The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รหัสวิชา สค33023 วิชาคุณธรรมเพื่อพัฒนาสังคมไทย ระดับ ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rawa_30, 2021-01-30 01:39:18

คุณธรรมเพื่อพัฒนาสังคมไทย ม.ปลาย

รหัสวิชา สค33023 วิชาคุณธรรมเพื่อพัฒนาสังคมไทย ระดับ ม.ปลาย

Keywords: คุณธรรม

หนังสอื เรียนวชิ าเลือก สาระการพฒั นาสังคม

รายวิชา คุณธรรมเพอ่ื พฒั นาสงั คมไทย รหสั สค33023
ระดับ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551

สาํ นักงานสง่ เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยจังหวัดสโุ ขทัย
สาํ นักงานส่งเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั
สํานกั งานปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

คาํ นาํ

สํานักงาน กศน.จงั หวัดสโุ ขทัย ไดจ้ ดั ทําหนังสือเรียนรายวชิ าคุณธรรมเพ่ือพฒั นาสงั คมไทย ระดบั
มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย เปน็ รายวิชาเลอื ก จํานวน 1 หน่วยกิต หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ัน
พนื้ ฐานพทุ ธศักราช 2551 สาํ หรับนักศึกษาได้ใชป้ ระกอบการเรยี นขึ้น ซ่งึ มรี ายละเอยี ดเกีย่ วกับเน้ือหา และ
กิจกรรมการเรียนรู้ สาํ หรับให้นกั ศกึ ษาได้ทํากิจกรรม หรอื แบบฝึกปฏบิ ตั ิทก่ี ําหนดให้ครบถ้วน จะทําใหเ้ กิด
ความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถตามผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังของหลกั สตู ร

คณะผูจ้ ดั ทําหนงั สอื ฉบับน้ีหวังว่า จะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา ครู และผู้สนใจ ท้ังนี้ขอขอบคุณผู้มีส่วน
รว่ มจัดทําหนงั สือเรียนฉบับนีใ้ หส้ าํ เรจ็ ด้วยดไี ว้ในโอกาสนด้ี ว้ ย

สาํ นักงาน กศน.จงั หวัดสโุ ขทัย

สารบญั หนา้

คาํ นาํ 1
คําแนะนาํ ในการใชห้ นังสือเรยี น 2
โครงสร้างรายวชิ าคุณธรรมเพอื่ พัฒนาสงั คมไทย 4
แบบทดสอบก่อนเรียน 8
บทที่ 1 ความหมาย 19
19
เร่ืองที่ 1 ความหมายคุณธรรม 19
เรอ่ื งที่ 2 ความหมายการพัฒนา 20
เรอ่ื งท่ี 3 ความหมายสังคมไทย 20
บทที่ 2 สังคหวัตถุ 4 22
เร่อื งท่ี 1 ทาน 23
เรื่องที่ 2 ปิยวาจา 26
เร่ืองที่ 3 อัตถจริยา 28
เร่ืองท่ี 4 สมานตตา 38
บทท่ี 3 คณุ ธรรมสําหรบั พัฒนาสังคม 3 ประการ 39
เรอ่ื งท่ี 1 สามคั คี 41
เร่ืองท่ี 2 มนี ้าํ ใจ 68
เรอ่ื งท่ี 3 มวี ินยั
บทที่ 4 ประเพณไี ทยในการพัฒนาสงั คมไทย
เรือ่ งท่ี 1 การลงแขก (การเอาแรงกัน)
เรอื่ งที่ 2 การทําบญุ ในวันสาํ คญั ทางศาสนา
เรื่องท่ี 3 การร่วมวนั สําคัญของชาติแบบทดสอบหลังเรยี น
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก

คาํ แนะนาํ ในการใชห้ นงั สือเรียน

หนังสอื เรยี นสาระการพฒั นาสงั คม รายวชิ าเลือกคณุ ธรรมเพ่อื พฒั นาสังคมไทย (รหัส สค 33023)
เป็นหนังสอื เรียนท่ีจดั ทาํ ขึน้ สาํ หรบั ผ้เู รยี นนอกระบบ

ในการศึกษาหนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคมรายวิชาเลือกคุณธรรมเพื่อพัฒนาสังคมไทย
ผู้เรียนควรปฏิบตั ิดังนี้

1. ศึกษาโครงสร้างรายวิชาให้เข้าใจในหัวข้อและสาระสําคัญ ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวังและขอบข่าย
เนื้อหาของรายวชิ าน้ันๆ โดยละเอยี ด

2. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแต่ละบทอย่างละเอียดและทํากิจกรรมที่กําหนด แล้วทําความเข้าใจ
ก่อนทจ่ี ะศกึ ษาเรื่องตอ่ ไป

3. ปฏิบตั กิ ิจกรรมท้ายเรอ่ื งของแต่ละเรื่อง เพ่อื ใช้ในการสรุปความรู้ ความเข้าใจของเน้ือหาในเรื่องน้ันๆ
อีกครั้ง และการปฏิบัติกิจกรรมแต่ละเนื้อหา แต่ละเร่ืองผู้เรียนสามารถนําไปตรวจสอบกับครูและเพ่ือนๆท่ีร่วม
เรียนในรายวิชาและระดับเดียวกนั ได้

4. หนงั สือเรยี นนม้ี ี 4 บท

บทท่ี 1 ความหมาย
เรอ่ื งท่ี 1 ความหมายคณุ ธรรม
เรื่องที่ 2 ความหมายการพฒั นา
เรอ่ื งท่ี 3 ความหมายสังคมไทย

บทท่ี 2 สังคหวตั ถุ 4
เรอ่ื งที่ 1 ทาน
เรื่องท่ี 2 ปยิ วาจา
เร่อื งท่ี 3 อัตถจริยา
เร่อื งที่ 4 สมานตตา

บทที่ 3 คุณธรรมสาํ หรบั พัฒนาสงั คม 3 ประการ
เรือ่ งที่ 1 สามัคคี
เรื่องท่ี 2 มนี าํ้ ใจ
เรื่องท่ี 3 มวี ินยั

บทท่ี 4 ประเพณีไทยในการพัฒนาสงั คมไทย
เรอ่ื งที่ 1 การลงแขก (การเอาแรงกัน)
เรื่องที่ 2 การทําบญุ ในวันสาํ คัญทางศาสนา
เรอ่ื งท่ี 3 การร่วมวนั สาํ คัญของชาติ

โครงสร้างหนังสือรายวชิ าคุณธรรมเพื่อพฒั นาสงั คมไทย

สาระสําคัญ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คุณธรรมเพ่ือพัฒนาสังคมไทย เป็นการจัดกิจกรรมท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้
บูรณาการทักษะต่าง ๆ ไปพร้อมกับการสร้างสถานการณ์ในการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ โดยมีครูเป็นผู้ให้
คาํ ปรึกษา โดยใหผ้ ู้เรยี นได้ฝึกคุณธรรมเพอ่ื พัฒนาสังคมไทย และมเี จตคติท่ีดีต่อการเรียนรู้ด้วยตนเองท่ีทําให้การ
เรยี นรูด้ ว้ ยตนเองประสบความสําเรจ็ และนาํ ความรูไ้ ปใช้ในวถิ ีชีวิตใหเ้ หมาะสมกับตนเอง และชมุ ชน สงั คม

ผลการเรียนรู้ทีค่ าดหวงั

1. เพ่ือให้ผ้เู รยี นอธิบายความหมาย ความสําคญั และประโยชน์ของคุณธรรมเพ่ือพฒั นาสงั คมไทย
2. เพ่ือใหผ้ ูเ้ รียนอธบิ ายองค์ประกอบของคุณธรรมเพื่อพัฒนาสังคมไทย
3. เพ่ือส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นได้ฝึกทกั ษะในการอ่าน คดิ วเิ คราะห์ เขยี น
4. เพ่อื ใหผ้ เู้ รยี นมีความรแู้ ละสามารถนําคุณธรรมเพ่ือพฒั นาสงั คมไทยไปใช้กบั ตนเองได้

ขอบข่ายเนอ้ื หา

บทท่ี 1 ความหมาย
เรอ่ื งท่ี 1 ความหมายคุณธรรม
เรอื่ งที่ 2 ความหมายการพัฒนา
เร่ืองที่ 3 ความหมายสังคมไทย

บทที่ 2 สงั คหวตั ถุ 4
เรื่องที่ 1 ทาน
เร่ืองที่ 2 ปยิ วาจา
เร่อื งท่ี 3 อัตถจริยา
เรอ่ื งที่ 4 สมานตตา

บทท่ี 3 คุณธรรมสาํ หรบั พัฒนาสงั คม 3 ประการ
เรอื่ งที่ 1 สามคั คี
เรอ่ื งที่ 2 มีนํ้าใจ
เร่ืองที่ 3 มวี นิ ยั

บทท่ี 4 ประเพณีไทยในการพฒั นาสงั คมไทย
เร่ืองที่ 1 การลงแขก (การเอาแรงกัน)
เรื่องท่ี 2 การทาํ บญุ ในวันสําคัญทางศาสนา

คาํ อธิบายรายวชิ า สค 33023 คุณธรรมเพ่อื พฒั นาสังคมไทย จํานวน 3 หนว่ ยกติ
ระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษาตอนปลาย

มาตรฐานท่ี 5.4 มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ เห็นความของหลักการพฒั นา และสามารถพัฒนาตนเอง ครอบครัว

ชุมชน สงั คม

ศึกษาและฝกึ ทกั ษะเกย่ี วกบั เรอื่ งต่อไปนี้
ความหมาย ความสําคญั และประโยชน์ของคุณธรรมเพื่อพัฒนาสงั คมไทย
องคป์ ระกอบของคณุ ธรรมเพื่อพฒั นาสังคมไทย

บทที่ 1 ความหมาย
เร่ืองที่ 1 ความหมายคณุ ธรรม
เร่อื งท่ี 2 ความหมายการพฒั นา
เรอ่ื งที่ 3 ความหมายสังคมไทย

บทที่ 2 สงั คหวัตถุ 4
เรื่องที่ 1 ทาน
เรอื่ งท่ี 2 ปยิ วาจา
เรอ่ื งที่ 3 อัตถจริยา
เรอ่ื งที่ 4 สมานตตา

บทท่ี 3 คุณธรรมสาํ หรบั พัฒนาสังคม 3 ประการ
เรื่องท่ี 1 สามัคคี
เรอื่ งที่ 2 มนี ํ้าใจ
เรื่องท่ี 3 มวี ินยั

บทที่ 4 ประเพณไี ทยในการพัฒนาสังคมไทย
เรอ่ื งท่ี 1 การลงแขก (การเอาแรงกัน)
เรือ่ งที่ 2 การทาํ บญุ ในวันสําคญั ทางศาสนา

การจัดประสบการณก์ ารเรยี นรู้
ควรจัดในลักษณะของการบูรณาการทักษะต่าง ๆ ไปพร้อมกับการสร้างสถานการณ์ในการเรียนรู้อย่าง

สร้างสรรค์ เพ่ือฝึกให้ผู้เรียนได้ศึกษาคุณธรรมเพื่อพัฒนาสังคมไทยและมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ด้วยตนเองท่ีทํา
ให้การเรียนรู้ด้วยตนเองประสบความสําเร็จ และนําความรู้ไปใช้ในวิถีชีวิตให้เหมาะสมกับตนเอง และชุมชน
สงั คม

การวดั และประเมนิ ผล
ใชก้ ารประเมนิ จากสภาพจรงิ ของผ้เู รียนท่ีแสดงออกและทําแบบทดสอบและสังเกตจุ ากการปฏิบตั ิ

รายละเอยี ดคาํ อธบิ ายรายวชิ า สค 33023 คณุ ธรรมเพอื่ พฒั นาสังคมไทย
จาํ นวน 3 หนว่ ยกิต ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

มาตรฐานท่ี 5.4 มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ เห็นความของหลักการพัฒนา และสามารถพฒั นาตนเอง ครอบครัว

ชุมชน สังคม

ที่ หัวเรื่อง ตวั ชี้วัด เนือ้ หา จาํ นวน
(ชั่วโมง)

15 คณุ ธรรมเพือ่ พัฒนา 1. ร้เู ขา้ ใจความหมายและ 1. ความหมาย ความสําคัญและ 120

สังคมไทย ความสําคัญของคุณธรรม ประโยชน์คณุ ธรรมเพื่อพัฒนา

เพ่ือพัฒนาสังคมไทย สงั คมไทย

2. บอกหรืออธิบาย 2. องคป์ ระกอบของคุณธรรม

องคป์ ระกอบ คุณธรรม,การ เพอ่ื พัฒนาสงั คมไทย

พฒั นา,สงั คมไทย บทท่ี 1 ความหมาย

3. สามารถนําคณุ ธรรมไป ความหมายคุณธรรม

ปรบั ใช้กบั ชีวิตประจาํ วนั ได้ ความหมายการพฒั นา

ความหมายสงั คมไทย

บทท่ี 2 สงั คหวตั ถุ 4

ทาน

ปยิ วาจา

อัตถจรยิ า

สมานตตา

บทที่ 3 คุณธรรมสาํ หรบั

พัฒนาสงั คม 3 ประการ

สามัคคี

มนี า้ํ ใจ

มวี นิ ยั

บทที่ 4 ประเพณีไทยในการ

พัฒนาสังคมไทย

การลงแขก (การเอาแรงกนั )

การทําบุญในวันสาํ คญั ทาง

ศาสนา

การรว่ มวันสําคัญของชาติ

แบบทดสอบก่อนเรียน

1. การมคี ณุ ธรรมเริ่มจากที่ใด

ก. ตัวบคุ คล ข. โรงเรียน

ค. วดั ง. ครอบครวั

2. ข้อใดคือความหมายโดยสรุปของคุณธรรม

ก. ความงามของบคุ คลิ ข. ความดีทต่ี ้องทาํ

ค. จติ ใจของบคุ คล ง. สภาพคณุ งามความดี

3. ขอ้ ใดไม่คุณธรรมตามแนวคดิ ของ อริสโตเตลิ อริสโตเติล นักปราชญช์ าวกรีก

ก. ความรอบรู้ ข. การรักษาความสตั ย์

ค. ความกล้าหาญ ง. การร้จู ักประมาณตน

4. ความหมายของคําว่า พฒั นา ในทาง สงั คม หมายถึง

ก. ความเจริญเตบิ โต ข. เปน็ เร่อื งเกย่ี วกับการชกั ชวน

ค. การเปลย่ี นแปลงในทางท่ีดี ง. การเปล่ยี นแปลงในระบบอุตสาหกรรม

5. สถาบันแรกทีจ่ ะอบรมคุณธรรมให้กับตวั บคุ คลคอื

ก. ครอบครวั ข. โรงเรียน

ค. วดั ง. มหาลัย

6. ขอ้ ใดคือความหมายของ สังควัตถุ 4

ก. การวางตนเปน็ กลาง ข. หลักธรรมของการอยู่ร่วมกันในสงั คมอยา่ งสงบสุข

ค. หลกั ธรรมในการทาํ งาน ง. หลกั ธรรมในการครองเรือน

7. ขอ้ ใดไมใ่ ช่หลักธรรมของสังคหวตั ถุ 4

ก. ทาน ข. ปยิ วาจา

ค. หริ ิโอตะปะ ง. สมานัตตา

8. ผู้ตดั สินกีฬาทีด่ ีควรยดึ หลักธรรมใน สังคหวตั ถุ 4 ในข้อใด

ก. ทาน ข. ปยิ วาจา

ค. อัตถจริยา ง. สมานัตตา

9. สาราณยี ธรรม หมายถึง

ก. ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกนั ข. ธรรมในการครองตน

ค. ธรรมในการอยู่รว่ มกัน ง. ธรรมในการทาํ งาน

10. ในทาง ธรรมะ ตัวคนเรามีของสําคญั อยู่ 2 อยา่ ง ในการดาํ เนินชวี ิตคอื

ก. ชีวติ กับ ชวี า ข. จติ ใจ กบั ร่างกาย

ค. ร่างกาย กับ ชีวิต ง. ชวี ติ กบั จติ ใจ

11. ศีล ขอ้ ใดทห่ี า้ มในเรื่องของชู้

ก. 1 ข. 2

ค. 3 ง. 4

12. วนิ ยั สําหรับคฤหัสถผ์ ู้ครองเรือนทส่ี าํ คญั คอื

ก. ศีล 5 ข. ศีล 8

ค. ศลี 27 ง. ศลี 217

13. วนิ ยั ธรรมสําหรบั ผู้ครองเรอื นหรือประชาชนชายหญิงทั่วๆไปคอื

ก. ศลี วินยั ข. อาคารยิ วินยั

ค. อนาคารยิ วินัย ง. อานาคาริยวินัย

14. การลงแขก (การเอาแรงกัน) หมายถึง

ก. การกระทาํ ซําเราขมขนื ผู้อ่ืน ข. การจ้างมาทํางาน

ค. การหา หารวาน มาชว่ ยทํางาน ง. การรับเหมา

15. ข้อใดคอื องคป์ ระกอบของการประเมนิ ชน้ิ งาน

ก. ผลงาน และ ส่วนท่เี ปน็ ช้ินงาน ข. ผลงาน และ สว่ นประกอบทว่ั ไป

ค. กระบวนการทาํ งาน และ แฟ้มสะสมงาน ง. กระบวนการทาํ งาน และ ลักษณะนิสยั การทาํ งาน

16. ประเพณีการลงแขกเปน็ วัฒนธรรมท่ีมมี าจากอดตี ในภาคใด

ก. ภาคเหนอื ข. ภาคใต้

ค. ภาคกลาง ง. ภาคอสี าน

17. วนั สําคญั ทางศาสนาวนั ใดที่เปน็ วนั ถวายพระเพลงิ พระพทุ ธเจา้

ก. วันพระ ข. วนั อฏั ฐมีบุชา

ค. วันโกน ง. วันอาสาฬหบูชา

18. วนั พระหรอื ธรรมสวนะหมายถึง

ก. วนั ท่ีถอื กาํ หนดพระอรหัน ข. วนั ท่ถี ือกําหนดแกว้ 3 ประการ

ค. วันท่ปี ระชุมถือศีลในพทุ ธศาสนา ง. วันท่ีไมใ่ ห้พระออกไปทํากิจธรุ ะตา่ งวดั

19. ประเพณี การตักบาตรเทโว กระทํากันในเทศกาลใด

ก. สงกรานต์ ข. ปใี หม่

ค. เขา้ พรรษา ง. ออกพรรษา

20. คาํ วา่ “กู” กําหนดในสมัยใด

ก. สมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ข. พอ่ ขุนรามคําแหง

ค. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ง. รัชกาลท่ี 5

หนงั สอื เรียนวชิ าเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าคุณธรรมเพ่อื พัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 1

บทท่ี 1
ความรูเ้ บ้อื งตน้ เกยี่ วกบั คณุ ธรรมเพื่อพฒั นาสังคมไทย

สาระสาํ คญั

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คุณธรรมเพื่อพัฒนาสังคมไทย เป็นการจัดกิจกรรมท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้
บูรณาการทักษะต่าง ๆ ไปพร้อมกับการสร้างสถานการณ์ในการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ โดยมีครูเป็นผู้ให้
คาํ ปรกึ ษา โดยให้ผูเ้ รียนได้ฝกึ คุณธรรมเพ่อื พัฒนาสังคมไทย และมีเจตคติท่ีดีต่อการเรียนรู้ด้วยตนเองท่ีทําให้การ
เรยี นร้ดู ้วยตนเองประสบความสาํ เรจ็ และนําความรไู้ ปใชใ้ นวิถชี ีวิตให้เหมาะสมกบั ตนเอง และชุมชน สงั คม

ผลการเรยี นรทู้ ี่คาดหวงั

เพอ่ื ใหผ้ เู้ รียนอธิบายความหมาย ความสาํ คัญและประโยชน์ของคุณธรรมเพ่ือพฒั นาสงั คมไทย

ขอบข่ายเนอ้ื หา

เรอื่ งที่ 1 ความหมายคุณธรรม
เร่ืองที่ 2 ความหมายการพัฒนา
เรอื่ งที่ 3 ความหมายสงั คมไทย

หนังสอื เรยี นวิชาเลือก สาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าคุณธรรมเพือ่ พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 2

เร่อื งที่ 1 ความหมายของคุณธรรม

คุณธรรม (Moral ) คอื คณุ + ธรรมะ คณุ งามความดีทเี่ ป็นธรรมชาติ ก่อใหเ้ กิด ประโยชน์ต่อตนเอง
และสังคม ซ่งึ รวมสรปุ วา่ คอื สภาพคณุ งาม ความดี

คุณธรรม คือ ความดงี ามในจิตใจท่ีทาํ ใหบ้ ุคคลประพฤตดิ ี ผมู้ ีคณุ ธรรมเปน็ ผมู้ ีความเคยชนิ ในการ
ประพฤตดิ ดี ้วยความรู้สกึ ในทางดีงาม คณุ ธรรมเปน็ สงิ่ ทีต่ รงกันขา้ มกบั กเิ ลสซ่งึ เป็นความไมด่ ใี นจติ ใจ ผูม้ ีคณุ ธรรม
จงึ เปน็ ผูท้ ไ่ี ม่มาก ด้วยกิเลสซึง่ จะไดร้ บั การยกย่องวา่ เป็นคนดี

คณุ ธรรมตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัว เมือ่ กล่าวถึงคุณธรรมโดยทั่วไปจะระบุ
ช่อื คณุ ธรรมว่าความละอายแก่ใจ ความเมตตากรุณา ความหวังดี ความซ่อื สตั ย์สจุ ริต ความเห็นอกเหน็ ใจ ความ
จรงิ ใจ ความยตุ ิธรรม ความเที่ยงตรง ความเสยี สละ ความสามคั คี ความอดทน ความอดกล้ัน ความขยัน การให้
อภัย ความเกรงใจและอนื่ ๆ การฝกึ ฝน และปฏบิ ตั ติ นให้มีคุณธรรม ไมจ่ าํ เปน็ ตอ้ งพะวงในการเรียกชือ่ คณุ ธรรม
เพราะเป็นสิ่งท่ีดีท่ีทุกคนสามารถยึดถอื ปฏิบตั ไิ ดโ้ ดยไม่ตอ้ งคํานึงวา่ เปน็ ของลัทธใิ ด การฝกึ ฝนคณุ ธรรมควรฝึกตาม
ความตอ้ งการและสภาพแวดล้อม ประเทศไทยในสมยั ปัจจุบันกาํ ลังมุ่งปลูกผงั คณุ ธรรมสําหรับประชาชน 4
ประการ เพ่อื ความรม่ เย็นของชาตบิ า้ นเมืองตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยูห่ ัว ดงั นี้

1. การรักษาความสตั ย์ ความจรงิ ใจตอ่ ตวั เองที่จะประพฤติปฏบิ ัตแิ ต่ส่งิ ทเี่ ปน็ ประโยชนแ์ ละเปน็ ธรรม
2. การรูจ้ กั ข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเองใหป้ ระพฤตปิ ฏิบตั ิอยู่ในความสัตย์ความดีนน้ั
3. การอดทน อดกลั้น และอดออม ทจี่ ะไม่ประพฤตลิ ่วงความสตั ย์สุจรติ ไม่ว่าจะดว้ ยประการใด
4. การรจู้ ักละวางความชั่ว ความทจุ ริต และร้จู กั สละประโยชน์สว่ นน้อยของตนเพอื่ ประโยชนส์ ่วนใหญ่
ของบา้ นเมือง
คณุ ธรรมตามแนวคดิ ของ อริสโตเติล อริสโตเติลนักปราชญ์ชาวกรีก ไดใ้ หแ้ นวทางของคณุ ธรรมหลกั ๆ
ไว้ 4 ประการ คือ
1. ความรอบคอบ คือ ร้วู า่ อะไรควรประพฤตปิ ฏบิ ัติ อะไรไม่ควรประพฤติปฏบิ ตั ิ
2. ความกลา้ หาญ คือ ความกลา้ เผชิญตอ่ ความเป็นจรงิ
3. การรู้จักประมาณ คือ ร้จู ักควบคุมความตอ้ งการและการกระทําให้เหมาะสมกับสภาพและฐานะตน
4. ความยตุ ิธรรม คอื การให้แกท่ กุ คนตามความเหมาะสม
การพฒั นาบุคคลดว้ ยคุณธรรมต้องฝึกฝนให้มีความรสู้ ึกตระหนกั วา่ อะไรดี อะไรควร อะไรไม่ควร อะไร
ไมด่ ี และปฏบิ ัติแต่ในทางท่ีถูกท่คี วรให้เป็นปกตวิ สิ ัย การพัฒนาในส่งิ ดงั กล่าวควรใช้ส่งิ โนม้ นําให้มีคุณธรรมสงู มี
ความระลกึ ไดว้ ่าอะไรไม่ควร และความรู้สกึ ตัววา่ กาํ ลงั ทาํ อะไรอยู่ ผู้หวังความสงบสขุ ความเจริญและความมน่ั คง
แกต่ นเองและประเทศชาติ ต้องฝกึ ฝนตนเองใหม้ ีคณุ ธรรม คณุ ธรรมเป็นส่ิงท่ีสาํ คญั และจําเป็นมากสําหรับ
บคุ ลากรที่พงึ ประสงค์ขององคก์ าร องค์การควรให้การส่งเสริมสนบั สนนุ และชักจงู ใหบ้ คุ ลากรขององค์การสนใจ
คุณธรรมและพร้อมปฏิบัติกบั ชวี ติ การทาํ งานของตนเอง

หนังสือเรียนวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาคณุ ธรรมเพ่อื พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 3

คุณธรรม
พจนานุกรมไทยฉบับราชบณั ฑิตสถาน ( 2530 : 190 ) ได้ให้ความหมายของ คุณธรรมว่า คุณธรรม

หมายถงึ สภาพคุณงามความดีหรอื หน้าท่ีอนั พงึ มอี ยู่ในตัว
ลิขิต ธีรเวคิน ( 2548 ) ไดก้ ลา่ วไว้ว่า คุณธรรม คือ จติ วญิ ญาณของปัจเจกบคุ คล ศาสนาและ

อดุ มการณ์ เป็นดวงวิญญาณของปัจเจกบุคคลและสังคมด้วย ปัจเจกบุคคลต้องมวี ิญญาณ สังคมต้องมจี ติ
วญิ ญาณ คุณธรรมของปจั เจกบุคคลอยู่ท่กี ารกลอ่ มเกลาเรยี นรูโ้ ดยพอ่ แม่ สถาบันการศึกษา ศาสนา พรรค
การเมืองและองค์กรของรัฐ

รองศาสตราจารย์ ดร. ทศิ นา แขมมณี ( 2546 : 4 ) ได้ให้ความหมายไว้วา่ คุณธรรม หมายถึง
คุณลักษณะหรือสภาวะภายในจิตใจของมนุษย์ที่เป็นไปในทางทถ่ี ูกต้อง ดีงาม ซึ่งเปน็ ภาวะนามธรรมอยู่ในจิตใจ

สัญญา สญั ญาววิ ัฒน์ ( 2527 : 387 ) ได้ให้ความหมายวา่ คณุ ธรรม หมายถึง ความดี ความงาม
ความซ่อื สัตย์ ความพอดี ความอดทน ขยนั หมนั่ เพยี ร

จากความหมายของคุณธรรมทก่ี ลา่ วมาพอสรปุ ไดว้ า่ คณุ ธรรม หมายถงึ หลักของความดี ความงาม
ความถกู ตอ้ ง ซ่ึงจะแสดงออกมาโดยการกระทาํ ทางกาย วาจาและจติ ใจของแตล่ ะบคุ คล ซง่ึ เปน็ หลักประจาํ ใจ
ในการประพฤตปิ ฏบิ ตั ิจนเกิดเปน็ นสิ ัยเปน็ ส่ิงท่มี ีประโยชน์ต่อตนเองผู้อืน่ และสังคม
คณุ ธรรม หมายถึง สภาพคุณงามความดีทางความพฤตแิ ละจิตใจ เช่น ความเปน็ ผไู้ ม่กล่าวเทจ็ โดยหวงั ประโยชน์
ส่วนตนเปน็ คุณธรรมประการหน่งึ

คําว่า คุณ ภาษาบาลแี ปลวา่ ประเภท, ชนิด ธรรม หมายถึง หลกั ความจรงิ หลักการในการปฏบิ ัติ
ดงั นั้น อาจอธบิ ายไดว้ ่า คณุ ธรรม คือ จริยธรรมทแี่ ยกเปน็ รายละเอยี ดแต่ละประเภท เช่น เมตตา กรุณา เสยี สละ
ซอ่ื สัตย์ อดทน ฯลฯ สิง่ เหลา่ น้ีหากผใู้ ดประพฤตปิ ฏิบตั ิอยา่ งสมา่ํ เสมอ ก็จะเป็นสภาพคุณงามความดีทางความ
ประพฤติและจิตใจของผูน้ ัน้

หนงั สอื เรียนวิชาเลือก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาคณุ ธรรมเพ่อื พัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 4

เรื่องที่ 2 ความของการพฒั นา

คําวา่ การพฒั นา ใช้ในภาษาอังกฤษวา่ Development นํามาใชเ้ ป็นคําเฉพาะและใช้ประกอบคําอน่ื
ก็ได้ เช่น การพฒั นาประเทศ การพัฒนาชนบท การพัฒนาเมอื ง และการพัฒนาข้าราชการ เปน็ ต้น การ
พัฒนาจึงถูกนาํ ไปใชก้ ันโดยท่ัวไปและมีความหมายแตกต่างกันออกไป ดงั กลา่ วแล้ว เก่ียวกับความหมายของการ
พฒั นานน้ั ได้มผี ้ใู ห้ความหมายไว้หลายความหมายทั้งความหมายท่ีคลา้ ยคลงึ กนั และแตกต่างกัน ซง่ึ อาจจาํ แนก
ออกไดเ้ ปน็ 10 ลักษณะ คอื

1. ความหมายจากรูปศัพท์
โดยรปู ศพั ท์ การพัฒนา มาจากคําภาษาอังกฤษวา่ Development แปลวา่ การเปลี่ยนแปลงทล่ี ะเล็ก

ละนอ้ ย โดยผ่านลาํ ดบั ข้นั ตอนตา่ งๆ ไปสู่ระดบั ทส่ี ามารถขยายตัวขนึ้ เตบิ โตขึ้น มีการปรับปรงุ ใหด้ ขี ึ้น และ
เหมาะสมกวา่ เดิมหรืออาจก้าวหนา้ ไปถงึ ขน้ั ทอี่ ุดมสมบูรณเ์ ปน็ ทีน่ า่ พอใจ (ปกรณ์ ปรียากร. 2538,
หน้า 5) ส่วนความหมายจากรปู ศัพทใ์ นภาษาไทยน้นั หมายถึง การทําความเจริญ การเปลี่ยนแปลงในทางท่ี
เจรญิ ขึ้น การคล่คี ลายไปในทางทดี่ ี ถา้ เป็นกริยา ใช้คําว่า พฒั นา หมายความวา่ ทาํ ให้เจริญ คือ ทําให้เตบิ โต
ได้ งอกงาม ทาํ ใหง้ อกงามและมากข้ึน เชน่ เจริญทางไมตรี (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ. 2525, 2538, หน้า 238)

การพฒั นา โดยความหมายจากรูปศัพท์จงึ หมายถงึ การเปลย่ี นแปลงสง่ิ ใดสงิ่ หน่ึงให้เกิดความ
เจริญเติบโตงอกงามและดีขึน้ จนเป็นทีพ่ ึงพอใจ ความหมายดังกลา่ วนี้ เป็นท่ีมาของความหมายในภาษาไทยและ
เป็นแนวทางในการกาํ หนดความหมายอืน่ ๆ (สนธยา พลศรี. 2547, หน้า 2)

2. ความหมายโดยท่ัวไป
การพัฒนา ท่เี ข้าใจโดยทวั่ ไป มีความหมายใกล้เคยี งกบั ความหมายจากรปู ศัพท์ คือ หมายถึง การทาํ

ให้เกิดการเปลยี่ นแปลงจากสภาพหน่งึ ไปสู่อกี สภาพหนึ่งที่ดกี ว่าเดมิ อยา่ งเป็นระบบ หรือการทําใหด้ ขี ึ้นกวา่ สภาพ
เดมิ ทเ่ี ป็นอยู่อย่างเปน็ ระบบ (ยวุ ฒั น์ วฒุ ิเมธี. 2526, หนา้ 1) ซึ่งเป็นการเปรียบเทยี บทางด้านคณุ ภาพ
ระหวา่ งสภาพการณข์ องสิง่ ใดสิง่ หนึง่ ในชว่ งเวลาท่ีต่างกัน กล่าวคือ ถา้ ในปัจจุบันสภาพการณข์ องส่งิ นนั้
ดีกว่า สมบรู ณ์กว่าก็แสดงวา่ เปน็ การพฒั นา (ปกรณ์ ปรยี ากร. 2538, หนา้ 5)

การพฒั นา ในความหมายโดยท่วั ไปจงึ หมายถงึ การเปลยี่ นแปลงสิ่งใดสง่ิ หนึ่งให้เกิดคุณภาพดีข้ึนวา่
เดมิ ความหมายนี้ นบั วา่ เปน็ ความหมายท่ีรูจ้ ักกันโดยท่วั ไป เพราะนาํ มาใชม้ ากกว่าความหมายอืน่ ๆ แมว้ ่าจะไม่
เป็นที่ยอมรบั ของนักวิชาการกต็ าม (สนธยา พลศรี. 2547, หนา้ 2)

หนงั สอื เรียนวชิ าเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าคณุ ธรรมเพอื่ พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 5

3. ความหมายทางเศรษฐศาสตร์
นกั เศรษฐศาสตร์ไดใ้ หค้ วามหมายของ การพัฒนา วา่ หมายถึง ความเจริญเติบโต โดยเนน้ ความ

เจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจเป็นสาํ คัญ เชน่ ผลผลิตรวมของประเทศเพ่ิมข้นึ รายได้ประชาชาติเพิ่มข้ึน รายได้
เฉล่ียตอ่ หัวตอ่ คนของประชากรเพม่ิ ข้ึน (ณฐั พล ขนั ธไชย. 2527, หนา้ 2) มีการขยายตัวทางเศรษฐกจิ มาก
ขนึ้ ประชากรมีรายไดเ้ พียงพอทสี่ ามารถตอบสนองความต้องการพนื้ ฐานของตนได้ (เสถียร เชยประทับ.
2528, หนา้ 9) ซ่งึ อาจสรุปไดว้ ่า การพฒั นาเปน็ กระบวนการทางสังคม ที่ผลผลิตออกมาในรปู ซง่ึ สามารถวดั ได้
ด้วยเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์ (สุนทรี โคมนิ . 2522, หน้า 37)

4. ความหมายทางพัฒนบริหารศาสตร์
นักพัฒนาบริหารศาสตร์ได้ให้ความหมายของ การพัฒนา เป็น 2 ระดบั คือ ความหมายอย่างแคบและ

ความหมายอย่างกวา้ ง ความหมายอยา่ งแคบ การพฒั นา หมายถึง การเปลี่ยนแปลงในตัวระบบการกระทําการ
ใหด้ ขี ึน้ อันเปน็ การเปลยี่ นแปลงในด้านคณุ ภาพเพยี งดา้ นเดียว สว่ นความหมายอยา่ งกว้างนนั้ การพฒั นา เปน็
กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงในตวั ระบบการกระทาํ ทง้ั ดา้ นคุณภาพ ปรมิ าณและส่งิ แวดล้อมให้ดีข้ึนไป
พรอ้ มๆ กนั ไมใ่ ชด่ า้ นใดด้านหนง่ึ เพียงดา้ นเดียว

การพัฒนา ในความหมายของนักพัฒนาบรหิ ารศาสตร์จะมขี อบข่ายกว้างขวางกว่าความหมายจากรปู
ศัพท์ ความหมายโดยทั่วไป และความหมายทางเศรษฐศาสตรท์ ่กี ลา่ วมาแล้ว เพราะหมายถึง การเปลย่ี นแปลง
ของส่งิ ใดสิ่งหน่ึง ทงั้ ในด้านคุณภาพ (ดขี ้ึน) ปริมาณ (มากข้นึ ) และสงิ่ แวดล้อม (มีความเหมาะสม) ไม่ใช่การ
เปล่ยี นแปลงดา้ นใดด้านหนงึ่ เพยี งดา้ นเดียว (สนธยา พลศรี. 2547, หนา้ 3)

5. ความหมายทางเทคโนโลยี
ในทางเทคโนโลยี การพฒั นา หมายถงึ การเปล่ยี นแปลงระบบอุตสาหกรรม และการผลิตด้วย

เทคโนโลยที ี่ทันสมัย ดว้ ยนกั วทิ ยาศาสตรแ์ ละนักประดิษฐ์ ทาํ ให้สังคมเปล่ยี นแปลงจากสังคมประเพณี
นยิ ม เป็นสงั คมสมยั ใหมท่ ท่ี นั สมยั (นริ นั ดร์ จงวุฒเิ วศย์. 2534, หนา้ 95) หรือ การพัฒนา คอื การ
เปลีย่ นแปลงสภาพแวดลอ้ มของมนุษย์ด้วยเทคโนโลยีนั่นเอง (นริ ันดร์ จงวุฒิเวศย์ และพนู ศริ ิ วจั นะ
ภูมิ. 2534, หน้า 13)

จะเหน็ ได้ว่า ความหมายของ การพัฒนา ในทางเทคโนโลยีแตกตา่ งออกไปจากความหมายที่กลา่ ว
มาแล้วข้างต้น โดยหมายถึงการเปลย่ี นแปลงสังคมให้ทนั สมัยดว้ ยความเจริญก้าวหนา้ ทางวิทยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยี ซงึ่ เป็นความหมายอกี แนวทางหนึ่ง (สนธยา พลศรี. 2547, หน้า 3)

หนังสือเรียนวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าคณุ ธรรมเพือ่ พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 6

6. ความหมายทางการวางแผน
ในทางการวางแผน การพฒั นา เป็นเรือ่ งเกี่ยวกับการชกั ชวน การกระตนุ้ เพื่อให้เกดิ การ

เปล่ียนแปลง ดว้ ยการปฏบิ ตั ติ ามแผนและโครงการอย่างจรงิ จัง เปน็ ไปตามลําดับขั้นตอนตอ่ เน่อื งกนั เป็น
วงจร โดยไม่มกี ารสิน้ สดุ (นริ ันดร์ จงวุฒเิ วศย์. 2534, หนา้ 91-92) ซงึ่ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และ
วัฒนธรรมแหง่ สหประชาชาติ (The United National Educational, Scientific and cultural
Organization : UNESCO. 1982, p. 305, อ้างถึงในอจั ฉรา โพธยิ านนท์. (2539, หนา้ 11) สรปุ ได้วา่ การ
พัฒนาเป็นหน้าท่ี (Function) ของการวางแผนและการจัดการ ดังน้ี

D = f (P+M)
เม่ือ D = Development คอื การพัฒนา

P = Planning คอื การวางแผน
M = Management คอื การบรหิ ารงานหรอื การจัดการ
ดังน้ัน การพัฒนา จะเกิดข้ึนได้ด้วยการวางแผนท่ีดี มีการบริหารงานและการจัดการอย่างเป็น
ระบบ ทาํ ให้การดําเนินการเปน็ ไปอย่างตอ่ เนอื่ งและมปี ระสทิ ธิภาพ
การพฒั นา ในความหมายของนกั วางแผน จะเป็นไปอีกแนวทางหน่งึ โดยอาจสรปุ ได้วา่ หมายถึง การ
เปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนจากการเตรียมการของมนุษย์ไว้ล่วงหน้า ในลักษณะของแผนและโครงการ แล้วบริหาร
หรือจัดการใหเ้ ป็นไปตามแผนและโครงการจนประสบความสําเรจ็ ตามวตั ถปุ ระสงค์และเป้าหมายท่ีวางไว้ จะเห็น
ได้ว่าความหมายของการพัฒนาทางการวางแผนกําหนดให้การพัฒนาเป็นกิจกรรมของมนุษย์และเกิดข้ึนจากการ
เตรียมการไว้ล่วงหน้าเท่าน้ัน การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้เกิดจากการวางแผนโดยมนุษย์ ไม่ใช่การพัฒนาใน
ความหมายนี้ (สนธยา พลศรี. 2547, หนา้ 4)

7. ความหมายเก่ียวกบั การปฏบิ ัติ
ในขนั้ ของการปฏิบตั ิ การพฒั นา หมายถงึ การชักชวนหรือการกระตุน้ ให้เกิดการเปลยี่ นแปลงโดยการ

ปฏิบตั ติ ามแผนและโครงการอยา่ งจริงจงั และเป็นลําดับขั้นตอนตอ่ เน่อื งกนั ในลกั ษณะท่ีเป็นวงจร ไม่มกี าร
สน้ิ สุด (นิรนั ดร์ จงวฒุ เิ วศย์ และพนู ศริ ิ วัจนะภมู ิ. 2534, หน้า 13)

การพฒั นา ในความหมายของการปฏบิ ัติการนเี้ ป็นความหมายต่อเนอ่ื งจากความหมายทางการวางแผน
โดยมุ่งเนน้ ถงึ การนําแผนและโครงการไปดําเนินการอย่างจริงจังและอย่างต่อเนอ่ื ง เพราะถึงจะมแี ผนและ
โครงการแล้วแต่ถ้าหากไมม่ ีการนาํ ไปปฏิบตั กิ ารพฒั นาก็ไม่สามารถเกิดขนึ้ ได้ (สนธยา พลศรี. 2547, หนา้ 4)

8. ความหมายทางพระพุทธศาสนา
พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต, 2530, หนา้ 16-18) ได้ใหค้ วามหมายและอธบิ ายไวว้ ่า ในทาง

พทุ ธศาสนา การพัฒนา มาจากคําภาษาบาลีว่า วัฒนะ แปลวา่ เจรญิ แบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 สว่ น คอื การ
พัฒนาคน เรยี กวา่ ภาวนา กบั การพฒั นาสง่ิ อน่ื ๆ ที่ไม่ใชค่ น เชน่ วตั ถสุ ่ิงแวดล้อม
ต่างๆ เรียกวา่ พฒั นา หรอื วัฒนา เชน่ การสรา้ งถนน บ่อนาํ้ อา่ งเกบ็ นา้ํ เปน็ ตน้ ซ่ึงเป็นเรื่องของการ

หนังสอื เรียนวิชาเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าคุณธรรมเพอ่ื พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 7

เพิ่มพูนขยาย ทาํ ให้มากหรือทําให้เตบิ โตขึน้ ทางวัตถุและไดเ้ สนอข้อคดิ ไวว้ า่ คําว่า การพฒั นา หรอื คาํ
วา่ เจรญิ นน้ั ไม่ได้แปลวา่ ทําให้มากขน้ึ เพม่ิ พูนข้นึ อยา่ งเดียวเท่านัน้ แตม่ คี วามหมายวา่ ตัดหรือทิ้ง เชน่ เจรญิ
พระเกศา คือตดั ผม มคี วามหมายวา่ รก เช่น นสุ ิยา โลกวฑฺฒโน แปลว่า อยา่ งเป็นคนรกโลกอีก
ด้วย ดงั น้ัน การพัฒนาจึงเป็นสง่ิ ทท่ี ําแล้วมคี วามเจริญจรงิ ๆ คือ ตอ้ งไม่เกดิ ปัญหาตดิ ตามมาหรือไมเ่ สื่อมลง
กวา่ เดมิ ถ้าเกิดปัญหาหรือเสื่อมลง ไมใ่ ช่เปน็ การพัฒนา แตเ่ ปน็ หายนะ ซงึ่ ตรงกนั ข้ามกบั การพัฒนา

กลา่ วได้วา่ การพฒั นา ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง การพฒั นาคนใหม้ ีความสุขมสี ภาพแวดล้อมท่ี
เหมาะสม การพัฒนาในความหมายน้ี มีลักษณะเดยี วกนั กบั การพฒั นาในความหมายทางดา้ นการวางแผน คือ
เป็นเร่ืองของมนุษย์เท่านัน้ แตกตา่ งกนเพยี งการวางแผนให้ความสาํ คัญที่วธิ ีการดําเนนิ งาน สว่ นพทุ ธศาสนา
ม่งุ เนน้ ผลทีเ่ กิดขึน้ คอื ความสุขของมนษุ ย์เท่านนั้ (สนธยา พลศรี. 2547, หนา้ 4)

9. ความหมายทางสังคมวิทยา
กสังคมวทิ ยาได้ให้ความหมายของ การพัฒนา วา่ เปน็ การเปลยี่ นแปลงโครงสร้างของสังคม ซึง่ ไดแ้ ก่ คน

กลุม่ คน การจัดระเบยี บความสัมพนั ธ์ทางสงั คม ดว้ ยการจัดสรรทรพั ยากรของสังคมอย่างยุตธิ รรมและมี
ประสิทธิภาพ (ฑิตยา สุวรรณชฏ. (2527, หนา้ 354) การพฒั นา เปน็ ท้งั เปา้ หมายและกระบวนการที่
ครอบคลุมถงึ การเปลีย่ นแปลงทัศนคติของคนต่อชวี ิตและการทาํ งาน การเปลี่ยนแปลงสถาบนั ตา่ งๆ ทาง
สังคม วฒั นธรรมและการเมืองอีกด้วย (Streeten. 1972, p. 3)

นักสังคมวิทยาได้ให้ความหมายของ การพฒั นา โดยเนน้ การเปล่ยี นแปลงโครงสร้างของสังคม คอื
มนุษย์ กลมุ่ ทางสังคม การจดั ระเบยี บทางสังคม ซ่ึงมีลกั ษณะเช่นเดยี วกับความหมายในทางพุทธ
ศาสนา คอื การเปลีย่ นแปลงมนษุ ย์และสงิ่ แวดลอ้ มให้มีความสุข และมลี ักษณะเช่นเดียวกบั ความหมาย
ทางการวางแผน คือ ดว้ ยวิธกี ารจดั สรรทรพั ยากรของสังคมอย่างยตุ ธิ รรมและมีประสิทธิภาพ ซงึ่ นกั วางแผน
เรียกว่า การบริหารและการจัดการน่นั เอง (สนธยา พลศรี. 2547, หน้า 5)

10. ความหมายทางดา้ นการพฒั นาชุมชน
นักพัฒนาชมุ ชนได้ใหค้ วามหมายของ การพัฒนา ไวว้ ่า หมายถึง การท่ีคนในชมุ ชนและสงั คมโดย

สว่ นรวมได้รว่ มกันดาํ เนินกจิ กรรมเพอื่ ปรบั ปรงุ ความรู้ความสามารถของตนเอง และรว่ มกนั เปลย่ี นแปลงคุณภาพ
ชวี ติ ของตนเองชมุ ชนสงั คมให้ดีขน้ึ (สมศกั ด์ิ ศรสี ันตสิ ขุ . 2525, หน้า 179) การพัฒนาเปน็ เสมือนกลวิธหี รอื
มรรควิธี (Mean) ทท่ี ําใหเ้ กิดผล (Ends) ทตี่ ้องการ คอื คณุ ภาพชีวิต ชุมชน และสงั คมดขี นึ้ (ยวุ ัฒน์ วุฒิ
เมธี. 2534, หนา้ 2)

นักพัฒนาชุมชนได้ให้ความหมายของ การพัฒนา ไว้ใกล้เคียงกับนักสังคมวิทยา คือ เป็นวิธีการ
เปล่ียนแปลงมนุษย์และสังคมมนุษย์ให้ดีข้ึน แต่นักพัฒนาชุมชนมุ่งเน้นที่มนุษย์ในชุมชนต้องร่วมกันดําเนินงาน
และได้รบั ผลจากการพัฒนาร่วมกัน

หนังสือเรียนวิชาเลือก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาคุณธรรมเพ่ือพัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 8

สงั คมศกึ ษา
ความหมายของคาํ วา่ พฒั นา

คําว่าพัฒนา (Development) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เป็นผลมาจากสภาพสังคมที่ได้รับ
การปรับปรุงแล้ว คําว่าการพัฒนาคําเดียว มีความหมายคลุมการพัฒนาทางสังคมทั้งหมดด้วย และคําว่าการ
พัฒนาหมายถงึ สภาพสงั คมโดยรวมที่ไดร้ บั การปรับเปลีย่ นใหด้ ีขนึ้ นอกจากน้ยี งั มีนักวิชาการได้ให้ความหมายของ
คําว่า การพัฒนา(Development) อย่างเช่น ว่า การพัฒนา หมายถึงการเปล่ียนแปลงในทางท่ีดีข้ึน ซ่ึงเป็นการ
เปลย่ี นแปลงในส่ิงต่าง ๆ ดังน้ี

1. ความแตกต่าง เชน่ ปริมาณและคุณภาพของบรกิ ารขอ้ มลู และขา่ วสารฐานะทางสังคม บทบาทและ
อาชพี

2. การใชป้ ระโยชนจ์ ากบริการท่มี อี ยู่ เช่น ครบครัว จดั หาเครือ่ งอํานวยความสะดวกและบรกิ ารตา่ ง ๆ
มาใชไ้ ด้เน่ืองจากครอบครัวมีรายไดส้ ูงขน้ึ การกระจายรายไดข้ องครอบครัว ครอบครวั มีสิง่ ของเครอื่ งใช้ และ
ครอบครวั สามารถใชบ้ ริการต่าง ๆเพิม่ ข้นึ

3. เทคโนโลยีและความมีประสทิ ธิภาพ เชน่ การใช้เทคโนโลยีระดับสงู และการแพร่กระจายเทคโนโลยี
ออกสสู่ งั คมอย่างกวา้ งขวางมากยงิ่ ขึน้

4. ความเชือ่ และความไมเ่ ช่อื เช่น เป้าประสงค์ ความเช่อื พื้นฐาน ค่านยิ ม โอกาสและการสนับสนนุ
5. ทศั นคติ เชน่ ระดับความพอใจ ความเปน็ เอกภาพ ขวัญและความพง่ึ พอใจ
6. พฤตกิ รรม เช่น การช่วยตนเอง ความมีประสิทธิภาพ การใชท้ รพั ยากรมนุษย์และความคดิ รเิ รม่ิ
7. ทรัพยากรและส่งิ อํานวยความสะดวก เชน่ ทรัพยากรทางกายภาพ ทรัพยากรมนษุ ย์และส่งิ อํานวย
ความสะดวกต่าง ๆ
8. โครงสรา้ ง เช่น แบบแผนการดาํ เนินชีวิต และแบบแผนขององคก์ ร
9. ผลตอ่ เนอ่ื งและแบบแผนรวม เช่น คณุ ภาพชีวติ และคุณภาพของส่งิ ทีม่ นุษย์ผลิตขึ้น

เรือ่ งท่ี 3 ความหมายสงั คมไทย

โครงสรา้ งทางสงั คมและลักษณะของสังคมไทย
สังคมไทยเป็นสงั คมท่ีมโี ครงสรา้ งทางสังคมเช่นเดียวกบั โครงสร้างทางสังคมท่วั ไปในเรื่องของกลุ่มสงั คม

และสถาบันสังคม การที่สงั คมไทยมกี ารเปลย่ี นแปลงมาโดยตลอด ทง้ั ทเ่ี ป็นการเปลี่ยนแปลงแบบไม่มีแบบแผน
และมีแบบแผนก่อให้เกดิ ทั้งผลดแี ละผลเสียขึน้ ในสังคมไทย ในแง่ของผลเสีย พบวา่ กระบวนการของความ
เปลีย่ นแปลงดังกล่าวก่อใหเ้ กิดปัญหาในสังคมไทยมากมาย จาํ เป็นอย่างยิ่งท่สี มาชิกทุกคนในสังคมไทยต้องให้
ความรว่ มมอื ในการร่วมแกไ้ ขปญั หา
สาระการเรียนรู้

หนังสอื เรียนวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาคณุ ธรรมเพ่อื พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 9

1.โครงสรา้ งทางสงั คม
- โครงสรา้ งของสังคมไทย
- ลกั ษณะโครงสรา้ งทางสังคม
- องค์ประกอบโครงสร้างทางสงั คม
- สถาบันสังคมท่ีสําคัญ

2. การจดั ระเบียบทางสังคม
- ความหมายของการจัดระเบียบสังคม
- วธิ กี ารจดั ระเบยี บทางสงั คม
- องคป์ ระกอบของการจดั ระเบยี บ
- การควบคุมทางสงั คม

โครงสรา้ งทางสงั คม

สงั คมมนุษย์แม้ว่าจะมีขนาดของสังคมหรอื ลักษณะเฉพาะของสังคมแตกตา่ งกัน แตเ่ ม่ือกลา่ วถึง
โครงสรา้ งทางสังคมโดยทว่ั ไปหรอื โครงสรา้ งพื้นฐานทางสังคมเบอื้ งต้นแลว้ ทกุ สงั คมต่างมีองค์ประกอบสาํ คญั อยู่
บนพ้นื ฐานสองประการท่ีสําคัญคือกลุม่ สงั คมและสถาบันทางสงั คม

การศกึ ษาในเรื่องโครงสร้างทางสงั คมจะชว่ ยใหเ้ ข้าใจเกีย่ วกบั สังคมในแง่มมุ ตา่ ง ๆ ไดด้ ยี ิ่งขนึ้ ซึ่ง
โครงสรา้ งทางสงั คมมรี ายละเอียดที่เกยี่ วขอ้ ง ดงั นี้

ความหมายโครงสรา้ งทางสังคม

โครงสรา้ งทางสังคม หมายถงึ ส่วนตา่ ง ๆ ที่ประกอบกันเป็นระบบความสัมพันธ์ของสังคม
มนุษย์ ส่วนประกอบดงั กล่าวจะต้องเปน็ เคา้ โครงทป่ี รากฏในสังคมมนษุ ย์ทกุ ๆ สังคม แม้ว่าจะมีรายละเอยี ด
ปลีกย่อยแตกตา่ งกนั ไปในแต่ละสังคมก็ตาม

โครงสรา้ งของสังคมไทย แบง่ ออกเปน็ 2 สว่ นคือ
1. สังคมชนบท (กลุ่มปฐมภูมิ)
2. สงั คมเมือง (กล่มุ ทตุ ิยภูมิ)
โดยทป่ี ระชากรส่วนใหญ่ของประเทศอาศัยอยู่ในชนบท ซ่ึงเปน็ สงั คมแบบประเพณนี าํ และเปน็ สังคม

เกษตรกรรม ดังนน้ั ถา้ หากรูจ้ ักสังคมและวัฒนธรรมไทยจะต้องพจิ ารณาจากโครงสร้างสังคมชนบทเปน็ หลกั และ
จะตอ้ งพจิ ารณาถงึ อทิ ธิพลของสังคมและวัฒนธรรม เมืองที่มีตอ่ สังคมและวัฒนธรรมชนบทประกอบไปพร้อมๆกนั

หนังสอื เรยี นวชิ าเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าคณุ ธรรมเพ่อื พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 10

สงั คมชนบท

จดั ว่าเปน็ โครงสรา้ งที่สาํ คญั ที่สุดของสงั คมไทย เพราะเท่ากบั เปน็ โครงสร้างของสังคมไทยท้ังหมด สงั คม

ชนบท ได้แก่ การรว่ มกลุ่มแบบอรูปนยั ของกลุ่มปฐมภูมิ มกี ารตดิ ต่อกนั แบบตวั ถึงตวั สภาพแวดลอ้ มของ

ทอ้ งถน่ิ และวฒั นธรรมท่ีมีอยเู่ ดิมซง่ึ คล้ายคลงึ กนั ทาํ ให้สถานภาพและบทบาทของคนในสังคมชนบทไมแ่ ตกตา่ งกัน

มาก มีการรวมตวั กันอย่างเหนียวแน่น สมาชิกของสงั คมทําหนา้ ท่ีสอดคล้องต่อเน่ืองกนั อยา่ งราบรน่ื และมีคา่ นิยม

ในเรอ่ื งคุณความดที างศาสนาเป็นตัวควบคมุ ความประพฤติทางสงั คมของชนบทหรือทเ่ี ราเรยี กกนั ว่าจารตี นั่นเอง

สงั คมเมือง ขอ้ แตกตา่ งทีเ่ ดน่ ชดั ระหวา่ งสงั คมชนบทกบั สงั คมเมือง

ได้แก่ จาํ นวนกลุ่มขององค์การท่ีมีมากในสงั คมเมืองหลวง หลักเกณฑ์การพิจารณาสถานภาพทางสงั คม

ของบุคคลในเมอื งหลวง ข้นึ กับฐานะทางเศรษฐกจิ อาํ นาจและความเกี่ยวขอ้ งทางการเมือง และระดบั การศึกษา

ซ่งึ ผิดจากเกณฑ์ของสังคมชนบท นอกจากนน้ั แลว้ โครงสรา้ งชนชนั้ ทางสังคมในเมอื งหลวง คอื ประกอบดว้ ยกลมุ่

คนท่ีเปน็ ผู้สบื เชื้อสายมาจากตระกลู เก่าและขุนนาง คา่ นยิ มของคนเมืองหลวงนั้นจะเนน้ หนักเรอื่ งอาํ นาจและ

ความมง่ั คั่งมากกว่าชาวชนบท มคี วามต้องการยกระดับตัวเอง จากชั้นสงั คมเดมิ ไปสชู่ นั้ ท่ีสงู กว่า โดยอาศัยปจั จยั

หลายประการ เช่น ฐานะทางการเงนิ การศึกษา อาํ นาจทางการเมือง และสทิ ธิตา่ งๆ

ลักษณะมลู ฐานของสังคมซง่ึ ทาํ ให้สังคมดํารงอยไู่ ด้ หมายถงึ องคป์ ระกอบหลัก (เสาหลัก) ของสงั คมที่

เปน็ ตัวคํ้ายนั สังคมไว้ให้พยายามสมั พนั ธ์ของคนในสงั คมดําเนินไปได้ ประกอบไปด้วย

- คา่ นิยม (Social Value) - บรรทัดฐานทางสงั คม (Social Norm)

- สถานภาพ (Status) - บทบาท (Role)

- สถาบนั ทางสังคม (Social Organization) - การควบคมุ ทางสงั คม (Social Control)

ลักษณะโครงสรา้ งทางสงั คม
โดยทวั่ ไปโครงสร้างทางสังคมโดยทั่วไป มีลักษณะทส่ี าํ คญั ดังนี้
1. มกี ารรวมกล่มุ ของคนในสังคม ซงึ่ แต่ละกลุ่มทรี่ วมกนั ต่างมหี น้าที่รบั ผดิ ชอบและประสิทธิภาพในการ

ทํางานตามทีก่ ลุ่มได้กําหนดเปา้ หมายไว้
2. มีแนวทางในการปฏบิ ตั ิอย่างเหมาะสมหรือมีกฎเกณฑ์ระเบยี บแบบแผนเป็นแนวทางใหย้ ึดถือร่วมกัน

โดยยึดหลักประโยชน์สงู สุดของสังคม
3. มจี ดุ หมายในการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมตา่ ง ๆ ทดี่ ีและมคี วามเหมาะสมที่จะนาํ มาใชก้ บั สังคมนั้น
4. มีการเคลอ่ื นไหวเปลี่ยนแปลงได้ กล่าวคือ โครงสรา้ งของสังคมจะมีการเคล่ือนไหวเปลย่ี นแปลงทั้งใน

แงข่ องการเพิม่ ขึ้นหรอื ลดลง ในหลายรูปแบบเช่นจาํ นวนคนอาจเพิ่มขึน้ หรือลดลงจากการเคล่อื นยา้ ยประชากร
ในสงั คม หรอื รูปแบบของความสมั พนั ธข์ องบุคคลภายในสังคมอาจมีการปรับเปลยี่ นไปตามสถานภาพท่ี
ปรับเปลีย่ นไปหรอื แม้แต่สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ภายในสงั คม เป็นต้น

หนงั สือเรยี นวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาคณุ ธรรมเพื่อพัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 11

องคป์ ระกอบโครงสรา้ งทางสังคม

มีองค์ประกอบ 2 ส่วนทส่ี ําคัญ ไดแ้ ก่ กลุม่ สังคม (Social Groups) และสถาบนั สงั คม (Social
Institutions)

1. กลมุ่ สงั คม
กลุ่มสังคม หมายถึง กลุม่ คนตั้งแต่ 2 คนข้ึนไปมีความรูส้ กึ เปน็ สมาชิกร่วมกนั มกี ารกระทาํ ระหว่างกนั

ทางสงั คม เพอ่ื ตอบสนองความต้องการของสมาชิกในกลมุ่ สังคมนน้ั ตามบทบาทและหน้าทีข่ องตนเอง
ลกั ษณะที่สําคญั ของกลมุ่ สังคม
1. มกี ารกระทาํ ระหว่างกนั ทางสังคมหรือมคี วามสัมพนั ธ์ระหวา่ งกนั (Social interaction) (=มกี ารปฏบิ ัติ

ต่อกัน)
2. สมาชกิ ในกลุม่ ต่างมตี ําแหนง่ และบทบาทหนา้ ที่แตกต่างกนั และประสานบทบาทระหวา่ งกนั มีแบบ

แผนพฤติกรรมตามบรรทัดฐานของกลมุ่ หรือที่เรยี กวา่ วัฒนธรรมย่อย (=มวี ฒั นธรรมของกลุ่ม)
3. มีความรูส้ กึ เปน็ สมาชิกร่วมกนั ทําให้มีความผูกพันในฐานะท่เี ป็นสมาชิกของกลมุ่ สังคมเดียวกนั (=สนทิ

สนมรักใคร่กนั ตามระดับกลุ่ม)
4. มีวัตถปุ ระสงค์ร่วมกนั ท่ีสําคัญ คือ เพื่อสนองความต้องการของสมาชิกแต่ละคน และความตอ้ งการ

ของสมาชิกของกล่มุ เป็นสว่ นรวม (=มีภารกิจถาวรหรอื เฉพาะกิจ)

ลกั ษณะ กล่มุ ปฐมภูมิ กลุ่มทุติยภูมิ

ความสัมพนั ธ์ (สงั คมชนบท) (สังคมเมอื ง)
การตดิ ต่อกัน
ใกลช้ ิดสนิทสนม, เป็นสว่ นตวั เปน็ ไปอย่างเป็นทางการ

1.โดยตรงและส่วนตัว จึงสามารถแสดง เป็นไปตามกฎ เกณฑ์แล ะ

ความร้สู ึกได้อยา่ งเต็มท่ี สถานภาพความสัมพันธ์เฉพาะ

2.มกี ารตดิ ต่อกันยาวนาน ดา้ น

2. สถาบันสังคม
สถาบันสังคม หมายถึง รปู แบบพฤตกิ รรมของสมาชิกในสังคมเพ่ือสนองความต้องการรว่ มกนั ในด้าน

ต่าง ๆ และเพื่อการคงอยู่ของสังคมโดยรวม แบบแผนพฤติกรรมต่าง ๆ เป็นไปตามบรรทดั ฐานทางสังคมที่มี
ความชัดเจนแน่นอน และเปน็ ไปตามวัฒนธรรมของสังคม

ลักษณะสาํ คญั ของสถาบนั
1) สถาบันสังคมเปน็ นามธรรม สถาบนั สงั คมไม่ใช่ตวั บคุ คลหรือกลุ่มคน ไมใ่ ชส่ ่งิ ของ แต่เป็นแบบแผน
พฤติกรรมซง่ึ กําหนดข้ึนเพ่ือเป็นแบบแผนในการปฏิบตั ริ ่วมกนั ของสมาชกิ ทุกคน
2) สถาบนั สังคมเกิดจากการเช่อื มโยงบรรทัดฐานต่าง ๆ ทางสังคม ซ่ึงไดแ้ ก่ วิถชี าวบ้าน จารตี และ
กฎหมาย โดยเปน็ ส่วนของวัฒนธรรมในสังคม

หนังสอื เรยี นวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าคณุ ธรรมเพ่ือพัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 12

3) สถาบันสงั คมเกดิ ข้ึนเพ่ือสนองความต้องการในดา้ นตา่ ง ๆ ร่วมกนั ของสมาชิกในสังคม และเพอ่ื การ
คงอยู่ของสงั คม

4) สถาบันสังคมเกดิ จากการยอมรับรว่ มกนั ของสมาชกิ ในสงั คม สถาบนั สงั คมจงึ เป็นระเบยี บแบแผน
พฤติกรรมท่ีชดั เจนและเปลยี่ นแปลงไดย้ ากเนอ่ื งจากเกิดข้ึนโดยการยอมรบั ร่วมกนั ของสมาชกิ ใน
สังคม

องค์ประกอบของสถาบันของสังคม
1) กลุม่ สงั คม สถาบันสงั คมประกอบไปดว้ ยกลุ่มสงั คมต่าง ๆ ที่ทําหนา้ ท่ีสนับสนนุ ให้การกระทําระหว่าง
สมาชกิ บรรลุวตั ถปุ ระสงค์รว่ มกัน โดยประกอบด้วยสถานภาพหรือตําแหน่งทางสังคม และบทบาทหนา้ ที่ เพื่อให้
แบบแผนพฤติกรรมดําเนินไปสวู่ ัตถุประสงคข์ องกล่มุ สังคมน้ัน
2) หน้าที่ของสถาบันทางสังคม หมายถึง วตั ถปุ ระสงคใ์ นการสนองความต้องการของสงั คมในดา้ น
ตา่ งๆ ของสถาบันสังคมแต่ละสถาบัน
3) แบบแผนพฤตกิ รรมในการประพฤตปิ ฏบิ ัตติ นของสมาชิก เพือ่ ให้บรรลวุ ตั ถปุ ระสงคข์ องสถาบนั น้ัน
ไดแ้ ก่ บรรทัดฐานทางสงั คม ซ่งึ ประกอบไปดว้ ยวิถชี ีวิต ทําใหก้ ิจกรรมในการดาํ เนินชีวิตของสมาชิกในสังคม
สามารถสนองวัตถปุ ระสงคข์ องสถาบนั สงั คมนัน้
4) สัญลักษณ์ และคา่ นยิ ม ทําให้สมาชิกเกิดอุดมการณ์และศรัทธาตอ่ สถาบนั สงั คม เช่น ธงชาติ เปน็
สญั ลักษณข์ องสถาบันการเมอื งการปกครอง เสรภี าพและความเสมอภาค เปน็ คา่ นิยมของสถาบนั การเมอื งการ
ปกครองในสังคมประชาธิปไตย เปน็ ตน้

สถาบันสังคมท่ีสําคญั สถาบันสังคม แยกได้ 5 สถาบัน ดังนี้
สถาบันสงั คม หมายถึง สถาบันสังคมซ่งึ เก่ียวขอ้ งกบั แบบแผนการสมรส การอบรมเล้ยี งดูบุตร และแบบ

แผนความสมั พันธ์ระหวา่ งเพศ ซึ่งเป็นท่ียอมรบั ว่าถูกตอ้ งตามสังคม

1. สถาบันครอบครัว มอี งค์ประกอบ ดังน้ี
กลุ่มสงั คมในสถาบนั ครอบครัว ได้แก่ ครอบครวั ซง่ึ ประกอบดว้ ยสมาชิกท่ีอาศัยอยใู่ นครวั เรือนเดียวกัน

เช่น บดิ า มารดา บุตร วงศาคณาญาติทเ่ี กยี่ วข้องโดยสายโลหิต หรือการสมรส หรือมบี ุตรบุญธรรม
หนา้ ท่ขี องสถาบนั ครอบครัว
1. หนา้ ที่ผลติ สมาชกิ ใหมใ่ ห้แก่สังคม เพือ่ ทดแทนสมาชกิ ของสงั คมท่ีสิ้นชีวติ ลง
2. หน้าทเี่ ล้ียงดสู มาชกิ ใหมใ่ ห้มชี วี ติ รอด เน่ืองจากทารกแรกเกิดและเด็กไมส่ ามารถดแู ลตนเองได้
3. หน้าท่ถี า่ ยทอดวฒั นธรรมของสังคมไปสสู่ มาชิกใหม่ ซ่ึงเปน็ กระบวนการขดั เกลาทางสังคมเพื่อให้เด็ก

เติบโตเป็นสมาชิกทด่ี ีของสังคม

หนังสอื เรียนวชิ าเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าคุณธรรมเพ่อื พัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 13

4. หนา้ ทอ่ี ่นื ๆ ไดแ้ ก่ การสนองความต้องการทางจิตใจ ทาํ หน้าท่ีให้ความรกั ความอบอนุ่ สมาชกิ
แบบแผนพฤตกิ รรมในการประพฤตปิ ฏบิ ัตติ นของสมาชิก สถาบนั ครอบครัวประกอบไปดว้ ยแบบแผน
พฤติกรรมซึ่งเปน็ บรรทัดฐานทางสังคม เช่น ประเพณีการหมัน้ สมรส เป็นตน้ สถาบันครอบครัวในสงั คมแตล่ ะ
แหง่ ย่อมมแี บบแผนพฤติกรรมแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมของสังคม เชน่ มีประเพณีการสมรสแตกตา่ งกนั ไป เปน็
ตน้
สญั ลกั ษณแ์ ละคา่ นิยม สญั ลกั ษณ์ของสถาบนั ครอบครวั ทสี่ ําคัญ คือ แหวนหมนั้ แหวนแต่งงาน เปน็ ตน้
สถาบันครอบครวั ในแตล่ ะสงั คมย่อมมคี ่านิยมต่างกนั ตามวัฒนธรรมของสังคม เชน่ สงั คมสมัยใหม่ สามแี ละภรรยา
มคี า่ นยิ มในการหาเล้ยี งครอบครวั เทา่ เทียมกนั การรว่ มรับผิดชอบกิจกรรมต่าง ๆ ในครอบครวั อย่างเท่าเทียมกัน

2. สถาบันการศกึ ษา หมายถงึ สถาบันสังคมซงึ่ เก่ยี วขอ้ งกบั แบบแผนการขัดเกลาและการถ่ายทอดวฒั นธรรม
การใหค้ วามรู้ และการฝึกทักษะอาชพี เพื่อความเปน็ สมาชิกท่เี หมาะสมของสังคม

กลมุ่ สงั คมในสถาบนั การศกึ ษา ได้แก่ โรงเรยี น มหาวทิ ยาลัย กระทรวง ทบวง กรม ที่ทาํ หน้าที่เกยี่ วข้อง
กับการศึกษา กลุม่ สังคมเหล่าน้ีจะประกอบไปด้วยตําแหน่ง หรือสถานภาพทางสังคม เชน่ ครู อาจารย์ เปน็ ตน้

หนา้ ท่ขี องสถาบันการศกึ ษา
1. ถ่ายทอดความรู้ วัฒนธรรม และทักษะ อันจาํ เป็นในการดํารงชีพของสมาชิกในสงั คม
2. สร้างบคุ ลิกภาพทางสงั คมให้แกส่ มาชกิ สามารถปรับตนในการตดิ ต่อสัมพันธ์กบั บคุ คลอนื่ และปฏบิ ตั ิ
ตนให้มคี ณุ คา่ แกส่ ังคม
3. การกําหนดสถานภาพทางสงั คม และชนชนั้ ทางสังคมสถานภาพจากสถาบนั การศกึ ษา เปน็
สว่ นประกอบสาํ คญั ประการหนึ่งในการจดั ชว่ งช้ันทางสงั คม
4. หน้าทีใ่ นการผลิตกําลังแรงงานทางเศรษฐกจิ ตามความต้องการทางสงั คม
5. หนา้ ทีใ่ นการสร้างกลมุ่ เพื่อนเปน็ หนา้ ที่แฝงของสถาบันการศึกษา ซึ่งก่อให้เกิดการรวมกลุม่ เพื่อนเพ่ือ
สนองความต้องการทางจิตใจของสมาชิกในสังคม
แบบแผนพฤติกรรมในการประพฤติปฏบิ ตั ติ นของสมาชิก สถาบันการศึกษาประกอบไปด้วยแบบแผน
พฤติกรรมต่าง ๆ เพอื่ สนองต่อหน้าทต่ี า่ ง ๆ ของสถาบนั ดังทกี่ ลา่ วมาแลว้ เช่นการจัดระบบการเรยี นการสอน
เป็นตน้ แบบแผนพฤติกรรมดังกล่าวมกี ารเปล่ยี นแปลงปรับปรุงให้เหมาะสมแก่ความต้องการของสงั คมปจั จุบนั
สัญลักษณแ์ ละค่านยิ ม สญั ลกั ษณ์ของสถาบันการศึกษา มกั ปรากฏในองค์การทางการศึกษาต่าง ๆ เชน่
เขม็ เครื่องหมายของโรงเรยี น เป็นตน้ แตล่ ะสังคมย่อมมปี รัชญาและคา่ นิยมทางการศึกษาตา่ งกัน

หนงั สือเรยี นวชิ าเลอื ก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาคณุ ธรรมเพื่อพัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 14

3. สถาบันศาสนา หมายถงึ สถาบนั ท่ที ําหนา้ ทีช่ ่วยสนองความตอ้ งการดา้ นเสรมิ กาํ ลังใจใหแ้ ก่สมาชกิ ในสังคม
เพื่อให้ใช้ชีวติ อยใู่ นสงั คมด้วยความปกติสขุ โดยปฏิบัติตามคติความเชอื่

กลมุ่ สงั คมในสถาบนั ศาสนา ทสี่ ําคัญไดแ้ ก่ คณะสงฆ์ และกลุม่ ผ้ปู ฏบิ ัตธิ รรม โดยมีตําแหนง่ หรอื
สถานภาพทางสงั คมต่างๆ กนั ตา่ งมีบทบาทหน้าทีเ่ ก่ียวข้องสัมพันธ์กนั ตามสถานภาพทางสงั คมดังกล่าว

หนา้ ที่ของสถาบนั ศาสนา
1. สร้างความเปน็ ปึกแผ่นใหแ้ กส่ งั คม
2. สร้างเสริมและถา่ ยทอดวัฒนธรรมแกส่ งั คม
3. ควบคุมสมาชิกให้ปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสงั คม
4. สนองความต้องการทางจิตใจแกส่ มาชิกเม่ือสมาชิกเผชญิ กบั ปญั หาต่าง ๆ
แบบแผนพฤตกิ รรมในการประพฤติปฏบิ ตั ิตนของสมาชิก โดยท่ัวไปแบบแผนพฤติกรรมในการปฏบิ ัตขิ อง
สมาชกิ ในสังคม ย่อมเปน็ ไปตามหลักธรรมของศาสนาทตี่ นนับถือ และเป็นไปตามประเพณที างศาสนาน้ัน ๆ
กจิ กรรมของประเพณีทางศาสนามคี วามสาํ คัญในการสรา้ งความรสู้ กึ เป็นอันหนง่ึ อันเดียวกันของสมาชิกในสังคม
สัญลักษณแ์ ละคา่ นยิ ม สัญลกั ษณ์ของสถาบันศาสนาย่อมแตกตา่ งกนั ไปตามศาสนาทีส่ มาชิกยอมรบั นับ
ถือ สาํ หรับค่านิยมของสถาบันศาสนายอ่ มแตกต่างกันไปตามหลกั ของศาสนานน้ั ๆ

4. สถาบันเศรษฐกิจ หมายถึง สถาบันสังคมท่เี กย่ี วข้องกับแบบแผนการสนองความต้องการเก่ียวกบั ความ
จําเป็นทางวัตถุ เพอ่ื การดาํ รงชวี ติ เปน็ แบบแผนพฤติกรรมทางสงั คมทีเ่ ก่ยี วข้องกบั การผลติ การกระจายสินคา้
และบรกิ ารไปสผู่ ูบ้ รโิ ภค ซึ่งเป็นปัจจัยสําคญั ในการดํารงชวี ติ

กลุม่ สงั คมในสถาบนั เศรษฐกจิ กลุ่มสังคมในสถาบันเศรษฐกิจมีจาํ นวนมาก เช่น ร้านค้า โรงงานและ
องค์กรเศรษฐกจิ ตา่ ง ๆ แต่ละกล่มุ สังคมเหลา่ น้ีประกอบไปด้วยตาํ แหนง่ และบทบาทหนา้ ที่ต่าง ๆ ซ่ึงเกยี่ วขอ้ ง
สมั พันธ์กัน เช่น ผจู้ ดั การ พนกั งาน กรรมกร เกษตรกร เป็นต้น เพ่ือกระทาํ บทบาทและหนา้ ทด่ี งั กล่าว

หนา้ ท่ีของสถาบนั เศรษฐกิจ
1. ผลติ สินคา้ เพื่อสนองความต้องการของสมาชิกในสังคม ซ่ึงประกอบไปด้วยสินคา้ พื้นฐานจนถงึ สนิ คา้
อํานวยความสะดวก
2. การกระจายสินค้าทผ่ี ลิตได้ไปสู่สมาชิกในสังคมอยา่ งทั่วถึง
3. การกระจายบริการต่าง ๆ ไปสู่สมาชกิ ในสงั คม
4. การกาํ หนดสถานภาพทางสงั คมและชนชนั้ ทางสงั คม
5. สถาบันทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดหนา้ ทสี่ ําคญั คอื เปน็ พ้นื ฐานอํานาจทางการเมอื ง
แบบแผนพฤติกรรมในการประพฤติปฏบิ ัติตนของสมาชกิ สถาบนั เศรษฐกิจประกอบด้วยแบบแผน
พฤติกรรมท่มี ีความสําคัญในการดํารงชีวติ รว่ มกนั ของสมาชิกในสังคม เชน่ แบบแผนในการผลิตสินค้า แบบแผน
ของการประกอบอาชีพต่าง ๆ เชน่ อาชีพเกษตรกรรมและอาชีพอตุ สาหกรรมมีแบบแผนการประกอบอาชพี
ตา่ งกัน

หนังสือเรียนวิชาเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาคณุ ธรรมเพ่อื พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 15

สัญลักษณ์และคา่ นิยม สว่ นใหญ่เปน็ สัญลกั ษณ์ขององค์การของสถาบันเศรษฐกิจนัน้ ๆ
เช่น เครอื่ งหมายทางการคา้ สาํ หรบั คา่ นยิ มและความเช่อื เกยี่ วข้องกบั เศรษฐกจิ ย่อมแตกตา่ งกันไปตาม
วัฒนธรรมของแต่ละสังคม

5. สถาบันทางการเมืองการปกครอง หมายถึง สถาบนั สังคมท่ีเป็นแบบแผนท่ีเกย่ี วขอ้ งกับการสนองความ
ตอ้ งการของสมาชกิ ในการดํารงชีวิตตามกฎระเบียบของสงั คม ควบคมุ ใหก้ ลุม่ คนอยู่ในสงั คมอยา่ งสงบสขุ

กล่มุ สงั คมในสถาบันการเมืองการปกครอง ประกอบดว้ ยกลุ่มสงั คมตา่ ง ๆ ทีส่ ําคัญ คือ กลมุ่ สงั คมท่มี ี
การจัดระเบยี บอยา่ งชดั แจ้ง ทเี่ รียกว่า องคก์ าร เช่น พรรคการเมือง กระทรวง ทบวง กรม เปน็ ต้น แตล่ ะองค์การ
ประกอบดว้ ยตาํ แหนง่ หรือสถานภาพทางสงั คม เพื่อกระทําบทบาทและหนา้ ท่ตี ามสถานภาพนัน้

องคก์ รของสถาบันการเมอื งท่ีสาํ คญั มีดังนี้
1. ฝ่ายนิติบัญญตั ิ คอื องคก์ รท่ที ําหน้าท่อี อกกฎหมาย
2. ฝา่ ยบรหิ าร คือ องค์กรทีท่ ําหน้าทีใ่ นการบรหิ ารและการบริการให้แกส่ มาชิกโดยสว่ นรวม
3. ฝา่ ยตลุ าการ คอื องค์การท่ีทําหนา้ ท่ีตีความกฎหมายในกรณีทส่ี มาชิกในสงั คมเกิดความขัดแยง้
ระหว่างกนั
4. ฝา่ ยองค์กรอิสระ คือ องคก์ รที่ประกอบด้วยคณะบุคคลท่ีตง้ั ข้นึ ด้วยวธิ ปี ลอดจากอํานาจอิทธิพลของ
บุคคลท่ีมสี ว่ นอาจได้เสียกับกิจการอันเปน็ หนา้ ทีข่ ององค์กรอสิ ระนน้ั โดยเฉพาะอาํ นาจของข้าราชการเมืองและ
ข้าราชการประจาํ
หนา้ ท่ขี องสถาบันการเมืองการปกครอง
1. สร้างระเบียบกฎเกณฑ์ให้แก่สงั คม เชน่ สถาบันเศรษฐกจิ ย่อมจะตอ้ งมีกฎเกณฑเ์ กย่ี วกบั การเงิน
2. วินจิ ฉยั ข้อขัดแย้งระหวา่ งสมาชกิ ในสังคม มีองคก์ ารทางตลุ าการคอยให้ความยุตธิ รรมแกส่ มาชิกท่มี ี
ความขัดแย้งตอ่ กัน
3. หนา้ ท่ใี นการบริหารองค์การของรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถ่ิน
4. การป้องกันและรักษาความปลอดภัยท้งั ภายในสังคมและจากภายนอกสังคม

ลกั ษณะโดยทั่วไปของสถาบัน
- สถาบันเป็นนามธรรม
- สถาบนั แต่ละสถาบันเกดิ จากการรวมหนา้ ทีด่ ้านเดยี วกันไวร้ วมกนั
- เปล่ยี นแปลงไดย้ าก

หนงั สอื เรียนวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาคณุ ธรรมเพ่อื พัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 16

การจัดการศึกษาเพ่อื พัฒนาสังคมและชุมชน

ส่งเสรมิ การมสี ว่ นรว่ มในการพัฒนาสงั คมโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน โดยให้ประชาชน ชุมชนรว่ มกนั รับผิดชอบ

และเห็นถึงความสําคัญในการฟ้ืนฟูพฒั นาสงั คมและชมุ ชนของตนเอง เพื่อสง่ เสรมิ ใหป้ ระชาชนเกดิ การเรียนรู้

บูรณาการความรู้ ประสบการณ์ และทักษะอาชีพ เขา้ มาใช้ให้เกิดประโยชนต์ ่อการพัฒนาสังคมและชุมชนโดยรวม

ทาํ ใหเ้ กดิ สังคมแห่งการเรียนรู้ นําไปสสู่ ังคมทเ่ี ข้มแขง็ มคี วามเอ้ืออาทรตอ่ กนั และพง่ึ พาตนเองไดอ้ ย่างยั่งยืน

กจิ กรรมพัฒนาสงั คมและชมุ ชนมี 5 ดา้ น คือ

1. ดา้ นเศรษฐกจิ - กิจกรรมเศรษฐกิจชมุ ชนพึง่ ตนเอง

2. ดา้ นการเมือง - กจิ กรรมส่งเสริมประชาธปิ ไตย

3. ด้านสังคม - กจิ กรรมชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้

4. ด้านสงิ่ แวดล้อม - กิจกรรมรักษ์พลังงานและสง่ิ แวดล้อม

5. ด้านศลิ ปวฒั นธรรม - กิจกรรมเพื่อพัฒนาสงั คมและชุมชน

การจัดการศึกษาเพ่ือพัฒนาสังคมและชุมชน เป็นการจัดการศึกษาท่ีบูรณาการความรู้ และทักษะ

จากการศึกษาท่ีผู้เรียนมีอยู่ หรือได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกโรงเรียน โดยมีรูปแบบการเรียนท่ี

หลากหลาย ให้ชุมชนเป็นฐานในการพัฒนาการเรียนรู้และทุนทางสังคมเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้เพื่อ

พัฒนาสังคมและชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และประชาชน

อยรู่ ่วมกันอย่างมคี วามสุขตามวถิ ีทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตลอดจนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีการ

พฒั นาทีย่ ั่งยืน มกี ารจัดโครงการ

หนังสอื เรยี นวชิ าเลอื ก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาคุณธรรมเพ่ือพัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 17

ใบงานท่ี 1
เรื่องความรเู้ บ้ืองตน้ เกย่ี วกับคณุ ธรรมเพ่อื พฒั นาสังคมไทย

1. จงบอกความหมายของคณุ ธรรม มาโดยสังเขป
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
2. จงบอกความหมายของการพฒั นา มาโดยสังเขป
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
3. จงบอกความหมายของ สังคมไทย มาโดยสงั เขป
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
4. จงบอกความสําคญั และความจําเป็นของคุณธรรมท่ีจะนํามาปรบั ใชก้ ับชีวติ ประจําวัน
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
5. จงบอกวตั ถุประสงค์ของคุณธรรมเพ่ือพฒั นาสงั คมไทย
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หนังสือเรียนวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาคณุ ธรรมเพือ่ พัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 18

บทที่ 2
สงั คหวัตถุ 4

สาระสําคญั

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คุณธรรมเพ่ือพัฒนาสังคมไทย เป็นการจัดกิจกรรมท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียน
ได้บูรณาการทักษะต่าง ๆ ไปพร้อมกับการสร้างสถานการณ์ในการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ โดยมีครูเป็นผู้ให้
คําปรึกษา โดยให้ผู้เรียนได้ฝึก และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ด้วยตนเองที่ทําให้การเรียนรู้ด้วยตนเองประสบ
ความสาํ เร็จ และนําความรไู้ ปใชใ้ นวิถชี วี ิตใหเ้ หมาะสมกบั ตนเอง และชุมชน สงั คม

ผลการเรียนร้ทู ่คี าดหวงั

1. เพ่ือใหผ้ เู้ รียนอธบิ ายองค์ประกอบของสงั คหวัตถุ 4
2. เพื่อส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นได้ฝกึ ทักษะในการอา่ น คดิ วเิ คราะห์ เขียน
3. เพอื่ ใหผ้ ้เู รยี นมีความรแู้ ละสามารถนาํ ไปปรับใชก้ ับชีวติ ประจําวนั ได้

ขอบขา่ ยเนือ้ หา

สงั คหวัตถุ 4
1 ทาน
2 ปยิ วาจา
3 อัตถจรยิ า
4 สมานตตา

หนงั สือเรียนวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าคุณธรรมเพอ่ื พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 19

เรื่อง สังคหวตั ถุ 4

สังคหวตั ถุ-4-หลกั การอย่รู ว่ มกนั อย่างสันติ
ท่านทั้งหลายทราบหรือไมว่ ่า การที่เรามาอยู่ร่วมกันในสงั คมน้นั ตอ้ งปฏิบตั ิตนอย่างไร จึงจะอยู่รว่ มกนั ได้

อย่างมีความสุข พระสัมมาสัมพุทธเจา้ ท่านทรงได้ใหห้ ลักธรรมในการดําเนนิ ชวี ิตในสังคมอยา่ งเปน็ สุขคือ สังคห
วัตถุ 4 ซงึ่ ประกอบด้วยหลกั ธรรม 4 ขอ้ ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อตั ถจริยา และ สมานตั ตา โดยมีรายละเอียดแต่ละ
ขอ้ ดังน้ี

สงั คหวตั ถุ 4 : หลกั การอยู่รว่ มกันอย่างสนั ติ
ทา่ นท้ังหลายทราบหรือไมว่ ่า การท่ีเรามาอยู่รว่ มกนั ในสงั คมนน้ั ต้องปฏิบัตติ นอยา่ งไร จึงจะอยรู่ ่วมกนั ได้

อยา่ งมีความสขุ พระสมั มาสมั พุทธเจา้ ทา่ นทรงไดใ้ ห้หลักธรรมในการดําเนินชวี ิตในสังคมอยา่ งเปน็ สุขคือ สงั คห
วตั ถุ 4 ซง่ึ ประกอบด้วยหลกั ธรรม 4 ขอ้ ได้แก่ ทาน ปยิ วาจา อัตถจรยิ า และ สมานตั ตา โดยมีรายละเอยี ดแต่
ละข้อดงั นี้

1. ทาน คอื การให้ เราจะเห็นวา่ หลกั ธรรมหลายข้อของพระสมั มาสมั พุทธเจา้ จะขึ้นตน้ ดว้ ย “ทาน” เพราะ
เราทกุ คนลว้ นมีกิเลส ซึ่งกเิ ลสตวั แรกที่มักจะเจอคือ ความอยากได้ เม่ืออยากได้ก็เกิดความไม่อยากให้ ดังนน้ั ทาน
จงึ มักอย่เู ปน็ ข้อเบอื้ งต้นในหลักธรรมตา่ งๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนอื่ งกบั การอยู่ร่วมกนั ทานในทีน่ ม้ี ี 2 ประการก็คือ
ทานทีใ่ หเ้ ปน็ บญุ และทานที่ให้เป็นคณุ

ทานที่ให้เปน็ บุญ ได้แก่ การสร้างกุศล บาํ เพ็ญบญุ ทัง้ หลาย เช่น ทอดกฐนิ ทอดผ้าป่า เปน็ ตน้
ทานท่ใี ห้เปน็ คุณ ได้แก่ การให้สง่ิ ของการให้ของขวญั เปน็ ตน้
ในเรื่องของบุญกุศล ถ้าเปน็ การทอดกฐนิ ถือเปน็ การใหแ้ บบ จาคะ แตถ่ า้ ความมงุ่ หมายแบบสังคหวัตถุ 4
เรามงุ่ ท่ีการให้แบบที่ 2 คือให้เพือ่ เปน็ คณุ เพราะมนษุ ย์สว่ นใหญม่ ักขาดแคลน เมือ่ เราไปชว่ ยเขา ก็จะเกดิ
ความร้สู ึกท่ดี ตี ่อกันข้ึนมา
2. ปิยวาจา การพดู วาจาทีไ่ พเราะ ฟังแล้วเกิดความช่นื ใจ เบิกบานใจ เช่นเราศกึ ษาธรรมะได้ข้อคิดดีๆ ก็
นําส่ิงเหลา่ นไี้ ปบอกคนท่เี รารัก คนทเ่ี รารจู้ ัก เป็นตน้ สิ่งท่ีเราจะพดู นน้ั ต้องเป็นเร่ืองจรงิ เปน็ คาํ สภุ าพ ไพเราะน่ิม
นวล พูดออกไปแล้วเกิดประโยชน์ เวลาพูดกต็ ้องพูดดว้ ยจิตท่มี ีเมตตา เช่นวา่ ถ้าเราจะไปตกั เตอื นใคร เราก็เลอื ก
คําอย่างดีไปบอกเขาไปบอกด้วยจติ ทเ่ี มตตาหวงั ดีต่อเขา เช่นเดยี วกนั เมอ่ื เขามาบอกหรือตักเตือนเรา เราก็ตอ้ ง
ทบทวนว่าเขาอยากบอกอะไรกบั เรา และหากเปน็ ส่งิ ท่ีถูกต้องท่ีเราต้องปรบั ปรุงตัวใหด้ ีข้ึนเรากค็ วรไปขอบคณุ เขา
ซ่งึ พระสมั มาสมั พทุ ธเจ้า ทรงตรัสไวว้ ่า บคุ คลท่ีมาแนะนาํ เราสงิ่ ที่เป็นประโยชน์ให้แกเ่ รา เมอ่ื เห็นเราผิดพลาด
เรยี กว่า “ผชู้ ีข้ มุ ทรัพย์ให้” และส่งิ สุดท้ายทตี่ ้องพิจารณาในการพูดคอื ต้องเลือกเวลาในการพูด พดู ให้ถูก
กาลเทศะด้วย ถา้ จาํ เป็นต้องพูดในชว่ งเวลาทไี่ ม่เหมาะสม เช่น เวลาทผ่ี ูฟ้ งั กาํ ลังอารมณ์ไม่ดี หรือกาํ ลงั ยุ่งนั้น เราก็
ตอ้ งเลือกคาํ ใหด้ ีทส่ี ดุ

หนังสอื เรียนวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าคณุ ธรรมเพ่ือพัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 20

3. อัตถจรยิ า คอื ทาํ ตนให้เปน็ ประโยชน์ บางคร้ังในการทาํ งานอาจขาดกําลงั แต่ถ้าเราชว่ ยกนั งานทวี่ ่ายาก
กจ็ ะสาํ เรจ็ ลุลว่ งไปไดถ้ า้ เราร่วมมือกัน เพราะฉะนน้ั ตรงน้ีเป็นสง่ิ สําคัญอย่างหนึง่ ทีจ่ ะทําใหเ้ ราเกดิ รกั ความผูกพนั
ชองบคุ คลท่ีอยรู่ ่วมกนั ในสังคม ในการบาํ เพ็ญตนให้เปน็ ประโยชน์มี 2 ประการ คือ ต้องทําตัวเราให้เปน็ คนดี มี
ประโยชน์เสียก่อน และสร้างประโยชน์ใหค้ นอ่นื รอบขา้ ง พระสัมมาสมั พุทธเจา้ ไดต้ รสั บคุ คลไว้ 3 ประเภทคือ

1. อตั ถจารยี ์ ผู้ทสี่ รา้ งประโยชน์ ท้งั ประโยชนต์ นและประโยชนท์ ่าน บุคคลแบบนน้ี ่ายกยอ่ ง นา่ สรรเสรญิ
2. โมฆะบุรุษ บุรษุ ผู้วา่ งเปล่า ไมเ่ อาอะไรเลย เฉยๆ ไม่ทาํ ท้ังสิ่งทเี่ ปน็ ประโยชน์และไมเ่ ป็นประโยชน์
3. อนัตถตั จารีย์ ผ้ทู ําสง่ิ ไมใ่ ช้ประโยชน์ ถ้าเปน็ เรือ่ งไมด่ ี พวกนช้ี อบทาํ การอยูร่ ่วมกันในสังคม ไม่วา่ เรื่อง
อะไรกต็ าม เราต้องช่วยเหลือซงึ่ กันและกัน ไมแ่ ลง้ น้าํ ใจจงึ จะเกิดความสขุ ได้ในสังคมนนั้ ๆ
4. สมานัตตตา การวางตนให้พอดีในหนา้ ทข่ี องตนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย คือ วางตนให้เหมาะสมว่า
ตอนนเ้ี ราอยู่ในฐานะอะไร เช่น พ่อก็มีหนา้ ท่เี ล้ียงดูลูก แม่ก็มีหนา้ ที่ดูแลบา้ นดูแลครอบครวั ลูกเองกม็ ีหนา้ ทศี่ ึกษา
เลา่ เรยี น และเม่ือเราทํางาน ถา้ มใี ครไม่ทําตามหน้าที่แลว้ ย่อมจะเกิดปญั หาเร่อื งการกา้ วก่ายหน้าทกี่ ันตามมา
จนอาจสง่ ผลให้เกิดความไม่ปลอดภัยในชวี ิตข้นึ ได้ อย่างนี้เปน็ ต้น เมื่อเป็นเช่นน้ีการวางตนใหเ้ หมาะสม จะชว่ ยให้
ไมต่ ้องระวาดระแวงในการทาํ หน้าทข่ี องตน ซ่ึงจะส่งผลให้เราอยู่รว่ มกนั ในสงั คมไดอ้ ย่างปลอดภยั และสบายใจ
กลา่ วโดยสรปุ สงั คหวัตถุ 4 คอื หลักธรรมของการอยรู่ ่วมกนั ในสงั คมอยา่ งสงบสุข ซึง่ ได้แก่ ทาน คือการให้
ท้งั ทานท่ีให้เป็นบญุ และทานที่ให้เป็นคณุ ปยิ วาจา คือการพดู วาจาทีไ่ พเราะ ฟงั แล้วเกดิ ความชื่นใจ อตั ถจริยา
คือทําตนให้เปน็ ประโยชน์ แก่ผ้อู ่นื ทีอ่ ยู่ร่วมกันในสังคม สมานตั ตตา คอื วางตนให้เหมาะสมว่าตอนนีเ้ ราอยู่ใน
ฐานะใด หลักธรรม 4 ประการนี้เปน็ เครอื่ งยดึ เหนีย่ วใจผู้คนในสังคมให้อยู่กันอย่างสันติสบื ต่อไป

หนงั สือเรยี นวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าคุณธรรมเพือ่ พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 21

ใบงานท่ี 2
เร่ืองสังคหวตั ถุ 4

1. ให้นกั ศึกษาบอกความหมายและองคป์ ระกอบของ สังคหวัถุ 4 พร้อมท้งั อธบิ ายใหเ้ ข้าใจ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หนงั สือเรียนวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาคุณธรรมเพื่อพัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 22

บทท่ี 3
คุณธรรมสาํ หรบั พัฒนาสังคมไทย

สาระสาํ คัญ

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คุณธรรมเพ่ือพัฒนาสังคมไทย เป็นการจัดกิจกรรมท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียน
ได้บูรณาการทักษะต่าง ๆ ไปพร้อมกับการสร้างสถานการณ์ในการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ โดยมีครูเป็นผู้ให้
คําปรึกษา โดยให้ผู้เรียนได้ฝึก และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ด้วยตนเองท่ีทําให้การเรียนรู้ด้วยตนเองประสบ
ความสาํ เรจ็ และนําความรูไ้ ปใช้ในวิถีชีวติ ใหเ้ หมาะสมกับตนเอง และชุมชน สงั คม

ผลการเรียนรูท้ ค่ี าดหวงั

1. เพื่อให้ผู้เรียนอธิบายองค์ประกอบของคุณธรรมสําหรับพัฒนาสงั คมไทย 3 ประการ
2. เพื่อส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนได้ฝึกทกั ษะในการอา่ น คิด วเิ คราะห์ เขยี น
3. เพอ่ื ให้ผ้เู รียนมีความรู้และสามารถนําไปปรบั ใชก้ บั ชีวติ ประจําวันได้

ขอบขา่ ยเนื้อหา

เรอ่ื งที่ 1 สามคั คี
เรอ่ื งท่ี 2 มนี ํ้าใจ
เร่อื งที่ 3 มวี นิ ยั

หนงั สือเรียนวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาคุณธรรมเพื่อพัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 23

เรือ่ ง สามัคคี

แกน่ แทข้ องความสามัคคี
ความสมคั รสมานสามัคคีของชนแตก่ ล่มุ ชน มใิ ชเ่ ป็นเพียงการรวมกนั เฉพาะรา่ งกายภายนอก มใิ ช่

เนื่องมาจาก การร่วมสมาคมธุรกจิ เดยี วกนั หรอื รวมอย่ใู นกลุ่มองคก์ รเดียวกนั หรือรวมอยู่ในลทั ธคิ วามเชื่ออัน
เดยี วกัน ความสามัคคีของมนุษยชาตทิ ี่แท้จริงแลว้ ก็มิใช่เน่ืองจากการไดม้ ารว่ มพบปะสังสรรค์กนั ตามงานตา่ งๆท่ี
ไดจ้ ัดขึน้ ความสามัคคีอีกเช่นกนั กม็ ิใช่เพราะการที่คนหลายคนได้มารว่ มกนั ในงานเทศกาลรน่ื เริงตา่ งๆ เพราะ
ความสามคั คดี ังกล่าวท้ังหมดนนั้ ลว้ นแล้วแตอ่ ยใู่ นรูปของภายนอกเทา่ นนั้ รา่ งกายภายของมนุษยไ์ ม่สามารถรับรู้
และทาํ ความเขา้ ใจในเรือ่ งตา่ งๆได้ แต่สง่ิ ที่จะรบั ร้แู ละทําความเข้าใจไดน้ ่นั คือ สติปัญญา และสิง่ ทีจ่ ะรบั ความร้สู กึ
ไดน้ ัน่ ก็คอื จิตใจ การพบกันของร่างกายภายนอกไม่มีความหมายอนั ใดอีกท้ังยิง่ พบกันบ่อยมากเท่าไรก็ยิ่งมใี จที่
ออกห่างมากขึ้นเท่านนั้ และน่ีก็คือความจรงิ ที่ไดเ้ กดิ ขึน้ ในชีวติ ของมนุษย์เราในทุกวันน้ีซ่งึ สามารถเห็นไดจ้ าก ใน
กลมุ่ องค์กรเดียวกนั ก็ยงั เกดิ ปัญหาขดั แย้งระหวา่ งกัน ในกลุ่มองค์กรเดยี วกนั กย็ งั มีการตั้งพรรคตั้งพวกกันใน
กลุ่มขนึ้ มาอีก เพ่ือตอ้ งการทําลายโค่นลม้ ซง่ึ กันและกันการร่วมธุรกจิ การคา้ ด้วยกนั ก็ยังมีการขดั ผลประโยชน์ จน
นาํ ไปสู่การแตกแยก เน่ืองจากไม่มกี ารลงรอยกันในความคิด และจิตใจทีเ่ หินหา่ งต่อกนั ดังนนั้ เราทุกคนต่างก็
ประจักษ์อนั ดีแล้ววา่ ความสามคั คีท่ีแท้จริงนน้ั อย่บู นรากฐานของจิตใจ นานๆ จะพบกันทีก็ไมเ่ ป็นไร ถ้าหัวใจอยู่
ใกล้กนั และมคี วามคดิ ทีส่ อดคล้องกนั เมื่อเป็นเชน่ น้ีแล้ว เพือ่ กอ่ ให้เกิดความสามัคคี ถึงแม้วา่ จะเปน็ ความสามัคคี
ของคนในกลมุ่ องคก์ ร ของชนชาติหรอื เผ่าพันธ์ กม็ ิใช่เรือ่ งง่ายอีกแลว้ มันไมง่ า่ ยเหมือนกับคาํ พูดหรือคําขวัญต่างๆ
ทต่ี งั้ ข้ึนมา

ความสามคั คีของมนุษยเ์ รานั้นสามารถแบง่ ออกเปน็ 4 ประเภทดังนีค้ อื
1. ความสามัคคที ี่ทําเพราะถกู บังคับ

เป็นความสามัคคีท่ีอยูใ่ นสภาพจํายอม ซ่งึ มนั จะไม่มีความย่ังยนื จะเป็นความสามคั คีแบบชว่ั ครง้ั ชว่ั คราว นนั่ คือ
เม่ือใดที่ถูกศัตรรู กุ ราน ก็เกิดการรวมตวั กนั เพื่อเอาชนะกบั ข้าศึกศัตรูท่ีรุกราน แต่พอหลังจากนั้นก็หันกลับมา
ทะเลาะกนั อีกเหมือนเดิม

2. ความสามัคคีท่ีถูกบังคบั โดยกฏเกณฑ์ต่างๆของประเทศเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สขุ รว่ มกันของคนใน
ชาติ ถ้ามิเช่นนัน้ มนั จะเป็นผลรา้ ยของทกุ ๆคน ความสามัคคีประเภทนก้ี ็ยังคงอยู่บนเพยี งเงอื่ นไขและกฏเกณฑ์
ตา่ งๆ บางคร้งั กจ็ าํ เปน็ ต้องแสดงละครเพอื่ จะได้ไม่ถกู ประเทศชาติลงโทษ

3. ความสามัคคที ่ีในลกั ษณะของลทั ธิความเชื่อ ซึ่งสังคมไดร้ บั การปลูกฝังมาตั้งแตอ่ ยู่ในชัน้ ประถม โดย
มีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือใหเ้ กดิ ความคลั่งไคล้ต่อลทั ธคิ วามเช่ือของตนเอง

หนังสือเรียนวชิ าเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าคณุ ธรรมเพื่อพัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 24

ความสามัคคปี ระเภทนคี้ อ่ นข้างจะม่ันคงกวา่ ความสามัคคีดงั ที่ไดก้ ล่าวไวข้ ้างต้น แตม่ ันก็ค่อนข้างจะ
เป็นอันตรายอย่มู ากทเี ดียว เพราะเมอื่ ใดทปี่ ระชาชนเกิดความลุ่มหลงคลั่งไคลต้ อ่ ลัทธิความเชอ่ื อย่างสดุ โตง่ ใน
ท่สี ดุ มนั ก็จาํ นําซง่ึ ความขดั แย้งอยา่ งรุนแรงของคนในชาตเิ พราะเหมือนกับเป็นการสร้างศัตรู ดังเชน่ ท่ีเกดิ ขนึ้ ใน
สงครามโลกคร้งั ท่สี องพวกเขาทาํ สงครามกนั เพราะลัทธิความเชอ่ื ของแต่ละคนจนในทสี่ ุด ความสามคั คกี ็หมด
ความหมาย เพราะโลกต้องพินาศยอ่ ยยบั อนั เนื่องมาจากความสามคั คีทย่ี นื อย่บู นลทั ธิความเช่อื ดงั กล่าว ความ
สามคั คีท่ีได้กลา่ วมาทั้งหมดน้ัน ล้วนแลว้ แตเ่ ปน็ ความสามคั คีแบบผิวเผินภายนอกเท่านน้ั ซงึ่ ยังคงในอยใู่ น
ขดี จํากัดความสามัคคที ย่ี ังคงใช้เพยี งแค่ความคิดสติปัญญาอย่างเดียว โดยท่มี ไิ ด้ให้ความสําคัญในเรื่องของจติ
วญิ ญานและความรูส้ ึกแหง่ หวั ใจมนั ก็จะยังคงเป็นเพียงความสามคั คีทห่ี ละหลวมขาดความมัน่ คงและไม่มีความ
เป็นสากลปัญหาความขดั แย้งท่ีเกิดข้นึ กล็ ้วนแลว้ แต่มีสาเหตมุ าจาก กเิ ลสและตณั หาของมนษุ ย์ เพราะดว้ ยการที่
คนเรามแี ต่ ความเยอ่ หยิง่ ยะโส โอหงั , เหน็ แก่ตวั , ละโมบ, มคี วามแค้น และอาฆาตพยาบาทต่อกนั และกันนน่ั เอง
จึงทําให้มนุษยแ์ ตกแยกกันความสามคั คดี ังกลา่ วนัน้ ไม่สามารถขจัดกิเลสตัณหาของมนุษยอ์ อกไปจากตัวได้ มนั
เป็นเพยี งความสามัคคีทเี่ กดิ ขึ้นภายนอกเท่านั้น ยังไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกและผูกพนั ธท์ างจติ ใจ เป็นเพยี งแค่
ลกั ษณะของความจํายอมหรือถกู บงั คับ

4. ความสามัคคอี ีกประเภทหนง่ึ ทม่ี ีความม่ันคงและเป็นความสามคั คีท่ีแทจ้ ริง เปน็ ความสามัคคที ี่มี
ความเป็นสากลและมีความเป็นศิลปะเปน็ ความสามคั คที ี่อยู่ในลักษณะของจติ ใจและความรู้จัก ซึง่ สามารถท่ีจะ
ขจดั กเิ ลสตณั หา อันเปน็ ต้นเหตุที่กอ่ ให้เกิดความขดั แยง้ กันถึงแมจ้ ะอยู่ในครอบครวั เดียวกัน มันเป็นความสามัคคี
ทสี่ ามารถจะผูกมัดมนษุ ย์เขา้ ไว้ด้วยกัน ไมว่ ่าจะตา่ งเช้อื ชาติ สผี วิ หรือ ตา่ งภาษก็ตามเพราะมันเปน็ ความสามคั คี
ที่มนษุ ยท์ ุกคนเปน็ เจ้าของความสามัคคีในประเภทน้ี เป็นความสามัคคีที่ผกู มัดความคิดและจิตใจของมนุษย์เข้าไว้
ดว้ ยกัน น่ันคือให้มนษุ ย์มีความเกรงกลัวและมคี วามรกั ต่อพระเจ้า ดังความต้องท่ีแทจ้ ริงท่ีมีอยู่ในตวั ของมนษุ ยท์ ุก
คน การมคี วามเกรงกลัวต่อพระเจา้ กจ็ ะชว่ ยยับยั้งมิให้กระทาํ ในสงิ่ ทผี่ ิดต่อมนุษยด์ ว้ ยกัน แลว้ มนั กจ็ ะไมเ้ กดิ การ
ทะเลาะเบาะแว้งซง่ึ กนั และกันการมคี วามรักและความเกรงกลวั ต่อพระเจ้า กจ็ ะก่อให้เกิดความรกั เพื่อนมนษุ ย์
ด้วยกัน อันนาํ ไปสู่การมีมนุษยธรรม และการให้ความช่วยเหลอื เกื้อกลู ซึ่งกันและกันพระเจ้าเปน็ ของมนษุ ย์เราทกุ
คน ไมว่ า่ เขาคนนนั้ จะเป็นคนชนชาตใิ ดเหลือมีลิทธคิ วามเช่ือแบบใด

สว่ นความสมั พนั ธ์หรอื ความสามคั คีท่ีอยูบ่ นพืน้ ฐานของลัทธใิ นแต่ละลทั ธินั้น มนั ก็เป็นของลัทธิน้ันแต่
อยา่ งเดียว มิได้เป็นของมนุษย์ทุกคน อีกทั้งยงั เปน็ ส่งิ ท่ีมนษุ ย์ไดส้ ร้างขน้ึ มาเองทั้งนน้ั เช่นเดยี วกนั ความสามัคคที ี่
อยูบ่ นพน้ื ฐานของกฏหมายหรือข้อบงั คบั ก็ยงั มีข้อบกพร่องแตถ่ า้ เม่ือใดที่มีมนุษย์มีพระเจ้าดว้ ยกันทุกคนแลว้ เม่อื
มนุษย์ได้ทําตามพระเจา้ กจ็ ะไมเ่ กิดการอจิ ฉาริษยา ไม่เกดิ ความเยอ่ หยิง่ ไมเ่ กิดความละโมภ และกเิ ลสตณั หาอนื่ ๆ
ทก่ี ่อใหเ้ กิดปัญหาความขัดแย้งของมนุษย์

การมคี วามรักและความเกรงกลัวต่อพระเจา้ เป็นสิทธิความชอบธรรมของมนุษย์ทุกคน ซง่ึ มันสามารถ
ผูกมัดมนษุ ย์ไว้ด้วยกันไดโ้ อ้ มนุษยชาติทั้งหลาย ถ้าหากเรามคี วามต้องการให้เกิดความสามคั คีข้นึ มาระหว่าง
มนษุ ย์ดว้ ยกัน เราก็จาํ เป็นต้องมคี วามร้ใู นเร่ืองดังกล่าวนั้น ความสามัคคีมิใชเ่ รื่องง่ายทจี่ ะใหเ้ กดิ ขึน้ มิใชเ่ พียงแค่
คาํ พูดหรือได้ต้งั คาํ ขวญั ต่างๆขน้ึ มาแล้ว สามารถกอ่ ให้เกิดความสามคั คีขน้ึ มาได้ถา้ หากมนษุ ย์เรายังคงมีกิเลส

หนังสอื เรียนวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาคณุ ธรรมเพอื่ พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 25

ตณั หาอยใู่ นหวั ใจ มันก็เป็นการยากท่ใี หเ้ กดิ ความสามัคคี ถึงแมว้ ่าจะลัทธคิ วามเชือ่ แบบเดยี วกัน หรือมอี ุดมการณ์
เดยี วกนั กต็ าม กิเลสและตัณหานเี่ องก็จะคอยขัดขวางมิให้มนษุ ย์เกดิ ความสามัคคี ดังนน้ั ถ้าหากเรายงั คงนงิ่ นอน
ใจ และปลอ่ ยให้กิเลสตัณหาคอยครอบงาํ อย่ใู นตวั ของเราแลว้ ความพนิ าศมันกจ็ ะตามมากเิ ลสและตณั หาสามารถ
ขจดั ออกไปได้ ด้วยการสร้างความรกั และความเกรงกลัวต่อพระเจา้ เพียงแค่การมลี ัทธคิ วามเชอื่ อันเดียวกัน จะยัง
ไมส่ ามารถควบคุมไดเ้ พราะกเิ ลสตณั หาคอื ทีม่ าของความขัดแย้งในระหวา่ งมนุษย์ดว้ ยกันและเรอื่ งกิเลสตณั หานี่
อีกเช่นกัน ทีน่ ้อยคนไม่ว่าจะเปน็ ชนชาตใิ ด ไมค่ ่อยจะให้ความสาํ คัญกัน

สามคั คีคือพลัง

ความสามคั คี หมายถึง ความพร้อมเพรียงกัน ความกลมเกลียวเป็นนา้ํ หนึง่ ใจเดยี วกัน ไมท่ ะเลาะเบาะแว้ง
วิวาทบาดหมางซง่ึ กนั และกัน
สามคั คีคือพลัง ความสามคั คี มีดว้ ยกัน 2 ประการ คือ

1. ความสามคั คที างกาย ไดแ้ ก่ การร่วมแรงรว่ มใจกันในการทาํ งาน
2. ความสามัคคีทางใจ ไดแ้ ก่ การร่วมประชมุ ปรึกษาหารือกนั ในเมือ่ เกดิ ปญั หาขึ้น
ความสามัคคี ดังทีว่ ่ามาน้ี จะเกิดมขี ึ้นได้ ต้องอาศัยเหตทุ เ่ี รียกกนั ว่า สาราณยี ธรรม ธรรมเป็นเหตใุ ห้
ระลกึ ถึงกัน กระทาํ ซึ่งความเคารพระหวา่ งกนั อยรู่ ่วมกันในสังคมด้วยดี มีความสุข ความสงบ ไม่ทะเลาะเบาะแวง้
ทาํ รา้ ยทําลายกนั มี 6 ประการ คือ

1. เมตตากายกรรม ทาํ ตอ่ กันด้วยเมตตา คอื แสดงไมตรีและความหวังดตี ่อเพอ่ื นรว่ มงาน รว่ มกิจการ
รว่ มชมุ ชน ดว้ ยการช่วยเหลือธุระต่างๆ โดยเตม็ ใจ แสดงอาการกิรยิ าสุภาพ เคารพนับถอื กนั ทง้ั ต่อหนา้ และลบั
หลงั

2. เมตตาวจกี รรม พดู ตอ่ กันด้วยเมตตา คือ ชว่ ยบอกแจ้งส่งิ ที่เปน็ ประโยชน์ สั่งสอนหรือแนะนาํ
ตกั เตอื นกนั ด้วยความหวังดี กล่าววาจาสภุ าพ แสดงความเคารพนับถือกนั ทั้งตอ่ หนา้ และลบั หลงั

3. เมตตามโนกรรม คิดต่อกนั ด้วยเมตตา คอื ต้ังจติ ปรารถนาดี คดิ ทาํ แต่สิง่ ที่เป็นประโยชนแ์ กก่ ัน
มองกันในแงด่ ี มีหนา้ ตายม้ิ แย้มแจ่มใสต่อกนั

4. สาธารณโภคี ไดม้ าแบง่ กันกนิ ใช้ คือ แบง่ ปันลาภผลที่ไดม้ าโดยชอบธรรม แม้เป็นของเล็กน้อย ก็
แจกจ่ายให้ได้มีส่วนร่วมใช้สอยบริโภคทวั่ กนั

5. สีลสามญั ญตา ประพฤตใิ ห้ดเี หมือนเขา คือ มคี วามประพฤตสิ ุจรติ ดีงาม รักษาระเบียบวินยั ของ
ส่วนรวม ไม่ทําตนให้เปน็ ทน่ี ่ารังเกยี จ หรือ เสอ่ื มแกห่ มคู่ ณะ

6. ทิฏฐสิ ามญั ญตา ปรับความเหน็ เขา้ กันได้ คือ เคารพรบั ฟงั ความคิดเหน็ กัน มีความเห็นชอบรว่ มกัน
ตกลงกนั ได้ในหลักการสําคญั ยึดถอื อุดมคติหลกั แห่งความดีงาม หรือจุดหมายอันเดยี วกนั

ธรรมทั้ง 6 ประการน้ี เปน็ คุณคา่ ก่อให้เกิดความระลึกถึง ความเคารพนบั ถือกันและกัน เปน็ ไปเพื่อ
ความสงเคราะห์ยึดเหนย่ี วน้าํ ใจกัน เพ่อื ป้องกันความทะเลาะ ความววิ าทแก่งแยง่ กัน เพ่ือความพร้อมเพรยี ง
รว่ มมอื ผนกึ กําลงั กนั เพอื่ ความเป็นน้ําหนง่ึ ใจเดียวกันอานิสงส์ของความสามคั คีน้ี ท่านกลา่ วไว้วา่ เปน็ บอ่ เกิด
แห่งความสขุ ความเจรญิ เป็นเหตแุ หง่ ความสาํ เรจ็ ในกจิ การงานตา่ งๆ การงานอนั เกินกําลังทค่ี นๆ เดียวจะทําได้

หนงั สอื เรยี นวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าคุณธรรมเพื่อพัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 26

เชน่ การก่อสร้างบ้านเรือน ตอ้ งอาศยั ความสามัคคเี ปน็ ที่ต้งั แมลงปลวกสามารถสรา้ งจอมปลวกทใี่ หญโ่ ตกว่าตัว
หลายเทา่ ให้สาํ เร็จได้ ก็อาศยั ความสามคั คีกัน ความสามัคคคี อื พลัง เพราะฉะนั้น การรวมใจสามคั คกี นั จงึ เกดิ มี
พลัง ส่วนการแตกสามัคคีกนั ทาํ ให้มกี ําลังน้อย โทษของการแตกสามคั คีกันนนั้ ท่านกล่าวไว้ว่า หาความสุข ความ
เจรญิ ไม่ได้ ไม่มคี วามสําเรจ็ ด้วยประการทง้ั ปวง เหตใุ หแ้ ตกความสามัคคีกนั นี้ อาจเกิดจากเหตเุ ลก็ ๆ น้อยๆ ก็
เป็นได้ เหมอื นเร่ืองนํ้าผ้งึ หยดเดยี ว แต่เป็นเหตุให้เกิดสงครามได้เหมือนกนั ยกตัวอยา่ งเร่ืองของเมืองไพศาลี
แควน้ วชั ชี พวกเจา้ ลิจฉวมี คี วามสามัคคีกัน พระเจา้ อชาตศัตรู ทําอะไรไมไ่ ด้ แต่เมื่อถูกวัสสการพราหมณย์ ยุ งให้
แตกสามัคคกี ันเทา่ นน้ั ก็เปน็ เหตใุ ห้พระเจ้าอชาตศัตรู เข้าโจมตีและยดึ เมอื งเอาไวไ้ ดใ้ นที่สดุ
ดงั นั้น ความสามคั คี ถ้าเกดิ มีข้นึ ในทใี่ ด ย่อมทาํ ให้ท่ีน้นั มแี ต่ความสงบสุข ความเจริญ ส่วนความแตกสามัคคี ถ้า
เกิดมีข้นึ ในที่ใด ย่อมทําให้ท่นี ้ันประสบแต่ความทกุ ข์ มแี ต่ความเสือ่ มเสยี โดยประการเดยี ว

เรอ่ื ง 2 มีนา้ํ ใจ

คาํ นิยาม
การมนี ้ําใจ ความหมาย ใจจริง นสิ ยั ใจคอ การมีใจเอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่

ประโยชน์ของการมีน้าํ ใจ
1.ทําใหเ้ กิดความรกั และการเอื้อเฟื้อเผ่อื แผ่ การชว่ ยเหลอื ในสังคม
2.ชีวิตมคี วามสุข
3.เปน็ ทีย่ อมรบั ของสังคม

โทษของการไร้น้าํ ใจ
1.เกดิ การเหน็ แก่ตวั เอารัดเอาเปรยี บ
2.ชวี ติ ไม่มคี วามสุข
3.ไมเ่ ปน็ ทยี่ อมรับของสังคม

ความมีนํ้าใจคืออะไร..?
เราไม่สามารถอธบิ ายบอก...ไม่สามารถเขียน....หรอื แปลเปน็ ภาษาได้ นอกจากการแสดงออกของ

ผใู้ ห้ และ การสัมผสั ของผรู้ ับ จากความมนี ํา้ ใจท่มี อบให้แกก่ ัน...ช่วยเหลอื เก้ือกลู กัน..ไมเ่ ลือกช้นั วรรณะ..ไม่
เลอื กเชื้อชาติ..และศาสนา..มนษุ ย์เราเม่ือมไี มตรี...มคี วามรสู้ ึกดๆี มอบใหแ้ กก่ ันแลว้ ตามปรกติวิสยั ดีๆที่ควร
ตามมาคือความมีนํา้ ใจ กล่าวคาํ ว่า ขอบคณุ ขอบใจ หรือถ้าไม่สามารถกลา่ วคําน้ีไดเ้ พราะความขัดเขินแต่ก็
สามารถแสดงออกได้ทางสายตาหรือการกมุ มือกระชบั บีบแน่นด้วยความมนี าํ้ ใจท่ีแสดงออกของคาํ ว่าขอบคุณ
ขอบใจ ผใู้ หน้ ํ้าใจก็คือมนุษยท์ ่ีมีเลือดเน้ือ มีความรูส้ กึ โลภ โกรธ หลง และมนุษย์กม็ ีหลายแบบ บางคนไม่สนใจ
ว่าผู้รับจะกลา่ วคําว่า ขอบคณุ ขอบใจหรือไม่ถือว่าการหยิบยื่นน้ําใจตอ่ เพื่อนมนษุ ยร์ ว่ มโลกเดยี วกันคือความสขุ
ต่อการทําความดีแตบ่ างคนก็ยงั เปน็ มนุษย์เหมือนมนุษยป์ รกตทิ ัว่ ๆไป ท่ีมคี วามสุขต่อการทําความดมี ีความรสู้ กึ ดีๆ

หนังสือเรียนวิชาเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาคุณธรรมเพ่ือพัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 27

หยิบยื่นนา้ํ ใจต่อเพื่อนมนุษยร์ ่วมโลกเดยี วกนั ถงึ แม้ไม่คาดหวงั หรือหวังผลจากการมอบนํา้ ใจต่อกันหรือจากการ
ทาํ ความดี....แต่ก็ยังมีความคาดหวังลกึ ๆจากผรู้ บั ที่จะกล่าวคาํ ว่า ขอบคุณ ขอบใจ ซง่ึ เปน็ คําสัน้ ๆแตก่ เ็ หมอื นน้ํา
ทพิ ยท์ ี่ชโลมใจ ในการทาํ ความดีต่อไป ความเปน็ สตั ว์ประเสรฐิ ของมนษุ ย์คอื คุณธรรมการตอบแทน.....ไม่จําเปน็
จะต้องเป็นทรัพย์สินเงนิ ทองแต่สามารถทําไดโ้ ดยการเอ่ยกล่าวคาํ วา่ ขอบคุณ ขอบใจ ในนํ้าใจ ต่อผ้หู ยิบย่นื นาํ้ ใจ
ให้ อยา่ ตอบแทนคนที่มอบน้าํ ใจใหเ้ ราด้วยความเพกิ เฉย เหมอื นคนไม่มนี ํา้ ใจตอบแทนมอบแกก่ ันมนุษยท์ ี่ดคี วรมี
คณุ สมบัตใิ นการแสดงออกในการตอบแทนน้ําใจของผ้ใู ห้ โดยการหดั กล่าวคําวา่ .....ขอบคุณ...ขอบใจ...ไว้
ตลอดเวลาเพราะมนั จะเป็นคุณสมบตั ิทมี่ ีคา่ ท่จี ะตดิ ตัวบุคคลนน้ั ไปตลอดชวี ิต และ รจู้ ักนํามาใช้ทุกครั้งเม่ือมคี น
หยบิ ยืน่ นํา้ ใจให้เรา

เราได้กลา่ วคําว่า ขอบคุณ ขอบใจ ทกุ ครัง้ ทมี่ ีคนหยบิ ยืน่ นํ้าใจให้เราหรือเปล่า ถา้ บางครั้งเราหลงลืมไป
บา้ งกย็ งั ไมส่ ายเกนิ ไป...เราควรหดั เอ่ยคําวา่ ขอบคุณ ขอบใจ ไว้ เพอื่ เป็นนิสัยและสามารถเอย่ กลา่ วคํา
ว่า ขอบคณุ ขอบใจ ตอบแทนผมู้ อบนาํ้ ใจใหเ้ ราในคราวหนา้ ไดอ้ ย่างไมห่ ลงลืมอีกต่อไป

ความมนี ้ําใจต่อผู้อ่นื เพือ่ การอย่รู ่วมกันอยา่ งเปน็ สขุ
การอยรู่ ่วมกนั ในสังคมอยา่ งสนั ตสิ ุข จําเป็นอยา่ งย่ิงทจ่ี ะต้องอาศัยความมนี ้ําใจไมตรีทด่ี ตี ่อกัน ความมี

นาํ้ ใจเป็นเรือ่ งทที่ กุ คนทําได้ โดยไมต่ ้องใช้เงินทองมากมาย เพียงแต่แสดงความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนษุ ย์ โดย
การช่วยเหลอื เลก็ ๆ นอ้ ยๆ เท่าน้นั กเ็ ป็นการแสดงน้ําใจได้ เชน่ การพาเดก็ หรือ ผูส้ ูงอายุข้ามถนน หรอื การสละที่
นง่ั บนรถโดยสารให้หญงิ มีครรภ์ หรือแม้แต่การมสี ว่ นร่วมชว่ ยกนั พัฒนาสังคมของเราใหด้ ีขึน้ ก็ได้ เปน็ ต้น ก็นับวา่
เป็นการแสดงนาํ้ ใจ การแสดงความมนี ้าํ ใจจึงไม่ได้วดั กนั ดว้ ยเงินทอง บางคนมีเงินมาก แต่กไ็ ม่ได้หมายความวา่
เขาจะเปน็ คนมนี ้าํ ใจ เพราะเขาอาจแล้งนํา้ ใจกไ็ ด้ บางคนเป็นเศรษฐแี ตม่ ีความตระหน่มี ากไม่ยอมแม้จะสละเงนิ
ให้ผอู้ น่ื โดยที่ตนไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทน ถึงกระน้ันคนท่ีไมไ่ ดม้ ีเงนิ มากเพยี งแคพ่ อมีพอกินอาจเปน็ คนทีพ่ อมี
นํา้ ใจให้คนอน่ื บา้ งกย็ ่อมเปน็ ท่รี กั และทชี่ ืน่ ชมของผู้อ่ืนเสมอ

ความมนี า้ํ ใจนนั้ ตรงกันขา้ มความเหน็ แก่ตัว ขณะที่คนเหน็ แก่ตวั มักจะคิดแตป่ ระโยชน์ส่วนตวั มากอ่ น
แตแ่ นน่ อนทคี่ นมีน้ําใจจะคดิ ถึงประโยชนข์ องสว่ นรวมบ้าง และความมีนํา้ ใจกย็ ังตรงกันข้ามกับความอิจฉาริษยา
คนทอ่ี จิ ฉาริษยาคนอื่นย่อมปรารถนาท่จี ะเหน็ ความ ล้มเหลวของผู้ท่ีได้ดีกวา่ แต่คนมีนํา้ ใจนั้น เมื่อเหน็ คนอ่นื ได้
ดีกว่าจะมีมุทิตา และจะแสดงความยินดดี ้วยอยา่ งจริงใจ ผู้มีน้าํ ใจจะนึกถึง ผอู้ ่ืน และจะพยายามช่วยผู้อื่นท่ี
ดอ้ ยโอกาสกว่า ผมู้ ีน้าํ ใจจึงเป็นท่ีรกั และตอ้ งการของคนทว่ั ไป และเป็นคนมีคณุ คา่ ต่อสังคม และที่สําคัญพวกเขา
เหล่านนั้ ก็จะเป็นผ้ทู ป่ี ระสบความสําเรจ็ ในการดําเนินชวี ิตอยา่ งแน่นอน ก็อย่างท่ีกลา่ วไว้ ความมนี ้าํ ใจจะไม่
สามารถเกดิ ขึน้ ในสังคมได้เลย หากไม่มีผู้ใดแสดงหรือกระทํามันข้ึนมา ซ่ึงถ้าหากเราอยากทีจ่ ะเป็นบุคคลนัน้
บุคคลท่จี ะสรา้ งความมนี าํ้ ใจใหแ้ ก่สงั คม บุคคลที่ปรารถนาอยากให้สังคมของตนเองและผอู้ ื่นมีความสุขนั้น ทําได้
ไมอ่ ยากเลย มนั อย่ทู ่ีความคดิ ความรูส้ กึ และหัวใจของเราเองเท่าน้ัน ท่ีจะสง่ั ให้ตวั เองลงมอื ทํา เราอาจฝกึ ฝน
ตนเองใหเ้ ป็นคนมีนา้ํ ใจได้ ดังนี้

หนังสอื เรยี นวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาคุณธรรมเพอื่ พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 28

1. ควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดถึงหัวจิตหวั ใจของคนอน่ื และแสดงต่อผอู้ ืน่ เหมือนท่ีเราตอ้ งการให้คนอน่ื
แสดงตอ่ เรา และทาํ ดีต่อคนอ่ืนโดยไมห่ วงั ผลตอบแทน ไม่ว่าความดีนัน้ จะเป็นเพียงส่ิงเล็กน้อยหรือส่ิงที่ย่งิ ใหญ่ก็
ตาม แม้ผู้อืน่ ไม่ได้รบั รกู้ ันทกุ คน แต่หัวใจของเรากร็ บั ร้เู สมอ

2. ควรเปน็ ผู้ให้มากกว่าผรู้ ับ และไม่หวงั วา่ คนอ่นื จะต้องมาใหเ้ ราเสมอ
3. ควรแสดงนา้ํ ใจกบั คนรอบข้าง เช่น เม่ือเวลามีโอกาสได้ไปเท่ียวในท่ีไกลหรือใกล้กต็ ามควรมีของฝาก
เล็กๆนอ้ ยๆติดมือมาถึงคนที่เรารูจ้ กั และญาติมติ รของเรา นั่นเปน็ การแสดงความมนี ํ้าใจต่อกัน เพราะแมอ้ าจจะ
เปน็ แคส่ ่ิงเล็กน้อย แมจ้ ะไม่ต้องใชเ้ งินทองมากมาย แตส่ ่ิงที่ไดม้ นั มีค่ามากกว่านนั้ นั่นคือนํ้าใจทีผ่ ู้อ่นื ได้รบั จากเรา
4. ควรเสยี สละกาํ ลงั ทรัพย์ สตปิ ัญญา กําลงั กาย และเวลาให้แกผ่ เู้ ดือดร้อน เท่าทเ่ี ราพอจะทําไดโ้ ดยไม่
ถงึ กบั ต้องลาํ บากแกผ่ ู้อ่นื ให้กับผทู้ ตี่ อ้ งการพ่ึงพาอาศยั เรา โดยเปน็ การกระทําท่ไี ม่หวงั ผลตอบแทน
5. ควรมนี ิสัยเอ้ือเฟอื้ ช่วยเหลือเกอื้ กูลต่อเพื่อนบา้ น เชน่ ไปรว่ มงานพธิ ีต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานศพ
หรืองานอ่ืนๆ เท่านั้นเขาก็จะเห็นว่าเราเปน็ คนมีน้ําใจ และจะสามารถเช่ือมไมตรจี ิตต่อกันได้
6. ควรให้ความรกั แก่คนอ่ืนๆ และให้ความรว่ มมอื เมื่อเขาตอ้ งการใหช้ ว่ ยเหลอื และช่วยเหลือเขาอย่างสดุ
ความสามารถด้วยความจรงิ ใจทเ่ี รามี การฝึกฝนตนเองให้เปน็ คนมนี า้ํ ใจ นอกจากจะทําใหเ้ รามจี ิตใจท่ดี ีงามเบกิ
บานแจม่ ใส ผวิ พรรณผอ่ งใส ใบหน้าอมิ่ เอิบแล้วยงั ทําให้เราไดม้ ติ รสหายมาก ใครก็อยากคบหาสมาคมด้วยเพราะ
ความมนี า้ํ ใจแสดงถึงความมีเมตตากรุณาต่อเพ่ือนมนษุ ย์ แลว้ ชีวิตของเราจะพบแต่ความสุขตลอดไป เพราะสังคม
ของเราจะเป็นสังคมแหง่ ความสนั ตสิ ขุ

เรือ่ ง 3 มวี ินัย

คณุ ลกั ษณะผมู้ ีวินัยในตนเอง
1. มีความซือ่ สัตยส์ จุ รติ ไม่หลอกลวงตนเองและผู้อนื่
2. มคี วามรับผิดชอบ ความตงั้ ใจท่จี ะทํางานและตดิ ตามผลงานท่ีได้กระทํา
3. เคารพในสทิ ธิของผู้อื่น
4. มีระเบียบและปฏบิ ัตติ ามกฎเกณฑข์ องสังคม
5. มลี ักษณะมงุ่ อนาคต
6. มีความเปน็ ผนู้ าํ
7. มีความตรงต่อเวลา รู้จักกาลเทศะ
8. มีความเชอื่ มัน่ ในตนเอง
9. มคี วามอดทนขยนั หมั่นเพียร
10. รูจ้ ักเสยี สละ และมีความเหน็ ใจผ้อู ่ืน

วนิ ัยในตนเองต้องเกดิ จากสํานกึ ในตนเองมอิ าจเกดิ ไดด้ ้วยขอ้ กาํ หนด ข้อบังคับจากภายนอก

หนังสอื เรยี นวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาคณุ ธรรมเพ่อื พัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 29

วนิ ยั คือ การฝกึ กาย วาจา ให้อยู่ในระเบียบแบบแผนทด่ี ี เพื่อให้การอย่รู ว่ มกันของมนุษย์
เปน็ ไปโดยความเรยี บร้อยเสมอกัน เพราะสังคมมนุษยจ์ ะต้องมีระเบียบวินยั เปน็ เครอื่ งควบคุม หากขาดสง่ิ
ควบคมุ คือด้ายร้อยเสยี แล้วดอกไม้ก็จะกระจายไม่เป็นระเบียบงดงาม เพราะฉะนน้ั วนิ ัยจึงมีความสาํ คัญ
สรา้ งความเป็นระเบียบให้แก่สังคมมนุษย์ การไม่มวี ิจัยมกั จะทาํ อะไรตามใจและไม่เหมาะแก่กาลเทศะใน
ท่ีสดุ ในตนเอง หมายถงึ ข้อควรปฏบิ ตั สิ าํ หรบั แต่ละบุคคลซง่ึ จะเป็นพ้ืนฐานอันจะนําไปสูค่ วามมวี ินยั ใน
สังคมและประเทศชาตติ ่อไป วนิ ัยในตนเองที่พลเมืองไทยพึงมีดังนี้

1. ความซ่ือสตั ยส์ จุ ริต คือ ความซอื่ สัตย์ต่อตนเองและผู้อ่ืน
2. ความขยันหมน่ั เพยี ร คือ มคี วามขยันอดทน ทาํ งานในทางทดี่ ีทชี่ อบ สร้างฐานะของ
ตนเองให้เปน็ ทีพ่ ง่ึ ของตนเองให้เป็นที่พงึ่ แก่ตนเองและครอบครัว
3. มีการประหยัด ในปจั จุบันเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศเปลย่ี นแปลง
ของแพง รายไดน้ ้อยส่ิงของท่ีจาํ เป็นแกก่ ารครองชีพขาดแคลนและแพงข้ึน เชน่ นํ้ามัน ไฟฟา้
อาหาร ทุกคนต้องประหยัดลดการใชจ้ ่ายลง
4. การรักษาเวลา ตอ้ งฝึกหัดเปน็ คนตรงต่อเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทํางาน หรือ นดั หมาย
ทํางานให้ทันเวลาเป็นไปตามกําหนด รจู้ ักการใช้เวลาวา่ งใหเ้ กดิ ประโยชน์
5. รู้จกั สทิ ธแิ ละหนา้ ท่ีของตนเองและผู้อน่ื รู้จกั รักษาสิทธขิ องตนเองและการเคารพสิทธิของคนอน่ื
ไมก่ า้ วกา่ ยในเรื่องคนอ่ืน รักษาประโยชนข์ องสว่ นร่วม และของชาติใหม้ ากท่ีสดุ
6. รกั การเรยี นรู้ จะต้องติดตามความหนา้ ในวิทยาการ ความเปลี่ยนแปลงของโลก ของประเทศชาติ
และขา่ วสารต่างๆ ให้เปน็ คนทม่ี ีการศึกษาดที ันสมัย ทนั สมัยทนั เหตกุ ารณ์ และทันคนอยูเ่ สมอ
7. การยึดม่ันวฒั นธรรมไทย วฒั นธรรมไทยเป็นเคร่ืองสบื ตอ่ อายุของชาตเิ พราะชาวไทยมวี ัฒนธรรม
ไทย ของตนเองจึงดาํ รงความเป็นไทยอยไู่ ด้ ถา้ ไม่มวี ัฒนธรรมไทย อาจจะถกู ชาติอ่ืนกลนื ชาตไิ ป และสูญชาติไป
ในทีส่ ดุ
การมีระเบยี บวินยั ในการศึกษาเลา่ เรียน หมายถึง การทน่ี ักเรียนควบคมุ ตนเอง ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิตน
อยา่ งมรี ะเบียบแบบแผน มเี หตผุ ลและเปา้ หมายในการเพ่ิมพูนความรู้ ความสามารถพัฒนาตนเอง จัด
ตารางเวลาไวส้ าํ หรับศกึ ษาเล่าเรียนอยา่ งสม่ําเสมอทุกเวลา ไม่เฉพาะแตว่ ชิ าทตี่ นชอบแตเ่ พียงอยา่ งเดยี ว เตรียม
ตัวอ่านบทเรยี นมาค่อยถงึ เวลาเรียนและทบทวนบทเรียนทุกครัง้ ภายหลังจากการเรียน เข้าตรงตามเวลา ไม่ลอก
คําตอบเพ่ือน และไมเ่ ปดิ โอกาสใหเ้ พือ่ นลอกคาํ ตอบในเวลาสอบ เตรยี มเครื่องใช้ในการเรยี นไวใ้ ห้ครบและพร้อม
ท่จี ะใช้ตลอดเวลา
วนิ ยั มคี วามสาํ คัญมาก เพราะเปน็ เครอ่ื งสร้างความเป็นระเบยี บของมนษุ ย์และทาํ ให้มนุษยก์ ไ็ ม่เป็น
เครอ่ื งควบคมุ ต่างคนต่างกป็ ระพฤติส่ิงตา่ งๆ ตามใจชอบ ได้รบั ความเดือดร้อนเหมือน ควายตาบอดถกู ปล่อย
ทิ้งไวใ้ นปา่ ไมม่ ีใครควบคุม กจ็ ะเดนิ กระเซอะกระเซงิ ไปตามยะถากรรมไดร้ ับความทุกข์ ความเดอื ดร้อน ดงั นั้น
ความทกุ ข์ ความเดือดร้อน ดังนั้นความมรี ะเบยี บวินยั จงึ มีประโยชน์และความสําคัญมาก

หนงั สือเรียนวิชาเลือก สาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าคณุ ธรรมเพื่อพัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 30

- ครูแนะนาํ ทางในการมรี ะเบียบวินัยในการศกึ ษาเลา่ เรยี นโดยใช้แบบประเมนิ ตนเองเป็นแนวทางการมี
ระเบียบวนิ ัยในที่อยอู่ าศัย หมายถึง การทีน่ ักเรยี นควบคุมตนเอง ประพฤติตนอย่างมีระเบียบแบบแผนและ
สม่ําเสมอ ในการรกั ษาความสะอาดความเปน็ ระเบียบวินัยของบา้ นเรือนที่อย่อู าศยั ในโรงเรียนและสาธารณะ
สถานจดั ตกต่างมารอยู่อาศยั ใหน้ ่าอยู่ ไมร่ บั ประทานในห้องนอน ห้องเรยี น ห้องประชุมแบ่งเน้อื ทีภ่ ายในบ้านให้
เป็นสัดส่วนที่จะกิจกรรมต่างๆ ไมค่ ุยหัวเราะ จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ หรือเปดิ ทวี ี วทิ ยุ เสยี งดังรบกวนผู้อืน่

วนิ ัยสงั คม หมายถงึ วนิ ยั ท่ีพงึ ปฏบิ ตั ิต่อผอู้ น่ื ในสงั คมเพอ่ื การอยรู่ ่วมกันอยา่ งเรียบร้อย
ราบร่นื และผาสกุ ได้แก่

1. การเคารพกฎหมาย บา้ นเมอื งจะสงบสุขและเจริญรุง่ เรอื งได้ พลเมืองจะตอ้ งเคารพเชอื่ ฟงั
และปฏิบัตติ ามกฎหมายของบ้านเมือง เช่น เร่อื งการจราจร การรกั ษาความสะอาด การปอ้ งกนั ทาํ ลายปา่ และ
ทรพั ยากรธรรมชาติการรกั ษาความลบั ของทางราชการ เป็นต้น

2. การรกั ษาสาธารณสมบัติ บา้ นเมืองจะเจริญได้จะต้องมีความเปน็ ระเบียบความสะอาด การ
รกั ษาสาธารณะสมบัติของชาติของชาติ ธํารงไว้เปน็ อยา่ งดีตามสภาพของบ้านเมืองย่อมแสดงถึงอปุ นสิ ัยของเมือง

3. ความสามคั คี ประชาชนจะต้องมีความสามคั คีกนั รว่ มแรงร่วมใจพฒั นาบา้ นเมือง ท้องถนิ่
ชมุ ชน ตําบลหรอื หม่บู า้ น ไม่ตอ้ งรอรฐั บาลชว่ ยทาํ ให้รวมทั้งร่วมมือช่วยปอ้ งกนั ปราบปรามหรอื แจ้งเจา้ ท่ีการมี
ระเบยี บวินัยในสงั คม หมายถงึ การท่นี ักเรยี นประพฤติอย่างมีระเบียบแบบแผน ยดึ มนั่ ในขนบธรรมเนียม
ประเพณที ด่ี ีงาม เคารพเชื่อฟังกฎหมาย ข้อบงั คบั ของสงั คม ผ้จู กั ใช้สทิ ธ์ิและหน้าท่ี และเวน้ การใช้อภิสทิ ธิ์ รบั
บรกิ ารและให้บริการตามลําดับกอ่ นหลงั สนบั สนนุ และส่งเสริมประชาชน เจา้ หน้าทผี่ ปู้ ฏิบัตติ ามกฎหมาย มี
มารยาทในการใช้ถนน การขับขย่ี านพาหนะโดยปฏบิ ัตติ ามกฎจราจร แจ้งตอ่ เจ้าหนา้ ทเ่ี ม่ือรเู้ ห็นการกระทาํ ท่ผี ิด
ระเบยี บวนิ ยั และกฎหมายครูแนะนาํ ทางการมรี ะเบียบวนิ ัยในสังคม ตามแบบประเมินตนเองที่แจกคาบคมท่ไี ร้ฝกั
ลูกระเบดิ ที่ไม่มีสลักนิรภยั ยอ่ มเกดิ โทษแกเ่ จา้ ของไดง้ ่าย ฉันใด “ความรู้” และ “ความสามารถ” ถา้ ไม่มวี ินยั
กาํ กับแล้ว ก็จะมโี ทษแก่ผู้เปน็ เจ้าของได้ ฉนั น้นั ช่างดาบทําฝกั ดาบไวก้ นั อันตราย ชา่ งทําระเบิดก็ทาํ สลักนิรภยั ไว้
เช่นเดียวกัน เมือ่ พระสัมมาสมั พทุ ธเจ้า ทรงสอนพุทธศาสนิกชน ใหเ้ ป็นคนฉลาดรู้ ฉลาดทําแล้ว จงึ ทรงส่ังสําทบั
ดว้ ยวา่ ต้องมวี ินัย "

วินัยคืออะไร ?
วนิ ยั หมายถงึ ระเบยี บ กฎเกณฑ์ข้อบังบบั สาํ หรับควบคมุ ความประพฤติทางกายของคนในสงั คมให้

เรียบร้อยดงี าม เป็นแบบแผนอันหน่งึ อันเดียวกัน จะได้อยู่ร่วมกนั ดว้ ยความสุขสบาย ไม่กระทบกระท่งั ซึ่งกนั และ
กัน ใหห้ ่างไกลจากความชั่วทงั้ หลาย การอยู่รวมกนั เป็นหมเู่ หลา่ ถา้ ขาดระเบียบวินยั ต่างคนต่างทาํ ตามอําเภอใจ
ความขดั แย้งและลักล่ันกจ็ ะเกิดขน้ึ ยง่ิ มากคนกย็ ่ิงมากเรอ่ื ง ไม่มีความสงบสุข การงานที่ทํากจ็ ะเสียผล ถา้
ประชาชนแตล่ ะคนเป็นเสมือนดอกไม้แตล่ ะดอก ดอกไม้ท้ังหลายเหลา่ น้ีจะด้อยค่าลง หากวางอยรู่ ะเกะระกะ
กระจดั กระจาย ทัง้ ยงั ทาํ ให้รกรงุ รังอีกด้วย แตเ่ มื่อเรานําดอกไมเ้ หล่าน้ีมาร้อยรวมเขา้ ด้วยกนั ด้วยเสน้ ดา้ ยดอกไม้
เหลา่ น้กี ็จะกลายเป็นพวงมาลัยอนั งดงามเหมาะทีจ่ ะนาํ ไปใชป้ ระดบั ตกแต่งให้ เจริญตาเจริ ญใจ เส้นดา้ ยทีใ่ ช้รอ้ ย
ดอกไม้ใหร้ วมกนั อยู่อย่างมีระเบยี บงดงามน้ันเปรยี บเสมือนวนิ ยั

หนงั สอื เรียนวชิ าเลอื ก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาคณุ ธรรมเพ่ือพัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 31

วนิ ยั จงึ เป็นสง่ิ ทีใ่ ช้ควบคมคน ให้คนเราใช้ความรู้ ความสามารถไปในทางที่ถกู ทค่ี วร คอื ทําใหเ้ ป็นคน
“ฉลาดใช้” นน่ั เอง

ชนิดของวนิ ัย
ตัวเรามขี องสาํ คญั 2 อย่าง คือ ชวี ิต กับ จติ ใจ
ชวี ติ ของเราขน้ึ อยู่กับระบบโลก ต้องพงึ่ โลกชีวิตจงึ จะเจริญ
จติ ใจ ของเราขึ้นอยู่กับระบบธรรม ตอ้ งพ่ึงธรรม จิตใจจึงจะเจรญิ

เพอ่ื ใหช้ วี ติ และจดิ ใจ เจรญิ ทั้ง 2 ทาง เราจึงต้องดําเนินชวี ติ ให้สอดคล้องกันท้งั 2 ด้านดว้ ย
ผู้ทฉ่ี ลาดรู้ ก็ต้องศกึ ษาใหร้ ทู้ ั้งทางโลกและทางธรรม
ผทู้ ฉ่ี ลาดทาํ กต็ อ้ งทําใหเ้ ป็นใหถ้ กู ต้อง ทง้ั ทางโลกและทางธรรม

เช่นกนั ผทู้ ฉ่ี ลาดใช้ กต็ อ้ งมวี ินยั ทางโลกและวินัยทางธรรมคอยชว่ ยกาํ กบั ความรู้ และความสามารถเอาไว้
วนิ ยั ทางโลก หมายถึงระเบยี บสําหรรบั ควบคุมคนในสงั คมแต่ละแห่งเปน็ ขอ้ ตกลงของคนในสงั คมนนั้ ท่ี

จะใหท้ าํ หรือไม่ให้ทําบางสง่ิ บางอยา่ งซึ่งบางครั้งเราก็เรียกชือ่ แยกแยะออกไปหลายอย่าง เช่น กฎหมาย
พระราชบัญญตั ิ พระราชกฤษฎีกา กฎข้อบงั คับ ระเบียบ ธรรมเนยี มประเพณี คาํ สัง่ ประกาศ กติกา ฯลฯ ส่ิง
เหล่านี้รวมเรียกวา่ วนิ ัยทางโลกทง้ั สน้ิ

วินยั ทางธรรม
เนอ่ื งจากเราชาวพทุ ธ มีทั้งคฤหัสถ์และบรรชติ ดงั นน้ั วินยั ทางศาสนาจึงมี 2 ประเภท คือ
1. อนาคาริยวนิ ยั วนิ ัยสาํ หรบั ผู้ออกบวช ไดแ้ ก่ วนิ ยั ของพระภิกษุ
2.อาคาริยวินยั วนิ ยั สาํ หรบั ผู้ครองเรือน หรือประชาชนชายหญิงทั่ว ๆ ไป

อนาคาริยวินัย
จุดมงุ่ หมายสงู สดุ ของนักบวช คือความหมดกเิ ลส ผู้จะหมดกเิ ลสได้ต้องมีปัญญาอย่างยิ่ง ผู้จะมปี ัญญา

อย่างยง่ิ ได้จะต้องมสี มาธอิ ย่างยงิ่ ผจู้ ะมสี มาธอิ ย่างย่งิ ได้ จะต้องต้ังอยู่บนฐานของศลี อย่างยิง่ คอื อนาคาริยวนิ ยั 4
ประการอนั เปน็ พ้ืนฐานของความบริสุทธิ์ ไดแ้ ก่

ก. ปาฏิโมกขสงั วร คือ การสํารวมอยใู่ นศลี 227 ข้อท่พี ระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญตั ิ เว้นข้อท่ีพระองค์
ทรงหา้ ม ทาํ ตามข้อท่ีพระองค์ทรงให้ปฏบิ ตั ิ

ข. อนิ ทรยี สังวร คอื การร้จู ักสํารวม ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ ไม่ใหเ้ พลิดเพลนิ ไปกับอารมณ์อนั นา่ ใคร่ อัน
เกิดจากการเหน็ รูป ฟงั เสยี ง ดมกลิน่ ล้ิมรส สัมผสั และการรบั ร้อู ารมณ์ทางใจ อะไรที่ไม่ควรดกู ็อย่าไปดู อะไรไม่
ควรฟังก็อยา่ ไปฟัง อะไรไม่ควรดมก็อย่าไปดม อะไรไม่ควรล้ิมชิมรสก็อย่าไปชมิ อะไรไมควรถกู ต้องสัมผัสก็อย่าไป
สัมผัส และอะไรท่ีไม่ควรคิดก็อย่าไปคดิ

หนงั สอื เรยี นวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาคุณธรรมเพือ่ พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 32

ค.อาชีวปาริสทุ ธสงั วร คือ การหาเลย้ี งชวี ติ ในทางท่ชี อบ ไดแ้ ก่ การบิณฑบาต สาํ หรับการเลี้ยงชีวติ ในทาง
ท่ีผิด เชน่ การหาลาภสงั การะดว้ ยการใบ้หวย การเปน็ หมดดู การเป็นพ่อสื่อแมช่ ัก การประจบชาวบ้านจดั เป็นการ
กระทาํ ทีผ่ ิดพระวนิ ยั

ง. ปจั จยั ปัจจเวกขณะ คือ การพิจารณาก่อนทีจ่ ะบริโภคหรอื ใชป้ จั จัย 4 วา่ สิ่งนัน้ เปน็ เพยี งเครื่องหล่อเลีย้ ง
ชีวิตใหอ้ ยู่ได้ เหมือนนาํ้ มันหยอดเพลารถให้รถแลน่ ไปได้เทา่ นั้น
พิจารณาดงั นี้แลว้ ยอ่ มบรรเทาความหลง ความมัวเมาในอาหาร เครื่องนงุ่ ห่ม ทีอ่ ยู่ ยารักษาโรคได้ ทาํ ให้กนิ เพื่อ
อยู่ ไม่ใช่อยูเ่ พ่ือกิน เมอื่ แรกเรม่ิ พระพทุ ธศาสนายังไม่มีการบัญญตวิ นิ ัย เพราะพระภิกษุยงั มจี ํานวนน้อย และทุก
รูปตา่ งกต็ ้ังใจประพฤติปฏบิ ตั ิธรรมอย่างเครง่ ครดั ทราบดวี ่าอะไรเป็นสง่ิ ควรทําหรือไม่ควรทํา ต่อมาพระภิกษุมี
จํานวนมากข้ึนและมีผู้ประพฤตไิ ม่ค่อยดหี ลงเข้ามาบวชด้วย ไปทาํ สิ่งที่ไม่สมควรข้นึ พระสัมมาสมั พุทธเจ้าจงึ
ทรงบัญญตวิ นิ ัยข้นึ ทีละข้อ วนิ ัยทกุ ข้อในพระพทุ ธศาสนาจึงมที ี่มาท้ังสิ้น ตัวอย่างเชน่ วินัยขอ้ แรกในพทุ ธศาสนา
เกดิ ขนึ้ เพราะพระภกิ ษรุ ปู หน่ึงชื่อสทุ นิ ได้ย้อนกลบั ไปรว่ มหลับนอนกบั ภรรยาเก่า เพราะบดิ ามารดาขอร้องเพื่อให้
มที ายาทไว้สบื สกลุ พระสัมมาสมั พทุ ธเจา้ จึงทรงบญั ญตั ิวนิ ยั ขอ้ ท่ี 1 ขึน้ ว่า “หา้ มเสพเมถุน”

วัตถุประสงคท์ ่ีพระสมั มาสัมพุทธเจา้ ทรงบัญญตวิ ินยั
1. เพ่ือรองรับความต้ังอยดู่ ขี องหมสู่ งฆ์
2. เพื่อข่มบุคคลผเู้ ก้อยาก หน้าดา้ น
3. เพื่อความสุขสําราญแหง่ หมสู่ งฆ์
4. เพ่ือความสุขสําราญแห่งภิกษผุ มู้ ศี ลี เปน็ ที่รกั
5. เพ่ือป้องกนั อาสวกเิ ลสอนั จะบังเกิดในปจั จุบัน
6. เพื่อป้องกนั อาสวกเิ ลสอันจะบังเกดิ ในอนาคต
7. เพื่อความเลื่อมใสของชมุ ชนที่ยงั ไมเ่ ลื่อมใส
8. เพ่ือความเลื่อมใสย่ิงขึ้นของชุมชนท่เี ลอ่ื มใสแล้ว
9. เพือ่ ความดาํ รงม่นั แห่งพระสัทธรรม
10. เพือ่ อนเุ คราะหพ์ ระวนิ ัย

อาคาริยวินัย
วนิ ัยสาํ หรับคฤหสั ถ์ผคู้ รองเรือน ทสี่ ําคัญ คือ ศีล 5

หนังสือเรยี นวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาคุณธรรมเพอ่ื พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 33

ศลี คืออะไร
ศลี แปลวา่ ปกติ เปน็ วนิ ยั ทางธรรมเบอื้ งตน้ ของคนเปน็ เคร่ืองจําแนกคนออกจากสตั ว์ ทุกส่งิ ทุกอยา่ ง

จะต้องมลี ักษณะปกติของมันเอง เช่น ปกติของม้าตอ้ งยืน ไมม่ กี ารนอน ถา้ มา้ นอนก็เปน็ การผิดปกตแิ สดงว่าม้า
ป่วย ฤดฝู นตามปกตจิ ะตอ้ งมีฝน ถ้าฤดฝู นกลับแล้ง ฝนไม่ตกแสดงว่าผิดปกติ

อะไรคอื ปกตขิ องคน ?
1. ปกตขิ องคนจะต้องไมฆ่ า่ ถา้ วันไหนมีการฆา่ วนั นนั้ ก็ผดิ ปกตขิ องคนแต่ไปเข้าข่ายปกติของสัตว์ เช่น เสือ

หมี ปลา ฯลฯ ซง่ึ ฆ่ากันเป็นปกตเิ พ่ือรักษาปกติของคนไว้ ศีลข้อที่ 1 จงึ เกดิ ขึ้นมาว่า คนจะต้องไม่ฆา่
2. ปกตขิ องสัตวเ์ วลากนิ อาหารมันจะแย่งกนั ขโมยกัน ถงึ เวลาอาหารทีไรสนุ ขั เป็นต้องกัดกันทุกที แต่คนไม่

เปน็ อยา่ งนน้ั เพื่อรักษาปกติของคนไว้ ศลี ขอ้ ท่ี 2 จึงเกิดข้ึนว่า คนจะตอ้ งไมล่ ัก ไม่คอรร์ ัปช่นั ไมย่ ักยอก คดโกง
3. ปกติของสตั ว์ ไม่รจู้ ักหกั ห้ามใจให้พอใจเฉพาะคูข่ องตน ในฤดูผสมพนั ธุส์ ัตว์จงึ มีการต่อสู้แยง่ ชิงตัวเมยี

บางครงั้ ถึงกับต่อสู้กนั จนตายไปข้างหนง่ึ ก็มี แตป่ กตขิ องคนแลว้ จะไมแ่ ย่งคคู่ รองของใคร พอใจเฉพาะคู่ครองของ
ตนเท่านนั้ เพื่อรักษาปกติของคนไว้ ศีลข้อท่ี ๓ จึงเกดิ ขึ้นว่า คนจะตอ้ งไมป่ ระพฤติล่วงในกาม

4. ปกติของสตั ว์ไมม่ ีความจรงิ ใจตอ่ ใคร พรอ้ มทีจ่ ะทําอันตรายได้ทกุ เม่ือ แต่ปกติของคนนัน้ เราพดู กนั
ตรงไปตรงมา มคี วามจรงิ ใจต่อกันถ้าใครโกหกหลอกลวงก็ผิดปกติไป เพอ่ื รักษาปกติของคนไว้ ศีลขอ้ ท่ี 4
จึงเกิดขนึ้ วา่ คนจะต้องไม่พูดเท็จ

5. ปกตแิ ลว้ สัตวม์ กี าํ ลงั ร่างกายแขง็ แรงมากกวา่ คน แต่สตั ว์ไม่มีสติควบคุมการใช้กําลังของตนใหถ้ ูกตอ้ ง
ดังนนั้ จึงไมส่ ามารถเปลี่ยนกําลังกาย ให้เปน็ กาํ ลังความดีได้ มีแตค่ วามปา่ งเถ่ือนตามอารมณ์ เช่น ชา้ ง มา้ วัว
ควาย แมม้ ีกําลังกายมาก แต่ไมเ่ คยออกแรงไปหาอาหารมาเลยี้ ง พอ่ แม่ ของมัน แต่อยา่ งใด

ส่วนคนแมม้ ีกําลังกายน้อยกว่าสตั ว์ แตอ่ าศัยสติอันมัน่ คงช่วยเปลย่ี นกําลังกายนอ้ ย ๆ น้ัน ให้เกิดเป็น
กาํ ลงั ความดี เช่น มกี ตญั ญูกตเวที เม่ือโตขึน้ ก็เลย้ี งพ่อเลีย้ งแมไ่ ด้

สตเิ ป็นของเหนยี วแนน่ คงทน แม้อดอาหารทง้ั ววันสตกิ ย็ ังดี ทํางานทงั้ เดือนไม่ไดพ้ ักสติก็ยังดี นอนปว่ ย
บนเตียงทง้ั ปีสติก็ยังดี แต่สตกิ ลบั เปอ่ื ยยุ่ย ทนั ทีถ้าไปเสพสรุ ายาเมาเขา้ สุราเพียงคร่ึงแก้วอาจทาํ ผู้อน่ื ให้สตฟิ ั่น
เฟือนถงึ กบั ลืมตัวลงมือทาํ ร้ายผ้มู ีพรคุณได้ หมดความสามารถในการเปลี่ยนกาํ ลงั กายใหเ้ ปน็ กําลงั ความดี ดงั นั้นผู้
ทเี่ สพสุราหรือของมนึ เมา จึงมีสภาพผดิ ปกติคือ มีสถาพใกลส้ ัตวเ์ ขา้ ไปทุกขณะ เพอ่ื รกั ษาปกติของคนไว้ ศลี ข้อที่
5 จงึ เกิดข้ึนว่า คนจะต้องไมเ่ สพของมึนเมาให้โทษ

ศีลทง้ั 5 ข้อ คือ
1. ไมฆ่ ่า
2. ไมล่ กั
3. ไมล่ ว่ งในกาม
4. ไม่หลอกลวง
5. ไม่เสพของมึนเมาให้โทษ

หนังสือเรยี นวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าคณุ ธรรมเพือ่ พัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 34

จงึ เกดิ ขึน้ มาโดยสามัญสํานึกและเกิดขึน้ พร้อมกับโลกเพื่อรกั ษาความปกติสขุ ของโลกไว้ศลี 5 มมี าก่อน
พุทธกาล พระสมั มาสมั พุทธเจ้าทรงรบั เขา้ มาไวใ้ นพระพทุ ธศาสนาและช้แี จงถึงความจําเปน็ ของการมีศีลใหท้ ราบ
ดังนั้นศีลจึงไม่ใชข่ ้อห้ามตามที่คนจํานวนมากเขา้ ใจ นอกจากนศ้ี ลี ยังใช้เปน็ เครื่องวัดความเปน็ คนไดอ้ ีกด้วย

วนั ใดเรามีศีลครบ 5 ข้อ แสดงว่าวนั นัน้ เรามีความเป็นคนบรบิ ูรณ์ 100 เปอรเ์ ซ็นต์
ถ้ามศี ีลเหลือ 4 ข้อ ความเป็นคนก็เหลือ 80 เปอรเ์ ซน็ ต์ ใกลส้ ัตว์เข้าไป 20 เปอร์เซ็นต์
ถา้ มศี ีลเหลอื 3 ขอ้ ความเป็นคนก็เหลือ 60 เปอรเ์ ซ็นต์ ใกลส้ ตั ว์เข้าไป 40 เปอร์เซน็ ต์
ถ้ามศี ีลเหลอื 2 ข้อ ความเป็นคนกเ็ หลอื 40 เปอร์เซ็นต์ ใกล้สตั วเ์ ขา้ ไป 60 เปอรเ์ ซ็นต์
ถา้ ศีลเหลือ 1 ข้อ ความเปน็ คนก็เหลือ 20 เปอร์เซน็ ต์ ใกล้สัตวเ์ ขา้ ไป 80 เปอรเ์ ซ็นต์
ถ้าศีลทุกข้อขาดหมด กห็ มดความเปน็ คน หมดความสงบ หมดความสุขถึงยังมีชวี ิตอยู่กเ็ หมือนคนตายแล้ว
ความดีใด ๆ ไม่อาจงอกเงยขึ้นมาได้อีก มีชีวติ อยู่เพียงเพ่ือจะทําความเดือดร้อนให้แกต่ นเองและผู้อ่นื เทา่ นั้น คน
ชนดิ นคี้ ือคนประมาทแท้ ๆ

วธิ ีรกั ษาศลี ตลอดชีพ
เพือ่ รักษาความเป็นคนของตนไว้ใหด้ ี ชาวพุทธจึงจําเป็นต้องรกั ษาศีลยงิ่ ชีวิต การจะรักษาศลี ให้ได้

เช่นนั้น ต้องอาศยั ปัญญาเขา้ ช่วย จึงจะรักษาไวไ้ ด้โดยงา่ ยก่อนอ่ืนให้พจิ ารณาวา่
- ศลี แปลว่า ปกติ
- คนผดิ ศลี คอื คนผิดปกติ
แตป่ ัจจุบนั นี้คนซึง่ ผดิ ศีลจนเปน็ ปกตินสิ ยั มจี ํานวนมากข้นึ ทกุ ทีกระทง่ั หลายคนเห็นคนมศี ีลกลายเปน็ คน

ผดิ ปกติไป เม่อื ความเห็นวบิ ตั ไิ ปเช่นนี้ ประเทศชาติบา้ นเมืองที่เคยร่มเยน็ ตลอด จึงตอ้ งพลอยวิบัติ มกี ารฆา่ กัน
โกงกัน ผดิ ลูกผิดเมีย ฯลฯ จนประชาชนนอนตาไมห่ ลับ สะดุ้งหวาดระแวงกันไปทั้งเมือง เราจะใหผ้ ู้ใดมาดบั ทุกข์
ความวบิ ตั คิ รงั้ น้ี ? เราชาวพทุ ธแต่ละคนน้ีแหละคือผดู้ บั เราจะดับทุกข์ดว้ ยการถือศีล ถงึ คนอ่ืนไม่ชว่ ยถือเราก็จะ
ถือเพยี งลาํ พัง ถ้าเปรียบประเทศไทยเหมือนหม้อน้ําใหญป่ ระชากรมากกวา่ 60 ล้านคน ท่ีกระทบกระทง้ั กันเพราะ
ขาดศีล ถา้ ตวั เรามีศีลเม่ือใดก็เหมือนกับดงึ ตนเองออกจากกองฟนื ไป 1 ดุ้น แม้นาํ้ ในหม้อจะยงั เดือดพลานอยู่ แต่
กไ็ ม่ใชเ่ พราะเรา เมือ่ แต่ละคนต่างดงึ ตนเองออกจากกองทกุ ขโ์ ดยไม่เก่ยี วงอนกนั ดงั น้ี ในไมช่ ้าไฟทุกขย์ ่อมดับมอด
ลงเองประเทศชาติกจ็ ะคือสสู่ ภาพปกตสิ ุขได้ เพอ่ื เปน็ การยํ้าความคดิ ทีจ่ ะถือศีลให้มนั่ คงตลอดชีพ จาํ ต้องหา
วธิ กี ารท่เี หมาะสม ซงึ่ มีอยู่วธิ หี นึง่ คือ วธิ ีปลุกพระ ทุก ๆ เชา้ ก่อนออกจากบ้านให้เอาพระเครอ่ื งทแ่ี ขวนคออยู่ ใส่
ในมือพนมหรือพนมมืออยู่หน้าที่บูชาพระแลว้ ตัง้ ใจกล่าวคาํ สมทานรักษาศีล 5 ดังอยา่ งน้ี

ปาณาตปิ าตา เวระมณี ขา้ ฯ จะไม่ฆ่า
อะทนิ นาทานา เวระมณี ข้า ฯ จะไม่ลัก
กาเมสุมจิ ฉาจารา เวระมณี ขา้ ฯ จะไม่ล่วงในกาม
มุสาวาทา เวระมณี ขา้ ฯ จะไม่หลอกลวง
สุราเมระยะ มัชชปมาทัฏฐานา เวระมณี ข้า ฯ จะไมเ่ สพของมนึ เมา

หนงั สือเรียนวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาคุณธรรมเพอ่ื พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 35

ทางการแพทย์โรคท่เี กิดขน้ึ มี 2 ประเภท
1. โรคประจาํ สงั ขาร เชน่ โรคชรา โรคจากเชือ้ โรคที่ระบาดเปน้ ครงั้ คราว
2. โรคจากการแสห่ าดว้ ยความประมาท เชน่
ขาดศีลข้อ 5 ทําให้เกดิ พษิ สุราเร้อื รัง ดบั แข็ง ทะเลาะววิ าท
ขาดศีลข้อ 4 ทําให้เกดิ โรคความจําเส่ือม ผ้ทู โ่ี กหกมาก ๆ เข้าลงท้าย แม้กระทง่ั ตวั เองก็หลงลมื ว่าเรือ่ งท่ี

ตนพดู ขน้ึ นนั้ เปน็ เร่ืองจรงิ หรอื โกหก
ขาดศลี ข้อ 3 ทาํ ให้เกดิ กามโรคได้ง่าย
ขาดศลี ข้อ 2 ทาํ ให้เกิดโรคจิด เชน่ โรคหวาดผวา
ขาดศีลข้อ 1 ทาํ ให้อายุสนั้ เช่น บุคคลประเภทเจ้าพ่อทงั้ หลายฆ่าคนมามาก ลงท้ายกโ็ ดนเขาฆ่าเอาบา้ ง

“ผูฆ้ ่ายอ่ มได้รรบั การฆา่ ตอบ ผ้ทู รมานย่อมไดร้ บั การทรมานตอบ”
(พทุ ธพจน์)

ดังนัน้ หากเรารักษาศลี 5 ได้ ก็เหมอื นไดฉ้ ีดวัคซนี ปอ้ งกนั สารพดั โรคไว้แล้ว ในวันพระหรอื ทุก 7 วัน
ควรถือศลี 8 ซ่งึ มีข้อเพมิ่ จากศลี 5 ดังน้ี

ศีลขอ้ 3 เปลย่ี นจากประพฤติผดิ ในกามเปน็ เวน้ จากการเสพกาม
ศีลขอ้ 6 เว้นจากการกนิ อาหารยามวกิ าล คอื ต้ังแตเ่ ท่ียงถึงเช้าวนั รงุ่ ข้นึ
ศีลขอ้ 7 เว้นจากการตกแตง่ ร่างกายด้วยเครื่องประดับ และของหอม และเวน้ จาก การดูการละเลน่
ศลี ข้อ 8 เว้นจากการนอนบนทน่ี อนอนั นมุ่ และสูงใหญ่
ศลี ขอ้ 6-8 จะควบคุมความรู้สึกทางเพศไมใ่ ห้เกดิ ขึ้นเกินส่วนและนค่ี ือ

1. เปน็ การคุมกําเนิดโดยธรรมชาติ
2. เป็นการลดช่องว่างระหวา่ งชนชั้น ไมม่ ีการแขง่ ขนั ประดับประดาร่างกาย เป็นอยู่อย่าง
ไมฟ่ ุ่มเฟ้อ
3. เป็นการทําให้จติ ใจสงบเบ้ืองต้น แล้วสามารถเข้าถึงธรรมะชนั้ สงู ต่อไป

อานสิ งสข์ องศลี
1. ทาํ ให้สามารใชส้ อยทรัพย์ได้เต็มอมิ่ โดยไมต่ อ้ งหวาดระแวงว่าจะมใี ครมาทวงคืน
2. ทาํ ใหเ้ กยี รตคิ ุณฟุ้งขจรไปว่าเป็นคนเชือ่ ถือได้ มีอนาคตดี
3. ทาํ ให้แกล้วกลา้ อาจหาญในท่ามกลางประชมุ ชน
4. ทําใหเ้ ปน็ คนไม่หลงลมื สติ มีจังหวะชวี ติ ดี
5. เม่อื ยงั ไมบ่ รรลุนพิ พาน ตายแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์

หนงั สือเรยี นวิชาเลือก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาคุณธรรมเพ่ือพัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 36

อานสิ งส์การมีวนิ ัย
วินัยทางโลกและทางธรรมรวมกันแล้วทาํ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ คือ
1. วินยั นําไปดี หมายความว่า ทําให้ผู้รกั ษาวินัยดีขึ้น ยกฐานะผ้มู ีวินัย ให้สงู ขึ้น เช่น เด็กกลางถนน เขา้

โรงเรียนมวี นิ ัย กลายเป็น นกั เรยี นเด็กชาวบ้า บวชแลว้ ถือศีล ๑๐ กลายเปน็ สามเณร บวชแลว้ ถอื ศีล ๒๒๗
กลายเปน็ พระภิกษุ

2. วนิ ัยนําไปแจง้ คําวา่ แปลว่า สว่าง หรือเปิดเผยไม่คลุม ๆ เครอื ๆ วนิ ยั นาํ ไปแจง้ คือเปดิ เผยธาตุแท้
ของคนได้ วา่ ไว้ใจได้แค่ไหน โดยดวู า่ เปน็ คนมวี นิ ัยหรอื ไม่

3. วนิ ยั นาํ ไปต่าง เราดูความแตกต่างของคนด้วยวนิ ยั ยกตวั อย่างคนทซ่ี ่องสมุ สมัครพรรคพวกและอาวุธ
ไวส้ ูร้ บกบั คนอ่นื ถา้ มวี นิ ยั เราเรียกวา่ กองทหารเป็นม่ิงขวัญของบา้ นเมอื ง ถ้าไม่มวี นิ ยั เราเรยี กวา่ กองโจร เปน็
เส้ียนหนามของแผ่นดิน คนที่พกอาวธุ เดินปนอยู่ในทชี่ มุ ชนอยา่ งองอาจ ถ้ามวี ินยั เราเรยี กว่า ตํารวจ เป็น
ผ้พู ิทกั ษส์ ันตริ าษฎร์ ถา้ ไม่มีวินยั เราเรียกว่า นักเลงอันธพาธเป็นผูพ้ ฆิ าตสนั ตสิ ขุ คนที่เที่ยวภกิ ขาจารพึง่ คนอ่ืน
เลีย้ งชวี ติ ถ้ามวี ินัยรกั ษาศีล ๒๒๗ เราเรียกว่าพระภิกษุ เป็นบุญของผู้ให้ทาน ถา้ ไม่มีวนิ ยั เราเรียกวา่ ขอทาน เปน็
กรรมของผู้ถูกขอ เราต้องการก้าวไปสคู่ วามดีความกา้ วหน้า เราตอ้ งการความบริสุทธ์ิกระจา่ งแจ้ง เราต้องการยก
ฐานะใหส้ ูงขนึ้ เพราะฉะนัน้ เราจึงจาํ เป็นตอ้ งรักษวินยั "ผ้มู วี นิ ยั ดี หมายถึง ผู้ท่รี ักษาวนิ ัยทั้งทางโลกและทางธรรม
อยา่ งถูกต้องและเคร่งครัด"

หนงั สือเรียนวิชาเลือก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาคุณธรรมเพ่อื พัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 37

ใบงานท่ี 3
เร่ืองคณุ ธรรมสําหรบั พฒั นาสังคมไทย 3 ประการ

1. ให้นักศกึ ษา หาความหมายของคําวา่ สามคั คี พรอ้ มอธบิ ายและยกตัวอย่าง
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
2. ใหน้ กั ศกึ ษา หาความหมายของคําว่า การมีนา้ํ ใจ พรอ้ มอธบิ ายและยกตัวอย่าง
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
3. ใหน้ ักศึกษา หาความหมายของคําว่า มีวินัย พร้อมอธิบายและยกตวั อยา่ ง
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หนังสอื เรยี นวชิ าเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าคณุ ธรรมเพอื่ พัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 38

บทที่ 4
ประเพณใี นการพัฒนาสงั คมไทย

สาระสําคญั

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คุณธรรมเพ่ือพัฒนาสังคมไทย เป็นการจัดกิจกรรมท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรียน
ได้บูรณาการทักษะต่าง ๆ ไปพร้อมกับการสร้างสถานการณ์ในการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ โดยมีครูเป็นผู้ให้
คําปรึกษา โดยให้ผู้เรียนได้ฝึก และมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ด้วยตนเองท่ีทําให้การเรียนรู้ด้วยตนเองประสบ
ความสาํ เร็จ และนําความรู้ไปใช้ในวถิ ชี ีวิตใหเ้ หมาะสมกับตนเอง และชมุ ชน สงั คม

ผลการเรียนรทู้ ่ีคาดหวัง

1. เพื่อให้ผู้เรยี นอธบิ ายองค์ประกอบของประเพณีไทยในการพัฒนาสังคมไทย
2. เพื่อสง่ เสริมใหผ้ เู้ รียนไดฝ้ กึ ทักษะในการอ่าน คิด วเิ คราะห์ เขยี น
3. เพ่ือใหผ้ เู้ รยี นมีความรแู้ ละสามารถนําไปปรบั ใชก้ บั ชวี ติ ประจําวันได้

ขอบขา่ ยเนื้อหา

ประเพณใี นการพัฒนาสงั คมไทย
เรื่อง 1 ประเพณกี ารลงแขก (การเอาแรงกนั )
เร่อื ง 2 การทําบุญในวันสาํ คญั ทางศาสนา
เรื่อง 3 การรว่ มกจิ กรรมวันสาํ คัญของชาติ

หนงั สอื เรียนวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาคุณธรรมเพ่ือพัฒนาสงั คมไทย รหัส สค33023 39

เรอื่ ง 1 ประเพณีการลงแขก (การเอาแรงกัน)

ประเพณีการลงแขกดํานา-เกย่ี วข้าว
การลงแขก คือการหา การวาน เพ่อื มาช่วยกันทาํ งานโดยไม่มคี า่ จ้าง ลกั ษณะเปน็ การแสดงนํ้าในการ

ช่วยเหลอื กัน ซึง่ ชาวนาในแต่ละบา้ นจะหมุนเวยี นช่วยกันไปเรอ่ื ยๆ จากบา้ นหนึ่งไปอีกบ้านหนึ่ง โดยเจ้าบ้านจะมี
การจัดแตง่ ข้าวปลาอาหาร เหลา้ ไห ไกต่ วั เปน็ การตอบแทน บางทีมกี ารร่ายรําไปด้วย ก่อให้เกดิ เพลงเต้นกําราํ
เคยี วทีม่ ชี อ่ื เสยี ง จะเห็นได้วา่ การลงแขกคือ การบอกกลา่ วขอแรงบรรดาญาติสนทิ มติ รสหาย ใหม้ าช่วยทาํ งาน
นน่ั เอง สว่ นใหญ่มักเปน็ งานท่ีเกนิ กาํ ลงั ของคนในครอบครวั หรอื งานทรี่ บี เรง่ ต้องให้เสร็จในเวลาที่สัน้ ๆ

- การลงแขกทํานา การทาํ นานัน้ เป็นงานทหี่ นักและรอบหนงึ่ ปี ตอ้ งใชแ้ รงงานถงึ 4 วาระ คือ ชว่ งดาํ ชว่ ง
เกี่ยว ชว่ งตี และช่วงเอาขา้ วเข้ายุ้งฉาง อีกทั้งมปี จั จัยอื่นที่ทําใหต้ อ้ งรีบเรง่ เชน่ เร่อื งนฎํา้ ในนา หากนฎํา้ มนี ้อย หรอื
ฝนตกทง้ิ ระยะห่างเกนิ ไป ชาวนาสว่ นมากจึงนยิ มลงแขกช่วยงานกัน

การลงแขกดาํ นา การลงแขกเก่ียวขา้ ว

แต่น่าเสยี ดายทีป่ ัจจบุ นั ประเพณีการลงแขกนเี้ ร่ิมจะเลือนหายไป มแี ตก่ ารว่าจา้ งมากข้ึนทั้งในการดํานาและ
เกบ็ เก่ยี วผลผลติ

การลงแขก
ลงแขก เปน็ วฒั นธรรมประเพณแี ห่งความเอือ้ เฟ้ือและเก้อื กลู กนั ของสงั คมคนอสี านในอดีต ท่นี บั วันจะ

สูญหายไปเนอ่ื งจากระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินตราเป็นตวั กําหนด คนไทยในสมยั น้รี ้จู ักคาํ ว่า ลงแขก ในความหมายท่ี
จะนําไปสคู่ ุกตะรางเพราะหมายถึงการร่วมกันขม่ ขนื กระทาํ ชาํ เรา แต่สําหรบั คนอีสานแลว้ ลงแขก มคี วาม
หมายถึงนาํ้ ใจทีผ่ ูค้ นในชุมชนมอบให้กัน ในการช่วยเหลอื กิจการงานตา่ งๆ ให้สําเร็จลลุ ่วงโดยเรว็

หนงั สอื เรียนวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าคุณธรรมเพ่อื พัฒนาสังคมไทย รหัส สค33023 40

เนื่องจากชีวติ ของคนอสี านเกี่ยวพนั กบั อาชพี ด้านเกษตรกรรม ไม่ว่าจะเปน็ การทํานา การทําไร่ ทาํ สวน
ซ่ึงมีความสมั พันธ์กบั ระยะเวลาของฟ้าและฝน จะตอ้ งเรง่ รีบในการเพาะปลูก ปกั ดํา เก็บเก่ียว ในครอบครวั ใดมี
แรงงานมากกจ็ ะทําได้เรว็ และทนั เวลา แต่ครอบครัวทีม่ คี นนอ้ ยก็จะทาํ สําเรจ็ ไดย้ าก ณ จดุ นีเ่ องที่กอ่ ให้เกิด
ประเพณี ลงแขก เพื่อช่วยเหลือกันดา้ นแรงงาน ไมม่ ีคา่ จา้ งตอบแทนมีเพยี งนา้ํ ใจเลย้ี งอาหารขา้ วปลาตามแต่จะ
หาไดใ้ นท้องถิ่น มุนเวียนกันไปจากครอบครัวหนึ่งสอู่ กี ครอบครวั หนึง่ ทาํ ให้กิจการงานสาํ เรจ็ ลลุ ว่ งมอี าหาร
เพียงพอไม่ขาดแคลน

เมือ่ ควายเหล็กเข้ามาสู่ชุมชนพรอ้ มกับการส่งเสรมิ ให้มี
การปลกู เพอื่ ขาย ยคุ เศรษฐกิจเงินตราเป็นใหญจ่ ึงทําใหก้ าร
ช่วยเหลอื เกือ้ กลู กนั ในอดีต กลายมาเปน็ การว่าจ้างแรงงานแทน
และวัฒนธรรมประเพณีอนั ดีงามอยา่ ง การลงแขก จึงพลอยสูญ
หายไปด้วย และยิ่งมาถึงยคุ สมัยทลี่ กู หลานวัยร่นุ หนุม่ -สาว
ของเราหนีความแห้งแลง้ ไปขายแรงงานในเมอื งใหญ่ การทําไรไ่ ถนาของบรรพบรุ ษุ ก็ย่ิงขาดแคลนแรงงานหนัก ก็
ไดอ้ าศยั เงินทองทีล่ กู หลานส่งมาใหม้ าจา้ งแรงงานในหมบู่ ้านใกลเ้ คยี งมาช่วยเหลือ กย็ ง่ิ ทําให้การลงแขกถูกลืม
เลอื นเด็ดขาดไปเลย เพราะการชว่ ยงานตอ้ งมีคา่ จ้างตอบแทน เล้ียงขา้ วปลาอาหารอีก นจี่ ึงต้องมีการฟนื้ ฟูและ
กลา่ วถึงวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม การลงแขก ใหห้ วนกลบั มาอกี ครงั้ หนึง่

อย่างในภาพประกอบขา้ งบนน่ันกเ็ ป็นภาพของชาวบา้ นโพธ์ศิ รีสมพร ตาํ บลอุทยั สวรรค์ อําเภอนากลาง
จงั หวดั หนองบัวลาํ ภู นบั รอ้ ยชวี ิตทีม่ ารอรว่ มลงแขกดํานาบนที่ดินของ นางนิดถา ภโู คกยาว ซ่งึ เปน็ ชาวนาท่ีขัด
สนไร้คนชว่ ยทาํ นา โครงการดาํ นาหาเส่ยี ว ของจงั หวดั หนองบัวลําภนู ้ี เกิดขน้ึ มาจากความคดิ ริเรม่ิ ของหลาย ๆ
คน ท่มี องเห็นว่าประเพณดี ั้งเดิมของชาวไทยเรากาํ ลงั จะสูญหายไป เพราะตา่ งคนต่างทํา ความสัมพนั ธ์ในชุมชน
มันจึงเริม่ ถดถอย ส่งผลถงึ ผลผลติ ของชาวนาบางคนลดน้อยและด้อยคุณภาพ ต่างไปจากคนที่มีกําลงั คนและทนุ
ทรัพยอ์ ย่างลบิ ลับ หากไม่นําประเพณีนี้กลับคืนมา เช่ือได้แน่วา่ ถามเด็กๆ ก็คงจะบอกไมถ่ กู ว่าประเพณลี งแขกเขา
ทําอยา่ งไรกนั เพราะทกุ วนั น้ีพวกเขาเข้าใจแคค่ าํ วา่ "ลงแขก" ทล่ี งเอยต้องกลายเปน็ ผตู้ ้องหาเปน็ แนแ่ ท้


Click to View FlipBook Version