ตอนที่ ๑
บทนำ
ควำมเปน็ มำ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงมีพระราชดารัสในเร่ืองการศึกษาว่า
การจัดการศึกษาต้องดูภาพรวมท้ังประเทศ เพราะทุกวันนี้การศึกษาค่อนข้างอ่อนแอ และมุ่งเน้นการเรียน
การสอนเนื้อหาบางเรื่องมากเกินไป ทรงมีพระราชดาริให้มีการนาองค์ ๔ แห่งการศึกษา คือ พุทธิศึกษา
จริยศึกษา หัตถศึกษา และพลศึกษา และหัวใจนักปราชญ์ คือ สุ จิ ปุ ลิ หมายถึง การฟัง การคิด การถาม
และการเขียน ซึ่งเป็นหัวใจสาคัญของนักปราชญ์และบัณฑิต อีกทั้งยังจะเป็นเทคนิคในการช่วยให้ผู้เรียนมี
ทกั ษะการเรยี นเกง่ มากขึ้น โดยทรงมพี ระราชดาริให้นาทั้งสองเร่อื งมาใชใ้ นการจดั การศกึ ษา
แนวทางการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม นโยบายหนึ่งของรัฐบาล คือ การลดเวลาเรียน
ภาควิชาการลง แต่ต้องไม่กระทบเน้ือหาหลักที่เด็กๆ ควรเรียนรู้ ซึ่งหมายความว่าครูต้องใช้ความสามารถ
ในการออกแบบการเรียนรู้ให้นักเรียนได้สาระที่ต้องรู้ครบถ้วนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากนโยบาย
การลดเวลาเรียนดังกล่าว จงึ นามาสู่การปฏบิ ตั โิ ดยกาหนดให้โรงเรียนเรียนภาควิชาการ ถึงเวลาบ่าย ๒ โมงคร่ึง
หรือเวลา ๑๔.๓๐ น. แต่เวลาที่โรงเรียนเลิกยังคงเหมือนเดิมตามกาหนดของ แต่ละโรงเรียนซ่ึงมักจะเป็น
ช่วงบ่าย ๔ โมง หรือเวลา ๑๖.๐๐ น. ดังน้ันช่วงระยะเวลาระหว่าง หลังเลิกเรียนจนกว่านักเรียนจะกลับ
บา้ นซึง่ นักเรยี นยังคงอยูท่ ีโ่ รงเรยี น โรงเรียนจะตอ้ งจดั กจิ กรรมสร้างสรรค์ต่างๆ ให้นักเรียนปฏิบัติ และควร
เป็นกิจกรรมท่ีมีความหลากหลายที่ช่วยเพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์ ความมีน้าใจต่อกัน การทางานเป็น
ทีม และท่ีสาคัญควรมีกิจกรรมกระตุ้นให้เด็กได้ค้นหาศักยภาพและความชอบของตนเอง ซึ่งเชื่อว่าเด็กทุก
คนมีความพิเศษ มีความสามารถในแบบฉบับของตนเอง การจัดกิจกรรมไม่จาเป็นต้องเปิดให้เฉพาะห้อง
เดียวกัน หรือระดับชั้นเดียวกัน บางกิจกรรมสามารถศึกษาหรือทาร่วมกันหลายระดับชั้นได้ เพื่อให้เด็กๆ
รู้จักปรับตัว การช่วยเหลือดูแลกัน การมีปฏิสัมพันธ์กับคนหลายช่วงวัย โดยเป็นการจาลองสภาพจริงใน
สงั คมให้เด็กได้เรยี นรู้ ซง่ึ จะย่งิ ชว่ ยเพม่ิ ทกั ษะในการแก้ปญั หาใหก้ ับเด็กไทยตอ่ ไป
การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เป็นกรอบวิสัยทัศน์ ด้านการศึกษา เพ่ือเตรียมนักเรียนให้พร้อมเข้าสู่
การเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี 21 ของไทยนั้น สอดคลอ้ งกับของหลายประเทศทีเ่ ปน็ ผู้นาด้านการศึกษาของโลก ท่ี
เห็นพ้องกันกับแนวคิดสาคัญในศตวรรษท่ี 21 เรื่องของจิตสานึกต่อโลก ความรู้พ้ืนฐานการประกอบ
สัมมาอาชีพ ความรู้พื้นฐานด้านพลเมือง สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม และทักษะท่ีจาเป็นในศตวรรษที่ 21
อนั ไดแ้ ก่ ทักษะการเรยี นรู้และนวัตกรรม ทักษะด้านสารสนเทศ สอ่ื และเทคโนโลยี ทักษะการทางาน ทักษะ
ชีวิตที่ใช้ได้จริง (กับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน รัฐ และประเทศชาติ) โลกกาลังเปล่ียนแปลง คนท่ีมีความรู้
และทักษะในการรับมือกับความเปล่ียนแปลงท่ีเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับ
สถานการณ์ใหม่ๆ ได้เท่านั้นท่ีจะประสบความสาเร็จ ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จะช่วยให้นักเรียนสามารถ
เรียนรู้ และปรับตัวตอ่ การเปลยี่ นแปลงไดต้ ลอดเวลา
นอกจากนั้น จากผลการสังเคราะห์เอกสาร งานวิจัยเก่ียวกับหลักสูตร และผลการใช้หลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ตลอดจนผลการประเมนิ คณุ ภาพการศกึ ษาต่าง ๆ พบว่า
- ผลการประเมินคุณภาพการศึกษาของนักเรียนต่ากว่าเกณฑ์ที่กาหนด ท้ังผลการทดสอบ
ระดับชาติ (O-NET) ผลการสอบ PISA ท้ัง ๆ ที่โรงเรียนใช้เวลาจัดการเรียนการสอนมากข้ึน เป็นเวลา
๗ หรอื ๘ ชั่วโมงตอ่ วนั
๒
- เดก็ คิดไม่เป็น วเิ คราะหไ์ ม่ได้ ขาดทกั ษะชีวติ อัดแน่นเนื้อหาวชิ าการมากกวา่ ให้เรยี นรู้ดว้ ยตนเอง
- เด็กนักเรียนมีภาระงาน การบ้านมากเกินไป หรอื ต้องนาการบ้านไปทาท่บี ้าน
- เด็กเครยี ด และตอ้ งเรยี นพิเศษมาก
จากท่กี ลา่ วขา้ งตน้ สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน โดยสานักวิชาการและมาตรฐาน
การศกึ ษา ไดน้ อ้ มนาพระราชดารสั ของสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี และนโยบายของ
รัฐบาลเกี่ยวกับการบริหารจัดการเวลาเรียน “ลดเวลำเรียน เพิ่มเวลำรู้” มาสู่การปฏิบัติในโรงเรียนอย่าง
เป็นรูปธรรม ครูผู้สอนมีการปรับเปล่ียนรูปแบบการจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นให้นักเรียนได้ปฏิบัติและเรียนรู้ด้วย
ตนเองมากขนึ้ นักเรยี นได้รับการพฒั นาใหม้ คี ุณภาพ และมคี วามสุขในการเรียนรอู้ ย่างแทจ้ ริง
วัตถุประสงค์
วัตถุประสงคข์ องการบรหิ ารจัดการเวลาเรียน “ลดเวลำเรยี น เพ่ิมเวลำรู้”
๑. เพ่อื ขบั เคลื่อนการนาหลักสูตรสถานศึกษา ไปสูก่ ารปฏบิ ัตไิ ด้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ตามหลกั การ
ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑
๒. เพ่อื ใหส้ ถานศึกษาสามารถบริหารจดั การหลกั สตู รสถานศึกษา ส่งเสรมิ และพัฒนานกั เรียนใหม้ ี
คณุ ภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ มที กั ษะในการคิดวเิ คราะห์ และไดร้ ับการพฒั นาเตม็ ตามศักยภาพ ตาม
ความสนใจและถนัดของนักเรยี นแตล่ ะบุคคล
๓. เพื่อให้สถานศึกษาสามารถการบริหารจัดการเวลาเรยี น และจดั กิจกรรม “ลดเวลาเรียน
เพิ่มเวลารู้” ได้อยา่ งเหมาะสม ทัง้ ด้านวชิ าการ ด้านปฏิบัติ นักเรยี นไดร้ ับการพฒั นาเต็มตามศกั ยภาพ
ตามความสนใจและถนดั ของแตล่ ะบุคคล
๔. เพื่อใหน้ ักเรียนมีคณุ ภาพตามมาตรฐานการเรยี นรู้ มีความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ พัฒนา
ตนเองตามความสนใจและความถนัดอยา่ งเต็มตามศักยภาพ และมีความสุขกบั การเรียนรู้
๕. เพ่อื ใหพ้ ่อ แม่ ผปู้ กครอง และผเู้ กยี่ วขอ้ งกับการจดั การศึกษามีความพึงพอใจในการจดั
การศกึ ษาของโรงเรียนและมีส่วนรว่ มในการจัดการศึกษา
ควำมหมำย
เพ่อื ใหก้ ารนานโยบาย “ลดเวลำเรียน เพิม่ เวลำรู้” ไปส่กู ารปฏิบัติมีความชัดเจนตรงกันจึงกาหนด
ความหมายของคาสาคัญ ไวด้ งั น้ี
๑. ลดเวลำเรียน หมายถึง การลดเวลาเรียนภาควิชาการและการลดเวลาของการจัดกิจกรรม
การเรยี นรูท้ ีผ่ ูเ้ รียนเปน็ ผรู้ บั ความรู้ เชน่ การบรรยาย การสาธิต การศกึ ษาใบความรู้ ให้น้อยลง
๒. เพิ่มเวลำรู้ หมายถึง การเพ่ิมเวลาและโอกาสใหผ้ ้เู รยี นได้ลงมอื ปฏิบตั ิจริง มปี ระสบการณต์ รง
คิดวเิ คราะห์ ทางานเป็นทมี และเรียนร้ดู ว้ ยตนเองอย่างมีความสุขจากกจิ กรรมสร้างสรรค์ท่ีหลากหลายมากขึ้น
๓. กำรบริหำรจัดกำรเวลำเรียน หมายถึง การจัดสัดส่วนเวลาของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ี
ผู้เรียนเป็นผู้รับความรู้ให้น้อยลง และเพิ่มเวลาของกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติจริง และ
สรา้ งความรู้ด้วยตนเองมากข้ึน เพ่ือให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาตามความสนใจ ความถนัดและความต้องการ
ไดเ้ พม่ิ พนู ทกั ษะการคิดวเิ คราะห์ ทกั ษะชวี ติ ความมีนา้ ใจ การทางานเปน็ ทีม และมีความสุขในการเรยี นรู้
๓
แนวคิดกำร “ลดเวลำเรยี น เพมิ่ เวลำรู้”
“ลดเวลำเรียน เพ่ิมเวลำรู้” อาจจะไม่ใช่เร่ืองใหม่สาหรับการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันเพราะ
โรงเรียนหลายแห่งดาเนินการอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้เก่ียวข้องทั้งผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน
นักเรียน ผู้ปกครอง มีความกังวล สงสัยว่าทาไมต้องลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ในประเด็นน้ีถ้าเราพิจารณา
แล้วจะพบว่า ในปัจจุบันน้ีการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนได้เปล่ียนแปลงไป อันเนื่องมาจากมีแหล่งเรียนรู้ส่ือ
และเทคโนโลยี เช่น Internet, Computer, Tablet หรือ Smart Phone และอ่ืน ๆ อีกมากมายที่
นักเรียนสามารถใช้ในการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ดังกล่าวไม่จาเป็นต้องจากัดเฉพาะในห้องเรียน
ตามเวลาที่ครูกาหนด นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกแห่ง ทุกเวลาทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน
ตามความพร้อม ความสามารถของนกั เรียน ครผู สู้ อนตอ้ งปรับวิธีการจัดการเรียนรู้ และนักเรียนต้องเปลี่ยน
วิธีการเรียนรู้ของตนเอง จัดการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย อาทิเช่น การจัด
การเรียนรู้โดยใช้กระบวนการกลุ่ม (Group Process) การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน (Project-Base
Learning) เรียนรู้จากกิจกรรมการปฏิบัติจริง จากประสบการณ์ตรง ใช้คาถามเพ่ือกระตุ้นให้ผู้เรียน
คดิ วิเคราะห์และสืบคน้ ขอ้ มลู นักเรยี นมที ักษะการเรยี นรู้ตลอดชีวิต สามารถนาไปใช้ในชีวิตจริงได้ มีการจัด
กิจกรรมโดยให้นกั เรียนทุกคนได้เรยี นรู้ร่วมกัน ครูจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนมาเป็นผู้อานวยความสะดวก
เป็นท่ีปรึกษา ช้ีแนะ ช่วยเหลือนักเรียนให้ประสบผลสาเร็จ และนักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้เป็นทีม
หรือจากกล่มุ เพอื่ นมากขึ้น ซ่งึ การเรยี นรลู้ ักษณะนท้ี าให้นกั เรียนไดเ้ รยี นรู้อยา่ งมีความสุข ภายใต้แนวคดิ ดงั นี้
๑. กจิ กรรมเปน็ ทางเลอื ก สนองตอบความสนใจความถนดั ของผ้เู รียนอยา่ งหลากหลาย
๒. เรยี นรูห้ ลกั การ สร้างความรู้ผ่านกระบวนการและกิจกรรม (Process and Content)
๓. ลงมือปฏบิ ตั ิและสรา้ งความรู้ในบรรยากาศท่ีอบอนุ่ อสิ ระ และปลอดภยั
๔. ปรบั บทบาทครูจากการเป็นผูส้ อนเป็นผใู้ ห้คาปรึกษาช้แี นะ (Coach & Mentor)
๕. ครผู ู้สอนควรใช้วธิ ีการประเมินผลท่ีหลากหลาย และเปน็ การประเมินตามสภาพจริง วิเคราะห์
คณุ ภาพและพัฒนาการของนักเรยี น มากกวา่ การประเมินนักเรียนจากการสอบเท่านน้ั
ทฤษฎกี ำรเรียนรทู้ ีส่ นบั สนนุ แนวคดิ “ลดเวลำเรียน เพิม่ เวลำรู้”
ทฤษฎีการเรียนรู้ที่สนับสนุนแนวคิด การลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ คือทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
(Constructivist) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ให้ความสาคัญกับตัวผู้เรียน เชื่อว่าผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ได้ด้วย
ตนเอง จากการมปี ฏสิ ัมพนั ธก์ บั บุคคลอ่ืนและสงิ่ แวดล้อมอยา่ งกระตือรอื ร้น
กรอบแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวสิ ต์ (Constructivist)
๑. นกั เรยี นเปน็ ผสู้ ร้างความร้ดู ว้ ยตนเอง และนกั เรียนแตล่ ะคนสร้างความรู้ดว้ ยวิธีการท่ีแตกต่างกัน
รวมทั้งอาจแตกตา่ งกับแนวทางของผสู้ อน
๒. ประสบการณ์เดิมของนักเรียนเป็นพื้นฐานท่ีสาคัญของการสร้างความรู้ใหม่และนักเรียนแต่ละ
คน มคี วามรู้และประสบการณ์เดมิ ทแ่ี ตกตา่ งกัน
๓. การมีปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อม การมีประสบการณ์ตรง และการแลกเปล่ียนความคิดเห็นกัน
ของผู้เรียนมสี ว่ นชว่ ยในการสร้างความรูใ้ หม่
๔. ครูมีบทบาทในการจัดบริบทการเรียนรู้ตั้งคาถามที่ท้าทายความสามารถ กระตุ้นสนับสนุนให้
นกั เรียนเกดิ การสร้างความรู้ และให้ความช่วยเหลอื นกั เรยี นในทุก ๆ ดา้ น
๔
สมมตฐิ ำนของทฤษฎคี อนสตรคั ตวิ ิสต์ (Constructivist)
ทฤษฎีคอนสตรคั ติวสิ ต์ มีสมมตฐิ านเกี่ยวกบั การสรา้ งความรู้ของนักเรียน ดังน้ี
๑. มนุษย์สร้างความรู้ผ่านกิจกรรมการไตร่ตรอง การส่ือสาร และการอภิปราย ซึ่งทาให้พวกเขา
สร้างประสบการณ์ในการแก้ปัญหา โดยมีแผนภาพโมเดลการเพ่ิมพลังการเรียนรู้ของผู้เรียน ในการอธิบาย
ความอยากรู้อยากเหน็ การมปี ฏสิ ัมพันธ์ ความขัดแย้ง การไตร่ตรอง การจัดโครงสร้างใหม่ การสร้างพลังกับ
เพือ่ นทางปัญญาการเรียนรู้ ดังนี้
๑.๑ ความอยากรอู้ ยากเหน็ และความขดั แยง้ เปน็ กลไกสาคญั ในการกระต้นุ ให้นักเรยี นอยากเรยี น
๑.๒ การมปี ฏิสัมพันธก์ บั เพือ่ นเป็นองค์ประกอบท่ีกอ่ ใหเ้ กิดความขดั แย้งทางปญั ญา
๑.๓ ความขดั แย้งทางปญั ญานามาซึง่ การไตรต่ รอง
๑.๔ การไตรต่ รองกระตุ้นใหเ้ กดิ การจดั โครงสร้างใหมท่ างปัญญา
๑.๕ จากข้อท่ีกล่าวข้างต้นเกิดเป็นวงจร โดยประสบการณ์ของนักเรียนมีผลต่อการเกิดของ
วงจรและวงจรนี้เองท่ีทาให้นักเรยี นสามารถสร้างพลงั การเรยี นรใู้ ห้กบั ตนเอง
๒. การสร้างความรู้ของนักเรียนแต่ละคนแตกต่างกันและต่างจากที่ผู้สอนคาดหวังผู้สอนต้อง
ยอมรบั และจดั การทจี่ ะสนบั สนนุ สิง่ ท่ีผู้เรยี นคดิ
๓. องคป์ ระกอบสาคัญในการจัดการเรยี นรู้ มีดงั นี้
๓.๑ การรวบรวมสง่ิ ที่นักเรยี นสร้างขนึ้ ใหเ้ ปน็ ไปในแนวทางที่ถกู ตอ้ ง
๓.๒ การสร้างแรงจงู ใจภายในเปน็ ปจั จยั ท่ีสาคัญในการสรา้ งความรู้
๓.๓ การวิเคราะห์ความคดิ ของนักเรียนในกระบวนการเรียนการสอน
ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ครูผู้สอนต้องใช้เวลาสอนเน้ือหาสาระให้
น้อยลง แต่จัดเวลาส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น ครูผู้สอนต้องกระตุ้นให้นักเรียน
สามารถสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งบทบาทการสอนของครูผู้สอนแม้จะน้อยลง แต่บทบาทท่ีเพ่ิมมากข้ึน
ของครูผู้สอน คือ ต้องมีการวางแผนและออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน เตรียมส่ือ แหล่งเรียนรู้ และ
เตรียมคาถามท่ีกระต้นุ ให้นกั เรียนเกดิ การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง
หลกั กำรของกำรจดั กจิ กรรม “ลดเวลำเรียน เพมิ่ เวลำรู้”
การจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรยี น เพ่ิมเวลารู้” มหี ลกั การทีส่ าคัญ ดังนี้
1. จดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ท่มี ุ่งเพ่มิ พูนทักษะการคดิ วเิ คราะห์ ทักษะชีวิต ทกั ษะการแกป้ ญั หา
การทางานเป็นทีม สร้างเสรมิ คณุ ลักษณะ คา่ นิยมท่ดี ีงามและความมีนา้ ใจต่อกนั
2. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ทคี่ รอบคลุมหลักองค์ ๔ แห่งการศกึ ษา ไดแ้ ก่
2.1 ดา้ นพทุ ธศิ ึกษา คือ ความรอบรวู้ ิชาการทจ่ี าเป็นสาหรับการดารงชีวิตการศกึ ษา และ
การเรียนรู้
2.2 ด้านจริยศกึ ษา คือ การมีศีลธรรมจรรยาท่ีดี มีความซ่ือสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น
มีความรบั ผิดชอบต่อหนา้ ที่และมสี านกึ ท่ีดตี ่อสว่ นรวม
2.3 ด้านหัตถศึกษา คือ ความรู้และทักษะในการทางาน มีความคิดสร้างสรรค์ มีทัศนคติท่ีดี
ตอ่ งาน และเหน็ คณุ ค่าของการทางาน
2.4 ด้านพลศึกษา คือการมีสุขภาพแข็งแรง การกินอาหารที่ถูกต้อง และการออกกาลังกายให้
เหมาะสม รวมทงั้ ความสะอาดและสุขาภบิ าลด้วย
๕
3. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สนองตอบความสนใจ ความถนัด และความต้องการของผู้เรียน
ทกุ คน โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
4. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ เพ่ิมโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง
มีประสบการณ์ตรง สร้างความรู้ด้วยตนเอง และเรยี นรอู้ ย่างมคี วามสขุ
5. จัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีความหมายและเช่ือมโยงกับชีวิตจริงของผู้เรียน ใช้ชุมชน
ภมู ิปัญญา ส่งิ แวดล้อม และเทคโนโลยีสารสนเทศรอบตวั เป็นแหลง่ เรยี นรู้
6. จัดกิจกรรมการเรียนรู้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้วางแผน คิดวิเคราะห์ อภิปราย สรุปความรู้
นาเสนอ จดุ ประกายความคิด สร้างแรงบันดาลใจ สร้างความมุ่งม่ันเพ่ือแสวงหาความรู้ การแก้ปัญหาและ
สรา้ งสรรคน์ วตั กรรม
7. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เกิดข้ึนได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดา
มารดา ผูป้ กครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกนั พัฒนาผเู้ รยี นตามศักยภาพ
8. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม เป็นการเรียนรู้ในระหว่างการทางาน
ท่ีทุกคนในทีมเน้นความเป็นระบบ มีวิจารณญาณร่วมกันตลอดเวลาว่ากาลังทาอะไร จะทาให้ดีขึ้นอย่างไร
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซ่ึงกันและกัน มีการช่วยเหลือเกื้อกูล มีความสามัคคี มีน้าหน่ึงใจเดียวกัน
มีความเป็นผู้นาผตู้ ามทีด่ ี
9. จดั กจิ กรรมเรียนรู้ควบคู่กับการประเมินผลการเรียนรู้ท่ีเน้นการประเมินสภาพจริง (Authentic
Assessment) โดยใช้เทคนิควิธีการประเมินสภาพจริงท่ีหลากหลาย ท่ีให้ความสาคัญกับการประเมิน
การปฏิบตั ิ (Performance Assessment)
บทบำทครูในกำรจัดกำรเรยี นรู้กจิ กรรม “ลดเวลำเรยี น เพม่ิ เวลำรู้”
ครูผู้สอน ต้องลดบทบาทจากเดิมที่คอยสอนเนื้อหา สาระ ใช้เวลาในชั้นเรียนมาก สั่งการให้
นักเรียนได้ทาตามที่ครูกาหนด มาเป็นผู้ที่คอยอานวยความสะดวก ลดเวลาเรียนเนื้อหาในชั้นเรียน
ให้น้อยลง และส่งเสริม กระตุ้นให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง กลุ่มเพื่อนมากข้ึน เพิ่มเวลารู้จากสื่อ
เทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ หรือกิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ ท่ีครูจัดให้ท้ังในและนอกห้องเรียน ตามความถนัด
ความสนใจและความต้องการของนักเรียน ซ่ึงมีประเด็นสาคัญที่ครูผู้สอนต้องคานึงถึงในการจัดการเรียนรู้
“ลดเวลาเรยี น เพิ่มเวลารู้” ดังน้ี
๑. ครูผู้สอนต้องเข้าใจแนวคิดท่ีว่า ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตัวเอง โดยเช่ือมโยง
ความรู้เดิมที่มีอยู่ภายในเข้ากับการได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ดังนั้นครูจึงควรนาแนวคิดน้ีไปพัฒนาวางแผน
การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้เพือ่ ใหน้ ักเรียนเกดิ ความรู้ทีค่ งทนและเกิดทกั ษะทีต่ ้องการ
๒. ครผู ู้สอนตอ้ งตระหนักว่าในการจดั การศกึ ษาแก่นกั เรยี นนั้น ควรส่งเสรมิ ให้นักเรยี นเกิดความ
สนใจในการเรยี นรู้ และมกี าลังในการเรยี นรู้ ไมใ่ ช่เน้นแตเ่ พียงเน้ือหา ความรู้ที่จะสอนเท่านน้ั
๓. ครมู ีบทบาทเป็นผู้แนะนา สรา้ งบรรยากาศและจดั สถานการณ์ที่กระตุน้ ใหน้ ักเรยี นเกิดการเรียนรู้
ด้วยตนเอง มากกว่าการเรียนจากคาบอกของผู้สอน
๔. ครตู อ้ งจัดกจิ กรรมใหเ้ ช่ือมโยงระหวา่ งผเู้ รยี นด้วยกนั ผู้เรยี นกับครู และครูภายในสถานศกึ ษา
เดยี วกนั หรือต่างสถานศึกษา ระหว่างสถานศึกษา และสถานศกึ ษากบั ชุมชน เพื่อสรา้ งสภาพแวดล้อม
ในการเรยี นรูท้ ่ีเปน็ ประโยชน์ ใหน้ กั เรยี นไดล้ งมอื ปฏบิ ตั ิอนั จะก่อให้เกิดประสบการณ์ตรงกับนักเรยี น
๖
๕. ครูมีบทบาทในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในลักษณะการเรียนรู้แบบร่วมมือระหว่างนักเรียนกับครู
และนักเรียนกับนักเรียนด้วยกัน เพ่ือฝึกทักษะการทางานเป็นทีม การเรียนรู้ด้วยตนเอง และทักษะสาคัญ
อ่ืน ๆ ทีเ่ ก่ยี วข้อง
๖. ครอู อกแบบ สร้างสรรค์กจิ กรรมการเรยี นรู้ จดั สภาพแวดล้อมให้เอ้อื ตอ่ การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
ของผเู้ รยี นมากกว่าการเป็นผู้ถา่ ยทอดความรู้หน้าห้องเพยี งอยา่ งเดียว
๗. ครผู ู้สอนควรสอนให้นักเรยี นเกิดความเขา้ ใจเกี่ยวกับมโนทัศน์ และแนวคดิ ทสี่ าคญั มากกวา่
การท่องจาได้
๘. ครูผูส้ อนควรกระตุ้นใหน้ กั เรียนเห็นคณุ ค่า มีทศั นคตทิ ด่ี ี และสามารถนาความรู้ไปประยุกต์ใช้
ในชวี ิตจรงิ มากกวา่ ที่จะนาความรไู้ ปใช้ในการสอบเท่าน้ัน
๙. ครผู ู้สอนควรสอนใหน้ ักเรียนเห็นภาพรวมของเนอื้ หาและเข้าใจการเช่ือมโยงกันของเนื้อหา
มากกวา่ ที่จะสอนเน้อื หาแยกกันเปน็ เรอ่ื งๆ
๑๐. เนน้ ที่กระบวนการของการเรยี นร้ขู องนักเรียนมากกวา่ การเน้นไปทีผ่ ลการเรียนรูเ้ พยี งอยา่ งเดยี ว
๑๑. สง่ เสริมใหน้ ักเรยี นคิดอยา่ งมวี จิ ารณญาณโดยการใชค้ าถามกระต้นุ มากกวา่ การให้นกั เรยี น
ปฏิบตั ติ ามคาส่งั เท่าน้ัน
๑๒. ครูเอาใจใสผ่ เู้ รียนเป็นรายบุคคล และแสดงความเมตตาตอ่ ผเู้ รียนอยา่ งทวั่ ถงึ
๑๓. ครจู ัดกิจกรรมและสถานการณเ์ พ่ือสง่ เสรมิ ใหผ้ ้เู รียนไดแ้ สดงออกและคดิ อยา่ งสร้างสรรค์
๑๔. ครสู ่งเสริมใหผ้ ูเ้ รียนฝึกคดิ ฝึกทา และฝกึ ปรบั ปรุงตนเอง
๑๕. ครสู ่งเสริมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรยี นรจู้ ากกลมุ่ พร้อมท้งั สังเกตส่วนดีและปรบั ปรงุ สว่ นดอ้ ย
ของผู้เรียน
๑๖. ครใู ช้สือ่ และแหล่งเรียนรู้ทห่ี ลากหลายและเชื่อมประสบการณ์กบั ชวี ติ จริงเพ่ือฝึกการคิด
การแกป้ ัญหา และการคน้ พบความรู้
๑๗. ส่งเสรมิ ใหน้ กั เรียนมีความกระตือรือรน้ และเรียนรไู้ ด้ด้วยตนเอง มากกว่าการทนี่ กั เรยี นเรียนรู้
จากการทาแบบฝกึ หัดและท่องจา
๑๘. คานึงถงึ ความแตกตา่ งระหว่างบุคคลของนักเรยี น ท้ังในด้านความเหมาะสมกบั นักเรียน
มากกว่าการใชว้ ิธีสอนแบบเดียวกนั กบั นักเรียนท้งั หมดทุกคน
๑๙. ใชว้ ิธกี ารประเมนิ ผลท่หี ลากหลาย และเปน็ การประเมินตามสภาพจรงิ ในการวเิ คราะห์
คุณภาพและพฒั นาการของนักเรียนมากกวา่ การประเมินนักเรยี นจากการสอบเท่านนั้
๗
แนวทำงกำรบริหำรจดั กำร “ลดเวลำเรียน เพ่ิมเวลำรู้”
สถำนศึกษำ
ส่งเสรมิ สนับสนนุ การดาเนนิ การจดั กจิ กรรม ควบคุมคุณภาพ
“ลดเวลาเรียน เพมิ่ เวลารู้”
พฒั นาบคุ ลากร นเิ ทศตดิ ตามการจดั กจิ กรรม
จดั สรรงบประมาณและ จดั ทาโครงสรา้ งเวลาเรียน “ลดเวลาเรียน เพมิ่ เวลารู้
โครงสรา้ งหลักสตู รสถานศึกษา
ทรัพยากร วิจยั /ประเมินผลและพัฒนา
ดาเนนิ งานแบบมีสว่ นรว่ ม และจดั ทาตารางเรยี น กจิ กรรม “ลดเวลาเรยี น
ส่งเสริมสนบั สนุนทาง เพมิ่ เวลารู้”
จดั ทา/คัดเลือกกิจกรรม
วิชาการ “ลดเวลาเรียน เพม่ิ เวลารู้”
คณะกรรมการสถานศึกษา
พจิ ารณาให้ความเหน็ ชอบ
จัดกิจกรรม
“ลดเวลาเรียน เพมิ่ เวลารู้”
วิจยั / ตดิ ตาม
ประเมนิ ผลการจดั กิจกรรม
แผนภมู ิแนวทางการบรหิ ารจัดการ “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” ของสถานศึกษา
แนวทางการกาหนดกจิ กรรม “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” สถานศึกษาพจิ ารณาเลือกแนวทาง
การกาหนดกิจกรรมท่สี อดคล้องกบั บรบิ ทและศกั ยภาพของสถานศกึ ษา ดงั น้ี
แนวทำงท่ี 1 แนวทำงที่ 2 แนวทำงที่ 3
โรงเรยี นจดั กิจกรรม โรงเรียนเปิดโอกาสให้ โรงเรียนท่ีจดั การศึกษา
หลากหลายใหน้ กั เรียนเลอื ก ผู้เรียนรายบุคคล / รายกลุ่ม หลายระดับใช้แนวทางที่ 1
ตามความถนดั ความสนใจ เสนอกจิ กรรม ครเู ป็นท่ปี รึกษา รว่ มกับแนวทางท่ี 2
รายบุคคล/รายกลุ่ม พจิ ารณาดูแล ช่วยเหลือ ท่สี อดคล้องกับสภาพและ
บรบิ ทของโรงเรยี น ชุมชน
๘
การบริหารจัดการเวลาเรียนและการจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” มีแนวทาง
ดงั ตอ่ ไปนี้
1. ส่งเสรมิ สนบั สนุน สรา้ งความเขา้ ใจในการนานโยบาย“ลดเวลาเรยี น เพิ่มเวลารู้” สู่การปฏิบัติ
แกค่ รแู ละผเู้ ก่ียวข้องทุกฝา่ ย
2. ปรบั โครงสร้างเวลาเรียนของสถานศึกษาและจัดทาตารางเรยี นให้เหมาะสมกับการจัดกิจกรรม
“ลดเวลาเรยี น เพิม่ เวลารู้” แตล่ ะชว่ งชน้ั
3. เลือกกาหนดกิจกรรมให้ตอบสนองต่อความสนใจ ความถนัดและความต้องการของผู้เรียน
อยา่ งหลากหลาย สอดคลอ้ งกบั ชว่ งวัย และวุฒิภาวะของผูเ้ รยี น
4. จดั ระบบข้อมลู สารสนเทศเก่ยี วกบั กจิ กรรม แหลง่ เรียนรู้ ภมู ิปญั ญาท้องถ่นิ ตามบริบทของ
สถานศกึ ษาและชุมชน
5. สง่ เสริมและสนบั สนนุ งบประมาณ ส่ือการเรยี นรแู้ ละสงิ่ อานวยความสะดวกใหเ้ อ้ือต่อการจัด
กิจกรรมอย่างมีประสทิ ธิภาพ
6. กากบั ติดตามการจัดกิจกรรมอยา่ งเป็นระบบ
7. ใช้การนิเทศภายใน การเสวนาสะท้อนผลหลังการปฏบิ ัติ (After Action Review : AAR)
เปน็ เครอ่ื งมอื ในการศึกษาและพฒั นาประสทิ ธภิ าพกระบวนการและกจิ กรรม “ลดเวลาเรยี น เพม่ิ เวลารู้”
และเป็นเคร่ืองมือการพัฒนาบุคลากรอย่างสม่าเสมอ ตอ่ เนือ่ ง
8. ศึกษา วจิ ยั และพัฒนา “กระบวนการบรหิ ารจดั การเวลาเรียน” อยา่ งเปน็ ระบบ
๙
ตอนที่ ๒
กำรขับเคลอ่ื นนโยบำย “ลดเวลำเรยี น เพิ่มเวลำรู้” สูก่ ำรปฏิบัติ
กำรขบั เคลอ่ื นนโยบำย “ลดเวลำเรยี น เพิ่มเวลำรู้”
การขับเคล่ือนนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมนั้น มีหน่วยงาน
ตา่ ง ๆ ท่เี ก่ียวขอ้ งกับการจัดการศึกษาหลายหนว่ ยงาน ในการดาเนินการต้องมีความชัดเจนและสอดคล้องกัน
มีสานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน เป็นหน่วยงานหลัก
ร่วมกับสานักต่างๆ ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน โดยมีบทบาทของหน่วยงานและ
ข้ันตอนการดาเนนิ งาน ดงั นี้
๑. กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร
๑.๑ ประกาศนโยบาย “ลดเวลำเรียน เพิม่ เวลำรู้”
๑.๒ มอบนโยบายใหห้ นว่ ยงานที่เกี่ยวข้องเพือ่ ขบั เคลือ่ นสูก่ ารปฏบิ ัติ
๑.๓ สง่ เสรมิ สนับสนนุ กากบั ติดตาม การนานโยบายไปส่กู ารปฏิบตั ิ
๑.๔ กากบั ตดิ ตาม อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
๒. สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำขนั้ พน้ื ฐำน (สพฐ.)
๒.๑ จัดทาคู่มือการบริหารจัดการเวลาเรียน “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” และชุดเอกสาร
กิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ประกอบการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับสถานศึกษาและ
ระดับชั้นเรียน
๒.๒ สร้างความรคู้ วามเข้าใจกับบุคลากรของหนว่ ยงานท่ีเกี่ยวขอ้ ง
๒.๓ คัดเลอื กโรงเรียนนารอ่ ง ร้อยละ ๑๐ ปีการศึกษา ๒/๒๕๕๘ และดาเนินการทกุ โรงเรยี น
ในปีการศึกษา ๒๕๕๙
๒.๔ ส่งเสรมิ สนบั สนุน กากับ ติดตาม การนานโยบายไปสู่การปฏบิ ัติ
๒.๕ จดั ประชมุ แลกเปลีย่ นเรียนรูแ้ ละนาเสนอผลงานทป่ี ระสบผลสาเรจ็
๒.๖ สรปุ และรายงานผล
๓. สำนกั งำนเขตพืน้ ท่กี ำรศกึ ษำ (สพป. / สพม.)
๓.๑ ส่งเสริม สนับสนุน การนานโยบาย “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” สู่การปฏิบัติระดับ
เขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษา และกาหนดแนวทางการขบั เคลื่อนระดับเขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษาอยา่ งชดั เจน
๓.๒ ศึกษาคู่มือการบริหารการจัดเวลาเรียน “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” และชุดเอกสาร
กิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพ่มิ เวลารู้” ประกอบการดาเนินงานท่เี กีย่ วข้อง
๓.๓ ประชุมชีแ้ จง โรงเรียน / ผเู้ กย่ี วขอ้ ง
๓.๔ นิเทศ กากับ ตดิ ตาม และประเมินผลการทานโยบายไปสกู่ ารปฏบิ ัติ
๓.๕ ประชุมแลกเปลี่ยนเรยี นรู้
๓.๖ สรุปและรายงานผล
๑๐
๔. สถำนศึกษำ
สถานศกึ ษาเป็นหน่วยปฏิบัตทิ ่ีสาคญั มีขัน้ ตอนการดาเนินงาน ดงั น้ี
๔.๑ ศึกษาวิเคราะห์นโยบาย คู่มือการบริหารจัดการเวลาเรียน “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้”
และชุดเอกสารกจิ กรรม “ลดเวลาเรยี น เพิ่มเวลารู้”
๔.๒ กาหนดตวั ชว้ี ัดภาพความสาเร็จ ของการบริหารจัดการเวลาเรียน “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้”
ของโรงเรียน ผูบ้ ริหารสถานศกึ ษา ครูผูส้ อน และนกั เรียน อยา่ งชัดเจน มีความเข้าใจตรงกนั
๔.๓ สรา้ งความตระหนัก ความเข้าใจในการดาเนนิ งานแก่ครผู สู้ อน และผู้เกย่ี วข้อง
ในสถานศึกษา
๔.๔ จัดทาข้อมูลสารสนเทศเก่ียวกับความสนใจ ความถนัด และความต้องการของผู้เรียน
เป็นรายบุคคล
๔.๕ วิเคราะห์โครงสร้างหลักสูตรสถานศกึ ษาและการนาหลักสตู รไปใช้ หลักสูตรระดับช้ันเรยี น
ความพร้อมของครูผสู้ อน สือ่ แหลง่ เรียนรู้ อาคารสถานท่ี และห้องปฏิบตั ิการ
๔.๖ ปรับและออกแบบตารางเรยี นท่เี อื้อตอ่ การ “ลดเวลาเรยี น เพม่ิ เวลารู้” ตามแนวทางการ
บริหารจัดการเวลาเรียนที่ลดเวลาเรียนและเพ่ิมเวลารู้ โดยแนวทางการจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้”
มีรายละเอียดพร้อมตัวอย่างในเอกสารคู่มือการบริหารจัดการเวลาเรียน “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” และ
ในชุดเอกสารกิจกรรม “ลดเวลาเรยี น เพมิ่ เวลารู้” ประกอบการดาเนนิ งาน
๔.๗ ออกแบบกิจกรรมท่ีหลากหลาย สอดคล้องกับช่วงวัย สนองความสนใจ ความถนัด และ
ความต้องการของผู้เรียน ซึ่งอาจพิจารณาจากกิจกรรมที่โรงเรียนดาเนินการอยู่ และหรือเลือกจากกิจกรรม
ในชุดเอกสารกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพมิ่ เวลารู้” หรือจากสือ่ และแหลง่ เรียนรู้อ่ืนๆ
๔.๘ ดาเนนิ การจัดการเรยี นรแู้ ละจดั กจิ กรรม ตามตารางเรียนทก่ี าหนด
๔.๙ นเิ ทศ ติดตาม ประเมนิ ผลการดาเนินงาน
๔.๑๐ ประชุม เสวนา ทบทวนหลังการปฏิบัติงาน (After Action Review : AAR) นาผลไปใช้ใน
การพัฒนาอยา่ งต่อเน่อื ง
๔.๑๑ สรุปรายงานและเผยแพร่ผลการดาเนนิ งาน
บทบำทของผ้เู ก่ียวขอ้ งในระดบั สถำนศกึ ษำ
๑. ผูบ้ ริหำรสถำนศึกษำ
๑.๑ เป็นผู้นาการขบั เคล่ือนนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” ระดับโรงเรียน และการบรหิ าร
จดั การเวลาเรยี นทีเ่ อื้อต่อการ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”
๑.๒ อานวยความสะดวก ปรบั ปรุงและพฒั นาปจั จัยต่าง ๆ ให้มคี วามพรอ้ มในการปฏิบตั ิ
๑.๓ ประสานและแสวงหาความร่วมมือจากชุมชน แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาแล ะ
ภูมิปัญญาต่าง ๆ มาร่วมในการบริหารจัดการเวลาเรียน การจัดการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน
เพ่มิ เวลารู้”
๑.๔ นเิ ทศ กากับ ติดตาม อยา่ งเป็นระบบและต่อเนอ่ื ง
๑.๕ จัดเวทเี สวนาทบทวนหลังการปฏบิ ัติงาน (After Action Review : AAR)
๑.๖ นาผลการทบทวนหลังการปฏิบัติงาน (After Action Review : AAR) และผลการประเมิน
ไปใช้ในการพัฒนาการบริหารจัดการเวลาเรียนและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ส่งผลต่อคุณภาพของ
ผูเ้ รียน
๑๑
๒. ครูผสู้ อน
๒.๑ วิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล และจัดทาฐานข้อมูลสารสนเทศเก่ียวกับความสนใจ
ความถนัดและความต้องการ จาแนกเป็นระดบั ช้ันเรยี น และเป็นรายบคุ คล
๒.๒ ออกแบบกิจกรรม เพ่ิมเวลารู้ ส่ือ แหล่งเรียนรู้ การวัดและประเมินผล หลักการและ
แนวทางการจดั กจิ กรรม “ลดเวลาเรียน เพม่ิ เวลารู้”
๒.๓ จัดการเรียนรู้ และจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” โดยเน้นการสร้างแรงจูงใจ
นักเรียนให้มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ จัดการเรียนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ จัดการเรียนรู้
แบบบรู ณาการ และกจิ กรรมการเรียนร้อู ย่างหลากหลาย
2.4 รว่ มเสวนา ทบทวนหลงั การปฏบิ ัติ และนาผลมาพัฒนาการจัดกจิ กรรมอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
๒.5 ประเมนิ และพัฒนานกั เรยี นเต็มตามศักยภาพของนกั เรยี นแตล่ ะคน
๒.6 ร่วมกิจกรรมแลกเปลยี่ นเรยี นรู้เพือ่ พฒั นาตนเองอยา่ งตอ่ เนื่อง
๒.7 รายงานผลการเรยี นรู้ของนักเรียน
๓. ผเู้ รยี น
๓.๑ สนใจและเขา้ รว่ มกิจกรรมตามตารางเรียน และวธิ ีการเรียนรู้ท่ีกาหนดอย่างกระตือรือร้น
และสนองตอบตอ่ กิจกรรมเตม็ ตามศักยภาพและขดี ความสามารถของตนเอง
๓.๒ สารวจความสนใจ ความต้องการ และศักยภาพของตนเองเพื่อวางแผนการเรียนรู้ และ
พัฒนาตนเอง
๓.๓ คน้ หาความถนดั ความต้องการของตนเอง
๓.๔ ฝกึ ฝน พัฒนาเพ่มิ พูนความสามารถของตนเอง
๓.๕ ประเมินและปรบั ปรุงวิธกี ารเรยี นรแู้ ละผลการเรยี นรู้ของตนเองอยา่ งต่อเนอ่ื ง
๓.๖ ใหข้ อ้ มลู ปอ้ นกลับในการปรับปรุงพฒั นาการจดั กิจกรรมการเรียนร้ขู องครผู ูส้ อน
๓.๗ ร่วมนาเสนอผลการเรียนรู้ของตนเองอย่างภาคภูมิ
๔. ผปู้ กครอง
๔.๑ ส่งเสริม สนับสนุน ผู้เรียนในการปฏิบัติกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” และ
ใหค้ วามรว่ มมือกับโรงเรยี น ในการดาเนินงานตามนโยบาย “ลดเวลาเรยี น เพ่ิมเวลารู้”
๔.๒ ให้ขอ้ มูลป้อนกลบั ในการปฏบิ ตั กิ ิจกรรม “ลดเวลาเรยี น เพ่ิมเวลารู้” ของผูเ้ รยี น
๔.๓ ประเมนิ ความกา้ วหน้าการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมของผู้เรียน และร่วมชน่ื ชมผลงานของผู้เรยี น
๑๒
ตอนท่ี ๓
แนวทำงกำรดำเนินงำน
กรอบโครงสร้ำงเวลำเรยี นตำมหลกั สูตรแกนกลำงกำรศกึ ษำขนั้ พืน้ ฐำน พทุ ธศกั รำช ๒๕๕๑
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ได้กาหนดโครงสร้างเวลาเรียน
พื้นฐาน ซ่ึงระบุการจัดเวลาเรียนของแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นกรอบทิศทางในการพัฒนาหลักสูตร
สถานศึกษา ส่วนรายวิชาเพิ่มเติม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สถานศึกษาสามารถจัดให้เหมาะสมสอดคล้องกับ
วิสัยทศั น์ และบริบทของสถานศึกษาโดยการกาหนดเวลาเรียนในแตล่ ะระดับการศึกษา สรุปได้ดังน้ี
ระดับประถมศึกษำ กาหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียนพ้ืนฐานสาหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้
๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้รวม ๘๔๐ ช่ัวโมงต่อปี กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ๑๒๐ ช่ัวโมงต่อปี และรายวิชา/
กิจกรรมท่ีสถานศึกษาจัดเพ่ิมเติมตามความพร้อมและจุดเน้นไม่น้อยกว่า ๔๐ ชั่วโมงต่อปี รวมไม่น้อยกว่า
๑,๐๐๐ ชว่ั โมงต่อปี
ระดับมัธยมศึกษำตอนต้น กาหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานสาหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้
๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้รวม ๘๘๐ ชั่วโมงต่อปี (๒๒ หน่วยกิต) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ๑๒๐ ช่ัวโมงต่อปี
และรายวชิ า/กจิ กรรมท่สี ถานศึกษาจัดเพ่ิมเติมตามความพร้อมและจุดเน้นปีละไม่น้อยกว่า ๒๐๐ ชั่วโมงต่อ
ปี รวมไมน่ อ้ ยกว่า ๑,๒๐๐ ชั่วโมงต่อปี
ระดับมัธยมศึกษำตอนปลำย กาหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียนพ้ืนฐานสาหรับกลุ่มสาระการ
เรียนรู้ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้รวม ๓ ปี จานวน ๑,๖๔๐ ช่ัวโมง (๔๑ หน่วยกิต) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
๓๖๐ ชั่วโมง และรายวิชา/กิจกรรมที่สถานศึกษาจัดเพิ่มเติมตามความพร้อมและจุดเน้นปีละไม่น้อยกว่า
๑,๖๐๐ ชัว่ โมง (๔๐หนว่ ยกติ ) รวม ๓ ปี ไม่น้อยกว่า ๓,๖๐๐ ชัว่ โมง
โดยมี รายละเอียด ตามกรอบโครงสร้างเวลาเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
๑๓
กรอบโครงสรำ้ งเวลำเรยี นตำมหลกั สูตรแกนกลำงกำรศึกษำขัน้ พืน้ ฐำน พทุ ธศกั รำช ๒๕๕๑
เวลำเรียน
กล่มุ สำระกำรเรยี นรู้ / ระดบั ประถมศกึ ษำ ระดับมธั ยมศกึ ษำตอนตน้ ระดับ
กจิ กรรม มัธยมศกึ ษำ
ป.๑ ป.๒ ป.๓ ป.๔ ป.๕ ป.๖ ม.๑ ม.๒ ม.๓ ตอนปลำย
กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้
ภาษาไทย ม. ๔ - ๖
คณิตศาสตร์ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๒๔๐
วทิ ยาศาสตร์ (๓ นก.) (๓ นก.) (๓ นก.) (๖ นก.)
สังคมศึกษา ศาสนาและ ๒๐๐ ๒๐๐ ๒๐๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๒๔๐
วฒั นธรรม
(๓ นก.) (๓ นก.) (๓ นก.) (๖ นก.)
- ประวตั ิศาสตร์
๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๒๔๐
- ศาสนา ศีลธรรม
จรยิ ธรรม (๓ นก.) (๓ นก.) (๓ นก.) (๖ นก.)
- หน้าทีพ่ ลเมอื ง ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๑๖๐ ๓๒๐
วฒั นธรรมและการ
ดาเนินชีวิตในสังคม (๔ นก.) (๔ นก.) (๔ นก.) (๘ นก.)
- เศรษฐศาสตร์ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐
- ภูมศิ าสตร์
สุขศกึ ษาและพลศึกษา (๑ นก.) (๑ นก.) (๑ นก.) (๒ นก.)
ศิลปะ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๒๔๐
การงานอาชพี และ (๓ นก.) (๓ นก.) (๓ นก.) (๖ นก.)
เทคโนโลยี
ภาษาตา่ งประเทศ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๑๒๐
รวมเวลำเรียน (๒ นก.) (๒ นก.) (๒ นก.) (๓ นก.)
(พืน้ ฐำน)
๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๑๒๐
กจิ กรรมพัฒนาผ้เู รียน
รายวชิ า / กิจกรรมท่ี (๒ นก.) (๒ นก.) (๒ นก.) (๓ นก.)
สถานศึกษาจัดเพ่มิ เตมิ
ตามความพรอ้ มและจดุ เน้น ๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๑๒๐
รวมเวลำเรียนทง้ั หมด (๒ นก.) (๒ นก.) (๒ นก.) (๓ นก.)
๔๐ ๔๐ ๔๐ ๘๐ ๘๐ ๘๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๒๔๐
(๓ นก.) (๓ นก.) (๓ นก.) (๖ นก.)
๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๔๐ ๘๘๐ ๘๘๐ ๘๘๐ ๑,๖๔๐
(๒๒ นก.) (๒๒ นก.) (๒๒ นก.) (๔๑ นก.)
๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๑๒๐ ๓๖๐
ปลี ะไมน่ อ้ ยกว่า ๔๐ ชวั่ โมง ปลี ะไมน่ อ้ ยกว่า ไม่นอ้ ยกวา่
๒๐๐ ชั่วโมง ๑,๖๐๐ ชั่วโมง
ไม่น้อยกว่ำ ๑,๐๐๐ ชั่วโมง / ปี ไม่น้อยกว่ำ รวม ๓ ปี
๑,๒๐๐ ชวั่ โมง / ปี
ไม่น้อยกว่ำ
๓,๖๐๐
ช่วั โมง
๑๔
จากกรอบโครงสร้างเวลาเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
สถานศึกษาสามารถนาโครงสร้างเวลาเรียนดังกล่าวไปจัดทาเป็นโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา
โดยยืดหยุ่นเวลาเรียนได้ตามความพร้อม ความต้องการ ความจาเป็น หรือจุดเน้นของสถานศึกษา
ให้เหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษา ชุมชน และสังคม
แนวทำงกำรปรบั ลดเวลำเรยี น
ตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” กาหนดให้ลดเวลาเรียนภาควิชาการลดลง แต่ต้องไม่
กระทบเนื้อหาหลักที่เด็ก ๆ ควรเรียนรู้ ซ่ึงครูผู้สอนต้องใช้ความสามารถในการออกการเรียนรู้ให้นักเรียน
ได้สาระท่ตี ้องร้คู รบถ้วนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น ในการน้ีสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน
ได้พิจารณาปรับโครงสรา้ งเวลาเรียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ ให้มี
ความเหมาะสมในการลดเวลาเรยี น ดงั น้ี
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ แนวทำงกำรปรบั ลดเวลำเรยี น
/ รำยวิชำ / กิจกรรม
กลมุ่ สำระกำรเรยี นรู้ เวลำเรียนต่อปี ช้นั ป.๑-๓ เวลำเรียนตอ่ ปี ช้นั ป.๔-๖ เวลำเรยี นต่อปีชน้ั ม.๑-๓
ภำษำไทย เดิม ใหม่ เดมิ ใหม่ เดมิ ใหม่
คณิตศำสตร์
วทิ ยำศำสตร์ 200 160 120
ภำษำตำ่ งประเทศ (ภำษำอังกฤษ) 200 160 120
สังคมศกึ ษำ ศำสนำ และวัฒนธรรม 80 80 120
- ประวัตศิ าสตร์ 40 80 120
- ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม 120 120 160
- หน้าท่พี ลเมือง วฒั นธรรม และ 40 40 40
การดาเนินชีวิตในสงั คม
- เศรษฐศาสตร์ คงเดมิ คงเดิม คงเดมิ
- ภูมศิ าสตร์
80 80 120
สขุ ศึกษำและพลศึกษำ
ศิลปะ 80 840 80 840 80 880
กำรงำนอำชพี และเทคโนโลยี 80 80 80
ปลี ะ 80 ปลี ะ 80 ปลี ะ
รวมเวลำเรียนพนื้ ฐำน 40 40 ชว่ั โมง 40 ชว่ั โมง 200 ชว่ั โมง
840 880
รำยวชิ ำ / กิจกรรมท่สี ถำนศกึ ษำจัด 840 120 120 120
เพม่ิ เตมิ ตำมควำมพร้อมและจดุ เน้น ปีละไมน่ อ้ ย ปลี ะไมน่ ้อย ปลี ะไมน่ ้อย
กว่ำ กว่ำ
กิจกรรมพัฒนำผู้เรียน กวำ่
- กิจกรรมแนะแนว 40 ช่วั โมง 40 ช่วั โมง 200 ช่วั โมง
- กจิ กรรมนักเรียน 120 120
- ลูกเสอื เนตรนารี ยวุ กาชาด 120 ๔๐ ๔๐
๔๐
ผบู้ าเพ็ญประโยชน์ นกั ศกึ ษาวชิ าทหาร
- ชุมนุม ชมรม ๔๐ กจิ กรรม ๔๐ กิจกรรม ๔๐ กจิ กรรม
- กจิ กรรมเพ่ือสังคมและ
สาธารณประโยชน์ ๓๐ ลดเวลำเรยี น ลดเวลำเรยี น ลดเวลำเรียน
รวมเวลำเรียนทั้งหมดตำมทหี่ ลกั สตู ร ๑๐ เพมิ่ เวลำรู้ ๓๐ เพมิ่ เวลำรู้ ๓๐ เพ่มิ เวลำรู้
กำหนด
ไม่น้อยกวำ่ ๑๐ ๑๐
1,000
ช.ม./ปี ไมเ่ กนิ ไม่นอ้ ยกว่ำ ไมเ่ กนิ ไมน่ อ้ ยกว่ำ ไมเ่ กนิ
1,000 1,000 1,000 1,200 1,200
ช.ม./ปี ช.ม./ปี ช.ม./ปี ช.ม./ปี ช.ม./ปี
๑๕
แนวทำงกำรปรับโครงสรำ้ งเวลำเรยี นและโครงสรำ้ งหลักสตู รสถำนศึกษำ
โรงเรยี นสามารถปรบั โครงสร้างเวลาเรยี นและโครงสรา้ งหลักสตู รสถานศกึ ษา ไดด้ งั น้ี
๑. ระดบั ประถมศึกษำ ปรับเวลาเรยี นพนื้ ฐานของแต่ละกลมุ่ สาระการเรยี นรไู้ ด้ตามความเหมาะสม
และบูรณาการการเรียนรู้ ทั้งนี้ต้องมีเวลาเรียนรวมตามที่กาหนดไว้ในโครงสร้างเวลาเรียน โดยรายวิชา
พื้นฐาน เทา่ กับ ๘๔๐ ชั่วโมง/ปี และรายวิชา/กิจกรรมท่ีสถานศึกษาจัดเพ่ิมเติมตามความพร้อมและจุดเน้น
เท่ากับ ๔๐ ชั่วโมง/ปี รวมท้ังส้ิน ๘๘๐ ชั่วโมง/ปี (๒๒ ชั่วโมง/สัปดาห์) โดยผู้เรียนต้องมีคุณภาพตาม
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กาหนด เวลาของการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จานวน ๑๒๐ ช่ัวโมง/ปี
(๓ ชัว่ โมง/สัปดาห์) จดั เป็นกจิ กรรม “ลดเวลาเรียน เพ่มิ เวลารู้” บังคับตามหลักสตู ร ประกอบด้วย กิจกรรม
แนะแนว กจิ กรรมนักเรยี น และกิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ โดยเวลาเรียนรวมท้ังหมดไม่เกิน
๑,๐๐๐ ช่วั โมง/ปี
๒. ระดับมัธยมศึกษำตอนต้น สถานศึกษาจัดแบ่งจานวนหน่วยกิตท่ีเรียนของแต่ละรายวิชาต่อ
ภาคเรียนได้ตามความเหมาะสม และบูรณาการการเรียนรู้ แต่ท้ังน้ีต้องเป็นไปตามโครงสร้างเวลาเรียน
ท่ีหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กาหนด โดยรายวิชาพ้ืนฐาน เท่ากับ ๘๘๐
ชั่วโมง/ปี และ รายวิชา/กิจกรรมที่สถานศึกษาจัดเพิ่มเติมตามความพร้อมและจุดเน้น เท่ากับ ๒๐๐
ชั่วโมง/ปี รวมท้ังส้ิน ๑,๐๘๐ ช่ัวโมง/ปี (๒๗ ช่ัวโมง/สัปดาห์) โดยผู้เรียนต้องมีคุณภาพตามมาตรฐาน
การเรยี นรู้และตวั ชี้วัดทก่ี าหนด เวลาของการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จานวน ๑๒๐ ชั่วโมง/ปี (๓ ช่ัวโมง/
สัปดาห์) จัดเป็นกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” บังคับตามหลักสูตร ประกอบด้วย กิจกรรมแนะแนว
กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ เวลาเรียนรวมท้ังหมดไม่เกิน ๑,๒๐๐
ชวั่ โมง/ปี
สถำนศึกษำทม่ี คี วำมประสงคจ์ ะปรบั ลดเวลำเรียนต้องคำนงึ ถงึ สง่ิ ต่อไปน้ี
๑. ความพร้อมของสถานศึกษา ได้แก่ จานวนครูผู้สอนในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ อุปกรณ์
ส่อื การเรียนการสอน หอ้ งเรยี นและสถานที่ งบประมาณ ทรพั ยากรตา่ ง ๆ ท่เี ออ้ื อานวยต่อการเรยี นการสอน
๒. ความตอ้ งการและจุดเนน้ ของสถานศึกษา
๓. ความตอ้ งการของผู้เรียน
๑๖
ตัวอยำ่ ง
โครงสรำ้ งหลกั สตู รชน้ั ประถมศึกษำปที ี่ ๑
รำยวชิ ำ/กจิ กรรม เวลำเรียน(ชม./ปี)
รำยวิชำพื้นฐำน (๘๔๐)
๒๐๐
ท๑๑๑๐๑ ภาษาไทย ๒๐๐
ค๑๑๑๐๑ คณิตศาสตร์ ๘๐
ว๑๑๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ๘๐
ส๑๑๑๐๑ สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ๔๐
ส๑๑๑๐๒ ประวัตศิ าสตร์ ๘๐
พ๑๑๑๐๑ สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา ๘๐
ศ๑๑๑๐๑ ศลิ ปะ ๔๐
ง๑๑๑๐๑ การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ๔๐
อ๑๑๑๐๑ ภาษาองั กฤษ (๔๐)
รำยวิชำ/กจิ กรรมเพ่ิมเตมิ ๔๐
ส๑๑๒๓๑ หน้าที่พลเมอื ง (๑๒๐)
กจิ กรรมพัฒนำผู้เรียน
กิจกรรม “ลดเวลำเรยี น เพิ่มเวลำรู้” ๔๐
- กิจกรรมแนะแนว ๔๐
๓๐
- กิจกรรมนักเรยี น ๑๐
- ลกู เสอื /เนตรนารี/ยวุ กาชาด
- ชุมนมุ /ชมรม ๑,๐๐๐
- กจิ กรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน์
รวมเวลำเรยี นทัง้ สิน้
หมำยเหตุ
๑. กิจกรรมพัฒนาผเู้ รียนจัดเป็นกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” บังคับตามหลักสูตรประกอบด้วย
กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียนและกจิ กรรมเพ่ือสงั คมและสาธารณประโยชน์
๒. วิชาหน้าที่พลเมือง จัดเป็นรายวิชาเพ่ิมเติม แต่จัดการเรียนการสอน ให้บูรณาการลงสู่
กิจกรรมท่ีโรงเรียน ดาเนินการอยู่แล้ว โดยไม่เพิ่มช่ัวโมงเรียน ได้แก่ กิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมกีฬาสี
กิจกรรมตามประเพณี กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด เป็นต้น เพ่ือปลูกฝังให้เกิดการปฏิบัติและ
กลายเปน็ พฤติกรรมในชวี ติ ประจาวนั
๑๗
ตัวอยำ่ ง
โครงสรำ้ งหลกั สตู รช้นั ประถมศึกษำปีที่ ๔
รำยวชิ ำ/กจิ กรรม เวลำเรียน(ชม./ปี)
รำยวชิ ำพ้นื ฐำน (๘๔๐)
๑๖๐
ท๑๔๑๐๑ ภาษาไทย ๑๖๐
ค๑๔๑๐๑ คณติ ศาสตร์ ๘๐
ว๑๔๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ๘๐
ส๑๔๑๐๑ สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ๔๐
ส๑๔๑๐๒ ประวัติศาสตร์ ๘๐
พ๑๔๑๐๑ สขุ ศึกษาและพลศกึ ษา ๘๐
ศ๑๔๑๐๑ ศลิ ปะ ๘๐
ง๑๔๑๐๑ การงานอาชีพ และเทคโนโลยี ๘๐
อ๑๔๑๐๑ ภาษาอังกฤษ (๔๐)
รำยวชิ ำ/กจิ กรรมเพม่ิ เติม ๔๐
ส๑๔๒๓๔ หน้าที่พลเมอื ง (๑๒๐)
กจิ กรรมพัฒนำผูเ้ รียน
กจิ กรรมลดเวลำเรียน เพ่มิ เวลำรู้ ๔๐
- กิจกรรมแนะแนว ๔๐
๓๐
- กจิ กรรมนักเรยี น ๑๐
- ลกู เสอื /เนตรนารี/ยวุ กาชาด
- ชมุ นุม/ชมรม ๑,๐๐๐
- กจิ กรรมเพอื่ สังคมและสาธารณประโยชน์
รวมเวลำเรียนทง้ั สน้ิ
หมำยเหตุ
๑. กิจกรรมพัฒนาผูเ้ รยี นจัดเป็นกิจกรรม“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”บังคับตามหลักสูตรประกอบด้วย
กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรยี นและกิจกรรมเพ่อื สังคมและสาธารณประโยชน์
๒. วิชาหน้าที่พลเมือง จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติม แต่จัดการเรียนการสอน ให้บูรณาการลงสู่
กิจกรรมท่ีโรงเรียน ดาเนินการอยู่แล้ว โดยไม่เพ่ิมชั่วโมงเรียน ได้แก่ กิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมกีฬาสี
กิจกรรมตามประเพณี กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด เป็นต้น เพ่ือปลูกฝังให้เกิดการปฏิบัติและ
กลายเปน็ พฤตกิ รรมในชีวติ ประจาวนั
๑๘
ตัวอยำ่ ง
โครงสรำ้ งหลกั สตู รชั้นมัธยมศกึ ษำปที ี่ ๑
ภำคเรยี นท่ี ๑ (หนว่ ยกิต/ ภำคเรียนที่ ๒ (หน่วยกิต/
ชม.) ชม.)
รำยวชิ ำพนื้ ฐำน รำยวิชำพ้ืนฐำน
ท๒๑๑๐๑ ภาษาไทย ๑๑ (๔๔๐) ท๒๑๑๐๒ ภาษาไทย ๑๑ (๔๔๐)
ค๒๑๑๐๑ คณิตศาสตร์ ๑.๕ (๖๐) ค๒๑๑๐๒ คณติ ศาสตร์ ๑.๕ (๖๐)
ว๒๑๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ ๑.๕ (๖๐) ว๒๑๑๐๒ วทิ ยาศาสตร์ ๑.๕ (๖๐)
ส๒๑๑๐๑ สังคมศึกษา ศาสนา และ ๑.๕ (๖๐) ส๒๑๑๐๓ สังคมศกึ ษา ศาสนา และ ๑.๕ (๖๐)
๑.๕ (๖๐) วัฒนธรรม ๑.๕ ( ๖๐)
วฒั นธรรม ส๒๑๑๐๔ ประวัติศาสตร์
ส๒๑๑๐๒ ประวตั ิศาสตร์ ๐.๕ (๒๐) พ๒๑๑๐๒ สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา ๐.๕ (๒๐)
พ๒๑๑๐๑ สุขศกึ ษาและพลศึกษา ๑ (๔๐) ศ๒๑๑๐๒ ศลิ ปะ ๑ (๔๐)
ศ๒๑๑๐๑ ศิลปะ ๑ (๔๐) ง๒๑๑๐๒ การงานอาชพี และเทคโนโลยี ๑ (๔๐)
ง๒๑๑๐๑ การงานอาชพี และเทคโนโลยี ๑ (๔๐) อ๒๑๑๐๒ ภาษาองั กฤษพื้นฐาน ๑ (๔๐)
อ๒๑๑๐๑ ภาษาอังกฤษพ้ืนฐาน ๑.๕ (๖๐) ๑.๕ (๖๐)
รำยวิชำเพ่มิ เติม ๒.๕ (๑๐๐) รำยวชิ ำเพิ่มเติม ๒.๕ (๑๐๐)
ค๒๑๒๐๑ เสรมิ ทักษะคณติ ศาสตร์ ๐.๕ (๒๐) ค๒๑๒๐๒ คณติ ศาสตร์ GSP ๐.๕ (๒๐)
อ๒๑๒๐๑ ภาษาองั กฤษเพือ่ การสือ่ สาร ๐.๕ (๒๐) ส๒๑๒๐๑ ทอ้ งถิ่นของเรา ๐.๕ (๒๐)
ง๒๑๒๐๑ คอมพวิ เตอร์ ๑ ๑ (๔๐) ง๒๑๒๐๓ คอมพิวเตอร์ ๒ ๑ (๔๐)
ส๒๑๒๓๑ หน้าท่ีพลเมือง ๐.๕ (๒๐) ส๒๑๒๓๒ หนา้ ทพ่ี ลเมือง ๐.๕ (๒๐)
กิจกรรมพฒั นำผู้เรยี น
กจิ กรรมลดเวลำเรียน เพิ่มเวลำรู้ ๖๐ กิจกรรมพัฒนำผเู้ รียน ๖๐
- กจิ กรรมแนะแนว กิจกรรมลดเวลำเรยี น เพิ่มเวลำรู้
- กจิ กรรมนกั เรยี น ๒๐ - กจิ กรรมแนะแนว ๒๐
- ลกู เสอื เนตรนารี ยวุ กาชาด - กจิ กรรมนักเรียน
นกั ศึกษาวชิ าทหาร ๒๐ - ลกู เสือ เนตรนารี ยวุ กาชาด ๒๐
- ชุมนมุ /ชมรม นักศึกษาวิชาทหาร
- กจิ กรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ ๑๕ - ชมุ นมุ /ชมรม ๑๕
๕ - กิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ ๕
รวมเวลำเรยี นทง้ั สิ้น ๖๐๐ ๖๐๐
รวมเวลำเรียนท้ังสน้ิ
หมำยเหตุ
๑. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนจดั เป็นกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” บังคับตามหลักสูตรประกอบด้วย
กจิ กรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน และกจิ กรรมเพ่อื สงั คมและสาธารณประโยชน์
๒. วิชาหน้าท่ีพลเมือง จัดเป็นรายวิชาเพ่ิมเติม แต่จัดการเรียนการสอนให้บูรณาการลงสู่
กิจกรรมที่โรงเรียน ดาเนินการอยู่แล้ว โดยไม่เพ่ิมช่ัวโมงเรียน ได้แก่ กิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมกีฬาสี
กิจกรรมตามประเพณี กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด เป็นต้น เพื่อปลูกฝังให้เกิดการปฏิบัติและ
กลายเป็นพฤติกรรมในชีวิตประจาวนั
๑๙
แนวทำงกำรปรบั ตำรำงเรยี น
ตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” โรงเรียนต้องบริหารจัดการเวลาเรียน โดยกาหนด
โครงสรา้ งเวลาเรยี น และโครงสรา้ งหลกั สูตรสถานศกึ ษา ให้นกั เรียนได้ใช้เวลาในการเรียนรู้รายวิชา ๘ กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ อยา่ งเหมาะสม และมเี วลาในการทากิจกรรมลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้ให้มากข้ึน แล้วนาไป
จดั ตารางเรียนให้มีความยดื หยนุ่ เพยี งพอ ต่อเน่ือง และเช่อื มโยงตลอดแนว ดงั นี้
๑. ระดบั ช้ันประถมศึกษำ เวลาเรียนรายวิชาพ้ืนฐาน และรายวิชาเพ่ิมเติม ๘๘๐ ช่ัวโมง/ปี หรือ
เวลา ๒๒ ช่วั โมง/สัปดาห์ และเวลากจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน ๑๒๐ ช่ัวโมง/ปี หรือ ๓ ชั่วโมง/สัปดาห์ รวมเวลาเรียน
ตามโครงสร้างหลักสูตรท้ังส้ิน ๑,๐๐๐ ชั่วโมง/ปี หรือ ๒๕ ช่ัวโมง/สัปดาห์ หรือ ๕ ช่ัวโมง/วัน โดยท่ัวไป
โรงเรียนจะเรียนตามโครงสร้างหลักสูตรถึงช่ัวโมงสุดท้าย เวลา ๑๔.๓๐ น. และเลิกเรียน เวลา ๑๕.๓๐ น.
นักเรยี นจะมีเวลาอยู่โรงเรียนอีก ๑ ชั่วโมง/วัน รวมเวลาท้ังส้ิน ๖ ชั่วโมง/วัน ซึ่งโรงเรียนสามารถจัดตารางเรียน
ท่ีเอ้ือตอ่ การจดั กจิ กรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ไดด้ ังนี้
ชว่ งเช้ำ เวลำ กจิ กรรมกำรจดั กำรเรยี นรู้
๐๘.๓๐ น. – ๑๑.๓๐ น.
จัดให้เรยี นรายวิชาพื้นฐานและรายวิชาเพิ่มเติม ๘ กลุ่มสาระ
พักกลำงวัน ๑๑.๓๐ น. – ๑๒.๓๐ น. การเรียนรู้ หรือเรียนเนื้อหา สาระ ภาควิชาการ
ชว่ งบ่ำย ๑๒.๓๐ น. – ๑๔.๓๐ น. พักรบั ประทานอาหารกลางวนั
- จัดให้เรียนรายวิชาพื้นฐานและรายวชิ าเพิ่มเติม ๘ กลุม่ สาระ
๑๔.๓๐ น. – ๑๕.๓๐ น. การเรียนรู้ และภาคปฏบิ ัติ
- กิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น จัดเป็นกิจกรรม “ลดเวลาเรียน
เพิม่ เวลารู้” บงั คับตามหลกั สูตร
ปฏบิ ตั กิ ิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”
หมำยเหตุ
๑. โรงเรียนสามารถยืดหยุ่น ปรบั เวลาไดต้ ามความเหมาะสม และตามบรบิ ทของโรงเรียน
๒. กิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น จดั เปน็ กจิ กรรม “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” บังคับตามหลักสูตรประกอบด้วย
กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียน กิจกรรมเพ่อื สังคมและสาธารณประโยชน์
๓. วชิ าหน้าท่ีพลเมือง เป็นรายวิชาเพิ่มเติม จัดการเรียนการสอน โดยบูรณาการลงสู่กิจกรรม
ที่โรงเรียนดาเนินการอยู่แล้ว โดยไม่เพ่ิมช่ัวโมงเรียน ได้แก่ กิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมกีฬาสี กิจกรรม
ตามประเพณี กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด เป็นต้น เพ่ือปลูกฝังให้เกิดการปฏิบัติและกลายเป็น
พฤตกิ รรมในชวี ิตประจาวนั จะลดเวลาในตารางเรยี นได้ ๑ ช่ัวโมง/สัปดาห์
๒๐
๒. ระดบั ชนั้ มธั ยมศกึ ษำ เวลาเรียนรายวิชาพื้นฐาน และรายวิชาเพิ่มเติม ๑,๐๘๐ ชั่วโมง/ปี หรือ
เวลา ๒๗ ชั่วโมง/สัปดาห์ และเวลากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”) ๑๒๐
ชวั่ โมง/ปี หรือ ๓ ชั่วโมง/สปั ดาห์ รวมเวลาเรียนตามโครงสรา้ งหลกั สูตรทงั้ ส้ิน ๑,๒๐๐ ชวั่ โมง/ปี หรือ ๓๐
ชว่ั โมง/สปั ดาห์ หรือ ๖ ชั่วโมง/วัน ซง่ึ โรงเรียนสามารถจัดตารางเรียนท่ีเอ้อื ต่อการจัดกิจกรรมลดเวลาเรียน
เพมิ่ เวลารู้ ได้ดงั น้ี
ช่วงเช้ำ เวลำ กิจกรรมกำรจัดกำรเรยี นรู้
๐๘.๑๕ น. – ๑๒.๑๕ น.
จดั ให้เรียนรายวิชาพ้ืนฐานและรายวิชาเพิ่มเติม ๘ กลุ่มสาระ
พักกลำงวัน ๑๒.๑๕ น. – ๑๓.๑๕ น. การเรยี นรู้ หรอื เรยี นเนอื้ หา สาระ ภาควชิ าการ
ชว่ งบำ่ ย ๑๓.๑๕ น. – ๑๕.๑๕ น. พักรบั ประทานอาหารกลางวัน
- จดั ให้เรยี นรายวชิ าพ้ืนฐานและรายวิชาเพ่ิมเติม ๘ กลุ่มสาระ
๑๕.๑๕ น. – ๑๖.๑๕ น. การเรียนรู้ และภาคปฏบิ ัติ
- กิจกรรมพฒั นาผูเ้ รียน จดั เป็นกจิ กรรม “ลดเวลาเรียน
เพ่ิมเวลารู้” บงั คบั ตามหลักสูตร
ปฏิบัติกจิ กรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”
หมำยเหตุ
๑. โรงเรียนสามารถยดื หยุ่น ปรับเวลาไดต้ ามความเหมาะสม และบริบทของโรงเรยี น
๒. กิจกรรมพฒั นาผ้เู รยี น จดั เปน็ กิจกรรมลดเวลาเรยี น เพิ่มเวลารู้ บงั คับตามหลักสตู รประกอบด้วย
กิจกรรมแนะแนว กจิ กรรมนกั เรียน กิจกรรมเพื่อสงั คมและสาธารณประโยชน์
๓. วชิ าหน้าท่ีพลเมือง เป็นรายวิชาเพ่ิมเติม จัดการเรียนการสอน โดยบูรณาการลงสู่กิจกรรม
ที่โรงเรียนดาเนนิ การอยแู่ ลว้ โดยไมเ่ พม่ิ ช่ัวโมงเรยี น ได้แก่ กจิ กรรมหน้าเสาธง กิจกรรมกีฬาสี กจิ กรรม
ตามประเพณี กิจกรรมลกู เสือ เนตรนารี ยุวกาชาด เป็นตน้ เพอื่ ปลูกฝงั ใหเ้ กดิ การปฏบิ ตั ิและกลายเปน็
พฤติกรรมในชวี ติ ประจาวนั จะลดเวลาในตารางเรียนได้ ๑ ชั่วโมง/สปั ดาห์
ตวั อย่ำงกำรจ
ระดับชั้นปร
เวลำ ๐๘.๐๐- ๐๘.๓๐-๐๙.๓๐ ๐๙.๓๐-๑๐.๓๐ ๑๐.๓๐-๑๑
๐๘.๓๐
วนั
จนั ทร์
องั คำร ิกจกรรมหน้าเสาธง จดั ใหเ้ รยี นรายวิชาพน้ื ฐานและรายวชิ าเพิ่มเตมิ ๘ กล
พุธ สาระการเรียนรู้ หรือเรยี นเน้อื หา สาระ ภาควชิ ากา
พฤหัส
ศุกร์
หมำยเหตุ
๑. โรงเรียนมีเวลาจัดกจิ กรรมลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้ วนั ละ ๑ ชวั่ โมง หรอื จ
๒. วชิ าหนา้ ท่พี ลเมอื ง เปน็ รายวชิ าเพ่ิมเติม จดั การเรียนการสอน โดยบรู ณาก
กิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมกีฬาสี กิจกรรมตามประเพณี กิจกรรมลูกเสือ เนตรน
พฤติกรรมในชีวติ ประจาวัน จะลดเวลาในตารางเรยี นได้ ๑ ชวั่ โมง/สปั ดาห์
๓. โรงเรยี นจัดกิจกรรมพัฒนาผ้เู รียน เป็นกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาร
๔. โรงเรยี นจะมเี วลาปฏิบัตกิ จิ กรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ จานวนทงั้ ส้ิน ๙
๕. โรงเรยี นสามารถยดื หยุน่ ปรบั เวลาไดต้ ามความเหมาะสม และตามบรบิ ทข
21
จัดตำรำงเรยี น
ระถมศึกษา
๑.๓๐ ๑๑.๓๐-๑๒.๓๐ ๑๒.๓๐-๑๓.๓๐ ๑๓.๓๐-๑๔.๓๐ ๑๔.๓๐-๑๕.๓๐
ัพก ัรบประทานอาหารกลางวัน - จดั ใหเ้ รียนรายวชิ าพน้ื ฐานและ
ลมุ่ รายวิชาเพ่ิมเตมิ ๘ กลมุ่ สาระ จัดกิจกรรม
าร การเรียนรู้ และภาคปฏิบตั ิ “ลดเวลา
- กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น ทจี่ ดั เป็น เรยี นเพม่ิ ”
กิจกรรมลดเวลาเรยี น เพิ่มเวลารู้ เวลารู้
บังคับตามหลักสตู ร
จานวน ๕ ชั่วโมง/สปั ดาห์ ระหว่างช่วงเวลา ๑๔.๓๐ – ๑๕.๓๐ ของแตล่ ะวัน
การลงสูก่ ิจกรรมทโ่ี รงเรียนดาเนินการอย่แู ล้ว โดยไมเ่ พิม่ ช่ัวโมงเรียน ได้แก่
นารี ยุวกาชาด กิจกรรมโฮมรูม เป็นต้น เพ่ือปลูกฝังให้เกิดการปฏิบัติและกลายเป็น
รู้” บังคับตามหลกั สตู ร ๓ ชว่ั โมง/สปั ดาห์
๙ ชั่วโมง/สปั ดาห์
ของโรงเรยี น
21
(ตวั อ
ตำรำงเรยี นชน้ั ประถมศึกษำปีท่ี ๑ ปกี ำรศึกษำ ๒๕
ออกอำกำศสถำนวี ิทยโุ ทรทัศน์ก
เวลำ ๐๘.๐๐- ๐๘.๓๐-๐๙.๓๐ ๐๙.๓๐-๑๐.๓๐ ๑๐.๓๐-๑๑
วนั ๐๘.๓๐
ค๑๑๑๐๑ ศ๑๑๑๐๑ ท๑๑๑๐
จันทร์ คณิตศาสตร์ ๑ ศลิ ปะ ๑ ภาษาไทย
องั คำร (ดนตร-ี นาฎศิลป)์
ิกจกรรมหน้าเสาธง ท๑๑๑๐๑ ค๑๑๑๐๑ ส๑๑๑๐
ภาษาไทย ๑ คณติ ศาสตร์ ๑ ประวัติศาส
พธุ ท๑๑๑๐๑ อ๑๑๑๐๑ ค๑๑๑๐
ภาษาไทย ๑ ภาษาอังกฤษ ๑ คณิตศาสต
พฤหัส ส๑๑๑๐๑ ท๑๑๑๐๑ ค๑๑๑๐
สังคมศึกษา ๑ ภาษาไทย ๑ คณติ ศาสต
ศุกร์ ค๑๑๑๐๑ ท๑๑๑๐๑ ว๑๑๑๐
คณิตศาสตร์ ๑ ภาษาไทย ๑ วทิ ยาศาสต
หมำยเหตุ 1. โรงเรยี นจัดกจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รยี นเป็นกจิ กรรม “ลดเวลาเรยี น เพิม่ เวล
2. โรงเรยี นจดั กิจกรรม “ลดเวลาเรยี น เพมิ่ เวลารู้” หมวดที่ 2-4 จานวน
3. วชิ าเพ่ิมเติม หน้าท่ีพลเมอื ง ๑ อาจจะจัดการเรยี นการสอน โดยบรู ณา
22
อย่ำง)
๕๕๘ และกำรจดั กจิ กรรมลดเวลำเรียน เพมิ่ เวลำรู้
กำรศึกษำทำงไกลผ่ำนดำวเทยี ม
๑.๓๐ ๑๑.๓๐-๑๒.๓๐ ๑๒.๓๐-๑๓.๓๐ ๑๓.๓๐-๑๔.๓๐ ๑๔.๓๐-๑๕.๓๐
๐๑ ง๑๑๑๐๑ อ๑๑๒๐๑ กิจกรรม
ย๑ กอท ๑
ศัพท์แสนสนกุ ๑ “ลดเวลำเรียน
(เพิม่ เตมิ ) เพม่ิ เวลำรู้”
๐๒ ัพก ัรบประทานอาหารกลาง ัวน พ๑๑๑๐๑ กจิ กรรม กิจรรมนักเรียน
สตร์ ๑ “ลดเวลำเรียน
สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา ๑ เพ่ิมเวลำรู้” (กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รยี น)
(สุขศึกษา)
๐๑ ว๑๑๑๐๑ กิจกรรม ลกู เสือ-เนตรนารี
ตร์ ๑ วทิ ยาศาสตร์ ๑ “ลดเวลำเรยี น
เพิ่มเวลำรู้” (กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน)
๐๑ ศ๑๑๑๐๑ ส๑๑๒๐๑ แนะแนว
ตร์ ๑ ศิลปะ ๑ หนา้ ทีพ่ ลเมือง ๑
(กิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี น)
(ทัศนศิลป์) (เพ่ิมเติม)
๐๑ ส๑๑๑๐๑ กจิ กรรม กจิ กรรม
ตร์ ๑ สงั คมศึกษา ๑ “ลดเวลำเรียน “ลดเวลำเรยี น
เพ่ิมเวลำรู้” เพม่ิ เวลำรู้”
ลารู้” บงั คบั ตามหลกั สตู ร จานวน 3 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ 22
น ๕ ชั่วโมง/สปั ดาห์
าการลงสกู่ ิจกรรมท่โี รงเรียนดาเนนิ การอย่แู ลว้ โดยไมเ่ พม่ิ ชว่ั โมงเรียน
(ตัวอ
ตำรำงเรยี น ระดบั ชน้ั
เวลำ 08.00 - 08.30-09.30น. 09.30-10.30 น. 10.30-11.3
08.30 น.
วนั
จันทร์ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสต
อังคาร คณติ ศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤ
พุธ ิกจกรรมเช้า หน้าเสาธง ภาษาไทย คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสต
พฤหสั บดี คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษา ศ
และวัฒนธร
ศกุ ร์ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ ประวัตศิ าส
หมำยเหตุ ๑. วิชาหน้าทพี่ ลเมอื ง เปน็ รายวชิ าเพ่ิมเตมิ จัดการเรยี นการสอน โดยบูรณ
๒. โรงเรียนจัดกิจกรรมพฒั นาผ้เู รยี นเป็นกจิ กรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวล
จานวน ๕ ชว่ั โมง/สปั ดาห์
23
อย่ำง)
นประถมศึกษำปีที่ 1-3
30 น. 11.30- 12.30-13.30 น. 13.30-14.30 น. 14.30-15.30 น.
12.30 น.
สงั คมศึกษา กจิ กรรม กจิ กรรม
ตร์ ศาสนา และ “ลดเวลำเรียน “ลดเวลำเรียน
วัฒนธรรม เพิ่มเวลำรู้” เพม่ิ เวลำรู้”
ฤษ ัพก ัรบประทานอาหารกลาง ัวน ชมุ นุม สขุ ศึกษาและ กจิ กรรม
พลศกึ ษา “ลดเวลำเรยี น
(กจิ กรรมพฒั นาผู้เรียน) เพิ่มเวลำรู้”
ตร์ ศลิ ปะ ลูกเสอื กิจกรรม
“ลดเวลำเรียน
(กิจกรรมพัฒนาผเู้ รียน) เพิ่มเวลำรู้”
ศาสนา แนะแนว สุขศึกษาและ กิจกรรม
รรม พลศึกษา “ลดเวลำเรียน
(กิจกรรมพฒั นาผู้เรยี น) เพมิ่ เวลำรู้”
สตร์ ศิลปะ การงาน อาชีพ กิจกรรม
และเทคโนโลยี “ลดเวลำเรยี น
เพิ่มเวลำรู้”
ณาการลงสกู่ ิจกรรมทโ่ี รงเรยี นดาเนนิ การอยู่แลว้ โดยไม่เพิ่มชัว่ โมงเรียน
ลารู้” บงั คบั ตามหลักสูตร จานวน 3 ช่วั โมง/สปั ดาห์ และจัดกจิ กรรม หมวดที่ 2-4
ตัวอยำ่ งกำรจ
ระดบั ชน้ั ม
เวลำ ๐๗.๔๕- ๐๘.๑๕-๐๙.๑๕ ๐๙.๑๕-๑๐.๑๕ ๑๐.๑๕-๑๑.๑๕ ๑๑
วนั ๐๘.๑๕
จันทร์
องั คำร ิกจกรรมหน้าเสาธง จดั ใหเ้ รยี นรายวิชาพนื้ ฐานและรายวชิ าเพ่มิ เติม ๘ กลมุ่
พุธ สาระการเรียนรู้ หรือเรยี นเนือ้ หา สาระ ภาควชิ าการ
พฤหัส
ศุกร์
หมำยเหตุ
๑. โรงเรยี นมีเวลาจดั กจิ กรรมลดเวลาเรยี น เพิม่ เวลารู้ วนั ละ ๑ ชัว่ โมง หรือ จ
๒. วิชาหนา้ ท่ีพลเมอื ง เปน็ รายวชิ าเพม่ิ เตมิ จัดการเรียนการสอน โดยบรู ณาก
กิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมกีฬาสี กิจกรรมตามประเพณี กิจกรรมลูกเสือ เนตรน
พฤติกรรมในชีวติ ประจาวัน จะลดเวลาในตารางเรยี นได้ ๑ ชว่ั โมง/สัปดาห์
๓. โรงเรียนจดั กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี น เปน็ กจิ กรรม “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลาร
๔. โรงเรยี นจะมเี วลาปฏบิ ตั กิ จิ กรรม “ลดเวลาเรยี น เพม่ิ เวลารู้” จานวนทงั้ ส้นิ
๕. โรงเรยี นสามารถยดื หยุ่น ปรบั เวลาไดต้ ามความเหมาะสม และตามบริบทข
๖. โรงเรยี นทีจ่ ัดการเรียนรูร้ ายวิชาเพิม่ เติมมาตรฐานสากล (IS) หรืออืน่ ๆ ให้จ
24
จัดตำรำงเรียน
มธั ยมศึกษา
๑.๑๕-๑๒.๑๕ ๑๒.๑๕-๑๓.๑๕ ๑๓.๑๕-๑๔.๑๕ ๑๔.๑๕-๑๕.๑๕ ๑๕.๑๕-๑๖.๑๕
ัพก ัรบประทานอาหารกลางวัน - จดั ให้เรียนรายวชิ าพน้ื ฐานและ
ม รายวิชาเพ่ิมเตมิ ๘ กลมุ่ สาระ จดั กิจกรรม
ร การเรยี นรู้ และภาคปฏิบตั ิ “ลดเวลาเรยี น
- กิจกรรมพัฒนาผเู้ รยี น ทจี่ ดั เป็น
เพิม่ เวลารู้”
กิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพม่ิ เวลารู้
บังคบั ตามหลักสูตร
จานวน ๕ ชั่วโมง/สปั ดาห์ ระหวา่ งช่วงเวลา ๑๕.๑๕ – ๑๖.๑๕ ของแตล่ ะวนั
การลงสกู่ จิ กรรมท่โี รงเรยี นดาเนนิ การอยแู่ ลว้ โดยไมเ่ พิ่มชั่วโมงเรียน ไดแ้ ก่
นารี ยุวกาชาด กิจกรรมโฮมรูม เป็นต้น เพื่อปลูกฝังให้เกิดการปฏิบัติและกลายเป็น
รู้” บังคับตามหลักสตู ร ๓ ช่ัวโมง/สปั ดาห์
น ๙ ชวั่ โมง/สัปดาห์
ของโรงเรยี น
จัดอยูใ่ นกรอบเวลาเรยี น ๑,๒๐๐ ช่วั โมง/ปี
24
(ตัวอ
ตำรำงเรียน ระดับมธั ยมศึก
เวลำ 07.45-08.15 08.15 – 09.15 น. 09.15 – 10.15 น. 10.15 – 11.15 น.
วนั น.
จนั ทร์ ค21102 อ21102 ว21
คณิตศาสตร์ ภาษาองั กฤษ วทิ ยาศ
องั คาร กิจกรรมหน้าเสาธง ิกจกรรม Homeroom ว21102 ส21103 ท21102
วทิ ยาศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาไทย
พธุ ค21102 อ21102 ส21103
คณิตศาสตร์ ภาษาองั กฤษ สังคมศึกษา
พฤหสั บดี ท21102 ส21103 ภาษาจนี / ญ่ีปนุ่
ภาษาไทย สงั คมศึกษา
(เพ่มิ เติม)
ศกุ ร์ ค21102 ท21102ภาษาไทย พ21102
คณิตศาสตร์ สุขศึกษาและ
พลศึกษา
หมำยเหตุ 1. วชิ าหนา้ ทีพ่ ลเมอื ง เป็นรายวิชาเพิม่ เติม จดั การเรียนการสอน โดยบูรณ
2. โรงเรียนจดั กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นกจิ กรรม “ลดเวลาเรยี น เพ่มิ เวล
จานวน ๕ ชว่ั โมง/สัปดาห์
25
อยำ่ ง)
กษำ ชัน้ ม.1 ภำคเรียนที่ 2
11.15 – 12.15 น. 12.15 – 13.15 – 14.15 น. 14.15 – 15.15 น. 15.15 – 16.15 น.
13.15 น.
1102 ัพกรับประทานอาหารกลางวัน กจิ กรรมแนะแนว กจิ กรรม กจิ กรรม
ศาสตร์ ลูกเสอื เนตรนารี “ลดเวลำเรยี น
(กิจกรรมพฒั นาผู้เรียน) เพิม่ เวลำรู้”
ค21202 (กจิ กรรมพฒั นาผู้เรียน)
คณติ ศาสตร์ GSP พ21102 กจิ กรรม
สุขศึกษาและ กิจกรรมชมรม “ลดเวลำเรียน
(เพิ่มเติม) เพมิ่ เวลำรู้”
พลศกึ ษา (กิจกรรมพฒั นาผ้เู รยี น)
ส21104 กิจกรรม
ประวัตศิ าสตร์ อ21102 กิจกรรม “ลดเวลำเรียน
ภาษาองั กฤษ “ลดเวลำเรยี น เพ่ิมเวลำรู้”
ส21201 เพ่ิมเวลำรู้”
ทอ้ งถ่นิ ของเรา กิจกรรม
ศ21102 “ลดเวลำเรยี น
(เพม่ิ เตมิ ) ศลิ ปะ เพม่ิ เวลำรู้”
ง21203 ง21102 กจิ กรรม
คอมพิวเตอร์2 การงานอาชีพและเทคโนโลยี “ลดเวลำเรยี น
เพ่มิ เวลำรู้”
(เพิ่มเติม)
ณาการลงสกู่ ิจกรรมท่โี รงเรียนดาเนินการอยู่แลว้ โดยไม่เพ่ิมชั่วโมงเรยี น
ลารู้” บังคับตามหลักสตู ร จานวน 3 ชว่ั โมง/สปั ดาห์ และจัดกิจกรรม หมวดท่ี 2-4
25
26
แนวทำงกำรจัดกจิ กรรม “ลดเวลำเรียน เพิ่มเวลำรู้”
กจิ กรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” เป็นกจิ กรรมสรา้ งสรรคท์ ่ีโรงเรยี นสามารถจัดได้อย่างหลากหลาย
เพอ่ื ชว่ ยเพ่ิมพูนทักษะการคิดวิเคราะห์ ความมีน้าใจต่อกัน การทางานเป็นทีม และกระตุ้นให้นักเรียนได้ค้นหา
ศกั ยภาพและความชอบของตนเองเพราะมคี วามเช่อื ว่านักเรยี นทกุ คนมคี วามพเิ ศษ มีความสามารถในแบบฉบับ
ของตนเอง กิจกรรมดังกล่าวเป็นกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ปฏิบัติตามความถนัด ความสนใจ ความต้องการ
ท้ังปฏิบัติด้วยตนเอง หรือปฏิบัติเป็นกลุ่ม เป็นทีม โดยการปฏิบัติกิจกรรมไม่จาเป็นต้องเปิดให้เฉพาะนักเรียน
ห้องเดียวกัน หรอื ระดับชัน้ เดียวกัน บางกิจกรรมสามารถศกึ ษาหรือทาร่วมกันหลายระดบั ช้ันได้ เพื่อให้นักเรียน
รู้จักการปรับตัว การช่วยเหลือดูแลกัน การมีปฏิสัมพันธ์กับคนหลายช่วงวัย โดยเป็นการจาลองสภาพจริ งใน
สังคม ให้นักเรียนได้เรียนรู้จะยิ่งช่วยเพิ่มทักษะในการแก้ปัญหาให้กับเด็กไทย การจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน
เพมิ่ เวลารู้” ได้กาหนดหมวดกิจกรรมและแนวทางในการดาเนนิ งาน ดังนี้
หมวดกิจกรรม “ลดเวลำเรยี น เพ่ิมเวลำรู้”
กจิ กรรม “ลดเวลาเรียน เพมิ่ เวลารู้” แบง่ ออกเปน็ ๔ หมวด ๑๖ กลุ่มกิจกรรม มรี ายละเอียด ดังนี้
หมวดที่ ๑ กิจกรรมพัฒนำผูเ้ รยี น (กิจกรรมบังคับตำมหลกั สตู ร)
๑. กิจกรรมแนะแนว
๒. กจิ กรรมนกั เรียน
๓. กจิ กรรมเพ่ือสังคมและสาธารณะประโยชน์
หมวดที่ ๒ สร้ำงเสรมิ สมรรถนะและกำรเรยี นรู้
๔. พฒั นาความสามารถดา้ นการสือ่ สาร
๕. พฒั นาความสามารถด้านการคิดและการพัฒนากรอบความคิดแบบเปิดกว้าง (Growth Mindset)
๖. พัฒนาความสามารถดา้ นการแกป้ ญั หา
๗. พัฒนาความสามารถด้านการใชเ้ ทคโนโลยี
๘. พัฒนาทกั ษะการเรยี นรทู้ ่ีสง่ เสรมิ การเรียนรู้ ๘ กลุม่ สาระการเรยี นรู้
หมวดท่ี ๓ สร้ำงเสรมิ คุณลกั ษณะและค่ำนิยม
๙. ปลกู ฝังคา่ นยิ มและจติ สานึกการทาประโยชนต์ อ่ สังคมมีจติ สาธารณะและการให้บริการ
ดา้ นต่าง ๆ ทัง้ ที่เป็นประโยชน์ตอ่ ตนเองและตอ่ ส่วนรวม
๑๐. ปลูกฝงั ความรกั ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตรยิ ์
๑๑. ปลกู ฝงั คุณธรรม จริยธรรม (มวี ินยั ซ่ือสัตย์ สจุ ริต เสยี สละ อดทน มุ่งมัน่ ในการทางาน กตัญญู)
๑๒. ปลกู ฝังความรกั ความภาคภมู ิใจในความเป็นไทยและหวงแหนสมบตั ขิ องชาติ
หมวดที่ ๔ สร้ำงเสรมิ ทกั ษะกำรทำงำน กำรดำรงชีพ และทกั ษะชีวิต
๑๓. ตอบสนองความสนใจ ความถนัด และความต้องการของผู้เรียนตามความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
๑๔. ฝึกการทางาน ทกั ษะทางอาชีพ ทรัพย์สินทางปัญญา อยู่อย่างพอเพียงและมีวินัยทางการเงิน
๑๕. พัฒนาความสามารถดา้ นการใชท้ ักษะชีวติ
๑๖. สรา้ งเสรมิ สมรรถนะทางกาย
27
กำรจัดกิจกรรม “ลดเวลำเรยี น เพมิ่ เวลำรู้”
การจัดกิจกรรมท่ีเปิดโอกาสให้ผเู้ รียนได้วางแผน แบ่งงานหน้าท่ีรับผิดชอบ สารวจ สืบค้น รวบรวมข้อมูล
วิเคราะห์ นาเสนอแลกเปล่ยี น และสรปุ ขอ้ มูลจากการศึกษาโดยใช้ชุมชนสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีสารสนเทศ
รอบตัวเป็นแหล่งเรียนรู้ จะทาให้ผู้เรียนได้เผชิญกับสภาพจริงของชีวิตหลากหลายมิติ ได้สัมผัสกับธรรมชาติ
และได้ประสบการณต์ รงกับการเรยี นรกู้ ับผคู้ นทแี่ ตกตา่ งกันหลายช่วงวยั มสี ่วนรว่ มในการถา่ ยทอดประสบการณ์
การเพิ่มเวลารู้นอกจากจะเป็นการถ่ายทอดแนวคิด ประสบการณ์ จริยวัตร และวิถีปฏิบัติท่ีพึงให้กับ
ผู้เรียนแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เกิดบรรยากาศร่วมกันเรียนรู้ ถ่ายโอน ส่งทอดประสบการณ์จากนักเรียน
ท่ีต่างวัยกัน นอกจากนั้นผู้เรียนจะได้ฝึกฝนทักษะความสามารถพ้ืนฐานต่าง ๆ เช่น การฟัง การพูด การอ่าน
การเขียน การวางแผน แบ่งปันหน้าท่ีกันทางาน สังเกต สารวจค้นคว้า ลงมือปฏิบัติ รวบรวมข้อมูล วิเคราะห์
ประเมินผล แก้ปญั หา ปรับปรุง นาเสนอ แลกเปล่ียน สรุปความรู้ ทักษะทางสังคม การเรียนรู้ร่วมกับผู้อ่ืนและ
ทกั ษะชีวติ โดยการจดั กิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิม่ เวลารู้” ดังกลา่ ว มแี นวทางในการดาเนนิ การได้ ดงั น้ี
๑. กิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” สามารถจัดได้ทุกระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน ได้แก่โรงเรียน
ระดับประถมศึกษา ท่ีจัดการศึกษาช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๑-๖ หรือโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา
ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๑ ถึงชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๓ หรือโรงเรียนมัธยมศึกษาท่ีจัดการศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๑-๓
หรอื โรงเรยี นการศึกษาพเิ ศษ การศกึ ษาสงเคราะห์ โดยโรงเรียนต้องจดั กิจกรรมให้เหมาะสมกบั ผู้เรียนแต่ละชว่ งวัย
๒. การจัดกิจกรรมลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้ ตามขนาดโรงเรียน จานวนนักเรียน จานวนครูและ
บุคลากรทางการศกึ ษาของโรงเรยี น มแี นวดาเนนิ การ ดงั นี้
๒.๑ โรงเรียนประถมศึกษา และโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ขนาดเล็ก มีครูไม่ครบช้ัน
ท้ังโรงเรียนท่ีจัดการศึกษาเป็นเอกเทศ หรือจัดการศึกษาแบบเรียนรวม ควรจัดกลุ่มนักเรียนเป็นชั้นช่วงช้ัน
คละหลายช้ัน หรือรวมกลุ่มท้ังโรงเรียน (กรณีเป็นโรงเรียนขนาดเล็กมาก) ให้สอดคล้องกับจานวนครูท่ีรับผิดชอบ
หรือเป็นผู้ดูแลกิจกรรม การจัดกิจกรรมของโรงเรียนขนาดเล็กในบางพื้นที่ สามารถเดินทางไปมาสะดวก อาจนา
นกั เรียนหมนุ เวยี นกันไปจัดรวมกบั โรงเรยี นใกลเ้ คียงได้
๒.๒ โรงเรียนขนาดเล็ก หรือขนาดกลาง ที่มีครูพอดีชั้น หรือมีครูเพียงพอควรจัดกลุ่มนักเรียนให้
เหมาะสมกบั กจิ กรรมได้ให้มจี านวนทงั้ กลุ่มไมม่ ากเกินไปและคานงึ ถึงความสนใจและความต้องการของนักเรียน
เป็นหลัก
๒.๓ โรงเรยี นขนาดใหญ่และใหญ่พิเศษ ที่มีนักเรียนจานวนมากต้องมีการวางแผนที่รัดกุมเพราะ
ทางโรงเรยี นอาจมีขอ้ จากัดดา้ นสถานที่ และต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกกิจกรรมได้อย่างหลากหลาย ท้ังนี้
อาจเลือกกิจกรรมท่เี หมาะสมกบั ชว่ งเวลาได้ตลอดวัน
๒.๔ โรงเรียนการศึกษาพิเศษ และการศึกษาสงเคราะห์ ให้พิจารณาตามความเหมาะสมกับ
บรบิ ท ความพรอ้ มของโรงเรยี น
๓. การจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ควรเป็นกิจกรรมท่ีเป็นไปตามความต้องการความสนใจ
ของผูเ้ รยี น ผู้ปกครอง จดุ เน้น และอัตลกั ษณ์ของโรงเรยี น และศกึ ษาวิเคราะห์ สงั เคราะห์ จากสมรรถนะสาคัญ
๕ ประการ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๘ ประการ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
ค่านิยมหลักของคนไทย ๑๒ ประการ คุณธรรมพ้ืนฐาน ๘ ประการของกระทรวงศึกษาธิการ ทักษะการเรียนรู้
ในศตวรรษที่ ๒๑ เปน็ ตน้
28
ขั้นตอนกำรจัดกิจกรรม “ลดเวลำเรยี น เพ่มิ เวลำรู้”
เม่อื โรงเรียนบริหารจัดการเวลาเรียน จัดทาโครงสร้างเวลาเรียน โครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา และ
จัดตารางเรียนท่ีเอื้อต่อการ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” แล้วขั้นตอนต่อไปครูต้องการจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน
เพ่ิมเวลารู้” ใหน้ ักเรียนปฏิบตั ิ ควรมขี ้นั ตอนการดาเนินงาน ดงั น้ี
๑. จัดทำข้อมูลสำรสนเทศ เกี่ยวกับความถนัด ความสนใจ และความต้องการของนักเรียนเป็น
รายบคุ คลเพือ่ ใชป้ ระกอบการวางแผนการจัดกิจกรรมเพม่ิ เวลารู้
๒. วิเครำะห์สภำพควำมพร้อมของโรงเรียน ทั้งด้านบุคลากร ภูมิปัญญาท้องถิ่น วัสดุอุปกรณ์ ส่ือ
แหล่งเรียนรู้ สถานท่ี งบประมาณ หรือประสานทรัพยากรภายนอกโรงเรียนมาให้การสนับสนุนโรงเรียน โดย
แหล่งเรียนรู้ของการจัดการเรียนรู้ “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” ของโรงเรียน ได้แก่ชุมชน ท้องถ่ิน ส่ิงแวดล้อม
รอบตวั เรา และเทคโนโลยีสารสนเทศ ซง่ึ เปน็ ห้องเรียนขนาดใหญ่ทีเ่ ต็มไปด้วย แหลง่ เรียนรู้หลากหลายประเภท
ไดแ้ ก่
2.๑ บริเวณและสถานที่ต่าง ๆ ภูมิทัศน์ของโรงเรียนในชุมชน/ท้องถิ่น แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน
เช่น สวนป่า สวนพฤกษศาสตร์ สนามกีฬาโรงเรียน ห้องปฏิบัติการต่าง ๆ ห้องครัว โรงอาหาร ห้องสมุด
หอประชุม เป็นต้น แหล่งเรียนรู้ในชุมชน/ท้องถ่ิน เช่น วัด สถานีอนามัย ตลาด หอสมุด พิพิธภัณฑ์ ทุ่งนา
ปา่ ชุมชน โรงพยาบาล เปน็ ต้น
2.๒ ผูร้ ู้ ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ และปราชญช์ าวบา้ น
2.๓ เรอื่ งราว สถานการณ์ และเหตกุ ารณส์ าคัญ
2.๔ วัฒนธรรม ประเพณขี องท้องถน่ิ และวันสาคญั ศาสนาและทางราชการ
ห้องเรียนธรรมชาติ เป็นห้องเรียนแห่งประสบการณ์ตรงที่ผู้เรียนจะได้สัมผัสกับความงดงาม
ระบบนเิ วศ และความเปลยี่ นแปลงทางธรรมชาตทิ ง้ั ทีเ่ ปน็ ดนิ น้า ปา่ ไม้ อากาศ ฯลฯ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ในธรรมชาติจงึ เปน็ ไปไดท้ ง้ั ในแนวทางเพื่อการปลูกฝังเจตคติ จินตนาการ ฝึกฝนทักษะการคิด และการสารวจ
รวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การนาเสนอ การส่ือสาร การเปลี่ยนแปลง เรียนรู้ การทางานร่วมกับผู้อื่น
ฝึกการเปน็ ผนู้ า ผ้ตู าม การทางานกลมุ่ และทักษะการตดั สนิ ใจ เป็นต้น
วัฒนธรรม ประเพณีต่าง ๆ ในชุมชน ท้องถิ่น เป็นแหล่งเรียนรู้ท่ีผู้เรียนจะได้เรียนรู้และฝึกฝน
ทักษะและความสามารถพ้ืนฐานทางสังคม ทักษะการคิดและทักษะชีวิตอย่างหลากหลาย ทั้งการวางแผน
การสารวจ การสังเกต บันทึกรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล นาเสนอ การอ่าน การเขียน การส่ือสาร การทางาน
ร่วมกับผู้อน่ื การฝึกมารยาททางสังคม รวมทัง้ เกดิ ความรักและภาคภูมใิ จในวฒั นธรรมประเพณขี องตนเอง
ผู้รู้ ภูมิปัญญา และปราชญ์ชาวบ้าน เป็นศูนย์รวมปรัชญา แนวคิด หลักปฏิบัติสาคัญของ
กลุ่มคนในท้องถ่ิน การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ รับการถ่ายทอดประสบการณ์ วิธีปฏิบัติ จากผู้รู้ /
ภูมปิ ัญญา หรือปราชญช์ าวบา้ น
เทคโนโลยสี ารสนเทศ ประกอบด้วย อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม และข่าวสาร (Electronics,
Computer, Telecommunication and Information) ทาให้สังคมโลกสามารถสื่อสารกันได้ทุกแห่งทั่วโลก
อย่างรวดเร็ว สามารถรับรู้ข่าวสาร ความเคล่ือนไหวต่างๆ ได้พร้อมกัน สามารถเรียนรู้ได้ทุกขณะเวลา
เปน็ แหล่งเรยี นรูท้ ีเ่ ข้าถึงได้รวดเร็ว ประหยดั เวลา
29
๓. กำหนดแนวทำงกำรจัดกจิ กรรมเพิ่มเวลำรู้ใหน้ ักเรยี นปฏบิ ัติ อาจจะกาหนดได้ ดังนี้
๓.๑ โรงเรียนจัดกิจกรรมอย่ำงหลำกหลำยให้นักเรียนได้เลือกปฏิบัติกิจกรรมตำมควำมถนัด
ควำมสนใจ โดยอาจจะทากจิ กรรมเปน็ รายบคุ คล หรือเป็นกลุ่ม มีครูเป็นที่ปรึกษา แนวทางนี้เหมาะสมสาหรับ
ระยะเวลาเริ่มต้นที่นักเรียนยังไม่มีความพร้อม หรือยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจ ในการทากิจกรรมอย่างแท้จริง
หรืออาจจะเป็นโรงเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ ท่ียังอยู่ในระยะเร่ิมต้นของการพัฒนากระบวนการคิด
ความรับผิดชอบ และยังต้องคานึงถึงความพร้อมของอุปกรณ์ จานวนครู ความรู้ ความสามารถของครู และ
ความปลอดภัยของนักเรียนในการทากิจกรรมท้ังในและนอกห้องเรียน กิจกรรมที่กาหนดให้นักเรียนเลือกทา
ได้แก่ กิจกรรมภาคปฏบิ ัติจากกล่มุ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมโครงงาน กิจกรรมจิตสาธารณะ กิจกรรมอิสระ
ตามความถนัด ความสนใจของนักเรียน กิจกรรมสร้างสรรค์ทางวิชาการ (ศึกษา ค้นคว้า อิสระ) กิจกรรม
สร้างสรรค์ท่ีครูกาหนดร่วมกับนักเรียน กิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกับผู้ปกครอง ชุมชน กิจกรรมวันสาคัญต่าง ๆ
ใหน้ กั เรียนทารว่ มกับ ผปู้ กครอง ชุมชน กิจกรรมเพอื่ สังคมและสาธารณประโยชน์ กิจกรรมแข่งขันทางวิชาการ
กจิ กรรมส่งเสรมิ ทักษะกระบวนการ/ทกั ษะทางอาชีพ เปน็ ตน้
๓.๒ โรงเรียนเปิดโอกำสให้นักเรียนแต่ละคนหรือรวมกลุ่มกันเสนอกิจกรรมที่จะปฏิบัติ โดย
นักเรียนท่ีรวมเป็นกลุ่ม อาจจะเป็นนักเรียนห้องเดียวกัน หรือนักเรียนระดับช้ันเดียวกัน หรือนักเรียนหลาย
ระดับช้ัน มาทากิจกรรมร่วมกัน หรืออาจจะทากิจกรรมร่วมกับผู้ปกครอง/ชุมชน การเสนอกิจกรรมดังกล่าว
ต้องมีครูเป็นท่ีปรึกษาให้ข้อเสนอแนะการทากิจกรรมให้มีความเหมาะสม ถูกต้อง ปลอดภัย และสร้างค่านิยม
ท่ีถูกต้อง กิจกรรมท่ีนักเรียนนาเสนออาจจะเป็นกิจกรรม ดังนี้ กิจกรรมเสริมสร้างทักษะ กลุ่มกิจกรรมเสรี
กลุ่มกิจกรรมฝึกทักษะอาชีพ กลุ่มกิจกรรมสอนเสริมวิชาการ หรือเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ท่ีสัมพันธ์หรือจาลอง
จากสภาพจริงในท้องถ่ิน ในสังคม ให้นักเรียนได้เรียนรู้เพ่ือเพ่ิมทักษะการแก้ปัญหาให้กับนักเรียน หรือให้เกิด
ความรู้ ความเขา้ ใจ ความภาคภมู ใิ จ ความผกู พนั และหวงแหนในทอ้ งถ่ินมากขน้ึ เป็นตน้
๓.๓ โรงเรียนใช้ทั้งสองแนวทำงร่วมกัน กรณีนี้เหมาะสาหรับโรงเรียนท่ีจัดการศึกษาหลาย
ระดับ เช่น โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึง ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๓ หรือ
โรงเรยี นระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ให้โรงเรยี นพจิ ารณาตามบริบทของแต่ละโรงเรยี น
๔. นิเทศ กำกับ ติดตำม และประเมินควำมก้ำวหน้ำในกำรทำกิจกรรม ควำมพึงพอใจของ
นักเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้ครูทุกคนเป็นท่ีปรึกษาการทากิจกรรม เพ่ืออานวยความสะดวก
ประสานงาน ให้ขอ้ เสนอแนะ และดูแลความปลอดภยั ของนักเรยี น
๕. จัดนำเสนอผลงำนของนักเรียน ประชุมแลกเปล่ียนเรียนรู้ภายในโรงเรียน เพ่ือพัฒนาการ
ดาเนนิ งานอยา่ งต่อเนื่อง
๖. สรปุ และรำยงำนผลกำรดำเนินงำน
30
แนวทำงกำรวัดและประเมนิ ผลกำรจัดกจิ กรรม “ลดเวลำเรียน เพิ่มเวลำรู้”
การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้กิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” ใช้วิธีการวัดผลและ
ประเมินผลทีห่ ลากหลายสอดคล้องกับวตั ถปุ ระสงค์ โดยเน้นการประเมินสภาพจริง (Authentic Assessment)
ใช้เทคนิควิธีการประเมินสภาพจริงท่ีหลากหลาย ท่ีให้ความสาคัญกับการประเมินการปฏิบัติ (Performance
Assessment)
๑. หมวดท่ี ๑ กจิ กรรมพัฒนาผ้เู รียน ท่ีจดั เปน็ กจิ กรรม “ลดเวลาเรียน เพมิ่ เวลารู้” บงั คบั ตามหลักสูตร
ประกอบด้วย กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมนักเรียนและกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ให้ตัดสินผล
การประเมินเปน็ “ผ่ำน” และ “ไม่ผ่ำน” ตามเกณฑ์การประเมินท่ีหลักสูตรกาหนด และเป็นส่วนหนึ่งของการ
จบหลกั สตู รสถานศึกษา
๒. หมวดท่ี ๒ – ๔ กิจกรรมสร้างเสริมสมรรถนะและการเรียนรู้ กิจกรรมสร้างเสริมคุณลักษณะและ
ค่านิยม และกิจกรรมสร้างเสริมทักษะการทางาน การดารงชีพและทักษะชีวิต ให้ประเมินผลความก้าวหน้า
พัฒนาการของนักเรียนเป็นรายบุคคล และประเมินความพึงพอใจของนักเรียน ผู้เกี่ยวข้อง โดยอาจจะบันทึก
ผลการประเมนิ เปน็ แฟ้มสะสมงาน (Portfolio) ของนกั เรียนรายบคุ คล
ตัวอยำ่ งกำรวัดผลและประเมนิ ผลกำรจัดกิจกรรม “ลดเวลำเรียน เพมิ่ เวลำรู้”
ประเด็นกำรวดั และประเมินผล วิธกี ำรวดั และประเมินผล เครือ่ งมอื วัดและประเมินผล
การทางานเป็นทมี สงั เกตพฤติกรรมการปฏบิ ตั ิ
ทกั ษะการแกป้ ัญหา - แบบประเมินพฤตกิ รรมการปฏบิ ตั ิ
- ตรวจผลงาน การปฏบิ ัตงิ าน - เกณฑ์คุณภาพ (Rubric)
ทักษะการคดิ วิเคราะห์ - แบบประเมินประเมนิ ผลงาน
คณุ ธรรม จรยิ ธรรม - สอบถามความพึงพอใจ - เกณฑค์ ุณภาพ (Rubric)
(มีวินยั ซ่อื สตั ย์ สุจรติ เสียสละ ในการรว่ มกจิ กรรมของ - แบบประเมินความพงึ พอใจ
อดทน มุ่งมัน่ ในการทางาน นกั เรียน ครู ผูป้ กครอง
กตัญญ)ู ตรวจผลงาน (ภารงาน/ช้ินงาน) ในการรว่ มกิจกรรม
- สังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติ - แบบประเมนิ ประเมินผลงาน
- สอบถามความพงึ พอใจ - เกณฑค์ ณุ ภาพ (Rubric)
ในการร่วมกจิ กรรมของ - แบบประเมนิ พฤติกรรมการปฏิบัติ
นักเรยี น ครู ผู้ปกครอง - เกณฑค์ ณุ ภาพ (Rubric)
- แบบประเมนิ ความพึงพอใจ
ในการร่วมกจิ กรรม
31
สว่ นท่ี 4
ตัวชี้วัดภำพควำมสำเร็จ
ในการขับเคล่ือนนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้” สู่การปฏิบัติ มีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ตั้งแต่
กระทรวงศึกษาธิการ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา และสถานศึกษา
ดังนัน้ การดาเนินงานจะเนน้ การมีส่วนรว่ มของทุกฝ่ายทเ่ี กย่ี วขอ้ ง โดยมตี วั ชีว้ ดั ภาพความสาเร็จ ดังนี้
กระทรวงศึกษำธกิ ำร
๑. นโยบาย “ลดเวลาเรยี น เพมิ่ เวลารู้”มคี วามชัดเจน หนว่ ยงานทีเ่ กย่ี วข้องมีความรู้ ความเข้าใจ
และสามารถนาไปสกู่ ารปฏิบัติได้
๒. มีระบบการกากับ ติดตาม ทีม่ ีประสทิ ธิภาพ
สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพนื้ ฐำน
๑. มีคู่มือการบริหารจัดการเวลาเรียน “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” และชุดเอกสารแนวทางการ
จดั กิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้”
๒. สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพป./สพม.) มีความรู้ ความเข้าใจ นโยบาย “ลดเวลาเรียน
เพิม่ เวลารู้” และสามารถนาไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิได้
๓. มรี ะบบการกากบั ติดตาม และนิเทศอย่างต่อเนือ่ งและมปี ระสทิ ธิภาพ
๔. มีการประชุมแลกเปลย่ี นเรียนรู้ และนาเสนอผลงานผลงานทปี่ ระสบผลสาเร็จ
สำนกั งำนเขตพ้ืนท่ีกำรศกึ ษำ (สพป./สพม.)
๑. มีแนวทางการขับเคล่ือนและตัวช้ีวัดความสาเร็จ ตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพ่ิมเวลารู้”
ระดับเขตพ้ืนที่การศกึ ษาทีช่ ัดเจนและสามารถนาไปสกู่ ารปฏิบตั ไิ ด้
๒. มแี ผนงาน/โครงการ/กิจกรรม การขบั เคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบตั ิ
๓. สถานศกึ ษามีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนานโยบายไปสู่การปฏิบตั ิ
๔. มีระบบการนิเทศ กากบั ตดิ ตาม และประเมินผลอย่างตอ่ เนอ่ื ง และมีประสิทธภิ าพ
๕. มีการประชมุ แลกเปลย่ี นเรยี นรู้ และการนาเสนอผลงานที่ประสบผลสาเรจ็
๖. มกี ารสรุปและรายงานผลการดาเนนิ งาน
สถำนศึกษำ
๑. มีแนวทางการขับเคลื่อนและตัวช้ีวัดความสาเร็จ ตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”
ระดับสถานศกึ ษาที่ชดั เจนและสามารถนาไปสูก่ ารปฏบิ ตั ิได้
๒. มแี ผนงาน/โครงการ/กิจกรรม การขับเคล่อื นนโยบายสกู่ ารปฏบิ ตั ิ
๓. ครแู ละบุคลากรของโรงเรยี นมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนานโยบายไปส่กู ารปฏิบตั ิ
๔. มตี ารางเรียนที่เออ้ื ตอ่ การบริหารจัดการเวลาเรียน “ลดเวลาเรยี น เพ่มิ เวลารู้”
๕. ครูมีแผนการจดั การเรยี นรู้ สอ่ื แหล่งเรยี นรู้ การวัดและประเมินผลที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้
“ลดเวลาเรียน เพม่ิ เวลารู้”
๖. มีกิจกรรมการเรยี นรู้ และกิจกรรมสรา้ งสรรค์ ตามนโยบาย “ลดเวลาเรยี น เพิม่ เวลารู้”
๗. มกี ารนาผลการพัฒนานกั เรยี นแลกเปลยี่ นเรยี นรู้และพฒั นานกั เรยี นอยา่ งต่อเนือ่ ง
๘. มีระบบการนิเทศ กากบั ตดิ ตาม และประเมนิ ผลอย่างตอ่ เนอ่ื ง และมปี ระสทิ ธภิ าพ
๗. มีการประชุมแลกเปล่ียนเรียนรู้ และการนาเสนอผลงานท่ีประสบผลสาเร็จ
32
๘. มกี ารสรา้ งเครือขา่ ยและแลกเปลีย่ นเรียนรู้
๙. มกี ารสรุปและรายงานผลการดาเนินงาน
๑๐.ชุมชนเข้าใจ ให้ความรว่ มมอื สนับสนุนการบริหารจัดการเวลาเรียนของโรงเรยี น
นักเรยี น
๑. ได้เรียนรู้ และปฏิบัติกิจกรรมสร้างสรรค์ โดยใช้เวลาเรียนทั้งด้านวิชาการ และการปฏิบัติ
กจิ กรรมอยา่ งเหมาะสม
๒. มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ มีทักษะชีวิต และมีความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ตามความถนัด ความสนใจ ตามศกั ยภาพของตนเองแต่ละคน
๓. มกี ารประเมินตนเอง และนาผลการประเมินไปพฒั นาการเรียนร้ขู องตนเองอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
๔. มีความสขุ ในการเรยี นรู้ มีภาระงาน การบา้ น เหมาะสม และสอดคลอ้ งกับมาตรฐาน
การเรยี นรู้ และตวั ชว้ี ดั
๕. มีผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ผลการทดสอบ PISA และผลการทดสอบคุณภาพ
การศกึ ษาตา่ ง ๆ ผา่ นเกณฑท์ ีก่ าหนด
ผูป้ กครอง
๑. มีความรู้ ความเขา้ ใจ และใหค้ วามร่วมมือในการดาเนินงานตามนโยบาย
“ลดเวลาเรียน เพิม่ เวลารู้”
๒. มีความพึงพอใจตอ่ การจัดการศึกษาของโรงเรยี นตามนโยบาย “ลดเวลาเรยี น เพม่ิ เวลารู้”
๓. มีความพึงพอใจต่อคณุ ภาพของนักเรยี น
33
บรรณำนุกรม
ข่าวสานักงานรัฐมนตรี 278/2558. ผลประชุมองค์กรหลัก 1/2558. [อินเทอร์เน็ต]. 2558. [เข้าถึงเมื่อ 28
ส.ค. 2558]. http://www.moe.go.th/websm/2015/aug/278.html
ข่าวสานกั งานรัฐมนตรี 283/2558. สพฐ.แจง้ เขตพ้ืนท่ีกำรศึกษำเตรียมคัดเลือกโรงเรยี นทกุ ระดบั ตำม
นโยบำยกำรปรับลดเวลำเรียน. [อินเทอรเ์ นต็ ]. 2558. [เขา้ ถึงเมื่อ 28 ส.ค. 2558].
http://www.moe.go.th/websm/2015/aug/278.html
ณัฐพล บัวจันทร์. Teach Less Learn More :TLLM (สอนนอ้ ย เรียนรู้มำก). [เข้าถงึ เมือ่ 28 ส.ค. 2558].
http://www.l3nr.org/posts/544819, ออนไลน์.
ถนอมพร เลาหจรสั แสง. ๒๑st Century-Skills for CMU Faculty Development ทกั ษะแหง่ ศตวรรษ
ที่ ๒๑ เพื่อพัฒนำอำจำรย์ของมหำวทิ ยำลยั เชียงใหม่. สานักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ.
มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่. ๒๕๒๖.
เวชฤทธ์ิ อังกนะภัทรขจร. กำรประยุกต์ใช้แนวคิด Teach Less, Learn More (TLLM) สู่กำรจัดกำร
เรียนรู้ในช้นั เรียนคณิตศำสตร์. วารสารศึกษาศาสตร์ ปีท่ี 23 ฉบับที่ 1 เดอื นตุลาคม 2554-มกราคม
2555.
สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ.
หลกั สูตรแกนกลำงกำรศึกษำข้ันพ้นื ฐำน พทุ ธศกั รำช ๒๕๕๑. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุม
สหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด, พิมพ์คร้ังท่ี ๓ พ.ศ.๒๕๕๓.
_______. กำรสงั เครำะห์เอกสำรและงำนวจิ ยั เก่ยี วกบั หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำข้ันพืน้ ฐำน พุทธศกั รำช
๒๕๕๑ และผลกำรใชห้ ลกั สูตรแกนกลำงกำรศึกษำขนั้ พน้ื ฐำน พุทธศักรำช ๒๕๕๑. เอกสารอัดสาเนา.
_______. แนวทำงกำรบริหำรจัดกำรหลักสูตร ตำมหลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำน พุทธศักรำช
๒๕๕๑. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพช์ มุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั , พิมพ์คร้ังท่ี ๒
พ.ศ.๒๕๕๓.
_______. แนวปฏิบัติกำรวัดและประเมินผลกำรเรียนรู้ ตำมหลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำน
พทุ ธศกั รำช ๒๕๕๑. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด,
พมิ พค์ รั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๕๓.
_______. แนวทำงกำรจดั กิจกรรมพัฒนำผู้เรียน ตำมหลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำข้ันพ้ืนฐำน พุทธศักรำช
๒๕๕๑. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชมุ นมุ สหกรณ์การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากดั , พิมพ์คร้ังท่ี ๒
พ.ศ.๒๕๕๓.
วรพจน์ วงศ์กิจร่งุ เรอื ง และอธปิ จิตตฤกษ์. ทกั ษะแห่งอนำคตใหม่ : กำรศึกษำเพือ่ ศตวรรษที่ 21.
กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์ openworlds. พ.ศ.2554
อัจฉรา นมุ่ ชูผล. Teach Less Learn More : กรอบแนวคดิ ของกำรสอนน้อย เรียนรู้มำก. คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรธี รรมราช, https://atcharatantan.wordpress.com. มถิ นุ ายน 2013.
34
ภำคผนวก
ตวั อย่ำง กจิ กรรม “ลดเวลำเรยี น เพม่ิ เวลำรู้”
35
ตัวอย่ำงกจิ กรรม “ลดเวลำเรยี น เพ่มิ เวลำรู้”
ตัวอยำ่ งท่ี 1 ชนั้ ประถมศกึ ษำปีที่ 4-6
1. ช่อื กจิ กรรม ถกแถลง
2. เวลำทใี่ ช้ 4 ช่วั โมง
๓. วัตถุประสงค์
๑. เพ่อื นักเรยี นได้ปฏิบตั กิ จิ กรรมการถกแถลง
๒. เพื่อให้นกั เรียนเกิดความเข้าใจอนั ดรี ะหวา่ งกัน
3. เพอ่ื เกิดความรว่ มมือและหาทางออกรว่ มกัน
4. เพ่อื ให้นักเรียนมีความจรงิ ใจและเหน็ ประโยชนข์ องทุกฝา่ ยร่วมกนั
4. กิจกรรมกำรเรยี นรู้
1. ครแู ละนักเรยี นถกปญั หาในโรงเรียนที่ควรนามาคยุ กันเพอื่ หาแนวทางแกไ้ ขร่วมกนั
2. นกั เรยี นร่วมกันเขา้ กลุ่มตั้งประเด็นทตี่ อ้ งถกแถลงและกติการ่วมกนั ในการสนทนา
3. ต้งั ปัญหาทีต่ อ้ งถกแถลง เช่น ความสะอาดบรเิ วณโรงเรียน วนิ ัยในการรบั ประทานอาหาร
การแสดงความเคารพของนักเรยี น เปน็ ตน้
4. จากประเด็นทต่ี งั้ ปญั หา ให้ร่วมกันหาสาเหตเุ กดิ จากอะไร และทมี่ าของปญั หา
5. ทุกกล่มุ รว่ มกันหาข้อสรปุ ท่ไี ดจ้ ากการถกแถลงทีน่ าไปส่กู ารนาเสนอแนะได้อย่างรอบคอบ
6. นาข้อเสนอแนะไปส่กู ารปฏบิ ตั ิหลังจากไดข้ ้อสรปุ วา่ ควรจะปฏบิ ัติรว่ มกันอย่างไร
5. ส่ือกำรเรยี นรแู้ ละแหล่งกำรเรียนรู้
1. วีดทิ ัศนต์ ัวอยา่ งการโต้วาที / การอภปิ ราย / การประชุมสภานกั เรียน
2. รปู ภาพการประชมุ
3. ตัวอยา่ งหวั ขอ้ การถกแถลง
6. กำรวดั และกำรประเมินผล
1. สงั เกตพฤติกรรมนักเรยี นในเรอ่ื งต่อไปนี้
1.1 สงั เกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนขณะปฏิบตั ิกจิ กรรม
1.2 สงั เกตความสาเรจ็ ของการถกแถลงในขณะปฏบิ ัติกิจกรรม
2. แบบสอบถามความพงึ พอใจต่อการเข้ารว่ มกิจกรรมของนักเรยี น
น้อยที่สุด น้อย ปานกลาง มาก มากท่สี ุด
36
ตัวอยำ่ งท่ี 2 ช้นั มัธยมศกึ ษำปีท่ี 1-3
๑. ช่ือกจิ กรรม ถกแถลง แสดงควำมคิดเหน็
๒. เวลำทีใ่ ช้ ๒ ชว่ั โมง
๓. วัตถปุ ระสงค์
๑. เพื่อให้นักเรียนรว่ มกัน “ถก” หรือ “อภิปราย” ในประเดน็ หรอื หัวขอ้ ต่าง ๆ เป็นกลุ่มย่อย
และนาผลมา “แถลง” ต่อกลุ่มใหญ่
๒. เพอื่ ใหน้ กั เรียนมปี ฏสิ มั พนั ธ์ และมกี ารแลกเปล่ียนความคดิ เหน็ ซงึ่ กนั และกนั นาไปสู่
การแก้ปัญหารว่ มกัน
๔. กิจกรรมกำรเรยี นรู้
๔.๑ ขั้นเตรียมการ
๑) จัดกลมุ่ ถกแถลง กลุ่มละ 6-8 คน แตล่ ะกลุม่ เลือกสมาชิก ปฏบิ ตั ิหนา้ ทีด่ ังน้ี
ประธาน เปน็ ผู้นาการถกแถลง โดยดาเนนิ การใหส้ มาชิกในกลุม่ แสดงความคิดเหน็ ให้
ตรงกับหัวขอ้ ที่กาหนด
รองประธาน ชว่ ยงานท่ปี ระธานมอบหมาย ปฏิบตั หิ นา้ ท่ีแทนประธาน กรณปี ระธานไม่อยู่
หรอื อยแู่ ต่ไมส่ ามารถปฏบิ ัติหน้าท่ีได้
เลขานุการ จดบนั ทึก เพ่ือจัดทาข้อสรุปของหวั ข้อที่ถกแถลงเสนอตอ่ กลมุ่ ใหญ่
ผูช้ ่วยเลขานุการ ชว่ ยงานตามทเ่ี ลขานุการมอบหมาย
สมาชิกกลมุ่ ร่วมแสดงความคดิ เหน็ เสนอแนะและยอมรบั ความคดิ เหน็ ของสมาชิกอน่ื
๒) จดั ถกแถลง 2 ครัง้
๓) ระยะเวลาการถกแถลง ครั้งละ 2 ชั่วโมง แบ่งเปน็ เวลาสาหรบั “ถก” ในกลมุ่ ย่อย ๑ ชัว่ โมง
แล้วสง่ ผู้แทนกลุ่มนาเสนอผลการถกแถลง ในกลมุ่ ใหญ่ ๑๐ นาที ให้สมาชิกกลุ่มอ่ืนซักถาม ๑๐ นาที ทงั้ น้ี
ผู้แทนกลมุ่ แต่ละคนต้องนาเสนอไม่ซ้ากัน
๔) กาหนดให้กล่มุ ถกแถลงส่งบันทกึ สาระสาคญั ของการถกแถลง พร้อมชอื่ ผู้เขา้ ประชมุ ถกแถลง
เปน็ เอกสารตามแบบทุกคร้ัง
๔.๒ ขนั้ ดาเนินการ
ประธานกลุม่ กลา่ วนา เร่ืองต่อไปนี้
๑) การกาหนด/คัดเลือก หัวข้อถกแถลง เช่น คนไทยมีความจงรักภักดตี ่อสถาบนั พระมหากษัตรยิ ์
รักษ์ป่า รักษน์ ้า รกั ษ์ธรรมชาติ เรารักพ่อหลวงของเรา ค่านิยมหลัก 12 ประการของคนไทย หรือ ทาไมคน
ไทยต้องรกั ชาติ ฯลฯ
๒) การกาหนดขอ้ ตกลงเบื้องตน้ กาหนดขอบเขตของปญั หาทม่ี ีผลกระทบต่อหวั ขอ้ ทีถ่ กแถลง
เชน่ ในประเดน็ ทาไมคนไทยต้องรักชาติ ดังน้ี
วิธแี สดงความรกั ชาติ การต้งั ใจศกึ ษาเลา่ เรียน เพ่ือนาความรมู้ าพฒั นาประเทศชาติ ๒) คน
ในชาตมิ ีความสามัคคีกัน ๓) การประหยัดพลังงาน ๔) การรักษาวัฒนธรรมอนั ดงี ามของชาติ ๕) พดู และใช้
ภาษาไทยไดถ้ ูกต้อง ๖) ยนื ตรงเคารพเพลงชาติไทย/ธงชาตไิ ทย
37
๓) ข้อเทจ็ จรงิ
๓.๑) นักเรยี นเปน็ วัยที่กาลงั ศึกษาเล่าเรียน ต้องตั้งใจแสวงหาความรจู้ ะเตบิ โตเปน็
คนดี มคี วามรู้ความสามารถ และใช้ความรปู้ ระกอบอาชีพทส่ี จุ ริต เช่น รทิ เดอะสตาร์ ญาญ่า เป็นต้น
๓.๒) ถ้ารักชาติ คนในชาตติ ้องสามัคคี ชาตจิ ะเจรญิ ได้ คนในชาติตอ้ งไมแ่ ตกแยกกัน รจู้ ัก
ให้อภยั กัน และช่วยเหลือผู้อื่นตามโอกาสอนั ควร เหน็ ความสาคัญของคนอื่นทุกคน
๓.๓) การประหยัดพลงั งาน พลังงานเปน็ ส่ิงสาคญั ที่แสดงถงึ ความมงั่ คั่งของชาติ
๓.๔) การรักษาวัฒนธรรมอันดีงาม วัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์ของชาติต้องอนรุ ักษ์ไว้
๓.๕) การพดู ภาษาไทยไดถ้ ูกต้อง การมีภาษาเปน็ ของตนเอง แสดงว่ามีเอกราช
๓.๖) การยนื ตรงเคารพเพลงชาติ ธงชาติ แสดงไวซ้ ่ึงความภมู ิใจในความเปน็ ไทย
๔) ข้อพจิ ารณา
๔.๑) “ความรกั ชาติ” ประเมินไดจ้ ากพฤติกรรมใดของคนไทยในปัจจบุ ัน
๔.๒) ถา้ มีคนถามว่า “ความรักชาติคอื อะไร” นกั เรยี นจะตอบวา่ อย่างไร
๔.๓) ถา้ นกั เรียนเปน็ คนทร่ี ักชาติ ต้องปฏบิ ัตติ นอย่างไร
๔.๔) จริงหรือไมท่ ี่จะกลา่ วว่า “รักชาติ คนในชาติตอ้ งสามคั คี”
๕) ข้อสรปุ
ความรกั ชาตทิ ี่ถกู ต้อง คือ ทกุ คนรูจ้ กั หนา้ ที่ของตนเอง เสยี สละความสขุ เพื่อประโยชน์
สว่ นรวม
๖) ข้อเสนอแนะ
คนไทยทุกคน ต้องแสดงความรักชาติ ดังท่ีรชั กาลที่ 6 ทรงมีพระราชาธิบายวา่ “ใหค้ นไทย
เอือ้ เฟื้อซ่งึ กนั และกนั ประพฤติตนเป็นพลเมืองดี เสียสละให้ชาติ ไมย่ อมให้ใครมาแยง่ ถิ่นที่ตง้ั ของชาติ”
๔.๓ ขัน้ สรปุ ผล
๑) สมาชกิ ทกุ คนในกลุ่มบนั ทึกขอ้ สรุปและข้อเสนอแนะและประโยชน์ที่ไดร้ ับจากการถกแถลง
ลงในสมุดบนั ทึกการถกแถลงของตนเอง
๒) สมาชกิ ทุกคนในกลุ่มร่วมกันอภปิ รายสรุป ประโยชน์ทไี่ ด้รับจากการถกแถลง
๕. สื่อกำรเรยี นร้แู ละแหล่งกำรเรยี นรู้
๑. สมดุ บนั ทึกการถกแถลง
๒. กระดาษ A 4
๖. กำรวัดและประเมนิ ผล
1. สังเกตพฤตกิ รรมนักเรียนในเรื่องต่อไปน้ี
1.๑ สงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นขณะปฏิบัติกจิ กรรม
1.2 สงั เกตผลงานความสาเร็จของกิจกรรม และการยอมรับข้อตกลงของกลมุ่ ใหญ่
2. แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเข้ารว่ มกิจกรรมของนกั เรยี น
นอ้ ยทีส่ ุด น้อย ปานกลาง มาก มากที่สุด
38
ตวั อยำ่ งที่ 3 ชนั้ ประถมศึกษำปีที่ 1-3
1. ชื่อกิจกรรม หนูน้อยนักสืบ
2. เวลำทใี่ ช้ 5 ชั่วโมง
3. วตั ถุประสงค์
1. เพื่อใหน้ ักเรยี นได้เลือกเรียนในส่ิงทต่ี นสนใจ
2. เพื่อให้นักเรียนได้รบั ความรู้ในสง่ิ ทต่ี นสนใจจนหมดประเดน็ คาถามทสี่ งสัย
3. เพือ่ พฒั นาความสามารถของนักเรียนในการสืบคน้ ความรู้และหาคาตอบในสิง่ ท่ีตนสนใจจากสื่อ
และแหล่งเรียนรู้ตา่ ง ๆ ได้
4. เพ่ือพัฒนาทักษะการทางานเปน็ ทมี ของนกั เรยี น
4. กจิ กรรมกำรเรยี นรู้
1. ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม แล้วให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเสนอหัวข้อเร่ืองในสิ่งท่ีตนเองสนใจโดยครูอาจจะ
กาหนดกรอบกว้าง ๆ เชน่ ในภาคเรยี นนี้นกั เรยี นไดเ้ รยี นเรือ่ งสตั วใ์ นรายวชิ าวิทยาศาสตร์ ครูก็ใหน้ ักเรียนเสนอ
ชนิดของสัตว์ทนี่ ักเรยี นต้องการศึกษาเพ่ิมเตมิ เช่น กระตา่ ย ปลา แมว สุนัข
2. นกั เรยี นแต่ละกลุ่มต้ังประเด็นคาถามจากส่ิงท่ีตนเองสนใจ นกั เรยี นวางแผนการสบื คน้ ขอ้ มูล
3. นักเรียนแต่ละกลุ่มทาการสืบค้นข้อมูลจากส่ือ และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น ห้องสมุด ห้องวิทยาศาสตร์
ห้องคอมพิวเตอร์ หอ้ งอาเซียน โดยครูเปน็ ผอู้ านวยความสะดวกในการเรยี นรใู้ ห้แกน่ ักเรียน
4. นักเรียนแต่ละคนบนั ทึกความรจู้ ากส่ิงที่ไดเ้ รียนร้ลู งในสมุดบันทึกความรู้ ซงึ่ การสบื คน้ ความรู้
ในทน่ี ้มี จี ุดประสงคห์ ลกั คือการตอบคาถามในประเด็นทีน่ ักเรียนสนใจหรอื อยากรู้
5. นกั เรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอข้อมูล และสง่ิ ท่ีไดเ้ รยี นร้จู ากการสืบค้นใหเ้ พ่ือนกลุ่มอ่นื ฟัง
5. สอ่ื กำรเรยี นรู้
1. สมุดบนั ทกึ ความรู้
2. วทิ ยากร/ผเู้ ชีย่ วชาญในเรอ่ื งทีน่ กั เรียนสนใจ
3. แหล่งการเรียนรู้ในโรงเรียน (ขึ้นอยู่กับหัวข้อที่นักเรียนสนใจ) เช่น ห้องสมุด ห้องเรียนพิเศษต่าง ๆ
เช่น ห้องวทิ ยาศาสตร์ ห้องอาเซียน ห้องคอมพิวเตอร์
4. แหล่งการเรียนรู้ในชุมชน (ข้ึนอยู่กับบริบทของชุมชน) เช่น ศูนย์การเรียนรู้ป่าชายเลน ศูนย์การเรียนรู้
การทานาเกลอื
39
6. กำรวัดและประเมนิ ผล
1. สงั เกตพฤติกรรมการมีสว่ นร่วมในการทากิจกรรมของนักเรยี น
2. สงั เกตพฤติกรรมการทางานเปน็ ทีมของนกั เรยี น
3. ตรวจสมดุ บนั ทกึ ความรูข้ องนกั เรียน
4. สังเกตการนาเสนอผลงานของนักเรยี น
7. ภำพประกอบ
8. อ้ำงองิ แหล่งที่มำของข้อมูล
ภาพกิจกรรมการจัดการเรยี นการสอนวิชาการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองโรงเรยี นอนุบาลสมุทรสาคร
40
ตวั อยำ่ งท่ี 4 ชนั้ ประถมศึกษำปที ่ี 1-3
๑. ชอื่ กจิ กรรม วันกฬี ำครอบครวั
๒. เวลำทใ่ี ช้ ๓ ชวั่ โมง
๓. วัตถุประสงค์
๑. เพื่อสรา้ งความสมั พันธ์ระหวา่ งบ้าน โรงเรียน และชุมชน
๒. เพือ่ ให้นกั เรียนและครอบครัวได้ทากิจกรรมร่วมกนั
๔. กจิ กรรมกำรเรยี นรู้
๑. จดั กจิ กรรมวนั กีฬาครอบครวั โดยให้นักเรยี นและผปู้ กครองเข้ารว่ มแขง่ ขนั
๒. กิจกรรมที่ใช้ในการแข่งขันเป็นกฬี าพน้ื บ้าน
๓. ให้ผแู้ ขง่ ขนั ทุกทมี ศกึ ษาวธิ กี ารแข่งขนั โดยเคารพ กฎ กติกา และมนี ้าใจนักกฬี า
เกมที่ ๑ วิ่งสามขา หารัก
อุปกรณท์ ใี่ ช้
เชอื กไนล่อน
วิธีเลน่
๑. กาหนดให้แตล่ ะทีม มีผ้เู ลน่ ๓ ท่าน
๒. ให้ผู้ปกครองท่านแรกและนักเรียนผูกขาติดกันให้มีลักษณะ ๓ ขา เมื่อพร้อมแล้ว ให้ทุกทีมยืนท่ี
จุดเร่มิ ตน้ ใหผ้ ู้ปกครองอกี ๑ ท่าน ยืนทเี่ ส้นชัย
๓. เม่ือผู้แข่งขันได้ยินสัญญาณนกหวีด ให้เร่ิมการแข่งขัน โดยการว่ิง ๓ ขา ทีมที่วิ่งถึงเส้นชัยแล้ว ให้ทั้ง
๓ ท่านกอดและหอมแกม้ กนั ใครทาภารกิจเสรจ็ ก่อนแสดงว่าทมี นน้ั เปน็ ผูช้ นะ
เกมท๒่ี วงิ่ วบิ าก ฝากรัก
อปุ กรณท์ ี่ใช้
๑. นม UHT เท่าจานวนทมี แข่งขัน
๒. อปุ กรณแ์ ต่งหน้า แต่งตวั
ฐานท่ี ๑ มาดืม่ นมกันเถอะ
ฐานท่ี ๒ แม่หนสู วยทส่ี ดุ ในโลก
ฐานที่ ๓ พอ่ หนหู ล่อทส่ี ดุ ในโลก
วธิ เี ล่น
๑. กาหนดใหแ้ ต่ละทีม มีผ้เู ลน่ ๓ ทา่ น กาหนดให้ฐานที่ ๑ เปน็ นักเรยี น ฐานท่ี ๒ และ ๓ เปน็ ผปู้ กครอง
๒. ให้นักเรียนของแต่ละทีมยืนที่จุดเร่ิมต้น เม่ือได้ยินสัญญาณนกหวีดเริ่มแข่งขัน ให้นักเรียนว่ิงไป
ฐานที่ ๑ แลว้ ดืม่ นมให้หมดกลอ่ ง
๓. จากนน้ั ว่งิ ไปฐานท่ี ๒ จากนัน้ ให้นักเรียนแตง่ หน้า/แต่งตัวใหผ้ ้ปู กครองคนที่ ๑ เมื่อแต่งตัวเสร็จ
ให้ท้ัง ๒ ทา่ น วิ่งไปฐานท่ี ๓ และชว่ ยกนั แตง่ หน้า/แตง่ ตวั ให้ผ้ปู กครองคนที่ ๒
41
๔. เมื่อแต่งเสร็จให้ผู้ปกครองท้ังสองผสานมือกัน ให้นักเรียนน่ังที่แขนของท้ัง ๒ ท่าน จากน้ันว่ิงไปที่
เสน้ ชยั ใครถงึ กอ่ นเปน็ ผู้ชนะ
เกมท่ี ๓ สกบี ก
อุปกรณ์
สกีบก สาหรับผู้เล่นทมี ละ ๓ ท่าน
วิธีเล่น
๑. กาหนดใหแ้ ต่ละทีม มผี ู้เล่น ๓ ท่าน
๒. ใหผ้ ้แู ขง่ ขันแตล่ ะทมี ยนื ท่ีจุดเรม่ิ ต้น ทกุ ทา่ นสวมสกีบก
๓. เม่อื ไดย้ ินสญั ญาณนกหวีด ให้แต่ละทีมแขง่ สกีบก ใครถึงเสน้ ชัยก่อนเป็นผูช้ นะ
เกมที่ ๔ แทงไม่ยัง้
อปุ กรณ์
๑. ลกู โปง่
๒. ไมไ้ ผส่ สี ุก ยาว ๓ เมตร
๓. เขม็ เยบ็ ผ้า
(นาเขม็ เยบ็ ผา้ ตดิ ท่ปี ลายไมไ้ ผ่, เป่าลูกโปง่ นาแขวนไวท้ เี่ ส้นชัย อยา่ งนอ้ ย ๑๐ ลกู )
วธิ เี ล่น
๑. กาหนดใหแ้ ต่ละทีม มผี เู้ ลน่ ๕ คน (แต่ละคนอาจเป็นเพื่อนบา้ น/เพ่ือนรว่ มชนั้ เรยี นของลกู และ
ทุกทมี ต้องมคี รรู ว่ มแขง่ ขนั ดว้ ยอยา่ งน้อยทมี ละ ๑ คน)
๒. ให้แต่ละทีมยนื ค่อมทไี่ ม้ไผ่ และว่ิงไปทเ่ี ส้นชยั และพยายามแทงลูกโปง่ ให้แตก ทมี ใดทาลกู โป่งแตก
หมดกอ่ น ใหถ้ อื เป็นฝ่ายชนะ)
๕. สอื่ กำรเรียนรู้
กติกาการแข่งขันกีฬาครอบครวั
6. กำรวัดและกำรประเมนิ ผล
1. สงั เกตพฤติกรรมนักเรยี น และผ้ปู กครองนักเรยี น
2. สงั เกตความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมกิจกรรม
42
ตวั อย่ำงท่ี 5 ช้นั ประถมศกึ ษำปที ่ี 4-6
1. ช่ือกิจกรรม มคั คุเทศก์น้อย
๒. เวลำทใี่ ช้ ๑๒ ชว่ั โมง
๓. วตั ถปุ ระสงค์
๑. เพ่ือพฒั นานักเรียนมคี วามรู้ความสามารถนาเสนอแหลง่ ทอ่ งเท่ยี วในชมุ ชน
๒. เพื่อพฒั นานักเรยี นให้มีทกั ษะในการถา่ ยทอดความรู้อย่างสมบรู ณแ์ บบได้สาระ
๓. เพื่อให้นกั เรียนได้รู้คุณค่าของแหลง่ ท่องเท่ียว
๔. กิจกรรมกำรเรยี นรู้
๑. ศึกษาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งท่องเทย่ี วในชุมชน และฝึกทักษะเบอื้ งตน้ ในการถา่ ยทอด
ความรู้
2. เชญิ วิทยากรดา้ นมัคคเุ ทศก์มาให้ความรู้
3. นกั เรียนฝกึ ทักษะการเปน็ มัคคุเทศกน์ ้อยตามแหล่งเรียนรู้หรือแหลง่ ท่องเทย่ี ว
4. ประเมนิ ผลการปฏบิ ัติงานเปน็ ระยะ ๆ ในระหว่างการฝึกทักษะ
5. สรุปและประเมินผลเม่ือสน้ิ สุดการดาเนนิ งาน
๕. สอื่ กำรเรียนรแู้ ละแหลง่ กำรเรยี นรู้
1. วทิ ยากร
2. สถานทท่ี ่องเท่ยี ว/สถานที่สาคัญในท้องถน่ิ
3. สือ่ ต่างๆ เชน่ เอกสาร วารสาร อนิ เทอรเ์ นต็
๖. กำรวดั ผลประเมินผล
6.1สงั เกตพฤติกรรมนกั เรยี นในเร่ืองต่อไปนี้
6.1.1 สงั เกตพฤติกรรมของนกั เรยี นขณะปฏิบัติกจิ กรรม
6.1.2 สงั เกตผลงานความสาเรจ็ ของกิจกรรม
6.2แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเข้ารว่ มกิจกรรมของนักเรียน
นอ้ ยที่สดุ นอ้ ย ปานกลาง มาก มากทีส่ ุด
43
7. ภำพประกอบ
8. อ้ำงองิ แหล่งท่ีมำของข้อมูล
http://campus.sanook.com/
https://blog.eduzones.com
http://www.aseanthai.net/
http://www.memocent.chula.ac.th/
44
ตัวอย่ำงท่ี 6 ชน้ั มธั ยมศึกษำปที ี่ 1-3
1. ชอื่ กิจกรรม ฟดุ ฟิด ฟอ ไฟ สไตลม์ ูฟว่ี
๒. เวลำที่ใช้ ๖ ชวั่ โมง
๓. วัตถปุ ระสงค์
๑. เพ่ือใหน้ กั เรียนสามารถแปลคาศพั ท์จากภาพยนตรไ์ ด้
๒. เพ่ือให้นกั เรียนเกิดคุณลกั ษณะอันพึงประสงคด์ ้านการปฏบิ ัตติ นในการอยูร่ ว่ มกับผูอ้ น่ื และ
การใช้เวลาว่างใหเ้ กิดประโยชน์
4. กิจกรรมกำรเรียนรู้
ช่วั โมงท่ี 1 – 2 ครูเปดิ ภาพยนตรภ์ าคภาษาอังกฤษ (Soundtrack) ให้นักเรยี นชม
ชวั่ โมงท่ี 3 – ๔
๑. ครูใหน้ ักเรียนเดาคาศัพทจ์ ากลกั ษณะทา่ ทางของตัวละครในขณะชมภาพยนตร์
๒. แบ่งนักเรยี นออกเปน็ กลุ่ม ๆ ละ ๕ คน ช่วยกันหาคาศัพทแ์ ละช่วยกนั แปลคาศัพท์
จากการชมภาพยนตร์ อยา่ งน้อยกลุม่ ละ ๒๐ คา
ชว่ั โมงท่ี ๕ – ๖ ครใู ห้นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มออกมานาเสนอคาศัพท์และคาแปลที่ได้จากการชม
ภาพยนตร์ โดยให้เพ่ือน ๆ กลุ่มอื่น ๆ ลองแปลความหมายคาศพั ท์ จากนนั้ ให้นักเรยี นชว่ ยกันสรุปแงค่ ิดทไ่ี ด้
จากการชมภาพยนตร์
5. ส่ือกำรเรียนรแู้ ละแหล่งเรียนรู้
๑. ภาพยนตรต์ า่ งประเทศ
๒. ใบกจิ กรรม ฟดุ ฟิด ฟอ ไฟ สไตล์ มฟู วี่
๖. กำรวัดและประเมินผล
6.1สังเกตพฤตกิ รรมนกั เรยี นในเร่ืองต่อไปนี้
6.1.1 สังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนขณะปฏิบตั ิกจิ กรรม
6.1.2 สงั เกตผลงานความสาเรจ็ ของกิจกรรม
6.2แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการเขา้ ร่วมกจิ กรรมของนกั เรียน
นอ้ ยทส่ี ดุ น้อย ปานกลาง มาก มากทส่ี ดุ