หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชา ชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย รหัส สค 33047 หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสวรรคโลก สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดสุโขทัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ เอกสารทางวิชาการลำดับที่............../................
คำนำ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสวรรคโลก ได้ดำเนินการจัดทำหนังสือ เรียนรายวิชาเลือกขึ้น เพื่อใช้ในการเรียนการสอนหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความเข้าใจ ทักษะและเจตคติที่ดีต่อการ เรียนรู้ด้วยตนเอง รายวิชาเลือก ชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดทำขึ้นตามสาระ และมาตรฐานการเรียนรู้สาระการพัฒนาสังคมและชุมชน หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษาและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับปรุงและวางโครงสร้างแนวทางการศึกษาไว้ เพื่อให้ ผู้เรียนมีความสะดวกในการศึกษาค้นคว้า หวังว่าหนังสือเรียนชุดนี้จะเป็นประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนตามสมควร หากมีข้อเสนอแนะ ประการใด ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสวรรคโลก ขอน้อมรับไว้ด้วยความ ขอบคุณยิ่ง ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสวรรคโลก
สารบัญ หน้า คำนำ แบบทดสอบก่อนเรียน บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม................................................1 บทที่ 2 หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.......................................................9 บทที่ 3 สิทธิและหน้าที่ของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม………….…..15 บทที่ 4 ประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม…….……………………………….…………….26 บทที่ 5 โทษของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม………………..……….....……………..39 แบบทดสอบหลังเรียน...................................................................................................................... บรรณานุกรม....................................................................................................................................
คำแนะนำในการใช้หนังสือเรียน หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคมชุมชน รายวิชาเลือก ชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม (รหัส สค 33047) เป็นหนังสือเรียนที่จัดทำขึ้นสำหรับผู้เรียนนอกระบบ ในการศึกษาหนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคมชุมชน รายวิชาเลือกชุมชนกับการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รหัส สค 33047) ผู้เรียนควรปฏิบัติดังนี้ 1. ศึกษาโครงสร้างรายวิชาให้เข้าใจในหัวข้อและสาระสำคัญ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและขอบข่าย เนื้อหาของรายวิชานั้นๆ โดยละเอียด 2. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแต่ละบทอย่างละเอียดและทำกิจกรรมที่กำหนด แล้วทำความเข้าใจ ก่อนที่จะศึกษาเรื่องต่อไป 3. ปฏิบัติกิจกรรมท้ายเรื่องของแต่ละเรื่อง เพื่อใช้ในการสรุปความรู้ ความเข้าใจของเนื้อหาในเรื่อง นั้นๆอีกครั้ง และการปฏิบัติกิจกรรมแต่ละเนื้อหา แต่ละเรื่องผู้เรียนสามารถนำไปตรวจสอบกับครูและเพื่อนๆที่ ร่วมเรียนในรายวิชาและระดับเดียวกันได้ 4. หนังสือเรียนนี้มี 5 บท บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 1 ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 2 ความสำคัญและผลกระทบของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บทที่ 2 หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 1 ความหมายของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 2 หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บทที่ 3 สิทธิและหน้าที่ของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 1 บทบาทของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องทีj 2 การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยการใช้กฎหมาย บทที่ 4 ประโยชน์ของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อ เรื่องที่ 1 ประโยชน์ของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บทที่ 5 โทษของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 1 การกระทำที่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย
โครงสร้างหนังสือรายวิชา ชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สาระสำคัญ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นการจัด กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาเกี่ยวกับ ความหมาย หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม สิทธิและหน้าที่ของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประโยชน์ของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโทษของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยผู้เรียน สามารถนำความรู้มาบูรณาการทักษะต่าง ๆ ไปพร้อมกับการสร้างสถานการณ์ในการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ โดยมีครูเป็นผู้ให้คำปรึกษา ให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ในวิถีชีวิตให้เหมาะสมกับตนเอง และชุมชน สังคม ของตนเองต่อไป ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 1. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะในการฝึกวิเคราะห์รูปแบบของอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชุมชนของตนเอง 3. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้พื้นฐานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมา ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ขอบข่ายเนื้อหา บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อ เรื่องที่ 1 ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 2 ความสำคัญและผลกระทบของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บทที่ 2 หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 1 ความหมายของอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 2 หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บทที่ 3 สิทธิและหน้าที่ของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 1 บทบาทของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 2 การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยการใช้กฎหมาย บทที่ 4 ประโยชน์ของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 1 ประโยชน์ของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บทที่ 5 โทษของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 1 การกระทำที่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย
คำอธิบายรายวิชา ชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 3 หน่วยกิต ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มาตรฐานที่ 5.4 มีความรู้ความเข้าใจ เห็นความสำคัญของหลักการพัฒนาและสามารถพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ศึกษาและฝึกทักษะเกี่ยวกับเรื่องต่อไปนี้ กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาชุมชน และแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตไปสู่การปฏิบัติ วิเคราะห์สภาพ ปัญหาและความต้องการของชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน สรุปผลและรายงานผลการปฏิบัติงานตาม แผน การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ให้ผู้เรียนไปศึกษาเอกสาร ค้นคว้าจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือจากผู้รู้ในท้องถิ่น การวัดและประเมินผล จากความรู้ ความเข้าใจ การสังเกต การสัมภาษณ์ และการปฏิบัติ
1. การแบ่งประเภทของทรัพยากรธรรมชาติแบ่งออกเป็นกี่ประเภท ก. 1 ประเภท ข. 2 ประเภท ค. 3 ประเภท ง. 4 ประเภท 2. พลังงานจากดวงอาทิตย์ลม อากาศ ฝุ่น แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตามสิ่งเหล่านี้ก็ยังคงมี ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นทรัพยากรประเภทใด ก. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่หมดสิ้น ข. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วทดแทนได้ ค. ทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ ง. ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดสิ้นไป 3. ข้อใดคือการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ก. การกระทำโดยรู้สำนึกและในขณะเดียวกันก็รู้ว่าจะทำให้เขาเสียหาย ข. การกระทำโดยการเกิดอุบัติเหตุ ค. การกระทำโดยไม่เจตนา ง. การกระทำโดยบุคคลวิกลจริต 4. เครื่องมือที่สำคัญประการหนึ่งที่จะมีผลทำให้การ จัดการหรือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมประสบผลสำเร็จก็คือ ก. วิถีประชา ข. พระราชกำหนด ค. จารีตประเพณี ง. กฎหมาย 5. การตราพระราชบัญญัติการควบคุมและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นคือ พระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีใจความว่าอย่างไร ก. ผู้ก่อให้เกิดมลพิษ ต้องปิดโรงงาน ข. ผู้ก่อให้เกิดมลพิษ ต้องมีหน้าที่เสียค่าใช้จ่าย ค. ผู้ก่อให้เกิดมลพิษ ต้องแก้ไขให้ดีขึ้น ง. ผู้ก่อให้เกิดมลพิษ ต้องติดคุก 6.ทรัพยากรป่าไม้มีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ประโยชน์ทางตรงมีกี่ประการ ก. 1 ประการ ข. 2 ประการ ค. 3 ประการ ง. 4 ประการ แบบทดสอบก่อนเรียน
7. ดินที่เมื่อเปียกแล้วมีความยืดหยุ่น อาจปั้นเป็นก้อนหรือคลึงเป็นเส้นยาวได้แก่ดินชนิดใด ก. ดินร่วนปนทราย ข. ดินร่วน ค. ดินเหนียว ง. ดินทราย 8. ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายปัจจุบัน แบ่งออกได้กี่ประเภท ก. 3 ประเภท ข. 4 ประเภท ค. 5 ประเภท ง. 6 ประเภท 9. โทษทางอาญา ที่กำหนดไว้จะมีโทษจำคุกสูงสุดคือ จำคุกไม่เกินกี่ปีหรือปรับไม่เกินกี่บาท ก. จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท ข. จำคุกไม่เกินสี่ปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท ค. จำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท ง. จำคุกไม่เกินหกปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท 10. พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า มาตรา ๓๘ ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินกี่ปีหรือปรับไม่เกินกี่บาท ก. จำคุกไม่เกินเจ็ดปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ข. จำคุกไม่เกินแปดปีหรือปรับไม่เกินสองแสนบาท ค. จำคุกไม่เกินเก้าปีหรือปรับไม่เกินสามแสนบาท ง. จำคุกไม่เกินสิบปีหรือปรับไม่เกินสี่แสนบาท ------------------------------------------------------------
1 สาระสำคัญ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การรู้จักใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างถูกต้องจะส่งผลดีต่อ ประชากรทั้งในด้านชีวิตความเป็นอยู่และฐานะทางเศรษฐกิจของประชากรในประเทศ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอบข่ายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 2 ความสำคัญและผลกระทบของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2 ทรัพยากรธรรมชาติซึ่งประกอบด้วย ดิน น้ำ ป่าไม้ สัตว์ป่า แร่ธาตุ บรรยากาศ และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจมา ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์เอง การที่มนุษย์จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของ ทรัพยากร และมนุษย์ผู้ใช้ทรัพยากรนั้นที่จะนำความรู้ความสามารถและเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาช่วยในการพัฒนาทรัพยากร ขึ้นมาใช้ได้มากน้อยเพียงไรและรู้จักการอนุรักษ์ทรัพยากรที่มีอยู่นั้นให้สามารถเกิดประโยชน์แก่มนุษย์และสังคมให้มากที่สุด และนานที่สุดด้วย ดังนั้นประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ประชาชนรู้จักใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างถูกต้องจะส่งผลดีต่อ ประชากรทั้งในด้านชีวิตความเป็นอยู่และฐานะทางเศรษฐกิจของประชากร ส่วนประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรหรือ ทรัพยากรที่มีอยู่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมจึงจำเป็นที่จะต้องจัดหาพัฒนาและ ปรับปรุงคุณภาพทรัพยากรในประเทศของตนให้ดีขึ้นซึ่งจะมีผลให้การ ลงทุนในการผลิตสินค้าสูงขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาในด้านการแข่งขันทางการค้า และการตลาดกับต่างประเทศปัจจุบันการพัฒนา และการเพิ่มประชากร จัดเป็นแรงกดดันต่อทรัพยากรเป็นอย่างยิ่งเพราะทำให้มีการใช้ทรัพยากร อย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เสื่อมโทรมหรือสูญ สิ้นเร็วขึ้น เช่น การทำลายป่าไม้ทำลายสัตว์ป่า ทำลายดิน ทำลายแหล่ง น้ำ ฯลฯ ถ้าไม่มีการปรับปรุงแก้ไขสภาพสิ่งแวดล้อมก็จะเปลี่ยนแปลง หรือถูกทำลายลงด้วยและมนุษย์ซึ่งเป็นผู้ใช้ทรัพยากรก็จะเป็นผู้ได้รับ ผลกระทบจากการกระทำของตัวมนุษย์เอง เช่นการเกิดสภาพแห้งแล้งหรือการที่ดินถูกชะล้างพังทลายทำให้ผลผลิตที่ได้จาก การเกษตรกรรมลดลง เป็นต้น ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติซึ่งมนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ในแง่ของการอนุรักษ์แบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1. ทรัพยากรที่ใช้แล้วไม่สูญสิ้น (Inexhaustible Natural resources) ได้แก่ น้ำในวัฏจักร พลังงานแสงอาทิตย์ และบรรยากาศ 2. ทรัพยากรที่ใช้แล้วสูญสิ้น (Exhaustible Natural resources) ได้แก่ ดิน น้ำในแหล่งน้ำ ป่าไม้ สัตว์ป่า ทรัพยากรมนุษย์แร่ธาตุ และพลังงานอันเกิดจากสิ่งมีชีวิต(ถ่านหิน กาซธรรมชาติน้ำมัน)ทรัพยากรที่ใช้แล้วสูญสิ้นสามารถแบ่ง ได้ตามคุณลักษณะของทรัพยากรเป็น 2 ลักษณะคือ 2.1 ทรัพยากรที่ทดแทนได้และรักษาไว้ได้(Replaceable and maintainable natural resources)ได้แก่ น้ำใน แหล่งน้ำ ที่ดิน ป่าไม้ ทุ่งหญ้า สัตว์ป่า ทรัพยากรกำลังงานมนุษย์(human powers) 2.2 ทรัพยากรที่ไม่สามารถสร้างเสริมหรือทดแทนได้ (Irreplaceable Natural resources) ได้แก่ แร่ธาตุและสภาพ พื้นที่ตามธรรมชาติ (Land in natural condition) เช่น ทิวทัศน์ที่สวยงาม เรื่องที่ 1 ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
3 ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจน เราสามารถแยกการให้คำจำกัดความได้ ดังนี้ คือ สิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา ทั้งสิ่งที่มีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต เห็นได้ด้วย ตาเปล่า และไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นโดย ธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น หรืออาจจะกล่าวได้ว่า สิ่งแวดล้อมจะ ประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรที่มนุษย์สร้าง ขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อสนองความ ต้องการของมนุษย์นั่นเอง - สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติได้แก่บรรยากาศ น้ำ ดิน แร่ธาตุ และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลก (พืช และสัตว์) ฯลฯ - สิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น ได้แก่สาธารณูปการต่าง ๆ เช่น ถนน เขื่อนกั้นน้ำฯลฯ หรือระบบของสถาบันสังคม มนุษย์ที่ดำเนินชีวิตอยู่ ฯลฯ ทรัพยากรธรรมชาติหมายถึง สิ่งต่าง ๆ (สิ่งแวดล้อม) ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและมนุษย์สามารถนำมาใช้ ประโยชน์ได้ เช่น บรรยากาศ ดิน น้ำ ป่าไม้ ทุ่งหญ้า สัตว์ป่า แร่ธาตุ พลังงาน และกำลังแรงงานมนุษย์เป็นต้น โดยคำนิยามแล้วจะเห็นได้ว่า ทรัพยากรธรรมชาติทุกประเภทนั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งแวดล้อมทุก ชนิดไม่เป็นทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมด ซึ่งอาจกล่าวสรุป ได้ว่าการที่จะจำแนกสิ่งแวดล้อมใด ๆ เป็นทรัพยากรธรรมชาตินั้น มี ปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการ - ประการแรก เกิดจากความต้องการของ มนุษย์ที่จะนำสิ่งแวดล้อมมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง - ประการที่สอง การเปลี่ยนแปลงตาม กาลเวลา ถ้ายังไม่นำมาใช้ก็เป็นสิ่งแวดล้อม แต่ถ้านำมาใช้ประโยชน์ได้ก็จะ กลายเป็นทรัพยากรธรรมชาติในช่วงเวลานั้น ๆ - ประการที่สาม สภาพภูมิศาสตร์และ ความห่างไกลของสิ่งแวดล้อม ถ้าอยู่ไกลเกินไปคนอาจ ไม่นำมาใช้ก็จะไม่ สามารถแปรสภาพเป็นทรัพยากรธรรมชาติได้ นอกจากนี้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มคละกันไปโดยอยู่ร่วมกันอย่างมีกฎ ระบบ ข้อบังคับทั้งที่เกิดขึ้นเอง โดยธรรมชาติและทั้งที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาการอยู่เป็นกลุ่มของสรรพสิ่งเหล่านี้จะแสดงพฤติกรรม ร่วมกันภายในขอบเขตและแสดงสรรพสิ่ง เหล่านี้จะเรียกว่า ระบบนิเวศ หรือระบบสิ่งแวดล้อม นั่นเอง ความหมายของการจัดการธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจัดการ (Management) หมายถึง การดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพในรูปแบบต่าง ๆทั้งด้านการจัดหา การ เก็บรักษา การซ่อมแซมการใช้อย่างประหยัด และการสงวนรักษา เพื่อให้กิจกรรมที่ดำเนินการนั้นสามารถให้ผลยั่งยืน ต่อมวล มนุษย์และธรรมชาติโดยหลักการแล้ว "การจัดการ" จะต้องมีแนวทางการดำเนินงานขบวนการ และขั้นตอน รวมทั้ง จุดประสงค์ในการดำเนินงานที่ชัดเจนแน่นอนจากคำจำกัดความข้างต้น การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึง การดำเนินงานต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่าง มีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการจัดหาการเก็บรักษา การซ่อมแซม การใช้อย่างประหยัดและการสงวนรักษา เพื่อให้ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นสามารถเอื้ออำนวยประโยชน์แก่มวลมนุษย์ได้ใช้ตลอดไปอย่างไม่ขาดแคลนหรือมี ปัญหาใด ๆ หรืออาจจะหมายถึง กระบวนการจัดการ แผนงานหรือกิจกรรมในการจัดสรรและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมเพื่อสนองความต้องการในระดับต่าง ๆ ของมนุษย์และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาคือเสถียรภาพ
4 ทางเศรษฐกิจ - สังคมและคุณภาพ สิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักการ อนุรักษ์ด้วยการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างฉลาด ประหยัด และก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ถ้าเราจะกำหนดว่าสิ่งแวดล้อมที่เรากล่าวกันทั่ว ๆ ไปนั้น เป็นเรื่องของปัญหาภาวะมลพิษอันเนื่องมาจากการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติหรือจากผลของความก้าวหน้าของการพัฒนาแล้ว เราก็สามารถให้คำจำกัดความแยกระหว่างการ จัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและการจัดการสิ่งแวดล้อมได้ดังนี้ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง การดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ตามธรรมชาติและให้ ประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งในด้านการจัดหา การเก็บรักษา การซ่อมแซมการใช้อย่างประหยัด รวมทั้ง การสงวนเพื่อให้ ทรัพยากรธรรมชาตินั้นสามารถให้ผลได้อย่างยาวนานการจัดการสิ่งแวดล้อม หมายถึง การ ดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้สิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรามีผลดีต่อคุณภาพชีวิต นั่นก็คือจะต้องดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาภาวะปลอดภัย นั่นเอง ปัจจุบันปัญหาขยะมูลฝอยเป็นปัญหาที่สำคัญ การนำสิ่งเหลือใช้มาประดิษฐ์ให้เกิดประโยชน์ขึ้นใหม่ จะเป็นวิธีการ หนึ่งที่ทำให้ขยะลดน้อยลงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะต้องยึดหลักการทางอนุรักษ์วิทยาเพื่อประกอบ การดำเนินงานในการจัดการ ดังนี้ คือ 1) การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะต้องเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล ใช้อย่างฉลาดหรือใช้ตามความจำเป็น ไม่ใช้อย่างฟุ่มเฟือยและไม่เกิดการสูญเปล่า หรือเกิดการสูญเปล่า น้อยที่สุด 2) การประหยัดของที่หายากและของที่กำลังสูญพันธุ์ 3) การปรับปรุง ซ่อมแซมสิ่งที่เสื่อมโทรมให้คืนสภาพก่อนนำไปใช้เพื่อให้ระบบสิ่ง แวดล้อมดีขึ้น การที่มนุษย์สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้นั้น จะต้องอาศัยปัจจัยหลายประการด้วยกัน กล่าวคือต้องกินอาหารซึ่ง ได้จากพืชหรือสัตว์ ต้องหายใจเอาออกซิเจนที่มีอยู่ในอากาศ ต้องใช้น้ำที่มีอยู่ในที่ต่างๆ เพื่อดื่มกิน และเพื่อชำระล้างสิ่ง โสโครก ต้องมีเครื่องนุ่งห่มเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นหรือเพื่อป้องกันความร้อนหนาวของอากาศ ต้องมีที่อยู่อาศัยเพื่อใช้เป็นที่ กำบังแดดกำบังฝนและอันตรายต่างๆ ที่จะได้รับ และเมื่อเกิดการเจ็บป่วยขึ้นมาก็จำเป็นต้องมียารักษาเพื่อให้หายจากอาการ เจ็บป่วยและสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ตามปกติสิ่งต่างๆ ที่เป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตที่ได้กล่าวมาแล้ว ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ หรือมีแหล่งที่มาจากธรรมชาติทั้งสิ้น อาหารจำพวกพืชผัก ผลไม้แม้จะเป็นผลิตผลที่มนุษย์ผลิตขึ้นเองได้แต่พืชพวกนี้ก็ต้อง อาศัยแสงแดด ดิน น้ำ และธาตุอาหารต่างๆ ซึ่งมีอยู่ในธรรมชาติจึงจะทำให้พืชเจริญเติบโตเกิดดอกผลที่จะนำมาใช้ ประโยชน์ได้จึงกล่าวได้ว่าสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตนี้ได้มาจากธรรมชาติทั้งสิ้น และจากการที่สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์และมี คุณค่าต่อชีวิตมนุษย์นี่เอง เราจึงรู้จักและเรียกกันโดยทั่วไป “ทรัพยากรธรรมชาติ(natural resources)” พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติไว้ว่า ทรัพยากรธรรมชาติคือทรัพย์อันเกิดขึ้น เองหรือมีอยู่ตามธรรมชาติ เรื่องที่ 2 ความสำคัญและผลกระทบของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
5 ดร.เกษม จันทร์แก้ว ได้ให้ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติไว้ว่า ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตามธรรมชาติและให้ประโยชน์ต่อมนุษย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งถ้าสิ่งนั้นยังไม่ให้หรือไม่ให้ประโยชน์ต่อมนุษย์ ไม่ใช่ ทรัพยากรธรรมชาติจากความหมายของ คำว่า “ทรัพยากรธรรมชาติ” ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงกล่าวโดยสรุป ได้ว่าทรัพยากรธรรมชาติคือสิ่งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติและให้ประโยชน์ต่อมนุษย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนนำมาใช้ ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์ อุบัติขึ้นใน โลก ทรัพยากรธรรมชาตินำมาซึ่งปัจจัยสี่อันเป็นปัจจัยพื้นฐาน ในการดำเนินชีวิต ได้แก่ อาหาร ที่อยู่ อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค แต่ปัจจุบันมนุษย์ ไม่ได้มีความต้องการเฉพาะ ปัจจัยสี่หลักที่กล่าวมาแล้วเท่านั้น มนุษย์ยัง ต้องการ สิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมาย อันเป็นสาเหตุให้มนุษย์ นำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ อย่างมากมายและ ฟุ่มเฟือย ทรัพยากรธรรมชาติจึงร่อยหรอไปอย่างรวดเร็ว การที่มนุษย์ผู้ใช้ประโยชน์มักไม่ค่อย สนใจ วิธีการสงวนรักษา ทรัพยากรธรรมชาติปล่อยให้ทรัพยากรธรรมชาติต้องสูญเสียไป โดยเปล่าประโยชน์ และผลกระทบเหล่านั้น ก็ส่งผลกระทบ ถึงตัวมนุษย์เอง อาทิมาตรฐานการ ครองชีพต่ำ ภาวะการขาดแคลนอาหารภัยพิบัติ ที่เกิดจากธรรมชาติ ขาดความสมดุล เช่น อุทกภัยวาตภัย ดินเสื่อมคุณภาพ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่าไม้หมดไป สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่เกิดขึ้นจาก การใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่นำพากับการอนุรักษ์ และการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างถูกวิธีทั้งสิ้นสักวันหนึ่ง ทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ต้องหมดไป หรือ เสื่อมคุณภาพ ความจำเป็นในการที่มนุษย์จะต้องช่วยกัน อนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อ ให้สามารถ อำนวยประโยชน์ให้แก่มนุษย์ ให้มากที่สุด ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประเภทของทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่รอบตัวมนุษย์ สามารถจำแนกได้เป็น 3 ประเภท คือ 1) ทรัพยากรที่ใช้แล้วไม่รู้จักหมดสิ้น (Inexhaustible Natural Resources) ทรัพยากรธรรมชาติประเภทนี้มีความ จำเป็นต่อร่างกายและสิ่งมีชีวิตอย่างยิ่ง มีปริมาณมากเกินความต้องการของมนุษย์ มีการหมุนเวียนเป็นวัฎจักร คุณภาพของ ทรัพยากรธรรมชาติประเภทนี้อาจลดน้อยลงเมื่อถูกใช้มากเกินไปหรือผิดวิธี ทรัพยากรประเภทนี้ ได้แก่ บรรยากาศ น้ำ 2) ทรัพยากรที่ใช้แล้วเกิดขึ้นทดแทนหรือรักษาให้คงอยู่ได้ (Replaceable and Maintainable Natural Resources) เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดขึ้นใหม่ได้ตลอดเวลาหากมีการรักษาหรือจัดการให้อยู่ในระดับที่สมดุลกันตาม ธรรมชาติหรือใช้ให้ถูกวิธีทรัพยากรธรรมชาติประเภทนี้ ได้แก่ ป่าไม้ดิน สัตว์ป่า สัตว์น้ำ เป็นต้น 3) ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป (Exhaustible Natural Resources) เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปเกิดขึ้นทดแทนได้ ยากหรือต้องใช้เวลานานมาก ได้แก่ ทรัพยากรแร่
6 ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีต่อมนุษย์ ทรัพยากรธรรมชาติมีความสำคัญต่อการดำรงชีพของมนุษย์มาก มนุษย์ใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติในด้าน ต่าง ๆ กัน ดังนี้ 1) การดำรงชีพโดยตรง มนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษา โรค ที่อยู่อาศัย 2) เป็นวัตถุดิบในการผลิตเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ มนุษย์ใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เช่น แร่ ธาตุ น้ำมัน เป็นต้น 3) ทำหน้าที่รองรับของเสียจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น แม่น้ำเป็นที่ระบายน้ำเสียจากบ้านเรือน ดินรองรับ การทิ้งขยะ เป็นต้น 4) เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสมดุลธรรมชาติเนื่องจากมนุษย์เองก็เป็นสิ่งมีชีวิตในระบบสิ่งแวดล้อมที่มี ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับธรรมชาติถ้าสิ่งเหล่านี้ถูกทำลายย่อมมีผลถึงมนุษย์ด้วย 5) ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นพื้นฐานวัฒนธรรมในสังคมมนุษย์ ผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลก 1. ปัญหาวิกฤตด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลก ปัญหาวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลกใน ปัจจุบัน แบ่งได้เป็น 3 ปัญหาใหญ่ๆ ดังนี้ 1.1 ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติลดความอุดมสมบูรณ์ทั้งในด้าน ปริมาณ และคุณภาพ ได้แก่ดิน น้ำ ป่าไม้สัตว์ป่า และแร่ธาตุต่าง ๆ 1.2 ปัญหาการเกิดมลภาวะหรือมลพิษต่าง ๆ ของ สิ่งแวดล้อม เช่น น้ำเน่าเสีย อากาศเป็นพิษ มลพิษของเสียง และมลพิษจากขยะ มูลฝอย เป็นต้น 1.3 ปัญหาที่เกิดจากการทำลายระบบนิเวศทางธรรมชาติเช่น ฝนทิ้งช่วง ภัยจากความแห้งแล้ง อุทกภัย วาต ภัย และภาวะโลกร้อนมีอุณหภูมิสูง เป็นต้น 2. สาเหตุที่ทำให้โลกเกิดวิกฤตด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสาเหตุพื้นฐานของปัญหาวิกฤติการณ์ด้าน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลกในปัจจุบัน คือ 2.1 การเพิ่มของจำนวนประชากรโลกในปัจจุบัน ประชากรโลกมีประมาณ 6,314 ล้านคน (พ.ศ. 2546) จึงเป็น สาเหตุโดยตรงทำให้เกิดการสูญเสียในทรัพยากรธรรมชาติอย่างรวดเร็ว และเกิดมลพิษของสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ตามมา สรุปได้ ดังนี้ (1) อัตราการเพิ่มของประชากร ประเทศที่พัฒนาแล้วมีอัตราการเพิ่มของประชากรค่อนข้างต่ำเฉลี่ย ร้อยละ 0.1 ต่อปี ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนามีอัตราการเพิ่มของประชากรอยู่ในเกณฑ์สูงเฉลี่ยร้อยละ 1.5 ต่อปี (2) การเพิ่มของจำนวนประชากรในชนบท ทำให้ผู้คนในชนบทอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองเกิดการ ขยายตัวของชุมชนเมืองอย่างรวดเร็ว และยิ่งมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นก็ยิ่งส่งผลให้เกิด ปัญหามลพิษของสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ตามมา
7 (3) การเพิ่มของจำนวนประชากรส่งผลให้เกิดการแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติเพื่อนำมาใช้ประโยชน์สนอง ความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น มีการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพื่อนำมาใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม เช่น พื้นที่ป่าลุ่มแม่น้ำอะเม ซอน (Amazon) ในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งทำให้ทั่วโลกหวั่นวิตกว่าจะเป็นการสูญเสียพื้นที่ปอดของโลก 2.2 ผลกระทบจากการใช้วิทยาการและเทคโนโลยีในปัจจุบัน มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการผลิตด้าน ต่าง ๆ อย่างกว้างขวางทั้งในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและบริการ แต่ถ้านำเทคโนโลยีไปใช้อย่างไม่เหมาะสม อาจส่งผล กระทบทำให้เกิดการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดังเช่น (1) การสำรวจ ขุดเจาะ หรือขนส่งน้ำมันดิบจากแหล่งขุดเจาะในทะเลโดยทางเรือบรรทุกน้ำมัน อาจเกิด อุบัติเหตุทำให้น้ำมันรั่วไหลมีคราบน้ำมันปนเปื้อนบริเวณพื้นผิวน้ำ เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล และทำให้ระบบนิเวศของ ท้องทะเลต้องเสียความสมดุลไป (2) การสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทำให้สูญเสียพื้นที่ป่าไม้จำนวนมาก (3) การตั้งโรงงานอุตสาหกรรมอย่างหนาแน่น ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ เสียง และแหล่งน้ำตาม ธรรมชาติเป็นต้น 3. สรุปวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลก 3.1 วิกฤตการด้านทรัพยากรธรรมชาติของโลก มีดังนี้ (1) การตัดไม้ทำลายป่า และการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ (2) ความเสื่อมโทรมของดิน และการชะล้างพังทลายของดิน (3) การขาดแคลนทรัพยากรน้ำจืด 3.2 วิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมของโลก (1) การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (ภาวะโลกร้อน และชั้นโอโซนถูกทำลาย) (2) มลพิษทางอากาศ (3) หมอกควัน และฝนกรด (4) ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Green house effect) (5) ปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino) และ (La Nina) (6) การละลายของธารน้ำแข็งและภาวะน้ำท่วม (7) การเพิ่มขึ้นของขยะเทคโนโลยี การอนุรักษ์ทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคต่างๆของโลก (1) ปลูกต้นไม้เพื่อทดแทนของเดิมที่ถูกทำลายไป (2) อนุรักษ์ป่าไม้ไว้ไม่ให้บุกรุกไปสร้างบ้านเรือนจนกินเนื้อที่ป่ามาก (3) ควบคุมดูแลการใช้น้ำ ไฟ อย่างประหยัด
8 คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง 1 ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ความหมายของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ประเภทของทรัพยากรธรรมชาติ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีต่อมนุษย์ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… กิจกรรมท้ายบท
9 สาระสำคัญ หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติอื่นควบคู่กันไปเพราะ ทรัพยากรธรรมชาติต่างก็มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์และส่งผลต่อกันอย่างแยกไม่ได้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอบข่ายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ความหมายของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 2 หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บทที่ 2 หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
10 การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึง การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างฉลาด โดยใช้ให้น้อย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึง ระยะเวลาในการใช้ให้ยาวนาน และก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด รวมทั้งต้องมีการกระจายการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ในสภาพปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความเสื่อมโทรมมากขึ้น ดังนั้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงมีความหมายรวมไปถึงการพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมด้วยการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถกระทำได้หลายวิธีทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนี้ 1. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยทางตรง ซึ่งปฏิบัติได้ในระดับบุคคล องค์กร และ ระดับประเทศ ที่สำคัญ คือ 1) การใช้อย่างประหยัด คือ การใช้เท่าที่มีความจาเป็น เพื่อให้มีทรัพยากรไว้ใช้ได้นานและเกิดประโยชน์อย่าง คุ้มค่ามากที่สุด 2) การน้ากลับมาใช้ซ้ำอีก สิ่งของบางอย่างเมื่อมีการใช้แล้วครั้งหนึ่งสามารถที่จะนามาใช้ซ้ำได้อีก เช่น ถุงพลาสติก กระดาษ เป็นต้น หรือสามารถที่จะนามาใช้ได้ใหม่โดยผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การนากระดาษที่ใช้แล้วไปผ่าน กระบวนการต่างๆ เพื่อทำเป็นกระดาษแข็ง เป็นต้น ซึ่งเป็นการลดปริมาณการใช้ทรัพยากรและการทาลายสิ่งแวดล้อมได้ 3) การบูรณะซ่อมแซม สิ่งของบางอย่างเมื่อใช้เป็นเวลานานอาจเกิดการชำรุดได้เพราะฉะนั้น ถ้ามีการบูรณะซ่อมแซม ทาให้สามารถยืดอายุการใช้งานต่อไปได้อีก 4) การบำบัดและการฟื้นฟูเป็นวิธีการที่จะช่วยลดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรด้วยการบำบัดก่อน เช่น การ บำบัดน้ำเสียจากบ้านเรือนหรือโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น ก่อนที่จะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ส่วนการฟื้นฟูเป็นการรื้อ ฟื้นธรรมชาติให้กลับสู่สภาพเดิม เช่น การปลูกป่าชายเลน เพื่อฟื้นฟูความ สมดุลของป่าชายเลนให้กลับมาอุดมสมบูรณ์เป็น ต้น 5) การใช้สิ่งอื่นทดแทน เป็นวิธีการที่จะช่วยให้มีการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติน้อยลงและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ถุงผ้า แทนถุงพลาสติก การใช้ใบตองแทนโฟม การใช้พลังงานแสงแดดแทนแร่ เชื้อเพลิง การใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมีเป็นต้น 6) การเฝ้าระวังดูแลและป้องกัน เป็นวิธีการ ที่จะไม่ให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย เช่น การเฝ้าระวังการทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูลลงแม่น้ำ คูคลอง การจัดทำแนวป้องกันไฟป่า เป็นต้น 2. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยทางอ้อมสามารถทำได้หลายวิธีดังนี้ 2.1 การพัฒนาคุณภาพประชาชน โดนสนับสนุนการศึกษาด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ที่ถูกต้องตามหลักวิชา ซึ่งสามารถทำได้ทุกระดับอายุทั้งในระบบโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่างๆ และ นอกระบบโรงเรียนผ่านสื่อสารมวลชนต่างๆ เพื่อให้ประชาชน เรื่องที่ 1 ความหมายของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
11 2.1.1) เกิดความตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการอนุรักษ์เกิดความรักความหวงแหน และให้ ความร่วมมืออย่างจริงจัง 2.1.2) การใช้มาตรการทางสังคมและกฎหมาย การจัดตั้งกลุ่ม ชุมชน ชมรม สมาคม เพื่อการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ตลอดจนการให้ความร่วมมือทั้งทางด้านพลังกาย พลังใจ พลังความคิด ด้วยจิต สานึกในความมีคุณค่าของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรที่มีต่อตัวเรา เช่น กลุ่มชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมของนักเรียน นักศึกษา ในโรงเรียนและ สถาบันการศึกษาต่างๆ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่ง ประเทศไทย มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร มูลนิธิโลกสีเขียว เป็นต้น 2.1.3) ส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วม ในการอนุรักษ์ช่วยกันดูแลรักษาให้คงสภาพเดิม ไม่ให้เกิด ความเสื่อมโทรม เพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิตในท้องถิ่นของ ตน การ ประสานงานเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และความ ตระหนักระหว่างหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กับประชาชน ให้มีบทบาทหน้าที่ในการปกป้อง คุ้มครอง ฟื้นฟู การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและ เกิดประโยชน์สูงสุด 2.1.4) ส่งเสริมการศึกษาวิจัย ค้นหาวิธีการและพัฒนาเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการกับ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้เกิด ประโยชน์สูงสุด เช่น การใช้ความรู้ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ มาจัดการวางแผนพัฒนา การพัฒนาอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้ให้มีการประหยัด พลังงานมากขึ้น การ ค้นคว้าวิจัยวิธีการจัดการ การปรับปรุง พัฒนาสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน เป็นต้น 2.1.5) การกำหนดนโยบายและวางแนวทางของรัฐบาล ในการอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสัน และระยะยาว เพื่อเป็นหลักการให้หน่วยงานและเจ้าหน้าของรัฐที่เกี่ยวข้อง ยึดถือและนำไปปฏิบัติรวมทั้งการเผยแพร่ ข่าวสารด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้เหมาะสมและได้รับประโยชน์สูงสุด ควรคำนึงถึงหลักต่อไปนี้ 1. การอนุรักษ์และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติต้องคำนึงถึงทรัพยากรธรรมชาติอื่นควบคู่กันไป เพราะ ทรัพยากรธรรมชาติต่างก็มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์และส่งผลต่อกันอย่างแยกไม่ได้ 2. การวางแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด ต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนา สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และคุณภาพชีวิตอย่างกลมกลืน ตลอดจนรักษาไว้ซึ่งความสมดุลของระบบนิเวศควบคู่กันไป 3. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ทั้งประชาชนในเมือง ในชนบท และผู้บริหาร ทุกคนควร ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมตลอดเวลา โดนเริ่มต้นที่ตนเองและท้องถิ่นของตน ร่วมมือกันทั้ง ภายในประเทศและทั้งโลก เรื่องที่ 2 หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
12 4. ความสำเร็จของการพัฒนาประเทศขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์และความปลอดภัยของทรัพยากรธรรมชาติดังนั้น การทำลายทรัพยากรธรรมชาติจึงเป็นการทำลายมรดกและอนาคตของชาติด้วย 5. ประเทศมหาอำนาจที่เจริญทางด้านอุตสาหกรรม มีความต้องการทรัพยากรธรรมชาติเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้ป้อน โรงงานอุตสาหกรรมในประเทศของตน ดังนั้นประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายจึงต้องช่วยกันป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์ ของประเทศมหาอำนาจ 6. มนุษย์สามารถนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาช่วยในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติได้แต่การจัดการนั้นไม่ควรมุ่งเพียง เพื่อการอยู่ดีกินดีเท่านั้น ต้องคำนึงถึงผลดีทางด้านจิตใจด้วย 7. การใช้ทรัพยากรธรรมชาติในสิ่งแวดล้อมแต่ละแห่งนั้น จำเป็นต้องมีความรู้ในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่จะให้ ประโยชน์แก่มนุษย์ทุกแง่ทุกมุม ทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยคำนึงถึงการสูญเปล่าอันเกิดจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ด้วย 8. รักษาทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นและหายากด้วยความระมัดระวัง พร้อมทั้งประโยชน์และการทำให้อยู่ในสภาพที่เพิ่มทั้งทางด้านกายภาพและ เศรษฐกิจเท่าที่ทำได้รวมทั้งจะต้องตระหนักเสมอว่า การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ มากเกินไปจะไม่เป็นการปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม 9. ต้องรักษาทรัพยากรที่ทดแทนได้โดยให้มีอัตราการผลิตเท่ากับอัตรา การใช้หรืออัตราการเกิดเท่ากับอัตราการตายเป็นอย่างน้อย 10. หาทาปรับปรุงวิธีการใหม่ ๆ ในการผลิต และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งพยายาม ค้นคว้าสิ่งใหม่มาใช้ทดแทน 11. ให้การศึกษาเพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงความสำคัญในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติสำหรับวิธีการ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตินั้น ศิริพรต ผลสิทธุ์ (2531 : 196-197) ได้เสนอวิธีการไว้ดังนี้ 1. การถนอม เป็นการรักษาทรัพยากรธรรมชาติทั้งปริมาณและคุณภาพให้มีอยู่นานที่สุดโดยพยายามใช้ ทรัพยากรธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพ เช่น การเลือกจับปลาที่มีขนาดโตมาใช้ในการบริโภค ไม่จับปลาที่มีขนาดเล็กเกินไป เพื่อให้ปลาเหล่านั้นได้มีโอกาสโตขึ้นมาแทนปลาที่ถูกจับไปบริโภคแล้ว 2. การบูรณะซ่อมแซม เป็นการบูรณะซ่อมแซมทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดความเสียหายให้มีสภาพเหมือนเดิมหรือ เกือบเท่าเดิม บางครั้งอาจเรียกว่าพัฒนาก็ได้ เช่น ป่าไม้ถูกทำลายหมดไป ควรมีการปลูกป่าขึ้นมาทดแทน จะทำให้มีพื้นที่ บริเวณนั้นกลับคืนเป็นป่าไม้อีกครั้งหนึ่ง
13 3. การปรับปรุงและการใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่นการนำแร่โลหะประเภทต่าง ๆ มาถลุงแล้วนำไปสร้าง เครื่องจักรกล เครื่องยนต์หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะให้ประโยชน์แก่มนุยษ์เรามากยิ่งขึ้น 4. การนำมาใช้ใหม่ เป็นการนำทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วมาใช้ใหม่ เช่น เศษเหล็ก สามารถนำกลับมาหลอม แล้ว แปรสภาพสำหรับการใช้ประโยชน์ใหม่ได้ 5. การใช้สิ่งอื่นทดแทน เป็นการนำเอาทรัพยากรอย่างอื่นที่มีมากกว่า หรือหาง่ายกว่า มาใช้ทดแทน ทรัพยากรธรรมชาติที่หายากหรือกำลังขาดแคลน เช่น นำพลาสติกมาใช้แทนโลหะในบางส่วนของเครื่องจักรหรือยานพาหนะ 6. การสำรวจหาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มเติม เพื่อเตรียมไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคต เช่น การสำรวจแหล่งน้ำมัน ในอ่าวไทย ทำให้ค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติเป็นจำนวนมาก สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว อีกทั้ง ช่วยลดปริมาณการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ 7. การประดิษฐ์ของเทียมขึ้นมาใช้เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ชนิดอื่น ๆ ที่นิยมใช้กัน ของเทียมที่ผลิตขึ้นมา เช่น ยางเทียม ผ้าเทียม และผ้าไหมเทียม เป็นต้น 8. การเผยแพร่ความรู้เป็นการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะได้รับ ความร่วมมืออย่างเต็มที่ และรัฐควรมีบทบาทในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการวางแผนจัด ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรัดกุม 9. การจัดตั้งสมาคม เป็นการจัดตั้งสมาคมหรือชมรมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและงแวดล้อม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความหมายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หมายถึง การเก็บรักษา สงวน ซ่อมแซม ปรับปรุง และใช้ประโยชน์ตามความต้องการอย่าง มีเหตุผลต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเอื้ออำนวยให้เกิดคุณภาพสูงสุดในการสนองความเป็นอยู่ของมนุษย์อย่างถาวรต่อไป การที่จะให้บรรลุเป้าหมาย คือ การที่จะทำให้มีทรัพยากรธรรมชาติไว้ใช้และอยู่คู่กับโลกตลอดไปได้นั้น มีหลักการ อนุรักษ์3 ประการ คือ 1. ใช้อย่างฉลาด การจะใช้ต้องพิจารณาให้รอบคอบถึงผลดีผลเสีย ความขาดแคลนหรือความหายากในอนาคต อีก ทั้งพิจารณาหลักเศรษฐศาสตร์ถึงต้นทุนและผลตอบแทนอย่างถี่ถ้วน 2. ประหยัด (เก็บ รักษา สงวน) ของที่หายาก หมายถึง ทรัพยากรใดที่มีน้อยหรือหายาก ควรเก็บรักษาไว้มิให้สูญไป บางครั้งถ้ามีของบางชนิดที่พอจะใช้ได้ ต้องใช้อย่างประหยัด 3. ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีหรือเสื่อมโทรมให้ดีขึ้น (ซ่อมแซม ปรับปรุง) กล่าวคือ ทรัพยากรใดก็ตามมีสภาพ ล่อแหลมต่อการสูญเปล่า หรือจะหมดไปถ้าดำเนินการไม่ถูกต้องตามหลักวิชา ควรหาทางปรับปรุงให้อยู่ในลักษณะที่ดีขึ้น
14 คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง 1 ความหมายของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. ความหมายของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ประเภทของทรัพยากรธรรมชาติ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีต่อมนุษย์ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… กิจกรรมท้ายบท
15 สาระสำคัญ การมีส่วนร่วมของประชาชนถือเป็นหลักการสากลที่อารยประเทศให้ความสำคัญเปิดโอกาสให้ประชาชนและ ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนรับรู้ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ การรู้จักใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างถูกต้องจะส่งผลดีต่อประชากรทั้งใน ด้านชีวิตความเป็นอยู่และฐานะทางเศรษฐกิจของประชากรในประเทศ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะในการฝึกวิเคราะห์รูปแบบของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมชุมชนของ ตนเอง ขอบข่ายเนื้อหา เรื่องที่ 1 บทบาทของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ 2 การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยการใช้กฎหมาย บทที่ 3 สิทธิและหน้าที่ของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
16 ปัจจุบันทุกประเทศทั่วโลกกำลังประสบกับปัญหาในด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาน้ำเสีย และอากาศเป็นพิษ ซึ่งน้ำ และอากาศ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ปัญหาดังกล่าวกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกวันทั้งนี้เพราะทุกประเทศ กำลังแข่งขันกันก้าวข้าสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมทั้งนี้เพราะมีความเชื่อที่ว่าการเป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของ ประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกกลับกลายเป็นการสร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลย้อนกลับมาทำลายมนุษย์หรือ ประชาชนในประเทศของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นอกจากนี้การพัฒนาอุตสาหกรรมนั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ทั้งทรัพยากร น้ำ ป่า ไม้ แร่ธาตุไม่ใช่ในกระบวนการผลิต ทำให้เกิดการขาดแคลนทรัพยากร น้ำ ป่าไม้ และแร่ธาตุ ที่มีมนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพา อาศัยในการดำรงชีวิตในแต่ละวัน ความขาดแคลนดังกล่าว ทำให้เกิดปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม มีการ แย่งชิงการใช้ทรัพยากรของชุมชนในท้องถิ่น จนทำให้เกิดปัญหาการเรียกร้อง การคัดค้าน การตั้งโรงงานอุตสาหกรรมขนาด ใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนขึ้น เช่น การสร้างโรงงานกำจัดของเสีย การสร้างเขื่อน การตั้งนิคมอุตสาหกรรม การสร้าง โรงงานไฟฟ้าทั้งที่ใช้พลังน้ำ ถ่านหินและพลังนิวเคลียร์ปัญหาดังที่ยกตัวอย่างมานี้ประเทศไทยของเราก็ประสบปัญหาในด้านนี้ เช่นกันและนับวันกลายเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างผู้มีอำนาจในการควบคุมการจัดสรรทรัพยากรทั้งน้ำ ป่าไม้ อากาศและแร่ธาตุ นั่นก็คือ อำนาจรัฐกับประชาชนในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อการใช้อำนาจรัฐเข้าไปจัดสรร ทรัพยากรปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนในท้องถิ่นหรือชุมชนท้องถิ่นที่พอจะยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสียและอากาศเป็นพิษแก่สิ่งแวดล้อมในอดีตโรงงานน้ำตาลในแถบลุ่มแม่น้ำแม่กลอง โรงงาน น้ำตาลน้ำพอง โรงงานฟินิกต์ฯปัญหาจากการสร้างเขื่อนปากมูลมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในลุ่มแม่น้ำมูลที่เคยขึ้น ชื่อว่าเป็นลุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดก็ถูกทำลายลงไปด้วยการที่รัฐบาลตัดสินใจสร้างเขื่อนจนกระทั่งทำให้เกิดปัญหาประท้วง ของราษฎรซ้ำซากมาเป็นระยะเวลานาน การสร้างเขื่อนราษีไศลที่ทำให้น้ำในเขื่อนสร้างแรงกดดันให้หินเกลือที่อยู่ใต้ผิวดินเกิด การซึมทะลักขึ้นมาบนผิวดิน ทำให้ไร่นาของประชาชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไม่สามารถปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตเหมือนเมื่อครั้ง ในอดีตปัญหาในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ หรือถ่านหิน ปัญหาการวางท่อก๊าซพม่าและมาเลย์ทำให้เกิดการเผชิญหน้า ระหว่างประชาชนกับรัฐจนกลายมาเป็นปัญหาในทางการเมืองของรัฐบาล เกือบทุกยุคทุกสมัยในปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะว่าเดิมรัฐเป็นผู้มี อำนาจในการจัดสรรทรัพยากรแต่เพียงผู้เดียว ประชาชนในท้องถิ่นจะ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรนั้น รัฐก็มีอำนาจโดยชอบตามกฎหมายที่ จะจัดการจัดสรรได้โดยลำพัง จากการดำเนินการของรัฐบางโครงการ สร้างผลกระทบต่อคนในชุมชน เป็นการจัดสรรที่ดินทำกิน การสร้างเขื่อน การให้สัมปทานสร้างโรงงานอุตสาหกรรมจนคนในชุมชนต้องออกมา ประท้วงสิ่งที่พวกเขาได้รับจากการดำเนินงานตามโครงการต่างๆ ของรัฐ ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยเปิดโอกาสให้ชุมชนในท้องถิ่นช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมหรือมีส่วนในการรักษาไว้ใช้ประโยชน์ ร่วมกันของคนในสังคมและการใช้อำนาจในการจัดสรรทรัพยากรของรัฐแต่เดิมก็มิได้ถามความสมัครใจของชุมชน และชุมชนก็ คัดค้านไม่ได้ทางออกของปัญหา ดังนั้นจึงมีการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่โดยการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญและในรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2540 ก็ได้บรรจุหลักการที่สำคัญเกี่ยวกับสิทธิของชุมชนในเรื่องดังกล่าวไว้ เรื่องที่ 1 บทบาทของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
17 ดังนั้นเราจึงควรทำความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของประชาชนและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อจะได้ทราบถึงสิทธิหน้าที่ในการรักษา อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในท้องถิ่นให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป การมีส่วนร่วมของประชาชน (Partici Pation) การมีส่วนร่วมของประชาชน ถือเป็นหลักการสากลที่อารยประเทศให้ความสำคัญ และเป็นประเด็นหลักที่สังคมไทย ให้ความสนใจเพื่อพัฒนาการเมืองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ตามหลักการธรรมมาภิบาลที่ภาครัฐจะต้องเปิด โอกาสให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนรับรู้ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ เพื่อสร้างความโปร่งใสและเพิ่มคุณภาพการตัดสินใจ ของภาครัฐให้ดีขึ้น และเป็น ที่ยอมรับร่วมกันของทุก ๆ ฝ่ายในการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาไทย พ.ศ.2540 และพ.ศ. 2550 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่5) พ.ศ.2545 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีพ.ศ.2546 จึงต่างให้ความสำคัญต่อ การบริหารราชการอย่างโปร่งใส สุจริต เปิดเผยข้อมูล และการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนด นโยบายสาธารณะ การตัดสินใจทางการเมือง รวมถึงการตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐในทุกระดับ หลักการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนของสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาคราชการนั้น International Association for Public Participation ได้แบ่งระดับของการสร้างการ มีส่วนร่วมของประชาชนเป็น 5 ระดับ ดังนี้ 1. การให้ข้อมูลข่าวสาร ถือเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับต่าง ๆ ที่สุด แต่เป็นระดับ ที่สำคัญที่สุด เพราะ เป็นก้าวแรกของการที่ภาคราชการจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าสู่กระบวนการมีส่วนร่วมในเรื่องต่าง ๆ วิธีการให้ข้อมูล สามารถใช้ช่องทางต่าง ๆ เช่น เอกสารสิ่งพิมพ์การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางเสื่อต่าง ๆ การจัดนิทรรศการ จดหมายข่าว การจัดงานแถลงข่าว การติดประกาศ และการให้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์เป็นต้น 2. การรับฟังความคิดเห็น เป็นกระบวนการที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงและความคิดเห็น เพื่อประกอบการตัดสินใจของหน่วยงานภาครัฐด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การรับฟังความคิดเห็น การสำรวจความคิดเห็น การจัดเวที สาธารณะ การแสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์เป็นต้น 3. การเกี่ยวข้อง เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน หรือร่วมเสนอแนะทางที่นำไปสู่การ ตัดสินใจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าข้อมูลความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนจะถูกนำไปพิจารณาเป็น
18 ทางเลือกในการบริหารงานของภาครัฐ เช่น การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพิจารณาประเด็นนโยบายสาธารณะ ประชาพิจารณ์ การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อเสนอแนะประเด็นนโยบาย เป็นต้น 4. ความร่วมมือ เป็นการให้กลุ่มประชาชนผู้แทนภาคสาธารณะมีส่วนร่วม โดยเป็นหุ้นส่วนกับภาครัฐในทุกขั้นตอน ของการตัดสินใจ และมีการดำเนินกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เช่น คณะกรรมการที่มีฝ่ายประชาชนร่วมเป็นกรรมการ เป็น ต้น 5. การเสริมอำนาจแก่ประชาชน เป็นขั้นที่ให้บทบาทประชาชนในระดับสูงที่สุด โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ เช่น การลงประชามติในประเด็นสาธารณะต่าง ๆ โครงการกองทุนหมู่บ้านที่มอบอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจทั้งหมด เป็นต้น การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน อาจทำได้หลายระดับและหลายวิธีซึ่งบางวิธีสามารถทำได้อย่างง่าย ๆ แต่บาง วิธีก็ต้องใช้เวลา ขึ้นอยู่กับความต้องการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน ค่าใช้จ่ายและความจำเป็นในการเปิดโอกาสให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงต้องมีการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการให้ ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน การรับฟังความคิดเห็น การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม รวมทั้งพัฒนาทักษะ และศักยภาพของข้าราชการทุกระดับควบคู่กันไปด้วยจากหลักการและความจำเป็นดังกล่าว ทำให้การพัฒนาระบบราชการที่ ผ่านมาได้รับการพัฒนากระบวนการบริหารราชการที่สนับสนุนการปรับกระบวนการทำงานของส่วนราชการที่เปิดโอกาสให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น หรือที่เรียกว่า “การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม” ในส่วนภาคราชการ การส่งเสริมการ บริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ถือได้ว่าเป็นเงื่อนไข และเป็นกุญแจ ดอกสำคัญของความสำเร็จของการพัฒนาระบบราชการ ให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและเอื้อต่อประโยชน์สุขของประชาชน เพราะกระบวนการมีส่วนร่วมเป็น ปัจจัยสำคัญ ที่สนับสนุน และส่งเสริมให้ระบบราชการมีพลังในการพัฒนาประเทศอย่างสร้างสรรค์อันเป็นเป้าหมายหลักของ การพัฒนาราชการยุคใหม่ที่เป็นราชการระบบเปิดการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของภาคราชการที่มาจากทุกภาคส่วนของ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และชุมชนท้องถิ่น จะช่วยทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมีความใกล้ชิดกับ ประชาชนได้รับทราบความต้องการและปัญหาที่แท้จริง ลดความขัดแย้งและต่อต้าน ทั้งยังเป็นการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ เสริมสร้างให้ประชาชน ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจในประเด็นสาธารณะ ซึ่งเป็นบทบาทที่หน่วยงานภาคราชการจะต้องดำเนินการ ให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและเครือข่ายภาคประชาสังคมทุกภาค ส่วนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหน่วยงานราชการต่าง ๆ จะสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วม ของประชาชนมากน้อยเพียงใด รวมทั้งต้องอาศัยกระบวนการความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในสังคมที่เป็น พันธมิตรของภาคราชการ ซึ่งถึงเวลาแล้วที่ ภาคราชการ จะต้องร่วมมือกันเปิดระบบราชการให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อทำให้เกิดการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเกิดการแบ่ง สรรทรัพยากรอย่างยุติธรรม และลดความขัดแย้งในสังคม และที่สำคัญที่สุด คือ การสร้างกลไกของการพัฒนาระบบ ราชการที่ยั่งยืน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนนั่งเอง
19 บทบาทหน้าที่ของรัฐต่อการใช้ทรัพยากรและรักษาสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ของรัฐในการอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์และการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการ รักษาสิ่งแวดล้อมเอาไว้อย่างชัดเจนอันเป็นการตีกรอบในการใช้อำนาจของรัฐในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนี้ 1. รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษา ใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวิภาพอย่างสมดุล 2. รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการส่งเสริม บำรุงรักษาและคุ้ม ครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมตาม หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ลอดจนควบคุมและกำจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของ ประชาชน 3. รัฐต้องจัดระบบการถือครองที่ดินและการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม จัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรมให้เกษตรกร อย่างทั่วถึง 4. รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวาง แผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมทั้งการตรวจสอบใช้อำนาจทุกระดับรัฐต้องส่งเสริม สนับสนุนการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการกำหนดนโยบาย การตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมทั้งการ ตรวจสอบใช้อำนาจทุกระดับ 5. รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เอง พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่นให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่ว ประเทศ 6. รัฐจะดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อมจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้มีการศึกษาและประเมินผลต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยรัฐต้องจัดให้มีองค์กรอิสระ ให้ความเห็นประกอบก่อน ดำเนินการทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ บทบาทหน้าที่ของประชาชนและองค์กรชุมชนท้องถิ่นต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติกฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ได้กำหนดบทบาทหน้าที่และสิทธิของประชาชน ชุมชนและองค์กรท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมเอาไว้ดังต่อไปนี้การได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพและในการคุ้มครอง ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ อนามัย สวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของตน 1. บุคคลมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษา 2. บุคคลซึ่งรวมกันเป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมย่อมมีสิทธิอนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือ วัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ และมีส่วนร่วมในการจัดการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และการมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและ ยั่งยืน ทั้งนี้ตาม กฎหมาย.บัญญัติ 3. บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือส่วน ราชการท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิตหรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่นและมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่อง ดังกล่าว (สิทธิในการร่วมทำประชาพิจารณ์) ปัจจุบันหากรัฐจะจัดทำโครงการขนาดใหญ่ที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพของ สิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตหรือมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดกับประชาชนหรือชุมชนท้องถิ่น รัฐจะ
20 ชี้แจงเหตุผลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย โดยการจัดทำประชาพิจารณ์ ก่อนที่รัฐจะอนุญาตหรือ ดำเนินการตามโครงการนั้น ตามกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่กฏหมายกำหนด 4. องค์กรปกครองท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายบัญญัติเพื่อส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมดังนี้ (8)(สิทธิของ ชุมชน) การจัดการบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง แวดล้อมที่ในเขตพื้นที่ 4.1 การเข้าไปมีส่วนร่วมในการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ อยู่นอกเขตพื้นที่ เฉพาะในกรณี ที่อาจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของตน 4.2 การมีส่วนร่วมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใดนอกเขตพื้น ที่ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อ คุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่ กลไกการคุ้มครองสิทธิของประชาชน กลไกคุ้มครองสิทธิ คือ มาตรการในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ พ.ศ. 2540 ได้รับรองไว้ หากประชาชนถูกละเมิด สิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็สามารถเลือกใช้มาตรการคุ้มครองสิทธิที่กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (พ.ศ.2540) บัญญัติไว้ ซึ่ง ส่วนใหญ่เป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดไว้สามารถเชื่อมโยงมาใช้เพื่อการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่ เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิ ในด้านสิ่งแวดล้อมและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง ได้แก่ 1. มาตรการทางศาลยุติธรรม 1.1. การให้สิทธิประชาชนที่ฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วน ท้องถิ่น หรือองค์กรอื่น ของรัฐ แบ่งเป็น 2 กรณี 1.1.1 ประชาชนหรือองค์กรท้องถิ่นถูกละเมิดสิทธิเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือการดำเนินโครงการที่ก่อผลกระทบสิ่งแวดล้อม 1.1.2 การกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น อันเป็นการทำให้ ประชาชนหรือองค์กรท้องถิ่นถูกละเมิดสิทธิ 2. มาตรการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ 2.1. การให้สิทธิของประชาชน เรียกตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร รับฟังคำชี้แจงจากหน่วยงานของรัฐ 2.2. การให้สิทธิประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางการ ปกครอง อันมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของคน 2.3. การให้สิทธิประชาชน จำนวน50,000 คน ที่จะถอดถอนผู้ใช้อำนาจรัฐออกจาก ตำแหน่งหรือเสนอกฎหมาย 2.4. หากประชาชนพบว่า เจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้ใช้อำนาจรัฐ ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำผลต่อตำแหน่งหน้าที่ กระทำ ผลต่อตำแหน่งหน้าที่ยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือการดำเนินโครงการ ที่มีผลกระทบต่อประชาชน ก็สามารถร้องขอให้ ปปช. วินิจฉัยความผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวได้ 2.5. สิทธิในการจัดชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ เป็นการต่อสู้แบบสันติวิธี 3. มาตรการทางศาลปกครอง ประชาชนอาจฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐหรือผู้ใช้อำนาจรัฐที่เป็นการละเมิดสิทธิเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อม และการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือการดำเนินโครงการที่มีผลกระทบต่อตนและเป็นการพิพาทโดย การใช้อำนาจปกครอง ก็สามารถนำฟ้องต่อศาลปกครองโดยตรงได้ 4. มาตรการผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา ประชาชนมีสิทธิร้องเรียนสอบสวนการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานหรือคน ของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองพิจารณาตามแต่กรณี 5 การถูกละเมิดสิทธิประชาชนสามารถยกบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในชั้นศาลได้ตลอดเวลา
21 บทสรุป ประชาชนและองค์กรท้องถิ่นจะต้องศึกษาบทบาท สิทธิหน้าที่ของตนในการบำรุงรักษา จัดการ สิ่งแวดล้อมและ คุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยต้องทราบถึงสิทธิและบทบาทที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างละเอียด เพราะการใช้อำนาจรัฐจัดการหรือ เข้าจัดสรรสิ่งแวดล้อมและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตและ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์หรือการปฏิบัติจากหน่วยงานหรือคนของรัฐอาจเป็นฝ่ายฝืนหลักเกณฑ์ของสิทธิมนุษย์ประชาชน ผู้เป็นเจ้าของสิทธิเช่นว่านั้น ย่อมมีสิทธิ์โดยชอบที่จะติดตาม ทวงถามเอาคืนได้เสมือนหนึ่งเป็นทรัพย์สินแห่งตน และควร ศึกษามาตรการคุ้มครองสิทธิตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อที่จะได้นำไปใช้รักษาสิทธิของตนต่อไป รัฐธรรมนูญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตัวอย่างเช่น มาตรา 43 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขัน โดยเสรีอย่างเป็นธรรม การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมาย เฉพาะเพื่อ ประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การ รักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนการจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การ ผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัด ความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันมาตรา 57 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมี ผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชน ท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวการ วางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การวางผังเมือง การกำหนดเขต การใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการมาตรา 85 รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ดังต่อไปนี้ (1) กำหนดหลักเกณฑ์การใช้ที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยให้คำนึงถึงความ สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติ ทั้งผืนดิน ผืนน้ำ วิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น และการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ และกำหนดมาตรฐานการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์ การใช้ที่ดิน นั้นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้วย (2) กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและดำเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์หรือ สิทธิในที่ดินเพื่อ ประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึงโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่น รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้อย่าง พอเพียงและเหมาะสมแก่การเกษตร (3) จัดให้มีการวางผังเมือง พัฒนา และดำเนินการตามผังเมืองอย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล เพื่อ ประโยชน์ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เรื่องที่ 2 การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยการใช้กฎหมาย
22 (4) จัดให้มีแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและทรัพยากรธรรมชาติอื่นอย่างเป็นระบบ และเกิดประโยชน์ ต่อส่วนรวม ทั้งต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสงวน บำรุงรักษา และใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความ หลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุล (5) ส่งเสริม บำรุงรักษา และคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนควบคุมและ กำจัดภาวะมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยประชาชน ชุมชนท้องถิ่น และ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีส่วนร่วมในการ กำหนดแนวทางการดำเนินงาน กฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 1. กฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ (Nature Conservation Act) กฎหมายและข้อบังคับประเภทนี้ ประกอบด้วย พ.ร.บ. คุ้มครองและรักษาสัตว์ป่า พ.ศ. 2535, พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติพ.ศ. 2504 และพ.ร.บ.ป่าสงวน แห่งชาติซึ่งพ.ร.บ.ทั้ง 3 ฉบับนี้ พื้นที่ครอบคลุมทั้งส่วนพื้นดินและพื้นน้ำ โดยเฉพาะพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาตินั้นได้ให้ ความหมายว่า ส่วนพื้นที่ ในที่นี้รวมถึงส่วนพื้นน้ำในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยให้กรมป่าไม้เป็นหน่วยงานที่ใช้กฎหมายฉบับนี้ 2. กฎหมายว่าด้วยการสำรวจและใช้ประโยชน์ทรัพยากร(Natural Resources Exploitation Act) กฎหมาย ประเภทนี้มีหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี พ.ศ. 2484 เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ในการคุ้มครองและจัดการป่าไม้ของประเทศ ไทย พ.ร.บ.ประมง ปีพ.ศ. 2490 เป็นกฎหมายที่ควบคุมและจัดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรประมง กรมประมงเป็นผู้ใช้ กฎหมายฉบับนี้ พ.ร.บ.แร่ ปีพ.ศ. 2510 เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรธรณีอนุญาตการทำเหมือง รวมทั้งควบคุมการผลิตและการจำหน่ายแร่ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ปี พ.ศ.2511 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดการสำรวจและ ผลิตน้ำมันและแก๊ส ซึ่งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเป็นผู้ใช้กฎหมายฉบับนี้และ พ.ร.บ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจแก่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการสำรวจ วางแผน และพัฒนาการท่องเที่ยว 3. กฎหมายว่าด้วยการป้องกันสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection Act) กฎหมายว่าด้วยการป้องกัน สิ่งแวดล้อมได้แก่ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ปีพ.ศ. 2535 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุม คุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศ รวมทั้งการควบคุมผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากโครงการพัฒนาต่าง ๆ พ.ร.บ. ดังกล่าว มี3 หน่วยงาน คือ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมเป็น หน่วยงานรับผิดชอบและดำเนินการตามกฎหมาย
23 4. กฎหมายว่าด้วยการใช้ประโยชน์ดินและน้ำ กฎหมายที่เกี่ยวกับที่ดินในประเทศไทยนั้นมีความสลับซับซ้อน แต่เมื่อ พิจารณาถึงตัวบทกฎหมายที่อยู่ในกลุ่มนี้แล้ว ประกอบด้วย 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ กฎหมายการถือครองที่ดิน และกฎหมาย การวางแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน สำหรับกฎหมายที่ว่าด้วยการถือครองที่ดินประกอบด้วยกฎหมายว่าด้วยกฎหมายที่ดินของ ประเทศไทย ปีพ.ศ. 2497 และกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิการถือครองที่ดินซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายอื่น ๆ ที่สำคัญได้แก่ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ ปีพ.ศ. 2521 และพ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ปี พ.ศ.2518 สำหรับกฎหมายในกลุ่มของการวางแผนการใช้ที่ดินนั้นประกอบด้วย พ.ร.บ.ผังเมือง ปีพ.ศ.2535 พ.ร.บ.จัดประเภทการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตร ปีพ.ศ. 2457 พ.ร.บ.พัฒนาที่ดิน ปีพ.ศ. 2526 กฎหมายดังกล่าวนี้จะเป็นกรอบในการวางแผนการใช้ที่ดินทั้งในเมืองและชนบท และผนวกกับกฎหมายการแบ่งเขตที่ดิน ซึ่ง เป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันทั้งเก่าและใหม่ เช่น พ.ร.บ. ควบคุมการก่อสร้างอาคาร ปี พ.ศ. 2522 ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวกับพื้นที่น้ำ ได้แก่ พ.ร.บ.การเดินเรือในเขตน่านน้ำไทย ปีพ.ศ. 2456 ซึ่งเป็นกฎหมายทีเก่าแก่ที่สุด ครอบคุมทั้งการเดินเรือในทะเลและลำน้ำภายใน โดยในส่วนที่ 7 ของพ.ร.บ. ดังกล่าวได้ให้ ความหมายของคำว่า "น่านน้ำไทย" หมายรวมถึง "เขตน่าน้ำไทยทั้งหมด ท่าเรือ ที่จอดเรือ แม่น้ำ และลำคลองทั้งหมดใน ราชอาณาจักรไทย" ส่วนหนึ่งของข้อตกลงเจนีวาปี 2505 ที่เกี่ยวกับกฎหมายทะเล และตามข้อตกลงของกฎหมายทางทะเล ของสหประชาชาติ ปี พ.ศ. 2525 ซึ่งประเทศไทยในคู่สัญญาด้วยเขตน่านน้ำไทยครอบคลุมพื้นที่ในระยะ 12 ไมล์ ทะเล และ 24 ไมล์ทะเลสำหรับเขต Contiguous ซึ่งวัดจากเส้นฐานตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2509 เป็นต้นมา และใน ปีพ.ศ. 2512 รัฐบาลไทยได้ประกาศการครอบครองทรัพยากรธรรมชาติบริเวณไหล่ทวีป ทั้งที่อยู่ในน้ำและที่อยู่ใต้ดิน ทั้งอ่าวไทยและทะเล อันดามัน ขณะเดียวกันในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2524 ประเทศไทยก็ได้ประกาศขยายอาณาเขตเศรษฐกิจจำเพาะออกไป เป็น 200 ไมล์ทะเล อย่างไรก็ดีในความหมายของคำว่า "ชายฝั่งทะเล" นั้น ยังไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมายและในเอกสาร อื่น ๆ แหล่งอ้างอิง : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี : สิ่งแวดล้อมกับเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย : 2539 ผลบังคับทางกฎหมายต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม - ผลบังคับทางอาญา มีการระบุความผิดและโทษ เช่น จำคุก ปรับ ตัวอย่าง พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความ เป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 29 ห้ามมิให้ผู้ใดถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะลงในที่สาธารณะ หรือ สถานสาธารณะซึ่งมิใช่สถานที่ที่ราชการส่วนท้องถิ่นได้จัดไว้เพื่อการนั้น มาตรา 54 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรา 8 วรรคหนึ่ง มาตรา 15 มาตรา 20 มาตรา 22 มาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 29 มาตรา 31 มาตรา 32 มาตรา 35 มาตรา 39 มาตรา 40 หรือ มาตรา 41 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพัน บาท - ผลบังคับทางแพ่ง เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชน มีวัตถุประสงค์ให้ศาลสั่งห้ามจำเลยมิให้กระทำการใดๆ เช่น ระงับการก่อสร้างในเวลากลางคืน รวมทั้งการเรียกค่าสินไหมทดแทนตัวอย่าง พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 96 แหล่งกำเนิดมลพิษใดก่อให้เกิดหรือเป็นแหล่งกำเนิด ของการรั่วไหลหรือ แพร่กระจายของมลพิษอันเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย แก่ชีวิต ร่างกายหรือสุขภาพอนามัย หรือเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของ ผู้อื่นหรือของ รัฐเสียหายด้วยประการใด ๆ เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษนั้น มีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหม ทดแทนหรือค่าเสียหายเพื่อการนั้น ไม่ว่าการ รั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษนั้นจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือ
24 ประมาทเลินเล่อของเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่ในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่ามลพิษเช่นว่านั้น เกิดจาก (1) เหตุสุดวิสัยหรือการสงคราม (2) การกระทำตามคำสั่งของรัฐบาลหรือเจ้าพนักงานของรัฐ (3) การกระทำหรือละเว้นการกระทำของผู้ที่ได้รับอันตรายหรือ ความเสียหายเองหรือของบุคคลอื่น ซึ่งมีหน้าที่ รับผิดชอบโดยตรงหรือโดยอ้อม ในการรั่วไหลหรือการแพร่กระจายของมลพิษนั้น ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหาย ซึ่ง เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่ง กำเนิดมลพิษมีหน้าที่ต้องรับผิดตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึงค่าใช้จ่ายทั้งหมด ที่ทาง ราชการต้องรับภาระจ่ายจริงในการขจัดมลพิษที่เกิดขึ้นนั้นด้วย - ผลบังคับทางปกครอง หมายถึง การที่รัฐเข้าไปดำเนินการตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้กับผู้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายโดยไม่ต้องดำเนินการทางกระบวนการยุติธรรมเสียก่อน เช่น การที่เจ้าพนักงานมีคำสั่งพักการใช้ใบอนุญาต หรือสั่ง ปิดโรงงานที่ปฏิบัติฝ่าฝืนกฎหมายตัวอย่าง พรบ.โรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 37 ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ประกอบ กิจการโรงงาน ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือการประกอบกิจการโรงงานมี สภาพที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ความเสียหายหรือความเดือดร้อนแก่บุคคลหรือ ทรัพย์สินที่อยู่ในโรงงานหรือที่อยู่ใกล้เคียงกับโรงงาน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มี อำนาจสั่งให้ผู้นั้นระงับการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือแก้ไขหรือปรับปรุง หรือปฏิบัติให้ ถูกต้องหรือเหมาะสมภายในระยะเวลาที่ กำหนดได้ ในกรณีที่เห็นสมควร เมื่อได้รับอนุมัติจากปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัด กระทรวงมอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่มี อำนาจผูกมัดประทับตราเครื่องจักร เพื่อมิให้เครื่องจักรทำงานได้ ในระหว่างการปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงาน เจ้าหน้าที่ตาม วรรคหนึ่ง ปัญหาเกี่ยวกับกฎหมายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง - มีกฎหมายและหน่วยงานซึ่งใช้บังคับกฎหมายซ้ำซ้อนและกระจัดกระจาย - อัตราโทษที่กฎหมายกำหนดโทษไว้เบาเกินไป - ขาดการกระจายอำนาจในการบังคับใช้กฎหมาย - เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องยังขาดความตื่นตัวในการปฏิบัติหน้าที่ - ยังมีการบังคับใช้กฎหมายไม่เต็มรูปแบบ
25 คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง 1.จงบอกบทบาทของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. การมีส่วนร่วมของประชาชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. บทบาทหน้าที่ของรัฐต่อการใช้ทรัพยากรและรักษาสิ่งแวดล้อม ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. ผลบังคับทางกฎหมายต่อการใช้ทรัพยากรและรักษาสิ่งแวดล้อม ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… กิจกรรมท้ายบท
26 สาระสำคัญ การพัฒนาที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือของมนุษย์ด้วยกันเอง การพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าได้ จําเป็นต้องพัฒนาให้สมดุลทั้งทางด้านเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตรวมทั้งการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยซึ่งมีหลักการ สําคัญของการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะในการฝึกวิเคราะห์รูปแบบของกรอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอบข่ายเนื้อหา เรื่องที่ 1 ประโยชน์ของชุมชนกับการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บทที่ 4 ประโยชน์ของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
27 การพัฒนาที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือของมนุษย์ด้วยกันเอง คือมนุษย์ต้องตระหนักว่า การ พัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้าได้จําเป็นต้องพัฒนาให้สมดุลทั้งทางด้านเศรษฐกิจคุณภาพชีวิต รวมทั้งการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งมีหลักการสําคัญของการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างยั่งยืนในสาขาต่างๆ ดังนี้ 1. หลักการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน ในการจัดการป่าไม้ต้องคํานึงถึงความยั่งยืนของศักยภาพ การอํานวยน้ำ ความยั่งยืนของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ภายในระบบนิเวศ โดยที่ยังคงเอื้อประโยชนให้แก่ประชาชน นักวิทยาศาสตร์ และนักท่องเที่ยวต่อไปได้ในเรื่องนี้คงจะต้องมีการจัดสรรพื้นที่การใช้ประโยชน์ให้เหมาะสม จะต้องมีการควบคุมการใช้ ประโยชน์ในแต่ละประเภทให้มีความรัดกุม ชัดเจนเพียงพอที่จะนําไปปฏิบัติรวมทั้งต้องหามาตรการให้ประชาชนมีส่วนร่วมใน การอนุรักษ์และได้ประโยชน์ไปพร้อมๆ กัน 2. หลักการใช้ประโยชน์ทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน ทรัพยากรประมงเป็นทรัพยากรที่มีลักษณะเฉพาะตัว คือ เป็นสาธารณสมบัติ (Comman Property) ดังนั้นทุกคนจึงมีเสรีภาพในการที่จะเข้าไปเก็บเกี่ยวใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนี้ สําหรับข้อเสนอในการควบคุมการใช้ทรัพยากรประมงก็คือ การควบคุมอาชญาบัตรประมง เป็นต้น นอกจากนี้การอนุรักษ์ ทรัพยากรประมงที่สําคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิตในทะเล โดยจะต้อง คุ้มครองให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นสามารถสืบทอดลูกหลานต่อไปได้ดังนั้นในการอนุรักษ์ทรัพยากรการประมงจึงจําเป็นต้องศึกษา และกําหนดอาณาเขตพร้อมทั้งควบคุมการใช้ประโยชน์ พื้นที่ดังกล่าวให้เหมาะสมอีกด้วย 3. หลักการทําการเกษตรแบบยั่งยืน ปัจจัยที่มีผลให้เกิดระบบเกษตรแบบยั่งยืน มี2 ประการ คือ - ความหลากหลายทางชีวภาพ (Bio-Diversity) ของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศเกษตร (Agro-ecosystem) นั้นๆ - ความผสมกลมกลืน (Harmonization) โดยอาศัยความหลากหลายที่เกิดขึ้นในระบบเกษตรนั้น จะต้องมี ความผสมกลมกลืนกัน ในการอาศัยพึ่งพาเกื้อกูลซึ่งกันและกันภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันเกษตรกรจึงต้องเผชิญหน้ากับ ปัญหาความเสื่อมโทรมของดินปัญหาวัชพืช ปัญหาโรคพืชและแมลงศัตรูพืช ดังนั้นการปรับเปลี่ยนแบบแผนการผลิตโดยสร้าง ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในระบบการผลิตและระบบนิเวศเกษตรจึงมีความจําเป็น ดังนั้นระดับที่เกษตรกรแต่ละราย ปรับเปลี่ยนได้ก็จะแตกต่างกันไป บางรายอาจจะนําแบบแผนเก่ากลับมาใช้ได้บางรายอาจจะปรับสู่ระบบเกษตรผสมผสานที่มี กิจกรรมเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ที่เกื้อกูลกัน มีการปรับพื้นที่ เช่น ยกร่อง ขุดบ่อปลามีการทําสวนผลไม้ ปลูกผัก และเลี้ยงสัตว์ รวมถึงการทํานาในอาณาบริเวณที่ใกล้เคียงกัน บางรายที่มีข้อจํากัดในการปรับพื้นที่ และไม่พร้อมที่จะเลี้ยงสัตว์ ก็อาจจะใช้ ระบบวนเกษตร ซึ่งอาศัยการพึ่งพากันระหว่างพืชและเน้นความหลากหลายของพืชเป็นหลัก 4. หลักการพัฒนาอุตสาหกรรมแบบยั่งยืน วิธีการลดมลพิษในระบบการผลิตนั้น อาจทําได้ดังนี้ - การจัดการที่ดีในการควบคุมตรวจสอบการทํางานของระบบการผลิตให้เกิดของเสียน้อยที่สุด - เปลี่ยนวัสดุการใช้หรือปัจจัยการผลิต หรือเปลี่ยนสูตรการผลิตที่ก่อมลพิษ - ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรการผลิตประสิทธิภาพสูงขึ้น เรื่องที่ 1 ประโยชน์ของชุมชนกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
28 - หมุนเวียนนําวัสดุกลับมาใช้ใหม่จากของเสียอุตสาหกรรมในประเทศไทยปัญหาในการกําจัดของเสียจาก โรงงานอุตสาหกรรมก็ยังคงมีอยู่ เพราะว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เงื่อนไขที่สําคัญที่จะนําไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมแบบ ยั่งยืน คือความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยที่จะจัดการของเสียของตนเอง เพื่อลดความจําเป็นในการ นําเข้าเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีราคาแพงจากต่างประเทศลง 5. หลักการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ทุกๆ ส่วนในสังคมจะต้องร่วมกันหามาตรการและเป็นผู้ดําเนินการใช้ พลังงานอย่างประหยัด 6. หลักการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน การควบคุมการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติที่ ประสานกลมกลืนกับธรรมชาติเปิดโอกาสให้กลไกของธรรมชาติดําเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถรักษาความ หลากหลายของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศนั้นให้ดํารงอยู่ได้ในการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน จะต้องคํานึงถึงการย่อยสลายในระบบ นิเวศด้วย เพราะกระบวนการย่อยสลายจะเป็นกระบวนการสําคัญในการทําให้ทรัพยากรเหล่านั้นได้รับการหมุนเวียนกลับมา ใช้ใหม่จึงเป็นเรื่องจําเป็นที่รัฐบาลจะต้องกําหนดแนวทางในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้ชัดเจน โดยจําแนกทรัพยากร ตามศักยภาพการใช้ประโยชน์และคุณค่าทางนิเวศวิทยาถ้าเราสามารถใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เราก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ ร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้อีกมาก ความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำและดิน ความสดชื่นของอากาศและความสวยงามตามธรรมชาติ ก็คงจะหวนกลับมาและอยู่กับลูกหลานของเราได้ต่อไป 7. การพัฒนาการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน หมายถึงการพัฒนาที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว และผู้เป็นเจ้าของท้องถิ่นในปัจจุบัน โดยมีการปกป้องและสงวนรักษาโอกาสต่างๆ ของอนุชนรุ่นหลังด้วย การท่องเที่ยวนี้มี ความหมายรวมถึงการจัดการทรัพยากรเพื่อตอบสนองความจําเป็นทางเศรษฐกิจ สังคมและความงามทางสุนทรียภาพ ในขณะที่สามารถรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและระบบนิเวศด้วย โดยแนวทางการสร้างกรอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติ ดังนี้ - มุ่งพัฒนาการท่องเที่ยวในประเทศก่อนการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ - ต้องคํานึงถึงขีดความสามารถในการรองรับ (Carrying capacity) ทุกๆ ด้าน - ประชาชนในท้องถิ่นจะต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในโครงการต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคน ส่วนใหญ่ในพื้นที่ (Local participation) - มุ่งใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น (Local product) - เน้นกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น - คุณค่าของสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมนั้นเป็นคุณค่าที่มีอยู่ในตัวเอง - การปรับตัวเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งจําเป็น แต่ทั้งนี้ต้องไม่ขัดกับหลักการดังกล่าวข้างต้น - ภาคธุรกิจการท่องเที่ยว องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและรัฐมีหน้าที่จะต้องทํางานร่วมกันอย่างเสมอภาค และ วางอยู่บนหลักการข้างต้น ประโยชน์ของชุมชนกับการอนุรักษ์ดิน ดินหมายถึง เนื้อดินที่เป็นที่อยู่อาศัยของพืช เป็นแหล่งสะสมธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชทำให้พืชเจริญเติบโต
29 การอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพังทลายหรือการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดินนั้น จะทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ติดตาม มา เช่น ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ทำให้เกษตรต้องซื้อปุ๋ยเคมีมาบำรุงดินเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล ตะกอนดินที่ถูกชะล้างทำให้ แม่น้ำและปากแม่น้ำตื้นเขิน ต้องขุดลอกใช้เงินเป็นจำนวนมาก เราจึงควรป้องกันไม่ให้ดินพังทลายหรือเสื่อมโทรม ซึ่งสามารถ ทำได้โดยการอนุรักษ์ดินดังนี้ 1. การใช้ดินอย่างถูกต้องเหมาะสม การปลูกพืชควรคำนึงถึงชนิดของพืชที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของดิน การปลูก พืชและการไถพรวนตามแนวระดับเพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน 2. การปรับปรุงบำรุงดิน การเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เช่น การใส่ปุ๋ยพืชสด ปุ๋ยคอก การปลูกพืชตระกูลถั่ว การใส่ ปูนขาวในดินที่เป็นกรด การแก้ไขพื้นที่ดินเค็มด้วยการระบายน้ำเข้าที่ดิน เป็นต้น 3. การป้องกันการเสื่อมโทรมของดิน ได้แก่ การปลูกพืชคลุมดิน การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชบังลม การไถ พรวนตามแนวระดับ การทำคันดินป้องกันการไหลชะล้างหน้าดิน รวมทั้งการไม่เผาป่าหรือการทำไร่เลื่อนลอย 4. การให้ความชุ่มชื้นแก่ดิน การระบายน้ำในดินที่มีน้ำขังออก การจัดส่งน้ำเข้าสู่ที่ดินและการใช้วัสดุ เช่น หญ้าหรือ ฟางคลุมหน้าดินจะช่วยให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ และยังชีพอยู่ได้ดินจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต ความสำคัญของทรัพยากรดิน ดินมีประโยชน์มากมายมหาศาลต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ คือ 1. ใช้ในการเกษตรกรรม ดินเป็นต้นกำเนิดของการเกษตรกรรม เป็นแหล่งผลิตอาหารของมนุษย์ อาหารที่มนุษย์ เราบริโภคทุกวันนี้มาจากการเกษตรกรรมถึง 90 % 2. ใช้ในการเลี้ยงสัตว์พืชและหญ้าที่ขึ้นอยู่บนดินเป็นแหล่งอาหารสัตว์ ตลอดจนเป็น แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ บางชนิด เช่น งู หนู แมลง นาก ฯลฯ 3. เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย พื้นดินเป็นแหล่งที่ตั้งของเมือง บ้านเรือน ทำให้เกิดวัฒนธรรม และอารยธรรมของชุมชน ต่าง ๆ มากมาย 4. เป็นแหล่งกักเก็บน้ำ ถ้าน้ำซึ่งอยู่ในรูปของความชื้นในดินมีอยู่มาก ๆ ก็จะกลายเป็นน้ำซึมอยู่ในดิน คือน้ำใต้ดิน น้ำเหล่านี้จะค่อย ๆ ซึมลงที่ต่ำ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง ทำให้เรามีน้ำใช้ตลอดปี ประโยชน์ของดิน ดินมีประโยชน์มากมายมหาศาลต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ คือ 1. ประโยชน์ต่อการเกษตรกรรม เพราะดินเป็นต้นกำเนิดของ การเกษตรกรรมเป็นแหล่งผลิตอาหารของมนุษย์ในดินจะมีอินทรียวัตถุ และธาตุอาหารรวมทั้งน้ำที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช อาหารที่ คนเราบริโภคในทุกวันนี้มาจากการเกษตรกรรมถึง 90% 2. การเลี้ยงสัตว์ ดินเป็นแหล่งอาหารสัตว์ทั้งพวกพืชและหญ้าที่ ขึ้นอยู่ตลอดจนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์บางชนิด เช่น งู แมลง นาก ฯลฯ
30 3. เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แผ่นดินเป็นที่ตั้งของเมือง บ้านเรือน ทำให้เกิดวัฒนธรรมและอารยธรรมของชุมชนต่าง ๆ มากมาย 4. เป็นแหล่งเก็บกักน้ำ เนื้อดินจะมีส่วนประกอบสำคัญ ๆ คือ ส่วนที่เป็นของแข็ง ได้แก่ กรวด ทราย ตะกอน และ ส่วนที่เป็นของเหลว คือ น้ำซึ่งอยู่ในรูปของความชื้นในดินซึ่งถ้ามีอยู่มาก ๆ ก็จะกลายเป็นน้ำซึมอยู่คือน้ำใต้ดิน น้ำเหล่านี้จะ ค่อย ๆ ซึมลงที่ต่ำ เช่น แม่น้ำลำคลองทำให้เรามีน้ำใช้ได้ตลอดปีชนิดของดิน อนุภาคของดินจะรวมตัวกันเข้าเกิดเป็นเม็ดดิน อนุภาคเหล่านี้จะมีขนาดไม่เท่ากัน ขนาดเล็กที่สุดคืออนุภาคดินเหนียว อนุภาคขนาดกลางเรียกอนุภาคทรายแป้ง อนุภาคขนาดใหญ่เรียกว่า อนุภาคทรายเนื้อดิน จะมีอนุภาคทั้ง 3 กลุ่มนี้ผสมกันอยู่ ในสัดส่วนที่ไม่เท่ากันทำให้เกิดลักษณะของดิน 3 ชนิดใหญ่ ๆ คือ ดินเหนียว ดินทราย และดินร่วน ชนิดหรือประเภทของดิน (Soil ClassiFication) 1. ดินเหนียว (Loam) เป็นดินที่เมื่อเปียกแล้วมีความยืดหยุ่น อาจปั้นเป็นก้อนหรือคลึงเป็นเส้นยาวได้เหนียว เหนอะหนะติดมือ เป็นดินที่มีการระบายน้ำและอากาศไม่ดี มีความสามารถในการอุ้มน้ำได้ดีมีความสามารถในการจับยึดและ แลกเปลี่ยนธาตุอาหารพืชได้สูง หรือค่อนข้างสูง เป็นดินที่มีก้อนเนื้อละเอียด เพราะมีปริมาณอนุภาคดินเหนียวอยู่มาก เหมาะ ที่จะใช้ทำนาปลูกข้าวเพราะเก็บน้ำได้นาน 2. ดินทราย (Sand) เป็นดินที่มีการระบายน้ำและอากาศดีมาก มี ความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เพราะความสามารถในการจับ ยึดธาตุอาหารพืชมีน้อยพืชที่ชั้นบนดินทรายจึงมักขาดทั้งอาหารและน้ำเป็นดินที่มี เนื้อดินทรายเพราะมีปริมาณอนุภาคทรายมาก 3. ดินร่วน(Loany Sand) เป็นดินที่มีเนื้อดินค่อนข้างละเอียดนุ่มมือยืดหยุ่น ได้บ้างมีการระบายน้ำได้ดีปานกลาง จัดเป็นเนื้อดินที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก มักไม่ค่อยพบ แต่จะพบดินที่มีเนื้อดินใกล้เคียงกันมากกว่า สีของดินจะทำให้เรา ทราบถึงความอุดมสมบูรณ์ปริมาณอินทรียวัตถุที่ปะปนอยู่และแปรสภาพเป็นฮิวมัส ในดิน ทำให้สีของดินต่างกันถ้ามีฮิวมัสน้อยสีจะจางลงมีความอุดมสมบูรณ์น้อย สาเหตุและผลกระทบของทรัพยากรดิน ดินส่วนใหญ่ถูกทำลายให้สูญเสียความอุดมสมบูรณ์หรือตัวเนื้อดินไป เนื่องจากการกระทำของมนุษย์และการสูญเสีย ตามธรรมชาติทำให้เราไม่สามารถใช้ประโยชน์จากดินได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของดินเกิดจาก 1. การกัดเซาะดิน (Erosion) อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ 1.1 การกัดเซาะโดยธรรมชาติหมายถึง การกัดเซาะซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติโดยการกระทำของน้ำ ลม แรง ดึงดูดของโลก และน้ำแข็ง เช่นการชะล้าง แผ่นดินเลื่อน การไหลของธาร น้ำ คลื่น เป็นต้น 1.2 การกัดเซาะที่มีตัวเร่ง หมายถึง การกัดเซาะที่มนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงเข้ามาช่วยเร่งให้มีการพังทลายเพิ่มขึ้นจาก ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำอยู่แล้ว เช่น การตัดต้นไม้ทำลายป่า การทำการเพาะปลูกอย่างขาดหลักวิชา ทำให้ดินไม่มีสิ่งปก คลุม จึงทำให้น้ำ ลม ซึ่งเป็นตัวการ กัดเซาะที่สำคัญพัดพาอนุภาคดินสูญหายไป
31 2. การเพาะปลูกและเตรียมดินอย่างไม่ถูกวิธีจะก่อให้เกิดความเสียหายกับดินได้มาก เช่น การปลูกพืชบางชนิดจะ ทำให้ดินเสื่อมเร็ว การเผาป่าไม้หรือตอซังข้าวในนา จะทำให้ฮิวมัสในดินเสื่อม สลายเกิดผลเสียกับดินมาก ทรัพยากรน้ำ (Water Resource) น้ำเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อชีวิตคน พืช และสัตว์มากที่สุดแต่ก็มีค่าน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับ ทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ดังได้กล่าวมาแล้วจะเห็นว่า น้ำมีความสำคัญและมีประโยชน์มากมายมหาศาล เราจึงควรช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ดังนี้ 1. การใช้น้ำอย่างประหยัด นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าน้ำลงได้แล้ว ยังทำให้ปริมาณน้ำเสียที่จะทิ้งลง แหล่งน้ำลดลง และป้องกันการขาดแคลนน้ำได้ ด้วย 2. การสงวนน้ำไว้ใช้ในบางฤดูหรือในสภาวะที่มีน้ำมากเหลือใช้ ควรมีการเก็บน้ำไว้ใช้ เช่น การทำบ่อเก็บน้ำ การสร้างโอ่งน้ำ การขุดลอก แหล่งน้ำ รวมทั้งการสร้างอ่างเก็บน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตร และพลังงานแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดอุทกภัย ป้องกันการไหลชะล้างหน้าดินที่อุดม สมบูรณ์และใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ 3. การพัฒนาแหล่งน้ำ ในบางพื้นที่ขาดแคลนน้ำ จำเป็นที่จะต้อง หาแหล่งน้ำเพิ่มเติม เพื่อให้มีน้ำไว้ใช้ทั้งในครัวเรือนและในการเกษตรได้อย่างเพียงพอ ปัจจุบันการนำน้ำบาดาลขึ้นมาใช้กำลัง แพร่หลายมาก แต่อาจมีปัญหาเรื่องแผ่นดินทรุด เช่นในบริเวณกรุงเทพ ฯ ทำให้เกิดดินทรุดได้จึงควรมีมาตรการกำหนดว่า เขตใดควรใช้น้ำใต้ดินได้มากน้อยเพียงใด 4. การป้องกันน้ำเสีย การไม่ทิ้งขยะ สิ่งปฏิกูล และสารพิษลงในแหล่งน้ำ น้ำเสียที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล ควรมีการบำบัดและขจัดสารพิษก่อนที่จะปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ การวางท่อระบายน้ำจากบ้านเรือน การวางผังการ ก่อสร้างโดยไม่ให้น้ำสกปรกไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง 5. การนำน้ำเสียกลับไปใช้ น้ำที่ไม่สามารถใช้ได้ในกิจการหนึ่ง เช่น น้ำทิ้งจากการล้างภาชนะอาหาร สามารถนำไป รดต้นไม้โรงงานบางแห่งอาจนำน้ำทิ้งมาทำให้สะอาดแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ ประโยชน์ของน้ำ น้ำเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตของสัตว์และพืชคนเรามีชีวิตอยู่โดยขาดน้ำได้ไม่เกิน 3 วัน และน้ำยังมีความจำเป็นทั้งในภาค เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ ประโยชน์ของน้ำ ได้แก่ - น้ำเป็นสิ่งจำเป็นที่เราใช้สำหรับการดื่มกิน การประกอบอาหาร ชำระร่างกาย ฯลฯ - น้ำมีความจำเป็นสำหรับการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์แหล่งน้ำเป็นที่อยู่อาศัยของปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ ซึ่งคนเราใช้เป็น อาหาร - ในการอุตสาหกรรม ต้องใช้น้ำในขบวนการผลิตใช้ล้างของเสียใช้หล่อเครื่องจักรและระบายความร้อน ฯลฯ - การทำนาเกลือโดยการระเหยน้ำเค็มจากทะเล
32 - น้ำเป็นแหล่งพลังงาน พลังงานจากน้ำใช้ทำระหัด ทำเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าได้ - แม่น้ำ ลำคลอง ทะเล มหาสมุทร เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งที่สำคัญ - ทัศนียภาพของริมฝั่งทะเลและน้ำที่ใสสะอาดเป็นแหล่งท่องเที่ยวของมนุษย์ ปัญหาทรัพยากรน้ำ ที่สำคัญมีดังนี้ 1. การเพิ่มปริมาณความต้องการใช้น้ำ ในปัจจุบันนอกจากการใช้น้ำเพื่อการบริโภคซึ่งเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 30% ถึง 40% ในการผลิตอาหารของโลกจำเป็นต้องใช้น้ำจากการชลประทานภายในระยะเวลาประมาณ 15-20 ปีข้างหน้านี้ บริเวณพื้นที่ชลประทานจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ของปริมาณ พื้นที่ในปัจจุบัน เพื่อที่จะผลิตอาหารให้ได้เพียงพอแก่จำนวน ประชากรที่เพิ่มขึ้น 2. การกระจานน้ำไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของพื้นที่ไม่เท่าเทียมกัน ในบางพื้นที่ของโลกเกิดฝนตกหนักบ้านเรือนไร่นา เสียหาย แต่ในบางพื้นที่ก็แห้งแล้งขาดแคลนน้ำเพื่อการบริโภค และเพื่อการเพาะปลูก 3. การเพิ่มมลพิษในน้ำ เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์เมื่อ จำนวนประชากรมนุษย์เพิ่มมากขึ้น มนุษย์เป็นตัวการสำคัญที่เพิ่มมลพิษให้กับแหล่งน้ำต่าง ๆ โดยการปล่อยน้ำเสีย คราบ น้ำมัน จากบ้านเรือน โรงงานอุตสาหกรรม การทิ้งขยะมูลฝอยลงไปในแหล่ง เป็นต้น ผลกระทบของน้ำเสียต่อสิ่งแวดล้อม - เป็นแหล่งแพร่ระบาดของเชื้อโรค เช่น อหิวาตกโรค บิด ท้องเสีย - เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงนำโรคต่าง ๆ - ทำให้เกิดปัญหามลพิษต่อดิน น้ำ และอากาศ - ทำให้เกิดเหตุรำคาญ เช่น กลิ่นเหม็นของน้ำโสโครก - ทำให้เกิดการสูญเสียทัศนียภาพ เกิดสภาพที่ไม่น่าดู เช่น สภาพน้ำที่มีสีดำคล้ำไปด้วยขยะ และสิ่งปฎิกูล - ทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ เช่น การสูญเสียพันธุ์ปลาบางชนิดจำนวนสัตว์น้ำลดลง - ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศในระยะยาว ป่าไม้(Forest) ประโยชน์ของทรัพยากรป่าไม้ ป่าไม้มีประโยชน์มากมายต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่. ประโยชน์ทางตรง (Direct Benefits) ได้แก่ ปัจจัย 4 ประการ 1. จากการนำไม้มาสร้างอาคารบ้านเรือนและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ ไม้ขีดไฟ ฟืน เป็นต้น 2. ใช้เป็นอาหารจากส่วนต่าง ๆ ของพืชและผล 3. ใช้เส้นใย ที่ได้จากเปลือกไม้และเถาวัลย์มาถักทอ เป็นเครื่องนุ่งห่ม เชือกและอื่น ๆ 4. ใช้ทำยารักษาโรคต่าง ๆ
33 ประโยชน์ทางอ้อม (Indirect Benefits) 1. ป่าไม้เป็นเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารเพราะต้นไม้จำนวนมากในป่าจะทำให้น้ำฝนที่ตกลงมาค่อย ๆ ซึมซับลงใน ดิน กลายเป็นน้ำใต้ดินซึ่งจะไหลซึมมาหล่อเลี้ยงให้แม่น้ำ ลำธารมีน้ำไหลอยู่ตลอดปี 2. ป่าไม้ทำให้เกิดความชุ่มชื้นและควบคุมสภาวะอากาศ ไอน้ำซึ่งเกิดจากการหายใจของพืช ซึ่งเกิดขึ้นอยู่มากมายใน ป่าทำให้อากาศเหนือป่ามีความชื้นสูงเมื่ออุณหภูมิลดต่ำลงไอน้ำเหล่านั้นก็จะกลั่นตัวกลายเป็นเมฆแล้วกลายเป็นฝนตกลงมา ทำให้บริเวณที่มีพื้นป่าไม้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ ฝนตกต้องตามฤดูกาลและไม่เกิดความแห้งแล้ง 3. ป่าไม้เป็นแหล่งพักผ่อนและศึกษาความรู้บริเวณป่าไม้จะมีภูมิประเทศที่สวยงามจากธรรมชาติรวมทั้งสัตว์ป่าจึง เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจได้ดีนอกจากนั้นป่าไม้ยังเป็นที่รวมของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์จำนวนมาก จึงเป็นแหล่งให้มนุษย์ได้ ศึกษาหาความรู้ 4. ป่าไม้ช่วยบรรเทาความรุนแรงของลมพายุและป้องกันอุทกภัย โดยช่วยลดความเร็วของลมพายุที่พัดผ่านได้ตั้งแต่ 11-44 % ตามลักษณะของป่าไม้แต่ละชนิด จึงช่วยให้บ้านเมืองรอดพ้นจากวาตภัยได้ซึ่งเป็นการป้องกันและควบคุมน้ำตาม แม่น้ำไม่ให้สูงขึ้นมารวดเร็วล้นฝั่งกลายเป็นอุทกภัย 5. ป่าไม้ช่วยป้องกันการกัดเซาะและพัดพาหน้าดิน จากน้ำฝนและลมพายุโดยลดแรงปะทะลงการหลุดเลือนของดิน จึงเกิดขึ้นน้อย และยังเป็นการช่วยให้แม่น้ำลำธารต่าง ๆ ไม่ตื้นเขินอีกด้วย นอกจากนี้ป่าไม้จะเป็นเสมือนเครื่องกีดขวางตาม ธรรมชาติจึงนับว่ามีประโยชน์ในทางยุทธศาสตร์ด้วยเช่นกัน การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้(Ponst Conservation ) ปัจจุบันป่าไม้ถูกทำลายไปจำนวนมาก การทำลายป่าไม้นอกจากจะทำให้ปริมาณไม้ที่จะใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ลดลงโดยตรงแล้ว ยังเป็นผลที่ทำให้เกิดความสูญเสียต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างมากมายอีกด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่าป่า ไม้ช่วยทำให้อากาศชุมชื้นเพราะป่าไม้จะช่วยเก็บน้ำไว้ได้ทำให้เกิดต้นน้ำลำธารและกระแสน้ำไหลไปตามปกติ ช่วยป้องกัน การพังทลายของหน้าดิน ช่วยทำให้ดินอุดมสมบูรณ์นอกจากนี้ป่าไม้ยังช่วยทำให้เกิดพืชพันธุ์ไม้อื่นและสัตว์ป่า เนื่องจากต้นไม้จะนำคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศไปใช้ในปี หนึ่ง ๆ นับล้าน ๆ ตัน เมื่อป่าไม้ถูกตัดทำลายลงในอัตราที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน เชื่อว่า พ.ศ. 2543 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมีปริมาณ ขึ้นอย่างน้อย 25 เปอร์เซ็นต์มีผลให้อุณหภูมิของอากาศเพิ่มขึ้น ทำให้อากาศร้อนและแห้งแล้ง ดังนั้นการฟื้นฟูสภาพป่าไม้จึงต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ด้วย ความร่วมมือทั้งภาครัฐเอกชน และประชาชน โดยรัฐบาลต้องมีแนวทาง ในการกำหนดแนวนโยบายด้านการจัดการป่าไม้ซึ่งเกือบทุกประเทศทั้ง ในเอเชีย ยุโรปและสหรัฐอเมริกามีรากฐานอยู่บนความคิดที่สำคัญ 3 ข้อ คือ 1. Sustain yield concept ใจความสำคัญของมโนทัศน์นี้อยู่ที่ว่าอัตราการตัดไม้และอัตราการเจริญเติบโตของไม้ ต้องสมดุลกันเพื่อให้มีผลผลิตของไม้ใช้ไปได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด
34 2. Multiple use concept วัตถุประสงค์การจัดป่าไม้ควรอยู่ในลักษณะอเนกประสงค์ป่าไม้ไม่ใช่แหล่งไม้เท่านั้น แต่เป็นแหล่งสัตว์ป่า แหล่งนันทนาการ แหล่งน้ำทั้งยังสามารถรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและอัตราเพิ่มธาตุอาหารในน้ำ ที่เรียกว่า Eutrophication ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้ต้องเป็นรากฐานสำคัญของการจัดการป่าไม้ด้วย 3. Long run policy นโยบายการจัดการป่าไม้ระยะยาวเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการจัดการป่าเพื่อประโยชน์ในระยะ สั้นก็ไม่ต่างจากธุรกิจหรือกิจการอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่หวังผลกำไรมากในระยะสั้นโดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะติดตามมาในระยะ ยาว ป่าไม้มีอายุยืนยาวเป็นพันปีการจัดการป่าในรูปของสวนป่าโดยปลูกพืชโตเร็วเป็นแถวเป็นระยะ แต่ก็ขาดลักษณะนานา ชนิดและความซับซ้อนของป่าเพราะเลือกปลูกพืชเพียงไม่กี่ชนิด การจัดการป่า โดยไม่คำนึงถึงลักษณะป่าเดิมเป็นความเข้าใจ ผิดอย่างหนึ่ง ดังนั้น ความคิดเกี่ยวกับการจัดการป่าที่ว่า The greatest good for the greatest number in the long run จึงควรเป็นนโยบายสำคัญของการจัดการป่าไม้ สำหรับประเทศไทยรัฐบาลได้กำหนดแนวนโยบายด้านการจัดการป่าไม้ดังนี้ 1. การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ 2. การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้เกี่ยวกับงานป้องกันรักษาป่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสันทนาการ 3. การจัดการที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรผู้ยากไร้ในท้องถิ่น 4. การพัฒนาป่าไม้ เช่น การทำไม้ การเก็บหาของป่า การปลูกป่า การบำรุงป่าไม้การค้นคว้าวิจัย และ อุตสาหกรรม การบริหารทั่วไป สัตว์ป่า (Wild Life) ความสำคัญของสัตว์ป่า 1. ด้านเศรษฐกิจ การค้าสัตว์ป่าหรือซากของสัตว์ป่า โดยเฉพาะหนังสือเกี่ยวกับป่า ในปีหนึ่ง ๆ ทำรายได้ให้กับ ประเทศและมีเงินทุนหมุนเวียนภายในประเทศจำนวนไม่น้อย คุณค่าทางด้านเศรษฐกิจอาจจะรวมถึงรายได้จากการท่องเที่ยว ในการชมสัตว์ด้วย 2. ด้านนันทนาการและจิตใจ ความงามเป็น สิ่งที่มนุษย์ปรารถนา ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าตนเอง ไม่ชอบความงาม แม้ว่าเราอาจมีความเห็นไม่ตรงกันในความหมายของความงาม แต่ที่แน่นอนที่สุดคือ ทุกคนมีความเห็น ตรงกันในเรื่องความน่าเกลียดของธรรมชาติที่ถูกทำลาย ทัศนียภาพที่สวยงาม ตามธรรมชาติเป็นสิ่งที่เราสามารถช่วยกัน อนุรักษ์ไว้ได้ถ้าไม่มีผู้ที่คิดเห็นแก่ตัวจนเกินไป เราอาจตกแต่งบ้านให้สวยงามด้วยเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง บางบ้านมีเขากวาง หัวสัตว์ป่าประดับอยู่ตามฝาผนัง บางบ้านมีหนังเสือโคร่งปูประดับห้องรับแขก บางบ้านก็สะสมสัตว์สตาฟ จริงอยู่ที่สิ่งเหล่านี้ เพิ่มความงามในแง่ของมัณฑนศิลป์แต่ก็ไม่ใช่ความงามตามธรรมชาติหลายคนอาจคิดว่าตนเองสามารถมีชีวิตอยู่ในเมือง ทั้ง ต้นตระกูลปู่ย่าพ่อแม่ของตนเองก็เจริญเติบโตทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่ในเมือง แต่ถ้าคิดให้ดีแล้วมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มี ชีวิตอยู่ในป่ากลมกลืนกับธรรมชาติปัจจุบันเราได้พยายามแยกตัวเองออกจากธรรมชาติซึ่งถ้าดูกันแบผิวเผินก็ดูเหมือนว่าเรา ทำได้สำเร็จ เราสร้างเมืองสร้างบ้านสร้างสถานที่พักผ่อนหย่อนใจได้เราเปลี่ยนระบบนิเวศของเมืองให้เป็น Artificial ecosystem แต่ธรรมชาติก็ยังสามารถรบกวนทั้งตัวเราและสิ่งก่อสร้างของเรา ในวันสุดสัปดาห์ถ้ามีเวลาและโอกาสเราก็จะไป ชายทะเล ไปเขาใหญ่ ไปดูน้ำตก เหล่านี้เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าคนเรายังมีความต้องการที่จะสัมผัสสิ่งแวดล้อมธรรมชาติถ้า ธรรมชาติของป่ามีต้นไม้สีเขียวขจีแต่ขาดสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวได้ก็คงไม่ใช่ธรรมชาติที่สมบูรณ์คุณค่าของความงามตาม ธรรมชาติรวมทั้งสัตว์ป่าเราเรียกว่า Aesthetic value
35 3. ด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และการแพทย์สัตว์ป่าไม่ใช่มีแต่คุณค่าในแง่ ธรรมชาติเท่านั้น สวัสดิภาพของมนุษย์ ในปัจจุบันขึ้นอยู่กับสัตว์ป่าหลายชนิด วัคซีนที่เราใช้ฉีด ป้องกันโรคต่าง ๆ ได้มาจากลิงริซัส คุณค่าสัตว์ป่าในแง่นี้เรียกว่า Prectical values สัตว์ป่าหลายชนิดกินแมลงที่นำโรคมาสู่คน สัตว์ป่าช่วยให้ชุมชน (Community) มั่นคงมีเสถียรภาพเพราะ เป็นส่วนที่ ทำให้เกิดความหลายหลายชนิด (Diversity) แต่ละชนิดทั้งสัตว์และพืชทำให้ Niche ของชุมชน เต็ม ช่วยให้การใช้ พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่ติดตามมาคือ เสถียรภาพของที่ดินและแหล่งต้นน้ำ การอนุรักษ์สัตว์ป่าจึงเป็นการ ประกันความมั่นคงของชุมชนรวมทั้งชีวิตมนุษย์ด้วย 4. ด้านอาหารและยา มนุษย์ได้ใช้เนื้อของสัตว์ป่าเป็นอาหารมาเป็นเวลาช้านานแล้วซึ่งสัตว์ป่าหลายชนิดก็ได้พัฒนา จนกระทั่งกลายเป็นสัตว์เลี้ยงไป สัตว์ป่าหลายชนิดตามธรรมชาติคนก็ยังนิยมใช้เนื้อเป็นอาหารอยู่ เช่น หมูป่า เก้ง กวาง กระจง กระทิง นกเขาเปล้า นกเป็ดน้ำ ตะกวด แย้ เป็นต้น อวัยวะของสัตว์ป่าบางอย่าง เช่น นอแรด กระโหลกเลียงผา เขา กวางอ่อน เลือดและกระเพาะค่าง ดีของหมี ดีงูเห่า ก็ยังมีผู้นิยมดัดแปลงเป็นอาหาร หรือใช้เป็นเครื่องยาสมุนไพรอีกด้วย 5. ด้านเครื่องใช้ประดับ นอกจากเนื้อของสัตว์ป่าและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ป่าจะใช้เป็นอาหารและยาแล้ว อวัยวะ บางอย่างของสัตว์ป่าก็ยังใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ได้อีกมากมาย เช่น หนังใช้ทำกระเป๋า รองเท้า เครื่องนุ่งห่ม งาช้าง ใช้เป็น เครื่องประดับ กระดูก เขาสัตว์ใช้ทำด้ามมีด ด้ามเครื่องมือ หรือแกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ เป็นต้น 6. เป็นตัวควบคุมสิ่งมีชีวิต สัตว์ป่านับได้ว่า เป็นตัวควบคุมสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสัตว์ด้วยกันเอง ทำ ให้ผลกระทบที่เกิดต่อคนบรรเทาเบาบางลงไปไม่มากก็น้อย เช่น ค้างคาว กินแมลง นกฮูกและงูสิงกินหนูต่าง ๆ นกกินตัว หนอนที่ทำลายพืชเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งหากไม่มีสัตว์ป่าต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วคนอาจจะต้องเสียเงินทองจำนวนมากกว่าที่ เป็นอยู่ปัจจุบันเพื่อการกำจัดศัตรูทั้งทางตรงและทางอ้อม 7. คุณค่าของสัตว์ป่าต่อทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ คนส่วนใหญ่มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ ต่าง ๆ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้ เป็นต้นว่า ป่าไม้ทำให้สัตว์ป่ามีที่อยู่อาศัย เป็นอาหาร และเป็นที่หลบภัย ป่าไม้ ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ป้องกันการกัดเซาะ ของน้ำ ลม ป่าไม้ช่วยทำให้น้ำไหลตลอดปี น้ำใสสะอาดปราศจากตะกอน ป่าไม้ ช่วยทำให้ฝนตก บรรเทากระแสลมพายุ ป่าไม้ทำให้อากาศไม่ร้อนไม่หนาว ป่าไม้เป็นแหล่งสะสมแร่ธาตุขาดป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ก็อยู่ไม่ได้ ทำนองเดียวกันทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ที่คนจะมองเห็นความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ดัง รายละเอียดที่ได้ศึกษามาแล้ว ทั้งนี้ยกเว้นสัตว์ป่า คนเรามักจะมองเห็นว่า ต้องอาศัยทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ เท่านั้น แต่ใน ข้อเท็จจริงแล้ว สัตว์ป่าก็มีผลต่อทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ไม่น้อยเช่นเดียวกัน เช่น - ช่วยทำลายศัตรูป่าไม้ - ช่วยผสมเกสรดอกไม้ - ช่วยในการกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้ - ช่วยทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น สาเหตุและผลกระทบปัญหาทรัพยากรสัตว์ป่า ในระยะสิบปีที่ผ่านมา สัตว์ป่าเป็นที่กล่าวถึงกันมากในแวดวงของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปัจจุบันสัตว์ป่าอยู่ในฐานะ ลำบากเช่นเดียวกันกับป่าไม้หลายชนิดสูญพันธุ์ไปโดยที่มนุษย์ไม่รู้น้อยคนนักที่คิดว่าสัตว์ป่าเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ เกิดความหลากหลายชนิดของสิ่งมีชีวิต ซึ่งนำไปสู่การอยู่ร่วมกันแบบสมดุลโดยธรรมชาติน้อยคนที่คิดว่าสัตว์ป่าเป็นสมบัติ ของทุกคน คนส่วนมากคิดว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของสัตว์ป่า การล่าทำลายเพื่อความสนุกเพลิดเพลินจึงเป็นเรื่องธรรมดาของผู้มี อันจะกิน ผู้มีรายได้น้อยก็ล่าสัตว์ป่าเพื่อบริโภคและส่งตลาดเพื่อขายผู้มีรายได้มาก การตัดไม้ทำลายป่าและการขยายตัวของ เมืองก็มีส่วนอย่างมากที่ช่วยทำลายที่อยู่อาศัยและที่หลายศัตรูของสัตว์ป่า
36 ปกติการเป็นเจ้าของสัตว์ป่าเป็นที่เข้าใจกันว่าขึ้นอยู่กับการเป็นเจ้าของที่ดิน ผู้ใดมีที่ดินที่มีสัตว์ป่าอยู่ก็ถือว่าเป็น เจ้าของสัตว์ป่านั้น การล่าสัตว์เจ้าของจึงมักถือว่าเป็นสิทธิของตน ความเข้าใจผิดนี้มีมานานแล้ว ประเทศอังกฤษในมัยก่อน พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของสัตว์ป่า ความคิดนี้ตกทอดไปยังผู้บุกเบิกยุคแรกในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งอีกหลายประเทศที่ค้าขาย หรือเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ในสหรัฐอเมริกากว่าจะแก้ไขกันให้ถูกต้องตามกฎหมาย สัตว์ป่าหลายชนิดก็มีชื่ออยู่เพียงใน หนังสือ อีกหลายชนิดก็เหลือในรูปของสัตว์สตาฟหรือรูปเขียนหรือรูปปั้นในพิพธภัณฑ์ที่เป็นไปได้ในประเทศที่กำลังพัฒนา สัตว์ป่าหลายชนิดสูญพันธุ์ไปโดยไม่มีทั้งชื่อและซากไว้หนังสือและพิพิธภัณฑ์ สาเหตุที่ทำให้สัตว์ป่าสูญพันธุ์มีดังนี้ 1. ถูกจำกัดที่อยู่อาศัย ข้อนี้เป็นสาเหตุที่ร้ายแรงมากกองอนุรักษ์คุ้มครองสัตว์ป่าของไทยยอมรับว่าเป็นเหตุให้สัตว์ป่า ต้องตายสาปสูญด้วยอัตราที่รวดเร็วน่าตกใจ สัตว์หลายชนิดต้องการที่อยู่อาศัยเฉพาะในระยะหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงแทนที่ (Succession) ถ้าการเปลี่ยนแปลงแทนที่เลยไปถึงระยะที่เป็นป่าทึบแล้วสัตว์กินหญ้าก็อยู่อาศัยที่นั้นไม่ได้ 2. ชีวศักยภาพต่ำ สัตว์หลายชนิดโดยเฉพาะนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีศักยภาพการขยายพันธุ์ต่ำ นกแคลิฟอร์เนีย คอนดอร์วางไข่ปีเว้นปีและออกไข่ครั้งละ 1 ฟองเท่านั้น ปัจจุบันมีนกชนิดนี้เหลืออยู่ประมาณ 40 ตัวในโลกซึ่งประมาณ 20 ตัวเป็นตัวเมีย 3. ความต้องการอาหารเฉพาะ สัตว์บางชนิดกินอาหารเฉพาะบางอย่างเท่านั้นจะว่าเลือกกินก็ไม่ใช่ นกฟลอริดาเอ เวอร์เกลดไค้ท์ กินหอยเพียงชนิดเดียว เท่านั้น 4. การถูกกลืนทางพันธุกรรม สัตว์บางชนิดผสมพันธุ์กันได้แม้ว่าจะต่างชนิดกัน ถ้าชนิดหนึ่งมีจำนวนมากและอีกชนิด หนึ่งมีจำนวนน้อย โอกาสที่ยีน ของพวกน้อยจะไปรวมอยู่ในยีนพูลของพวกมากก็เป็นไปได้มาก ตัวอย่างในเรื่องนี้ได้แก่ สุนัข คอยโยท ซึ่งสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงโดยมนุษย์ได้ดี 5. การค้าสัตว์เลี้ยง ร้านค้าสัตว์เลี้ยงเป็นที่ดึงดูดใจของเด็กและผู้ใหญ่เกือบทุกวัย จะเห็นได้จากส่วนหนึ่งของตลอด นัดวันสุดสัปดาห์ที่สวนจตุจักรซึ่งขายตั้งแต่ปลากันไปจนถึงนกและลิงชนิดอื่น ๆ 6. การนำสัตว์จากประเทศอื่นเข้ามาเลี้ยง การนำสัตว์จากประเทศอื่นเข้ามาโดยมุ่งผลประโยชน์ระยะสั้นอาจมี ผลกระทบกับสัตว์พื้นเมืองในระยะยาว 7. การล่าสัตว์ คนเราล่าสัตว์ด้วยเหตุผลต่างกันไป ล่าสัตว์เพื่อเป็นอาหารและเครื่องนุ่งห่มเพื่อป้องกันธัญพืชและสัตว์ เลี้ยง 8. การใช้ยากำจัดศัตรูพืช สารเคมีที่สังเคราะห์ขึ้นใช้กำจัดศัตรูพืชเพื่อเพิ่มผลผลิตมักมีผล ตกค้างถ้าพิจารณาตาม ห่วงโซ่อาหารความเข้มข้มของสารเคมีเหล่านี้เพิ่มขึ้นตามลำดับห่วงโซ่อาหารที่สูงขึ้น 9. พฤติกรรมสัตว์ที่เปลี่ยนยาก สัตว์หลายชนิดไม่เปลี่ยนพฤติกรรมเดิม ทั้งที่สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ด้วยเหตุนี้จึงไม่ สามารถปรับตัวให้อยู่ในระบบนิเวศที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นเหตุให้สูญพันธุ์
37 วิธีการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์มีกระบวนการดังนี้ 1. การลดจำนวนลูกหลาน พืชและสัตว์ที่กำลังจะสูญพันธุ์จะเกิดมีปรากฏการณ์ที่พืชและสัตว์นั้นไม่สามารถที่จะมี ลูกหลานในระดับปกติดังที่เคยมีอยู่ได้ 2. ระบบนิเวศขาดสมดุล การที่พืชและสัตว์ในระบบนิเวศใด ๆ ถูกทำลายไปจะทำให้ระบบนิเวศขาดความสมดุล 3. การขาดคู่ผสมพันธุ์เมื่อสัตว์ชนิดใด ๆ เหลืออยู่จำนวนน้อยจะทำให้มันขาดคู่ที่จะผสมพันธุ์ และยิ่งสัตว์นั้น ๆ อาศัยอยู่ในบริเวณกว้างก็จะทำให้ยากที่สัตว์จะหาคู่มาผสมพันธุ์กันได้ 4. ถูกทำลายโดยธรรมชาติถึงแม้ว่าบางครั้งสัตว์จะมีจำนวนลดลงแต่ก็ยังจะสามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้แต่มี ปรากฎการณ์ธรรมชาติบางอย่าง เช่น ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม พายุพัด ฯลฯ ทำให้สัตว์ถูกทำลายจนสูญพันธุ์ได้ 5. การผสมพันธุ์กันในเครือญาติการผสมพันธุ์กันระหว่างญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดกันตามสายเลือดจะทำให้ลูกหลานที่ เกิดมาใหม่ไม่แข็งแรงพอมีโอกาสที่จะอยู่รอดน้อย
38 คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง 1.จงบอกประโยชน์ของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. จงบอกประโยชน์ของการอนุรักษ์ดิน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….…………… 3.จงบอกประโยชน์ของการอนุรักษ์น้ำ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 4. จงบอกประโยชน์ของการอนุรักษ์สัตว์ป่า ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… กิจกรรมท้ายบท
39 สาระสำคัญ ทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์นำมาใช้ดังกล่าวได้ใช้อย่างฟุ่มเฟือยจนทำให้ทรัพยากรป่าไม้ลดลงอย่างมาก และ ก่อให้เกิดความไม่สมดุลในระบบนิเวศ ดังนั้น เพื่อเป็นการชะลอการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าว กฎหมายจึง กำหนดให้มีการควบคุมการตัดไม้ และคุ้มครองพื้นที่ป่าซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งนี้เพื่อ รักษาป่าไม้และคุ้มครองสภาพแวดล้อมให้มีสภาพที่ดี และคงอยู่ถึงรุ่นลูกหลานต่อไป ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและโทษของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอบข่ายเนื้อหา เรื่องที่ 1 การกระทำที่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บทที่ 5 โทษของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน
40 เนื่องจากป่าไม้ ดิน น้ำ แร่ธาตุ มีความสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตอยู่ของสิ่งมีชีวิตในโลกนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ เพราะเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เนื่องจากการใช้ทรัพยากรดังกล่าวได้ใช้อย่างฟุ่มเฟือยจน ทำให้ทรัพยากรป่าไม้ลดลงอย่างมาก และก่อให้เกิดความไม่สมดุลในระบบนิเวศ ดังนั้น เพื่อเป็นการชะลอการลดลงของ ทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าว กฎหมายจึงกำหนดให้มีการควบคุมการตัดไม้ และคุ้มครองพื้นที่ป่าซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์และมี ความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งนี้เพื่อรักษาป่าไม้และคุ้มครองสภาพแวดล้อมให้มีสภาพที่ดี และคงอยู่ถึงรุ่นลูกหลานต่อไป 1. การคุ้มครองป่าไม้ 1.1 กฎหมายควบคุมการทำไม้ เนื่องจากไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ และคนนำไม้มาใช้ทั้งการอุปโภคและบริโภค เช่น ทำเป็นเครื่องใช้ใน ครัวเรือน เครื่องใช้ในการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เป็นบ้านที่อยู่อาศัย หรือสำนักงาน เป็นต้น กฎหมายจึงควบคุมการ ตัดไม้ และขนส่งไม้บางชนิดที่สำคัญๆ ไว้ โดยบัญญัติไว้ในกฎหมายป่าไม้ เช่น พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 เป็นต้น สาระสำคัญของการควบคุมการทำไม้ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 คือ การห้ามมิให้ผู้ใดตัดไม้ที่กำหนดไว้ว่าเป็นไม้หวงห้าม ทั้งนี้เพราะเป็นไม้ที่ มีความสำคัญและกำลังจะหมดไป แต่เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ สำหรับการนำไม้มาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ตัด ไม้ที่ถูกควบคุมดังกล่าวจะต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้หรือบางกรณีจะต้องได้รับสัมปทานการทำไม้จากรัฐ ส่วนไม้ ที่ไม่ได้จัด ให้เป็นไม้หวงห้าม ราษฎรก็มีสิทธิทำไม้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม้หวงห้าม ตามกฎหมายป่าไม้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือประเภท ก. ได้แก่ ไม้ซึ่งการทำไม้จะต้องได้รับอนุญาต จาก พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือได้รับสัมปทานตามกฎหมายประเภท ข. ได้แก่ ไม้หวงห้ามพิเศษ ซึ่งเป็นไม้หายาก หรือไม้ที่รัฐ ต้องการสงวนรักษาไว้เป็นพิเศษ การทำไม้ในประเภทนี้โดยหลักทำไม่ได้เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเป็นผู้อนุญาตเป็นกรณีพิเศษ(พ.ร.บ.ป่าไม้มาตรา 6) เรื่องที่ 1 การกระทำที่เป็นการต้องห้ามตามกฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
41 สำหรับไม้สัก และไม้ยาง ซึ่งขึ้นอยู่ในราชอาณาจักร พ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 7 กำหนดว่าเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ไม่ ว่าจะอยู่ในเขตป่าไม้ หรือในที่ดินของเอกชนการจะทราบว่าไม้อะไรเป็นไม้หวงห้ามหรือไม่ หรือเป็นไม้หวงห้ามในประเภทใด ต้องออกกฎหมายที่เรียกว่า พระราชกฤษฎีกา กำหนดไว้ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ประชาชนทราบส่วนไม้ที่ไม่ได้ เป็นไม้หวงห้าม ประชาชนสามารถตัดไม้และแปรรูป ไม้ได้ แต่กฎหมายก็ยังควบคุมการนำไม้ดังกล่าวเข้าเขตด่านป่าไม้จะต้อง เสียค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย เว้นแต่ว่าจะเป็นการนำไปใช้เพื่อการส่วนตัว (มิใช่เพื่อการค้า) ภายในเขตจังหวัดท้องที่นั้น เช่น ไม้ยางพารา ไม้มะม่วง ไม้สน ไม้ทุเรียน ต้นหมาก ต้นมะพร้าว เป็นต้น การทำไม้ ซึ่งเป็นการกระทำต้องห้าม และมีโทษทาง อาญาตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ มีลักษณะดังนี้ตัด ฟัน กาน โค่น ลิด เลื่อย ผ่า ถาก ทอน ขุด ชักลากไม้ในป่า หรือนำไม้ออกจากป่า ด้วยประการใดๆ และรวมถึงการกระทำดังกล่าวกับไม้สัก ไม้ยางที่ขึ้นอยู่ในที่ดินที่ไม่ใช่ป่า หรือการนำไม้สักหรือไม้ยางออก จากที่ดินที่ไม้นั้นขึ้นอยู่ด้วยนอกจากการทำไม้แล้ว กฎหมายยังห้ามการเจาะ หรือสับ หรือเผา หรือการทำอันตรายแก่ไม้หวง ห้ามอีกด้วย ทั้งนี้ ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ต้องมีโทษทางอาญา กฎหมายยังห้ามการเก็บหาของป่า อีกด้วย ของป่า หมายถึง บรรดาของที่เกิดขึ้นหรือมีขึ้นในป่าตามธรรมชาติ คือ ก. ไม้ รวมทั้งส่วนต่างๆ ของไม้ ถ่านไม้ น้ำมันไม้ ยางไม้ ตลอดจนสิ่งอื่นๆ ที่เกิดจากไม้ ข. พืชต่างๆ ตลอดจนสิ่งอื่นๆ ที่เกิดจากพืชนั้น ค. รังนก ครั่ง รวงผึ้ง ขี้ผึ้ง และมูลค้างคาว ง. หินที่ไม่ใช่แร่ ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ และหมายความรวมถึงถ่านไม้ที่บุคคลทำขึ้นด้วย (พ.ร.บ.ป่าไม้ มาตรา 4) ของป่าข้างต้น จะต้องห้ามไม่ให้เก็บตามกฎหมายฉบับนี้ ต้องมี การประกาศว่าเป็นของป่าหวงห้าม ซึ่งจะกระทำโดยพระราช กฤษฎีกาในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งในกรณีที่เป็นของป่าหวงห้าม การเก็บหาของป่า จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อน ซึ่ง การขออนุญาตจะต้องยื่นแบบฟอร์มตามที่กฎหมายกำหนดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในเขตนั้น และเมื่อได้รับอนุญาตก็สามารถ เก็บหาของป่าได้ โดยเสียค่าธรรมเนียมตามที่กฎหมายบัญญัติกฎหมายยังห้ามการค้าหรือมีของป่าไว้ในครอบครองเกินกำหนด ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นผู้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงาน เจ้าหน้าที่ (พ.ร.บ. ป่าไม้ มาตรา 29 ทวิ) 1.2 การคุ้มครองป่าอนุรักษ์ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับป่าอนุรักษ์มีหลายฉบับ แต่ที่เป็นกฎหมายหลักในปัจจุบันมี4 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติป่า สงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพ.ศ. 2504 พระราชบัญญัติ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งในกฎหมายทั้งสี่ฉบับนี้ได้มีมาตรการ ที่จะจำกัดการทำลายป่าไม้และสงวนพื้นที่ป่าไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ในทางระบบนิเวศและเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร อันเป็นต้น กำเนิดของทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ โดยการกำหนดให้มีการประกาศเขตพื้นที่อนุรักษ์ไว้และกำหนดห้ามการกระทำ บางอย่างที่จะนำไปสู่การทำลายป่าไม้ สัตว์ป่า และของป่าในเขตดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้ฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษทางอาญา และต้องรับ ผิดในทางแพ่งอีกด้วย นอกจากนี้กฎหมายดังกล่าวยังมีแนวโน้มที่จะให้อำนาจหน้าที่แก่เจ้าพนักงานป่าไม้และเจ้าพนักงานที่ เกี่ยวข้องที่จะป้องกันและปราบปรามการทำลายทรัพยากร ธรรมชาติในเขตอนุรักษ์ดังกล่าว โดยการออกใบอนุญาต หรือการ สั่งให้ผู้ฝ่าฝืนทำให้สภาพแวดล้อมกลับคืนดีดังเดิม หรือเข้าไปดำเนินการแก้ไขสภาพแวดล้อมเองโดยคิดค่าใช้จ่ายจากผู้กระทำ การ ละเมิด