หนังสอื เรียนวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสังคม
รายวิชา การศึกษาประวตั ศิ าสตร์สมยั สุโขทัย(3)
รหสั สค13014
ระดับ ประถมศึกษาศึกษา
หลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
สํานักงานส่งเสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยจงั หวดั สุโขทยั
สาํ นักงานสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย
สาํ นกั งานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศกึ ษาธิการ
คํานาํ
สาํ นักงาน กศน.จงั หวดั สโุ ขทัย ได้จัดทาํ หนังสือเรียนรายวิชาการศกึ ษาประวัติศาสตร์สมัยสุโขทยั
ระดบั ประถมศึกษา เป็นรายวิชาเลอื ก จํานวน 3 หน่วยกิต หลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับ
การศึกษาขนั้ ฐานพุทธศักราช 2551 สาํ หรบั นักศึกษาได้ใช้ประกอบการเรยี นข้ึน ซึง่ มีรายละเอยี ด
เก่ียวกบั เนอ้ื หา และกิจกรรมการเรยี นรู้ สาํ หรบั ใหน้ กั ศึกษาได้ทํากจิ กรรม หรือแบบฝึกปฏิบตั ิท่ี
กาํ หนดให้ครบถ้วน จะทําให้เกิดความรู้ ความเขา้ ใจ และความสามารถตามผลการเรียนรูท้ ี่คาดหวงั
ของหลกั สตู ร
คณะผู้จัดทําหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือฉบับน้ีจะเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา ครู และผู้สนใจ ใน
การเรยี นตามหลกั สูตรการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับประถมศึกษาศึกษา ท้ังนี้ขอขอบคุณ
ผูม้ ีส่วนรว่ มจัดทําหนังสอื เรยี นฉบบั น้ีให้สําเร็จด้วยดีไวใ้ นโอกาสน้ดี ้วย
(นายสังวาลย์ ชาญพิชิต)
ผ้อู าํ นวยการสํานกั งาน กศน.จังหวัดสุโขทัย
สารบญั หนา้
คาํ นํา 2
คําแนะนําในการใช้หนงั สือเรียน 2
แบบทดสอบก่อนเรยี น – หลังเรียน 5
บทท่ี 1 ความเปน็ มาของประวตั ศิ าสตรส์ มัยสโุ ขทัย 10
เร่อื งท่ี 1. ยุคกอ่ นราชอาณาจักรสุโขทยั (ก่อนปี พ.ศ.1761 ) 10
เรื่องที่ 2. ยคุ อาณาจักรสโุ ขทัยตอนต้น (พ.ศ.1761-1921) 10
เรอื่ งที่ 3. ยคุ อาณาจักรสุโขทัยตอนปลาย (พ.ศ.1921-1981) 11
11
บทท่ี 2 พระมหากษตั รยิ ์องค์สาํ คัญสมัยสุโขทัย 12
เรื่องท่ี 1. พอ่ ขนุ ศรีนาวนาํ ถม
เรอ่ื งที่ 2. พ่อขุนผาเมอื ง 21
เรื่องที่ 3. พอ่ ขนุ ศรอี ินทราทติ ย์ 21
22
เรอ่ื งท่ี 4. พ่อขนุ รามคาํ แหงมหาราช 23
เรือ่ งที่ 5.พระมหาธรรมราชาลิไท (พระมหาธรรมราชาที่ 1)
30
บทท่ี 3 กําเนิดลายสอื ไทย 30
เร่อื งท่ี 1 ความเปน็ มาของลายสอื ไทย 32
เรื่องท่ี 2 มหี นังสือไทยเดมิ ก่อนลายสือไทยหรอื ไม่ 33
เรือ่ งที่ 3. ลกั ษณะพเิ ศษของลายสอื ไทย 34
35
บทที่ 4 ศลิ าจารึก 36
เรือ่ งที่ 1. ศิลาจารกึ พ่อขนุ รามคาํ แหง 37
เรื่องท่ี 2. ศิลาจารึกวัดศรีชุม
เร่อื งท่ี 3. ศลิ าจารึกนครชมุ
เรื่องท่ี 4. ศลิ าจารกึ วดั ป่ามว่ ง
เรื่องท่ี 5. ศิลาจารึกวัดอโสการาม
เรอ่ื งท่ี 6. ศลิ าจารกึ วดั บรู พาราม
เรอ่ื งที่ 7. คาํ อา่ นศิลาจารึกพ่อขนุ รามคาํ แหง
บทที่ 5 วรรณกรรมและตํานานสมัยสโุ ขทัย 47
เรื่องที่ 1. ไตรภูมิพระรว่ ง 47
เร่ืองที่ 2. สุภาษติ พระร่วง 51
51
เรอ่ื งท่ี 3. ไม้ชาํ ระพระร่วง 54
เรอ่ื งท่ี 4. ปลาก้างพระร่วง 56
เร่ืองท่ี 5. ตํานานพระร่วงนางคาํ 56
เรอ่ื งที่ 6. ตาํ นานพระรว่ ง พระลอื 58
เรอื่ งที่ 7. พระรว่ งสว่ ยนํา้
แบบทดสอบหลงั เรียน
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น - หลังเรยี น
คณะผู้จดั ทํา
คาํ แนะนาํ การใช้หนงั สอื เรยี น
รายวชิ า แฟม้ สะสมงาน รหัส ทร02015
หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาเลอื ก สค13014 การศึกษาประวัติศาสตร์สมัยสโุ ขทยั
(3) เปน็ หนงั สอื เรยี นทจ่ี ัดทาํ ขนึ้ สาํ หรับผูเ้ รยี นนอกระบบในการศึกษาหนงั สือเรียนสาระการพัฒนาสังคม
รายวชิ าเลอื ก สค13014การศึกษาประวัติศาสตรส์ มัยสโุ ขทัย(3) ผู้เรยี นควรปฏิบัตดิ ังนี้
1. ศกึ ษาโครงสรา้ งรายวิชาให้เข้าใจในหัวข้อและสาระสาํ คัญ ผลการเรยี นรู้ท่คี าดหวังและขอบข่าย
เน้ือหาของรายวชิ านั้นๆโดยละเอยี ด
2. ศึกษารายละเอยี ดเนื้อหาของแตล่ ะบทอย่างละเอยี ดและทํากจิ กรรมทก่ี าํ หนด แลว้ ทาํ ความ
เข้าใจก่อนทจ่ี ะศึกษาเรื่องต่อไป
3. ปฏิบตั ิกจิ กรรมทา้ ยเรื่องของแตล่ ะเรอื่ ง เพื่อใช้ในการสรุปความรู้ ความเข้าใจของเน้ือหาในเรื่อง
นั้นๆ อกี คร้ัง และการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมแตล่ ะเน้ือหาแตล่ ะเร่ืองผูเ้ รยี นสามารถนาํ ไปตรวจสอบกบั ครูและ
เพื่อนๆท่รี ว่ มเรียนในรายวิชาและระดบั เดยี วกนั ได้
4.หนงั สือเรยี นน้มี ีทัง้ หมด 5 บท
บทท่ี 1 ความเปน็ มาของประวัติศาสตรส์ มยั สุโขทัย
บทที่ 2 พระมหากษัตริย์องค์สาํ คญั สมัยสุโขทยั
บทท่ี 3 กาํ เนิดลายสือไทย
บทที่ 4 ศลิ าจารึก
บทท่ี 5 วรรณกรรมและตํานานสมยั สโุ ขทยั
โครงสรา้ งรายวิชา
การศกึ ษาประวัตศิ าสตร์สมยั สุโขทยั (3)
สาระสําคญั
การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้เกีย่ วกบั ประวตั ิศาสตรส์ มัยสโุ ขทัย เปน็ การจัดกิจกรรมทเี่ ปดิ โอกาสให้
ผู้เรียนได้บรู ณาการทกั ษะต่างๆ ไปพร้อมกับการปฏิบัตจิ ริงในการเรยี นรอู้ ยา่ งสร้างสรรค์ โดยมีครเู ป็นผใู้ ห้
คําปรึกษา โดยให้ผ้เู รยี นไดเ้ รียนรู้เกย่ี วกับประวัติศาสตรส์ มัยสุโขทัย และผู้เรยี นมเี จตคติทด่ี ตี อ่ การเรยี นรู้
ด้วยตนเองทท่ี ําใหก้ ารเรียนรู้ด้วยตนเองประสบความสําเร็จ และนําความรู้ไปใช้ในวถิ ชี วี ติ ใหเ้ หมาะสมกับ
ตนเอง และชมุ ชน สังคม
ผลการเรียนร้ทู ี่คาดหวัง
1. เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักและเห็นความสําคัญของประวตั ศิ าสตรส์ มยั สุโขทัย
2. เพื่อใหผ้ ู้เรยี นเหน็ ความสาํ คัญของสถาบันพระมหากษตั รยิ ์ไทยสมยั สโุ ขทัย
3. เพอ่ื ให้ผู้เรยี นร้แู ละเขา้ ใจความเป็นมา ลกั ษณะพิเศษของลายสือไทย และทราบความหมาย
ของศิลาจารกึ หลักท่ี 1 มรดกแหง่ ความทรงจาํ ของโลก
4. เพ่ือใหผ้ ูเ้ รยี นไดศ้ ึกษาวรรณกรรมและตํานานสมัยสโุ ขทัย
ขอบขา่ ยเนื้อหา
บทท่ี 1 ความเป็นมาของประวัตศิ าสตร์สมยั สุโขทัย
1. ยุคก่อนราชอาณาจกั รสุโขทยั (กอ่ นปี พ.ศ.1761)
2. ยคุ อาณาจกั รสุโขทัยตอนตน้ (พ.ศ.1761-1921)
3. ยคุ อาณาจกั รสโุ ขทัยตอนปลาย (พ.ศ.1921-1981)
บทท่ี 2 พระมหากษตั รยิ ์องค์สําคัญสมัยสุโขทัย
1. พ่อขนุ ศรนี าวนําถม
2. พ่อขนุ ผาเมือง
3. พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
4. พอ่ ขนุ รามคําแหงมหาราช
5. พระมหาธรรมราชาลิไท (พระมหาธรรมราชาท่ี 1)
บทท่ี 3 กําเนิดลายสอื ไทย
1. มีหนงั สือไทยเดิมก่อนลายสือไทยหรือไม่
2. ลักษณะพิเศษของลายสือไทย
บทท่ี 4 ศิลาจารกึ
1. ศลิ าจารึกพ่อขุนรามคาํ แหง
2. ศิลาจารกึ วัดศรชี มุ
3. ศลิ าจารกึ นครชมุ
4. ศลิ าจารกึ วดั ป่าม่วง
5. ศลิ าจารึกวัดอโสการาม
6. ศลิ าจารึกวัดบูรพาราม
7. คาํ อ่านศลิ าจารกึ พอ่ ขุนรามคําแหง
บทที่ 5 วรรณกรรมและตาํ นานสมยั สุโขทยั
1. ไตรภูมพิ ระรว่ ง
2. สภุ าษติ พระร่วง
3. ไม้ชาํ ระพระรว่ ง
4. ปลาก้างพระรว่ ง
5. ตํานานพระร่วงนางคาํ
6. ตํานานพระร่วง พระลือ
7. พระร่วงสว่ ยนํ้า
กจิ กรรมการเรยี นรู้
1. แบบดสอบก่อน-หลงั เรียน
2. ศึกษาหนงั สอื เรียนแตล่ ะบท
3. ทํากจิ กรรมท้ายบท
4. ตรวจสอบความรจู้ ากเฉลยและแนวทางการตอบทา้ ยเลม่
5. ศกึ ษาเพิม่ เตมิ จากแหลง่ การเรียนรเู้ พิม่ เติม
การวัดและประเมินผลการเรยี น
1. การทาํ กิจกรรมทา้ ยบท
2. ทดสอบหลังเรยี น
แบบทดสอบก่อนเรียน
1. อาณาจกั รสุโขทยั มอี าณาเขตกวา้ งขวางทส่ี ุดในสมัยกษัตรยิ ์พระองค์ใด
ก. พอ่ ขนุ ผาเมือง
ข. พอ่ ขนุ ศรอี ินทราทิตย์
ค. พ่อขนุ รามคาํ แหง
ง. พระมหาธรรมราชาที่ 1 (พญาลิไทย)
2. กษัตริย์ที่สนพระทัยด้านศาสนาและทํานบุ าํ รงุ เรือ่ งศาสนามากท่ีสดุ ของสุโขทยั คอื ใคร
ก. พ่อขุนผาเมือง
ข. พ่อขุนศรีอนิ ทราทติ ย์
ค. พอ่ ขนุ รามคาํ แหง
ง. พระมหาธรรมราชาท่ี 1 (พญาลิไทย )
3. ประวัตศิ าสตร์ไทยนิยมแบ่งยุคสมยั ตาข้อใด
ก. แบง่ ตามเคร่อื งมือเครื่องใช้
ข. แบง่ ตามยคุ ของอารยธรรม
ค. แบง่ ตามอาณาจักรหรือราชธานี
ง. แบ่งตามเหตุการณ์สงครามโลกครง้ั ท่ี 1-2
4. ยคุ สมยั ประวตั ศิ าสตร์ไทยเรม่ิ สมยั ใด
ก. สมยั อยุธยา
ข. สมัยสุโขทยั
ค. สมัยธนบรุ ี
ง. สมัยทวารวดี
5. หลักศิลาจารึกมีคุณคา่ ทางประวตั ศิ าสตรอ์ ย่างไร
ก. มอี ายุหลายร้อยปี
ข. บันทกึ เรื่องราวตา่ งๆ ในอดีต
ค. จัดทําด้วยฝมี ือประณตี
ง. เป็นที่เคารพของคนสมัยโบราณ
6. คาํ วา่ “สรดี ภงส์” ในสมยั สโุ ขทยั มคี วามสมั พันธ์กับสง่ิ ใดมากทสี่ ดุ
ก. การหัตกรรม
ข. การเลีย้ งสัตว์
ค. การชลประทาน
ง. การป้องกันศัตรูรุกราน
7. พระสถปู รปู ทรงใดทเ่ี ป็นลักษณะเฉพาะของสมยั สโุ ขทัย
ก. ทรงระฆงั ควํ่ายอ่ มมุ แบบล้านนา
ข. ทรงกลมแบบลงั กา
ค. ทรงสงู แบบปรางค์ของ
ง. ทรงพมุ่ ข้าวบิณฑ์
8. ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งอาณาจกั รสุโขทัยกบั รฐั อ่ืน มีวัตถปุ ระสงค์หลายประการ ยกเวน้ ขอ้ ใด
ก. ความสมั พันธแ์ บบถ่วงดลุ อํานาจ
ข. ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งมิตรประเทศ
ค. ความสมั พนั ธใ์ นฐานะประเทศคู่ค้า
ง. ความสมั พนั ธ์ในฐานะรัฐบรรณาการ
9. สุโขทยั ถกู ผนวกเข้าเป็นดินแดนเดียวกบั อยุธยาในสมยั ใด
ก. สมเด็จพระบรมราชาท่ี 1
ข. สมเดจ็ พระบรมราชาท่ี 2
ค. สมเดจ็ พระราเมศวร
ง. สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
10. ขอ้ ใดเป็นข้อดอ้ ยทางเศรษฐกิจของอาณาจักรสโุ ขทัย
ก. ไม่เกบ็ ภาษผี า่ นแดนทาํ ให้มรี ายไดน้ ้อย
ข. มีพชื เศรษฐกิจอย่างเดยี วคือขา้ ว
ค. ไกลจากทะเลทําให้คา้ ขายกับตา่ งประเทศไม่สะดวก
ง. ราษฎรไมม่ กี รรมสทิ ธิใ์ นที่ดินทาํ ใหข้ าดการทาํ นบุ ํารงุ พ้ืนท่เี พาะปลูก
11. จากขอ้ ความ “สรา้ งปา่ หมากพลูทว่ั เมอื งทุกแหง่ ป่าพร้าวก็หลายในเมอื งน้ี หมากมว่ งก็หลายในเมืองนี้
หมากขามก็หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไวแ้ กม่ นั ” ข้อความนแ้ี สดงให้เห็นถึงส่ิงใด
ก. สง่ เสริมการเพาะปลกู โดยให้กรรมสิทธิ์ในท่ีดนิ ทาํ กนิ
ข. ส่งเสรมิ ใหป้ ระชากรมีอาชีพเพาะปลกู
ค. ส่งเสรมิ การปลกู เพื่อนําผลผลติ ไปขาย
ง. ส่งเสรมิ การเพาะปลกู เพอ่ื เพ่ิมจาํ นวนประชากร
12. การทาํ ยทุ ธหตั ถีคร้งั แรกสดุ ของผูน้ าํ ไทยคือข้อใด
ก. พ่อขนุ ผาเมือง – ขอมสมาดโขลญลําพง
ข. พ่อขนุ ศรีอินทราทิตย์ – ขนุ สามชน
ค. พ่อขุนรามคําแหง – ขนุ สามชน
ง. พระนเรศวร – พระเจ้าอโนรธามงั ชอ่
13. มหาธรรมราชาลไิ ทยพยายามฟ้ืนฟูความมนั่ คงของสุโขทยั ดว้ ยวธิ ใี ด
ก. ยกกองทัพไปทําสงครามกับอยธุ ยา
ข. ยกกองทพั ไปทําสงครามกับเชยี งใหม่
ค. กระชับไมตรกี บั น่านและหลวงพระบาง
ง. เสริมสรา้ งให้สโุ ขทยั เป็นศนู ยก์ ลางของศาสนาวฒั นธรรม
14 การปกครองของสุโขทัยแตกตา่ งจากอยุธยาในหลักการใด
ก. กษัตรยิ เ์ ปน็ จอมทัพนําไพร่พลออกทําสงคราม
ข. กษตั ริยเ์ ป็นพอ่ เมืองคุ้มครองประชาชน
ค. ชายมีหนา้ ท่ีเปน็ ทหารป้องกันบ้านเมือง
ง. กษตั รยิ ์ปกครองราษฎรด้วยความยุตธิ รรม
15. ขอ้ ใดเป็นภัยต่อความมนั่ คงของอาณาจกั รสุโขทยั มากท่สี ุด
ก. การแผอ่ ํานาจของอยุธยา
ข. การแผ่อาํ นาจของขอม
ค. การแผอ่ ํานาจของลา้ นนา
ง. การแผอ่ าํ นาจของสุพรรณภูมิ
16. เพราะเหตุใดการปกครองแบบพ่อปกครองลูกจึงมคี วามเหมาะสมกับอาณาจักรสโุ ขทัย
ก. เพราะพระมหากษตั ริย์ตอ้ งการแสดงความหว่ งใยต่อราษฎร
ข. เพราะพระมหากษตั รยิ ต์ ้องการแสดงความใกล้ชดิ กับราษฎร
ค. เพราะอาณาจักรสโุ ขทัยมีพนื้ ท่ีไมก่ วา้ งขวางและคนยงั มีจาํ นวนนอ้ ย
ง. เพราะพระมหากษัตรยิ ม์ คี วามเปน็ เครือญาติกบั ราษฎร
17. เพราะเหตุใดอาณาจักรสโุ ขทยั จึงถูกผนวกเขา้ กับอาณาจกั รอยุธยา
ก. มอี าณาจักรอนื่ ร่วมมอื กับกรงุ ศรีอยุธยาโจมตสี โุ ขทัย
ข. พระมหากษตั ริย์สโุ ขทยั ฝักใฝ่พระพทุ ธศาสนามากเกนิ ไป
ค. อาณาจกั รอยุธยามีกําลังแสนยานุภาพทีแ่ ข็งแกร่งกว่า
ง. กษัตริยอ์ ยุธยาอา้ งสิทธสิ ืบทอดจากชนนชี าวสุโขทัย
หนงั สอื เรยี นวิชาเลอื ก สาระการพฒั นาสงั คม รายวิชาการศกึ ษาประวตั ิศาสตร์สโุ ขทัย(3) รหสั สค13014
บทท่ี 1
ความเป็นมาของประวตั ศิ าสตรส์ มยั สโุ ขทัย
ในการศึกษาประวตั ิศาสตรไ์ ทย นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เริ่มนับตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุโขทัยเป็น
ต้นมา หากแต่ในอาณาเขตประเทศไทย พบหลักฐานของมนุษย์ซึ่งมีอายุเก่าแก่ท่ีสุดถึงห้าแสนปี ทั้งยังมี
หลกั ฐานของอารยธรรมและรฐั โบราณในอาณาเขตดงั กลา่ วเป็นจํานวนมาก
อาณาจักรสุโขทัยซ่ึงก่อต้ังขึ้นในปี พ.ศ. 1781 ขยายดินแดนออกไปอย่างกว้างขวางในรัชสมัยพ่อ
ขุนรามคําแหงมหาราช นอกจากน้ี ในรัชสมัยของพระองค์ยังมี แต่เสถียรภาพของอาณาจักรได้อ่อนแอลง
ภายหลังการสวรรคตของพระองค์ อาณาจักรอยุธยาก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 1893 มีความย่ิงใหญ่กว่าอาณาจักร
สุโขทัยเดิม เนื่องจากมีการติดต่อกับชาติตะวันตก ก่อนจะล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิงใน พ.ศ. 2310 พระยา
ตากได้รวบรวมไพร่พลกอบกู้เอกราช และย้ายราชธานีมาอยู่ที่กรุงธนบุรี ต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟา้ จฬุ าโลกทรงสถาปนากรงุ รตั นโกสินทร์ข้ึนเมอื่ วันท่ี 6 เมษายน พ.ศ. 2325
การลงนามในสนธิสัญญาเบาวร์ ิง ทําให้ชาตติ ะวนั ตกหลายชาติเข้ามาทําสนธิสัญญาอันไม่เป็นธรรม
อกี หลายฉบับ ตอ่ มา แมจ้ ะมีการเสียดินแดนหลายครง้ั ให้แก่ฝรั่งเศสและอังกฤษ แต่อาณาจักรสยามก็ไม่ตก
เปน็ อาณานคิ มของชาตติ ะวนั ตก กศุ โลบายของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทําให้ไทยเข้าร่วม
สงครามโลกครั้งท่ีหน่ึง โดยอยู่ฝ่ายเดียวกับฝ่ายพันธมิตร ทําให้สยามได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ
อนั นํามาซ่ึงการแก้ไขสนธสิ ญั ญาอนั ไม่เป็นธรรมท้ังหลาย
วันที่ 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตย ทํา
ให้คณะราษฎรเข้ามามีบทบาทในทางการเมือง ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยได้ลงนามเป็น
พันธมิตรทางทหารกับญ่ีปุ่น ในช่วงสงครามเย็น ประเทศไทยได้ดําเนินนโยบายเป็นพันธมิตรกับ
สหรัฐอเมรกิ า โดยมนี โยบายต่อตา้ นการขยายตัวของคอมมิวนิสตใ์ นภมู ิภาค
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประเทศไทยยังถือได้ว่าอยู่ในระบอบเผด็จการในทางปฏิบัติอยู่
หลายทศวรรษ ประเทศไทยประสบกับความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และได้มีการสืบทอดอํานาจของ
รัฐบาลทหารผ่านการก่อรัฐประหารหลายสิบคร้ัง อย่างไรก็ดี หลังจากน้ันได้มีเหตุการณ์เรียกร้อง
ประชาธิปไตยคร้ังสําคัญในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประชาธิปไตยในประเทศเร่ิมมีความม่ันคงย่ิงขึ้น
ปัจจบุ ัน ประเทศไทยกาํ ลังเกดิ วกิ ฤตการณก์ ารเมือง ซ่ึงเรม่ิ มาตงั้ แต่ พ.ศ. 2548
เร่ืองที่ 1 ยุคกอ่ นราชอาณาจกั รสโุ ขทยั (กอ่ นปี พ.ศ.1761)
จากการศึกษาร่องรอยทางโบราณและโบราณวัตถุ ศิลาจารึก และตํานานพงศาวดาร
ท้องถน่ิ หลายฉบับทําให้เขา้ ใจว่า ระยะก่อนปี พ.ศ. 1761 น้ัน ปรากฏว่าอํานาจของอาณาจักรเขมรรุ่งเรือง
มากในดินแดนสุวรรณภูมิ โดยเฉพาะต้ังแต่ประมาณ ปี พ.ศ. 1600 เป็นต้นมา จนถึงสมัย
พระเจา้ ชัยวรมันท่ี 7
หนังสือเรียนวชิ าเลือก สาระการพฒั นาสงั คม รายวชิ าการศึกษาประวตั ิศาสตร์สุโขทยั (3) รหัส สค13014 2
อาณาจักรเขมรมีศูนย์กลางอํานาจทางลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยาอยู่ท่ีเมืองละโว้ (ลพบุรี)
อาณาจักรเขมรมีการปกครองแบบประชาธิปไตย กษัตริย์จะส่งขุนนางมาปกครองเมืองบริวาร โดยเมือง
บริวารจะต้องส่งส่วยเป็นเครื่องราชบรรณาการให้แก่นครหลวง ขณะเดียวกับบางท้องถิ่นอาจเป็นอิสระมี
อํานาจปกครองตนเอง กลุ่มชนมีขนาดไม่ใหญ่โต ผู้ปกครองเป็นผู้ท่ีได้รับการยกย่องจากกลุ่มชนให้เป็น
ผู้ปกครอง ไม่มีความซับซ้อนในการปกคอรงเพราะประชาชนยังมีน้อย บริเวณที่มีความสําคัญในบริเวณ
ภาคเหนอื ตอนลา่ ง คือ
1. บริเวณเมืองศรีเทพ ลุ่มแม่นํ้าปา่ สกั ซึ่งมซี ากโบราณสถานเป็นปรางค์ทีส่ ร้างด้วยศิลา
แลงและอิฐ รวมทงั้ เทวรูปศิลาหลายองค์ ท่ีเห็นได้ชัดวา่ เป็นศลิ ปกรรมแบบเขมร
2. บรเิ วณเมอื งสองแคว (พิษณุโลก) ซ่ึงปรากฏมโี บราณสถานเป็นศิลปกรรมแบบเขมร
ได้แก่ พระปรางค์วดั จุฬามณี ซึง่ ก่อสร้างด้วยศลิ าแลง
3. บรเิ วณเมอื งสโุ ขทยั และเมอื งศรสี ชั นาลยั ซึง่ มีโบราณสถานที่เป็นศิลปกรรมแบบเขมร
คอื พระปรางค์วัดเจ้าจันทร์ พระปรางค์ 3 องค์วัดพระพายหลวง ศาลตาผาแดง และฐานพระปรางค์วัด
ศรสี วาย เมอื งเกา่ สุโขทยั ปรางค์เขมรแบบบาปวนทีเ่ ขาปจู่ ่า ต.นาเชิงครี ี เป็นตน้
สโุ ขทัยในฐานะทเี่ ปน็ แควน้ ทางการปกครองอย่างเปน็ เอกเทศ ไดป้ รากฏรูปรา่ งขน้ึ มาเมือ่
พุทธศตวรรษที่ 18 เม่ือวีรบุรุษไทย 2 คน คือ พ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราดและพ่อขุนบางกลางหาวเจ้า
เมืองบางยาง สหายทั้ง 2 ท่าน ได้ร่วมมือกันยึดเมืองสุโขทัยและศรีสัชนาลัยคืนมาจากข้าศึกท่ีช่ือว่า
“ขอมสบาดโขลญลําพง”
เมืองสุโขทยั เดิม พญาศรนี าวนาํ ถมเป็นเจา้ เมืองครองอยู่ แตค่ ร้งั เมือ่ พญาศรีนาวนําถมถึง
แก่กรรมลง ได้เกิดเรือ่ งยุง่ ยากข้ึน โดยตอ้ งตกอยู่ในอํานาจปกครองของขอมสบาดโขลญลําพง ดังน้ัน พ่อ
ขุนผาเมืองผู้เป็นโอรส จึงได้ร่วมกับพ่อขุนบางกลางหาวยึดอํานาจคือ สําหรับพ่อขุนผาเมืองน้ันนอกจาก
เป็นโอรสของเจ้าเมืองสุโขทัยเก่าและเป็นเจ้าเมืองราดแล้ว ยังดํารงฐานะเป็นราชบุตรเขยของกษัตริย์
เขมร และได้รับมอบนามเกียรติยศคือ “ศรีอินทราบดินทราทิตย์” กับพระขรรค์ชัยศรีจากกษัตริย์เขมร
ด้วย
เมอ่ื ทัง้ สองยดึ เมืองศรสี ชั นาลยั กบั สโุ ขทัยไดแ้ ล้ว พ่อขนุ ผาเมอื งจึงไดม้ อบเมืองสุโขทัยให้
สหายตนครอบครอง พร้อมทั้งนามเกียรติยศตนให้แก่สหาย ส่วนตัวเองกลับไปครองเมืองราดเช่นเดิม
ด้วยเหตุนี้ พ่อขุนบางกลางหาวจึงได้เป็นที่รู้จักกันภัยหลังในนามว่า “ศรีอินทราบดินทราทิตย์” หรือ
“ศรอี ินทราทติ ย์”
เร่ืองท่ี 2. ยคุ อาณาจกั รสโุ ขทัยตอนตน้ (พ.ศ.1761-1921)
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ครอบครองสุโขทัยเป็นศูนย์กลางมีอํานาจอยู่แถบบริเวณลุ่ม
แม่น้ํายมและแม่นํ้าปิงตอนล่าง ทรงมีโอรสที่ปรากฏนามอยู่สองพระองค์ คือ พ่อขุนบานเมือง ผู้พี่และ
พ่อขุนรามราชผนู้ อ้ ง
ในขณะน้นั บ้านเมอื งยงั อยู่ในความไม่สงบ ยงั มผี นู้ ําของกลุ่มชนอิสระอยู่อีกหลายกลุ่มท่ีคิดจะ
ตั้งตัวเป็นใหญ่ ดังน้ัน ในการรวบรวมกลุ่มชนต่าง ๆ เหล่าน้ันเข้าด้วยกันจึงต้องมีการทําสงครามต่อสู้กัน
ดังเช่นคร้ังหนึ่งเมื่อพ่อขุนรามราช อายุได้ 19 ปี ประมาณปี พ.ศ. 1800 ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดตีเมือง
หนังสอื เรยี นวิชาเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาการศกึ ษาประวตั ิศาสตร์สโุ ขทยั (3) รหัส สค13014 3
ตาก ซ่งึ เป็นเมืองอยู่ในอาณาเขตปกครองของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ครั้งนั้นพ่อขุนรามราชได้ช่วยพระราช
บดิ าออกสูร้ บดว้ ย และสามารถชนช้างชนะขุนสามชนได้ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงเฉลิมพระนามพ่อขุนราช
ราชวา่ “พระรามคําแหง”
เม่ือขุนศรีอินทราทิตย์ส้ินพระชนม์พ่อขุนบานเมือง ได้ขึ้นครองราชย์ต่อมา แต่อยู่ในช่วง
ระยะสั้น ๆ ไม่ปรากฏเหตุการณ์สําคัญทางประวัติศาสตร์ เม่ือพ่อขุนบานเมืองส้ินประชนม์ ในปี
พ.ศ. 1822 พอ่ ขนุ รามคําแหง จงึ ได้ครองราชยต์ ่อมาและได้ทรงเปน็ มหาราชพระองค์แรกของชนชาติไทย
ในสมัยพ่อขุนรามคําแหงมหาราชถือได้ว่าเป็นยุคทองของสุโขทัย อาณาจักรสุโขทัยมีความเจริญรุ่งเรือ
กวา่ ในรัชกาลใด ๆ ในราชวงศพ์ ระร่วง ราชอาณาจักรแผ่ขยายไปอย่างกวา้ งขวาง
ทิศเหนือ อาณาเขตถึงเมืองหลวงพระบาง โดยมีเมืองตา่ ง ๆ คือ เมอื งแพร่ เมอื งนา่ น
เมอื งปัว
ทศิ ใต้ อาณาเขตถงึ ฝง่ั ทะเลสุดเขตมาลายู โดยมเี มืองต่าง ๆ คือ เมืองคนที
เมอื งพระบาง เมืองแพรก เมืองสุพรรณภมู ิ เมืองเพชรบุรี และเมืองนครศรธี รรมราช
ทิศตะวนั ออก อาณาเขตถึงเมืองเวยี งจันทน์ และเมืองเวยี งคาํ โดยมีเมอื งสระหลวง
เมืองสองแคว เมืองลมุ บาจาย และเมืองสคา
ทิศตะวันตก อาณาเขตถงึ เมืองฉอด และเมอื งหงสาวดี
ในรัชสมัยของพ่อขุนรามคําแหงมหาราช บ้านเมืองอยู่อย่างสงบ มีความร่วมเย็นเป็นสุข
ดังที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกว่า “ในน้ํามีปลา ในนามีข้าว” การพาณิชย์เจริญก้าวหน้า พระองค์ได้ทรง
วางระเบียบปกครองบ้านเมือง ท้ังยังประดิษฐ์อักษรไทยข้ึนเมื่อปี พ.ศ. 1826 กับทั้งทรงดูแลการเพิ่ม
ผลผลิตของประชากร เพอ่ื ความมนั่ คงทางเศรษฐกิจของอาณาจักร
พระราชโอรสพระองค์หนงึ่ ของพอ่ ขุนรามคาํ แหงมหาราช คอื พญาเลอไท ซ่ึงสนั นิษฐาน
ว่าเป็นพระมหาอุปราชครองเมืองศรีสัชนาลัย ในขณะที่พ่อขุนรามคําแหงมหาราชครองราชสมบัติอยู่
เมือพ่อขุนรามคําแหงมหาราชสวรรคตในราว พ.ศ. 1842 เมืองต่าง ๆ ที่เคยอยู่ในอํานาจของอาณาจักร
สโุ ขทยั ไดแ้ ตกแยกกันออกเป็นอสิ ระทําให้เสถยี รภาพของอาณาจักรสุโขทัยอยู่ในฐานะที่คับขัน กษัตริย์ที่
ครองราชสมบัติสืบต่อจากพ่อขุนรามคําแหง คือ พญาไสสงคราม การท่ีเมืองต่าง ๆ พยายามแยกตัว
ออกเป็นอสิ ระ รวมท้ังเมอื งท่ีอยใู่ กลก้ ับเมืองหลวงพยายามแยกตัวออกไป แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่เกิดความ
ยุ่งยากในราชวงศ์ก็ขึ้นอยู่กับการปกครองเป็นสําคัญ เพราะการปกครองในสมัยน้ันเป็นแบบนครรัฐ คือ
แต่ละเมืองก็มผี ปู้ กครองนครเป็นอสิ ระเข้ามารวมกนั ไดก้ ็เพราะศรทั ธาในกษัตรยิ ์องคเ์ ดยี วกันเทา่ น้ัน
หลังจากรัชกาลของพญาไสสงครามแล้ว พญาเลอไทได้ครองราชสมบัติต่อมาราว
พ.ศ. 1866 ซ่ึงน่าจะต้องดําเนินนโยบายในการพยายามรวบรวมอาณาจักรเข้ามาอีกครั้งหน่ึง ตลอด
ระยะเวลา 18 ปี ที่พระองค์ครองราชสมบัติอยู่น้ันไม่มีรายละเอียดปรากฏอยู่มากนัก พระองค์สวรรคต
ราวปี พ.ศ. 1884
ตอ่ จากรชั กาลพญาเลอไทย มกี ษตั ริยท์ ี่ออกพระนามในศลิ าจารึกอกี พระองคห์ นงึ่ คือ
พญางัวนาํ ถม ในฐานะพระอนุชาแตเ่ ป็นโอรสของพ่อขนุ บานเมอื ง ไดข้ ้นึ ครองเมืองสโุ ขทัยและไดโ้ ปรดให้
พญาลไิ ท ผู้เปน็ โอรสของพญาเลอไทไปครองเมืองศรีสชั นาลัยในฐานะอปุ ราชครองเมืองลูกหลวง เม่อื พญา
งวั นําถมสวรรคตในราว พ.ศ. 1890 เกดิ ความเปล่ียนแปลงภายในราชสาํ นักกรงุ สุโขทยั ท่ีไม่ชอบตาม
ขนมธรรมเนยี ม บรรดาหวั เมืองต่าง ๆ แสดงตัวอย่างเปิดเผยถึงการดํารงอยู่อย่างอิสระ ไม่ยอมขึ้นกบั
สว่ นกลางพญาลไิ ทยจงึ ลอยเสดจ็ ยกทพั จากเมืองศรสี ชั นาลยั ใช้กาํ ลงั เขา้ ขึดเมืองไว้ได้ แล้วปราบดาภิเษก
หนังสือเรียนวิชาเลือก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาการศึกษาประวตั ิศาสตร์สโุ ขทยั (3) รหสั สค13014 4
เปน็ กษัตรยิ ์กรงุ สโุ ขทยั ทรงพระนามว่า “ศรสี ุรพิ งศร์ ามมหาธรรมราชาธิราช” เมืองครองกรงุ สโุ ขทยั แลว้
ทรงปราบปรามเจา้ เมอื งตา่ งๆ ภายในเขตแคว้นแล้วแต่งต้ังพระบรมวงศานุวงศ์ท่ีไวว้ างพระราชหฤทัย ไป
ปกครองรวมอํานาจไว้ท่ศี ูนย์กลาง คือ กรุงสุโขทยั บ้านเมืองจึงอยู่ดว้ ยความสงบเรียบร้อยอีกครั้งหนงึ่
ความพยายามของพระมหาธรรมราชาลิไท ภายหลังข้ึนครองราชสมบัติแล้ว คือ ความ
มุ่งหวังท่ีจะรวบรวมเมืองต่าง ๆ ที่แตกแยกกันออกไปให้กลับเข้ามารวมในอาณาจักรเดียวกันอีก และมี
ความหวงั ว่าจะให้มีอาณาเขตใหญ่โตเท่ากบั สมยั พ่อขุนรามคาํ แหงมหาราช จนถึงกับเสด็จไปยังเมืองต่าง ๆ
เพ่ือเผยแพร่และกระทํากิจทางศาสนา ซ่ึงขณะเดียวกันก็แสดงให้เมืองต่าง ๆ ท่ีพระองค์เสด็จไปเห็นว่า
พระองค์มแี สนยานุภาพและมพี ระราชอาํ นาจเต็มในกิจการต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรของพระองค์ เช่นในปี
พ.ศ. 1902 พระองค์เสด็จยกทัพไปตีเมืองแพร่ กวาดต้อนครัวเรือนมาเป็นข้าพระทีวัดป่าแดงศรีสัชนาลัย
และในปีนนั้ ก็ได้ประดิษฐ์รอยพระพุทธบาทจําลองทเ่ี ขาสมุ นกูฎ เมืองสุโขทัย
ในฐานะผู้ครอบครองแคว้นสุโขทัย พระมหาธรรมราชาลิไท ทรงพยายามดําเนินรอยตามเบื้อง
พระยุคลบาท พ่อขุนรามคําแหงมหาราช คือ เป็นท้ังนักปราชญ์ผู้สนพระทัยในทางศาสนา โดยให้ความ
อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ส่งสมณทูตไปเผยแพร่พระพุทธศาสนายังท่ีต่าง ๆ ที่พระองค์ต้องการเป็น
พันธมิตรด้วย เช่น เมืองน่าน หลวงพระบาง และกรุงศรีอยุธยา แต่ขณะเดียวกันก็ได้แสดงบทบาทของ
การเปน็ นกั รบทพ่ี ยายามขยายอาํ นาจของแควน้ สุโขทัยให้กว้างขวางย่ิงข้ึน ในสมัยของพระองค์ นอกจาก
จะได้ยกทัพไปตีเมืองแพร่ทางทิศเหนือแล้ว ทางทิศตะวันออก ได้พยายามขยายขอบเขตออกไปถึงเมือง
ลุ่มแมน่ าํ้ ปา่ สัก จากบทบาทการเป็นนักรบของพระองค์ที่ขยายพระราชอํานาจไปยังเมืองลุ่มแม่นํ้าป่าสัก
น้ีเอง ทําให้กระทบกระท่ังกับกรุงศรีอยุธยา ที่มีความเก่ียวข้องกับบ้านเมืองแถบน้ัน สมเด็จพระ
รามาธบิ ดที ่ี 1 (พระเจา้ อทู่ อง) จงึ เสด็จลอบยกทพั มายดึ เมอื งสองแควไว้ได้ และได้โปรดให้ขุนหลวงพ่อง่ัว
พระเชษฐาของพระมเหสี ซึ่งขณะนั้นครองเมืองสุพรรณบุรี มาปกครองเมืองสองแคว ทําให้พระมหา
ธรรมราชาลไิ ท ต้องถวายบรรณาการเป็นอันมาก ในที่สุดสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 จึงทรงมอบเมืองสอง
แควคือ และโปรดใหข้ นุ หลวงพอ่ ง่วั ไปครองเมอื งสพุ รรณบรุ ีดงั เดิม
ในการคืนเมอื งสองแควน้นั สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงตั้งเงือ่ นไขวา่ พระมหาธรรมราชาลไิ ท
ต้องเสดจ็ ไปประทับทเี่ มืองสองแคว จงึ เป็นเหตุให้แควน้ สุโขทัยที่เริ่มจะรวมตวั กันได้ต้องสั่นคลอน เมื่อ
พระมหาธรรมราชาลไิ ทเสด็จไปประทบั อยู่เมืองสองแควไดโ้ ปรดใหพ้ ระอนุชาปกครองเมืองสโุ ขทยั แทน
ในปี พ.ศ. 1912 สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 สวรรคต สมเด็จพระราเมศวรข้ึนครองราชสมบัติ
เมอ่ื พระมหาธรรมราชาลไิ ททรงทราบ จึงคาดสถานการณ์ว่า ทางกรุงศรีอยุธยาต้องมีเหตุไม่เรียบร้อยข้ึน
แน่ พระองค์จึงรวบรวมพลจากเมืองต่าง ๆ ในแคว้นสุโขทัยที่เจ้าเมืองยังคงจงรักภักดีต่อพระองค์ เสด็จ
ยกพลมายงั กรงุ สุโขทยั การเสดจ็ กลบั คืนสโุ ขทัยในครัง้ น้ี หลังจากท่ีต้องทรงประทับอยู่ที่เมืองสองแควถึง
7 ปี จึงเป็นการเตรียมการที่จะใช้ตําแหน่งของเจ้าเมืองสุโขทัย อันเป็นบัลลังก์ท่ีบรรพบุรุษของพระองค์
ได้ส่ังสมอํานาจไว้นั้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการระดมกําลังก่อต้ังอาณาจักรสุโขทัยมีฐานะม่ันคงสืบไป
พระองค์ทรงเร่ิมบทบาทโดยการเป็นพันธมิตรกับแคว้นล้านนา ซ่ึงขณะน้ันมีพระเจ้ากือนา เป็นกษัตริย์
ปกครอง โดยพระองคไ์ ด้ส่งพระสมุ นะเถระเป็นสมณะทูตขึน้ ไปเผยแพรพ่ ระพุทธศาสนาท่เี มอื งเชียงใหม่
ในปี พ.ศ. 1913 ขุนหลวงพอ่ ง่ัว ซึ่งขน้ึ ครองเมืองสพุ รรณบรุ ี ได้เห็นความเคลื่อนไหวของพร
มหาธรรมราชาลิไทที่กรุงสุโขทัย พระองค์จึงเข้ายึดอํานาจกรุงศรีอยุธยาด้วยความยินยอมของสมเด็จ
พระราเมศวร ซงึ่ ไดท้ รงกลับไปครองเมืองลพบุรีตามเดิม ขุนหลวงพ่อง่ัวเสด็จข้ึนครองราชย์ทรงพระนาม
ว่า “สมเด็จพระบรมราชาธิราชท่ี 1”
หนังสือเรียนวชิ าเลอื ก สาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าการศึกษาประวตั ิศาสตร์สุโขทยั (3) รหสั สค13014 5
เร่ืองท่ี 3. ยคุ อาณาจกั รสโุ ขทัยตอนปลาย (พ.ศ.1921-1981)
พระมหาธรรมราชาลิไท เสด็จสวรรคตเม่ือปีใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าอยู่
ในระหว่าง พ.ศ. 1913-1916 หลังจากนั้นอาณาจักรสุโขทัยเกิดความแตกแยกเน่ืองจากขาดผู้นํา
อาณาจักรท่ีเป็นที่ยอมรับของญาติพี่น้องที่ครองเมืองต่าง ๆ สมเด็จพระบรมราชาธิราชท่ี 1 จึงเสด็จ
ข้ึนมายึดอาณาจักรสุโขทัยได้ทั้งหมด หากแต่ยังโปรดให้เช้ือพระวงศ์ทางสุโขทัยปกครองตนเอง โดยข้ึน
ตรงกับอาณาจักรอยุธยา คือพระมหาธรรมราชาที่ 2 ซึ่งในสมัยของพระองค์ อาณาจักรสุโขทัยอยู่ใน
ฐานะเปน็ รฐั กนั ชนระหวา่ งอาณาจักรเชยี งใหม่กับอาณาจกั รอยุธยา ซงึ่ ตา่ งก็แสดงความเคล่อื นไหวในการ
ท่ีจะผนวกเอาดินแดนของอาณาจักรสุโขทัยตลอดเวลา ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาพระบรมราชาธิราชที่ 1
(ขุนหลวงพอ่ งวั่ ) พระองคท์ รงเกรงวา่ อาณาจักรสโุ ขทยั จะมไี มตรกี ับอาณาจกั รเชียงใหม่เพราะหากท้ังสอง
อาณาจักรร่วมมือกันแล้วจะทําให้อาณาจักรอยุธยาอยู่ในฐานะลําบาก จึงทรงยกทัพมาปราบปราม
หัวเมืองชายแดนที่ติดต่อกับอาณาเขตของสุโขทัย และหาเหตุเข้าโจมตีเมือง ในอาณาจักรสุโขทัยด้วย
ตามพงศาวดารอยธุ ยากล่าวว่า
พ.ศ. 1914 สมเด็จพระบรมราชาธิราช (ขุนหลวงพอ่ ง่วั ) มีชยั ชนะต่อหัวเมืองเหนอื ท้ังปวง
พ.ศ. 1915 อยธุ ยายกทพั ไปตีเมอื งนครพงั คา และเมืองแสงเชรา
พ.ศ. 1916 อยุธยายกทัพไปตีเมืองชากังราว พญาไสแก้ว กบั พญาคาํ แหงสรู้ บปอ้ งกันเมือง
พญาไสแกว้ เสียชีวิตในที่รบ พญาคาํ แหงถอยทพั กลับเข้าเมืองได้
พ.ศ. 1918 อยุธยายกทัพไปตีเมืองพิษณุโลก ขุนสามแก้ว เจ้าเมืองพิษณุโลกถูกจับได้
ทพั อยธุ ยาไดเ้ มอื งและกวาดตอ้ นผคู้ นจากเมืองพษิ ณุโลกกลบั มามาก
พ.ศ. 1919 อยุธยาไปตีเมืองชากังราวครั้งที่สอง คราวน้ีกองทัพพญาผากองเจ้าเมืองน่านมา
ช่วยรบร่วมกับพญาคาํ แหงดว้ ย แตก่ ็ไมส่ ามารถสูก้ องทพั อยธุ ยาได้ พญาผาเมอื งยกกองทัพหนีไป กองทัพ
อยธุ ยาตามจับตวั แมท่ ัพนายกองไดม้ าก
พ.ศ. 1921 อยุธยายกกองทพั ไปตเี มอื งชากังราว เปน็ คร้งั ท่ี 3 พระมหาธรรมราชา ยกกองทัพ
ออกมาป้องกันเมืองด้วยพระองค์เอง แต่ก็ต้อยยอมพ่ายแพ้แก่กองทัพอยุธยา จนถึงกับต้องยอมถวาย
บังคมอ่อนน้อมต่ออาณาจักรอยธุ ยา
เม่ือพระมหาธรรมราชาท่ี 2 ยอมถวายบังคมต่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชแห่งอยุธยาแล้ว
เสถยี รภาพทางการเมอื งของสุโขทยั ยง่ิ ลดน้อยลงตามลําดับ ท้ังนี้เพราะถูกอาณาจักรอยุธยาจํากัดอํานาจ
ลงกบั รวมทงั้ การท่กี ษัตรยิ ์สโุ ขทัยย้ายทีป่ ระทบั อย่ทู เี่ มอื งสองแควด้วย
พระมหาธรรมราชาท่ี 2 สวรรคตราว พ.ศ. 1942 และพญาไสสือไทยข้นึ ครองราชสมบัตติ ่อมา
ทรงพระนามว่า “พระมหาธรรมราชาท่ี 3” อาจกล่าวได้ว่าภายหลังท่ีทางอาณาจักรอยุธยาตัดกําลังหัว
เมืองต่าง ๆ ของของสุโขทัยลงแล้ว เสถียรภาพทางการเมืองของอาณาจักรสุโขทัยก็ทรุดลงและยากที่จะ
แก้ไขให้ม่ันคงข้ึนได้ เนื่องจากอาณาจักรอยุธยาสามารถขยายตัวออกไปได้อย่างกว้างขวางแต่ถึงกระนั้น
พระมหาธรรมราชาที่ 3 ก็ได้ทรงกู้เสถียรภาพทางการเมืองของสุโขทัย โดยได้ทรงยกองทัพออกไปกราบ
ปรามหัวเมืองต่าง ๆ ให้อยู่ในอํานาจแม้จะไม่ได้มากเท่ากับครั้งพญาลิไทก็ตาม แต่พระองค์ก็ได้ทํา
สงครามหลายคร้ัง รวมทั้งเคยยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ เม่ือ พ.ศ. 1945 ด้วย ซึ่งไม่จะไม่ได้ผลทางชัย
หนงั สอื เรียนวชิ าเลอื ก สาระการพฒั นาสังคม รายวชิ าการศึกษาประวตั ิศาสตร์สุโขทยั (3) รหสั สค13014 6
ชนะเลยก็ตาม แต่เป็นการแสดงถึงความพยายามในการสร้างอาณาจักรให้มีเสถียรภาพมาย่ิงขึ้นกว่าการ
เปน็ รฐั กันชนขนาดเล็กทอ่ี าจถูกผนวกไปอยุ่กบั ดินแดนของอาณาจักรใดอาณาจกั รหนงึ่ ได้
พญาไสลือไท ทรงมีพระราชโอรสสองพระองค์ คอื พญาบาล และพญาราม หลังจากท่ีพญาไส
ลือไทเสด็จสวรรคต ในปี พ.ศ. 1962 กเ็ กดิ จลาจลแย่งชิงราชสมบัติสมเด็จพระนครินทรราชาธิราช (พระ
อินทราชาธิราช) กษัตริย์อยุธยาต้องยกทัพมาปราบจลาจลโดยยกทัพไปถึงพระบาง (นครสวรรค์) พญา
บาล และพญาราม ตอ้ งออกมากราบบงั คมต่อสมเดจ็ พระนครินทราชาธิราชจึงโปรดให้สถาปนาพญาบาล
ครองเมืองพษิ ณโุ ลก ทรงพระนามว่าพระเจา้ ศรี
สุรยิ วงศ์บรมปาลมหาธรรมราชาธิราช และพญารามโปรดใหค้ รองเมืองสุโขทยั
พระเจ้าศรีสุริยวงศ์บรมปาลครองราชสมบัติอยู่19 ปี จึงเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 1981
การสวรรคตของพระเจ้าสุริยวงศ์บรมปาล (พระมหาธรรมราชาที่ 4) นักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นการ
สิน้ สุดยุคอาณาจกั รสุโขทัยดว้ ย
เม่ือพระเจ้าสุริยวงศ์บรมปาลสวรรคตสมเด็จพระบรมราชาท่ี 2 (เจ้าสามพระยา) จึงโปรดให้
สถาปนาพระราเมศวรราชโอรสซง่ึ ประสูติจากเจา้ หญงิ สุโขทยั พระองค์หนง่ึ ซงึ่ ขณะน้นั มพี ระชนมายุเพียง
7 พรรษา เป็นพระมหาอุปราชครองเมืองสองแคว ท้ังนี้เพราะทรงเห็นว่าเป็นพระราชโอรสท่ีมีเชื้อสาย
ทางเจ้านายฝ่ายสุโขทัย คงจะเข้ากับทางราชวงศ์สุโขทัยได้ดี และเท่ากับเป็นการผนวกดินแดนของ
อาณาจักรสุโขทัยในตัวไปด้วย
สมเด็จพระบรมราชาธิราชท่ี 2 (เจ้าสามพระยา) เสด็จสวรรคตเมือปี 1991
พระราเมศวรอุปราช จึงเสด็จจากเมืองสองแควไปครองกรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรม
ไตรโลกนารถ ส่วนท่ีเมืองสองแควโปรดให้พระยุษธิฐิระ โอรสของพญารามเป็นเจ้าเมือง แต่ก็ทรงรวม
อาํ นาจจาการบริหารราชการแผ่นดินเข้าสู่ส่วนกลางท่ีกรุงศรีอยุธยา ฝ่ายพระยุษธิฐิระไม่พอใจอย่างมาก
ท่ีเป็นเพียงเจ้าเมืองสองแคว จึงหันไปผูกมิตรกับพระเจ้าติโลกราชเมืองเชียงใหม่ ทําให้เกิดการสู้รบ
ยืดเยื้อระหว่างอาณาจักรอยุธยาและอาณาจักรเชียงใหม่ ตลอดรัชกาลของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
และเพื่อแก้ปัญหาเก่ียวกับกลุ่มหัวเมืองเหนือ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จึงเสด็จขึ้นมาครองเมืองสอง
แคว และโปรดให้พระอินทราชาครองกรุงศรีอยุธยาแทนพระองค์ ในรัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตร
โลกนาถ ไดท้ รงเปลยี่ นแปลงฐานะของเมอื งตา่ ง ๆ ทอ่ี ย่ใู นอาณาจกั รสุโขทัยเดิมเสียใหม่คอื
1. เมืองท่ีอยู่ในฐานะหัวเมอื งช้ันเอก คือ เมืองสองแคว
2. เมืองที่อยู่ในฐานะหัวเมืองชั้นโท คือ เมืองศรีสัชนาลัย เมืองสุโขทัย เมืองชากังราว
และเมืองเพชรบรู ณ์
3. เมอื งทอี่ ยู่ในฐานะหวั เมอื งชัน้ ตรี ได้แก่ เมอื งพชิ ยั เมอื งสระหลวง และเมืองพระบาง
จะเห็นได้ว่าในบรรดาหัวเมืองในอาณาจักรสุโขทัยเดิม เมืองสองแควนับว่าเป็นเมืองท่ีสําคัญ
ทส่ี ุด ขณะเดียวกนั เมืองสโุ ขทยั เมืองศรีสชั นาลัย อยู่ในฐานะหวั เมอื งชน้ั โทไดล้ ดความสําคญั ลง
หนงั สอื เรียนวิชาเลือก สาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าการศกึ ษาประวตั ิศาสตร์สุโขทัย(3) รหัส สค13014 7
เมืองสุโขทัยยังคงมีประชาชนอาศัยอยู่สืบมา จนกระท่ังในสมัยราชกาลสมเด็จพระมหา
ธรรมราชา แต่อยู่ในฐานะท่ีต้องส่งส่วยอากรและผลผลิตให้แก่อยุธยาบ้าง เก็บผลประโยชน์ให้พม่าบ้าง
ตามเหตุการณ์ของสงคราม จวบจนกระท่ังสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพไม่ยอมอยู่
ภายใต้การปกครองของพม่าที่เมืองแครง ในปี พ.ศ. 2127 พระองค์ได้โปรดให้กวาดต้อนคนจากหัวเมือง
เหนือลงไปไวเ้ มอื งอยธุ ยาทัง้ หมด เนือ่ งจากกรงุ ศรีอยธุ ยามีกําลังนอ้ ย และเพื่อเป็นการป้องกันมิให้พม่าใช้
กําลังจากหวั เมืองเหนอื เปน็ ฐานในการสนบั สนนุ ส่งกาํ ลังบํารุง ทําให้สุโขทัยต้องกลายเป็นเมืองอ่อนกําลัง
ลง
การท่ีสุโขทัยอ่อนกําลังลงเช่นนี้ เป็นผลให้บรรดาสิ่งก่อสร้าง ปราสาทราชวังวัดวาอาราม
คูเมือง กําแพงเมือง และระบบชลประทานต่าง ๆ ถูกภัยธรรมชาติทําลายให้เสียหาย พระบาทสมเด็จ
พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช ทรงเห็นว่าศิลปโบราณวัตถุทางศาสนา เช่น เทวรูปและพระพุทธรูปที่
งดงามถูกทอดทงิ้ จึงโปรดเกลา้ ฯ ใหย้ า้ ยประติมากรรมลํ้าค่าเหล่านั้น ไปประดิษฐานตามวัดวาอารามต่าง
ๆ ในกรุงเทพมหานคร ศิลปกรรมของเมืองสุโขทัยส่วนหน่ึง จึงเก็บรักษาอยู่ในกรุงเทพมหานครสืบมา
จนกระท่ังบัดน้ี สิ่งทเ่ี หลือเป็นอนสุ รณ์ของความยิง่ ใหญ่ของเมืองในอดีตมีเพียงแต่ซากของสถาปัตยกรรม
ทปี่ รกั หกั พงั เพยี งอยา่ งเดยี วเทา่ นั้น
หนังสอื เรยี นวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาการศึกษาประวตั ิศาสตรส์ ุโขทัย(3) รหัส สค13014 8
กจิ กรรมท้ายบท
คาํ ชแี้ จง จงตอบคาํ ถามต่อไปนี้
1.จงอธบิ ายประวตั ิศาสตรส์ มัยสุโขทยั ยุคก่อนอาณาจักรสโุ ขทยั (ก่อนปี พ.ศ. 1761)พอสังเขป
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………….………
2.จงอธิบายประวตั ิศาสตร์สมัยสโุ ขทยั ยุคอาณาจกั รสุโขทยั ตอนต้น(พ.ศ.1761-1921)พอสังเขป
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……..............................................................................................................................................................
3.จงอธิบายประวตั ิศาสตรส์ มัยสโุ ขทยั อาณาจักรสโุ ขทยั ตอนปลาย(พ.ศ.1921-1981)พอสงั เขป
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………….………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
หนงั สอื เรียนวิชาเลือก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาการศกึ ษาประวตั ิศาสตรส์ โุ ขทัย(3) รหัส สค13014 9
บทท่ี 2
พระมหากษตั รยิ ์องค์สําคัญสมัยสโุ ขทยั
สุโขทัยเปน็ นครหลวงแหง่ แรกของประชาชนเชอื้ สายไทย สังคมไทยในยคุ น้ีมีลักษณะ
เป็นสงั คมเผา่ มีความเก่ียวพันและผกู พันกันอย่างหนาแน่นในสายโลหติ อาณาเขตของสุโขทัยในสมยั
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ซง่ึ เปน็ ปฐมกษัตริย์ประกอบดว้ ยเมืองสโุ ขทยั และศรีสัชนาลยั เท่านนั้
ต่อมาไดข้ ยายกว้างขวางขึน้ ในสมยั พอ่ ขุนรามคําแหง ความสัมพันธข์ องประชาชนก็มี
ลักษณะเป็นความสัมพนั ธท์ างใจอันเกิดจากความรู้สกึ กวา่ เป็นคนสายเลือดเดยี วกันและอยู่ภายใต้การ
ปกครองโดย “พ่อขุน” องคเ์ ดยี วกนั ตามหลักฐานศิลาจารึกของพ่อขนุ รามคาํ แหงมหาราช
แนวคดิ เกยี่ วกับพระราชอํานาจของพระมหากษตั ริยใ์ นสมัยสโุ ขทยั นที้ รงเปน็ ผู้ครองนคร
ซึ่งเป็นผทู้ รงสิทธเิ หนืออาณาประชาราษฎร์ท้งั ปวง สิทธิการเป็นพระมหากษตั ริย์สบื ทอดโดยการสืบ
สันตติวงศ์ ประชาชนมสี ทิ ธิเข้าถงึ ตวั ผปู้ กครองแผน่ ดนิ พระมหากษัตริย์คงเป็นของชาวพุทธแท้ๆ ไมม่ ี
คตนิ ยิ มแบบพราหมณ์เข้ามาปะปน พอส้นิ รัชกาลพ่อขนุ รามคําแหงจนถงึ รชั กาลกษตั ริย์องคต์ ่อๆ มา
เช่น พระมหาธรรมราชาลไิ ท อทิ ธพิ ลของศาสนาพราหมณ์เรมิ่ เข้ามา กษัตริยเ์ ร่ิมเป็นเทพยดา แต่กย็ งั
ยึดศาสนาพุทธอยู่ จงึ เปน็ แค่ “ธรรมราชา” ซง่ึ เปน็ คาํ ในศาสนาพทุ ธ เหมือนทใี่ ช้เรียกพระเจ้าอโศก แต่
หลังจากนน้ั เรม่ิ เปน็ “รามาธบิ ดี”
พ่อขนุ ศรนี าวนําถม
ศลิ าจารกึ สุโขทัยหลกั ที่ 2 ทม่ี าของประวัติศาสตรส์ ุโขทยั ก่อนอาณาจกั รสุโขทัย กลา่ ววา่
ดนิ แดนสโุ ขทัยและศรีสชั นาลยั ก่อนสมัยพอ่ ขนุ ศรีอินทราทิตย์ นน้ั มชี ุมชนอยู่เปน็ หลกั แหล่งเป็นแควน้
นครรฐั มที ่ตี ้ังศนู ยอ์ ํานาจการปกครองทถี่ าวร เชอื่ กันว่าศูนยอ์ ํานาจการปกครองท่ีสุโขทยั ตง้ั อยูบ่ ริเวณ
ใกล้วดั พระพายหลวงเมืองเก่าสุโขทยั ส่วนท่ีศรสี ัชนาลัย นา่ จะอยู่บริเวณวัดพระศรรี ตั นมหาธาตุ
(วดั พระปรางค์) ตาํ บลศรสี ชั นาลัย อาํ เภอศรีสัชนาลยั แควน้ หรอื นครรัฐทั้ง 2 แหง่ นี้ ปกครองโดยพ่อขนุ
ศรนี าวนาํ ถม พ่อขุนศรีนาวนาํ ถมจะเปน็ คนสุโขทยั หรือมที ่ีมาจากแหง่ อ่ืนใด ไม่มหี ลกั ฐานกล่าวถงึ แต่
นกั ประวัติศาสตร์หลายท่านเชือ่ วา่ ท่านเป็นผู้นํากลมุ่ ชนที่สุโขทยั ราว ๆ กลางพุทธศตวรรษที่ 18 และ คง
เปน็ กษตั ริย์ที่มีอํานาจ แพรห่ ลายออกไปกวา้ งไกล จนเปน็ ทย่ี อมรบั ของแคว้นใกลเ้ คียง จนกษัตรยิ ์ขอมยก
ธดิ าให้อภิเษกกบั โอรสองค์หนึ่ง พอ่ ขุนศรีนาวนาํ ถมมีโอรส 2 องค์ คือ พ่อขุนผาเมือง และพระยาคําแหง
พระราม เม่ือสิน้ รัชสมยั ของพ่อขุนศรนี าวนําถมแลว้ สโุ ขทัยเกิดความไม่สงบในการสบื ราชบัลลงั ก์ จนพ่อ
ขนุ ผาเมอื งและพอ่ ขุนบางกลางหาวตอ้ งใชก้ ําลงั ทหารเขา้ จดั การและเมือ่ เหตุการณ์สงบลงแลว้ พอ่ ขนุ ศรี
อินทราทิตย์กข็ ้นึ ครองราชสมบตั ิ เปลย่ี นเป็นราชวงศพ์ ระร่วง พอ่ ขนุ ศรีนาวนําถมจงึ ถูกลมื ไปเสียสนิทวา่
แมจ้ รงิ แลว้ ทรงเป็นกษตั ริยส์ โุ ขทยั มากอ่ นพ่อขุนศรีอนิ ทราทติ ย์
หนังสือเรียนวิชาเลอื ก สาระการพฒั นาสงั คม รายวชิ าการศกึ ษาประวัติศาสตร์สโุ ขทัย(3) รหสั สค13014 10
พ่อขุนผาเมือง
เช่นเดียวกับพอ่ ขนุ ศรีอนิ ทราทติ ย์ ชวี ติ ในปฐมวยั ของผนู้ ําไทยคนสาํ คัญผนู้ ี้ไม่มีกล่าวไวใ้ นที่
ใด ทราบจากศิลาจารึกหลกั ที่ ๒ เพยี งวา่ ท่านเปน็ โอรสพอ่ ขนุ ศรีนาวนาํ ถม ผูน้ ําสโุ ขทัยก่อนราชวงศพ์ ระ
รว่ ง ไดเ้ ปน็ เจ้าเมืองราดและคงจะอยู่ในฐานะรชั ทายาทของเมืองสุโขทัย จึงไดอ้ ภเิ ษกกับเจ้าหญิงแหง่
อาณาจักรขอม ช่อื นางสขิ รมหาเทวี ได้รับมอบพระขรรคไ์ ชยศรี และนามศรีอินทรบดนิ ทราทติ ย์จาก
กษตั ริย์ขอม
พ่อขุนผาเมืองเปน็ บุคคลที่มีความสาํ คัญทส่ี ดุ ผหู้ นงึ่ ในการก่อตง้ั อาณาจักรสโุ ขทัย เจา้ ชายผู้
นเ้ี ปน็ ผู้พชิ ิตศกึ ท่สี ุโขทยั รบชนะขอมสบาดโขลญลาํ พง และยึดเมืองไว้ไดก้ ่อนที่พ่อขุนบางกลางหาวจะนํา
ทพั ผา่ นศรีสัชนาลยั มาถงึ สโุ ขทัย โดยแท้จรงิ แล้วเมอื งสโุ ขทัยขณะน้นั เปน็ สทิ ธิโดยชอบธรรมของพ่อขนุ ผา
เมือง แตเ่ กิดเหตุการณ์ไม่ปกติ และตอ้ งรว่ มมือกบั สหายคือพ่อขนุ บางกลางหาวเข้าปราบปรามแล้ว แทน
จะใช้สทิ ธิ์นัน้ เข้าครอบครองสุโขทยั กก็ ลับยกให้สหายพร้อมอภิเษกและมอบนามศรีอนิ ทราบดนิ ทราทิตย์
ให้ด้วย ดังความในศลิ าจารึกหลักท่ี 2 ตอนหนึง่ กล่าวว่า “...พ่อขุนผาเมือง...ขอมสลาดโขลญลําพง...พาย
พง พ่อขนุ ผาเมืองจงึ ยังเมืองสุโขทัยเขา้ ได้ เวนิ เมืองแก่พ่อขุนบางกลางหาว พ่อขนุ บางกลางหาวมสิ ู่เขา้
เพอื่ เกรงแก่มติ รสหาย พ่อขุนผาเมืองจงึ เอาพลออก พ่อขุนบางกลางหาวจึงเข้าเมืองพ่อขุนผาเมืองอภเิ ษก
พอ่ ขุนบางกลางหาวเจา้ เมืองสโุ ขทัยใหท้ ้งั ช่อื ตนแก่พระสหาย เรยี กช่ือศรีอินทราทติ ย์ นามเดมิ กมรเต็งอญั
ผาเมอื ง เมือ่ ก่อนผีฟา้ เจา้ เมืองศรีโสธรปรุ ะ ให้ลูกสาวช่ือนางสขิ รมหาเทวี กับขนั ไชยศรี ใหน้ ามเกียรติแก่
พอ่ ขนุ ผาเมือง เทียมพ่อขุนบางกลางหาว ได้เช่อื ศรีอนิ ทราบดินทราทติ ย์ เพ่ือพ่อขุนผาเมืองเอาชอื่ ตน
ให้แก่พระสหาย...”
เมอื่ ทาํ การอภเิ ษกมอบนามใหเ้ มืองแก่พระสหายแล้ว พ่อขนุ ผาเมืองก็คงจะอยชู่ ่วยราชการท่ี
สุโขทัย อยจู่ นสถานการณ์เข้าสูป่ กตแิ ล้ว จงึ เดนิ ทางกลบั เมอื งราด แล้วชื่อของบุคคลสําคญั ผ้นู ้ีกห็ ายไป
อยา่ งไมม่ ีร่องรอยให้สบื เคา้ ได้อกี เลย
พอ่ ขนุ ศรีอนิ ทราทติ ย์
ชีวิตในเยาว์วัยของผูส้ ถาปนากรงุ สโุ ขทยั อนั เป็นองค์ปฐมกษตั ริย์ราชวงศ์พระรว่ งพระองคน์ ี้
ไมเ่ ป็นท่ีปรากฏชดั ณ ท่ีแห่งใด ในศิลาจารกึ ตํานาน พงศาวดารและจดหมายเหตตุ ่าง ๆ กไ็ ม่ได้กลา่ วถึง
ปฐมวัยของผนู้ าํ คนไทยผ้นู ี้ไว้ท่ใี ด คงมเี พียงหนงั สอื ชนิ กาลมาลีปกรณ์ ซึ่งพระเถระแห่งล้านนาไทย ชื่อ
พระรตั นปัญญาเถระ แต่งขนึ้ เพอ่ื ประมาณ ปี พ.ศ. 2061 – 2071 พดู ถงึ อย่างย่อ ๆ ว่า “...เมอื่ พระ
สัมมาสัมพุทธปรนิ ิพพานแล้วได้ 1800 ปี จลุ ศกั ราช 618 มกี ษัตรยิ ์องคห์ นง่ึ ทรงพระนามว่า โรจราช
ครองราชสมบัติอยใู่ นเมืองสุโขทยั ประเทศสยาม ด้านทิศตะวนั ออกเฉยี งใตข้ องชมพูทวีป...
ได้ยนิ วา่ ทตี่ ําบลบ้านโค ยังมีชายคนหนงึ่ รูปงาม มีกําลงั มากทอ่ งเที่ยวอยใู่ นป่า มนี าง
เทพธดิ าองคห์ นึ่ง เห็นชายคนนัน้ แล้วใคร่จะรว่ มสังวาสดว้ ย จงึ แสดงมายาหญิง ชายคนนั้นก็รว่ มสังวาส
กบั นางเทพธิดาองค์น้นั เน่ืองจากการร่วมสังวาสของเขาท้ังสองน้ันจงึ เกิดบุตรชายคนหน่ึงและบตุ รชาย
คนนน้ั มีกาํ ลงั มาก รูปงาม เพราะฉะนั้นชาวบ้านทง้ั ปวงจึงพร้อมใจกันทาํ ราชาภเิ ษกบตุ รชายคนน้นั
หนงั สือเรียนวชิ าเลือก สาระการพฒั นาสังคม รายวชิ าการศกึ ษาประวัติศาสตรส์ โุ ขทัย(3) รหสั สค13014 11
บุตรชายซึง่ ครองราชสมบตั ิในเมืองสโุ ขทัยน้นั ปรากฏพระนามในครัง้ นั้นว่า โรจราชภายหลงั ปรากฏพระ
นามวา่ พระเจา้ ล่วง...” ศาสตราจารย์ ร.ต.ท. แสงมนวิฑูร ผ้แู ปลหนงั สือเรื่องน้ีใหค้ ําอธิบายวา่ พระเจ้า
โรจราชสมัย พ.ศ. 1800 น้ัน คือ พ่อขนุ บางกลางหาว ปฐมกษตั ริย์ราชวงพระรว่ ง ในศลิ าจารกึ เรยี กวา่
ศรอี นิ ทราทิตย์ บา้ นโคน้นั อาจเปน็ บา้ นโคนหรอื เมืองบางคนทีในเขตจังหวดั กําแพงเพชร พระเจา้ ล่วง
กค็ อื พระรว่ ง
แมจ้ ะเป็นหลักฐานทคี่ อ่ นข้างเล่อื นลอย ไม่วา่ ระยะเวลา สถานท่หี รือตวั บุคคลแตช่ ินกาล
มาลปี กรณ์ เขียนขึน้ หลงั เหตุการณ์นนั้ ประมาณ 200 ปี ซึ่งไมใ่ ชร่ ะยะเวลาที่ห่างจนเกินไปนัก จงึ นา่ จะมี
เคา้ ความเปน็ จริงปะปนอยูบ่ า้ ง แม้อาจไมใ่ ช่ท้ังหมด พอ่ ขุนศรอี ินทราทติ ย์ ปรากฏชดั ในประวตั ิศาสตร์
สุโขทยั หลายหลกั โดยเฉพาะหลักที่ 2 หรอื หลกั วัดศรีชมุ กลา่ ววา่ กอ่ นที่จะไดเ้ ป็นกษัตรยิ ์ครองสโุ ขทยั
นนั้ ได้เป็นผู้นาํ คนไทยกล่มุ หนง่ึ มชี ่อื ว่าพ่อขุนบางกลางหาว และเมือ่ ระหวา่ งปี พ.ศ. 1762-1781 ได้
รว่ มมือกับพ่อขุนผาเมือง ผ้นู าํ คนไทยท่สี ําคัญอกี คนหน่งึ นํากําลงั ทหารเข้ายึดเมืองสโุ ขทัย จากขอมสบาด
โขลญลําพง แล้วสถาปนาสุโขทยั เป็นอาณาจักรของคนไทย
เชือ่ กันวา่ อาณาเขตของอาณาจักรสโุ ขทยั ในรชั สมัยน้ี ทางทศิ เหนือจดเมืองแพรท่ ิศใต้จด
นครสวรรค์ (พระบาง) ทศิ ตะวันตกจดเมืองตาก ทิศตะวนั ออกจดจังหวดั เพชรบรู ณ์ พ่อขุนศรอี ินทราทติ ย์
สวรรคตในปีใดไม่ปรากฏหลักฐานแนช่ ัด
พอ่ ขนุ รามคาํ แหงมหาราช
พ่อขุนรามคาํ แหงมหาราช ไดท้ รงเล่าพระราชประวัตขิ องพระองค์ด้วยพระองค์เองวา่ “พอ่ กู
ชือ่ ศรีอนิ ทราทติ ย์ แม่กชู อ่ื นางเสอื ง พ่ีกูชอ่ื บานเมือง กมู ีพี่น้องท้องเดยี วกนั ห้าคน ผชู้ ายสามผหู้ ญิงโสง พ่ี
เผื่อผู้อ้ายตายจากเผอื เตยี ม แตย่ ังเลก็ ...” ข้อความดังกล่าวไมร่ ะบุว่าทรงพระราชสมภพเมื่อใด นัก
ประวัตศิ าสตร์ไดส้ ันนิษฐานว่า พระองค์พระราชสมภพประมาณปจี อ จลุ ศักราช 600 (พ.ศ. 1781) หรอื ปี
กุล จุลศักราช 601 (พ.ศ. 1782) เพราะตามพงศาวดารเมืองเหนือ เชน่ พงศาวดารโยนกกลา่ ววา่ พอ่ ขนุ
รามคาํ แหงมหาราชเป็นพระสหายรุ่นราวคราวเดยี วกับ พอ่ ขนุ มงั ราย เจ้าเมืองเชียงใหม่และพ่อขนุ งําเมอื ง
เจ้าเมืองพะเยา และเปน็ ศิษย์ร่วมอาจารยเ์ ดียวกนั คอื ทรงศึกษาอยูใ่ นสาํ นักสกุ กทนั ตฤษี ณ เมอื งละโว้
(ลพบรุ ี) พงศาวดารและจดหมายเหตเุ มืองเหนือระบวุ ่า พ่อขนุ มังรายสมภพในปีกนุ จลุ ศักราช 601 (พ.ศ.
1782) และพ่อขุนงาํ เมืองสมภพในปีจอจลุ ศักราช 600 (พ.ศ. 1781)
พ่อขุนรามคําแหงมหาราช ทรงมีพระนามเดิมว่าขุนรามราช เม่ือทรงพระชนมายุได้ ๑๙ ปี
ได้ช่วยพระราชบิดาออกสู้รบในการสงครามกับขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด ซึ่งยกทัพมาตีเมืองตาก ทรงเป็น
นักรบท่ีเข้มแข็งสามารถเข้าชนช้างชนะขุนสามชนพวกเมืองฉอดจึงแตกพ่ายไป พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึง
ให้พระนามแก่ขุนรามราช “พระรามคําแหง” ซึ่งหมายความว่า “พระรามผู้เข้มแข็ง” หรือ “เจ้ารามผู้
เข้มแข็ง” ดังข้อความความในตอนหนึ่งในศิลาจารึกหลักที่ 1 ที่ว่า “...เม่ือกูข้ึนใหญ่ได้สิบเก้าเข้า ขุนสาม
ชนเจ้าเมืองฉอดมาท่ีเมืองตาก พ่อกูไปรบ ขุนสามชนหัวซ้าย ขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเกล่ือน
เข้าไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกู หนีญญ่ายพายจแจ๋น กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุน
สามชน ตนกพ็ งุ่ ชา้ งขุนสามชนตวั ช่ือมาสเมอื งแพ้ ขนุ สามชนพา่ ยหนพี ่อกจู ึงขึ้นชอื่ กูพระรามคาํ แหง...”
หนงั สอื เรียนวชิ าเลือก สาระการพฒั นาสังคม รายวิชาการศกึ ษาประวตั ิศาสตร์สโุ ขทัย(3) รหสั สค13014 12
พอ่ ขนุ รามคาํ แหงมหาราช ทรงเป็นกลุ บุตรทด่ี ีอยใู่ นโอวาทของพระราชบิดา พระราชมารดา
และทรงเป็นพระอนุชาท่ีจงรักภักดตี ่อขนุ บานเมืองพระเชษฐา ดังข้อความในศลิ าจารกึ หลักท่ี ๑ ทีว่ า่ “...
กูบําเรอพ่อกู กูบําเรอแก่แม่กู กไู ดต้ วั เนือ้ ปลา กเู อามาแก่พอ่ กู กไู ดห้ มากสม้ หมากหวานอนั ใดกินอร่อย
กนิ ดี กูเอามาแก่พอ่ กู กูไปทบ่ ้านท่เมอื ง ได้ช้างไดง้ วง ได้ปว่ั ได้นางได้เงือนได้ทองกูเอามาเวนแกพ่ ่อกู พอ่ กู
ตาย ยงั พ่กี ู กพู ร่ําบําเรอแกพ่ ี่กู...”
พ่อขุนรามคําแหงมหาราช เสด็จข้นึ ครองราชสมบัติ เป็นรชั กาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์พระร่วงใน
ราวปี พ.ศ. 1822 รัชสมัยของพระองค์ บา้ นเมืองมีความเจริญรงุ่ เรอื งยง่ิ กวา่ รัชกาลใด ๆ ในราชวงศ์พระ
ร่วงราชอาณาเขตแผ่ขยายไปอย่างกวา้ งขวางประชาชนได้รับความร่มเยน็ เป็นสขุ ทว่ั หน้าท่ีเรยี กกนั วา่
“ไพร่ฟ้าหน้าใส” การพาณิชย์เจรญิ ก้าวหน้าทรงทาํ นุบํารุงศิลปวิทยาการใหเ้ จริญรุ่งเรืองหลายประการ
พระมหาธรรมราชาลิไท (พระมหาธรรมราชาที่ 1)
พระมหาธรรมราชาลไิ ท เป็นโอรสของพ่อขนุ เลอไท และเป็นนดั ดาของพ่อขุนรามคําแหง
มหาราช พระราชประวัติในช่วงปฐมวยั ไมป่ รากฏ ณ ทใ่ี ด แตเ่ มื่อทรงพระเจริญวยั แล้วศิลาจารกึ สุโขทยั
หลายหลักกล่าวถงึ เร่ืองราวของพระองค์แมจ้ ะไม่สมบูรณแ์ ตก่ ็พอทราบเรื่องราวไดว้ า่ พระมหากษัตรยิ ์
พระองค์น้ีได้ทรงศกึ ษาศิลปศาสตรแ์ ขนงต่าง ๆ ท่ีผู้ปกครองในขณะนั้นต้องเรยี นต้องศึกษาได้อย่าง
แตกฉาน และชํานชิ ํานาญย่งิ และทรงปกครองเมืองศรสี ัชนาลัย ในฐานะองค์อปุ ราชหรือรัชทายาทเมือง
สุโขทยั เมอื่ ปี พ.ศ. 1882 และขณะที่ดํารงพระราชอิสรยิ ยศเป็นรัชทายาท ทเี่ มอื งศรสี ชั นาลยั น่เี อง ได้
ทรงพระราชนิพนธ์ เร่อื งไตรภูมพิ ระรว่ ง วรรณคดชี นิ้ แรกของประเทศไทย เม่ือปี พ.ศ. 1888 หนังสือเรื่อง
นี้แม้ผู้รจนาได้กลา่ วไวใ้ นบางแผ่นวา่ เพือ่ จะเทศนาแก่พระมารดาของพระองค์ แต่เปน็ ประกาศนียบัตรที่
แสดงถงึ พระปรีชาสามารถในความรอบรเู้ ร่ืองพระพุทธศาสนาอย่างยอดเยีย่ มเปน็ วิทยานิพนธ์ท่ีกา้ วล้ํา
หน้าสมบรู ณแ์ บบ เพราะท่มี ีข้ออ้างองิ ท่ีเป็นระบบโดยทรงค้นควา้ มาจากคัมภรี ต์ า่ ง ๆ ทางพทุ ธศาสนา ถึง
34 เร่ือง ไตรภูมิพระรว่ ง นอกจากจะให้เน้ือหาสาระทางพระพุทธศาสนา อนั เป้าหมายของผู้รจนาแล้ว
ยงั ให้ความรู้ทางดา้ นภมู ศิ าสตร์ รฐั ศาสตร์ และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภูมิศาสตร์ของโลกท่คี นไทยรูจ้ กั กันใน
สมยั นั้นถอื การแบง่ ทวีปท้ัง 4 อนั มี ชมพูทวปี บุพวเิ ทหะ อุตรกรุ แุ ละกมรโคยานี
หลังจากทรงเป็นรัชทายาทครองเมืองศรีสชั นาลัยอยู่ 8 ปี จงึ เสด็จมาครองสโุ ขทยั เมือ่ ปี
พ.ศ. 1890 โดยตอ้ งใช้กาํ ลังทหารเข้ามายดึ อํานาจเพราะท่ีสุโขทัยหลงั ส้นิ รัชกาลพ่อขุนงัวนาํ ถมแลว้ เกดิ
การกบฏการสืบราชบลั ลังก์ไม่เปน็ ไปตามครรลองครองธรรม เมอื่ กลับมาครองราชสมบตั ิสุโขทัยแลว้ พระ
ราชกรณยี กจิ ทีส่ ําคัญของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ คือ การทํานบุ าํ รุงพระพทุ ธศาสนาศูนย์รวมจิตใจ
ของคนในชาติ เพราะสุโขทัยหลังรัชสมัยพ่อขุนรามคําแหงมหาราชแลว้ บา้ นเมอื งแตกแยกแควน้ หลาย
แคว้นในราชอาณาจกั รแยกตัวออกห่างไป ไมอ่ ยู่ในบงั คับบัญชาสโุ ขทัยตอ่ ไป
พญาลไิ ททรงคิดจะรวบรวมให้กลับคนื ดงั เดิม แตก่ ท็ รงทาํ ไม่สาํ เรจ็ นโยบายการปกครองท่ี
ใช้ศาสนาเป็นหลักรวมความเป็นปึกแผ่นจึงเป็นนโยบายหลักในรัชสมยั น้ี ทรงสรา้ งเจดียท์ ี่นครชุม (เมอื ง
กําแพงเพชร) สร้างพระพุทธชินราชทพ่ี ิษณุโลก และเมื่อ พ.ศ. 1905 ทรงออกผนวช การท่ีทรงออกผนวช
นับวา่ ทาํ ความมั่นคงให้พุทธศาสนามากขึ้น ดังกลา่ วแล้วว่า หลงั รชั สมัยพอ่ ขุนรามคําแหงมหาราชแลว้
หนังสอื เรยี นวชิ าเลือก สาระการพฒั นาสังคม รายวิชาการศึกษาประวัติศาสตร์สุโขทยั (3) รหัส สค13014 13
บา้ นเมอื งแตกแยก วงการสงฆ์เองก็แตกแยก แต่ละสาํ นักแตล่ ะเมืองกป็ ฏบิ ัตแิ ตกตา่ งกนั ออกไป เมื่อผูน้ าํ
ทรงมศี รัทธาแรงกล้าถึงขั้นออกบวช พสกนกิ รทั้งหลายก็คล้อยตามหันมาเลอื่ มใสตามแบบอยา่ งพระองค์
กติ ติศัพท์ของพระพทุ ธศาสนาในสุโขทยั จึงเลอื่ งลือไปไกล พระสงฆ์ชนั้ ผ้ใู หญ่หลายรูปได้ออกไปเผยแพร่
ธรรมในแคว้นต่าง ๆ เช่น อโยธยา หลวงพระบาง เมืองนา่ น พระเจ้ากอื นา แห่งล้านนาไทย ไดน้ ิมนต์พระ
สมณะเถระไปจากสุโขทัย เพ่ือเผยแพร่ธรรมในเมอื งเชยี งใหม่
พระมหาธรรมราชาท่ี 1 หรอื พญาลไิ ท มีมเหสีชอ่ื พระนางศรธี รรม ทรงมีโอรสสบื พระราช
บัลลังกต์ อ่ มาคือ พระมหาธรรมราชาท่ีสอง ปีสวรรคตของกษัตรยิ ์พระองคน์ ีไ้ ม่เปน็ ท่ีทราบแนช่ ดั แตค่ ง
อยู่ในระยะเวลาระหวา่ งปี พ.ศ. 1921-1927
หนงั สอื เรยี นวชิ าเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาการศึกษาประวัติศาสตร์สโุ ขทัย(3) รหสั สค13014 14
กิจกรรมท้ายบท
เรอ่ื ง พระมหากษตั รยิ ์สมยั สุโขทัย
กจิ กรรมที่ 1
1. ผ้ทู ข่ี ับไลข่ อมแลว้ ต้ังอาณาจักรสุโขทัยข้นึ คือใคร
ก. พ่อขุนมังราย และพ่อขนุ ผาเมอื ง
ข. พอ่ ขนุ รามคาํ แหง และพอ่ ขนุ ผาเมือง
ค. พ่อขุนผาเมือง และพ่อขนุ บางกลางหาว
ง. พ่อขนุ บางกลางหาว และพ่อขุนรามคําแหง
2. ก่อนหนา้ ท่ีจะมีการสถาปนาอาณาจักรสโุ ขทัย อาณาจักรใดเคยเจรญิ รุ่งเรอื งมาก่อน
ก. ขอม ข. นา่ น
ค. ศรวี ิชยั ง. ล้านนา
3. กษัตรยิ ์พระองคแ์ รกของอาณาจกั รสุโขทัย คือข้อใด
ก. พ่อขนุ ผาเมือง ข. พอ่ ขุนเม็งราย
ค. พ่อขนุ ศรนี าวนําถม ง. พ่อขุนบางกลางหาว
4. พ่อขุนผาเมือง มีความสาํ คัญอยา่ งไร
ก. เปน็ ผู้สร้างเมอื งสุโขทยั ข. เป็นผู้เกล้ยี กล่อมพวกขอม
ค. เปน็ ผรู้ บชนะกษัตรยิ ข์ อม ง. เป็นผนู้ ํากลุ่มคนไทยขบั ไล่ขอม
5. ข้อใดกล่าวถูกต้องเก่ยี วกับพ่อขนุ บางกลางหาว
ก. ทรงเป็นปฐมกษตั ริย์ของสโุ ขทัย
ข. คือพระองค์เดียวกับพ่อขุนผาเมอื ง
ค. คอื พระองคเ์ ดียวกับพ่อขุนรามคําแหง
ง. ทรงเปน็ พระสหายของพ่อขนุ ศรีนาวนําถมุ
6. เมอื งทีร่ ัชทายาทแหง่ สโุ ขทยั มกั ไปปกครองก่อนขึ้นครองราชยค์ ือเมืองใด
ก. แพร่ ข. อยธุ ยา
ค. ลพบรุ ี ง. ศรสี ชั นาลยั
7. พระมหากษตั รยิ แ์ ห่งอาณาจกั รสโุ ขทยั พระองค์ใด ที่เคยผนวช ขณะครองราชย์ คอื
ก. พระยางว่ั นาํ ถม ข. พระยาลิไทย
ค. พระยาเลอไทย ง. พอ่ ขนุ รามคาํ แหง
8. หลกั การปกครองของพอ่ ขนุ ศรอี นิ ทราทิตย์ คือข้อใด
ก. ปอ้ งกันประเทศเปน็ หลัก ข. ขยายอาณาเขต เป็นหลัก
ค. เผยแพร่พระพุทธศาสนาเปน็ หลัก ง. สรา้ งความเจรญิ ทางศิลปกรรมเป็นหลัก
9. พ่อขุนรามคําแหงโปรดให้สรา้ งแท่นหินไวก้ ลางดงตาลเพือ่ ใช้ในการใด (เขา้ ใจ)
ก. วา่ ราชการ ข. พระสงฆ์แสดงธรรมในวันพระ
ค. จารกึ เรอื่ ง ราวของสุโขทัย ง. ราษฎรท่ีมาร้องเรยี น
หนังสอื เรียนวิชาเลอื ก สาระการพฒั นาสงั คม รายวิชาการศึกษาประวตั ิศาสตรส์ ุโขทยั (3) รหสั สค13014 15
10. ปญั หาสาํ คญั ทางด้านการปกครองในสมยั ของพระมหาธรรมราชาท่ี 1 คอื เหตุการณ์ใด (เข้าใจ)
ก. ลาวแข็งเมอื ง
ข. คนไทยแตกแยกเป็นก๊กเปน็ เหลา่
ค. แพรแ่ ละนา่ นรวมกันเป็นอาณาจักรล้านชา้ ง
ง. สุพรรณภมู ิและเมืองละโว้รวมกันประกาศอิสรภาพจากสโุ ขทยั
11. พระราชกรณียกจิ ท่ีสําคัญทสี่ ดุ ของพ่อขนุ ศรีอนิ ทราทิตยค์ อื ข้อใด
ก. รวมขอมเขา้ ไว้ในราชอาณาจกั รไดส้ ําเร็จ
ข. ทํานุบาํ รงุ พระศาสนาให้เจรญิ รงุ่ เรือง
ค. ต้งั อาณาจักรไทยเปน็ เอกราช
ง. การตดิ ตอ่ ค้าขายกบั ต่างประเทศเจริญสูงสดุ
12. พระราชกรณยี กิจของพ่อขุนรามคาํ แหงในข้อใดทีเ่ ป็นรากฐานสาํ คญั ทางวัฒนธรรมของไทย ด้านการ
สอื่ สาร
ก. การประดษิ ฐอ์ ักษร
ข. การอปุ ถมั ภ์หวั เมืองตา่ ง ๆ
ค. การเป็นองค์พทุ ธศาสนูปถัมภก
ง. การแขวนกระดง่ิ ไวห้ นา้ ประตวู ัง
13. การกระทําเช่นใดของพ่อขุนรามคาํ แหงท่ีชว่ ยทาํ ให้การค้าของสโุ ขทัยขยายตวั ได้อย่างรวดเรว็
ก. ใหข้ ายสนิ ค้ากันอย่างเสรี
ข. สร้างตลาดข้นึ ทุกมุมเมือง
ค. ออกทุนให้พ่อคา้ ลว่ งหน้า
ง. ไมเ่ กบ็ ภาษีสินคา้ บางชนิด
14. การปกครองแบบปิตรุ าชาธิปไตยสมยั สโุ ขทยั เริ่มมีขนึ้ ในรชั สมยั ของกษตั ริย์พระองค์ใด
ก. พระยาลิไทย
ข. พอ่ ขุนบานเมอื ง
ค. พอ่ ขนุ รามคาํ แหง
ง. พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
15. นกั เรยี นคดิ ว่า พระมหาธรรมราชาท่ี 1 ทรงเปน็ แบบอย่างในการปกครองโดยใช้หลกั ธรรมทาง
พระพุทธศาสนา โดยส่งเสริมใหป้ ระชาชนยดึ ม่นั ในพระพทุ ธนาศาสนาส่งผลดี ตอ่ คนไทย อย่างไร
ก. ทาํ ใหม้ ฐี านความเป็นอยู่ที่ดขี ึ้น
ข. เปน็ การปูพืน้ ฐานการปกครองแบบประชาธปิ ไตย
ค. ทาํ ให้คนไทยมพี ืน้ ฐานทางจิตใจทด่ี ีงาม รักความสงบ
ง. ทําใหค้ นไทยมีความกลา้ หาญพรอ้ มท่ีจะรบ
16. วัฒนธรรมท่ีเป็นแนวปฏบิ ตั ิของชาวสโุ ขทยั สว่ นใหญ่ไดม้ าจากงานนิพนธข์ องใคร
ก. พ่อขุนบานเมือง
ข. พอ่ ขนุ ศรอี นิ ทราทิตย์
ค. พ่อขนุ รามคาํ แหงมหาราช
ง. พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไทย)
หนังสอื เรียนวชิ าเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาการศึกษาประวตั ิศาสตรส์ ุโขทัย(3) รหสั สค13014 16
17. การมีอักษรไทยใชเ้ ปน็ ของตนเองชว่ ยสร้างความเจริญด้านใดให้แก่สงั คมสมยั สโุ ขทัย
ก. จติ รกรรม ข. วรรณกรรม
ค. ประตมิ ากรรม ง. สถาปตั ยกรรม
18. ปัจจยั ทที่ าํ ให้เกิดการสรา้ งสรรคภ์ ูมปิ ญั ญามีอยู่ ยกเวน้ ข้อใด (ความเข้าใจ)
ก. เพอ่ื ใหส้ งั คมสงบสขุ
ข. เพ่ือใหอ้ าณาจักรเกิดความมน่ั คง
ค. เพอ่ื แก้ปัญหาที่เกดิ จากธรรมชาติ
ง. เพอื่ เปน็ เกียรตปิ ระวตั ิแก่คนรุน่ หลงั
19. ถา้ นักเรยี นได้มีโอกาสได้ไปชมศิลปะ สมัยสุโขทัยในสถานทจี่ ริง นกั เรียนควรปฏิบัตเิ ชน่ ไรจึงจะถือวา่
เหมาะสม
ก. นาํ วัตถุท่ีมคี า่ กลบั มาเพอื่ เปน็ ที่ระลึก
ข. จดบันทกึ ข้อมูลที่สาํ คัญ และถ่ายภาพประกอบ
ค. เขยี นสลกั ชอื่ ตนเองเพ่ือแสดงใหเ้ หน็ ว่าได้เดินทางมาแล้ว
ง. ชวนเพือ่ นวิง่ เล่นอย่างสนกุ สนานเพื่อใหค้ นทุกคนมคี วามสุข
20. นกั เรียนจะมสี ่วนช่วยในการอนุรักษ์ ศิลปวฒั นธรรมสมัยสโุ ขทยั ได้อย่างไร ที่จดั วา่ เหมาะสม
ก. ศึกษาข้อมูลประวัติสุโขทัยรว่ มกบั นักประวัตศิ าสตร์
ข. ขอร้องให้พ่อแมบ่ ริจาค เงนิ เพอื่ เป็นทนุ ในบูรณะอทุ ยานประวัติสุโขทัย
ค. จัดป้ายนิเทศ เพ่ือแสดงศิลปะสมัยสโุ ขทยั ใหเ้ พ่ือน ๆ ในโรงเรียนไดท้ ราบ
ง. ร่วมเดินขบวนประท้วงให้ยกย่องอุทยานประวัตศิ าสตร์สุโขทัยเปน็ มรดกโลก
หนงั สือเรียนวิชาเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าการศกึ ษาประวัติศาสตร์สโุ ขทยั (3) รหสั สค13014 17
กิจกรรมทา้ ยบท
เรื่อง พระมหากษตั รยิ ์สมัยสโุ ขทัย
กิจกรรมที่ 2
คาํ สง่ั ใหน้ กั ศึกษาตอบคําถามดงั ตอ่ ไปนี้
ขอ้ ที่ 1. นกั ศึกษาคิดวา่ พระมหากษัตริย์สมัยสุโขทยั มคี วามสาํ คญั ต่อประเทศไทยอยา่ งไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ข้อที่ 2. นกั ศึกษามคี วามประทบั ใจหรอื ชน่ื ชอบพระมหากษัตรยิ ส์ มัยสุโขทัยพระองคใ์ ด พรอ้ มทง้ั ให้เหตผุ ล
ประกอบ
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ข้อที่ 3. อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทยั มอี นสุ าวรียข์ องพระมหากษตั ริย์พระองค์ใดและมีความสาํ คญั อย่างไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
หนังสือเรยี นวิชาเลอื ก สาระการพฒั นาสงั คม รายวิชาการศึกษาประวตั ิศาสตรส์ ุโขทัย(3) รหสั สค13014 18
ขอ้ ที่ 4. ในสมัยสโุ ขทัย คาํ ว่า “พอ่ ปกครองลูกหมายถึงอะไร”และนักศึกษามีความคิดเห็นอย่างไรเกย่ี วกบั
การปกครองแบบนี้
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………….………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
หนังสอื เรียนวิชาเลือก สาระการพฒั นาสงั คม รายวิชาการศกึ ษาประวัติศาสตร์สโุ ขทัย(3) รหัส สค13014 19
บทท่ี 3
กาํ เนิดลายสอื ไทย
1. ความเปน็ มาของลายสือไทย
พ่อขุนรามคาํ แหงมหาราชทรงประดษิ ฐ์ลายสือไทยหรือตวั หนงั สือไทยข้ึนเมอื่
มหาศักราช 1205 (พุทธศกั ราช 1826) นบั มาถึงพุทธศักราช 2526 ได้ 700 ปีพอดี ในระยะเวลาดังกล่าว
ชาติไทยได้สะสมความรู้ทั้งทางศิลปะ วัฒนธรรม และวิชาการต่าง ๆ และได้ถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นสืบ
ต่อกันมา โดยอาศัยลายสือไทยของพรองค์ท่านเป็นส่วนใหญ่ ก่อนสมัยสุโขทัย ชาติไทยเคยรุ่งเรืองอยู่ท่ี
ไหนอยา่ งไร ไม่มีหลักฐานยนื ยนั ใหท้ ราบแน่ชดั แตเ่ มื่อพ่อขนุ รามคาํ แหงมหาราชทรงประดิษฐ์ลายสือไทย
ข้ึนแล้ว มีศิลาจารึกและพงศาวดารเหลืออยู่เป็นหลักฐานยืนยันว่า ชาติไทยเคยรุ่งเรืองมาอย่างไรบ้างใน
ยุคสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ในโอกาสครบรอบ 700 ปีนี้ คนไทยทุกคนจึงควรน้อมรําลึก
ถึงพระมหากรณุ าธิคณุ และพระปรีชาสามารถของพระองคท์ ่านโดยพร้อมเพรยี งกัน
ศิลาจารกึ หลักท่ี 1 ของพอ่ ขุนรามคาํ แหงมหาราช มขี ้อความปรากฏวา่ “เมื่อก่อนลายสื
ไทนี๋บ่มี 1205 สก ปีมะแมพ่อขุนรามคําแหงหาใคร่ใจในใจแล่ใศ่ลายสืไทนี๋ ลายสืไทน๋ี จ่ีงมีเพ่ือขุนผู๋น๋นน
ใศ่ไว๋” หา แปลว่า ด้วยตนเอง (ไทยขาวยังใช้อยู่) ใคร่ในใจ แปลว่า คํานึงในใจ (จากพจนานุกรมไทย
อาหม) ขอ้ ความทอ่ี า้ งถงึ แสดงว่าพ่อขุนรามคําแหงมหาราช ทรงประดิษฐ์ตัวหนังสือไทยแบบท่ีจารึกไว้ใน
ศลิ าจารกึ หลักที่ 1 ข้ึนเมอ่ื พ.ศ. 1826
ศาสตราจารย์ ยอช เซเดส์ ได้กล่าวไว้ในตาํ นานอักษรไทย ซงึ่ ตีพมิ พเ์ มื่อ พ.ศ. 2468 ว่า
คําที่ใชใ้ นจารึกมคี ํา น้ี อยตู่ อ่ คาํ ลายสอื ทุกแห่ง (สามแห่ง) หมายความวา่ หนังสือไทยอย่างนไี้ ม่มอี ยู่
กอ่ น มิไดป้ ระสงค์จะทรงแสดงว่า หนงั สอื ของชนชาตไิ ทยพึ่งมีขน้ึ ต่อเมื่อ พ.ศ. 1826 เซเดส์ ยงั เห็นว่า
พวกไทยนอ้ ยซึ่งมาอยทู่ างลาํ นํา้ ยม ช้นั แรกเหน็ จะใช้อกั ษรไทยซง่ึ ได้แบบมาจากมอญ ต่อมาขอมมี
อํานาจปกครองสโุ ขทัย พวกไทยคงจะศึกษาอักษรขอมหวัดทใี่ ช้ในทางราชการ แลว้ จงึ แปลอักษรเดิมของ
ไทยมาเป็นรูปคลา้ ยตัวอักษรขอมหวัด ถ้าประสงคจ์ ะสมมตวิ ่าอักษรไทยเดิมเป็นอยา่ งไร ควรจะถือเอา
อกั ษรอาหม (ใชใ้ นอัสสมั ) กับอกั ษรไทยน้อย (ใช้ในอีสานและประเทศลาว) นเี้ ปน็ หลกั นายฉ่าํ ทองคาํ
วรรณ ไดเ้ ขยี นเรื่อง “สันนิษฐานเทียบการเขียนอักษรไทยกับอกั ษรขอมในสมัยพ่อขนุ รามคาํ แหง” ไว้
และได้สันนิษฐานวา่ อักษรพ่อขุนรามคาํ แหงทุกตวั ดัดแปลงมาจากอักษรขอมหวัด
หนงั สอื จินดามณเี ล่ม 1 ของหอสมดุ แห่งชาติเลขที่ 11 เป็นสมดุ ไทยดํา มีข้อความ
เหมือนกับจนิ ดามณีฉบบั พระเจ้าบรมโกศ ซึ่งนายขจร สุขพานิช ไดม้ าจากกรงุ ลอนดอน แตค่ ลาดเคลอื่ น
น้อยกวา่ มขี ้อความว่า “อนึ่งมีในจดหมายแต่ก่อนว่า ศกราช 645 มแมศก พญารว่ งเจ้า ไดเ้ มอื งศรีสัชนา
ไลยได้แต่งหนังสอื ไทย แล จ ไดแ้ ตง่ รปู กด็ ี แต่งแม่อกั ษรกด็ ีมิได้ว่าไวแจง้ อนง่ึ แมห่ นังสือแต่ ก กา กน ฯ,ฯ
ถงึ เกอยเมืองขอมก็แต่งมอี ยู่แลว้ เหน็ ว่าพญารว่ งเจา้ จะแตง่ แตร่ ูปอกั ษรไทย” แท้จรงิ พ่อขนุ รามคาํ แหง
มิไดท้ รงแตง่ แต่รูปอักษรไทยเทา่ นน้ั แต่ยงั ไดท้ รงเปลี่ยนอักษรวธิ ีการเขยี นภาษาไทยให้ดีข้ึนกว่าเดิมอีก
ปลายประการ
หนังสือเรยี นวิชาเลือก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาการศึกษาประวตั ิศาสตรส์ โุ ขทยั (3) รหัส สค13014 20
2. มหี นงั สอื ไทยเดมิ ก่อนลายสือไทยหรอื ไม่
ถา้ ลายสอื ไทยนี้บ่มี หมายความว่า หนงั สือไทยชนิดนี้ไม่มี แต่คงจะมีหนังสือไทยแบบอ่ืน
อยู่ก่อนแล้ว ในจารึกหลักเดียวกันนี้ได้กล่าวถึงเมืองสุโขทัย 14 คร้ัง ทุกคร้ังใช้คํา เมืองสุโขทัยนี้ จะ
ตีความวา่ มเี มอื งสโุ ขทัยอยู่กอ่ นแลว้ แลว้ จึงมาตั้งเมืองสุโขทัยข้ึนใหม่กระนั้นหรือ “นี้”เป็นแต่คําชี้เฉพาะ
ถ้าเทียบกับภาษาอังกฤษก็คงจะตรงกับ the เท่าน้ัน มิได้หมายความว่า this เพราะฉะนั้น ที่ว่า ลายสือ
ไทยนี้บ่มี คงมิได้หมายความว่ามีลายสือไทยอ่ืนอยู่แล้ว แต่อาจจะมีหนังสือของไทยอาหมเกิดขึ้น
ทางอัสสัมในเวลาใกล้เคียงกบั การก่อกาํ เนดิ ตัวหนงั สือในสโุ ขทัยกเ็ ป็นได้
ประวตั ิไทยอาหมปรากฏอยู่ในหนังสือบูราณยี คําว่า ยี อาจจะตรงกับ สือ ในลายสือ
หรอื รากศพั ทเ์ ดียวกับ จ่อื ซ่งึ ใชอ้ ยใู่ นภาคเหนอื และภาคอสี าน แปลว่า จดจาํ เชน่ ได้จ่ือจําไว้ บูราณยีบอก
ประวัติผู้ครองราชย์มาตั้งแต่ยุคท่ีนิยมแต่งตํานานเป็นเทพนิยายลงมา ศักราชแรกท่ีกล่าวถึง คือ พ.ศ.
1733 ส่วนใหญ่เผ่าอ่ืนเริ่มมีประวัติเป็นหลักเป็นฐานไม่เก่าไปกว่ายุคไทยอาหม หากเก่ากว่านั้นขึ้นไป จะ
เป็นเรื่องเทพนิยายแบบพงศาวดารเหนือหรือตํานานเก่า ๆ ของเรา ซึ่งเก่ียวกับปาฏิหาริย์เป็นส่วนมาก
ประวัติศาสตร์ไทยทุกเผ่ามาเร่ิมจดเป็นหลักเป็นฐานในยุคพ่อขุนรามคําแหงมหาราชนี้ ตัวหนังสือไทยคง
จะเกิดขึ้นต้นยุคสุโขทัยนี้เอง เม่ือมีตัวหนังสือใช้แล้วก็อาจจะจดเร่ืองราวย้อนหลังขึ้นไปได้อีกสองสามช่ัว
คน
อีกประการหนึง่ ไม่เคยมีผู้พบจารึกภาษาไทยก่อนยุคสุโขทัยขึ้นไปเลย จริงอยู่เป็นไป
ไดว้ า่ คนไทยอาจจะมีตัวอักษรอ่ืนใช้อยู่ก่อนแล้ว แต่เผอิญจารึกหายไปหมด หรืออาจจะเขียนไว้บนไม้ไผ่
หรือส่ิงอื่นท่ีผุพังไปได้ง่ายก็เป็นได้ แต่ถ้ามีตัวอักษรอ่ืนอยู่ก่อนแล้ว ตัวอักษรแบบนั้นก็น่าจะปรากฏข้ึนท่ี
ใดท่ีหน่ึง เพราะดินแดนต้ังแต่อัสสัมถึงเวียดนามและจีนตอนใต้ถึงมลายูมีคนไทยอาศัยอยู่ทั่วไป ทําไมจึง
ไม่ปรากฏตัวอักษรแบบดังกล่าวเลย ไม่วา่ จะจารึกไว้ในรปู ลักษณะใด ๆ ทงั้ สน้ิ
ตวั หนังสือของพ่อขุนรามคาํ แหงมหาราชแพร่หลายเขา้ ไปในล้านนา ดงั ปรากฏในศิลา
จารึกหลักท่ี 62 วัดพระยืนว่า พระมหาสุมนเถรนําศาสนาพุทธนิกายรามัญวงศ์ หรือนิกายลังกาวงศ์เก่า
เข้าไปในล้านนา เม่ือ พ.ศ. 1912 และได้เขียนจารึกด้วยตัวหนังสือสุโขทัยไว้เม่ือ พ.ศ. 1914 ต่อมา
ตัวหนังสือสุโขทัยน้ีได้เปลี่ยนรูปร่าง และอักขรวิธีไปบ้างกลายเป็นตัวหนังสือฝักขาม และล้านนายังใช้
ตัวหนงั สือชนดิ นีม้ าจนถึงสมัยตน้ กรงุ รัตนโกสนิ ทร์
เชียงตุงและเมืองท่ีใกล้เคียงในพม่ามีศิลาจารึกอักษรฝักขาม ซ่ึงดัดแปลงไปจาก
ลายสอื ของพ่อขุนรามคําแหงมหาราชอยู่กว่า 10 หลัก เร่ิมแต่ศิลาจารึกวัดป่าแดง พ.ศ. 1994 เป็นต้นมา
นอกจากนยี้ ังมจี ารกึ ทีเ่ จดียอ์ านันทะในพกุ ามเขยี นด้วยตวั หนงั สือสุโขทัย ประมาณ พ.ศ. 1910–1940 อยู่
หลักหนงึ่
ในประเทศลาวมจี ารกึ เขียนไวท้ ่ีผนงั ถ้ํานางอันใกล้หลวงพระบางด้วยตัวอักษรสุโขทัย
ซ่งึ มลี กั ษณะใกล้เคยี งกบั ตวั หนงั สือสมยั พระเจ้าลิไทย (พ.ศ. 1890–1911)
ไทยขาว ไทยดํา ไทยแดง เจ้าไทยในตังเก๋ีย ผู้ไทยในญวน และลาวปัจจุบันนี้ยังใช้
ตัวอกั ษรท่ีกลายไปจากลายสอื ของพอ่ ขุนรามคําแหงมหาราช
ถ้าคนไทยมีตัวอักษรไทยเดิมอยู่แล้ว ก็คงจะไม่ยอมรับลายสือไทยเข้าไปใช้จน
แพรห่ ลายกว้างขวางไปในหลายประเทศดงั กล่าวมาแล้ว เพราะการเปลย่ี นแปลงให้ผิดไปจากของที่เคยชิน
แลว้ ทาํ ได้ยากมาก เปน็ ต้นวา่ เราเคยเขยี นคาํ ว่า “นา้ํ ” บดั น้อี อกเสยี เป็น “น้าม” แตก่ ็มไิ ด้เปลี่ยนวิธีเขียน
ใหต้ รงกบั เสยี ง
หนังสือเรยี นวิชาเลือก สาระการพฒั นาสังคม รายวชิ าการศกึ ษาประวัติศาสตรส์ โุ ขทยั (3) รหสั สค13014 21
ในชนั้ แรกเมื่อคนไทยมิไดเ้ ปน็ ชนชัน้ ปกครอง ก็จําเป็นจะตอ้ งเรียนตวั หนังสือท่ที าง
ราชการบ้านเมอื งใชอ้ ยู่ เพอื่ อ่านประกาศของทางราชการให้เข้าใจ ถ้าจะประดิษฐ์ตัวหนังสือข้ึนใช้เอง จะ
ไปบังคับใครให้มาเรียนหนังสือดังกล่าว เมื่อใดคนไทยได้เป็นชนชั้นปกครองข้ึน ก็น่าจะดัดแปลง
ตัวหนังสอื ทใ่ี ช้กันอย่ใู นถน่ิ น้ันมาเป็นตัวหนงั สอื ของไทย เชน่ คนไทยในเมืองจีนคงดัดแปลงตัวหนังสือจีน
มาใช้ คนไทยในลา้ นนาคงจะดัดแปลงตัวหนังสือมอญซึ่งนิยมใช้กันในถ่ินน้ีมาก่อน ส่วนพ่อขุนรามคําแหง
มหาราชก็น่าจะดัดแปลงตัวหนังสือขอมซึ่งนิยมใช้กันอยู่แถวลุ่มนํ้าเจ้าพระยามาแต่เดิม หากมีตัว
อักษรไทยเดิมอยู่แล้ว พ่อขุนรามคําแหงมหาราชคงจะทรงใช้ตัวอักษรไทยเดิม หรือทรงดัดแปลงจากน้ัน
บ้างเลก็ น้อยแทนท่ีจะดดั แปลงจากอกั ษรขอมเป็นสว่ นใหญ่ แท้จรงิ นน้ั มีเค้าเงือ่ นอยู่ในพงศาวดารเหนือว่า
พ่อขุนรามฯ ได้ทรงอาศัยนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่เช่ียวชาญตัวหนังสือชาติต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงไทย
ยกเว้นแต่จีนเพราะจนี ใช้หลักการเขียนหนังสือเป็นรูปภาพผิดกับหลักการเขียนเป็นรูปพยัญชนะและสระ
แบบของไทย รูปอักษรของพ่อขุนรามคําแหงคล้ายตัวหนังสือลังกา บังคลาเทศ ขอม และเทวนาครี ฯลฯ
เป็นต้นว่า ตัว จ ฉ หันหน้าไปคนละทางกับอักษรขอม แต่หันไปทางเดียวกับตัวอักษรลังกาท่ีมีใช้อยู่ก่อน
แล้ว
สมัยพ่อขุนรามคําแหงยังไม่มีไม้หันอากาศ แต่ใช้พยัญชนะตัวเดียวกันหรือวรรค
เดียวกนั เขยี นติดกนั เช่น อนน แทน อนั และ อฏฐ แทน อัฏฐ
พ่อขุนรามคําแหงทรงประดิษฐ์ลายสือไทยขึ้น โดยมิได้ทรงทราบว่ามีตัวหนังสือไทย
เดิมอยู่ก่อน ข้อพิสูจน์ข้อหลังคือ ไทยอาหมและไทยคําที่ (ขําต้ี) ออกเสียงคํา อัน คล้ายกับคํา อาน แต่
เสียงสระสั้นกว่า และออกเสียง อัก-อาก อังอาง อัด-อาด อับ-อาบ เหมือนกับตัวหนังสือของเราโดยออก
เสียงคําตนสั้นกว่าคําหลังในคู่เดียวกัน แต่ออกเสียง อัว ว่า เอา เพราะถือหลักการท่ีกล่าวมาข้างต้นแล้ว
ว่า อัว คือ อาว ที่เสียงสระส้ันลง พ่อขุนรามคําแหงทรงใช้ อาว (คืออัว) เป็นสระ อัว แทนท่ีจะเป็นสระ
เอา หากคนไทยเคยอ่าน อัว เป็น เอา ซึ่งถูกตามหลักภาษาศาสตร์มาแต่เดิมแล้วคงยากที่จะเปลี่ยนแก้ให้
อ่านเป็น อัว ซึ่งขัดกับความเคยชิน ฉะน้ันจึงน่าเชื่อว่า พ่อขุนรามคําแหงทรงประดิษฐ์ตัวหนังสือไทยข้ึน
โดยมิไดท้ รงทราบว่ามตี วั หนังสือไทยเดิมอย่กู อ่ นแลว้
พ่อขุนมังรายมหาราช (เป็นพระนามที่ถูกต้องของพระยาเม็งราย) คงจะได้ดัดแปลง
ตัวอักษรมอญมาใช้เขียนหนังสือไทยในเวลาใกล้เคียง ดังตัวอย่างอักษรในจารึกลานทองสุโขทัย พ.ศ.
1919
ส่วนไทยอาหมคงสรา้ งตวั หนงั สือขน้ึ ในระยะเวลาใกลเ้ คยี งกบั ตวั หนังสือสุโขทัย ทั้งน้ี
เพราะคนไทยเริ่มจะสร้างอาณาจักรเป็นปึกแผ่นกว้างขวางออกไปในระยะนั้น อย่างไรก็ดี นักอ่านศิลา
จารึกหลายท่านเช่ือวา่ รูปตัวอักษรของไทยอาหมชีใ้ หเ้ ห็นวา่ อักษรไทยอาหมพึ่งเกิดใหม่หลังอักษรพ่อขุน
รามคาํ แหงเป็นระยะเวลานานทีเดยี ว
3. ลักษณะพเิ ศษของลายสอื ไทย
3.1. ลายสือไทยของพ่อขุนรามคําแหงมหาราชมีลักษณะพิเศษกว่าตัวอักษรของชาติ
อ่ืนซึ่งเป็นลูกศิษย์ของชาวอินเดียวกล่าวคือ ชาติอื่นขอยืมตัวหนังสือของอินเดียมาใช้โดยมิได้ประดิษฐ์
พยญั ชนะ และสระเพ่ิมข้ึนให้พอกับเสียงพูดของคนในชาติ ยกตัวอย่างเช่น เขมรโบราณ เขียน เบก อ่าน
ออกเสียงเป็น เบก แบก หรือ เบิก ก็ได้ ไทยใหญ่เขียน ปีน อ่านออกเสียเป็น ปีน เป็น หรือ แปน ก็ได้
เวลาอ่านจะต้องดคู วามหมายของประโยคกอ่ น จึงจะอ่านออกเสียใหถ้ ูกต้อง
หนงั สือเรียนวิชาเลือก สาระการพฒั นาสงั คม รายวชิ าการศึกษาประวตั ิศาสตร์สโุ ขทยั (3) รหสั สค13014 22
พอ่ ขุนรามคาํ แหงมหาราชทรงประดิษฐ์ตัวพยัญชนะสระอีกทั้งวรรณยุกต์ข้ึน เป็นต้น
ว่าได้เพ่ิม ฃ ฅ ซ ฎ ด บ ฝ ฟ อ สระอึ อือ แอ เอือ ฯลฯ ไม้เอก ไม้โท (ในรูปกากบาท) จนทําให้สามารถ
เขียนคาํ ไทยไดท้ ุกคํา
3.2. อักขรวิธีท่ีใช้ สามารถเขียน ตาก-ลม แยกออกไปจากตา-กลม ทําให้อ่าน
ขอ้ ความได้ถูกตอ้ งไมก่ ํากวม กลา่ วถือ ถ้าเปน็ อกั ษรควบกล้ําใหเ้ ขยี นตดิ กัน ส่วนตัวสะกดให้เขียนแยกห่าง
ออกไป เช่น ตา-กลม เขียนเป็น ตา กลํ ส่วน ตาก-ลม เขียนเป็น ตา ก ลํ
3.3. ตัวหนังสือแบบพ่อขุนรามฯ ยังมีลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ นําสระมาเรียง
อยู่ระดับเดียวกับพยัญชนะแบบเดียวกับตัวหนังสือของชาติตะวันตกท้ังหลาย น่าเสียดายที่สระเหล่าน้ัน
ถูกดึงกลับไปไว้ข้างบนตัวพยัญชนะบ้าง ข้างล่างบ้างในสมัยต่อมา ทั้งนี้เพราะคนไทยเคยชินกับวิธีเขียน
ขา้ งบนขา้ งลา่ งตามแบบขอมและอินเดีย ซ่ึงเป็นต้นตําหรับดั้งเดิม ถ้ายังคงเขียนสระแบบพ่อขุนรามฯ อยู่
เราจะประหยัดเงนิ ค่ากระดาษลงได้หนงึ่ ในสามทีเดียว เพราะทุกวันน้ีจะต้องท้ิงช่องว่างระหว่างบรรทัดไว้
เพ่ือเขียนส่วนล่างของ ฏ ฐ สระ อุ อู วรรณยุกต์ และสระอือ รวมเป็นช่องว่างท่ีต้องเตรียมไว้สี่ส่วนให้
เขียนได้ไม่ซ้อนกัน ย่ิงมาถึงยุคคอมพิวเตอร์ การเก็บข้อมูล และการค้นหาข้อมูลจะประหยัดท้ังเวลาและ
ค่าใช้จา่ ยไดม้ หาศาล แต่ตัวอักษรไทยในปัจจุบันบรรทัดเดียวคอมพิวเตอร์จะต้องกวาดผ่านตลอดบรรทัด
ไปถงึ ๔ ครง้ั กลา่ วคอื คร้ังแรกกวาดพวกวรรณยกุ ต์ ครง้ั ทส่ี องกวาดพวกสระบน เช่น สระอี อึ คร้ังที่สาม
กวาดพวกพยัญชนะและคร้ังท่ีสี่กวาดพวกสระล่าง คือ สระ อุ อู จึงทําให้เสียเวลาเป็นส่ีเท่าของตัวอักษร
ของอังกฤษ ซ่ึงเคร่ืองคอมพิวเตอร์จะกวาดเพียงบรรทัดละครั้งเดียว ถ้าใช้อักขรวิธีแบบของพ่อขุน
รามคําแหงมหาราช เครื่องคอมพิวเตอร์จะกวาดเพียงบรรทัดละสองคร้ัง ลดเวลาและค่าใช้จ่ายลงได้กว่า
ครงึ่ ถา้ ยิง่ ดัดแปลงให้วรรณยุกต์ไปอยบู่ รรทัดเดียวกบั พยญั ชนะเสยี ด้วย ก็จะลดคา่ ใชจ้ ่ายลงไดก้ วา่ สีเ่ ท่า
3.4. ลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่งของตัวหนังสือพ่อขุนรามคําแหงมหาราช คือ
พยัญชนะทุกตัวเขียนเรียงอยู่บรรทัดเดียวกัน ไม่มีตัวพยัญชนะซ้อนกันเหมือนตัวหนังสือของเขมร มอญ
พม่า และไทยใหญ่ เช่น เขียน อฏฐ แทนท่ีจะเป็น อฏฐ เซเดย์ได้กล่าวไว้ว่า การที่พระองค์ได้ทรงแก้ไข
ตัวอักษรของชาวสุโขทัยให้เรียงเป็นแนวเดียวกันได้นั้นเป็นการสําคัญยิ่ง แลควรท่ีชาวสยามในปัจจุบันน้ี
จะรู้สึกพระคุณ และมีความเคารพนับถือท่ีพระองค์ได้ทรงจัดแบบอักษรไทยให้สะดวดขึ้น ข้อน้ีให้มาก
อนึ่ง ในสยามประเทศทุกวันน้ีการคิดแบบเคร่ืองพิมพ์ดีดและการพิมพ์หนังสือได้เจริญรุ่งเรือง เป็น
ประโยชน์ยิ่งในวิชาความรู้แลทางราชการนับว่าเพราะพ่อขุนรามคําแหง ได้ทรงพระราชดําริเปลี่ยน
รูปอักษรขอมและเรียงพยัญชนะเป็นแนวเดียวกันให้สะดวกไว้ ส่วนบรรดาประเทศที่ยังใช้วิธีซ้อนตัว
พยัญชนะ เช่นประเทศเขมรและประเทศลาว การพิมพ์หนังสือของประเทศเหล่าน้ันเป็นการยาก ไม่สู้
จาํ เรญิ แลยงั ไม้มผี ้ใู ดในชาตินัน้ ๆ ได้คิดจะออกแบบพิมพด์ ีดสําหรับตวั อักษรของตน ๆ เลย (พ.ศ. 2468)
3.5. ตัวอกั ษรทกุ ตวั สงู เท่ากัน หางของ ศ ส กข็ ดี ออกไปขา้ ง ๆ แทนท่ีจะสูงข้ันไปกว่า
อักษรตัวอื่น ๆ หางของ ป และ ฝ สูงกว่าอักษรตัวอ่ืน ๆ เพียงนิดเดียว สระทุกตัวสูงเท่ากับพยัญชนะ
รวมท้ังสระ โอ ใอ และ ไอ ตัวอักษรแบบนี้เม่ือตีพิมพ์หางตัว ป และสระข้างล่าง ข้างบนจะไม่หักหายไป
อย่างปจั จุบัน ไมต่ ้องคอยตรวจซอ่ มกันอยตู่ ลอดเวลา
หนงั สอื เรยี นวชิ าเลือก สาระการพฒั นาสงั คม รายวชิ าการศึกษาประวัติศาสตร์สุโขทยั (3) รหสั สค13014 23
3.6. พอ่ ขุนรามคําแหงมหาราชทรงประดิษฐร์ ูปแบบตัวอักษรไทยให้เขยี นไดง้ ่ายและ
รวดเร็ว พยัญชนะแต่ละตวั ต่อเป็นเสน้ เดียวตลอด ในขณะที่ตวั หนังสือขอมต้องเขยี นสองหรือสามเสน้ ต่อ
พยญั ชนะตวั หนึง่
3.7. ประการสุดท้าย พ่อขนุ รามคําแหงมหาราชทรงประดิษฐร์ ปู วรรณยกุ ต์ขน้ึ ทําให้
สามารถอ่านความหมายของคําไดถ้ ูกตอ้ งโดยไม่ต้องดูขอ้ ความประกอบทั้งประโยค สมมติว่าเราเข้าใจ
ภาษาไทยใหญเ่ ปน็ อย่างดี แต่ถ้าจะอ่านภาษาไทยใหญ่ เขาเขียน ปนี คาํ เดยี วอาจจะอ่านเปน็ ปนี ปน่ี ป้นี
ปน๊ี ปน๋ี เป็น เป่น เปน้ เป๊ เป๋น แปน แปน่ แป้น แป๊น และ แป๋น รวมเป็น 15 คํา ถ้าไม่อ่านขอ้ ความ
ประกอบจะไมท่ ราบวา่ คําที่ถูกตอ้ งเป็นคาํ ใดกนั แน่ แต่ตวั หนงั สือของพ่อขุนรามคําแหงมหาราช อ่านได้
เป็น ปีน แตอ่ ย่างเดียว
หนังสือเรยี นวชิ าเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาการศกึ ษาประวัติศาสตร์สุโขทัย(3) รหัส สค13014 24
กิจกรรมทา้ ยบท
เร่อื ง กําเนดิ ลายสือไทย
1.คําชแ้ี จง จงกาเครอื่ งหมาย x ทบั ข้อทถ่ี ูกตอ้ ง
1 .ใครเปน็ คนประดิษฐ์ลายสอ่ื ไทย
ก. พ่อขนุ ศรีอินทราทติ ย์
ข. พระมหาธรรมราชาลิไท
ค. พ่อขุนรามคําแหง
ง. พ่อขนุ ศรนี าว
2. ตรงกบั อกั ษรไทยตัวใดในปจั จบุ นั
ก. ก
ข. ข
ค. ค
ง. ง
3. ตรงกบั อักษรไทยตวั ใดในปจั จุบัน
ก. ษ
ข. บ
ค. น
ง. ป
4. ขอ้ ใดไม่เปน็ ลกั ษณะพิเศษของลายสือไทย
ก. ตวั เลขดัดแปลงมาจากตวั เลขขอม
ข. นาํ สระมาเรียงอยู่ระดับเดียวกบั พยัญชนะ
ค.ตัวอกั ษรทุกตวั มสี ูงบางตํา่ บ้าง
ง. พยญั ชนะทุกตวั เขียนเรียงอยู่บรรทัดเดยี วกนั
5. อนน เขยี นแทนอะไรในสมัยพ่อขนุ รามคําแหง
ก. อานนท์ ข. อนั
ค. อะนน ง. อนน
หนังสือเรยี นวชิ าเลอื ก สาระการพฒั นาสังคม รายวิชาการศกึ ษาประวตั ิศาสตร์สโุ ขทัย(3) รหัส สค13014 25
6. การเขยี นตวั อักษรในสมยั รัชกาลพญาลไิ ทเปน็ อย่างไร
ก. รปู สระ อิ อี อื อยูบ่ นพยัญชนะ อุ อู อยลู่ ่าง
ข. เพิ่มตวั ฤา ฦา
ค. รูปสระ ใ ไ โ สงู ขึน้ เกนิ พยญั ชนะ
ง. ถูกทุกข้อท่ีกลา่ วมา
7. สระออื สระออ เมื่อไม่มีตัวสะกดใช้ อ เคียง ใช้สมัยใด
ก. พอ่ ขุนรามคําแหง
ข. พญาลิไท
ค. สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช
ง. พอ่ ขุนศรีอนิ ทราทติ ย์
8. สมยั พอ่ ขุนรามคําแหงใชว้ รรณยกุ ต์อะไร
ก. ไมเ้ อก
ข. ไม้โท
ค. จตั วา
ง. ถกู ทงั้ ข้อ ก และ ข
9.พ่อขุนรามคาํ แหงมหาราชทรงประดษิ ฐ์อักษรไทยขน้ึ เปน็ คร้ังแรกเม่ือปี พ.ศ. ใด
ก. พ.ศ.1825 ข. พ.ศ.1826
ค. พ.ศ.1827 ง. พ.ศ.1828
10. ปัจจบุ นั ประเทศไทยมพี ยัญชนะกี่ตวั สระก่ีตัว ลัวรรณยุกตก์ ต่ี วั
ก. พยัญชนะ 44 ตัว สระ 21 ตัว และวรรณยกุ ต์ 4 ตัว
ข พยญั ชนะ 44 ตัว สระ 25 ตัว และวรรณยกุ ต์ 5 ตัว
ค. พยญั ชนะ 44 ตวั สระ 28 ตวั และวรรณยกุ ต์ 4 ตวั
ง. พยญั ชนะ 44 ตัว สระ 23 ตวั และวรรณยุกต์ 4 ตวั
หนงั สือเรยี นวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาการศกึ ษาประวตั ิศาสตร์สโุ ขทัย(3) รหสั สค13014 26
2. คําชีแ้ จง จงตอบคําถามต่อไปนี้
1.จงอธิบายลกั ษณะพเิ ศษของลายสือ่ ไทยทีพ่ ่อขุนรามทรงประดิษฐ์
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
หนงั สือเรยี นวิชาเลือก สาระการพฒั นาสงั คม รายวชิ าการศึกษาประวตั ิศาสตรส์ ุโขทยั (3) รหัส สค13014 27
บทที่ 4
ศลิ าจารึก
ศิลาจารกึ เปน็ สงิ่ ทใี่ ห้ความรใู้ นด้านภาษาศาสตร์ อักษรศาสตร์ และนริ ุกติศาสตร์ เป็นสว่ นใหญ่
ในส่วนของเนื้อหาสาระ ถือเป็นเอกสารประวตั ศิ าสตร์ ทแ่ี สดงวัฒนธรรมของชนชาตเิ จ้าของจารึก วา่ มี
ความเป็นมาอยา่ งไร
พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว ครัง้ ยงั ดํารงพระอสิ รยิ ยศ เปน็ สมเดจ็ พระเจ้าน้องยาเธอ
เจ้าฟ้ามงกฏุ ขณะทรงผนวชได้เสดจ็ จารกิ ไปยังทอ้ งถิ่นตา่ ง ๆ ทรงคน้ พบศิลาจารึกสโุ ขทัยหลกั ที่ 1 อนั
เปน็ หลักลายสือไทยของพ่อขุนรามคาํ แหงมหาราช ณ ตาํ บลเมืองเกา่ อําเภอเมืองสุโขทยั เมือ่ ปี พ.ศ.
2376 จากน้นั ก็ได้มกี ารศกึ ษาค้นควา้ เรอ่ื งราวของศิลาจารกึ อีกหลายหลัก ทกี่ ลา่ วถงึ เหตุการณ์ในสมยั
สโุ ขทัย
ศลิ าจารกึ ที่สลักขนึ้ ในสมัยสุโขทยั ทมี่ กี ารชําระ และแปลแลว้ นาํ มาพิมพร์ วบรวมไวใ้ น ประชุม
จารกึ สยามภาคท่ี 1 พ.ศ.2467 มีจาํ นวน 15 หลกั จากน้ันไดม้ ีการศึกษาเพม่ิ เตมิ และจัดพิมพ์เผยแพร่
โดยมีหอสมดุ แห่งชาตเิ ป็นหน่วยหลักหลายครงั้ เฉพาะที่เป็นจารกึ สมัยสโุ ขทยั ได้มกี ารรวบรวมจัดพิมพ์
อกี ในหนังสือจารึกสมัยสโุ ขทัย โดยกรมศิลปากร เนือ่ งในโอกาสฉลอง 700 ปี ลายสอื ไทย พ.ศ.2526 ได้
จดั กลุ่มจารกึ สุโขทัยตามลกั ษณะของตวั อักษร จาํ แนกไวเ้ ป็น 5 กลุ่ม คือ
- จารึกทีใ่ ช้อักษรไทยสุโขทัย
- จารึกทใี่ ช้อกั ษรขอมสโุ ขทัย
- จารกึ ทใี่ ช้อักษรไทยขึน้ ตน้ และต่อด้วยอกั ษรขอมสโุ ขทยั
- จารึกทใ่ี ช้อกั ษรขอมขึ้นตน้ และต่อดว้ ยอักษรไทยสโุ ขทยั
- จารึกทใ่ี ช้อกั ษรไทยสโุ ขทยั ข้ึนต้น และต่อดว้ ยอักษรธรรมล้านนา
จารกึ สโุ ขทยั ท่ีพบและอา่ นแล้วมจี าํ นวนไมน่ ้อยกว่า 100 หลัก ทสี่ ําคัญมี ดงั น้ี
1. ศิลาจารึกพอ่ ขนุ รามคําแหง ทาํ จากหนิ ทรายแปง้ ลักษณะเปน็ หลักสเี่ หล่ียมด้านเทา่ ทรง
กระโจม หรือทรงยอ กว้างด้านละ 35 เซนติเมตร สงู 111 เซนตเิ มตร จารึกอักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย ปี
พ.ศ.1835 เรียกศิลาจารึกหลักนว้ี ่า จารกึ หลักที่ 1 ปัจจบุ ันอยทู่ ี่พพิ ิธภณั ฑสถานแห่งชาติ
เมอ่ื ปี พ.ศ.2376 พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว คร้ังดาํ รงพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจา้
น้องยาเธอเจ้าฟา้ มงกุฎ ขณะทรงผนวชไดเ้ สดจ็ จารกิ หัวเมืองฝา่ ยเหนอื ถงึ เมืองเก่าสุโขทัย ทรงพบศลิ าจารึก
หลักน้พี รอ้ มพระแทน่ มนังคศลิ าบาตร ณ โคกปราสาทรา้ ง จึงได้โปรดให้นําเข้ากรุงเทพ ฯ ในขน้ั แรก
เก็บรักษาไว้ท่วี ัดราชาธวิ าส เพราะทรงประทบั อยู่ ณ ท่ีวดั นั้น ต่อมาเม่ือทรงยา้ ยไปประทบั ท่ีวัดบวรนิเวศ
วิหาร จงึ โปรดให้ยา้ ยไปไวท้ ่ีวัดบวร ฯ
หนงั สอื เรยี นวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาการศกึ ษาประวตั ิศาสตรส์ ุโขทยั (3) รหัส สค13014 28
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ ฯ ทรงอ่านศลิ าจารึกหลกั นี้ได้เปน็ พระองค์แรก เมอ่ื ปี พ.ศ.2379
และหอสมดุ วชิรญาณได้จัดพิมพ์เปน็ ครั้งแรก เมือ่ ปี พ.ศ.2440
เมื่อไมน่ านมานี้ไดม้ ีผูท้ ถี่ ูกเรยี กกันว่าเป็นนักวิชาการบางคน และพรรคพวกที่มีความเห็นอยา่ ง
เดียวกัน บางพวกไมเ่ ชื่อวา่ เป็นศิลาจารึกที่พ่อขุนรามคําแหงสรา้ งข้นึ ไวเ้ มื่อประมาณ เจด็ ร้อยปกี ่อน จงึ ได้มี
การพสิ จู น์ทางด้านวทิ ยาศาสตร์ ตามทีส่ มเดจ็ พระเจ้าพ่ีนางเธอ เจ้าฟา้ กัลยาณิวฒั นา กรมหลวงนราธิวาส
ราชนครินทร์ ทรงเสนอแนะไวใ้ นคราวประชมุ ใหญ่ ฯ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2532 โดยมอบหมายให้
นกั วทิ ยาศาสตร์ ประจํากรมศิลปากร และกรมทรัพยากรธรณี ทําการวจิ ยั เรื่อง การพิสจู นศ์ ลิ าจารึกหลกั ที่
1 ด้วยวิธวี ิทยาศาสตร์ โดยนาํ ศิลาจารกึ ท่ีทําดว้ ยหินทรายแป้ง ชนิดเดียวกับศิลาจารกึ หลักท่ี ๑ และถูกทง้ิ
กราํ แดดกรําฝน คอื ศิลาจารึกวัดพระบรมธาตนุ ครชุม เมอื งกําแพงเพชร (จารึกหลักที่ 3) ศลิ าจารึกวดั
มหาธาตุ (จารกึ หลกั ที่ 45) พระแทน่ มนังคศิลาบาตร และจารกึ ชีผา้ ขาวเพสสันดรวดั ขา้ วสารมา
เปรียบเทียบกัน ผู้วจิ ัยได้ใช้แว่นขยายรงั สอี ลั ตรา้ ไวโอเลต และรังสอี นิ ฟราเรด กล้องจุลทรรศน์อเิ ลคตรอน
เป็นเคร่ืองมือสาํ คัญในการตรวจพสิ จู น์ เมอ่ื เปรยี บเทียบวเิ คราะห์หลาย ๆ จดุ บนตวั อยา่ งแตล่ ะตวั อยา่ งแล้ว
หาคา่ เฉลีย่ พบว่า ความแตกต่างขององคป์ ระกอบท่ผี วิ กับส่วนท่ีอยู่ข้างในของศลิ าจารึกหลักที่ 1 หลกั ที่ 3
และหลกั ท่ี 45 มสี ัดสว่ นใกล้เคยี งกนั จงึ สรุปผลการพิสจู นว์ ่า
"ผลปรากฏว่าผวิ ของหินตรงรอ่ งที่เกดิ จากการจารึกตวั อกั ษรมปี ริมาณแคลไซด์ ลดลงมากใกลเ้ คียง
กบั ผวิ สว่ น อ่ืน ๆ ของศลิ าจารกึ หลกั ที่ 1 จนสามารถมองเห็นเป็นชั้นที่มคี วามแตกต่างได้ชดั เจน แสดงว่า
เปน็ การจารึกในชว่ งเวลาเดยี วกัน หรือใกล้เคียงกันกบั การสกัดกอ้ นหินออกมาเป็นแท่งแลว้ ขัดผวิ ใหเ้ รียบ
มใิ ช่เป็นการนาํ แท่งหินท่ีขัดผิวไวเ้ รียบร้อยในสมัยสโุ ขทัย แล้วนํามาจารกึ ขนึ้ ใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ "
จากความจริงที่พิสจู นไ์ ดท้ างวิทยาศาสตร์ดังกลา่ ว แสดงวา่ ศิลาจารกึ หลกั ที่ 1 ได้ผ่านกระบวนการ
สกึ กรอ่ นผสุ ลายมาเป็นเวลาหลายรอ้ ยปี ใกล้เคียงกบั ศิลาจารกึ หลกั ท่ี 3 หลักที่ 45 และหลักที่กลา่ วถึง
ชีผ้าขาวเพสสันดร จึงเปน็ อนั ยตุ วิ า่ ศิลาจารึกหลักท่ี 1 เปน็ ของด้ังเดิม มใิ ชท่ ําขึ้นใหม่ อย่างทก่ี ลมุ่ คนบาง
จําพวกยกเป็นประเดน็ ขึ้นมา สาระสําคัญของศลิ าจารึกหลักท่ี 1 เบ้อื งต้นเป็นการบอกเลา่ พระราช
ประวัติพ่อขนุ รามคําแหง ซึ่งทรงบอกเล่าด้วยพระองค์เอง ตั้งแตท่ รงพระเยาว์จนถึงขน้ึ ครองราชย์ แสดงให้
เหน็ ถงึ ความอุดมสมบูรณข์ องสุโขทยั และวิถีชวี ิตของคนไทยในสมัยสุโขทัย ทอ่ี ยู่ร่วมกนั ด้วยนํา้ ใจไมตรี
เคารพในสิทธเิ สรีภาพของกันและกัน ความมใี จบุญสุญทาน เออื้ อาทรกนั ให้ทานและรักษาศลี กนั เปน็
ประจาํ
ในจารกึ ให้ข้อมลู วา่ พอ่ ขนุ รามคําแหงทรงคดิ ประดษิ ฐ์อกั ษรไทยขน้ึ ในปมี หาศักราช 1205 ซ่ึงตรง
กับ ปี พ.ศ.1826 ตอ่ มาในปี มหาศกั ราช 1214 (พ.ศ.1835) พอ่ ขนุ รามคาํ แหงทรงให้ชา่ งนาํ หินทรายแป้ง
มาทําพระแท่นชอื่ พระแท่นมนงั คศิลาบาตร ตง้ั ไว้ท่กี ลางดงตาล ในวนั พระแปดคาํ่ สบิ หา้ คาํ่ จะนิมนต์พระ
เถระขึน้ น่ังบนพระแทน่ แล้วแสดงธรรมให้ลกู จ้าวลกู ขุนไพร่ฟา้ ขา้ ไท ทว่ ยป่ัง ทว่ ยนางทง้ั หลายไดส้ ดับ
ตรับฟัง ในวันธรรมดาพ่อขุนรามคาํ แหง ทรงขน้ึ ประทับนัง่ ว่าราชการงานเมือง และตัดสินคดคี วามท่ีไพร่ฟ้า
หน้าปกมาร้องทุกข์ ทรงโปรดให้แขวนกระดงิ่ ไว้ เพ่ือให้ผู้ท่มี ีความทกุ ข์รอ้ นมาสัน่ กระดิง่ ร้องทุกข์
หนังสอื เรียนวชิ าเลือก สาระการพฒั นาสงั คม รายวชิ าการศึกษาประวัติศาสตร์สโุ ขทัย(3) รหัส สค13014 29
ด้านการพระพุทธศาสนา พ่อขนุ รามคาํ แหงทรงอาราธนาพระภกิ ษุสงฆ์ฝา่ ยลังกาวงศ์ จาก
นครศรีธรรมราชมาร่วมกบั ภิกษสุ งฆฝ์ า่ ยเถรวาทเดมิ ผู้สบื ทอดมาแตพ่ ระโสนะเถระ และพระอตุ รเถระให้มา
อบรมสงั่ สอนชาวสโุ ขทัย ปรากฏว่าพระภิกษสุ งฆ์ฝา่ ยคามวาสี และอรัญวาสีอย่างชดั เจน มกี ารตั้งสมณศักด์ิ
เปน็ ปคู่ รู เถระ มหาเถระ แก่พระภกิ ษุผดู้ ํารงตําแหน่งในทางปกครอง คนสุโขทยั ในสมัยนนั้ จึงทรงศลี เม่ือ
พรรษาทุกคน โดยวนั ธรรมดารกั ษาศีลหา้ ในวันธรรมสวนะ หรอื วันพระรักษาศีลแปด หรือศีลอโุ บสถ
ตามแต่ศรัทธา
ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง มีงานนักขัตฤกษ์เผาเทียนเลน่ ไฟ อนั เป็นทีม่ าของงานประเพณีลอย
กระทงเผาเทียนเลน่ ไฟ ซึง่ เปน็ งานท่ียิ่งใหญ่ของชาวสโุ ขทัย มีชอ่ื เสียงไปท่ัวโลก
ด้านการปกครอง จารกึ ไว้ว่ามอี าณาเขตกวา้ งใหญ่ไพศาล ทศิ ตะวันออกต้ังแต่สรลวงสองแคว
(พิษณโุ ลก) เลย จากลุมบาจายสะคาไปถึงเวยี งจันทน์ ทศิ ใต้ตั้งแต่สพุ รรณบรุ ี ราชบรุ ี เลยนครศรีธรรมราช
ไปสดุ แผ่นดินจดทะเลมหาสมุทร ทิศตะวนั ตกเลยเมืองฉอด ไปถงึ เมืองหงสาวดมี ีมหาสมุทรเปน็ แดน ทิศ
เหนอื ถงึ แพร่ นา่ น ข้ามฝ่งั โขงไปถงึ เมืองหลวงพระบาง
2. ศิลาจารกึ วัดศรีชุม เรียกวา่ ศลิ าจารึกหลกั ที่ 2 ทําด้วยหนิ ดนิ ดานเป็นรปู ใบเสมา กว้าง 67
เซนติเมตร สูง 275 เซนติเมตร หนา 8 เซนตเิ มตร ดา้ นที่หน่ึงจารึกอักษรไทยสโุ ขทยั ภาษาไทย มี 107
บรรทัด ดา้ นท่สี องมี ตถ บรรทัด มอี ายุประมาณ ปี พ.ศ.1880 - 1910 นายพลโท พระยาสโมสรสรรพการ
เม่ือครั้งเป็นทห่ี ลวงสโมสรพลการ พบที่อโุ มงคว์ ดั ศรีชุม เมืองเกา่ สุโขทยั เมอ่ื ปี พ.ศ.2430 ปจั จุบนั อยู่ท่ี
พพิ ิธภณั ฑสถานแห่งชาติพระนคร
สาระสําคญั ของจารึกหลักน้ี สมเดจ็ พระมหาเถรศรีศรัทธาราชจฬุ ามนุ ีศรีรัตนลังกาทีปมหาสามี
เปน็ เจ้าไดใ้ ห้ศษิ ยข์ องทา่ น จารทําบอกเล่าใหเ้ ราใหท้ ราบเร่ืองของคนไทยสมัยก่อนพ่อขนุ ศรอี ินทราทิตย์
ครองกรุงสุโขทัย ทรงเลา่ ไวว้ ่า ท่านเกิดในนครสรลวงสองแคว (พิษณโุ ลก) เป็นโอรสพระยาคาํ แหงพระราม
เป็นหลานปูพ่ อ่ ขุนนาวนาํ ถม หรือพระยาศรีนาวนําถม ซึง่ เสวยราชยใ์ นนครสองอัน อันหนึง่ ช่อื นครสุโขไท
อกี อันหน่งึ ช่ือ นครสรีเสชนาไล (ศรีสชั นาลยั ) ภายหลงั ประทับอย่ทู ี่นครสุโขทยั แห่งเดยี ว ส่วนนครศรีสัชนา
ลยั นน้ั ทรงต้ังขนุ ยี่ คือ อุปราชปกครอง โอรสองคโ์ ตช่ือ ขนุ ผาเมอื ง ให้ไปครองเมอื งราด เมอื งลมุ เปน็ ราช
บุตรเขยของผฟี า้ เจ้าเมืองศรโี สธรปุระ (พระเจา้ ชยั วรมนั ท่ีแปด) และดํารงตาํ แหน่งยุวราชแห่งศรีโสธรปรุ ะ
ด้วย โอรสอีกองคห์ นึง่ ชอื่ พระยาคําแหงพระราม (พระบดิ าสมเด็จพระมหาเถรศรศี รัทธา ฯ) ให้ครองนคร
สรลวงสองแคว
เม่อื สิ้นพ่อขนุ นาวนาํ ถมแลว้ ขอมสบาดโขลนลาํ พง ยดึ อาํ นาจการปกครอง พ่อขุนบางกลางหาว
ซ่ึงดํารงตาํ แหน่งขนุ ยีค่ รองนครศรสี ัชนาลัย จึงขึ้นไปเมืองบางยาง ไดร้ วบรวมพลรว่ มกับพ่อขุนผาเมืองผูเ้ ป็น
สหาย โดยจดั ทัพแยกกันเปน็ สองทาง ขุนบางกลางหาวยกกําลงั เข้ายึดศรสี ัชนาลยั คนื ได้แล้ว กน็ าํ กําลงั มา
รวมกบั กําลังของขนุ ผาเมืองที่เมืองบางขลงั แต่แตง่ กลอบุ ายให้ขอมสบาดโขลนลําพงยกกําลงั ไปรบกับขุน
บางกลางหาว แลว้ ขนุ ผาเมืองก็ยกกําลงั เข้ายดึ สุโขทัยได้ ขอมสบาดโขลนลําพงเสียรูแ้ ตกกลับไป
หนงั สือเรยี นวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าการศึกษาประวัติศาสตรส์ ุโขทยั (3) รหัส สค13014 30
ขุนผาเมืองเชญิ ขนุ บางกลางหาวเข้าเมอื งสุโขทยั แลว้ อภิเษกใหค้ รองเมืองสโุ ขทัย พรอ้ มท้งั ใหน้ าม
เกยี รตขิ องตนท่ีได้จากผฟี า้ เจ้าเมอื งศรีโสธรปรุ ะว่า ศรีอินทรบดนิ ทราทติ ย์ ขุนบางกลางหาวจงึ มพี ระนามวา่
พ่อขุนศรีอินทราทติ ย์
สมเดจ็ พระมหาเถรศรีศรัทธา ฯ ได้เล่าเร่ืองของท่านเองตั้งแตเ่ ยาวจ์ นถึงหนุ่ม ได้ออกรบเคยี งบ่าเคียงไหลก่ ับ
พระยาคาํ แหงพระรามผูเ้ ป็นบิดา คร้ังสดุ ท้ายรบชนะขนุ จัง แล้วมองเห็นความทุกข์ความไม่เทย่ี งในโลกยี ์วิสัย จึงสละ
สมบตั ิออกบวชแล้วเดนิ ธดุ งค์ไปเท่ยี วทุกแหง่ เข้าไปสอู่ ินเดยี ตอนใต้ แลว้ ไปถงึ ลงั กาทวปี พบเห็นมหิยังคณะมหาเจดยี ์
ท่ีประดิษฐานพระทนั ตธาตุของพระพุทธเจ้า ปรักหักพังเกิดศรัทธา จงึ ได้ทาํ การบรู ณปฏิสังขรณข์ ้ึนใหม่ เมอื่ พระองค์
ได้กระทาํ สกั การบชู าพระมหาธาตุเจดีย์ กเ็ กิดปาฏิหารยิ เ์ ป็นท่ีประจกั ษ์แก่พระองค์และชาวสงิ หล พระองคจ์ ึงไดร้ ับ
การยกย่องเทิดทนู จากชาวสงิ หล สถาปนาขนึ้ เป็น สมเด็จพระศรศี รทั ธา ฯ พระองคป์ ระทับอยู่ที่ลังกาเปน็ เวลา
พอสมควรแลว้ จงึ เดนิ ทางกลับสโุ ขทยั และได้อญั เชิญพระบรมสารีรกิ ธาตุพรอ้ มกิ่งพระศรีมหาโพธิมาดว้ ย เม่ือมาถึง
สโุ ขทัยก็ได้อัญเชิญพระบรมสารีรกิ ธาตุ และก่ิงพระศรีมหาโพธิ ประดิษฐาน ณ นครสโุ ขทยั บางขลัง ศรสี ัชนาลัย
เพื่อใหเ้ ปน็ เมืองธรรมจงึ ได้ก่อพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารรี ิกธาตุ ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ สร้างพหิ ารเจ้าอาวาส สรา้ ง
พระพุทธรปู อันงามพิจิตร
ทา่ นไดไ้ ปเทย่ี วโปรดสตั ว์ ไปพบพระมหาธาตุเจดยี ์ปรักหักพังอยู่กึ่งกลางนครพระกริส จึงอธษิ ฐานบารมีจน
พบแหล่งปูน ท่านไดน้ ํามากอ่ สร้างพระมหาธาตเุ จดยี ์ จากเดิมท่ีสูง 95 วาไม้ เมือ่ เสรจ็ สมบูรณแ์ ล้วได้ความสงู 102
วา พระมหาธาตเุ จดยี อ์ งค์นขี้ อมเรยี กว่า พระธม ส่วนปนู ท่ีเหลอื ท่านได้นาํ ไปซ่อมแซมพระพุทธรูปเป็นจํานวนมาก
3. ศลิ าจารึกนครชุม เรียกวา่ จารึกหลกั ท่ี 3 ทาํ ด้วยหินทรายแปง้ เป็นรปู ใบเสมา กวา้ ง 47
เซนตเิ มตร สงู 193 เซนตเิ มตร หนา 6 เซนตเิ มตร จารึกอักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทยด้านท่หี นึง่ มี 78
บรรทัด ด้านท่สี องมี 58 บรรทัด สันนษิ ฐานว่า สร้างขนึ้ เมื่อปี พ.ศ.1900 สมเดจ็ ฯ กรมพระยาดํารงราชานุ
ภาพ ทรงพบท่ีวดั บรมธาตุนครชุม เมอื งกําแพงเพชร เมื่อปี พ.ศ.2464 ปัจจบุ ันอยู่ที่หอสมุดวชิรญาณ กอง
หอสมุดแห่งชาติ กรุงเทพ ฯ
สาระสําคัญของจารึกหลักน้ี บอกให้ทราบในเบอื้ งต้นว่า พระยาลือไทยโอรสพระยาเลอไทย พระ
นัดดาพระยารามราช เสวยราชทีเ่ มอื งศรสี ัชนาลัยสโุ ขทยั ประมาณปี พ.ศ.1890 เมอ่ื เสวยราชยแ์ ลว้ ท้าว
พระยาท้ังหลายแต่งกระยาดงวาย ของฝากหมากปลามาไหว้อนั ยัดยญั อภเิ ษก เปน็ ทา้ วเป็นพระญา ชื่อ ศรสี ุ
ริยพงศ์มหาธรรมราชาธิราช ทรงได้พระบรมสารีริกธาตพุ ร้อมกิ่งพระศรีมหาโพธิ จากลังกาทวีปใน ปี พ.ศ.
1900 จึงทรงนําไปประดิษฐานในเมอื งนครชุม และทรงจารึกไว้วา่ "...ผิผู้ใดได้ไหว้นบกระทําบชู าพระศรรี ัตนมหาธาตุ และ
พระศรีมหาโพธนิ วี้ า่ ไซร้ มีผลอานิสงสพ์ ร่ําเสมอดังได้นบตนพระเปน็ เจา้ บ้างแล..."
พระมหาธรรมราชาลไิ ททรงเชื่อว่าพระพทุ ธศาสนา จะมีอายุดํารงอยู่ในโลกนี้ได้ห้าพันปี จึงทรง
จารึกไวว้ า่ "...ผิมีคนมาถามศาสนาพระเป็นเจ้ายังเท่าใดจักสิ้นอ้ันให้แก่วา่ ดงั นี้ แตป่ ีอันสถาปนาพระ
มหาธาตนุ เี้ มอื่ หน้าไดส้ ามพนั เก้าสิบเกา้ ปจี งึ จักสิ้นพระศาสนาพระเปน็ เจ้า..." และยังได้ตรสั ถึงสทั ธรรม
อนั ตรธานหา้ ประการ คือ ประมาณพระพุทธศาสนายกุ าลได้ 1999 ปี พระไตรปฎิ กจักหาย หาคนรแู้ ท้มิได้
มีคนรเู้ พียงเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ เทา่ น้นั พระธรรมเทศนามหาชาติหาคนสวดมิได้ ชาดกมตี น้ หาปลายมไิ ด้ พระ
หนงั สือเรียนวชิ าเลอื ก สาระการพฒั นาสงั คม รายวชิ าการศึกษาประวัติศาสตรส์ ุโขทยั (3) รหัส สค13014 31
อภิธรรมนั้น พระปัฏฐานและพระยมกหายไปก่อน เมื่อพระพุทธศาสนายุกาลประมาณได้ 2999 ปี "...ฝูง
ภกิ ษุสงฆจ์ าํ ศีลคงสกิ ขาบทส่อี ันยังมสี กิ ขาบทอนั หนักหนาหามิไดเ้ ลย " เม่ือพระพทุ ธศาสนายกุ าลประมาณ
ได้ 3999 ปี "...ฝงู ชจี ักทรงผา้ จีวรหามไิ ด้เลย เท่ายังมีผา้ เหลืองน้อยหน่งึ เหน็บใบหู และรู้จกั ศาสนาพระเปน็
เจ้าดายุ..." เม่ือพระพทุ ธศาสนายุกาลประมาณได้ 4999 ปี "...อันว่าจักรจู้ กั ผ้าจีวรจักรจู้ ักสมณะน้อยหนึง่ หา
มไิ ด้เลย..." เมอื่ สน้ิ อายุพระศาสนาน้ันทรงพรรณาไวว้ า่
"...เมอ่ื ปีอนั จกั สิ้นศาสนา พระพุทธเป็นเจ้าทสี่ ุดท้ังหลายอั้น ปชี วด เดอื นหก บรู ณมี วนั เสาร์ วัน
ไทยวันระรายสันวนั ไพสาขฤกษ์ เถิงเมื่อวนั ดังนั้น แตพ่ ระธาตุท้งั หลายอนั มีในแผน่ ดินน้ีก็ดี ในเทพโลกก็ดี
ในนาคโลกกด็ ี เหาะไปในกลางหาว และไปประชมุ กันในลังกาทวีป แล้วจักเหาะไปอยู่ในตน้ พระศรีมหาโพธิ
ท่ีพระพุทธเจา้ ตรัสแก่สรรเพชญตญาณ เป็นพระพทุ ธแต่ก่อนอ้นั จงึ จกั กาลไฟไหม้พระธาตทุ ้ังอ้ันส้นิ แล
เปลวไฟพลุ่งขน้ึ คงุ พรหมโลกศาสนาพระพทุ ธจกั สิ้น ในวันดงั กล่าวอั้นแล "
4. ศลิ าจารึกวัดปา่ ม่วง เปน็ ภาษาไทยสองหลกั เป็นภาษาบาลหี น่ึงหลัก จารึก
ภาษาไทยหลักที่ 1 เรียกว่า จารกึ หลกั ที่ 5 ทําดว้ ยหินทราย หลักเปน็ รปู สเ่ี หลี่ยมทรงกระโจม หรอื ทรงยอ
กว้างดา้ นละ 28 เซนตเิ มตรสองด้าน กวา้ งด้านละ 29 เซนตเิ มตรสองดา้ น สูง 115 เซนตเิ มตร พระยา
โบราณราชธานินทร (พร เดชะคปุ ต์) พบทว่ี ดั ใหม่ (ปราสาททอง) อําเภอนครหลวง จงั หวัดพระนคร
ศรีอยธุ ยา เม่ือปี พ.ศ.2448 จารึกด้วยอักษรไทยสโุ ขทยั เม่ือปี พ.ศ.1904 ปจั จบุ ันอยู่ที่พิพิธภณั ฑสถาน
แหง่ ชาติพระนคร
ขอ้ ความทีจ่ ารกึ บอกใหท้ ราบว่าบริเวณวัดปา่ มะมว่ ง เปน็ รมณียสถานที่พ่อขนุ รามคําแหง
มหาราช ทรงปลูกมะม่วงไว้เป็นจํานวนมาก ตอ่ มาเมื่อปี พ.ศ.1904 ไดเ้ ป็นทป่ี ระทบั ของสมเด็จพระสังฆราช
และเป็นพัทธสมี าทที่ รงผนวชของสมเด็จพระศรีสุรยิ พงศ์รามมหาธรรมราชาธริ าช ก่อนถึงกาลทรงผนวชได้
กล่าวถึงอดีตวา่ เม่อื พระยาลิไท ผรู้ พู้ ระไตรปฎิ กข้ึนเสวยราชย์ ทา้ วพระยาทั้งหลายอภเิ ษกขน้ึ ชื่อ ศรีสรุ ยิ
พงศร์ ามมหาราชาธริ าช เสวยราชย์ชอบด้วยทศพิธราชธรรม ในปี พ.ศ.1904 ทรงอาราธนาพระมหาสามี
สงั ฆราชลังกาวงศ์ จากนครพันมาจาํ พรรษา ณ กรุงสโุ ขทัย ทรงหล่อพระพทุ ธรปู ด้วยเนื้อทองสํารดิ องค์ใหญ่
ประดิษฐานดา้ นตะวนั ออกองค์มหาธาตเุ จดียก์ ลางเมืองสโุ ขทัย เม่อื ออกพรรษาแล้วทรงสมาทานทศศีลเป็น
ดาบส... หน้าพระพทุ ธรูปทอง อนั ประดิษฐานไว้เหนอื ราชมณเฑยี ร อาราธนาพระมหาสามพี รอ้ มคณะสงฆ์
ข้นึ สรู่ าชมณเฑยี ร ทรงบรรพชาเป็นสามเณร แลว้ เสด็จไปทรงผนวช ณ พัทธสมี าวดั ป่ามะมว่ งในท่ีสดุ
จารกึ ภาษาไทยหลักที่ 2 เรียกว่า จารกึ หลักท่ี 7 ทําด้วยหินทรายแปร หลักเป็นรูป
สี่เหลย่ี มกว้างด้านละ 28 เซนติเมตรสองด้าน กวา้ งดา้ นละ 12.5 เซนตเิ มตรสองด้าน สูง 132 เซนตเิ มตร
พระยารามราชภกั ดี (ใหญ่ ศรลัมพ์) ผู้วา่ ราชการจงั หวัดสโุ ขทัย พบทวี่ ดั ป่ามะม่วง เมอื งเกา่ สโุ ขทัย เมื่อปี
พ.ศ.2458 จารึกด้วยอกั ษรไทยสุโขทัย เม่ือปี พ.ศ.1904 ปจั จบุ นั อยู่ที่พพิ ธิ ภัณฑสถานแห่งชาติพระ
นคร จารกึ หลักนช้ี าํ รดุ มาก ด้านทห่ี นึ่งกบั ด้านที่สามอา่ นจับความไม่ได้ ด้านทสี่ องกบั ด้านทส่ี พ่ี ออ่านได้บ้าง
เปน็ การจารกึ เรื่องราวของการสรา้ งถาวรวตั ถุต่าง ๆ ในป่ามะม่วง เชน่ กฎุ ี พิหาร สมี ากระลาอโุ บสถ และ
การทรงผนวชของสมเด็จพระศรีสุริยพงศ์รามมหาธรรมราชาธริ าช
หนังสอื เรียนวิชาเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาการศกึ ษาประวัติศาสตรส์ โุ ขทัย(3) รหัส สค13014 32
จารึกภาษาเขมร เรยี กวา่ จารึกหลักท่ี 4 ทาํ ดว้ ยหนิ แปร เปน็ หลกั สเี่ หลี่ยมกระโจม หรือ
ทรงยอ กว้าง 30 เซนตเิ มตร สงู 200 เซนตเิ มตร หนา 29 เซนตเิ มตร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว ทรงพบท่ีโคกปราสาทรา้ งเมื่อคราวเสดจ็ ถงึ สโุ ขทัย เมือ่ ปี พ.ศ.2376 จารกึ ดว้ ยอักษรไทย ภาษา
เขมร เมื่อปี พ.ศ.1904 ปัจจบุ นั อย่ทู ห่ี อสมดุ วชริ ญาณ ภายในหอสมุดแหง่ ชาติพระนคร
ขอ้ ความในจารึกเป็นเรอื่ งราวคลา้ ยจารึกวดั ปา่ มะม่วงภาษาไทยหลักทีห่ น่ึง คือ พระยาลิ
ไทยทรงอาราธนาสมเด็จพระมหาสามสี งั ฆราช จากนครพันมาสโุ ขทัย เพื่อทรงเปน็ พระอปุ ัชฌายใ์ นการทรงผนวชของ
พระองค์ และเลา่ เรื่องพระยาลิไท ยกพลจากศรสี ัชนาลัยมายึดสโุ ขทัยขนึ้ เสวยราชย์ตามสทิ ธิอันชอบธรรม
จารึกภาษาบาลี เรยี กวา่ จารึกหลักท่ี 6 ทําดว้ ยหินแปรรปู สี่เหลีย่ มทรงกระโจม หรือทรง
ยอ กวา้ งด้านละ 33 เซนติเมตรสองดา้ น กว้างด้านละ 27 เซนติเมตรสองดา้ น สูง 130 เซนตเิ มตร จารึก
ด้วยอักษรขอมสุโขทัย ภาษาบาลเี ม่ือปี พ.ศ.1904 พระยารามราชภกั ดี (ใหญ่ ศรลมั พ์) ผวู้ ่าราชการจังหวัด
สโุ ขทัย พบที่วัดป่ามะม่วง เม่ือปี พ.ศ.2451 ปัจจบุ ันอยู่ทพี่ ิพิธภณั ฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ข้อความที่จารึกเปน็ พระนิพนธ์ของสมเดจ็ พระมหาสามีสงั ฆราช พระอปุ ัชฌาย์ของพระ
มหาธรรมราชาลไิ ท มีข้อความสรรเสริญพระมหาธรรมราชา ทที่ รงผนวชด้วยพระราชศรัทธาอยา่ งแรงกล้า
ในพระพทุ ธศาสนา
5. ศลิ าจารกึ วัดอโสการาม เรยี กว่า ศิลาจารึกหลกั ที่ 93 ทาํ ด้วยหนิ แปร เป็นแผ่นรปู ใบ
เสมา กวา้ ง 54 เซนตเิ มตร สูง 134 เซนตเิ มตร หนา 15 เซนตเิ มตร ด้านทีห่ นง่ึ มี 47 บรรทัด จารึกด้วย
อักษรไทยสโุ ขทยั ภาษาไทย ดา้ นท่สี องมี 51 บรรทดั จารึกด้วยอกั ษรขอมสโุ ขทยั ภาษาบาลี เมื่อปี พ.ศ.
1942 กองโบราณคดี กรมศิลปากรพบท่ีวดั อโสการามเมืองเก่าสุโขทยั เมื่อปี พ.ศ.2498 ปัจจบุ นั อยูท่ ่ี
หอสมดุ วชิรญาณ หอสมุดแห่งชาติพระนคร
ขอ้ ความในจารึกมีว่า สมเด็จพระราชเทพีศรจี ุฬาลกั ษณ์อัครราชมเหสเี ทพธรณโี ลกรตั น...
เป็นชายาแดส่ มเดจ็ มหาธรรมราชาธิราช กอรป์ ดว้ ยปัญจพิธกลั ยาณีมีศีลพระ...
6. ศลิ าจารึกวัดบรู พาราม เรียกว่า ศลิ าจารึกหลักที่ 286 ทําด้วยหินชนวนสเี ขียว รปู
ใบเสมา สว่ นล่างชํารดุ หกั หาย มีขนาดกว้าง 59 เซนติเมตร สงู 146 เซนติเมตร หนา 12 เซนติเมตร ด้าน
ทห่ี นงึ่ มี 55 บรรทัด จารกึ ดว้ ยอกั ษรไทยสุโขทยั ดา้ นท่สี องมี 56 บรรทัด จารกึ ด้วยอักษรขอม ภาษา
บาลี เมอื่ ปี พ.ศ.1955 พระครปู ลดั สนธิ จิตฺตปญฺโญ วัดศาลาครืน เขตจอมทอง กรุงเทพ ฯ ถวายแด่
สมเดจ็ พระเทพรัตน ฯ เมอ่ื ปี พ.ศ.2532 ซ่ึงได้พระราชทานให้กรมศลิ ปากรจดั แสดงเพื่อการศึกษา ณ
อาคารหอสมุดวชิรญาณ หอสมดุ แห่งชาติ พระนคร
จารึกวดั บูรพารามระบวุ ่า สมเด็จพระราชเทวีศรจี ุฬาลักษณ์อคั รราชมหดิ ิเทพยธรณีดิลก
รตั นบพิตร เปน็ เจา้ ผู้เปน็ บาทบรจิ ารกิ ารัตนชายา แด่สมเดจ็ พระมหาธรรมราชา กอร์ปด้วยปัญจพธิ
กัลยาณี มีศิลพริ ิยะปรีชา...
หนังสือเรียนวิชาเลือก สาระการพฒั นาสงั คม รายวิชาการศกึ ษาประวัติศาสตร์สโุ ขทยั (3) รหสั สค13014 33
จารึกวดั บูรพารามบอกเลา่ พระราชประวตั ิ สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระราช
สามี สมเด็จพระราชเทวศี รีจุฬาลักษณ์ เร่ิมตงั้ แตป่ ระสูติจากพระครรภ์ สมเดจ็ พระศรีธรรมราชมาดา เม่ือ
ประมาณปี พ.ศ.1911 ทรงสาํ เร็จการศึกษาเมื่อพระชนมพรรษาได้ 16 ปี ไดเ้ สวยราชยเ์ ม่ือปี พ.ศ.1939
และเสดจ็ สวรรคตเม่ือปี พ.ศ.1951 ในปี พ.ศ.1955 สมเด็จพระราชเทวีศรีจุฬาลกั ษณ์ จึงทรงสร้างวดั
บรู พาราม ก่อพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ในจารกึ หลักนี้ สมเด็จพระราชเทวี ฯ ทรงระบสุ ายสมั พันธ์ราชสกลุ ตามลาํ ดับพระราช
อิสรยิ ยศ คือ
- สมเดจ็ มหาธรรมราชาธิราช พระราชโอรสสมเด็จพระศรีธรรมราชมาดา
- สมเด็จพระศรีธรรมราชมาดา
- สมเดจ็ พระราชเทวีศรจี ฬุ าลักษณ์
- สมเด็จพระรามราชาธิราช พระราชโอรสสมเด็จพระราชเทวี ฯ
- ศรธี รรมาโศกราช พระราชโอรสสมเด็จพระราชเทวี ฯ
การสรา้ งวดั ก่อพระเจดยี บ์ รรจุพระบรมสารีริกธาตุ และการทําบุญต่าง ๆ น้ัน สมเด็จ
พระราชเทวี ฯ ทรงอทุ ิศแด่สมเดจ็ ปพู่ ระญา พ่อออก แม่ออก สมเดจ็ มหาธรรมราชาธิราช พระศรีธรรม
ราชมารดา และทรงอธิษฐานว่า ขอใหไ้ ด้เกิดเป็นผชู้ ายในอนาคตกาล ขอให้ได้สดบั ตรับฟงั ธรรมอัน
ประเสรฐิ ของพระพทุ ธเมตไตรย ขอพระพุทธเมตไตรยดํารัสสรรเสรญิ พระนางท่ามกลางพทุ ธบริษัท ขอ
อย่าให้ผูอ้ ื่นเทยี มทนั พระนางด้วยบญุ สมภารด้วยรูป ด้วยยศ ดว้ ยสมบตั ใิ นทกุ ภพทุกชาติไป
นอกจากศิลาจารึกหลักตา่ ง ๆ ดงั กล่าวแล้ว ยังมศี ิลาจารึกสําคัญ ๆ ของสโุ ขทยั ท่ีให้
ความรูใ้ นเร่อื งประวตั ศิ าสตร์โบราณคดี ภาษา ศลิ ปวัฒนธรรม ประเพณีของสโุ ขทัยในอดีตอีกมากมาย
เช่น ศิลาจารกึ เขาสมุ นกูฎ จารกึ วัดพระยนื จารึกวดั สรศกั ด์ิ จารกึ กฎหมายลักษณะโจร จารกึ ปู่สบถ
จารกึ วดั เขากบ จารกึ วัดเขมา จารึกวัดปา่ แดง จารึกพระธรรมกาย จารึกพระอภธิ รรม จารกึ วัดตาเถรขึ้
หนัง จารกึ วัดกาํ แพงงาม จารึกวัดพระเสด็จ จารึกนายศรโี ยธาราชออกบวช จารกึ ภาพชาดกในอโุ มงค์วัด
ศรีชมุ 48 ภาพ กบั จารกึ อื่น ๆ อกี เป็นจํานวนมาก ลว้ นเปน็ หลกั ฐานสําคัญของชาติไทย ให้รู้ว่าไทยเปน็
ประเทศเอกราชมเี อกลักษณข์ องตนเอง และเจริญรุ่งเรอื งเป็นปกึ แผน่ ติดต่อกันมานานไม่นอ้ ยกว่า 700 ปี
มาแล้ว
หนังสอื เรยี นวชิ าเลอื ก สาระการพฒั นาสังคม รายวิชาการศกึ ษาประวัติศาสตรส์ โุ ขทยั (3) รหสั สค13014 34
คําอา่ นหลกั ศลิ าจารึกพ่อขนุ รามคําแหง
ดา้ นที่ ๑
พ่อกู ชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูช่ือนางเสือง พ่ีกูช่ือบานเมือง ตูพี่น้องท้องเดียวห้าคน ผู้ชายสาม
ผญู้ งี โสง พีเ่ ผอื ผูอ้ ้ายตายจากเผอื เตียมแต่ยักเลก็ เมือ่ กขู น้ึ ใหญ่ได้ สิบเก้าเข้า ขุนสามชนเจา้ เมืองฉอด
มาท่เมืองตาก พ่อกไู ปรบ ขุนสามชนหัวซา้ ย ขุนสามชนขบั มาหัวขวา ขุนสามชนเกลอื่ นเข้า ไพรฟ่ ้าหนา้ ใส
พอ่ กู หนญี ญ่ายพายจแจน๋ กบู ห่ นี กูขช่ี ้าง เบกพล กขู ับเขา้ ก่อนพ่อกู กตู ่อช้างด้วยขนุ สามชน
ตนกพู งุ่ ช้าง ขนุ สามชนตัวช่อื มาสเมือง แพ้ ขนุ สามชนพา่ ยหนี พอ่ กจู ึงขึ้นชื่อกู ชื่อพระรามคําแหง เพอื่ กู
พ่งุ ชา้ งขุนสามชนเมอ่ื ชว่ั พ่อกู กบู ําเรอแก่พ่อกู กูบาํ เรอแก่แมก่ ู กูไดต้ วั เนื้อตวั ปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้
หมากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยกินดี กเู อามาแก่พ่อกู กูไปตีหนงั วังช้างได้ กเู อามาแกพ่ ่อกู กูไปท่
บ้านท่เมือง ได้ช้างไดง้ วงได้ปัว่ ได้นาง ได้เงอื นได้ทองกูเอามาเวนแก่พ่อกู พอ่ กูตายยังพอ่ กู กพู ร่าํ บาํ เรอแก่
พี่กู ด่งั บําเรอแกพ่ ่อกู พกี่ ตู าย จงึ ได้เมืองแกก่ ูทั้งกลม เม่ือช่ัวพ่อขนุ รามคาํ แหง เมอื งสโุ ขทัยนี้ดี ในนาํ้ มี
ปลา ในนามขี า้ ว เจ้าเมืองบเ่ อาจกอบในไพร่ลทู า่ งเพื่อนจงู ววั ไปค้า ข่ีมา้ ไปขาย ใครจ่ กั ใคร่ค้าชา้ ง ค้า ใคร
จกั ใครค่ ้ามา้ ค้า ใครจกั ใคร่ค้าเงือนคา้ ทองคา้ ไพร่ฟา้ หน้าใส ลกู เจ้าลกู ขุนผ้ใู ดแล้ ลม้ ตายหายกวา่ เหยา้
เรอื นพ่อเช้ือเสื้อคํามนั ช้างขอลูกเมียเยยี ขา้ ว ไพร่ฟ้าข้าไท ปา่ หมากพลพู ่อเชื้อมนั ไวแ้ ก่ลูกมนั สิ้น ไพร่ฟ้า
ลกู เจ้าลกู ขุน ผิแลผดิ แผกแสกวา้ งกนั สวนดูแทแ้ ล้ จงึ่ แล่งความแกข่ าดว้ ยซือ้ บเ่ ข้าผูล้ กั มักผซู้ อ่ น เห็นข้าว
ทา่ นบ่ใครพีน เหน็ สินทา่ นบใ่ ครเดอื ด คนใดขีช่ า้ งมาหา พาเมืองมาส่ชู อ่ ยเหนือเฟื้อกู้ มันบม่ ชี า้ งบ่มีม้า บ่มี
ปวั่ บม่ นี าง บ่มเี งือนบม่ ีทอง ให้แก่มนั ช่อยมันตวงเป็นบ้านเปน็ เมือง ไดข้ า้ เสือก ข้าเสือ หวั พ่งุ หัวรบกด็ ี บ่
ฆา่ บต่ ี ในปากประตูมีกระด่ิงอันณง่ื แขวนไว ้หนั้ ไพรฟ่ ้าหน้าปก กลางบา้ นกลางเมือง มีถ้อยมคี วาม เจ็บ
ท้องข้องใจ มันจกั กลา่ วเถิงเจ้าเถงิ ขนุ บ่ไร้ ไปลั่นกะดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคําแหงเจ้าเมืองได้
หนังสอื เรยี นวชิ าเลือก สาระการพฒั นาสังคม รายวิชาการศกึ ษาประวตั ิศาสตรส์ โุ ขทยั (3) รหัส สค13014 35
ด้านที่ ๒
ยินเรียกเมือถาม สวนความแก่มันด้วยซื่อ ไพร่ในเมืองสุโขทัยนี้จึ่งชม สร้างป่าหมากป่าพลูทั่ว
เมืองนท้ี ุกแห่ง ป่าพรา้ วก็หลายในเมอื งน้ี ป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ หมากขามก็
หลายในเมืองนี้ ใครสร้างได้ไว้แก่มัน กลางเมืองสุโขทัยน้ี มีน้ําตระพังโพยสี ใสกินดี ... ดั่งกินน้ําโขงเมื่อ
แล้ง รอบเมืองสุโขทัยน้ี ตรีบูร ได้สามพันส่ีร้อยวา คนในเมืองสุโขทันนี้ มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน
พ่อขุนรามคําแหงเจ้าเมืองสุโขทัยน้ี ท้ังชาวแม่ชาวเจ้าท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน ท้ังส้ินท้ังหลาย ทั้ง
ผ้ชู ายผู้ญีง ฝูงท่วยมศี รทั ธาในพระพทุ ธศาสน ทรงศีลเมอื่ พรรษาทกุ คน เมื่อออกพรรษากรานกฐิน เดือน
ณ่ืงจิ่งแล้ว เม่ือกรานกฐิน มีพนมเบ้ีย มีพนมหมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่งหมอนโนน บริพารกฐินโอย
ทานแลป่ ีแล้ญบิ ลา้ น ไปสดู ญตั ิกฐนิ เถงื อรัญญิกพ้นู เม่ือจกั เข้ามาเวยี งเรยี ง กนั แตอ่ ญญิกพนู้ เท้าหัวลาน
ดํบงดํกลองด้วยเสียงพาดเสียงพิณ เสียงเลื้อนเสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจัก
มักเลอ้ื น เลอื้ น เมอื งสโุ ขทัยนี้ มีสี่ปากประตหู ลวง เที้ยรย่อมคนเสียดกัน เข้ามาดูท่านเผาเทียน ท่านเล่น
ไฟ เมืองสุโขทัยน้ี มีด่ังจักแตก กลางเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารศ
มีพระพุทธรูป มีพระพุทธรูปอันใหญ่ มีพระพุทธรูปอันราม มีพิหารอันใหญ่ มีพิหารอันราม มีปู่ครูนิสัย
มุตก์ มีเถร มีมหาเถร เบ้ืองตะวันตก เมืองสุโขทัยนี้ มีอไรญิก พ่อขุนรามคําแหงกระทํา โอยทานแก่มหา
เถร สังฆราชปราชญ์ เรยี นจบปิฎกไตรหลวก กวา่ ปู่ครใู นเมืองนี้ ทกุ คนลุกแตเ่ มอื งศรธี รรมราชมา ในกลาง
อรัญญิก มีพิหารอันณ่ืงมนใหญ่ สูงงามแก่กม มีพระอัฏฐารศอันณ่ืง ลุกยืน เบ้ืองตะวันโอกเมืองสุโขทัยนี้
มพี ิหาร มีปู่ครู มีทะเลหลวง มีป่าหมากป่าพลู มีไร่ มีนา มีถ่ินถาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก มีป่าม่วงมีป่าขาม
ดงู ามดังแกส้
หนังสือเรยี นวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าการศกึ ษาประวัติศาสตรส์ ุโขทัย(3) รหสั สค13014 36
ดา้ นท่ี ๓
เบ้ืองตีนนอนเมืองสุโขทัยน้ี มีตลาดปสาน มีพระอจนะ มีปราสาท มีป่าหมากพร้าว ป่าหมา
กลาง มีไร่ มีนา มถี ิ่นถาน มีบ้านใหญ่บ้านเล็ก เบ้ืองหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้ มีกุฎีพิหาร ปู่ครูอยู่ มีสรดีภงส
มปี า่ พร้าวปา่ ลาง มีป่าม่วง ปา่ ขาม มนี ้ําโคก มพี ระขพุง ผีเทพดาในเขาอันนั้น เป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองน้ี
ขุนผู้ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เท่ียง เมืองนี้ดี ผิไหว้บ่ดี พลีบ่ถูก ผีในเขาอั้นบ่คุ้มบ่เกรง
เมืองน้ีหาย ๑๒๑๔ ศก ปีมะโรง พ่อขุนรามคําแหงเจ้าเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัยน้ี ปลูกไม้ตาลน้ี ได้สิบส่ี
เข้า จึงให้ชั่งพันขดานหิน ต้ังหว่างกลางไม้ตาลน้ี วันเดือนดับ เดือนโอกแปดวัน วันเดือนเต็ม เดือนบ้าง
แปดวนั ฝงู ปคู่ รู เถร มหาเถร ขึ้นนัง่ เหนอื ขดานหนิ สูดธรรมแก่อุบาสก ฝูงท่วยจําศีล ผิใช่วันสูดธรรม พ่อ
ขนุ รามคําแหง เจ้าเมืองศรสี ชั ชนาลัยสโุ ขทัย ข้ึนนั่งเหนือขดานหิน ให้ฝูงท่วยลูกเจ้าลูกขุน ฝูงท่วยถือบ้าน
ถือเมือง คร้ันวันเดือนดับเดือนเต็ม ท่านแต่งช้างเผือกกระพัดลยาง เที้ยรย่อมทองงา... (ซ้าย) ขวา ชื่อรู
จาครี พ่อขุนรามคาํ แหง ข้นึ ขี่ไปนบพระ (เถงิ ) อรัญญกิ แล้วเข้ามา จารกึ อันณืง่ มใี นเมืองชเลียง สถาบกไว้
ด้วยพระศรีรัตนธาตุ จารึกอันณ่ืง มีในถํ้ารัตนธาร ในกลวงป่าตาลนี้ มีศาลาสองอัน อันณื่งชื่อศาลาพระ
มาส อนั ณื่งช่อื พุทธศานา ขดานหินน้ี ช่ือมนังศิลาบาตร สถาบกไว้นี่ จ่ึงทง้ั หลายเห็น
หนังสือเรยี นวิชาเลอื ก สาระการพฒั นาสังคม รายวิชาการศกึ ษาประวตั ิศาสตรส์ ุโขทัย(3) รหัส สค13014 37
ดา้ นที่ ๔
พ่อขุนพระรามคําแหง ลูกพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นขุนในเมืองศรีสัชชนาลัยสุโขทัย ท้ังมาก
กาวลาว แลไทยเมืองใต้หล้าฟ้าฎ... ไทยชาวอูชาวของมาออก ๑๒๐๗ ศกปีกุน ให้ขุดเอาพระธาตุออก
ทั้งหลายเห็น กระทําบูชาบําเรอแก่พระธาตุได้เดือนหกวัน จึ่งเอาลงฝังในกลางเมืองศรีสัชชนาลัยก่อพระ
เจดีย์เหนือหกเข้าจึ่งแล้ว ตั้งเวียงผาล้อมพระมหาธาตุ สามเข้าจ่ึงแล้ว เมื่อก่อนลายสือไทยนี้บ่มี
๑๒๐๕ ศกปมี ะแม พ่อขนุ รามคาํ แหง หาใครใ่ จในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้ ลายสือไทยนี้จึ่งมีเพ่ือขุนผู้น้ันใส่
ไว้ พ่อขนุ รามคําแหงน้ันหา เปน็ ทา้ วเป็นพระยาแก่ไทยทงั้ หลาย หาเป็นครอู าจารย์ส่ังสอนไทยท้ังหลายให้
รู้บุญรู้ธรรมแท้ แตค่ นอันมีในเมืองไทยด้วย รู้ด้วยหลวก ด้วยแกล้วด้วยหาญ ด้วยแคะ ด้วยแรง หาคนจัก
เสมอมิได้ อาจปราบฝูงข้าเสีก มีเมืองกว้างช้างหลาย ปราบเบ้ืองตะวันออก รอด สรลวง สองแคว ลุมบา
จาย สคา เท้าฝั่งของเถีงเวียงจันทน์เวียงคําเป็นท่ีแล้ว เบ้ื(อ)งหัวนอน รอดคนที พระบาง แพรก สุพรรณ
ภูมิ ราชบุรี เพรชบุรี ศรีธรรมราช ฝั่งทะเลสมุทรเป็นที่แล้ว เบ้ืองตะวันตก รอดเมืองฉอด เมือง...น หง
สาวดี สมทุ รหาเป็นแดน เบอ้ื งตีนนอน รอดเมอื งแพร่ เมอื งม่าน เมอื งน... เมืองพลัว พ้นฝ่ังของเมืองชวา
เป็นท่แี ล้ว ปลกู เลีย้ ง ฝงู ลูกบ้านลกู เมืองน้ัน ชอบดว้ ยธรรมทกุ คน
หนังสือเรยี นวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าการศึกษาประวตั ิศาสตรส์ โุ ขทัย(3) รหัส สค13014 38
กิจกรรมทา้ ยบท
เรอ่ื ง ศิลาจารึก
กจิ กรรมที่ 1
1. หลกั ศลิ าจารึกที่ 1 เก่ียวข้องกับพระมหากษัตริย์พระองคใ์ ดมากทีส่ ุด
ก. พ่อขนุ รามคําแหง
ข. พระมหาธรรมราชาที่ 1
ค. พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
ง. พอ่ ขุนบานเมือง
2. ใครเป็นผคู้ น้ พบหลักศิราจารึกพ่อขนุ รามคาํ แหง
ก. รัชกาลที่ 3
ข. รชั กาลที่ 2
ค. รัชกาลท่ี 4
ง. รชั กาลที่ 1
3. หลกั ศลิ าจารกึ ที่ 1 ดา้ นที่ 1 กล่าวถงึ ส่งิ ใดเป็นสาํ คัญ
ก. พระราชประวัตขิ องพ่อขุนรามคาํ แหง
ข. การพรรณนาถึงเมืองสโุ ขทยั สมัยพ่อขนุ รามคําแหง
ค. การกลา่ วสรปุ สรรเสรญิ และยอพระเกียรตพิ ่อขุนรามคําแหงมหาราช
ง. กลา่ วถึงการขยายอาณาเขตสมยั พ่อขนุ รามคําแหง
4. ข้อความใดบ่งบอดถึงความกลา้ หาญของพ่อขุนรามคําแหงได้เปน็ อยา่ งดี
ก. กไู ปตีหนงั วังชา้ งได้ กเู อามาแก่พ่อกู
ข. ไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกหู นญี ญ่ายพายจแจน้
ค. พ่อกูไปรบขนุ สามชน หัวซา้ ยขุนสามชนขับมา
ง. กู บ่ หนี กูข่ชี า้ งเบกพล กูขบั เข้าก่อนพ่อกู
5. หลักศลิ าจารกึ ท่ี 1 ด้านท่ี 3 กล่าวถึงสิ่งใดเปน็ สาํ คัญ
ก. การกลา่ วสรปุ สรรเสริญ และยอพระเกยี รตพิ ่อขนุ รามคําแหงมหาราช
ข. พระราชประวตั ิของพอ่ ขุนรามคําแหง
ค. อาณาเขตของอาณาจักรเมอื งสโุ ขทัย
ง. การพรรณนาถึงเมอื งสโุ ขทยั สมัยพ่อขนุ รามคําแหง
6. ข้อใดมิใช่ลกั ษณะอักษรสมัยของพ่อขนุ รามคาํ แหง
ก. ตวั ม ทใี่ ชเ้ ป็นตัวสะกดใช้นฤคหติ แทน เช่น กลํ (กลม)
ข. สระอวั ที่ไม่มีตวั สะกดตามใช้ วว เชน่ ตวว อา่ นว่า ตวั
ค. สระอะ เม่ือมีตัวสะกดให้ใช้พยัญชนะซ้อนกนั เชน่ น่งง (น่ัง) , ขบบ(ขับ)
ง. มีการใช้วรรณยุกต์ 4 รูป คอื ไม้เอก ไม้โท ไม้ตรี ไมจ้ ตั วา
หนังสอื เรียนวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าการศึกษาประวตั ิศาสตร์สุโขทัย(3) รหสั สค13014 39
7. คําวา่ “กไู ปตีหนังวงั ชา้ งได้” มคี วามหมายตรงกบั ขอ้ ใดท่สี ดุ
ก. ไปทาํ ยุทธหัตถี
ข. ไปชนช้าง
ค. ไปคล้องช้าง
ง. ไปปล้นช้างข้าศึกมาได้
8. หลักศลิ าจารกึ พ่อขนุ รามคําแหงมหาราชมีคณุ คา่ ในด้านใดมากทีส่ ดุ
ก. อักษรศาสตรแ์ ละประวัติศาสตร์
ข. รฐั ศาสตร์และประวัตศิ าสตร์
ค. อกั ษรศาสตรแ์ ละรัฐศาสตร์
ง. สงั คมศาสตร์และศึกษาศาสตร์
9. หลักศลิ าจารึกหลักท่ี 1 สร้างขนึ้ เมื่อ พ.ศ.
ก. 1825
ข. 1835
ค. 1845
ง. 1855
10. เมือ่ อายุ 19 ปี พ่อขุนรามคาํ แหงได้ออกรบและต่อสู้กบั ใคร
ก. พระเจา้ ตองตู
ข. ขุนสามชน
ค. พระเจา้ บเุ รงนอง
ง. พระเจา้ ตะเบ็งชะเวงต้ี
11. ขอ้ ใดเป็นที่มาของพระนามว่าพระรามคําแหง
ก. ขนุ สามชนเจา้ เมืองฉอดมาทเ่ มอื งสอด
ข. กไู ปตีหนงั วังช้างได้ กเู อามาแก่พอ่ กู
ค. ตนกูพงุ่ ช้างขุนสามชนตัวช่อื มาสเมืองแพ้
ง. ไพร่ฟา้ หน้าใสพ่อกูหนีญญา่ ยพายจแจน้