The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รหัสวิชา สค23031 รายวิชา คุณธรรมในการดำเนินชีวิต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rawa_30, 2021-01-26 00:10:34

คุณธรรมในการดำเนินชีวิต ม.ต้น

รหัสวิชา สค23031 รายวิชา คุณธรรมในการดำเนินชีวิต

Keywords: คุณธรรม

หนงั สอื เรยี นวิชาเลือก สาระการพฒั นาสงั คม

รายวิชา คณุ ธรรมในการดาเนนิ ชวี ิต รหัส สค23031

ระดับ มธั ยมศึกษาตอนตน้

หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551

สานักงานส่งเสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั จงั หวดั สโุ ขทยั
สานกั งานส่งเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย
สานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

คานา

สำนักงำน กศน.จังหวัดสุโขทัย ได้จัดทำหนังสือเรียนรำยวิชำคุณธรรมในกำรดำเนินชีวิต ระดับ
มธั ยมศึกษำตอนต้น เป็นรำยวิชำเลือก จำนวน 3 หนว่ ยกิต หลกั สูตรกำรศกึ ษำนอกระบบระดบั กำรศกึ ษำ
ขัน้ ฐำนพทุ ธศกั รำช 2551 สำหรับนกั ศึกษำไดใ้ ช้ประกอบกำรเรยี นข้ึน ซ่งึ มีรำยละเอยี ดเก่ยี วกับเนอ้ื หำ และ
กิจกรรมกำรเรียนรู้ สำหรับให้นักศึกษำได้ทำกิจกรรม หรือแบบฝึกปฏิบัติที่กำหนดให้ครบถ้วน จะทำให้
เกดิ ควำมรู้ ควำมเขำ้ ใจ และควำมสำมำรถตำมผลกำรเรียนรทู้ ่ีคำดหวงั ของหลกั สูตร

คณะผจู้ ัดทำหวังเปน็ อย่ำงยิ่งวำ่ หนงั สอื ฉบบั นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อนกั ศึกษำ ครู และผสู้ นใจ ในกำร
เรียนตำมหลักสูตรกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำน พุทธศักรำช 2551 ระดับประถมศึกษำ ระดับมัธยมศึกษำตอนต้น
และระดับมัธยมศึกษำตอนปลำย ทั้งนี้ขอขอบคุณผู้มีส่วนร่วมจัดทำหนังสือเรียนฉบับน้ีให้สำเร็จด้วยดีไว้ใน
โอกำสน้ีดว้ ย

สำนักงำนส่งเสริมกำรศึกษำนอกระบบและกำรศึกษำตำมอธั ยำศัยจังหวัดสุโขทัย

สารบญั หนา้

คานา ก
คาแนะนาในการใช้หนงั สือเรียน ข
โครงสร้างรายวิชา คณุ ธรรมในกำรดำเนนิ ชีวติ ค
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น 1
บทท่ี 1 ควำมหมำยของคุณธรรม จริยธรรม 1
1
เรื่องที่ 1 ควำมหมำยของคณุ ธรรม จรยิ ธรรม 2
เรื่องท่ี 2 ลักษณะของผมู้ ีคุณธรรม จรยิ ธรรม 2
เรื่องท่ี 3 ปญั หำและสำเหตุของกำรขำดคุณธรรม จรยิ ธรรม 2
เรอ่ื งที่ 4 แนวทำงกำรแกป้ ญั หำกำรขำดคุณธรรม จริยธรรม 3
เร่อื งท่ี 5 ประโยชนข์ องคุณธรรม จรยิ ธรรม.
เรื่องท่ี 6 คณุ ธรรม จรยิ ธรรมเพื่อกำรอยรู่ ว่ มกนั 12
บทที่ 2 กำรดำเนินชวี ิตตำมหลักคุณธรรม จรยิ ธรรม 12
เรื่องที่ 1 คุณธรรม จรยิ ธรรมเพ่อื กำรอยรู่ ว่ มกัน 12
เรอ่ื งท่ี 2 รูปแบบของกำรดำเนินชีวติ
เรือ่ งท่ี 3 กำรดำเนนิ ชีวิตตำมแนวพทุ ธธรรม 12
บทท่ี 3 เบญจศลี และคุณธรรม 9 ประการ 12
เรอื่ งท่ี 1 ควำมหมำยควำมสำคญั ของเบญจศีลและคุณธรรม 9 ประกำร
เรื่องท่ี 2 องค์ประกอบของคุณธรรม 9 ประกำร 30
บทท่ี 4 คุณธรรมในการครองเรือน 30
เรือ่ งที่ 1 คณุ ธรรมในกำรครองเรอื น 30
เรอ่ื งที่ 2 สมชวี ิธรรม 4
เรอ่ื งที่ 3 ฆรำวำสธรรม 4 12
บทท่ี 5 ทิศ 6 ปัจฉมิ ทิศ. 17
เรอ่ื งท่ี 1 ทิศ 6 ปัจฉมิ ทิศ 18
เรื่องท่ี 2 ควำมรับผิดชอบของสมำชิกในครอบครัว 18
เรือ่ งที่ 3 กำรสร้ำงประชำธิปไตยในครอบครัว 21
เรือ่ งที่ 4 กำรวำงแผนเล้ยี งดูสมำชกิ ในครอบครัว 22
แบบทดสอบหลงั เรยี น 23
บรรณำนุกรม
ภำคผนวก

คาแนะนาในการใชห้ นังสอื เรยี น

หนังสอื เรยี นสำระกำรพัฒนำสังคม รำยวิชำเลือกคณุ ธรรมในกำรดำเนนิ ชีวิต (รหัส สค23018 )
เปน็ หนังสอื เรียนท่จี ดั ทำขนึ้ สำหรับผู้เรยี นนอกระบบ

ในกำรศกึ ษำหนงั สือเรียนสำระกำรพัฒนำสังคม รำยวิชำเลือกคุณธรรมในกำรดำเนินชีวติ
(รหัส สค23018 ) ผู้เรยี นปฏิบตั ิดังน้ี

1. ศกึ ษำโครงสร้ำงรำยวชิ ำใหเ้ ขำ้ ใจในหวั ขอ้ และสำระสำคัญ ผลกำรเรียนรูท้ ี่คำดหวงั และขอบขำ่ ย
เนือ้ หำของรำยวิชำนนั้ ๆโดยละเอียด

2. ศึกษำรำยละเอยี ดเนือ้ หำของแตล่ ะบทอย่ำงละเอียด และทำกิจกรรมที่กำหนด แล้วทำควำมเขำ้ ใจ
กอ่ นทจ่ี ะศึกษำเรื่องตอ่ ไป

3. ปฏิบตั ิกิจกรรมทำ้ ยเรื่องของแต่ละเรอ่ื ง เพอ่ื ใช้ในกำรสรปุ ควำมรู้ ควำมเขำ้ ใจของเน้ือหำในเรื่อง
นน้ั ๆอกี คร้ัง และกำรปฏิบตั ิกจิ กรรมแต่ละเน้อื หำ แตล่ ะเรือ่ งผู้เรยี นสำมำรถนำไปตรวจสอบกบั ครแู ละเพื่อนๆ
ท่รี ว่ มเรยี นในรำยวชิ ำและระดบั เดียวกันได้

4. หนังสอื เรียนมี 5 บท
บทที่ 1 ควำมหมำยของคุณธรรม จริยธรรม

เรอ่ื งที่ 1 ควำมหมำยของคณุ ธรรม จรยิ ธรรม
เรื่องที่ 2 ลกั ษณะของผู้มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม
เรื่องท่ี 3 ปญั หำและสำเหตขุ องกำรขำดคุณธรรม จรยิ ธรรม
เรื่องที่ 4 แนวทำงกำรแกป้ ญั หำกำรขำดคุณธรรม จริยธรรม
เร่ืองที่ 5 ประโยชนข์ องคณุ ธรรม จริยธรรม.
เรอ่ื งที่ 6 คณุ ธรรม จรยิ ธรรมเพื่อกำรอยู่ร่วมกัน
บทที่ 2 กำรดำเนนิ ชวี ิตตำมหลกั คุณธรรม จรยิ ธรรม
เรื่องที่ 1 คณุ ธรรม จรยิ ธรรมเพื่อกำรอยูร่ ่วมกัน
เรื่องที่ 2 รปู แบบของกำรดำเนนิ ชีวิต
เรอ่ื งที่ 3 กำรดำเนินชีวิตตำมแนวพุทธธรรม
บทที่ 3 เบญจศีลและคุณธรรม 9 ประการ
เรื่องที่ 1 ควำมหมำยควำมสำคญั ของเบญจศีลและคุณธรรม 9 ประกำร
เรื่องที่ 2 องค์ประกอบของคุณธรรม 9 ประกำร
บทท่ี 4 คุณธรรมในการครองเรอื น
เรอ่ื งที่ 1 คุณธรรมในกำรครองเรอื น
เรอ่ื งที่ 2 สมชวี ธิ รรม 4
เร่อื งท่ี 3 ฆรำวำสธรรม 4

บทท่ี 5 ทศิ 6 ปจั ฉิมทิศ.
เรื่องที่ 1 ทศิ 6 ปัจฉิมทศิ
เรือ่ งที่ 2 ควำมรับผิดชอบของสมำชกิ ในครอบครัว
เรื่องท่ี 3 กำรสรำ้ งประชำธปิ ไตยในครอบครัว
เรื่องท่ี 4 กำรวำงแผนเลี้ยงดสู มำชกิ ในครอบครัว

โครงสรา้ งหนงั สือรายวชิ า คณุ ธรรมในการดาเนนิ ชวี ิต

สาระสาคญั
กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้คุณธรรมในกำรดำเนินชีวิต เป็นกำรจัดกิจกรรมที่เปิดโอกำสให้ผู้เรียนได้

บูรณำกำรทักษะต่ำง ๆ ไปพร้อมกับกำรสร้ำงสถำนกำรณ์ในกำรเรียนรู้อย่ำงสร้ำงสรรค์ โดยมีครูเป็นผู้ให้
คำปรึกษำโดยให้ผ้เู รียนได้ฝกึ คุณธรรมในกำรดำเนินชวี ิต และมีเจตคติที่ดีต่อกำรเรียนรู้ดว้ ยตนเองท่ีทำให้กำร
เรียนร้ดู ้วยตนเองประสบควำมสำเร็จ กำรจัดกิจกรรมกำรเรยี นรู้หลกั สูตรรำยวิชำเลือก เรื่อง คุณธรรมพน้ื ฐำน
ในกำรดำรงชีวิตซ่ึงเป็นสำระวิชำที่จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้เรียนในกำรส่งเสริมคุณค่ำและพัฒนำชีวิต
ครอบครวั สังคม

กำรอยู่รว่ มกันในสังคมนอกจำกจะปฏิบัติตำมกฏระเบียบและสิทธิและหนำ้ ที่ของตนเองแลว้ สมำชิก
ในสังคมควรดำเนินชีวิตตำมหลักคุณธรรมและจริยธรรมด้วย ซึ่งจะส่งผลให้แต่ละคนสำมำรถอยู่ร่วมกับผู้อื่น
อยำ่ งมีควำมสุข สังคมกม็ ีควำมสงบสขุ และเจริญก้ำวหน้ำไปด้วย

ผลกำรเรยี นรทู้ คี่ ำดหวงั
1. เพื่อใหผ้ ูเ้ รยี นอธบิ ำยควำมหมำยของคณุ ธรรม จรยิ ธรรมได้
2. เพื่อใหผ้ ู้เรียนอธบิ ำยลกั ษณะของผู้มคี ุณธรรม จริยธรรมได้
3. เพื่อใหผ้ เู้ รียนบอกปญั หำและสำเหตุของกำรขำด คุณธรรม จรยิ ธรรมได้
4. เพือ่ ใหผ้ ู้เรียนบอกแนวทำงกำรแก้ปัญหำกำรขำด คุณธรรม จริยธรรมได้
5. เพื่อให้ผูเ้ รียนบอกประโยชน์ของคณุ ธรรม จริยธรรมได้
6. เพอ่ื ใหผ้ ้เู รยี นสำมำรถนำหลักคุณธรรม จรยิ ธรรมมำ ประพฤติปฏบิ ตั ิเพ่ือกำรอยูร่ ่วมกนั ได้

ขอบข่ำยเน้อื หำ
บทท่ี 1 ควำมหมำยของคุณธรรม จรยิ ธรรม

เรอ่ื งที่ 1 ควำมหมำยของคุณธรรม จริยธรรม
เรื่องท่ี 2 ลกั ษณะของผู้มีคุณธรรม จรยิ ธรรม
เร่อื งท่ี 3 ปญั หำและสำเหตุของกำรขำดคุณธรรม จรยิ ธรรม
เรื่องท่ี 4 แนวทำงกำรแก้ปญั หำกำรขำดคุณธรรม จรยิ ธรรม
เรื่องท่ี 5 ประโยชนข์ องคุณธรรม จรยิ ธรรม.
เรื่องที่ 6 คุณธรรม จริยธรรมเพอ่ื กำรอย่รู ว่ มกัน
บทท่ี 2 กำรดำเนนิ ชีวิตตำมหลักคุณธรรม จริยธรรม
เรื่องที่ 1 คณุ ธรรม จรยิ ธรรมเพ่ือกำรอย่รู ว่ มกัน
เรือ่ งที่ 2 รูปแบบของกำรดำเนนิ ชีวติ
เร่อื งที่ 3 กำรดำเนนิ ชวี ติ ตำมแนวพทุ ธธรรม

บทที่ 3 เบญจศลี และคุณธรรม 9 ประการ
เร่ืองที่ 1 ควำมหมำยควำมสำคญั ของเบญจศีลและคณุ ธรรม 9 ประกำร
เรอ่ื งท่ี 2 องคป์ ระกอบของคุณธรรม 9 ประกำร

บทท่ี 4 คุณธรรมในการครองเรอื น
เรื่องท่ี 1 คุณธรรมในกำรครองเรอื น
เร่อื งที่ 2 สมชวี ธิ รรม 4
เรอ่ื งที่ 3 ฆรำวำสธรรม 4

บทที่ 5 ทิศ 6 ปจั ฉมิ ทิศ.
เรอ่ื งท่ี 1 ทศิ 6 ปัจฉมิ ทิศ.
เรื่องที่ 2 ควำมรับผิดชอบของสมำชิกในครอบครัว
เรอ่ื งที่ 3 กำรสร้ำงประชำธปิ ไตยในครอบครวั
เร่ืองท่ี 4 กำรวำงแผนเลยี้ งดสู มำชิกในครอบครัว

คาอธิบายรายวิชา สค23018 คุณธรรมในการดาเนนิ ชวี ิต จานวน 3 หนว่ ยกิต
ระดับ มัธยมศึกษาตอนตน้

มาตรฐานท่ี 1.1 มคี วำมรู้ ควำมเขำ้ ใจ เห็นควำมสำคัญของหลกั กำรพัฒนำและสำมำรถพฒั นำตนเอง
ครอบครวั ชมุ ชน/สังคม

ศกึ ษาและฝกึ ทกั ษะเกย่ี วกับเร่อื งตอ่ ไปนี้
ควำมหมำยของคุณธรรม จรยิ ธรรม ลกั ษณะของผู้มคี ุณธรรม จริยธรรม ปัญหำและสำเหตขุ องกำร

ขำดคุณธรรม จริยธรรม แนวทำงกำรแกไ้ ขปัญหำกำรขำดคุณธรรม จรยิ ธรรม ประโยชน์ของคุณธรรม
จริยธรรมคุณธรรม จรยิ ธรรมเพ่อื กำรอยูร่ ่วมกนั คุณธรรมในกำรดำเนินชวี ิต ควำมรบั ผดิ ชอบของสมำชิกใน
ครอบครวั กำรสร้ำงประชำธปิ ไตยในครอบครัว

การจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้
จัดประสบกำรณ์ หรือสถำนกำรณ์ในชวี ติ ประจำวันให้ผู้เรียนได้ศกึ ษำ คน้ คว้ำ โดยกำรปฏิบัติจริง กำร

ระดมควำมคิด กำรศกึ ษำจำกแหลง่ เรยี นรู้ สรปุ รำยงำน เพ่อื พฒั นำทกั ษะ กระบวนกำรคิด กำรแกป้ ัญหำ
กำรใหเ้ หตุผล และนำประสบกำรณ์ดำ้ นควำมรู้ ควำมคิด ทกั ษะที่ไดร้ บั ไปใช้ในกำรเรยี นรู้ต่ำงๆ และใช้ใน
ชีวิตประจำวนั ไดอ้ ยำ่ งสร้ำงสรรค์ รวมทั้งเห็นคุณคำ่ และมีเจตคติทต่ี อ่ คณุ ธรรม จริยธรรม พรอ้ มทั้งตระหนัก
ถึงควำมมเี หตผุ ล สำมำรถทำงำนอย่ำงเปน็ ระบบ ระเบียบ มีควำมรอบครอบ มีควำมรบั ผดิ ชอบ มี
วิจำรณญำณ และมคี วำมเชอื่ มนั่ ในตนเอง

การวดั และประเมนิ ผล
1.สงั เกตกำรเข้ำร่วมกิจกรรม
2.ตรวจงำนท่ีมอบหมำย
3.กำรสงั เกตพฤติกรรมกำรประเมินกำรมสี ว่ นรว่ มในกำรทำกิจกรรมของผู้เรียน
5.กำรตรวจผลงำนแบบทดสอบ

รายละเอียดคาอธบิ ายรายวิชา สค23018 คณุ ธรรมในการดาเนินชวี ิต จานวน 3 หน่วยกิต
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้

มาตรฐานท่ี 1.1 มคี วำมรู้ ควำมเข้ำใจ เห็นควำมสำคญั ของหลักกำรพัฒนำและสำมำรถพฒั นำตนเอง
ครอบครัว ชมุ ชน/สังคม

ท่ี หวั เร่ือง ตัวชวี้ ัด เนือ้ หา จานวน
(ชวั่ โมง)
1 ควำมร้เู บือ้ งต้น -มคี วำมรู้ ควำมเขำ้ ใจ บอก 1.ควำมหมำยและหลักกำรของคณุ ธรรม
18
เก่ียวกบั คณุ ธรรมใน ควำมหมำยของคุณธรรม จริยธรรม
24
กำรดำเนนิ ชีวติ จรยิ ธรรมได้ 2.องคป์ ระกอบของคณุ ธรรม
24
3.ประโยชน์ของคุณธรรม จริยธรรม 24

2 กำรดำเนนิ ชวี ิตตำม -มีควำมรู้ ควำมเข้ำใจใน 1.คณุ ธรรมเพอื่ กำรอยูร่ ่วมกัน 30

หลักคุณธรรมและ กำรดำเนินชวี ติ ตำมหลกั 2.รูปแบบของกำรดำเนนิ ชวี ติ

จรยิ ธรรม คุณธรรมและจรยิ ธรรมและ 3.กำรดำเนินชวี ติ ตำมแนวพุทธธรรม

นำควำมรู้ไปปรับใช้ใน

ชีวิตประจำวนั ได้

3 เบญจศลี และ -มคี วำมรู้ ควำมเขำ้ ใจ 1. ควำมหมำยควำมสำคญั ของเบญจศีล

คุณธรรม 9 ประกำร ควำมสำคญั ของเบญจศลี และคุณธรรม 9 ประกำร

และคุณธรรม 9 ประกำร 2.องคป์ ระกอบของคุณธรรม 9 ประกำร

4 คุณธรรมในกำรครอง -มีควำมรู้ ควำมเขำ้ ใจเรอื่ ง 1.คุณธรรมในกำรครองเรือน

เรือน คณุ ธรรมในกำรครองเรอื น 2.สมชีวธิ รรม 4

และนำควำมร้ไู ปปรบั ใชใ้ น 3.ฆรำวำสธรรม 4

ชวี ิตประจำวันได้

5 ทิศ 6 ปัจฉมิ ทิศ -มคี วำมรู้ ควำมเข้ำใจเร่อื ง 1.ทิศ 6 ปัจฉมิ ทิศ

ทิศ 6 ปัจฉิมทศิ 2.ควำมรับผิดชอบของสมำชิกใน

นำควำมรู้ทีไ่ ด้รบั มำปรบั ใช้ ครอบครวั

ในชวี ติ ประจำวันได้ 3.กำรสร้ำงประชำธิปไตยในครอบครวั

4.กำรวำงแผนเลีย้ งดสู มำชกิ ใน

ครอบครวั

แบบทดสอบกอ่ นเรยี น

คำส่ัง…..ใหผ้ ู้เรียนเลอื กขอ้ ที่ถกู ตอ้ งที่สุดเพยี งขอ้ เดียว

1. ถ้ำพอ่ แม่ทะเลำะวิวำททำใหส้ ง่ ผลตอ่ ลูกอย่ำงไร

ก. สขุ ภำพจิตไม่ดี ข. สขุ ภำพกำยไม่ดี

ค. ได้รับผลกระทบทงั้ ด้ำนร่ำงกำยและจติ ใจง. ไมม่ ผี ลตอ่ ลกู เพรำะเคยชนิ กับสถำนกำรณ์

2. ผูแ้ กป้ ัญหำครอบครัวคือใคร

ก. พ่อ-แม่ ข. พ่อ-ลูก

ค. แม่-ลกู ง. ทุกคนในครอบครัว

3. กรณเี พอ่ื นนักศกึ ษำมปี ัญหำครอบครวั ไม่อบอนุ่ ตรงกับสำเหตุข้อใด

ก. ชวนเพอื่ นมำนอนท่ีบ้ำน ข. ชวนเพอ่ื นหนอี อกจำกบำ้ น

ค. รบั ฟังและใหค้ ำปรกึ ษำ ง. ชวนเพอ่ื นไปเทีย่ วเพ่อื คลำยเครยี ด

4. ครอบครวั ไมอ่ บอ่นุ ตรงกบั สำเหตุขอ้ ใด

ก. ฐำนะยำกจน ข. ขำดควำมเข้ำใจซง่ึ กนั และกนั

ค. ขำดกำรศึกษำ ง. สง่ิ แวดล้อม

5. กำรป้องกันปัญหำครอบครวั ไม่อบอนุ่ สอดคล้องกบั ข้อใด

ก. สมำชิกทุกคนมงี ำนทำ ข. สมำชิกทุกคนอยู่ดว้ ยกันตลอดเวลำ

ค. สร้ำงฐำนะให้ควำมร่ำรวย ง. รักห่วงใยและมเี วลำให้กนั เสมอ

6. กำรวำงตัวไดถ้ ูกตอ้ งและเหมำะสมกับเพศ ตรงกับควำมหมำยขอ้ ใด

ก. เด็กชำยชว่ ยถอื หนังสือช่วยอำจำรย์ ข. เดก็ หญิงใส่กระโปรงส้ันไปวดั

ค. เดก็ ชำยให้เดก็ หญิงชว่ ยผำ่ ฟืนให้ ง. เด็กชำยหอมแก้มเดก็ หญิงเพรำะเป็นแฟนกนั

7. คุณลักษณะที่เพศหญิงพึงปฏบิ ตั ิ คอื ขอ้ ใด

ก. หัวเรำะเสยี งดังเม่อื พอใจ ข. พูดจำอ่อนหวำนกบั คนท่ีรักกนั เทำ่ นนั้

ค. รักนวลสงวนตัว ง. พูดส่อเสียดเมอื่ ไมพ่ อใจ

8. คุณลักษณะที่เพศชำยพึงปฏบิ ตั ิ คือขอ้ ใด

ก. พดู ขำออ่ นหวำน ข. ไม่รงั แกผ้ทู ี่อ่อนแอกวำ่

ค. น้ำเสยี งหว้ นเมอื่ ไมพ่ อใจ ง. พูดจำสุภำพเฉพำะกบั ผ้ใู หญ่

9. เพศหญิงและเพศชำยถ้ำวำงตัวในสังคมไดเ้ หมำะสม เกดิ ผลต่อสงั คมอย่ำงไร

ก. สงั คมน่ำอยมู่ ำกขนึ้ ข. สังคมว่นุ วำย

ค. สงั คมไดร้ บั กำรพัฒนำ ง. สงั คมไมม่ ปี ัญหำ

10. เพศหญิงไม่รกั นวลสงวนตวั เกดิ ผลอยำ่ งไร

ก. กำรตงั้ ครรภ์ไม่พึงประสงค์ ข. กำรทะเลำะเบำะแวง้

ค. สงั คมวุน่ วำย ง. กำรแปลงเพศ

11. บคุ คลในข้อใดไม่จัดเปน็ ฆรำวำส

ก. พระภิกษสุ ำมเถร ข. ชำวไร่ ชำวนำ

ค. นักเรียน นักศกึ ษำ ง. ข้ำรำชกำร

12. ฆรำวำสธรรม 4 ประกำร คอื ข้อใด

ก. สัจจะ ทมะ ขนั ติ วริ ิยะ ข. สจั จะ ทมะ สติ จำคำ

ค. สัจจะ ทมะ ขนั ติ จำคะ ง. สัจจะ วิริยะ ขันติ จำคะ

13. ควำมอดทนตรงกับควำมหมำยข้อใด

ก. สัจจะ ข. ขันติ

ค. ทมะ ง. จำคะ

14. มคี วำมเสียสละ จติ ใจกว้ำงขวำงมีควำมหมำยตรงกับขอ้ ใด

ก. ขันติ ข. จำคะ

ค. ทมะ ง. สัจจะ

15. สำมีไม่ควรปฏบิ ตั ติ ่อภรรยำอย่ำงไร

ก. ยกย่องภรรยำ ใหค้ วำมอบอุ่น ข. ไม่ประพฤตินอกใจภรรยำ

ค. ดูหมิน่ ภรรยำด้วยคำพดู ง. ใหภ้ รรยำแตง่ ตัวตำมฐำนะ

16. ภรรยำไม่ควรปฏิบัติต่อสำมีอย่ำงไร

ก. สงเครำะหค์ นข้ำงเคียงของสำมี ข. ดูแลกำรงำนให้เรยี บรอ้ ย

ค. ไม่ประพฤตินอกใจสำมี ง. นำทรพั ย์สนิ ของสำมีใหม้ ำรดำตน

17. หลักธรรมสำหรับผู้ครองเรอื น คือขอ้ ใด

ก. อิทธิบำท 4 ข. พรหมวหิ ำร 4

ค. สงั คหะวัตถุ 4 ง. ฆรำวำส 4

18. ข้อใดไมใ่ ช่นิสัยของสำมที ี่นำไปสู่กำรหยำ่ ร่ำง

ก. อำรมณเ์ สยี งำ่ ย หงดุ หงดิ บ่อยๆ ข. ชอบชวนทะเลำะ

ข. หำควำมสุขนอกบำ้ น ง. อยใู่ นศลี ธรรม

19. สำเหตขุ ้อใดของภรรยำทน่ี ำไปสู่กำรหยำ่ ร้ำง

ก. เป็นคนกวำ้ งขวำง ชอบขม่ สำมี ข. ไมเ่ อำใจใส่ในบ้ำน

ค. มีควำมประหยดั ง. เป็นคนเจำ้ อำรมณ์

20. กำรข่มใจตนเอง หมำยถงึ ข้อใด

ก. ทมะ ข. วริ ยิ ะ

ค. จิตตะ ง. สจั จะ

21.สิง่ ใดท่สี มำชิกทกุ คนในครอบครวั ควรมี

ก. ควำมจริงใจ ข. ควำมขยัน

ค. ควำมรบั ผิดชอบ ง. ควำมเพยี ร

22. สงิ่ ใดท่ีจะชว่ ยให้ครอบครวั อยูก่ นั อยำ่ งเรียบรอ้ ย

ก. กติกำ ข. เงินทอง

ค. ควำมรัก ง. สขุ ภำพสมบรู ณ์

23. ประชำธปิ ไตยในครอบครวั มลี ักษณะอยำ่ งไร

ก. กำรมอบงำนให้คนหนง่ึ คนใด ข. กำรทำงำนแตพ่ ียงคนเดยี ว

ค. กำรแบง่ งำนกนั ทำ ง. มคี นคอยสัง่ ใหท้ ำงำน

24. ข้อใดมีควำมหมำยตรงกับ “คำรวธรรม”

ก. กำรเคำรพซงึ่ กันและกัน ข. กำรกรำบไหว้

ค. กำรเคำรพผู้ใหญ่โดยไม่คำนึงถงึ เหตุผลอน่ื ๆ ง. กำรถอ่ มตน

25. ข้อใดไมใ่ ชห่ นำ้ ท่ีของบดิ ำ มำรดำ ทพ่ี งึ มตี ่อบุตร

ก. อบรมสง่ั สอน ข. เล้ยี งดูบุตรให้ปจั จัยส่ี

ค. ให้ควำมรกั ง. ใหท้ รัพย์ เงินทอง ไปเท่ียว

26. ขอ้ ใดไม่ใช่หน้ำทีข่ องสำมีทม่ี ตี อ่ ภรรยำ

ก. มอบควำมเปน็ ใหญใ่ ห้ ข. ใหเ้ ครือ่ งแตง่ ตวั

ค. รกั ษำทรพั ยท์ ห่ี ำมำได้ไมส่ ุรุย่ สุรำ่ ย ง. ดว้ ยควำมไมด่ ูหม่นิ

27. หน้ำท่ีของบุตรทด่ี ีในฐำนะเป็นสมำชิกในครอบครวั คือข้อใด

ก. เรียนหนงั สอื อย่ำงเกียจครำ้ น ข. ชว่ ยงำนบ้ำนแบบขอไปที

ค. กอ่ เรือ่ งรำคำญมำใหเ้ สมอ ง. ช่วยวำนบำ้ นรบั ใช้บิดำ-มำรดำ

28. บิดำ-มำรดำ ตอ้ งรบั ผิดชอบต่อควำมเจรญิ ของลูกทุกดำ้ นยกเวน้ ขอ้ ใด

ก. ควำมปลอดภยั ข. กำรศึกษำ ค. กำรเลือกคู่ครอง ง. สขุ ภำพอนำมัย

29. เมตตำธรรม หมำยถงึ ข้อใด

ก. เคำรพซึ่งกนั และกนั ข. มคี วำมชว่ ยเหลือกับปรำรถนำดีตอ่ กัน

ค. สมำชิกในครอบครวั สำมัคคีกัน ง. ใช้ปญั ญำในกำรแกไ้ ขปญั หำต่ำงๆ

30.ส่งิ ใดท่บี ิดำ-มำรดำ ถือว่ำเปน็ พื้นฐำนทล่ี ูกจะไปประกอบอำชีพในอนำคตไดด้ ี

ก. กำรมีรำ่ งกำยแขง็ แรงสมบรู ณ์ ข. กำรมสี ติปญั ญำดี

ค. ควำมปลอดภัย ง. กำรให้กำรศึกษำ

บทที่ 1
ความหมายของคุณธรรม จรยิ ธรรม

สาระสาคัญ
คณุ ธรรม คอื ความดงี ามในจิตใจท่ที าใหบ้ ุคคลประพฤติดี ผูม้ คี ุณธรรมเปน็ ผู้มีความเคยชิน

ในการประพฤติดดี ว้ ยความรู้สึกในทางดีงาม คณุ ธรรมเปน็ สง่ิ ที่ตรงกนั ขา้ มกับกเิ ลสซง่ึ เปน็ ความไมด่ ีในจติ ใจ ผู้
มีคณุ ธรรมจงึ เปน็ ผทู้ ่ไี มม่ าก ดว้ ยกเิ ลสซ่งึ จะได้รับการยกย่องว่าเปน็ คนดี การทเี่ ราไดร้ บั รู้ถึงลักษณะต่างๆและ
องค์ประกอบของคุณธรรมแล้วก็จะสามารถปฏบิ ัติตนไห้เป็นผู้มคี ณุ ธรรมได้อย่างถกู ต้อง

ผลการเรยี นรทู้ ่ีคาดหวัง

1. ผู้เรยี นสามารถบอกความหมายของคณุ ธรรม จรยิ ธรรมได้
2. ผู้เรียนสามารถบอกถึงคณุ ลกั ษณะของผทู้ ่ีคณุ ธรรม จรยิ ธรรมได้
3. ผู้เรยี นมีความร้คู วามเข้าใจเก่ียวกบั สาเหตุการเกดิ ปญั หาในการดาเนินชีวติ
4. ผ้เู รียนมคี วามรคู้ วามเขา้ ในการแกป้ ัญหาในการเนินชีวติ และสามารถนาไปปรับใช้กับ
ชวี ติ ประจาวันได้

ขอบข่ายเนอื้ หา

เรอ่ื งท่ี 1 ความหมายของคณุ ธรรม จริยธรรม
เรื่องที่ 2 ลักษณะของผู้มีคุณธรรม จรยิ ธรรม
เร่อื งที่ 3 ปญั หาและสาเหตขุ องการขาดคุณธรรม จริยธรรม
เรอ่ื งที่ 4 แนวทางการแก้ปญั หาการขาดคุณธรรม จรยิ ธรรม
เรือ่ งท่ี 5 ประโยชนข์ องคุณธรรม จริยธรรม
เร่ืองท่ี 6 คณุ ธรรม จรยิ ธรรมเพื่อการอยรู่ ว่ มกัน

บทที่ 1
ความหมายของคณุ ธรรม จรยิ ธรรม

เรื่องท่ี 1 ความหมายของคณุ ธรรม จรยิ ธรรม

คุณธรรม (Moral ) คอื คุณ + ธรรมะ คุณงามความดีท่เี ป็นธรรมชาติ ก่อใหเ้ กิด ประโยชน์ต่อ
ตนเองและสังคม ซ่งึ รวมสรปุ วา่ คือ สภาพคุณงาม ความดี

คุณธรรม คือ ความดงี ามในจติ ใจทที่ าใหบ้ ุคคลประพฤติดี ผูม้ ีคณุ ธรรมเปน็ ผมู้ ีความเคยชินในการ
ประพฤติดดี ้วยความรู้สึกในทางดีงาม คณุ ธรรมเป็นส่ิงทตี่ รงกันขา้ มกบั กเิ ลสซึง่ เปน็ ความไมด่ ใี นจิตใจ ผู้มี
คุณธรรมจงึ เป็นผทู้ ีไ่ ม่มาก ด้วยกิเลสซึ่งจะได้รบั การยกยอ่ งวา่ เปน็ คนดี

คุณธรรมตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู ัว เมอื่ กลา่ วถึงคณุ ธรรมโดยท่วั ไปจะ
ระบุชอ่ื คุณธรรมว่าความละอายแก่ใจ ความเมตตากรุณา ความหวงั ดี ความซ่ือสัตยส์ ุจรติ ความเห็นอกเห็นใจ
ความจรงิ ใจ ความยตุ ธิ รรม ความเที่ยงตรง ความเสยี สละ ความสามัคคี ความอดทน ความอดกล้ัน ความขยัน
การให้อภยั ความเกรงใจและอนื่ ๆ การฝกึ ฝน และปฏิบตั ติ นใหม้ ีคุณธรรม ไมจ่ าเป็นตอ้ งพะวงในการเรยี กชื่อ
คุณธรรม เพราะเป็นสง่ิ ที่ดที ี่ทกุ คนสามารถยึดถอื ปฏบิ ัตไิ ดโ้ ดยไม่ตอ้ งคานึงว่าเปน็ ของลัทธใิ ด การฝกึ ฝน
คุณธรรมควรฝกึ ตาม ความต้องการและสภาพแวดล้อมประเทศไทยในสมยั ปัจจุบนั กาลงั ม่งุ ปลกู ผังคุณธรรม
สาหรับประชาชน 4 ประการ
เพ่ือความร่มเย็นของชาติบ้านเมอื งตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หัว ดังน้ี

1. การรกั ษาความสัตย์ ความจรงิ ใจตอ่ ตัวเองท่ีจะประพฤตปิ ฏบิ ัตแิ ตส่ ิง่ ที่เปน็ ประโยชน์และเป็นธรรม
2. การรจู้ ักขม่ ใจตนเอง ฝกึ ใจตนเองใหป้ ระพฤตปิ ฏิบัติอยู่ในความสตั ย์ความดนี ้นั
3. การอดทน อดกลนั้ และอดออม ที่จะไม่ประพฤตลิ ว่ งความสตั ยส์ ุจริตไมว่ า่ จะดว้ ยประการใด
4. การร้จู ักละวางความชว่ั ความทุจริต และรู้จักสละประโยชน์สว่ นน้อยของตนเพ่ือประโยชนส์ ่วนใหญ่ของ
บ้านเมอื ง
คุณธรรมตามแนวคดิ ของ อริสโตเตลิ อรสิ โตเติลนักปราชญ์ชาวกรีก ไดใ้ ห้แนวทางของคุณธรรมหลกั ๆ
ไว้ 4 ประการ คอื
1. ความรอบคอบ คือ รวู้ ่าอะไรควรประพฤตปิ ฏิบตั ิ อะไรไม่ควรประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
2. ความกล้าหาญ คอื ความกลา้ เผชิญตอ่ ความเป็นจริง
3. การรู้จักประมาณ คือ ร้จู กั ควบคมุ ความตอ้ งการและการกระทาให้เหมาะสมกบั สภาพและฐานะของตน
4. ความยตุ ธิ รรม คอื การให้แก่ทกุ คนตามความเหมาะสม

การพัฒนาบุคคลด้วยคุณธรรมต้องฝึกฝนให้มีความรู้สึกตระหนักว่าอะไรดี อะไรควร อะไรไม่ควร
อะไรไม่ดี และปฏิบัติแต่ในทางที่ถูกที่ควรให้เป็นปกติวิสัย การพัฒนาในสิ่งดังกล่าวควรใช้สิ่งโน้มนาให้มี
คณุ ธรรมสงู มคี วามระลึกได้วา่ อะไรไม่ควร และความรูส้ ึกตัววา่ กาลงั ทาอะไรอยู่ ผ้หู วงั ความสงบสขุ ความเจริญ
และความม่นั คงแก่ตนเองและประเทศชาติ ต้องฝึกฝนตนเองให้มีคณุ ธรรม คณุ ธรรมเป็นสิง่ ทีส่ าคัญและจาเป็น
มากสาหรับบุคลากรทีพ่ ึงประสงค์ขององค์การ องค์การควรใหก้ ารส่งเสริมสนับสนุนและชักจูงให้บุคลากรของ
องคก์ ารสนใจคณุ ธรรมและพร้อมปฏิบัตกิ ับชวี ิตการทางานของตนเอง

คุณธรรม
พจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตสถาน ( 2530 : 190 ) ได้ใหค้ วามหมายของ คุณธรรมวา่ คุณธรรม

หมายถึง สภาพคณุ งามความดีหรือหนา้ ท่อี ันพงึ มีอยู่ในตวั
ลิขิต ธีรเวคนิ ( 2548 ) ได้กลา่ วไวว้ ่า คุณธรรม คอื จิตวญิ ญาณของปัจเจกบุคคล ศาสนาและ

อดุ มการณ์ เป็นดวงวญิ ญาณของปัจเจกบุคคลและสังคมดว้ ย ปจั เจกบุคคลต้องมีวิญญาณ สังคมต้องมจี ิต
วญิ ญาณ คณุ ธรรมของปจั เจกบุคคลอยู่ทกี่ ารกล่อมเกลาเรียนรูโ้ ดยพ่อแม่ สถาบนั การศึกษา ศาสนา พรรค
การเมอื งและองค์กรของรัฐ

รองศาสตราจารย์ ดร. ทิศนา แขมมณี ( 2546 : 4 ) ไดใ้ ห้ความหมายไวว้ า่ คุณธรรม หมายถึง
คุณลักษณะหรอื สภาวะภายในจิตใจของมนษุ ย์ทีเ่ ป็นไปในทางทีถ่ ูกต้องดีงาม ซ่ึงเป็นภาวะนามธรรมอยใู่ นจิตใจ

สัญญา สญั ญาววิ ฒั น์ ( 2527 : 387 ) ไดใ้ ห้ความหมายวา่ คุณธรรม หมายถงึ ความดี ความงาม
ความซ่ือสตั ย์ ความพอดี ความอดทน ขยนั หม่ันเพยี ร

จากความหมายของคณุ ธรรมท่ีกลา่ วมาพอสรุปไดว้ า่ คุณธรรม หมายถึง หลักของความดี ความ
งาม ความถกู ตอ้ ง ซึง่ จะแสดงออกมาโดยการกระทา ทางกาย วาจาและจติ ใจของแต่ละบคุ คล ซงึ่ เปน็ หลกั
ประจาใจในการประพฤติปฏิบตั ิจนเกิดเปน็ นสิ ยั เป็นสิง่ ที่มปี ระโยชน์ตอ่ ตนเองผู้อืน่ และสงั คม
คณุ ธรรม หมายถงึ สภาพคุณงามความดีทางความพฤติและจิตใจ เช่น ความเปน็ ผู้ไม่กลา่ วเทจ็ โดยหวงั
ประโยชน์สว่ นตนเปน็ คุณธรรมประการหนง่ึ

คาว่า คุณ ภาษาบาลีแปลว่า ประเภท, ชนิด ธรรม หมายถึง หลักความจริง หลกั การในการ
ปฏบิ ตั ิ ดังน้นั อาจอธบิ ายไดว้ ่า คุณธรรม คือ จรยิ ธรรมท่ีแยกเปน็ รายละเอียดแตล่ ะประเภท เช่น เมตตา
กรุณา เสยี สละ ซอ่ื สตั ย์ อดทน ฯลฯ สง่ิ เหล่าน้ีหากผใู้ ดประพฤติปฏบิ ตั ิอย่างสม่าเสมอ กจ็ ะเปน็ สภาพคุณงาม
ความดีทางความประพฤตแิ ละจิตใจของผนู้ ้ัน

จริยธรรม (Ethics)
คาว่า "จริยธรรม" แยกออกเป็น จรยิ + ธรรม ซง่ึ คาว่า จรยิ หมายถึง ความประพฤตหิ รอื กริ ิยาท่ีควร

ประพฤติ สว่ นคาวา่ ธรรม มคี วามหมายหลายประการ เช่น คณุ ความดี, หลักคาสอนของศาสนา, หลกั ปฏิบตั ิ
เมื่อนาคาท้งั สองมารวมกันเป็น "จริยธรรม" จึงมีความหมายตามตัวอักษรวา่ "หลกั แหง่ ความประพฤติ" หรือ
"แนวทางของการประพฤต"ิ จริยธรรม เป็นส่งิ ที่ควรประพฤติ มที ี่มาจากบทบญั ญตั หิ รือคาสัง่ สอนของศาสนา
หรือใครกไ็ ดท้ ี่เป็นผู้มจี ริยธรรม และได้รับความเคารพนบั ถอื มาแลว้

ความสําคัญของคุณธรรม และจริยธรรม
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 คุณธรรม แปลว่าสภาพคุณงามความดี

จริยธรรม แปลว่า ธรรมทีเ่ ป็นขอ้ ประพฤติปฏบิ ตั ิ ศลี ธรรม กฎศีลธรรม บางครั้งกเ็ รยี กควบกนั ไป เปน็ คุณธรรม
จรยิ ธรรม

คุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลทม่ี ีตอ่ สงั คมในสงั คมประชาธิปไตย
คุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลที่พึงมีต่อสังคม หมายถึง การมีคุณงามความดีในการทาหน้าที่

พลเมืองของสังคมประชาธิปไตย คุณธรรมและจรยิ ธรรมของบคุ คลท่ีมีต่อสังคมในสงั คมประชาธปิ ไตย
ประกอบดว้ ย การมีรปู แบบความคิดสร้างสรรคท์ างบวก ในการแสดงบทบาทอย่างแขง็ ขันในการรว่ ม

พัฒนา และแกป้ ญั หาของสงั คมดา้ นตา่ ง ๆ เชน่
1. การมสี ว่ นรว่ มในการตดั สนิ ใจประเด็นสาธารณะอยา่ งแขง็ ขัน
2. การมีส่วนร่วมในการกระทาเพ่ือสว่ นรวมดว้ ยความเต็มใจ
3. การสนบั สนุนการเสริมสร้างความเข้มแขง็ ของชุมชน
4. การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบยี บของบ้านเมอื ง เคารพในกฎกติกาของสังคม
5. การตดิ ตามตรวจสอบการทางานของผู้บรหิ ารและหน่วยงานของรัฐ

เรื่องที่ 2 ลกั ษณะของผมู้ คี ณุ ธรรม

เรือ่ ง “คณุ ธรรม” เป็นประเด็นทก่ี ล่าวถกเถยี งกนั อยา่ งกวา้ งขวางในสงั คมทกุ วันนี้ สือ่ ต่าง ๆล้วน
กลา่ ววา่ “เราต้องการคนมคี ณุ ธรรม” อกี ทง้ั คนจานวนมากกเ็ รยี กร้องวธิ ีการสรรหาผมู้ คี ณุ ธรรม แลว้ คน
เหล่านนั้ เข้าใจหรอื ไมว่ ่า “คุณธรรม คืออะไร” แล้ว “ผ้มู ีคุณธรรม มีลักษณะเชน่ ไร” คณุ ธรรมนัน้ มีมากมาย
หลายระดับ แตโ่ ดยภาพรวมแลว้ ผู้ทม่ี ีคุณธรรมจะมลี ักษณะ ดังต่อไปน้ี
1. มเี หตุผล สามารถมองโลกตามความเปน็ จรงิ โดยมีคุณสมบตั ิยอ่ ยดงั น้ี

1.1 ปราศจากอคติ มคี วามเปน็ กลาง ทาให้สามารถวเิ คราะหส์ ง่ิ ตา่ ง ๆ อย่างชัดแจ้งตามความเปน็ จริง

1.2 ไม่กล่าวยกย่องความดงี ามของตน ด้วยทราบวา่ ความดีหรอื ความชั่วมิไดเ้ กดิ ขน้ึ เพียงเพราะ
ลมปาก หากพสิ จู นค์ วามจรงิ ใจดว้ ยการกระทา และเวลา

1.3 ยอมรบั ในความผดิ พลาดหรือขอ้ บกพร่องของตนเอง แล้วพยายามปรบั ปรุงแกไ้ ข ด้วยรวู้ ่าคนทกุ
คนสามารถทาผิดได้ คนทไี่ ม่เคยทาผิด คอื คนท่ไี มเ่ คยทาส่งิ ใดเลย

1.4 หลีกเล่ียงการวิพากษ์วิจารณ์ ตาหนิ นินทา หรือกลา่ วหาผู้อ่ืน เพราะสงิ่ เหลา่ นีเ้ ป็นชนวนของความ
แตกแยกในหมูค่ ณะ อกี ทั้งเปน็ การแสดงถึงความเป็นผู้มใี จคบั แคบ
2. มีเมตตา ทงั้ ต่อตนเองและเพ่ือนรว่ มโลก ทาใหม้ องส่ิงต่าง ๆ บนโลกด้วยความรัก และการสรา้ งสรรค์
สร้างสรรค์
3. ยอมรบั ใหเ้ กยี รติ และชื่นชมยนิ ดใี นความสาเร็จ หรอื ความดีงามของผอู้ น่ื เพราะไมม่ ีใครสามารถอยู่คน
เดยี ว แล้วสามารถจัดการทาสิง่ ตา่ ง ๆ ตามลาพงั ได้ สง่ิ มีชวี ิตทุกชนดิ ย่อมตอ้ งพ่ึงพาอาศัยซึง่ กนั และ
กนั ดงั นน้ั จงึ ต้องรู้จกั ชื่นชม ขอบคุณ ให้เกยี รติ และยนิ ดีในความดงี าม หรอื สง่ิ ดี ๆ ของผู้อืน่
4. รจู้ กั ใหอ้ ภยั ผู้อ่นื ด้วยคนทุกคนไม่มใี ครสมบรู ณแ์ บบ และไมม่ ีใครอยากจะทาผิดพลาดดังน้นั คนทกุ คนจงึ
ตอ้ งการโอกาสจากผู้อื่นในการปรบั ปรงุ ตนเองทัง้ สิน้
5. สามารถประสานประโยชนเ์ พ่อื สว่ นรวม ร้จู กั นาเอาสว่ นท่ดี ีของกลุ่มคน หรอื สงิ่ ต่าง ๆ มารวมกัน หรอื
ร่วมกันเพ่ือการพฒั นาให้กา้ วหน้าหรือมีประสิทธภิ าพยิง่ ขน้ึ
6. มีความเสยี สละ
7. มีความหนกั แน่น กลา้ หาญ และเฉยี บขาด เม่ือเหน็ วา่ สิ่งทต่ี นทาเป็นสิ่งที่ดี ถูกตอ้ ง และเป็นประโยชน์
แลว้ ยอ่ มตอ้ งหนักแน่น มั่นใจ และกลา้ หาญทจ่ี ะทาส่งิ เหล่านั้นโดยไม่หว่นั ไหว ต่อกระแสต่าง ๆ รอบข้าง
8. เป็นผูม้ วี สิ ัยทัศน์กวา้ งไกล และมองโลกในแง่ดเี สมอ เปน็ ผทู้ ส่ี ามารถมองส่งิ ต่าง ๆ ทัง้
ขอ้ ดี ขอ้ เสีย ข้อจากดั ตา่ ง ๆ อย่างรอบด้าน มิใช่มองเพยี งแงม่ มุ เดียว อกี ท้งั การมองหรอื วิเคราะหน์ น้ั ต้อง
เป็นไปในทางสรา้ งสรรค์ หรือแง่บวกเสมอ เพอื่ เป็นประโยชน์ในการพฒั นาส่งิ ตา่ ง ๆ ให้ดีย่ิงข้ึน

จะเห็นได้วา่ เราทกุ คน สามารถเปน็ ผูม้ ีคณุ ธรรมได้ ถา้ มีคุณสมบัติดงั กลา่ ว แล้วทาไมเราจึงไม่
พยายามพัฒนาตนไปสูค่ วามมีคณุ ธรรม ถ้าคนทุกคนเป็นผ้มู ีคณุ ธรรม สงั คมก็จะเปน็ สังคมท่ีมีคุณธรรม

ลักษณะของผูม้ จี ริยธรรม ผู้มีจริยธรรมจะเปน็ ผทู้ มี่ ีคุณลักษณะดังนี้

1. เปน็ ผ้ทู ีม่ ีความเพยี รความพยายามประกอบความดี ละอายตอ่ การปฏิบตั ิชว่ั

2. เปน็ ผมู้ คี วามซ่ือสัตย์สุจรติ ยตุ ิธรรม และมีเมตตากรุณา

3. เป็นผู้มีสตปิ ญั ญา รู้สึกตัวอยเู่ สมอ ไมป่ ระมาท

4. เปน็ ผใู้ ฝห่ าความรู้ ความสามารถในการประกอบอาชีพ เพ่ือความม่ันคง

เรื่องท่ี 3 ปญั หาและสาเหตุของการขาดคุณธรรม จริยธรรม

การเปล่ียนแปลงทางสงั คม คอื เปน็ ปัจจัยสาคัญท่ีทาให้คนในสงั คมขาดคณุ ธรรม จรยิ ธรรม จาก
สงั คมไทยดงั้ เดิมทีม่ วี ิถีชวี ติ แบบงา่ ย ผู้คนมีความสัมพันธก์ นั อย่างใกลช้ ิดสนิทสนม รักนับถือเอือ้ เผื่อแผซ่ ่ึงกนั
และกัน ตอ่ มาเม่อื ระบบชวี ิตและวัฒนธรรมของสงั คมไทยเปลย่ี นไป และเพื่อการพัฒนาประเทศสู่ความ
ทันสมยั แบบสากล มีค่านยิ มวัตถนุ ยิ มและมีวถิ ชี ีวิตทีต่ อ้ งมกี ารแขง่ ขนั ทานองใครดใี ครได้ ใครดีใครอยู่ ทาให้
ระบบคณุ ธรรม จริยธรรมในสังคมไทยเสอื่ มลง สภาพปญั หาการขาดคุณธรรมจรยิ ธรรม พบว่า เกิดจากสาเหตุ
หลายประการ สรุปไดเ้ ป็น 2 สาเหตุ คือ สาเหตุภายในและสาเหตุภายนอก
สาเหตุภายใน ได้แก่

 ขาดความรดู้ ้านคุณธรรมจรยิ ธรรม
 ขาดจิตสานกึ ท่ีดี มคี วามเหน็ ทีผ่ ิด
 ชอบสนกุ ชอบสบาย เหน็ แก่ได้
 ขาดสติพิจารณาเหตุผล
 ขาดหลกั ธรรมในการดาเนนิ ชวี ิต
 มีค่านยิ มที่ไม่ถกู ต้อง มจี ติ ใจหยาบกระด้าง
 ชอบเทย่ี ว ไม่เห็นโทษของการเท่ยี วกลางคืน
 ไมย่ อมรับฟังคาแนะนา
 ขาดความตระหนักในหน้าท่ี
 อยากรู้อยากเหน็ อยากทดลอง นยิ มความรุนแรง
 ขาดความรเู้ รื่องกฎระเบยี บวนิ ยั ของสงั คม
 มีนิสัยมกั ง่าย เห็นแกต่ ัว ชอบอวดความย่ิงใหญ่
 ขาดการวางแผนชวี ติ ท่ีดี
 ไม่เห็นความสาคญั ของการให้ ถอื ตนเป็นใหญ่
 สภาพจิตใจออ่ นแอ ขาดความรู้เรอ่ื งกรรม
 ขาดความอ่อนน้อมถ่อมตน ไมเ่ คารพนบั ถอื ผใู้ หญ่
 ไมเ่ หน็ โทษของการพนัน ไม่เห็นคุณของความขยัน

สาเหตุจากภายนอก ได้แก่
 ขาดการอบรมแนะนาท่ถี ูกต้อง ขาดแบบอยา่ งที่ดี
 ขาดความอบอุน่ จากครอบครวั กระทาตามเพ่ือน
 การเปลี่ยนแปลงทางระบบเศรษฐกจิ สังคมและวัฒนธรรม ภาวะเศรษฐกจิ บีบคั้น
 เลียนแบบพฤตกิ รรมทางส่ือมวลชนและสังคมทไี่ ม่ดี
 มสี ถานเริงรมย์เปิดบริการมาก สภาพแวดลอ้ มย่วั ยแุ ละชักนา เพ่อื ให้สังคมและเพือ่ นยอมรบั ผูถ้ อื กฎ
ระเบยี บวินัยทางสังคมปฏบิ ตั ิหยอ่ นยาน
 ผใู้ หญไ่ มป่ ระพฤตติ นเปน็ แบบอยา่ งท่ีดี
 ขาดการปลูกฝงั ในสง่ิ ท่ีดีงาม ความด้อยในฐานะอาชพี และสังคม สถานศกึ ษาไม่เอือ้ ตอ่ การศกึ ษาเลา่ เรยี น

แนวทางแก้ปญั หาการขาดคณุ ธรรมจรยิ ธรรมของเยาวชน
พบว่า แนวทางแก้ปัญหาสรุปไดเ้ ป็น 2 แนวทาง คือ การแก้ปัญหาโดยตัวของเยาวชนเอง และการแก้ปัญหา
โดยบคุ คลหรอื หน่วยงานภายนอก การแกป้ ญั หาของตวั เยาวชน ไดแ้ ก่

 เยาวชนจะต้องทีจ่ ติ สานึกที่ดี สนใจใฝ่เรยี นร้แู ละนอ้ มนาหลักคณุ ธรรมจรยิ ธรรมมาใช้ในการ
ดาเนินชวี ติ

 เยาวชนจะต้องไม่ประมาท พร้อมที่จะรับฟงั เหตุผล ปรับตัวให้เหมาะสมและปรับปรุงพัฒนา
ตนเองให้ดขี น้ึ

ส่วนการแก้ปญั หาโดยบคุ คลหรือหน่วยงานภายนอก ได้แก่
 ครอบครัว ครู- อาจารย์ บคุ ลกรทางการศกึ ษา พระสงฆ์ และผู้ใหญใ่ นสงั คมจะตอ้ งทาตัวเป็น
แบบอยา่ งทด่ี ี ใหค้ วามรกั ความอบอ่นุ ให้คาปรกึ ษาแนะนาในส่งิ ที่ถกู ต้อง ใหก้ ารชว่ ยเหลอื แก้ปญั หา
 สถานศกึ ษาจะตอ้ งปรบั ปรงุ หลักสตู รโดยบรรจเุ นื้อหาวชิ าดา้ นคณุ ธรรมจริยธรรมใหม้ ากขน้ึ
 นิมนตพ์ ระภกิ ษมุ าชว่ ยสอนชว่ ยอบรมให้ความรดู้ ้านคุณธรรมจริยธรรม ครผู ู้สอนจะตอ้ งมคี วามร้ดู า้ น
การบูรณาการคุณธรรมจรยิ ธรรมเข้ากับเน้อื หาวชิ าหลัก
 นาพฤติกรรมด้านคณุ ธรรมจริยธรรมมาเปน็ สว่ นหน่ึงของการประเมินผลรายวิชาดว้ ยอาจจัดเรียนนอก
สถานทโี่ ดยใช้วดั เปน็ ศนู ย์กลางการเรียนรู้
 จดั โครงการอบรมคณุ ธรรมจรยิ ธรรมอย่างต่อเนือ่ ง ส่ือมวลชนต้องนาเสนอขอ้ มูลหรอื เผยแพรข่ ่าวสาร
ดา้ นคณุ ธรรมจริยธรรมใหเ้ หมาะสมกบั เยาวชน

แนวทางการแก้ปญั หาการขาดคณุ ธรรม จริยธรรม

การปลกู ฝังให้คนรูจ้ ักและเหน็ คุณคา่ ของคุณธรรม จรยิ ธรรมอย่างจริงจงั มากกว่าความม่ังคั่งรา่ รวย
ยศศักด์ิและชื่อเสยี ง เหน็ คุณค่าอนั เกิดจากสตปิ ัญญาและคุณธรรมว่ามคี า่ เหนือกว่าความสขุ ทางวัตถุภายนอก
วิธกี ารปลูกฝงั ที่สาคัญ คอื

1. การส่งั สอน การพรา่ สอน โดยครอบครวั โรงเรียน วดั มีหน้าท่ีในการอบรมสง่ั สอนโดยตรง
หรอื สื่อมวลชนซ่งึ สามารถขดั เกลาทางออ้ มได้ โดยการสือ่ สารข่าวสารข้อมูลที่จะสรา้ งคุณธรรมและจรยิ ธรรม
ใหเ้ กิดข้นึ แก่บคุ คลและสงั คม

2. การทาตัวอยา่ งให้ดู โดยเฉพาะคนในครอบครัว บิดา มารดา ต้องเป็นตวั อยา่ งทด่ี ขี องลูก ผู้นา
ในสงั คมทกุ ระดบั ควรเป็นตัวอย่างแก่ประชาชนในดา้ นการประพฤติปฏิบตั ิที่มีคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม

3. ยกยอ่ งเชดิ ชูบุคคลท่มี ีคุณธรรม จรยิ ธรรม เพื่อให้เหน็ คุณคา่ ของคนทีม่ ีคุณธรรม จรยิ ธรรมใหถ้ ือ
เปน็ คนดี เป็นตัวอยา่ งในสงั คม

เรื่องท่ี 5 ประโยชน์ของคุณธรรม จริยธรรม

โดยสรปุ แล้วการมีคณุ ธรรม จริยธรรม จะมีประโยชน์ตอ่ การดาเนนิ ชีวิต ดังน้ี คอื
1. เป็นประโยชนต์ ่อตนเอง การปฏบิ ัตติ ามหลกั จรยิ ธรรมย่อมกอ่ ใหเ้ กิดผลดีแก่ตนเอง ความรู้

ความสามารถทีต่ นมอี ยู่กจ็ ะถูกมาใชใ้ นทางท่ีเปน็ ประโยชน์ จริยธรรมบางขอ้ เชน่ ความมัธยัสถ์ คาม
รบั ผดิ ชอบ การรจู้ กั ประมาณตน ฯลฯ เมือ่ เราปฏบิ ัติตามแลว้ ย่อมทาใหต้ ัวเราได้รบั ความสาเรจ็ และความ
เจริญในชีวติ

2. เป็นประโยชนต์ อ่ สงั คม จริยธรรมทาใหค้ รอบครวั และสงั คมอยู่กันไดด้ ว้ ยความสุข จรยิ ธรรมบาง
ขอ้ ความมวี ินัย ความกตญั ญกู ตเวที การร้จู ักเคารพในความคดิ เห็นของผูอ้ ืน่ การไม่เบียดเบยี นเหล่านี้ล้วน
เปน็ หลกั สาคญั ท่จี ะทาให้คนในครอบครัวและในสังคมอย่รู ่วมกันไดอ้ ย่างมีความสุข

กจิ กรรมท้ายบทท่ี 1
ความรเู้ บอ้ื งต้นเกี่ยวกบั คุณธรรมในการดาเนนิ ชีวติ

======================================================================

คาส่ัง…ใหผ้ ู้เรียนทากิจกรรมท้ายบทต่อไปนี้
1.จงบอกความหมายของ คุณธรรม มาโดยสังเขป

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

2.จงบอกความหมายของ จรยิ ธรรม มาโดยสงั เขป

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

3.ตามแนวคิดของอรสิ โตเติลให้แนวทางคณุ ธรรมว่าอยา่ งไร

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

4.จงบอกลกั ษณะของคนทม่ี ี คุณธรรม - จรยิ ธรรม มาโดยสังเขป

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

5.จงบอกถึงปัญหาและสาเหตุของการขาดคุณธรรม จรยิ ธรรม

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

6 .นักศกึ ษามแี นวทางในการแก้ไขปัญหาการขาดคณุ ธรรม อยา่ งไรบ้าง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------- -----------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

7. จงบอกปองระโยชน์ คุณธรรม - จรยิ ธรรม มาโดยสงั เขป

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- -------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

8 .จงบอกถงึ ปญั หาและสาเหตุของการขาดคุณธรรม จรยิ ธรรม

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------------

บทที่ 2

การดาเนินชีวติ ตามหลักคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม

สาระสาคญั
มนุษยเ์ ป็นสัตว์สังคมที่อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม มนุษย์กบั สงั คมจึงแยกกันไม่ได้ เพราะมนุษย์เกิดมาตอ้ ง

อาศัยสังคม พ่ึงพาอาศัยและมีความสัมพันธ์ต่อกัน มีการจัดระเบียบในการมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีแบบแผน
เพ่ือเป็นหลักในการดาเนินชีวิตและการอยู่รอด และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ตนเองและสังคมเพราะ
มนุษย์มีแบบแผนในการดารงชีวติ
ผลการเรียนรู้ทคี่ าดหวัง

1. เพื่อใหผ้ ู้เรียนมีความรูเ้ ก่ยี วกับการดาเนนิ ชวี ติ ในสงั คมไทยได้
2. อธบิ ายความตอ้ งการอย่รู ่วมกนั ของมนษุ ย์และทาหน้าทต่ี อ่ สังคมได้
3. เพื่อให้ผู้เรียนมคี วามรู้ความเข้าใจเกยี่ วกบั สาเหตกุ ารเกิดปญั หาในการดาเนนิ ชวี ิต
4. ผเู้ รียนมคี วามร้คู วามเขา้ ในการแก้ปัญหาในการเนนิ ชีวิตและสามารถนาไปปรบั ใชก้ บั
ชวี ติ ประจาวนั ได้

ขอบข่ายเนอื้ หา

เร่อื งท่ี 1 คุณธรรมเพอ่ื การอยู่รว่ มกัน
เรอ่ื งท่ี 2 รูปแบบของการดาเนินชวี ติ
เรื่องท่ี 5 การการดาเนนิ ชีวิตตามแนวพทุ ธธรรม

การดาเนนิ ชีวติ ในสังคม

การเกิดมาเป็นมนุษย์นั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ยากแสนยาก”ครั้นเราเกิดมาได้เป็นมนุษย์ซ่ึงได้มา
ด้วยยากเช่นน้ีแล้ว ก็ควรจะม่งุ แสวงหาส่ิงทเี่ ป็นสาระสาคญั ของชวี ิต คือหลักปรัชญา และคาสอนทางศาสนา
เพราะหลกั ปรัชญานั้นจะให้โลกทัศน์หรือประทีปสอ่ งทางชีวิตให้มนุษย์ ส่วนศาสนาน้ันจะเปน็ แนวทางในการ
ปฏิบตั ิ อนั จะทาใหม้ นุษยน์ ้นั ไดร้ บั ความสขุ ความสาเร็จในชีวิต

มนุษย์เป็นสัตวส์ งั คมท่ีอยูร่ ่วมกันเปน็ กลุม่ มนษุ ย์กบั สังคมจงึ แยกกันไม่ได้ เพราะมนษุ ย์เกดิ มาต้องอาศัย
สังคม พึ่งพาอาศยั และมคี วามสมั พันธต์ อ่ กนั มีการจัดระเบยี บในการมชี ีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีแบบแผน เพือ่ เป็น
หลักในการดาเนินชีวิตและการอยู่รอด และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ตนเองและสังคมเพราะมนุษย์มี
แบบแผนในการดารงชวี ิต ซ่ึงแบบแผนของมนุษย์ได้จากการเรียนรู้ การสร้างสม การสืบต่อ การถ่ายทอด จน
ทาให้ มนุษย์แตกต่าง จากสตั ว์

ความตอ้ งการขั้นพน้ื ฐานของมนษุ ย์
สาเหตทุ ี่มนุษยต์ อ้ งการรว่ มกนั ในสังคม มดี ังนี้

1. เพอ่ื สนองความตอ้ งการพ้นื ฐานของมนษุ ย์ ธรรมชาติของมนษุ ยน์ ั้นต้องการหลายอย่าง แต่พนื้ ฐาน
จริงๆ กค็ อื ปจั จัยสี่ ได้แก่ อาหาร เครื่องนงุ่ หม่ ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค นอกจากวตั ถนุ ั้นแล้วมนษุ ย์
ต้องการความรกั ความอบอุน่ ความเข้าใจ ความปลอดภัย สิง่ เหล่านล้ี ว้ นเปน็ ส่ิงทพ่ี ่งึ พาอาศยั กันและกนั

ปจั จัยขัน้ พืน้ ฐานของมนษุ ย์

2. เพื่อเป็นท่ียอมรบั ของสังคมการเป็นที่ยอมรับทาใหม้ นษุ ยเ์ กดิ ความมน่ั ใจความภมู ใิ จความเขา้ ใจที่จะทา
กิจกรรม ให้กับสงั คมทาใหเ้ กิดความสุข แต่ถ้าไม่ยอมรบั ธรรมชาตขิ องมนษุ ยจ์ ะหลกี เลย่ี งจากสงั คมน้ัน ทาให้
เกิดทุกข์ ไม่ประสบความสาเรจ็ ในชีวิตและไม่มคี วามสขุ ท่ีจะอยใู่ นสงั คมน้ันๆ

3. เพือ่ สร้างความเจรญิ กา้ วหน้าใหก้ ับตนเองและกล่มุ มนษุ ย์จะรสู้ ึกวา่ มคี วามปลอดภยั มคี วามเอ้อื อาทร
ตอ่ กันเมือ่ มีการทากจิ กรรมร่วมกันและเกิดความเต็มใจ ก็จะช่วยกันสร้างสรรคผ์ ลงานม้ือผลงานนั้นเกดิ
ความสาเรจ็ จกลายเปน็ ความภาคภูมิใจ สังคมก็จะเจรญิ ก้าวหนา้

หนา้ ทข่ี องสังคม
สงั คมประกอบดว้ ยมนษุ ยท์ กุ เพศทุกวยั มีความรบั ผดิ ชอบ อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดยี วกันดงั นั้น หนา้ ทขี่ อง
คนในสังคมท่จี ะตามมามดี ังน้ี
1. ผลิตสมาชิกใหม่ ธารงไว้ซง่ึ หน้าที่ทางชีวะ คือ การให้กาเนิดลูกหลานเพอื่ ทดแทนสมาชกิ ใหม่

เดก็ ในวันน้ี คอื สมาชิกที่ดีของสงั คมในวนั ขา้ งหนา้ จากการเรยี นรู้และการปฎิบตั ดิ ี

2. อบรมสมาชิกใหม่ ใหส้ ามารถเรยี นร้แู ละปฎบิ ัติตามกฎระเบียบของสังคมดารงอยู่และความ
เจรญิ กา้ วหน้าของสงั คม

3. รักษากฎระเบยี บของสงั คม ปกปอ้ งคมุ้ ครองคนดี รกั ษากฎหมาย เพอื่ ความสงบสขุ ของสงั คม
4. ส่งเสรมิ เศรษฐกิจให้เจริญกา้ วหน้า เช่น ผลิต จาหนา่ ย แจกจ่ายสนิ้ ค้าและบรกิ ารใหข้ วญั กาลงั ใจรว่ ม
กล่มุ ช่วยกันทาแบ่งงานตามความชานาญ ก่อใหเ้ กิดกาลังใจทาให้สังคมแขง็ แรง เศรษฐกิจเขม้ แข็งคนในสงั คม
กินดีอยดู่ กี ็มีความสุข

เรื่องท่ี 1 คุณธรรม จรยิ ธรรมเพ่ือการอยูร่ ่วมกนั

คุณธรรม จรยิ ธรรมเพื่อการอยรู่ ว่ มกันในสงั คมมมี ากมาย แต่ท่สี าคัญๆทีค่ นในสังคมควรยดึ ถือ
ประพฤตปิ ฏิบตั ิ มดี งั น้ี
ความอดทน

ความอดทน หมายถงึ ความสามารถท่ีจะทนต่อความลาบาก มีจติ ใจเข้มแขง็ ท่ีจะทาความดี
และสามารถควบคมุ ตนเองมิให้ทาชั่ว อนั ได้แก่

1. อดทนต่อความยากลาบาก คือ มีจติ ใจเขม้ แขง็ ทจี่ ะทางานใหล้ ุล่วงสาเรจ็ หนกั เอาเบาสู้ ไม่วา่ จะ
เหน็ดเหน่ือย ก็เพียรพยายามทางานที่ตั้งใจไว้ให้สาเร็จไม่ทาการทุจริตแม้ชีวิตจะลาบาก เพราะความจนก็ไม่
ละโมบคดิ เอาผู้อ่นื โดยมิชอบ แตต่ ้องใช้ความอดทนเพยี รทางานของตนใหด้ ีท่ีสุดเทา่ ทีจ่ ะทาได้

2. อดทนต่อความเจบ็ ป่วย หมายถึง อดทนต่อความเจ็บปว่ ยทางกายไม่โอดครวญ ไมท่ อ้ แท้
ไม่แสดงอาการฉุนเฉียว ไม่แสดงความอ่อนแอจนเกินเหตุ ไม่นาเอาความเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆมาอ้างเพ่ือขอ
อภสิ ทิ ธ์ิทีจ่ ะได้โนน่ ได้นี่ หรือที่จะไม่ต้องทาโน่นทาน่ี ทาให้กลายเป็นคนสมเพช เวทนา เป็นที่น่าเหยยี ดหยาม
ของคนข้างเคยี ง

3. อดทนต่อความเจ็บใจ หมายถงึ การอดทนตอ่ การกระทาล่วงเกิน เชน่ ถูกดูหมิ่น ถกู นินทา
ถกู ยัว่ ยุ เปน็ ต้น เราต้องมีความอดทนและอดกลั้นตามควรมิใชว่ ่าเขาพูดผดิ ใจนดิ เดยี วก็ทา้ ตีท้าต่อย อย่างไร
ก็ตามหากมีคนล่วงเกินอย่างรุนแรงและโดยเจตนาก็ต้องตอบโต้ด้วยสันติวิธี โดยอาศัยกระบวนการของ
กฎหมาย หรือระเบียบกฎเกณฑ์ทย่ี ดึ อยูเ่ ป็นเรือ่ งมือ

4. อดทนต่อกเิ ลส หมายถงึ อดทนต่อส่ิงตา่ งๆทเี่ ข้ามายั่วยวนชวนใหห้ ลงใหลใหห้ มกม่นุ มวั เมา
รูจ้ กั เดินสายกลาง ไมป่ ลอ่ ยตวั ให้ถลาไปในทางทุจริต

ความรับผิดชอบ
ความรับผิดชอบ เป็นสิ่งท่ีควบคู่กันไปกับหน้าท่ี คนที่มีความรับผิดชอบ คือคนท่ีตั้งใจปฏิบัติ

ภารกจิ ในหน้าท่ีของตน ใหส้ าเรจ็ ลลุ ว่ งลงตามเปา้ หมายทพี่ งึ ประสงคด์ ้วยความเพยี รพยายาม และยอมรบั ผล
ของการกระทาน้ันไม่ว่าจะเป็นความชอบหรือความผิด โดยเต็มใจไม่หลีกเล่ียง บุคคลจึงมีหน้าที่ต้อง
รับผดิ ชอบ 5 ทาง คือ

1. ความรบั ผดิ ชอบทางกาย เปน็ หน้าท่ีของแตล่ ะบคุ คลท่จี ะต้องดูแลรักษาสขุ ภาพของตนเองให้ดีอยู่
เสมอ เพอื่ การมีชวี ติ ทม่ี ีคุณค่าและการประกอบหน้าที่การงานได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ มอี ารมณ์ทแี่ จม่ ใสเบิก
บาน ส่งผลต่อมนษุ ย์สัมพนั ธ์ท่ดี ใี นการตดิ ต่อกบั บุคคลอื่นๆ

2. ความรบั ผิดชอบทางจิตใจ คอื การรู้จกั การฝึกอบรมจิตใจ ให้เกดิ คุณธรรม จรยิ ธรรมภายในจติ ใจ
และรจู้ ักการควบคุมจิตใจมิใหก้ ระทะความช่วั เกดิ ขน้ึ

3. ความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจ คือ การทาหนา้ ท่ใี นการทางานเพือ่ เลยี้ งตนเองและครอบครัวจาก
การประกอบอาชะท่สี จุ ริต ด้วยความขยนั หม่นั เพียรไม่ตกเปน็ ภาระทางสงั คม

4. ความรับผิดชอบทางสติปญั ญา เปน็ หนา้ ท่ีทบ่ี ุคคลต้องหมนั่ ศกึ ษาเล่าเรียนแสวงหาความรแู้ ละ
พฒั นาสตปิ ัญญาใหถ้ งึ ขน้ั สูงสุดเทา่ ทจ่ี ะทาไดเ้ พือ่ พฒั นาตนเองให้มีคุณประโยชน์ตอ่ ตนเอง สงั คมและ
ประเทศชาติ

5. ความรับผดิ ชอบตอ่ สงั คม
• การประพฤติปฏิบัติตนตามกฎหมาย ขอ้ บังคับ ระเบียบ แบบแผนคาสั่ง จารตี ประเพณี หลักคา

สอนทางศาสนา คา่ นยิ มของสงั คม เพอ่ื ประโยชน์ต่อส่วนรวม
• การรับใช้ชุมชนตามความรู้ ความสามารถในฐานะที่เป็นสมาชิกของชุมชน สามารถกระทา

ประโยชน์ให้เกิดแก่ชมุ ชน จากสติปัญญาความสามารถเทา่ ที่มีอยู่ เช่น การชว่ ยเหลือในการรักษาส่ิงแวดลอ้ ม
ของชุมชน การช่วยเหลือในกิจการเยาวชน สตรีและคนชรา การช่วยเหลือด้านการป้องกันอัคคีภัย หรือ
ความร่วมมอื ในการขุดคดุ คลองสร้างถนน

• การใช้สทิ ธิในการเลอื กตง้ั บุคคลในระบอบประชาธปิ ไตย เพอ่ื ดาเนนิ กจิ กรรมของทอ้ งถ่นิ โดย
สุจริต เที่ยงธรรม โดยไมเ่ หน็ แก่ประโยชน์สว่ นตนหรอื พรรคพวก

• การชว่ ยในดารดแู ลสาธารณสมบตั ิของชุน มิใหเ้ สยี หายหรอื ถกู ทาลายเพอื่ การคงไวซ้ ่ึงการใช้
ประโยชนร์ ว่ มกันของชุมชนไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ
ความซือ่ สัตย์

ความซือ่ สัตย์ หมายถึง การประพฤติปฏบิ ตั ิอย่างตรงไปตรงมา ชอบตามครรลองคลองธรรม ทัง้ กาย
วาจา ใจ และท้งั ต่อตนเองและผู้อน่ื

ความซอื่ สตั ยส์ จุ ริตอาจจาแนกออกได้เปน็ 4 อย่าง คอื
1. ซื่อสัตย์สุจริตต่อตนเอง คือ มีศีลธรรมประจาใจ มีความรู้สึกผิดชอบช่ัวดีมีความละอายใจ และ
เกรงกลัวตอ่ การกระทาผดิ การกระทาชวั่ น่ันคอื มคี วามเคารพในเกียรติและศกั ด์ิศรขี องตน มีความตั้งใจมั่น
ท่จี ะประพฤตติ นเปน็ คนดี ไม่หนั เข้าหาอบายมุข
2. ซ่ือสัตย์สุจริตต่อบุคคล หมายถึง คนอ่ืนๆท่ีเก่ียวข้องกับเรา เช่น บิดา มารดา ผู้มีพระคุณ ครู
อาจารย์ มิตรสหาย หัวหน้างานและคนทต่ี ่ากวา่ เปน็ ต้น เราจาเป็นต้องมคี วามซ่ือสัตย์สุจริตต่อผู้อนื่ ประพฤติ
ดี ตรงไปตรงมาต่อผู้อ่ืนอย่างสม่าเสมอไม่คิดคดทรยศ ไม่กลับกลอกเหลวไหล ไม่ชักชวนไปในทางเสื่อมเสีย
ไมส่ อพอเพ่ือหาผลประโยชน์สว่ นตน
3. ซ่ือสัตย์ต่อหน้าที่การงาน คือ ปฏิบัติหน้าที่ทางานอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช้อานาจหน้าที่แสวงหา
ผลประโยชน์ให้แก่ตนและพรรคพวกโดยผิดทานองคลองธรรม ตง้ั ใจทางาน ให้สาเรจ็ ด้วยความระมัดระวัง ไม่
ประมาทเลนิ เล่อ ไมย่ ่อทอ้ ตอ่ อปุ สรรคและความลาบากทั้งปวง
4. ซื่อสัตย์สุจริตต่อสังคมและประเทศชาติ คือ ประพฤติอยู่ในกรอบของกฎหมายและระเบียบ
ข้อบังคับของสังคมและหมู่คณะ มีความสามัคคีร่วมมือร่วมใจกันทางานของส่วนรวมให้สาเร็จ ด้วยความ
บริสุทธิ์ใจ ไม่กระทาการใดๆ ที่จะเป็นทางให้ประเทศชาติมีอันตราย หากแต่ทางานเพ่ือประโยชน์ส่วนตน
พยายามรักษาความสงบสขุ ในบ้านเมืองคนในชาติ มคี วามรกั ใครก่ ันฉันพี่น้อง ก็จะทาให้เกิดสันติภาพในการ
อย่รู ่วมกัน

ความมีระเบยี บวินัย ได้แก่
1. วนิ ัยทางโลก ได้แก่ การปฏบิ ัติตนตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบงั คบั ต่างๆที่สงั คมกาหนดขึน้ เพื่อ
ไม่ใหล้ ่วงละเมิดสิทธิของบคุ คลอ่ืน
2. วนิ ัยทางธรรม ไดแ้ ก่ การปฏิบตั ิตามหลักขอ้ ปฏิบัตทิ ่ีแต่ละศาสนาท่ีกาหนดให้ศาสนิกชนของ
ตนเองได้ปฏบิ ัติตาม เพื่อจุดมุ่งหมายของศาสนาและเพือ่ ความเปน็ อันหน่ึงอนั เดยี วกนั ของ
บรรดาศาสนิกชน
คนมวี ินยั คือ คนทรี่ ู้จกั บงั คับควบคมุ ตัวเอง คือบังคับกาย วาจา ใจ ของตนให้อย่ใู นระเบียบแบบแผน

ของสังคม ทุกคนจึงควรต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอเพ่ือไม่ให้ทาอะไรท่ีผิดระเบียบหรือวนิ ัย นอกจากนี้วนิ ัย ยัง
มีส่วนทาให้คนในสังคมมีความสงบสุขเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน ท้ังทางด้านจิตใจและความประพฤติ นามาซึ่ง
ความเจรญิ แก่สังคมสบื ต่อไป

ความยุติธรรม
ความยุติธรรม หมายถงึ ความคดิ ทีม่ ีเหตุผล บนพนื้ ฐานของความสมควรถูกต้องสมเหตุสมผล และ

เปน็ ธรรมแกท่ กุ ฝา่ ย
ความยตุ ิธรรมเกดิ ขนึ้ ไดโ้ ดยการละเวน้ การมอี คติต่างๆ ในทางศาสนา เรียกวา่ การเวน้ อคตทิ ัง้ 4 คือ

ลาเอียงเพราะรัก ลาเอยี งเพราะโกรธ ลาเอียงเพราะหลง และลาเอียงเพราะกลวั
ความยตุ ิธรรมจะชว่ ยให้บุคคลปฏิบัติอย่างเที่ยงตรง ไม่เห็นประโยชน์ส่วนตนบนความทกุ ขย์ ากลาบาก

ของผ้อู น่ื เป็นคณุ ธรรมทเี่ ปน็ ประโยชนแ์ กส่ งั คม

ปญั หาในการดาเนินชวี ติ
1.ปัญหาประชากร
2.ปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเพม่ิ ประชากรในอัตราสูง ทาใหก้ ารพัฒนาประเทศและการพัฒนาด้านคุณภาพ
ของชวี ติ เป็นไปอยา่ งลา่ ชา้ ดา้ นครอบครวั ไมส่ ามารถจะดาเนินชวี ิตไดต้ ามเปา้ หมายเพราะการระเหเร่รอ่ นของ
หวั หนา้ ครอบครัวหรือบางทีย้ายเข้ามาอยทู่ งั้ ครอบครัวรายได้ไม่พอกับรายจา่ ย ไมม่ ีเงินเก็บไว้ใช้ในยามทุกข์
ยากหรือยามท่จี าเป็น เปน็ การหาใชก้ ินค่า ถา้ เกิดปญั หาในครอบครวั ข้ึนมาต้องพ่ึงรฐั บาลช่วยเพราะไม่
สามารถขจดั ปัญหาไดด้ ว้ ยตนเองไดใ้ นดา้ นตัวบุคคลกอ่ ใหเ้ กิดปัญหาด้านอารมณ์ เกดิ ความอิจฉา มองโลกในแง่
รา้ ย สขุ ภาพจติ เสยี มีผลต่อบุคลกิ ภาพของบคุ คลในครอบครัว ความเจรญิ กา้ วหน้าของครอบครวั กล็ ่าช้า
เช่นกัน

3.ปัญหาดา้ นสงั คม ไดแ้ ก่ การแตกแยกของครอบครวั การศกึ ษา อาชญากรรม ยาเสพติด หรือมีการ
ประกอบอาชีพทส่ี ังคมรงั เกยี จ เชน่ การค้าประเวณี ล่อลวง เหล่านีเ้ ปน็ ต้น

3.1 ปัญหาการแตกแยกของครอบครวั ทาใหค้ รอบครวั เดือดรอ้ น พ่อแมล่ ูกต้องแยกจากกนั เกิด
ปญั หาแก่เดก็ ทาใหพ้ ัฒนาการของเด็กไม่เปน็ ไปตามขั้นตอนการเจริญเติบโตและสขุ ภาพจิตเส่ือมอารมณเ์ ครียด
จะกลายเปน็ เดก็ ที่ด้อยในดา้ นการศกึ ษา และประพฤติต่อตา้ นสังคม เป็นการประชดชวี ิตตนเอง เหล่านเ้ี ป็น
สิ่งที่ทาใหก้ ารดาเนินชีวิตครอบครวั ไมร่ าบรน่ื

3.2 การศกึ ษา ในด้านการศึกษาน้ี ส่วนมากอยู่ในระดับต่า ไมส่ ามารถยกระดับตนเองได้ ตอ้ งทางาน
หนัก รายไดน้ ้อย เพราะออกจากโรงเรียนก่อนจบ โดยต้องช่วยครอบครัวประกอบอาชพี ต่อไป เมื่อตนเอง
เป็นหวั หน้าครอบครัว รายได้ไม่พอในการใช้จ่าย บุตรก็อาจจะไม่ได้รับการศึกษาที่ดีได้เช่นกัน และเด็กที่มี
ปัญหาดา้ นการยา้ ยภูมิลาเนา จะเป็นเด็กที่ไมม่ ีทะเบียนเกดิ ไม่สามารถท่ีจะเขา้ โรงเรียนไดต้ ามเกณฑ์อายุท่ี
กระทรวงกาหนดไว้ เด็กเหลา่ น้จี ะพบเป็นจานวนมาก กอ่ ใหเ้ กิดปญั หาในเรือ่ งการพฒั นาคณุ ภาพชวี ิต

3.3 อาชญากรรม อาชญากรรมนี้จะเกิดได้ทุกยุคทุกสมัย จะมีมากหรือน้อยแล้วแต่สถานการณ์ของ
บ้านเมืองและชุมชนน้ันๆ อาชญากรเหลา่ นี้ ได้แก่

-พวกที่ทาเป็นคร้ังคราว เม่ือโอกาสอานวย หรือเพราะไม่สามารถควบคุมตนเองได้ สถานการณ์
เช่นน้นั เชน่ เมาเหล้า อยากทดลองทา เหล่านี้เปน็ ตน้

-พวกท่ีทาเป็นนิสัย พวกน้ีทาโดยเป็นสันดานที่อยากได้ของผู้อื่นโดยหวังรวยแบบไม่ต้องลงทุน
ส่วนมากพบในพวกตดิ ยาเสพตดิ แบบเรื้อรัง

-พวกท่ีทาเป็นอาชีพ พวกน้ีพวกนี้รู้เทคนิคในการกระทาเป็นอย่างดี เช่น พวกล้วงกระเป๋า ย่องเบา
เป็นตน้

-พวกจิต อปกติ พวกน้ีอยากทาเพราะสนุก ทั้งๆ ท่ี ฐานะก็พอมีพอกินแต่เป็นเร่ืองผลักดันเพราะ
ตามท่ผี ดิ ปกติด้านจติ ใจ

-พวกทางานระดบั สูง พวกน้ีทาเป็นหัวหนา้ ใหญ่ ต้ังเปน็ กลุ่มมีลกู น้องมาก มีอิทธพิ ลมาก
สิ่งเหล่าน้ีเกิดจากความไม่ราบรื่นของครอบครัว เริ่มจากเกะกะเกเรในเด็กชาย ในเด็กหญิงเริ่ม
เท่ียวกลางคืนเล็กๆน้อยๆ ต่อไปก็เสริฟอาหารกลางคืน และก็ลองทาต่อๆ ไป ส่ิงใดได้เงินดีไม่เหนื่อยมากก็
ย่อมจะเสี่ยงทาสิ่งนั้น เพื่อปากทอ้ งและครอบครวั
3.4 ยาเสพติด ผู้ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาประกอบอาชีพที่ต้องใช้แรงงานหนักมาก เวลาว่างก็หาทางทจี่ ะ
พักผ่อนโดยการทดลองเมื่อเกิดความพึงพอใจจึงทาให้ติดยาเสพติดเป็นประจาขาดไม่ได้ พวกนี้มักม่ัวสุม
รวมกลุ่มเป็นพวกเดียวกนั มีพฤติกรรมคล้ายกนั ในลักษณะเช่นนี้ เด็กท่อี ยู่ในครอบครัวจะพบเหน็ แบบทไี่ ม่
ถูกต้อง เดก็ มีแนวโนม้ ท่จี ะติดยาได้
3.5ปัญหาด้านจราจรปญั หานพ้ี บบ่อยในย่านแออัด สิ่งต่างๆเหลา่ นี้เปน็ ปญั หาท่ีแก้ไขไดย้ ากเพราะ
ประชากรเพิม่ มาก
3.6 ปัญหาท่อี ยอู่ าศยั เป็นปญั หาสาคัญเพราะมนษุ ยเ์ ราถ้าขาดทพี่ ักพงิ คงอยไู่ ม่ได้ ปัญหาเช่นนพี้ บ
อยู่ทั่วโลกเพราะรัฐบาลไม่สามารถจะจัดท่อี ยู่อาศัยใหแ้ กพ่ ลเมอื งถว้ นหนา้ ได้ เพยี งแต่พยายาม
ชว่ ยเหลอื ทางดา้ นควบคุมอาคารให้ถกู สขุ ลกั ษณะในการอย่อู าศัยปัญหาทีพ่ บในประเทศไทยในดา้ นท่ี
อยอู่ าศัย

สภาพท่กี อ่ ใหเ้ กิดปญั หาน้ีมีปัจจยั สาคญั ได้แก่
1. ความไม่มั่นคงของครอบครัว
2. การอุตสาหกรรมแบบใหม่
3. การเคลอื่ นยา้ ยสถานทีต่ ้ังครอบครัวและการอพยพ
4. การทางานนอกบา้ นของแม่บ้าน

การปรบั ตัวเม่ือเกดิ ปญั หาขึน้ ในชวี ติ ประจาวนั
ทุกคนตอ้ งมีปัญหาเกิดข้ึนอยู่ท่ีมากหรอื นอ้ ยข้ึนอยกู่ บั การปรับตวั และความเข้าใจซึ่งกนั และกัน

พยายามยึดหลกั ตอ่ ไปนี้
1. ยอมรับวา่ ส่ิงท่เี กิดขึ้นนัน้ เป็นบทเรียนท่เี ราต้องแก้ไขได้ โดยหาวิธีการในการแก้ปญั หานนั้ ๆ
2. ยอมรับความเห็นอกเห็นใจ และความช่วยเหลือจากผู้อ่ืนบ้างเพราะทุกคนที่อยู่ในสังคมต้องมีการ
ชว่ ยเหลือ เอ้ือเฟื้อเผื่อแผ่ซ่ึงกันและกัน เช่น ถ้าเดือดร้อนการเงิน อาจจะยอมรับการช่วยเหลือจาก
ผใู้ หญ่ได้ เปน็ ต้น
3. เตรียมรับสถานการณ์ท่ีไม่ได้คิดว่าจะเกิด พยายามทาตนให้มีประโยชน์ที่สุดแก่ครอบครัว โดยทา
หน้าท่ีพ่อบ้าน แม่บ้าน ที่ดีท่ีสุด แม้ว่าจะต้องทางานนอกบ้านก็ต้องพยายามระงับอารมณ์ร้อน
เพราะความเหน็ดเหนื่อยจากนอกบ้าน ไม่นางานนอกบ้านมาเป็นเหตุให้เกิดการขัดขวางการดาเนิน
ชวี ิตของครอบครวั ทจ่ี ะเปน็ ไปด้วยดี
4. ตอ้ งทาเป็นไมร่ ูไ้ มเ่ หน็ ส่ิงท่ีต่างฝ่ายต่างทาขึ้น
การปรบั ตวั ในการดาเนนิ ชีวติ
ปญั หาต่าง ๆในครอบครัวเกิดข้นึ ได้ตลอดเวลา ถ้าแต่ละครอบครวั มีการปรบั ตวั เขา้ หากัน ผอ่ นส้นั

ผอ่ นยาว เข้าใจซงึ่ กนั และกนั ปรึกษาหารือซึง่ กันและกนั พยายามหาความสุขใหก้ บั ชีวติ ครอบครัวมากทีส่ ดุ
การปรับตวั ในการดาเนนิ ชีวิต ได้แก่

1. การปรบั ตัวเร่อื งการใชจ้ ่าย
การใช้จ่ายต้องพยายามเข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะเป็นระยะท่ีเริ่มสร้างตัวสิ่งท่ีเป็นส่ิงฟุ่มเฟ่ือยต่างๆ
พยายามค่อยๆ ลดลง ท้ังสองฝ่ายต้องช่วยกันปรับนิสัย การเท่ียวเตร่ กนิ อาหารนอกบ้าน เส้ือผ้าฟมุ่ เฟื่อย สิ่ง
เหล่านี้เป็นเหตุให้ครอบครัวไม่มีความสุขได้ ถ้าการเงินไม่พอใช้จ่ายภายในครอบครัว เป็นสาเหตุให้
ครอบครัวไม่มีความสุข

เร่ืองท่ี 2 รูปแบบของการดาเนินชีวติ

สรา้ งชนั้ สงั คมและรูปแบบการดาเนนิ ชวี ติ
โคลแมน ไดแ้ บ่ง ชนชนั้ ของสังคมอยา่ งไม่เป็นทางการ ออกเป็นกล่มุ ใหญๆ่ เป็น 3 ระดบั และแบง่

ออกเป็นกลุม่ ย่อยได้ 7 กลุม่ ซ่ึงมีลกั ษณะโดยท่ัวไปสรุปไดด้ ังน้ี
1. ชนชนั้ สงู ( Upper class )
แบง่ ออกเปน็ กลมุ่ ย่อยไดเ้ ปน็ 3 กลมุ่ คือ

1.1 กล่มุ ชั้นสูงระดับบน (Upper - Uppers) ไดแ้ ก่กลมุ่ ชัน้ ยอดเยย่ี มของสังคม (social elite) มี
ความรา่ รวยเพราะไดร้ ับมรดกตกทอดมากมาย มบี า้ นเรอื นอยูใ่ นชมุ ชนคนร่ารวยโดยเฉพาะ มบี า้ นพักตาก
อากาศ ลูกๆ เข้าเรียนในโรงเรียนทดี่ ที ีส่ ุด การตดั สนิ ใจซื้อผลิตภัณฑ์จะไม่พิจารณาถงึ ราคามากนกั แต่จะ
คานงึ ถงึ รสนยิ มและความพอใจมากกว่า สงั คมกลุ่มน้ีมีประมาณ 0.3%

1.2 กลุม่ ชนั้ สูงระดับล่าง (Lower - Upper) ได้แก่ กลุ่มที่มีรายได้สูงที่สุดของสังคม กล่มุ นีส้ ร้าง
ฐานะความรา่ รวยจากความสามารถพเิ ศษของตนเอง เช่น เปน็ ประธานบริษัท หรือหัวหน้างานอาชพี ตา่ งๆที่
ประสบผลสาเรจ็ ไดร้ ับการศกึ ษาสงู ชอบช่วยเหลอื สงั คม ชอบซือ้ ผลิตภัณฑ์ท่เี ป็นสัญลกั ษณแ์ สดงฐานะเพื่อ
ตนเอง และครอบครัว เชน่ มีบา้ นราคาแพงไมต่ ่ากว่า 10 ลา้ นบาท มสี ระวา่ ยนา้ สว่ นตวั รถยนตร์ าคาแพง เป็น
ตน้ และการซือ้ สนิ คา้ จะไมถ่ อื เรื่องเงินเปน็ สาคญั สงั คมกลุ่มน้มี ีประมาณ 1.2 %

1.3 กลุ่มชนชนั้ กลางระดับบน (Upper – Middles) ได้แก่ กลมุ่ ทม่ี ีรายได้ระดบั สงู จากการ
ประกอบอาชีพอยา่ งแทจ้ ริง เปน็ ผู้ทไี่ ด้รับตาแหน่งและมเี งินเดือนสงู เช่น นักบริหาร ผจู้ ัดการบริษัท และนัก
วิชาชีพช้ันสูงต่างๆ ฐานะทางสังคมขึ้นอยู่กับอาชีพและรายได้ท่ีได้รับ ส่วนมากจะเป็น

ผู้ท่ีมีการศึกษาดี แตไ่ ม่ได้จบจากสถาบนั ท่ีมีชอ่ื เสยี ง มคี วามต้องการอยากให้ลกู ไดร้ บั การศึกษาทดี่ ี
ชอบซอ้ื ผลิตภัณฑท์ ี่มีคณุ ภาพสูง มีบา้ นทสี่ วยงาม อาจเปน็ บ้านเดย่ี วทห่ี รูหรา ราคา 2 - 10 ลา้ นบาท ชอบเขา้
ร่วมกิจกรรมทางสงั คม และมชี วี ิตความเป็นอยู่ทดี่ ีและมคี วามสุข สังคมกลมุ่ น้มี ีประมาณ 12.5%

2 ชนชนั้ กลาง ( Middle class)
แบง่ ออกเป็นกลุม่ ยอ่ ยได้ 2 กลุม่ คอื

2.1 กลมุ่ ช้นั กลาง (Middle class) ได้แก่ กลมุ่ คนท่ีทางานเปน็ พนักงานในออฟฟศิ ทว่ั ไป (white –
collar workers) และพวกคนงานในโรงงานระดบั สูง (top – level blue - collar worker) จานวนมากผ่าน
การศึกษาระดับวิทยาลัย ต้องการให้สังคมยอมรบั นบั ถือ อาศัยอยู่ในทาวเฮ้าส์หรืออพาร์ตเมนท์ และ
พยายามกระทาในส่ิงที่ถูกต้องเหมาะสม มักจะซ้ือผลิตภัณฑ์ท่ีเป็นท่ีนิยมเพื่อยกระดับตนเองให้ทันสมัย
สังคมกลุ่มน้ีมีประมาณ 32 %

2.2 กลุ่มผู้ใช้แรงงาน (Working class) ไดแ้ ก่ กลุม่ ผใู้ ช้แรงงานทัง้ ในออฟฟิศและในโรงงานสว่ นทเ่ี หลือ
ซึง่ เป็นกล่มุ ที่ใหญ่ทส่ี ุดในสงั คม ประกอบดว้ ยคนงานทีม่ ีทกั ษะและกงึ่ ทกั ษะ (skilled and semiskilled
workers) รวมทั้งพนักงานขายในธุรกจิ ขนาดยอ่ ยทวั่ ไป ใช้ชวี ติ มีความสุขไปแต่ละวันมกกวา่ จะอดออมเพอื่
อนาคต มีความภกั ดีในตราและช่อื สนิ คา้ มากกวา่ จะซอ้ื สนิ ค้าเพื่อม่งุ แสดงฐานะ สังคมกล่มุ นมี้ ปี ระมาณ 38 %

3. ชนชัน้ ล่าง ( lower class)
แบง่ เป็นกลุ่มยอ่ ยได้ 2 กลมุ่ คอื

3.1 กลุ่มชั้นล่างระดับบน (Upper – Lowers) ได้แก่ กลุ่มผู้ทางานส่วนใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่จะ
เปน็ งานประเภทท่ีไมต่ ้องมีทักษะหรือกึ่งทกั ษะ ได้รบั การศึกษาต่า รายได้น้อย มีมาตรฐานการครองชีพระดับ
ความยากจนหรือเหนือกว่าเพียงเล็กน้อยเท่าน้ันการยกระดบั สังคมของตนเองให้สูงขึ้นคอ่ นข้างจะลาบาก จึง
เพยี งแต่ป้องกนั มใิ ห้ฐานะตนเองตกต่าลงไปมากกว่านแี้ ละอาศัยอยู่ในบ้านท่พี อจะสู้คา่ ใช้จา่ ยได้เทา่ นั้นกลุม่ นี้มี
ประมาณ 9 %

3.2 กลุ่มชน้ั ล่างระดับล่าง (Lower – Lowers) ได้แก่ กลุ่มผู้วา่ งงานไม่มงี านจะทา หรอื หากมีจะ
มีทาอยู่บ้าง ส่วนใหญ่ก็เป็นงานต่าต้อย (menial jobs) มีรายได้ การศึกษา ที่พักอาศัย ในระดับที่น่า
สงสารมากท่ีสุด เป็นกลุ่มชั้นล่างสุดของสังคม ไม่สนใจหางานทาท่ีถาวร ส่วนใหญ่ประทัง ชีวิตอยู่ด้วยการ
รบั เงนิ ช่วยเหลอื จากหนว่ ยงานการกุศล หรือประชาสงเคราะห์เท่าน้ัน กล่มุ นม้ี ปี ระมาณ 7%

เร่อื งที่ 2 การดาเนินชวี ติ ตามแนวพทุ ธ
ธรรม

การดาเนินชวี ิตตามแนวพทุ ธธรรม
การดารงชวี ติ นับว่าเปน็ เรือ่ งใหญ่ เพราะจะต้องตอ่ สู้กบั ปัญหาน้อยใหญน่ านัปการ ท้งั ปญั หาการครอง

ชีวติ ปญั หาสังคม เศรษฐกจิ การเมือง และปญั หาสุขภาพอนามัย ซง่ึ แตล่ ะคนก็มีปัญหาทีแ่ ตกต่างกันไปคนละ
หลายปญั หา ชวี ิตควรเป็นอย่อู ย่างมีความสขุ เม่ือคนทเ่ี คยรจู้ กั คุ้นเคยเคยพบกนั คาถามประโยคที่สอง
หลังจากกล่าวคาว่า สวัสดเี ปน็ การทกั ทายคือ สบายดไี หม? “คาว่าสบายดี” ในความหมายก็คือ มีความสุข
เพราะมนุษยโ์ ดยทวั่ ไปพากันแสวงหาความสุข ความสุขจึงเป็นเป้าหมายใหญ่ของชีวิต ความสุขมที ั้งสุขแบบ
โลก และสุขแบบธรรม สขุ แบบโลกเป็นความสุขของชาวโลก หรือชาวบ้านซ่ึงได้แก่พวกคฤหัสถ์ หรอื ฆราวาส
จะพึงมสี ว่ นสุขแบบธรรมเป็นความสขุ เกดิ จากฌานสมบัติและภาวะทีไ่ มม่ กี เิ ลสหรือปราศจากความทกุ ขท์ างใจ
ความสุขของคฤหัสถ์

ความสุขของคฤหาสนห์ รือชาวบ้านท่ัวๆไปมี 4 อย่างคอื (พระราชวรมุนีประยทุ ธ์ปยตุ โต พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์:173)
1) อัตถสิ ขุ สุขเกิดจากความมที รพั ย์ คอื ความภมู ิใจ เอบิ อิ่มใจ ว่าตนมโี ภคทรพั ยท์ ่ไี ดม้ าด้วยนา้ พักน้าแรง
ความขยันหมน่ั เพียรของตนและโดยชอบธรรม
2) โภคสุข สขุ เกดิ จากการใชจ้ ่ายทรพั ย์ คอื ความภมู ิใจ เอบิ อิม่ ใจวา่ ตนได้ใชท้ รพั ยท์ ีไ่ ด้มาโดยชอบน้ัน เล้ยี งชีพ

เล้ยี งผ้คู วรเล้ียงและบาเพญ็ ประโยชนใ์ หแ้ กส่ าธารณะ
3) อนณสขุ สขุ เกดิ จากความไมเ่ ปน็ หนี้ คอื ความภมู ิใจเอิบอม่ิ ใจว่า ตนเปน็ ไทไม่มหี นสี้ ินติดค้างใคร
4) อนวัชชสขุ สุขเกิดจากความประพฤติไม่มีโทษ คอื ความภูมิใจเอบิ อ่ิมใจวา่ ตนมีความประพฤตสิ ุจรติ ไม่
บกพร่องเสยี หาย ใครๆ ติเตียน ไมไ่ ดท้ ้ังทางกายวาจาใจ
ความสขุ เกิดจากความสนั โดษ

คาวา่ สันโดษ แปลว่า ความยินดี คอื ความพอใจ ความยนิ ดีด้วยของของตน ซึ่งไดม้ าด้วยเร่ืองแรง
ความเพยี รโดยชอบธรรม ความยินดดี ้วยปัจจยั สี่ ตามมีตามได้ ความรจู้ กั อิม่ รู้จกั พอ
มคี วามเขา้ ใจผิดกนั ว่า สันโดษ คือความไมก่ ระตือรอื รน้ งอมืองอเทา้ ไม่ดน้ิ รนขวนขวายหาทรัพย์ เปน็ อปุ สรรค
ตอ่ การพัฒนาถึงกบั ในสมยั รัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรชั ต์ ไมเ่ หน็ ดว้ ยทีจ่ ะให้พระสงฆเ์ ทศน์เรื่องความ
สันโดษเพราะวา่ ประชาชนจะไม่ให้ความรว่ มมอื ในการพัฒนา แตค่ วามหมายของสนั โดษมิได้เปน็ ไปใน
ลกั ษณะน้นั เปน็ หลักธรรมทใี่ ห้คนยง้ั คดิ ถึงความถูกต้องเพอื่ ให้มีความสขุ ในการดารงชวี ิต
สนั โดษมี 3 อย่าง คอื

1) ยถาลาภสันโดษ คอื ความยินดีตามท่ไี ด้ยินดตี ามท่พี ่ึงได้ คอื ตนได้ส่งิ ใดมาหรือเพยี รหาส่ิงใดมาได้
เมือ่ เปน็ สง่ิ ทตี่ นพงึ่ ได้ ไม่ว่าจะหยาบหรอื ประณีตแค่ไหนก็ยนิ ดพี อใจด้วยสิ่งนน้ั

2) ยถาพลสนั โดษ คอื ยนิ ดีตามกาลงั ยนิ ดแี ตพ่ อแก่กาลังรา่ งกายสขุ ภาพและวสิ ยั แห่งการใชส้ อยของ
ตน ไม่ยินดีอยากไดเ้ กินกาลงั ตนมี หรือยากไดส้ ิง่ ใดมาอนั ไมถ่ กู กบั กาลงั ร่างกาย หรอื สุขภาพ

3) ยถาสารุปปสนั โดษ คือยนิ ดีตามสมควร ยินดีตามท่ีเหมาะสมกับตนอนั สมควรแก่ภาวะฐานะ
แนวทางชวี ติ และจุดมุ่งหมายแห่งการบาเพ็ญกิจของตน

กิจกรรมท้ายบทที่ 2
การดาเนินชีวิตตามหลกั คณุ ธรรมและจรยิ ธรรม

======================================================================

คาส่ัง…ใหผ้ ้เู รยี นทากิจกรรมท้ายบทตอ่ ไปน้ี

1.ความตอ้ งการพืน้ ฐานในการดาเนินชีวิตของมนษุ ย์ มอี ะไรบ้าง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

2.จงบอกถงึ คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมของการอย่รู ว่ มกนั โดยสงั เขป

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

3.ปัญหาในการดาเนนิ ชีวติ โดยทั่วไป เกดิ จากสาเหตใุ ดบ้าง

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ --
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ --
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ --
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ --
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

4.ปัจจัยสาคญั ทสี่ ่งผลให้เกิดปัญหา ในสงั คมไทย ไดแ้ ก่

--------------------------------------------------------------------- ----------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คาสงั่ …ใหผ้ ้เู รียนทากจิ กรรมท้ายบทตอ่ ไปน้ี

5.เม่ือเกิดปญั หาในการดาเนินชวี ติ ข้ึน นักศกึ ษามแี นวทางในการปรับตวั อยา่ งไร

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

6.รูปแบบในการดาเนินชีวิตแบง่ ได้เป็น กร่ี ะดบั อะไรบา้ ง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-7-.-ก--า-ร--ด--า-เ-น--นิ --ช--ีว-ติ--ต--า-ม--แ--น--ว-พ--ทุ--ธ--ธ-ร--ร-ม---ม--ีล--ัก--ษ--ณ--ะ--อ--ย-า่--7ง-ไ-ร--บ--า้ -ง------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ----

8.สนั โดษ คอื -----------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------ใ--บ--ง-า--น--ท--ี่ -------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 3
เบญจศลี และคุณธรรม 9 ประการ

สาระสาคญั

เบญจศลี หมายถึง ศีล 5 ข้อ เป็นการรักษาเจตนาท่ีจะควบคุมกาย และวาจาให้เป็นปกติ คอื ไม่
ทาบาป โดยการละเว้น 5 ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจาก การลักขโมย ละเว้นจากการ
ประพฤติผิดในกาม ละเว้นจากการพูดปด ละเว้นจาก การเสพสุรา เบญจศีลทั้ง 5 ข้อจะเกิดขึ้นมาได้ก็เพราะ
บคุ คล ผูน้ ัน้ มีเบญจธรรมประจาตัว

ผลการเรยี นรู้ที่คาดหวัง

1. ผเู้ รยี นบอกความหมายของเบญจศีลได้
2. อธิบายองคป์ ระกอบของเบญจศลี ได้
3. ผู้เรียนมีความรคู้ วามเข้าใจในการรกั ษาศีล
4. ผ้เู รียนอธิบายความหมายคุณธรรม 9 ประการได้

ขอบข่ายเนอ้ื หา
เรอ่ื งท่ี 1 ความหมายความสาคญั ของเบญจศีลและคุณธรรม 9 ประการ
เร่ืองท่ี 2 องค์ประกอบของคุณธรรม 9 ประการ

เรอ่ื งที่ 1 เบญจศีลธรรม

เบญจศีล หรือ ปัญจสีล แปลว่า ศีล 5 เป็นศีลหรือข้อห้ามในลาดับเบ้ืองต้นตามพระโอวาทของพระ
พุทธโคดม พระศาสดาแห่งพทุ ธศาสนาพระองค์ปัจจุบนั แตท่ ้ังน้ีเบญจศลี เป็นหลกั การที่มมี าและเป็นทีส่ ่ังสอน
ทั่วไปกอ่ นพระพทุ ธโคดมอุบตั ิแลว้ จดั เปน็ ศลี ข้นั ตา่ ของพระโสดาบัน

เบญจศีลเป็นหลักธรรมประจาสังคมมนษุ ย์ ในพิธีกรรมท้ังปวงแหง่ พทุ ธศาสนา ภิกษจุ ึงนิยม กล่าวเป็น
ภาษาบาลี มอบศีลที่ตนมใี ห้บคุ คลร่วมรักษาด้วย เรียกวา่ "ให้ศลี " และพุทธศาสนิกจักกล่าวรับปากว่าจะรักษา
ศีลหรือที่เรียกว่ากล่าว"รบั ศีล"ทั้งน้ี ไม่เพียงแตภ่ กิ ษุเท่านัน้ ท่ีใหศ้ ลี ฆราวาสผูร้ ักษาศีลอยู่แลว้ ก็สามารถให้ศลี แก่
บคุ คลอื่นไดด้ ว้ ย

เบญจศีล คือ ศีล 5 ไดแ้ ก่

1. ปาณาตปิ าตา เวรมณี เวน้ จากฆา่ สัตว์มชี วี ิต
2. อทนิ นาทานา เวรมณี เว้นจากการถือเอาของท่เี จ้าของมไิ ด้ให้
3. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี เวน้ จากการประพฤติผิดในกาม
4. มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากการกล่าวเทจ็
5. สุราเมรยมชั ชปมาทฏั ฐานา เวรมณี เว้นจากดม่ื นาเมา คือ สรุ า และเมรัย

องคป์ ระกอบ ของเบญจศลี

เบญจศลี ในศาสนาพทุ ธประกอบดว้ ยข้อห้ามหา้ ข้อเชน่ ท่ปี รากฏในคาสมาทานศลี ดังตอ่ ไปนี้

ลาดับที่ คาสมาทาน คาแปล

1. ปาณาตบิ าต ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขฺ าปทสมาทิยามิ เราจักถอื ศีลโดยเว้นจากการเบยี ดเบียนชีวิต

2. อทนิ นาทาน อทนิ นฺ าทานา เวรมณี สิกฺขาปทสมาทยิ ามิ เราจักถือศลี โดยเวน้ จากการเอาสิง่ ของท่ีเจ้าของมิไดใ้ ห้

3.กาเมสมุ ิจฉาจาร กาเมสมุ จิ ฺฉาจารา เวรมณี สกิ ฺขาปทสมาทยิ ามิ เราจกั ถือศีลโดยเว้นจากการประพฤตไิ มเ่ หมาะสมทางเพศ

4. มสุ าวาท มสุ าวาทา เวรมณี สิกขฺ าปทสมาทยิ ามิ เราจักถอื ศลี โดยเวน้ จากการกลา่ วเท็จ

5. สรุ าเมรยมัช สรุ าเมรยมชชฺ ปมาทฏฐฺ านา เวรมณี สิกฺขาปท เราจกั ถือศลี โดยเวน้ จากการบริโภคสรุ ายาเมาอันเป็นที่ต้งั

ปมาทัฏฐาน สมาทิยามิ แห่งความประมาท

เบญจธรรม คือ ธรรม 5 ขอ้

1. เมตตา กรณุ า ค่กู ับ ศลี ขอ้ ท่ี 1
2. สัมมาอาชีวะ คู่กบั ศีลข้อที่ 2
3. ความสารวมในกาม คกู่ ับ ศีลขอ้ ท่ี 3
4. ความมสี ัตย์ คู่กบั ศีลข้อท่ี 4
5. ความมสี ตริ อบคอบ คูก่ บั ศลี ข้อที่ 5
คาว่า "ธรรม" ไดแ้ ก่ สภาพทีท่ รงไว้ หมายความว่า ทรงสัตวผ์ ู้ปฏิบัตธิ รรมไวไ้ ม่ให้ตกไปในท่ีชั่ว "กลั ยาชน"ไดแ้ ก่
คนท่ีต้งั อย่ใู นกลั ยาณธรรม เปน็ คนมีความประพฤติ
ดีงาม เป็นที่นิยมถือของคนทัว่ ไป

การรกั ษาศลี

การรกั ษาเบญจศลี สามารถกระทาได้สองวธิ ี ดงั น้ี
1. สมาทานวริ ัติ คือ สมาทานหรือขอรบั ศีลจากภกิ ษุ ซ่ึงต่อมามกี ารพัฒนารูปแบบใหเ้ ป็นการกลา่ วคา
ขอและคารับศลี รวมทง้ั มีคาสรุปอานิสงส์ของศลี ด้วย ในอรรถกถาชาดก ปรากฏกตอนหน่งึ วา่ พระโพธิสัตว์
เคยใหเ้ บญจศลี แก่ยักษ์ด้วย น้ีหมายความว่า มใิ ช่แต่ภกิ ษุเท่าน้นั แมค้ ฤหสั ถท์ มี่ ศี ีลกส็ ามารถให้ศลี ตามทม่ี ผี ขู้ อได้
2. สัมปัตวิรัติ คือ งดเว้นไมท่ าบาปขณะประสบกับสถานการณ์ทก่ี ระตนุ้ ใหท้ าบาป
เบญจศีล และเบญจธรรม
คาว่า "ศีล" ได้แก่ ขอ้ ประพฤตขิ ้อปฏิบัตสิ าหรับควบคมุ กายและวาจาให้ต้ังอย่ใู นความดีงาม นอกจากน้ี "ศลี "
ยังแปลไดอ้ ีกหลายอยา่ ง เชน่ แปลว่า เยน็ ศรี ษะ เกษม สุข อดทน ความสารวม ความก้าวลว่ งละเมิด เป็นตน้

ผทู้ ถี่ อื ศีลย่อมได้รบั อานสิ งส์ อย่างน้ี คือ

1. ไมต่ อ้ งประสบความเดอื ดรอ้ นในภายหนา้
2. ย่อมประสบความสาเรจ็ ในการทามาหากนิ
3. ชอ่ื เสยี งเกยี รติยศของผู้มีศีลยอ่ มแพรห่ ลายไปในหมนู่ รชน (ในหมคู่ นด)ี
4. ยอ่ มเปน็ ผอู้ งอาจ ไมเ่ กอ้ เขนิ เมื่อเข้าไปในหมู่ของผู้มีศีล
5. เปน็ ผไู้ มห่ ลงทากาลกิรยิ า คือ กอ่ นตายกม็ ีสติ ตายไปอยา่ งสงบ ไม่ทุรนทุราย
6. เมอื่ ตายไปแลว้ ย่อมเข้าถึงสคุ ตโิ ลกสวรรค์ ไมต่ ้องตกนรก
7. ผู้ท่ีบาเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ มสี ติบรบิ รู ณ์ ยอ่ มทาตนให้สิ้นอาสวะได้ คอื สนิ้ กิเลสได้

ศลี ในทางพระพุทธศาสนามกี ารจัดอนั ดับข้อ ดงั ต่อไปนี้

ศลี 5 ข้อ สาหรับสาธชุ นท่ัวไป มชี ่ือเรียกวา่ นจิ ศีล ปกติศีล
ศลี 8 ข้อ สาหรบั อุบาสก อบุ าสกิ า มีชือ่ เรยี กว่า คหฏั ฐศลี อุโบสถศลี
ศลี 10 ขอ้ สาหรบั สามเณร สามเณรี มีชอ่ื เรียกวา่ อนปุ สมั ปันนศีล
ศลี 227 ข้อ สาหรบั พระภกิ ษุ มชี อ่ื เรียกวา่ ภิกขศุ ลี
ศีล 311 ขอ้ สาหรบั พระภกิ ษุณี มชี ่ือเรียกวา่ ภกิ ขนุ ศี ลี

มนุษยท์ ่ีเกิดมาในโลกน้ยี ่อมมรี ปู พรรณสัณฐานเปน็ ต่าง ๆ กัน บางคนกม็ ีรูปงามบางคนก็มรี ปู ทราม
ท้งั นยี้ ่อมแลว้ แต่เหตจุ ะตกแตง่ ให้ เหตุดีก็ตกแตง่ ใหม้ ีรูปงาม เหตุชว่ั ก็ตกแตง่ ใหม้ ีรปู ทรามเพราะเลือกเอา
ตามใจหวังไม่ได้ คนมรี ปู งามกเ็ ปน็ ทีน่ ยิ มชมชอบของผู้พบเห็น ถา้ มีรูปเลวทรามกต็ รงกนั ขาม เหมอื น
ดอกไม้ท่ีงามและไมง่ าม ถ้าเปน็ ดอกไม้งามและมกี ลน่ิ หอม กย็ ่อมเป็นชอบใจของคนท่วั ไป ถ้าเปน็ ดอกไม้ไม่
งามทงั้ ไรกลน่ิ หอมด้วยแล้ว ยงิ่ ไมม่ ีคนปรารถนาเลย คนเรากเ็ ชน่ เดียวกนั ถา้ รปู งามนา้ ใจดี ยอ่ มเป็นท่ีรักใคร่

นิยมชมชอบของผพู้ บเหน็ ถ้ารปู งามหากไร้คณุ ธรรมประจาใจ ก็สู้คนรูปชัว่ เลวทราม แต่มคี ุณธรรมประจาใจ
ไม่ได้ รูปพรรณสัณฐานไดม้ าอยา่ งไร ยอ่ มเปน็ อยู่อย่างน้นั ตดั แปลงแก้ไขไ้ มไ่ ด้ แต่ใจน้นั กม็ กั เป็นไปตามพื้น
เดิมถึงอย่างนน้ั ก็ยังมีทางแกไ้ ขได้ ด้วยความตั้งใจอนั ดเี หมอื นของที่ไมห่ อมมาแต่เดมิ เขายังอบให้หอมได้ แต่
ธรรมดาใจนน้ั มักผันแปรไมแ่ น่นอนมั่นคงลงได้นกั ปราชญ์มีพระพทุ ธเจ้า เป็นตน้ จึงไดก้ าหนดวางแบบแผน
ความประพฤตไิ ว้เป็นหลักฐาน การต้งั ใจประพฤติตามบญั ญัตนิ ้นั ชอื่ วา่ " ศีล" ศีลนี้เป็นแนวทางสาหรับใหค้ น
ประพฤตคิ วามดี คนเราแรกจะประพฤตคิ วามดี ถ้าไม่ถืออะไรเปน็ หลัก ใจยอ่ มไมม่ ั่นคง อาจเอนเอียงไปหา
ทจุ รติ อกี ได้ เพราะโมหะครอบงา เมอื่ บาเพญ็ ศีลใหบ้ ริบรู ณเ์ ปน็ ปกติมรรยาทได้แลว้ จงึ จะประพฤตคิ ุณธรรม
อยา่ งอ่ืน ก็มกั ย่งั ยนื ไม่ผนั แปร น้ีแลเปน็ ประโยชน์แห่งการบัญญตั ศิ ีลขึน้

ความมุ่งหมายอนั ดบั แรกพงึ รู้ว่า การรักษาศีลห้า หรอื ทีเ่ รยี กวา่ "เบญจศลี " นี้เปน็ การรกั ษาตนเอง
เป็นการป้องกันตนเอง ไมใ่ ห้เสียคน หรือท่ีเรยี กว่า เสยี ตวั เพราะตัวเราแตล่ ะคนนัน้ เปน็ ของหายากและมี
จากดั คือ มตี วั เดียวเทา่ น้นั ไม่มีตัวแทน อยกู่ ็อยหู่ มด เสยี ก็เสยี หมด เปน็ พระก็เป็นหมด เปน็ โจรกเ็ ป็นหมด
หรือ เขา้ คุกก็เขา้ หมดเช่นเดียวกัน การรกั ษาศลี ห้านัน้ มคี วามมุ่งหมายก็คือ ให้รักษาตนเองไว้ไม่ให้เสยี หาย
และยังผลพลอยไดอ้ ีกมากทัง้ ทางครอบครวั ทางสังคม ประเทศชาติ และเปน็ พน้ื ฐานให้ตนเองบาเพ็ญ สมาธิ
ปัญญา จนถึงไดม้ รรคผลนิพพาน พึงทราบว่าคนไม่มศี ลี ย่อมไม่อาจบาเพ็ญ สมาธิ ปัญญาใหไ้ ดผ้ ลเตม็ ทไ่ี ด้ฯ

หลกั สาคญั ในการรักษาศีล

ผู้ที่จะรักษาศีลห้า พงึ ทราบหลักในทางวิชาการ และทางปฏิบตั ิ โดยยอ่ คือ
1. ความมุง่ หมายในการรกั ษาศีล 5
2. ข้อหา้ มของผูร้ ักษาศลี 5

ความมุ่งหมายในการรักษาศีล 5

ดงั ไดก้ ล่าวมาแลว้ วา่ การรกั ษาศีลห้ามคี วามมงุ่ หมายในการปอ้ งกันรกั ษาตนไมใ่ ห้เสยี หาย ของทกุ สิ่ง
ทกุ อยา่ งมนั จะดีหรอื จะเสยี จะคงทนถาวรหรือชารดุ หกั พงั โดยงา่ ย สาคญั อยทู่ ีพ่ ืน้ ฐานของสิ่งนั้น ฉะน้ันชา่ ง
กอ่ สรา้ งที่เขาจะสร้างตกึ จงึ ต้องตอกเสาเขม็ ลงรากตรงจดุ ที่จะรับนา้ หนักไวแ้ ขง็ แรง ชีวติ ของคฤหัสถ์กเ็ ชน่ กนั
ต้องแบกนา้ หนัก เพราะเร่อื งครอบครวั เร่อื งหนา้ ที่การงาน เรื่องยากดมี ีจน ความสุขความทุกขร์ อ้ ยแปด จา
จะตอ้ งสร้างพน้ื ฐานของชีวติ ให้ม่นั คง จึงจะรับน้าหนกั ไวอ้ ยา่ งปลอดภัย เราจะเคยเหน็ คนทม่ี พี ้ืนฐานชวี ติ ไม่ดี
พอ พอตนจะต้องรับภาระหรือกระทบกระแทกเขา้ เลยต้องกระทาความผดิ ถงึ ตดิ คกุ ติดตะรางก็มี น่ันแสดง
ความท่ีชวี ิตพงั ทลายไป น่าเสยี ดายมาก ทางศาสนาชี้จุดสาคญั ทีจะต้องสรา้ งพนื้ ฐานไว้ให้ม่ันคงเปน็ พเิ ศษ 5
จุด เปน็ การปิดชอ่ งทางทต่ี วั เองจะเสีย 5 ทางด้วยกัน และวธิ ีวา่ นี้ ก็คอื การรักษาศีล 5 ขอ้

ศลี ข้อท่ี 1 ป้องกนั ทางทต่ี นจะเสยี หาย เพราะความโหดรา้ ย
ศีลขอ้ ที่ 2 ปอ้ งกนั ทางทตี่ นจะเสียหาย เพราะความมือไว้

ศลี ข้อที่ 3 ปอ้ งกันทางท่ตี นจะเสียหาย เพราะความใจเร็ว
ศลี ขอ้ ที่ 4 ป้องกันทางทต่ี นจะเสยี หาย เพราะขป้ี ด
ศีลข้อท่ี 5 ปอ้ งกนั ทางทตี่ นจะเสียหาย เพราะความขาดสติ
หมายความว่า ชวี ิตของคฤหัสถ์ทั้งหลายมักจะพังทลายในเพราะ 5 อย่างน้ี คือ
1. ความโหดร้ายในสันดาน
2. ความอยากไดท้ รัพย์ของคนอ่ืนในทางท่ผี ิดๆ
3. ความร่านในทางกามเกย่ี วกันเพศตรงขา้ ม
4. ความไมม่ สี จั จะประจาใจ
5. ความประมาทขาดสติ สัมปชัญญะ
วธิ ีแก้กค็ อื การหนั เขา้ มาปรบั พืน้ ฐานสันดานตนเอง โดยวิธรี ักษาด้วยเบญจศีล

ขอ้ ห้ามของผูร้ ักษาศีล 5

ความเบยี ดเบียนกนั ทางโลกซง่ึ เป็นไปโดยกายทวาร ยอ่ เปน็ 3 ประการ คอื
1. เบียดเบียนชีวติ รา่ งกาย
2. เบยี ดเบียนทรพั ยส์ มบตั ิ
3. เบยี ดเบยี นประเพณี คือ ทาเชอ้ื สายผู้อ่นื ให้สบั สน

ความประพฤติเสียดว้ ยวาจา อันมมี สุ าวาทคือกลา่ วคาเท็จเปน็ ท่ตี ัง้ คนจะประพฤติกเ็ พราะความ
ประมาท และความประมาทนั้นไมม่ มี ูลอ่ืนทียิง่ กว่านา้ เมา เม่อื ดืม่ เขา้ ไปแลว้ ยอ่ มทาใหค้ วามคดิ วปิ ริตทนั ที เหตุ
น้ันนักปราชญท์ ั้งหลายมีพระพทุ ธเจา้ เปน็ ต้นเลง็ เหน็ การณน์ จ้ ึงบัญญตั ิศลี มอี งค์ 5 ไว้ดงั กลา่ วแล้ว
คาอาราธนาศีล หมายความว่า การนมิ นต์ หรือ เชิญพระภกิ ษุ หรือผู้หนึ่งใหเ้ ป็นผ้ใู หศ้ ีล
คาสมาทานศีล หมายความว่า การวา่ ตามผู้ทเ่ี ราอาราธนาเพือ่ ใหศ้ ลี ตง้ั แต่ นโม ตสสฺ ภควต เป็นต้นไป
องค์แหง่ ศีลอย่างหนึ่งๆ เรียกว่า "สิกขาบท" ศลี มอี งค์ 5 จึงเป็นสิกขาบท 5 ประการรวมเรยี กว่า เบญจศลี การ
รักษาศลี คอื การต้ังเจตนางดเว้นจากการทาความผิดดงั ทา่ นบัญญัติไว้เปน็ เร่อื งทีต่ งั ใจงด ตงั้ ใจเว้น ตง้ั ใจไมท่ า
อกี ต้องมี "ความต้ังใจ" กากับไวเ้ สมอไม่ใช่เพราะมีเหตอุ ืน่ บังคบั ตน จงึ ไม่ทาความผดิ แต่ไมท่ าเพราะตนเองได้
ตัง้ ใจไวว้ า่ จะงดเวน้ ความตง้ั ใจดงั วา่ มานี้ ทางศาสนา เรียกวา่ " วิรัติ" เจตนาทีง่ ดเวน้ จากความชว่ั

วิรตั ิ

ผู้ปฏบิ ัติตามสกิ ขาบท 5 ประการนั้นยอ่ มมวี ิรตั ิดว้ ย วิรตั ิมี 3 ประการ คอื
1. สัมปัตตวิรตั ิ เว้นจากวัตถุทีจ่ ะพงึ ลว่ งไดอ้ นั มาถงึ เฉพาะหนา้ ไดแ้ ก่ วิรตั ขิ องตนท่วั ไป
2. สมาทานวิรัติ เวน้ ด้วยอานาจการถอื เป็นกจิ วัตร ไดแ้ ก่ พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสกิ า
3. สมุจเฉทวิรัติ เวน้ ด้วยตัดขาด มอี นั ไม่ทาอย่างนนั้ เป็นปกติ ได้แก่ พระอรยิ เจา้ (พระอรหันต)์

คาว่า รปู ธรรม - นามธรรม
คนท่เี กิดมาอาศยั เหตุแตง่ ขึ้น คมุ ธาตุทัง้ 4 คอื ดนิ นา้ ไฟ ลม ขึ้นเปน็ รา่ งกาย เรยี กว่า รูปธรรม แต่

เพราะอาศยั ความพรอ้ มเพรยี งแหง่ ธาตุ 4 จึงมใี จ รู้จักคิดตรติ รองและรสู้ กึ กาหนดหมายต่าง ๆ จงึ เรียกว่า
นามธรรม ถา้ รวมรูปธรรมและนามธรรมเขา้ ดว้ ยกนั เรียกว่า สงั ขาร ซ่งึ แปลว่าสงิ่ ท่ีเหตุแต่งขน้ึ

เรื่องที่ 2 คุณธรรม 9 ประการ

คณุ ธรรม 9 ประการ
1. ขยัน คอื ผู้ท่ีมคี วามตัง้ ใจเพียรพยายามทาหน้าทก่ี ารงานอย่างจริงจงั และต่อเน่ืองในเรื่องที่ถูกท่ี
ควร สงู้ านมีความพยายาม ไม่ทอ้ ถอย กล้าเผชิญอุปสรรค รักงานทที่ า ต้ังใจทาหน้าทีอ่ ยา่ งจรงิ จัง
2. ประหยัด คอื ผทู้ ่ีดาเนนิ ชีวติ ความเป็นอยู่อยา่ งเรยี บง่าย รจู้ กั ฐานะการเงินของตน คดิ ก่อนใช้ คิด
กอ่ นซื้อ เก็บออมถนอมใช้ทรัพย์สินส่ิงของอยา่ งคุ้มคา่ ไมฟ่ ุ่มเฟอื ย ฟุง้ เฟ้อ รูจ้ ักทาบัญชี รายรบั – รายจ่าย
ของตนเองอยู่เสมอ
3. ซ่ือสตั ย์ คอื ผู้ทม่ี คี วามประพฤตติ รงท้งั ตอ่ เวลา ต่อหนา้ ที่ และต่อวิชาชพี มีความจริงใจปลอดจาก
ความรูส้ กึ สาเอยี ง หรืออคติ ไม่ใช้เล่หก์ ลคดโกงท้ังทางตรงและทางอ้อม รบั ร้หู น้าทขี่ องตนเองปฏิบตั ิอยา่ ง
เตม็ ท่แี ละถกู ตอ้ ง
4. มีวนิ ัย คือ ผทู้ ปี่ ฏบิ ัตติ นในขอบเขต กฎ ระเบยี บของสถานศึกษา สถาบนั องคก์ ร และประเทศ
โดยที่ตนยนิ ดีปฏิบตั ติ ามอย่างเตม็ ใจและตัง้ ใจยึดม่ันในระเบียบแบบแผนข้อบังคบั และข้อปฏิบัติ รวมถึงการมี
วินัยทง้ั ตอ่ ตนเองและสังคม
5. สภุ าพ คอื ผทู้ ม่ี ีความอ่อนน้อมถอ่ มตนตามสถานภาพและกาลเทศะ มสี ัมมาคารวะ เรยี บร้อยไม่
กา้ วร้าว รนุ แรง หรือวางอานาจข่มผู้อ่ืนท้ังโดยวาจาและท่าทางเป็นผมู้ ีมารยาทดีงามวางตนเหมาะสมกบั
วฒั นธรรมไทย
6. สะอาด คอื ผู้ที่รักษารา่ งกาย ทอี่ ยอู่ าศยั และสง่ิ แวดล้อมไดอ้ ย่างถูกตอ้ งตามสุขลกั ษณะ ฝึกฝนจติ
ไมใ่ หข้ นุ่ มัว มคี วามแจ่มใสอยูเ่ สมอ ปราศจากความมัวหมองทั้งกาย ใจและสภาพแวดล้อมมีความผ่องใสเปน็ ท่ี
เจริญตาทาให้เกดิ ความสบายใจแก่ผพู้ บเหน็
7. สามัคคี คอื ผู้ที่เปิดใจกวา้ ง รับฟงั ความคิดเหน็ ของผ้อู ืน่ รู้บทบาทของตนทงั้ ในฐานะผู้นาและผู้
ตามทด่ี ี มีความมุ่งมั่นต่อการรวม พลงั ชว่ ยเหลือเกือ้ กูลกัน เพอื่ ให้การงานสาเรจ็ ลุล่วง สามารถแก้ปัญหาและ
ขจัดความขดั แย้งได้ เปน็ ผมู้ เี หตมุ ีผล ยอมรบั ความแตกต่าง ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิดและ
ความเชอื่ พร้อมท่ีจะปรบั ตัวเพอื่ อยรู่ ่วมกันอย่างสนั ติและสมานฉันท์

8. มนี ้าใจ คือ ผู้ใหแ้ ละผ้อู าสาชว่ ยเหลือสงั คม ร้จู กั แบง่ ปนั เสียสละความสุขส่วนตน เพอื่ ทา
ประโยชนใ์ หแ้ ก่ผูอ้ ื่น เห็นอก เห็นใจ และเห็นคุณค่าในเพื่อมนุษยแ์ ละผู้ทม่ี คี วามเดียดรอ้ น มีความเอ้ืออาทร
เอาใจใส่อาสาชว่ ยเหลอื สงั คมด้วยแรงกายและสติปัญญาลงมือปฏิบัตกิ ารเพื่อบรรเทาปญั หาหรือรว่ มสร้าง
สรรคส์ งิ่ ดีงามให้เกดิ ขน้ึ ในชุมชน

9.ความกตัญญู คือ ความร้คู ณุ หมายถึงความเป็นผมู้ ีใจกระจา่ ง มีสติ มีปัญญาบรบิ ูรณ์ รู้อุปการคณุ
ทีผ่ อู้ ่นื กระทาแลว้ แกต่ น ผู้ใดกต็ ามทท่ี าคณุ แก่ตนแล้ว ไม่วา่ จะมากกต็ าม นอ้ ยก็ตามแลว้ กต็ ามระลึกนึกถึงดว้ ย
ความซาบซง้ึ ไมล่ ืมเลย

กจิ กรรมท้ายบทท่ี 3
เบญจศลี และคุณธรรม 9 ประการ

======================================================================

คาส่งั …ให้ผู้เรียนทากจิ กรรมท้ายบทต่อไปนี้
1.เบญจศลี คอื

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

2.เบญจศลี ประกอบด้วยขอ้ ห้ามดังต่อไปน้ี

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

3.การรักษาเบญจศีล สามารถทาได้ย่างไร

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ --
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ --
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

4.ผูท้ ี่รักษาศีลจะไดร้ ับอานสิ งค์ อย่างไร

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เบญจศลี และคุณธรรม 9 ประการ

======================================================================

5.ข้อห้ามของผู้รกั ษาศีล 5 มีอะไรบา้ ง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

6.คุณธรรม 9 ประการ มอี ะไรบ้าง จงอธบิ ายพอสงั เขป

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------- ------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- -------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ---
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทท่ี 4
คุณธรรมในการครองเรอื น

สาระสาคัญ

การครองเรือน หรือ การใช้ชวี ิตสมรส คือ การทีฝ่ ่ายชายและฝา่ ยหญิงมคี วามพอใจซึ่งกนั และกัน

ตกลงใจ ที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน พร้อมท่ีจะเผชิญปัญหาและมีความสุขร่วมกัน การมาอยู่ร่วมกันของคนสอง
จะต้อง มีการปรับตัวเข้าหาซึ่งกันและกันแล้ว จาเป็นต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวที่ช่วยให้ทง้ั สองฝ่ายได้ใช้ชีวิตคจู่ นแก่
เฒ่า ตามสุภาษิตโบราณที่ว่า “ ถอื ไม้เท้ายอดทอง ตระบองยอดเพชร“ มหี ลักคณุ ธรรมการครองเรือนของ ทั้ง
สองฝ่ายตามหลักพุทธศาสนา การใช้ธรรมะในการเลือกคู่ครองมีผลท่ีจะทาให้การใช้ชีวิตคู่ดาเนินไป ได้อย่าง
ราบรนื่ และอยจู่ นแกเ่ ฒา่ เปน็ การเลอื กโดยมองเหน็ ดว้ ยตา ใชธ้ รรมะ สมชวี ธิ รรม 4

ผลการเรยี นรทู้ คี่ าดหวัง

1. ผเู้ รยี นบอกความหมายคุณธรรมในการครองเรือน
2. อธิบายถงึ หลักธรรมของการใชช้ วี ติ ค่ไู ด้
3. ศกึ ษาหลักธรรมและนาไปปรบั ใชใ้ นการดาเนินชวี ิต

ขอบข่ายเนอื้ หา
เรือ่ งท่ี 1 คณุ ธรรมในการครองเรือน
เรื่องท่ี 2 สมชีวธิ รรม 4
เร่ืองท่ี 3 ฆราวาสธรรม 4

เร่ืองท่ี 1 คุณธรรมในการครองเรือน

การครองเรอื น หรอื ชวี ติ สมรส คือการทช่ี ายและหญงิ มีความพอใจในรสสัมผัสซึง่ กนั และกนั ตกลง
ใจที่จะใชช้ ีวติ คูร่ ่วมกัน จะเผชิญกับปญั หารว่ มกนั และมคี วามพยายามท่ีจะดาเนินชวี ติ รว่ มกนั เพ่ือความสขุ ใน
การครองเรอื น การที่บุคคล 2 คน ซง่ึ ตา่ งกม็ ีพนื้ ฐานจากครอบครัวเดิมต่างกัน มีความคิด ค่านยิ ม รสนยิ ม
ต่างกนั มาอยรู่ ว่ มกนั ย่อมก่อใหเ้ กิดปัญหาครอบครัวจะมสี ุขได้ เพราะด้วยเหตุจากการประพฤตติ นของสามี
และภรรยา บุคคลทง้ั สองน้ีเป็นผู้ทม่ี ีความสามารถดลบันดาลให้ครอบครัวนัน้ ๆ เป็นสวรรคท์ ่ีนา่ อยหู่ รอื เปน็
นรกกไ็ ด้

ดังน้ันการเลือกใครมาเป็นคู่ครองของตนนั้น พระพุทธเจา้ ทรงแสดงสมชีวกิ ถา 4 ข้อ คือเหตุที่ทาให้คู่
สมรสครองเรือนได้ยืดยาว

1. สมศรทั ธา ให้เลือกบุคคลท่มี ีความเชอ่ื เลือ่ มใสในศาสนาหรอื สง่ิ เคารพบูชาต่าง ๆ เหมือนกัน มี
ความคดิ เห็นในเรือ่ งใดเรอื่ งหน่ึงเหมอื นกนั มีจดุ ม่งุ หมายในชวี ิตเหมือนกนั ตลอดจนมีรสนิยมตรงกนั

2. สมศีลา ให้เลอื กบุคคลทม่ี ีความประพฤติ ศีลธรรม จรรยามารยาท มพี ื้นฐานการอบรมพอเหมาะ
สอดคล้องกัน ไปกนั ได้ หรอื อยใู่ นระดับเดยี วกัน จะไดไ้ ม่เปน็ เหตใุ ห้เกิดความรังเกยี จิซึ่งกนั และกนั

3. สมจาคา ใหเ้ ลือกบุคคลทีม่ ีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบออ้ มอารี มใี จกว้าง มีความเสยี สละ มคี วาม
พร้อมทจ่ี ะชว่ ยเหลือเกือ้ กลู ผอู้ ื่น บุคคลท่เี สมอกนั ดว้ ยจาคะนจี้ ะทาให้ครอบครัวอยเู่ ย็นเป็นสขุ เพราะเมื่อ
คนเราอยูด่ ว้ ยกนั ก็ตอ้ งเสียสละท้งั ทรัพยส์ นิ เสียสละความสขุ ของตน เพอื่ เกือ้ กลู ซ่งึ กนั และกัน

4. สมปญั ญา ใหเ้ ลอื กบุคคลที่มีปัญญาเสมอกัน คือ ร้จู ักเหตุ รูจ้ ักผล รูจ้ ักดี รจู้ กั ชวั่ ร้จู กั สิ่งทเี่ ปน็
ประโยชน์ ส่ิงท่ไี มใ่ ช่ประโยชน์ มีการใชค้ วามคิดเพ่ือแก้ปัญหา

นอกเหนอื จากการเลอื กคโู่ ดยใช้หลกั สมชีวิกถา 4 แล้ว พระพุทธเจา้ ทรงสอนใหเ้ ลอื กคนทมี่ ีลักษณะ 4
อยา่ งดังตอ่ ไปนี้มาเปน็ คู่ครอง เพอื่ ประโยชนส์ ขุ ในปจั จบุ นั ชาติ (ทฏิ ฐธัมมกิ ตั ถประโยชน์)

1. เลอื กบคุ คลทีม่ ีความขยนั ในการประกอบอาชพี
2. เลอื กบคุ คลทเ่ี ปน็ คนประหยัด รู้จักออมทรพั ย์
3. เลอื กบคุ คลท่ีรจู้ กั คบคนดเี ป็นเพอ่ื น
4. เลอื กบคุ คลท่ีมกี ารเล้ียงชีวิตตามสมควรแกก่ าลังทรัพยท์ ี่หามาได้ ไมใ่ ห้ฝืดเคืองนัก ไม่ใหฟ้ ้งุ เฟอ้ นัก

เร่ืองที่ 2 สมชีวธิ รรม 4

สมชีวธิ รรม 4 คอื หลักธรรมคชู่ วี ติ เปน็ หลกั ธรรมที่ทาใหค้ ู่สมรสใช้ชีวิตอยู่ด้วยกนั จนเฒ่าจนแก่
มดี ังนี้

1. สมศรัทธา เลือกบุคคลที่มีความเล่ือมใสในศาสนา หรือเคาพรบูชาส่ิงต่างๆเหมือนกันมีความ
คิดเห็นเหมือนกัน มีรสนิยมตรงกัน มีจุดมุ่งหมายในชีวิตเหมือนกัน หรือถ้าจะนับถือศาสนาต่างกันต้องให้
เกียรติและเคารพสิทธิความเช่ือของอีกฝ่ายหน่ึง ไม่ดูถูกเหยียดหยาม หรือก้าวก่ายความเชื่อถือของอีกฝ่าย
หนึ่ง สรุปได้ว่าการมีศรัทธาสมกันจะมีแนวคิด มีความเช่ือ มีค่านิยม และมีเจตคติไปทางเดียวกันและท่ี
สาคัญคือ ยอมรบั ฟังความคิดเห็นของคนอื่น ไม่ด้อื ดึงดนั ว่าความคิดของตนเองถกู ตอ้ ง

2. สมศีล เลือกบุคคลท่ีมีความประพฤติ มีศีลธรรม จรรยามารยาท และมีพ้ืนฐานการดารงชีวิตที่
คล้ายคลึงกัน หรอื อยู่ในระดับเดียวกัน ฝ่ายหนงึ่ ทาบุญตักบาตรประจา อีกฝ่ายจะทาหรือไม่ทาก็ได้ ไม่บงั คับ
ซ่ึงกันและกัน ส่วนเร่ืองท่ีไม่ถูกต้องหรือไม่ดีงามท่ีเคยประพฤติก่อนแต่งงาน ต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น เช่น
การเที่ยวกลางคืน การดม่ื สุรา เป็นต้น

3. สมวาจา เลือกบุคคลทมี่ ีความเอ้ือเฟ้อื เผอ่ื แผ่ มีจิตใจโอบอ้อมอารี มใี จกวา้ ง มีความเสียสละและ
มีความพร้อมทีจ่ ะช่วยเหลือเกื้อกลู ผ้อู ื่น บุคคลท่มี ีลักษณะเช่นน้ี จะทาให้คนในครอบครวั อยู่เยน็ เป็นสุข คนเรา
อย่ดู ว้ ยกันจะตอ้ งมีการเสียสละท้งั ทรัพยส์ นิ เสยี สละความสุขส่วนตนและช่วยเหลือเก้ือกลู ซึง่ กนั และกนั

4. สมปัญญา เลือกบคุ คลท่ีมีสติปญั ญาเท่ากัน หรือใกล้เคียงกัน เปน็ ผู้ท่รี จู้ กั เหตุ รจู้ กั ผล รูจ้ ักช่ัว
ร้จู กั วา่ ส่ิงทม่ี ปี ระโยชน์ และสิ่งใดไม่เปน็ ประโยชน์ ใชค้ วามคิดในการแหไ้ ขปัญหา ยอมรับฟงั ตุผล

เรือ่ งท่ี 3 ฆาราวาสธรรม

คาว่า ครอบครัว เป็นคาท่ีสาคัญและมีความหมายซ่อนปริศนาธรรมอยู่ภายใน แยกมาจากคาว่า
ครอบ กับคาว่า ครัว คาวา่ ครอบ มีความหมายว่า การเอาของทม่ี ีลักษณะภายในโปร่งคล้ายๆ ขันคว่าปิด
เอาไว้ และ คาว่า ครัว มีความหมายว่า เรือนหรือโรงทากับข้าว ในท่ีน้ีคือ บ้านหรือเรือนน่ันเอง ดังนั้น
ครอบครัว หมายถึง การครอบคนสองคนไว้ในบ้านหรือเรือนเดียวกันไม่ให้จากกันไปไหน เม่ือทราบ
ความหมายอย่างนี้แล้ว ก็จะทาใหเ้ ห็นภาพชดั ว่า การมีครอบครัวก็คือการใช้ชีวติ อยู่ร่วมกันภายใต้หลังคาบ้าน
หรอื เรือนเดยี วกันไปจนกวา่ ชวี ิตจะหาไม่

การที่คนสองคนใช้ชวี ิตอยูด่ ้วยกนั นั้น ยอ่ มเปน็ เรือ่ งทยี่ ากพอสมควร เพราะความคดิ เหน็ ของคนทงั้
สองอาจมไี มเ่ หมือนกนั จาเปน็ ต้องมีการปรับหรอื จูนความคิดเห็นเขา้ หากัน เพอื่ ลดความบาดหมางกัน หรือ
โกรธเคืองกัน หากสามารถสร้างความคดิ เหน็ ให้เป็นอย่างเดียวกันได้ กจ็ ะนาไปสกู่ ารสรา้ งครอบครัวให้มี

ความสุข ดังน้ัน จงึ ควรทราบหลักธรรมท่ีใชส้ าหรบั การดาเนนิ ชีวิตครอบครัว เพอ่ื สร้างความรกั ความเข้าใจ
กนั ใหม้ ากขึน้ หลกั ธรรมทอ่ี ยากจะนามาเสนอไว้ในที่นีค้ อื หลักฆราวาสธรรม (ธรรมะสาหรบั ผคู้ รองเรอื น)
ประกอบดว้ ย

ฆาราวาสธรรม คาว่า “ฆาราวาส” หมายถึงคนทั่วๆไปทไี่ มใ่ ชน่ กั บวช ไดแ้ ก่ ผูค้ รองเรอื น
ฆาราวาสธรรม หมายถงึ ธรรมของผูค้ รองเรอื น เปน็ ข้อปฏบิ ตั ิสาหรบั การมชี ีวติ อยูร่ ว่ มกบั คนอ่ืนไดอ้ ยา่ งมี
ความสุข

ฆาราวาสธรรม ทส่ี าคัญ มี 4 ประการ คือ
1. สจั จะ มคี วามสัตย์ต่อตนเอง มีความรบั ผดิ ชอบ ประพฤตปิ ฏบิ ัติต่อผอู้ ืน่
2. ทมะ ได้แก่ การฝกึ ฝนตนเองและขม่ ใจตนเองในด้านต่างๆปรับปรงุ ตนใหเ้ จรญิ กา้ วหน้า ยับยัง้
จิตใจตนเองไมใ่ ห้หลงมัวเมาในอบายมุขต่างๆ
3. ขันติ มีความอดทนต่อความยากลาบากท้ังกายและจิตใจ
4. จาคะ มคี วามเสยี สละ จิตใจกวา้ งขวาง เอ้อื เฟอื้ เผื่อแผ่ เสียสละทรพั ย์สนิ สิ่งของสว่ นตนเพ่อื
ประโยชนส์ ว่ นรวม

หน้าทท่ี ี่ต้องปฏบิ ัตติ ่อกนั ของสามี-ภรรยา

เมอื่ ผา่ นขั้นตอนการเลอื กคู่แลว้ การอย่รู ่วมกันเปน็ สามีภรรยา ท้ังคูจ่ ะตอ้ งมหี นา้ ที่ที่ต้องปฏบิ ตั ิตอ่ กัน ดงั น้ี
สามมี หี นา้ ท่ี 5 ประการ

1. ให้ความนับถอื ยอมรับฐานะแห่งภรรยา
2. ยกยอ่ งใหเ้ กียรติ ไม่ดหู มน่ิ เหยียดหยาม
3. มคี วามซื่อสัตย์ ไม่นอกใจ
4. มอบความเป็นใหญ่
5. หาเครื่องประดับ เคร่ืองแตง่ กายมามอบให้
ภรรยามหี นา้ ที่ 5 ประการ
1. จดั ดแู ลงานบา้ นใหเ้ รยี บรอ้ ย
2. ใสใ่ จสงเคราะหค์ นข้างเคยี งของสามี
3. ซอื่ สัตย์ ไมป่ ระพฤติผิดนอกใจ
4. ช่วยประหยดั ดแู ลรกั ษาทรัพย์ท่ีหามาได้
5. ขยนั ไมเ่ กียจครา้ นในงานทง้ั ปวง


Click to View FlipBook Version