51
ผ้ปู ว่ ยที่เสียชวี ิตจากโรคอน่ื การจดั การและการเก็บรักษาศพถกู ต้องตามหลักวิชาการ ท้าให้สามารถเคลื่อนย้าย
ร่างผเู้ สยี ชวี ิตเพ่อื ประกอบพธิ กี รรมทางศาสนาได้อย่างปลอดภัย โดยไม่เกิดการแพร่กระจายเชอื จากศพ
กระบวนการในการจัดการศพผูป้ ่วยที่เสียชวี ิตจากโรคอบุ ัติใหมร่ ะบบทางเดินหายใจ ด้าเนินการดังนี
- ทา้ ความสะอาดร่างกายผู้เสยี ชวี ติ เช่นเดยี วกบั ผูป้ ่วยทีเ่ สยี ชวี ิตด้วยโรคอน่ื ระมัดระวงั ไม่ให้เกิดฝอย
ละอองและถอดอุปกรณ์การแพทยท์ ุกชนดิ ออกจากตัวผู้เสียชีวติ
- บุคลากรผ้ทู ้าหนา้ ที่จัดการศพ สวมอุปกรณ์ป้องกนั สว่ นบุคคล ได้แก่ หน้ากากอนามยั (อาจใส่
Face shield/Goggles ด้วย) สวมเสอื คลุมแขนยาวที่กันน้าได้ (Long-sleeve impermeable gown) และถุงมือ
- สามารถฉีดยารักษาสภาพศพไดต้ ามปกติ
- ไม่ควรใช้อุปกรณ์ฉดี พน่ น้าหรือนา้ ยาท้าลายเชือกบั ศพ ถุงศพ รถเข็นศพหรืออุปกรณ์อ่นื ๆ ในการ
จดั การศพ รวมทงั การท้าความสะอาดพนื ที่ที่พบศพ เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชือโรค ใหใ้ ชว้ ธิ กี ารเชด็ ซับ
หรอื ล้างแทน
- สามารถประกอบพิธกี รรมทางศาสนาได้ตามข้อกา้ หนดของแต่ละศาสนา
52
กลมุ่ ท่ี 4
กาหนดความท้าทายในอนาคต
(Addressing Future Challenges)
การก้าหนดความท้าทายในอนาคตส้าหรับการป้องกันและการควบคุมการติดเชือ (infection
prevention and control, IPC) ตอ้ งดา้ เนนิ การทังในภาคโรงพยาบาลและภาคชมุ ชน
ภาคโรงพยาบาล (รูปท่ี 1)
เริ่มต้นด้าเนินการโดยต้องวิเคราะห์สถานการณ์การเตรียมความพร้อมส้าหรับการป้องกันและการ
ควบคุมการติดเชือ (situation analysis for IPC preparedness) ในโรงพยาบาลของตัวเอง1 ให้ครอบคลุมใน
4 มิต2ิ ได้แก่ ก) ทรัพยากรบคุ คล ข) งบประมาณ ค) วสั ดุอปุ กรณ์ และ ง) การบรหิ ารจัดการ ซึ่งเครื่องมือที่ใช้
ในการประเมิน (tools) ประกอบด้วย ก) จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค (strength weakness
opportunity and threat, SWOT3) และ ข) พนื ฐานแนวคดิ 7S ของ McKinsey4 (7S model of McKinsey)
ซึ่งประกอบด้วย กลยุทธ์ (strategy) โครงสร้าง (structure) ระบบ (system) รูปแบบ (style) บุคลากร
(staff) ทักษะ (skill) และคุณค่าทม่ี รี ว่ มกัน (shared value)
จากการวิเคราะห์สถานการณ์ทังสภาพแวดล้อมภายในและภายนอก โดยใช้ SWOT ในการก้าหนด
ประเดน็ ปัจจยั สา้ คัญ ท่ีมีผลกระทบต่อการด้าเนินงานดา้ นการปอ้ งกนั และควบคมุ การตดิ เชอื ดังนี
จุดแข็ง (Strength: S)
1. โรงพยาบาลทุกแหง่ มบี ุคลากรทท่ี ้างานดา้ นควบคุมโรคตดิ เชือ (ICN) ทมี่ ีความเชีย่ วชาญ
2. ผู้บริหารด้านสาธารณสุขในระดับประเทศและระดับจังหวัดให้ความส้าคัญกับการพัฒนา
ระบบการปอ้ งกนั และควบคุมการตดิ เชือในโรงพยาบาลใหม้ ีประสิทธิภาพ
3. การสาธารณสุขในประเทศไทยมีการประเมิน HA , AHA , JCI อย่างต่อเนื่อง ท้าให้มีการ
พัฒนาการป้องกันการติดเชือในโรงพยาบาลดีขึนและได้รับการสนับสนุนมากขึน กระตุ้นให้โรงพยาบาลต่ืนตัว
และใหค้ วามส้าคญั ต่อการป้องกนั และควบคมุ การติดเชือในโรงพยาบาล
จุดอ่อน (Weakness: W)
1. ประเทศไทยขาดหน่วยงานที่มีบทบาทหนา้ ที่รับผดิ ชอบโดยตรง ต่อเน่ืองและมีความอสิ ระ ใน
การด้าเนินงานด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชือในโรงพยาบาลในโรงพยาบาลและสถานบริการสุขภาพ
ควรมีหน่วยงานกลางระดับประเทศ ในการรบั ผิดชอบโดยตรง
2. พยาบาลควบคุมโรคติดเชือ (ICN) เป็นบุคลากรส้าคัญในการด้าเนินการป้องกันและควบคุม
โรคติดเชือ แม้จะมีในทุกโรงพยาบาลแต่ยังไม่ได้รับความส้าคัญเท่าท่ีควร บางแห่งมีน้อยไม่เหมาะสมกับ
ปริมาณงานที่มจี า้ นวนมาก
3. ระบบแรงจูงใจ (Motivation, Incentive) ของบุคลากรที่ท้างานด้านการป้องกันและควบคุม
การติดเชือในโรงพยาบาลยังมีน้อยขาด Career Path ที่ชัดเจน ระบบการรักษาบุคลากรให้คงอยู่ยังไม่ดี
เท่าท่ีควร รวมทังควรจัดสวัสดิการให้เจ้าหน้าท่ีการปฏิบตั ิงาน IPC และสวัสดิการเม่ือเจ้าหน้าท่ีติดเชือจากการ
ปฏิบตั งิ าน เช่น TB Covid-19
53
4. ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยมีข้อมูลเป็นจ้านวนมาก แต่ยังขาดความเป็นเอกภาพด้าน
ข้อมูลเก่ียวกับการป้องกันและควบคุมโรคติดเชือ ขาดการบูรณาการข้อมูล เพ่ือกรองข่าวสารระดับประเทศ
และไม่มีการสอ่ื สารข้อมูลท่ีดตี อ่ ประชาชน ท้าใหเ้ กดิ ความสบั สนดา้ นขอ้ มลู ได้
5. เครือข่ายในการรองรับการขับเคล่ือนแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชือ
ในโรงพยาบาลระดบั ชาตยิ งั ไม่ครอบคลมุ ท่ัวประเทศ
โอกาส (Opportunities: O)
1. การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ส่งผลให้สังคมให้ความส้าคัญกับการด้าเนินงานด้านการ
ป้องกันและควบคุมการติดเชือในโรงพยาบาลมากขึน เช่น มีการสนับสนุนสถานท่ี เคร่ืองมือ และเพิ่ม
อัตราก้าลังบุคลากรท้าหน้าที่ควบคุมโรคติดเชือให้เหมาะสมกับงานมากขึน มีการท้างานร่วมกันในหลายภาค
สว่ น เพ่อื ปอ้ งกนั โรคในการฉดี วัคซนี ไดจ้ า้ นวนมากประชาชนสนใจ สุขอนามยั ดีขึน
2. มาตรฐานการประเมิน HA เป็นโอกาสสา้ คัญให้ทุกโรงพยาบาลพฒั นาให้ถงึ เกณฑ์ HA เป็นส่ิง
กระตุ้นให้มีการด้าเนินงานด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชือในโรงพยาบาลให้ได้รับความสนใจและ
ท้างานได้รวดเรว็ ขึน
3. สถานการณ์โควิด 19 ทา้ ให้อปุ กรณด์ ้าน IPC มกี ารเพิ่มมากขึน
4. หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องมีการด้าเนินการ องค์กร สภา/ชมรมวิชาชีพให้ความส้าคัญและมีส่วน
ชว่ ยผลักดนั งาน IPC
อปุ สรรค (Threats: T)
1. ความไม่ชัดเจนในระดับนโยบาย ซ่ึงยังไม่ให้ความส้าคัญกับงานด้านการป้องกันและควบคุม
การติดเชือในโรงพยาบาลมากเท่าท่ีควร ผลผลิตของการด้าเนินงานด้านนีแฝงอยู่ในทุก ๆ การรักษาใน
โรงพยาบาลจงึ ยงั ไม่ไดร้ ับความส้าคญั ได้รับการสนบั สนนุ งบประมาณน้อยมกั ถกู แฝงอยใู่ นงบประจ้า
2. ปัญหาการติดเชือในโรงพยาบาลเป็นปัญหาระดับชาติเกี่ยวข้องกับชีวิตและความปลอดภัย
ของผ้ปู ่วย/ผู้รบั บริการ บคุ ลากรและสถานบริการโดยตรง
3. สังคมและประชาชน รวมทงั บุคลากรด้าน IPC มกี ารรับรดู้ า้ นการป้องกันโรคค่อนข้างน้อย ให้
ความสา้ คัญน้อย มวี ฒั นธรรมความเคยชินในการรกั ษามากกวา่ การปอ้ งกนั การเปลีย่ นแปลงทัศนคตินที า้ ไดย้ าก
4. ระบบการเมืองในประเทศไทยมีนโยบายไมต่ ่อเน่อื ง ท่ีจะผลักดันมาตรการป้องกนั และควบคุม
การตดิ เชอื เป็นอปุ สรรคส้าคญั ในการท้างานด้านการป้องกนั และควบคุมการติดเชือในโรงพยาบาลไม่ก่อให้เกิด
ผลระยะยาว
นอกจากนี การวิเคราะหอ์ งค์การ เพ่ือค้นหาสมรรถนะและศักยภาพขององค์การ เป็นระบุจุดแขง็
(Strengths) และจุดอ่อน (Weaknesses) ของการป้องกันและการควบคุมการติดเชือ โดยอาศัยกรอบการ
วิเคราะห์ปจั จยั ภายในตามหลักการ 7S Model ของ McKinsey ซงึ่ สามารถสรุปแนวทางการวเิ คราะหไ์ ด้ดงั นี
1. Structure (โครงสร้าง) งานด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชือ มีโครงสร้างการท้างาน
หรือโครงสรา้ งการจัดองคก์ ารในระดับตา่ งๆ เหมาะสมดีหรอื ไม่
2. Strategy (กลยุทธ์) งานด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชือ มีการก้าหนดกลยุทธ์ หรือ
ยุทธศาสตรท์ ่ไี ด้ก้าหนดทิศทางการปฏบิ ตั งิ านหรือไม่
3. System (ระบบ) ระบบการท้างานด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชือในโรงพยาบาล
เปน็ อย่างไร มีจุดอ่อนหรือจุดแขง็ อะไรบ้าง
4. Skill (ความช้านาญ) บุคลากรด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชือในโรงพยาบาล มีความ
เชี่ยวชาญ หรอื ชา้ นาญมากนอ้ ยเพียงใด มที กั ษะในการปฏบิ ัติงานเป็นทีย่ อมรบั หรอื ไม่
54
5. Staff (บุคลากร) บุคลากรด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชือในโรงพยาบาล มีความ
พรอ้ มมากน้อยเพียงใด และมีจา้ นวนเพียงพอหรอื ไม่
6. Style (รูปแบบ) รูปแบบการบริหารด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชือในโรงพยาบาล
เปน็ ท่ียอมรบั และมปี ระสทิ ธิภาพหรอื ไม่
7. Shared Value (ค่านิยมร่วม) บุคลากรและองค์การมีค่านิยมร่วมหรือไม่ อะไรบ้างท่ีท้าให้
องค์การเข้มแขง็ หรืออ่อนแอ
พื้นฐานแนวคดิ 7S ของ McKinsey (7S model of McKinsey) กับงาน IPC
7S ของ จดุ แข็ง จุดด้อย แนวทางปรับปรุงแก้ไข
McKinsey
1.Structure มีคณะอนุกรรมการด้าน - ไม่มหี นว่ ยงานท่ี ผลกั ดนั ให้มีโครงสร้างท่ี
(โครงสร้าง) การปอ้ งกนั และควบคุม รบั ผิดชอบเร่ือง IPC รบั ผดิ ชอบก้ากับดูแล
การตดิ เชือในโรงพยาบาล ระดับกรม/กอง มีเพียง ขบั เคลอ่ื น และติดตาม
หน่วยงานที่อย่ภู ายใต้ ประเมนิ ผลของแผนปฏิบตั ิ
รพ.รบั ผิดชอบงาน IPC การด้านการป้องกันและ
ระดับประเทศ ควบคุมการติดเชือใน
- ขาดมมุ มองด้านท่ี โรงพยาบาลระดบั ชาติ
เชื่อมโยงด้านบริการ
วิชาการ และกา้ ลังคน
2. Strategy มแี ผนปฏบิ ตั ิการทดี่ ี ใน - เครือข่ายในการรองรบั กา้ หนดให้มีผรู้ บั ผิดชอบใน
(กลยุทธ์) การป้องกนั และควบคมุ การขับเคล่ือน การนิเทศงาน และตรวจ
การติดเชือในโรงพยาบาล แผนปฏบิ ตั ิให้ ตดิ ตาม
ครอบคลุมทังประเทศ
ยังขาดความเขม้ แขง็
3. System (ระบบ) มีเครอื ข่ายระบบ - โรงพยาบาลที่เขา้ รว่ ม มีการผลกั ดนั ให้เปน็
ฐานข้อมลู การเฝา้ ระวงั ระบบฐานข้อมลู ยังไม่ นโยบายระดบั ผูบ้ รหิ าร
การติดเชอื ในโรงพยาบาล ครอบคลุมทกุ ภาคสว่ น ให้มีประสิทธภิ าพ และ
ที่มีประสิทธภิ าพ - ผ้บู ริหารโรงพยาบาล ครอบคลุมทุกภาคสว่ น
ขาดการสนับสนนุ และ
ผลกั ดนั ต่อแนวทางการ
ปฏบิ ตั ติ ามหลกั IPC
4. Skill บคุ ลากรมีความชา้ นาญ บคุ ลากรขาดความรู้ไปสู่ บคุ ลากรขาดความรู้ไปสู่
(ความช้านาญ) แต่ยงั ไม่ครอบคลุมทุกดา้ น การปฏิบตั ิ และองค์ การปฏบิ ตั ิ และองค์
ความรู้ในการป้องกนั และ ความรใู้ นการป้องกันและ
ควบคุมการติดเชือ ควบคุมการติดเชือ
5. Staff (บคุ ลากร) มีพยาบาลควบคุมโรคติด - บคุ ลากร IC ที่มคี วามรู้ การก้าหนด Career Path
เชือในโรงพยาบาล (ICN) ความสามารถ ทส่ี รา้ งแรงจงู ใจให้
ผู้ปฏิบัตงิ าน ได้แก่ ICN
55
7S ของ จุดแขง็ จดุ ด้อย แนวทางปรบั ปรุงแกไ้ ข
McKinsey
ที่ได้รบั การอบรมเฉพาะ มจี ้านวนไม่เพียงพอ อยา่ งชัดเจน และเป็น
ทาง เปลี่ยนสายงาน รูปธรรม
- ขาดความเช่อื มโยงอยา่ ง
เด่นชดั กับหน่วยงาน/
เครือข่ายทังใน
โรงพยาบาลและนอก
โรงพยาบาล
6. Style (รูปแบบ) ผูบ้ รหิ ารบางแห่งให้ ขาดการวางนโยบายท่ี ก้าหนดนโยบาย และ
ความส้าคญั ในการพัฒนา ชดั เจน และการเชือ่ มโยง มอบหมายผรู้ บั ผิดชอบ
ระบบการป้องกันและ
ควบคุมการตดิ เชอื ใน
โรงพยาบาลให้มี
ประสิทธภิ าพ
7. Shared Values มีคา่ นยิ มในการดูแล ขาดความเช่ือมโยง และไม่ ก้าหนดคา่ นยิ มให้
(ค่านยิ มรว่ ม) สขุ ภาพของผู้รับบรกิ ารทด่ี ี สอดคลอ้ ง สอดคลอ้ งกบั People
Centered Approach
หลังการวิเคราะห์ ถ้าพบว่ายังไม่สมบูรณ์ (inadequate) ไม่ว่ามิติใดมิติหนึ่ง ก็ต้องด้าเนินการให้
ครบถ้วน สมบรู ณ์
แตถ่ า้ พบว่าสมบูรณ์แลว้ กต็ อ้ งด้าเนนิ การให้ได้มาตรฐานเดมิ (maintenance) และต้องพัฒนาตอ่ ยอด
ใหด้ ียง่ิ ขนึ (improvement) โดยใน 4 มิติ ตอ้ งด้าเนนิ การ ดังนี
1. ทรัพยากรบคุ คล (Man)
บุคลากรทางการแพทย์: ต้องพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับให้มีศักยภาพในการ
ปฏิบตั ิงานไดอ้ ยา่ งมีมาตรฐานอย่างตอ่ เนื่องและจา้ นวนเพียงพอ ในกรณีทีบ่ คุ ลากรฯ ป่วย ลาออก หรอื เกษยี ณ
ผู้รับบริการและญาติ: มีส่วนร่วมกับบุคลากรฯ ในการป้องกันและควบคุมการติดเชือให้เป็นไป
ตามมาตรฐาน
2. เงนิ หรอื งบประมาณ (Money)
ให้มีความสมดุลระหวา่ งภาระงานและเวลาปฏิบัติงานรวมทังค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่น ๆ
(เช่น รางวัล การประกาศเกยี รติคณุ )
3. วสั ดุอุปกรณ์ (Material)
มีการตรวจสอบอย่างสม่้าเสมอและต่อเน่ืองถึงจ้านวนและคุณภาพของวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการ
ป้องกัน การตรวจวนิ ิจฉัย และการดูแลรักษา
56
4. การบริหารจดั การ (Management)
มีการจัดอบรมให้ความรู้อย่างสม่้าเสมอและต่อเนื่องโดยเน้นการอบรมเชิงปฏิบัติการ
(workshop) และการสอนแบบสาธิตรว่ มกบั การลงมอื ปฏบิ ัติ (hand-on)
นโยบาย: ผู้ที่มีส่วนเก่ียวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการป้องกันและการ
ควบคุมการติดเชือ โดยใช้การส่ือสารที่มีประสิทธิภาพ (ถูกต้อง ชัดเจน สัน กระซับ ตรงประเด็น ทันสมัย) 5
และการเจรจาตอ่ รอง (negotiation)
สรา้ งเครอื ขา่ ยท่ีเขม้ แข็ง ในการด้าเนินงานด้านการป้องกันและการควบคมุ การติดเชือ
ในกรณีท่ีจ้าเป็นต้องด้าเนินการในการป้องกันและควบคุมโรคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและ
ทันเวลา อาจจ้าเป็นต้องมีการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ดังนันกระทรวงสาธารณสุขควรมีส่วนร่วมในการใช้
มาตรการทางกฎหมายรว่ มกบั กระทรวงและหน่วยงานที่เก่ยี วข้อง
มีการน้าเทคโนโลยีสารสนเทศและพัฒนานวัตกรรมมาใช้ในการป้องกันและควบคุมโรคให้
ทันเวลา
57
Situation analysis for IPC preparedness1,2
1. Man
2. Money Group 4
3. Material
4. Management
Inadequate Adequate
Challenges Try to attain all 4 Ms Maintain and improve of all 4 Ms
- Man: HR and patient development
- Money: appropriate incentive and/or other
equivalent benefits
- Materials:
Periodic surveillance for the adequacy of
materials
- Management:
Periodic hand-0n workshop for education and
training for IPC
Policy advocacy: negotiation, effective
communication3,
synchrony between stakeholders and policy
maker
Network strengthening including laboratory
In case of violation of personal’s rights, royal
enactment/decree (laws) of emergency must be
applied
IT4 and innovations must be utilized to facilitate
the timely implementation of IPC
Figure 1. Challenging in healthcare system
1Tools: SWOT analysis and 7S (strategy, structure, system, style, staff, skill, shared value)
2References: Blueprint Management for Emerging Infectious Disease (Lessons Learned from
58
3Effetive communication follows 8 C rule: clear, concise, concrete, correct, coherent,
complete, courteous, and cultural approach
4IT: application, interactive web, data management center
ภาคชุมชน (รูปท่ี 2)
เร่ิมต้นด้าเนินการโดยต้องวิเคราะห์สถานการณ์การเตรียมความพร้อมส้าหรับการป้องกันและการ
ควบคุมการติดเชือ (situation analysis for IPC preparedness) ในโรงพยาบาลของตัวเอง ให้ครอบคลุมใน
4 มิติ2 ได้แก่ ก) ทรัพยากรบุคคล ข) งบประมาณ ค) วัสดุอุปกรณ์ และ ง) การบริหารจัดการ ซึ่งเครื่องมือที่
ใช้ในการประเมิน (tools)3 ประกอบด้วย ก) จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค (strength weakness
opportunity and threat, SWOT3) และ ข) พืนฐานแนวคิด 7S ของ McKinsey (7S model of McKinsey4)
ซึ่งประกอบด้วย กลยุทธ์ (strategy) โครงสร้าง (structure) ระบบ (system) รูปแบบ (style) บุคลากร
(staff) ทักษะ (skill) และคุณคา่ ท่มี ีร่วมกัน (shared value) ตามท่กี ลา่ วถึงในภาคโรงพยาบาล
หลังการวิเคราะห์ ถ้าพบว่ายังไม่สมบูรณ์ (inadequate) ไม่ว่ามิติใดมิติหนึ่ง ก็ต้องด้าเนินการให้
ครบถ้วน สมบูรณ์ ในมิติบุคลากร ส้าหรับในเขตกรุงเทพมหานครต้องมีอาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) และ
ส้าหรับนอกเขตกรงุ เทพมหานครตอ้ งมีอาสาสมคั รสาธารณสุขประจ้าหม่บู ้าน (อสม.)
แตถ่ า้ พบว่าสมบรู ณ์แล้วก็ต้องด้าเนนิ การให้ได้มาตรฐานเดิม (maintenance) และต้องพฒั นาต่อยอด
ให้ดีย่งิ ขึน (improvement) โดยใน 4 มิติ ตอ้ งดา้ เนินการ คลา้ ยคลงึ กบั ภาคโรงพยาบาล
1. ทรัพยากรบคุ คล (Man) (ตอ้ งครอบคลมุ ประชากรทุกกลุม่ )
บคุ ลากรสาธารณสุข อสส./อสม. และจิตอาสา: ต้องพัฒนาบคุ ลากรฯ ดงั กลา่ วใหม้ ีศกั ยภาพในการ
ปฏบิ ัติงานได้อยา่ งมมี าตรฐานอยา่ งตอ่ เนอ่ื งและจ้านวนเพยี งพอ ในกรณที ่บี คุ ลากรฯ ป่วย ลาออก หรอื เกษยี ณ
อาสาสมัครสาธารณสุขต่างดา้ ว (อสต.): ต้องมีอสต. ใหค้ รอบคลุมทกุ พืนท่ขี องประเทศ
ผู้รับบริการและญาติ: มีส่วนร่วมกับบคุ ลากรฯ ในการป้องกันและควบคุมการตดิ เชอื ใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรฐาน
2. เงิน หรอื งบประมาณ (Money)
ให้มีความสมดุลระหว่างภาระงานและเวลาปฏิบัติงานรวมทังค่าตอบแทนและผลประโยชน์อื่นๆ
(เชน่ รางวัล การประกาศเกยี รตคิ ุณ)
ใช้ทรัพยากรทไ่ี ด้จากหนว่ ยงานทังภาครัฐบาลและเอกชนรว่ มกันอย่างมีประสิทธภิ าพ
มกี ารกระจายทรพั ยากรอยา่ งยุติธรรมในแตล่ ะพนื ที่
3. วสั ดอุ ุปกรณ์ (Material)
มีการตรวจสอบอย่างสม่้าเสมอและต่อเน่ืองถึงจ้านวนและคุณภาพของวัสดุอุปกรณ์ท่ีใช้ในการ
ป้องกัน การตรวจวินิจฉยั และการดูแลรักษา
4. การบริหารจดั การ (Management)
มกี ารจดั อบรมให้ความรู้อย่างสม้่าเสมอและต่อเนื่องโดยเน้นการอบรมเชงิ ปฏิบตั ิการ (workshop)
และการสอนแบบสาธิตรว่ มกบั การลงมือปฏบิ ตั ิ (hand-on)
59
นโยบาย : ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการป้องกันและการ
ควบคุมการติดเชือ โดยใช้การส่ือสารท่ีมีประสิทธิภาพ (ถูกต้อง ชัดเจน สัน กระซับ ตรงประเด็น ทันสมัย)5
และการเจรจาต่อรอง (negotiation)
สร้างเครือขา่ ยท่ีเข้มแขง็ ในการดา้ เนนิ งานดา้ นการปอ้ งกนั และการควบคมุ การติดเชือ
มกี ารนา้ เทคโนโลยีสารสนเทศและพฒั นานวตั กรรมมาใชใ้ นการป้องกนั และควบคุมโรคให้ทันเวลา
Situations analysis for IPC preparedness1,2
1. Man
2. Money
3. Material
4. Management
Inadequate Adequate
Challenges Try to attain all 4Ms Maintain all 4 Ms for example
- Man: - Man (covering all kinds of population):
Bangkok: health volunteer (อสส.) ตา่ งด้าว: migrant health volunteer (อสต.)
Outside Bangkok: village health
volunteer (อสม.) - Money:
Appropriate incentive and/or other equivalent
benefits
Effective sharing of resources from all related
organizations both government and private
sectors
Fair community distribution of benefits
- Materials:
Periodic surveillance for the adequacy of
materials
Network strengthening
- Management:
Policy advocacy: negotiation, effective
communication3, synchrony between
stakeholders and policy maker
IT and innovations must be utilized to
facilitate the timely implementation of IPC
Figure 2. Challenging in public community: public, semi-public, and confined setting.
60
1Tools: SWOT analysis and 7S (strategy, structure, system, style, staff, skill, shared value)
2References: Blue Print Management for Emerging Infectious Disease (Lessons Learned from
3Effetive communication follows 8 C rule: clear, concise, concrete, correct, coherent,
complete, courteous, and cultural approach
4IT: application, interactive web, data management center
การที่จะด้าเนนิ การป้องกันและควบคุมโรคทงั ในภาคโรงพยาบาลและภาคชุมชนใหป้ ระสบความสา้ เรจ็
ได้นนั ตอ้ งใชก้ ลยุทธ์ส้าคัญ ดังตอ่ ไปนี
1. ผบู้ รหิ ารให้ความสา้ คัญ และให้การสนบั สนนุ งานดา้ น IPC
2. สรา้ งความตระหนักให้กบั บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสขุ รวมถึงประชาชนให้เหน็
ความส้าคญั ของการป้องกันและควบคมุ โรคทงั ในภาคโรงพยาบาลและภาคชมุ ชน
3. มกี ารทบทวน ปรับปรุง และพฒั นาระบบการบรหิ ารจัดการในการป้องกนั และควบคุมโรค
อย่างทันทว่ งทแี ละมคี วามยืดหยุ่น
4. มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนอ่ื ง
5. มกี ารตรวจสอบคุณภาพของการปอ้ งกันและควบคุมโรคอยา่ งต่อเน่ืองโดยผ้ตู รวจสอบทัง
ภายในและภายนอกโดยใช้เกณฑใ์ นระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ
6. มกี ารสรา้ งเครือข่ายในการป้องกนั และควบคมุ โรค ทังระดับโรงพยาบาล ชุมชน องค์กรที่
เกีย่ วขอ้ ง อยา่ งมีประสิทธิภาพ
7. มกี ารประสานความรว่ มมือระหว่างองค์กรในทุกระดับทงั ภาครฐั ฯและเอกชน ได้แก่ ภูมิภาค
จังหวัด ประเทศ และระหว่างประเทศ เชน่ ศนู ย์ควบคมุ และปอ้ งกนั โรคแห่งประเทศไทย กรมควบคุมโรค
องค์การอนามัยโลก กลุม่ พนั ธมติ รความรว่ มมือด้านนวตั กรรมเพ่ือรับมอื โรคระบาด ศนู ย์ควบคมุ และป้องกนั
โรคแหง่ สหรฐั อเมรกิ า บริษทั ยา
8. มกี ารท้าวิจยั ที่มคี ุณภาพอย่างเปน็ ระบบโดยใช้ข้อมลู ภายในหน่วยงานเพ่ือน้ามาวเิ คราะห์
สถานการณป์ จั จุบนั นา้ ไปพยากรณแ์ นวโนม้ ในอนาคต และน้าไปสู่การสร้างแนวทางเวชปฏบิ ัตทิ างคลินกิ ใน
ระดบั ชาติ
9. มกี ารแลกเปลยี่ นและถ่ายทอดประสบการณ์ในการป้องกนั และการควบคุมโรค ระหวา่ ง
โรงพยาบาล
61
เอกสารอา้ งอิง
1. โสภณ เอย่ี มศิริถาวร, วรี วัฒน์ มโนสุทธิ. Management for emerging infectious diseases
(lessons learned from Covid-19). ใน: โสภณ เอี่ยมศริ ิถาวร, วีรวัฒน์ มโนสุทธ,ิ บรรณาธกิ าร.
นนทบรุ ี, สถาบันบา้ ราศนราดูร, 2564: 1-193.
2. Drucker PF. The discipline of innovation. Harv Bus Rev 1998;76:149-57.
3. Wang J, Wang Z. Strengths, Weaknesses, Opportunities and Threats
(SWOT) Analysis of China's Prevention and Control Strategy for the COVID-19
Epidemic. Int J Environ Res Public Health. 2020 Mar 26;17(7):2235. doi:
10.3390/ijerph17072235.
4. Channon DF, Cooper AA. "McKinsey 7S model". Wiley Encyclopedia of
Management. In: John Wiley & Sons, New York,
2015: 1. doi:10.1002/9781118785317.weom120005.
5. Vermeir P, Vandijck D, Degroote S, Peleman R, Verhaeghe R, Mortier E, Hallaert G,
Van Daele S, Buylaert W, Vogelaers D. Communication in healthcare: a narrative
review of the literature and practical recommendations. Int J Clin Pract.
2015;69:1257-67. doi: 10.1111/ijcp.12686.
62
เอกสารอา้ งอิง
ภาคผนวก