The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือวัฒนธรรมอาหาร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ar.g, 2021-10-11 01:18:50

Lampang and linkage area gastrnomy database

หนังสือวัฒนธรรมอาหาร



คำนำ

หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งฐานข้อมูลอัตลักษณ์วัฒนธรรมอาหารลำปางและพื้นที่
เชอ่ื มโยง ภายใต้โครงการวจิ ยั เรือ่ ง การทอ่ งเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานอัตลกั ษณว์ ัฒนธรรมอาหารลำปางและ
พนื้ ที่เชื่อมโยง โดยมหี นว่ ยบริหารและจัดการทุนด้านการเพ่ิมความสามารถในการแข่งขนั ของประเทศ (บพข.)
และสำนักประสานงานโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นผู้สนับสนุน
งบประมาณการวจิ ยั

คณะผู้จัดทำไคร่ขอขอบพระคุณหนว่ ยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องที่ช่วยสนับสนุนให้การดำเนินการจัดทำ
ฐานขอ้ มลู ฉบบั น้ี เชน่ มหาวิทยาลัยราชภฏั ลำปาง การท่องเทย่ี วแหง่ ประเทศไทย สำนักงานลำปาง ฯลฯ และ
หวังเป็นอย่างยง่ิ วา่ กจิ กรรมภาหลงั การดำเนินงานจดั ทำฐานข้อมูลฉบับน้ี จะทำใหเองค์ความรู้ด้านอัตลักษณ์
วฒั นธรรมอาหารลำปางและพ้นื ทีเ่ ชื่อมโยงได้กระจายตวั เปน็ วงกว้างต่อไป ขอขอบพระคุณ

คณะผูจ้ ัดทำ



สารบาญ

คำนำ หนา้
สารบาญ ก
สารบาญภาพ ข
ส่วนที่ 1 บริบททางประวตั ิศาสตร์ของจังหวัดลำปางในเขตลุ่มน้ำวังและพน้ื ท่ีเชอ่ื มโยง ค
สว่ นที่ 2 การตง้ั ถ่นิ ฐานของประชากรในเขตลุ่มแมน่ ำ้ วังและพื้นที่เช่ือมโยง 2
สว่ นท่ี 3 กลุม่ ชาตพิ ันธใ์ุ นลุ่มแม่น้ำวังและพืน้ ท่เี ชื่อมโยง 9
ส่วนท่ี 4 วฒั นธรรมอาหารในพืน้ ท่ภี าคเหนือ 12
สว่ นท่ี 5 การจัดหมวดหมกู่ ารปรุงในวฒั นธรรมอาหารภาคเหนอื 32
สว่ นท่ี 6 อาหารตามฤดูกาลของวัฒนธรรมอาหารลำปางและพื้นทเ่ี ชอ่ื มโยง 36
สว่ นท่ี 7 อาหารในประเพณแี ละเทศกาลตา่ งๆ ในวัฒนธรรมอาหารลำปางและพื้นท่เี ชอ่ื มโยง 40
สว่ นท่ี 8 อาหารของกลุ่มชาตพิ นั ธุใ์ นลำปางและพืน้ ที่เชื่อมโยง 44
ส่วนท่ี 9 ความเชื่อเกี่ยวกับอาหารและการรับประทานอาหารในวัฒนธรรมอาหารลำปาง 47
และพน้ื ทีเ่ ชื่อมโยง 58
ส่วนที่ 10 คณุ ค่าและสรรพคุณของอาหารวฒั นธรรมลำปางและพื้นทเ่ี ชือ่ มโยง
ส่วนท่ี 11 อาหารลา้ นนาในมิตกิ ารท่องเท่ียว 62
บรรณานุกรม 65
70

สารบาญภาพ ค

ภาพที่ หนา้
1 การรบั ประทานอาหารในวัฒนธรรมภาคเหนือ 35
2 พชื ผักพ้ืนบา้ นในวฒั นธรรมภาคเหนือ 15
3 อาหารประเภทนำ้ พรกิ และผกั แนม 43
4 การแต่งดา “ครวั ตาน” วฒั นธรรมภาคเหนอื 46
5 นำ้ พริกนำ้ ปู๋ 49
6 แกงแคตีนหมู 50
7 อาหารในวัฒนธรรมอาหารพมา่ 52
8 ขา้ วแรมฟืนในวัฒนธรรมอาหารไทใหญ่ 53
9 ขา้ วหมกในวฒั นธรรมอาหารมสุ ลิม 54
10 การรับประทานอาหารในวฒั นธรรมจนี 55
11 แปง้ นาน แกง และเครื่องเคยี งในวฒั นธรรมอาหารอนิ เดยี 56
12 การรับประทานอาหารในวัฒนธรรมชนเผา่ 57
13 การรบั ประทานอาหารขันโตกดินเนอร์ เพื่อการท่องเท่ียว 67

1

ฐานข้อมูลอัตลกั ษณท์ ี่เปน็ แก่นแท้ (Authentic Identity) ของวฒั นธรรมอาหารลำปางและพน้ื ทีเ่ ชื่อมโยง
(ขน้ั ตน้ ) และไดร้ บั ฉนั ทานมุ ัติในระดับพื้นที่ จำนวน 1 ฐานข้อมูล (ผลสำเร็จ รอ้ ยละ 50)

โครงการวิจัยเรื่อง “การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานอตั ลักษณ์วัฒนธรรมอาหารลำปางและ
พื้นที่เชื่อมโยง” คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการศึกษาภาคเอกสาร และสังเคราะห์ข้อมูลในประเด็น “ภาพรวมของ
วัฒนธรรมอาหารลำปางและพื้นที่เชื่อมโยง” ประกอบด้วยประเด็นการสังเคราะห์วรรณกรรมดังกล่าว
ดงั ตอ่ ไปนี้

1). บริบททางประวตั ิศาสตร์ของจงั หวดั ลำปางในเขตล่มุ นำ้ วังและพน้ื ทีเ่ ช่อื มโยง
2). การตงั้ ถิ่นฐานของประชากรในเขตลุ่มแม่นำ้ วงั และพ้ืนท่ีเชอื่ มโยง
3). กลุม่ ชาติพันธุใ์ นลมุ่ แมน่ ้ำวงั และพื้นทีเ่ ชื่อมโยง
4). วัฒนธรรมอาหารในพ้นื ทภ่ี าคเหนอื
5). การจดั หมวดหมู่การปรุงในวฒั นธรรมอาหารภาคเหนอื
6). อาหารตามฤดูกาลของวฒั นธรรมอาหารลำปางและพน้ื ทีเ่ ชือ่ มโยง
7). อาหารในประเพณีและเทศกาลต่างๆ ในวฒั นธรรมอาหารลำปางและพื้นท่ีเช่ือมโยง
8). อาหารของกลมุ่ ชาตพิ ันธุใ์ นลำปางและพื้นทีเ่ ช่ือมโยง
9). ความเชื่อเกี่ยวกับอาหารและการรับประทานอาหารในวัฒนธรรมอาหารลำปางและพื้นท่ี
เช่อื มโยง
10). คุณค่าและสรรพคุณของอาหารวัฒนธรรมลำปางและพืน้ ท่เี ชอื่ มโยง
11). อาหารลา้ นนาในมติ กิ ารท่องเทย่ี ว

ดงั มรี ายละเอียด ดังน้ี

2

สว่ นท่ี 1
บรบิ ททางประวตั ิศาสตรข์ องจงั หวดั ลาำ ปาง

ในเขตลมุ่ นำ้าวังและพื้นทีเ่ ช่อื มโยง

3

4

บรบิ ททางประวตั ศิ าสตร์ของจงั หวดั ลำปางในเขตลมุ่ น้ำวังและพ้ืนทเ่ี ช่อื มโยง
พื้นที่จังหวัดลำปาง ปรากฏหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

จนกระท่ังเขา้ สยู่ ุคตำนานและประวัติศาสตรท์ ่ีเช่อื มโยงกบั อาณาจกั รหริภุญชัยภายใต้ชื่อเมอื งเขลางค์ เมื่อเข้า
สยู่ คุ สมัยล้านนาพบวา่ พ้นื ที่ในเขตจังหวัดลำปางพบเมืองโบราณจำนวนมาก โดยมศี ูนยก์ ลางอยูท่ ี่เมอื งนครหรือ
เมอื งละกอน ซึ่งถอื เปน็ ศนู ย์กลางดา้ นการปกครองในพื้นทลี่ ุ่มแมน่ ้ำวัง ภายหลังอาณาจกั รล้านนาสูญเสียเอก
ราชให้กบั พม่า หวั เมืองต่างๆในล้านนาต่างไดร้ ับผลกระทบสง่ ผลต่อ สภาพเศรษฐกิจ การปกครอง การพัฒนา
บ้านเมืองตลอดช่วงระยะเวลากว่าสองร้อยปีจนกระทั่งเกิดการขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาโดยกลุ่ม
เจา้ นายจากเมืองนครลำปางโดยการช่วยเหลือจากกองทพั สยาม อีกท้ังเจ้านายกลมุ่ นยี้ ังมีบทบาทสำคัญในการ
ฟน้ื ฟบู ้านเมอื งให้เจรญิ รุ่งเรืองสบื เนือ่ งมาจนถงึ ปจั จบุ นั จากภาพรวมดา้ นประวัติศาสตรเ์ มอื งลำปางสะท้อนถึง
พฒั นาการของเมอื งนครลำปางที่ผ่านกาลเวลาสงั่ สมบม่ เพาะเป็นอัตลักษณท์ างวัฒนธรรมจากวิถีชีวิตกลุ่มชาติ
พนั ธุต์ า่ งๆที่เขา้ มาอาศัยอยู่ในพ้นื ที่ลุ่มแมน่ ำ้ วังตา่ งวาระตา่ งมิตทิ างประวัตศิ าสตรห์ ล่อหลอมให้กลายเป็นความ
หลากหลายทางวัฒนธรรมแบบชาวลำปางในปจั จบุ ัน

หลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดลำปางพบหลักฐานท่ี
สำคัญและเก่าแก่ที่สุดที่ อำเภอเกาะคา จังหวัดลําปาง คือ ซากฟอสซิล “มนุษย์เกาะคา” ซึ่งเป็นมนุษย์วานร
(Ape man) หรือมนุษย์โบราณ(โฮโม อีเรคตัส) ที่ถือว่าเป็นมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ รวมทั้งเครื่องมือหินของ
มนุษย์สมยั ก่อนประวัติศาสตร์ ทพี่ บในเขตอำเภอแม่ทะ จังหวดั ลาํ ปาง ถอื วา่ มอี ายุเก่าแก่ท่ีสุดในประเทศไทย
อายรุ าวประมาณ 600,000 ปีมาแล้ว นอกจากนีท้ ีแ่ หลง่ โบราณคดี ประตูผา ยังไดพ้ บโครงกระดูกมนุษย์ และ
ภาพเขียนสสี มัยกอ่ นประวัติศาสตรท์ ่ีใหญ่ที่สุดในภาคเหนอื (สุรพล ดำริหก์ ลุ , 2562: 13) ทเี่ ป็นหลกั ฐานสำคัญ
สะท้อนพฒั นาการและการตงั้ ถน่ิ ฐานของมนุษย์ในพ้ืนที่จงั หวัดลำปางไดเ้ ปน็ อย่างดี

ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคเริ่มต้นทางประวัติศาสตร์ จังหวัดลำปางปรากฏหลักฐานประเภทตำนานที่
เขียนระบุย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์เป็นระยะเวลายาวนานบางครั้งขาดหลักฐานทางประวัติศาสตร์และ
โบราณคดีสนับสนุนจึงตีความประวัติศาสตร์ยุคแรกนัน้ เป็นลักษณะตำนาน โดยพื้นที่จังหวัดลำปาง ถูก
ระบุกล่าวอา้ งถึงมาแต่ครงั้ ยุสมยั หรภิ ญุ ชัย โดยเชื่อมโยงเมืองสำคัญสองเมอื ง คอื เมืองเขลางค์ และเมืองลำปาง
โดยมีหลักฐานที่หลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบันคือแนวคูน้ำคันดินโบราณที่ยังคงปรากฏร่องรอยที่ค่อนข้างชัดเจน
โดยเฉพาะเมืองโบราณลำปาง (เวียงพระธาตลุ ำปางหลวง ปัจจบุ ันคือพื้นที่ชุมชนวดั พระธาตุลำปางหลวง ตำบล
ลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จงั หวัดลำปาง) นอกเหนือจากคูน้ำคันดนิ ที่เป็นองค์ประกอบของเมอื งโบราณแล้ว
ยังพบ “พระพุทธรปู ศิลา” ที่ประดิษฐานอยใู่ นพระวหิ ารศิลาเจ้าหรอื วหิ ารละโว้ ดา้ นทศิ ตะวนั ตกขององค์พระ
บรมธาตุ วดั พระธาตุลําปางหลวง ซ่งึ ตามตํานานกลา่ ววา่ พระนางจามเทวนี าํ มาจากเมืองละโว้ และอญั เชิญมา
ไว้ที่เมืองนี้ ลักษณะของพระพุทธรูปเป็นพระพุทธรปู หินทรายแดง ประทับนั่งปางสมาธินาคปรก ศิลปะแบบ
ลพบุรี ถือเป็นหลักฐานสำคัญอีกอย่างหน่ึง ที่ชี้ให้เห็นว่าเมืองลำปางและวัดพระธาตุลําปางหลวง เป็นชุมชน
โบราณมาตง้ั แต่สมยั หรภิ ญุ ชัย จากหลักฐานในการขุดคน้ ทางโบราณคดีเพ่ือศกึ ษาช้นั ดนิ ทางวฒั นธรรม ในเขต
เมืองโบราณลำปาง พบวา่ ช้ันดนิ ท่อี ยู่อาศัยแรกเรมิ่ ของมนุษย์ในบริเวณเมืองลำปางน้ี มีหลักฐานเกี่ยวกับวัตถุ
ทางวัฒนธรรม เช่น ภาชนะดินเผาและหลักฐานอื่นๆ ที่ยืนยันได้ว่าเป็นวัฒนธรรมหริภุญชัย ซึ่งมีความ

5

คล้ายคลงึ กบั วัฒนธรรมหรภิ ุญชัย ทพ่ี บในเมอื งลำพนู จงึ เป็นหลกั ฐานยืนยนั ว่าเมืองลำปางเปน็ เมืองโบราณท่ีมี
อายรุ ว่ มสมยั กับเมืองหริภญุ ชัยและเมอื งเขลางค์นคร และมีเรือ่ งราวสอดคลอ้ งกบั เหตุการณ์ที่ปรากฏในตํานาน
ว่าเกย่ี วข้องพระนางจามเทวีเสด็จมาในดนิ แดนนี้ (สุรพล ดำริห์กุล, 2562: 33)

ในส่วนของเมืองโบราณยคุ หรภิ ุญชยั อีกเมืองหนงึ่ ทอี่ ยใู่ นพืน้ ท่ีจังหวัดลำปางคอื เมืองเขลางค์ เมือง
ดังกล่าวถือเป็นศูนย์กลางอำนาจการปกครองพื้นที่เขตลุ่มแม่น้ำวังมาตลอดจนกระทั่งถึงยุคสมัยล้านนา
ลักษณะของเมืองเขลางคน์ ครนั้นอาจารย์ศักดิ์ รัตนชัยและคณะได้ทำการสำรวจพ้ืนที่เมืองเก่า เขลางค์โดย
ระบใุ นรายละเอียดไว้วา่ เมอื งเขลางคม์ ลี กั ษณะเป็นรูปหอยสงั ข์ และเปน็ เมอื งขนาดเล็กท่ีมีเนื้อท่ีเพียง 180 ไร่
ความยาวกําแพงเวียงโดยรอบประมาณ 1,100 เมตร ด้านทิศใต้ติดกับแม่น้ำวังไม่มีร่องรอยของกําแพงเมือง
เข้าใจว่าคงใช้แม่น้ำเป็นปราการ ปัจจุบันยังเหลือร่องรอยของป้อมและกําแพงเมืองบางส่วนให้เห็น และยัง
ปรากฏประตูเมอื งอยู่ 4 แหง่ คอื ประตเู ชยี งใหม่ อย่ดู า้ นทิศตะวนั ตก ประตูนาสรอ้ ย อย่ดู า้ นทศิ ตะวันตกเฉียง
เหนือ ประตูปลายนา อยู่ทางด้านทิศเหนอื ประตูปอ่ ง อยูท่ างด้านทศิ ตะวันออกเฉียงเหนือ ถอื เป็นเมืองช้ันเก่า
สร้างข้นึ ตามรากฐานมูลดิน คือ คนั ดนิ มรี อยก่ออฐิ ทับดา้ นบนบางส่วน ในต้นปี พ.ศ.2512 คณะชา่ งสาํ รวจแห่ง
สำนักผังเมือง ได้สํารวจพบรอ่ งรอยกาํ แพงก้นั ดินบางสว่ นทีส่ ร้างขึ้นหลายช้ัน คนั ดินทมี่ สี ว่ นคนู ำ้ กว้างและมีน้ำ
เลี้ยงตลอดปี มีอยู่ชั้นเดียว ด้านใดท่ีมีจุดอ่อนเกี่ยวกับคูน้ำก็มีคนกําแพงดินเสริมหลายชั้น และในส่วนของ
ประตเู มอื งทส่ี ำคัญ มักจะมีซากปูชนียสถานที่สำคญั ซ่อนอยู่ในช่องคนั ดนิ อกี ทงั้ ยงั พบร่องรอยทางศิลปวัตถุท่ี
เก่าถึงยุคหริภุญชัย คือ ทวารวดีตอนปลาย ลพบุรีตอนต้น ในใจกลางเมืองเขลางค์นคร แต่ก็มีร่องร อย
โบราณสถานสำคัญอยู่ในส่วนนอกเมอื ง ทั้งแนวถนนโบราณที่ทอดสู่ทิศเหนือจากบรเิ วณประตูตาล มีซากวัด
รา้ งต่างๆ กระจดั กระจายอย่จู ดุ หมายปลายทางถนน โบราณดงั กลา่ วนี้ พบพระพิมพ์และพระปูนปน้ั สมัยหริภญุ
ชัยที่วัดพันเชิง และได้สํารวจวัดร้างกู่ขาว หรือวัดเสตกุฎาราม ซึ่งตํานานเคยระบุวา่ เปน็ ที่ประดิษฐานพระสิขี
ปฏิมากร ซึ่งพระนางจามเทวอี ัญเชิญจากเมืองหรภิ ุญชัย สมัยพระรามาธบิ ดีที่สองแห่งอโยธยาตีเมืองเขลางค์
นครประมาณ พ.ศ.2058 (ศกั ด์ิ รัตนชัย, ม.ป.ป., 109)

ต่อมาในช่วงสมัยล้านนา เมื่อกองทพั ของพญามังรายเขา้ ยึดครองเมอื งเขลางค์ได้มีการแตง่ ตัง้ ขุน
ชัยเสนาขึ้นเป็นเจา้ เมอื งปกครองนับแตน่ ั้นเปน็ ต้นมา เมืองเขลางค์นครจึงเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนา
ซึ่งต่อมาได้มีการขยายเมืองเพอื่ สรา้ งเมอื งใหมเ่ ม่ือ พ.ศ.1844 เป็นเหตกุ ารณ์หลังจากที่กองทพั เจ้าขุนครามของ
พญามังราย ได้ตีทัพพญาเบิก ผู้รักษาเมืองเขลางค์นครและพญายีบากษัตริย์หริภุญชัย ซึ่งลี้ภัยอยู่ในเมืองเข
ลางค์นคร แล้วต่อมาได้ทิ้งเมืองเขลางค์นครเก่าแล้วสร้างเมืองเขลางค์นครใหม่ ในราวครึ่งหลังของพุทธ
ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 21 โดยในช่วงเวลาดังกล่าวหลักฐานระบุชื่อเมืองเขลางค์
เปลีย่ นไปเปน็ เมืองนคร หรอื นครชัย อาจารยศ์ กั ดิ์ รัตนชัย ยังกล่าวต่อไว้ว่าเมอื งเขลางคน์ ครมีความสำคัญมาก
ขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาของความขัดแย้งระหว่างกรุงศรีอยุธยากับล้านนา เมืองเขลางค์นครเป็นเมืองหน้า
ด่านและฐานกําลังสำคัญในการยกทัพลงไปทางใต้ ดังนั้นเมืองเขลางค์นครจึงถูกกองทัพกรุงศรีอยุธยาโจมตี
หลายคร้ัง และกษัตรยิ ์ลา้ นนาไดส้ ่งขุนนางหรอื เชอ้ื พระวงศ์คนสำคัญมาเป็นเจ้าเมืองเขลางค์นคร ด้วยเหตุน้ีจึง
ปรากฎหลกั ฐานงานศิลปะสถาปัตยกรรมของล้านนายุคทองอยใู่ นเขตจังหวัดลําปางเป็นอันมาก โบราณสถาน
อื่นๆ ในเขตเมืองเขลางค์นครรุ่นหลังนี้ปรากฏร่องรอยโบราณสถานสมัยล้านนาอยู่ในเมืองเขลางค์นครหลาย

6

แห่ง เช่นวัดกากแก้ว วัดแสนเมืองมา วัดอุโมงค์ ฯและเมื่อพระพุทธมหามณีรัตนปฏมิ ากรหรือพระแก้วมรกต
อยู่ในนครลาํ ปางนั้น ไดป้ ระดษิ ฐานอยู่ท่วี ัดพระแก้วชุมพหู รือวัดพระแก้วดอนเตา้ ฯ ต่อมาไดม้ าการขยายเมือง
ลงมาทางใต้ คือบรเิ วณท่ีต้ังวัดปงสนุกในทุกวันน้ี เขา้ ใจว่าคงจะเปน็ ท่อี ยู่อาศัยและท่ีทำการของเจ้าเมือง และ
ขุนนาง สว่ นบริเวณเมอื งลำปางเดิมกย็ ังคงเปน็ ชุมชนทีอ่ ยอู่ าศัยของชาวเมืองสบื ตอ่ มา ในเขตเมอื งเขลางค์นคร
ใหม่นี้ มีวัดปงสนุกเป็นศูนย์กลางซึ่งถือเป็นวัดสำคัญ ตั้งอยู่ในเนินสวยงามเด่นที่สุด แบ่งเป็นวัดปงสนุกเหนอื
และวัดปงสนุกใต้ ซึ่งมีองค์เจดีย์แบบโบราณอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองวัด อีกทั้งยังถือว่าวัดปงสนุกเป็นวัด
สะดือเมืองหรือใจเมืองซงึ่ เปน็ ทีต่ ง้ั ของเสาหลกั เมืองอกี ด้วย

ในช่วงสมัยพม่ายึดครองล้านนาในตอนตน้ พุทธศตวรรษที่ 22 เมืองนครลำปางตกอยู่ภายใต้การ
ปกครองของพมา่ เช่นเดียวกับเมืองอืน่ ๆ นับตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 23 เป็นต้นมา หัวเมืองในล้านนาเกดิ
ความไม่สงบ มีการต่อสู้แย่งชิงอำนาจเกดิ ความระส่ำระสายทัว่ ไป และพม่าไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
จงึ ทำใหห้ ัวเมอื งต่างๆ ในล้านนา ต้งั ตนเป็นอิสระไมข่ ้นึ ตอ่ กนั คอยแก่งแยง่ ชงิ อำนาจซึง่ กันและกัน ขณะนัน้ ทาง
เมืองเขลางค์นครเจ้าเมอื งคนเดิมถึงแกก่ รรม พม่าไม่ได้แต่งตั้งผู้ใดสืบทอดตำแหนง่ แทน มีแต่ขุนเมืองทั้งสี่ร้งั
เมือง อยู่ชั่วคราวคือ แสนหนังสือ แสนเทพ นายเรือน และจเรน้อย ไม่มีใครมีอำนาจสิทธิขาด จึงทำให้เมือง
ลำพูนซึ่งมีทา้ วมหายศเป็นแม่ทัพเห็นโอกาสยกทัพมาโจมตี และยึดเมืองเขลางค์นครไวไ้ ด้ จากนั้นจงึ ไปตัง้ ม่ัน
อยทู่ ว่ี ัดพระธาตุลําปางหลวง เรียกเก็บภาษแี ละฉุดคร่าชาวบา้ นกอ่ ความเดือดร้อนแก่ราษฎรเป็นอันมาก

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้หนานทิพย์ช้างรับอาสาคุมกําลังประมาณ 300 คนเข้าขับไล่แล้ว
สังหารท้าวมหายศแม่ทัพเมืองลำพูนไดส้ ำเรจ็ ดังนั้นชาวเมืองจงึ ได้สถาปนาให้หนานทพิ ยช์ ้างขึ้นเป็นเจ้าเมือง
นคร ลำปางนามวา่ “พญาสลุ วลือชัย” ตอ่ มาพญาสุลวลอื ชยั ไดแ้ ตง่ เครอ่ื งราชบรรณาการไปถวายพระเจ้ากรุง
อังวะเพื่อขอรับการแต่งตั้งอยา่ งเป็นทางการตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติสืบต่อกันมา พระเจ้ากรุงอังวะจึงได้
พระราชทานนามว่า “พญาไชยสงคราม” พญาไชยสงครามเป็นเจา้ เมืองเขลางคน์ ครอยู่ในระหว่าง พ.ศ.2375 -
2302 และไดก้ ลับมาตงั้ หอคําหรอื คุ้มหลวงอยใู่ นบริเวณเวยี งเขลางค์นคร หลงั จากพริ าลยั แล้ว เจ้าฟา้ หลวงชาย
แกว้ ราชบตุ รได้ครองเมืองลำปางแทน มรี าชบุตรและธิดารวมทัง้ ส้ิน 10 องค์ แตท่ ่ีเป็นราชบตุ รมอี ยู่ 7 องค์ ซึ่ง
มีพญากาวิละ เป็นเชษฐา เจ้าชายทั้งเจ็ดองค์ดังกล่าวนี้เองที่เป็นต้นสายสกุลวงศ์ “เชื้อเจ็ดตน” ที่ได้ร่วมกนั
ต่อส้กู อบกูเ้ อกราชจากพม่าและได้เป็นเจ้าเมอื งต่างๆ ในล้านนาในเวลาต่อมา อนั เป็นทีม่ าของต้นสกุลวงศ์ของ
เจา้ นายฝ่ายเหนือ อาทิ สกุล ณ เชียงใหม่ ณ ลาํ ปาง ณ ลำพนู ฯลฯ เปน็ ต้น

ในสว่ นทมี่ าของชื่อนามเรียกขานของเมืองนครลำปางนั้น มีพฒั นาการมาแต่ครงั้ หริภุญชยั ภายใต้
ชื่อเมืองเขลางค์นคร ต่อมาในสมัยล้านนาในช่วงแรก ยังคงปรากฏใช้ชื่อเมืองเขลางค์นครตามเดิมต่อมาราว
พุทธศตวรรษที่ 20 เริ่มปรากฏหลักฐานเป็น เมืองนคร ซึ่งคงจะเป็นคําเรียกให้สั้นลงจาก เมืองเขลางค์นคร
เหลือเป็น เมืองนคร ตามสําเนียงของชาวพื้นถิ่นจะออกเสียงเป็น ละกอน หรือ หละกอน ทั้งนี้ในสมัย
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ปรากฎหลักฐานเมื่อทรงพระอักษรถึงเจ้าผู้ครองนครทรงใช้คําว่า
พญานครลําปาง และในราวปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พบว่าเอกสารตัวเขียนที่
ปรากฏอย่ใู นหอวชริ ญาณจะใช้ทงั้ คําว่า เมืองนคร เมืองลคอร และ เมอื งนครลําปาง ซงึ่ คำหลังนี้เป็นเป็นการ
รวมชื่อเมืองสองเมืองรวมเข้าด้วยกนั คือ เมืองนคร (ที่ตั้งตัวจังหวัดในปัจจุบัน) กับเมืองลําปาง (ที่ตั้งวัดพระ

7

ธาตุลําปางหลวง) ครน้ั ถึงรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หัวเมืองแหง่ นี้ กถ็ กู เรยี กช่ือในเอกสาร
ของทางราชการมาตลอดว่า เมืองนครลาํ ปาง และกลายเปน็ จงั หวัดนครลำปางในทส่ี ุด

ในช่วงสมยั ธนบรุ ีถงึ ต้นรัตนโกสนิ ทร์ เกดิ ความวุ่นวายในดินแดนล้านนาโดยเฉพาะในช่วงต้นพุทธ
ศตวรรษท่ี 24 ซึง่ เกดิ จากสงครามยืดเยื้อกนิ เวลานานนับสิบปีนับต้งั แต่พม่าเข้ายึดครองอยธุ ยาจนเสียกรุงคร้ังท่ี
2 ในปีพุทธศักราช 2310 และการขับไล่พม่าออกจากล้านนาตั้งช่วงสมัยกรุงธนบุรีจนกระทั่งต้นกรุง
รตั นโกสนิ ทรไ์ ดส้ ร้างความเสียหายใหก้ บั บ้านเมืองตา่ งๆ ในล้านนาเปน็ อนั มาก แตท่ ว่าโชคดีท่ีเมืองนครลำปาง
ถกู ใชเ้ ปน็ ฐานที่มั่นสำคญั ของฝ่ายล้านนาและสยามในการต่อสกู้ อบกู้เอกราช โดยการนำของเจ้าเจ็ดตน ตลอด
ระยะเวลาของการกอบกเู้ อกราชจากพมา่ และการกวาดตอ้ นผคู้ นเพื่อเข้ามาเป็นไพรเ่ มืองหรอื เป็นกำลังสำหรับ
การฟื้นฟูหัวเมืองล้านนานั้น เมืองนครลำปาง ถือเป็นฐานกําลังอันสำคัญที่ช่วยสนับสนุนจนทำให้เมืองต่างๆ
สามารถฟืน้ ตัวต้งั ม่ันจนเกิดความมั่นคงข้นึ มาอกี ครัง้ ได้

ในปพี ุทธศักราช 2348-2349 เจ้าอุปราชดวงทิพย์ ซ่ึงตอ่ มาคือ พระเจ้าหอคําดวงทิพย์ เจา้ ผู้ครอง
นครลําปางองค์ที่ 5 ได้เปน็ แกนนำในการฟน้ื ฟูบ้านเมืองนครลำปาง โดยเฉพาะบทบาทสำคญั คือการขยายเมือง
มายงั ฝ่ังตะวนั ออกของแม่น้ำวงั (ธวัชชัย ทำทอง, 2563) เมืองทสี่ รา้ งใหมน่ ้ีไดม้ กี ารขดุ คูเมืองและก่อกําแพงอิฐ
เป็นแนวยาวไปตามแม่น้ำวัง เมื่อสร้างเมืองใหม่ในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำวังแล้ว จึงทำให้เมืองนครลําปาง
ขนาบอยูบ่ นฝั่งแม่น้ำวังทง้ั สองด้าน เมอื งนครลาํ ปางแห่งใหม่น้ีใช้เปน็ ศูนยก์ ลางการปกครองและเป็นที่อยู่ของ
เจ้าผู้ครองนคร เจ้านาย และขุนนาง ตลอดจนไพร่พลบางส่วน ส่วนบริเวณเวียงเก่าทางฝั่งทิศเหนือและ
ตะวันตกของแม่น้ำวัง คือเวียงเขลางค์นครกับเวียงนครลำปางนั้นคงเป็นที่อยู่ของไพร่พลเมืองโดยเฉพาะกล่มุ
ชาวพะเยาท่ีอพยพหนีภยั สงครามพม่าเข้ามาพึ่งบารมีเจ้า 7 ตนในราวปีพุทธศักราช 2323 และกลุ่มชาวเชยี ง
แสนและเมอื งบรวิ ารทถ่ี กู กวาดต้อนมาเมือ่ คราวเชยี งแสนแตกในปพี ุทธศกั ราช 2347 ต่อมาชาวเชยี งแสนและ
ชาวพะเยาส่วนใหญ่ได้ถูกเกณฑ์ให้กลับไปตั้งถิ่นฐานตามบ้านเมืองเดิมของตน โดยชาวพะเยาได้ย้ายกลับไป
ฟื้นฟเู มอื งพะเยาอีกครงั้ ใน พ.ศ.2386 (สรุ พล ดำรหิ ก์ ุล, 2562: 50-51) และชาวเชยี งแสนบางส่วนได้ถูกเกณฑ์
ให้ไปตงั้ เมืองเชียงแสนอีกครง้ั ในราวตน้ พทุ ธศตวรรษท่ี 25

สถานะภาพของอาณาจักรล้านนาภายหลงั การขับไล่พม่าออกจากล้านนาและการฟ้ืนฟูบ้านเมือง
น้นั อยใู่ นฐานะประเทศราชของอาณาจักรสยาม โดยแตล่ ะเมอื งต้องต้องนำสง่ เครอื่ งบรรณาการให้กบั สยามตาม
กำหนด และปล่อยให้ล้านนาปกครองตนเองอย่างอิสระ แต่ต่อมาด้วยภัยคุกคามจากประเทศมหาอำนาจ
ตะวนั ตกเขา้ มามบี ทบาทต่อดินแดนล้านนาในหลายมิติ สง่ ผลใหร้ ฐั บาลสยามจำเปน็ ต้องปรับเปลย่ี นทา่ ทีในการ
ปกครองอาณาจักรลา้ นนาใหม่ในช่วงต้นพุทธศตวรรษท่ี 25

ในปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ได้มีตัวแทนรัฐบาลอังกฤษได้เข้ามาขออนุญาตทำสัมปทานป่าไม้ใน
เขตพื้นที่ล้านนาผ่านรัฐบาลสยาม ซึ่งรัฐบาลสยามเองได้ผลประโยชน์จากการสัมปทานครั้งนี้ไม่มากนัก โดย
อังกฤษได้ใชค้ นในบงั คับของตนมาเปน็ ตัวแทนในการดูแลกิจการป่าไม้ รวมถงึ แรงงานในสว่ นต่างๆ โดยเฉพาะ
คนพม่า และไทใหญ่ส่งผลให้เศรษฐกิจการค้าในหัวเมืองล้านนาดีขึ้น แต่ทว่าในช่วงที่มีการสัมปทานป่าไม้น้ัน
มักจะเกิดปัญหากรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นทีแ่ ละผลประโยชน์จากสัมปทานป่าไม้กบั บริษัทองั กฤษกับเจ้านาย
ล้านนา ส่งผลให้รัฐบาลสยามต้องเข้ามาจัดการปัญหาดังกล่าวอีกทั้งสยามยังเล็งเห็นถึงผลประโยชน์อัน

8

มหาศาลที่เกดิ จากการสัมปทานป่าไมจ้ ึงเร่งทำการเข้าควบคุมกจิ การป่าไม้ของเจา้ เมืองล้านนาโดยนับต้งั แต่ปี
พุทธศักราช2417 ภายหลังสนธิสัญญาเชียงใหม่ฉบับแรกที่เริ่มเข้ามาริดรอนอำนาจ สิทธิ ผลประโยชน์ของ
เจ้านายล้านนารัฐบาลสยามได้ออกพระราชควบคุมการออกสัมปทานของเจ้าเมืองอย่างน้อย 2 ฉบับ เพ่ือ
ควบคุมให้การออกสมั ปทานป่าไม้แก่คนต่างชาตขิ องเจ้าเมอื งต้องได้รบั การอนุมัตจิ ากรัฐบาลสยามหลังจากน้ัน
ในปี พ.ศ.2439 รัฐบาลสยามได้จัดตั้งกรมป่าไม้เพื่อดูแลเกี่ยวกับกิจการป่าไม้ทั้งหมด ตามด้วยการโอน
กรรมสทิ ธิป์ า่ ไมข้ องเจ้าเมืองทุกเมืองนครให้เป็นกรรมสิทธิ์ของแผ่นดนิ เจา้ เมอื งได้รบั ค่าตอบแทนเพียงกึ่งหน่ึง
ของเงินคา่ ตอไม้ แตส่ ยามก็ยังผ่อนปรนให้เจ้าเมืองสามารถขอสัมปทานปา่ ไม้ได้ ดังตวั อย่างพบวา่ เจ้าเมืองนคร
ลาํ ปางยังไดร้ ับสัมปทานป่าไม้ในเขตป่าเมอื งลองและป่าแม่ต้า (ภญิ ญพันธ์ุ พจนะลาวัณย์, 2559: 66) ภายหลัง
จากปีพุทธศกั ราช 2443 สยามประสบความสำเร็จในการรวมอำนาจเข้าสู่ศนู ย์กลาง รปู แบบการปกครองแบบ
ประเทศราชจึงเปลี่ยนเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาลโดยมีข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลสยามขึ้นมา
ปกครอง โดยในช่วงแรกของการปฏริ ูปสยามได้ส่งข้าหลวงประจำเมืองเขา้ มาบริหารจัดการเมืองร่วมกับเจา้
เมอื งและขุนนางท้องถ่ินภายใต้รูปแบบการปกครองท่ีเรยี กวา่ “สภาเค้าสนามหลวง” โดยข้าหลวงประจำเมือง
นครมีอำนาจสูงสุดในการปกครอง นอกจากนี้สยามสามารถจัดระเบียบทางการเงิน และการคลัง ในหัวเมือง
ล้านนาได้มากขึ้น (กนกวรรณ อู่ทองทรัพย์, 2556: 149) รัฐบาลสยามได้ใช้อำนาจออกประกาศ “ข้อบังคับ
สำหรับปกครองมณฑลตะวันตกเฉยี งเหนือ ร.ศ.119” อนั นํามาซงึ่ การจดั ตง้ั “มณฑลพายพั ” ท่รี วมเอาหัวเมอื ง
ล้านนาทั้งหมดเข้าด้วยกัน มีเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง นอกจากนี้ประกาศนีย้ ังทำให้เกดิ การแบ่งส่วนการ
ปกครองหรือระบบการบริหารราชการมณฑลออกเป็นสองส่วนคือ ระดับมณฑลและระดับเมือง ในระดับ
มณฑลรัฐบาลสยาม และได้จัดส่งข้าหลวงใหญ่ ซึ่งเป็นขา้ ราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มยี ศถาบรรดาศักดิ์สูงเข้ามาดแู ล
ข้าหลวงใหญ่จะทำหน้าที่ตรวจ รวมถึงจัดการบริหารราชการของมณฑล โดยมีข้าหลวงรองที่ถูกส่งมาจาก
ส่วนกลางเช่นเดียวกันเป็นผู้ช่วยและคอยให้คำปรึกษาในการบริหารราชการบ้านเมือง (กนกวรรณ อู่ทอง
ทรพั ย์, 2558: 31) ในขณะท่ผี ูป้ กครองหรือเจ้านายล้านนาถูกลดบทบาทลงเร่ือยๆจนกระท่ังถึงแกพ่ ริ าลัย ฝ่าย
สยามก็ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครเพื่อสืบทอดตำแหน่งต่อไปอีก ดังกรณีแรกคือเจ้าหลวงบุญวาทย์วง
มานติ ย์ เจ้าผคู้ รองนครลำปางถึงแกพ่ ิราลัย กม็ ไิ ดแ้ ตง่ ตั้งใครขึ้นเป็นเจ้าหลวงเมอื งนครลำปางอีกเลย เพียงแต่
ตั้งให้ราชบุตรเขยรั้งตำแหน่งเจ้าหลวงลำปางเท่านั้น และถือเป็นการสิ้นสุดอำนาจของเจ้านายล้านนาไปโดย
ปรยิ าย

การตัง้ ถ่นิ ฐานของประชากรในเขตลุม่ แม่น้ำวังและพ้นื ทเี่ ชื่อมโยง
จากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดลำปาง เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำวัง มี

ลักษณะเปน็ ลมุ่ แม่นำ้ ท่วี างตัวแนวแกนเหนือ-ใต้ มขี อบเขตทศิ ตะวันตกและใต้ตดิ กับลุ่มนำ้ ปิง ทิศตะวันออกติด
กับลุม่ นำ้ ยม ทศิ เหนอื ตดิ กบั ลุ่มนำ้ กกและล่มุ น้ำโขง พ้นื ทส่ี ว่ นใหญเ่ ปน็ ทวิ เขาสงู ในทิวเขาผปี นั น้ำ ตอนกลางลุ่ม
นำ้ เป็นทรี่ าบระหว่างหุบเขา แมน่ ้ำวังเป็นแม่นำ้ สายหลักทม่ี ีตน้ นำ้ อยู่ในทิวเขาผีปนั นำ้ ตำบลป่าทงุ่ อำเภอพาน
จังหวัดเชียงราย ในปัจจุบันไหลไปบรรจบที่แม่น้ำปิง ณ บ้านปากวัง ตำบลตากออก อำเภอบ้านตาก จังหวัด
ตาก ความยาวประมาณ 400 กิโลเมตร พื้นที่ลุ่มน้ำมีขนาดประมาณ 10,791 ตร.กม. แบ่งออกเป็น 7 ลุ่มน้ำ

9

สว่ นที่ 2
การตงั้ ถิ่นฐานของประชากรในเขต

ลมุ่ แม่นำ้าวังและพื้นที่เชอ่ื มโยง

10

มานิตย์ เจา้ ผคู้ รองนครลำปางถงึ แกพ่ ริ าลยั กม็ ไิ ดแ้ ต่งตง้ั ใครขน้ึ เป็นเจ้าหลวงเมืองนครลำปางอีกเลย เพียงแต่ 11
ตั้งให้ราชบุตรเขยรั้งตำแหน่งเจ้าหลวงลำปางเท่านั้น และถือเป็นการสิ้นสุดอำนาจของเจ้านายล้านนาไปโดย
ปริยาย

การตง้ั ถิน่ ฐานของประชากรในเขตล่มุ แมน่ ำ้ วังและพน้ื ที่เชอ่ื มโยง
จากลักษณะทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดลำปาง เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำวัง มี

ลกั ษณะเปน็ ลุ่มแม่นำ้ ท่ีวางตัวแนวแกนเหนือ-ใต้ มีขอบเขตทศิ ตะวันตกและใตต้ ดิ กบั ลุ่มน้ำปิง ทิศตะวนั ออกติด
กับลุ่มนำ้ ยม ทศิ เหนอื ตดิ กับลุ่มนำ้ กกและลุ่มนำ้ โขง พื้นทสี่ ว่ นใหญ่เปน็ ทวิ เขาสงู ในทวิ เขาผปี ันน้ำ ตอนกลางลุ่ม
นำ้ เปน็ ท่ีราบระหวา่ งหุบเขา แม่น้ำวงั เป็นแมน่ ้ำสายหลกั ทม่ี ีตน้ น้ำอยู่ในทวิ เขาผปี ันนำ้ ตำบลปา่ ทงุ่ อำเภอพาน
จังหวัดเชียงราย ในปัจจุบันไหลไปบรรจบที่แม่น้ำปิง ณ บ้านปากวัง ตำบลตากออก อำเภอบ้านตาก จังหวัด
ตาก ความยาวประมาณ 400 กิโลเมตร พื้นที่ลุ่มน้ำมขี นาดประมาณ 10,791 ตร.กม. แบ่งออกเป็น 7 ลุ่มน้ำ

สาขา ซ่ึงลำน้ำสาขาที่สำคญั ได้แก่ นำ้ แม่จาง เกิดจากดอยผาขวาง ในอำเภอแม่เมาะ จงั หวัดลําปาง ไหลผ่าน
อ่างเกบ็ น้ำแมจ่ าง แล้วเข้าอำเภอแม่ทะ ไปลงแม่น้ำวังในตำบลวังพร้าว อำเภอเกาะคา ยาว 116 กม. ส่วนนำ้
แม่ตยุ๋ ตน้ นำ้ เกดิ จากเขาในตำบลเมอื งปาน อำเภอเมอื งปาน จังหวดั ลําปาง ไหลเขา้ สู่อำเภอแจ้หม่ อำเภอเมือง
ลําปาง ไปบรรจบแม่น้ำวังที่บ้านสบตุ๋ย ตำบลปงแสนทอง อำเภอเมืองลําปาง ความยาว 101 กม. ต้นน้ำ
เรียกชื่อว่า น้ำแม่กวม ลำน้ำแม่ยาว ต้นกำเนิดจากเทอื กเขาดอยขุนตาน ไหลผ่านอำเภอห้างฉัตร และอำเภอ
เกาะคา มาบรรจบกับแม่น้ำวังที่ตำบลท่าผา อำเภอเกาะคา เป็นต้น นอกจากนี้ยงั มีแม่น้ำลำธารขนาดเล็กอีก
จำนวนมากที่กระจายอยูต่ ามพื้นที่อำเภอตา่ งๆอันเป็นชัยภูมิที่สำคัญของผู้คนในอดีตในการเลือกตั้งทำเลถิ่น
ฐานของชุมชนตามแม่นำ้ เหล่าน้ี เนือ่ งจากน้ำเปน็ สง่ิ สำคญั ทีจ่ ะใช้ในการดำรงชีวิต รวมถึงการเพาะปลกู เพอ่ื นำ
ผลผลติ มาแลกเปลี่ยน หรือนำมาค้าขายและการบรโิ ภคภายในครวั เรอื น โดยการต้ังถ่ินฐานของชมุ ชนในจังหวัด
ลำปางโดยสามารถแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ที่ราบบริเวณลุ่มน้ำวังตอนบน เป็นบริเวณที่ราบขนาดเล็กที่มีถูก
ขนาบด้วยภูเขาท้ังสองดา้ น ไดแ้ ก่ บรเิ วณอำเภอวงั เหนือ อำเภอเมืองปาน และอำเภอแจห้ ม่ ในปจั จุบนั ส่วนที่
สองคือ ที่ราบบริเวณลุ่มน้ำวังตอนกลาง เป็นบริเวณทีร่ าบทีใ่ หญท่ ี่สุดในลุ่มแม่น้ำวงั ได้แก่บริเวณอำเภอเกาะ
คา อำเภอห้างฉตั ร อำเภอเสรมิ งาม อำเภอแม่ทะ อำเภอแมเ่ มาะ และอำเภอเมืองลําปาง ในปจั จบุ นั และส่วน
สดุ ทา้ ย ทีร่ าบบริเวณลุ่มน้ำวังตอนล่าง อนั เป็นทรี่ าบขนาดเล็กที่ถกู ข้นั ดว้ ยภเู ขาเช่น ที่ราบสบปราบ ที่ราบเถิน
ได้แกบ่ รเิ วณอำเภอสบปราบ อำเภอเถิน และอำเภอแมพ่ รกิ ในปจั จบุ ัน (ภญิ ญพนั ธ์ุ พจนะลาวณั ย์, 2559: 61-
62) นอกจากปัจจัยทางด้านสภาพภูมิศาสตร์แล้วการตั้งถิ่นฐานของประกรในพื้นที่จังหวัดลำปางยัง
ประกอบด้วยบริบทอนื่ ๆดังจะเห็นไดจ้ ากการศึกษาด้านประวตั ิศาสตร์ที่กล่าวมาข้างตน้

กลมุ่ ชาตพิ ันธุใ์ นลุ่มแมน่ ำ้ วงั และพน้ื ทเ่ี ชื่อมโยง
ในมติ คิ ำวา่ ชาวลำปาง ในปจั จบุ ันนนั้ แท้ทจ่ี ริงแล้วเกิดจากการรวมตวั ของประชากรกลุ่มต่างๆท่ี

อาศัยอยู่ในพืน้ ทเ่ี ขตจังหวดั ลำปาง ประชากรเหล่านี้ก่อให้เกิดวัฒนธรรม ประเพณี บรรทัดฐานทางสังคม ภาษา
และความเชื่อในแนวเดียวกนั ก่อให้เกิดเป็นอัตลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่นและมีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดย
เหตุที่ก่อให้เกิดการตั้งถิ่นฐานเป็นชมุ ชนต่างๆน้ันมีตามปัจจัยและบริบทที่แตกต่างกันออกไป เช่น การอพยพ
ถิ่นฐานหนีภัยสงคราม ภัยแล้ง ความ เชื่อ พื้นที่อุดมสมบูรณ์ พื้นที่ที่สะดวกต่อการคมนาคมขนส่งและการ
เดินทาง เป็นต้น กลุ่มชาติพันธ์ที่จะกล่าวถึงในต่อไปน้ีเป็นกลุ่มชาตพิ ันธุ์ที่อาศัยอยู่ในบรเิ วณลุ่มแม่นำ้ วัง เขต
พื้นทีจ่ งั หวัดลำปาง โดยสามารถจัดเป็นหมวดหมู่ได้ดงั น้ี

กลุม่ ชาติพนั ธ์ุลวั ะ
ชาวลัวะ ถือเป็นกลุ่มคนดั้งเดิมในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย อาศัยตั้งถิ่นฐานอยู่ทั้งเชิงเขา

12

ส่วนท่ี 3
กล่มุ ชาตพิ นั ธใุ์ นลุม่ แม่นำา้ วงั

และพืน้ ที่เชือ่ มโยง

13

14 ปผลไ6ด2ลำรแ้ป)ผะกกลนา่บงอติอโรบมกดิเาดวยจแณ้วสาลยกาอกบมปำเรเปาัจภิบรลจอทถ่ียัสยแอนบทบน่ื ปห่างๆเรงดรปาดอืัง็นบจ้นาะนำ3อเมสหำาสภเ็นคภ่วาไา้อนดพขเ้จถาภไายดนิ ูมกแ้แกิแศลกาละา่ระทกสศอาตี่รกึ ำรารษเบบ์ภแารบอลดโิ รภแ้า้วิเนมคกวปพ่ภณารารรละยกิตุ่มวใั้งนใตันนถคศิ้ำปิ่นราวัจวัสังฐเจตตารุบรอนือ์ทันนนขี่กบอ(ลโภนงด่าิญปยวเกมรญปาะา็นพรขกบนัต้ารร้ังงธใิเถต์ุนวพนิ่้นณพจฐืนท้านนะี่รทลขาี่จบาอวังงขณัชหนุมวยาชั์ดด, นเ2ลลใ5ำน็ก5ปจท9างั :ี่มหง6ีถยว1ูกัดัง-
ขนาบดว้ ยภูเขาท้ังสองดา้ น ได้แก่ บริเวณอำเภอวงั เหนือ อำเภอเมอื งปาน และอำเภอแจห้ ่ม ในปจั จบุ นั ส่วนที่

อคกสสดุาอาลศทงุ่มอยัคา้ชำอืยอาเภยตททู่ใอพิ นี่่ีรรหนัาพาา้ บบธืน้ใงบนุ์ใบฉทนรมตัรี่เลเิขิเิตรววมุ่ติคณณอจแำำลังวลมเหมุ่าุ่่ภม่นนวนอำ้ชดั้ำเว้ำาสวลววังังรำัแงลติมปตลำองาอปะานงนพามลงปก้ืน่าอรลใงทะนำา่ีเเชองปชภานัเัจ่อือกปเจมแปร็นบุโมเ็นยบหนั ท่ ทงลรนะรี่ิเา่ น้ัวานอณบกี้แำขทเอ่ทภนใี่ร้ทอหาาีจ่ดแเ้บรกเมทลงิดิ ่เแก็ี่ใมวหลทฒัาว้ญะ่ีถนเูก่ทกแธขิดี่สรลัน้จุรดะดมาใอกนว้ ำปกยลเภรภาุ่มะรอเูแขเรเพมมวา่นณมอืเช้ำงตีน่วลบัวงัาํขรทปรอไี่รดทางาง้แปดั บกฐรใสนาะ่บบนชปรปทาิเจั วรกาจณางรุบบสกอันังลำทคุ่เมแี่รมภลตาอะ่าภบเงสกาเๆถ่วษาทินนะา่ี
แไดลแ้ ะกคบ่ วราเิมวเณชอื่อำในเภแอนสวบเดปียราวบกันอกำ่อเภใหอ้เเกถินิดเปแล็นะออัตำลเภักษอแณม์เพ่ฉพรกิ าะใขนอปงจั ทจ้อุบงนั ถิ่น(ภแิญละญมพีกันาธร์ุถพ่าจยนทะอลดาจวาณั กยร์,ุ่น2ส5ู่ร5ุ่น9:โ6ด1ย-
6เห2ต) ุทนี่กอ่อกใจหา้เกกปิดกัจาจรัยตทั้งถาง่ินดฐ้าานนเสปภ็นาชพุมภชูนมติศ่าางสๆตนรั้น์แมลีต้วากมาปรจั ตจั้งัยถแิ่ลนะฐบานริบขทอทงปี่แตรกะตก่ารงใกนันพอื้นอทกีไ่จปังหเชว่นัดกลาำรปอาพงยยพัง
ถปิ่นระฐกาอนบหดนว้ ีภยัยบสรงบิ คทรอาื่นมๆภดัยังจแะลเ้งหน็คไวดาจ้มากเชกื่อารพศื้นึกษทาี่อดุดา้ มนสปมรบะูรวณัตศิ ์ าพสื้นตทรท์ี่ที่กี่สละ่าดววมกาตข่อา้ กงตาน้รคมนาคมขนส่งและการ

พเกดล้ืนินุ่มททชี่จาางั งตหเพิวปัดัน็นลธตำใ์ุ ป้นนาลกงมุ่ ลโแุ่มดมยช่นสาตำ้ามวิพังาันแรธถลท์ จะี่จัดพะเื้นปกทน็ ล่ีเห่าชวม่ือถวมึงดโใหยนมงต่ไู ่อดได้ ปงั นน้ีเี้ ป็นกลุ่มชาติพันธุท์ ี่อาศัยอยู่ในบริเวณลุ่มแม่นำ้ วัง เขต
ในมิตคิ ำว่า ชาวลำปาง ในปัจจุบนั นัน้ แท้ทีจ่ ริงแลว้ เกิดจากการรวมตัวของประชากรกลุ่มต่างๆที่

แแถอกเกหลาิลลล่นตศ่าะะุม่ฐุทวัยทคาชถอี่กนวี่รางึยา่อาตหชมใู่บใิพนานหเลวีันชภพ้เุ่ลมืก่อธัยน้ืชวัแิุ์ลดใสทาะนมวักงวเเ่ี ่นแคปขะาลนรต้ำรน็ัวตาจวะกมมั้งงัเลีภดถถหุม่ ภียาือิ่นวชษวเัดัยฐปากาแลาต็นพนันำลพิ ปกกูเด้งปันลา่อคแ็ธนงุ่มใวล์โหชคปบาะ้มุเนรมรกวชะดาิดัฒนณเชัง้เชนาตปเทดื่อก่ธา็น่มีิมรงรอพีบเๆใรหันตื้นมทนลลพทปบั้น่าัก้ืนี่รอามนษะททุดีตก้ี ณเใี่ภมาอ่พนม์เาสใณฉกหคปมพาีท้เเจับกรหาี่เจูรคดิปะนัยณ้าวข็ืนอแขัฒอ์ขเลาพองนอยะทกื้นงธทบล้อปรทส่ีรักรงรี่ทิับมถมษะี่พสทิ่นเณปทะนัทแ์รดเศธี่แลฉะวไ์กตะพเทกบัพมกายตรตีณกะ่อะอ่าาตีบกรงบานากบถศรรันจ่าเัยรศคยาทอตรมกทอัดั้งษนตอถกฐฐําาาดิ่นไกคนปนจฐิจมาทาาเนขกชนารงนหร่นะอสุ่นลสหยังกสา่งวู่ทคายแู่่ราัง้มรฉงุลน่เอชชบะภพุิมงกับโาเยชดษาขไพนดยราา้
แเดลินะทเมาืองงเตป่า็นงตๆ้นมกีกลาุ่มรสชันาตนิพิษันฐธาท์นีว่จ่าะกชลา่าววลถัวึงะใหนรตือ่อลไปะวน้า้ีเเปป็น็นกคลนุม่ ดชั้งาเตดิพิมันในธเุ์ทขี่อตาพศื้นัยทอี่ภยู่ใานคบเหรนเิ วือณลลงุไ่มปแทมี่ร่นา้ำบวลังุ่มเขนต้ำ
เพจืน้ า้ ทพี่จระงั หยาวัดใลชำภ้ ปาาษงาใโนดยตสระามกาูลรถอจอดัสเโปตน็รเหอมเชวียดตหกิม่ไู กดลด้ ุ่มังนม้ีอญ-เขมรเชน่ กนั อย่างไรก็ตามมคี วามเหน็ ว่า ข้อจํากัด

กลมุ่ ชาตพิ นั ธุ์ลัวะ
ชาวลัวะ ถือเป็นกลุ่มคนดัง้ เดิมในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย อาศัยตั้งถิ่นฐานอยู่ทัง้ เชิงเขา

และที่ราบลุ่มแม่น้ำ มีภาษาพูด และวัฒนธรรมประเพณีทีเ่ ป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน จากตํานานหลายฉบับได้
กล่าวถงึ ชาวลัวะเป็นกลมุ่ ชาติพนั ธ์โบราณทมี่ ีบทบาทในการค้าขายท่สี ัมพันธ์กบั ระบบเศรษฐกิจ ระหว่างชุมชน
และเมืองต่างๆ มีการสันนิษฐานว่า ชาวลัวะหรือละว้าเป็นคนดั้งเดิมในเขตพื้นที่ภาคเหนือลงไปที่ราบลุ่มน้ำ
เจ้าพระยา ใช้ภาษาในตระกูล ออสโตรเอเชยี ตกิ กล่มุ มอญ-เขมรเช่นกนั อย่างไรก็ตามมีความเห็นวา่ ข้อจํากัด

ของภาษาลัวะทมี่ กี ารกระจายตวั อยู่อยา่ งหลากหลาย อาจทำใหเ้ ป็นอปุ สรรคในการสอื่ สารข้ามพ้ืนที่ เงอ่ื นไขนี้
ส่งผลมาถึงการรวมกันทางการเมือง หากเป็นเช่นนั้นจริงขอ้ สนั นิษฐานที่ว่าเม็งหรือมอญอาจ มิใช่คนนอก แต่
อาจเป็นลัวะทีร่ ับวฒั นธรรมมอญจากทวารวดเี ข้ามาและสามารถพฒั นาตนขน้ึ มาเป็นผปู้ กครองลวั ะ (ภญิ ญพันธุ์
พจนะลาวัณย์, 2559: 95)

หลักฐานชาวลัวะในเมืองลำปาง ปรากฏในตำนานพระธาตุลำปางหลวง ที่ระบุถึงชนพื้นเมืองที่
ถวายการอุปถากถวายจังหันแก่องค์สมเดจ็ พระสมั มาสัมพทุ ธเจ้า เมื่อเสด็จมารบั บิณฑบาตที่หมู่บ้านลมั พการี
วัน หรอื บา้ นลำปางหลวง นอกจากนต้ี ำนานการสร้างเมืองเขลางคย์ งั กล่าวอา้ งถงึ ชาวพ้นื เมืองบริเวณพื้นท่ีแถบ
นี้ว่าเป็นชาวลัวะเรื่อยมาจนกระทั่งเข้าสู่ยุคล้านนา ยังมีการระบุกล่าวถึงชาวลัวะเป็นพลเมืองในเมืองเขลางค์
นอกจากนี้ตำนานพระธาตุเสด็จกล่าวถึงเจ้าเมืองนครลำปางผู้ที่มาบูรณะฟื้นฟูวัดพระธาตุเสด็จในช่วงพุทธ
ศตวรรษที่ 23 ว่าเป็นพญาลัวะ มาจนกระทัง่ ถึงประวัติศาสตร์ต้นตระกูลเจ้าเจ็ด ตน คือเจ้าหนานทพิ ย์ช้างยัง
ปรากฏชื่อที่เชื่อมโยงกับความเป็นชาวลัวะอีกด้วย จากหลักฐานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ชาวเมืองนคร
ลำปางมาความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับความเป็นชาวลัวะมาตลอดทุกยุคสมัย หรือดั้งเดิมของชาวลำปางส่วน
ใหญ่อาจจะเป็นชาวลัวะที่ได้รับการพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบวัฒนธรรมวิถีชีวิตของตนเองตามอิทธิพลของ
วัฒนธรรมไทยวน ซึ่งต่อมาวฒั นธรรมแบบไทยยวนดงั กลา่ วถูกขนานเรียกกนั ว่า วฒั นธรรมแบบคนเมอื ง

นถวี้ า่ ยเปก็นารชอาุปวลถัวาะกเถรวื่อายยมจาังจหนันกแรกะ่อทงัง่คเ์สข้มาสเดู่ยจ็ ุคพลร้าะนสนัมามยาังสมัมีกพาทุ รธรเะจบ้าุกเลม่าือวเถสึงดช็จามวาลรัวบั ะบเปณิ ็นฑพบลาเตมทอื ี่หงใมนู่บเม้านืองลเมั ขพลกางาครี์
นวันอกหจราือกบนา้ ี้ตนำลนำาปนางพหรละวธงาตนุเอสกดจ็จากกลน่าีต้ วำถนึงาเจน้ากเามรือสงรน้างคเรมลือำงปเขาลงาผงู้ทคี่ม์ยางั กบลูร่าณวะอฟ้างื้นถฟึงชูวาัดวพพรน้ื ะเธมาือตงุเบสรดิเ็จวใณนพช้ืน่วงทพี่แุทถบธ
นศตี้วว่าเรปร็นษชทาี่ 2ว3ลัววะ่าเเรปื่อ็นยพมญาจานลกัวระะมทาัง่ จเขน้ากสรู่ยะุคทลัง่ ้ถานึงปนราะยวังตมิศีกาาสรตรระ์ตบ้นุกตลร่าะวกถลู ึงเชจา้าวเลจัว็ดะตเปนน็ คพือลเเจม้าอื หงนในานเมทือิพงยเข์ชล้าางงยคงั ์ 15
นปรอากกจฏาชกื่นอที้ตีำ่เชนื่อานมโพยรงะกธับาคตวุเสาดม็จเปก็นลช่าวาถวลึงเัวจะ้าอเมีกือดง้วนยครจลาำกปหาลงักผฐู้ทาี่มนาดบังูรกณละ่าฟวสื้นะฟทูว้อัดนพใรหะ้เธหา็นตวุเ่สาดช็จาใวนเชม่วืองงพนุทคธร
ลศำตปวารงรมษาทคี่ 2วา3มวเก่าเี่ยปว็นเนพื่อญงาเลชัวื่อะมโมยางจกนับกครวะาทมัง่ เถปึง็นปชราะววลัตัวิศะามสาตตรล์ตอ้นดตทรุกะยกุคลู สเจมา้ ัยเจหด็ รตือนดั้งคเดือิมเจข้าอหงนชานวลทำิพปยา์ชง้าสง่วยนัง
ปใหรญาก่อฏาชจื่จอะทเี่เปช็นื่อชมาโวยลงัวกะับทคี่ไวดา้รมับเปกา็นรชพาัฒวลนัวาะปอรีกับดเป้วยลี่ยนจราูปกหแบลักบฐวาัฒนนดธังรกรลม่าววิถสีชะีวทิต้อขนอใงหต้เนหเ็นอวง่ตา าชมาอวิทเมธือิพงลนขคอรง
วลฒัำปนาธงรมรามคไวทายมวเนกี่ยซวงึ่ เตน่อื่อมงาเวชัฒื่อนมธโยรงรกมับแบคบวาไทมยเปย็นวนชาดวงั ลกัวละา่ มวถาูกตขลนอาดนทเุกรยี กุคกสนัมวัยา่ หวรฒั ือนดธั้งรเดรมิ แขบอบงชคานวเลมำือปงางส่วน
ใหญ่อาจจะเป็นชาวลัวะที่ได้รับการพัฒนาปรับเปลี่ยนรูปแบบวัฒนธรรมวิถีชีวิตของตนเองตามอิทธิพลของ
วัฒนธรรมไทยวน ซ่งึ ต่อมาวฒั นธรรมแบบไทยยวนดังกลา่ วถกู ขนานเรียกกนั ว่า วัฒนธรรมแบบคนเมือง

ภาพท่ี 1 หญงิ ชาวลวั ะ
ภาพที่ 1 หญงิ ชาวลวั ะ

16
กลุ่มชาติพันธุ์ลัวะรุ่นสุดท้ายในพื้นที่จังหวัดลำปางปัจจุบันยังคงตกค้างอยู่พื้นที่ตำบลเมืองยาว

ตำบลแม่สัน อำเภอห้างฉัตร ตำบลหัวเมือง อำเภอเมืองปานและ อำเภอวังเหนือ ชุมชนเหล่านี้ถือเป็นกลุ่ม
วัฒนธรรมชาวลวั ะรนุ่ สุดท้ายทย่ี ังคงเอกลักษณ์เฉพาะของชาวลวั ะลำปางได้พอสมควร โดยเฉพาะในมิติภาษา
พูด อาหาร และประเพณีความเช่อื แต่ทวา่ ชาวลวั ะร่นุ ใหมใ่ นปจั จุบนั เริ่มปรับเปลี่ยนตนเองและหันหลังให้กับ
รากเหงา้ ของตนเองทำให้อัตลักษณค์ วามเป็นชาวลวั ะในลำปางเร่มิ เลอื นลางหายไป
ชาตพิ ันธุก์ ะเหรีย่ ง(ปกาเกอะญอ)

กะเหรีย่ ง หรือ ปกาเกอะญอ คนล้านนามกั เรียกว่า “ยาง” กลุ่มชาติพันธุ์นี้เรียกตนเองว่า “ปกา
เกอะญอ” กะเหรี่ยงเป็นชนเผ่าที่จัดได้ว่ามีหลายเผ่าพันธุ์ หลายภาษา มีการนับถือศาสนาที่ต่างกัน แต่
กะเหร่ียงด้งั เดมิ จะนบั ถือผี เชือ่ เร่อื งต้นไมป้ ่าใหญ่ ภายหลงั หันมานับถอื ศาสนาพุทธ และศาสนาครสิ ต์ เป็นต้น
โดยแบ่งออกเปน็ กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ปกาเกอะญอ (สกอว์) โพล่ง (โปว์) ตองสู้ (ปะโอ) และบะแก (บะเว) แต่เดิม
กะเหรี่ยงตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณต้นแม่น้ำสาละวิน สหภาพพม่า ต่อมาได้อพยพเข้ามาตามแนวตะเข็บชายแดน
ไทย-พม่า และท่วั ภาคเหนือ แม้กะเหรีย่ งจะไดช้ อื่ วา่ เปน็ ชาวเขา แตก่ ็มไิ ดอ้ าศัยบนเขาสูงท้งั หมด บางสว่ นสรา้ ง
บา้ นแปลงเรอื นอาศัยอยู่บรเิ วณพืน้ ทร่ี าบ หรอื พ้นื ทีร่ าบเชงิ เขา ในส่วนของบ้านเรือนทอ่ี ยู่อาศัย ชาวกะเหร่ียง
นิยมสร้างเรือนไมย้ กพื้นสงู มีชานเรือน หลังคาหน้าจั่วยาวคลุมตัวบา้ นมงุ ด้วยหญ้าคา มีเตาไฟอยู่ภายในบา้ น
ไมม่ หี น้าตา่ ง และดำรงชพี ด้วยเกษตรกรรมและหาของป่า (กิติชาติ นลิ ขาํ , 2559: 19)

ภาพที่ 2 กลุ่มพ่อคา้ ชาวกะเหรี่ยง

17
ชาวกะเหรี่ยงถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมอีกกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในลำปางร่วมกับกลุ่มชาวลัวะ
ปรากฏหลักฐานความเป็นชาวกะเหรี่ยงกระจายอยู่ท่ัวไปเชน่ กรณเี ปน็ ชือ่ บา้ นนามเมือง ในอำเภอห้างฉัตรคือ
บา้ นยางแล ยางคก ยางอ้อย โดยเลา่ ขานสืบกนั มาว่าพนื้ ทแ่ี ถบน้ีเคยเป็นถ่ินฐานชุมชนของชาวยางขาวมาก่อน
ภายหลงั ชมุ ชนผนวกข้อมลู กับตำนานเรอื่ งเลา่ ทอ้ งถิ่นจึงทำใหข้ ้อมลู ดังกลา่ วผดิ เพย้ี นไป ปจั จุบันในพ้นื ที่จงั หวัด
ลำปางยังคงมีชุมชนชาวกะเหรียงอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่ เช่น อำเภอเสริมงาม อำเภองาว อำเภอแม่เมาะ
อำเภอแจห้ ่ม เปน็ ต้น

กลมุ่ ชาตพิ ันธุ์ไทยวน
คำว่า ไทยวน ยวน โยน โยนก คนเมอื ง ไทยเหนอื ไทยพายพั ไทยล้านนา ล้วนเป็นชื่อเรียกชาติ

พนั ธ์ไุ ทที่อยูใ่ นดนิ แดนล้านนามาแต่โบราณ คำวา่ “ยวน” พระยาประชากิจกรจกั ร์ (แช่ม บุนนาค) ได้อธบิ ายไว้
ในพงศาวดารโยนกวา่ เปน็ คำทีเ่ พยี้ นมาจากคำวา่ “ยนุ ซาง” หรือ “ฮวนชาน” ในภาษาจีนแปลวา่ กลุ่มชนอื่น
ท่ีอาศยั อย่ทู างทิศใต้ ซงึ่ หมายถึง ชาน หรือสยาม คำวา่ “ไทยวน” จึงหมายถงึ กลมุ่ ชาติพันธุ์ไทกลุ่มหน่ึงที่พูด
ภาษาตระกูลไท-กะได หรือที่รู้จักในนามล้านนาไทย ไทยวน โยนก เป็นกลุ่มชนดั้งเดิมที่อาศยั อยู่ในดินแดน
ตอนใต้ของประเทศจีนมาแต่โบราณ หรือที่ปรากฏชื่อในเอกสารโบราณว่า อาณาจักรโยนก หรืออาณาจักร
ล้านนา ตามตำนานสิงหนวตั ิ กล่าววา่ สิงหนวัตกิ ุมาร โอรสของท้าวเทวกาล ซง่ึ ปกครองบา้ นเมืองทางยูนนาน
ได้นำผู้คนมาตั้งบ้านเรือนอยู่ลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้ คือเชียงราย เชียงแสนในปัจจุบัน และตั้งชื่อเมืองว่า โยนก
นคร หรือ โยนกนาคนคร คนทั่วไปเรียกเมืองนี้ว่าโยนก หรือยูน หรือยวน ไทยวนหรือคนยวนชาวไทยวนมี
ภาษาพูดภาษาเขียนเปน็ เอกลักษณ์ของตน อักษรทีใ่ ช้เขียน เรียกอักษรธมั ม์ล้านนามีภาษาพูดใกล้เคียงกับไท
ล้อื และไทเขิน

ภาพที่ 3 กลุ่มสตรชี าวไทญวณนุ่งผา้ ซิน่ ตนี จกเพอื่ ไปทำบุญที่วดั ในวนั สำคัญ

18

ในปี พุทธศกั ราช 2347 ซงึ่ ขณะนนั้ เชยี งแสนตกอยู่ภายใตก้ ารปกครองของพม่า พระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงเทพหรริ ักษแ์ ละพระยายมราช พร้อมด้วยกองทัพลาว
ยกทัพไปตเี มืองเชียงแสน เมือ่ ตเี มืองเชียงแสนได้แล้วจึงใหร้ ้ือกำแพงเมือง รือ้ บา้ นเมอื ง และรวบรวมผู้คนชาว
ยวนเชยี งแสนโดยแบง่ เป็น 5 สว่ น สว่ นหนงึ่ ใหไ้ ปอยเู่ มืองเชียงใหม่ สว่ นหนึง่ ให้ไปอยู่ท่นี ครลำปาง ส่วนหนึ่งอยู่
ท่ีเมืองน่าน สว่ นหนงึ่ อยทู่ นี่ ครเวียงจนั ทน์ และอีกส่วนหนึง่ ให้เดินทางมายังภาคกลางโดยให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่
ราชบุรี สระบุรีปัจจุบันชาวไทยวนนอกจากจะอาศัยอยู่ทางภาคเหนือในเขตจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพนู
ลำปาง นา่ น แพร่ ยังกระจายตวั ต้ังถ่นิ ฐานในราชบรุ ี สระบุรี นครปฐม นครราชสีมา ฯ

กลุ่มชาตพิ นั ธ์ุไทลือ้
ถิน่ ฐานเดิมของไทลอื้ นัน้ อยบู่ รเิ วณที่ปัจจุบนั เรียกกนั ว่า สบิ สองปนั นา ในเขตยูนนานประเทศจีน

เป็นเมืองในหุบเขา และมีแม่น้ำโขงไหลผ่าน มีศูนย์กลางอยู่เมืองเชียงรุ่ง สมัยก่อนมีพระเจ้าแผ่นดินในชื่อท่ี
เรียกกันว่า เจ้าฟ้าแสนหวี (ประชัน รักพงษ์และคณะ, 2535: 5) ปัจจุบันชาวไทลื้อกระจายตัวอยู่ในดินแดน
ตา่ งๆ ดังนี้ สิบสองปนั นา ในประเทศจีน เมืองยอง ในประเทศพม่า แคว้นพงสาลี ในประเทศลาว เมืองบินห์ลู
ในประเทศเวยี ดนาม และภาคเหนอื ของประเทศไทย

การเคลอ่ื นย้ายอพยพของชาวไทลื้อสู่ดนิ แดนล้านนามหี ลายยุคสมยั โดยสมยั ลา้ นนามีการระบุว่า
มีชาวไทลือ้ เคลอ่ื นย้ายเข้ามาสู่เชยี งใหม่บริเวณ ตำบลลวงเหนอื อำเภอดอยสะเกด็ ในตงั้ แต่สมยั พระเจ้าสามฝ่ัง
แกน(พ.ศ.1945-1984) (ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์, 2559: 42) ระลอกที่สอง เข้ามาในยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้า
ใสเ่ มอื ง ราว พ.ศ.2348 พระเจ้ากาวลิ ะไดน้ ํากองทัพไปตเี มอื งยองและหัวเมืองล้ือในสิบสองปนั นา ในช่วงนน้ั ยงั
ไมไ่ ดฟ้ ้นื ฟตู ง้ั เมอื งลำพูนข้นึ มา หลงั จากพาเจา้ เมอื งประเทศราชดงั กลา่ วไปเฝ้ารชั กาลท่ี 1 ทรงมีพระราชกระแส
รบั สงั่ ให้เจา้ คําฝัน้ อุปราชเมอื งเชียงใหม่ และเจา้ ศรบี ุญมา อุปราชเมอื งนครลาํ ปาง รว่ มกับชาวไทลื้อเมืองยอง
ไปฟ้นื เมอื งลำพูน ครอบครัวชาวยองส่วนใหญ่จงึ มุง่ ไปลำพนู อีกส่วนไดเ้ ขา้ สู่เมอื งนครลาํ ปาง ระลอกท่ีสาม เข้า
มาในยุคลภ้ี ัยการเมืองคอมมิวนิสต์ เข้ามาในสมัยหลังๆ เพ่ือแสวงหาพ้นื ท่ีทำกินท่ีเหมาะสม ในช่วงเวลาท่ีชาว
ไทลื้อเคลื่อนย้ายมาตั้งถิ่นอยู่ทีเ่ มืองนครลําปางนั้น ตรงกับสมัยเจ้าหอคำดวงทิพย์ เป็นเจ้าผู้ครองนครลําปาง
(พ.ศ.2337-2368) ซึ่งกใ็ หอ้ นญุ าตอย่ใู นเมืองระยะหน่งึ กอ่ นที่จะขอย้ายไปตั้งทำเลใหม่ในบริเวณที่ต้ังปัจจุบัน
มีคําบอกเล่าถึงบรรยากาศการเคลื่อนย้ายดังกล่าวจากผู้สูงอายุในทำนองว่า ครอบครัวมาจากเมืองยอง เมื่อ
มาถงึ เชยี งรายแล้วแยกกันมา 7 ครอบครวั มาพกั อยู่ทีเ่ มืองนครลําปาง โดยทเี่ จา้ หลวงทดลองใจดู โดยทิ้งเงิน
ทองของมีคา่ ไว้ แตป่ รากฏวา่ ไมม่ ใี ครแตะต้อง ตอ่ มามกี ารถามความสมคั รใจ หมู่บา้ นตา่ งๆ ในการรบั ชาวไทลื้อ
ไปอยู่ด้วยแคว่น(ผู้นาํ หมู่บ้าน) ตำบลนาคต ยินดีที่รบั ไปอยูด่ ้วย แต่ระหว่างการเดินทางน้ันได้มาเจอหนองบัว
ใกล้ๆ ห้วยแม่ปุงดูท่าทางมีอาหารการกินสมบูรณ์ สองฝั่งของลำห้วยมีป่ากล้วยขนาดใหญ่ขึ้นงอกงามจึง
ตัดสินใจตั้งบ้านเรือนที่นี่ เริ่มต้นจากบ้านกล้วยหลวง เนื่องจากระยะทางที่ห่างไกลออกมาทางทิศใต้ ที่อยู่
ระหวา่ งเขตตวั เมืองกับตวั อำเภอแมท่ ะ ทำใหใ้ นอดตี ชมุ ชนไทลื้อในลำปางโดดเดยี วออกจากเขตเมอื งลำปาง

คําว่า “ชาวไทลื้อ” กับ “ชาวยอง” ก็เป็นอีกเรื่องที่ควรจะทำความเข้าใจกัน จากการค้นคว้า
เบื้องต้นพบว่า ชาวยอง มาจากการกำหนดตัวตนผ่านถิ่นฐาน นั่นคือชื่อ เมืองยอง ที่ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขต

19

ประเทศพม่า และเป็นเมอื งที่มพี ัฒนาการมาต้งั แต่สมยั ก่อนล้านนา (ราวพุทธศตวรรษที่19) (สรสั วดี อ๋องสกุล,
2552: 187) ซึ่งในการสร้างบ้านแปงเมืองนั้นเป็นผลการขยายตัวจากเมืองเชียงรุ่ง และเมืองยอง ก็ได้รับ
วัฒนธรรมไทลือ้ แบบเชียงรงุ่ ไปใช้ จึงนับได้ว่าถอื เป็นความสมั พนั ธ์ ฉันทบ์ า้ นพี่เมอื งนอ้ ง ฉะนัน้ ชาวยองจะเป็น
คาํ จํากัดความท่ีแน่ชดั ว่าเป็นคนท่ีมาจากเมอื งยอง สว่ นชาวไทลอื้ นัน้ มิไดร้ ะบชุ ัดเจน

ชาวไทลื้อลําปาง เรียกคนเมืองว่า อิ้ว (ซึ่งหมายถึง คนที่ไม่ใช่ลื้อ) บางทีก็เรียกว่า บ่าเจ้ากอน ท่ี
หมายถึง คนเมืองลําปาง และจะไม่พอใจหากมีใครมา เรียกตนเองว่า ลื้อ หรือ บ่าลื้อ (ประชัน รักพงษ์และ
คณะ, 2535: 133) เมือ่ เทยี บกับชาวยองท่ีลำพูนแลว้ นับไดว้ ่า สถานะของชุมชนไทลือ้ ท่ีลําปางมีความแตกต่าง
กันมาก สาเหตุหนึ่งก็เนื่องจากชาวยองลำพูนน้ันเป็นคนหมูม่ าก ขณะที่ชาวไทลื้อลำปางเป็นคนกลุ่มน้อยกว่า
นอกจากนั้นในบางยคุ สมัยชุมชนไทล้ือถูกเลือกใหเ้ ปน็ พื้นที่พักของผู้ป่วยโรคเรื้อน ที่คนเมืองเรียก "ขี้ตู้ด" อัน
เป็นโรคที่น่ารังเกียจในสังคม จนถึงขนาดวา่ คนลําปางไม่ยอมซื้อผลิตผลทางการเกษตรจากชาวไทลือ้ เลยก็มี
(ประชัน รักพงษ์และคณะ, 2535: 133) ดังนั้นชาวไทลือ้ กลุ่มบ้านกล้วยจึงมักจะไม่เปิดเผยตัวตอ่ คนทั่วไป ว่า
ตนเป็นใครมกั จะเลี่ยงตอบเมื่อมีคนถามแต่อย่างไรกต็ าม ในทางกลบั กนั ชาวไทล้ือมีสํานึกของตัวตนท้องถิ่นสูง
มาก ท่เี หน็ ไดช้ ัดกค็ อื การรกั ษาวัฒนธรรม ภาษาพูดในถิ่นของตน สง่ิ ทน่ี า่ สนใจก็คือว่า ด้วยแรงกดดันดังกล่าว
ทำให้ชาวไทลื้อลําปางมีความรักและสามัคคีในหมู่พวกพ้องสูง การประกอบอาชีพที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปก็คือ
การรับจ้างทำงานโยธา ที่เรามักพบชายไทลื้อ จอดรถจักรยานหรือจักรยานยนต์ พร้อมอุปกรณ์ครบมือ
(ประชัน รักพงษ์และคณะ, 2535: 131) และนั่งรอการว่าจ้าง บริเวณถนนพหลโยธิน ช่วงโรงเรียนลําปาง
กัลยาณี และพื้นที่ใกล้เคียง อาชีพอื่นๆ ของชาวไทลื้อก็มีเช่น การค้าขาย เกษตรกรรม การจ้างมัดหอม
กระเทียม ฯลฯ (ประชัน รกั พงษแ์ ละคณะ, 2535: 129)

20

ภาพที่ 4 ภาพสตรีชาวไทล้ือ
นอกจากกลุ่มไทลื้อในเขตตำบลกล้วยแพะ อำเภอเมืองลำปางแล้วยังมชี าวไทลื้อทีค่ าดว่าอพยพ
โยกย้ายถิ่นฐานมาช่วงเวลาเดียวกนั กับชาวไทลื้อในตำบลกล้วยแพะคือชาวไทลื้อบ้านแม่ปงุ และบ้านฮ่องห้า
เขตตำบลน้ำโจ้ อำเภอแมท่ ะ อกี ทง้ั ยงั พบกลุม่ ชาวไทลื้อในเขตชุมชนบ้านนาเอี้ยงบ้านนาแง ตำบลเสริมกลาง
อำเภอเสรมิ งามอกี กลมุ่ หน่ึงท่ียังคงพดู สนทนาเปน็ ภาษาไทล้อื แต่ไม่สามารถระบุทีม่ าของตนเองได้
กล่มุ ชาวจนี
กลุ่มชาวจีน คือกลุ่มที่เดินทางอพยพเข้ามาในสยาม จากการที่เดินทางไปมาที่สะดวกขึ้น ความ
สะดวกของเรือกลไฟทีม่ ีกําหนดการอย่างสมำ่ เสมอ หลังจากที่อังกฤษสามารถครอบครอง และสถาปนาเกาะ
ฮ่องกงได้ภายในปี พ.ศ.2385 (จี. วิลเลี่ยม สกินเนอร์, 2548: 30) ทำให้ความสำคัญเดิมของเมืองท่าบริเวณ
กวางตุ้งลดบทบาทลง การเดินทางดว้ ยเรือกลไฟเดินทางตามตารางเวลาระหวา่ งกรงุ เทพฯ กับฮอ่ งกงเรม่ิ ขึ้น ใน
ราว พ.ศ.2416 จำนวนผูอ้ พยพเข้ามายังสยามสว่ นใหญ่เป็นคนจนทีเ่ คยเป็นเกษตรกรหรือชาวนาในเมืองจีนมา

21

ก่อน และเดินทางมาสยามเพื่อที่จะทำงานเปน็ กรรมกรธรรมดาในชั้นแรก และมีความปรารถนาที่จะปรับปรงุ
ฐานะทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้น นับเป็นแรงกระตุน้ สำคัญสำหรับการอพยพออกมาจากเมืองจีนมายังสยาม (จี. วิ
ลเล่ยี ม สกินเนอร์, 2548: 80)

ชาวจีนในลําปาง เป็นคนละกลุ่มกบั จีนฮอ่ ผู้เป็นพอ่ ค้าเร่ที่เดินทางไกล จากยูนนาน พวกจีนฮอ่ มี
ประวตั ิคา้ ขายระหว่างภมู ิภาคกันมายาวนาน ขณะท่ชี าวจนี เหล่านี้มาจากอกี แหล่ง และไม่ได้อพยพมาในคราว
เดียว แต่ทยอยเข้ามาในเงื่อนไขที่ต่างกันไป โดยส่วนใหญ่จะเดินทางมาจากทางทิศใต้อีกทอดหนึ่ง แทบมิได้
อพยพจากเมืองจีนมาในคราวเดยี ว ส่วนใหญจ่ ะลงเรือมาข้นึ ฝงั่ ทกี่ รงุ เทพฯ ก่อนท่จี ะขยายตวั ไปตัง้ หลักแหล่งใน
บริเวณตา่ งๆ ในช่วงตน้ รัตนโกสนิ ทร์ ประชากรจีนในสยามมกั ตัง้ ถิ่นฐานอย่บู รเิ วณเขตชายฝ่งั ทะเล และบริเวณ
ที่ลุ่มแถบแม่น้ำสายใหญ่ๆ โดยเฉพาะบริเวณแม่น้ำเจ้าพญาและแม่น้ำท่าจีน มาจนถึงปากน้ำโพ เป็นไปได้วา่
พ่อค้าชาวจีนโพ้นทะเลบางรายได้เข้ามาอยู่ในภาคเหนือแล้ว โดยการค้าแบบกองเกวียนระหว่างเมืองถึงเมอื ง
เมอ่ื ทางรถไฟมาถงึ ปากน้ำโพ(นครสวรรค์) พ.ศ.2448 ปากน้ำโพกลายเปน็ ชุมชนชาวจีนทใี่ หญ่ที่สุด ซง่ึ จะอพยพ
ขนึ้ เหนือ ในกรณขี องลําปางนั้น ใช้การเดินทางมาตามลำน้ำวงั ผ่านเมอื งระแหง แลว้ ขนึ้ มาถงึ ลําปาง และเข้า
มารับจ้างเป็นกุลี รับจ้างส่งของ (ชัยวัฒน์ ศุภดิลกลักษณ์, 2541: 33-34) และด้วยความที่ชาวจีนไม่ได้อยู่ใน
ระบบไพร่ ทัง้ ยังมีสิทธคิ ้าขายได้ พวกเขายงั ได้รบั การสนับสนุน และได้รับสิทธพิ ิเศษทางการค้าจากราชสำนัก
มาเป็นเวลานาน เนือ่ งมาจากร้จู กั ระเบยี บและมารยาทท่ีถูกตอ้ งในการเข้าหาเจา้ นาย หรือความชาํ นาญในการ
ต่อรองสินค้า และการเข้าถึง รสนิยม และความต้องการสนิ ค้า ตำแหน่งที่สำคัญก็คือ เจ้านายฝ่ายเหนือได้ให้
สิทธใิ นการผกู ขาดภาษอี ากรบ่อนเบีย้ (มาร์โก วี.พาเทล และเครือมาศ วุฒิกรณ,์ แปล, 2544: 27)

ชาวจีนมีบทบาทสำคัญในด้านการค้าทางน้ำ ที่เชื่อมโยงลุ่มน้ำเจ้าพญาตอนบนเข้ากบั ลุ่มน้ำเจ้า
พญาตอนล่าง แทนที่การค้าขายสัมพันธ์กับภูมิภาคที่อยู่ตอนบน มีหลักฐานว่า ก่อนรถไฟจะเข้ามาลําปางมี
ท่าเรือท่ีสำคัญอยู่ 2 แห่ง นั่นคือ ที่ตลาดจีนในเขตตัวเมือง และลําปางกลางบริเวณตอนใต้ของเมือง ที่อยู่
ระหว่างกลางของตัวเมืองและวดั พระธาตุลําปางหลวง แตก่ ารค้าขายทางเรือกไ็ ม่ไดร้ าบรื่น เนอ่ื งจากว่าต้องฝ่า
อุปสรรคมากมาย ได้แก่ ในช่วงฤดูฝนการเดินทางนั้นอันตรายมากเพราะน้ำเชี่ยวและมีเกาะแก่ง สำหรับนาย
เรือต้องพายเรือให้ใกล้กบั ตน้ ไม้ สว่ นในฤดูแลง้ แมน่ ้ำมักจะตืน้ เขนิ และทำใหเ้ ดินทางลําบาก บางกรณีต้องขี่ม้า
เพื่อหลบหลีกโจรที่ปล้นตามแม่น้ำ ถึงขนาดต้องพกปืนกันไว้เพื่อป้องกันตัว แม่น้ำวังนั้นในช่วงฤดูน้ำหลาก
หลงั จากฝนตก พ่อคา้ สามารถเดินทางไปกรุงเทพฯ ถึง 2 เท่ยี ว แตใ่ นฤดอู ื่นๆ แม่นำ้ วงั จะตื้นเขินจนต้องมีการ
ขุดช่องทางให้นำ้ ไหลในแมน่ ำ้ เพื่อทีจ่ ะนาํ เรอื บรรทุกสินคา้ ผ่านไปได้ ดงั นน้ั ค่าใช้จ่ายดงั กลา่ วจึงสงู มาก (มาร์โก
วี.พาเทล และเครือมาศ วุฒิกรณ์, แปล, 2544: 27) เส้นทางการค้าผ่านแม่น้ำวังขาขึ้นนั้น จะแยกออกจาก
แมน่ ้ำปิงทรี่ ะแหง(ตากในปจั จุบัน) จากระแหง พอเรือเข้ามาในลําปางก็ต้องพายถ่อเพราะลำน้ำตื้นเขิน เรือโยง
ไมส่ ามารถลากจูงได้ (ชัยวฒั น์ ศภุ ดลิ กลกั ษณ์, 2541: 36) สนิ ค้าส่งออกจากลาํ ปางส่วนใหญ่เปน็ สินค้าราคาถูก
ได้แก่ หนังสัตว์ ครั่ง ของป่า เม่ือเทียบกับสินค้าเข้าจากกรุงเทพฯ ที่จะเป็นของใช้จําเป็น สินค้าสําเร็จรูป
อุปกรณ์เครื่องจักรจากต่างประเทศ แม้กระทั่ง สินค้าฟุ่มเฟือยอย่างผลไม้ต่างประเทศ โดยมีลูกค้าคือ ฝ่าย
เจ้านายชาวยโุ รป และคหบดที งั้ หลายในลําปาง (มาร์โก วี.พาเทล และเครอื มาศ วฒุ ิกรณ,์ แปล, 2544: 38) ซ่ึง
ก่อนหน้านี้ การติดต่อค้าขายกับบ้านเมืองต่างๆ จะอาศัยเส้นทางบก ผ่านทางพ่อค้าวัวต่าง หรือกองเกวียน

22
ชาวไทใหญ่หรือเงี้ยว ชาวจีนฮ่อ โดยมีเส้นทางการค้าขายที่เชื่อมโยงต้ังแต่ทางใต้ คือ เมืองมะละแหม่ง(พมา่ )
ไปถงึ ทางเหนือ คือ ยนู นาน(จีน) หรือแมก้ ระทั่งทางตะวันตก คือ หลวงพระบาง(ลาว) การค้าขายทางเรอื ค่อยๆ
เข้ามามีบทบาทมากขึ้น จนเกิดย่านการค้าริมน้ำวัง ที่ไม่ไกลจากคุ้มหลวง ที่เรียกกันว่า ตลาดจีนที่มีลักษณะ
เป็นยา่ นค้าขาย โกดงั สนิ คา้ ทรี่ บั จากการขนส่งทางนำ้ ทำให้เกิดชมุ ชนร้านค้าที่มีทง้ั ชาวจีน ไทใหญ่ พม่า อาศัย
ร่วมกันอยู่ เปน็ ตน้
ชาวจนี เขา้ มามบี ทบาทในเมอื งนครลําปาง ในชว่ งแรก คือบรเิ วณกาดกองตา้ (หรือตลาดจีน) ชว่ งท่ี
สองกเ็ ป็นผลมาจากเส้นทางรถไฟ ตัง้ แต่ พ.ศ.2459 ขณะที่ชาวจนี มบี ทบาทอย่างสูงทางเศรษฐกิจก็มีแรงกดดัน
มิใชน่ ้อย ฉะน้นั จงึ มกี ารรวมกลุ่มกันขน้ึ เพ่ือสรา้ งอำนาจต่อรอง และสร้างสวัสดิการรว่ มกนั ภายในกลมุ่ ยงั มกี าร
แบ่งแยกกันตามกลุ่มภาษาอีก โดยเฉพาะที่โดดเด่นก็ คือ ชาวจีนไหหลำ ดังปรากฏเป็นโครงสร้างและสถาบนั
ต่างๆ ดังนี้ ศาลเจ้า หรือ ศาสนสถานของชาวจีน เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อ ซึ่งก่อตั้งขึ้น
ประจำกลุ่มภาษา ได้แก่ ศาลเจ้าแม่ทับทิม ถ.ทิพย์ช้าง ของชาวไหหลำ สร้างราวๆ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ศาลทงุ่ เถ้ากง ของชาวแตจ้ ิ๋วและจนี แคะ บริเวณตลาดจนี ถ.ทิพย์ช้าง สร้างข้นึ เม่ือปี พ.ศ.2436 (ทัศนีย์ ขัดสืบ,
2548: 2) และบรเิ วณสบตยุ๋ ถ.ประสานไมตรี สร้างราวหลงั สงครามโลกครั้งท่ี 2

ภาพท่ี 5 กลุ่มพ่อค้าชาวจนี ฮ่อและคาราวานววั ต่าง

23

กลุ่มชาตพิ ันธุ์พม่า-ไทใหญ่
การเขา้ มาของกลมุ่ คนในบังคบั องั กฤษในพม่า ไดเ้ ข้ามาสู่ลําปางในสองเสน้ ทาง ดังน้ี เสน้ ทางแรก

คือ โดยสารรถไฟจากเมืองมณั ฑะเลยล์ งไปทางเมอื งย่างกงุ้ ใช้เสน้ ทางรถยนต์มาถงึ เมอื งมะละแหมง่ จากมะละ
แหม่งผ่านเมืองพะอ่าน เมียวดี แลว้ ขา้ มแม่น้ำเมย ที่อำเภอแม่สอด และจากตากก็มาถงึ เมือ่ ลําปาง เส้นทางที่
สอง คือ จากเมอื งมณั ฑเลย์ ขา้ มแม่น้ำสาละวินเข้าสู่แม่ฮอ่ งสอน และเดินทางมายังเมอื งลาํ ปาง และเลือกย่าน
ที่พักอาศัยที่ใกล้กับบริษัท โดยเฉพาะย่านท่ามะโอ ท่านางลอย ทำให้สะดวกต่อการชกั ลากไม้ที่ตัดจากป่าใน
เขตบ้านแม่แจ้ฟ้า บ้านแจ้ห่ม บ้านเมืองวัง ซึ่งอยู่ในเขต อำเภอแจ้ห่ม ปัจจุบัน และจะถูกชักลากลงแม่น้ำวงั
แล้วปล่อยให้ไหลมาจนถึงบริเวณนี้ ก็จะทำการชักลาก ขึ้นฝั่งบริเวณด้านหลังวดั พระแก้วดอนเตา้ (ชาญคณิต
อาวรณ์, 2546: 30) ดังปรากฏรูปแบบลักษณะทาง สถาปัตยกรรมแบบลูกครึง่ ผสมตะวันตกและพืน้ ถิ่น หรือ
แม้กระทั่งบ้านเสานัก ของตระกูลจันทรวิโรจน์ ที่มีลักษณะเป็นเรือนพื้นถิ่นแต่มีองค์ประกอบแบบพม่ า
บางส่วนผสมผสาน ด้วยข้อได้เปรียบของกลุ่มชนพม่าที่มีความมั่งคั่งมาจากกิจการทำไม้ ไม่ต้องเสียภาษี
(เนื่องจากเปน็ บคุ คลในบงั คบั ขององั กฤษ) ไดร้ บั เงนิ เดอื นมากกว่าคนไทย เพราะคิดอัตราค่าจ้างตามเงินอังกฤษ
จงึ สามารถสะสมทนุ ได้จำนวนมาก จนนาํ ทนุ ดงั กล่าวมาลงทนุ ตัง้ ถ่ินฐานบริเวณกาดกองต้า เพื่อทำการค้าขาย
ดงั ปรากฏการสรา้ งอาคารหลายหลงั ในศิลปะรูปแบบพม่า อทิ ธพิ ลตะวนั ตก เช่น อาคารหมอ่ งหง่วยสน่ิ อาคาร
กาญจนวงศ์ ฯลฯ วัดท่ามะโอ ไม่ไกลกันนักยังมีท่ีตั้งของกงสลุ องั กฤษประจำนครลาํ ปาง(ปจั จบุ ันคอื กองบังคับ
บัญชาการตำรวจ จงั หวดั ลาํ ปาง) ขณะที่ศาสนสถาน คือ วัดของกลุ่มคนใตบ้ ังคับองั กฤษ กลบั ปรากฏในบริเวณ
ดังกล่าวเพยี งวัดเดยี วคือ วัดท่ามะโอ และอีกส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณบา้ นป่าขาม ในฝั่งตะวนั ออกของแม่น้ำวัง
และอกี แหง่ คือ วัดศรีรองเมอื งที่อยู่ไกล ออกไปทางทศิ ตะวันออกเฉยี งใต้

จากการศึกษาของชาญคณิต อาวรณ์ สามารถแบ่งกลุ่มชนพม่า ที่เป็นผู้ดูแลและอุปถัมภ์ศาสน
สถานประจำกล่มุ ชาตพิ ันธุ์ เป็น 3 กลุม่ ใหญ่ดงั นี้

1) กลุ่มชาติพันธุ์ตองสู้ ได้แก่ วัดป่ารวก วัดม่อนปู่ยักษ์ สร้างราว พ.ศ.2442 โดยพ่อเฒ่านันตา
นอ้ ย พอ่ เฒ่านนั ตาไก่ (สุรชยั จงจิตงาม, 2540) วัดศรรี องเมือง สร้างราว พ.ศ.2447 (เจ้าศรัทธาคอื จองตะก่า
วารนิ ตะ๊ แมจ่ องตะกา่ จันทรแ์ กว้ จองตะก่าสา่ งโต แม่จองตะก่าจันทรฟ์ อง)

2) กล่มุ ชาตพิ ันธ์พุ มา่ ไดแ้ ก่ วัดป่าฝาง สร้าง พ.ศ.2450 วัดประจำตระกูลสุวรรณอัตถ์ วัดจองคา
วัดศรชี มุ สรา้ งราว พ.ศ.2436 (เจ้าศรทั ธา คือ จองตะก่า อูโย พอ่ เล้ียงหมอ่ งยี และแมเ่ ล้ยี งป้อม ตระกูลบูรณ์
ยงั แบง่ ย่อยเปน็ พม่า-มอญ คือ วดั ท่ามะโอ

3) กลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่หรือเงี้ยว ได้แก่ วัดจองคํา และวัดม่อนจำศีล ยังรวมถงึ ตระกูลอืน่ ๆ อีก
เชน่ มณนี นั ท์ รตั นคาํ มล เป็นต้น ปา่ ขาม ย่านวัดพม่า (ชาญคณิต อาวรณ์, 2546: 40) เปน็ ที่นา่ สนใจวา่ เหตุใด
บรเิ วณปา่ ขามจงึ มีวัดพม่ากระจายอยมู่ ากทสี่ ดุ มกี ารเล่าวา่ บริเวณรอบๆ วดั มอ่ นปยู่ กั ษ์นี้ เดิมเปน็ ป่าไมจ้ ะมีพืช
ล้มลุกจำนวนมาก ในฤดูแล้งจะมีพืชยืนต้นคือ ต้นมะขามเท่านั้น ด้วยความมีต้นมะขามจึงเรียกว่า ป่าขาม
พอ่ คา้ ในสมยั น้ันจึงพากนั อพยพมาตง้ั รกรากเป็นทอี่ ยอู่ าศัย เพอื่ ใช้ปา่ เปน็ ทีเ่ ลีย้ งช้าง ท้งั ฝกั มะขามก็เป็นอาหาร
ของช้าง เช่นเดียวกับมะขามเปียกใช้เป็นยารกั ษาอาการป่วยของชา้ งได้ บริเวณดังกล่าว เป็นที่ต้ังของวัดถึง 4

24
วดั ได้แก่ วัดมอ่ นป่ยู ักษ์ (วดั ม่อนสณั ฐาน) วดั มอ่ นจำศีล วดั จองคาํ และวัดรม่ โพธง์ิ าม(วัดป่าขาม) (ภิญญพันธ์ุ
พจนะลาวัณย์, 2559: 81-82)

ภาพที่ 6 พ่อคา้ ชาวไทใหญ่
กลมุ่ ชาวตะวันตก

การเข้ามาของกลุ่มมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบทีเรียน มีบทบาทอย่างมากในการประกาศศาสนา
ลงสู่พื้นที่หวั เมืองทางเหนือ (อุบลวรรณ มีชูธน, 2547) ดังที่ทราบกนั ดีว่า นายแพทย์ แดน บีช บรัดเลย์ หรือ
หมอบรัดเลย์ มีการเผยแพร่ศาสนาที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการพิมพ์ การแพทย์ การศึกษา ฯลฯ (ธเนศวร์
อาภรณ์สุวรรณ, 2547) คณะเพรสไบทีเรียน ซึ่งเป็นสังกัดของหมอบรัดเลย์ก็ยังเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนกรุงเทพ
คริสเตียน เมื่อ พ.ศ.2394 เป้าหมายที่เชียงใหม่ ในช่วง พ.ศ.2406 ศาสนาจารย์แดเนียล แมคกิลวารี ลูกเขย
หมอบรัดเลย์ และศาสนาจารย์โจนาธาน วิลสัน ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการจัดตั้งสถานีมิชชั่นในนคร
ลําปาง ไดเ้ ดนิ ทางขนึ้ มาสํารวจท่ีเชยี งใหม่เปน็ คร้งั แรก ในช่วงดังกลา่ วราชสำนกั เชยี งใหม่ ในสมัยเจ้ากาวิโลรส
สุริยวงศ์(พ.ศ.2399-2413) (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2552: 227) ทางราชสำนักเชียงใหม่ก็ต้องการความรู้และ
เทคโนโลยจี ากตะวนั ตกเข้ามาเชน่ เดียวกัน จึงเหน็ ชอบใหต้ ัง้ สถานีมิชช่นั ข้นึ ในเชยี งใหม่ขณะท่ีลําปาง ยงั ไม่เป็น
ที่สนใจของมิชชันนารี แม้ว่าจะมีการเดินทางสํารวจไปถึงเชียงราย และหลวง พระบางแล้วก็ตาม ประสิทธ์
พงค์อุดม ได้กล่าวว่า ศาสนาคริสต์บนแผ่นดินลําปาง (ประสิทธ์ พงค์อุดม, 2544: 63-66) เมื่อปี พ.ศ.2421
ตามบันทกึ ของมิชชนั นารีท่ีเชยี งใหม่ ได้บนั ทึกไว้วา่ มชี ายสงู วัยทา่ ทางภูมิฐานคนหนึ่งเข้าไปหาท่เี ชียงใหม่ และ
กล่าวทักทายตามภาษาที่มีในพระคัมภีร์ไบเบิล ชายคนนั้นก็คือ พญาสีหนาท ชายคนนี้มีตำแหน่งสูงในเค้า

25
สนามเมืองลําปาง กลา่ วกนั ว่าเคยติดตามเจา้ หลวงลงไปกรุงเทพฯ และได้รับพระคมั ภรี ไ์ บเบิลจากหมอบรัดเลย์
ในท่ีสดุ ทา่ นกไ็ ด้รับเชื่อคริสต์ ศาสนารบั ศีลมาเปน็ คริสเตียน สาเหตอุ าจเนอื่ งมาจากความขัดแย้งกับเค้าสนาม
ราชสำนักลําปาง ประกอบกับความสนใจเป็นทุนเดิม อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวทำให้ท่านสูญเสีย
ยศถาบรรดาศักดิ์ และหน้าที่การงานที่เคยมีทั้งหมด นับว่ายังโชคดีกว่าเชียงใหม่ ที่ผู้รับเชื่อหลายท่านถูก
ประหารชีวิต เนื่องจากการเปลี่ยนศาสนา ได้ส่งผลต่อระบบความคิดความเชื่อที่ต้องภักดีต่อพระเจ้า ได้
ส่ันคลอนมาถึงอำนาจของเจ้าชีวิตเดิมที่เคยมีเหนือขุนนางและไพร่ของตน มีกรณีไพร่ที่รับเชื่อ ขัดขืนคำสั่ง
เกณฑ์แรงงานในวันอาทติ ย์ ตามหลักปฏบิ ัติคําสอนของคริสต์ศาสนา อย่างไรก็ตาม เพยี ง 2 ปตี อ่ มา เมื่อ พ.ศ.
2423 พญาสีหนาทก็สามารถจัดตั้งคริสตจักรขึ้น ณ เมืองนครลําปางได้สำเร็จ โดยมีพญาสีหนาทเป็นผู้นํา
คริสตจกั ร ตั้งแตน่ น้ั มา

ภาพที่ 7 ศาสนาจารยแ์ มคกิลวารีและภรรยา
ชาวมสุ ลมิ

ชาวมุสลิมทีเ่ ข้ามาลำปางนั้น ระลอกแรก มีข้อมูลวา่ สารถรี ถม้ากลุ่มแรกๆ ในลําปางนั้นเป็นแขก
ปาทาน รถม้าที่น่าจะเข้ามาเป็นพาหนะสำคัญที่ลำปางพร้อมกับรถไฟเป็นอย่างช้า คือ ช่วงก่อนหน้า
สงครามโลกครั้งที่ 2 ส่วนระลอกที่สองนั้น สืบเนื่องมาจากปญั หาการเมืองในกลุ่มประเทศอินเดียทีม่ ีการแยก
เปน็ อินเดยี ปากสี ถาน บังกลาเทศ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลงั จากท่ีอนิ เดียได้เอกราชจากอังกฤษ และ
เดินทางเข้ามาแล้วนั้นชาวมุสลิมประกอบอาชีพเป็นสารถีรถม้าโดยสาร ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณบ้านดอนปาน
(บริเวณตรงข้ามโรงเรียนอรุโณทัย ปั้มร้างปัจจุบัน) และยังเป็นอู่รถม้าสำคัญแห่งหนึ่ง (ภิญญพันธุ์ พจนะ
ลาวณั ย์, 2559: 99) พ้นื ทด่ี งั กลา่ วถือวา่ มีความเหมาะสมเนื่องจากอยู่ระหว่างตัวเมืองกับย่านเมืองใหม่ คือ ย่าน

26
สถานีรถไฟ ไมท่ ราบเหตุผลท่ีแนช่ ัดว่าเหตุใด ในเวลาต่อมาอาชพี สารถีรถม้าไดต้ กไปเป็นของคนพ้ืนเมืองไปใน
ที่สุด ปัจจุบันลําปางมีมัสยิด อยู่ 3 แห่ง ได้แก่ มัสยิดอัลฟลาฮฺ ตรงข้ามกับวัดศรีชุม ตำบลหัวเวียง แห่งที่สอง
คือ สุเหร่าแดง บริเวณหลังวัดพระเจ้าทันใจ ตำบลบ่อแฮ้ว แห่งที่สาม เรียกว่า มัสยิดอัลอิคลาส หรือสุเหร่า
เขียว ต้งั อย่บู รเิ วณ หมู่ 15 ตาํ บลบอ่ แฮ้ว อำเภอเมือง และยังมีมัสยิดขนาดเล็กทเี่ รียกว่าบาแล บริเวณบ้านวัง
หม้อ ตำบลต้นธงชัย อำเภอเมอื งดว้ ย ขณะทบ่ี ริเวณสุสานของชาวมุสลิม ท่ีเรียกกันว่า กโุ บร์ ตัง้ อยู่บริเวณข้าง
สำนักงานประปาส่วนภมู ภิ าค ลาํ ปาง ตรงข้ามวดั ปา่ รวก ถ.พหลโยธิน ตำบลหวั เวียง อำเภอเมอื ง ทั้งนีย้ ่านทอ่ี ยู่
อาศัยของมุสลิมลําปาง มักจะสอดคล้องกับอาชีพการเลี้ยงสัตว์ อันได้แก่ วัว แพะ ที่ต้องอาศัยบริเวณ
พอสมควร ดังปรากฏพน้ื ทใ่ี หญไ่ ดแ้ ก่ บริเวณปงแขก บา้ นวังหม้อ ตำบลต้นธงชยั ริมแมน่ ้ำวงั ท่มี กี ารเลย้ี งวัวกัน
อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งนี้ยังมีบริเวณหมู่บ้านสุขสวัสดิ์ ตำบลพระบาท บริเวณแยกเพ็ญทรัพย์ ตำบลสบตุ๋ย
บรเิ วณทางขึ้นวัดมอ่ นพญาแช่ เปน็ ตน้

ภาพท่ี 8 แขกมุสลมิ หน้าวัดศรีชุม (พมา่ ) จังหวัดลำปาง

พอ่ คา้ ชาวอินเดยี
เมอ่ื เทยี บสัดสว่ นกบั กลุ่มชาติพันธ์ุอน่ื ๆ ในลาํ ปางแล้ว ชาวอนิ เดยี อาจนับได้ว่ามีจำนวนน้อยที่สุด

แต่กลับมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีบทบาททางเศรษฐกิจอยา่ งสูง ชาวอินเดียที่เข้ามาตัง้ รกรากอยู่
ในลําปางนั้น อาจจําแนกเป็นชาวอินเดยี ซิกข์ และชาวอินเดียฮินดู แม้จะไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดวา่ คน
อนิ เดียเข้ามาต้งั รกรากถน่ิ ฐานในลําปางตง้ั แต่เมือ่ ใด แตส่ ันนิษฐานว่ามีอยู่ 2 ระลอกใหญ่ ได้แก่ ระลอกแรกคือ
ปลายคริสตวรรษที่ 19 (ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์, 2559: 105-108) ชาวอินเดียซิกข์ นั้นเดินทางมาจาก
รัฐปญั จาบ ทางตอนเหนอื ของอินเดีย ดว้ ยปัจจยั ทางการเมอื ง ในกรณขี องนายหา้ งวารยี ามซิงห์ ได้เดินทางมา
สยามชว่ ง พ.ศ.2452 ทำการคา้ โดยการเปิดรา้ นขายผ้าช่อื วรี ะไทย ในวนั เปิดน้ันไดม้ ีชาวอนิ เดยี เดินทางมาจาก

27

เชียงใหม่ ทางรถไฟเพ่ือมาร่วมเป็นจำนวนมาก ร้านยากัตซิงห์ ก่อตั้งเม่ือ พ.ศ.2478 โดยการที่นายยากัตซิงห์
จาวะลา เช่าตึกของแม่นาค บุปผาเจริญ ถ.ทิพย์ช้าง เดิมนั้นเขาอพยพจากอินเดียไปอยู่ทีน่ ครราชสีมา ก่อนที่
จะมามีครอบครัวทีล่ ําปาง โดยท่ีพ่อตาเปน็ ชาวอนิ เดีย แมย่ ายของเขาคือ แมต่ ุ่นแก้ว ซงึ่ มีเชื้อสายทางเจ้าฝ่าย
เหนอื รา้ นยากัตซิงห์ ทำการคา้ ขายส่งผา้ ไปทต่ี า่ งๆ ทั้งพะเยา เชยี งราย แมส่ าย ขณะเดยี วกนั ก็หากําไรจากการ
สะสมทุนจากการรับแลกเปลี่ยนเงินรูปี (ในกลุ่มพ่อค้าเมืองลําปาง และกลุ่มที่จะใช้เงินรูปี ไปซื้อปูนจากยูน
นาน) ชาวอินเดียซิกข์มักจะกระตือรือร้นที่จะแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง ทั้งในสํานึกเรื่องการพบปะ
ชว่ ยเหลอื กนั ผ่านทางวดั ซกิ ข์ (ซงึ่ รวมไปถึงการพบปะ กบั ชาวฮินดูอินเดียดว้ ย) หรือการแตง่ กายตามธรรมเนียม
ชาวซิกข์ หรือภาษาพูดก็นยิ มใช้ภาษาปญั จาบ อนั เนื่องมาจากรัฐปัญจาบที่ได้ทำการอพยพมา เหตกุ ารณ์สำคัญ
ที่กระทบกับการตัดสินใจอพยพของชาวอินเดียอีกระลอก ก็คือหลังจากประเทศอินเดียจะได้รับเอกราชจาก
อังกฤษ เมื่อวันที่ 15 สงิ หาคม พ.ศ.2490 ในปีเดียวกนั ก็เกิดความขัดแย้งในระหว่างพรรคคองเกรส และพรรค
สันนิบาตมุสลิม จนต้องการขอแยกประเทศไปเป็นประเทศปากีสถาน ตะวันตก และตะวันออก(คือ ประเทศ
บงั กลาเทศน่ันเอง) ความสมั พนั ธอ์ ันตงึ เครียดกลับเลวร้ายลงเมอ่ื เกิดสงครามระหว่างกนั ในปัญหารฐั กัศมีร์ หรอื
แคชเมยี ร์ (Kashmir) จึงทำให้เกดิ การอพยบโยกย้ายขึ้นมา ชาวฮนิ ดูอินเดยี ทอ่ี พยพเขา้ มานน้ั ในยคุ แรก อาศัย
อยู่บริเวณตลาดราชวงศ์ (บริเวณร้านธีระสุข) ในช่วงหลัง ราว พ.ศ.2491 คุณโมฮัน โซนี่ เดินทางจากอินเดีย
โดยเครื่องบินมาถึงลําปาง และมาอาศัยอยู่กับญาติบริเวณตลาดราชวงศ์นั่นเองชาวอินเดียฮินดูมิได้แสดงอตั
ลักษณท์ ่ีเด่นชัดเท่าใด เม่ือเทียบกับชาวอินเดียซกิ ข์ แม้จะมีศาสนสถานของชาวฮินดู คอื เทวสถานพระแม่ศรี
มหาอุมาเทวี แต่ก็เป็นการริเริ่มสร้างโดยคนไทยที่นับถือฮินดู ที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2534 บริเวณสวนอิ่มใจ
ถ.จามเทวี ภายในประดษิ ฐานเทพเจา้ ตา่ งๆ เช่น พระศวิ ะ เจ้าแม่อุมาเทวี เจา้ แม่ลักษณมเี ทวี หนุมาน และพระ
พิฆเนศ แตใ่ นทีส่ ดุ การจัดการดแู ลก็ตกมาเปน็ ของชาวอนิ เดยี ฮนิ ดใู นลําปาง แมจ้ ะต่างศาสนากนั ชาวซิกข์และ
ฮินดกู ็มกั จะมีกจิ กรรมรว่ มกนั โดยเฉพาะในทกุ วันอาทิตย์ จะมีการพบปะกนั ทีว่ ดั ซกิ ขล์ ำปางเสมอมา

28

ภาพที่ 9 ชาวซิกซ์หรือนามธารี
ชาติพันธุ์มง้ (หรือแมว้ )

ยังไมม่ ีผูใ้ ดสามารถสรปุ ได้ว่าชนชาตมิ ง้ มาจากที่ไหน แต่สันนิษฐานกนั วา่ ม้งคงจะอพยพมาจากที่
ราบสูงธเิ บต ไซบเี รีย และมองโกเลีย เข้าสู่ประเทศจีน และตงั้ หลกั แหล่งอยู่แถบลมุ่ แม่นำ้ เหลอื ง (แมน่ ้ำฮวงโห)
เม่อื ราว 3,000 ปมี าแลว้ จนกระทง่ั ประมาณครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 17 ราชวงคแ์ มนจ(ู เหมง็ ) มอี ำนาจในประเทศจีน
กษัตริย์จีนในราชวงค์เหม็งได้เปลี่ยนนโยบายเป็นการปราบปราม เพราะเห็นว่าม้งที่เป็นผู้ชายส่วนใหญ่แล้ว
รูปร่างหนา้ ตาคลา้ ยกับคนรัสเซีย ทำให้คนจีนคิดวา่ ม้งเปน็ คนรัสเซยี จึงเป็นเหตใุ หม้ ีการปราบปรามม้งเกิดข้ึน
โดยให้ชาวม้งยอมจำนน และยอมรับวัฒนธรรมของจีน และอีกประการหนึ่งคือเห็นว่า ม้งเป็นพวกอนารยชน
แห่งขุนเขา(คนป่าเถ่ือน) จึงได้มีการต่อสู้กันอยา่ งรุนแรงในหลายแห่งในที่สุด ชาวม้งประสบกับความพ่ายแพ้
สญู เสยี พลรบ และประชากรเปน็ จำนวนมากในทสี่ ุด ม้งก็เรม่ิ อพยพถอยร้นส่ทู างใต้ และกระจายเป็นกลุม่ ย่อยๆ
กลับขึ้นอยู่บนท่ีสงู ในแคว้นสิบสองจุไทย สิบสองปันนา และอีกกลุ่มได้อพยพไปตามทศิ ตะวันออกเฉียงเหนือ
ของราชอาณาจกั รลาว บรเิ วณทุ่งไหหนิ เดียนเบียนฟู โดยมีหัวหนา้ ม้งคนหน่งึ คือ นายพลวังปอ ได้ราบรวมม้ง
และอพยพเข้าสู่ประเทศไทยเมอื่ ประมาณ พ.ศ. 2400 เศษ เป็นตน้ มา ปัจจุบันชาวมง้ ส่วนใหญใ่ นประเทศไทย
ตั้งถิ่นฐานอยู่ตามภูเขาสูง หรือที่ราบเชิงเขาในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน
แพร่ ลําปาง กําแพงเพชร เลยพิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย และตาก (กิติชาติ นิลขํา, 2559: 23) ปัจจุบัน
ชาวม้ง ในจังหวัดลำปางอาศัยกระจายอยู่ในเขตพื้นที่ อำเภองาว อำเภอแม่เมาะ อำเภอเมืองปาน อำเภอวัง
เหนอื และอำเภอแจห้ ม่

29

ภาพท่ี 10 เยาวชนชาวมง้
ชาตพิ ันธุเ์ มย่ี น (เยา้ )

กลุ่มชาติพันธุ์น้ีได้รับการจัดให้อยู่ในเชื้อชาติ มองโกลอยด์ คือ อยู่ในตระกูลจีนธิเบต ได้ปรากฏ
คร้ังแรกในเอกสารบนั ทึกของจีนสมัยราชวงศ์ถงั โดยปรากฏในชือ่ มอ่ เยา้ มคี วามหมายว่าไมอ่ ยใู่ ต้อำนาจของ
ผู้ใด เล่ากันว่า เมื่อประมาณ 2000 กว่าปีมาแล้วบรรพชน ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ราบรอบ ทะเลสาปตงถึง แถบ
แมน่ ้ำแยงซี และไมย่ ินยอมอยู่ภายใตก้ ารบังคับกดขขี่ องรัฐ จึงไดท้ ำการอพยพเข้าไปในป่าลกึ บนภูเขาสงู ได้ต้ัง
ถิ่นฐานสร้างบ้านดว้ ยมือของเขาเอง เพื่อปกป้องเสรีภาพจึงถูกขนานนาม ว่า ม่อ เย้า ซึ่ง เหยา ซี เหลียน ได้
บันทึกไว้ในเหลียงซูตอ่ มาในสมัยราชวงศ์ซ่ง คําเรียกน้ี ยกเลิกไป เหลือแต่คาํ วา่ “เยา้ ” เทา่ นั้น (กติ ิชาติ นิลขํา,
2559: 27) ปจั จุบันชาวเม่ียนอาศยั กระจายอยู่ในเขตพ้ืนท่ี อำเภองาว อำเภอเมืองปาน อำเภอแม่เมาะ อำเภอ
วงั เหนือ และอำเภอแจห้ ม่

ภาพที่ 11 สตรีชาวเยา้ กบั เครอ่ื งแตง่ กายประจำชาตพิ ันธ์ุ
ชาตพิ ันธอุ์ าข่า (อีก้อ)

30 ภาพท่ี 11 สตรชี าวเย้ากบั เครอ่ื งแตง่ กายประจำชาตพิ นั ธุ์
ชาติพนั ธ์ุอาขา่ (อกี อ้ )
ในปัจจุบันอาข่าได้กระจายอยู่ในเขตจังหวดั ภาคเหนือ 5 จังหวัด คือ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่
ลําปาง ตาก แพร่ และคาดได้มีอาข่าบางส่วนได้อพยพไปอยู่จังหวัดน่าน พิษณุโลก และ หลายจังหวัดของ
ประเทศไทย เพราะไปใช้แรงงานในจังหวัดดังกล่าว อย่างไรก็ตามจากคําบอกเล่า ของผู้เฒ่าอาข่าให้ความ
กระจ่างวา่ อาข่าประเทศไทย สว่ นมากอพยพมาจากเชียงตุงของพม่า เข้ามาและปักหลักแหล่งครั้งแรกที่บ้าน
ดอยตงุ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จงั หวดั เชียงราย อาข่า (Agha) สามารถแยกศัพทไ์ ด้ดงั นี้ อา แปลว่าข้นึ ข่า แปลว่า
ไกลความหมายของคาํ วา่ อาข่าคือ หา่ งไกลความชื้น อาขา่ ชอื่ นีม้ าจากความเช่ือทวี่ ่า ถ้าอยู่ใกล้แมน่ ้ำมโี รคภัยไข้
เจ็บมาก อาข่าจึงมักอยู่ดอยสูงๆ อาศัยอยู่เฉพาะในทวีปเอเชีย ได้แก่ ประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม และ
ประเทศจีน (กติ ิชาติ นลิ ขํา, 2559: 29) ปจั จุบันชาวอาขา่ ในจงั หวัดลำปางอาศยั อย่ใู นเขตพนื้ ที่ อำเภองาว

ภาพท่ี 12 ชาติพันธ์ุอาข่า

ชาตพิ นั ธ์ุลาหู่ (มูเซอ)
คําว่า “มูเซอ” เป็นคําภาษาไทยใหญ่ ซึ่งคนไทยเรานำมาใช้เรียกชนชาวเขาเผ่าหนึ่ง ซึ่งเรียก

ตนเองวา่ “ลา่ หู” มูเซอในความหมายของคนไทย หมายถึง มูเซอดำ (ล่าหู่นะ) มเู ซอแดง (ล่าหณู่ ี) และมูเซอกุ้ย
หรือมเู ซอเหลือง (ล่าหู่ฌ)ี ถนิ่ กำเนิดของมเู ซออยใู่ กล้เขตแดนประเทศธเิ บตแลว้ จึงอพยพเคลื่อนยา้ ยไปทางตอน
ใต้ของยูนนาน ภายหลังพวกมเู ซอมีความเกีย่ วพนั กับกลุ่มชนเชือ้ ชาติโลโล ซึ่งกม็ าจากธิเบต และอพยพไปอยู่
ทางใต้ของประเทศจีน จะเห็นไดว้ า่ มีลกั ษณะบางสิ่งบางอย่างท่ีคลา้ ยกับพวกลีซอ และอกี ้อ ปัจจุบันประเทศ
ไทยมชี นเผ่าลาหูอาศัยอยู่ราว 1.5 แสนคน โดยกระจายอยตู่ ามหมู่บ้านตา่ งๆ ตามแนวชายแดนไทย - พม่ากว่า
800 หมบู่ ้าน พืน้ ที่ทม่ี ชี าวลาหู่อาศยั อยู่มากได้แก่ เชยี งราย แมฮ่ ่องสอน เชียงใหม่ และลาํ ปาง โดยเฉพาะตาม
พื้นทีต่ ิดชายแดน สว่ นใหญ่แลว้ ชนเผ่าลาหู่ มกั จะอาศยั ปะปนกับชนเผ่าอื่น ๆ หรอื คนไทย มเี พยี งส่วนนอ้ ยทีอ่ ยู่
รวมกันเป็นกลุ่มหรือเป็นหมู่บ้าน เผ่าลาหู่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ ลาหูแดง ซึ่งมีการนับถือผี โดยโตโบ
หรือผู้นําทางศาสนา ส่วนลาหูดำหรือลาหูเหลอื ง ก็มีการนับถือผีเช่นกัน นอกจากนี้ เผ่าลาหูก็ยังมีการนับถอื
ศาสนาคริสต์ อกี ดว้ ย (กติ ชิ าติ นิลขํา, 2559: 25-26) ปัจจบุ นั ชาวลาหอู่ าศัยกระจายอยู่ในเขตพืน้ ที่ อำเภองาว

ภาพท่ี 12 ชาตพิ ันธ์ุอาข่า 31

ชาติพันธล์ุ าหู่ (มูเซอ)
คําว่า “มูเซอ” เป็นคําภาษาไทยใหญ่ ซึ่งคนไทยเรานำมาใช้เรียกชนชาวเขาเผ่าหนึ่ง ซึ่งเรียก

ตนเองว่า “ลา่ ห”ู มเู ซอในความหมายของคนไทย หมายถึง มูเซอดำ (ลา่ ห่นู ะ) มูเซอแดง (ล่าหณู่ ี) และมูเซอกุ้ย
หรือมเู ซอเหลอื ง (ลา่ หฌู่ )ี ถน่ิ กำเนดิ ของมเู ซออยู่ใกลเ้ ขตแดนประเทศธเิ บตแลว้ จงึ อพยพเคล่ือนย้ายไปทางตอน
ใต้ของยูนนาน ภายหลังพวกมเู ซอมีความเกีย่ วพนั กับกลุ่มชนเชื้อชาติโลโล ซึ่งกม็ าจากธิเบต และอพยพไปอยู่
ทางใต้ของประเทศจีน จะเห็นไดว้ ่ามีลักษณะบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกับพวกลซี อ และอกี ้อ ปัจจุบันประเทศ
ไทยมีชนเผา่ ลาหอู าศัยอยรู่ าว 1.5 แสนคน โดยกระจายอยู่ตามหมบู่ ้านต่างๆ ตามแนวชายแดนไทย - พม่ากว่า
800 หมู่บา้ น พื้นที่ทม่ี ชี าวลาหู่อาศยั อย่มู ากได้แก่ เชียงราย แมฮ่ ่องสอน เชยี งใหม่ และลําปาง โดยเฉพาะตาม
พนื้ ที่ติดชายแดน ส่วนใหญแ่ ลว้ ชนเผ่าลาหู่ มกั จะอาศยั ปะปนกบั ชนเผา่ อ่นื ๆ หรอื คนไทย มีเพียงสว่ นนอ้ ยที่อยู่
รวมกันเปน็ กลุม่ หรือเป็นหมู่บ้าน เผ่าลาหู่ที่ใหญท่ ี่สุดในประเทศไทย คือ ลาหูแดง ซึ่งมีการนับถือผี โดยโตโบ
หรือผู้นําทางศาสนา ส่วนลาหูดำหรือลาหูเหลอื ง ก็มีการนับถือผีเช่นกัน นอกจากนี้ เผ่าลาหูก็ยังมีการนับถือ
ศาสนาครสิ ต์ อีกดว้ ย (กิติชาติ นลิ ขํา, 2559: 25-26) ปจั จุบนั ชาวลาหอู่ าศัยกระจายอยู่ในเขตพืน้ ที่ อำเภองาว
อำเภอเมอื งปาน อำเภอแม่เมาะ และอำเภอแจ้ห่ม

ภาพท่ี 13 สตรีชาวลาหู่

วัฒนธรรมอาหารในพื้นทภ่ี าคเหนือ
วัฒนธรรมอาหารนั้น ประกอบด้วยขนบธรรมเนียม วิธีการและประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ

อาหารท่ีคนในชุมชนหนงึ่ หรอื สังคมหน่งึ ยึดถอื ปฏบิ ตั สิ ืบต่อกนั มาในเรือ่ งทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั อาหารทุกข้นั ตอน คือ
มีการกำหนด มีการเสริมสร้างให้มากกว่าสภาพจากธรรมชาติตามปกติของวัตถุดิบนั้นๆ ที่คนนำมาใช้เป็น
อาหารซ่งึ ไม่มีใครคนใดจะกินอาหารในสภาพธรรมชาติแท้ๆ ของวัตถดุ บิ นัน้ ๆ โดยกินตามความรู้สึกที่ต้องการ
ทางชีววิทยา เช่น ถ้าหิวก็จะหาทำกับข้าว ปรุงแต่งรสชาติทีต่ นเองชอบก่อนเสมอ หรือ เรียกที่จะปรุงอาหาร
ประจำพืน้ ถน่ิ ของตน เป็นต้น

วัฒนธรรมอาหารภาคเหนอื เกิดจากการผสมผสานของวฒั นธรรมเดิมกับวัฒนธรรมของกลุ่มคน

32

ส่วนที่ 4
วฒั นธรรมอาหารในพื้นที่ภาคเหนือ

33

34 ภาพท่ี 13 สตรีชาวลาหู่

วฒั นธรรมอาหารในพน้ื ท่ีภาคเหนอื
วัฒนธรรมอาหารนั้น ประกอบด้วยขนบธรรมเนียม วิธีการและประเพณีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ

อาหารทคี่ นในชุมชนหน่ึง หรอื สงั คมหนึ่งยึดถอื ปฏบิ ัตสิ บื ต่อกันมาในเรื่องทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั อาหารทุกขนั้ ตอน คือ
มีการกำหนด มีการเสริมสร้างให้มากกว่าสภาพจากธรรมชาติตามปกติของวัตถุดิบนั้นๆ ที่คนนำมาใช้เป็น
อาหารซงึ่ ไมม่ ใี ครคนใดจะกินอาหารในสภาพธรรมชาติแท้ๆ ของวัตถดุ ิบนน้ั ๆ โดยกินตามความรู้สึกท่ีต้องการ
ทางชีววิทยา เช่น ถ้าหิวก็จะหาทำกับข้าว ปรุงแต่งรสชาติทีต่ นเองชอบก่อนเสมอ หรือ เรียกที่จะปรุงอาหาร
ประจำพน้ื ถน่ิ ของตน เปน็ ต้น

วัฒนธรรมอาหารภาคเหนอื เกิดจากการผสมผสานของวัฒนธรรมเดมิ กับวัฒนธรรมของกลุ่มคน
หลากหลายเชื้อชาติที่อพยพเข้ามาจากพื้นที่ต่างๆ อาหารล้านนาทั่วไป ตลอดจนอาหารพื้นเมืองภาคเหนือ
ตอนบนของไทย ซึ่งนยิ มเรยี กวา่ “ล้านนา” นัน้ นิยมเรยี กกลุ่มชาติพันธ์ุตนเองวา่ “คนเมือง” มวี ฒั นธรรมภาษา
ชีวิตความเปน็ อยู่ทีเ่ ป็นเอกลักษณ์ของตนเองทัง้ ดา้ นวฒั นธรรม ภาษา ความเชื่อ ประเพณี และอาหารการกิน
ของท้องถิ่น โดยอาหารพื้นเมืองถือว่าเป็นทุนทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นซึ่งมีการสะสมองค์ความรู้ภูมิปัญญา
และถ่ายทอดมาอย่างต่อเนื่อง จากอดีตจนถึงปัจจุบัน อาหารการกินของคนเมืองโดยทั่วไปมักจะเป็นไปตาม
ธรรมชาตมิ สี ่วนปรุงแตง่ น้อย อาหารที่ทำรับประทานส่วนใหญม่ กั จะเป็นไปตามฤดูกาลซึง่ หาไดง้ ่ายในท้องถิ่น
นั้นๆ ทำให้อาหารพื้นเมอื งของแต่ละท้องถิ่นมีความแตกต่างกันบ้างตามสภาพพื้นที่ (อรอนงค์ ทองมี, 2558:
34-35) นอกจากน้ีอาหารล้านนา หรืออาหารภาคเหนือแต่ด้ังเดิมจะมพี ืชผักเป็นองค์ประกอบ เป็นพืชผักที่อยู่
ตามปา่ ตามเขา นาํ มาผสมกบั เครื่องปรงุ ต่างๆ ในสว่ นของเนอ้ื สตั ว์ทนี่ ำมาประกอบอาหารนั้น ก็เป็นเนื้อสัตว์ท่ี
หาได้จากธรรมชาตแิ ละปา่ เช่น ปลา กบ และสตั ว์ปา่ เปน็ ต้น ในปจั จุบนั เนอื้ สตั วท์ ี่นยิ มรับประทานเป็น หมู ไก่
เนอ้ื และปลา เปน็ ต้น

อาหารท้องถิ่น มีคุณลักษณะ โดยรวมที่สามารถนำมาจําแนกได้ (รวีโรจน์ อนันตธนาชัย, 2548:
3) ดังน้ี

1. อาหารท้องถิ่นเป็นอาหารท่บี ริโภคในชีวิตประจำวันและโอกาสพิเศษ
2. อาหารท้องถน่ิ เปน็ อาหารทีม่ ีการประกอบด้วยวตั ถดุ ิบและเครอ่ื งปรงุ ในท้องถ่นิ
3. อาหารท้องถน่ิ เป็นอาหารทม่ี กี รรมวิธีการปรุงแบบเรียบง่ายไปจนถงึ ซบั ซ้อน และวธิ กี ารปรงุ จะ
คงไวซ้ งึ่ รสชาติแบบธรรมชาติเอาไว้
4. อาหารท้องถ่นิ มกี ระบวนการและเทคนิคในการทำอาหารให้สุกหลายรปู แบบ เช่น ต้ม ผดั แกง
ทอด นึ่ง ป้งิ เปน็ ตน้
5. อาหารท้องถิ่นมีวิธีการประกอบอาหารที่สอดคล้องฤดูกาล เนื่องจากวัตถุดิบจะหาตาม
ธรรมชาติ
การรับประทานอาหารของคนภาคเหนือนัน้ เรียกว่า “ขันโตก” แทน “โต๊ะอาหาร” โดยสมาชิก
ในบ้านจะนั่งล้อมวงกัน นับเป็นสิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นถึงอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของคนภาคเหนือ
(ฉวีวรรณ สุวรรณาภา, 2560: 13) ประกอบด้วยข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก มีน้ำพริกชนิดต่างๆ เช่น น้ำพรกิ
หนุ่ม น้ำพริกออ่ ง น้ำพริกตาแดง มแี กงหลายชนิด เช่น แกงโฮะ แกงแค นอกจากนนั้ ยังมีแหนม ไสอ้ ัว่ แคบหมู
และผักต่างๆ สภาพอากาศก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้อาหารพื้นบ้านภาคเหนือมีความแตกต่างจากภาคอื่นๆ
ภูมศิ าสตรข์ องภาคเหนอื นนั้ มที ่อี ยอู่ าศยั ใกลก้ บั ป่า จงึ นยิ มนาํ พืชพนั ธใ์ุ นปา่ มาปรุงเปน็ อาหาร เช่น ผักแค บอน
หยวกกล้วย ผักหวาน ทำให้เกิดอาหารพื้นบ้านชื่อต่างๆ เช่น แกงแค แกงหยวกกล้วย แกงบอน อาหาร

การรับประทานอาหารของคนภาคเหนือนั้น เรียกว่า “ขันโตก” แทน “โต๊ะอาหาร” โดยสมาชิก 35
ในบ้านจะนั่งล้อมวงกัน นับเป็นสิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นถึงอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของคนภาคเหนือ
(ฉวีวรรณ สุวรรณาภา, 2560: 13) ประกอบด้วยข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก มีน้ำพริกชนิดต่างๆ เช่น น้ำพรกิ
หนมุ่ น้ำพรกิ อ่อง นำ้ พริกตาแดง มีแกงหลายชนดิ เชน่ แกงโฮะ แกงแค นอกจากน้ันยงั มแี หนม ไสอ้ ่วั แคบหมู
และผักต่างๆ สภาพอากาศก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้อาหารพื้นบ้านภาคเหนือมีความแตกต่างจากภาคอื่นๆ
ภูมิศาสตรข์ องภาคเหนือน้นั มที อ่ี ยู่อาศยั ใกลก้ บั ป่า จงึ นิยมนําพืชพนั ธใ์ุ นป่ามาปรงุ เป็นอาหาร เช่น ผกั แค บอน
หยวกกล้วย ผักหวาน ทำให้เกิดอาหารพื้นบ้านชื่อต่างๆ เช่น แกงแค แกงหยวกกล้วย แกงบอน อาหาร
ภาคเหนือ ไม่นิยมใสน่ ้ำตาล ความหวานจะไดจ้ ากส่วนผสม เช่น ความหวานจากผกั จากปลา จากมะเขือเทศ
เป็นต้น อาหารที่คนภาคเหนือนยิ มใช้เปน็ เครือ่ งเคยี งกบั อย่างอนื่ เชน่ แคบหมู หนงั ปอง เป็นตน้

ภาพที่ 14 การรบั ประทานอาหารในวฒั นธรรมภาคเหนือ

36

ส่วนท่ี 5
การจดั หมวดหมกู่ ารปรุง
ในวัฒนธรรมอาหารภาคเหนือ

37

38

การจดั หมวดหมูก่ ารปรุงในวัฒนธรรมอาหารภาคเหนอื
อาหารของคนเหนอื จะสื่อออกมาตามวิถีชีวติ ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย นิยมบรโิ ภคข้าวเหนียวเป็น

หลัก อีกทั้งอาหารพื้นบ้านนั้น เป็นอาหารที่มีสมดุลทางโภชนาการ ผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างชนิดและ
ปรมิ าณของอาหาร ซ่งึ สว่ นใหญจ่ ะรบั ประทานข้าวเปน็ อาหารหลกั การปรงุ อาหารจะมกี ารปรุงทีเ่ รียบง่าย ไม่
พิถีพิถัน ใช้เวลาไม่มากนัก มีการใช้เนื้อสตั ว์ไม่มาก เครื่องปรุงล้วนเป็นสมุนไพรท่ีได้จากธรรมชาติ นํามาปรงุ
เป็นอาหาร โดยทางภาคเหนือมีวิธีการปรุงหลากหลายรูปแบบโดยสามารถ แบ่งเป็นประเภทต่างๆ ดังน้ี
(สำนกั งานวฒั นธรรมจังหวดั แพร่ กระทรวงวฒั นธรรม, 2549: 13-14)

แกง หมายถึง การปรุงอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบ แล้วใส่ส่วนประกอบหลักที่ต้องการแกง
ตามลำดับบางสูตร นยิ มตำเครือ่ งแกงจนเครอื่ งแกงละเอียด แล้วนำเคร่ืองแกงมาผัดกับเนอ้ื สัตว์จนมีกล่ินหอม
จึงจะเติมน้ำลงไป เมอื่ นำ้ เดอื ดแล้วจึงนำสว่ นผสมอืน่ ๆ และเคร่ืองปรงุ ตามลงไป

ยำ เป็นวิธีการปรุงกบั วตั ถุดบิ ทส่ี ุกแล้ว เชน่ ยาํ ไก(่ ไกต่ ้ม) ยําผกั เฮอื ด(ผักเฮอื ดน่งึ ) ยําเนือ้ แห้ง(เน้ือ
ตม้ ) ปรงุ เคร่ืองยาํ หรอื เรียกวา่ พรกิ ยํา(ลักษณะคล้ายกับพรกิ ลาบ) วธิ กี ารปรงุ คือ ตงั้ น้ำให้เดือดแล้วใส่พริกยำ
ลงไปหลังจากน้นั นาํ มาผสมกับเน้อื หรือผกั ต้มลงไปคนใหเ้ ขา้ กนั เป็นแลว้ เสรจ็ วิธกี ารปรงุ ยำของภาคเหนอื

นำ้ พริก เปน็ อาหารหรือเคร่ืองปรุงชนิดหนึ่ง มสี ว่ นประกอบหลัก คอื พริก เกลือ หอม กระเทียม
เป็นตน้ อาจมีสว่ นผสมอืน่ ๆ เชน่ กะปิ ถว่ั เน่าแข็บ ปลาร้า มะเขอื เทศ ข่า ตะไคร้ เพิม่ เขา้ ไป แลว้ แตจ่ ะปรงุ เป็น
น้ำพริกประเภทไหน วิธีการปรุงจะนาํ ส่วนผสมทั้งหมดมาโขลก รวมกันในครก เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกตา
แดง น้ำพริกลาบ นำ้ พรกิ แกงอ่อม นำ้ พริกกบ น้ำพริก แมงดา นำ้ พรกิ ปลา เป็นตน้

ตํา เป็นอาหารประเภทเดียวกบั ยํา มวี ธิ กี ารปรงุ โดยนําสว่ นผสมต่างๆ พร้อมเครือ่ งคลุกเคล้ากนั ใน
ครก เช่น ตาํ ขนุน(บา่ หนุน) ตาํ มะขาม(ตําบ่าขาม) ส่วนประกอบหลัก ไดแ้ ก่ เกลอื กระเทียม หัวหอม พรกิ แห้ง
หรอื พรกิ สด กะปิ ถว่ั เนา่ แขบ็ (ถว่ั เน่าแผน่ ) ปลารา้ ซ่งึ จะมกี ารนำไปปรุงให้สกุ ก่อน

ลาบ เป็นวิธีการปรุงอาหารโดยการสบั ให้ละเอยี ด เชน่ เนื้อหมู เนอ้ื ววั เมอื่ สบั ละเอยี ดแล้วก็นําไป
ปรงุ กับเคร่อื งปรุงนำ้ พริก ท่เี รยี กว่า พรกิ ลาบ หรอื เครอื่ งปรงุ อ่ืนๆ เรียกช่อื ลาบตามชนดิ ของเนือ้ สัตว์ เช่น ลาบ
ไก่ ลาบหมู ลาบวัว ลาบควาย ลาบปลา นอกจากนี้ ยังเรียกตามการปรุงอีกด้วย ได้แก่ ลาบดิบ หรือ ลาบขม
ซึ่งลาบนั้น เปน็ อาหารทีค่ นเหนือนยิ มรับประทานแบบดิบ แต่หากต้องการกนิ สุกก็จะนำไปค่ัวให้สกุ และมีลาบ
อีกหลายประเภท ได้แก่ ลาบเหนียว ลาบส้ม ชาวเหนือมีการทำลาบมานานแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าเมื่อใด เป็น
อาหารยอดนิยมและถือเปน็ อาหารช้นั สูงของชาวเหนือ

นึ่ง คนเหนือนิยมทำอาหารประเภทนึ่ง โดยเฉพาะห่อนึ่งซึ่งเป็นวิธีประกอบอาหารชนิดหนึ่ง ใช้
เน้อื สตั ว์ เชน่ ไก่ ปลา หรือใช้หัวปลี หน่อไม้ มาคลุกเคล้ากับเครอ่ื งปรงุ หอ่ ด้วยใบตองแล้วนําไปนึ่ง ห่อน่ึงจะ
เรียกตามชนิดของอาหารที่นําไปนึ่ง ห่อนึ่งจะเรียกตามชนิดของอาหารที่นํามาปรุงเช่น ห่อนึ่งไก่ ห่อนึ่งปลา
หนอ่ นึง่ ปลี ห่อนึง่ หน่อ เปน็ ต้น

คว่ั ในความหมายของคนเหนือ คอื การผดั เป็นวิธีการปรุงอาหารทน่ี าํ นำ้ มันปรมิ าณเลก็ นอ้ ย และ
ใส่กระเทียมลงเจียว แลว้ ใส่เครือ่ งปรุงลงไปผดั ใชไ้ ฟปานกลาง อีกแบบหนึ่งคอื คัว่ แบบไมใ่ ส่นำ้ มนั เพียงใส่น้ำ
ลงไปเล็กน้อย พอน้ำเดือด จึงนําเครื่องปรุงลงผัด คนจนอาหารสุก และปรุงรสในระหว่างนั้น เช่น คั่วมะเขือ

39
ถ่ัวฝักยาว (ค่วั บ่าเขือบ่าถ่วั ) คัว่ ลาบ การค่ัวเมล็ดพืช เช่น คัว่ งา คัว่ ถวั่ ลิสง ใชว้ ธิ คี วั่ แบบแห้ง คอื ไมใ่ ช้ทัง้ นำ้ และ
น้ำมนั เปน็ ตน้

ภาพท่ี 15 พืชผักพน้ื บ้านในวัฒนธรรมภาคเหนอื

อาหารตามฤดกู าลของวฒั นธรรมอาหารลำปางและพืน้ ทเ่ี ช่ือมโยง
ในการดำรงชีวิตของคนในภาคเหนือนั้น คือ แหล่งอาหารจากธรรมชาติ เป็นแหล่งอาหารที่คน

พื้นเมืองแสวงหาได้จากพืชผลและสัตว์ต่างๆ ที่มีอยู่ตามสภาพภูมิศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมของภาคเหนือใน
ฤดูกาลต่างๆ ถือเป็นแหล่งอาหารท่ีสำคัญ และแหล่งอาหารไม่ธรรมชาติ หมายถึง แหล่งอาหารที่ได้จากไรน่ า
และบริเวณรอบบ้าน ที่มาจากปลูกขึน้ ตามฤดกู าลนั้นเอง ดังนั้นจึงสามารถจำแนกประเภทได้เป็น 2 ประเภท
ดังน้ี

1. แหลง่ อาหารจากธรรมชาติ (ศรีสมร คงพนั ธ์ุ และมณี สวุ รรณผอ่ ง, ม.ป.ป: คำนำ)
ฤดูร้อน หรือตลอดปี ได้แก่ ปลีกล้วย ผลขนุน(คนภาคเหนือใช้แกง) ยอดมะขาม ยอด

มะพร้าว ยอดตาล มะเขือประเภทต่าง ๆ นอกจากพวกพืชผกั แล้ว มีการจับสตั ว์ป่า เช่น หนู นก หมูป่า ไก่ป่า
กระรอก งูสิงห์ ผลไม้ ไดแ้ ก่ มะม่วงป่า มะเฟอื ง มะไฟปา่ ขนุนปา่

ฤดูฝน อาหารจากป่าในฤดูน้ีมมี ากมาย เช่น หน่อไม้ซาง หน่อไม้บง เห็ดประเภทต่างๆ(เห็ด
ถอบ เห็ดขอน เห็ดถั่วเน่า เห็ดขมิ้น ฯลฯ) ผักหวาน ผักเชียงคา ผักพ่อค้าตีเมีย ผักหนาม ดอกอาว ดอกนาง
แลว และดอกจี๊กุ๊ก(เป็นพืชในจําพวกขิง ข่า) ผักปู่ย่า(ลักษณะมีหนาม) พวกเนื้อสัตว์ เช่น แลน(ตะกวด) แย้
(คล้ายก่ิงกา่ แต่อยูใ่ นดนิ ) ต่นุ (คล้ายหนูนา) แมงมนั จง้ิ กุง้ (จ้งิ หรีด) หนอนไม้ไผ่ ผลไม้ ไดแ้ ก่ มะกอกปา่ มะเฟอื ง
มะไฟปา่

ฤดูหนาว ไม่ค่อยมีผักจากป่า ยกเว้นพืชที่มีตลอดปี เช่น ปลีกล้วย มะเขือ สัตว์ป่า เช่น หนู
นก หมูปา่ ไกป่ า่ ผลไม้ได้แก่ มะเกย่ี งป่า

40

ส่วนที่ 6
อาหารตามฤดกู าลของวัฒนธรรม
อาหารลำาปางและพื้นทเ่ี ชอ่ื มโยง

41

42 ภาพที่ 15 พืชผกั พนื้ บา้ นในวัฒนธรรมภาคเหนอื

อาหารตามฤดูกาลของวฒั นธรรมอาหารลำปางและพน้ื ทเ่ี ชอ่ื มโยง
ในการดำรงชีวิตของคนในภาคเหนือนั้น คือ แหล่งอาหารจากธรรมชาติ เป็นแหล่งอาหารที่คน

พื้นเมืองแสวงหาได้จากพืชผลและสัตว์ต่างๆ ที่มีอยู่ตามสภาพภูมิศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมของภาคเหนือใน
ฤดูกาลต่างๆ ถือเป็นแหล่งอาหารท่ีสำคญั และแหล่งอาหารไม่ธรรมชาติ หมายถึง แหล่งอาหารที่ได้จากไรน่ า
และบริเวณรอบบ้าน ที่มาจากปลูกขึน้ ตามฤดูกาลนั้นเอง ดังนั้นจึงสามารถจำแนกประเภทได้เป็น 2 ประเภท
ดังน้ี

1. แหล่งอาหารจากธรรมชาติ (ศรสี มร คงพนั ธุ์ และมณี สุวรรณผอ่ ง, ม.ป.ป: คำนำ)
ฤดูร้อน หรือตลอดปี ได้แก่ ปลีกล้วย ผลขนุน(คนภาคเหนือใช้แกง) ยอดมะขาม ยอด

มะพร้าว ยอดตาล มะเขอื ประเภทต่าง ๆ นอกจากพวกพชื ผกั แลว้ มีการจบั สตั ว์ป่า เชน่ หนู นก หมูป่า ไก่ป่า
กระรอก งสู ิงห์ ผลไม้ ได้แก่ มะม่วงปา่ มะเฟือง มะไฟป่า ขนนุ ป่า

ฤดูฝน อาหารจากป่าในฤดูน้ีมมี ากมาย เช่น หน่อไม้ซาง หน่อไม้บง เห็ดประเภทต่างๆ(เห็ด
ถอบ เห็ดขอน เห็ดถั่วเน่า เห็ดขมิ้น ฯลฯ) ผักหวาน ผักเชียงคา ผักพ่อค้าตีเมีย ผักหนาม ดอกอาว ดอกนาง
แลว และดอกจี๊กุ๊ก(เป็นพืชในจําพวกขิง ข่า) ผักปู่ย่า(ลักษณะมีหนาม) พวกเนื้อสัตว์ เช่น แลน(ตะกวด) แย้
(คลา้ ยกิ่งกา่ แตอ่ ย่ใู นดิน) ตุ่น(คล้ายหนนู า) แมงมัน จงิ้ กงุ้ (จ้ิงหรีด) หนอนไมไ้ ผ่ ผลไม้ ไดแ้ ก่ มะกอกปา่ มะเฟอื ง
มะไฟปา่

ฤดูหนาว ไม่ค่อยมีผักจากป่า ยกเว้นพืชท่ีมีตลอดปี เช่น ปลีกล้วย มะเขือ สัตว์ป่า เช่น หนู
นก หมปู ่า ไก่ป่า ผลไม้ได้แก่ มะเก่ียงป่า

2. แหล่งอาหารไมธ่ รรมชาติ (สพุ นิ ฤทธเิ์ พ็ญ, 2547: 87-88)
ฤดูร้อน หรือตลอดปี ปลีกล้วย ถั่ว มะเขือ พริก ผักกาด ผักบุ้ง ผักไผ่ หอมด่วน(สะระแหน)่

กระหล่ำ ผกั ก้านตอง ผักเสย้ี ว(ยอดใบชงโค) กระถนิ ดอกแค ผกั ปงั ผักแคบ(ตำลงึ ) ผักฮว้ นหมู ผักหละ(ชะอม)
ผลไม้ได้แก่ มะมว่ ง กลว้ ย ขนนุ มะละกอ แตงโม แตงไทย

ฤดูฝน มีผักมากมายทั้งที่ปลูกและข้ึนเองตามธรรมชาติ เช่น ฟักทอง ฟักเขียว บอน น้ำเต้า
ข้าว ขา้ วโพด ถ่วั ฝักยาว ผกั กาด เผอื กมัน ผกั เฮือด มะแปบ(ถั่วชนดิ หน่งึ ) บะนอย(บวบ) ผกั กมุ่ ผักแวน่ ผักเม็ด
ผักจุ่มป่า เตา(สาหร่ายนา) สัตว์ในฤดูนี้ เช่น ปูนา กบ เขียด หอยนา กุ้งนา แมงมัน แมง เม่า จึงทุ่ง แมงนูน
ผลไม้ ได้แก่ ลำไย

ฤดูหนาว ได้แก่ สะแล ผักขม ผักขี้หูด ผักกาด มะค้อนก้อม(มะรุม) มะฮ่อย(มะระ) สะเรียม
(สะเดา) สตั ว์ ไดแ้ ก่ กบ เขียด กงุ้ และปูนา ผลไม้ได้แก่ ส้ม ทอ้ สตอเบอรร์ ี่

ท้งั นใี้ นภาคเหนือยังมอี าหารทีส่ ามารถหากินไดต้ ลอดทง้ั ปี บรเิ วณลำห้วยหรอื ลำเหมือง เปน็ แหล่ง
แสวงหาอาหาร ปู ปลา กุ้ง หอย และยังมีผักบางประเภท ขึ้นอยูร่ ิมลำห้วย เช่น ผักกูด ผักบุ้ง ผักแคบ(ตำลึง)
เตาและผำ (สาหร่ายนำ้ ) เป็นตน้

ทง้ั น้ใี นภาคเหนอื ยงั มีอาหารท่สี ามารถหากินได้ตลอดทง้ั ปี บรเิ วณลำห้วยหรอื ลำเหมือง เปน็ แหลง่

แสวงหาอาหาร ปู ปลา กุ้ง หอย และยังมีผักบางประเภท ขึ้นอยูร่ ิมลำห้วย เช่น ผักกูด ผักบุ้ง ผักแคบ(ตำลึง)

เตาและผำ (สาหร่ายนำ้ ) เป็นต้น 43

ภาพที่ 16 อาหารประเภทนำ้ พริกและผักแนม

44

สว่ นท่ี 7
อาหารในประเพณแี ละเทศกาลตา่ งๆ
ในวฒั นธรรมอาหารลำาปางและพนื้ ท่เี ชื่อมโยง

45


Click to View FlipBook Version