบประเมนิ ผลการเรียนรผู้ ่านเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %

จดุ ประสงคข์ ้อที่ 4 อธบิ ายความหมายและบอกประเภทโลหะจำพวกเหล็กได้
1. วธิ ีการประเมนิ : แบบประเมนิ ผลการเรยี นรแู้ ละแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยที่ 3
2. เครอ่ื งการประเมนิ : แบบทดสอบก่อนเรยี นและแบบทดสอบหลังเรียน

3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ
4. เกณฑ์การผ่าน : 50 %

14. ใบงาน

15.แบบประเมินผลการเรียนรู้

ตอนที่ 1: จากรูปท่ีกาหนดให้ จงนาตวั อกั ษรของภาพ ไปเติมในช่องวา่ งดา้ นหนา้ หมายเลขให้
ถกู ตอ้ ง

………. 1. ขอบบ่อหลอมละลาย (Weld Interface)
………. 2. ระยะความสูงแนวราก (Root Reubforement)
………. 3. ผวิ หนา้ แนวเชื่อม (Weld Face)
………. 4. โลหะเติม (Filler Metal)
………. 5. ผิวหนา้ แนวราก (Root Surface)
………. 6. ระยะความสูงแนวเชื่อมดา้ นบน (Face Reinforcement)
………. 7. ขอบแนวเช่ือม (Weld Toe)
………. 8. แนวราก (Weld Root)
………. 9. โลหะชิ้นงาน (Base Metal)

ตอนท่ี 2: จากรูปท่ีกาหนดให้ จงนาอกั ษรของภาพขา้ งล่างน้ีไปเติมในช่องว่างดา้ นหนา้ หมายเลข ของ
สญั ลกั ษณ์ใหถ้ ูกตอ้ ง

………. 1. ………. 2.
………. 3. ………. 4.
………. 5. ………. 6.
………. 7. ………. 8.
………. 9. ………. 10.

ตอนที่ 3: จากรูปที่กาหนดให้ จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี

1. ขนาดความลึกของแนวเชื่อม ……………………………………………………………
2. กรรมวธิ ีการตกแต่งผิวแนวเช่ือม ……………………………………………………….
3. ความลึกของร่องบาก ……………………………………………………………………
4. ระยะห่างของรอยตอ่ ดา้ นล่างสุด ………………………………………………………..
5. มมุ ร่องบาก ………………………………………………………………………………
6. ชนิดของร่องบาก ………………………………………………………………………..
ตอนที่ 4: จากรูปท่ีกาหนดให้ จงตอบคาถามโดยเขียนลงในตารางที่กาหนดใหต้ อ่ ไปน้ี

ลาดบั ท่ี รายการคาถาม ด้านหวั ลกู ศรชี้ ด้านตรงกนั ข้าม
หัวลูกศรชี้

1 ชนิดของร่องบาก
2 ความลึกร่องบาก
3 ระยะห่างรอยต่อ
4 กรรมวิธีตกแต่งผวิ แนวเช่ือม
5 มมุ ร่องบาก
6 ลกั ษณะผิวแนวเชื่อม

ตอนที่ 5: จากรูปท่ีกาหนดให้ จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี

1. ชนิดของร่องบาก ………………………………………………………………………..
2. มมุ ร่องบาก ………………………………………………………………………………
3. ระยะห่างรอยต่อ …………………………………………………………………………
4. แนวเช่ือมดา้ นตรงกนั ขา้ มหวั ลูกศรช้ี ……………………………………………………
5. ความลึกของร่องบาก ……………………………………………………………………

ตอนท่ี 6: จากรูปท่ีกาหนดให้ จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี

1. ชนิดของร่องบาก ………………………………………………………………………
2. มุมร่องบาก …………………………………………………………………………….
3. ระยะห่างรอยตอ่ ดา้ นล่างสุด ……………………………………………………………
4. ผิวแนวเช่ือม ……………………………………………………………………………
5. กระบวนการเช่ือม ……………………………………………………………………..
6. หลงั เช่ือมเซาะแผน่ รองหลงั ออกหรือไม่ ………………………………………………
ตอนท่ี 7: จากรูปที่กาหนดให้ จงตอบคาถามต่อไปน้ี

1. ชนิดของแนวเชื่อมดา้ นตรงกนั ขา้ มหวั ลูกศรช้ี ………………………………………….
2. รูปร่างผิวแนวเชื่อมดา้ นตรงกนั ขา้ มหัวลกู ศรช้ี ………………………………………….
3. ชนิดของร่องบาก ดา้ นหวั ลกู ศรช้ี ……………………………………………………….
4. ความลึกของร่องบาก ……………………………………………………………………
5. 25 องศา หมายถึง ……………………………………………………………………….
6. ระยะห่างของรอยต่อดา้ นลา่ งสุด ………………………………………………………..
7. ขนาดของแนวเช่ือม ……………………………………………………………………..
8. กรรมวธิ ีตกแตง่ ผิวดา้ นหวั ลูกศรช้ี ………………………………………………………
9. รูปร่างผิวแนวเชื่อมดา้ นหวั ลกู ศรช้ี ……………………………………………………...
10. กระบวนการเชื่อม ………………………………………………………………………

ตอนท่ี 8: ใหน้ าอกั ษรของรูป ไปเติมในช่องวา่ งดา้ นหนา้ หมายเลขใหถ้ กู ตอ้ ง

………. 1. ขนาดของความสูงแนวรากเทา่ กบั 3/16 นิ้ว
………. 2. ขนาดระยะห่างของรอยต่อ ณ จุดลา่ งสุด เทา่ กบั 3/16 นิ้ว
………. 3. แนวเชื่อมปิ ดดา้ นหลงั แบบ Back Weld
………. 4. สัญลกั ษณ์แนวเช่ือมโดยใชแ้ ผน่ ก้นั ระหวา่ งรอยตอ่
………. 5. แนวเชื่อมคร้ังแรก
………. 6. แนวเชื่อมคร้ังท่ีสอง
………. 7. สัญลกั ษณ์แนวเชื่อม โดยใชแ้ ผน่ รองหลงั
………. 8. ความสูงของแนวเชื่อมทะลุดา้ นหลงั เท่ากบั 3/16 นิ้ว
………. 9. สญั ลกั ษณ์แนวเช่ือมทะลุดา้ นหลงั 
………. 10. เส้นอา้ งอิง

16. บนั ทึกผลหลงั การจดั การเรียนรู้แบบมงุ่ เนน้ สมรรถนะอาชพี และบรู ณาการตามหลักปรชั ญา

ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

16.1 สรุปผลการจัดการเรียนรู้

รายการ ระดับการปฏิบัติ
5432 1

ด้านการเตรยี มการสอน

1. จดั หนว่ ยการเรยี นรู้ไดส้ อดคลอ้ งกับวัตถุประสงคก์ ารเรียนรู้

2. กำหนดเกณฑ์การประเมินครอบคลุมทั้งด้านความรู้ ดา้ นทกั ษะ และดา้ นจิตพสิ ยั

3. เตรยี มวสั ดุ-อุปกรณ์ ส่ือ นวัตกรรม กจิ กรรมตามแผนการจัดการเรียนรูก้ ่อนเขา้ สอน

ดา้ นการจดั กิจกรรมการเรียนรู้

4. มวี ธิ ีการนำเข้าสู่บทเรยี นท่ีนา่ สนใจ

5. มกี จิ กรรมทีห่ ลากหลาย เพ่ือช่วยใหผ้ ู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ความเข้าใจ

6. จดั กจิ กรรมที่ส่งเสริมให้ผูเ้ รยี นคน้ คว้าเพ่ือหาคำตอบดว้ ยตนเอง

7. นกั เรียนมสี ่วนรว่ มในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

8. จัดกจิ กรรมที่เนน้ กระบวนการคดิ ( คิดวเิ คราะห์ คิดสงั เคราะห์ คิดสร้างสรรค์ )

9. กระตุ้นใหผ้ ูเ้ รยี นแสดงความคดิ เหน็ อย่างเสรี

10. จดั กิจกรรมการเรียนร้ทู ีเ่ ชื่อมโยงกบั ชีวิตจรงิ โดยนำภูมปิ ัญญา/บรู ณาการเข้ามามสี ว่ นร่วม

11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม

12. มกี ารเสริมแรงเมือ่ นักเรียนปฏิบตั ิ หรอื ตอบถูกตอ้ ง

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน

14. เอาใจใส่ดแู ลผเู้ รยี น อย่างท่วั ถงึ

15. ใชเ้ วลาสอนเหมาะสมกับเวลาท่กี ำหนด

ดา้ นสื่อ นวัตกรรม แหล่งการเรยี นรู้

16. ใช้สอื่ ท่เี หมาะสมกับกจิ กรรมและศักยภาพของผเู้ รียน

17. ใช้สอ่ื แหล่งการเรียนร้อู ย่างหลากหลาย เช่น บุคคล สถานท่ี ของจริง เอกสาร

ส่ืออิเลก็ ทรอนิกส์ และอนิ เทอร์เน็ต เปน็ ต้น

ดา้ นการวัดและประเมินผล

18. ผู้เรยี นมสี ว่ นร่วมในการกำหนดเกณฑ์การวัดและประเมนิ ผล

19. ประเมินผลอยา่ งหลากหลายและครบทั้งด้านความรู้ ทักษะ และจติ พิสัย

20. ครู ผเู้ รยี น ผปู้ กครอง หรือ ผทู้ เ่ี ก่ียวข้องมสี ่วนรว่ ม ในการประเมนิ

หมายเหตุ ระดบั การปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ิดเี ยีย่ ม 4 = ปฏิบัตดิ ี 3 = ปฏบิ ัตพิ อใช้ รวม
2 = ควรปรับปรงุ 1 = ไม่มกี ารปฏิบัติ ค่าเฉลยี่

16.2 ปัญหาทพ่ี บ และแนวทางแกป้ ัญหา แนวทางแกป้ ญั หา
ปัญหาที่พบ
.....................................................................................
ดา้ นการเตรยี มการสอน .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................

ดา้ นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................

ดา้ นสือ่ นวัตกรรม แหลง่ การเรยี นรู้ .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................
ดา้ นการวดั และประเมินผล .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................
ด้านอน่ื ๆ (โปรดระบเุ ป็นข้อๆ) .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................

ลงช่ือ ........................................................................ ครผู ู้สอน
(....................................................................)

ตำแหนง่ .......................................................................
............../.................................../....................

17. บนั ทึกการนิเทศและตดิ ตาม

วนั -เดอื น-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม ชื่อ-สกุล ผ้นู ิเทศ ตำแหนง่

แผนการจัดการเรยี นรู้ แบบมุง่ เน้นสมรรถนะอาชพี
และบรู ณาการตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

รหัสวิชา 3103 - 3101 วิชา การออกแบบรอยตอ่ งานเชอื่ มโครงสร้างโลหะ
หนว่ ยที่ 4 ชื่อหน่วย การกำหนดสัญลักษณแ์ นวเชื่อมสล็อต แนวเช่อื มพอกผิว และแนวเชอ่ื มขอบ
จำนวน 3 ช่ัวโมง
ชอื่ เรอื่ ง

1.1 กำหนดสัญลกั ษณ์ของแนวเช่ือมปลก๊ั , แนวเชอื่ มสลอ็ ต แนวเช่ือมพอกผวิ
1.2 สญั ลกั ษณแ์ ละแนวเชื่อมปล๊ักได้
1.3 สัญลักษณ์และแนวเชื่อมสล็อต
1.4 สัญลักษณแ์ ละแนวเช่อื มพอกผวิ
1.5 สญั ลกั ษณแ์ ละแนวเชอ่ื มขอบ

1. สาระสำคัญ

แนวเชอ่ื มปลก๊ั (Plug Weld) เปน็ แนวเชือ่ มทม่ี รี ปู ร่างหน้าตัดของโลหะเตมิ เป็นรกู ลม
แนวเชอ่ื มสล็อต (Slot Weld) เปน็ แนวเช่ือมทม่ี รี ปู รา่ งหนา้ ตัดของโลหะเตมิ เป็นรกู ลมยาว
สว่ นแนวเช่อื มพอกผวิ (Surfacing Weld) เป็นแนวเช่ือมทีเ่ ชอื่ มเพือ่ ต้องการเพิ่มความหนาให้
กับช้นิ งานและแนวเช่อื มขอบ (Flange Weld) เปน็ แนวเช่ือมสำหรับโลหะงานแผ่นบาง

2. สมรรถนะประจำหน่วยการเรยี นรู้

แสดงความรูเ้ ก่ียวกบั การกำหนดสัญลกั ษณ์แนวเชอ่ื มสล็อต แนวเชือ่ มพอกผิว และแนวเชื่อมขอบ

3. จุดประสงค์การเรียนรู้

3.1 จดุ ประสงค์ทั่วไป
- ด้านความรู้
3.1.1 อธิบายการกำหนดสัญลักษณข์ องแนวเช่อื มปลัก๊ , แนวเช่อื มสลอ็ ต แนวเชื่อม
พอกผิว
3.1.2 บอกสญั ลกั ษณแ์ ละแนวเช่อื มปลก๊ั , แนวเชื่อมสลอ็ ต แนวเชือ่ มพอกผวิ
ได้

3.2 จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
- ดา้ นทักษะ
3.2.1 กำหนดสญั ลกั ษณ์และแนวเชอ่ื มปลัก๊ ได้
3.2.2 กำหนดสญั ลักษณ์และแนวเชอ่ื มสลอ็ ตได้
3.2.3 กำหนดสัญลกั ษณ์และแนวเชือ่ มพอกผิวได้
3.2.4 กำหนดสัญลกั ษณ์และแนวเชือ่ มขอบได

4. เนอื้ หาสาระการสอน/การเรยี นรู้

4.1 ดา้ นความรู้

4.1 การกาหนดสัญลกั ษณ์แนวเชื่อมปลกั๊ (Plug Weld Symbol)

แนวเชื่อมปลกั๊ คอื แนวเช่ือมรูปร่างหนา้ ตดั ของแนวเช่ือมเป็นรูกลม ดงั แสดงรูปที่ 4.1

รูปท่ี 4.1 ลกั ษณะของแนวเชื่อมปลกั๊

หลักการกาหนดสัญลกั ษณ์ของแนวเชื่อมปลกั๊

1. ถา้ ตอ้ งการระบุตาแหน่งของแนวเชื่อมปลกั๊ ในดา้ นหวั ลูกศรช้ี ใหเ้ ขยี นจดุ ปลายหวั ลกู ศรน้นั ไปสมั ผสั กบั จุดศนู ยก์ ลางของ
รูเจาะ (รูปท่ี4.2 ก)โดยให้สัญลกั ษณ์ของแนวเชื่อมอยดู่ า้ นล่างเสน้ อา้ งอิงของสญั ลกั ษณ์งานเชื่อม
2. ถา้ ตอ้ งการระบุตาแหน่งของแนวเช่ือมปลก๊ั ดา้ นตรงกนั ขา้ มหวั ลกู ศรช้ี ให้เขียนจดุ ปลายหวั ลูกศรน้นั ไปสมั ผสั กบั จดุ

ศูนยก์ ลางของรูเจาะ(รูปท่ี4.2 ข) โดยให้สัญลกั ษณข์ องแนวเช่ือมอยดู่ า้ นบนเสน้ อา้ งองิ

รูปท4่ี . 2 ตวั อยา่ งการกาหนดสัญลกั ษณ์แนวเชื่อมปลก๊ั ดา้ นหวั ลกู ศรช้ีและดา้ นตรงกนั ขา้ มหวั ลูกศรช้ี

3. การกาหนดขนาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลางของรูเจาะของแนวเช่ือมปลก๊ั ใหเ้ ขียนไวท้ ่ีดา้ นซ้ายของสัญลกั ษณ์
แนวเช่ือม (รูปที่ 4.3 ก)

4. การกาหนดมมุ เอียงของรูเจาะแนวเชื่อมปลกั๊ ใหเ้ ขยี นไวท้ ี่ดา้ นลา่ ง (ดา้ นหวั ลกู ศรช้ี)
หรือดา้ นบน (ดา้ นตรงกนั ขา้ มหวั ลูกศรช้ี) ของสญั ลกั ษณ์แนวเช่ือม (รูปท่ี 4.3 ข)

5. การกาหนดความลึกของการเติมโลหะโดยปกติแนวเชื่อมปลก๊ั น้นั จะเติมเน้ือเช่ือมจนเตม็
รูเจาะ แต่ถา้ ไม่ตอ้ งการเติมเน้ือเช่ือมเต็มรูเจาะก็ให้ระบุตวั เลขความลึกของเน้ือเชื่อมไวใ้ นสัญลกั ษณ์(รูปที่ 4.3
ค)

6. การกาหนดระยะห่างและจานวนแนวเชื่อมปลก๊ั ในการกาหนดระยะห่างของแนวเชื่อม
ให้ระบุไวท้ ่ีดา้ นขวาของสัญลกั ษณ์ ส่วนจานวนแนวเช่ือมน้นั ก็ใหร้ ะบุไวใ้ นวงเล็บท่ีดา้ นล่าง (ดา้ นหัวลูกศรช้ี)
หรือดา้ นบน (ดา้ นตรงกนั ขา้ มหวั ลกู ศรช้ี) ของสัญลกั ษณ์แนวเช่ือม (รูปที่ 4.3 ง)

รูปท่ี 4.3 ตวั อยา่ งการกาหนดสัญลกั ษณ์ของแนวเชื่อมปลกั๊
7. การกาหนดผิวแนวเช่ือม และกรรมวิธีตกแต่งในการกาหนดสัญลกั ษณ์ของผิวแนวเชื่อมและกรรมวิธี
ตกแตง่ ใหก้ าหนดไวท้ ่ีดา้ นล่างหรือดา้ นบนของสญั ลกั ษณ์

รูปที่ 4.4 ตวั อยา่ งการกาหนดสัญลกั ษณ์ของผิวแนวเช่ือมและกรรมวธิ ีตกแต่งผวิ

4.2 การกาหนดสัญลกั ษณ์แนวเช่ือมสลอ็ ต (Slot Weld Symbol)

แนวเช่ือมสลอ็ ต เป็นแนวเชื่อมที่มีรูปร่างหนา้ ตดั ของแนวเชื่อมเป็นรูกลมยาว ดงั รูปท่ี 4.5
รูปที่ 4.5 ลกั ษณะของแนวเช่ือมสลอ็ ต

การกาหนดสญั ลกั ษณ์ของแนวเชื่อมสลอ็ ต โดยทวั่ ไปจะเหมือนกบั แนวเช่ือมปลก๊ั
ดงั ตวั อยา่ งในรูปที่ 4.6

รูปที่ 4.6 ตวั อยา่ งการกาหนดสัญลกั ษณ์ของแนวเชื่อมสลอ็ ต

4.2 การกาหนดสัญลกั ษณ์แนวเชื่อมพอกผวิ (Surfacing Weld. Symbol)

แนวเชื่อมพอกผวิ เป็นแนวเช่ือมท่ผี ิวช้ินงานท่เี ชื่อมโดยมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ การเพิ่มขนาดหรือเพื่อเพิ่มความหนาให้กบั ช้ินงานหรือเชื่อมเพ่อื ใหเ้ กิดความแขง็ ของผิวดา้ นหนา้
เพือ่ ป้องกนั การสึกหรอขณะใชง้ าน

รูปที่ 4.7 ลกั ษณะของแนวเชื่อมพอกผวิ
หลกั การกาหนดสัญลกั ษณ์ของแนวเชื่อมพอกผิว มีหลกั เกณฑด์ งั น้ี

1. สัญลกั ษณ์ของแนวเช่ือมพอกผวิ ใหเ้ ขียนไวท้ ี่ดา้ นล่างเสน้ อา้ งอิงของสญั ลกั ษณ์
2. การกาหนดความหนาของแนวเชื่อมพอกผวิ ใหเ้ ขียนไว้ ที่ดา้ นซา้ ยของสญั ลกั ษณ์

รูปที่ 4.8 ตวั อยา่ งการกาหนดสญั ลกั ษณ์ของงานเช่ือมพอกผวิ
3. การระบุตาแหน่งและพ้ืนท่ีของแนวเชื่อมพอกผิว ให้กาหนดขนาดลงบนชิ้นส่วนในแบบสั่งงาน ดงั
ตวั อยา่ งในรูปที่ 4.9

รูปท่ี 4.9 ตวั อยา่ งการระบตุ าแหน่งและพ้ืนที่ของแนวเชื่อมพอกผิว

4.2 ด้านทกั ษะหรือการประยุกต์ใช้

4.2.1 อธิบายการกำหนดสญั ลักษณ์ของแนวเชื่อมปล๊กั , แนวเช่ือมสล็อต แนวเชือ่ มพอกผิว
ได้

4.2.2 การกำหนดสัญลักษณ์แนวเชอ่ื มปลก๊ั ได้
4.2.3 การกำหนดสญั ลักษณ์แนวเชือ่ มแนวเชือ่ มสล็อตได้
4.2.4 การกำหนดสญั ลักษณ์แนวเชื่อมแนวเชอ่ื มพอกผิวได้

4.3 ด้านคุณธรรม/ จรยิ ธรรม/ และคณุ ลักษณะที่พงึ ประสงคแ์ ละบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง

ตรงตอ่ เวลา มวี นิ ยั มีความรับผดิ ชอบ ละเอยี ดรอบคอบ สนใจใฝร่ ู้ มคี วามซื่อสตั ย์ มเี หตุผล ประหยดั
และปฏบิ ัตติ นในแนวทางท่ีดี

5. กจิ กรรมการเรียนการสอนหรือการเรยี นรู้

กจิ กรรมครู กจิ กรรมนกั เรียน-นักศึกษา

1. การนาเขา้ สู่บทเรียน ครูแจกเอกสาร ใบ 1. นกั เรียนรับเอกสารของครูคนละ 1 ชุด

ความรู้ที่ 3 ใหก้ บั นกั เรียนทุกคน

2. ครูอธิบายประกอบแผน่ ใส เร่ือง การ 2. นกั เรียนดูจากเอกสารท่ีแจกให้ พร้อมซกั

กาหนดสัญลกั ษณ์ของแนวเช่ือมปลก๊ั แนวเช่ือม ถาม

สลอ็ ต แนวเชื่อมพอกผิว และแนว

เช่ือมขอบ

3. ครูแบ่งกลุ่มนกั เรียน 3 - 5 คน โดยใหต้ วั 3. นกั เรียนจบั กลมุ่ ตามหวั ขอ้ ที่ไดอ้ ่านเน้ือหา

แทนกลุ่มรับหวั ขอ้ ไปช่วยกนั ระดมสมองแลว้ วชิ า แลว้ สรุปสาระสาคญั เพอ่ื เตรียมออกมา
ส่งตวั แทนออกมาอธิบายหนา้ ชนั เรียน รายงานหนา้ ช้นั
4. ครูฟังหวั ขอ้ กลมุ่ ออกมารายงาน แตล่ ะ 4. รับฟังการสรุปและทาความเขา้ ใจเพม่ิ เติม
กลุ่มจนจบแลว้ เสนอแนะขอ้ บกพร่อง พร้อม
ท้งั อธิบายส่วนสาคญั เพิ่มเติม 5. นกั เรียนลงมือทาขอ้ สอบนาส่งครูและให้
5. ครูมอบหมายงานใหน้ กั เรียนทาขอ้ สอบใน ยอ่ สาระสาคญั ลงสมดุ ส่งคราวหนา้
บทเรียนน้ี

6. สือ่ การเรียนการสอน/การเรียนรู้

6.1 ส่ือสิ่งพิมพ์
6.1.1 หนังสอื เรียนวิชา การออกแบบรอยต่องานเช่อื มโครงสรา้ งโลหะ
6.1.2 แบบประเมนิ ผลการเรียนการเรียนรู้แบบฝึกหัดท้ายบทและแบบประเมินพฤตกิ รรม

หน่วยที่ 4

6.2 ส่ือโสตทศั น์
6.2.1 หนังสือเรยี นวิชา คณิการออกแบบรอยตอ่ งานเชื่อมโครงสร้างโลหะ
6.2.2 โจทย์ปัญหาตัวอยา่ ง
6.2.3 สไลดน์ ำเสนอ (Power point)
6.2.4 วดิ ที ัศน์
6.2.5 ใช้เครอื่ งฉาย (Projector)

6.3 ส่ือของจริง
6.3.1 หนังสอื เรียนวชิ า การออกแบบรอยต่องานเชือ่ มโครงสรา้ งโลหะ

7. แหล่งการเรยี นการสอน/การเรียนรู้

7.1 ภายในสถานศึกษา
7.1.1 ห้องสมุดวิทยาลยั ศนู ย์วิทยบรกิ าร
7.1.2 ห้อง Internet ศนู ยว์ ิทยบริการ

7.2 ภายนอกสถานศึกษา
7.2.1 แหลง่ เรยี นรู้ประจำชุมชน/หมบู่ า้ น/ผู้เชี่ยวชาญ

8. งานท่มี อบหมาย

8.1 ก่อนเรียน
8.1.1 นักเรยี นจัดเตรยี มเอกสาร ส่อื การเรยี นการสอนตามทคี่ รูและบทเรยี นกำหนด
8.1.2 นักเรยี นทำความเข้าใจเกย่ี วกบั จุดประสงคก์ ารเรยี นของหนว่ ยเรียนที่ 4 และการให้ความ

รว่ มมอื ในการทำกิจกรรมในหน่วยการเรียนท่ี 4
8.2 ขณะเรียน

8.2.1 นักเรยี นศึกษาเน้อื หาหนว่ ยที่ 4
8.2.2 นักเรียนจดบันทกึ เนื้อหาท่ีสำคญั ระหว่างมกี ารเรียนการสอน
8.2.3 นกั เรียนเตรียมตงั้ คำถาม ถาม – ตอบ สง่ิ ที่นกั เรยี นไม่เขา้ ใจ
8.2.4 นักเรยี นรบั แบบฝกึ หัดมาทำ

8.3 หลังเรยี น
8.3.1 นกั เรียนรว่ มกันสรุปเนื้อหาหนว่ ยที่ 4
8.3.2 นักเรียนทำแบบฝกึ หัดทา้ ยบท

9. ผลงาน/ช้ินงาน ทเี่ กิดจากการเรียนรู้ของผเู้ รียน

1. แบบฝึกหัดท้ายบท

10. เอกสารอา้ งองิ

หนังสอื เรยี น วิชา การออกแบบรอยตอ่ งานเชอ่ื มโครงสร้างโลหะเวบ็ ไซต์ออนไลน์ และสอื่ สิง่ พมิ พท์ ี่
เกีย่ วขอ้ งกับเนื้อหาบทเรยี น

11. การบรู ณาการ/ความสัมพันธก์ บั รายวชิ าอืน่

1. บูรณาการกบั วิชา เรอื่ ง งานกอ่ สรา้ ง

12. หลกั การประเมินผลการเรียน

12.1 ก่อนเรียน
12.1.1.ใชส้ มดุ บนั ทกึ เวลาเรียนฯ ขานช่ือผู้เรยี นและตรวจการตรงต่อเวลา
12.1.2 ใชแ้ บบสงั เกตความพรอ้ มในการเรียน ประเมนิ ความพร้อม เชน่ หนงั สือ สมดุ ปากกา

การแตง่ กาย เปน็ ต้น
12.2 ขณะเรยี น
12.2.1.ใช้แบบสังเกตพฤติกรรม สังเกตการตอบคำถาม ความสนใจใฝร่ ู้ ใฝเ่ รียน
12.3 หลงั เรยี น
12.3.1. แบบทดสอบหลงั เรยี นต้องผ่านเกณฑ์การประเมนิ 50%

12.3.2. แบบฝึกหัดหลังเรียนต้องผ่านเกณฑ์การประเมิน 50%

13. รายละเอยี ดการประเมนิ ผลการเรียน

จุดประสงคข์ ้อที่ 1 อธิบายความหมายของวสั ดุอุตสาหกรรมไดถ้ ูกต้อง
1. วธิ กี ารประเมนิ : แบบประเมินผลการเรียนรู้และแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยท่ี 4
2. เครื่องการประเมนิ : แบบทดสอบก่อนเรยี นและแบบทดสอบหลงั เรียน
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมินผลการเรยี นรู้ผ่านเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %

จุดประสงค์ข้อท่ี 2 บอกประเภทของวสั ดุอุตสาหกรรมได้
1. วิธีการประเมนิ : แบบประเมินผลการเรียนรู้และแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยท่ี 4
2. เครือ่ งการประเมนิ : แบบทดสอบกอ่ นเรียนและแบบทดสอบหลังเรียน
3. เกณฑ์การประเมิน : แบบประเมินผลการเรียนรผู้ า่ นเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผา่ น : 50 %

จดุ ประสงคข์ ้อที่ 3 อธบิ ายความหมายของโลหะและคุณสมบัติของโลหะได้
1. วธิ กี ารประเมนิ : แบบประเมนิ ผลการเรยี นร้แู ละแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยท่ี 4
2. เคร่อื งการประเมนิ : แบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรยี น
3. เกณฑ์การประเมิน : แบบประเมินผลการเรียนรู้ผ่านเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผ่าน : 50 %

จดุ ประสงค์ข้อที่ 4 อธิบายความหมายและบอกประเภทโลหะจำพวกเหล็กได้
1. วธิ ีการประเมิน : แบบประเมินผลการเรียนร้แู ละแบบประเมินพฤติกรรม หน่วยท่ี 4
2. เครอ่ื งการประเมิน : แบบทดสอบก่อนเรยี นและแบบทดสอบหลังเรียน
3. เกณฑ์การประเมนิ : แบบประเมนิ ผลการเรยี นรผู้ า่ นเกณฑ์การประเมิน
4. เกณฑ์การผ่าน : 50 %

14. ใบงาน

ใบงาน

หนว่ ยท่ี 4
เรื่อง การกำหนดสัญลักษณ์แนวเชื่อมบากร่อง

- ใหน้ ักศึกษาแบง่ กลุม่ สมาชกิ จากเพ่ือนนักศึกษา กล่มุ ละ 3 - 5 แล้วช่วยกนั ระดมสมอง
ในการกำหนดสญั ลกั ษณใ์ นแนวเช่ือมบากตอ่ ไปน้ี วา่ มกี ารกำหนดสัญลกั ษณ์แต่ละอย่าง
ท่แี ตกต่างกันอย่างไรบา้ งพรอ้ มนำเสนอผลงานกลุ่มหน้าชั้นเรยี นภายใน 10 นาที ซงึ่ หัว
ขอ้ มีดงั น้ี

- การกำหนดสญั ลักษณ์แนวเช่อื มปลัก๊
- การกำหนดสัญลกั ษณแ์ นวเช่ือมสล็อต
- แนวเช่ือมพอกผวิ
- แนวเช่อื มขอบ

15. แบบประเมนิ ผลการเรยี นรู้

ตอนที่ 1: จากรู ปท่ีกาหนดให้ จงนาตัวอักษรด้านล่างภาพไปเติมในช่อ งว่างด้านหน้าหมายเลข
ให้ ถูกตอ้ ง

………. 1. แนวเช่ือมปลก๊ั รูเจาะเอียง 60 องศา
………. 2. แนวเชื่อมปลกั๊ ดา้ นตรงกนั ขา้ มหวั ลูกศรช้ี
………. 3. แนวเชื่อมปลก๊ั ขนาด 3/8 นิ้ว
………. 4. แนวเชื่อมปลก๊ั ท่ีเติมเน้ือเชื่อมลึก 3/8 นิ้ว
………. 5. แนวเชื่อมปลกั๊ ที่มีระยะห่างของแนวเชื่อม 3 นิ้ว
………. 6. แนวเช่ือมปลก๊ั ดา้ นหวั ลกู ศรช้ี
………. 7. แนวเช่ือมสลอ็ ตผวิ โคง้
………. 8. แนวเชื่อมสลอ็ ตผิวเรียบ
………. 9. แนวเชื่อมสลอ็ ตผวิ เรียบตกแตง่ ดว้ ยเคร่ืองจกั รกล
………. 10. แนวเช่ือมสลอ็ ตผิวเรียบไม่ระบุกรรมวิธีการตกแต่งผิวแนวเช่ือม

ตอนท่ี 2: จากรูปที่กาหนดให้ จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี

1. ชนิดของแนวเช่ือม ……………………………………………………………………..
2. ความลึกของการเติมเน้ือเช่ือมของแนวเชื่อม ……………………………………………
3. ลกั ษณะของผวิ แนวเช่ือม ……………………………………………………………….
4. กรรมวิธีการตกแต่งผวิ ………………………………………………………………….
5. รายละเอียดดูไดจ้ าก …………………………………………………………………….
ตอนท่ี 3: จากรูปที่กาหนดให้ จงนาตวั อกั ษรไปเติมในช่องวา่ งดา้ นหนา้ หมายเลขใหถ้ กู ตอ้ ง

………. 1. ความหนาของแนวเช่ือมคร้ังแรก
………. 2. ความหนาของแนวเช่ือมคร้ังที่สอง
………. 3. ทิศทางแนวเช่ือมพอกผิวคร้ังที่ 3
………. 4. ความหนาของแนวเชื่อมพอกผิวคร้ังท่ี 3
………. 5. สัญลกั ษณ์แนวเชื่อมพอกผวิ
………. 6. มมุ ของร่องบาก
………. 7. รายละเอียดระบทุ ิศทางการเชื่อมพอกผวิ คร้ังท่ี 3

ตอนที่ 4: จากรูปท่ีกาหนดให้ จงนาตวั อกั ษรดา้ นลา่ งของรูปไปเติมในช่อวา่ งดา้ นหนา้ หมายเลข
ใหถ้ กู ตอ้ ง

………. 1. แนวเช่ือมขอบ โดยเชื่อมดา้ นตรงกนั ขา้ มหวั ลกู ศรช้ี
………. 2. แนวเช่ือมขอบที่ไมร่ ะบรุ ายละเอียดในแบบสั่งงาน
………. 3. แนวเช่ือมขอบท่ีระบรุ ายละเอียดในแบบส่งั งาน
………. 4. แนวเช่ือมที่มมุ และเช่ือมทบั ขอบพบั ของชิ้นงานดา้ นเดียวโดยเชื่อมดา้ นตรงกนั

ขา้ มหวั ลกู ศรช้ี
………. 5. แนวเช่ือมขอบแบบเช่ือมทบั ขอบหลายขอบ
………. 6. แนวเช่ือมท่ีมุมและเช่ือมทบั ขอบพบั ของชิ้นงานดา้ นเดียวโดยเช่ือมดา้ นหัวลูกศรช้ี
………. 7. แนวเชื่อมมมุ ดา้ นตรงกนั ขา้ มหวั ลูกศรช้ี
………. 8. แนวเช่ือมขอบท่ีมุม โดยระบชุ ิ้นส่วนพบั เป็นชิ้น A
………. 9. แนวเชื่อมขอบท่ีมมุ โดยระบชุ ิ้นส่วนพบั เป็นชิ้น B
………. 10. แนวเชื่อมขอบหลอมทะลุดา้ นหลงั

ตอนท่ี 5: จากรูปท่ีกาหนดให้ จงตอบคาถามต่อไปน้ี

1. แนวเช่ือมพอกผิวคร้ังแรกบนเพลา A มีความยาวเทา่ กบั …………………………….. หน่วย
2. ความหนาของแนวเช่ือมคร้ังแรกจะเทา่ กบั ………………………………………….. ..หน่วย
3. กระบวนการเช่ือมของแนวเช่ือมแรกคือ …………………………………………………….
4. ชนิดของลวดเชื่อมสาหรับแนวเชื่อมแรกคือ …………………………………………………
5. แนวเชื่อมพอกผิวคร้ังที่ 2 มีความยาวเทา่ กบั ……………………………………………….
6. ทิศทางของแนวเช่ือมคร้ังท่ี 2 คอื ……………………………………………………………
7. ความหนาของแนวเช่ือมคร้ังท่ี 2 เทา่ กบั ……………………………………………... หน่วย
8. ชนิดของลวดเชื่อมสาหรับแนวเช่ือมคร้ังท่ี 2 คือ …………………………………………….

16. บันทกึ ผลหลงั การจัดการเรยี นรแู้ บบมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชพี และบรู ณาการตามหลักปรัชญา

ของเศรษฐกิจพอเพยี ง

16.1 สรุปผลการจัดการเรียนรู้

รายการ ระดับการปฏิบัติ
5432 1

ด้านการเตรียมการสอน

1. จัดหนว่ ยการเรียนร้ไู ดส้ อดคลอ้ งกับวตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้

2. กำหนดเกณฑก์ ารประเมนิ ครอบคลุมทง้ั ด้านความรู้ ดา้ นทกั ษะ และด้านจติ พิสัย

3. เตรียมวัสดุ-อปุ กรณ์ ส่อื นวตั กรรม กิจกรรมตามแผนการจัดการเรยี นรู้ก่อนเข้าสอน

ดา้ นการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้

4. มวี ิธกี ารนำเขา้ สบู่ ทเรียนท่ีนา่ สนใจ

5. มกี จิ กรรมที่หลากหลาย เพ่ือช่วยให้ผเู้ รียนเกิดการเรยี นรู้ ความเขา้ ใจ

6. จัดกจิ กรรมทสี่ ่งเสริมให้ผ้เู รยี นค้นคว้าเพื่อหาคำตอบด้วยตนเอง

7. นกั เรียนมสี ว่ นร่วมในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้

8. จัดกจิ กรรมที่เนน้ กระบวนการคิด ( คิดวิเคราะห์ คดิ สังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ )

9. กระตนุ้ ใหผ้ ูเ้ รียนแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี

10. จดั กิจกรรมการเรียนรทู้ เ่ี ชื่อมโยงกับชวี ิตจรงิ โดยนำภูมิปญั ญา/บูรณาการเข้ามามสี ่วนร่วม

11. จัดกจิ กรรมโดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม

12. มกี ารเสรมิ แรงเมือ่ นักเรียนปฏบิ ตั ิ หรือตอบถูกตอ้ ง

13. มอบหมายงานใหเ้ หมาะสมตามศักยภาพของผเู้ รียน

14. เอาใจใสด่ แู ลผู้เรียน อย่างท่วั ถึง

15. ใช้เวลาสอนเหมาะสมกับเวลาท่กี ำหนด

ดา้ นส่ือ นวัตกรรม แหล่งการเรยี นรู้

16. ใช้สอ่ื ที่เหมาะสมกับกิจกรรมและศักยภาพของผู้เรียน

17. ใชส้ ื่อ แหล่งการเรียนรู้อย่างหลากหลาย เชน่ บุคคล สถานท่ี ของจริง เอกสาร

สอ่ื อิเล็กทรอนกิ ส์ และอินเทอร์เนต็ เป็นต้น

ดา้ นการวัดและประเมนิ ผล

18. ผเู้ รยี นมสี ว่ นรว่ มในการกำหนดเกณฑก์ ารวัดและประเมินผล

19. ประเมินผลอยา่ งหลากหลายและครบทั้งดา้ นความรู้ ทกั ษะ และจติ พสิ ัย

20. ครู ผเู้ รยี น ผปู้ กครอง หรือ ผ้ทู ี่เกย่ี วข้องมีส่วนร่วม ในการประเมนิ

หมายเหตุ ระดบั การปฏิบตั ิ 5 = ปฏบิ ตั ิดเี ยีย่ ม 4 = ปฏบิ ตั ดิ ี 3 = ปฏบิ ตั ิพอใช้ รวม
2 = ควรปรับปรุง 1 = ไม่มีการปฏิบัติ ค่าเฉลย่ี

16.2 ปัญหาท่พี บ และแนวทางแก้ปัญหา แนวทางแกป้ ัญหา
ปญั หาที่พบ
.....................................................................................
ดา้ นการเตรยี มการสอน .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................
.....................................................................................

ดา้ นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................

ดา้ นสือ่ นวัตกรรม แหล่งการเรยี นรู้ .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................
ดา้ นการวดั และประเมนิ ผล .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................
ด้านอน่ื ๆ (โปรดระบุเปน็ ข้อๆ) .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
..................................................................................... .....................................................................................
.....................................................................................

ลงช่ือ ........................................................................ ครผู ู้สอน
(....................................................................)

ตำแหน่ง .......................................................................
............../.................................../....................

17. บนั ทึกการนิเทศและตดิ ตาม

วนั -เดอื น-ปี เวลา รายการนเิ ทศและติดตาม ชื่อ-สกุล ผ้นู ิเทศ ตำแหนง่

แผนการจัดการเรียนรู้ แบบมงุ่ เน้นสมรรถนะอาชพี
และบูรณาการตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

รหัสวชิ า 2103 - 2009 วิชา คณติ ศาสตรช์ า่ งเชอ่ื ม
หน่วยที่ 5 ชื่อหนว่ ย ความเร็วรอบ ความเรว็ ตดั และความเร็วขอบ จำนวน 3 ช่ัวโมง
ช่อื เรอื่ ง

1.1 ความเรว็
1.2 การเคลือ่ นท่ใี นแนวตรง
1.3 ความเรว็ รอบ ความเรว็ ตัด และความเรว็ ขอบ
แบบประเมนิ ผลการเรยี นหนว่ ยท่ี 5

1. สาระสำคัญ

ความเรว็ คือ ระยะทางทเี่ คลื่อนท่ีในหน่งึ หนว่ ยเวลา ระยะทางจะวัดเปน็ หนว่ ยอะไรก็ได้ขึ้นอยู่กับชนดิ
ของงานนนั้ ๆ ส่วนเวลาจะวดั เปน็ ช่วั โมง นาที และวินาที ความเร็วอาจจะใช้หนว่ ยเปน็ กโิ ลเมตรตอ่ ชว่ั โมงซ่งึ เป็น
หนว่ ยที่คนุ้ เคยในการขบั รถ แตถ่ ้าในงานเครื่องมือกลท่ีต้องรจู้ ัก คือ ความเร็วรอบ ความเร็วตดั และความเร็ว
ขอบ

2. สมรรถนะประจำหน่วยการเรียนรู้

แสดงความรู้เกี่ยวกบั ความเร็วรอบ ความเรว็ ตัด และความเรว็ ขอบ

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้

3.1 จดุ ประสงค์ท่ัวไป
- ด้านความรู้
3.1.1 อธิบายความเรว็ ได้
3.1.2 อธบิ ายความเรว็ รอบ ความเรว็ ตัด และความเรว็ ขอบได้

3.2 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
- ด้านทกั ษะ
3.2.1 มที กั ษะในการเขียนผงั มโนทัศนเ์ รอ่ื ง วสั ดกุ ่อสร้างได้

4. เนือ้ หาสาระการสอน/การเรียนรู้

4.1 ด้านความรู้
4.1.1 ความเรว็ คือ ระยะทางที่วัตถุเคล่ือนท่ีในหนว่ ยเวลา ซงึ่ ไดจ้ ากสมการ อตั ราการเคลื่อนท่ี =

ระยะทาง/เวลา

หนว่ ยของความเรว็ ตา่ งๆ ทใี่ ช้ในงานอตุ สาหกรรม

ตัวอยา่ งงาน หนว่ ยวดั ความเรว็ สัญลกั ษณ์ทีใ่ ชเ้ ขียน

ความเรว็ เคลื่อนที่ในแนวตรง กโิ ลเมตรตอ่ ชว่ั โมง กม./ชม. (Km/h)

ความเร็วตัด เมตรต่อนาที ม./นาที (m/min)

ความเร็วขอบ เมตรตอ่ วนิ าที ม./วนิ าที (m/sec)

การเคลือ่ นไหวในแนวตรง คือ การเคลื่อนทท่ี ่ีไม่เปลย่ี นทิศ เช่น การเคลอ่ื นที่ของรถยนต์ การตกลงมา

ของลกู มะพรา้ วลงสู่ดิน ซงึ่ สามารถคำนวณไดจ้ ากสมการ

V = S/t

V = ความเร็ว (km/h)

S = ระยาทาง (km)

t = เวลา (h)

ความเรว็ กบั อตั รเรว็ มีความหมายท่ีแตกตา่ งกนั โดยความเร็ว คือ การเปล่ียนแปลงการกระจัด

(Displacement) ในบางกรณีก็ใชเ้ รียกความเร็วว่า ความเร็วเฉลย่ี โดยใชส้ ตู รสมการอันเดียวกัน

ความเรว็ รอบ ความเร็วตัด และความเร็วขอบ

ความเร็วรอบ (Speed) หมายถงึ ความเร็วท่ีชิ้นงานหรอื มีดหมนุ รอบต่อหน่ึงหน่วยเวลา มี

หน่วยวดั เปน็ รอบต่อนาที (RPM = Round per minute) ตัวอย่างได้แก่ ความเร็วรอบของล้อหนิ เจียระไน

ความเรว็ รอบของชนิ้ งานกลึง และความเรว็ รอบของดอกสว่าน การใช้ความเรว็ รอบในการทำงานใหถ้ ูกวธิ ีจะทำ

ให้เคร่ืองมือมอี ายุการใชง้ านท่ียาวนาน และไมเ่ สียเวลาในการทำงาน มีหนว่ ยวัดเปน็ รอบตอ่ นาที

ความเร็วตดั (Cutting Speed) คือความเรว็ ทีใ่ ชง้ านกบั งานกลึง งานกัด โดยความเรว็ ทค่ี มมีด

ตดั ปาดผวิ โลหะออกหรือมีดตัดหมุนไปครบ 1 รอบ มีหนว่ ยวัดเป็น เมตร/นาที (m/min)

ความเร็วขอบ (Surface Speed) คอื การคำนวณหาระยะทางท่ขี อบผิวงาน ขอบของล้อหิน

เจยี ระไนท่หี มนุ ไปใน 1 วนิ าที มหี นว่ ยวดั เป็น เมตรต่อวนิ าที (m/sec) ซ่ึงงานเหล่านี้ต้องหมุนเร็วมากแตเ่ มือ่

ความเร็วขอบต้องมาใช้กับงานตดั กลึง จึงเรยี กวา่ ความเร็วตัด

3.2 ดา้ นทักษะหรือการประยกุ ต์ใช้
4.2.1 อธิบายความเร็วได้
4.2.2 คำนวณหาการเคล่ือนท่ีในแนวตรงได้
4.2.3 อธบิ ายความเรว็ รอบ ความเรว็ ตดั และความเร็วขอบได้
4.2.4 คำนวณหาความเรว็ รอบ ความเร็วเร็วตดั และความเร็วขอบได้

4.3 ด้านคณุ ธรรม/ จริยธรรม/ และคุณลกั ษณะที่พึงประสงคแ์ ละบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกจิ
พอเพยี ง

ตรงตอ่ เวลา มวี นิ ยั มีความรบั ผดิ ชอบ ละเอียดรอบคอบ สนใจใฝร่ ู้ มคี วามซื่อสตั ย์ มีเหตุผล ประหยดั
และปฏบิ ัติตนในแนวทางท่ดี ี


Click to View FlipBook Version