The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ หมวด 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by psd.dms.moph, 2022-03-29 02:40:27

รายงานการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ หมวด 1

รายงานการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ หมวด 1

ประชาชนได้รบั บริการทางการแพทย์ที่มีคณุ ภาพและมาตรฐานวิชาชีพอย่างเสมอภาค ภายในปี พ.ศ. 2565

คานา

ตามที่ สานักงาน ก.พ.ร. ส่งเสริมให้ส่วนราชการดาเนินการพัฒนาองค์การตามเกณฑ์คุณภาพ
การบริหารจัดการภาครัฐ เพื่อสร้างความพึงพอใจ ตลอดจนความเช่ือถือไว้วางใจในการทางานของภาครัฐ
พัฒนาไปสอู่ งค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง และการปรับตวั อยา่ งสมดุลในการทางานระหวา่ งภาครัฐกบั ภาคส่วน
อ่ืน ๆ รวมท้ังเพ่ิมศักยภาพด้านการแข่งขันของภาคราชการและระดับประเทศ การสร้างคุณูปการต่อสังคม
การใช้ประโยชน์ของข้อมูลสารสนเทศของส่วนราชการ การจัดการกระบวนการและนวัตกรรมที่มี
ประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อความสาเร็จของการบริหารจัดการองค์การอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการ
ตอบสนองต่อเป้าหมายของพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองท่ีดี พ.ศ.
2546 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562 รวมทั้งจัดให้มีการมอบรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ
(Public Sector Management Quality Award) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ส่วนราชการพัฒนาคุณภาพการ
บริหารจดั การอย่างต่อเนือ่ งและยงั่ ยืน

กรมการแพทย์ ได้นาเกณฑค์ ณุ ภาพดังกลา่ วมาเป็นเครื่องมือในการพฒั นาระบบบรหิ ารจัดการ
ของกรมอย่างต่อเน่ือง โดยไดร้ ับการรับรองคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ระดบั พ้ืนฐาน (Certified FL)
ในปี พ.ศ. 2556 และได้รับการรับรองคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ระดับพื้นฐาน ฉบับที่ 2 (Certified
FL Version 2) ในปี พ.ศ. 2559

เพื่อเป็นการแสดงศักยภาพขององค์การ และเปน็ แรงกระตนุ้ ให้บุคลากรเกดิ ความภาคภูมิใจใน
การร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติงานจนบรรลุเป้าหมาย และเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ จึงหวังเป็นอย่างย่ิงว่าการ
บริหารจัดการกรมการแพทย์ จะเปน็ ท่ปี ระจกั ษ์ต่อคณะกรรมการและเปน็ แนวทางปฏิบตั ทิ ่ีดตี ่อไป

กรมการแพทย์
10 มนี าคม 2563

ประชาชนได้รบั บริการทางการแพทยท์ มี่ ีคณุ ภาพและมาตรฐานวิชาชีพอยา่ งเสมอภาค ภายในปี พ.ศ. 2565

สารบญั

ส่วนที่ 1 ลกั ษณะสาคัญขององค์การ หน้า
สว่ นที่ 2 การดาเนนิ การพัฒนาคุณภาพการบรหิ ารจัดการภาครัฐ 1
ส่วนท่ี 2-1 การพัฒนาคณุ ภาพการบรหิ ารจดั การอยา่ งต่อเนื่องตามเกณฑร์ ะดับพื้นฐาน
ส่วนท่ี 3 8
หมวด 2 การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ 13
หมวด 3 การใหค้ วามสาคัญกบั ผ้รู บั บริการและผูม้ ีสว่ นได้สว่ นเสยี 16
หมวด 4 การวดั การวเิ คราะห์ และการจัดการความรู้ 19
หมวด 5 การมุง่ เน้นบคุ ลากร 24
หมวด 6 การมงุ่ เน้นระบบการปฏิบัติ
ส่วนท่ี 2-2 การดาเนนิ การทโ่ี ดดเด่นรายหมวด 28
หมวด 1 การนาองค์การ 46
ผลลัพธก์ ารดาเนินการ

ดว้ ยใจ ด้วยความมุ่งมัน่ กรมการแพทย์ 1

ส่วนท่ี 1 ลกั ษณะสาคัญขององคก์ าร

กรมการแพทย์เป็นกรมในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการ
แพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2552 มีภารกิจเกยี่ วกับการพัฒนาวชิ าการด้านการบาบดั รักษาและฟ้ืนฟู
สมรรถภาพทางการแพทย์ฝ่ายกาย ศึกษา วิจัย พัฒนา ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์
เพ่ิมพูนความรู้และทักษะการปฏิบัติงานแก่บุคลากรการแพทย์เฉพาะทาง และให้บริการทางการแพทย์
เฉพาะโรคท่ีมีความยุ่งยากซับซ้อน มีสถานบริการสุขภาพเฉพาะโรคระดับตติยภูมิในสังกัดที่กระจายอยู่ใน
กรงุ เทพมหานคร ปริมณฑล และพนื้ ทท่ี กุ ภาคของประเทศไทย เปิดใหบ้ รกิ ารตลอด 24 ชั่วโมง ไมเ่ วน้ วนั หยดุ
เพ่ือรองรับการส่งต่อผู้ป่วยเฉพาะโรคระดับตติยภูมิจากสถานบริการสุขภาพทั้งในและนอกสังกัดกรมฯ โดย
ให้บริการการรกั ษาท่ีความรวดเรว็ และมีประสิทธภิ าพตามมาตรฐาน HA มีวสิ ัยทัศน์ระยะ 20 ปีที่ได้กาหนด
ไว้คือ “ประชาชนสุขภาพดีได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานวิชาชีพอย่างเสมอภาค
การแพทย์ไทยเป็น 1 ใน 3 ของเอเชีย” โดยมีเป้าประสงค์สูงสดุ คือการเหน็ ประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าท่ีมี
ความสุข ระบบสุขภาพย่ังยืน จากภารกิจ วิสัยทัศน์ และเป้าประสงค์นาไปสู่การวิเคราะห์ความสาคัญเชิง
รียบเทียบเพ่ือนาไปสู่การออกแบบกระบวนการทางานทั้งระบบให้ตอบสนองต่อความต้องการของ
ประเทศชาตแิ ละประชาชน ดงั ภาพ

ภาพที่ P- 1 การวเิ คราะห์ความเช่ือมโยงของทศิ ทางองค์การ ระบบงาน ผู้รับบรกิ าร และความสาคัญเชงิ เปรยี บเทยี บ

ด้วยใจ ด้วยความม่งุ มนั่ กรมการแพทย์ 2

บุคลากรของกรมการแพทย์มีจานวนทั้งส้ิน 18,377 คน เป็นข้าราชการจานวน 8,730 คน คิดเป็น
ร้อยละ 47.52 ระกอบด้วย 2 สายงาน คือ 1) สายงานหลักได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล
นักวิชาการสาธารณสุข นักกายภาพบาบัด ฯลฯ จานวน 7,934 คน คิดเป็นร้อยละ 90.88 2) สายงาน
สนับสนุน ได้แก่ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน นักทรัพยากรบุคคล นักวิชาการเงินและบัญชี นักสังคม
สงเคราะห์ ฯลฯ จานวน 623 คน คิดเป็นร้อยละ 7.14 ลูกจ้างประจา จานวน 1,341 คน คิดเป็นร้อยละ
7.30 พนักงานราชการจานวน 849 คน คิดเป็นร้อยละ 4.62 และพนักงานกระทรวงสาธารณสุข จานวน
7,457 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 40.58 ดงั ภาพ

ภาพท่ี P-2 บคุ ลากร

การศึกษาของบุคลากรในกลุ่มข้าราชการส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรีจานวน 7,000 คน คิดเป็น
รอ้ ยละ 80.18 รองลงมาคือต่ากวา่ ระดับปรญิ ญาตรจี านวน 1,277 คน คิดเป็นร้อยละ 14.62 ระดบั ปรญิ ญา
โทจานวน 288 คน คิดเป็นร้อยละ 3.29 และ ระดับปริญญาเอกจานวน 165 คน คิดเป็นร้อยละ 1.89 ใน
กลุ่มลูกจ้างประจาส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ากว่าปริญญาตรีจานวน 1,081 คน คิดเป็นร้อยละ 88.10 และ
ระดับปริญญาตรจี านวน 146 คน คิดเป็นร้อยละ 11.89 และในกลุ่มพนักงานราชการ ส่วนใหญ่อยู่ในระดบั
ปริญญาตรจี านวน 538 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 62.92 รองลงมาคือต่ากว่าระดบั ปรญิ ญาตรีจานวน 294 คน คดิ
เป็นร้อยละ 34.38 ระดับปริญญาโทจานวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 2.57 และระดับปริญญาเอกจานวน 1
คน คดิ เปน็ ร้อยละ 0.11 โครงสรา้ งอายขุ องบุคลากร กลุ่มขา้ ราชการอายุตัวเฉล่ยี อยู่ที่ 40 ปี อายุงานเฉลี่ยอยู่
ท่ี 15 ปี กลุม่ ลูกจา้ งประจาอายตุ ัวเฉลี่ยอยู่ที่ 53 ปี อายงุ านเฉลี่ยอยู่ที่ 27 ปี และกล่มุ พนักงานราชการอายุ
ตัวเฉล่ียอยู่ที่ 37 ปี อายุงานเฉล่ียอยู่ที่ 4 ปี ปัจจัยที่ทาให้บุคลากรผูกพัน สาหรับข้าราชการปัจจัยท่ีสาคัญ
คือการแต่งต้ังโยกย้ายที่เป็นธรรมและความก้าวหน้าในอาชีพ สาหรับพนักงานราชการคือการมีสวัสดิการ
และเงินเดือนท่ีเหมาะสม ลูกจ้างประจาคือการมีสวัสดิการหลังเกษียณอายุราชการท่ีเหมาะสม และ
พนักงานกระทรวงสาธารณสุขคือค่าจ้างและผลตอบแทนท่ีเป็นธรรม เนื่องจากกรมการแพทย์มีภารกิจตาม
กฎกระทรวงในการรักษาระดับตติภูมิดังน้ี จึงได้มีการจัดทาข้อกาหนดของแพทย์และพยาบาลผู้เช่ียวชาญ

ดว้ ยใจ ด้วยความมงุ่ ม่ัน กรมการแพทย์ 3

เฉพาะทาง คอื ต้องมวี ฒุ บิ ัตร/อนุมตั ิบตั รเพ่ือแสดงความรคู้ วามชานาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขา
/อนสุ าขา จากสมาคมวิชาชพี หรือสภาวิชาชีพ เช่น วุฒบิ ตั รสาขาประสาท ศลั ยศาสตร์ อายรุ ศาสตร์ ออโธปิ
ดกิ ส์ ฯลฯ ขอ้ กาหนดการปฏบิ ัตงิ านด้านสุขภาพ ความปลอดภยั ในโรงพยาบาล เชน่ เจ้าหน้าท่รี งั สี ต้องสวม
ใสอ่ ปุ กรณป์ อ้ งกันอันตรายจากรังสี เชน่ เส้อื ตะกว่ั แวน่ ตากนั รังสี และติดตามวัดปริมาณรังสีของบุคลากรท่ี
ปฏิบัติหน้าท่ีทุกเดือน หากพบว่าปริมาณรังสีสูงกว่าค่ามาตรฐาน ต้องมีการหมุนเปล่ียนเจ้าหน้าที่ สาหรับ
เจ้าหน้าท่ีที่ปฏิบัติการในห้องแยกโรค ห้องติดเช้ือ ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันตนเองตามมาตรฐาน Universal
Precaution มีการตรวจสุขภาพทกุ ปี และมีการสบั เปลี่ยนหมุนเวียนงาน (Rotation) เปน็ ตน้

กรมการแพทย์มีสินทรัพย์ที่สาคัญ ได้แก่ อาคารสถานที่ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีศักยภาพสูง
ทันสมัย และสิ่งอานวยความสะดวกต่าง ๆ ท่ีช่วยให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความ
คลอ่ งตวั ในการใหบ้ ริการทางการแพทยเ์ ฉพาะทาง ดังภาพ

ภาพที่ P- 3 สนิ ทรพั ย์

กรมการแพทย์ดาเนนิ งานภายใตก้ ฎหมาย ระเบียบ และข้อบงั คบั ทีส่ าคัญ ดังภาพ

ภาพที่ P-4 กฎหมาย ระเบยี บ ข้อบงั คบั

ดว้ ยใจ ด้วยความมุ่งมน่ั กรมการแพทย์ 4

กรมการแพทย์ประกอบด้วย 44 หน่วยงาน แบ่งเป็นหน่วยงานท่ีข้ึนตรงกับอธิบดีจานวน 2
หน่วยงาน หน่วยงานส่วนกลางจานวน 5 หน่วยงาน หน่วยงานจัดตั้งภายในจานวน 5 หน่วยงาน
โรงพยาบาล/สถาบันเฉพาะทางจานวน 15 หนว่ ยงาน และโรงพยาบาลในส่วนภูมภิ าคจานวน 17 หน่วยงาน
และตลอดระยะเวลาท่ีผ่านมากรมฯ ได้กาหนดให้โรงพยาบาล/สถาบัน พัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทาง
การแพทย์จานวน 23 ด้าน ได้แก่ ด้านอาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ด้านจักษุวิทยา ด้านโสต ศอ นาสิก
ด้านการผ่าตัดทางกล้อง ด้านการปลูกถ่ายอวัยวะ ด้านอุบัติเหตุ ด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ด้านโรค
กระดูกและข้อ ด้านสุขภาพพระสงฆ์ ด้านเวชกรรมฟื้นฟู ด้านรากฟันเทียม ด้านพยาธิวิทยา ด้านโรคหลอด
เลอื ดสมอง ดา้ นโรคมะเร็ง ด้านยาเสพตดิ ด้านโรควณั โรค ดา้ นโรคผิวหนงั ดา้ นเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ด้านโรค
ไข้เลือดออก ด้านทารกแรกเกิด ด้านโรคไต ด้านโรคปอดอุดก้ันเร้ือรัง ด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกใน
ครรภ์ โดยหนึ่งหน่วยงานสามารถพัฒนาไดม้ ากกวา่ หนึง่ สาขา

การกากับดแู ลองค์การทีด่ ีถือเปน็ ปัจจยั หน่ึงที่ทางกรมการแพทย์ให้ความสาคญั เพราะเปน็ สว่ นท่ีจะ
ช่วยทาใหอ้ งค์การมรี ะบบการบรหิ ารและการจดั การทม่ี ีคุณภาพ รวมทั้งมกี ารเปิดเผยข้อมลู ท่โี ปรง่ ใส และมี
ผลการปฏิบัติงานที่เป็นมาตรฐาน เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพ สร้างความสามารถในการแข่งขัน และเพ่ิม
มูลค่าในการดาเนินงานขององค์การ ซึ่งจะสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุก
ฝ่าย โดยกรมฯ จัดใหม้ ีโครงสร้างและกระบวนการของความสมั พนั ธ์ระหว่างหนว่ ยงานภายนอกได้แก่ สานกั
งบประมาณ กรมบัญชีกลาง สานักงาน ก.พ.ร. คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ
สานกั งานปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาติและกระทรวงสาธารณสขุ

กรมการแพทย์มีโครงสร้างการบริหารราชการส่วนกลาง 6 กอง 1 สถาบัน มีสถานบริการใน
กรุงเทพฯและปริมณฑล ได้แก่ โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 5 แห่ง สถาบันเฉพาะทาง 10 แห่ง และ
โรงพยาบาลเฉพาะทางในส่วนภูมิภาค 17 แห่ง กรมฯ มีการดาเนินการกากับดูแลตนเองที่ดีครบท้ัง 3 ด้าน
ได้แก่ 1) ด้านความรับผิดชอบต่อการปฏบิ ัติงานของสว่ นราชการ 2) ด้านการเงินและการป้องกันการทุจรติ
และประพฤติมิชอบ 3) ด้านการรักษาปกป้องผลประโยชนข์ องประเทศและผ้มู ีส่วนได้สว่ นเสยี นอกจากนี้มี
ระบบการกากับการดาเนนิ การของกรม
หน่วยงานระดับเหนือกรม ได้แก่
สานักงาน ก.พ. สานักงาน ป.ป.ช.
สานักงาน ก.พ.ร. สานักงบประมาณ
สานักนายกรัฐมนตรี กรมบญั ชีกลาง
สานักงาน ป.ป.ท. คณะกรรมการ
ตรวจสอบและประเมินผลภาคราชการ
และกระทรวงสาธารณสุข ดังภาพ

ภาพท่ี P- 5 ระบบการกากบั ดูแลและโครงสรา้ งองค์การ

ดว้ ยใจ ด้วยความมุ่งมัน่ กรมการแพทย์ 5

กรมการแพทย์ได้วิเคราะห์ผู้รับบริการจากภารกิจของกรมฯ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการและ
ความคาดหวังในแต่ละกลุ่มอย่างสมดลุ รวมทงั้ ออกแบบวธิ ีการส่งมอบพร้อมกบั กลไกในการส่ือสารในแต่ละ
กลุ่มให้เหมาะสม โดยผู้รับบริการได้แก่ ผู้ป่วย สถานบริการสุขภาพ บุคลากรทางด้านสุขภาพ และผู้บริหาร
กระทรวง สาหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้แก่ ผู้ป่วยท่ีได้รับผลกระทบจากการรักษา และผู้บริหารระดับ
กระทรวง ดงั ภาพ

ภาพท่ี P- 6 ผู้รับบริการ

กรมการแพทย์มีหน่วยงานหรือองค์การที่เก่ียวข้องกันในการให้บริการหรือส่งมอบงานต่อกัน เพื่อ
ยกระดับความสามารถการแข่งขันของประเทศ ซ่ึงต้องอาศัยกลไกที่สาคัญในการสื่อสาร และเพื่อให้การ
ดาเนนิ งานบรรลวุ ตั ถุประสงคจ์ าเป็น ต้องมขี ้อกาหนดสาคญั ในการปฏบิ ัติงาน ดง้ ภาพ

ภาพที่ P- 7 ตารางแสดงผสู้ ่งมอบ พันธมติ ร และคคู่ วามรว่ มมือ

จากวิสัยทัศน์ระยะ 20 ปี “ประชาชนสุขภาพดีได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและ
มาตรฐานวิชาชีพอย่างเสมอภาค” น้ัน กรมการแพทย์จึงได้กาหนดคู่เทียบเพื่อการพัฒนาในระยะ 5 ปี คือ
ประเทศในเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ ท้ัง 10 ประเทศ ทง้ั ในด้านของคุณภาพชีวติ ดา้ นอัตราตาย ด้านบคุ ลากร

ดว้ ยใจ ด้วยความมุง่ ม่ัน กรมการแพทย์ 6

ทางการแพทย์ และด้านค่าใช้จ่ายในรักษา เพ่ือนามากาหนดเป็นความท้าทายและความได้เปรียบเชิง
ยทุ ธศาสตร์ ดงั ภาพ

ภาพท่ี P- 8 ข้อมูลเชิงเปรียบเทยี บ

จากภาพจะเห็นว่าอายุคาดเฉล่ียของการมีสุขภาวะของประเทศไทยอยู่อันดับที่ 3 ร่วมกับมาเลเซีย
เวียดนาม ในขณะท่ีสงิ คโปรอ์ ยู่อนั ดับที่ 1 ตามมาดว้ ยบรูไนอนั ดบั ที่ 2 สาหรับดชั นคี ณุ ภาพชีวติ ประเทศไทย
อยู่อันดับท่ี 4 ในขณะท่ีสิงคโปร์อยู่อันดับที่ 1 บรูไนอันดับที่ 2 และ มาเลเซียอันดับท่ี 3 สาหรับจานวน
บุคลากรทางการแพทย์ ทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ และพยาบาลของประเทศไทยน้ันมีจานวนต่อประชากร
10,000 คน อยู่อันดับท่ี 4 รองจากสิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย และในด้านค่าใช้จ่ายในการรักษาประเทศ
ไทยนับว่าเป็นประเทศที่มคี ่าใชจ้ า่ ยค่อนขา้ งเหมาะสมเมื่อเทียบกับคณุ ภาพของการรกั ษา ซึ่งปัจจยั เหลา่ น้จี ะ
ถูกนาเป็นสว่ นหนึ่งในการจัดแผนยทุ ธศาสตร์ของกรมการแพทยต์ อ่ ไป

จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและผลกระทบของกรมการแพทย์ ทาให้ทราบถึงความท้าทาย
เชิงกลยุทธแ์ ละความได้เปรียบเชงิ กลยุทธ์ สามารถสรปุ ไดด้ งั ภาพ

ภาพท่ี P-9 ความทา่ ทาย และความไดเ้ ปรียบเชงิ ยุทธศาสตร์

ด้วยใจ ด้วยความม่งุ มัน่ กรมการแพทย์ 7

จากภารกิจและวิสัยทัศน์ของกรมการแพทย์ นาไปสู่การออกแบบระบบงานท่ีมุ่งเน้นการผลิตองค์
ความรู้และมาตรฐานทางการแพทย์ที่ทันสมัย น่าเช่ือถือ สามารถนาไปปฏิบัติได้จริง ตลอดจนบริการทาง
การแพทย์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ภายใต้
ระบบงานหลัก 4 ระบบงาน คือ 1) ระบบงานบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง 2) ระบบงานวิจัยและ
ประเมินเทคโนโลยี และ 3) ระบบงานถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนานโยบายการแพทย์และสาธารณสุข
และ 4) ระบบงานพัฒนาวิชาการ มาตรฐาน นวัตกรรม ถ่ายทอดและจัดทาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทาง
การแพทย์ โดยไดน้ าแนวคิด PDCA มาใชใ้ นการยกระดบั ประสิทธภิ าพกระบวนการทางานของกรมมาอย่าง
ต่อเนื่อง มีการบูรณาการกับเคร่ืองมือสมัยใหม่ อาทิ R2R RM BSC CQI QA AAR และมาตรฐาน HA ISO
JCI Green and Clean เพื่อให้เกิดการทางานท่ีมีประสิทธิภาพ เกิดการสร้างผลผลิตและนวัตกรรมในการ
ปฏบิ ตั ิงานใหม่ ๆ

กรมการแพทย์ ตระหนักถึงความสาคัญของพันธกิจหน้าที่ตามกฎหมาย ที่ต้องสร้าง
บรรยากาศการเรียนรขู้ องบุคลากร โดยใช้แนวทางการจัดการความรู้ 7 ขั้นตอน ของสานักงาน ก.พ.ร. เพื่อ
เพ่ิมพนู สมรรถนะทางการแพทย์เฉพาะทางอยตู่ ลอดเวลา โดยการแลกเปลย่ี นเรียนรู้กับหนว่ ยงานท้งั ภายใน
และตา่ งประเทศ นอกจากนี้ ยังมกี ารถอดบทเรยี นองค์ความรู้จากผู้เชย่ี วชาญและงานตา่ ง ๆ ในรปู แบบของ
ตาราและวารสารกรมการแพทย์ เป็นต้น

อยากจะเหน็ คนไทยนนั้ ได้มี คณุ ภาพชีวติ ที่ดกี วา่ 8

ส่วนที่ 2.1 การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการอย่างตอ่ เนื่องตามเกณฑร์ ะดบั พน้ื ฐาน
หมวด 2 ยทุ ธศาสตร์

2.1 การจัดทายุทธศาสตร์
การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของกรมการแพทย์ได้ดาเนินการอย่างเป็นระบบ โดยแตง่ ตั้งคณะทำงำน

ยกร่ำงแผนยุทธศำสตร์กรมกำรแพทย์เพื่อศึกษา วเิ คราะห์ รวบรวมข้อมูลสถานการณด์ า้ นสขุ ภาพในปัจจุบัน
แนวโน้มโรคและปัญหาสุขภาพในอนาคต ความคาดหวังและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นโยบาย
รัฐทุกระดับท่ีเก่ียวข้อง เพ่ือเสนอร่างแผนยุทธศาสตร์กรมการแพทย์ต่อคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์
กรมพิจารณาให้ความเห็นชอบซ่ึงจากการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศท่ีส่งผลกระทบต่อระบบ
สุขภาพ อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ พฤติกรรมเสี่ยงและปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น ทาให้โรคไม่
ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับหน่ึงของคนไทย ซึ่งจากข้อมูลสถิติ พบว่า ในปี
2560 อัตราตายด้วยโรคมะเร็ง สูงถึง 120.5 ต่อแสนประชากร อัตราตายด้วยโรคหลอดเลือดในสมอง
เท่ากบั 47.8 ตอ่ แสนประชากร และอัตราตายดว้ ยโรคหัวใจขาดเลอื ด เทา่ กับ 31.8 ตอ่ แสนประชากร (ที่มา:
กองยุทธศาสตร์และแผนงาน สป.สธ.) ประกอบกับผลการสารวจความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของ
กรมการแพทย์ท่ีต้องการให้กรมการแพทย์พัฒนาระบบการให้บริการที่สะดวกรวดเร็ว เน้นการทางานเชิง
บูรณาการต้ังแต่ การส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟ้ืนฟู การสนับสนุนทางด้านวิชาการ เช่น การพัฒนา
นวัตกรรมและเทคโนโลยีสุขภาพในการรักษาผู้ป่วย และการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ เช่น การ
ฝึกอบรมให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์ตามเขตสุขภาพ และการกาหนดรูปแบบการรักษาสุขภาพใน
อนาคต เพื่อให้กรมการแพทย์ร่วมเป็นผู้ช้ีนานโยบายด้านสุขภาพของประเทศ รวมถึงการพัฒนาบุคลากร
ของกรมการแพทย์ให้มีสมรรถนะเพ่ือรองรับการดาเนินงานตามยุทธศาสตร์ที่กาหนด ซ่ึงกรมการแพทย์ได้
วิเคราะห์และนาข้อมูลดังกล่าวข้างต้น มาเป็นกรอบในการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ โดยมุ่งหวังให้บรรลุ
วิสัยทัศน์ “ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ท่ีมีคุณภาพและมาตรฐานวิชาชีพอย่างเสมอภาคภายในปี
พ.ศ. 2565” และนาโอกาสเชงิ ยุทธศาสตร์ ด้านนวัตกรรมมากาหนดไว้ในพันธกิจของกรมการแพทย์ “สร้าง
และถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยีทางการแพทย์ เสริมสร้างการมีส่วนร่วมทางวิชาการและ
บริการทางการแพทย์ในทุกภาคส่วนเพ่ือพัฒนาการแพทย์ของประเทศสู่มาตรฐานสากล” ภายใต้การ
ขับเคลื่อน 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) สร้างความเข้มแข็งเครือข่ายบริการและวิชาการทางแพทย์และ
สาธารณสุขของประเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานการรักษาทางการแพทย์ในโรคสาคัญต่าง ๆ เช่น
โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง และการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีสขุ ภาพ
2) พฒั นาระบบการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรอยา่ งไรร้ อยต่อ (Seamless Comprehensive Health Care
) เพ่อื บูรณาการดาเนนิ งานในการป้องกนั การดูแลรักษาโรค ตลอดจนการสง่ เสริมให้ประชาชนมีความรอบรู้
ด้านสุขภาพ Health Literacy 3) พัฒนาแพทย์และบุคลากรด้านสุขภาพให้มีความเชี่ยวชาญ และเพียงพอ
กับความต้องการของประเทศ เน้นการเพ่ิมพูนทักษะให้กับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ให้มี
ความสามารถดูแลรักษาผู้ป่วยในเขตสุขภาพ ลดการส่งต่อผู้ป่วย 4) พัฒนาระบบบริหารจัดการเพ่ื อ

อยากจะเห็นคนไทยน้นั ไดม้ ี คณุ ภาพชีวติ ท่ีดกี วา่ 9

สนับสนุนให้เกิดความเป็นเลิศ ให้เป็นองค์กรคุณภาพ

มีธรรมาภิบาล มีความทันสมัยและพร้อมปรับตัวต่อการ

เปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะการนาระบบดิจิทัลมาใช้ใน

การปฏิบัติงานเพ่ือมุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวม

จากข้อมูลสภาพปัญหา/จุดอ่อน ที่กล่าวข้างต้น ทาให้การ

ดาเนินงานของกรมยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการ

ข อ ง ผู้ รั บ บ ริ ก า ร แ ล ะ ผู้ มี ส่ ว น ไ ด้ ส่ ว น เ สี ย ไ ด้ อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว

ทันท่วงที ดังน้ันกรม จาเป็นต้องวางแผนและพัฒนาการ

ดาเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น โดยปรับการ

ดาเนินงานของกรมจาก “The best of the best” เป็น ภาพท่ี 2. 1 ความเชอื่ มโยงระหวา่ งยุทธศาสตร์
“The best for the most” โดยภารกิจหลักของกรมการ และแผนการปฏิรปู

แพทยย์ งั คงมุ่งเนน้ งานด้านวชิ าการท่เี ป็นเลิศ และนาความเป็นเลิศดังกล่าวไปแก้ไขปัญหาให้กบั ประชาชนใน

พื้นทที่ ง้ั ประเทศ ผา่ นการปฏิรูปกรมการแพทย์ DMS 4 Reforms ควบคูก่ บั แผนยทุ ธศาสตรก์ รมการแพทย์

เพ่ือให้การดาเนินงานบรรลุเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนี้ 1) Function Reform เป็น

การปฏิรูปบทบาทหน้าท่ีของกรมการแพทยท์ ี่มีความเป็นเลศิ เฉพาะทาง (The best of the best) เป็นการ

นาองค์ความรู้ ความเช่ียวชาญเฉพาะทาง ไปแก้ไขปัญหาสุขภาพในระดับเขตสุขภาพและระดับประเทศ

(The best for the Most) โดยผลักดันและขับเคล่ือนให้ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางกรมการแพทย์

(CoE) ปรบั เปลย่ี นไปสู่การเป็นศูนย์ข้อมลู ดา้ นสุขภาพท่ีสาคัญของประเทศ ได้แก่ ข้อมลู ภาระโรค (burden

of disease) ข้อมูลระบบบริการสุขภาพ (Service System Mapping) ซึ่งเหล่าน้ีเป็นข้อมูลเบื้องต้นท่ี

สาคัญที่จะนาไปสู่การดาเนินงานด้านการวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Research & TA)

การพัฒนาวิชาการร่วมกับเครือข่าย (networking) เพ่ือให้เกิดการทางานแบบบูรณาการต้ังแต่การส่งเสริม

ป้องกันโรค (PP&P) จนถึงการรักษาฟื้นฟูทางการแพทย์ การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านบริการและวิชาการ

แพทย์ และนาไปสู่การจัดทาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Advocacy) ในระดับประเทศ 2) Agenda

Reform เป็นการปฏิรูปการดาเนินงาน เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพท่ีสาคัญของประเทศ ซ่ึงมีประเด็นมุ่งเน้น

เพ่อื แก้ไขปัญหาสุขภาพทสี่ าคัญ 4 ดา้ น ไดแ้ ก่ ด้านโรคมะเร็ง ดา้ นยาเสพติด ด้านโรคไมต่ ิดต่อเรื้อรัง (NCD)

และด้านผู้สูงอายุ ซึ่งทาให้เกิดการปรับเปล่ียนแนวคิดการดูแลสุขภาพจากการรักษาแบบแยกส่วนในระดับ

ปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ มาเป็นการรักษาแบบครบวงจรอย่างไร้รอยต่อ โดยการมีส่วนร่วมการดูแล

ผู้ป่วยต้ังแต่โรงพยาบาล ชุมชน และครอบครัว (Seamless Comprehensive Health Care) 3) Area

Reform เป็นการปฏิรูปการดาเนินงานร่วมกับเขตสุขภาพแบบเชิงรุก โดยการจัดต้ังสานักการแพทย์เขต

สุขภาพ ซึ่งมแี พทยเ์ ขตเป็นตัวแทนของกรมฯ เข้าไปร่วมรับฟัง รับทราบปัญหา และร่วมแก้ไขปัญหาของเขต

สุขภาพ เน้นการมีส่วนร่วมทุกกระบวนการแบบร่วมคิด ร่วมทา ร่วมรับผิดชอบ (Co-creation) เพ่ือให้เกิด

การแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและตรงตามความต้องการของพ้ืนที่ จัดลาดับความสาคัญ ประเด็นความ

อยากจะเหน็ คนไทยนน้ั ไดม้ ี คณุ ภาพชีวิตท่ดี ีกวา่ 10

ต้องการท่ีเร่งด่วน พร้อมรายละเอียดสภาพปัญหา และ 4) System Reform เป็นการพัฒนาระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือสนับสนุนการดาเนินงานตามแผนปฏิรูปทั้ง 3 ด้าน ท่ีกล่าวไปแล้วข้างต้น ซ่ึงแบ่ง
ออกเป็น 2 ส่วนสาคัญ คือ ส่วนที่ 1. ด้านการพัฒนาระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ท้ังระบบ
Front Office เช่น การพัฒนา Hospital Information System (HIS) ได้แก่ ระบบคิวอัจฉริยะ ระบบนัด
หมายออนไลน์ และระบบ Back Office เช่น การพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรขององค์การ
(Enterprise Resource Planning: ERP) ส่วนที่ 2 ดา้ นการพฒั นาบคุ ลากร โดยเนน้ ดา้ น Digital Literacy
เพ่ือให้บุคลากรกรมการแพทย์มีความรู้ และมีสมรรถนะด้านดิจิทัล ในการพัฒนากระบวนการทางานหรือ
ระบบงานในองค์กรให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรแห่ง
ความสุขและมีความยั่งยืน โดยมกี ระบวนการปรับ Mindset ในการทางานการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญจาก
รนุ่ สูร่ ุ่น รวมท้งั การพฒั นาสมรรถนะของบุคลากรด้าน Digital Literacy

จากการปรับกระบวนงานที่เป็นสมรรถนะหลักของกรมการแพทย์ให้ตอบสนองต่อผู้รับบริการ
มีส่วนได้ส่วนเสีย ทาให้กรมการแพทย์ได้มองเห็นถึงความท้าทายของปัญหาเร่ืองระบบบริการสุขภาพท่ี
จะต้องดาเนินการให้บรรลุเป้าหมายในระยะส้ัน 3-5 ปี คือ การแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพของประเทศอย่าง
เป็นระบบและครบวงจร ผ่านการปฏิรูปกรมการแพทย์ 4 ด้าน ประกอบกับการจัดสรรทรัพยากรท้ังด้าน
บุคลากร งบประมาณ ให้สอดคล้องและรองรับต่อยุทธศาสตร์ท่ีกาหนด รวมถึงการจัดทาแผนสาคัญต่างๆ
ได้แก่ แผนพัฒนาบุคลากร แผนยุทธศาสตร์ดิจิทัลการแพทย์ จนเกิดผลสาเร็จท่ีเป็นรูปธรรมและเกิด
ประโยชน์ตอ่ ระบบสุขภาพทแ่ี ท้จรงิ ได้แก่ 1) การผ่าตัดแบบวนั เดียวกลับ One Day Surgery ท่นี าไปขยาย
ผลในโรงพยาบาลของเขตสุขภาพ เพ่ือช่วยลดระยะเวลารอคอยการผ่าตัด ลดความแออัดของโรงพยาบาล
และลดค่าใช้จ่ายภาคประชาชน 2) การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลกู (HPV DNA TEST) ท่ีสถาบนั มะเร็ง
แห่งชาติดาเนินการศึกษา วิจัย และเสนอให้การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกบรรจุอยู่ในสิทธิประโยชน์
หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกท่ีพบเป็นอันดับหนึ่งใน
สตรีไทย ซึ่งถือเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่นาไปแก้ไขปัญหาสาธารณสุขของประเทศอย่างแท้จริง
3) การตัง้ สานกั การแพทยเ์ ขตสขุ ภาพ เพื่อเปน็ ตัวแทนของกรมการแพทย์เข้าไปรบั ฟังปญั หา ชว่ ยเหลอื และ
สนับสนนุ ในพนื้ ท่ี โดยต้ังแตป่ ี 2561 กรมการแพทย์ได้ให้การสนับสนุนการดาเนินการของโรงพยาบาลเฉลิม
พระเกียรติ โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ทั้งด้านการให้บริการทาง
การแพทย์ อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ การถ่ายทอดองค์ความรู้ทางการแพทย์ให้กับบุคลากรทาง
การแพทย์ 4) การพัฒนาระบบบริการของโรงพยาบาลให้เป็น Smart Hospital และการนา AI มาช่วย
เพ่ิมประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วย อาทิ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดสมองผู้ป่วยโรคลมชัก (Robotic Epilepsy
Surgery) ระบบการให้บริการสุขภาพทางไกล (Telemedicine) เพ่ือให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถ
ใช้บรกิ ารทางการแพทย์ท่ี รพ.สต. และ รพช. ชว่ ยประหยดั เวลาและการเดนิ ทางของผปู้ ่วย

อยากจะเหน็ คนไทยนน้ั ไดม้ ี คณุ ภาพชีวิตทีด่ ีกว่า 11

2.2 การนายทุ ธศาสตรไ์ ปปฏบิ ตั ิ
กรมการแพทย์ได้ดาเนินการถ่ายทอดยุทธศาสตร์สู่

การปฏิบัติ ผ่านการสื่อสารและถ่ายทอดในหลายช่องทาง
เพื่อให้บุคลากรทุกระดับเกิดการรับรู้และสามารถนาสู่การ
ปฏิบัติได้อย่างชัดเจน อาทิ การจัดสัมมนาเพ่ือชี้แจง
นโยบายและยุทธศาสตร์กรมการแพทย์ประจาปี การ
ถ่ายทอดผ่านระบบ VDO Conference การเผยแพร่ใน
เว็บไซต์กรมการแพทย์ การจัดทาแผนปฏิบัติราชการ
ประจาปี การกาหนดตัวชี้วัดเพื่อติดตามความสาเร็จอย่าง
ชัดเจนในระดับองค์กร การจัดทาคารับรองการปฏิบัติ
ราชการ ถ่ายทอดไปถึงระดับหน่วยงาน บุคคล อย่างเป็น ภาพท่ี 2. 2 กลไกการควบคุมผลการดาเนนิ งาน
ระบบ โดยกรมการแพทย์ไดเ้ รียนรู้และปรับกระบวนการถ่ายทอดยุทธศาสตร์ให้สามารถลงไปถงึ หนว่ ยงาน
และบุคคล ผ่านกลยุทธ์ใหม่ 2 ทาง คือ 1) การจัดประชุมสัมมนาฯ กลุ่มรองผู้อานวยการโรงพยาบาล/
สถาบัน ซ่ึงจัดข้ึนทกุ 4 เดือน เพ่ือให้เกดิ การสือ่ สาร แลกเปลี่ยน ใหส้ ามารถนายุทธศาสตร์ไปสู่การ
ปฏิบัติงานในหน่วยงาน 2) การนิเทศบูรณาการสร้างความเข้มแข็งให้กับหน่วยงานในสงั กัด ซ่ึงเป็นเวทีให้
ผู้ปฏิบัติงานได้นาเสนอผลงานท่ีแปลงยุทธศาสตร์สกู่ ารปฏบิ ัติท่ีเปน็ รูปธรรมและผู้บรหิ ารได้รับทราบปัญหา
การดาเนนิ งาน เพ่อื สนับสนุนการดาเนินงานใหบ้ รรลุเปา้ หมาย

กรมการแพทย์ได้พัฒนาระบบการกากับติดตามและประเมินผลโดยกาหนดให้มีกระบวนการ
ควบคุม (The Control Process) และเพ่ิมขอบเขตการกากับ ติดตาม ประเมินผลเป็น 5 ด้าน จากเดิมที่
ติดตามเฉพาะแผนงาน/โครงการ ดังนี้ 1. ระบบการกากับติดตามความก้าวหน้าของแผนงาน/โครงการ
และงบประมาณ ตามแผนปฏิบัติการประจาปี กาหนดให้ทุกหน่วยงานในสังกัดรายงานผลทันทีท่ีเสร็จส้ิน
ผ่านระบบ (PBMS) ซึ่งสามารถประมวลผลได้ถูกต้อง แม่นยา ทันเวลา ส่งผลให้การติดตามพัฒนาและ
สง่ เสริมการดาเนินงานมีประสิทธิภาพ พร้อมทงั้ เชือ่ มโยงข้อมูลเข้าสรู่ ะบบรายงานของกระทรวงสาธารณสุข
และของประเทศ ผ่านระบบสารสนเทศเพ่ือการบริหารยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพ (SMS) , ระบบ eMENSCR
เป็นรายไตรมาส 2. ระบบการติดตามประเมินตัวช้ีวัด กาหนดให้แบ่งการประเมินเป็น 2 ส่วน1) ประเมิน
ภายใน ได้แก่ การประเมินผลตามแผนยทุ ธศาสตร์กรมการแพทย์ ซึ่งคณะกรรมการบรหิ ารกรมการแพทย์จะ
พิจารณาให้ความเห็นชอบตัวชี้วัดระดบั Corporate Strategy (ยทุ ธศาสตรร์ ะดบั องค์การ) โดยนาเป้าหมาย
ตามภารกิจ ความคาดหวังของผมู้ สี ว่ นไดส้ ่วนเสีย ผลการดาเนนิ งานทผี่ า่ นมาพิจารณากาหนดดัชนีหรือ
หน่วยวัดความสาเร็จของการปฏิบัติงาน (ตัวช้ีวัด) และคาดการณ์ผลการดาเนินการระยะส้ัน ( Small
Success 3 6 9 12 เดือน) และระยะยาว 5 ปี ในช่วงของการจัดทาแผนยุทธศาสตร์และกาหนดให้มีการ
ประเมินผลปีละ 1 คร้ัง ผ่านระบบการรายงาน , การประเมินผลการดาเนินงานตามแผนการใช้จ่าย
งบประมาณปีละ 4 ครั้ง ผ่านระบบ e-budgeting 2) การประเมินภายนอก ได้แก่การประเมินการ

อยากจะเหน็ คนไทยน้ันไดม้ ี คุณภาพชีวิตที่ดกี ว่า 12

ดาเนินงานเขตบริการสขุ ภาพ (Service Plan) ประเมินปลี ะ 2 คร้ัง โดยผอู้ านวยการสานกั การแพทย์เขตทา
หน้าท่ีลงพื้นท่ีให้คาปรึกษาและประสานศูนย์วิชาการเพ่ือให้การสนับสนุนด้านวิชาการและเทคโนโลยี
การแพทย์ตามความต้องการเขตสุขภาพผ่านการตรวจราชการ ท้ังน้ีการกาหนดตัวช้ีวัดจะนาผลการ
ดาเนินงานท่ีผ่านมาและบริบทที่จาเป็นต้องติดตามมาเป็นปัจจัยในการกาหนดตัวชี้วัดและค่าเป้าหมาย
ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ศูนย์วิชาการของกรมการแพทย์ สานักงานสาธารณสุขจังหวัด โรงพยาบาล
ในเขตสุขภาพ สานกั การแพทย์เขต 3. ระบบการนิเทศ ตรวจเยย่ี ม และประชมุ ผ้บู ริหาร เช่น การประชุม
THM Meeting ทุกวันพฤหัสบดีท่ี 3 ของเดือน และ DMS Conference ทุกสัปดาห์แรกของเดือน เพ่ือ
ติดตามงานท่ีเป็นนโยบายสาคัญเร่งด่วน หรือต้องอาศัยการตัดสินใจร่วมกันของผู้บริหาร กรณีฉุกเฉินจะมี
การเรยี กประชุมผู้บริหารโดยผา่ น Conference 4. ระบบการประเมนิ ผลการปฏิบตั ิราชการตามคารับรอง
การปฏิบัติราชการ ได้กาหนดตัวชี้วัด เป้าหมาย เกณฑ์การให้คะแนน และนาไปใช้ในการประเมินผลการ
ปฏิบัติราชการตามที่ได้มีการลงนามในคารับรองการปฏิบัติราชการ ส่งเสริมให้บุคลากรยึดม่ันในการปฏบิ ัติ
ราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธ์ิ มีความคุ้มค่า ตอบสนองประชาชน ประเมินปีละ 2 ครั้ง ผ่านระบบ (E-PA)
5. ระบบการติดตามและประเมินผลความเส่ียงเชิงยุทธศาสตร์ เพ่ือลดโอกาสท่ีจะผิดพลาดของการ
ดาเนินงานซ่ึงจะทาให้ยุทธศาสตร์ไม่บรรลุผล อีกทั้งส่งเสริมให้องค์กรเกิดการเรียนรู้ ( Learning
Organization) กรมการแพทย์ได้กาหนดให้มีการบริหารความเส่ียงเชิงยุทธศาสตร์ (Enterprise Risk
Management :ERM) ตามแนวทางของ COSO ทั้งในระดับกรมและหน่วยงาน โดยมีการติดตามและ
ประเมนิ ความเส่ียงปีละ 2 ครง้ั กรมการแพทย์จะสรปุ ผลการดาเนินงานในภาพรวมจากระบบต่างๆ โดยนา
ผลไปประกอบการพิจารณาทบทวนยุทธศาสตร์ รวมท้ังการตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรของผู้บริหารเพ่ือการ
พัฒนาในรอบปีต่อไป นอกจากนี้ยังได้ส่งข้อมูลสรุปผลประเมินการดาเนินงานเขตบริการสุขภาพ (Service
Plan) ให้กับกองยุทธศาสตร์และแผนงานรวมท้ังกองตรวจราชการของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนาผลไป
ปรับปรุงพัฒนาเขตสุขภาพและรวบรวมสรุปรายงานผลต่อผู้บริหารกระทรวง ในส่วนของการประเมินการ
ปฏิบัติราชการกลุ่มพัฒนาระบบริหารจะเป็นผู้จัดทาสรุปผลการปฏิบัติราชการตามคารับรองการปฏิบัติ
ราชการประจาปใี นภาพกรมการแพทย์ เสนอต่อผู้บริหารกรมการแพทย์เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาความ
ดีความชอบและส่งให้กับกลุ่มพัฒนาระบบบริหารของกระทรวงสาธารณสุขซ่ึงจะนาไปรวบรวมจัดทาเป็น
เอกสารเผยแพร่ทางเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข เว็บไซต์ สป.สธ. ให้บุคลากรและผู้เก่ียวข้องได้รับทราบ
และนาไปปรับปรุงกระบวนการทส่ี รา้ งคุณคา่ และกระบวนการสนบั สนนุ ในการปฏิบัติงานต่อไป

ทุกลมหายในทีไ่ ด้คืนมา มคี า่ มากเกนิ กวา่ คาชื่นชม 13

ส่วนที่ 2.1 การพฒั นาคุณภาพการบริหารจดั การอย่างตอ่ เน่อื งตามเกณฑร์ ะดบั พ้ืนฐาน

หมวด 3 ผู้รบั บรกิ ารและผู้มีส่วนได้สว่ นเสยี

3.1 ความคาดหวังของผูร้ ับบรกิ ารและผู้มีส่วนได้สว่ นเสีย

กรมการแพทย์ได้สารวจความคาดหวังของกลุ่มเป้าหมายของกรม ดังน้ี ผู้รับบริการ ซ่ึงแบ่งออกได้

เป็น5 กลุ่มเป้าหมาย 1. กลุ่มผู้ป่วย สารวจในประเด็นความพึงพอใจในการให้บริการ ความต้องการการ

บริการท่ีสะดวก รวดเร็ว ค่าใช้จ่ายในการบริการท่ีเหมาะสม การรักษาท่ีมีคุณภาพ ความเชื่อมั่นและความ

เชี่ยวชาญทางการแพทย์เฉพาะทาง และคุณธรรม ความโปร่งใสในการดาเนินงาน โดยใช้วิธีลงพื้นที่

ภาคสนามและสัมภาษณ์ ซึ่ง

จะประเมินทุกไตรมาส 2.

ผู้บริหารกระทรวง สารวจใน

ประเด็นความพึงพอใจต่อ

การดาเนินงาน ตามนโยบาย

กลมุ่ โรค + กลุ่มวยั โดยใชว้ ธิ ี

สั ม ภ า ษ ณ์ เ ชิ ง ลึ ก ซ่ึ ง จ ะ

ประเมินทุกปี 3. บุคลากร

ด้ า น สุ ข ภ า พ ส า ร ว จ ใ น

ประเด็น การรับรู้นโยบาย

ยุทธศาสตร์ ของกระทรวง ภาพที่ 3. 1 แนวทางการสารวจความตอ้ งการ ความคาดหวงั ของผูร้ ับบริการ
และกรมการแพทย์ และ และผมู้ ีสว่ นได้ส่วนเสยี

ความพึงพอใจ ความเช่ือม่ัน ความคาดหวัง โดยใช้วิธีสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ การส่งแบบสารวจท้ังแบบ

ออฟไลน์และออนไลน์ ซ่ึงจะประเมินทุกคร่ึงปี 4. สถานบริการสุขภาพ สารวจในประเด็นความพึงพอใจ

ความเช่ือมั่น ความคาดหวัง โดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งจะประเมินทุกปี 5. ประชาชน สารวจในประเดน็

การรับรู้ ความต้องการ ความพึงพอใจ โดยใช้วิธีลงพื้นที่ภาคสนามและสัมภาษณ์ ซึ่งจะประเมินทุกไตรมาส

ผู้ส่งมอบ คือ บริษัท ผู้ขาย และผู้รับจ้าง สารวจในประเด็นคุณธรรม ความโปร่งใส โดยใช้วิธีสัมภาษณ์ทาง

โทรศัพท์ การส่งแบบสารวจทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ ซึ่งจะประเมินทุกปี พันธมิตร ซ่ึงจะแบ่งออกได้

เป็น 2 กลุ่มเป้าหมาย 1. กรมและหน่วยงานในสังกัดกระทรวง สารวจในประเด็นความพึงพอใจต่อการ

ดาเนินงาน การรับรู้ และความต้องการ โดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งจะประเมินทุกปี 2. ราชวิทยาลัยที่มี

ความร่วมมือ (MOU) สารวจในประเด็นความพึงพอใจ ความเชื่อมั่น ความคาดหวัง โดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิง

ลึก ซ่ึงจะประเมินทุกปี คู่ความร่วมมือ ซ่ึงจะแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย 1. สถาบันการศึกษา 2.

โรงเรียนแพทย์ 3. โรงพยาบาลเอกชน ซ่ึงท้ังหมดสารวจในประเด็นความพึงพอใจ ความเช่ือมั่น ความ

คาดหวัง โดยใชว้ ธิ ีสมั ภาษณ์เชิงลกึ ซึง่ จะประเมินทุกปี และสาหรบั ผ้รู บั บริการในอนาคต ซึ่งจะแบง่ ออกได้

เป็น 3 กลุ่มเป้าหมาย 1. ผู้บริหารเขตสุขภาพ 1 – 13 2.นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด โดยท้ัง 2

ทุกลมหายในที่ได้คนื มา มีคา่ มากเกนิ กวา่ คาชื่นชม 14

กลุ่มเป้าหมายนี้จะสารวจในประเด็นความพึงพอใจต่อการดาเนินงาน ดาเนินงาน ตามนโยบายกลุ่มโรค+

กลุ่มวัย ความพึงพอใจ ความเช่ือม่ัน ความคาดหวัง และการรับรู้ โดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึก ซ่ึงจะประเมิน

ทุกปี และกลุ่มเป้าหมายท่ี 3 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สารวจในประเด็นความคาดหวัง ความต้องการ

ประโยชนท์ ่ไี ดร้ บั โดยใชว้ ธิ สี มั ภาษณ์เชงิ ลกึ ซงึ่ จะประเมินทุกปี

จากข้อมูลและสารสนเทศข้างต้น

ทั้งหมด จะนาไปสู่การปรับปรุงผลผลิต

และการบรกิ ารของกรมการแพทย์ ซงึ่ แบ่ง

ได้เป็น 5 ขั้นตอนหลัก 1. การรับฟัง เป็น

การรบั ฟังเสียงของผู้รบั บรกิ ารและผมู้ ีส่วน

ได้ส่วนเสีย นามาจาแนกกลุ่มและความ

ต้องการ 2. การวิเคราะห์ นาผลสารวจ

ความพึงพอใจและไม่พึงพอใจ และผล

สารวจความผูกพันมาวิเคราะห์ เพ่ือ

ภาพท่ี 3. 2 VOC System จาแนกแนวโน้มและประเด็นสาคัญ และ

เปรียบเทียบความสัมพันธ์กับคู่แข่งขัน 3. ปรับปรุงการปฏิบัติงาน นาผลท่ีได้มาวิเคราะห์ว่าจาเป็นต้อง

ปรับปรุงการปฏิบัติงานหรือไม่ หากต้องปรับเปลี่ยนจะนาผลมาจัดทาแผนปฏิบัติการ และวิธีการแก้ไข

ปญั หาเพอ่ื ป้องกันการเกิดซ้า จากนนั้ ดาเนินการกากับ ติดตามการดาเนินงาน เพอ่ื สร้างระบบและทีมบริการ

ท่ีเป็นเลิศ นาไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ 4. การรับฟังหลังการเปล่ียนแปลง เม่ือได้

เปล่ียนแปลงการปฏิบัติงานแล้ว จะดาเนินการรับฟังเสียงของผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอีกครั้ง

นามาประเมินผล เพ่ือนาไปสู่การปรับปรุงการดาเนินงานและการสร้างนวัตกรรม 5. การจัดทาแผน

ยุทธศาสตร์ ผลการรับฟังที่ได้ไปเป็นข้อมูลนาเข้าในการจัดทาแผนยุทธศาสตร์ ระบบงานหลัก ระบบการ

เรียนรู้และพัฒนากระบวนการ จากน้ันดาเนินการสารวจเพ่ือรับฟังความคิดเห็นจากผรู้ ับบรกิ ารและผ้มู ีสว่ น

เสีย เปน็ การยอ้ นกลบั ไปสูจ่ ุดเริ่มตน้ อีกครัง้ กอ่ ให้เกดิ เปน็ วงจรของการพัฒนาทไี่ มส่ นิ้ สดุ

3.2 การสรา้ งความผกู พนั
กรมการแพทย์ได้ออกแบบกระบวนการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย โดยยึดหลัก

“ร่วมคิด ร่วมทา ร่วมรับผิดชอบ” โดยมีวิธีการดาเนินการ ดังนี้ ร่วมคิด หมายถึง การท่ีกรมการแพทย์และ
กล่มุ เป้าหมายร่วมกันแสดงความคิดเห็นต่อการตัดสินใจกระทาการหรือไม่กระทาการอย่างหนึ่งอย่างใดของ
กรม มิใช่เป็นเพียงแต่การสั่งการ หรือการกาหนดจากกรมการแพทย์ในแบบ Topdown เท่านั้น โดยมี
วิธีการสร้างความสัมพันธ์ เช่น การแลกเปล่ียนเรียนรู้เรื่องการวางแผนดูแลผู้ป่วย ระบบคุมประพฤติ ท่ีมี
ปัญหายุ่งยากซับซ้อน กับบุคลากรทางด้านสุขภาพ การนิเทศงานในกรณีปกติ ตามรอบปีงบประมาณ กับ

ทุกลมหายในท่ีไดค้ นื มา มคี ่ามากเกนิ กวา่ คาชื่นชม 15

เขตสุขภาพ การตรวจเย่ียมเพื่อ ภาพท่ี 3. 3 การสรา้ งผูกพัน
การรับรองคุณภาพถานพยาบาล
ยาเสพติด กับสถานบริการขภาพ
เป็นต้น โดยผ่านกิจกรรมสร้าง
ความสัมพันธ์ เช่น การประชุม
วิ พ า ก ษ์ ห ลั ก สู ต ร ป ริ ญ ญ า ต รี
สาขากิจกรรมบาบัด กับหา
วิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ การ
ประชมุ บรู ณาการพัฒนา Health
Literacy กบั บุคลากร

ทางด้านสุขภาพ สถานบริการสุขภาพ และโรงพยาบาลเอกชน เป็นต้น ซึ่งกาหนดตัวชี้วัดในด้าน
การรับรู้และความน่าเช่ือถือ ร่วมทา หมายถึง การที่กรมการแพทย์และกลุ่มเป้าหมายได้ดาเนินการร่วมกัน
ในรูปแบบ Co-creation โดยมีวิธีการสร้างความสัมพันธ์ เช่น การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การจัดทาแผน
ยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติราชการ กับบุคลากรด้านสุขภาพ สถานพยาบาลสุขภาพ กรมและหน่วยงานอืน่
ๆ ใต้สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้บริหารเขตสุขภาพ และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด การลงพ้ืนที่เพ่ือ
ตรวจสุขภาพและให้ความรดู้ ้ายสขุ ภาพกับประชาชน เป็นต้น โดยผ่านกิจกรรมสรา้ งความสัมพันธ์ เช่น การ
จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่รับบริจาคโลหิต และโครงการคัดกรองมะเร็งเต้านม ให้กับสตรีกลุ่มเสี่ยงและด้อย
โอกาส การถ่ายทอดองค์ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยยาและสารเสพติดในชุมชน ให้กับญาติผู้ป่วย และ
เจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจาหมู่บ้าน (อสม.) เป็นต้น ซึ่งกาหนดตัวชี้วัดในด้านความเช่ือมั่นและ
ความพึงพอใจ ร่วมรับผิดชอบ หมายถึง การท่ีกรมการแพทย์และกลุ่มเป้าหมายร่วมกันรับผิดชอบต่อการ
ตัดสินใจ การกระทา และการไม่กระทาร่วมกัน โดยไม่ผลักให้เป็นความรับผิดชอบของฝ่ายใดฝ่ายหน่ึงเพียง
ฝ่ายเดียว โดยมีวิธีการสร้างความสัมพันธ์ เช่น การจัดกิจกรรม “คุณคือคนสาคัญ” ในทุกเดือน เพ่ือมอบ
ของขวัญให้กบั บุคลากรทเี่ กิดในเดอื นน้นั กิจกรรม “ส่งมอบความสขุ ในองค์กร” การร่วมให้กาลังใจบุคลากร
ในการแข่งขันกีฬาสาธารณสุข เป็นต้น โดยผ่านกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ เช่น การมอบทุนการศึกษาเพือ่
พฒั นาบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข การจดั งาน OPEN HOUSE QSNICH “ดูแลแก้วตาดวงใจ สู่
ครอบครัวไทยแข็งแรง” และโครงการมอบของขวัญวันเด็ก การคัดกรองและบริบาลผู้ป่วยโรคหายากแบบ
ครบวงจร ให้กบั ผูร้ ับบริการ เปน็ ต้น ซงึ่ กาหนดตัวชว้ี ัดในดา้ นความเช่อื ม่ัน ภาพลักษณ์ และความผกู พนั

ดแู ลดว้ ยใจ หายไดด้ ว้ ยเทคโนโลยี 16

ส่วนท่ี 2.1 การพฒั นาคุณภาพการบริหารจัดการอย่างตอ่ เนือ่ งตามเกณฑร์ ะดบั พื้นฐาน
หมวด 4 การวดั การวิเคราะห์ และการจดั การความรู้

4.1 การวัด วิเคราะห์ และการปรบั ปรงุ ผลการดาเนนิ งานของส่วนราชการ
กรมการแพทย์ปฏิบัติราชการโดยมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน โดยยึดผลสัมฤทธิ์

ตามภารกิจนโยบายและยุทธศาสตร์ มุ่งพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพทันต่อสถานการณ์การเปล่ียนแปลง
โดยการติดตามผลการดาเนินงานของ มี 6 ด้าน 1) ด้านการปฏิรูป 2) ด้านประเด็นมุ่งเน้น 3) ด้าน
แผนปฏิบัติการ 4) ด้านแผนพัฒนาระบบสุขภาพ 5) ด้านแผนงานบูรณาการ และ 6) ด้านคารับรองการ
ปฏิบัติราชการ ซง่ึ ได้กาหนดให้มีการตดิ ตามผลการดาเนินงานทุกรอบ 3 6 9 และ 12 เดอื น โดยไดน้ าระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการดาเนินการ

ภาพที่ 4. 1 กลไกการกากบั ติดตาม ประเมนิ ผล

กรมการแพทย์ได้ดาเนินการวัด วิเคราะห์ และจัดการความรู้ โดยแบ่งได้เป็น 2 ขั้นตอน คือ
การกากับ ตดิ ตาม รวบรวม โดยไดร้ วบรวมจากแหล่งข้อมลู ไดแ้ ก่ ประเดน็ การปฏริ ูป 4 Reform, ประเด็น
มุ่งเน้น Action Plan การตรวจเย่ียม/นิเทศบูรณาการ ความเสี่ยง/ERM Service Plan Integration
PA/KPI ในทุกระดับ โดยมีการกาหนดผู้รับผิดชอบหลักในการรวบรวมอย่างชัดเจน นามาเป็นข้อมูลนาเขา้
โดยการรวบรวมและรายงานได้ดาเนินการผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น การประชุมขับเคล่ือน การประชุมติดตาม
การรวบรวมและรายงานจากหน่วยงานที่รับการตรวจเย่ียม การตรวจราชการ การนิเทศบูรณาการ
การรวบรวมและรายงานผ่านคณะกรรมการหรือคณะทางาน ผ่านระบบรายงานอิเล็กทรอนิกส์ท้ังของกรม
การแพทย์และของหน่วยงานภายนอก เป็นต้น จากนั้นจึงนาข้อมูลที่ได้ไปสู่ข้ันตอน การวิเคราะห์

ดแู ลด้วยใจ หายได้ด้วยเทคโนโลยี 17

สังเคราะห์ โดยกรมจะนาข้อมูลท่ีได้มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ สรุป รายงานผล กองยุทธศาสตร์และแผนงาน
จะประสานหน่วยงานให้เข้าช้ีแจงความก้าวหน้าต่อผู้บริหารในการประชุมกรม/การประชุม THM หรือ
จัดทารายงานการติดตามการดาเนินงานเสนอต่อผู้บรหิ ารระดับสงู หากเปน็ เร่ืองสาคัญหรือเรื่องท่ีได้กาหนด
ไว้ กรมจะเสนอรายงานการติดตามการดาเนินงานต่อผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขในการประชุมระดับ
กระทรวงต่อไป โดยเมื่อผู้บริหารระดับสูงท้ังระดับกรมและระดับกระทรวงได้รับรายงานแล้ว จะแจ้ง
ขอ้ เสนอแนะ/ข้อส่งั การ ให้ผู้บรหิ าร/ผรู้ ับผดิ ชอบในหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องรับทราบและดาเนินการต่อไป โดย
มีการกากบั ติดตามอยา่ งต่อเน่อื งตามระยะเวลาและเป้าหมายท่ีกาหนด
4.2 การจัดการสารสนเทศ และการจัดการความรู้

ภาพที่ 4. 2 ระบบสารสนเทศสาหรับผบู้ รหิ าร

กรมการแพทย์ได้วิเคราะห์ความจาเป็นและความต้องการการใช้ข้อมูลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพ่ือ
นาไปพัฒนาและจัดทาฐานข้อมูล โดยมีฐานข้อมูลที่สาคัญ เช่น ฐานข้อมูลงานวิจยั ฐานข้อมูลการให้บรกิ าร
ทางการแพทย์ ฐานข้อมูลสาหรับผู้บริหาร (MIS/EIS) ฐานข้อมูลระบบทรัพยากรกรมการแพทย์ ERP
(Enterprise Resource Planning) ฐานข้อมูลระบบแผนงานและงบประมาณ (PBMS) โดยมอบหมายให้
ศูนย์ความเป็นเลิศรวมทั้งหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในแต่ละด้านตรวจสอบและพัฒนาฐานข้อมูล เพื่อให้
ข้อมูลในระบบมีความถูกต้อง สมบูรณ์ เชื่อถือ ใช้งานง่าย และมีนโยบายสนับสนุนการบูรณาการระบบ
ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขและประเทศ โดยสานักดิจิทัลการแพทย์เป็นหน่วยงานกลางประสาน
สนับสนุน นอกจากน้ีจัดให้มีการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลก่อนนาไปใช้ เช่น จากนโยบายปฏิรูปท่ีมุ่งพัฒนา
ระบบบริการสุขภาพเพื่อให้ได้ข้อมูลในการบริหารจัดการและกาหนดนโยบายอย่างเหมาะสม (evidence
based policy formation) รวมท้งั การสนบั สนนุ วิชาการ (Technology support) แกห่ น่วยบรกิ ารเพ่ือให้
นโยบายตามแนวทางวชิ าการลงสู่การปฏิบตั ิได้อย่างมีมาตรฐานมีประสิทธภิ าพ จาเปน็ ตอ้ งมีสารสนเทศเป็น
ข้อมูลด้านวิชาการแพทย์เชิงประจักษ์ในการอ้างอิงเพื่อประกอบการตัดสินใจ และเช่ือมโยงระบบการ
ติดตามประเมินผลเพื่อให้สามารถสนับสนุนเทคโนโลยีท่ีเหมาะสมแก่เขตบริการสุขภาพ กรมการแพทย์ได้
จดั ทาขอ้ มูลช้ีวดั ภาระโรค (Burden of Disease) เช่น โรคมะเรง็ โรคหลอดเลอื ดสมอง โรคหัวใจและหลอด
เลือด และจดั ลาดับความสาคัญ ของการให้บริการทางการแพทย์ (Service system mapping) สง่ ผลให้มี
การวางแผนระบบการบริหารจัดการคน เงิน เครื่องมือทางการแพทย์ที่สอดคล้องกับความขาดแคลนของ
พน้ื ทีแ่ ละการเขา้ ถึงของประชาชน

ดแู ลด้วยใจ หายได้ด้วยเทคโนโลยี 18

กรมการแพทย์ไดป้ ลูกฝงั ค่านิยมบุคลากรกล่าวคือ เป็นผสู้ ร้างสรรค์นวัตกรรม/สิ่งใหมๆ่ ท่ีเหมาะสม
และมีประสิทธิภาพเพ่ือให้เกิดประโยชน์ต่อระบบสุขภาพ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการทางาน ได้
สร้างและปรับแนวคิดกระบวนการทางานของบคุ ลากรตามนโยบายการปฏริ ูป โรงพยาบาลและสถาบันตอ้ ง
มีหน้าที่พัฒนาความรู้ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและเหมาะสมต่อบริบทของประเทศไทย ท้ังในเชิงส่งเสริม
ป้องกันรักษาฟื้นฟูโดยมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางตามแนวคิดการดาเนินงาน “ดูแลด้วยใจหายด้วยเทคโนโลยี”
และนาองค์ความรู้ไปเผยแพร่ให้เกิดประโยชน์ในภาพใหญ่ของสาธารณสุข ตลอดจนพัฒนาหน่วยงานของ
กรมการแพทย์ในส่วนภูมิภาคให้มีบทบาทในการวิเคราะห์ปัญหาด้านสาธารณสุข ท่ีสาคัญในแต่ละพื้นท่ี
ภูมิภาคเพ่ือเป็นข้อมูลในการหาทางให้ทุกภาคส่วนร่วมช่วยแก้ไขปัญหานั้นๆ ตามวิสัยทัศน์ของกระทรวง
สาธารณสุข “รวมพลงั สังคมเพ่ือแก้ไขปัญหาสขุ ภาพ” โดยพฒั นาบคุ ลากรใหม้ ีความเชี่ยวชาญสอดคล้องกับ
ภารกิจ เช่น จดั หลักสตู รอบรมนกั วิจัย (ตน้ กลา้ นักวิจยั ) เพ่ือให้สามารถพฒั นางานวิจยั ของกรมการแพทย์ให้
มีคุณภาพ การพัฒนาศักยภาพการประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ ตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมการเปน็
องค์การแห่งการเรียนรู้ อาทิ จัดประชุมแลกเปลี่ยนการพฒั นาสคู่ วามเป็นเลิศทางการแพทย์ เพ่อื เปิดโอกาส
ให้บุคลากรได้แลกเปล่ียนมุมมอง ความคิดเห็นการพัฒนาทั้งด้านวิชาการและบริการ ส่งเสริมการสมัครขอ
เข้ารับรางวัลเลิศรัฐ จัดการประกวดและยกย่องชมเชยบุคลากรที่ผลิตและพัฒนานวัตกรรม รวมท้ัง
หน่วยงานที่มีการดาเนินการปฏิรูปที่มีคุณประโยชน์ต่อประชาชน ระบบบริการสุขภาพ และการบริหาร
จัดการงานองค์กรดีเด่น นาผลงานตีพิมพ์และเผยแพร่ในรายงานประจาปี หรือวารสารกรมการแพทย์ ซ่ึง
เป็นการส่งต่อความรู้ให้แก่บุคลากรและองค์กรภายนอก นอกเหนือจากภารกิจการเพ่ิมพูนความรู้และ
ทักษะการปฏิบัติงานด้านการบาบัดรักษาและฟ้ืนฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แก่แพทย์และบุคลากร
ทางด้านสขุ ภาพท้งั ภาครัฐและภาคเอกชน

เพื่อใหก้ ารเรียนร้ฝู ังลึกสู่การปฏบิ ัติ กรมการแพทย์สนบั สนนุ การปฏิบัติงานโดยอาศยั ฐานข้อมูลใน
การตัดสินใจ โดยนาข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บมาใช้ตัดสินใจในการบริหารและสนับสนุนทรัพยากรโดย
มอบหมายให้หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องจดั ทาแผนงานโครงการสนับสนนุ เช่น “โครงการเพื่อเขตสุขภาพ 1 ล้าน
บาท 1 เขตสุขภาพ (One million One Region) รวมท้ังส่งมอบข้อมูลให้กับหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องนาไป
พัฒนางาน เช่น จัดทาข้อเสนอแนะการพัฒนาระบบบริการสุขภาพต่อกระทรวงสาธารณสุข โดยจัดให้มี
ระบบบริการ ผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ การพัฒนาระบบบริการสุขภาพสาขาโรคหลอดเลือดสมองมีการ
จัดตั้ง Stroke Unit/Stroke FastTrack นอกจากนี้เป็นกรรมการในคณะกรรมการกาหนดนโยบายแนว
ทางการพฒั นาระบบบริการทางแพทย์ต่าง ๆ การจัดทาคู่มือ แนวทางการปฏิบัติงาน ถ่ายทอดและสอนงาน
จากรนุ่ สรู่ นุ่

ปฏญิ าณตน จะขอมงุ่ ทาต่อไป 19

ส่วนที่ 2.1 การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการอยา่ งตอ่ เนอื่ งตามเกณฑ์ระดบั พนื้ ฐาน
หมวด 5 บคุ ลากร

5.1 สภาพแวดล้อมด้านบคุ ลากร
จากนโยบายปฏิรูปกรมการแพทย์ 4 ด้าน (DMS Reforms) HR Transformative เป็นส่ิง

หนึ่ง ที่กรมการแพทย์ให้ความสาคัญกับการบริหารจัดการ “คน”เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อน
ความสาเร็จขององค์การอย่างเป็นระบบและย่ังยืน กรมการแพทย์ได้ประเมินขีดความสามารถและ
อัตรากาลังจากข้อมูลแนวโน้มสถานการณ์ด้านสุขภาพของประเทศ แผนยุทธศาสตร์กรมการแพทย์ เพ่ือ
นาไปวิเคราะห์วางแผนอัตรากาลังระยะ 5 ปีซ่ึงกรมการแพทย์ได้ดาเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 เพ่ือรองรับ
พรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 โดยจัดทาเกณฑ์กาหนดตาแหน่งในสายงานเพื่อต้องการ
อัตรากาลังเชิงปริมาณและกาหนดสมรรถนะตามสายงานเพื่อพัฒนาบุคลากร เป้าหมายหลักของกรมการ
แพทย์จะต้องกาหนดตาแหน่ง การจัดอัตรากาลังตามโครงสร้างการแบ่งงานและระบบงานท่ีเหมาะสมกับ
อานาจหน้าทต่ี ามกฎกระทรวงสาธารณสุข สามารถรองรบั การเปลี่ยนแปลงและภารกจิ เร่งดว่ นได้ รวมไปถึง
การกาหนดทักษะ สมรรถนะ คุณวุฒิที่เหมาะสมกับสายวิชาชีพท้ังข้าราชการ ลูกจ้างประจา พนักงาน
ราชการ และพนักงานกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้การบริหารงานปฏิรูปกรมการแพทย์เกิดประโยชน์ต่อ
ประชาชน ส่งผลให้เกิด
ความคุ้มค่าผลสัมฤทธ์ิต่อ
ภารกจิ กรมการแพทย์ อกี ทั้ง
เป็นแนวทางในการวางแผน
พัฒนาบุคลากรให้ตรงตาม
ภารกิจ (แผนยุทธศาสตร์
การพัฒนาบุคลากรกรมการ
แพทย)์

ภาพท่ี 5. 1 กรอบแนวคดิ

กรมการแพทย์ต้องการ “คนดี คนเก่ง คนกรมการแพทย์” มาร่วมเป็นส่วนหน่ึงขององค์การ
เพราะฉะน้นั บุคลากรในทกุ ประเภทการจ้าง จะตอ้ งผา่ นกระบวนการสรรหาและคัดเลือกท่ีดี มคี วามโปร่งใส
เป็นธรรม เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของตาแหน่งลักษณะงาน (Job
Description) และ การกาหนดคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงาน (Job Specification) สอดคล้องกับแผน
อัตรากาลังกรมการแพทย์ เพ่ือให้ได้ “คนดี คนเก่ง คนกรมการแพทย์” ข้ันตอนการทดสอบความเหมาะสม
กบั ตาแหนง่ นอกจากคะแนนการสัมภาษณ์ของคณะกรรมการผทู้ รงคุณวฒุ ิแล้วนั้น ในปี พ.ศ.2560 กรมการ
แพทย์ได้เพ่ิมขั้นตอนการประเมินคุณลักษณะ ตามค่านิยมกรมการแพทย์ MOPHDMS ท่ีบ่งชี้เป็น
พฤตกิ รรมอกี ด้วย

ปฏญิ าณตน จะขอมงุ่ ทาต่อไป 20

กรมการแพทย์ได้กาหนดให้ทุกหน่วยงานทาการปฐมนิเทศบุคลากรใหม่ภายในเพ่ือให้บุคลากรใหม่
ได้รับทราบนโยบายกรมการแพทย์ บทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงาน และสร้างความผูกพันรุ่นพี่รุ่นน้องภายใน
หน่วยงานสังกัดของตน สาหรับข้าราชการบรรจุใหม่จะต้องผ่านการทดลองปฏิบัติราชการภายในระยะเวลา 6
เดอื น โดยมีเง่ือนไขจากสานักงาน ก.พ. เพ่ิมจากการปฐมนิเทศภายในหน่วยงานของประเภทการจา้ งอื่น ๆ คอื 1)
การอบรมผ่าน E-Learning ตามระบบของสานักงาน ก.พ. เพื่อศึกษาเรียนรู้หลักสูตรวิชาพื้นฐานเกี่ยวกับระบบ
ราชการ และการปฏิบัติ จากระบบการเรียนการสอนออนไลน์ พร้อมท้ังทาข้อสอบให้ผ่านตามเกณฑ์คะแนนท่ี
กาหนด 2) การสัมมนารว่ มกัน ซง่ึ ในอดีตข้าราชการบรรจุใหม่จะถูกส่งไปสัมมนารว่ มกันกับกระทรวงสาธารณสุข
แต่ผลจากการประเมินพบว่ากรมการแพทย์เป็นองค์การขนาดใหญ่ และมีรอบการบรรจุข้าราชการมากขึ้นทุกปี
ทาให้ในระยะเวลา 6 เดือนขา้ ราชการใหม่ ไม่สามารถพ้นทดลองได้เน่ืองจากรอโควตาจานวนคนส่งเข้าไปสัมมนา
และหลักสูตรดังกล่าวยังไม่ตอบโจทย์ความคาดหวังของกรมการแพทย์ที่จะถ่ายทอดความเป็นหนึ่งขององค์การ
ดังน้ัน ต้ังแต่ปี พ.ศ.2555 กรมการแพทย์จึงขออนุญาตกระทรวงสาธารณสุขพัฒนาหลักสูตรดังกล่าวข้ึนเอง คือ
โครงการปฐมนิเทศข้าราชการใหมก่ รมการแพทย์ จนถึงปัจจุบนั มจี านวน 28 รนุ่ กลมุ่ เปา้ หมายรุ่นละประมาณ
100-150 คน โครงสร้างหลักสูตรมีการรับรองจากสานักงาน ก.พ. ประกอบด้วย 1) หมวดสื่อสารองค์การ ทา
ความรู้จัก กรมการแพทย์ ถ่ายทอดนโยบายผ่านผู้บริหารระดับอธิบดีกรม รองอธิบดีกรม โครงสร้าง นโยบาย
ค่านิยมกรมการแพทย์ 2) หมวดการนาไปใช้ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการปฏิบัติงาน สวัสดิการต่าง ๆ สาหรับ
ข้าราชการ ความพอเพียงและการออมเงิน ระเบียบวินัย ซึ่งข้าราชการบรรจุใหม่จะต้องผ่านการประเมิน
แบบทดสอบบทเรียนออนไลน์ ก่อน-หลัง (Pretest-Posttest) ทั้งน้ี จากการทบทวน ถอดบทเรียน ประเมินผล
หลักสูตรดังกล่าว ในทุก ๆ ปี เพื่อนาไปขยายผลปรับปรุงออกแบบหลักสูตรให้เหมาะสม ทันสมัย พบว่าผลตอบ
รับจากกลุ่มเป้าหมายข้าราชการบรรจุใหม่ และผู้บังคับบัญชาในทุกระดับ สามารถสร้างความผูกพันอันดี ความ
เปน็ อนั หน่งึ อันเดียวกัน และสร้างแรงบันดาลใจในการทางานต่อองค์การทีด่ ีจากการรับนโยบายผบู้ ริหารกรมการ
แพทย์ในหลักสูตรน้ี

นอกจากน้ี กรมการแพทย์มีการฝึกงานบุคลากรใหม่สายสนับสนุนในทุกประเภทการจ้าง (ข้าราชการ
พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข) ณ หน่วยงานสนับสนุนในกรมการแพทย์เป็นระยะเวลา 1-4
สัปดาห์ เช่น นักทรัพยากรบุคคลฝึกงาน ณ กองบริหารทรัพยากรบุคคล, นักวิเคราะห์นโยบายและแผนฝึกงาน
ณ กองยุทธศาสตร์และแผนงาน นักจัดการงานท่ัวไปและนักประชาสัมพันธ์ฝึกงาน ณ สานักงานเลขานุการกรม
เพื่อถ่ายทอดซักซ้อมแนวทางในการปฏิบัติงานเฉพาะด้าน สาขาวิชาชีพ เป็นการสร้างเครือข่ายสัมพันธ์ที่ดีต่อ
วิชาชีพอีกดว้ ย

คุณภาพชีวิตและการทางานที่ดีของบุคลากร เป็นส่ิงที่กรมการแพทย์ให้ความสาคัญเป็นอย่างมาก ในปี
พ.ศ.2560 กรมการแพทย์ไดท้ าการสารวจความพึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมการทางาน ผลจากการสารวจบุคลากร
กรมการแพทย์พบว่าบุคลากรต้องการสถานท่ีสาหรับออกกาลังหลังเลิกงาน เพื่อสุภาพร่างกายท่ีแข็งแรง และ
ผ่อนคลาย ไดพ้ บปะสร้างสัมพันธ์ทด่ี ีต่อบุคลากร อีกท้ังผู้บริหารกรมการแพทย์ มนี โยบายส่งเสริมการออกกาลัง
กาย แอโรบิค “เพลงดูแลด้วยใจ” สาหรับในการประชุมที่มีระยะเวลานาน และทุกวันพุธเวลา 15.30 น. สาหรับ

ปฏญิ าณตน จะขอมุ่งทาตอ่ ไป 21

หน่วยงานได้ร่วมกันได้วางแผนงานโครงการเพ่ือส่งเสริมสนับสนุน เช่น ทุกหน่วยงานมีสถานท่ีออกกาลังกาย

“ขยบั กาย คลายเครียด” (1 Hospital 1 Fitness) มีประเมนิ ความผูกพันของบุคลากรจากเครื่องมือการประเมิน

ความสุขบุคลากร ในปี พ.ศ.2560 โดยสานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้กาหนดแนวทางให้ส่วนราชการ

ภายใต้กระทรวงสาธารณสุขประเมินความสุขบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข (Happinometer) ประกอบด้วย 9

ด้าน 1) Happy Body 2) Happy Relax 3) Happy Heart 4) Happy Soul 5) Happy Family 6) Happy

Society7) Happy Brain 8) Happy Money และ 9) Happy Work Life การประเมินความสุขบุคลากรกระทรวง

สาธารณสุข (Happinometer) ดาเนินการเปิดระบบออนไลน์ให้บุคลากรประเมินในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึง

กุมภาพันธ์ ทาการประเมินปีเว้นปี ต้ังแต่ พ.ศ.2560 ซ่ึงกรมการแพทย์ได้ใช้ผลการประเมินดังกล่าวนาไป

ดาเนินการตามคารับรองการปฏิบัติราชการกรมการแพทย์ และกาหนดแผนงานโครงการในแผนกลยุทธ์การ

บรหิ ารทรพั ยากรบุคคล กรมการแพทย์ (HR Scorecard) มติ ิท่ี 5 คณุ ภาพชีวติ ความสมดลุ ชีวิตกับการทางาน

ในปี พ.ศ.2562 ผลประเมินความสุขบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข (Happinometer) จาก

กลุ่มเป้าหมายบุคลากรกรมการแพทย์ ประกอบด้วย ข้าราชการ ลูกจ้างประจา พนักงานราชการ พนักงาน

กระทรวงสาธารณสุข และลูกจ้างชั่วคราวภายในหน่วยงาน (ไม่รวมลูกจ้างโครงการ และพนักงานจ้างเหมา)

จานวน 18,236 คน มีผู้ทาประเมิน 14,490 คน คิดเป็นร้อยละ 79.46 ของจานวนกลุ่มเป้าหมายท้ังหมด ผล

ประเมินพบว่าค่าเฉล่ียความสุขบุคลากรกรมการแพทย์ เท่ากับร้อยละ 61.89 มากกว่าปี พ.ศ.2560 ทั้งน้ี ราย

ดา้ นท่ีนอ้ ยท่สี ุด 3 ลาดบั คือ สุขภาพเงนิ ดี (Happy Money) รอ้ ยละ 53.42 ผ่อนคลายดี (Happy Relax) รอ้ ยละ

53.60 และ สังคมดี (Happy Society) ร้อยละ 60.25 ซึ่งรายด้านที่ได้คะแนนน้อยจะถูกนามาพิจารณาหา

แนวทางสนบั สนุนสรา้ งแผนงาน/โครงการรองรับเร่งดว่ นก่อนดา้ นอื่น ๆ

จากผลประเมินในภาพรวมดังกล่าว กรมการแพทย์ยังได้เจาะลึกปัจจัยส่วนบุคคลเพ่ือให้ทราบถึงความ

ต้องการท่ีแตกต่างกัน เช่น ด้านเพศ ด้านประเภทการจ้าง ด้านวัย เป็นต้น และแนะนาให้หน่วยงานในสังกัดนา

ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลมาประกอบการพิจารณาวางแผนงาน/โครงการส่งเสริม สนับสนุน การสร้างความสุขใน

องค์กรให้ตรงกับความต้องการของหน่วยงานน้ัน ๆ การสร้างองค์กรแห่งความสุขเป็นส่วนหนึ่งในการออกนิเทศ

หน่วยงานของผู้บริหารกรมการแพทย์ เจ้าภาพ

ตัวช้ีวัดและหน่วยงานจะต้องส่ือสารแลกเปลี่ยนผล

การดาเนินงานที่มีปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ

แก่กันท้ังสองฝ่าย เพ่ือนาไปปรับกระบวนการต่าง ๆ

ให้เกิดความเหมาะสมมากท่ีสุด ซ่ึงในข้ันตอนที่ 5

หน่วยงานในสังกัดกรมการแพทย์ ได้ส่งผลงานโดด

เด่น (Role Model) เพ่ือรวบรวม นาเสนอแบ่งปัน

แลกเปลี่ยนต้นแบบการสร้างองค์กรแห่งความสุข ภาพท่ี 5. 2 ผลการประเมนิ Happinometer
ใหก้ บั หน่วยงานที่สนใจในแต่ละด้าน

ปฏิญาณตน จะขอมุง่ ทาต่อไป 22

ระบบการเรียนรู้และการพัฒนาของบุคลากร

กรมการแพทย์ กาหนดและมีแนวทางตามแผนยุทธศาสตร์

การพัฒนาบุคลากรกรมการแพทย์ ประกอบด้วย

ยุทธศาสตร์ท่ี 1 การพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถใน

การพัฒนาองค์กรเป็น Center of Excellence (COE)

พัฒนาบุคลากร “เก่งตามสายวิชาชีพ” ส่วนราชการ

จาเป็นต้องพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรทุกระดับให้

สามารถปฏิบัติงานตามภารกิจ หน้าท่ีความรับผิดชอบ เป็น ภาพท่ี 5. 3 ประเภทของบุคลากร
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ จนเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลใน

การปฏิบตั งิ าน ยทุ ธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถในด้านบริหารเพื่อก้าวทันการเปลี่ยนแปลง

พัฒนาบุคลากร “เก่งทันการเปลี่ยนแปลง” สามารถปฏิบัติงานได้ภายใต้ สภาวะสถานการณ์ที่มีความ

เปลย่ี นแปลงอย่างรวดเร็ว มีขีดความสามารถในการปฏบิ ัติงานในสถานการณ์ต่าง ๆ ยุทธศาสตร์ที่ 3 พฒั นาและ

สง่ เสรมิ ให้บุคลากรให้มีจิตสานึกท่ีดดี ้านคุณธรรมจริยธรรมและเสริมสร้างองค์กรแห่งความสุข เพ่ือคุณภาพชีวิต

ท่ีดี พัฒนาบุคลากร “เก่งและเป็นคนดี” สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่าง มีวินัย และสุจริต โดยยึดหลักธรรมาภิบาล

พร้อมท้ังส่งเสริมค่านิยมองค์กรในการปฏิบัติงาน และส่งเสริมให้บุคลากรพัฒนาตนเองตามนโยบายองค์กรแห่ง

ความสุข (HAPPY DMS) ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาบุคลากรให้มีสมรรถนะด้านดิจิทัลเพื่อรองรับการทางาน

ภาครฐั ในยุค 4.0 พฒั นาบุคลากรให้ “เก่งทักษะดจิ ิทัล” ในพนื้ ฐานตามหลักสูตรของสานักงาน ก.พ. กาหนดเพ่ือ

สามารถนาไปประยุคใช้ในการปฏิบัติงาน ตอบสนองต่อนโยบาย ประเทศไทย 4.0 เพ่ือการปฏิบัติงานท่ีมี

ประสทิ ธภิ าพ รวดเร็วประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกรวดเรว็ ขึน้

กรมการแพทย์มีระบบการพัฒนาตามแผนยุทธศาสตร์การ

พัฒนาบุคลากรกรมการแพทย์เริ่มจากกระบวนการนาของ

ผู้บริหารกรมการแพทย์ เน้นการสร้างความผูกพัน ปรับเปลี่ยน

กระบวนทัศน์ และทัศนคติที่ดี ต่อการพัฒนา สนับสนุนการ

เรียนรู้ของบุคลากรในหลากหลายรูปแบบ การคิด เชิงวิเคราะห์

(Critical Thinking) ระดมความคิดเห็น (Brain Storm) ระบบพี่

เ ล้ี ย ง ( Coaching & Mentoring System) เ รี ย น รู้ จ า ก

ประสบการณ์ผู้บริหาร (Experience) และเรียนรู้จากปัญหา

สถานการณ์ที่เกิดข้ึน (Problem Solving) ท้ังน้ี เพื่อรองรับ

นโยบายปฏิรูปกรมการแพทย์ (DMS Reform) ได้แบ่งสัดส่วน

การพัฒนา 3 ส่วน คือ 1) พัฒนาตามระดับ (Level) 2) พัฒนา

ภาพที่ 5. 4 กระบวนการพัฒนา ตามสมรรถนะเฉพาะสาหรับการปฏิบัติงาน (Competency/
Hipps/ Talent) และ 3) ทนุ ศกึ ษาและอบรม (Scholarship)

ปฏิญาณตน จะขอม่งุ ทาต่อไป 23

ประสบการณ์ผู้บริหาร (Experience) และเรียนรู้จากปัญหา สถานการณ์ท่ีเกิดข้ึน (Problem Solving)
ทั้งน้ี เพื่อรองรับนโยบายปฏิรูปกรมการแพทย์ (DMS Reform) ได้แบ่งสัดส่วนการพัฒนา 3 ส่วน คือ 1)
พัฒนาตามระดับ (Level) 2) พัฒนาตามสมรรถนะเฉพาะสาหรับการปฏิบัติงาน (Competency/ Hipps/
Talent) และ 3) ทุนศึกษาและอบรม (Scholarship)

กรมการแพทย์ได้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานหลังจากท่ีบุคลากรได้รับการพัฒนาอบรมแล้ว
ภายใน 3-6 เดือน เพื่อประเมินการปฏิบัติงาน และทักษะความรู้ท่ีได้จากการพัฒนา ซึ่งประเมินจาก
ผู้บังคับบัญชาโดยตรง ต่อมาต้ังแต่ปี พ.ศ.2560 กรมการแพทย์ได้ทบทวนหลกั สูตรพัฒนาผบู้ ริหารระดับตน้
กลาง สูง ใช้การเรียนรู้ด้วยระบบพี่เลีย้ งกรมการแพทย์ (ผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เช่ียวชาญ) ซ่ึงผู้เป็นพ่ี
เล้ียงจะต้องผ่านการอบรม ซักซ้อมการส่ือสารท่ีเป็นในแนวทางเดียวกัน การเรียนรู้จากสถานการณ์
กรณีศึกษาจริง การศึกษาดูงาน และติดตามผู้บริหารในกระทรวงสาธารณสุข กระบวนการเหล่าน้ีเมื่อจบ
หลักสูตรจะตอ้ งทาการประเมนิ ผล หลงั จากน้นั มกี าหนดมอบหมายภาระงานพเิ ศษหรือเรง่ ด่วน อย่างนอ้ ย 1
งาน ตามความสามารถความถนัด เพื่อให้เกิดประสิทธิผลของการพัฒนาที่เด่นชัด นอกจากน้ีกรมการแพทย์
ไดส้ นับสนุนจัดสรรและจัดหาแหล่งเงินทนุ ส่งเสริมใหบ้ ุคลากรได้พัฒนาความรู้ความสามารถในการยกระดับ
คุณภาพการทางานให้สูงข้ึนสร้างองค์ความรู้ใหม่ท่ีเก่ียวข้องกับภาระงานตามการเปลี่ยนแปลงท่ีจะเกิดข้ึน
เมื่อดาเนินการจัดหลักสูตร/โครงการด้านการพัฒนาสมรรถนะแล้วเสร็จ กรมการแพทย์จะบันทึกภาพ
เคล่อื นไหว (VDO) และสื่อการเรยี นตา่ ง ๆ จดั ทาเปน็ หมวดหมอู่ งค์ความรู้ และถ่ายทอดเผยแพร่ทางเวปไซต์
กองบรหิ ารทรัพยากรบุคคล กรมการแพทย์ และ Facebook (HRD DMS)

จะดแู ลรักษา พฒั นาอยา่ งทนั สมยั 24

ส่วนท่ี 2.1 การพัฒนาคุณภาพการบรหิ ารจัดการอย่างตอ่ เนือ่ งตามเกณฑร์ ะดบั พืน้ ฐาน
หมวด 6 การปฏิบตั กิ าร

6.1 กระบวนการทางาน
กรมการแพทย์ได้มีการออกแบบกระบวนการสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม โดยเร่ิมต้นจากการ

ทบทวนกระบวนการท้ังหมดโดยใช้ข้อมูลจากแผนยุทธศาสตร์ ความต้องการของผู้รับบริการ ผลการ
ดาเนินงานท่ีผ่านมา และกฎ ระเบียบ เป็นข้อมูลนาเข้า จากนั้นนาผลการทบทวนมาปรบั กระบวนการสร้าง
คุณค่าและกระบวนการสนับสนุน โดยใช้เครื่องมือ Value Chain และ SIPOC เพ่ือให้ได้กระบวนการท่ี
สอดคลอ้ งกัน จากนน้ั ดาเนินการจัดทาข้อกาหนดที่สาคัญเพ่ือตอบสนองความต้องการของผูร้ ับบริการและผู้
มีส่วนไดส้ ว่ นเสีย เพือ่ นามาสู่การออกแบบนวัตกรรมและการพัฒนาบริการ ท่เี ปน็ ไปตามข้อกาหนดที่สาคัญ
เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเพื่อให้ม่ันใจว่าผลผลิตและบริการท่ี
ออกมาตรงกับความต้องการของผู้รับบริการและผูม้ ีส่วนได้ส่วนเสยี จึงได้ดาเนินการติดตามและประเมินผล
ซึ่งหากผลผลิตและบริการนั้นเป็นท่ีพึงพอใจ สามารถตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการและผู้มสี ่วนได้
ส่วนเสีย ผลผลิตและบริการนั้นจะถูกนาไปต่อยอด พัฒนา และขยายผลไปท่ัวท้ังองค์การ ตามแนวทางการ
จดั การนวตั กรรมของกรม ดังเหน็ ไดจ้ ากรูปท่ี 6.1

ภาพท่ี 6.1 การออกแบบกระบวนการสู่การสร้างสรรค์นวตั กรรม

ในปี พ.ศ. 2560 กรมการแพทย์ได้มีการปฏิรูปกรมขนานใหญ่ (DMS Reform) ภายใต้แนวคิด
“The Best for The Most” ซึ่งเป็นการให้ความสาคัญกับการพัฒนาระบบบริการสขุ ภาพ (Service Plan)
ที่เช่ือมโยงกระบวนการทางานแบบมีสว่ นร่วมกับเขตสุขภาพ จากภาพท่ี 1.2 ระบบการทางานตามแนวทาง
DMS 4 Reforms ทาให้กรมต้องทบทวนระบบงานและกระบวนการสร้างคุณค่าและกระบวนการสนบั สนุน
ทั้งหมด โดยมีผู้ระดับสูงได้เข้ามามีส่วนร่วมในการทบทวนกระบวนการท้ังหมดด้วย โดยใช้หลักการ SIPOC

จะดูแลรักษา พัฒนาอย่างทันสมยั 25

Model และ Value Chain ซ่ึงการออกแบบระบบงาน ผลผลติ บริการ และกระบวนการทางาน เริม่ ตน้ จาก
(1) ทบทวนข้อมูลท่ีสาคัญของกรม คือ ภารกิจตามกฎหมาย (Mission, Vision, Value) สภาวะสุขภาพ
ความต้องการและความคาดหวังของผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (VOC : Voice of Customer)
ข้อกาหนดที่สาคัญทุกด้าน (ด้านผู้รับบริการ ด้านกระบวนการ ด้านกฎระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมาย
สาธารณสุข) ความเช่ียวชาญและความสามารถของบุคลากร เทคโนโลยีทางการแพทย์ท่ีทันสมัย
ความสามารถในการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์รว่ มกนั ความคาดหวังของผูส้ ่งมอบและคู่ความร่วมมือ การ
บริหารความเสี่ยงและความปลอดภัย ตลอดจนพิจารณาจากยุทธศาสตร์และความสามารถในการแข่งขัน
มาตรฐานทางจริยธรรม การกากับดูแลองค์การท่ีดีและการจัดการนวัตกรรม (2) วิเคราะห์ข้อมูลที่สาคัญ
ครอบคลุมทุกด้าน รวมท้ังระบุปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ข้อมูลจากการกาหนดยุทธศาสตรข์ องกรมท่ีพบวา่ กลุ่ม
ผู้รับบริการในอนาคตจะเปลี่ยนไปเน่ืองจากประเทศกาลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุมากข้ึน การออกแบบการ
บริการ ก็จะปรับเปล่ียนไปเพื่อตอบสนองกลุ่มผู้รับบริการที่เปลี่ยนไปด้วย (3) นาผลการวิเคราะห์ไป
ออกแบบผลผลิต การบริการ และกระบวนการทางาน โดยใช้แนวคิด PDCA , LEAN , RM และ PMQA
เป็นกรอบในการจัดการกระบวนการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการสร้างผลผลิตและนวัตกรรมใน
การปฏิบัติงานใหม่ ๆ โดยกรมฯ มีระบบงานที่สาคัญ 4 ระบบงาน 7 กระบวนการสร้างคุณค่า และ 5
กระบวนการสนบั สนุน ท่มี คี วามเชอ่ื มโยงในปัจจัยทเ่ี ก่ียวข้องในการดาเนินการ ดังเหน็ ได้จากภาพท่ี 6.2

ภาพที่ 6.2 DMS Value Chain (ใหม)่

จากน้นั กระบวนการสร้างคุณคา่ ทไ่ี ด้กาหนดขนึ้ จะมีการกาหนดขอ้ กาหนดท่สี าคัญ ตวั ชี้วัดและ
แนวทางการควบคุม เพือ่ เปน็ การควบคุมผลลพั ธ์การดาเนิน โดยพจิ ารณาจากการรายงานผลการสารวจ
ความตอ้ งการ ความพึงพอใจ ความคาดหวังของผู้รบั บริการและผู้มสี ่วนได้สว่ นเสียท่ดี าเนินการในหมวด 3

จะดูแลรักษา พฒั นาอยา่ งทันสมยั 26

แนะแนวทางการดาเนนิ งานตามแผนปฏริ ูปกรมการแพทย์ เพื่อให้กระบวนการทางานมปี ระสิทธิภาพ เกิด
ประสทิ ธิผลเพ่ิมข้นึ จนถงึ มีการปรับปรงุ กระบวนการทางานอย่างต่อเน่อื ง

ในด้านของการปรับปรุงผลผลิต การบริการ และกระบวนการ กรมการแพทย์ได้นาแนวคิด PDCA
มาเปน็ ตัวขบั เคลื่อนในการปรับปรงุ กระบวนการทางาน ต้งั แต่ระดับกรม หนว่ ยงานและบคุ คล ภายใต้กรอบ
คุณภาพ PMQA , HA เพ่ือให้การทางานมีประสิทธิภาพ เกิดความคล่องตัว ลดความสูญเสียของเวลา
ทรัพยากร ลดขั้นตอนที่ไม่จาเป็น ประหยัดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยและญาติ ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา ลด
การนาเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์จากต่างประเทศ โดยได้มีการกาหนดรอบในการทบทวนกระบวนการ
สร้างคุณค่าและกระบวนการสนับสนุนไว้อย่างชัดเจน เพ่ือให้ทราบถึงว่ากระบวนการไหนอาจมีผลการ
ดาเนนิ งานทีไ่ มเ่ ปน็ ไปตามเป้าหมายที่ตง้ั ไว้ ซึง่ กรมจะได้วเิ คราะห์ถึงสาเหตแุ ละจัดทาแนวทาง มาตรการเพ่ือ
พัฒนาและปรับปรุงการดาเนินงาน นอกจากน้ียังได้ปลูกฝังให้ผู้ปฏิบัติทุกคนนาหลักการทางานแบบ 3P
(Purpose Process Product) เพื่อเพ่ิมคุณค่าในงาน โดยการนาเทคโนโลยีมาช่วยในการปฏิบัติงาน เพิ่ม
สมรรถนะและผลการปฏิบัติงานให้ได้ตามที่คาดหวังในทุกกระบวนการ เน้นการคานึงถึงความต้องการของ
ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามข้อกาหนดสาคัญของแต่ละระบบงานตามหน้าท่ีความรับผิดชอบใน
แต่ละหนว่ ยงาน เพ่ือนาไปส่กู ารปรบั ปรงุ และสรา้ งนวตั กรรมใหม่ ๆ ให้กับการแพทย์ของประเทศ

ในปจั จุบันเม่อื เข้าสยู่ ุค Thailand 4.0 กบั การปฏริ ปู ตามแนวทาง DMS Reform ในปีพ.ศ. 2560
กรมการแพทย์ได้กาหนดการจัดทานวัตกรรมเป็นหนึ่งในนโยบายของกรมการแพทย์ มีการกาหนดนโยบาย
ในการจดั ทานวตั กรรมโดยศนู ย์ความเปน็ เลิศทางการแพทย์ของกรมการแพทยใ์ นแตล่ ะด้านสารวจ รวบรวม
วิจัย และพัฒนาต่อยอดจนเกิดนวัตกรรม ส่ิงประดิษฐ์ มีการแต่งต้ังคณะกรรมการและคณะทางานพัฒนา
นวัตกรรมกรมการแพทย์ เพ่อื ส่งเสริม สนบั สนนุ แนวทางการพัฒนานวตั กรรมทางการแพทย์ทีม่ ีคุณค่าครบ
วงจร และสร้างเครือข่ายการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ การจดสิทธิบัตร/อนุสทิ ธิบตั ร การพัฒนานวตั
กรการพฒั นานวตั กรรมและต่อยอดเชิงพาณิชย์ ซงึ่ มกี ระบวนการในการพัฒนานวัตกรรม ดงั น้ี 1) การศึกษา
รวบรวมข้อมูล แนวคิดนวัตกรรม ส่ิงประดิษฐ์ 2) ประเมินความจาเป็น คือ วิเคราะห์ความต้องการลูกค้า
ข้อกาหนดในการดาเนินการ ความเส่ียง การวางแผนดาเนินการตามสถานการณ์ ข้อดี/ข้อเสีย ประเมิน
ความสามารถ การแข่งขัน และคัดเลือกนวัตกรรม ส่ิงประดิษฐ์ 3) ประดิษฐ์ช้ินงาน นวัตกรรม และจด
สิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร 4) ทดสอบนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์เพื่อหาประสิทธิภาพ และศึกษาประสิทธิผลของ
นวัตกรรม ส่ิงประดิษฐ์ เพ่ือให้นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์มีคุณภาพ และได้มาตรฐาน 5) จับคู่เจรจาเพื่อพัฒนา
ต่อยอดเชิงพาณิชย์ 6) ผลักดันเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมไทย และบัญชีสิ่งประดิษฐ์ไทย และ 7) ส่งเสริมการ
นาไปใชป้ ระโยชนอ์ ยา่ งกว้างขวาง โดยเรม่ิ จากในหน่วยงานกรมการแพทย์ และขยายสู่เขตสุขภาพ

ในปี พ.ศ. 2559 ช่วงปลายปี กรมการแพทย์ได้รวบรวมปัญหาทั้งหมดและทาการวิเคราะห์เพื่อ
ประเมินความเส่ียงทางด้านสารสนเทศทั้งระบบ นาไปสู่การกาหนดเป็นหน่ึงใน DMS 4 Reforms ในด้าน
System Reform ที่มุ่งเน้นการพัฒนาระบบสารสนเทศทั้ง Front Office และ Back Office ดังจะเห็นได้
จากภาพที่ 6.11 และได้กาหนดเรื่องท่ีต้องแก้ไขเร่งด่วนใน 3 ประเด็นคือ 1) การสร้างห้อง Data Center

จะดแู ลรักษา พฒั นาอย่างทันสมยั 27

และห้อง Backup ตามมาตรฐาน ISO 27001 2) การปรับเปลี่ยนระบบเครือข่ายและอุปกรณ์ใหม่ท้ังหมด
ทง้ั แบบมสี ายและไรส้ าย 3) การกาหนดแนวทางในการรักษาความม่ันคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ ควบคกู่ ัน
ไปด้วย ท้ังหมดน้ีเพื่อให้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกรมเป็นไปอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพ
ครอบคลุมด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยให้สามารถดาเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นการปฏิบัติ
ตามเจตนารมณ์ของพระราชกฤษฎีกาและพระราชบญั ญัติดังกลา่ วได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

กรมการแพทย์ได้ดาเนินการมาตรการด้านความปลอดภัยและภาวะฉุกเฉิน โดยมีขั้นตอนเริ่มจาก
การค้นหาความเสี่ยงท่ีเกิดขึ้น ซ่ึงได้จากการรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นในอดีต ท้ังจากเอกสารรวมท้ังการ
สอบถามจากเจ้าหน้าท่ีและผู้รับบริการ นามาวิเคราะห์ความเส่ียงตามมาตรการวิเคราะห์ความเส่ียง จัดทา
เป็นแผนการด้านความปลอดภัยและภาวะฉุกเฉินกรมการแพทย์ โดยเป็นแผนการดาเนินการในระดับกรม
และหน่วยงานจะถ่ายทอดแผนดังกล่าวจัดทาเป็นแผนของหน่วยงาน ที่กาหนดให้มีการจัดทาทุกหน่วยงาน
และต้องทบทวนแผนทุกปี แต่จะมีความแตกต่างกันไปในรายละเอียดของแต่ละพ้ืนที่ เช่น โรงพยาบาลทีต่ งั้
อยู่ในจังหวัดที่มีรอยเล่ือนแผ่นดินไหว จะมีการกาหนดมาตรการเพื่อรองรับการเกิดแผ่นดินไหว ขณะที่
โรงพยาบาลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีมาตรการพิเศษด้านการป้องกันปัญหาความไม่สงบใน
พื้นที่เป็นต้น ส่งผลให้กรมการแพทย์มีการดาเนินการด้านความปลอดภัยในรูปแบบเดียวกันอย่างเป็น
เอกภาพ แตก่ ส็ ามารถตอบสนองตอ่ ทกุ ปัญหาของทกุ พ้นื ท่ีได้

หนว่ ยงานที่สงั กัดกรมการแพทย์ ทุกหนว่ ยงานทใ่ี หบ้ ริการสาธารณสุข มีการสร้างความตระหนัก
ด้านการรักษาความปลอดภยั และภาวะฉุกเฉิน โดยเคร่งครัดและผ่านการรบั รองคุณภาพตามมาตรฐานของ
สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นหน่ึงในระบบสาคัญท่ีหน่วยงานทุกหน่วยท่ี
ผ่านการรับรองต้องมีการสร้างความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับแผนการป้องกันและการจัดการในภาวะฉุกเฉิน
อย่างเป็นระบบ ในภาวะปกติ ต้องมีการเตรียมความพร้อมเพ่ือให้สามารถเผชิญกับภาวะฉุกเฉินได้อย่าง
ประสิทธิภาพ รวดเร็วและทันเหตุการณ์ มีการซักซ้อมเป็นประจา รวมทั้งการพัฒนาระบบและเคร่ืองมือ
สนับสนุนการเผชญิ เหตุโดยการจดั เตรียมความพร้อมและตรวจสอบให้พร้อมใช้ตลอดเวลา

ถ้าจะกล่าวถึงตัวอย่างท่ีแสดงถึงประสิทธิภาพในการรับมือต่อสภาวะวิกฤตของกรมการแพทย์ใน
ห้วงเวลานี้ คงจะหนีไม่พ้นการการแพร่ระบาดชองโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา (COVID-19) อย่างท่ีทราบกันดี
อยแู่ ล้วว่าโรคดังกล่าวสามารถติดต่อได้โดยง่ายจากสารคัดหลั่ง เชน่ การไอ จาม เปน็ ตน้ เม่อื มีผูป้ ่วยหรอื ผู้ท่ี
อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังมาเข้าใช้บริการ กรมการแพทย์จึงมีมาตรการให้ทุกโรงพยาบาล สถาบัน จัดตั้งคลินิก
ไข้หวัด (Fever and Acute Respiratory Clinic) ในการให้บริการแยกจากผู้ป่วยปกติ และจัดหาอุปกรณ์
ป้องกันให้กับบุคลากรให้เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน เพ่ือป้องกันมิให้ติดต่อไปยังบุคลากร ผู้ป่วย ผู้รับบริการ
และประชาชนอืน่ ๆ ด้วยหากเกิดภาวการณร์ ะบาดในโรงพยาบาล สถาบนั จะทาใหบ้ ุคลากรท้ังหมดต้องยุติ
การทางานเพ่ือกักกันตัวเป็นระยะเวลาถึง 14 วัน ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการให้บริการประชาชน
กรมจงึ ต้องกาหนดมาตรการดังกลา่ วเพื่อป้องกันมิให้เกดิ ปัญหา

อุดมการณ์ยาวนานทม่ี ุ่งมา ปรารถนาดูแลด้วยหวั ใจ 28

สว่ นที่ 2.2 การดาเนนิ การที่โดดเด่นรายหมวด
หมวด 1 การนาองค์การ

1.1 การนาองค์การโดยผ้บู ริหารของสว่ นราชการ

กรมการแพทย์มีความมุ่งม่ันดาเนินการพัฒนาระบบการแพทย์ของประเทศ ท้ังในด้านวิชาการและ
ด้านบริการ ยกระดับคุณภาพมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดี ภายใต้ภารกิจตาม
กฎหมายท่ีกาหนดในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์ ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท นโยบาย
รัฐบาล และทิศทางของกระทรวงสาธารณสุข โดยมีระบบการนาองค์การที่ยึดหลักประชาชนได้รับบริการ
ทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานวิชาชีพอย่างเสมอภาค เป็นแนวทางในการบริหารจัดการอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ ประสทิ ธิผล ตามหลกั ธรรมาภิบาล

ผู้บริหารกรมการแพทย์ทาหน้าที่ชี้นาองค์การให้ดาเนินภารกิจไปในทิศทางเดียวกันเพ่ือบรรลุ
เป้าหมายที่ต้ังไว้ มีการกาหนดค่านิยมท่ีส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมท่ีดีในการปฏิบัติงานและการใช้
ชีวิตประจาวัน ทาให้เกิดการเรียนรู้และการพัฒนาองค์การอย่างยั่งยืน ผ่านระบบการนาองค์การทั้ง 7 ด้าน
ได้แก่ 1) ผู้บริหารเป็นผู้กาหนดทิศทาง นานโยบายประเทศ ความต้องการของผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้
ส่วนเสีย และข้อมูลที่สาคัญอื่น ๆ มาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อจัดทายุทธศาสตร์และกาหนดทิศทางของกรม
2) ผู้บริหารทบทวนและจัดโครงสร้างให้เหมาะสม กับการดาเนินการเพื่อบรรลุยุทธศาสตร์ รวมท้ังผู้บริหาร
ได้ร่วมกาหนดพฤตกิ รรมพึงประสงค์และประพฤตติ นเปน็ แบบอย่างตามค่านิยม 3) ผู้บริหารสอื่ สารวิสัยทศั น์
ค่านิยม ทั้งภายในและภายนอกองค์การผ่านช่องทางการส่ือสารที่หลากหลายแบบสองทิศทาง
4) ผู้บริหารติดตามผลการดาเนินงานผ่านระบบ MIS และวิเคราะห์ทบทวนผลการดาเนินงานตามตัวช้ีวัด
นาไปสู่การกาหนดเป้าหมายและจัดสรรแรงจูงใจให้กับบุคลากร 5) ผู้บริหารให้ความสาคัญกับการ
ดาเนินงานใหเ้ ป็นไปตามมาตรฐานอย่างเปิดเผยและโปรง่ ใส 6) ผู้บริหารมุ่งมั่นใหก้ ารดาเนินงานเป็นไปตาม
กฎ ระเบียบ ลดความเส่ียงต่อการละเมิดกฎหมาย อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม และ 7) ผู้บริหารสร้าง
ความเชื่อมั่นว่าทุกนโยบายใจการดาเนินงานจะต้องเสริมสร้างสังคมทดี่ ี เป็นมติ รตอ่ สิง่ แวดล้อม

ภาพท่ี 1.1 ระบบการนาองค์การ

อดุ มการณ์ยาวนานท่มี งุ่ มา ปรารถนาดูแลดว้ ยหัวใจ 29

ก. วิสัยทัศน์ และค่านยิ ม

จากการทบทวนบริบทของกรมการแพทย์ พบว่าเป็นองค์การที่มีองค์ประกอบของหน่วยงานที่เป็น

โรงพยาบาลและสถาบันเฉพาะทางจานวนมาก ทั้งท่ีตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด บุคลากรที่มี

ความเชี่ยวชาญและความหลากหลายตามแต่ละด้านของศูนย์ความเป็นเลิศที่ถูกกาหนดไว้ในกฎกระทรวง

ตลอดจนสภาพแวดล้อมของหน่วยงานที่ต้ังอยู่ ทาให้หน่วยงานแต่ละแห่งมีลักษณะเฉพาะตัวท่ีแตกต่างกัน

ส่งผลให้การวางแผนการดาเนินงานในแต่ละหน่วยงานแตกต่างกันไปตามแต่ละความเช่ียวชาญ เช่น ด้าน

มะเร็ง ด้านประสาท ด้านยาเสพติด ด้านผิวหนัง ซึ่งแม้ว่าแต่ละโรงพยาบาล/สถาบัน จะยังดาเนินกิจการไป

ได้ด้วยตนเองจากแรงส่งและพลวัตรของการทางานในอดีต อย่างไรก็ดีพบว่ายังมีการสูญเปล่าจานวนมาก

เกิดข้ึนจากการซ้าซ้อนของการลงทุน การใช้ทรัพยากรที่ไม่คุ้มค่า รวมทั้งขาดพลังในการขับเคล่ือน พัฒนา

และสนับสนุนระบบสุขภาพในภาพรวมของประเทศซึ่งยังมีความขาดแคลนอยู่มาก นอกจากน้ีการ

เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางสังคมในโลกยุคใหม่ การเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศ

การก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัล ภาวะเศรษฐกิจ การเมือง ตลอดจน โครงสร้างประชากรไทยท่ีกาลังเข้าสู่

สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้สภาพแวดล้อมของระบบสุขภาพของประเทศไทย มีความซับซ้อนและเปราะบาง

อย่างท่ีไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ เพ่ือรับมือความท้าทายดังกลา่ ว ผู้บริหารระดับสงู จงึ ร่วมกันปรับ

วิสัยทัศน์ ค่านิยม พันธกิจ และยุทธศาสตร์ของกรม โดยใช้เคร่ืองมือต่าง ๆ ในการวิเคราะห์องค์การเพ่ือหา

โอกาสเชิงยุทธศาสตร์ การวิเคราะห์ปัจจัยและผลกระทบต่าง ๆ การระบุจุดเน้น (Positioning) การ

วิเคราะห์ Outside In และ Inside Out ควบคู่กับการทา SWOT Analysis และ Scenario Analysis

วิเคราะห์ผลสารวจความต้องการ และความพึงพอใจของผู้รับบริการและผู้มสี ว่ นไดส้ ว่ นเสีย รวมถงึ บคุ ลากร

ทุกระดับ โดยท่ีผ่านมากรมจะดาเนินการเน้นหนักไปในด้านของการผลิตผลงานวิชาการเชิงลึก พัฒนาศูนย์

ความเป็นเลิศท้ังด้านวิชาการและการรักษาตติยภูมิหรือสูงกว่า (DMS The Best of The Best) และ

จัดทาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

เพ่ือส่งต่อองค์คว ามรู้ด้าน

ก า ร แ พ ท ย์ แ ล ะ ส า ธ า ร ณ สุ ข

ให้กับบุคลากรทางการแพทย์

ในเขตสุขภาพท่ัวประเทศ ซ่ึง

ผู้บริหารระดับสูงเล็งเห็นว่าใน

สภาวการณ์เช่นน้ี การทางานที่

จะให้เกิดผลสาเร็จท่ีสมบูรณ์

และทันเวลา ตอบสนองปัญหา

ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ ใ ห้ ไ ด้ ทั น ท่ ว ง ที

ควรเป็นการทางานท่ีเน้นการ ภาพที่ 1.2 ระบบการทางานตามแนวทาง DMS 4 Reforms
ทางานร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ

อดุ มการณ์ยาวนานทม่ี ุ่งมา ปรารถนาดแู ลด้วยหัวใจ 30

ที่เก่ียวข้องและทางานไปในทิศทางเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2560 จึงมีแนวคิดในการปรับพันธกิจของกรม

โดยเน้นการเสริมสร้างการมีส่วนร่วม (Co - Creation) กับทุกภาคส่วนและมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรม

ทางการแพทย์ (Medical Innovation) ในการพัฒนาระบบการแพทย์ของประเทศ และเพ่ือให้บริการทาง

การแพทย์ไปถึงมือประชาชนเร็วและท่ัวถึงมากที่สุด (DMS The Best for The Most) ผู้บริหารระดับสูง

จึงร่วมกันวางแผนและวางกรอบการทางานโดยกาหนดและประกาศนโยบายปฏิรูปกรมการแพทย์ 4 ด้าน

(DMS 4 Reforms) รวมท้ังจัดทาแผนปฏิบัติการ เพื่อใช้เป็นกลไกในการขับเคล่ือนยุทธศาสตร์ และเพื่อ

เป็นแรงเสริมและแรงกระตุ้นให้กรมฝ่าฟันความท้าทายน้ี สามารถตอบสนองความต้องการและการ

แก้ปัญหาด้านสุขภาพของประเทศได้ มีระบบบริการสุขภาพท่ีทันสมัยและย่ังยืน เพื่อให้การปฏิรูปกรมการ

แพทย์ทั้ง 4 ด้าน แปลงไปสู่การปฏบิ ัติที่เป็นรปู ธรรม ผู้บริหารระดับสูงได้ทบทวนและจัดโครงสร้างการแบ่ง

งานภายในกรมเพื่อให้เกิดการกระจายอานาจท่ีชัดเจนมากย่ิงขึ้น โดยเน้นการทางานแบบบูรณาการ

แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มท่ี 1 เป็นกลุ่มโรงพยาบาล/ สถาบัน ท่ีรับผิดชอบการดาเนินงานศูนย์ความเป็น

เลิศทางการแพทย์ (Center of Excellence: CoE) ซึง่ เปน็ นโยบายระดับชาติ ทจี่ ะตอ้ งทางานครอบคลุม

ด้านบริการท่ีเป็นเลิศ (Service Excellence) การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์

(Training and Technology Transfer) รวมทั้งการจัดทาข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (Policy Advocacy)

กลุ่มที่ 2 เป็นกองสนับสนุนส่วนกลาง (Central Division) ท่ีมีหน้าท่ีสนับสนุนการทางานของกลุ่ม

โรงพยาบาล/สถาบัน (CoE) ท้ังทางด้านวิชาการ ทรัพยากรบุคคล กฎหมาย กฎระเบียบต่าง ๆ ตลอดจน

การตรวจราชการ ดงั ภาพที่ 1.2 ระบบการทางานตามแนวทาง DMS 4 Reforms

ในการนาองค์การเพื่อให้ผ่านความท้าทายในสถานการณ์ปัจจุบันไปให้ได้ท้ังหมดนี้ การส่ือสาร

ทิศทางนโยบายและแผนการดาเนนิ การของกรมการแพทย์ เป็นเรื่องท่ีผบู้ รหิ ารระดับสงู ให้ความสาคัญสูงสุด

เพราะหากผูบ้ รหิ ารระดบั สงู สามารถสอ่ื สารทศิ ทางองค์การผเู้ กี่ยวข้องทงั้ หมดได้รับรู้และเข้าใจ ก็จะสามารถ

นาไปสู่การปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง

จนบรรลุเป้าหมาย ซ่ึงแต่เดิม

การสือ่ สารของผู้บริหารระดับสูง

ของกรมนั้นจะเป็นการส่ือสาร

แบบทิศทางเดียว(Top Down)

และเป็นการส่ือสารกับบุคลากร

ในกรมเป็นส่วนใหญ่ ประกอบ

ภาพท่ี 1. 3 การสื่อสารทศิ ทางองค์การ กับท่ีตั้งของหน่วยงานนั้นอยู่
กระจัดกระจาย แต่ด้วยยุคสมัยท่ี

เปลี่ยนไปผสานกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ผนวกรวมเข้ากับแนวคิดของผู้บริหารระดับสูง ท่ีเน้นการ

เสริมสร้างการมีส่วนร่วม (Co-Creation) กับทุกภาคส่วน ต้ังแต่บุคลากร ผู้รับบริการ พันธมิตร ผู้ให้

ความรว่ มมือ และผสู้ ง่ มอบในการพัฒนาระบบการแพทยข์ องประเทศและเพ่อื ใหบ้ รกิ ารทางการแพทย์ท่ี

อดุ มการณ์ยาวนานทีม่ งุ่ มา ปรารถนาดูแลดว้ ยหวั ใจ 31

มีคุณภาพและมาตรฐานส่งไปให้ถึงมือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและท่ัวถึงมากท่ีสุด ภายใต้สโลแกน

“ร่วมคิด ร่วมทา ร่วมรับผิดชอบ” ตัวอย่างหนึ่งของรูปแบบการสื่อสารท่ีถูกพัฒนาขึ้นในกรมปรากฏ

ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลคือการใช้ระบบ Video Conference ในการขับเคล่ือนนโยบายลงสู่ผู้ปฏิบัติงาน

ทุกระดับในทุกพื้นท่ี ตลอดจนเป็นเคร่ืองมืออานวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานซ่ึงทาหน้าท่ี

บริการประชาชน ทาให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไป-กลับ เพ่ือเข้าร่วมประชุมนอกสถานที่ ส่งผลดีกับการ

บริการประชาชนท้ังทางตรงและทางอ้อม รวมถึงประหยัดทรัพยากรและค่าใช้จ่าย โดยจากการวิเคราะห์

เปรียบเทียบค่าใช้ก่อนและหลังการใช้ระบบพบว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 85.51% คิดเป็นเงินท่ี

ประหยัดได้ 21,140,000 บาท นอกจากน้ีผลการดาเนินการร้อยละของบุคลากรภายในและบุคลากร

ภายนอกท่ีรับรู้และเข้าใจทิศทางการดาเนินงานของกรมการแพทย์และ DMS 4 Reforms ยังดีข้ึนทุกปี ดัง

เหน็ ไดจ้ ากแผนภมู ิที่ 7.4.1-2

ผู้บริหารระดับสูงยังได้เล็งเห็นถึงความสาคัญในการ

ส่งเสริมค่านิยมของกรมการแพทย์ จึงร่วมกาหนดพฤติกรรม

พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ตามค่านิยม MOPHDMS จน

ได้มาซึ่ง 37 พฤติกรรมพึงประสงค์ นาไปจัดทาเป็น

แนวทางการส่งเสริมค่านิยมกรมการแพทย์ สื่อสารถ่ายทอดให้

บุคลากรของกรมใช้เป็นแนวทางในการแสดงพฤติกรรมการ

ปฏิบัติตนในชีวิตประจาวัน ทั้งที่ทางานและนอกเวลาทางาน ภาพท่ี 1.4 ค่านิยมกรมการแพทย์

อยา่ งสมา่ เสมอ ซึง่ ปรากฏว่าทกุ หนว่ ยงานในสังกดั กรมการแพทย์ได้นาคา่ นิยมไปปฏิบัติ ดังจะเหน็ ไดจ้ ากผล

การดาเนินงานตามตัวชี้วัด “ร้อยละของหน่วยงานท่ีมีการนาค่านิยมกรมการแพทย์ไปสู่การปฏิบัติ” ท่ีมีผล

ร้อยละ 100 รวมทั้งผบู้ รหิ ารระดับสูงยังได้กาหนดให้มีการประเมนิ พฤติกรรมองค์การตามคา่ นยิ ม โดยจดั ให้

มีการสารวจการแสดงพฤติกรรมตามหลักค่านิยมกรมการแพทย์ของบุคลากร เพื่อค้นหาจุดอ่อนและนาไป

ออกแบบกิจกรรม โครงการ เพ่ือส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมและคุณงามความดีท่ีตรงกับค่านิยมกรม จนเกิด

เป็นวัฒนธรรมองค์การท่ีทรงคุณค่า ซ่ึงจากการประเมินพบว่ามีพฤติกรรมท่ีต้องได้รับการพัฒนาอย่าง

เร่งด่วน คือ 1. การสร้างเครือข่ายการปฏิบัติงานในระดับนานาชาติ 2. การต่อยอดพัฒนางานวิจัย 3. การ

ค้นคว้าวิจัยมาพัฒนาองค์ความรู้และวิธีการปฏิบัติงาน ซึ่งผู้บริหารระดับสูงได้กาหนดให้ผู้เก่ียวข้อง ได้แก่

กองบริหารทรัพยากรบุคคลและสถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ เป็นผู้วางแผนและแนว

ทางการสง่ เสริมพฤติกรรมดังกล่าวตอ่ ไป

ในเรื่องของการส่งเสริมการประพฤติปฏิบัติตามหลักนิติธรรม ความโปร่งใส และความมีจริยธรรม

ผู้บริหารระดับสูงได้จัดตั้งกลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรม เพ่ือเป็นหน่วยงานหลักในการดาเนินการเผยแพร่

ปลูกฝัง ส่งเสริม ยกย่องข้าราชการท่ีเป็นแบบอย่างที่ดี และติดตามการปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมอย่าง

สม่าเสมอ รวมทั้งได้มีการนากล่าวประกาศเจตนารมณ์เพื่อแสดงเจตจานงในการปฏิบัติงานด้วยความ

ซื่อสัตย์สุจริต ซ่ึงมีการเผยแพร่กิจกรรมดังกล่าวให้หน่วยงานในสังกัดกรมการแพทย์ทราบ ผ่านทางช่องทาง

อดุ มการณ์ยาวนานที่มุง่ มา ปรารถนาดูแลดว้ ยหัวใจ 32

Facebook แฟนเพจ ของ “กลุ่มงานคุ้มครองจริยธรรม ตลอดจนได้ร่วมกาหนดนโยบายด้านต่าง ๆ ท่ีสาคัญ
เช่น นโยบายการกากับดูแลองค์การท่ีดี นโยบายการบริหารความเส่ียงระดับองค์การ นโยบายการบริหาร
งบประมาณ การเงินการคลัง นโยบายด้านการจัดซื้อจัดจ้าง แผนป้องกันปราบปรามทุจริตและประพฤติมิ
ชอบ แผนส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และเน้นย้าให้ทุกหน่วยงานถือปฏิบัตินโยบายดังกล่าว นอกจากนี้ได้
ประกาศนโยบายไม่รับของขวัญ โดยส่งเสริมให้แสดงความขอบคุณด้วยข้อความ “Thank You Card
Better than Gift” ในปี พ.ศ. 2561 และ พ.ศ. 2562 มีการเพิ่มมาตรการในการอวยพรในเทศกาลต่าง ๆ
การแสดงความยินดีด้วยการร่วมมือทากิจกรรมจิตอาสา หรือการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อลด
โอกาสเกิดการปฏิบัติที่ไม่เสมอภาคทั้งในหน่วยงานและต่อประชาชน จากผลการดาเนินงานทั้งหมดส่งผล
ให้ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดาเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจาปี
งบประมาณ พ.ศ. 2562 กรมการแพทย์อยู่ในลาดับที่ 19 จากหน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือเทียบเท่า
ท้งั หมด 144 กรม และเป็นลาดับท่ี 3 ของหนว่ ยงานท้งั หมดในสงั กัดกระทรวงสาธารณสุขดว้ ยคะแนน 91.13

ข. การสือ่ สาร
จากการปรบั เปล่ยี นแนวคิดในการเป็นศูนย์ความเป็นเลศิ ทางการแพทย์ (CoE) : The Best of The

Best ไปสู่การพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) : The Best for The Most ท่ีให้ความสาคัญกับ
การพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่เช่ือมโยงกระบวนการทางานแบบมีส่วนร่วมกับเขตสุขภาพผ่านแพทย์เขต
ของกรมการแพทย์ โดยสานักนิเทศระบบการแพทย์ สานักแพทย์เขต สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยี
ทางการแพทย์ รวมถึงหน่วยงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง ได้ทาหน้าท่ีเช่ือมต่อข้อมูลด้านองค์ความรู้และ
เทคโนโลยีทางการแพทย์ของกรม เพ่ือเป็นศูนย์อ้างอิงทางการแพทย์ท้ังด้านวิชาการสาหรับบุคลากรทาง
การแพทย์ ข้อมูลสุขภาพสาหรับประชาชน และเป็นการส่งต่อข้อมูลจากหน่วยบริการในสังกัดไปยังหน่วย
บริการในพ้ืนท่ีเขตตรวจราชการ สานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งได้จัดทาข้อเสนอแนะเชิง
นโยบายเสนอผู้บริหารสูงสุดเพื่อกาหนดเป็นนโยบายระดับชาติในการแก้ปัญหาสุขภาพที่เป็นปัญหาสาคัญ
ระดับประเทศ และกาหนดเป็นเข็มมุ่งของกรมการแพทย์ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ
โรคมะเร็ง ยาเสพตดิ ผพู้ ิการ นอกจากน้ยี งั มีกลุ่มโรคเร้ือรังท่ตี ้องได้รับความร่วมมือจากหนว่ ยงานตา่ ง ๆ ใน
การแก้ไขปัญหา เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไตวายเรื้อรัง เป็นต้น จึงนาไปสู่การออกแบบ
ระบบการถ่ายทอดและสื่อสารทิศทางกรมการแพทย์ท่ีได้ปรับปรุงเพ่ิมเทคนิควิธีการถ่ายทอดและส่ือสารมี
ความหลากหลาย ทั่วถึง ครอบคลุม และรวดเร็วมากกว่าเดิม โดยสามารถแบ่งการสื่อสารออกเป็น 2
แนวทาง ดังนี้

1. การสื่อสารภายใน เป็นการส่ือสารระหว่างผู้บริหารกับบุคลากรในสังกรมการแพทย์ แบ่งได้
ออกเป็น 1.1) การสื่อสารระหว่างผู้บริหารกับผู้อานวยการ สาหรับช่องทางการสื่อสารแบบออฟไลน์
นอกจากจะส่ือสารทางหนังสือราชการแล้ว จะมีการสื่อสารผ่านการประชุม THM (Thursday Meeting)
ทกุ สปั ดาห์ และการประชุมผู้บริหารกรมการแพทย์เป็นประจาทกุ เดือน การจัดประชุมกรมการแพทย์สัญจร
ท่ีได้กาหนดให้รองผู้อานวยการทั้ง 4 ด้าน (ด้านการแพทย์ ด้านการพยาบาล ด้านอานวยการ และด้าน

อุดมการณ์ยาวนานทม่ี ุ่งมา ปรารถนาดแู ลดว้ ยหัวใจ 33

พัฒนาคุณภาพ) ของทุกหน่วยงานเข้าร่วมประชุมกับผู้บริหารและผู้อานวยการ จัดประชุมทุก 3 เดือน โดย
จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสถานท่ีจัดในจังหวัดที่เป็นท่ีตั้งของหน่วยงานในสังกัด เพื่ออาศัยโอกาสนี้ให้
ผู้บริหารระดับสูงได้ลงไปตรวจเย่ียมและใกล้ชิดกับบุคลากรของหน่วยงานท่ีตั้งอยู่ต่างจังหวัดอีกด้วย และ
การสื่อสารแบบออนไลน์ ผ่านทางไลน์กลุ่มผู้บริหาร ซ่ึงจะประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้อานวยการ และรอง
ผู้อานวยการทุกคน 1.2) การสื่อสารระหว่างผู้บริหารกับบุคลากร สาหรับช่องทางการส่ือสารแบบออฟไลน์
เช่น หนังสือราชการ ประชุมมอบนโยบายและทิศทางการดาเนินงานประจาปี คารับรองการปฏิบัติราชการ
วารสาร/จุลสารกรมการแพทย์ บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น และในปจั จุบนั ได้เพิม่ ช่องทางการส่ือสารแบบ
ออนไลน์คือ Video Conference และ Facebook กรมการแพทย์ ซึ่งเป็นการส่ือสารในรูปแบบสองทาง
ด้วยบคุ ลากรสามารถแสดงความคดิ เห็นตอบกลับได้ เปน็ ตน้

2. การสื่อสารภายนอก เป็นการส่ือสารระหว่างผู้บริหารกับผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ
ประชาชน โดยมีทั้งการสื่อสารแบบออฟไลน์และออนไลน์ ท้ังในรูปแบบทางการและไม่เป็นทางการ เช่น
แถลงการณ์ ประกาศ การแถลงข่าวของผู้บริหารเม่ือเกิดสถานการณ์วิกฤตฉุกเฉิน การจัดงานประชุม
วิชาการต่าง ๆ ซ่ึงมีท้ังการจัดในระดับกรม และการจัดของแต่ละหน่วยงาน ซ่ึงจะมีทั้งบุคลากรภายใน
บคุ ลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขภายนอก ผู้รับบริการ ผู้มีสว่ นได้สว่ นเสีย และประชาชนท่ัวไปมาเข้า
ร่วมงาน รวมท้ังการใช้ช่องทางออนไลน์ เช่น Youtube, Facebook , Twitter ส่ือสารข่าวสารต่าง ๆ ทาง
การแพทย์ การอวยพรปีใหม่จากผบู้ รหิ ารไปถึงบุคลากรและประชาชน ดังตาราง

ภาพท่ี 1.5 ตารางแสดงการส่อื สารเพ่ือสร้างความเขา้ ใจและความผูกพนั

เพ่ือให้ม่ันใจได้ว่าช่องทางการส่ือสารทั้งหมดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสื่อสารไปถึง
กลุ่มเป้าหมายทุกกลุม่ และกลุ่มเปา้ หมายมีความเข้าใจในส่ิงที่ต้องการถ่ายทอด กรมการแพทยจ์ ึงได้กาหนด

อุดมการณ์ยาวนานที่ม่งุ มา ปรารถนาดูแลด้วยหวั ใจ 34

กรอบการประเมนิ ซึ่งประกอบด้วยรอบของการประเมินและตัวชี้วดั ตามภาพท่ี 1.5 ตารางแสดงการส่ือสาร
เพื่อสร้างความเข้าใจและความผูกพัน ซึ่งหลังจากการประเมินพบว่าการปรับเปล่ียนวิธีการสื่อสารดังกล่าว
ทาให้ผู้บรหิ ารระดบั สูงเขา้ ถงึ กลุ่มเปา้ หมายทต่ี ้องการเพ่มิ มากขน้ึ และกลมุ่ เป้าหมายเขา้ ใจทิศทางทีผ่ ู้บริหาร
ระดับสูงได้วางไว้อย่างชดั เจน และมคี วามผูกพนั เพิม่ มากขึ้น ส่งผลให้การดาเนินงานของกรมการแพทย์เป็น
ตามเป้าหมาย ดังเห็นได้จากผลการดาเนินงานตามตัวชี้วัดร้อยละความสาเร็จในการบรรลุเป้าหมายตาม
แผนยุทธศาสตร์กรมการแพทย์ และร้อยละความสาเร็จในการบรรลุตามแผนปฏิรูปของกรมการแพทย์ ท่ีมี
ผลการดาเนินงานดขี น้ึ อย่างต่อเนอ่ื ง ดังเหน็ ไดจ้ ากแผนภมู ิท่ี 7.1.2.1

ค. พนั ธกจิ และประสิทธิภาพขององคก์ าร
จากการกาหนดเป้าหมายในการดาเนินงาน (DMS 4 Reforms) นับเป็นความท้าทายของ

ผู้บริหารระดับสูง ในการที่จะนาพากรมไปเช่ือมโยงกับภาคส่วนต่าง ๆ (Co-Creation) อย่างไร้รอยต่อ เพื่อ
ร่วมมือกันปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายท่ีมุ่งเน้นประชาชน ผ่านระบบการนาของผู้บริหารระดับสูงที่มุ่งสู่
ความสาเร็จท้ังในปจั จุบัน และอนาคต ภายใตแ้ นวคิด “รว่ มคิด ร่วมทา รว่ มรบั ผดิ ชอบ” ดงั นี้

ภาพท่ี 1.6 DMS 4 Reforms

1. Function Reform (The Best for The Most) คอื ผ้บู รหิ ารระดบั สงู ไดป้ รับเปลยี่ นแนวคิด
การทางานของกรมการแพทย์ให้มุ่งเน้นการทางานโดยการนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของกรมการแพทย์
ออกมาสู่ประชาชน เพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนท้ังประเทศ (The Best for The Most) โดย
กรมจะต้องเป็น National Reference Center ที่มีฐานข้อมูลที่สาคัญ ท้ังข้อมูลภาระโรค (Burden of
Disease) โดยเฉพาะโรคที่เป็นปัญหาสาคัญด้านสาธารณสุข และการวางระบบสุขภาพ (Service System
Mapping) ของทรัพยากรทั้งหมด (คน เงิน ของ) เพ่ือบริหารจัดการให้เกิดความสอดคล้องกับความขาด
แคลนของพื้นท่ี และการเขา้ ถงึ บริการสุขภาพของประชาชน โดยกรมจะมีการรว่ มมือกับหน่วยงานอน่ื ๆ ทงั้

อดุ มการณ์ยาวนานทม่ี ุ่งมา ปรารถนาดูแลด้วยหัวใจ 35

ภาครัฐและเอกชน ในการแลกเปล่ียนเรียบรู้และร่วมกันทางาน ผ่านการประชุม การอบรม การนิเทศงาน
และการเข้าเย่ียมชมต่าง ๆ เช่น กรมได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเอกชนในการ
ให้บริการรักษาพยาบาลในโรคที่สาคัญ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรค
ผิวหนัง โรคหู คอ จมูก นับเป็นการจัดระบบบริการสุขภาพเพ่ือให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้อย่าง
ครอบคลุมและท่ัวถึง เป็นต้น รวมท้ังเป็นการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อแก้ไขปัญหาทางสุขภาพ
ของประเทศ

2. Agenda Reform (Seamless Comprehensive Healthcare) คือ ผู้บริหารระดับสูง
มุ่งเน้นแก้ไขปัญหาท่ีเป็นเร่ืองสาคัญหรือเป็นวาระสาคัญของชาติ ได้แก่ ผู้สูงอายุ โรคไม่ติดต่อ (NCD)
โรคมะเร็ง การดูแลแบบประคับประคอง และยาเสพติด โดยสิ่งสาคัญท่ีสุดคือคนจะต้องเปลี่ยน mindset
ก้าวข้าม Acute Care Setting และ Hospital Care Setting ไปสู่ Comprehensive Approach เปล่ียน
จากส่งเสริม ป้องกัน เป็น Chronic Care Model ซึ่งมีหลักสาคัญคือ (1) สอนให้ผู้ป่วยมีความรอบรู้
สามารถดูแลตนเองได้ (2) เพ่ิมการมีส่วนร่วมกับชุมชนในด้านการแพทย์และสาธารณสุข (3) ช่วยให้การใช้
ทรัพยากรบุคคล และทรัพยากรทางการแพทย์คุ้มค่าข้ึน เพราะชุมชนดูแลตัวเองได้ โดยกรมจะเป็นพี่เลี้ยง
(Coaching) ในส่วนของยาเสพตดิ เปลี่ยนมมุ มองว่าผูเ้ สพไม่ไดเ้ สพเพราะอยากเสพแตเ่ สพเพราะมปี ัญหาอื่น
ใช้วธิ ีใหบ้ คุ ลากรทางการแพทย์เป็นพ่ีเลีย้ ง สร้างสภาวะแวดลอ้ มท่ีเหมาะสม ทาใหย้ าเสพติดและผู้เสพลดลง
พร้อมทงั้ เพิม่ ศักยภาพสถานพยาบาลให้รองรับปัญหาสุขภาพของผเู้ สพยา

3. Area Reform (Co-Creation) คือ ผู้บริหารระดับสูงได้ปรับเปล่ียนแนวคิดและวิธีการทางาน
จากแบบเดมิ ของกรมการแพทย์ ทีส่ ่วนใหญเ่ ปน็ การขอความร่วมมือ (Cooperation) เป็นการทางานในแบบ
ร่วมคิด ร่วมทา ร่วมรับผิดชอบ (Co - Creation) ร่วมค้นหาปัญหา ท้ังส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ร่วมกับ
เขตสุขภาพที่ 1 – 12 และเขตสุขภาพที่ 13 กรุงเทพมหานคร โดยนาข้อมูล Burden of disease มา
วิเคราะห์ Health Status และ Health Need ของแต่ละพ้ืนท่ี เพื่อสนับสนุนตามปัญหาและความต้องการ
ของพ้นื ท่ี โดยผ่านการดาเนินงานของสานักงานแพทย์เขตทต่ี ้ังอยู่ในเขตสุขภาพท้งั 13 เขต ตวั อย่างทเ่ี ห็นได้
ชัดคือ Pilot Project of Co-Creation ท่ีได้ดาเนินการ (1) การสนับสนุน Cath Lab ท่ีโรงพยาบาลสวรรค์
ประชารักษ์ (2) การสนับสนุน Open Heart Sx ท่ีโรงพยาบาลสกลนคร และโรงพยาบาลสุรินทร์ (3) การ
วางระบบ Radiation Therapy ท่ีโรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ โรงพยาบาลลาปาง โรงพยาบาลสุรินทร์
นอกจากที่กล่าวมาแล้วนั้นกรมยังได้การดาเนินการ Co-creation กับโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ เพ่ือให้
เป็น Model กับโรงพยาบาลชมุ ชนตอ่ ไป แตกตา่ งจากเดมิ ทก่ี รมมกั จะลงไปเพียงโรงพยาบาลศูนยเ์ ทา่ นัน้

4. System Reform (Digital Transformation) คือ ผู้บริหาระดับสูงมุ่งเน้นการพัฒนาระบบ
บริการ (Digital Transformation) ทั้งระบบ Front Office และ Back Office โดยกรมการแพทย์ได้มีการ
นาระบบอิเล็กทรอนิกต่าง ๆ มาใช้ในการดาเนินงาน เช่น ระบบบริหารงบประมาณและโครงการ (PBMS)
สาหรับรายงานความก้าวหน้าและผลการดาเนินงานตามโครงการ ระบบคารับรองปฏิบัติราชการ
อิเล็กทรอนิกส์ (E-PA) สาหรับรายงานผลการดาเนินงานตามคารับรองการปฏิบัติราชการ เป็นต้น และการ

อดุ มการณ์ยาวนานทม่ี ุ่งมา ปรารถนาดแู ลดว้ ยหัวใจ 36

พัฒนาศักยภาพบุคลากรในสังกัดกรมการแพทย์ให้มีความรอบรู้ด้านดิจิทัล (HR Transformation & Digital
Literacy) และสง่ เสรมิ ให้ประชาชนให้มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy)

โดยทุกกระบวนการของกรมการแพทย์นั้น ผู้บริหารระดับสูงจะคานึงถึงผู้รับบริการ โดยการนาผล
การสารวจความต้องการและความคาดหวังของผู้รบั บริการมาเป็นข้อมูลนาเข้าในการจดั ทาแผนยุทธศาสตร์
และแผนปฏริ ูปกรมการแพทย์ นอกจากน้ียังไดก้ าหนดให้ผรู้ ับผดิ ชอบในสว่ นทเ่ี ก่ียวในแต่ละประเด็นของการ
ปฏิรูป ตอ้ งคน้ หาความตอ้ งการและความคาดหวงั ของผู้รับบริการในเชงิ ลกึ (ระดับพ้ืนท่ี) เพอ่ื นามาออกแบบ
การทางานตั้งแต่ต้นน้า กลางน้า และปลายน้า โดยกาหนดให้มีการจัดทาตัวช้ีวัดในทุกระดับเพื่อคอย
ตรวจสอบการทางานให้มีคุณภาพอย่างสม่าเสมอ จนเกิดเป็นพลวัตรในการเรียนรู้ นาไปสู่การปรับปรุงกระ
บวนการทางานอย่างต่อเน่ือง ก่อให้เกิดนวัตกรรมทั้งในด้านการบริการและด้านบริหารใหม่ ๆ นับเป็นการ
สร้างสภาพแวดล้อมในการเป็นองค์การคุณภาพท่ีมุ่งเนน้ การสรา้ งและพัฒนานวัตกรรมดา้ นการแพทย์ ด้วย
การส่งเสริม สนับสนุน และมีส่วนร่วมในการแบ่งปันและถ่ายทอดเรียนรู้ท่ัวท้ังองค์การ โดยระดับกรมได้ใช้
แนวทางการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) เป็นกรอบในการประเมินคุณภาพ ในระดับหน่วยบริการ
โรงพยาบาล/สถาบัน ให้ใช้แนวทางการประเมินคุณภาพสถานพยาบาล (HA) ซ่ึงโรงพยาบาล/สถาบันของ
กรมผ่านการประเมินครบถ้วนร้อยละ 100 และถึงแม้จะได้รับการรับรองครบถ้วนทุกหน่วยงานแล้ว ในข้ัน
ต่อไปผูบ้ ริหารระดับสูงยงั ได้กาหนดให้ทุกโรงพยาบาล/สถาบันของกรม ตอ้ งผา่ นการการประเมนิ เฉพาะโรค
หรือระบบ (Disease Specific Certification - DSC) ภายในปี พ.ศ. 2565 นอกจากนี้ผู้บริหารระดับสูงยัง
ไดก้ าหนดให้ทุกหน่วยงานจัดทาคู่มือการใหบ้ ริการประชาชน โดยใชแ้ นวคิดของขอ้ ตกลงระดบั การให้บริการ
(SLA: Service Level Agreement) จนทาให้ในปัจจุบันกรมมีคู่มือการให้บริการประชาชนจานวน 147
คู่มอื ครอบคลุมทุกงานบริการ นับเป็นตัวอย่างหน่ึงทผ่ี ูบ้ ริหารระดับสูงมุ่งม่ันในการคานึงถงึ ผรู้ ับบริการและ
มุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานการใหบ้ รกิ ารอยา่ งต่อเน่ือง

จากสภาพแวดล้อมดังกลา่ วที่เกิดขึ้นโดยผู้บริหาร จึงเปรียบเสมือนเป็นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ในระดับองค์การ และโดยเฉพาะอย่างย่ิงกรมการแพทย์ท่ีเป็นกรมวิชาการ มีหน้าที่ในการพัฒนา
ระบบการแพทย์ของประเทศ จาเป็นอย่างย่ิงที่ต้องมีการเรียนรูจ้ ากรุ่นสู่รุ่นเพื่อเก็บรักษาองค์ความรู้ ทักษะ
และประสบการณ์ในการทางานเพ่ือใช้ในการพัฒนาต่อยอด ตอบโจทย์ปัญหาทางการแพทย์ที่มีการ
เปล่ียนแปลงและเกิดข้ึนอย่างรวดเร็วและตลอดเวลา กอปรกับผู้บริหารระดับสูงได้ตระหนักว่าในอีกไม่กี่ปี
ข้างหน้า กรมการแพทย์จะพบปัญหาช่องว่างของบุคลากรที่ขาดประสบการณ์ เน่ืองจากผู้เช่ียวชาญจะ
เกษียณอายุราชการกันไปปีละหลายสิบคน คงเหลือแต่คนรุ่นใหม่ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีความรู้ดีมาก
แต่ยังขาดประสบการณ์และทักษะในการทางาน กรมการแพทย์ มีความหลากหลายในสายงานเป็นอย่าง
มาก จึงกาหนดนโยบายในการสรา้ งคนรุ่นใหม่ให้เป็นผมู้ ีความรู้ ความสามารถ และสร้างคนให้มีทัศนคตทิ ่ดี ี
ผูกพันกับองค์การ และมีหลักธรรมาภิบาล โดยการบริหารบุคคลและสร้างวัฒนธรรมเชิงรุกคือต้องคิดเร็ว
ทาให้ไว จึงมีคาส่ังให้จัดทาโครงการถอดรหัสนักวิชาการ โดยถอดรหัสคุณลักษณะของนักวิชาการกรมการ
แพทย์ท่ีมีผลงานโดดเด่นเป็นที่ยอมรับระดับประเทศและระดับนานาชาติ เพ่ือระบุช่องว่างในการพัฒนา

อุดมการณย์ าวนานที่มุง่ มา ปรารถนาดูแลดว้ ยหวั ใจ 37

นักวิชาการรุ่นใหม่ โครงการเรียนรูเ้ ท่าทันธรรมาภิบาลสาหรับผ้บู ริหาร การพัฒนาผู้นาแบบบรู ณาการ เพ่ือ
วางรากฐานและสร้างสานึกของการมีจริยธรรมและคุณธรรมในองค์การ ซึ่งเน้นปัจจัยที่สง่ ผลตอ่ ความสาเร็จ
ในการบริหารคือ ภาวะผู้นา (Leadership) ประสิทธิภาพการสื่อสาร (Communication) การมีส่วนร่วม
(Participation) ระบบสนับสนุนและการวางแผนกาลังคน ซง่ึ ผลลพั ธก์ ารดาเนินงานออกมาดีมาก เนื่องจาก
หลักสูตรเน้นการสร้างภาวะผู้นา และการคานึงถึงทรัพยากรบุคคลเป็นสาคัญ เป็นการสร้างบรรยากาศ
องคก์ ารที่ทาให้เกดิ ความสมัครสมานสามัคครี ะหวา่ งผู้บริหาร และเป็นการร่วมคิดรว่ มเสนอแนะ และนาผล
การอบรมหลักสูตรนี้ไปทบทวนวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์เป้าประสงค์ โครงการและกิจกรรมของกรม ซ่ึงได้มา
จากการมสี ่วนรว่ มของผู้บริหารทุกระดบั ในหลกั สูตรนี้ ยงั มเี น้ือหาในการพัฒนาผู้นา (Leadership) ซึ่งเป็น
ประโยชน์ต่อท้ังผู้ท่ีจะก้าวข้ึนไปสู่ตาแหน่งผู้บริหารหรือนักวิชาการระดับเช่ียวชาญ ทั้งหมดท่ีกล่าวมานี้นั้น
นับเป็นความสามารถของผู้บริหารระดับสูงในการคาดการณ์อนาคต ส่งเสริมให้กรมเป็นองค์การแห่งการ
เรยี นรอู้ ยา่ งแท้จรงิ

ในเรื่องของการทาให้เกิดการปฏิบัติอย่างจริงจังนั้น ผู้บริหารระดับสูงมุ่งมั่นสู่การบรรลุวิสัยทัศน์
โดยกาหนดเป้าประสงค์ ยุทธศาสตรแ์ ละแผนปฏบิ ตั ิราชการ และสร้างกลไกในการติดตามผลการดาเนินงาน
เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างจริงจังโดยกาหนดตัวชว้ี ดั ท่ีสาคัญในด้านต่าง ๆ ท่ีเป็นภารกิจตามกฎหมายของที่
สาคญั ของกรม คือ 1.) ผลลพั ธ์ด้านการวิจยั และประเมินเทคโนโลยที างการแพทย์ 2.) ผลลัพธ์ดา้ นการรกั ษา
ตติยภูมิ (โรคที่สาคัญ) 3) ผลลพั ธ์ดา้ นการถา่ ยทอดองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ และ
4) ผลลพั ธ์ดา้ นการกาหนดและรับรองมาตรฐานทางการแพทย์ นอกจากนยี้ งั มีการติดตามผลการดาเนินงาน
ตามแผนปฏิรูปกรมการแพทย์ (DMS 4 Reforms) อีกด้วย โดยผู้บริหารระดับสูงจะมีการกากับ ติดตามผล
การดาเนินการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องผ่านระบบสารสนเทศสาหรับผู้บริหาร (MIS) โดยระบบน้ีจะ
เปรียบเสมือนหน้าบา้ น (Dash Board) ที่ผู้บริหารระดับสูงสามารถเรยี กดูผลการดาเนนิ งานได้ทุกท่ีทุกเวลา
ผ่าน Url : http://203.157.39.27/ โดยมีระบบหลังบ้านเป็นเสมือนถังข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เช่น

ภาพที่ 1.7 ระบบสารสนเทศสาหรบั ผู้บริหาร (EMIS)

ระบบบริหารงบประมาณและโครงการ (PBMS) ระบบบริหารการเงินการคลัง (Planfin) ระบบบริหาร
ทรัพยากรบุคคล (DPIS) ระบบคารับรองปฏิบัติราชการอิเล็กทรอนิกส์ (E-PA) ข้อมูลการให้บริการทาง
การแพทย์ท่ีได้มาจากสถานพยาบาล สงั กัดกรม มาตรฐานชดุ ข้อมลู 43 แฟม้ และขอ้ มลู จาก HDC (Health
Data Center) เป็นต้น จากสารสนเทศและข้อมูลท่ีได้มาน้ันผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการจะมา

อดุ มการณย์ าวนานทม่ี ุ่งมา ปรารถนาดแู ลดว้ ยหัวใจ 38

วิเคราะห์และเทียบเคียงเป้าหมายการพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์กับภาครัฐและภาคเอกชน และ
ประเทศในอาเซียน UNDP และ WHO ทาให้ทราบถงึ สถานะขององคก์ ารนามาสู่การกาหนดทิศทางและการ
คาดการณ์ในอนาคต เพื่อผลักดันและขับเคล่ือนยุทธศาสตร์ให้บรรลุเป้าหมายทางด้านการพัฒนาระบบ
การแพทย์ของประเทศไทยให้เกิดความย่ังยืน เช่น การเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพของประชาชน อายุ
คาดเฉล่ียและภาวะสุขภาพดี สถิตโรคตดิ ต่อ (CD) โรคไม่ตดิ ตอ่ (NCD) ค่าใช้จา่ ยการรกั ษาพยาบาล จานวน
แพทย์ พยาบาล โดยคานึงถึงความต้องการและการตอบสนองทุกกลุ่มอย่างสมดุล เพ่ือให้คนไทยได้รับ
บริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพมาตรฐานโดยเน้นการดาเนินงานตามแผนพัฒนาระบบสุขภาพ คือ 1.)
ผู้สูงอายุ 2.) คนพิการ (แขนขาเทียม) 3.) หลอดเลือดหัวใจ 4.) ทารกแรกเกิด (ห้องคลอดคุณภาพ) 5.)
มะเร็ง 6.) จักษุ 7.) ไต 8.) หลอดเลือดสมอง 9.) ยาเสพติด โดยเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมใน
การบริหารงานและตรวจสอบการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างความสมดุลของทุกกลุ่มภายใต้ภารกิจหลักของกรม
เป็นความท้าทายที่สาคัญในการบริหารเพื่อให้ทุกกลุ่มสมประโยชน์ มีการแต่งต้ังผู้อานวยการแพทย์เขต
กรมการแพทย์ ภายใต้การบริหารงานของสานักนิเทศระบบการแพทย์ ท่ีจะทางานควบคู่ไปกับผู้ตรวจ
ราชการกระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นกลไกประสานการทางานร่วมกันระหว่างงานทางด้านวิชาการแพทย์
ของกรมกับหน่วยงานต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง ทั้งระดับส่วนกลางและระดับเขตสุขภาพ ทั้งนี้เพื่อประชาชน
สามารถเขา้ ถงึ การรักษาทม่ี ีคุณภาพมาตรฐาน ลดค่าใชจ้ ่ายในการเดินทางและรกั ษาชีวิตไว้ได้

นอกจากนี้ผู้บริหารระดับสูงยังได้กาชับให้ทุกหน่วยงานสังกัดกรมมุ่งเน้นการทางานเชิงคุณภาพ
โดยมุ่งหวังว่าผลผลิตและบริการของกรมการแพทย์ “ต้องสร้างความพึงพอใจและความเช่ือม่ันให้กับ
ผรู้ ับบริการและผมู้ สี ว่ นได้ส่วนเสยี ” โดยกาหนดให้หนว่ ยงานในสังกดั กรมการแพทย์ทุกหน่วยงานจัดทาคู่มือ
การให้บริการประชาชน ตามแนวทาง SLA (Service Level Agreement) และจัดทาแผนบริหารความ
ต่อเน่ือง (Business Continuity Plan) โดยการศึกษาความต้องการและความคาดหวังของผู้รับบริการและ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสยี ผ่านช่องทางต่าง ๆ ตามระบบ DMS VOC SYSTEM เพื่อนาข้อมูลสารสนเทศเหล่าน้ันไป
เรียนรู้ความต้องการและความคาดหวัง ซ่ึงนาไปสู่การพัฒนากระบวนการการให้บริการ ให้สามารถ
ตอบสนองกับความตอ้ งการและความคาดหวงั ของผูร้ ับบรกิ ารและผมู้ สี ่วนได้ส่วนเสียอยา่ งสมดลุ นอกจากน้ี
ยงั ไดค้ านงึ ถึงปจั จัยภายในและภายนอกทีอ่ าจทาใหเ้ กิดกลุ่มผรู้ บั บริการอนั พงึ มใี นอนาคตอกี ด้วย
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในช่วงเวลานี้คือการผู้บริหารระดับสูงมีความมุ่งม่ันในการจัดการกับปัญหาสถานการณ์
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) โดยการวางระบบด้านการบาบัด มอบให้โรงพยาบาล สถาบัน จัดต้ัง
คลินิกไขห้ วดั (Fever and Acute Respiratory Clinic) เพ่ือคัดกรองผ้ปู ว่ ยทม่ี ภี าวะเส่ียงตอ่ โรคดังกล่าว ซง่ึ
จะเห็นได้ว่าจากผลการปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทาให้กรมการแพทย์และหน่วยงานในสังกัดได้รับ
รางวัลมากมายท้ังในระดับประเทศและระดับสากลอันนาชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติถือเ ป็นการส่ือสารให้
สงั คมและประเทศชาติรบั ทราบถึงศักยภาพอันโดดเด่นของกรมการแพทย์ และเมือ่ หน่วยงานใดไดร้ บั รางวัล
ใด ผู้บริหารก็จะนามาประกาศเชิดชูเกียรติในที่ประชุมผู้บรหิ ารกรมอีกครั้ง รวมท้ังตีพิมพ์ผลงานลงวารสาร
กรมการแพทย์ สารกรมการแพทย์ หรือออกทีวีวงจรปิดภายในกรม ทั้งนี้เพ่ือให้บุคลากรเหล่าน้ันเกิดความ

อุดมการณย์ าวนานทีม่ งุ่ มา ปรารถนาดูแลดว้ ยหัวใจ 39

ภาคภูมิใจในผลงานของตนที่นาชื่อเสียงมาสู่กรมอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากจานวนรางวัลบริการภาครัฐ
ทกี่ รมไดส้ ง่ ผลงานเขา้ ประกวด และไดร้ ับรางวัลเพมิ่ ขนึ้ ทุกปี ดงั เหน็ ไดจ้ ากแผนภูมิท่ี 7.6.1

1.2 การกากบั ดแู ลองคก์ ารและการ

สรา้ งคุณูปการตอ่ สังคม

ในอดตี นนั้ กรมการแพทย์แมจ้ ะมีการวิเคราะห์

ความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นการวิเคราะห์ความ

เสี่ยงเพียงแค่ในด้านยุทธศาสตร์ และความเส่ียงใน

โรงพยาบาล สถาบันเท่าน้ัน ทาให้การดาเนินงานเกิด

ปญั หา จนในบางครั้งก่อให้เกิดผลเสยี ยากต่อการแก้ไข

ด้วยกรมเช่ือมั่นว่าการท่ีจะได้รับความไว้วางใจจาก

ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนการ

ดาเนินงานตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับนั้นเป็นเรื่องที่

สาคัญและจาเป็น ด้วยเหตุนี้ ในปีพ.ศ. 2558 กรมจึงได้

ดาเนินการทบทวนการบริหารความเสี่ยงทง้ั องค์การ จึง

ได้นาแนวคดิ COSO ERM เข้ามาใช้ มีการจดั วางระบบ

ควบคุมภายใน และระบบการตรวจสอบภายในท้ังใน

ระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติการ ซึ่งการวิเคราะห์ ภาพที่ 1.8 แนวทางการบรหิ ารความเส่ียง
นั้นได้คานึงถึงประเด็นต่าง ๆ ท่ีจะส่งให้ผลต่อความ

เช่ือมน่ั ของกรม และเป็นการวเิ คราะห์การปฏิบัติงานของกรมท่สี ่งผลเชิงลบต่อสังคม

ก. การกากบั ดูแลองคก์ าร

การกากับดูแลองค์การของกรมการแพทย์เริ่มจากการปฏิบัติงานภายใต้กฎระเบียบและข้อบังคับ

ของหน่วยเหนือเช่น สานักงาน ก.พ. สานักงาน ก.พ.ร. สานักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สภาพัฒนาการ

เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงสาธารณสุข โดยมีคณะกรรมการตรวจสอบและประเมินผลภาค

ราชการเปน็ ผู้ตรวจประเมินผลพร้อมทัง้ ให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรงุ ผลการดาเนินการของกรม

ในด้านความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติงาน ผู้บริหารระดับสูงมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบ

การแพทย์ของประเทศทั้งในด้านวิชาการและบริการ อันเห็นได้จากการร่วมจัดทาและสื่อสารแผน

ยุทธศาสตร์ และแผนการปฏิรูปกรมการแพทย์ ตลอดจนกาหนดแนวทางในการกากับ ติดตาม ประเมินผล

ในลักษณะ Top-Down ผ่านการจัดทาคารับรองการปฏิบัติราชการในทุกระดับ มีการถ่ายทอดตัวช้ีวัดและ

ค่าเป้าหมายของอธิบดีไปยังรองอธิบดี จากรองอธิบดีไปยังผู้อานวยการที่อยู่ในสายงาน ตามคาสั่งกรมการ

แพทย์ ท่ี 1794/2562 เร่ือง มอบอานาจและหน้าที่ให้รองอธิบดีกรมการแพทย์ปฏิบัติราชการแทนอธิดี

กรมการแพทย์ เพ่ือเป็นการกระจายอานาจในการตัดสินใจ ตลอดจนได้กาชับให้ผู้อานวยการถ่ายทอด

ตัวช้ีวัดตามคารับรองการปฏิบัติราชการระดับหน่วยงานลงสู่ฝ่ายและบุคลากรอย่างเป็นระบบ

อดุ มการณย์ าวนานท่มี ุ่งมา ปรารถนาดแู ลดว้ ยหวั ใจ 40

มีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และจะมีการกากับติดตามผลการปฏิบัติราชการผ่านระบบ
คารับรองการปฏิบัติราชการอิเล็กทรอนิกส์ (E-PA: Electornic Performanance Agreement) ทุกรอบ 6
และ 12 เดือน

ในด้านความรับผิดชอบด้านการเงิน นอกจากส่ิงที่กรมการแพทย์ได้ดาเนินการอยู่อย่างสม่าเสมอ
น่ันคือการติดตามการใช้จ่ายงบประมาณในการประชุมผู้บริหารทุกเดือนเพื่อกากับ ติดตามผลการเบิกจ่าย
ให้เป็นไปตามเป้าหมายแล้วน้ัน กรมยังได้พัฒนากระบวนการและระบบการบริหารจัดการการเงินการคลัง
กรมการแพทย์ ผา่ นนักบรหิ ารการเงินการคลงั Chief Financial Officer : CFO ระดบั หน่วยบริการ รวมทงั้
เช่ือมโยงข้อมูลด้านการเงินการคลังเพ่ือใช้วางแผนและการบริหารรายได้ ค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการ ผ่าน
การจัดทาแผนทางการเงินภาพรวมหน่วยบริการ (Planfin) แผนการปฏิบัติงาน แผนการใช้จ่ายเงินบารุง
แผนการใช้จ่ายเงินงบประมาณ โดยเช่ือมโยงกันเป็นฐานข้อมูลด้านการเงินการคลังภาพรวมของกรม ผ่าน
ระบบการบริหารการเงินการคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) และระบบบริหารจัดการด้านการเงนิ
การคลังของกรมการแพทย์ ได้แก่ ERP/PBMS/E-fin/Dms-Budget เป็นต้น ตลอดจนมีการควบคุมการ
จัดทาบญั ชแี ละรายงานทางการเงนิ ซ่งึ จะตอ้ งตรวจสอบให้มคี วามครบถว้ น ถกู ต้อง เป็นปัจจบุ นั นาไปสู่การ
เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถนาข้อมูลไปใช้ในการบริหารทรัพยากรในภาพรวมได้
อย่างมีประสิทธภิ าพ

ในด้านการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ กรมการแพทย์ได้นาระบบการประเมินคุณธรรม
และความโปร่งใสในการดาเนินงานของหนว่ ยงานภาครัฐ (ITA) มาเป็นข้อมูลนาเข้าในการจัดทาแผนปฏบิ ตั ิ
การป้องกัน ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบกรมการแพทย์ ซึ่งได้ทาการถ่ายทอด และกาหนดให้
หน่วยงานในสงั กดั ไดด้ าเนินการและจัดทารายงานผลการดาเนนิ งานท้ังในรอบ 6 เดือนและ 12 เดือน

ในด้านการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กรมการแพทย์ได้จัดทา
แนวทางเวชปฏิบัติตามศูนย์ความเป็นเลิศ 15 ด้าน เช่น แนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัย ดูแลรักษาและ
ป้องกันการติดเช้ือในโรงพยาบาล กรณีผู้ป่วยติดเช้ือไวรัสโคโรนาสายพันธ์ุใหม่ 2019 (2019-nCov)
แนวทางเวชปฏิบัติการวินิจฉัยดูแลรักษาผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง และแนวทางเวช
ปฏิบัติการรักษาวัณโรคในเด็ก พ.ศ. 2562 เป็นต้น โดยมุ่งหวังให้เป็นเคร่ืองมือส่งเสริมคุณภาพการบริการ
ด้านสุขภาพที่เหมาะสมกบั ทรัพยากรและเงื่อนไขของสังคมไทยโดยหวงั ผลในการสรา้ งเสรมิ และแก้ไขปัญหา
สุขภาพของคนไทยอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า ลดความเหลื่อมล้า สร้างการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้
อยา่ งเทา่ เทียม ผลจากการพัฒนาอย่างต่อเน่ืองทาใหป้ ัจจุบันกรมมีแนวทางเวชปฏบิ ัติถึง 91 เร่ือง ดังเหน็ ได้
จากแผนภูมิที่ 7.1.1.1

ในด้านความรับผิดชอบต่อการนาองค์การของผู้บริหาร กรมการแพทย์หลังจากที่ดาเนินการปรับ
โครงสร้าง อธิบดีได้กระจายอานาจไปยังผู้บริหารแต่ละระดับ โดยมอบอานาจให้รองอธิบดีแต่ละท่านดูแล
หนว่ ยงานในสังกดั กรมการแพทย์ และแบง่ หน้าที่กากับ Reform ทัง้ 4 ดา้ น นอกจากนย้ี งั ได้กระจายอานาจ
ลงไปยังระดับผูอ้ านวยการหนว่ ยงานให้มีอานาจตัดสินใจเร่ืองของหนว่ ยงานแทนอธบิ ดไี ด้ เช่น ด้านการเงิน

อดุ มการณ์ยาวนานทีม่ งุ่ มา ปรารถนาดแู ลดว้ ยหวั ใจ 41

ด้านบุคลากร เป็นต้น โดยได้กาหนดมาตรฐานและอานาจที่สามารถดาเนนิ การได้อย่างชดั เจน เพ่ือมิให้เกิด
ปัญหาการล่วงละเมิดอานาจ และป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ การกระจายอานาจได้ส่งผลให้การ
บริหารจัดการของกรมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ ลดข้ันตอนความยุ่งยากในการทางาน โดย
หลงั จากที่ผูบ้ ริหารระดับสูงได้กระจายอานาจไปแล้วนั้น จะตดิ ตามผลการกระจายอานาจจากประสิทธิภาพ
ประสิทธิผลของการทางาน ผา่ นกลไกการกากับ ตดิ ตาม และประเมินผล ตามรปู ท่ี 1.9

ในด้านความรับผิดชอบต่อการวางแผนยุทธศาสตร์ กรมการแพทย์ได้จัดทาแผนปฏบิ ตั ิราชการและ
แผนปฏิรูปกรมการแพทย์ ท่ีมีข้อมูลนาเข้ามาจากยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท นโยบายกระทรวง
ข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการตรวจประเมนิ ภาคราชการ ข้อกาหนด กฎ ระเบยี บ ของหนว่ ยงานกลาง ผล
การดาเนินงานท่ีผ่านมาของกรม ข้อมูลความต้องการและความคาดหวัง ความพึงพอใจและไม่พึงพอใจของ
ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนความต้องการและความคาดหวังของบุคลากรภายในกรมด้วย
เพื่อให้เกิดความม่ันใจว่ากรมการแพทย์จะสามารถวางแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการท่ีสามารถ
ตอบสนองและแก้ไขปญั หาของทุกกลุ่มได้อยา่ งตรงจุดและสมดลุ

ในส่วนของการประเมินผลการดาเนนิ งานน้ัน หลังจากที่ผู้บรหิ ารระดับสงู ได้กาหนดวิสัยทัศน์ พันธ
กิจ เป้าประสงค์ ยุทธศาสตร์ แผนงานโครงการ และแผนการปฏิรูปกรมการแพทย์ (DMS 4 Reforms) นั้น
ผู้บริหารระดับสูงจะกาหนดผู้รับผิดชอบ และจัดสรรงบประมาณสาหรับการดาเนินงาน ตลอดจนกาหนด
ตัวช้ีวัดในระดับต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดาเนินงานจะเป็นตามเป้าหมายที่ได้กาหนดไว้ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล โดยการติดตามผลการดาเนินงานของผู้บริหารระดับสูง มี 6 ด้าน 1) ด้านการ
ปฏิรูป 2) ด้านประเด็นมุ่งเน้น 3) ด้านแผนปฏิบัติการ 4) ด้านแผนพัฒนาระบบสุขภาพ 5) ด้านแผนงาน
บรู ณาการ และ 6) ด้านคารับรองการปฏบิ ัตริ าชการ ซ่งึ ได้กาหนดให้มีการติดตามผลการดาเนินงานทุกรอบ
3 6 9 และ 12 เดือน โดยได้นาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการจัดเก็บข้อมูล ประมวลผล และ
จัดทารายงาน โดยข้อมูลท่ีได้จากรายงานส่วนหน่ึงจะนาไปปรับปรุงระบบการทางาน และอีกส่วนจะถูก
นาไปพิจารณาเลื่อนข้ันเงินเดือน แรงจงู ใจ และการเลือ่ นตาแหนง่ ดว้ ย โดยมรี ายละเอียดตามภาพดา้ นลา่ ง

ภาพท่ี 1.9 กลไกการกากับ ตดิ ตาม และประเมนิ ผล

อุดมการณ์ยาวนานทม่ี ุ่งมา ปรารถนาดแู ลด้วยหวั ใจ 42

ข. การประพฤติปฏิบตั ติ นตามกฎหมายและอยา่ งมีจรยิ ธรรม
เพ่ือให้มั่นใจได้ว่าการดาเนินงานของกรมการแพทย์เป็นไปตามกฎ ระเบียบ ลดความเส่ียงต่อการ

ละเมิดกฎหมายคานึงถึงผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นกับสังคมอันเป็นผลมาจากการให้บริการหรือการ
ปฏิบัติงานของกรมนั้น กรมจึงได้จัดทานโยบายการกากับดูแลองค์การท่ีดี กาหนดแนวทางปฏิบัติเร่ืองการ
จัดการขยะมีพิษ การจัดการน้าเสีย ท่ีเกิดจากการปฏิบัติในโรงพยาบาล สถาบัน รวมท้ังยังได้กาหนดให้มี
มาตรการในการประหยดั ดา้ นตา่ ง ๆ ได้แก่ มาตรการประหยัดน้า มาตรการประหยดั พลังงาน (ไฟฟา้ น้ามัน)
มาตรการประหยัดกระดาษ โดยแม้ว่ากรมจะเกิดความยากลาบากในการลดใช้พลังงาน อันเน่ืองมาจากการ
มีหน่วยงานที่เป็นโรงพยาบาล สถาบันท่ีคอยให้บริการรับ-ส่งต่อ และรักษาระดับตติยภูมิ (โรคยุ่งยาก
ซับซ้อน) แต่กรมก็พยายามควบคุมเพื่อให้เป็นตามเกณฑ์ที่กาหนดไว้ นอกจากน้ียังได้มีการกาหนด
ให้ทุกหน่วยงานจัดทาคู่มือการให้บริการประชาชน ตามแนวคิด SLA: Service Level Agreement ในทุก
กระบวนการทางานของกรม เพ่ือให้ผู้รับบริการและผู้มีสว่ นได้ส่วนเสยี ม่ันใจได้ว่า การปฏิบัติงานในทุกดา้ น
ของกรมจะเป็นไปด้วยความเท่าเทียม เป็นธรรม เชื่อถือได้ และได้มาตรฐาน โดยมีการกาหนดตัวช้ีวัดที่
สาคัญแตล่ ะด้านและรอบการประเมินไว้อยา่ งเหมาะสม

ในดา้ นการประพฤติปฏิบัติอย่างมีจรยิ ธรรม กรมการแพทย์ได้กาหนดแนวทางในการบรหิ ารจัดการ
องค์การภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยการส่งเสริมให้บุคลากรประพฤติปฏิบัติตนและปฏิบัติงานอย่างมี
จริยธรรม บริหารจัดการหน่วยงานให้เป็นหน่วยงานจริยธรรมท่ีดาเนินงานอย่างโปร่งใส เป็นธรรมและ
ตรวจสอบได้ เพ่ือเป็นการส่งเสริมและสร้างความมั่นใจว่าการปฏิบัติการทุกด้านของกรมการแพทย์มีการ
ประพฤตปิ ฏิบตั ิอยา่ งมจี ริยธรรม ดงั ตาราง

ภาพท่ี 1.10 แนวทางการส่งเสรมิ การประพฤตปิ ฏบิ ตั อิ ยา่ งมีจรยิ ธรรม

อุดมการณย์ าวนานทมี่ ุ่งมา ปรารถนาดูแลดว้ ยหัวใจ 43

นอกจากนีก้ รมการแพทยย์ ังได้จัดทาและประกาศนโยบายการกากบั ดแู ลองค์การท่ีดี โดยไดก้ าหนด
แนวทางปฏิบัติให้ทุกหน่วยงานในสังกัดต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงหรือผลกระทบเชิงลบของโครงการ เพื่อ
ป้องกันผลกระทบท่ีจะเกิดกับผู้รับบริการ ผูม้ ีส่วนได้ส่วนเสียและสังคม ดงั เหน็ ได้จากแผนภมู ิท่ี 7.4.3

ค. การสร้างคุณปู การตอ่ สงั คม
แม้ว่าในอดีตกรมการแพทย์จะมีการดาเนินการ

ภายใต้ความรับผิดชอบต่อสังคมและการสนับสนุนชุมชนที่
สาคัญ แต่อย่างไรก็ตาม การดาเนินการก็จะอยู่ในรูปแบบ
ต่างหน่วยงานต่างทากันเอง ทาให้ผลงานท่ีได้กระจัด
กระจาย ขาดความเป็นเอกภาพในภาพรวม นอกจากนี้ ด้วย
สภาพสงั คม วฒั นธรรมและส่ิงแวดล้อมที่เปล่ยี นแปลงไป ทา
ให้การดาเนินงานของกรมต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบ
ต่อสังคมที่เพ่ิมมากข้ึน กรมจึงให้แนวทางกับหน่วยงานใน ภาพท่ี 1.11 โครงการหนว่ ยแพทยเ์ ฉพาะทางอาสา
การสนบั สนนุ ตอ่ การสร้างคณุ ูปการตอ่ สังคมใน 3 ดา้ น ดังนี้

ในด้านสังคม กรมการแพทย์ได้มีการดาเนินการสนับสนุนชุมชนให้มีความเข้มแข็ง โดยเริ่มจากการ
นาข้อมลู จากแหล่งตา่ ง ๆ เช่น ข้อเสนอแนะของผูร้ ับบริการและผู้มีสว่ นไดส้ ่วนเสีย ข้อรอ้ งเรียน มาประกอบ
กับนโยบายขององค์การ จัดทาแนวทางการให้การสนับสนุนชุมชนขึ้น โดยได้กาหนดเป็นนโยบายการกากับ
ดูแลองค์การท่ีดี กรมการแพทย์ ดังเห็นได้จากโครงการต่าง ๆ ท่ีกรมได้ดาเนินการ และผู้บริหารได้เข้ามามี
ส่วนร่วม ดังเช่น โครงการ “หน่วยแพทย์เฉพาะทางอาสา กรมการแพทย์ เพื่อประชาชนในถ่ินทุรกันดาร
พ้ืนท่ีโรงพยาบาลห้วยกระเจาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา” นาทีมแพทย์เฉพาะทางจิตอาสา หลากหลาย
วิชาชีพรวม 12 สาขา ของกรมการแพทย์ พร้อมเคร่ืองมือทันสมัย และเวชภัณฑ์ยาเฉพาะทาง ไปต รวจ
รักษาประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ให้ได้เข้าถึงบริการสุขภาพที่ซับซ้อน เฉพาะทาง และเป็นปัญญาสาคัญของ
พื้นท่ี ได้แก่ ปัญหาสุขภาพช่องปาก ผู้สูงอายุ เด็กท่ีมีพัฒนาการช้า โรคผิวหนัง ตาต้อกระจก โรคหัวใจ โรค
ไต โรคมะเร็งและโรคเรื้อรังอ่ืน ๆ ทั้งวินิจฉัย รักษา ผ่าตัด และฟื้นฟู โดยไม่เสียค่าบริการ (ซึ่งเป็นการนา
แพทย์ไปหาประชาชน) ในพื้นท่ีอาเภอห้วยกระเจา และ 4 อาเภอใกล้เคียง ของจังหวัดกาญจนบุรีได้แก่
อาเภอบ่อพลอย อาเภอพนมทวน อาเภอหนองปรือ และอาเภอเลา ภาพที่ 1.12 งานปิดทองฝงั ลกู นิมิต
ขวัญ เข้ามารับบริการ รวมท้ังสิ้น 1,219 คน โครงการหน่วยแพทย์
เฉพาะทางอาสาในคร้ังนี้ ถือเปน็ โครงการที่กรมการแพทย์มอบใหเ้ ป็นของขวัญปีใหม่ ในปี พ.ศ. 2563 ให้แก่
ประชาชนและผู้ป่วยในพื้นท่ีห้วยกระเจาและอาเภอใกล้เคียงในจังหวัดกาญจนบุรี เพ่ือให้ประชาชนมี
สุขภาพท่ีดีรับปีใหม่ สามารถดารงชีวติ และประกอบอาชีพชว่ ยเหลือครอบครัวและชุมชนได้อย่างมีความสุข
นอกจากนี้ยงั มีการจัดโครงการหนว่ ยแพทยเ์ คล่ือนท่ีตรวจสุขภาพ ให้ความรู้ดา้ นสขุ ภาพแก่พระสงฆ์ และให้
ความรู้แก่ประชาชนในชุมชนรอบศาสนสถานเฉลิมพระเกียรติเน่ืองในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรม
ราชาภิเษก โดยมีกิจกรรมภายในโครงการ ได้แก่ การตรวจสุขภาพพระสงฆแ์ ละประชาชน ให้คาปรกึ ษาเร่ือง

อดุ มการณย์ าวนานที่ม่งุ มา ปรารถนาดูแลด้วยหัวใจ 44

สุขภาพ บุหร่ี ยาเสพติด นิทรรศการการดูแลสุขภาพด้านยาเสพติดสาหรับประชาชน และจิตอาสาดูแล
ส่ิงแวดล้อมภายในวัดและบริเวณรอบ ณ วัดเปรมประชา ตาบลบางพูน จังหวดั ปทุมธานี เป็นตน้ โดยกรมมี
การติดตามผลการดาเนินการในรูปแบบการสารวจความคิดเห็นของผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็น
ประจาทกุ ไตรมาส จากทกี่ ล่าวมาขา้ งต้นแสดงให้เห็นว่าผู้บรหิ ารให้ความสาคัญกบั ความผาสุกของสังคมเป็น
อย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้จากตัวชวี้ ัดท่ี 53 ร้อยละของผู้บริหารที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมสนับสนุนและสรา้ งความ
เข็มแข็งให้กับสังคมและชุมชน ซึ่งกรมได้ในระดับร้อยละ 100 ทุก
ปี

ในด้านวัฒนธรรม กรมการแพทย์ให้ความสาคัญกับการ
ทานุบารุงพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง กิจกรรมทางศาสนาต่าง ๆ
จะได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากผู้บริหารเป็นผู้นา และมี
บุคลากรเข้าร่วมเป็นจานวนมากกรมมีกิจกรรมร่วมสวดมนต์เป็น
ประจาทุกสัปดาห์ และกิจกรรมทาบุญตักบาตรเป็นประจาทุก
เดือน และยังได้เข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์และทาบุญตักบาตรในระดับกระทรวงทุกช่วงวันสาคัญทางศาสนา
หรือโอกาสพิเศษต่าง ๆ เช่น วนั ปีใหม่ เป็นตน้ นอกจากน้ีกรมยังดาเนินกิจกรรมทางศาสนาในด้านอื่น ๆ เชน่
จดั พธิ ีทอดกฐินสามัคคีกรมการแพทย์ ซึ่งจดั เป็นประจาทุกปี เขา้ ร่วมพธิ ปี ิดทอง เปิดธรรม งานธรรมสมโภช
อาราม 20 ปี และงานปิดทองฝังลูกนิมิตผูกสีมา ณ วัดพุทธปัญญา เป็นต้น รวมทั้งยังได้จัดทีมแพทย์และ
พยาบาลไปดแู ลรักษาพยาบาลผปู้ ่วยทีม่ ารับบรกิ ารในสถานพยาบาลของวดั ไทยในช่วงเทศกาลแสวงบุญของ
ชาวพุทธ ณ สังเวชนียสถาน สาธารณรัฐอินเดียและสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ต้ังแต่ปี พ.ศ.
2553 ต่อเน่ืองถึงปัจจุบัน โดยไม่เลือกศาสนาและช้ันวรรณะ สร้างความพึงพอใจให้แก่พระภิกษุ สามเณร
และพุทธศาสนิกชนทั้งคนไทยและต่างชาติเป็นอย่างมาก ท้ังนี้ ผลการปฏิบัติงานได้ให้บริการผู้ป่วยท้ังคน
ไทยและต่างชาติ จานวน 4,997 ราย จาแนกเป็นผู้ป่วย
ไทย 3,035 ราย ผู้ป่วยตา่ งชาติ 1,962 ราย

ในด้านสิ่งแวดล้อม กรมการแพทย์ได้ ตาม
โครงการ Green and Clean Hospital ภายหลังจาก
กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศนโยบาย ทาให้กรมได้
กาหนดให้มีการดาเนินงานเพ่ือดูแลสิ่งแวดล้อม โดย
กาหนดเป็นเป็นตัวชี้วัดระดับกรม “ร้อยละของ
โรงพยาบาล สถาบัน สังกัดกรมการแพทย์ ท่ีพัฒนา ภาพที่ 1.13 การรณรงค์การลดใชถ้ ุงพลาสติกและโฟม
อนามัยส่ิงแวดล้อมได้ตามเกณฑ์ Green and Clean Hospital” โดยจะติดตามผลการดาเนินงานปีละ 2
คร้ัง (รอบ 6 เดือน และ 12 เดือน) ผ่านระบบการติดตามและประเมินผลกรมการแพทย์ เพื่อให้ม่ันใจได้ว่า
โรงพยาบาล สถาบัน ในสังกัดกรมการแพทย์สามารถพัฒนาอนามัยส่ิงแวดล้อมได้ตามกฎหมายและ
มาตรฐานท่ีเก่ียวข้อง ก่อให้เกิดการจัดสิ่งแวดล้อมท่ีเอ้ือต่อการส่งเสริมสุขภาพของบุคลากร และผู้มารับ

อดุ มการณ์ยาวนานที่มงุ่ มา ปรารถนาดูแลดว้ ยหวั ใจ 45

บริการ ทุกโรงพยาบาลในสังกัดจะต้องเป็นโรงพยาบาลท่ีเป็นมิตรกับ ส่ิงแวดล้อม ไม่ส่งผลกระทบต่อชมุ ชน
ซึ่งผลการดาเนินงานของโรงพยาบาล สถาบัน ในสังกัดกรมการแพทย์ได้ผ่านเกณฑ์ GREEN & CLEAN
Hospital ร้อยละ 100 นอกจากน้ีกรมยังได้ดาเนินกิจกรรมด้านส่ิงแวดล้อมอื่น ๆ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรม
จติ อาสา ทาความสะอาดกระทรวงสาธารณสุข ปลูกต้นไมป้ ระจากระทรวง การรณรงค์การลดใช้ถุงพลาสติก
และโฟม โดยได้แจกปิ่นโตให้กับบุคลากรทุกคนเป็นของขวัญปีใหม่ และมีนโยบายให้ร้านค้าภายในกรม ลด
ราคาสินค้า 2 บาท หากนาปิ่นโตและแก้วน้าไปเอง การจัดจุดบริการยืมถุงผ้าในทุกหน่วยงาน การงดแจก
ถุงพลาสติกใส่ยาในโรงพยาบาล สถาบัน โดยเปล่ียนเป็นถุงผ้า ซึ่งโรงพยาบาล สถาบันในสังกัดกรมการ
แพทยไ์ ดใ้ ช้ถงุ ผ้าใส่ยาแทนถงุ พลาสตกิ ร้อยละ 100 เปน็ ต้น

ห่มความสุขให้คนไทย ย้ิมไดท้ ุกวัน 46

สว่ นที่ 3 ผลลัพธก์ ารดาเนนิ การ
หมวด 7 ผลลัพธ์การดาเนนิ การ

7.1 ผลลัพธด์ ้านประสทิ ธิผลและการบรรลพุ ันธกิจ
กรมการแพทย์มีภารกิจในการศึกษา วิจัย พัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีทาง

การแพทย์ท่ีเหมาะสม การเพิ่มพูนความรู้และทักษะการปฏิบัติงานแกบ่ ุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางที่มี
คุณภาพ ให้บริการทางการแพทย์เฉพาะด้านหรือในระดับตติยภูมิที่ยุ่งยากซับซ้อนอย่างได้มาตรฐานเพื่อให้
ผู้รับบรกิ ารพงึ พอใจ โดยมผี ลลัพธด์ งั นี้

7.2 ผลลพั ธด์ ้านการให้ความสาคญั ผรู้ บั บรกิ ารและผมู้ สี ว่ นไดส้ ่วนเสีย
กรมการแพทย์การประเมินความพึงพอใจและความผูกพันของผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

เพ่ือใหส้ ามารถรับฟัง เรียนรู้ความต้องการความคาดหวังของผรู้ บั บริการและผ้มู ีสว่ นได้ส่วนเสียในแต่ละกลุ่ม
ไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ โดยมผี ลลัพธ์ดังนี้

ห่มความสุขให้คนไทย ยิ้มไดท้ ุกวัน 47

7.3 ผลลพั ธ์ด้านการม่งุ เน้นบุคลากร
กรมการแพทย์ให้ความสาคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการบริหารจัดการทรัพยากร

มนุษย์ ถอื วา่ เป็นงานท่ที ุกคนมสี ว่ นเกยี่ วขอ้ งดว้ ยเสมอ โดยมผี ลลัพธ์ ดงั น้ี


Click to View FlipBook Version