1
ความทา้ ทายของประเทศไทย
ต่อการป้องกนั และควบคมุ การตดิ เชือ้
ในโรงพยาบาล
Addressing the Challenges of IPC
in Thailand
ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร
นพ.วรี วฒั น์ มโนสทุ ธิ
2
คานา
การเกิดโรคอุบัติใหม่ อุบัติซ้าต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อการด้ารงชีวิตของประชากร ทัง
ทางด้านการติดต่อประสานงาน ทางด้านการเมือง ด้านสังคม ด้านการศึกษา ระบบการ
รกั ษาพยาบาล และทส่ี ้าคัญสง่ ผลตอ่ เศรษฐกจิ โลกอย่างมหาศาล
กรมควบคุมโรคซ่ึงมีหน้าที่โดยตรงในการจัดการโรคระบาด เป็นหน่วยงานหลักของ
ประเทศ จึงเห็นสมควรจัดท้า “ความท้าทายของประเทศไทยต่อการป้องกันและควบคุมการติด
เชือในโรงพยาบาล” ส้าหรับการจัดการโรคอุบัติใหม่-อุบัติซ้า เพื่ออ้างอิงไว้ใช้ที่เป็นปัจจุบันและ
อนาคต
การเรียบเรียงได้รับความร่วมมือจากนักบริหาร นักวิชาการ ในการจัดท้าความท้าทายของ
ประเทศไทย ตอ่ การปอ้ งกันและควบคุมการตดิ เชอื ในโรงพยาบาลนีขนึ กรมควบคมุ โรคขอขอบคุณไว้
ณ ท่นี ี
นพ.โอภาส การยก์ วินพงศ์
อธิบดกี รมควบคุมโรค
สิงหาคม 2565
3
สารบัญ
หนา้
บทคัดย่อสาหรับผบู้ ริหาร 4
กิจกรรมที่ 1 การบรหิ ารจัดการโรคอุบัติใหม่ อุบัติซา้ 5
กิจกรรมท่ี 2 วิศวกรรมและสถาปัตยกรรม ด้านสิ่งแวดลอ้ ม 7
ของอาคารในโรงพยาบาล 45
53
กิจกรรมที่ 3 แนวปฏบิ ัติในการปอ้ งกันการแพรก่ ระจายเชือ
โรคตดิ เชอื อบุ ัตใิ หม่ระบบทางเดนิ หายใจในโรงพยาบาล
กิจกรรมที่ 4 กา้ หนดความทา้ ทายในอนาคต
ภาคผนวก
4
บทคัดยอ่ สาหรบั ผูบ้ ริหาร
(Executive Summary)
การบรหิ ารจัดการดา้ นสาธารณสุข ภาครัฐมีบทบาทส้าคญั ในการกา้ หนดนโยบาย จดั สรร
ทรพั ยากร กา้ หนดมาตรการ กฎหมาย จัดบริการสาธารณสขุ และควบคุมกา้ กับประเมินผลการ
ด้าเนินงานด้านสาธารณสุข
1. การบริหารจัดการโรคอุบัติใหม่ อุบตั ิซ้า
2. วศิ วกรรมและสถาปัตยกรรม ดา้ นสง่ิ แวดล้อมของอาคารในโรงพยาบาล
3. แนวปฏิบตั ิเพอื่ ปอ้ งกนั ควบคาการติดเชือในโรงพยาบาล (บทเรยี นจาก COVID-19
4. ความท้าทายของประเทศไทยตอ่ การป้องกนั และควบคุมการตดิ เชือในโรงพยาบาล
5
กิจกรรมท่ี 1
การบรหิ ารจัดการโรคอุบัติใหม่ อุบตั ซิ ้า
- การสร้างเครือข่ายบรหิ ารจดั การดา้ นโรคอุบตั ใิ หม่ อบุ ตั ิซ้า (Administrative
connection) แบง่ เปน็ 3 ระดบั ท้ังภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสงั คม ได้แก่
o ระดับนานาชาติ (International level)
หน่วยงานสนบั สนุนด้านวชิ าการและประสานความรว่ มมือระดบั นานาชาติ
เพื่อสนับสนนุ ภารกจิ ด้านการควบคมุ การตดิ เชือ เชน่ WHO, CDC, USAID, e-
Asia, European Southeast Asia network, องค์การแพทยไ์ รพ้ รมแดน, FHI
360 เป็นต้น
o ระดับชาติ (National level)
เชน่ คณะรัฐมนตรี ผบู้ รหิ าร กระทรวงสาธารณสขุ และกระทรวงอืน่ ๆ เช่น
กระทรวงมหาดไทย กรมวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์ สวรส., สวทช. ชมรมราช
วทิ ยาลยั International Health Policy Program (IHPP) สภาอุตสาหกรรม
หอการค้า และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน
o ระดบั ท้องถ่ิน (Subnational level)
ศนู ยว์ ิทยาศาสตร์ ศนู ย์วจิ ยั การปศุสัตว์ ชมรมและสมาคมวิชาชีพ
- การจัดการเชงิ กลยทุ ธ์ (Strategic management)
o การสรา้ งความรว่ มมือระหวา่ งองค์กรทเ่ี ก่ียวข้อง โดยการสรา้ งสัญญาประชาคม
เพื่อให้เกิดความสมดลุ ทงั ทางสขุ ภาพ เศรษฐกจิ สงั คม และวฒั นธรรม
ระหวา่ งภาคเอกชน เช่น หอการคา้ สมาคมอุตสาหกรรม ภาครฐั และภาค
ประชาสงั คม
o สร้างแบบจ้าลองทางธุรกิจ (Business model management) วิถีใหม่ให้แก่
สถานประกอบการทุกประเภท น้าไปสู่การวางแผนประคองกิจการอย่าง
ต่อเนื่องในอนาคต (Business continuity plan) รับมือและปรับตัวให้อยู่กับ
โรคอุบัติใหม่อย่างปลอดภัย เพ่ือให้เกิดความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สุขภาพ
และสังคม ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีดิจทิ ัล เพ่ือความรวดเร็วในการตัดสินใจและ
เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การสร้างแบบจ้าลองทางธุรกิจที่ควบคู่กับการ
ปอ้ งกนั ควบคมุ โรคท่ีเหมาะสม
- การกาหนดนโยบาย การบรหิ ารจดั การ และการทาแผนปฏิบตั ิการในสถานพยาบาล
(Policy setting, administrative and action plan)
o การก้าหนดนโยบายท่ีเกยี่ วข้องกบั โรคอบุ ัติใหม่ อุบตั ิซา้
o การท้าแผนปฏบิ ัติการและแนวทางปฏบิ ตั งิ าน
o มาตรการและแนวปฏบิ ตั ใิ หม่ในสถานพยาบาล (IPC practice and
guideline) ได้แก่ universal masking และ alcohol hand rub ระหวา่ งทา้
กจิ กรรมการให้บริการสุขภาพ
6
o การตรวจประเมิน การรับรองคณุ ภาพสถานพยาบาลด้านการป้องกันควบคมุ
การตดิ เชอื โรคอุบัติใหม่ ทังในปจั จุบันและอนาคต (IPC evaluation,
certification, and accreditation)
- การบรหิ ารจดั การทรพั ยากรอยา่ งมีประสทิ ธิภาพสูงสุดและยั่งยืน (Execution/
Resource procurement) ไดแ้ ก่
o ทรัพยากรบุคคล
o งบประมาณ
o วสั ดุ อุปกรณ์ ยา เวชภณั ฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์
- ส่งเสรมิ สนบั สนุน และการมีส่วนรว่ มในการออกกฎหมายหรือมาตรการทาง
กฎหมาย ทีเ่ หมาะสมกับระยะของการระบาดของโรค (Laws involved / Law
enforcement)
o พระราชบัญญตั โิ รคตดิ ต่อ
o พระราชกา้ หนดการบริหารราชการในสถานการณฉ์ ุกเฉนิ
o พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง
o กฎอนามยั ระหว่างประเทศ
o พระราชบัญญัติการเดนิ อากาศ
o พระราชบัญญัติความม่ันคงดา้ นวัคซนี แห่งชาติ
o และกฎหมายอ่นื ๆ ในอนาคต เช่น กฎหมายวคั ซนี
7
กิจกรรมท่ี 2
วศิ วกรรมและสถาปัตยกรรม ด้านสิง่ แวดลอ้ มของอาคารในโรงพยาบาล
Engineering and architectural (Environment) control
สง่ิ แวดล้อมและอาคารสถานที่ของโรงพยาบาลมีความแตกตา่ งจากอาคารสาธารณะอ่ืน เพราะมีความ
เส่ียงต่อการแพร่กระจายเชือในโรงพยาบาล จากผู้ป่วย ส่ิงส่งตรวจ ขยะติดเชือต่างๆ น้าเสีย รวมทังจาก
บุคลากรทางการแพทย์เอง ดังนัน การออกแบบทังสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมจึงต้องมีควา มจ้าเพาะ
ประกอบด้วย การจัดผังโรงพยาบาล โครงสร้างอาคารสถานท่ี การจัดพืนท่ีแยกโรค (zoning) เส้นทางการ
เคล่ือนย้าย การท้าความสะอาดส่ิงแวดล้อม การบ้าบัดน้าเสียที่มีประสิทธิภาพ และการก้าจัดขยะท่ีถูก
สุขลักษณะ ทังนี เพื่อป้องกันและควบคุมการติดเชือ ต่อบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย ผู้มารับบริการ และต่อ
ชุมชน ซึ่งองค์ประกอบเหล่านีเป็นส่วนหน่ึงของการรับรองคุณภาพของสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล
(องค์การมหาชน)
องคป์ ระกอบสา้ คัญในการจดั การส่งิ แวดลอ้ ม คือ
1.Master Plan: การออกแบบผงั หลกั
2.หลกั การ environmental control
3.การจัดการอากาศ
4.การออกแบบหอ้ งปฏิบตั ิการ
5.การทา้ ความสะอาดส่งิ แวดล้อม
6.การจัดการคณุ ภาพนา้ ในหน่วยงานพิเศษ
7.ระบบประปาและการจัดการน้าเสีย
8.การจัดการมูลฝอยตดิ เชอื
1. Master Plan: การออกแบบผังหลกั
หมายถึงกระบวนการจัดท้าแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินของหน่วยงานเต็มรูปแบบ สอดคล้องตาม
นโยบาย ทิศทาง และเป้าหมายการพัฒนาจากปัจจบุ ันถึงอนาคต เพ่อื ใหห้ น่วยงานมกี ารพฒั นาด้านอาคารและ
สภาพแวดลอ้ มอย่างเป็นขนั ตอน
โรงพยาบาลเป็นสถานที่ส้าคัญในการดูแลสุขภาวะของประชาชนทังกายและใจ ต้องค้านึงการ
ออกแบบผังหลักให้สอดคล้องกับ service plan และนโยบายของกระทรวงฯ ให้มีพืนท่ีใช้สอยเหมาะสม
เพียงพอ มีการจัดกลุ่มกิจกรรมและความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละกิจกรรมและกลุ่มกิจกรรมท่ีดี (การจัดโซน ;
Zoning) โดยจัดกลุ่มกิจกรรมลักษณะเดียวกันหรือกิจกรรมท่ีมีความสัมพันธ์กัน จัดให้อยู่ใกล้กัน รวมถึงมีการ
ใช้พืนท่ี (land use) อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดตามศักยภาพของพืนท่ีบริเวณนันๆ การ
ออกแบบโรงพยาบาล ต้องการความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญ สหสาขา และต้องท้างานร่วมกันตังแต่เริ่มต้น
กระบวนการออกแบบ นอกจากนี ต้องรบั มอื กบั ววิ ฒั นาการของสังคม โรคภัยไข้เจบ็ และเทคโนโลยี
การออกแบบผังหลักและปฏิบัติตามผังหลักท่ีวางไว้ เป็นประโยชน์ในการใช้สอยพืนท่ีอาคาร การ
รองรับเพื่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต และการป้องกันและควบคุมการติดเชือ ซึ่งประกอบด้วยกรอบแนวคิด
10 ด้าน
8
กรอบแนวคดิ ในการออกแบบและจัดทาผังหลกั (Master Plan)
1. แนวคิดดา้ นการจดั ระเบยี บประโยชน์ใชส้ อยท่ีดี (Efficient Function)
2. แนวคดิ ด้านความยืดหย่นุ ในการใช้สอย (Functional Flexibility)
3. แนวคิดด้านความม่นั คงปลอดภยั ตอ่ ชวี ติ และทรัพย์สนิ (Human Security and Safety)
4. แนวคดิ ด้านการสญั จรทม่ี ีประสิทธิภาพและสะดวกปลอดภัย (Efficient & Safety Circulations)
5. แนวคิดด้านการเตรียมการเพื่อรองรับการเปล่ียนแปลงและขยายตัวในอนาคต (Convertibility &
Expansibility)
6. แนวคดิ ด้านการสรา้ งสรรคบ์ รรยากาศและสภาพแวดลอ้ มท่ีดี (Good Environment)
7. แนวคดิ ดา้ นรปู ลกั ษณ์ทป่ี รากฏ (Appearance)
8. แนวคิดดา้ นการประหยัดพลังงาน (Efficient Energy)
9. แนวคดิ ด้านความประหยดั คมุ้ ค่า (Economically Built)
10. แนวคิดดา้ นสุนทรยี ์ (Aesthetic)
การออกแบบโรงพยาบาลต้องค้านงึ ถึงปัจจัยต่างๆดงั ต่อไปนี
1. วัสดุก่อสร้างทางสถาปัตยกรรม ได้แก่ วัสดุผิวพืน ผิวผนัง ฝ้าเพดาน กระจก ช่องเปิด วัสดุอุปกรณ์
ประกอบอาคารอื่นๆ ต้องมีความแข็งแรงทนทาน ไม่เป็นสาเหตุให้เกิดอันตรายและอุปสรรคในการ
ให้บรกิ ารทางการแพทย์
2. การออกแบบภายในและงานครุภัณฑ์ประกอบอาคาร ได้แก่ ครุภัณฑ์ built-in ครุภัณฑ์ส้าเร็จรูป
ลอยตัว วัสดปุ ิดผิว พนื ผนงั เพดาน ตอ้ งมคี วามแข็งแรงทนทาน มีรอยต่อนอ้ ย ลดการสะสมเชอื โรคท่ี
วัสดุ ทนตอ่ กรด-ด่าง และสารเคมี ควรจะเน้นความเรยี บง่าย อ้านวยความสะดวกประโยชน์ใช้สอยใน
การใช้งาน และสามารถดูแลรักษาความสะอาดได้ง่าย และมีสีสันที่สดใสสบายตา เพ่ือท่ีจะช่วยลด
ความเครียดของผู้ปว่ ย ข้อกา้ หนดทั่วไปที่ควรค้านึงถงึ ในการออกแบบครุภณั ฑ์
- มีการจัดแบ่งพืนที่อย่างเหมาะสม มีที่พักคอยของผู้ใช้บริการ มีการจัดวางครุภัณฑ์ท่ีเป็น
ระเบียบไมก่ ีดขวางทางสัญจรหรือการเคลอ่ื นย้ายผูป้ ่วย และสะดวกต่อการใชง้ าน
- ครุภัณฑ์มีความมั่นคง แข็งแรงต่อการใช้งาน ในจ้านวนที่เหมาะสมและเพียงพอทังของผู้
ให้บรกิ ารและผูร้ บั บริการ
- ครุภัณฑ์ (furniture) ไม่ควรมีมุมแหลมคม ไม่เส่ียงต่ออันตรายต่อผู้ใช้งานและเป็นวัสดุผิว
เรียบทา้ ความสะอาดง่าย และเลอื กใช้วัสดุทไี่ มส่ ะสมเชือโรค
- อ่างล้างมือส้าหรับแพทย์หรือเจ้าหน้าท่ี ไม่ควรใช้ปะปนกับอ่างเทสารและส่ิงสกปรก ก๊อกน้า
ควรใช้ก๊อกน้าชนิดไม่ใช้มือสัมผัส เช่น ก๊อกน้าชนิดก้านปัดด้วยข้อศอก หรือเป็นแบบ
เซนเซอร์
3. งานวิศวกรรมไฟฟ้ า “บริภัณฑ์ไฟฟ้า” หมายความว่า อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ วัสดุ เคร่ือง
ประกอบ หรือเครื่องจักรท่ีใช้ไฟฟ้าเป็นต้นกาลงั หรือเป็นส่วนประกอบ หรือท่ีใช้เกี่ยวเน่ืองกับไฟฟ้าใน
โรงพยาบาล จะต้องมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือบริภัณฑ์ทางการแพทย์ ซ่ึงอาจต้องสัมผัสกับผู้ป่วย
มาตรฐาน IEC (The International Electrotechnical Commission) ได้ก้าหนดให้สถานพยาบาล
แบง่ ออกเป็น 3 ประเภท
กลุ่ม 0 คือ สถานพยาบาลในบริเวณท่ีไม่มีการใช้บริภัณฑ์ไฟฟ้าใดๆ กับคนไข้ เช่น ห้องตรวจ
ท่วั ไปห้องนวด เตยี งผูป้ ่วยในท่ัวไป
9
กลุ่ม 1 คือ สถานพยาบาลท่ีมีการใช้บริภัณฑ์ไฟฟ้ากับคนไข้ภายนอก หรือใช้ทุกส่วนของ
ร่างกาย ที่ไม่ใช่กลมุ่ 2
กลุ่ม 2 คือ สถานพยาบาลท่ีมีการใช้บริภัณฑ์ไฟฟ้ากับคนไข้ ได้แก่ ห้องผ่าตัดหัวใจ และการ
บา้ บดั ทางชวี ิต ถ้าบริภัณฑไ์ ฟฟา้ ดังกลา่ วขาดการจ่ายไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องจะส่งผลอันตรายต่อ
คนไข้
ในการจ่ายก้าลังไฟฟ้าให้กับบริภัณฑ์ไฟฟ้า ต้องติดตังอุปกรณ์ป้องกันเป็นไปตามหลักวิศวกรรม และ
กระแสไฟฟ้าต้องมีความเพยี งพอ เหมาะสมกับโหลดที่ใช้งาน สามารถรองรับโหลดท่ีเพิ่มขึนในอนาคต
ได้ ระบบต้องสามารถใช้งาน ได้อย่างต่อเน่ือง สะดวก ปลอดภัย ถูกต้องตามมาตรฐาน และหลัก
วศิ วกรรม
มาตรฐานการออกแบบวิศวกรรมไฟฟา้ ในโรงพยาบาล ประกอบด้วย มาตรฐานการตดิ ตังทาง
ไฟฟ้าสา้ หรับประเทศไทย มาตรฐานแจง้ เหตุเพลงิ ไหม้ มาตรฐานการปอ้ งกนั ฟา้ ผา่ ส้าหรบั สง่ิ ปลุกสร้าง
มาตรฐานระบบไฟฟ้าแสงสว่างฉุกเฉินและโคมไฟฟ้าป้ายทางออกฉุกเฉิน มาตรฐานการติดตังทาง
ไฟฟ้าในสถานที่เฉพาะบรเิ วณสถานพยาบาล และมาตรฐานการป้องกันแมเ่ หล็กไฟฟา้ จากฟา้ ผ่า
หลอดไฟท่ีเหมาะสมท่ีสุดส้าหรับงานโรงพยาบาล คือหลอดคูลไวท์ท์ (อุณหภูมิสี 4000 องศา
เคลวิน) หลอดไฟท่ีจะใช้ในโรงพยาบาลควรเป็นหลอดไฟที่เหมือนกันหมดเพ่ือไม่ให้เกิดการหลอกตา
เนื่องจากแสงที่ไม่เหมือนกันของหลอดไฟในแต่ละพืนท่ี เพราะอาจท้าให้การตรวจวินิจฉัยโรคผิดได้
การให้แสงสว่างพึงระวังในเร่ืองของแสงบาดตา โดยเฉพาะในบริเวณที่ผู้ป่วยต้องนอนเตียง โคมที่
เหมาะส้าหรับงานโรงพยาบาลคือ โคมประเภทที่มีลูมิแนนซ์ต้่าเพ่ือลดแสงแยงตา เช่น โคมท่ีมีแผ่น
กรองแสงเกล็ดแก้ว(Prismatic) หรือแผ่นกรองแสงขาว ขุ่น (White Diffuser) เป็นต้น และในส่วน
บริเวณพืนท่ีที่ต้องการความสะอาด เช่น ห้องผ่าตัด ห้องไอซียู ห้องคลอด เป็นต้น ควรเลือกใช้โคม
แบบปดิ เพือ่ ปอ้ งกนั ฝ่นุ และส่งิ สกปรก ความส่องสว่างที่เหมาะส้าหรับหอ้ งตรวจคนไข้ท่วั ไป คือ อย่าง
น้อย 200 ลักซ์ โคมไฟฟ้าในห้องตรวจคนไข้ควรเป็นชนิดที่มีแสงบาดตาน้อย เน่ืองจากคนไข้ต้องนอน
และมองไปท่เี พดาน
4. การออกแบบวิศวกรรมเคร่ืองกลในโรงพยาบาล ประกอบด้วย ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ
ซึ่งต้องค้านงึ ถงึ ประเภทและจ้านวนแผน่ กรองอากาศ อุณหภมู แิ ละความชนื เป้าหมาย ปรมิ าณการไหล
ของอากาศ ทศิ ทางของความดนั อากาศ ระบบก๊าซทางการแพทย์ ระบบลิฟท์
5. การออกแบบวิศวกรรมสุขาภิบาลในโรงพยาบาล ประกอบด้วย ระบบประปา ระบบนา้ และสุขาภิบาล
ซ่ึงรวมถึงน้าฝน น้าทิง น้าทิงทางการแพทย์ น้าโสโครก ระบบดับเพลิง ระบบบ้าบัดน้าเสีย ระบบ
จดั การมูลฝอย
การออกแบบโรงพยาบาล
เปน็ งานออกแบบอาคารทม่ี ีกิจกรรมซับซ้อน มีผู้ใช้อาคารหลากหลายประเภท ท่มี คี วามตอ้ งการพิเศษ
เฉพาะแตกต่างกัน ในการออกแบบต้องค้านึงให้เอือต่อการท้ากิจกรรมได้อย่างสะดวกสบาย ถูกต้องตามหลัก
วิชาทางการแพทยแ์ ละการพยาบาล มคี วามปลอดภัย-ปลอดเชอื สูง
จา้ แนกกลุ่มประโยชนใ์ ชส้ อยหรอื กลุ่มหนว่ ยงานหลกั ของโรงพยาบาล เป็น 5 กลุ่ม ดังนี
1. กลุ่มบริการผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ -ฉุกเฉิน (Out-Patient Department and Accident-
Emergency)
10
2. กลุ่มวินิจฉัยและรกั ษา (Diagnostic and Treatment Department)
3. กล่มุ พกั ผู้ปว่ ยใน (In-Patient Department)
4. กลุ่มบริการสนับสนนุ (Service Support Department)
5. กลุม่ ส้านกั งาน ที่พักอาศยั และสวสั ดิการ (Administration Department)
ลกั ษณะสา้ คญั ของกลุ่มประโยชนใ์ ช้สอยโรงพยาบาล มดี งั ตอ่ ไปนี
1) ก ลุ่ ม บ ริ ก า ร ผู้ ป่ ว ย น อ ก แ ล ะ อุ บั ติ เ ห ตุ - ฉุ ก เ ฉิ น (Out-Patient Department and Accident-
Emergency) ควรอยู่ส่วนหน้าสุดของโรงพยาบาล สามารถสังเกตได้ง่าย เพ่ือให้เข้าถึงได้ง่ายและ
รวดเร็ว
2) กลุ่มวินิจฉัยและรักษา (Diagnostic and Treatment Department) เป็นสถานที่ท่ีผู้ป่วยจะต้อง
ปฏิบัติตามขันตอนต่างๆ เพื่อการค้นหาสาเหตุของโรค บ้าบัดรักษาโรค หรือฟ้ืนฟูสมรรถภาพร่างกาย
ควรตงั อยใู่ นตา้ แหน่ง DEAD END ไม่เป็นทางผ่าน สามารถเข้าถึงไดง้ ่ายและสะดวกรวดเรว็
3) กลุ่มพักผู้ป่วยใน (In-Patient Department) มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงการใช้พืนท่ีน้อย
ต้องการการควบคุมด้านความสะอาด จนถึงขันปลอดเชือในบางพืนท่ี ควรตังอยู่ในบริเวณท่ีเงียบสงบ
ปราศจากมลพษิ หรอื สง่ิ รบกวน
4) กลุ่มบริการสนับสนุน (Service Support Department) มีความยืดหยุ่นต่อการเปล่ียนแปลงการใช้
พืนที่น้อย มีโอกาสก่อให้เกิดมลภาวะในโรงพยาบาล และบริเวณข้างเคียงได้มาก ไม่ควรตังอยู่ใน
บรเิ วณสว่ นหน้าของโรงพยาบาล
5) กลุ่มส้านักงาน ที่พักอาศัยและสวัสดิการ (Administration Department) มีความยืดหยุ่นต่อการ
เปลี่ยนแปลงการใช้พืนท่ีมาก ไม่ควรตังอยู่ท่ีลับตา หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมท่ีรบกวนต่อการท้างาน
ผ้ปู ฏบิ ตั ิงานควรเขา้ ถึงได้โดยไมผ่ า่ นส่วนอน่ื ๆ
โดยสามารถแบ่งกลมุ่ ประโยชนใ์ ช้สอยออกเปน็ 3 สว่ นหลัก คือ
1. เขตสาธารณะ (Public Zone) คอื บริเวณทีจ่ ะใหบ้ ริการกลมุ่ ผู้ใช้อาคารด้านหน้าซึ่งสว่ นใหญ่จะประกอบไป
ด้วยกลุม่ ผูใ้ ชอ้ าคารหลายกล่มุ ทงั ผู้ให้บริการ และ ผูร้ ับบรกิ าร
2. เขตก่งึ สาธารณะ (Semi-Public Zone) คอื พนื ท่ใี ห้บริการแก่กลุม่ ผู้ใช้อาคารเฉพาะกลุ่ม หรอื เป็นพนื ที่เป็น
เขตก่งึ สว่ นตัว (Semi-Private Zone) ไมม่ คี วามพลกุ พล่านเท่าเขตสาธารณะ
3. เขตส่วนตัว (Private Zone) คือ เขตส่วนตัวที่ผู้ใช้อาคารทั่วไปไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ซ่ึง เป็นเขตท่ีจ้ากัด
กลุ่มผใู้ ช้อาคารเพื่อใหม้ คี วามเป็นสว่ นตวั และปลอดภัย
ทางสัญจรภายใน ในการออกแบบต้องก้าหนดทางสัญจรให้ชัดเจนซึ่งจะสัมพันธ์กับพฤติกรรม และ
กิจกรรมของผู้ใช้อาคารเป็นส้าคัญ ทางสัญจรในอาคารนันสามารถแบ่งประเภทได้เป็นเส้นทางสัญจรหลัก
(Main Circulation) และเส้นทางสัญจรรอง (Minor Circulation) ทางสัญจรสามารถจัดแบ่งตามกลุ่มผู้ใช้
อาคาร ไดเ้ ป็น 3 กลุ่ม คอื
1.ทางสัญจรของเจา้ หน้าทส่ี ถานบรกิ ารสุขภาพ ควรแยกต่างหากจากทางสญั จรของผ้รู ับบริการ ทังนี ขึนอยู่กับ
การใหบ้ ริการวา่ เปน็ ลักษณะใด
11
2.ทางสัญจรของผู้รับบริการ คือทางสัญจรของผู้ใช้จากภายนอกอาคารที่จะเข้ามาใช้ภายในอาคาร การจัดวาง
เส้นทางการสัญจรไม่ควรซับซ้อน ซึ่งจะเป็นปัญหาแก่ผู้มาใช้บริการ การวางเส้นทางสัญจรเป็นแกนตรง จะ
สามารถทา้ ใหเ้ ขา้ ใจไดง้ ่าย ควรพยายามใหเ้ กดิ มุมเลยี วน้อยทส่ี ุด และใช้ป้ายบอกทางช่วย
3.ทางสัญจรส่วนสนับสนุนบริการ คือทางสัญจรเฉพาะของการขนส่ง ขนย้าย ของใช้ อุปกรณ์ วัสดุทาง
การแพทย์ ของเสียจากการรักษาพยาบาล ฯลฯ ซ่ึงจะต้องมีเส้นทางที่ไม่ปะปนกับทางสัญจรของผู้ให้บริการ
และทางสญั จรของผูร้ บั บริการ
รปู ที่ 1 ตวั อยา่ งการวางผงั โรงพยาบาล
12
รปู ที่ 2 เสน้ ทางสญั จรเจ้าหน้าที่
13
รูปที่ 3 เส้นทางสัญจรผู้ป่วย
2. หลกั การ Environmental control
การควบคุมส่ิงแวดล้อมภายในสถานพยาบาล เป็นเร่ืองที่จ้าเป็นต้องด้าเนินการเพื่อเป้าหมายในการ
ป้องกันการติดเชอื ภายในสถานพยาบาล หมายรวมถงึ การควบคมุ สงิ่ แวดล้อมทุก ๆ อย่างภายในสถานพยาบาล
ตงั แต่อากาศ น้า สตั ว์ แมลง วัสดตุ ่างๆ ประกอบอาคาร ไปจนถงึ กระบวนการก่อสรา้ งต่างๆ ท่สี ่งผลกระทบต่อ
การใช้งานพืนท่ีภายในสถานพยาบาล ส่ิงแวดล้อมในโรงพยาบาล แบง่ กวา้ งๆได้ ดงั นี
1. ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ ตังแต่การออกแบบ ก่อสร้าง ปรับแต่งระบบ ทดสอบ
ประสิทธิภาพ การใช้งานและการบ้ารุงดูแลรักษา เป็นกระบวนการรักษาสภาวะอากาศโดย
ควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคาร อุณหภูมิ ความชืน ความสะอาด การกระจายลม และเสียง
เพอื่ ใหเ้ กิดความเหมาะสมต่อผู้ปฏบิ ัติงานและผู้รับบรกิ าร เพ่อื การควบคมุ ป้องกนั การแพรเ่ ชือโรค
จากภายนอกสู่ผู้ป่วย และจากผู้ป่วยสู่บุคลากรทางการแพทย์ และเพ่ือระบายความร้อนให้กับ
อุปกรณท์ างการแพทย์ ดังจะกลา่ วในรายละเอียดต่อไป
14
2. ระบบน้า ทังระบบประปา การระบายน้าและสุขาภิบาล ระบบประปาส้ารอง ระบบน้าใน
cooling tower และ evaporative condenser ระบบน้าในหน่วยงานพเิ ศษ เช่น หน่วยไตเทียม
หนว่ ยจา่ ยกลาง รวมถึงการจัดการน้าเสียและการตรวจสอบคณุ ภาพนา้ กอ่ นปล่อยออก
3. การควบคุมดูแลด้านส่ิงแวดล้อมอ่ืนๆ เช่น การท้าความสะอาดพืนผิวและส่ิงแวดล้อม ทังใน
บริเวณท่ีมีผู้ป่วย และบริเวณท่ัวไป การท้าความสะอาดผ้าต่างๆ เช่น ผ้าม่าน การควบคุมสัตว์
แมลง
การระบายอากาศ (Ventilation) เป็นการเคลื่อนที่ของอากาศภายนอกเข้ามาภายในอาคารหรือ
พืนที่ห้องและเข้าแทนท่ีอากาศภายในอาคารหรือห้อง จุดประสงค์เพื่อให้อากาศในอาคารดีขึนและเหมาะสม
ต่อการหายใจโดยการเจือจางมลพิษในอากาศที่เกิดขึนภายในอาคารและก้าจัดมลพิษออกจากอาคาร
นอกจากนียังใช้ส้าหรับการควบคุมกล่ิน ฝุ่นละออง และสภาพอากาศเช่นอุณหภูมิและความชืน การระบาย
อากาศทดี่ ใี นสถานพยาบาล เป็นปัจจยั หลกั ท่ีช่วยลดและปอ้ งกันการตดิ เชอื
โดยการระบายอากาศในอาคารประกอบด้วย 3 องคป์ ระกอบพนื ฐานดงั นี
(1) อัตราการระบายอากาศ (Ventilation rate; m3/hr, l/s, ACH) คือ ปริมาตรอากาศภายนอกท่ีไหลเข้าสู่
พืนท่ีและเปน็ อากาศทม่ี คี ณุ ภาพ
(2) ทศิ ทางการไหลของอากาศ (Airflow direction) คือ ทศิ ทางการไหลของอากาศโดยรวมภายในอาคาร โดย
อากาศควรจะไหลจากพนื ที่ท่ีสะอาดไปยงั พืนที่ที่สกปรก
(3) การกระจายตวั ของอากาศ (Air distribution) คือ อากาศภายนอกควรเข้าถึงทุกพนื ทีแ่ ละระบายเอามลพิษ
ในอากาศออกไปอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
การระบายอากาศภายในอาคารแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ การระบายอากาศธรรมชาติ การ
ระบายอากาศด้วยระบบกล และการระบายอากาศแบบผสม โดยการระบายอากาศในอาคารท่ีไม่ใชร้ ะบบปรับ
อากาศมี 2 รูปแบบท่ีนิยมใช้ในปัจจุบันคือ การระบายอากาศโดยวิธีธรรมชาติ และ การระบายอากาศด้วยวิธี
กล
1. การระบายอากาศดว้ ยวิธีธรรมชาติ (Natural ventilation)
เป็นการระบายอากาศที่ใช้แรงจากธรรมชาติ เช่น ลม ความแตกต่างของอุณหภูมิ และความแตกต่าง
ของความดันอากาศ ซึ่งจะท้าให้อากาศไหลผ่านเข้าออกทางช่องเปิดของอาคาร และน้าพาส่ิงปนเป้ือนในพนื ที่
ออกสู่ภายนอก โดยการระบายอากาศแนวทางนีต้องค้านึงถึงทิศทางการไหลของอากาศในแต่ละช่วงฤดูกาล
ต้าแหนง่ ของการใช้งานภายในพนื ที่ และตา้ แหน่งการปฏบิ ัติงานของบุคลากรทางการแพทย์
การระบายอากาศธรรมชาตแิ บ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี
1.1 การระบายอากาศแบบลมผ่านอาคาร (Cross ventilation) โดยการก้าหนดให้มีการระบาย
อากาศผ่านหน้าต่างหรือช่องลมบนผนังห้อง เช่น การเปิดประตูหรือหน้าต่าง อย่างน้อย 2
ด้านของห้อง ตรงข้ามกัน เพ่ือให้มีช่องทางให้ลมเข้าและออก ท้าให้อากาศไหลผ่านอาคาร
ส่งผลให้มีการกระจายอากาศได้ทั่วถึงครอบคลุมพืนที่ส่วนใหญ่ของห้อง เพ่ือช่วยลดความ
เข้มข้นของเชือโรคที่อยู่ในอากาศ และลดการแพร่กระจายของละอองที่ปนเปื้อนเชือโรคใน
อากาศ
15
รปู ท่ี 4 การระบายอากาศแบบลมผา่ นอาคาร (Cross ventilation)
1.2 การระบายอากาศด้วยปล่องความร้อน (Stack ventilation) เป็นการระบายอากาศที่อาศัย
ความแตกต่างของอุณหภูมิ (Buoyancy effect) ซึ่งจะเห็นได้ชัดเมื่อลมภายนอกมีความเร็ว
ต้่า และบริเวณช่องอากาศออกจะมีความร้อนที่สูงกว่าส่วนอ่ืนๆ โดยอากาศร้อนจะลอยตัว
สูงขนึ และอากาศทีเ่ ย็นกว่าจะเขา้ ไปแทนที่ทา้ ใหเ้ กิดการไหลของอากาศภายในอาคาร แตก่ าร
ไหลของอากาศที่เกิดจากการเคลื่อนท่ีไหลผ่านจะให้ประสิทธิภาพท่ีดีกว่าการใช้หลักการ
ความแตกตา่ งของอุณหภูมิ
รปู ที่ 5 การระบายอากาศด้วยปลอ่ งความร้อน (Stack ventilation)
1.3 การระบายอากาศทางเดียว (Single-sided ventilation) มักพบเห็นในห้องเด่ียว เช่น
ส้านักงานหรือห้องท่ีมีช่องเปิดด้านเดียว โดยการไหลของอากาศเกิดจากความแตกต่างของ
16
อุณหภูมิภายในพืนที่เป็นส่วนใหญ่และอาศัยหลักความแตกต่างของความดันอากาศเพียง
เล็กนอ้ ย โดยอากาศที่มีความร้อนจะลอยสูงขนึ และไหลออกทางช่องดา้ นบนของช่องเปิดและ
อากาศเย็นจะไหลเข้ามาแทนทอ่ี ากาศรอ้ นท่ีไหลออกไป หากเป็นการระบายอากาศทางเดียว
ท่ใี ชห้ ลักความแตกตา่ งของความดันอากาศในการระบายอากาศ
รปู ท่ี 6 การระบายอากาศทางเดียว (Single-sided ventilation)
คา้ แนะนา้ จากองค์การอนามัยโลก แนะน้าให้
1. ควบคมุ อัตราการถา่ ยเทอากาศผ่านห้องอย่างน้อย 12 ACH ในกรณที ห่ี อ้ งนนั อาจจะมีการท้าหัตถการ
ท่ีท้าให้เกิดละอองฝอย และอย่างน้อย 6 ACH ในห้องอ่ืนๆหรือแผนกผู้ป่วยนอก โดยการระบาย
อากาศแบบลมผ่านอาคารจะแนะน้ามากกว่าการระบายอากาศทางเดียว ยกเว้นห้องท่ีมีการท้า
หัตถการท่ีก่อให้เกิดละอองฝอยและการดูดอากาศผ่าน exhaust ท้าได้ไม่ดี และ ในห้องท่ีอากาศ
ธรรมชาติไหลจากพืนที่ที่สกปรกไปยังท่ีสะอาด หรืออาจจะใช้ stand-alone air cleaner with HEPA
filters วางใกลก้ ับผปู้ ่วย เพือ่ ให้มกี ารบ้าบัดอากาศบริเวณนนั มากท่สี ุด
2. ทศิ ทางการไหลของอากาศควรไหลจากตา้ แหน่งทีส่ ะอาดไปยงั ต้าแหน่งที่สกปรก อาจจะปรับไดโ้ ดย
- ปรับเปล่ียนต้าแหน่งของเตียงผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ ในกรณีท่ีทิศทางการไหลเวียน
อากาศชดั เจน
- ติดตงั พดั ลมดดู อากาศท่ผี นงั หรือหนา้ ตา่ ง
- การใช้พัดลมตังพืนเพ่ือก้าหนดทิศทางการไหลของอากาศที่ต้องการ โดยถ้าวางพัดลมตังพืนใกล้กับ
หน้าต่างที่เปิดอยู่ และตังหันหน้าไปทางหน้าต่าง (เช่น หันหน้าไปทางด้านนอก) ท้าหน้าท่ีดึงอากาศ
ภายในห้องและระบายอากาศสูภ่ ายนอก ถ้าวางพัดลมหนั หนา้ ไปทางดา้ นในของห้อง (เช่น หนั ด้านใน)
ทา้ หนา้ ท่ดี ึงอากาศภายนอกและดนั เขา้ ไปในห้อง
- ถ้ามีการท้าหัตถการที่ก่อให้เกิดละอองฝอย ควรจัดให้มี ante-room เพื่อควบคุมทิศทางการไหล
ของอากาศให้ชัดเจน ประตู 2 ชันท่ี ante-room ไม่ควรเปิดพร้อมกัน เพ่ือให้แยกอากาศในส่วนของ
ห้องคนไข้กับโถงด้านนอกออกจากกนั อย่างชดั เจน
17
2) การระบายอากาศด้วยวธิ กี ล (Mechanical Ventilation) เปน็ การใชเ้ ครอ่ื งมอื ทางกลในการ
ระบายอากาศออกจากพนื ที่ ซ่ึงโดยท่วั ไปมกั ใช้พัดลมระบายอากาศประเภทตา่ ง ๆ และระบบทอ่ ส่งลมใน
การนา้ พาอากาศเขา้ หรอื ออกจากพนื ท่ี การระบายอากาศด้วยวิธีนี จะสามารถควบคุมทิศทางการไหลของ
อากาศภายในพืนท่ีได้ตลอดเวลาไมข่ ึนอยกู่ ับฤดูกาล
การใช้พัดลมทั่วไป ควรเปิดให้ไปในทิศทางเดียว (ไม่ส่ายไปมา) และเป็นทิศทางเดียวกับทิศทางลม
ธรรมชาตแิ ละให้พัดจากบุคคลากร ผ่านผู้ปว่ ยและออกสูภ่ ายนอกอาคาร ส่วนพัดลมดดู อากาศทตี่ ิดผนังควรอยู่
ใกลผ้ ู้ปว่ ยเพ่อื ดูดอากาศทม่ี ีเชือปนเป้อื นออกภายนอกอาคาร
การระบายอากาศด้วยวิธีกลจะใช้งานพัดลมเป็นอุปกรณ์หลัก แต่เน่ืองจากพัดลมระบายอากาศใน
ระบบมีหลายประเภท โดยท่ัวไปจะเลือกใช้งานพัดลมจากค่าอัตราการไหลของอากาศท่ีต้องการและแรงดัน
สถติ ทต่ี ้องการใหพ้ ัดลมสร้างได้
3. การจัดการอากาศ
การควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารเพื่อป้องกันการติดเชือทางอากาศภายในสถานพยาบาลมี
แนวทางการค้านวณออกแบบและข้อก้าหนดต่างๆ หลายประการขึนอยู่กับพืนท่ที ่ีต้องการควบคุม แต่สามารถ
แบ่งออกเปน็ 2 แนวทางหลกั ไดด้ ังนี
1. ปอ้ งกันการตดิ เชือทางอากาศสผู่ ู้ปว่ ย
2. ปอ้ งกนั การแพร่กระจายเชอื ทางอากาศจากผู้ปว่ ย
มีจุดประสงคห์ ลัก ดังนี
1. ป้องกันบุคลากรและผู้ป่วยจากการติดเชือที่แพร่กระจายทางอากาศในสถานพยาบาล โดยเฉพาะผู้ท่ีมีภูมิ
ต้านทานต้่า
2. ลดการแพร่กระจายเชือที่แพร่กระจายทางอากาศในสถานพยาบาล จากผู้ติดเชือ สิ่งส่งตรวจ และเชือโรคท่ี
ปนเปื้อนในสิ่งแวดลอ้ ม
มาตรฐานของงานระบบปรับอากาศและระบายอากาศในสถานพยาบาล
มหี ลายสถาบนั ท่ไี ด้รบั การยอมรบั อยา่ งกว้างขวาง ไดแ้ ก่
2021 ASHRAE Standard 170-2017 Ventilation of Health Care Facilities
2019 ASHRAE Handbook. Heating, Ventilation and Air-Conditioning Applications. (Health
Care Facilities Chapter)
FGI (AIA) 2018 Guidelines for Design and Construction of Hospital and Health Care
Facilities
CDC & HICPAC 2003 Guidelines for Environmental Infection Control in Health-Care
Facilities
CDC 2005 Guidelines for Preventing the Transmission of Mycobacterium Tuberculosis
in Health-Care Facilities
มาตรฐานระบบปรับอากาศและระบายอากาศของวศิ วกรรมสถานแห่งประเทศไทย (ว.ส.ท.)
แนวทางในการออกแบบระบบปรบั อากาศป้องกนั การตดิ เชอื
18
มาตรฐานกา้ หนด
1. แรงดันอากาศภายในหอ้ ง เทียบกบั ภายนอก
2. อัตราการหมุนเวยี นอากาศ
3. ทศิ ทางการไหลของอากาศ ภายในหอ้ ง
4. ระดับชันแผงกรองอากาศ
5. อุณหภมู แิ ละความชืนสัมพัทธ์
ข้อควรระวงั เพม่ิ เติม
1. ระดับเสยี งภายในห้อง
2. สถานท่ตี ิดตังอปุ กรณ์งานระบบ
3. ความสะดวกในการดแู ลบ้ารุง รักษา
4. การทดสอบระบบปรบั อากาศ
แนวทางการควบคุมสิ่งแวดล้อมต่างๆเบ้ืองต้น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ มีหลักการ
ดังตอ่ ไปน้ี
1. การเตมิ อากาศบริสุทธ์ิจากภายนอก
การเพมิ่ อตั ราการเติมอากาศด้วยอากาศบรสิ ุทธ์ิจากภายนอก จะชว่ ยลดความเข้มขน้ ของส่ิงปนเปอ้ื น
ในอากาศภายในห้อง ทังนี ต้าแหน่งของอากาศเติมจากภายนอก ต้องก้าหนดในต้าแหน่งที่เหมาะสมด้วย
เพ่ือให้มน่ั ใจว่าอากาศจากภายนอกทจ่ี ะเตมิ เข้าส่ภู ายในหอ้ งปราศจากสง่ิ ปนเป้ือนอน่ื ๆ
- อยสู่ ูงจากระดบั พนื ดนิ อย่างน้อย 1.8 เมตร
- อย่สู งู จากระดบั หลงั คาอยา่ งนอ้ ย 0.9 เมตร
- อยู่หา่ งจากต้าแหน่งอากาศระบายทิงอย่างน้อย 25 ฟุต
2. การควบคุมแรงดันระหวา่ งพน้ื ที่
ทิศทางการไหลของอากาศจะแปรผันตามแรงดันของอากาศภายในพนื ที่แตล่ ะแห่ง การกา้ หนด
ความแตกต่างของแรงดันอากาศของแต่ละพืนท่ีท่ีต้องการควบคุมคุณภาพอากาศให้เหมาะสมจึงเป็นเร่ืองที่
จา้ เป็นจะตอ้ งพจิ ารณาให้รอบคอบ
รปู ที่ 7 แสดงความแตกต่างของแรงดันในห้องแตล่ ะชนิด
19
3. การควบคุมทศิ ทางการไหลของอากาศภายในห้อง
- หลักการคือ วางต้าแหน่งหัวจ่ายอากาศให้ลมไหลผา่ นจากบริเวณที่ต้องการความสะอาดมากกว่าไป
ยังท่ีสะอาดนอ้ ยกว่า
- ในกรณีท่ีผู้ป่วยติดเชือท่ีแพร่ได้ทางอากาศ ก้าหนดต้าแหน่งจ่ายอากาศจากพืนท่ีโดยรอบห้อง ให้
อากาศไหลผ่านบุคลากรทางการแพทย์ก่อนไหลไปทางผู้ป่วย แล้วระบายอากาศออกจากห้องที่ผนังด้านหัว
เตียงผู้ป่วย โดยต้าแหน่งหน้ากากระบายออกจากห้อง (Exhaust air grilles) ควรอยู่ที่ผนังหรือเพดาน ใกล้กับ
ต้าแหน่งหัวเตียงของผู้ป่วย ควรอยู่ใกล้กับศีรษะของผู้ป่วยมากที่สุด จะช่วยลดความเส่ียงต่อการติดเชือทาง
อากาศไดเ้ ปน็ อย่างดี
- ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต้่า ก้าหนดต้าแหน่งจ่ายอากาศ ให้อากาศไหลผ่านผู้ป่วยก่อน แล้วจึง
ไหลไปทางบคุ ลากรทางการแพทย์
- การตรวจสอบทิศทางการไหลของอากาศภายในห้อง สามารถใช้ smoke tube ธูป ไฟแช็ค หรือ
น้าแขง็ แห้ง
รปู ท่ี 8 แสดงทิศทางการไหลของอากาศภายในหอ้ ง ผู้ป่วยตดิ เชือทางอากาศ และผปู้ ว่ ยภมู ิตา้ นทานตา่้
4. อากาศที่ระบายทงิ้
- อากาศทม่ี กี ารปนเปื้อนต้องไมห่ มุนเวียนอากาศไปยังพนื ทอ่ี น่ื
- จุดที่มีการระบายทิง ถ้าอยู่ห่างจากพืนท่ีใช้งานสาธารณะโดยรอบอย่างน้อย 25 ฟุต ไม่จ้าเป็นต้อง
ควบคุมคุณภาพก่อนระบายทิง แต่ถ้าโดยรอบเป็นพืนที่สาธารณะที่ใช้งาน ต้องกรองด้วย HEPA Filter ก่อน
ระบายทิง
- จุดท่ีระบายทิงต้องห่างจากช่องเปิดของอาคาร เช่น หน้าต่าง และพ้นจากระยะลมม้วนกลับรอบ
อาคาร
- อากาศที่ระบายออกจากห้องน้าส้าหรับผู้ป่วยติดเชือทางอากาศ ต้องควบคุมคุณภาพเช่นเดียวกับ
อากาศทรี่ ะบายออกจาก้องผ้ปู ว่ ยติดเชอื ทางอากาศ ไม่สามารถระบายทิงแบบห้องน้าทว่ั ไปได้
5. แผงกรองอากาศ
- ปจั จบุ ันมาตรฐานและแนวทางจากหลายหนว่ ยงานแนะน้าใหใ้ ช้แผงกรองอากาศประสิทธภิ าพสูง
20
(High - Efficiency Particulate Air Filter; HEPA Filter) หรอื แผงกรองอากาศแบบ Ultralow - Penetration
Air Filter (ULPA) เพ่ือกรองสิ่งปนเป้ือนและเชือโรคในอากาศ เน่ืองจากเป็นอุปกรณ์ท่ีมีความสามารถในการ
ก้าจดั ส่งิ ปนเปอ้ื นในอากาศได้มปี ระสทิ ธิภาพสูงที่สดุ ในปัจจุบนั
- ควรมีการตรวจสอบสภาพการใช้งานของแผงกรองอากาศ โดยใช้ manometer เพื่อสังเกตว่าแผง
กรองอากาศเริ่มตัน หรือแผลกรองอากาศตนั โดยใช้วิธีสังเกตของเหลวสีแดงในมาโนมิเตอร์วา่ ขึนไปถึงระดบั ที่
แผงกรองอากาศประเภทนนั ๆ เสอ่ื มสภาพการใชง้ านหรือยงั
รูปท่ี 9 แสดงมาโนมิเตอร์ สา้ หรบั ตรวจสอบสภาพใช้งานของแผงกรองอากาศ
6. อณุ หภมู แิ ละความชน้ื สมั พทั ธ์
การควบคุมอุณหภูมิและความชืนสัมพัทธ์จะช่วยลดการเจริญเติบโตของเชือโรคในอากาศได้ โดย
มาตรฐานและแนวทางจากหลายหน่วยงานจะก้าหนดช่วงของอุณหภูมิและความชืนสัมพัทธ์ที่ต้องควบคุมของ
พืนที่ต่างๆ ภายในสถานพยาบาลไว้ แต่เน่ืองจากประเทศไทยมีสภาวะอากาศเป็นแบบร้อน - ชืน การควบคุม
ความชืนสมั พทั ธ์
ของอากาศในประเทศไทยจึงต้องมีการค้านวณและออกแบบให้เหมาะสมโดยผู้ชา้ นาญการทางด้านนโี ดยตรง
เนื่องจากการออกแบบระบบปรับอากาศท่ัวไปไม่สามารถควบคมุ ความชนื สัมพัทธ์ได้ ทงั นี การควบคุม
ความชนื สัมพัทธจ์ ะท้าใหค้ ่าก่อสร้างระบบปรบั อากาศสงู ขนึ และตอ้ งมคี า่ ใช้จา่ ยในการดูแลบ้ารุงรักษาต่อเนื่อง
หลังจากก่อสรา้ งแลว้ เสร็จ จงึ ควรทจ่ี ะต้องพจิ ารณาถึงความจ้าเป็นในการควบคมุ ความชืนสมั พทั ธ์ของพนื ท่ีต่าง
ๆ ใหเ้ หมาะสม เพ่อื ไมใ่ ห้เป็นภาระค่าใช้จา่ ยของสถานพยาบาลต่าง ๆ ในอนาคตตอ่ ไป
ตัวอย่างการจดั การอากาศในหอ้ งลกั ษณะต่างๆในโรงพยาบาล
หอ้ งแยกผ้ปู ว่ ยติดเชอ้ื ทางอากาศ (Airborne Infection Isolation Room : AIIR)
ห้องแยกผ้ปู ่วยติดเชือทางอากาศ ออกแบบเพ่ือรองรบั ผู้ปว่ ยโรคติดต่อระบบทางเดนิ หายใจต่างๆ เพื่อ
ป้องกันการแพร่กระจายเชือทางอากาศจากภายในห้องสู่พืนที่ส่วนอ่ืนๆ ของสถานพยาบาล ส้าหรับพืนที่ท่ี
ตอ้ งการควบคุมการแพร่กระจายเชอื ทางอากาศจากผ้ปู ่วย จะตอ้ งควบคมุ ตวั แปรตา่ งๆ เบอื งต้นดงั นี
21
1. แรงดันอากาศ < - 2.5 Pa.
2. อตั ราการถา่ ยเทอากาศ > 12 ACH
3. อตั ราการเตมิ อากาศจากภายนอก > 2 ACH
4. อณุ หภูมิ 21 – 24 oC
5. ความชืนสัมพัทธ์ 30 – 60 %RH
6. แผงกรองอากาศ
6.1 อากาศดา้ นจา่ ยเขา้ สหู่ ้อง MERV 14 (Medium filter)
6.2 อากาศระบายทงิ ออกจากห้อง MERV 17 (99.97% DOP Test*; HEPA Filter)
7. ต้าแหนง่ หนา้ กากจา่ ยอากาศเขา้ ห้อง ฝ้าเพดานใกล้ประตูหรือหนา้ ต่าง
8. ตา้ แหนง่ หน้ากากระบายอากาศจากหอ้ ง ผนงั ด้านหลังหัวเตียงหรือฝา้ เพดานเหนือเตยี ง
*หากอากาศระบายทิงออกจากห้อง อยู่ห่างจากพืนที่สาธารณะท่ีมีผู้ใช้งาน หรือช่องเปิดส้าหรับรับ
อากาศเข้าสู่ภายในอาคารมากกว่า 25 ฟุต สามารถระบายทิงสู่บรรยากาศได้โดยตรงโดยไม่ผ่านแผง
กรองอากาศประสทิ ธภิ าพสงู (HEPA Filter)
รูปที่ 10 ไดอะแกรมแสดงระบบปรับอากาศและระบายอากาศส้าหรับห้องแยกผู้ป่วยติดเชือทาง
อากาศที่ควบคมุ สภาวะอากาศภายในห้องเตม็ รปู แบบ หรอื ทีเ่ รียกกันโดยทวั่ ไปวา่ ห้องแบบ Full Option ดงั นี
1. ควบคมุ อตั ราการถา่ ยเทอากาศผา่ นห้องไม่น้อยกวา่ 12 ACH
2. ควบคมุ แรงดนั อากาศภายในห้องเปน็ ลบไม่น้อยกว่า 2.5 Pascal
3. ควบคุมอุณหภูมิภายในห้องระหว่าง 21 – 24 oC
4. ควบคมุ ความชนื สัมพทั ธภ์ ายในห้องไมเ่ กนิ 60%RH
5. อากาศท่ีระบายทงิ ผ่าน HEPA Filter ก่อนปล่อยออกสู่บรรยากาศภายนอก
22
ไดอะแกรมแสดงระบบปรับอากาศและระบายอากาศส้าหรับห้องแยกผู้ป่วยติดเชือทางอากาศที่เลือก
ควบคุมสภาวะอากาศเพียงบางประเภทขึนอยู่กับสถานท่ีหรืองบประมาณก่อสร้าง หรือท่ีเรียกกันโดยท่ัวไปว่า
ห้องแบบ Modify อีกรูปแบบดงั นี
1. ควบคมุ อตั ราการถา่ ยเทอากาศผา่ นห้องไม่น้อยกว่า 12 ACH
2. ควบคุมแรงดนั อากาศภายในหอ้ งเป็นลบไม่น้อยกว่า 2.5 Pascal
3. ควบคมุ อุณหภูมิภายในห้องระหวา่ ง 21 – 24 oC
4. ไมค่ วบคุมความชืนสัมพัทธภ์ ายในห้อง
ห้องฉกุ เฉิน
หอ้ งฉกุ เฉินจะเป็นพนื ทีร่ องรับผูป้ ว่ ยหลากหลายประเภท สถานพยาบาลแต่ละแห่งจึงควรพิจารณาคัด
กรองผู้ป่วยอย่างเข้มงวด เพื่อลดความเส่ียงท่ีจะเกิดการติดเชือทางอากาศภายในพืนท่ีห้องฉุกเฉิน ห้องฉุกเฉิน
ยังเป็นพืนที่ท่ีอาจมีกล่ินไม่พึงประสงค์ จึงควรติดตังระบบระบายอากาศท่ัวไปของพืนที่ห้องฉุกเฉินโดยระบาย
ออกจากพืนท่ีให้มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ นอกจากนียังอาจมีผู้ป่วยติดเชือทางอากาศเข้ามาใช้บริการใน
พืนท่ี หากเป็นไปได้ ควรเตรียมพืนท่ีภายในห้องฉุกเฉินส้าหรับรองรับผู้ป่วยติดเชือทางอากาศโดยเฉพาะ โดย
สามารถเลอื กพืนที่และติดตงั ระบบระบายอากาศทใี่ ชง้ บประมาณไมส่ ูงมากนัก เน่อื งจากสามารถใชม้ วลอากาศ
เย็นจากภายในพืนที่ของห้องฉุกเฉินซึ่งเป็นพืนที่ปรับอากาศอยู่แล้วมาผ่านพืนที่รองรับผปู้ ่วยติดเชอื ทางอากาศ
ได้ ทา้ ใหส้ ามารถประหยดั พลังงานในการใช้งานระบบระบายอากาศหรือระบบ Negative Pressure ได้
สา้ หรบั พนื ทหี่ ้องฉุกเฉนิ จะต้องควบคุมตัวแปรตา่ งๆ เบืองตน้ ดงั นี
1. แรงดนั อากาศบรเิ วณผปู้ ่วยรอตรวจ < - 2.5 Pa.
2. อัตราการถา่ ยเทอากาศ > 12 ACH
3. อตั ราการเตมิ อากาศจากภายนอก > 2 ACH
4. อณุ หภูมิ 21 – 24 oC
5. ความชนื สมั พทั ธ์ < 65%RH
6. แผงกรองอากาศ
6.1 อากาศดา้ นจา่ ยเข้าส่หู อ้ ง MERV 7 (Pre Filter)
6.2 อากาศระบายทิงออกจากห้อง ไม่กา้ หนด
7. ต้าแหน่งหน้ากากจา่ ยอากาศเขา้ หอ้ ง ไม่กา้ หนด
8. ตา้ แหนง่ หนา้ กากระบายอากาศจากห้อง ไมก่ ้าหนด
หออภบิ าลผูป้ ว่ ยหนัก
มาตรฐานงานระบบปรับอากาศและระบายอากาศส้าหรับพืนท่ีหออภิบาลผู้ป่วยหนัก จะค้านึงถึงการ
ป้องกนั การตดิ เชอื ของผู้ปว่ ยที่มีภูมิตา้ นทานต่้ากว่าปกติ จึงไมค่ วรน้าผูป้ ว่ ยตดิ เชือทางอากาศเข้าไปดูแลภายใน
พืนทเี่ ดียวกันกับผู้ป่วยทัว่ ไป ควรเตรียมพืนที่ห้องแยกโรคไวร้ องรับเฉพาะผู้ป่วยติดเชือทางอากาศไว้ภายในหอ
อภิบาลผู้ป่วยอย่างน้อย 1 ห้อง โดยข้อก้าหนดในการควบคุมตัวแปรต่างๆ จะเป็นไปตามมาตรฐานของห้อง
แยกโรคผู้ปว่ ยตดิ เชือทางอากาศ
ระบบปรับอากาศในหออภบิ าลผู้ปว่ ยหนัก หากเปน็ แบบระบบปรับอากาศรวม หอผู้ป่วยรวมหรือห้อง
ผู้ป่วยแยกห้องก็จะได้คุณภาพอากาศภายในพืนที่แบบเดียวกัน เนื่องจากอากาศจากทังหอผู้ป่วยจะเข้าไป
23
รวมกันท่ีเครื่องปรับอากาศ ก่อนจ่ายเข้าสู่หอผู้ป่วยต่อไป การแยกห้องผู้ป่วยจึงเป็นการแยกผู้ป่วยเพื่อป้องกัน
การตดิ เชอื แบบ Contact หรอื Droplet เปน็ หลกั ไม่สามารถป้องกนั การติดเชือทางอากาศ (Airborne) ได้
หากต้องการสร้างหออภิบาลผู้ป่วยหนักให้เป็นห้องแยกผู้ป่วยทังหมด และต้องการให้ระบบปรับ
อากาศของห้องผู้ป่วยแต่ละห้องแยกเป็นอิสระต่อกัน จะมีค่าใช้จ่ายสูงขึนมาก เพราะระบบปรับอากาศส้าหรบั
หออภิบาลผู้ป่วยหนักตามมาตรฐานจะต้องติดตังแผงกรองอากาศชันกลางประสิทธิภาพ MERV14 (Medium
Filter) ท้าให้ไม่สามารถติดตังเคร่ืองปรับอากาศแบบแยกส่วนธรรมดาส้าหรับห้องผู้ปว่ ยแต่ละห้องได้ ก่อนการ
กอ่ สรา้ งหออภบิ าลผ้ปู ่วยหนักจึงควรค้านงึ ถงึ ประเภทผู้ป่วยท่จี ะตอ้ งให้บรกิ ารเปน็ อยา่ งดี
ส้าหรับพืนท่หี ออภิบาลผู้ป่วยหนัก จะตอ้ งควบคุมตวั แปรต่างๆ เบอื งตน้ ดังนี
1. แรงดันอากาศ > + 2.5 Pa.
2. อัตราการถ่ายเทอากาศ > 6 ACH
3. อตั ราการเติมอากาศจากภายนอก > 2 ACH
4. อุณหภูมิ 21 – 24 oC
5. ความชืนสัมพทั ธ์ 30 – 60 %RH
6. แผงกรองอากาศ
6.1 อากาศด้านจา่ ยเขา้ สหู่ อ้ ง MERV 14
6.2 อากาศระบายทิงออกจากห้อง ไม่ก้าหนด
7. ตา้ แหน่งหน้ากากจ่ายอากาศเขา้ หอ้ ง ไมก่ ้าหนด
8. ต้าแหนง่ หน้ากากระบายอากาศจากห้อง ไม่กา้ หนด
Cohort Ward
ส้าหรับพืนทีห่ อ Cohort Ward จะต้องควบคมุ ตวั แปรตา่ งๆ เบอื งตน้ ดังนี
1. แรงดันอากาศบริเวณผ้ปู ว่ ยน่ังรอ > + 2.5 Pa.
2. อตั ราการถ่ายเทอากาศ > 6 ACH
3. อตั ราการเติมอากาศจากภายนอก > 2 ACH
21 – 24 oC
4. อณุ หภูมิ
5. ความชนื สัมพทั ธ์ < 60%RH
6. แผงกรองอากาศ
6.1 อากาศดา้ นจ่ายเขา้ ส่หู ้อง 90% Efficiency
6.2 อากาศระบายทงิ ออกจากห้อง ไมก่ ้าหนด
7. ต้าแหน่งหนา้ กากจา่ ยอากาศเข้าหอ้ ง ฝา้ เพดาน
8. ตา้ แหน่งหน้ากากระบายอากาศจากหอ้ ง ไม่ก้าหนด
หอ้ งผา่ ตดั
มาตรฐานงานระบบปรับอากาศและระบายอากาศส้าหรับห้องผ่าตัด จะค้านึงถึงการป้องกันการติด
เชือของผู้ป่วยระหว่างการผ่าตัด ห้องผ่าตัดจึงควบคุมแรงดันภายในห้องให้มากกว่าภายนอก (Positive
Pressure) หากทา้ การผ่าตดั ผู้ป่วยตดิ เชือทางอากาศ จะท้าใหม้ คี วามเส่ียงที่เชือทางอากาศจะกระจายออกจาก
ห้องด้วยสภาวะแรงดันภายในห้องท่ีมากกว่าภายนอก แต่ไม่ควรปรับแรงดันภายในห้องผ่าตัดให้น้อยกว่า
ภายนอก (Negative Pressure) เน่ืองจากจะท้าให้เชือโรคจากภายนอกเข้าไปในห้องผ่าตัดและมีความเสี่ยงท่ี
24
จะส่งผลกระทบต่อแผลผ่าตัดได้ จึงควรพิจารณาจัดสร้าง Ante Room ก่อนเข้าห้องผ่าตัด เพื่อเป็นพืนท่ี
ป้องกนั ระหว่างห้องผ่าตัดและภายนอก โดยจ้าแนกประเภทผ้ปู ่วยตามมาตรฐาน CDC 2003 เปน็ ผ้ปู ่วยตดิ เชือ
ทางอากาศและภูมิต้านทานต้่าในคนเดียวกัน โดยควบคุมแรงดันอากาศภายในห้องผ่าตัดให้มากกว่าพืนที่
โดยรอบเพ่ือป้องกันฝุ่นละอองและเชือโรคจากภายนอกเข้าไปในห้องผ่าตัด และควบคุมแรงดันอากาศภายใน
Ante Room ให้น้อยกว่าพืนท่ีโดยรอบเพ่ือป้องกันการแพร่กระจายเชือทางอากาศจากห้องผ่าตัดออกสู่
ภายนอก
การจา่ ยลมเขา้ ภายในห้องผ่าตดั ควรจ่ายจากเพดาน และดูดลมกลับท่ใี กล้ระดับพืน โดยมีหน้ากากรบั
ลมกลบั อย่างน้อย 2 จดุ ติดตังใหข้ อบล่างอย่สู ูงกวา่ พนื อยา่ งน้อย 75 มม. หัวจา่ ยลมควรเปน็ แบบจา่ ยลม
ทศิ ทางเดียว (unidirectional)
รูปที่ 11 แสดงการควบคุมแรงดันภายในห้องท่ีมีผู้ป่วยติดเช้ือทางอากาศและภูมิต้านทานต่าและ
Ante Room
สา้ หรับห้องผา่ ตัด จะต้องควบคมุ ตวั แปรตา่ งๆ เบืองตน้ ดงั นี
1. แรงดนั อากาศภายในห้อง > + 2.5 Pa.
2. อตั ราการถ่ายเทอากาศ > 25 ACH
3. อตั ราการเติมอากาศจากภายนอก > 5 ACH
4. อณุ หภูมิ 20 - 24 C
5. ความชนื สมั พทั ธ์ 30 - 60% RH
6. แผงกรองอากาศ
6.1 อากาศด้านจ่ายเขา้ สู่หอ้ ง MERV 17 (99.97% DOP Test*)
6.2 อากาศระบายทิงออกจากห้อง ไม่ก้าหนด
7. ต้าแหนง่ หน้ากากจา่ ยอากาศเขา้ ห้อง ฝ้าเพดาน
8. ตา้ แหนง่ หนา้ กากระบายอากาศจากหอ้ ง บริเวณผนงั มมุ ห้องใกลพ้ ืน
การจดั แบ่งพ้นื ที่ในหนว่ ยงานเพ่ือป้องกันการติดเชอ้ื เชน่ ในหอ้ งสอ่ งกล้อง
การจดั แบ่งพนื ทกี่ า้ หนดพนื ทเี่ ปน็ 3 ระดบั เพอื่ ให้เหมาะสมกบั การสัญจร คอื
1. เขตสกปรก (Dirty zone)
2. เขตสะอาด (Clean zone)
3. เขตเกบ็ ของปราศจากเชือ (Sterile storage zone)
โดยแตล่ ะเขตประกอบดว้ ยพืนทห่ี รอื หอ้ งในการทา้ งานดังนี
25
1. เขตสกปรก (Dirty zone)
- บรเิ วณรบั เคร่อื งมืออุปกรณ์ทใี่ ชแ้ ล้ว (Contaminated equipment return zone)
- บริเวณเก็บรถเขน็ สา้ หรับรับของทีป่ นเป้อื น (Trolley store - dirty)
- บรเิ วณลา้ งทา้ ความสะอาดเคร่ืองมอื แช่เครอื่ งมือทใ่ี ชแ้ ล้ว
2. เขตสะอาด (Clean zone) ประกอบด้วย 2 ส่วนคอื |
2.1 ส่วนท้างานส้าหรับเจ้าหน้าท่ี เช่น ส้านักงาน โต๊ะท้างาน ห้องพักบุคลากร บริเวณเปลี่ยนรองเท้า
ห้องเปล่ยี น เสอื ผ้าและ Locker หอ้ งอาบนา้ /ห้องสขุ า
2.2 ส่วนปฏิบัติการ เช่น เตียงส่องกล้อง ห้องจัดชุดอุปกรณ์ ห้องเก็บอุปกรณ์เคร่ืองมือทางการแพทย์
และจัดเกบ็ วัสดตุ ่างๆ
3. เขตเก็บของปราศจากเชือ (Sterile storage zone) ต้องตงั อยู่ในส่วนในสุดของหนว่ ยงาน ไม่มคี นพลุกพล่าน
และห้องเก็บอุปกรณ์ปราศจากเชือต้องปิดมิดชิด และควรมีบริเวณชุดอุปกรณ์ปราศจากเชือ และ บริเวณเก็บ
ชุดอุปกรณ์ (set) และวสั ดใุ ช้ครังเดยี วแล้วทงิ (disposable) ซึ่งแยกจากกนั เปน็ สดั ส่วน
ระบบสญั จรระหวา่ งเขตต่างๆ ภายในหนว่ ยงานควรเป็นแบบ One way ไดแ้ ก่
- อปุ กรณเ์ คร่ืองมอื ที่ใช้แลว้ จากเขตสกปรกไปเขตสะอาด
- บคุ ลากรจากเขตสะอาดไปเขตสกปรก
- การไหลเวยี นของอากาศจากเขตสะอาดไปเขตสกปรก
การใช้นวัตกรรมเพอ่ื ลดการแพร่กระจายเชอ้ื ในหอผู้ป่วย
การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ท้าให้มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆหลายอย่าง ซ่ึงอาจน้ามา
ประยุกตใ์ ช้เพอ่ื ลดการแพร่กระจายเชอื ทางอากาศในหอผู้ปว่ ยได้ เชน่
- ตเู้ กบ็ nasopharyngeal swab ซง่ึ สามารถนา้ มาประยุกต์ใช้เป็นตู้เกบ็ เสมหะส้าหรบั ส่งตรวจ
วัณโรคได้ ทงั ทห่ี อผ้ปู ่วย แผนกผู้ปว่ ยนอก หรือท่ีคลีนิกโรคระบบทางเดนิ หายใจ
- ห้อง negative pressure แบบเคลื่อนย้ายได้ ซ่ึงสามารถจัดให้อยู่ในพืนท่ีของห้องฉุกเฉิน
หรอื หอผูป้ ว่ ยรวม ใชใ้ นกรณีท่มี ีผปู้ ่วยสงสยั มโี รคทีแ่ พรก่ ระจายเชอื ทางอากาศ เช่น วณั โรค
- เปลเคลือ่ นย้ายผปู้ ่วย
26
รปู ที่ 12 ตเู้ กบ็ nasopharyngeal swab
27
รูปท่ี 13 ห้อง negative pressure แบบเคล่อื นยา้ ยได้
รูปท่ี 14 เปลเคลื่อนย้ายผูป้ ว่ ย
28
4. การออกแบบห้องปฏบิ ัติการ
หอ้ งปฏบิ ัตกิ ารมบี ทบาทสา้ คญั ในการตรวจหาสาเหตุของโรค หรือช่วยในการวินิจฉัยเพื่อประกอบการ
รักษาและติดตามอาการ (clinical lab for clinical management) ในปัจจุบันการตรวจหาสารพันธุกรรม
เพื่อวินจิ ฉยั โรคด้วยวิธีอณชู วี โมเลกุล มบี ทบาทมากขึนโดยเฉพาะการตรวจเพ่ือยืนยันการติดเชือโควิด-19 ในปี
2563 หรือการตรวจเพ่ือช่วยส้าหรับแยกโรคและตรวจเพื่อการรักษาสืบเน่ืองจากการระบาดของโรคติ ดเชือ
ไวรัสอีโบลาในประเทศแถบอัฟริกาตะวันตกเมื่อปี 2557 ทังนีการออกแบบห้องปฏิบัติการทางการแพทย์
จ้าเป็นต้องท้าการประเมินความเสี่ยง (Risk assessment) ของการปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการดังกล่าวว่าใช้
ปฏิบัติงานกับตัวอย่างส่งตรวจหรือเชือในกลุ่มเส่ียงระดับใด เพ่ือใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบห้องปฏิบัติการ
เนื่องจากการปฏิบัตงิ านในห้องปฏบิ ัติการทางการแพทย์มีความเสี่ยงต่อการรวั่ ไหลของสารชวี ภาพหรือเชือโรค
สู่สิ่งแวดล้อมภายนอก รวมถึงมีความเสี่ยงต่อการติดเชือของผู้ปฏิบัติงาน การออกแบบห้องปฏิบัติการที่
เหมาะสมและสอดคล้องกบั ระดับความเส่ยี งของการปฏบิ ตั ิงานจะช่วยลดความเส่ยี งดังกลา่ วได้
ลักษณะทางกายภาพของห้องปฏิบัติการ จ้าเป็นต้องปฏิบัติตามข้อก้าหนดของพระราชบัญญัติ
สถานพยาบาล (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2547 เพ่ือให้สามารถจัดตังห้องปฏิบัติการได้ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วน
รายละเอียดอืน่ ๆ ได้แก่ สง่ิ แวดลอ้ ม พืนทก่ี ารใช้งาน วสั ดอุ ปุ กรณ์ ระบบสาธารณปู โภค เสน้ ทางการไหลภายใน
หอ้ งปฏิบัตกิ าร การควบคุมการเขา้ ออก สามารถปฏิบัตติ ามแนวทางของคู่มือการออกแบบอาคารสถานบริการ
สุขภาพและ สิ่งแวดล้อม (แผนกพยาธิวิทยาคลินิก) กองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวง
สาธารณสุข พ.ศ.2558 หรือคู่มือปฏิบัติด้านความปลอดภัยห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์บริการ กรม
วิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีความครอบคลุมในเรื่องลักษณะทางกายภาพ
การออกแบบทางวศิ วกรรมและสถาปัตยกรรมของห้องปฏบิ ตั ิการ
ส่ิงที่ต้องค้านึงถึงนอกจากการออกแบบเชิงสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมแล้ว การออกแบบ
ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ยังต้องค้านึงถึงระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety) และความม่ันคง
ทางชีวภาพ (Biosecurity) ให้สอดคล้องกับความเส่ียงของลักษณะงานท่ีต้องปฏิบัติในห้องปฏิบัติการดังกล่าว
ซึ่งสามารถแบง่ ระดบั ความปลอดภยั ทางชวี ภาพออกเป็น 4 ระดับ คอื
1. ความปลอดภัยทางชีวภาพระดับที่ 1 (Biosafety Level 1, BSL-1) เป็นการปฏิบัติงานกับเชือใน
กลมุ่ ทม่ี ีความเส่ียงต่อผ้ปู ฏิบัติงานและชุมชนระดับต้่า เป็นเชอื ท่ีไม่กอ่ โรคในมนุษย์หรือใหเ้ กดิ อันตราย
ตอ่ ผู้ปฏิบตั งิ านและส่งิ แวดล้อมนอ้ ยมาก
อุปกรณ์และระบบที่ต้องมีในห้องปฏิบัติการ BSL-1: 1.Controlled access 2. Hand washing
sink 3. Sharp hazards warning policy 4. Personal protective equipment 5. Laboratory
bench 6. Autoclave (Optional)
29
2. ความปลอดภัยทางชีวภาพระดับท่ี 2 (Biosafety-Level 2, BSL-2) เป็นการปฏิบัติงานกับเชือใน
กลุ่มท่ีมีความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงานระดับกลางและความเส่ียงต่อชุมชนระดับต่้า เชือในกลุ่มนีไม่
กอ่ ใหเ้ กิดโรครนุ แรงในมนุษย์
อุปกรณ์และระบบที่ต้องมีในห้องปฏิบัติการ BSL-2: 1. Controlled access 2. Hand washing
sink 3. Sharp hazards warning policy 4. Physical containment device 5. Personal
protective equipment 6. Laboratory bench 7. Autoclave
3. ความปลอดภัยทางชีวภาพระดับที่ 3 (Biosafety-Level 3, BSL-3) เป็นการปฏิบัติงานกับเชือใน
กลุ่มท่ีมีความเส่ียงต่อผู้ปฏิบัติงานระดับสูงและความเส่ียงต่อชุมชนระดับต้่า เชือในกลุ่มนี เป็นเชือก่อ
โรคท่ีรนุ แรงต่อมนุษย์และสัตว์ แต่เป็นโรคทมี่ สี ามารถรกั ษาให้หายได้
อุปกรณ์และระบบที่ต้องมีในห้องปฏิบัติการ BSL-3: 1.Self-closing, double-door access 2.
Controlled access 3. Personal shower out (Optional) 4. Sharp hazards warning policy 5.
Hand washing sink 6. Sealed penetrations 7. Physical containment device 8. Power air
purifying respirator (Optional) 9. Laboratory bench 10. Autoclave 11. Exhaust HEPA filter
(Optional) 12. Effluent decontamination system (Optional)
4. ความปลอดภัยทางชีวภาพระดับท่ี 4 (Biosafety-Level 4, BSL-4) เป็นการปฏิบัติงานกับเชือใน
กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงานระดับสูงและความเสี่ยงต่อชุมชนระดับสูง เชือในกลุ่มนีเป็นเชือก่อ
โรคท่รี นุ แรงหรือทา้ ให้คนหรอื สัตว์ให้เสยี ชวี ิตได้ และไมม่ วี ิธรี ักษา
30
อปุ กรณ์และระบบทีต่ ้องมใี นห้องปฏิบัตกิ าร BSL-4: 1.Self-closing, double-door access 2.
Controlled access 3. Sharp hazards warning policy 4. Hand washing sink 5. Sealed
penetrations 6. Physical containment device 7. Positive pressure protective suit 8.
Laboratory bench 9. Autoclave 10. Chemical shower out 11. Personal shower out 12.
Supply and Exhaust HEPA filters 13. Effluent
decontamination system
ประเทศไทยมีกฎหมายท่ีควบคุมห้องปฏิบัติการหรือสถานปฏิบัติการท่ีต้องปฏิบัติงานกับเชือโรคใน
กลุ่ม 1-4 รวมถึงห้องปฏิบัติการความปลอดภัยทางชีวภาพระดับที่ 2 เสริมสมรรถนะ (Biosafety-Level 2
Enhanced, BSL-2 enhance) ซ่ึงการออกแบบห้องปฏิบัติการที่ต้องปฏิบัติงานกับเชือดังกล่าว ต้องปฏิบัติ
ตามรายละเอียดของประกาศกระทรวงสาธารณสุข เร่ือง ลักษณะของสถานที่ผลิตหรือมีไว้ในครอบครองและ
ด้าเนนิ การเกี่ยวกบั เชือโรคและพษิ จากสัตว์ พ.ศ. 2561
นอกจากนีการออกแบบและสร้างห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ให้ถูกต้อง เหมาะสมทังทาง
สถาปัตยกรรม วิศวกรรม ระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety) และความม่ันคงทางชีวภาพ
(Biosecurity) แล้ว ผู้ปฏิบัติงานจ้าเปน็ ต้องผ่านการฝกึ อบรมเรื่องวิธปี ฏิบัติงานในห้องปฏบิ ัติการดังกล่าว เพื่อ
ความปลอดภยั ของผปู้ ฏบิ ัติงานและสง่ิ แวดล้อมภายนอก และการจดั ท้ามาตรฐานห้องปฏิบตั ิการทางการแพทย์
ทังภาครัฐและเอกชน เพื่อการรับรองตามมาตรฐานห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
มาตรฐานวิชาชีพของสภาเทคนิคการแพทย์ หรือมาตรฐานสากล ISO15189, 15190 เป็นต้น ทังนีเพื่อการ
พัฒนาห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่จ้าเป็นและเหมาะสม เพ่ือสร้างความมั่นใจในคุณภาพการบริการให้แก่
ประชาชนอย่างทัว่ ถึงทุกระดบั รวมทังป้องกันและควบคมุ การติดเชืออย่างมีมาตรฐาน
31
เอกสารอา้ งองิ
1. พระราชบญั ญัตสิ ถานพยาบาล (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2547
2. คู่มือการออกแบบอาคารสถานบริการสุขภาพและ ส่ิงแวดล้อม (แผนกพยาธิวิทยาคลินิก) กองแบบ
แผน กรมสนบั สนุนบรกิ ารสขุ ภาพ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2558
3. คู่มือปฏิบัติด้านความปลอดภัยห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์บริการ กรมวิทยาศาสตร์บริการ
กระทรวงวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4. https://www.cdc.gov/cpr/infographics/00_docs/biosafety.pdf
5. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ลักษณะของสถานที่ผลิตหรือมีไว้ในครอบครองและด้าเนินการ
เก่ยี วกับเชือโรคและพษิ จากสตั ว์ พ.ศ. 2561
5. การทาความสะอาดสิ่งแวดล้อม
ในสถานการ์การระบาดของโรคติดเชือไวรัสโคโรนา 2019 การติดต่อกันผ่านทางการสัมผัสใกล้ชิด
และทางการสัมผสั ละอองฝอย (droplet) น้ามูก น้าลายของผู้ป่วยเป็นหลกั ส่วนการติดเชอื ผ่านทางการสัมผสั
พืนผิวหรือวัสดุท่ีปนเป้ือนเชือไวรัสเป็นไปได้น้อย อย่างไรก็ตาม เน่ืองจากไวรัสโคโรนาสามารถอยู่ใน
สิ่งแวดล้อมได้นานตังแต่ 2 ช่ัวโมง ถึง 9 วัน ในการป้องกันการแพร่กระจายเชือโรคที่ปนเป้ือนอยู่ตามพืนผิว
ตา่ งๆ จึงควรมีแนวทางการท้าความสะอาดและฆ่าเชือโรคทม่ี ปี ระสิทธิภาพ
แนวทางการทาความสะอาดและฆา่ เช้อื โรค
การท้าความสะอาดและฆ่าเชือโรค แบ่งเป็น 2 ขันตอนส้าคัญ คือ การท้าความสะอาด (Cleaning)
และการฆา่ เชอื โรค (Disinfection)
1. การท้าความสะอาด (Cleaning) เป็นการขจัดฝ่นุ เศษผง สารอินทรีย์ ส่ิงสกปรก หรือเชือโรค ออก
จากพืนผวิ ต่างๆ แต่การท้าความสะอาดเพียงอย่างเดียวไมส่ ามารถฆ่าเชือโรคได้ เพยี งแตช่ ่วยลดปริมาณเชือโรค
และลดความเส่ียงในการแพร่กระจายเชอื โรค
2. การฆ่าเชือโรค (Disinfection) ซ่ึงในท่ีนีหมายถึงการฆ่าเชือโรคด้วยสารเคมี เป็นการฆ่าเชือโรคท่ี
อยบู่ นพนื ผิวต่างๆ ให้ตาย หรือลดปริมาณลง หรือทา้ ใหเ้ ชือโรคหมดความสามารถในการแพรเ่ ชอื ต่อไปได้
ในการท้าความสะอาดและฆ่าเชือโรคบนพืนผิว บุคลากรผู้รับผิดชอบต้องท้าความสะอาดพืนผิวก่อน
เสมอ เพื่อให้การฆ่าเชือโรคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และก่อนการปฏิบัติการในการท้าความสะอาด
บคุ ลากรควรทราบวา่ บริเวณใดบา้ งทจี่ ะมีการทา้ ความสะอาด และวางแผนในการท้าความสะอาด ส้าหรบั พืนท่ี
ภายในอาคาร ก่อนด้าเนนิ การทา้ ความสะอาดและฆา่ เชือ ควรปิดเครอื่ งปรับอากาศ เปดิ ประตู หน้าต่าง เพื่อให้
มกี ารระบายอากาศกอ่ นแล้วจึงด้าเนนิ การตามขันตอนการทา้ ความสะอาดและฆ่าเชือ
การเลอื กผลิตภณั ฑส์ าหรบั ทาความสะอาดและฆา่ เช้ือโรค
ผลิตภัณฑ์ท้าความสะอาด ส่วนมากประกอบด้วยสบู่ หรือสารลดแรงตึงผิว ช่วยลดจ้านวนเชือโรคบน
พืนผิว และยังช่วยลดความเส่ียงในการติดเชือบนพืนผิว การท้าความสะอาดเพียงอย่างเดียว ก็สามารถช่วย
ก้าจัดไวรัสบนพืนผิวได้ โดยไม่จ้าเป็นต้องมีการฆ่าเชือ นอกจากในกรณีท่ีพบว่ามีผู้ป่วย หรือผู้สัมผัสเสี่ยงสูงใน
บรเิ วณนันๆ แนวทางการเลือกผลิตภณั ฑ์ส้าหรับท้าความสะอาดและฆา่ เชือโรค ไดแ้ ก่
1. ผลิตภัณฑ์ส้าหรับท้าความสะอาด ได้แก่ น้าสบู่ ผงซักฟอก หรือน้ายาท้าความสะอาด/สารลดแรง
ตงึ ผวิ
32
2. ผลิตภัณฑ์ส้าหรับฆ่าเชือโรค ใช้ในกรณีพืนท่ีท่ีใช้ดูแลผู้ป่วยโรคติดเชือไวรัสโคโรนา 2019 หรือใน
บรเิ วณพนื ทเี่ ส่ียงสงู มแี นวทางการเลอื กใช้น้ายาฆา่ เชอื คอื
2.1 กรณีต้องการฆ่าเชือโรคบนอุปกรณ์ เคร่ืองใช้ แนะน้าให้ใช้แอลกอฮอล์ 70% หรือ
ไฮโดรเจนเปอรอ์ อกไซด์ 0.5% ในการเชด็ เพื่อฆ่าเชือโรค
2.2 กรณีต้องการฆ่าเชือบนพนื ที่ขนาดใหญ่ เชน่ พนื ห้อง แนะน้าใหใ้ ช้ผลิตภัณฑ์ท่ีมสี ว่ นผสม
ของโซเดียมไฮโปคลอไรท์ (น้ายาฟอกขาว) โดยอาจพิจารณาความเข้มข้นของน้ายาฆ่าเชือตามลักษณะของ
พืนผิว ดงั นี
1) พืนผิวทั่วไป ใช้น้ายาฆ่าเชือโซเดียมไฮโปคลอไรท์ ความเข้มข้น 0.05 % หรือ
เทา่ กับ 500 ppm หรอื ใช้นา้ ยาฟอกขาวเจอื จาง 1 สว่ น ในนา้ 99 สว่ น
2) พืนผิวท่ีมีน้ามูก น้าลาย เสมหะ สารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น ห้องสุขา โถส้วม ใช้
น้ายาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 0.5 % หรือน้ายาฆ่าเชือโซเดียมไฮโปคลอไรท์ ความเข้มข้น 0.5 % หรือ 5000
ppm. contact time 15 นาที โดยผสมนา้ ยาฟอกขาว 1 ส่วนในนา้ 9 สว่ น
ขัน้ ตอนการทาความสะอาดและฆา่ เชอื้ โรคบนพนื้ ผิว
บุคลากร ควรตรวจสอบพืนผิวบริเวณที่จะท้าความสะอาด หากพืนผิวมีความสกปรก ควรท้าความ
สะอาดเบอื งตน้ กอ่ นทจี่ ะทา้ การฆ่าเชือโรค และมีขันตอนการทา้ ความสะอาดและฆา่ เชือโรค ดังนี
1. การเตรยี มวสั ดุอุปกรณ์ มรี ายละเอยี ด ดังนี
1.1 อุปกรณ์ท้าความสะอาดและฆ่าเชือโรค ได้แก่ อุปกรณ์ส้าหรับตวง ถุงขยะ ถังน้า ไม้ถูพืน
และผ้าสา้ หรับเชด็ ท้าความสะอาด
1.2 อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ได้แก่ ถุงมือยาวแบบหนา (ถุงมือแม่บ้าน) ชุดกันเปื้อนแขน
ยาวพลาสติกชนิดใช้แล้วทิง/น้ากลับมาใช้ซ้า แว่นป้องกันตา หรือเคร่ืองป้องกันใบหน้า หน้ากากอนามัยทาง
การแพทย์ และรองเทา้ บู้ท
1.3 ผลิตภณั ฑท์ ้าความสะอาดและฆ่าเชือโรคท่ีพืนผิว ได้แก่ ผงซักฟอก โซเดยี มไฮโปคลอไรท์
น้ายาฟอกขาว แอลกอฮอล์ และตอ้ งตรวจสอบว่าน้ายาฆา่ เชือหมดอายหุ รือไม่ ทงั นีการเลอื กใชผ้ ลติ ภัณฑ์ชนิด
ใดนนั ขนึ กบั พืนผิวของวสั ดุทีจ่ ะฆ่าเชือนนั ๆ เช่น โลหะ หนัง พลาสติก เป็นตน้
2. การเตรียมสารท้าความสะอาดและฆ่าเชือโรค บุคลากรที่มีหน้าท่ีต้องมีความรู้เกี่ยวกับความเข้มขน้
ของน้ายาฆ่าเชือที่ต้องใช้ วิธีการผสม และต้องมีการสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสมก่อนผสมน้ายา
ฆา่ เชือทุกครงั
3. การทา้ ความสะอาดและฆ่าเชือบรเิ วณพืนผวิ
3.1 สวมอปุ กรณ์ปอ้ งกันส่วนบคุ คลทุกครังกอ่ นการท้าความสะอาดและฆา่ เชอื โรค
3.2 เปดิ ประตู /หน้าต่างขณะท้าความสะอาด เพ่ือให้มีการระบายอากาศที่ดี
3.3 การท้าความสะอาดควรเริ่มจากจุดที่มีความสกปรกน้อย (จุดท่ีสะอาดท่ีสุด) ไปยังจุดท่ี
สกปรกมากท่ีสุด และท้าความสะอาดจากระดับบนมายังระดับชันล่าง เนื่องจากฝุ่นหรือส่ิงสกปรกจะตกลงบน
พืน และช่วยใหก้ ารท้าความสะอาดเปน็ ระบบ ไม่หลงลืมจุดต่างๆ และเร่ิมถูพืนจากมุมหนง่ึ ไปยังอีกมุมหนงึ่ ไม่
ซ้ารอยเดมิ แลว้ จงึ ท้าการฆา่ เชือท่พี นื ดว้ ยนา้ ยาฆ่าเชอื ทเี่ ตรียมไว้
3.4 เก็บกวาดส่ิงสกปรกออกก่อน เช่น ใช้แปรงขัดถูหรือขัด/เช็ดคราบสกปรกออกก่อน แล้ว
จงึ ทา้ ความสะอาดพืนผิวดว้ ยน้ายาท้าความสะอาดทใี่ ช้อยู่ หรอื ใชน้ ้าผสมสบู่ หรือผงซกั ฟอกเช็ดถพู ืนผิว
3.5 ท้าความสะอาดและฆ่าเชือโรคท่ัวทังบริเวณ และเน้นบริเวณที่มีการสัมผัสหรือใช้งาน
ร่วมกันบ่อยๆ เช่น ลูกบิดประตู ปุ่มกดลิฟท์ แป้นพิมพ์ ซ่ึงมักเป็นพืนผิวขนาดเล็ก โดยการน้าผ้าสา้ หรบั เชด็ ท้า
33
ความสะอาดชุบน้ายาโซเดียมไฮโปคลอไรท์ 0.5% หรือแอลกอฮอล์ 70% ท่ีเตรียมไว้ เช็ดท้าความสะอาดและ
ฆา่ เชอื และหลีกเลย่ี งการสรา้ งละอองในระหวา่ งการท้าความสะอาด
3.6 ส้าหรับสภาพแวดล้อมที่เป็นวัสดุผ้าท่ีอาจปนเปื้อนด้วยเชือไวรัสโคโรนา 2019 เช่น
เสือผ้า ผ้าม่าน ผ้าปูที่นอน ควรท้าความสะอาดก่อนน้ากลับมาใช้ใหม่ โดยซักด้วยผงซักฟอก และใช้น้าที่
อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส
3.7 งดการใช้สเปรย์ฉีดพ่น เนื่องจากการฉีดพ่นสารเคมีไม่สามารถขจัดสารอินทรีย์ที่อยู่บน
พืนผิวซึ่งเป็นตัวขัดขวางการฆ่าเชือ นอกจากนี การฉีดพ่นจะมีความเส่ียงและมีผลต่อสุขภาพของผู้ฉีดพ่นเอง
หรือผทู้ ีอ่ ยู่ในบริเวณนนั เช่น อาจทา้ ใหเ้ กดิ อาการระคายเคืองดวงตา และผิวหนัง รวมทังมผี ลต่อระบบทางเดิน
หายใจ จงึ แนะน้าให้ใชผ้ ้าชบุ น้ายาฆ่าเชือเช็ดพืนผิว จะมีประสทิ ธิภาพมากกว่า
3.8 ส้าหรับพืนท่ีภายนอกอาคาร เช่น ถนน ทางเดิน เป็นสถานที่กว้าง องค์การอนามัยโลก
แนะน้าว่าไม่ให้ใช้วิธีการสเปรย์ฉีดพ่น หรือการรมควันเพ่ือฆ่าเชือไวรัสโคโรนา 2019 เช่นกัน เน่ืองจากสารฆ่า
เชอื จะถกู ทา้ ลายดว้ ยสิง่ สกปรก และเป็นไปไม่ไดท้ ่ีจะทา้ ความสะอาดและขจดั อนิ ทรยี ์วัตถุออกไดห้ มดจากพืนที่
ดังกล่าว และสารฆ่าเชือจะไม่มีประสิทธิภาพในการท้าลายเชือเมื่อฉีดพ่นลงบนพืนผิวที่มีรูพรุน เช่น ทางเดิน
เท้า ฯลฯ นอกจากนี ถนนและทางเดิน ยังไม่เป็นแหลง่ แพร่เชือไวรัสโคโรนา 2019 อีกด้วย และการฉีดพ่นจะ
มคี วามเสย่ี งและมีผลตอ่ สุขภาพเช่นเดยี วกัน
การสวม PPE ในการทาความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค
บุคลากร ที่มีหน้าท่ีในการท้าความสะอาดและฆ่าเชือโรค ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล
(Personal Protective Equipment; PPE) อยา่ งเหมาะสมขณะท้าความสะอาดพนื ผวิ ไดแ้ ก่
1. ควรสวมถุงมือยาวแบบหนา (ถุงมือแม่บ้าน) ชุดกันเปื้อนแขนยาวพลาสติกชนิดใช้แล้วทิง แว่น
ปอ้ งกนั ตา หรือเครอื่ งปอ้ งกนั ใบน้า หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ และรองเทา้ บู้ท
2. ขณะท้าความสะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผสั ดวงตา จมกู และปาก
3. ควรถอดถงุ มือและทงิ ทนั ที หากชา้ รุดเสียหายมีรอยรวั่ และสมถุงมือคใู่ หม่
4. ก้าจดั และทิง PPE แบบใช้แล้วทิงหลังจากทา้ ความสะอาดเสรจ็ สิน
5. ในกรณอี ุปกรณ์ป้องกนั สว่ นบุคคลท่จี า้ เปน็ ตอ้ งนา้ กลับมาใชซ้ ้า เช่น แวน่ ปอ้ งกันตา (Goggles) ควร
ทา้ ความสะอาดและฆ่าเชือหลงั จากใช้งานแต่ละครงั ผ่ึงให้แหง้ เกบ็ ในภาชนะสะอาด
เอกสารอ้างอิง
1. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ค้าแนะน้าในการท้าความสะอาด ท้าลายและฆ่าเชือโรค ในสถานการณ์
การระบาดของโรคติดเชือไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19). 22 พฤษภาคม 2564.
2. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการท้าความสะอาดฆ่าเชือในสถานท่ีท่ีไม่ใช่สถานพยาบาล
โรคติดเชือไวรสั โคโรนา 2019. 29 กรกฎาคม 2564.
3. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. การท้าความสะอาดและฆ่าเชือพืนผิวในสิ่งแวดล้อมในสถานการณ์การ
ระบาดของโรคโควิด-19. ฉบบั ปรบั ปรุง ณ วนั ท่ี 27 กรกฎาคม 2564.
4. CDC.Cleaning and Disinfecting Your Facility .https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-
ncov/community/disinfecting-building-facility.html
34
สง่ิ ประดิษฐห์ รอื นวตกรรมใหม่ทใ่ี ช้ในการทาลายเช้ือในสิง่ แวดล้อม
1.เครือ่ งพ่น Ozone
Ozone ประกอบด้วย ออกซิเจน 3 อะตอม เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติพบในชันบรรยากาศโลกมี
หน้าท่ใี นการป้องกันรังสีUVไมใ่ ห้เข้าสู่พืนผวิ โลก Ozone ยงั สามารถก่อตัวบนผิวโลกได้เม่ือมีมลพิษทางอากาศ
เมื่อOzone เข้าสู่ปอดจะท้าปฎิกิริยาต่อสารชีวโมเลกุลส่งผลต่อการหายใจท้าให้ระคายเคือง ไอ แน่นหน้าอก
อปุ กรณท์ างการแพทย์มักจะถูกก้าหนดใหเ้ ป็น Zero Ozone
ดังนัน เคร่ืองผลิต Ozone ที่มีบางบริษัทน้ามาจ้าหน่ายเป็นประเภท Air Cleaner Device จึงไม่
แนะน้าใหน้ า้ มาใชท้ ้าลายเชอื ในสงิ่ แวดล้อม เนือ่ งจาก กา๊ ซ Ozone เป็นกา๊ ซพิษไมไ่ ด้มีไวเ้ พื่อการทา้ ลายเชือใน
อากาศและควรหลีกเลี่ยง ในกรณีเคร่ืองฟอกอากาศทั่วไปถ้าให้ปลอดภัยจากการปล่อย Ozone ต้องมี
มาตรฐาน UL 2998* ตดิ ไวท้ ีฉ่ ลากและอ้างองิ ตามมาตรฐาน ANSI/ASHRAE Standard 62.1-2019
หมายเหตุ *Underwriter Laboratory เป็นองค์กรท่ีตรวจสอบช่วยให้ข้อมูลในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์
เพ่ือท้าใหเ้ กดิ Indoor Air Quality
Reference
1.Ventilation for Acceptable Indoor Air Quality. ANSI/ASHRAE 62.1-2019
2.https://indoorairtest.com/what-is-ul2998/
2.เครอ่ื งพน่ ฆา่ เช้ือในอากาศด้วยไฮโดรเจนเปอรอ์ อกไซด์
Hydrogen peroxide เป็นของเหลวมีประสิทธิภาพสูงในการพ่นฆ่าเชือในอากาศและพืนผิววัสดุ
สิ่งของในห้อง สามารถก้าจัดการปนเปื้อนในท่อเคร่ืองปรับอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพใช้เวลาน้อยไม่มี
ผลขา้ งเคียง CDC อธิบายการทา้ งานของ Hydrogen peroxide ทา้ งานโดยผลิต hydroxyl ion ซ่ึงเปน็ อนุมูล
อิสระมีฤทธ์ิในการท้าลายโครงสร้างของเซลล์เชือโรค สามารถฆ่าเชือแบคทีเรีย ไวรัส เชือรา ได้ดี กรณีการ
ท้าลายเชือในอากาศจะแตกตัวเป็น hydroxyl ion มีประสิทธิภาพสูงในการท้าลายเชือในอากาศ ปัจจุบันการ
ใช้ Hydrogen peroxide Vapor มีใชใ้ นสถานพยาบาลเพ่อื ขจัดสิง่ ปนเป้ือนในหอ้ ง เป็นสว่ นหน่ึงของระบบการ
ท้าความสะอาด decontaminate ได้ดี เคยมกี ารศกึ ษาการปนเปื้อนในส่งิ แวดล้อม เช่น ผ้าม่านข้างเตยี งผูป้ ่วย
ใน รพ.ซึ่งเป็นแหล่งสะสมเชือโรค VRE, MRSA, C.difficile และ MDR อ่ืนๆ การใช้ Hydrogen peroxide
Vapor สามาถลดการสะสมเชอื โรคได้ 97 %
โดยสรุป การใช้ Hydrogen peroxide Vapor สามารถใช้ Decontaminate พนื ทไ่ี ด้ดมี ีประสิทธิภาพ
ในการขจัดเชือโรคในห้องแม้ในพืนที่ท่ียากจะเข้าถึงด้วยความเข้มข้นที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่ใช้ความเข้มข้นที่
30-35 %
Reference
1.https://inivos.com/blog/hydrogen-peroxide-decontamination-mode-of-action-do-
we-have-an-answer/
2. https://www.tadiran-international.com/h202-your-secret-weapon-against-harmful-airborne-
pollutants/
3. หลอดอลั ตราไวโอเลต
การใช้รังสี UV เพ่ือฆ่าเชือในอากาศจะต้องเป็นรังสี UV - C เท่านัน ไม่สามารถใช้รังสี UV - A หรือ
UV – B ในการฆ่าเชือโรคได้ ทังนี ประสิทธิภาพในการฆ่าเชือของรังสี UV จะสัมพันธ์กับความเข้มแสง UV
และระยะเวลาที่สัมผัสกับแสง UV จงึ ควรทา้ การค้านวณความเข้มของแสง UV ท่ีจะใช้และระยะเวลาท่ีอากาศ
สัมผสั กับแสง UV ใหเ้ หมาะสมกบั ขนาดพนื ท่ีห้องหรอื อัตราการไหลของอากาศ
35
การใช้งานหลอดอตั ราไวโอเลตจะแบง่ เปน็ 2 ประเภทหลัก ในปัจจบุ นั คือ
1. Upper Room UVGI คือการติดตังหลอด UV แบบหงายโคมขึนสู้เพดานห้อง เพื่อให้รังสี UV ฆ่าเชือใน
อากาศทีอ่ ยู่ดา้ นบนของห้อง โดยทร่ี งั สี UV ไมล่ งมากระทบต่อบุคคลและวัตถสุ งิ่ ของภายในห้อง
2. Closed System UVGI คือการติดตังหลอด UV ภายในระบบปิด เพ่ือฆ่าเชือในอากาศที่ไหลผ่านหลอด UV
ออกมาสัมผสั บคุ คลและวตั ถสุ ิ่งของใด ๆ เลย
6. การจัดการคุณภาพนา้ ในหนว่ ยงานพิเศษ
เพ่ือป้องกันควบคุมการแพร่กระจายเชือในหน่วยงานพิเศษท่ีอาจเป็นพืนท่ีเสี่ยงต่อการแพร่กระจาย
เชือในโรงพยาบาล ได้แก่ พืนท่ีหน่วยไตเทียม และหน่วยจ่ายกลาง ควรมีการออกแบบระบบและการจัดการ
ด้านพืนท่ี/การแบ่งโซนสะอาดและโซนสกปรกรวมถึงการจัดการคุณภาพน้าท่ีใช้ในหน่วยงานพิเศษทัง 2 แห่ง
เพ่ือให้เกดิ ความปลอดภัยกับผใู้ ห้บริการและผ้รู บั บริการ
หน่วยไตเทียม
การควบคุมป้องกันการแพร่กระจายเชือในหน่วยไตเทียม จ้าเป็นต้องมีการจัดแบ่งพืนท่ีได้แก่ ต้องมี
การจัดพืนที่ส้าหรับห้องเตรียมน้าบริสุทธิ์โดยแยกออกจากพืนที่บริการ มีการจัดห้องล้างตัวกรองที่มีการ
ระบายอากาศที่ดี แบ่งโซนหรือพืนที่สะอาดกับสกปรกแยกออกจากกัน เช่น พืนที่เก็บตัวกรองที่ล้างแล้วกับ
พืนท่ีที่ใช้ล้างตัวกรอง และต้องแยกอ่างล้างตัวกรองท่ีติดเชือแยกออกจากอ่างล้างตัวกรองไม่ติดเชือ หน่วยไต
เทียมต้องมรี ะบบควบคุมการติดเชือในหนว่ ยไตเทยี มเพ่ือปอ้ งกันการติดเชือ Vascular access หรือการตดิ เชือ
ในกระแสเลือดผ้ปู ่วย เชน่ ตอ้ งมอี า่ งล้างมือใหผ้ ู้ปว่ ยกอ่ นการฟอกเลือด
การจดั การระบบน้าบรสิ ทุ ธิท์ ใี่ ช้ในงานไตเทียม (น้า RO) มีความส้าคญั เนื่องจากตอ้ งมกี ารใชน้ ้าบริสุทธ์ิ
ในการผสมกับน้ายาไตเทียมผ่านเข้าตัวกรองเพ่ือใช้ในการแลกเปล่ียนของเสียกับเลือดผู้ป่วย ดังนันต้องมีการ
ผลิตน้าบริสุทธ์ิที่ได้มาตรฐาน ต้องแยกพืนที่ออกจากพืนท่ีให้บริการ และควรมีสัญญาจ้างบริษัทเหมาดูแลการ
ผลิตน้าบริสทุ ธิ์ รวมถึงมีการตรวจสอบอย่างสม่้าเสมอ เช่น ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพชุด RO ประจ้าทกุ วัน
ตอ้ งมกี ารอบฆ่าเชือในระบบจ่ายน้าบริสุทธ์ิอย่างน้อยทกุ 6 เดือนดว้ ยวธิ ที เ่ี หมาะสมเช่น การอบ UVC รวมถึงมี
การอบฆ่าเชือทันทีเมอื่ พบวา่ มกี ารแพรก่ ระจายเชอื ในระบบจา่ ยน้า (Bacteria > 100 cfu/ml.)
การเกบ็ ตัวอยา่ งตรวจน้าบริสทุ ธส์ิ ง่ เพาะเชือ
1.ต้องใช้ Trypticase soy agar หรือ Tryptone glucose extract เดือนละ 1 ครัง จากต้าแหน่งต้น
ทางการจ่ายนา้ บริสุทธ์ิ, ปลายทางระบบการจา่ ยนา้ บรสิ ุทธิ์, จุดทีใ่ ช้ลา้ งและเตรยี มตวั กรองเพื่อน้ากลับมาใช้
2.ต้องเก็บตัวอย่างน้าบริสุทธ์ิจากต้าแหน่งของน้า dialysate ของเคร่ืองไตเทียม 2 เคร่ือง/เดือน
หมุนเวียนจนครบทุกเครือ่ งใน 1 ปี
3.เก็บตวั อยา่ งนา้ ตรวจ Endotoxin เดือนละ 1 ครัง จากตา้ แหนง่ ในขอ้ 1 และ2
4.ส่งน้าบริสุทธ์ิตรวจหาสารปนเป้ือนทางเคมีตามมาตรฐานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
อยา่ งนอ้ ยปลี ะ 1 ครัง
การจดั การระบบน้าในหนว่ ยงานจา่ ยกลาง
การจัดการระบบน้าในหน่วยจ่ายกลางมีความสา้ คัญโดยองค์การอนามัยโลกให้ความส้าคัญกับน้าทีจ่ ะ
นา้ มาใช้ในขนั ตอนสดุ ท้ายของการลา้ งเคร่ืองมอื แพทย์(Final rinse water) โดยพิจารณาจากจา้ นวน coliform
bacteria cfu/100 ml. มีหลายวิธีในการท้าให้น้ามีคุณภาพ ได้แก่ การกรองอนุภาค (ขนาดของตัวกรอง 0.2
36
ไมครอน ) การใช้แสงอัลตร้าไวโอเลต็ การกรองแบบ RO เพอื่ ให้กระบวนการท้าลายเชือและทา้ ใหป้ ราศจาก
เชือเปน็ ไปอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ โดยเฉพาะในการลา้ งเคร่ืองมือแบบ manual ท่พี บในหลายๆโรงพยาบาลจะใช้
น้า Tap water หรือน้าประปา (Hard water) ในการล้างเครื่องมือซึ่งมีโอกาสท้าให้เครื่องมือแพทย์มีการ
ปนเปอ้ื นจากคราบสารเคมีหรือโลหะหนกั เชน่ แมกเนเซ่ียม แคลเซ่ียม และ biological parasite ในการล้าง
เครื่องมือด้วยเคร่ืองล้างอัตโนมัติ ( Automatic Washer ) ระบบน้าจะถูกก้าหนดให้ใช้ Soft water ใน
กระบวนการล้างเพ่ือลดปัญหาคราบสารเคมีติดบนเครื่องมือ รวมถงึ นา้ ท่ใี ช้ในระบบการท้าลายเชือในเคร่ืองนึ่ง
ฆ่าเชือด้วยไอน้าจะเป็นน้าที่ผ่านการท้าให้เป็นน้าบริสุทธิ์ (น้า RO) เพื่อให้กระบวนการท้าลายเชือมี
ประสิทธิภาพ เปน็ ไปตามมาตรฐาน Guideline AAMI TIR 34 : 2014/ (R) 2017 น้าประปา (Tap Water) ใช้
ในการ flushing , washing, rinsing แต่น้าที่ใช้ในการล้างครังสุดท้าย (final rinse) กับน้าที่ใช้ในระบบการ
ท้าลายเชือด้วยไอน้าต้องเป็นน้าที่ผ่านการบ้าบัดเป็นน้าบริสุทธิ์ ต้องมีระบบส้ารองน้าปะปาให้มีใช้อย่าง
เพียงพอตลอดเวลา
บรรณานุกรม
1.Water for Instrument Processing. Accessed at: htpp://www.infectioncontroltoday.com
2.คณะกรรมการตรวจรับรองมาตรฐานการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเคร่ืองไตเทียม(ตรต.) เกณฑ์และแนว
ทางการตรวจรับรองมาตรฐานการรักษาโดยการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม. ฉบับปรับปรุงปี 2557. สห
มติ รปร๊นิ ตงิ แอนพบั ลสิ ซงิ่ จ้ากัด : นนทบุร.ี
3.กองแบบแผน กรมสนับสนุนบริการ กระทรวงสาธารณสุข. แผนกจ่ายกลาง คู่มือการออกแบบอาคารและ
สภาพแวดลอ้ ม. ปี 2560.
7. ระบบประปาและการจัดการน้าเสยี
ระบบประปาของโรงพยาบาล ต้องมรี ะบบจ่ายน้าท่ีสะอาดไม่ปนเปื้อนสิ่งทีเ่ ป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่
มีการรวั่ ซึม และมแี รงดนั เพียงพอตอ่ การใชง้ าน และต้องมรี ะบบส้ารองน้าประปาทส่ี ามารถใหบ้ ริการได้ตลอด
ระยะเวลาการรักษา เช่น ส้าหรับงานบริการทันตกรรม ระบบส้ารองน้าประปาจะต้องไม่ร่ัวซึม และติดตังใน
สถานท่ีเหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนต่อคุณภาพน้าประปา เช่น ระดับฝาถังเก็บน้าใต้ดินต้องสูงกว่า
ระดับรางระบายนา้ ฝนทวั่ ไป มฝี าถงั ส้าหรับการตรวจสอบบ้ารุงรักษา ปดิ มดิ ชิดมกี ญุ แจล็อค ป้องกนั สตั ว์ แมลง
หรอื คนตก ลงไปในถงั
ระบบระบายน้าและระบบสุขาภิบาล ต้องมีระบบรวบรวมน้าทิงที่ไม่ก่อให้ก่อให้เกิดการแพร่กระจาย
หรือสะสมเชือโรคทางน้าและอากาศ มีระบบการระบายน้าฝนจากอาคาร สู่ระบบระบายน้าฝนรวมอย่าง
เหมาะสม เช่น รางระบายน้ารอบอาคาร บ่อพักระบบระบายน้าฝนด้านข้างถนน โดยมีความลาดเอียงให้
เพียงพอ ไม่ก่อให้เกิดการตกตะกอนในท่อ หรือรางระบายน้า มีตะแกรงดักขยะก่อนปล่อยออกสู่แหล่ง
สาธารณะ และไม่มีบริเวณนา้ ขงั ท่ีก่อใหเ้ กิดแหล่งเพาะพันธุย์ ุงหรือแมลง พาหะต่างๆ หรอื ก่อใหเ้ กิดอันตรายใน
การสัญจรของผใู้ ชบ้ ริการ มกี ารแยกประเภททอ่ ต่างๆ ตามระบบการใชง้ านอยา่ งชดั เจน เชน่ ทอ่ ส้วม ทอ่ น้าทิง
ท่อระบายอากาศ ท่อระบายน้าฝน ท่อระบายน้าทิงจากเคร่ืองปรับอากาศ โดยไม่มีการรั่วซึม ท่อน้าทิงจาก
ห้องปฏิบตั กิ ารควรเปน็ ท่อชนดิ พเิ ศษ ทนกรด-ด่าง
โรงพยาบาลเป็นหนึ่งในชุมชนที่เป็นแหลงก้าเนิดน้าเสีย โดยโรงพยาบาลเป็นสถานที่บริการรักษา
ผู้ป่วย ดังนัน ของเสียที่เกิดจากการให้บริการรักษาผู้ป่วยอาจมีเชือโรคปนเปื้อน รวมทังน้าเสียท่ีเกิดจากการ
37
ล้างท้าความสะอาดรา่ งกาย และอุปกรณข์ องใช้ตา่ ง ๆ ก็อาจมีเชอื โรคและสิ่งสกปรกปนเปื้อน และแพร่กระจาย
ออกส่สู งิ่ แวดล้อม
ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก้าหนดให้แหล่งก้าเนิดมลพิษจาก
โรงพยาบาลต้องบ้าบัดน้าเสียให้เป็นไปตามท่ีกฎหมายก้าหนด โดยโรงพยาบาลที่เข้าข่ายเป็นแหล่งก้าเนิด
มลพิษ หมายถึง โรงพยาบาลของทางราชการหรือสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ที่มีเตียง
ส้าหรับรบั ผปู้ ว่ ยไว้คา้ งคนื รวมกนั ทกุ ชันของอาคารหรอื กลุ่มของอาคารอาคาร ดังนี
อาคารประเภท ก ตังแต่ 30 เตยี งขึนไป
อาคารประเภท ข ตงั แต่ 10 เตียง แตไ่ ม่ถงึ 30 เตยี ง
ทังนีน้าเสียจากกิจกรรมต่างๆในโรงพยาบาลจัดว่าเป็นน้าท่ีปนเปื้อนด้วยเชือโรคและอาจมีสารเคมี
อันตราย น้าเสียจากอาคารให้บริการรักษาผู้ป่วยทุกหลังจึงต้องได้รับการบ้าบัดและผ่านการฆ่าเชือโรคก่อน
ระบายออกสู่สิ่งแวดล้อม มีระบบจัดการน้าเสียตังแต่แหล่งก้าเนิดของน้า ได้แก่ อ่าง ระบบท่อ และโรงจัดการ
นา้ เสยี ทสี่ ามารถท้าใหน้ ้าเสยี นันตกตะกอน และทา้ ลายเชือโรคก่อนปล่อยสู่แหล่งน้าธรรมชาติ น้าเสยี ที่บ้าบัด
แล้วต้องมีคุณสมบัติตามที่ก้าหนด และต้องควบคุมเชือแบคทีเรียเพ่ิมเติมก่อนปล่อยน้าออก คือ Total
Coliform Bacteria ไม่เกิน 5,000 MPN/100 ml., Fecal Coliform Bacteria ไม่เกิน 1,000 MPN/100 ml.
และ Residual Chlorine ควรอยู่ระหว่าง 0.2-1.0 mg/l. as Cl2
ขอ้ กาหนดด้านสง่ิ แวดล้อมในโรงพยาบาล
1.โรงพยาบาลตอ้ งจดั ให้มีระบบบา้ บัดน้าเสียที่มีประสิทธภิ าพตามมาตรฐาน สา้ หรับวัตถุประสงค์ในการจัดการ
และบา้ บดั น้าเสยี โดยทวั่ ไปดงั นี
1.1) เพอื่ ทา้ ลายสารพิษและจุลินทรียท์ ีท่ า้ ใหเ้ กดิ โรค
1.2) เพือ่ ปอ้ งกันการกอ่ เหตเุ ดอื ดรอ้ นร้าคาญ
1.3) เพ่ือป้องกันไม่ใหเ้ กดิ ภาวะมลพิษ
1.4) เพ่ือเปล่ยี นสภาพของเสียในน้าเสยี ใหส้ ามารถน้ากลับมาใชป้ ระโยชนไ์ ด้
2. โรงพยาบาลตอ้ งจัดใหม้ ผี รู้ ับผดิ ชอบดูแลระบบการจัดการน้าเสีย อย่างน้อย 1 คน ซ่ึงมวี ฒุ ิการศึกษาปริญญา
ตรีสาขาวิทยาศาสตร์ (ด้านสาธารณสุข สุขาภิบาล ชีววิทยา วิทยาศาสตร์การแพทย์) หรือ วิศวกรรมศาสตร์
(ดา้ นสขุ าภิบาล ส่งิ แวดลอ้ ม เคร่อื งกล) เปน็ ผ้รู ับผิดชอบดูแลระบบการจัดการน้าเสยี
3. โรงพยาบาลต้องจัดให้มีข้อมูลเบืองต้นของระบบบ้าบัดน้าเสีย เช่น ชนิด ขนาด อุปกรณ์ เคร่ืองจักร แบบ
แปลนของระบบ เป็นต้น
4. มีการบริหารจัดการปริมาณน้าทิงของโรงพยาบาลให้เกิดความสมดุลกับความสามารถของระบบบ้าบัดน้า
เสีย
5. จัดให้มีการฝึกอบรมให้กับบุคลากรซึ่งปฏิบัติงานเก่ียวกับระบบบ้าบัดน้าเสียให้มีความรู้ความเข้าใจ และ
ทกั ษะที่จา้ เป็นในการท้างานอยา่ งปลอดภยั ตามหน้าท่ีที่ได้รับ (มอบหมาย)
6. โรงพยาบาลต้องควบคุมการระบายนา้ ทิงให้เป็นไปตามมาตรฐาน
7. โรงพยาบาลตอ้ งเก็บตวั อย่างน้าท่ีผ่านการบ้าบัดแล้วตรวจวิเคราะห์เปรียบเทียบกับมาตรฐานคุณภาพน้าทงิ
และระยะเวลาในการเก็บตัวอยา่ งน้าในการตรวจวเิ คราะห์ ให้เปน็ ไปตามทีค่ ณะกรรมการควบคุมมลพษิ ก้าหนด
8. วิธีการเก็บนา้ ตวั อย่างส้าหรับวเิ คราะห์ ใหเ้ ปน็ ไปตามทค่ี ณะกรรมการควบคุมมลพิษกา้ หนด
9. ต้องจัดให้มีการซ่อมบ้ารุงหรือการซ่อมแซมระบบบ้าบัดน้าเสีย ระบบระบายน้าเสีย และอุปกรณ์ประกอบ
ตามมาตรฐานและหลักวชิ าการดา้ นวศิ วกรรม
38
10. โรงพยาบาลจะต้องจดบันทึกสถิติและข้อมูลการท้างานของระบบบ้าบัดน้าเสียตามแบบ ทส.1 ทุกวัน และ
สรุปผลการท้างานของระบบบ้าบัดน้าเสียตามแบบ ทส.2 ทุกเดือน โดยรายงานต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นภายใน
15 วนั ของเดือนถัดไป ใหเ้ ป็นไปตาม ตามมาตรา 80 แห่งพระราชบญั ญตั ิสง่ เสรมิ และรักษาคุณภาพสง่ิ แวดล้อม
แห่งชาติ พ.ศ. 2535
การจัดการน้าเสีย
โครงสร้าง
- มีระบบบา้ บดั นา้ เสยี แยกเปน็ สดั ส่วนและไม่อยู่ติดกับโรงอาหาร
- บรเิ วณโดยรอบสะอาด ไมม่ ีนา้ ขงั ไมม่ กี ลน่ิ เหม็น มีการระบายอากาศทดี่ ี
บุคลากร
- นิเทศบคุ ลากรผูม้ ีหน้าท่เี ก่ยี วข้องกับการจดั การน้าเสยี
- บันทกึ การปฏิบัตงิ าน และการตรวจสอบ
- น้าตะกอนจากระบบบ้าบัดน้าเสียไปทิงในสถานที่เหมาะสมเช่นท่ีก้าจัดมูลฝอยและปฏิกูลของ
เทศบาล
การดูแลและการควบคุมคุณภาพน้าท้ิง ให้มีการเก็บน้าทิงส่งตรวจดูคุณภาพน้าตามมาตรฐานควบคุมการ
ระบายนา้ ทงิ จากอาคารอยา่ งนอ้ ย 4 เดอื น/ครงั มีหลกั เกณฑ์ใหถ้ อื ปฏบิ ตั คิ ือ
• ความเปน็ กรดและด่าง (pH)
• ค่าบีโอดี (Biochemical Oxygen Demand; BOD) เป็นปริมาณของออกซิเจนท่ีแบคทีเรียใช้ในการ
ย่อยสลายสารอนิ ทรีย์ ใชเ้ ปน็ คา่ วดั ความสกปรกของน้า
• ปริมาณของแขง็ (Solids)
o สารแขวนลอย (Suspended Solids) ถ้ามีสารแขวนลอยมากจะบดบังแสง จะลด
ความสามารถในการสังเคราะห์แสงของพชื น้าหรือสาหร่ายลง
o ปรมิ าณตะกอนหนัก (Settleable Solids)
o สารที่ละลายได้ทังหมด (Total Dissolved Solids) ปริมาณรวมของแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ละลาย
อยใู่ นนา้
• ซัลไฟด์ (Sulfide) บ่งบอกสภาวะไร้อากาศของนา้
• ไนโตรเจน (Nitrogen) ในรูปทเี คเอน็ (TKN) เป็นคา่ แสดงความปนเปื้อนไนโตรเจนในน้า ซึง่ หากมีมาก
ไป จะท้าให้ส่ิงมีชีวิตในน้า โดยเฉพาะพืชน้า เจริญเติบโตมากไป แย่งออกซิเจน เกิดปัญหาน้าเน่าเสีย
ตามมา
• น้ามันและไขมัน (Fat, Oil and Grease) เป็นอุปสรรคต่อการสังเคราะห์แสงของส่ิงมีชีวิตในน้า และ
กีดขวางการกระจายของออกซเิ จนจากอากาศสู่น้า
ตารางเกณฑ์มาตรฐ านน้าทิงที่ผ่าน การรับร องคุณภา พโรงพยาบาล ของส ถาน พัฒน าแล ะรับ รองคุ ณภ า พ
โรงพยาบาล (พรพ) กระทรวงสาธารณสุข
รายการ หน่วย * มาตรฐานนา้ ทงิ
ความเป็นกรดและด่าง (pH) - 5-9
บี.โอ.ดี (BOD) mg./l. ไม่เกนิ 20
สารแขวนลอย (Total Suspended Solids) mg./l. ไมเ่ กนิ 30
สายที่ละลายได้ทงั หมด (Total Dissolved Solids) mg./l. ไมเ่ กนิ 500 **
39
น้ามันและไขมนั (Grease & Oil) mg./l. ไม่เกิน 20
ไมเ่ กิน 0.5
ตะกอนหนัก (Settleable Solids) mg./l. ไม่เกิน 35
ปริมาณสารไนโตรเจนทังหมด (Total Kjeldahl mg./l. as N ไมเ่ กิน 1
-
Nitrogen) ไมเ่ กิน 5,000
ไม่เกนิ 1,000
ซัลไฟด์ (Sulfide) mg./l. as H2S
คลอรนี (Chlorine) mg./l. as Cl2
Total Coliform Bacteria MPN/100ml.
Fecal Coliform Bacteria MPN/100 ml.
เกณฑ์การออกแบบของระบบบ่าบดั น่า้ เสยี (Design Criteria)
รายการ หนว่ ย น่้าเสียก่อนเข้าระบบ * มาตรฐานนา่้ ทงิ้
1. อัตราการไหล m3/day 100 100
2. ความเป็นกรดและดา่ ง (pH) - - 5-9
3. บ.ี โอ.ดี. (BOD) mg/L 250 <20
4.ส า ร แ ข ว น ล อ ย (Total mg/L - <30
Suspended Solids)
5.สารที่ละลายได้ทังหมด (Total mg/L - <500 **
Dissolved Solids)
6.น้ามันและไขมนั (Grease & Oil) mg/L - <20
7.ตะกอนหนกั (Settleable Solids) mg/L - <0.5
8.ปรมิ าณสารไนโตเจนทงั หมด mg/L as N - <35
(Total Kjeldahl Nitrogen)
9. ซลั ไฟด์ (Sulfide) mg/L.asH2S - <1
10. คลอรนี (Chlorine) mg/L.asCl2 - 0.2-1.0
11. Total Coliform Bacteria MPN/100ml - <5,000
12. Fecal Coliform Bacteria MPN/100ml - <1,000
หมายเหตุ
* อ้างอิงตาม ประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและส่ิงแวดล้อม เร่ือง ก่าหนดมาตรฐานควบคุมการ
ระบายน่้าทิ้งจากอาคารบางประเภทและบางขนาด ตามประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศ
ทว่ั ไป เล่มท่ี 111 ตอนพเิ ศษ 9 ง ลงวนั ท่ี 4 กมุ ภาพนั ธ์ 2537
** เป็นคา่ ทเี่ พิม่ ขึ้นจากน้า่ ใชอ้ ีกไมเ่ กนิ 500 mg/L
40
รูปท่ี
15 ตัวอย่าง
แผนผงั การท้างานของระบบบา้ บดั น้าเสยี จากโรงพยาบาล
การบาบัดทางกายภาพ
1. ตะแกรง ใช้ดักของแข็งแขวนลอยขนาดใหญ่ในน้าเสีย ตะแกรงเหล่านีจะขจัดของแข็งออกจากน้าเสียได้
ประมาณรอ้ ยละ 5 – 15 เปน็ การชว่ ยป้องกันมิให้เครื่องสบู น้าต้องประสบปัญหากับการอุดตัน สว่ นวสั ดุตา่ ง ๆ
ท่ตี ดิ หนา้ ตะแกรงจะตอ้ งก้าจัดออกทุกวัน โดยน้าไปเผาหรอื ขจัดรวมกบั ขยะต่อไป
2. บ่อดักไขมัน น้าเสยี จากครวั หรือห้องอาหารมีน้ามนั และไขมนั สูงมาก หากไมก่ า้ จดั ออกจะท้าใหท้ ่อระบายน้า
อุดตัน การใช้บอ่ ดักไขมันจะสามารถก้าจัดไขมันได้มากกว่าร้อยละ 60
การบาบดั ทางชีวภาพ
การบ้าบัดทางชวี ภาพใช้เพ่ือก้าจัดบีโอดีและไนโตรเจนในน้าเสยี เนื่องจากโรงพยาบาลส่วนใหญ่มีพืนที่
จ้ากัดระบบบ้าบัดน้าเสียท่ีนิยมใช้ ได้แก่ ระบบแอกติเวทเต็ดสลัดจ์ แต่ถ้าโรงพยาบาลมีพืนที่มากก็สามารถใช้
คลองวนเวยี นระบบเตมิ อากาศ/ตกตะกอน บ่อผึง สวนโรงพยาบาลขนาดเลก็ ก็อาจใช้ถงั กรองไรอ้ ากาศ
กระบวนการฆา่ เชอ้ื โรค
วิธีฆ่าเชือโรคในน้าเสียที่ผ่านการบ้าบัดแล้ว ที่นิยมกันมากที่สุด ได้แก่การใช้คลอรีน ซึ่งใช้ในรูปก๊าซ
หรือสารละลาย ข้อดีของการใช้ในรูปก๊าซ คือ เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการใช้ในรูปสายละลาย ข้อเสียคือ มี
อนั ตรายมากกว่าและตอ้ งขออนญุ าตหากมีไวค้ รอบครองจากทางราชการ
หากใช้คลอรีนต้องมีการตรวจวัดปริมาณคลอรีนอิสระ (Free chlorine) อยู่ระหว่าง 0.5-1.0 มก./ล
กรณใี ช้ระบบอ่ืน (UV, โอโซน) ตอ้ งเปิดใช้งานตลอดเวลา
41
8. การจัดการมลู ฝอยตดิ เช้อื
มลู ฝอยตดิ เชอ้ื (infectious waste) หมายถงึ มลู ฝอยทางการแพทย์ซ่ึงมเี หตุอนั ควรใหส้ งสัยว่ามี หรือ
อาจมเี ชือโรค มลู ฝอยทส่ี ัมผสั หรอื สงสยั ว่าไดส้ ัมผสั กบั เลือด สว่ นประกอบของเลือด (เช่น น้าเหลือง เม็ดเลือด
ตา่ ง ๆ ผลิตภัณฑ์ท่ีได้จากเลอื ด) สารน้าจากร่างกาย (เช่น ปสั สาวะ เสมหะ นา้ ลาย น้าเหลือง หนอง) ได้แก่
1 มลู ฝอยท่เี ป็นของเหลว หรือสารคดั หลง่ั เชน่ เลือด ส่วนประกอบของเลือด ปัสสาวะ อจุ จาระ
นา้ ไขสนั หลงั เสมหะ สารคดั หลั่งตา่ ง ๆ
2 มูลฝอยท่ีเป็นอวัยวะหรือชินส่วนของอวัยวะ เช่น ชินเนือ เนือเยื่อ อวัยวะท่ีได้จากการท้าหัตถการ
ต่างๆ มูลฝอยจากการตรวจทางห้องปฏบิ ัติการ การตรวจศพ ซากสัตว์ทดลอง รวมทังวัสดุที่สัมผสั ระหวา่ งการ
ทา้ หตั ถการและการตรวจนันๆ
3 มูลฝอยของมีคมติดเชอื ที่ใชแ้ ลว้ เช่น เข็ม ส่วนปลายแหลมคมของชดุ ให้สารน้าทางหลอดเลือดหรอื
ชุดให้เลือดและผลิตภัณฑ์ของเลือด ใบมีด หลอดแก้ว กระบอกฉีดยาชนิดแก้ว สไลด์ แผ่นกระจกปิดสไลด์
เครอ่ื งมอื ทแ่ี หลมคมต่างๆ ทใี่ ช้กับผ้ปู ว่ ยแล้ว
4 มูลฝอยจากกระบวนการเก็บและเพาะเชือ เช่น เชือ อาหารเลียงเชือ จานเลียงเชือ วัสดุอ่ืน และ
เครื่องมอื ที่ใชเ้ พาะเชือแลว้
5 มูลฝอยที่เป็นวัคซีน ท้าจากเชือโรคท่ีมีชีวิตและภาชนะบรรจุ เช่น วัคซีนป้องกันวัณโรค โปลิโอ หัด
หดั เยอรมนั คางทูม อสี กุ อใี ส ไขร้ ากสาดนอ้ ยชนดิ กิน เป็นต้น
6 มลู ฝอยตดิ เชอื อ่นื ๆ ครอบคลมุ ถงึ
- วสั ดทุ า้ จากผา้ เชน่ ส้าลี ผา้ กอ๊ ซ เสือคลมุ ผา้ ต่าง ๆ
- วัสดุท้าจากพลาสติกและยาง เช่น ถุงมือใช้ครังเดียวทิง กระบอกฉีดยาชนิดพลาสติก ปิเปตพลาสติก
ทอ่ ยาง ถงุ ใส่ปัสสาวะ ภาชนะพลาสตกิ รองรับสารคัดหล่ังและเสมหะ ถุงเลือดและผลิตภัณฑข์ องเลือด
อุปกรณ์ทใ่ี ช้กบั ผปู้ ว่ ยล้างไต
- วสั ดทุ ้าจากกระดาษ เชน่ กระดาษซบั เลือด เสือคลมุ ใช้ครงั เดยี วทิง ผ้าปดิ ปากและจมูก เป็นตน้
แนวทางปฏบิ ัติในการจดั การมลู ฝอยตดิ เช้ือ
1. การจัดเตรยี มอปุ กรณ์
1.1 มีระบบจดั หาภาชนะรองรบั มลู ฝอยแต่ละประเภท ให้เพียงพอและเหมาะสม
2. เตรยี มบคุ ลากร
2.1 มกี ารประชาสัมพันธแ์ นวทางปฏิบัติเพอื่ การบรหิ ารจดั การมูลฝอย
2.2 มกี ารอบรมให้ความรูผ้ มู้ ีหน้าที่เก็บรวบรวมและกา้ จัดมลู ฝอย
3. การเตรยี มอปุ กรณส์ าหรับมลู ฝอยติดเชื้อ
มีภาชนะที่ใช้รองรับมูลฝอยตดิ เชอื ทมี่ ีลักษณะเหมาะสม ดงั นี
3.1 ถงุ พลาสตกิ
- ท้าด้วยวัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษและเหมาะสม เช่น ถุงพลาสติกท่ีมีความทนทานต่อสารเคมี
เหนียว กันนา้ ได้
- สีของถุงใส่มูลฝอยติดเชือ จะต้องมีลักษณะเด่นชัด เช่น สีแดงสดและทึบแสง และมี
คา้ เตอื นเฉพาะ
42
- ขนาดของถุงควรมีหลายขนาดให้เลือกใช้ และมีความจุเพียงพอส้ารับบรรจุมูลฝอยติดเชือไม่
เกนิ 1วนั
3.2 กลอ่ งหรือภาชนะทีใ่ ชบ้ รรจุมูลฝอยติดเชือประเภทของมีคม เชน่ เขม็ มีด เศษแก้ว ฯลฯ
- ทา้ ดว้ ยวสั ดทุ ีแ่ ขง็ ทนทานตอ่ การแทงทะลุ เช่น พลาสติกแข็งหรอื กระดาษแข็งกันน้าได้
- ฝากลอ่ งหรือถัง สามารถปดิ ได้มิดชดิ และป้องกนั การร่ัวไหลของของเหลวภายในถงั
- สามารถยกหรอื หิวไดโ้ ดยสะดวกโดยไม่สัมผัสกบั มูลฝอยติดเชือทอ่ี ยู่ภายใน
- สีของภาชนะดังกล่าว จะต้องมีลักษณะเด่นชัดและมีค้าเตือนเฉพาะ เช่น ควรใช้สีด้าทังตัวถงั
และฝาถัง มีข้อความ "มูลฝอยติดเชืออันตราย" หรือ “ห้ามน้ากลับมาใช้อีก” หรือ “ห้าม
เปิด”
3.3 รถเขน็ สา้ หรับขนเคลอ่ื นย้ายมลู ฝอย ควรมขี อ้ ก้าหนด คอื
- เป็นรถทใ่ี ช้ขนมลู ฝอยตดิ เชือเท่านนั ห้ามน้าไปใชใ้ นกิจกรรมอ่ืน
- ท้าด้วยวัสดุท่ีท้าความสะอาดง่าย ผิวเรียบ ไม่มีซอกมุมอันจะเป็นแหล่งหมักหมมของเชือ
โรค และมีช่องระบายนา้
- มีผนงั ทบึ และมีฝาปิด เพ่ือปอ้ งกันสัตว์และแมลงเข้าไปในรถ
- ในกรณไี ม่มีรถเขน็ ตามคุณสมบัติที่กา้ หนดไว้ ให้ใสถ่ ุงมลู ฝอยในภาชนะมฝี าปดิ มิดชิดก่อนวาง
บนรถเข็น
3.4 เรือนพกั มลู ฝอยติดเชือมลี กั ษณะ ดังนี
- อาคารมดิ ชดิ แยกจากอาคารอื่น อยู่ในตา้ แหนง่ ที่สามารถเคลื่อนย้ายมลู ฝอยไดส้ ะดวก ไม่อยู่
ในบริเวณท่ีผู้คนสัญจรไปมา
- ติดป้ายบอกรายละเอยี ดสา้ หรับเรอื นพกั มลู ฝอย
- มกี ารติดตงั ดวงไฟใหแ้ สงสวา่ ง
- ขนาดเพียงพอที่จะรวบรวมมูลฝอยได้อย่างน้อย 2 วัน ในกรณีจ้าเป็นต้องเก็บกักนานเกิน
7 วนั ต้องเป็นเรือนพักทีม่ ีเครื่องปรับอากาศ
- มีระบบระบายอากาศที่ดี ไม่มีกล่ิน ไม่อับชืน หรือร้อนจนเกินไป มีมุ้งลวดกันแมลงและสัตว์
เขา้
- ประตูเข้าออกแยกจากกัน ช่องใต้หลังคามีมุ้งลวดกันแมลงเข้า ประตูกว้างพอให้สะดวก
ส้าหรับการปฏบิ ตั ิงานและปดิ อยเู่ สมอ และมกี ญุ แจลอ็ คเม่ือปฏิบัติงานเสรจ็
- ผนัง พืน มีลักษณะเรียบ มีระบบระบายนา้ ลงสู่ระบบบา้ บัดน้าเสยี
- มีลานส้าหรับล้างรถเขน็ อยตู่ ิดกบั ประตทู างออก
4. การเกบ็ และการแยกมลู ฝอย
4.1 เก็บและแยกมูลฝอยตามประเภทของมลู ฝอย
4.2 การเก็บแยกให้กระท้าตรงแหล่งเกิดของมูลฝอย ห้ามเก็บรวมและน้ามาแยกภายหลัง
เพราะอาจทา้ ให้เชอื แพรก่ ระจายได้ มีหลกั เกณฑ์ให้ถอื ปฏิบตั ิคือ
4.3 การเก็บมูลฝอยในถุงไม่ควรให้มีปริมาณหรือน้าหนักมากจนท้าให้ถุงขาดทะลุหรือมัดถุง
ไมไ่ ด้
4.4 เมื่อบรรจุมูลฝอยไดป้ ระมาณสามในสี่ของถุงแล้ว ให้มัดปากถุงให้แนน่ ดว้ ยเชือกแล้ววางไว้ที่มุมใด
มมุ หน่ึงของห้อง เพื่อรอการขนย้าย
43
4.5 มูลฝอยที่เป็นของเหลวหรือสารคัดหล่ังต่างๆ ให้เทส่วนที่เป็นของเหลวทิงในอ่างที่หน่วยงาน
กา้ หนด ซ่ึงมที ่อระบายไหลไปสูโ่ รงบ้าบดั น้าเสีย ราดน้าตามใหอ้ ่างสะอาด
4.6 มูลฝอยท่ีเป็นอวัยวะหรือชินส่วนของอวัยวะ ทิงในภาชนะรองรับที่ท้าจากวัสดุแข็งแรง มีฝาปิด
มิดชดิ ใชเ้ ท้าเหยยี บส้าหรบั ปิดเปดิ หากเป็นชินส่วนที่มีขนาดใหญ่ หรอื อวยั วะ ไดแ้ ก่ แขน ขา ซึ่ง
ไม่ตอ้ งการส่งตรวจทางพยาธวิ ทิ ยาใหห้ ่ออย่างมดิ ชดิ ก่อน จากนันใสห่ รือหอ่ ดว้ ยถงุ มลู ฝอยตดิ เชือ
4.7 มูลฝอยมีคมติดเชือ ทิงในภาชนะรองรับที่ท้าจาก วัสดุแข็งแรงทนต่อการแทงทะลุ มีฝาปิดมิดชิด
ติดปา้ ย "ของมีคมติดเชือ" เหน็ ได้ชดั เจน
4.8 มูลฝอยจากกระบวนการเก็บและเพาะเชือ ทิงในภาชนะรองรับท่ีท้าจากวัสดุแข็งแรง มีฝาปิด
มิดชิดชนิดใช้เท้าเหยียบส้าหรับปิดเปิด กรณีเป็นมูลฝอยท่ีได้ผ่านกระบวนการท้าลายเชือด้วย
ความร้อน สามารถทิงในมลู ฝอยท่ัวไปได้
4.9 มูลฝอยติดเชืออ่ืนๆ ทิงในภาชนะรองรับที่ท้าจากวัสดุแข็งแรง มีฝาปิดมิดชิด ชนิดใช้เท้าเหยียบ
สา้ หรบั ปิดเปดิ
5. การเคลอ่ื นยา้ ยและการเกบ็ รวบรวม
5.1 บคุ ลากรท่ีปฏิบตั หิ นา้ ท่ีต้องสวมถุงมือยางหนา หมวกหรือผ้าคลุมผม ผ้าปดิ ปาก-จมกู ผ้ากนั เปื้อน
และรองเทา้ บู๊ทท้าดว้ ยยางตลอดเวลาท่ปี ฏบิ ัตงิ าน
5.2 ตรวจดูถุงมูลฝอยก่อนเคลอ่ื นย้ายวา่ ถงุ ไมร่ ัว่ คอถุงผูกเชอื กเรียบร้อย ยกและวางอย่างนุม่ นวล โดย
จับตรงคอถงุ ไมใ่ หอ้ ุ้มถุง ไมโ่ ยน หรอื ลากถุงมลู ฝอย
5.3 กรณีมีมูลฝอยตกหลน่ ใชค้ ีมเหล็กคีบ หรอื หยบิ ดว้ ยมอื ท่ใี สถ่ ุงมือยางหนา เก็บใส่ถงุ มลู ฝอยติดเชือ
อีกใบ หากมีสารน้าให้ซับด้วยกระดาษแล้วทิงกระดาษลงถุงมูลฝอยติดเชือ แล้วจึงราดด้วยน้ายา
ท้าลายเชือก่อนเช็ดถูตามปกติ
5.4 เคลื่อนยา้ ยมลู ฝอยติดเชือด้วยความระมัดระวงั ตามเวลาทีก่ ้าหนด โดยมเี ส้นทางทีแ่ นน่ อน
5.5 ระหว่างเคลือ่ นย้ายมูลฝอยไปยงั สถานที่เกบ็ กัก หา้ มแวะหรือพกั ทใ่ี ด
5.6 เมื่อเสรจ็ ภารกจิ ในแต่ละวนั ใหล้ ้างรถขนขยะใหส้ ะอาดและผง่ึ ให้แห้ง
5.7 เมอ่ื เสร็จสินภารกิจให้ถอดถงุ มอื และชดุ ปฏิบัตกิ าร และน้าไปท้าลายเชอื อยา่ งถูกวิธี
5.8 อาบน้าทันที หลังเสรจ็ สินภารกจิ ประจ้าวัน
6. การกาจัดมลู ฝอยตดิ เชื้อ
6.1 เผาหรือนา้ ไปทา้ ใหป้ ราศจากเชือ โดยการอบไอนา้ ร้อนแลว้ ก้าจัดเหมือนมูลฝอยท่วั ไป
6.2 การกา้ จดั รก ใหท้ งิ ในบอ่ เกรอะหรอื ฝงั ในบริเวณท่ีโรงพยาบาลจัดเตรยี ม หรือนา้ ไปเผา
อา้ งองิ
สถาบันบ้าราศนราดูร. (2563). แนวปฏิบัติเพื่อป้องกันและควบคุมการติดเชือในโรงพยาบาล.
กรุงเทพฯ: สา้ นกั พมิ พ์อกั ษรกราฟฟิคแอนด์ดไี ซด์
.
44
กจิ กรรมที่ 3
แนวปฏบิ ตั ใิ นการป้องกนั การแพร่กระจายเชอ้ื
โรคติดเชอ้ื อบุ ัตใิ หมร่ ะบบทางเดินหายใจในโรงพยาบาล
โรคติดเชืออุบัติใหม่ (Emerging Infectious Diseases) หมายถึง โรคซ่ึงเกิดจากเชือโรคที่ไม่เคยพบ
มาก่อนหรอื โรคทเ่ี กดิ ขนึ ใหม่ในพืนที่ใดพนื ทหี่ นึ่งหรือโรคที่เพ่ิงจะแพรร่ ะบาดไปยังพนื ท่ีอ่ืนและยังรวมถึงโรคติด
เชือท่ีเคยควบคุมไดด้ ้วยยาปฏิชวี นะแต่เกิดการดือยา
องค์การอนามัยโลกให้นิยามโรคติดเชืออุบัติใหม่วา่ เป็นโรคติดต่อที่พบอุบัติการณ์เพิ่มสูงขึนมากหรือ
มแี นวโนม้ ที่จะเพิ่มขึนในอนาคตอันใกล้ แบ่งออกไดเ้ ป็น 5 กล่มุ คอื
1. โรคตดิ ตอ่ ที่เกิดจากเชือชนดิ ่ใหม่ (new infectious diseases)
2. โรคติดตอ่ ท่ี่พบในพืนท่ใ่ี หม่ (new geographical areas) เป็นโรคท่เี กดิ ขึนในประเทศหน่ึงแลว้
แพร่กระจายไปยงั ประเทศอ่ืน ๆ หรือแพร่กระจายข้ามทวปี
3. โรคติดต่ออุบัติซา้ (Re-emerging infectious diseases) เปน็ โรคตดิ ต่อ่ทเี่ คยระบาดในอดีต
และ
สงบไปนานแลว้ แตก่ ลับมาระบาดอีก
4. เชือดือยา (Antimicrobial resistant organism)
5. อาวุธชีวภาพ (Deliberate use of bio-weapons) ใช้เชือโรคในการก่ออาชญากรรมหรือใช้
ใน
การกระท้าท่ผ่ี ิดกฎหมาย ก่อความเดือดร้อนต่อประชาชน
โรงพยาบาลควรมีการด้าเนินการในการป้องกันการแพร่กระจายเชือโรคอุบัติใหม่อย่างมี
ประสิทธภิ าพ
และมีการเตรียมความพร้อมในการป้องกันโรคติดเชืออุบัติใหม่ โดยเฉพาะอย่างย่ิงโรคติดเชืออุบัติใหม่ระบบ
ทาง เดนิ หายใจ เน่ืองจากโรคสามารถแพร่กระจายไดง้ ่ายและรวดเร็ว
การเตรยี มความพร้อมของโรงพยาบาลเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชอื ในสถานการณ์การระบาด
ของโรคตดิ เชืออุบัติใหม่ มีดังนี
ระบบบรหิ ารจดั การ การเตรียมความพร้อมด้านบคุ ลากร สถานที่ เวชภณั ฑแ์ ละอุปกรณ์ท่จี า้ เปน็ ระบบบริหาร
จดั การ
- ก้าหนดนโยบายในการจัดการโรคตดิ เชืออบุ ตั ใิ หม่
- จัดเตรียมแผนและฝึกซ้อมแผนปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์การระบาด
ของ
โรคตดิ เชอื อุบตั ิใหมอ่ ย่างสม่า้ เสมอ
- มอบหมายให้มีหน่วยงานหรือคณะท้างานที่รบั ผิดชอบการบรหิ ารจัดการโรคตดิ เชอื อบุ ัติใหม่ใน
โรงพยาบาล เพอื่ ให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณไ์ ด้อย่างทันท่วงที
- มรี ะบบการสง่ั การอยา่ งชัดเจนเมอ่ื เกิดการระบาด
45
- จัดให้มีทีมบุคลากรระดับปฏิบัติการที่รับผิดชอบในการจัดการโรคติดเชืออุบัติใหม่ที่ได้รับการ
เตรียมความพรอ้ มด้านขอ้ มูล ความรแู้ ละทักษะทจ่ี า้ เปน็ ในการปฏบิ ัติงาน
- จดั เตรยี มอัตราก้าลงั อัตราก้าลังเสรมิ และอตั รากา้ ลงั ทดแทนในการดูแลผปู้ ่วย/ผู้สงสัยโรคติดเชือ
อบุ ตั ิใหม่ เป็นลายลกั ษณอ์ ักษร ควรมกี ารการจัดอัตรากา้ ลงั ให้มีอย่างนอ้ ย 2 ทมี ทีแ่ ยกกัน
- ส่ือสารให้บุคลากรทุกระดับของโรงพยาบาลและหน่วยงานภายนอกท่ีเกี่ยวข้องทราบเกี่ยวกับ
สถานการณ์การเกิดโรค คา้ แนะนา้ การปฏบิ ตั ใิ นการป้องกนั โรคเบอื งตน้ ตลอดจนการส่อื สารกับชุมชน
- เตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพของห้องปฏิบัติการทางจุลชีววิทยาตามมาตรฐานของ
กระทรวงสาธารณสขุ เพือ่ ให้สามารถวินจิ ฉยั เชือกอ่ โรคได้อย่างรวดเรว็
- มรี ะบบการบริหารจัดการในการส่งตอ่ ผ้ปู ่วย
- มรี ะบบการประสานงานระหวา่ งผู้มอี ้านาจสง่ั การกบั หน่วยปฏบิ ัตกิ ารท่ีเกีย่ วข้อง
- มฐี านข้อมูลผู้เช่ยี วชาญ เพือ่ ขอรับค้าปรกึ ษา
- มีการจัดท้าแนวทาง/คู่มือการปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยโรคติดเชืออุบัติใหม่และการป้องกันการ
แพร่กระจายเชือในโรงพยาบาล และเผยแพร่แกบ่ คุ ลากรของโรงพยาบาล
- มแี นวทางการบริหารจัดการเวชภณั ฑแ์ ละวสั ดอุ ุปกรณ์ท่จี า้ เป็นในสถานการณ์ระดบั ตา่ งๆ
- มกี ารติดตาม กา้ กับดแู ลและประเมนิ การปฏบิ ตั ิตามนโยบายและแนวปฏบิ ตั ขิ องบคุ ลากร
- สนบั สนุนสิ่งท่ีจา้ เปน็ ให้เพยี งพอกบั ความต้องการ เพ่ือให้บุคลากรสามารถปฏบิ ัตงิ านได้อยา่ งมี
ประสทิ ธภิ าพ
- พัฒนาระบบเฝ้าระวังการติดเชอื โรคติดเชืออบุ ัติใหม่ในบคุ ลากร
1.1 บุคลากร
- ให้ความร้แู กบ่ คุ ลากรทเี่ ก่ียวขอ้ งทุกหนว่ ยงาน ทุกระดับอยา่ งครอบคลุม เป็นระยะและสม่า้ เสมอ
ความรทู้ ่ีควรใหแ้ กบ่ ุคลากรประกอบดว้ ย
- ความรูเ้ กี่ยวกบั โรคตดิ เชอื อบุ ัติใหม่ เชอื ก่อโรค
- อาการและอาการแสดงของผู้ปว่ ย
- หนทางการแพรก่ ระจายเชือ (Disease transmission routes)
- การป้องกันการแพร่กระจายเชอื (Isolation precautions) ประกอบด้วย การใชอ้ ปุ กรณ์
ป้องกันรา่ งกายสว่ นบุคคล การท้าความสะอาดมอื การคดั กรองและแยกผปู้ ่วย/ผตู้ ดิ เชือ (Screening/triaging
of patients for communicable diseases)
- การสังเกตอาการผดิ ปกติของตนเอง (Self-screening for illness)
- นโยบายและแนวปฏบิ ตั ิในการปอ้ งกันการตดิ เชือ (Plan policies and procedures
related to infection prevention)
- การจัดการอุปกรณ์ที่ใช้กบั ผปู้ ่วย (Handling contaminated items)
- การเก็บตวั อยา่ งส่ิงส่งตรวจ (Obtaining and handling patient specimen)
- การทา้ ความสะอาดและการท้าลายเชอื สง่ิ แวดล้อม (Environmental cleaning/
disinfection)
- การท้าลายเชอื และการท้าให้อปุ กรณ์การแพทยป์ ราศจากเชอื (Disinfection and
sterilization of medical equipment)
- การจดั การมูลฝอยตดิ เชือ (Waste management procedures)
- การจัดการศพผ้ปู ่วยโรคตดิ เชืออบุ ัติใหมท่ ี่เสียชีวิต (Postmortem care)
46
- การสรา้ งเสรมิ ภมู คิ ุ้มกันโรค (Vaccination)
- บคุ ลากรได้รบั วคั ซนี ปอ้ งกันไข้หวัดใหญ่และโรคติดเชืออื่น ๆ ครบถ้วนตามมาตรการท่ีกระทรวง
สาธารณสขุ ก้าหนด
- ฝึกปฏบิ ตั ิบคุ ลากรท่ีจะทา้ หนา้ ทใี่ นการดูแลผู้ปว่ ยหรอื ผ้สู งสัยว่าปว่ ยดว้ ยโรคตดิ เชอื อบุ ัตใิ หม่
- เสริมสร้างขวัญและก้าลังใจแก่บุคลากร โดยการจัดสวัสดิการต่าง ๆ ให้ เช่น ค่าตอบแทน จัด
อาหารใหร้ ะหวา่ งปฏบิ ตั ิงาน
- บคุ ลากรท่ีมีลักษณะตอ่ ไปนี ไม่ควรให้การดแู ลผูป้ ว่ ยหรอื ผทู้ ี่สงสัยป่วยด้วยโรคตดิ เชืออุบตั ิใหม่
- ปว่ ยด้วยระบบทางเดินหายใจเฉียบพลนั หรือเรือรัง
- ตังครรภ์
- Cardiovascular disease ได้แก่ congenital valvular disease, rheumatic valvular
disease, ischemic heart disease, congestive heart failure
- Malignancy
- Renal failure
- ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ได้แก่ ติดเชือเอชไอวีในระยะที่ยังไม่ได้รับการรักษาหรือเป็นโรคเอดส์
ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ทังนีควรจัดให้บุคลากรดังกล่าวปฏิบัติงานที่ไม่สัมผสั กับผู้ป่วยสงสัยติดเชือระบบทางเดิน
หายใจเฉยี บพลนั
1.2 สถานท่ี
- จัดสถานท่ที เี่ หมาะสมในการดูแลผูป้ ่วยโรคตดิ เชืออุบตั ใิ หม่ โดยสง่ ผลกระทบตอ่ การบรกิ ารผปู้ ว่ ย
ทัว่ ไปนอ้ ยท่สี ดุ
- จัดสถานที่คดั กรองผู้ป่วยท่ีเปน็ สัดส่วน
- จัดสถานท่สี า้ หรับเกบ็ และตรวจสิ่งสง่ ตรวจทีเ่ ปน็ สัดสว่ นสา้ หรับส่งิ สง่ ตรวจทีเ่ ปน็ อนั ตราย
- จัดเตรียมหอ้ งแยกโรคสา้ หรับผปู้ ว่ ย/ผสู้ งสยั โรคติดเชอื อบุ ตั ิใหม่ระบบทางเดนิ หายใจ
- ก้าหนดเส้นทางสัญจรผู้ป่วย/ผู้สงสยั โรคติดเชอื อบุ ัตใิ หม่ระบบทางเดินหายใจ
- จดั เตรยี มพืนท่สี ้าหรับรองรับผปู้ ว่ ยจา้ นวนมากในสถานการณก์ ารระบาดใหญ่
- แยกสถานที่ตรวจผู้ป่วย/ผู้สงสัยโรคติดเชืออุบัติใหม่ระบบทางเดินหายใจ ออกจากสถานที่ตรวจ
ผู้ป่วยอื่น สะดวกในการเคล่ือนย้ายผู้ป่วยและสามารถเคล่ือนย้ายเครื่องเอกซเรย์เคล่ือนที่เข้ามาถึงได้โดยง่าย
โดยจัดระบบเป็น one stop service ในพืนที่เดียวกัน ตังแต่ท้าบัตร การคัดกรอง การตรวจรักษา การให้สุข
ศกึ ษา การรบั ยา รวมทงั สถานทดี่ ูแลผปู้ ่วยกอ่ นรบั ไวเ้ ป็นผปู้ ว่ ยใน
- มีระบบการแยกผู้ปว่ ยท่ีสอดคล้องกบั วถิ ีทางการแพรเ่ ชือของโรคติดเชืออุบตั ใิ หมแ่ ตล่ ะชนดิ
- จัดระบบการตรวจรักษาผู้ป่วย โดยค้านึงถึงความรุนแรงของอาการ ควรจัดแยกพืนที่ส้าหรับผู้ป่วย
อาการหนกั จากผปู้ ่วยทีม่ ีอาการเพียงเล็กน้อย ผปู้ ่วยท่มี อี าการหนักมากหรือรุนแรงต้องให้ได้รับการดูแลรักษาก่อน
หอผปู้ ่วยในสาหรับผู้ปว่ ยดว้ ยโรคตดิ เช้อื ระบบทางเดนิ หายใจเฉียบพลนั
- จัดหอผปู้ ว่ ยแยกจากหอผปู้ ่วยอื่น
- ในกรณมี ีผ้ปู ว่ ยจา้ นวนน้อย ควรจัดใหผ้ ู้ป่วยอยู่ในห้องแยกเดย่ี วทม่ี ีห้องน้าอยภู่ ายในห้องและปดิ
ประตตู ลอดเวลา และมีระบบการหมุนเวยี นอากาศทไ่ี ด้มาตรฐาน
- ในกรณมี ผี ู้ป่วยจ้านวนมาก ใหผ้ ปู้ ว่ ยทไี่ ด้รับการวินจิ ฉยั แล้วว่าเป็นผูป้ ่วยสงสัยตดิ เชือระบบทางเดนิ
47
หายใจเฉยี บพลันอยูร่ วมกันในหอผู้ป่วยรวมแยกโรค (cohort ward)
ลกั ษณะของหอผูป้ ว่ ยรวมแยกโรค (cohort ward)
- มกี ารระบายอากาศท่ดี ี
- พนื ผวิ เรียบท้าความสะอาดง่าย
- มีอา่ งลา้ งมอื และหอ้ งน้าแยก
- มีถงั มลู ฝอยติดเชอื
- มแี อลกอฮอล์ท้าความสะอาดมือทุกเตียง
- ระยะห่างระหวา่ งเตยี ง 1-2 เมตร อาจมีมา่ นกนั ระหว่างเตียง ซึ่งทา้ จากวัสดทุ ี่ทา้ ความสะอาดงา่ ย
- มพี ืนทแ่ี ละอุปกรณ์เพียงพอในการดูแลผู้ป่วยโรคติดเชือระบบทางเดนิ หายใจและผ้ปู ่วยวิกฤต
- มพี นื ท่สี ้าหรบั ถอดอุปกรณ์ปอ้ งกันท่ปี นเปอ้ื น ซ่งึ ควรอยใู่ กล้ประตูหอ้ งผปู้ ว่ ย
- สถานที่ท้างานของพยาบาลควรอยนู่ อกห้องผู้ป่วย แต่ต้องสามารถสงั เกตอาการผปู้ ่วยได้งา่ ย เช่น
มีบานกระจกใสหรอื โทรทศั นว์ งจรปิด และควรมรี ะบบการส่อื สารกับผูป้ ว่ ยท่สี ะดวกในการใช้งาน
1.3 อุปกรณ์และเวชภัณฑ์
- มรี ะบบบรหิ ารจดั การอปุ กรณ์และเวชภัณฑท์ ี่จา้ เปน็ ใหเ้ พยี งพอต่อความต้องการ
- มอี ุปกรณใ์ นการปอ้ งกนั การติดเชอื ที่จ้าเป็นท่ีมีคุณภาพดีสา้ หรับบคุ ลากร พร้อมใช้ปฏิบัติงานได้
ทนั ทีและมีจา้ นวนเพียงพอ
- อุปกรณ์ท่ีควรจัดเตรยี มไว้ในห้องแยก เพื่อสะดวกในการใช้งานและช่วยใหบ้ ุคลากรปลอดภัย ลด
โอกาสสัมผสั เชือ มีดังนี
- แว่นตา เครอ่ื งป้องกนั ใบหน้า
- ถุงมือ ทงั ถุงมือชนิดใช้ครงั เดียวทิงและถงุ มืองานบ้าน
- Particulate respirator (N95) หนา้ กากอนามยั ชนิดใชค้ รังเดยี วทิง
- เสอื คลมุ แขนยาว/ผ้ากันเป้ือน ชนดิ ทีก่ นั นา้ ได้
- แอลกอฮอล์ทา้ ความสะอาดมือ สบ่เู หลว
- ผา้ เช็ดมอื ชนิดใชค้ รงั เดยี วหรือกระดาษเชด็ มือ
- ภาชนะบรรจุเข็มของมีคมท่ีใชแ้ ลว้
- สารขดั ลา้ งสา้ หรับท้าความสะอาดสิ่งแวดลอ้ ม
- น้ายาทา้ ลายเชอื ส้าหรบั ท้าลายเชอื พืนผวิ สิ่งแวดล้อม
- ถงุ บรรจุมลู ฝอยตดิ เชือ
- ถงุ ใส่ผ้าเปอื้ น
- ภาชนะบรรจุอุปกรณท์ ใี่ ช้แล้ว
2. การเฝา้ ระวงั การตดิ เชอ้ื /การแพร่กระจายเช้ือโรคอุบัติใหมใ่ นโรงพยาบาล
- มีระบบการเฝา้ ระวังการตดิ เชอื ของบคุ ลากรจากการปฏิบตั งิ านและการตดิ เชือจากชมุ ชน เพือ่ ให้
บคุ ลากรได้รับการดูแลรกั ษาและการแยกกกั ตัวอยา่ งรวดเร็ว
- สอบสวนกรณีพบการระบาดของการติดเชือในบุคลากรและในผู้มารับบริการของสถานพยาบาล
เม่อื พบการระบาดของโรคติดเชืออบุ ัตใิ หม่ในโรงพยาบาล
48
3. การดูแลผู้ป่วย
ผู้ป่วยนอก มีระบบคดั กรองผู้ป่วยทอี่ อกแบบให้สะดวกต่อการปฏิบตั ิ ณ จดุ รับผู้ปว่ ย แผนกผู้ป่วย
นอกและแผนกอบุ ตั เิ หตแุ ละฉุกเฉิน เมือ่ พบผู้ป่วยสงสยั ปว่ ยด้วยโรคอบุ ัตใิ หม่ระบบทางเดนิ หายใจให้แยกผู้ป่วย
ไปรบั การตรวจวินจิ ฉัยและรกั ษาในจุดที่เตรยี มไว้
แนวปฏิบตั ใิ นการดูแลรักษาผปู้ ว่ ยในหอผู้ป่วยท่ัวไป (IPD)
- เตียงผ้ปู ่วยต้องเวน้ ระยะห่างไม่ตา้่ กว่า 1 เมตร
- ดแู ลผปู้ ่วยตามมาตรฐานการรักษา ตามอาการและพยาธิสภาพของโรค
- ภายในหอผู้ปว่ ยควรมีการแลกเปลี่ยนอากาศอยา่ งน้อย 6 รอบต่อชัว่ โมง (air exchange/hour
โดยใหม้ ีทิศทางการไหลของอากาศไปในทิศทางเดียว หากเป็นหอผู้ป่วยเปดิ ท่ไี มใ่ ชร้ ะบบปรบั อากาศ ควรเปิด
ประตูหนา้ ต่างใหอ้ ากาศถ่ายเทไดส้ ะดวก
- ผ้ปู ่วยที่มคี วามเส่ียงต่อการแพร่กระจายเชอื ในลกั ษณะ aerosol เชน่ ใช้ high flow
oxygenation หรือมีการพ่นยา หรือมีอาการระบบทางเดินหายใจ ต้องแยกพนื ทหี่ รือห้องผปู้ ่วยอยา่ งชัดเจน
- ควรใหผ้ ู้ป่วยสวมหน้ากากอนามยั ทุกราย หากผู้ปว่ ยมคี วามเสีย่ งตอ่ การขาดออกซเิ จน ให้ใช้
oxygen cannula และสวมหนา้ กากอนามยั ทบั บน cannula
- ในกรณีผปู้ ว่ ยที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ พจิ ารณาใช้ inline suction
- ขณะใส่ทอ่ ชว่ ยหายใจ บุคลากรสวมอปุ กรณ์ป้องกันการติดเชอื ไดแ้ ก่ PAPR หรือ N95 ร่วมกบั
face shield หรือ Goggle
- ผู้ปว่ ยทม่ี อี าการเปลยี่ นแปลงสงสัยโรคติดเชืออบุ ตั ใิ หม่ ต้องย้ายเขา้ cohort/isolation war และ
ส่งตรวจทางห้องปฏิบตั ิการทันที
- มาตรการส้าหรับญาติท่ีมาเยีย่ มผปู้ ่วย
- จา้ กดั จ้านวนคนและจ้ากัดเวลาการเยี่ยม
- ผเู้ ขา้ เยีย่ มทุกคนต้องผา่ นการตรวจคดั กรองประวัตเิ ส่ียง วดั อุณหภมู ิ ยดึ หลัก social distancing
สวมหนา้ กากอนามัยและทา้ ความสะอาดมอื บันทึกช่อื -นามสกุลผู้เข้าเยี่ยม เมื่อมีสถานการณก์ ารระบาดของโรค
ตดิ เชืออบุ ัติใหม่
- ในกรณที ่ผี ูป้ ่วยเป็นโรคตดิ เชือระบบทางเดินหายใจท่ีแพร่กระจายแบบ droplet transmission
บคุ ลากรสวมชุดปฏิบตั ิงานปกติ ต้องสวม surgical mask ตลอดเวลาและท้าความสะอาดมือ
- บุคลากรควรรายงานผู้บังคับบัญชาเมื่อมีอาการป่วย และไปรับการตรวจวินิจฉัย การรักษาที่
เหมาะสมโดยเรว็
แนวทางปฏบิ ัตกิ ารดแู ลรกั ษาผู้ปว่ ยสงสัย/ผปู้ ่วยโรคติดเชอ้ื อุบัตใิ หม่
- ผ้ปู ่วยทไี่ ดร้ ับการยนื ยันวา่ ปว่ ยดว้ ยโรคตดิ เชอื อุบัตใิ หม่ให้เขา้ รับการรักษาท่ี Cohort/isolation war
และปฏบิ ัตติ ามแนวทางทีก่ า้ หนด
- ผปู้ ่วยสงสัยโรคติดเชอื อบุ ัติใหม่เขา้ รับการรกั ษาท่ี isolation room และปฏิบัติตามแนวทางที่
ก้าหนด สง่ ตรวจทางหอ้ งปฏิบัตกิ ารทันที จนกวา่ จะทราบผลตรวจทางหอ้ งปฏิบตั กิ าร
- ภายในหอ้ งผปู้ ว่ ย ควรมีการแลกเปลี่ยนอากาศอยา่ งน้อย 6-12 รอบตอ่ ช่ัวโมง และอยใู่ กล้กบั
บริเวณที่สามารถระบายอากาศออกไปภายนอกอาคารได้อย่างปลอดภยั
- ให้ผปู้ ่วยทุกรายสวมหน้ากากอนามัย ยกเว้นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการขาดออกซเิ จนหรือมกี าร
ค่งั ของคาร์บอนไดออกไซด์
49
- ในกรณีผูป้ ่วยใชเ้ ครื่องช่วยหายใจ พจิ ารณาใช้ inline suction
- ใหก้ ารดแู ลผปู้ ่วยตามอาการ ตามแนวทางปฏบิ ัติการดูแลรักษาผ้ปู ว่ ยใน (IPD) ในผปู้ ว่ ยโรคติด
เชืออบุ ตั ิใหม่ จนกวา่ จะทราบผลการตรวจทางห้องปฏิบตั ิการ จึงแยกผปู้ ว่ ย
- การเคลื่อนย้ายผปู้ ่วยให้ปฏบิ ตั ิตามหลกั standard precautions และ social distancing โดย
ให้ผปู้ ่วยสวมหนา้ กากอนามัยตลอดเวลา
- การเยีย่ มผ้ปู ว่ ย ให้เย่ยี มผา่ นช่องทางการสอ่ื สารท่ีโรงพยาบาลก้าหนด
- บุคลากรทด่ี ูแลผปู้ ว่ ยสวมอุปกรณ์ป้องกนั การติดเชอื ได้แก่ หนา้ กากอนามัย N95 face shield
หรือ Goggle ถุงมือ ตามความเหมาะสม
- บุคลากรควรรายงานผบู้ ังคับบัญชาเม่อื มีอาการป่วยและไปรบั การตรวจวินจิ ฉัย การรกั ษาท่เี หมาะสม
โดยเรว็
- บคุ ลากรท่ปี ฏบิ ัตงิ านในหอผู้ป่วยไม่ควรปฏิบัตงิ านนานเกิน 8 ช่วั โมงต่อวนั
4. การให้ความรู้แกผ่ ้ปู ่วยและญาติ
4.1 การใหค้ าแนะนาการปฏบิ ตั ิตัวแก่ผ้ปู ่วยขณะอยูโ่ รงพยาบาล
- ใหค้ ้าแนะน้าผู้ป่วยเกย่ี วกับการสวมหนา้ กากอนามยั อยา่ งถูกต้อง สวมหนา้ กากปดิ ปากและจมกู
- ใหผ้ ู้ป่วยสวมหนา้ กากอนามัยทุกครงั ท่ีอยู่ใกลช้ ิดผ้อู ื่น
- ใชผ้ า้ หรือกระดาษทิชชปู ดิ ปากและจมูกให้มิดชิดเม่อื ไอจามโดยยังสวมหนา้ กากอนามยั อยู่ และ
ทิงกระดาษในถงั มลู ฝอยติดเชือ และเปลย่ี นหน้ากากอนามัยใหม่
- ไมส่ ัมผสั ด้านหนา้ ของหน้ากากอนามัย หากจ้าเป็นต้องสัมผัส ให้ท้าความสะอาดมือทุกครัง
- ลา้ งมือด้วยน้าและสบเู่ ป็นประจา้ หรอื ถูมอื ด้วยเจลแอลกอฮอล์ 70% ล้างมือก่อนรบั ประทาน
อาหารหลังจากถา่ ยปสั สาวะหรืออจุ จาระ
- บว้ นเสมหะในภาชนะทีจ่ ัดไว้
4.2 การให้คาแนะนาการปฏบิ ตั ติ วั แก่ผปู้ ่วยก่อนจาหนา่ ยจากโรงพยาบาล (ก่อนพน้ ระยะกักตัว)
- งดออกจากบา้ นไปยังชมุ ชนทุกกรณี ยกเว้นการเดินทางมาโรงพยาบาลโดยการนดั หมายและการ
จดั การโดยโรงพยาบาล
- ใหแ้ ยกหอ้ งนอนจากผู้อ่ืน หากไม่มีห้องนอนแยก ควรนอนหา่ งจากผู้อ่นื อยา่ งน้อย 2 เมตร และ
ตอ้ งเปน็ ห้องทเ่ี ปิดใหอ้ ากาศถ่ายเทไดด้ ี ผู้ติดเชือนอนอยูด่ ้านใต้ลม
- ท้าความสะอาดหอ้ งนา้ หลงั ใชง้ านทกุ ครัง
- ดูแลสุขอนามยั สว่ นบุคคล สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผา้ ทุกครงั เมือ่ อย่ใู กลช้ ิดผ้อู ่ืน
- ลา้ งมอื ดว้ ยสบูแ่ ละน้าเป็นประจ้า หรอื ถมู อื ด้วยเจลแอลกอฮอล์ 70% โดยเฉพาะหลังจากถา่ ย
ปัสสาวะหรอื อุจจาระ
- ไมร่ ับประทานอาหารรว่ มกบั ผอู้ น่ื
- หลีกเลีย่ งการอยูใ่ กลช้ ิดกบั ผ้อู ื่นในระยะนอ้ ยกว่า 1 เมตร การพบปะกนั ให้สวมหน้ากากอนามัย
ตลอดเวลา
- ดมื่ นา้ สะอาดใหเ้ พยี งพอ รบั ประทานอาหารทีส่ กุ สะอาด และมปี ระโยชนค์ รบถ้วนตามหลัก
โภชนาการ
- หากมีอาการปว่ ยเกิดขึนใหมห่ รอื อาการเดิมมากขนึ เชน่ ไขส้ ูง ไอมาก เหน่ือย แน่นหน้าอก หอบ
50
หายใจไม่สะดวก เบื่ออาหาร ให้ติดต่อสถานพยาบาล หากต้องเดินทางมาสถานพยาบาล แนะน้าให้สวม
หน้ากากอนามัยระหวา่ งเดนิ ทางตลอดเวลา
- หลงั จากพน้ ระยะกักตวั ตามทกี่ า้ หนดส้าหรบั โรคนัน ๆ แล้ว สามารถประกอบกจิ กรรมทางสังคม
และทา้ งานได้ตามปกติตามแนวทางวิถชี ีวิตใหม่ เช่น การสวมหน้ากากอนามัยเม่ืออยูร่ ว่ มกบั ผู้อื่น การทา้ ความ
สะอาดมือ การรกั ษาระยะหา่ ง เปน็ ต้น
5. การจดั การสง่ิ แวดล้อม
5.1 การจดั การมูลฝอยติดเชื้อ
- วสั ดทุ ีป่ นเปอื้ นสงิ่ คดั หลั่งหรือเลอื ดผปู้ ว่ ยเป็นมลู ฝอยติดเชือ วสั ดนุ อกจากนีเปน็ มูลฝอยท่ัวไป
- จดั ให้มพี นื ที่จดั เก็บมูลฝอยติดเชือทีม่ ดิ ชดิ และปลอดภัยต่อสงิ่ แวดล้อม มีการประสานหน่วยงาน
ที่เก่ียวข้องเพ่ือดา้ เนนิ การขนยา้ ยและก้าจดั ตามมาตรฐาน
5.2 การทาลายเชื้อในสิง่ แวดลอ้ ม
- สง่ิ ของเครือ่ งใชข้ องผ้ปู ่วย เชน่ บตั รประชาชน ไมจ่ ้าเป็นตอ้ งทา้ ลายเชอื
- ทา้ ความสะอาดพนื ผวิ ส่งิ แวดลอ้ มดว้ ยสารขดั ลา้ งและท้าลายเชอื ด้วยนา้ ยาทา้ ลายเชือ 0.5%
(5,000 ppm) โซเดยี มไฮโปคลอไรท์ (sodium hypochlorite)
- บคุ ลากรทท่ี า้ หนา้ ทท่ี ้าความสะอาดและท้าลายเชือส่ิงแวดล้อม สวมอุปกรณป์ อ้ งกันใหเ้ หมาะสม
กับกจิ กรรม ไดแ้ ก่ ถงุ มือยางอย่างหนา ผา้ กนั เปื้อน หน้ากากอนามยั face shield หรือ goggles รองเทา้ บูท
- ถอดอปุ กรณป์ อ้ งกนั ในพืนท่ีทีจ่ ดั เตรียมไวแ้ ละทา้ ความสะอาดมือ
6. การจัดการการระบาดของโรคติดเชื้ออบุ ตั ิใหมใ่ นโรงพยาบาล
กรณที ี่พบผู้ป่วยหรอื บคุ ลากรเกดิ การตดิ เชือโรคอบุ ัตใิ หม่ระบบทางเดนิ หายใจในโรงพยาบาล
ด้าเนินการดังต่อไปนี
- ติดตามผู้สมั ผสั ใกลช้ ดิ (close contact tracing) และตรวจหาเชือทกุ รายดว้ ยวิธกี ารท่ี
เหมาะสม
ในกรณที ีเ่ ป็นผู้สัมผสั โรค และ/หรอื มีอาการเขา้ ขา่ ยเปน็ ผ้ตู ิดเชือ
- ค้นหาผูป้ ่วยเชงิ รุก (active case finding) กรณีทตี่ ้องการค้นหาผู้ติดเชือ/ผปู้ ว่ ยท่ยี งั ไมไ่ ด้เขา้
สู่
ระบบบริการหรือระบบการสอบสวนโรคปกติ
- กา้ หนดนิยาม suspected, probable และ confirm case ในการค้นหาผู้สัมผัสโรค
7. แนวทางการจัดการศพผู้ป่วยโรคติดเชอ้ื อบุ ัติใหม่ระบบทางเดินหายใจ
เมื่อผู้ป่วยโรคติดเชืออุบัติใหมร่ ะบบทางเดินหายใจเสียชีวติ เชือไวรสั จะอยู่ในร่างกายผูท้ ่ีเสยี ชวี ิตระยะ
หน่ึง แต่ไม่สามารถแพร่กระจายได้ หากไม่มีการท้าให้เกิดฝอยละอองน้ามูกน้าลายหรือไม่มีการสัมผัสสารคัด
หลงั่ จากระบบทางเดินหายใจท่ีอาจเปื้อนบนรา่ งกายของผูเ้ สยี ชวี ิตโดยตรง การจัดการศพให้ปฏบิ ตั ิเช่นเดียวกับ