หนงั สอื เรียนวชิ าเลอื ก สาระการพฒั นาสังคม รายวิชาการศกึ ษาประวตั ิศาสตร์สโุ ขทัย(3) รหัส สค13014 40
กจิ กรรมท้ายบท
เร่ือง ศิลาจารกึ
กิจกรรมที่ 2
คําส่ัง ให้นักศกึ ษาตอบคาํ ถามดงั ต่อไปนี้
ข้อที่ 1 หลกั ศลิ าจารึกมีความสาํ คัญอย่างไรบ้าง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ข้อที่ 2 หลักศิลาจารึกในแต่ละดา้ นมคี วามสําคญั อยา่ งไร
2.1 ดา้ นท่ี 1 กล่าวถึงเรือ่ งอะไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.2 ด้านที่ 2 กลา่ วถึงเรือ่ งอะไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
หนังสือเรียนวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าการศกึ ษาประวัติศาสตร์สุโขทยั (3) รหัส สค13014 41
2.3 ด้านท่ี 3 กลา่ วถงึ เรื่องอะไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
2.4 ด้านท่ี 4 กลา่ วถงึ เรื่องอะไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
หนังสือเรียนวิชาเลอื ก สาระการพฒั นาสังคม รายวิชาการศึกษาประวตั ิศาสตรส์ ุโขทัย(3) รหัส สค13014 42
บทท่ี 5
วรรณกรรมและตาํ นานสมัยสโุ ขทยั
1.วรรณกรรมเรอ่ื ง ไตรภมู ิกถา หรอื ไตรภูมพิ ระร่วง
เปน็ วรรณกรรมชิน้ เอกสมัยกรุงสโุ ขทัยนบั เป็นวรรณคดีเร่อื งแรกของไทย เป็นพระราช
นพิ นธใ์ น สมเด็จพระศรสี รุ ยิ พงศ์รามมหาธรรมราชาธิราช หรือพระมหาธรรมราชาลไิ ทย เปน็ วรรณคดี
ไทยท่ีมีอทิ ธิพลตอ่ สงั คมไทย ตั้งแต่สมยั กรงุ สุโขทยั กรงุ ศรีอยธุ ยามาจนถึงปจั จบุ นั เพราะไดร้ วบรวมเอา
คติความเช่ือทกุ แงท่ ุกมุมของทกุ ชนชั้นหลายเผ่าพันธ์ุมารอ้ ยเรยี งเป็นเรื่องราวให้ผู้อ่านผ้ฟู ังยําเกรงในการ
กระทําบาปทจุ ริต และเกิดความปติ ยิ นิ ดใี นการทาํ บญุ ทาํ กุศล อาจหาญมงุ่ มน่ั ในการกระทําคุณงามความ
ดี
พระมหาธรรมราชาลไิ ทย มีพระปรชี ารอบรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก อรรถกถาฎีกาอนุฏีกา และ
ปกรณ์พิเศษต่าง ๆ พระองคย์ ังเช่ยี วชาญในวชิ าโหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ และไสยศาสตร์จนถงึ ขั้นทรง
บัญญัตคิ มั ภรี ์ศาสตราคมเป็นปฐมธรรมเนยี มสบื ตอ่ มา จนถึงปัจจบุ ัน
ในปี พ.ศ.1888 พระยาลไิ ท อุปราชผูค้ รองนครศรีสชั นาลัย ได้ทรงนิพนธ์ไตรภมู ิกถาขน้ึ มี
สาระสําคญั คือ ทรงพรรณาถึงเรือ่ งการเกดิ การตาย ของสัตว์ทง้ั หลายว่า การเวียนวา่ ยตายเกิดอยู่ในภูมิ
ท้ังสามคือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภมู ิ ด้วยอาํ นาจของบญุ และบาปที่ตนได้กระทําแล้ว
กามภูมิ เป็นทต่ี ้ังแห่งความใคร่ แบง่ ออกเป็นสองประเภท คอื อบายภูมิ และสุคตภิ มู ิ
อบายภมู ิ ยังแบ่งออกเป็นสภ่ี ูมไิ ด้แก่ นรกภูมิ ตริ ัจฉานภมู ิ เปรตภมู ิ และอสรู กายภมู ิ
นรกภมู ิ เป็นทีต่ ้ังของสัตวท์ ่ีทําบาป ตอ้ งไปรบั ทัณฑ์ทรมานนานาประการ แบง่ ออกเป็นขุม
ใหญ่ ๆ ได้ แปดขุมดว้ ยกัน คอื
- สัญชีพนรก มอี ายุ 500 ปี นรก (1 วันเทา่ กบั 9 ล้านปีของมนษุ ย์)
- กาฬสุตตนรก มอี ายุ 1,000 ปนี รก (1 วันเท่ากบั 36 ล้านปขี องมนุษย์)
- สังฆาฏนรก มีอายุ 2,000 ปนี รก (1 วนั เท่ากับ 145 ล้านปีของมนษุ ย์)
- โรรวุ ะนรก มอี ายุ 4,000 ปีนรก (1 วนั เท่ากบั 576 ลา้ นปขี องมนุษย์)
- มหาโรรุวะนรก มอี ายุ 8,000 ปีนรก (1 วันเทา่ กับ 2,304 ล้านปขี องมนุษย์)
- ตาปนรก มีอายุ 16,000 ปนี รก (1 วนั เท่ากยั 9,236 ลา้ นปีของมนษุ ย์)
- มหาตาปนรก มีอายุยาวนานนับไมถ่ ้วน
- อวจี นี รก หรือ อเวจนี รก มีอายุนบั ได้กลั ปห์ น่ึง
ในแต่ละนรกยังมนี รกบริวาร เช่น นรกขุมทชี่ อ่ื โลหสิมพลี เปน็ นรกบริวารของสัญชีพนรก ผทู้ ี่
เป็นชูก้ ับสามีหรอื ภริยาผอู้ ื่น จามาตกนรกขุมน้ี จะถูกนายนริ บาลไล่ตอ้ นให้ขึ้นตน้ ง้ิวทีส่ ูงตน้ ละหนงึ่ โยชน์
มีหนามเป็นเหลก็ ร้อนจนเป็นสแี ดงมีเปลวไฟลุกโชนยาว 16 นิว้ ชายหญงิ ทเ่ี ปน็ ชูก้ นั ต้องปีนขึน้ ลง โดยมี
นายนริ บาลเอาหอกแหลมท่ิมแทงใหข้ ้ึนลงวนเวียนอยู่เช่นน้ีนับรอ้ ยปนี รก
หนังสือเรยี นวชิ าเลอื ก สาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าการศกึ ษาประวัติศาสตร์สโุ ขทยั (3) รหสั สค13014 43
สาํ หรบั ผูท้ ที่ าํ บาป แตไ่ มห่ นกั พอทจี่ ะตกนรก กไ็ ปเกิดในท่ีอนั หาความเจริญมิได้ อื่น ๆ เช่น เกดิ
เปน็ เปรต อสูรกาย สัตวเ์ ดรจั ฉาน พวกที่พ้นโทษจากนรกแล้วยังมเี ศษบาปติดอยู่กไ็ ปเกิดเป็นเดรจั ฉาน
บา้ ง เปน็ เปรตบา้ ง เปน็ อสูรกายบ้าง เปน็ มนษุ ย์ทที่ ุพพลภาพพิกลพิการ ตามความหนักเบาของบาปทตี่ น
ไดท้ ําไว้
สุคติภมู ิ เปน็ สว่ นของกามาพจรภูมิ หรือ กามสุคตภิ มู ิ แบง่ ออกเปน็ เจ็ดชนั้ คือ มนษุ ยภ์ มู ิ
สวรรคช์ น้ั จตมุ หาราชิกาภมู ิ สวรรคช์ ้นั ตาวตงิ สาภมู ิ (ดาวดงึ ส์ - ไตรตรงึ ษ์) สวรรคช์ ้ันยามาภมู ิ สวรรคช์ น้ั
ตุสิตาภมู ิ (ดสุ ติ ) สวรรค์ช้ันนิมมานรดภี มู ิ และสวรรคช์ ั้นปรนมิ มติ วสวตั ดภี ูมิ
กามาพจรภมู ิท้ังเจด็ ชั้น เป็นท่ตี ้ังอนั เต็มไปด้วยกาม เป็นทท่ี ่องเท่ยี วของสัตว์ทลี่ ุ่มหลงอยูใ่ น รูป
เสียง กลน่ิ รส โผฏฐัพพะ อนั เปน็ อารมณ์อันพงึ ปรารถนา เม่ือรวมกบั อบายภูมิอีกสี่ชั้นเรียกวา่ กามภูมิสบิ
เอ็ดชนั้
รูปภูมิ หรือรูปาวจรภมู ิ ได้แก่ รูปพรหมสบิ หกชั้น เรมิ่ ตั้งแต่พรหมปริสัชชาภมู ิ ท่อี ยู่สงู กวา่
สวรรคช์ นั้ หก คอื ปรนิมมิตวสวัตดี มากจนนบั ระยะทางไม่ได้ ระยะทางดังกล่าวอปุ มาไวว้ ่า สมมติมหี ิน
ก้อนใหญ่เทา่ โลหะปราสาทในลังกาทวปี หนิ กอ้ นนท้ี ง้ิ ลงมาจากชั้นพรหมปรสิ ัชชาภมู ิ หินกอ้ นนั้นใช้เวลา
ถงึ สีเ่ ดือนจงึ จะตกลงถงึ พื้น
จากพรหมปริสัชชาภูมิขน้ึ ไปถึงชัน้ ทส่ี บิ เอด็ ชือ่ ชน้ั อสญั ญีภมู ิ เปน็ รูปพรหมท่มี รี ูปแปลกออกไป
จากพรหมชน้ั อน่ื ๆ คอื พรหมช้ันอนื่ ๆ มรี ปู มีความรู้สึก เคลื่อนไหวได้ แตพ่ รหมชัน้ อสัญญีมีรูปที่ ไมไ่ หว
ตงิ ไร้อริยาบท โบราณเรยี กว่า พรหมลกู ฟักครั้นหมดอายุ ฌานเสื่อมแลว้ ก็ไปเกดิ ตามกรรมตอ่ ไป
รูปพรหมท่ีสงู ขน้ึ ไปจากอสัญญีพรหมอีกหา้ ชั้นเรียกว่า ชนั้ สทุ ธาวาส หมายถึงทอี่ ยขู่ องผูบ้ ริสทุ ธิ
ผู้ท่จี ะไปเกดิ ในพรหมชน้ั สุทธาวาสคือ ผู้ที่สาํ เร็จเปน็ พระอริยบุคคลช้นั พระอนาคามี คือเป็นผู้ที่ไม่กลบั มาสู่
โลกนีต้ อ่ ไป ทุกท่านจะสาํ เรจ็ เปน็ พระอรหนั ต์แลว้ นพิ พานในชน้ั สทุ ธาวาสนี้
อรปู ภมู ิ หรืออรูปาพาจรภูมิ มีส่ชี ั้น เป็นพรหมที่ไม่มรี ปู ปรากฏ ผู้ทไ่ี ปเกิดในภมู ิน้ีคือผู้ทบ่ี าํ เพ็ญ
เพียรจนได้บรรลุฌานโลกียช์ ้นั สงู สดุ เรยี กว่าอรูปฌานซึ่งมีอยู่ส่รี ะดับได้แก่ผู้ทบ่ี รรลุอากาสานญั จายตนะฌาน
(ยึดหน่วงเอาอากาศเปน็ อารมณ์) จะไปเกดิ ในอากาสานัญจายตะภมู ิ ผทู้ ี่บรรลวุ ญิ ญาณัญจายตนะฌาน (ยดึ
หน่วงเอาวิญญาณเป็นอารมณ์) จะไปเกิดในวิญญาณญั จายตะภูมิ ผ้ทู ่บี รรลุอากิญจญั ญายตนะฌาน (ยดึ หนว่ ง
เอาความไม่มีเป็นอารมณ์) จะไปเกดิ ในอากญิ จัญญาตนะภูมิ และผู้ท่ีบรรลุเนวสัญญานสสัญญายตนะฌาน (ยึด
หน่วงเอาฌานท่สี ามให้ละเอยี ดลงจนเป็นผู้มีสัญญากม็ ิใช่ ไม่มีญากม็ ิใช่) จะไปเกิดในแนวสัญญานาสัญญายต
นะภมู ิ พรหมเหล่านี้เม่ือเสื่อมจากฌานก็จะกลับมาเกิดในรูปพรหมภมู ิ หรือภูมิอ่ืน ๆ ได้เช่นกัน
หนงั สือเรียนวชิ าเลอื ก สาระการพฒั นาสังคม รายวิชาการศึกษาประวัติศาสตรส์ ุโขทยั (3) รหัส สค13014 44
การกาํ เนดิ ของสตั ว์ การเกดิ ของสตั ว์ในสามภูมิมีอยสู่ ่อี ยา่ งดว้ ยกันคือ
- ชลาพุชะ เกดิ ในครรภ์ เชน่ มนษุ ยแ์ ละสัตวเ์ ดรัจฉานบางชนิดทเี่ ลย้ี งลูกด้วยนม
- อณั ฑชะ เกิดในไข่ ไดแ้ กส่ ัตวเ์ ดรจั ฉานบางชนิด เชน่ นก สตั ว์เล้ือยคลานบางชนดิ ปลา เป็นต้น
- สังเสทชะ เกิดในเถ้าไคล ได้แกส่ ัตว์ช้ันตาํ่ บางชนิดท่ใี ช้การแบง่ ตวั ออกไป เชน่ ไฮดรา อมบิ า เป็นต้น
- โอปาติกะ เกิดขึน้ เอง เมอื่ เกิดแลว้ กจ็ ะสมบูรณเ์ ต็มท่ี เมอื่ ตายไปจะไม่มีซาก ได้แก่ เปรต อสรู กาย
เทวดา และพรหม เปน็ ต้น
การตายของสตั ว์ การตายมสี าเหตสุ ่ปี ระการด้วยกันคอื
- อายุขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นอายุ
- กรรมขยะ เปน็ การตายเพราะสิน้ กรรม
- อภุ ยขยะ เป็นการตายเพราะสิน้ ทั้ง อายุ และส้ินทัง้ กรรม
- อุปัจเฉทกรรมขยะ เป็นการตายเพราะอุบตั เิ หตุ
นอกจากน้ันแลว้ มีการกลา่ วถงึ สงิ่ ต่าง ๆ ในโลกและในจักรวาล มภี ูเขาพระสุเมรุราชเป็น
แกนกลาง แวดล้อมด้วยกําแพงน้ําสที นั ดรสมทุ ร และภเู ขาสัตตบรรพต อันประกอบดว้ ย ภูเขายคุ นธร อิ
นมิ ธร กรวิก สทุ ัศนะ เนมินธร วนิ ันตกะ และอัสสกณั ณะ กล่าวถึงพระอาทิตย์ พระจนั ทร์ ดาวนพเคราะห์
และดารากรท้งั หลายในจักรวาล เปน็ เครอ่ื งบ่งบอกใหร้ ู้วันเวลาฤดูกาล และเหตุการณต์ ่าง ๆ กล่าวถงึ ทวปี
ทง้ั สีท่ ีต่ ้ังอยู่รอบภูเขาพระเมรุมาศ ชมพูทวปี อยูท่ างทิศใต้กวา้ ง 10,000 โยชน์ มปี รมิ ณฑล 300,000 โยชน์
มีแผ่นดนิ เลก็ ล้อมรอบได้ 500 มแี ผ่นดนิ เลก็ อยู่กลางทวีปใหญส่ ผ่ี นื เรยี กวา่ สุวรรณทวปี กว้างได้ 1,000
โยชน์ มปี ระมณฑล 30,000 โยชน์ เปน็ เมอื งท่ีอย่ขู องพญาครฑุ
การกาํ หนดอายุของสัตว์และโลกทั้งสามภูมิ มี กลั ป์ มหากัลป์ การวินาศ การอบตั ิ การสร้างโลก
สรา้ งแผ่นดินตามคติของพราหมณ์
ทา้ ยสุดของภูมิกถา เป็นนพิ พานคถาว่าด้วยนิพพานสมบตั ิของพระอริยะเจ้าทั้งหลาย วิธีปฏิบตั ิ
เพือ่ บรรลุพระนิพพาน อันเป็นวิธีตามแนวทางของพระพุทธศาสนา
2. วรรณกรรมเรื่อง สุภาษติ พระร่วง เปน็ วรรณกรรมจารึกลงในแผ่นศิลารูปสเ่ี หลี่ยมจตรุ ัส
ตดิ ไวก้ ับผนงั ด้านใน ของศาลาหนา้ พระมหาเจดียห์ ลงั เหนือ วดั พระเชตุพน ฯ กรุงเทพ ฯ และจดไว้ใน
สมดุ ไทยอีกหลายเลม่ กรมศลิ ปากรจดั พิมพเ์ ปน็ ครัง้ แรก เมื่อปี พ.ศ.2472 มีช่อื เรียกอีกอยา่ งหน่ึงว่า
บญั ญัติพระร่วง เป็นภาษติ ไทยแท้ ๆ ใช้ถ้อยคาํ อยา่ งพ้นื ๆ เป็นภาษติ ไทยเกา่ แก่ทต่ี ดิ ปากคนไทยสืบ
มา และมากลายรูปไปในลักษณะกวนี ิพนธ์แบบต่าง ๆ แทรกอยูใ่ นวรรณคดไี ทยในเวลาต่อมา เม่ือ
พิจารณาตามรูปของวลีจะพบว่า คลา้ ยคลงึ ใกลเ้ คียงกบั จารึกพ่อขุนรามคาํ แหงอาจเป็นไปไดว้ า่ สุภาษิต
พระร่วงเดมิ เปน็ พระบรมราโชวาท ซงึ่ พระร่วง พ่อขนุ รามคาํ แหง ทรงแสดงสั่งสอนประชาชนชาวไทยใน
ครัง้ น้ัน
สภุ าษติ พระรว่ งเขยี นเป็นร่ายสภุ าพ มีรูปแบบท่ีกําหนดไว้ตายตัววา่ ในวรรคหนง่ึ ๆ ให้ใช้คําได้
วรรคละห้าคาํ คําสง่ สัมผสั มีรูปวรรณยกุ ต์ใด คาํ รับสัมผัสต้องมีรปู วรรณยุกตน์ ้นั เชน่ ภายในอย่านาํ ออก
ภายนอกอย่านาํ เข้า เปน็ ตน้
วรรณกรรมเรอ่ื งสุภาษิตพระรว่ งเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะของสุโขทัย ไดร้ บั การเรียบเรยี งเป็น
ร่ายสภุ าพ และจารกึ เปน็ วรรณกรรมลายลักษณ์
หนงั สอื เรยี นวชิ าเลือก สาระการพฒั นาสงั คม รายวชิ าการศกึ ษาประวัติศาสตรส์ โุ ขทัย(3) รหสั สค13014 45
3. ตาํ นานเรอื่ ง ไมช้ ําระพระร่วง เปน็ เรื่องเล่าคร้งั หนึ่งพระรว่ งประพาสป่าเสด็จไปลงพระ
บงั คน เสร็จแล้วทรงหยบิ ไม้ใกล้ ๆ พระองค์มาชําระแลว้ โยนทง้ิ ไป ไมน้ ้นั ก็เกดิ เป็นตน้ มีพรรณแพร่หลายมา
จนทุกวนั นี้
ไมช้ าํ ระพระรว่ ง หรือ แกง้ ขีพ้ ระร่วง ชือ่ อื่น กล้วย(จนั ทบรุ ี) ขพ้ี ระรว่ ง มนั ปลาไหล
(นครราชสีมา) เช็ดกน้ พระเจ้า (นา่ น) เชด็ ขพี้ ระเจ้า (เชียงใหม่) ตะคาย มะหาดน้ํา เยือ้ ง หมอ่ น
ดง ตายไมท่ ันเฒ่า (ภาคใต้)
แกงข้ีพระร่วงเป็นต้นไม้ สูง 5 - 20 ม. เรือนยอดเป็นพุ่มสูงถึงค่อนข้างกลมเปลือกสีเทา
เรียบเปลือกช้ันในสีนํ้าตาลคล้ํา กิ่งอ่อน ก้านใบ และช่อดอกมีขนนุ่มส้ันคลุม ใบ เดี่ยว เรียงเวียน
สลับรูปไข่แกมรูปใบหอก กว้าง 5-8 ซ.ม. ยาว 8-15 ซ.ม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเบ้ียว มน
ถึง สอบกวา้ ง ขอบใบเรียบถึงหยกั ผวิ ใบเกลยี้ ง ถึงมีขนเลก็ น้อยตามเสน้ ใบ มเี สน้ ใบหลกั 3 เส้นจาก
โคนใบ กา้ นใบยาว 0.5-1 ซ.ม. ดอก เลก็ ออกเป็นช่อสัน้ ๆ ตามงา่ มใบ ผล รูปไข่ กว้างประมาณ
0.5 ซ.ม. ยาวประมาณ 0.7 ซ.ม. ปลายผลเปน็ ติ่งคล้ายง่ามหนังสต๊ิก ซ่ึงเจริญมาจากปลายก้านเกสร
เพศเมยี เม่อื สกุ สีแดง
แก้งขี้พระร่วงมีการกระจายพันธ์ุในป่าเบญจพรรณและป่าดิบทางภาคเหนือ ตะวันออก ภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนอื และภาคใต้ ทค่ี วามสูงระดับทะเลปานกลาง 150 – 600 ม. ในต่างประเทศพบท่ี
ศรลี ังกา บังคลาเทศ พม่า ลาว กมั พูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนเี ซีย และฟิลปิ ปนิ ส์
เน้ือไม้ของแก้งขี้พระร่วงกลิ่นเหม็น ไม่ได้นํามาใช้ประโยชน์ในการก่อสร้าง แต่มักนํามาปรุงเป็น
ยาขับถา่ ยพยาธิไส้เดอื นในเด็ก
หนงั สือเรยี นวิชาเลือก สาระการพฒั นาสังคม รายวชิ าการศกึ ษาประวตั ิศาสตร์สุโขทัย(3) รหัส สค13014 46
ภาพจิตรกรรมฝาผนังดา้ นในอุโบสถวดั ศรมี งคล บา้ นนาทราย ตําบลวังบาล อาํ เภอหล่มเกา่
จงั หวดั เพชรบรู ณเ์ ปน็ รูปสตรีกําลังนัง่ ถ่ายอจุ จาระ ถอื ไม้อยใู่ นมือขวา มหี มากําลงั นัง่ คอยกําจดั ปฏิกูลอยู่
ใกล้ ๆ
หมู่ จดหมายเหตุ ร.4 จ.ศ.1228
ช่อื ร่างสารตราถงึ พระยาสโุ ขทยั พระยากําแพงเพชร วา่ ดว้ ยต้องพระราชประสงค์หอยก้นตดั ไม้ชําระ
พระรว่ ง ให้แต่ง กรมการไปสง่ โดยเรว็
เลขท่ี 51 สมดุ ไทยดาํ พ.ศ. 2409
ประวัติ ได้มาจากกระทรวงมหาดไทย
หนงั สอื เจ้าพระยาภธู ราภยั ฯ มาถงึ พระยากําแพงเพชร พระยาสุโขทัย กรมการเมืองกําแพงเพชร
กรมการเมืองสโุ ขทยั ดว้ ยจะต้องพระราชประสงคห์ อยกน้ ตัดสกั 9 ชะลอม ไมช้ าํ ระพระรว่ ง 30 ต้น 40 ต้น
และหอยกน้ ตดั ทเ่ี มอื งกําแพงเพชรชุกชมุ ไมช้ ําระพระรว่ งทเ่ี มอื งสุโขทยั มมี ากนน้ั ใหพ้ ระยากําแพงเพชร
พระยาสโุ ขทยั กรมการ แต่งหลวงขุนหม่นื กรมการไปเที่ยวหาหอยกน้ ตดั ที่แขวงเมอื งกาํ แพงเพชร ไม้ชําระ
พระร่วงที่แขวงเมืองสุโขทัยให้ได้ เร่งแต่งกรมการคมุ ลงไปส่ง ณ กรงุ เทพฯ โดยเร็ว
สารตรามา ณ วนั อาทิตย์ ข้นึ 8 คาํ่ เดือน 6 ปีขาลอฐั ศก
ต้นฉบบั จดหมายเหตุฉบับน้ี เกบ็ อย่ทู ่ีงานบรกิ ารภาษาโบราณ หอสมดุ แหง่ ชาติ กรงุ เทพมหานคร.
คาํ อธิบายไมช้ าํ ระพระรว่ งและต้นชําระพระร่วง ณ อทุ ยานแห่งชาตริ ามคาํ แหง อําเภอครี มี าศ
4. ตาํ นานเร่อื ง ปลากา้ งพระรว่ ง มีตาํ นานเล่าวา่ ณ เมอื งศรสี ตั ชนาลยั เจา้ เมอื งมลี ูกชายชือ่
ว่าร่วง เมอื่ เห็นวา่ ลูกของตนไมม่ ีเพ่ือนเล่น พอ่ จงึ ไปขอเพ่ือนเลน่ ใหล้ ูกทศ่ี าลเทพารักษ์แห่งหนึง่ รุ่งเชา้
ปรากฏวา่ มไี ม้แกะเป็นรูปเดก็ วางไว้ที่ศาล ตกกลางคนื พอเดือนตกแลว้ พอ่ ของร่วงซึ่งกลบั ไปทศ่ี าลอีกครงั้ ได้
ยนิ เสียงเด็กไม้พดู ทกั ทาย จงึ ดใี จนํามาเป็นเพื่อนเลน่ กบั ลูก โดยต้ังชอื่ ใหว้ ่า ลือ
ตอ่ มาในวนั มาฆบชู า พ่อไดถ้ ามร่วงและลือว่าลูกทัง้ สองต้องการจะสร้างอะไรในศาสนาบา้ ง ร่วง
และลือจงึ บอกพ่อวา่ จะสร้างเจดยี ์ พอ่ จึงให้ชา่ งสรา้ งเจดยี ์ข้ึนสององค์ ซ่งึ เจดีย์ของรว่ งแต่แรกน้นั สวยกวา่
ของลือ ลอื จึงใหส้ ร้างเจดีย์ของตนสงู กวา่ ของร่วง ร่วงเห็นเข้าไม่พอใจจึงเตะยอดเจดยี ์ของลอื หักกระเดน็ ไป
ตกที่จงั หวดั ลพบุรี (กลายเปน็ ยอดเจดีย์หักในจังหวดั ลพบุรี สว่ นเจดียข์ องร่วงกบั ลือยังอยู่ในจังหวัดสโุ ขทยั )
หนงั สอื เรียนวิชาเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าการศึกษาประวัติศาสตร์สโุ ขทัย(3) รหสั สค13014 47
ปลากา้ งพระร่วงปลาที่พระร่วงใช้วาจาสิทธิป์ ลาเหลา่ นชี้ าวเมืองสโุ ขทัยไม่กินและไม่ทํารา้ ยถือเปน็ ปลา
ศักด์สิ ทิ ธิข์ องพระร่วงเจา้
วนั หน่งึ รว่ งเก็บมะขามเทศใส่ยา่ มเดินกินท้ิงเมล็ดไปตลอดทางในระยะสกี่ ิโลเมตร ต่อมาเกิดเป็น
ต้นมะขามเทศงอกและโตขน้ึ ณ สองฟากถนนและมีช่องวา่ งเป็นทางสําหรับเล่นวา่ ว พ่อจึงทําว่าวจุฬาให้
รว่ งและทําวา่ วปักเป้าให้ลือ วา่ วของร่วงมักจะตกอยู่เสมอ ร่วงพดู ขน้ึ ว่าขอให้วา่ วของลือสายขาดซึ่งกเ็ ป็นไป
ตามนั้น ร่วงจงึ ใหล้ ือมาเป็นคนคอยสง่ วา่ วให้ ต่อมาร่วงได้ท้าแขง่ กับคนตา่ งอาํ เภอและต้องรอคแู่ ข่งอยู่จน
เย็น ขณะทําการแข่งขัน ร่วงว่ิงสะดดุ หนิ ลม้ ลง เข่าท้งั สองข้างจงึ กระแทกพืน้ ดนิ อย่างแรงเกิดเปน็ รอยดิน
ยบุ ลงไปเป็นรูปวงกลมสองบ่อ ร่วงจึงบอกว่าขอใหบ้ ่อท้งั สองนจ้ี งมนี าํ้ ซึมอยูต่ ลอดปี แม้จะมคี นมาตักก็ไม่
แหง้ ชาวสโุ ขทัยจงึ ถือกันว่าเป็นบ่อนํ้าศักดิส์ ทิ ธิ์
หลงั จากเลกิ แข่งวา่ ว รว่ งกับลอื กเ็ ดนิ ทางกลับบา้ น พอดีพบพ่อค้าปลา รว่ งหิวข้าวจงึ ขอปลามาปิ้ง
กิน พ่อคา้ บอกว่าจะเอาปลาไปเล้ยี ง ร่วงวา่ ขอแต่เน้ือเทา่ น้ัน สว่ นตัวปลาจะเอาไปเลยี้ งก็ตามใจเถดิ แลว้
เอามีดเหลาโครงว่าวปาดแก้มปลาจนถงึ หางทั้งสองข้าง ส่วนหวั กบั ก้างนน้ั โยนลงไปในบ่อน้าํ ท่ีอยใู่ กล้ๆ นนั้
พรอ้ มสั่งใหป้ ลามีชวี ิตขนึ้ มา กลายเป็นปลาก้างตามทเ่ี ลา่ มาในตอนตน้ พ่อค้าสอบถามรู้วา่ เป็นผมู้ บี ญุ ก็ยก
ปลาให้กินทง้ั หมด ร่วงกนิ อิ่มแล้วจึงคืนให้พ่อคา้ ปลาไปหน่ึงกระป๋อง และสง่ั ว่าเมื่อกลบั ถงึ บา้ นค่อยเปิดออก
ดูจะได้ของดเี ป็นสิง่ ท่ีทกุ คนต้องการ คร้ันถงึ บ้านเม่อื พ่อค้าปลาเปิดกระป๋องออกดกู ็เหน็ มที องคาํ อยูเ่ ต็ม
กระป๋อง จึงนําเร่อื งนีไ้ ปบอกกับเพื่อนบ้าน ชาวบา้ นจึงต่างออกตามหาร่วงแต่ก็ไม่พบ
ต่อมาไดม้ ีการประกาศค้นหาผู้มบี ญุ ให้เป็นเจ้าเมอื งครองกรุงสโุ ขทัย รว่ งจงึ ไดร้ บั คดั เลอื กเป็น
พระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า “พระรว่ ง” แตบ่ างตํานานเรยี กพระนามว่า พระเจ้าศรีจันทราธิบดี
ปลากา้ งพระร่วง
ชื่อไทย ก้างพระรว่ ง ผี กระจก
ชื่ออังกฤษ Glass cat fish
ช่อื วิทยาศาสตร์ Kryptopterus Bieirshis (Cuv. and Val.)
ถ่ินที่อาศัย ธารน้ําไหล บรเิ วณเชงิ เขาในภาคตะวันออกและภาคใต้ แมน่ ํา้ บางแหง่ ในภาคกลางของ
ประเทศไทย อินโดนเี ซียที่เกาะบอร์เนียวและ สุมาตรา ลกั ษณะลาํ ตวั ยาวแบน ข้างคล้ายกบั ปลาเนือ้ อ่อน
แต่มีขนาดเล็ก ลําตัวมีลกั ษณะโปรง่ ใสจนสามารถมองเห็นโครงกระดูกภายใน มีหนวด 2 คู่ หนวดคแู่ รก
บนขากรรไกรบนมีขนาดยาดและชี้ไปทาง ส่วนดา้ นหนา้ สว่ นคูท่ ่ี 2 อยู่บนขากรรไกรล่างมขี นาดส้นั ครบี
หลงั มีขนาดเลก็ และส้นั มากแทบมองไมเ่ หน็ ครีบกา้ นยาวจนถึงครีบหางเปน็
หนงั สอื เรยี นวิชาเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวิชาการศึกษาประวัติศาสตรส์ โุ ขทัย(3) รหสั สค13014 48
ปลาทีช่ อบลอยตวั อยูก่ ับที่และรวมตวั กนั เปน็ ฝงู จัดเปน็ ปลาทเ่ี หมาะจนนาํ มาเลยี้ งเปน็ ปลา
สวยงามมาก เนื่องจากเปน็ ปลาลักษณะแปลกเลี้ยงง่าย และขนาดพอเหมาะกล่าวคือขนาดโดยทัว่ ไปเฉลี่ย
ประมาณ 8-10 เซน็ ตเิ มตร สงู สุดไม่เกิน 15 เซนตเิ มตรและยังเป็นปลาท่สี ามารถรวบรวมได้จากธรรมชาติ
ปจั จบุ นั ได้มีผู้รวบรวมปลาชนิดนสี้ ่งไปจําหน่ายต่างประเทศเปน็ จาํ นวนมาก อาหารทเ่ี หมาะสมของปลา
ชนิดนค้ี อื แพลงค์ตอนสัตว์และตัวอ่อนแมลงนาํ้ ทม่ี ชี วี ติ ทีม่ า : วนั เพ็ญ มนี กาญจน์.ปลาไทยในสถานแสดง
พันธป์ ลานาํ้ จืด.กรุงเทพมหานคร.ศิวพร.2528 หนา้ ที่ 53. ผเู้ รยี นจะดปู ลาชนิดนีไ้ ด้ทต่ี ู้เลย้ี งปลากา้ งพระรว่ ง
ของพพิ ธิ ภัณฑสถานแห่งชาติรามคาํ แหง
5. ตํานานเรือ่ ง พระร่วงนางคํา เป็นตาํ นานรักของหนุม่ สาวในสมยั พระร่วงเจา้ กล่าวตาม
ประวตั คิ วามเป็นมา ระหว่างพระรว่ งเจา้ และสาวงามเรยี กว่า นางคํา ซ่ึงเปน็ สาวงามในสมัยนั้น ได้พบรัก
กันในเวลาตอ่ มา พอพระร่วงเจ้าร้วู ่านางคาํ หนมี า พระรว่ งจึงรีบเรง่ ตดิ ตามนางคํามา ดว้ ยความรบี ร้อน
และขาดความระมัดระวัง พระร่วงเจ้าเกดิ ตกหลุมจงึ เกดิ บ้านสามหลุมในปัจจุบนั และเมื่อเดนิ ทางตอ่ มา
ได้เกิดสะดดุ ตอ ในสถานท่เี ดินผา่ น ได้เกิดบา้ นแสนตอ ได้เสียจติ เสยี ใจ ทีส่ ะดุดตอและหกลม้ ทาํ ให้เกดิ
เปน็ ชอื่ บ้านเสยี จติ ในปัจจุบนั ไดเ้ ปลย่ี นเปน็ บา้ นสารจิตร เม่อื พระร่วงเจ้าเกิดความเหนอื่ ยอ่อนเพราะ
ตามนางคําไม่ทัน จงึ ไดน้ ั่งคุกเข่าท่บี ้านคกุ ต้งั แต่นน้ั มา ปู่ ยา่ ตา ยาย จงึ ไดเ้ ล่าขานเป็นตํานานช่ือ หมบู่ า้ น
ต้งั แต่น้ันมาและเมื่อประชากรเพ่ิมมากขึน้ จึงได้มกี ารแยกหมู่บา้ น เปน็ 14 หมูบ่ า้ นในปัจจุบันและพฒั นา
มาสคู่ วามเจรญิ
คําขวัญตําบลสารจิตร
จิตรเป็นแก่นสาร ตํานานพระร่วงนางคํา
อดุ มดว้ ยนํ้า ลําห้วยแมท่ า่ แพ งามแทห้ นองจระเข้
พนื้ เพวัฒนธรรมโบราณ ลกู หลานหา่ งไกลยาเสพติด
6. ตํานานเร่อื ง พระร่วงพระลือ จากคําบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า เดิมจาํ หลกั จากงาดาํ ของ
ชา้ งเผอื กเป็นศิลปะสุโขทยั ต่อมามีการหล่อด้วยสําริดศลิ ปะอยธุ ยา ลักษณะประทับยืนตรง ยกพระหตั ถ์
ท้ังสองตง้ั เสมอพระอรุ ะ ทรงพระมาลาท่ีชาวบา้ นเรียกวา่ หมวกชีโบ ครองจีวรคลุมยาวถึงพระชงฆ์ องค์
พระร่วงสูง 38 เซนติเมตร กว้าง 8 เซนตเิ มตร องค์พระลือสูง 34 เซนติเมตร กวา้ ง 7 เซนติเมตร ปัจจบุ ัน
ตงั้ แสดงอยู่ทีพ่ ิพิธภัณฑสถานแหง่ ชาติรามคาํ แหง
พงศาวดารเหนือกล่าวประวัตพิ ระร่วงกษัตริย์ผู้ครองกรุงสุโขทัยว่า พระบิดาเปน็ มนษุ ย์พระ
มารดาเป็นนางนาค พระบิดาเดิมครองนครหริภญุ ไชย ทรงพระนามว่าอภยั คามมะนี ท่านได้ไปจําศีล
ภาวนาอยู่บนภูเขาแห่งหนงึ่ ไดม้ นี างนาคจาํ แลงกายเปน็ มนุษย์ขนึ้ มาเทย่ี วเลน่ ได้พบพระยาอภยั คามมะนี
แล้วเกดิ รักใคร่กนั ได้อย่รู ว่ มกันเป็นเวลาเจด็ วนั นางนาคก็กลับสูเ่ มืองบาดาล เมื่อใกลค้ ลอดบุตรจงึ ได้ขึ้น
จากบาดาลไปยังภเู ขาท่ีเคยพบพระยาอภัยคามมะนี และคลอดบุตรชาย ณ ท่นี ้ัน แลว้ วางบตุ รบนผา้
กมั พล พร้อมทั้งวางพระธาํ มรงคท์ ี่ไดร้ บั ประทานจากพระยาอภัยคามมะนี อธิษฐานขอให้พ่อลกู พบกนั
แล้วกลับไปบาดาล
หนงั สอื เรยี นวิชาเลอื ก สาระการพัฒนาสงั คม รายวิชาการศึกษาประวตั ิศาสตรส์ ุโขทัย(3) รหสั สค13014 49
มพี รานป่าผู้หนงึ่ มาพบทารกจงึ นําไปเลีย้ ง เม่อื กุมารเจรญิ วยั เปน็ ผ้มู ีบญุ ญาธิการ มีวาจาสทิ ธ์ิ
วนั หนง่ึ พระยาอภยั คามมะนี มีพระราชประสงคจ์ ะสรา้ งพระราชนเิ วศน์เพิ่มเตมิ จึงประกาศใหร้ าษฎรไป
ชว่ ยกนั ตัดไมม้ าสร้างถวาย พรานปา่ กไ็ ด้พาบุตรบุญธรรมไปร่วมตัดไมด้ ้วย กุมารกแ็ สดงฤทธด์ิ ้วยการใช้
วาจาสิทธิ์ใหไ้ ดไ้ ม้มาโดยไม่ตอ้ งลงแรงตัด ความทราบถงึ พระยาอภยั คามมะนี จึงรบั สงั่ ให้ลูกนางนาคเขา้
เฝ้า เม่อื ได้ซกั ถามประวตั ิจนทราบว่า เป็นพระโอรสจึงรับเข้าไว้ในเศวตฉตั ร และทรงตั้งพระนามวา่ อรุณ
กุมาร พระยาอภยั ฯ มโี อรสกับพระมเหสอี กี องค์หนงึ่ มีพระนามว่า ฤทธิกมุ าร เม่ือโอรสทั้งสองเจริญวยั
กไ็ ด้ทรงสู่ขอพระธดิ าผู้ครองนครศรีสชั นาลัยมาอภิเษกสมรสกับอรุณกมุ าร เมื่อพระยาอภัย ฯ สวรรคต
อรณุ กุมาร ก็ได้ครองนครศรีสชั นาลัยควบคกู่ บั นครสโุ ขทยั ทรงพระนามวา่ พระร่วงพระองค์ได้ทรงสู่ขอ
พระธดิ าเจา้ เมืองเชยี งใหม่ ให้อภเิ ษกสมรสกบั ฤทธิกมุ าร และหลงั จากเจา้ เมืองเชียงใหม่สวรรคตแลว้
เจา้ ฤทธิกมุ ารกไ็ ดค้ รองเมืองเชียงใหมไ่ ด้พระนามใหมว่ ่า พระลอื
7. ตาํ นานเรือ่ ง พระร่วงส่วยนาํ้ มีตาํ นานเร่ืองพระรว่ งอีกเร่ืองหนง่ึ กล่าววา่ พระร่วงเป็นบุตร
ของนายคงเครา นายกองสง่ ส่วยน้ําเมืองลพบรุ ี ในครง้ั นนั้ พระเจ้าแผน่ ดินขอมแห่งกรุงกมั พชู ามีเมืองข้นึ ที่
ตอ้ งส่งเคร่ืองบรรณาการเปน็ จาํ นวนมาก ในจาํ นวนดังกล่าวมีเมอื งลพบรุ ีอย่ดู ว้ ย เมืองลพบรุ ีตอ้ งสง่ สว่ ย
นา้ํ เป็นเคร่ืองบรรณาการเปน็ ประจําทกุ ปี นายคงเครามีบุตรคนหนึ่งชือ่ นายรว่ ง เป็นคนมีบุญญาธิการ มี
วาจาสิทธิ์ เมอื่ ตอนท่ีมอี ายสุ ิบเอด็ ปี เขาพายเรือทวนน้ํานานเขา้ จึงเหนด็ เหนื่อยมากถงึ กับออกปากว่า
"ทําไมนาํ้ จึงไม่ไหลไปทางโน้นบา้ ง" พอพดู ขาดคาํ กป็ รากฏว่าสายน้ําได้ไหลย้อนกลบั ไปในทางทจี่ ะไปทนั ที
นายรว่ งเม่ือรู้ว่าตนมวี าจาสทิ ธิ์ก็เกบ็ เร่ืองไว้เปน็ ความลบั ไม่บอกให้ใครรู้
เมอ่ื นายคงเคราชราภาพลง นายร่วงจงึ รับหนา้ ท่ีส่งสว่ ยน้ําแทนบิดา เขาคิดหาวิธีการทําภาชนะ
ใสน่ ํ้าส่งเจ้ากรงุ กัมพชู า เป็นภาชนะท่ีเบาและจนุ ้าํ ได้มากโดยใชไ้ มไ้ ผม่ าจกั สานเปน็ ชะลอม (ครุ) ข้ึนเปน็
จํานวนมาก แลว้ นําไปตักนาํ้ ในทะเลชบุ ศร ลน่ั วาจาสทิ ธิ์ใหน้ าํ้ ไมร่ ่ัวออกจากชะลอม นํา้ ก็อยใู่ นชะลอมไม่
รว่ั ไหลออกมา เมอื่ นาํ ไปถวายพระเจ้ากรุงกัมพูชาทรงเห็นเป็นท่อี ศั จรรย์ และทรงวติ กว่าบัดนี้มคี นมีบญุ
เกิดขนึ้ แล้ว ถ้าปล่อยไวจ้ ะเป็นอันตรายต่อกรุงกมั พูชา ควรท่ีจะกําจัดนายรว่ งเสียโดยเรว็ จงึ ได้ตรสั สง่ั ให้
นายเดโชชยั นายทหารคู่พระทัย ดาํ เนนิ การกําจัดนายรว่ งเสีย
ฝา่ ยนายรว่ งเม่ือได้ทราบว่าพระเจา้ กรงุ กัมพูชาคิดกาํ จดั ตน จงึ หลบหนีจากเมืองลพบุรีขึ้นมา
บวชเปน็ พระภิกษุท่วี ดั มหาธาตุ เมอื งสโุ ขทยั นายเดโชชยั เปน็ ผู้มีวิชาอาคมแกก่ ล้ากไ็ ด้ติดตามนายรว่ ง
มาถงึ เมืองสุโขทัย เมอื่ มาถงึ กําแพงเมืองสุโขทัย ก็ใชอ้ ิทธฤิ ทธิด์ ําดนิ ลอดใต้กําแพงเมืองเข้ามาโผลข่ ้ึนใน
ลานวัดมหาธาตุ ขณะน้ันพระภิกษุพระรว่ งกําลังกวาดลานวดั อยู่ นายเดโชชัยจึงเข้าไปถามวา่ รู้ไหมวา่
นายร่วงทีม่ าจากเมืองลพบรุ นี ้ันขณะนี้อยทู่ ี่ไหน พระภิกษรุ ว่ งกร็ ู้ทนั ทวี า่ คนผูน้ ีต้ ามมาทาํ ร้ายตน จึงได้
กล่าววาจาออกไปว่า "สจู งอยูท่ น่ี ีเ่ ถิด รปู จะไปบอกนายรว่ งให้" พอพดู ขาดคาํ รา่ งของนายเดโชชัยก็
กลายเปน็ หนิ ไปทันที เมอื่ ชาวบา้ นเมืองสุโขทยั ร้วู ่าพระภิกษุรว่ งมีวาจาสทิ ธิ์ สาปขอมให้กลายเปน็ หนิ ได้
จงึ มคี วามเคารพศรัทธาเป็นอย่างยง่ิ เม่อื เจา้ เมืองสโุ ขทัยสิน้ แล้ว จึงไดพ้ ากนั อาราธนาให้พระภกิ ษรุ ว่ งลา
สกิ ขา แล้วข้ึนครองเมืองสุโขทัย ทรงพระนามวา่ พระเจา้ ศรีจนั ทราธิบดี ทรงปกครองบา้ นเมืองด้วย
ทศพิธราชธรรม นาํ ความร่มเยน็ เปน็ สุขมาสู่ประชาชน และบ้านเมอื งกเ็ จริญรุง่ เรืองสืบต่อมา
สาํ หรับรูปคนทเี่ ป็นหนิ นน้ั ชาวบา้ นเรียกว่า ขอมดาํ ดนิ ปัจจุบนั ถูกคนทบุ ตจี นแตกหักเป็นเศษ
เลก็ เศษน้อย ทางราชการไดน้ ําไปไวท้ ี่ศาลพระแมย่ ่า หน้าศาลากลางจงั หวดั สโุ ขทยั
หนังสอื เรยี นวิชาเลือก สาระการพฒั นาสังคม รายวชิ าการศกึ ษาประวัติศาสตรส์ โุ ขทยั (3) รหสั สค13014 50
กจิ กรรมทา้ ยบท
เรอื่ งวรรณกรรมละตาํ นานสมัยสโุ ขทยั
กจิ กรรมท่ี 1
คาํ ช้ีแจง : ใหน้ กั ศกึ ษาเลอื กคําตอบท่ีถูกที่สุดเพียงคาํ ตอบเดียว
1. เรือ่ งไตรภูมิพระร่วง มีลักษณะการแต่งเป็นแบบใด
ก. ร้อยแก้ว ข. โคลงสี่สภุ าพ
ค. กลอนสุภาพ ง. ร่ายสุภาพ
2. จดุ ประสงคข์ องการแต่งเรื่องไตรภูมิพระร่วงคอื ข้อใด
ก. เพื่ออธิบายพระอภธิ รรม ข. เพือ่ ส่งั สอนพระพุทธศาสนา
ค. เพอ่ื เทศนาโปรดพระราชมารดา ง. ถูกเฉพาะข้อ ข และ ค
3. บคุ คลในข้อใดเปน็ ผเู้ ปลย่ี นชอ่ื จากเตภมู กิ ถา มาเปน็ ไตรภมู พิ ระร่วง
ก. เจ้าพระยาธรรมศักดิม์ นตรี ข. สมเดจ็ ฯกรมพระยาดํารงราชานุภาพ
ค. พระมหานาค วดั ทา่ ทราย ง. พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอย่หู วั
4. เรื่อง ไตรภมู พิ ระรว่ ง ผู้ทรงพระราชนิพนธ์ไดศ้ ึกษาค้นคว้าจากคมั ภีร์พระพทุ ธศาสนาเป็นจํานวนทง้ั สน้ิ ก่ี
คมั ภรี ์
ก. ๒๐ คมั ภีร์ ข. ๒๔ คัมภรี ์
ค. ๒๘ คมั ภรี ์ ง. ๓๐ คัมภรี ์
5. คาํ วา่ ไตรภมู ิ หมายถึงขอ้ ใด
ก. นรก มนษุ ย์ สวรรค์ ข. อดีต ปัจจบุ ัน อนาคต
ค. กามภมู ิ รปู ภูมิ อรูปภมู ิ ง. บาดาล มนุษย์ สวรรค
6. ถ้อยคําหรือข้อความทีม่ ีความหมายเปน็ คติ เราเรียกวา่ อะไร
ก. โวหาร ข. สนุ ทรพจน์
ค. สภุ าษิต ง. คาํ พงั เพย
7. ถ้อยคาํ หรือข้อความทก่ี ล่าวสบื ตอ่ กันมาเพื่อตคี วามใหเ้ ข้ากับเร่อื ง เราเรียกวา่ อะไร
ก. โวหาร ข. สุนทรพจน์
ค. สภุ าษิต ง. คําพงั เพย
8. สาํ นวนในข้อใดไมไ่ ด้มาจากธรรมชาติ
ก. กระต่ายตื่นตูม ข. ฝนตกไมท่ ่ัวฟ้า
ค. ไมง้ ามกระรอกเจาะ ง. ปลาหมอตามเพราะปาก
9. สาํ นวนในข้อใดที่มคี วามหมายไปในทางส่งั สอนให้ระมดั ระวังในการดาํ รงชวี ติ
ก. เกย่ี วแฝกมุงป่า ข. จบั งูข้างหาง
ค. กนิ นาํ้ ไมเ่ ผ่ือแลง้ ง. ไม่ดูตาม้าตาเรือ
หนงั สอื เรยี นวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสังคม รายวชิ าการศึกษาประวัติศาสตร์สุโขทยั (3) รหสั สค13014 51
10. "อยู่ดีไม่วา่ ดี ไปเอาลูกเขามาเล้ียง เปน็ การ ...............แท้ ๆ"
ก. แกวง่ เทา้ หาเสีย้ น ข. หาเหาใส่หัว
ค. เอามือซุกหบี ง. พงุ่ หอกเขา้ รก
11. ขอ้ ใดมเี นือ้ หาคาํ สอนต่างจากพวก
ก. อยา่ ใฝ่ตนให้เกนิ ข. มีสินอย่าอวดมั่ง
ค. รกั ตนกว่ารกั ทรัพย์ ง. จงยง่ิ ยง่ิ ผู้มีศักดิ์
12. .ใครเป็นผมู้ สี ว่ นเกี่ยวขอ้ งในการชาํ ระภาษาถ้อยคําในสุภาษติ พระร่วงฉบบั ท่ีนักเรยี นอา่ น
ก. พอ่ ขนุ รามคําแหง ข. ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร
ค. สมเด็จกรมพระปรมานุชติ ชิโนรส ง. ราชบัณฑติ ยสถานของไทย
13. คําสอนใดบอกให้ปฏบิ ัติ
ก. อยา่ มวั เมาเนืองนิตย์ ข. คบขุนนางอยา่ โหด
ค. อยา่ ใฝ่เอาทรพั ย์ทา่ น ง. สร้างกุศลอย่ารูโ้ รย
หนงั สอื เรยี นวชิ าเลือก สาระการพฒั นาสังคม รายวชิ าการศกึ ษาประวัติศาสตรส์ ุโขทยั (3) รหสั สค13014 52
กจิ กรรมท้ายบท
เรอื่ งวรรณกรรมละตาํ นานสมัยสโุ ขทยั
กิจกรรมที่ 2
คาํ ชีแ้ จง ให้นกั ศึกษาตอบคาํ ถามให้ถูกต้อง
1. นรกภมู ิ มีทั้งหมดกข่ี ุม อะไรบ้าง
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. ไตรภมู พิ ระร่วง มลี ักษณะการแตง่ พเิ ศษอย่างไร
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
ตอนที่ 2 ตอบคาํ ถามต่อไปนี้
1. คาํ สอนในสุภาษติ พระร่วงมจี ุดมุง่ หมายท่ีจะสอนใครบ้าง
........................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
2. ตรับตริตรองปฏิบตั ิ หมายถงึ
........................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
3. ผจิ ะจบั จบั จงมั่น หมายถึง
........................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
หนงั สือเรยี นวิชาเลือก สาระการพฒั นาสงั คม รายวิชาการศึกษาประวัติศาสตร์สโุ ขทยั (3) รหสั สค13014 53
4. อย่าตืน่ ยกยอตน หมายถึง
........................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
5. เข้าเถอ่ื นอย่าลืมพร้า หมายถึง
........................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
6. อาสาเจา้ จนตวั ตาย อาสานายจงพอแรง หมายถึง
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
7. อย่าใจเบาจงหนกั หมายถึง
........................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
8. ภักดีจงอยา่ เกยี จ หมายถึง
.................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
9. ถ้ารูว้ า่ มีกาํ ลงั น้อย กอ็ ย่าอาจหาญไปแขง่ กับคนทมี่ ีกาํ ลังมาก ตรงกับสุภาษติ วา่
.......................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
10. สุภาษติ ท่สี อนใหเ้ ราอย่าหาเรื่องใส่ตัวจนเกิดฟ้องรอ้ งเป็นคดีความ คือ
.................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................
.....................................................................................................................................................................
หนงั สอื เรียนวชิ าเลอื ก สาระการพฒั นาสงั คม รายวชิ าการศกึ ษาประวตั ิศาสตรส์ โุ ขทยั (3) รหสั สค13014 54
แนวการตอบกจิ กรรมท้ายบท
เร่อื งวรรณกรรมละตํานานสมัยสโุ ขทัย
เฉลย ยา
1.ก 2. ค 3. ข 4.ง 5.ค 6.ค 7. ง 8. ก 9.ค 10.ข 11.ง 12.ค 13.ง
เฉลย
ขอ้ ที่ 1. 6 ขุม
1. นรกภมู ิ เปน็ แดนของสตั ว์นรก
2. ดิรัจแนภมู ิ เปน็ แดนของสัตว์ท่เี จรญิ ตามขวาง
3. เปตภมู ิ เปน็ แดนของเปรตท่ีเคยเป็นมนุษยแ์ ละทําความชวั่ เกดิ เปน็ เปรต
4. อสรุ กายภูมิ เปน็ แดนของยกั ษม์ ารหรือผที ่ีหลอกมนุษย์ให้ตกใจกลัว
5. มนุสสภูมิ เป็นแดนของมนุษย์
6. ฉกามาพจร เป็นแดนของเทวดาที่ยังเกยี่ วข้องในกาม มี ๖ ช้นั คือ จาตมุ หาราชกิ า ดาวดงึ ส์
มะ ดุสิต นมิ มานรดี ปรนิมมิตวสวดี
หนังสือเรยี นวิชาเลือก สาระการพฒั นาสังคม รายวชิ าการศึกษาประวตั ิศาสตรส์ ุโขทัย(3) รหสั สค13014 55
เฉลยทดสอบกอ่ นเรียน - หลงั เรียน
1.ค
2.ง
3.ค
4.ก
5.ข
6.ค
7. ง
8.ค
9.ง
10.ค
11.ก
12.ค
13.ง
14.ข
15. ก
16.ค
17. ง
หนงั สือเรียนวิชาเลือก สาระการพฒั นาสงั คม รายวิชาการศกึ ษาประวัติศาสตรส์ ุโขทัย(3) รหสั สค13014 56
แนวการตอบกจิ กรรมท้ายบท
เรื่อง ความเป็นมาของประวัติศาสตรส์ มัยสุโขทัย
1. ยคุ กอ่ นอาณาจกั รสโุ ขทัย (กอ่ นปี พ.ศ. 1761)
ในระยะกอ่ นปี พ.ศ. 1761 อํานาจของอาณาจกั รเขมรรุ่งเรืองมากในดินแดนสุวรรณภูมิ โดยมี
ศนู ยก์ ลางอํานาจทางลมุ่ แม่นํ้าเจ้าพระยาอยู่ท่ีเมืองละโว้ (ลพบรุ ี) เขมรมกี ารปกครองแบบราชาธปิ ไตย
กษตั รยิ ์จะสง่ ขนุ นางมาปกครองเมืองบริวาร โดยเมืองบรวิ ารจะสง่ สว่ ยเป็นบรรณาการให้แกพ่ ระนครหลวง
ขณะเดยี วกนั บางถนิ่ อาจเปน็ อสิ ระมีอาํ นาจปกครองตวั เองแบบนครรฐั กล่มุ ชนคงไมใ่ หญ่โต ผู้ปกครองเป็น
ผทู้ ไ่ี ดร้ ับการยกยอ่ งจากกลุ่มชนใหเ้ ป็นผปู้ กครองบริเวณท่ีมีความสําคญั ไดแ้ ก่ เมอื งศรีเทพ บรเิ วณวดั จุฬา
มณี และบรเิ วณเมอื งสโุ ขทัย และเมืองศรสี ัชนาลัย
2. ยุคอาณาจักรสุโขทัยตอนตน้ (พ.ศ.1761-1921)
การปกครองในยุคน้วี างรากบานลงแบบการปกครองครัวเรือน จดุ เร่ิมต้นเร่ิมท่ี “พ่อครวั ” ทํา
หน้าที่ปกครอง ครอบครวั หลาย ๆ ครอบครัวรวมกันเป็น “เรอื น” หัวหน้าก็คอื “พ่อเรือน” หลาย ๆ
เรือนรวมกนั เป็นหมู่บ้านมหี วั หนา้ เรยี กว่า “พ่อบ้าน” หลาย ๆ หมบู่ า้ นรวมกันเรียกวา่ “เมอื ง” หัวหน้า
คือ “พ่อเมือง” และพ่อขนุ คือผูป้ กครองประเทศ หรือผู้ปกครองทุกเมืองน่นั เอง
แมว้ ่าอาํ นาจสูงสุดและเดขาดจะรวมอยู่ท่ีพ่อขุนเพยี งคนเดียว แต่ด้วยการจาํ ลองลักษณะ
ครอบครวั มาใชใ้ นการปกครอง พอ่ ขุนปกครองประชาชนในลกั ษณะบิดาปกครองบตุ ร คือ ถือตนเองเปน็
พอ่ ของราษฎร พ่อขุนเกือบทุกพระองค์ใช้อํานาจในลกั ษณะให้ความเมตตาและเสรภี าพแกร่ าษฎรตาม
สมควร
3. อาณาจกั รสุโขทยั ตอนปลาย(พ.ศ.1921-1981)
ในปี พ.ศ. 1921 ซ่ึงตรงกบั สมยั ของพระมหาธรรมราชาท่ี 2 ของพาราจกั รสโุ ขทยั ไดย้ อมอยูใ่ ต้
อํานาจการปกครองของอยธุ ยา โดยเฉพาะอย่างย่ิงการรบทีเมืองชากังราวท่กี ระมหาธรรมราชาออกถวาย
บงั คมต่อพระบรมราชาธิราชท่ี 1 แหง่ อาณาจักรอยธุ ยาการเปลย่ี นแปลงในทอ้ งถน่ิ คร้ังน้ีที่สาํ คญั คือ การ
ทีอ่ ยธุ ยาพยายามทําลายศนู ย์กลางของอาณาจักรสุโขทัย คือ แบง่ แยกอาณาจักสโุ ขทัยเป็น 2 สว่ น คือ
1. บรเิ วณลมุ่ แม่นํ้ายม แม่น้ํานา่ น ให้มีศูนย์กลางอยทู่ ่ีเมืองสองแคว ให้กษัตริยข์ องสโุ ขทัย
ปกครองตอ่ ไป และอยใู่ นอํานาจของอยธุ ยาในฐานะประเทศราช
2. บริเวณลุม่ แมน่ ํา้ ปิง ให้มีศูนย์กลางทเ่ี มืองชากังราว และขึ้นตรงต่ออยุธยาขณะเดียวกัน
อยธุ ยาก็พยายามผนวกอาณาจกั รสโุ ขทยั เขา้ เป็นสว่ นหน่งึ ของอยธุ ยา และประสบความสําเร็จในสมัยพระ
บรมราชาธริ าชที่ 2 (เจา้ สามพระยา) สําหรับลักษณะการปกครองท่ปี รากฏในระยะน้ี เป็นแบบผสม
ระหว่างสุโขทัย และรบั อิทธิพลการปกครองแบบราชาธปิ ไตยของอยุธยาเข้าไปด้วย ในระยะน้ีนับว่าเมอื ง
สองแควมีความสาํ คญั ที่สุดขณะเดียวกันเมอื งสโุ ขทยั เกา่ ก็คอ่ ย ๆ ลดความสาํ คัญลง
หนงั สอื เรียนวิชาเลือก สาระการพฒั นาสงั คม รายวิชาการศกึ ษาประวตั ิศาสตรส์ ุโขทัย(3) รหสั สค13014
แนวการตอบกิจกรรมท้ายบท
เรอื่ ง พระมหากษัตริยส์ มัยสโุ ขทยั
กจิ กรรมที่ 1
1. ค 2. ก
3. ง 4. ง
5. ก 6. ง
7. ข 8. ก
9. ข 10. ข
11. ค 12. ก
13. ก 14. ง
15. ค 16. ง
17. ข 18. ง
19. ข 20. ค
แนวการตอบกจิ กรรมท้ายบท
เรื่อง กําเนิดลายสอื ไทย
กจิ กรรมท่ี 2
1. ค 2. ก 3. ง 4. ค 5. ข 6. ง 7. ข 8. ง 9. ข 10. ค
ลักษณะพิเศษของลายสือไทย
1. พ่อขุนรามคําแหงมหาราชทรงประดิษฐต์ ัวพยญั ชนะสระอีกท้ังวรรณยุกต์ข้นึ เปน็ ตน้ วา่ ได้เพิ่ม ฃ ฅ ซ ฎ
ด บ ฝ ฟ อ สระอึ อือ แอ เอือ ฯลฯ ไมเ้ อก ไมโ้ ท (ในรูปกากะบาท) จนทําให้สามารถเขียนคําไทยได้ทุกคํา
2. อักขรวิธีทใ่ี ช้ สามารถเขยี น ตาก-ลม แยกออกไปจากตา-กลม ทําให้อ่านข้อความได้ถูกตอ้ งไม่กํากวม
3. สระมาเรยี งอยรู่ ะดับเดยี วกับพยัญชนะแบบเดียวกับตัวหนงั สอื
พยญั ชนะทุกตัวเขยี นเรยี งอยู่บรรทดั เดียวกนั
4. ตัวอักษรทุกตัวสงู เทา่ กนั
5. เขยี นได้ง่ายและรวดเรว็
6. ทําให้สามารถอา่ นความหมายของคําได้ถกู ต้องโดยไมต่ ้องดขู ้อความประกอบทงั้ ประโยค
หนังสอื เรยี นวชิ าเลือก สาระการพัฒนาสงั คม รายวชิ าการศึกษาประวัติศาสตรส์ โุ ขทัย(3) รหัส สค13014
คณะผู้จดั ทํา
ทปี่ รึกษา ชาญพิชิต ผอ.สํานักงาน กศน.จงั หวัดสโุ ขทัย
มเี จรญิ รอง ผอ.สาํ นกั งาน กศน.จงั หวดั สุโขทัย
1. นายสังวาลย์ พันธ์ุโอภาส ผอ. กศน.อําเภอสวรรคโลก
2. นางสาวศรโี สภา ธนาทพิ ยกลุ ผอ. กศน.อาํ เภอกงไกรลาศ
3. นายกติ ติศักด์ิ คงเมือง ผอ. กศน.อําเภอทงุ่ เสล่ยี ม
4. นายแฉล้ม บญุ เกดิ ผอ. กศน.อําเภอครี ีมาศ
5. นายชนัญ คงเรือง ผอ. กศน.อาํ เภอเมืองสุโขทัย
6. นายสาํ อางค์ โตนชัยภมู ิ ผอ. กศน.อาํ เภอศรสี ชั นาลัย
7. นายสมมาตร เตชะบุญบันดาล ผอ. กศน.อาํ เภอศรนี คร
8. นายรามณรงค์ ใจดา ผอ. กศน.อาํ เภอบ้านดา่ นลานหอย
9. นายธรรมรตั น์ ผลนาค ผอ. กศน.อาํ เภอศรีสําโรง
10. นายสาํ ราญ
11. นายจริ พงศ์
ผูเ้ ช่ียวชาญเนื้อหา
1. นายสมชาย เดอื นเพญ็
2. นางทองเจือ สืบชมพู
3. นางสาวจติ ตมิ า สขุ ผลนิ
4. นายชัยวฒั น์ ทองศกั ด์ิ
ผ้จู ดั ทําเน้ือหา เมฆตานี ครู กศน.ตําบล
เดชศรวี ิศลั ย์ ครู กศน.ตาํ บล
1. นายชนะ ย่ีทอง ครู กศน.ตาํ บล
2. นายประเสริฐศักดิ์ ทเุ รียน ครู กศน.ตําบล
3. นายทิวา ฮนุ พานชิ ครู กศน.ตาํ บล
4. นางฉลวย ภทู วี ครู กศน.ตาํ บล
5. นางจตพุ ร ประทุมพนั ธ์ ครู กศน.ตาํ บล
6. นางสาวขวัญนภา
7. นางสาวนันทนา
หนังสือเรยี นวชิ าเลือก สาระการพฒั นาสงั คม รายวชิ าการศึกษาประวัติศาสตร์สุโขทัย(3) รหสั สค13014
คณะกรรมการบรรณาธิการ
1. นายจริ พงศ์ ผลนาค ผอ. กศน.อาํ เภอศรีสําโรง
ครอู าสาสมัคร กศน.
2. นางบาํ เพญ็ อสิ ระไพจติ ร ครู กศน.ตาํ บล
ครู กศน.ตําบล
3. นางวนดิ า ออมสิน ครู กศน.ตาํ บล
ครู กศน.ตําบล
4. นางสาวสุรนิ ทร์ ออ่ นใจ ครู กศน.ตาํ บล
ครู กศน.ตําบล
5. นางสาวนงคน์ ชุ บัวเพ็ง ครู กศน.ตาํ บล
ครู กศน.ตาํ บล
6. นางสาวขวญั นภา ภทู วี ครู กศน.ตาํ บล
ครู กศน.ตําบล
7. นางสาวยพุ นิ อยเู่ ปีย ครู กศน.ตาํ บล
ครชู ํานาญการ
8. นางสาวจฑุ ามาศ ล้วนงาม ครู กศน.ตาํ บล
ครูอาสา กศน.
9. นางสาวปิยวรรณ สวุ รรณวงศ์ ครู กศน.ตําบล
10. นางสาวสําเนยี ง หยอมแหยม
11. นายคริเมศย์ แสงบญุ
12. นายสรุ ชัย ประยูร
13. นางมัชฌิมา ช่างผาสุก
14. นางยณุ รี ัตน์ เปล่ยี นทอง
15. นางสาวอมุ าพร ชมกลิ่น
16. นางสาวกลั ญารัตน์ ถาแกว้
17. นายประเสรฐิ ศกั ดิ์ เดชศรีวศิ ลั ย์
ผู้ออกแบบปก ครู กศน.ตาํ บล
นางสาวนงคน์ ุช บวั เพ็ง
หนงั สอื เรียนวชิ าเลอื ก สาระการพฒั นาสงั คม รายวิชาการศึกษาประวตั ิศาสตร์สโุ ขทัย(3) รหสั สค13014