The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอนประถม1-64

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by arwillson3385, 2021-08-05 22:42:40

แผนการสอนประถม 1/2564

แผนการสอนประถม1-64

แผนการจัดกระบวนการเรยี นรู้ ครั้งท่ี2
รายวชิ า ภาษาไทย รหสั วิชา พท๑1001
เร่ือง ที่ 1 หลักการความสาํ คัญ จดุ มุง่ หมายของการฟังและดู
วันท.ี่ ............เดอื น...........................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น. จานวน 6 ชว่ั โมง

1.มาตรฐานการเรียนรรู้ ะดับ
มคี วามรู้ ความเข้าใจเก่ียวกบั การฟังและการดูเปน็ ทักษะสําคัญทต่ี ้องใชใ้ นชีวติ ประจําวนั หากฟัง

และดไู ด้อยา่ งเข้าใจจะนาํ ไปใช้ประโยชน์ได้มาก

2.ตวั ชีว้ ดั
๑. ร้แู ละเข้าใจหลักการความสําคัญและจดุ มุง่ หมายของการฟัง และดู
๒.จับใจความสาํ คัญ และสรปุ ความจากเรื่องท่ีฟังและดู
๓. ปฏบิ ตั ิตนเป็นผมู้ มี ารยาทในการฟัง และดู

3.เน้อื หา
๑.หลักการ ความสาํ คญั จุดมุ่งหมายของการฟังและการดู
๒.การฟังและการดเู พือ่ จบั ใจความสําคญั
๓.การฟงั และดเู พื่อสรปุ ความ
๔.มารยาทในการฟงั และการดู

4.ข้ันตอนการจัดกระบวนการเรยี นรู้
ขัน้ ท่ี 1 การกาหนดสภาพ ปญั หา ความต้องการในการเรยี นรู้(O: Orientation)

1. ครูตัง้ ประเดน็ เก่ียวกบั การฟังและการดูมีความสาํ คัญอย่างไรในชวี ติ ประจําวัน เชน่ ผู้เรยี นฟงั ขา่ ว
หรอื ดขู ่าวจากโทรทศั น์มีความสําคัญอย่างไร มีประโยชนอ์ ะไรบา้ งและสามารถสรุปอะไรไดบ้ า้ ง

ขน้ั ตอนท่ี 2 การแสวงหาข้อมลู และการจดั การเรียนรู้ (N : New ways of learning)
๑. ครใู หผ้ ู้เรยี นลองฟังและดขู ่าวจากโทรทัศน์แลว้ ตงั้ คาํ ถาม
๒. ครใู หผ้ เู้ รยี นอธบิ ายและจับใจความสาํ คญั จากท่ีได้ฟงั และดู
๓. ครแู จกใบความรู้ให้ผู้เรยี นได้ศึกษาเพมิ่ เตมิ
๔. ครอู ธิบายเพ่ิมเตมิ

ขั้นตอนที่ 3 การปฏิบัติและนาไปประยุกต์ (I : Implementation)
1. ครูมอบหมายให้ผเู้ รียนทําใบงานเปน็ กลุ่มดังนี้ แล้วนําเสนอหนา้ ชน้ั เรียน
กลุ่มท่ี 1 ใหผ้ ู้เรียนบอกความหมายของการฟงั และดู
กลมุ่ ท่ี 2 ใหผ้ เู้ รียน ให้ผเู้ รยี นบอกประโยชน์ของการฟังและดู

ขนั้ ตอนท่ี 4 ขนั้ ประเมนิ ผล (E : Evaluation)
1 .ครูและผ้เู รยี นรว่ มกนั ตรวจคําตอบ
2.ครูและผูเ้ รยี นสรปุ ผลการเรียนรรู้ ว่ มกนั

5.สอ่ื /แหล่งการเรยี นรู้
1. แบบเรยี นรายวิชาภาษาไทย
2. ใบงาน/แบบฝึกหดั
3.ใบความรู้
4. อนิ เตอร์เน็ต

6.การวดั ผลและการประเมนิ ผล
1. ใบงาน
2. แบบบนั ทึกการเรยี นรู้
3. แบบประเมินพฤตกิ รรม

7.กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนําใหผ้ ู้เรยี นศึกษาเพิม่ เติมจาก หนังสือแบบเรียนรายวิชาภาไทยระดบั ประถม

ลงชอ่ื ………………………………………….ครผู ูส้ อน ว่าท่รี อ้ ยโท………………………………………
() (ประวติ ร จนิ ตประสาท)
ผอู้ ํานวยการ กศน.บาเจาะ
ตําแหนง่ ………………………………………………

ใบความรู้ท่ี 1
เรื่อง หลกั การฟังและการดู
วิชา พท๑1001 ภาษาไทย ระดบั ประถมศึกษา

1. ความหมายของการฟงั

พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525 ได้อธบิ ายความหมายของการฟังไว้วา่ การฟงั หมายถึงการ
ตั้งใจสดบั คอยรับฟงั ด้วยหู ได้ยนิ ขยายความได้วา่ การฟงั เริ่มจากการได้ยนิ เสียก่อน ขั้นท่ี 2 ตดิ ตาม
เร่อื งราวของส่งิ ที่ไดย้ นิ ไปดว้ ยพอถึงขน้ั ที่ 3 ตอ้ งสามารถเข้าใจสิง่ ที่ได้ยิน หรอื ตีความหมายของสง่ิ ท่ไี ด้ยนิ
ได้ และขนั้ สดุ ทา้ ย ต้องเกิดความคดิ คล้อยตามหรือโตแ้ ย้งส่ิงทไี่ ดย้ นิ นนั้ เพือ่ นาํ ไปใช้ประโยชนต์ ่อไป

2. ประโยชน์ของการฟงั

2.1 ช่วยให้มีความรูแ้ ละสติปัญญาเฉลียวฉลาด เปน็ ผูท้ นั โลก และทนั เหตุการณ์ เพราะฟงั มากย่อมรู้
มาก ซึ่งเป็นคุณสมบัตขิ องความเป็นนักปราชญห์ รือผู้เป็นพหูสูต

2.2 ช่วยใหน้ าํ ส่งิ ทีไ่ ด้สดับฟังนนั้ ไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ในชวี ิตประจาํ วันได้ เชน่ ตัดสินปญั หา
ได้ หรือมีความคดิ สร้างสรรค์

2.3 ชว่ ยใหเ้ กิดทกั ษะในการฟัง คือ สามารถจับใจความสาํ คญั ของเรื่องที่ฟงั ซงึ่ เปน็ เครอื่ งมอื สาํ คัญ
ในการแสวงหาความรู้ได้

2.4 ชว่ ยให้มีวิจารณญาณในการฟงั คอื สามารถพจิ ารณาไตรต่ รองไดว้ ่า สิง่ ใดบา้ งเปน็
ขอ้ เทจ็ จรงิ ส่ิงใดบา้ งผิด และสง่ิ ใดบ้างถูกต้อง

3. วตั ถุประสงค์ของการฟัง
การฟงั ท่ีดีผูฟ้ งั จะต้องตง้ั จุดประสงคข์ องการฟังไว้ในใจเสียก่อน ซึ่งผูฟ้ ังมกั มีจดุ ประสงค์

ใหญ่ 3 ประการ คือ
3.1 ฟงั เพ่ือใหเ้ กดิ ความรู้และความรอบรู้ แยกออกไดด้ งั น้ี
3.1.1 ฟงั เพ่อื ให้เกิดความรู้ การฟงั ชนดิ นเ้ี ปน็ สง่ิ จําเป็นสําหรบั นักเรยี น
3.1.2 ฟังเพื่อใหเ้ กิดความรู้ เปน็ การฟังทช่ี ่วยสร้างเสริมเพิ่มพดู ความร้ใู หก้ วา้ งขวางย่ิงข้ึน

เช่น ฟงั ขา่ ว เหตุบา้ นการเมือง ฯลฯ การฟงั ต้องสามารถจับประเดน็ สําคญั ของเรอื่ ง โดยอาศัยหลักการพินิจ
สารและรจู้ กั ประเมนิ คุณคา่ ของสาร

3.2 ฟังเพ่ือหาเหตผุ ลมาโต้แยง้ หรือคล้อยตามเปน็ การฟังที่มีจุดมุ่งหมายให้ผู้ฟังมีวิจารณญาณในการฟัง
เป็นสาํ คญั คือ เมื่อฟังอะไรแล้วตอ้ งเปน็ ผู้รจู้ กั คดิ รจู้ ักไตร่ตรองวา่ สิง่ ที่ตนได้ฟงั มานั้นมเี หตผุ ลสมควร
เชอื่ ถอื หรือไม่ อันจะเป็นการฝกึ ให้เป็นคนสขุ ุมรอบคอบ ไม่เชื่อสิง่ ใดอยา่ งงมงาย

3.3 ฟังเพื่อความเพลดิ เพลิน และซาบซ้ึง เปน็ การฟงั ดว้ ยความนยิ มชมชอบ ผู้ฟงั จะได้รับท้ังความ
สนกุ สนานและความเพลิดเพลิน การฟังอย่างน้ถี ือเปน็ การตอบสนองความต้องการทางอารมณช์ ว่ ยผอ่ นคลาย
ความตึงเครียด

4. ลักษณะของการเป็นผฟู้ ังที่ดี

การฟงั เป็นสิง่ ที่มคี วามสําคัญตอ่ ชวี ติ ของบุคคลท่ัวไป เราจึงควรทราบลกั ษณะของผู้ฟงั ทดี่ ี ซึ่งมี
ดังนี้

4.1 มสี มาธใิ นการฟงั การมีสมาธิเปน็ สิง่ จาํ เป็นมากในการฟัง ผฟู้ ังตอ้ งตดั ความวิตกหรือ
ความกงั วลใจตา่ ง ๆ ออกจากจติ ใจให้หมด ฉะน้นั ทุกครั้งทฟี่ ังเร่ืองใดกต็ าม ผู้ฟังต้องหมัน่ ฝึกความมีสมาธิ
ใหแ้ ก่ตนเองพยายามพุ่งความสนใจไปในเรื่องทตี่ นกําลงั ฟังน้นั

4.2 ตัง้ จุดมุ่งหมายในการฟัง ในการฟังแต่ละครัง้ ผู้ฟงั ควรต้ังจดุ มงุ่ หมายไว้วา่ จะฟงั เพ่ืออะไร เชน่
ฟังเพ่ือจบั ใจความสําคัญ ฟังเพ่ือความเพลดิ เพลิน เปน็ ต้น การฟังอย่างไร้จดุ หมายย่อมเสียเวลาในการฟงั

4.3 วเิ คราะหเ์ จตนาของผู้พูด คือ ตอ้ งรจู้ ักวเิ คราะหเ์ จตนาของผู้พดู วา่ ผ้พู ูดมคี วามประสงค์
อย่างไร มสี ิ่งใดแอบแฝงซ่อนเรน้ อยู่ในเร่อื งที่พดู หรอื ไม่

4.4 สนใจและจับประเด็นสาํ คญั เรอ่ื งทฟ่ี ังให้ได้ คอื ขณะฟังต้องรู้จักใช้สตปิ ัญญาวเิ คราะหด์ ูว่าผู้
พูดกาํ ลงั พูดเรื่องอะไร ใหส้ าระประโยชน์อะไรบา้ ง เรื่องที่ฟงั นน้ั มีประเด็นสาํ คัญอยา่ งไร แล้วพยายามสรปุ
ความคิดรวบยอดใหไ้ ด้

4.5 ต้องวางใจเปน็ กลางไมม่ ีอคติใด ๆ ต่อผู้พูด การมีอคติ และการจบั ผิดผพู้ ูดย่อมมีผลเสีย
มากกว่าได้ ควรหลีกเลีย่ งการจับผิดเล็ก ๆ นอ้ ย ๆ เช่น การแตง่ กาย การพดู ซํ้า ๆ ซาก ๆ ในบางคํา
ฯลฯ เพราะจะทําให้ผู้ฟังเกิดรสู้ กึ ว่าเรือ่ งที่กาํ ลงั ฟงั น้นั เป็นเร่ืองท่นี า่ ตําหนิ ควรสร้างเจตคตทิ ดี่ ีต่อผูพ้ ดู
เสมอ การทาํ ใจไดเ้ ชน่ นี้ จะทาํ ใหบ้ รรยากาศการฟังเปน็ ไปอย่างราบรน่ื และเข้าใจดี

4.6 ฟงั ด้วยความอดทนและตงั้ ใจฟังต้องอดทนและตง้ั ใจฟงั ตง้ั แต่ต้นจนจบการฟงั อย่างคร่ึง ๆกลาง
ๆ หรือฟังเพียงบางตอนย่อมทําให้ไมส่ ามารถเขา้ ใจเนื้อเรอื่ งได้สมบรู ณ์

4.7 ฟงั อยา่ งสาํ รวมให้เกียรตผิ ู้พูด และมีมารยาทอนั ดงี าม นบั เปน็ คุณสมบตั ิของผฟู้ ังทีด่ ี การรู้ว่าสงิ่
ใดควรไม่ควร เชน่ การลกุ เดินเขา้ ออก การทาํ เสยี งเอะอะนบั เป็นกิรยิ าที่ไมเ่ หมาะสม ถือวา่ ไม่ใหเ้ กียรติ และ
เปน็ การเสียมารยาทอยา่ งยิ่ง แสดงความคิดเหน็ ก็ควรทําภายหลัง

4.8 ใชศ้ ลิ ปะในการฟัง ผฟู้ งั ทีด่ ีไมค่ วรฟงั อย่างเดยี วควรใช้ไหวพริบในบางโอกาส เพื่อช่วยใหผ้ ู้
พดู สามารถถา่ ยทอดความรู้ ความคิดของตนไปสู่จดุ หมายปลายทางตามทีผ่ ้ฟู งั ต้องการ โดยการใช้คาํ ถามที่
ได้จากการเช่ือถือผู้ฟงั ตอ้ งการ

4.9 ขณะฟังควรบันทกึ สง่ิ สําคัญ หากสงสยั ควรซักถาม ใหเ้ หมาะสม
4.10 หลักการฟงั ผูฟ้ งั บนั ทึกวา่ เร่ืองราวตา่ ง ๆ ทฟ่ี ังไปนนั้ ตรงกับขอ้ จริง และมีเหตุผล
น่าเชือ่ ถือเพยี งใด มีส่ิงใดจะนําไปปฏิบตั ิใหเ้ กิดประโยชน์ไดห้ รอื ไม่ และร้จู กั นาํ ความรูห้ รือข้อคิดต่าง ๆ ท่ไี ด้
จากการฟังไปใช้ประโยชน์ ตามโอกาสอนั สมควร

5. มารยาทในการเปน็ ผ้ฟู ังท่ีดี

ผฟู้ งั ทดี่ ีควรต้องระมดั ระวงั มารยาท ตัง้ แต่เรมิ่ เขา้ ฟัง ขณะฟังไปจนกระท่ังเลกิ ฟัง คอื
5.1 ควรแตง่ กายสุภาพเรียบร้อย เช่น ไมส่ วมเส้อื ปล่อยชายรมุ่ รา่ ม หรือสวมรองเท้าแตะ
ฟองนํ้าเขา้ ฟงั
เป็นต้น
5.2 ผ้ฟู งั ที่ไปถงึ ก่อน ควรนั่งเกา้ อ้ีท่ีเขาจัดไว้แถวหนา้ ๆ ผทู้ ่ีมาทีหลงั จากนัน้ กค็ วรนง่ั ถัดกนั ลงมา
ขา้ งหลงั ทลี ะแถวตามลําดับ เพอ่ื ผ้มู าชา้ จะได้ไม่ต้องหลีกคนหลาย ๆ คนเขา้ ไปหาทีน่ ง่ั ทําใหว้ ุ่นวายขาดสมาธิ
ในการฟังได้ ถ้าผู้พูดเร่ิมพูดไปบ้างแล้ว และไม่มเี ก้าอใ้ี หน้ ่ัง กค็ วรจะยืนฟงั อย่างสงบ และมรี ะเบียบไมบ่ งั คับผ้ทู ี่
น่งั อยกู่ ่อน
5.3 ควรไปถงึ สถานท่ฟี ังก่อนผูพ้ ดู เริ่มพูด ถา้ เขา้ หลังผู้พดู เริ่มพดู แล้วต้องแสดงความเคารพผู้พดู
กอ่ น และเขา้ ไปนง่ั ฟงั อย่างสงบ หากจาํ เป็นต้องออกจากห้องประชมุ ทีน่ งั่ ฟังอยู่ก่อนทจ่ี ะพดู จบ กต็ ้องทํา
ความเคารพผู้พูดก่อนดว้ ย
5.4 ควรฟงั ดว้ ยความสนใจ ไม่ควรแสดงสหี น้าทา่ ทางใหผ้ ้พู ูดเห็นวา่ ผ้ฟู ังเกดิ ความเบือ่ หนา่ ย
เพราะจะทาํ ใหผ้ ูพ้ ดู เสยี กําลังใจ ถ้าเกิดไมอ่ ยากฟังจริง ๆ กค็ วรจะเลกิ ฟังและออกจากหอ้ ง ประชมุ ไปเลย
5.5 ควรให้เกียรตผิ พู้ ูดด้วยลกั ษณะต่าง ๆ ทท่ี าํ ได้ เชน่ พูดดี ถกู ใจผู้ฟงั กค็ วรปรบมอื หรือ
พูดชมเชยเมอ่ื มีโอกาส ขณะฟังอยู่ควรมองหน้าผู้พูดตลอดเวลาและไม่ควรคุยกัน ดว้ ยเรอ่ื งสว่ นตัวจนเปน็ ท่ี
ราํ คาญแก่ผู้อื่นไม่ควรลุกเดนิ ขวกั ไขวไ่ ปมาไมค่ วรน่ังหลับสปั หงก ฯลฯ
5.6 ถา้ เกดิ ข้อสงสัยต้องการซักถาม ควรรกั ษามารยาทดงั น้ี

5.6.1 ควรยกมอื ขนึ้ เม่ือได้รับอนุญาตแล้วจงึ คอ่ ยถาม
5.6.2 ควรถามอยา่ งสภุ าพเรยี บร้อยทั้ง ถ้อยคาํ และอากปั กิริยา
5.6.3 คาํ ถามควรกะทัดรดั ตรงประเดน็ เก่ยี วกับเร่อื งท่ีฟงั
5.6.4 ถา้ จะคัดคา้ น ควรคัดคา้ นอยา่ งน่ิมนวล และกลา่ วขอโทษก่อน
5.6.5 เม่อื ฟงั พูดจบแล้ว ควรลกุ ขึน้ และออกไปมีระเบียบ พยายามทําให้เกิดเสยี งน้อย
ทส่ี ดุ
6. เรอ่ื ง การฟงั และดูเพื่อจบั ประเดน็ และสรุปความ
6.1 ความหมายของการจับประเดน็ หมายถงึ การจบั ข้อความสาํ คัญหรือใจความสําคัญของเร่ือง
6.2 ความหมายของการสรปุ ความ คอื การหยบิ ยกเอาความคิดหลักหรอื ประเด็นท่ีสําคญั ของเร่อื ง
มากล่าวยาํ้ ใหเ้ ดน่ ชดั โดยใชป้ ระโยคสนั้ ๆแล้วเรียบเรียงให้เป็นระเบียบ
6.3 มารยาทในการฟังและดู
6.3.1 มองสบตาผ้พู ูด ไม่มองออกนอกห้องหรือมองไปทอี่ นื่ อันเป็นการแสดงวา่ ไม่สนใจเรื่องที่
พดู และไมเ่ อาหนงั สือไปอ่านขณะที่ฟงั หรือดู

6.3.2 รกั ษาความสงบ ไมส่ ง่ เสยี งรบกวนผู้อื่น ไมเ่ อาของขบเค้ยี วเขา้ ไปทําลายสมาธขิ อง
ผู้อื่น การชมภาพยนตรค์ วรปิดโทรศัพท์มอื ถือจะไดไ้ ม่รบกวนความสุขของผอู้ ื่น ไม่ควรพาเดก็ เล็กๆไปในโรง
ภาพยนตร์หรือในท่ีทต่ี ้องการความสงบ

6.3.3 แสดงกิรยิ าอาการทีเ่ หมาะสม วัยรุ่นไมค่ วรน่ังเกยี้ วพาราสีกันในทส่ี าธารณชนท่ีต้องการ
ความสงบในการฟังและการดู เพราะนอกจากจะรบกวนสายตาคนอ่ืนแล้วยงั เปน็ การแสดงกริ ิยาท่ีขัดตอ่
ขนบธรรมเนียมของไทยอีกดว้ ย

6.3.4 ในการดูภาพไม่ควรขีดเขียนหรือฉีกภาพซึ่งแสดงถึงความไม่มีวัฒนธรรมทด่ี งี าม
6.4 หลกั การฟังและดเู พื่อสรุปความและจบั ประเดน็ การฟังและดูเพื่อจบั ประเดน็ และสรุปความ เป็นทกั ษะ
เบื้องต้นท่ีทุกคนจะต้องฝึกฝน เราจะต้องตดิ ตามฟัง ดเู ร่ืองราวโดยตลอด ดังนน้ั จึงต้องมีสมาธิในการฟังและ
สามารถแยกแยะไดว้ า่ ข้อความใดเป็นใจความสําคญั และข้อความใดเป็นพลความ ถา้ เราเขา้ ใจเรื่องราวได้โดย
ตลอดแลว้ เรายอ่ มจดจาํ เร่ืองราวทีฟ่ ังและสามารถถา่ ยทอดใหค้ นอน่ื ฟงั ได้ด้วย

ในการฟังแต่ละคร้ัง เราตอ้ งจับประเดน็ ของเรือ่ งท่ีฟังได้ คอื ร้วู ่าผ้พู ูดต้องการส่อื สารอะไร เป็น
ประเดน็ สาํ คญั และร้จู ักวา่ อะไรคือประเด็นรองซ่งึ ขยายประเดน็ สาํ คญั การฟังเช่นน้ีเป็นการฟังเพื่อจับ
ใจความสําคญั และใจความรองและรายละเอยี ดของเร่ือง มีวิธีการฟังดังน้ี

6.4.1 ฟังเร่ืองราวให้เข้าใจ พยายามจับใจความสาํ คญั ของเรื่องเปน็ ตอนๆ ว่าเร่ืองอะไร ใครทํา
อะไร ทีไ่ หน เม่อื ไร อยา่ งไร

6.4.2 ฟังเรื่องราวทเ่ี ป็นใจความสําคัญแล้วหารายละเอยี ดของเรื่องท่ีเปน็ ลกั ษณะปลีกย่อยของ
ใจความสําคัญ หรอื ทเ่ี ปน็ ส่วนขยายใจความสาํ คัญ

6.4.3 สรปุ ความโดยรวบรวมเนือ้ หาสาระสําคญั อย่างครบถ้วน
วิธีการสรุปความจากการฟังน้นั เราจะต้องค้นหาใหพ้ บวา่ สารใดเปน็ ความคดิ สาํ คัญในเรอื่ ง

น้นั ๆ แลว้ สรปุ ไว้เฉพาะใจความสําคญั โดยเขยี นชอื่ เรอ่ื ง ผ้พู ูด โอกาสท่ีฟัง วัน เวลา และสถานทที่ ี่ได้ฟงั
หรอื ดไู ว้เปน็ หลกั ฐานเครอื่ งเตือนความทรงจาํ ตอ่ ไป

การฟังและดูเพ่อื จบั ประเดน็ และสรุปความ เปน็ การฟังในชีวิตประจาํ วันเพ่อื ใหไ้ ด้
สาระสาํ คญั ของเร่ืองท่ีฟัง เช่น ฟงั การสนทนา ฟงั เรอ่ื งราวขอ้ มูลข่าวสารตา่ งๆ ฟังโทรศพั ท์ ฟัง
ประกาศ ฟังการบรรยาย ฟังการอภปิ ราย ฟงั การเล่าเรื่อง เป็นต้น
7. วธิ สี รปุ ความตามลาํ ดับขัน้

7.1 ข้ัน อ่าน ฟงั และดู
- อ่าน ฟังและดใู หเ้ ข้าใจอย่างน้อย 2 เทยี่ ว เพ่อื ให้ได้แนวคดิ ทส่ี ําคัญ

7.2 ขน้ั คิด
- คดิ เป็นคาํ ถามวา่ อะไรเปน็ จดุ สาํ คัญของเรื่อง
- คดิ ต่อไปว่า จุดสาํ คญั ของเรื่องมีความสมั พนั ธ์กบั สิง่ ใดบา้ ง จดส่ิงนนั้ ๆไว้เป็นข้อความ

สน้ั ๆ

- คดิ วธิ ีที่จะเขียนสรุปความให้กะทดั รดั และชัดเจน

7.3 ขั้นเขยี น
- เขียนรา่ งขอ้ ความส้ันๆทจ่ี ดไว้
- ขัดเกลาและตบแตง่ ร่างข้อความที่สรปุ ใหเ้ ปน็ ภาษาท่ดี สี ่ือความหมายไดแ้ จม่ แจ้งชดั เจน

ใบงานที่ ๑

ใหผ้ ู้เรียนตอบคาํ ถามดังตอ่ ไปนี้

1.ให้ผู้เรยี นบอกความหมายของการฟังและดู

............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ........................................................................................ ....

๒.ให้ผเู้ รยี นบอกมารยาทในการฟังและดู

............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

.............................................................................................................................................................. ................
................................................................................................................... ..................................................... ......

3.ใหผ้ ู้เรียนบอกประโยชน์ของการฟังและดู

............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. .........................................................
............................................................................................................................. .................................................
..................................................................................................................................................... .........................

......................................................................................................... .....................................................................
............................................................................................................................. .................................................

.

4.ให้ผเู้ รียนบอกมารยาทในการฟงั และดู

............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................

............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

แผนการจัดกระบวนการเรยี นรู้ คร้ังท่ี3
รายวิชา ภาษาไทย รหสั วิชา พท๑1001
เร่ือง ท่ี 1 การอา่ น
เรื่อง ที่ ๒ การเขียน
วันท.่ี ..........เดือน................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.จานวน 6 ช่วั โมง

1.มาตรฐานการเรียนรูร้ ะดับ
๑.เห็นความสาํ คัญของการอ่าน ทงั้ การอ่านออกเสียงและอ่านในใจ
๒.สามารถอ่านไดอ้ ย่างถูกต้องและอ่านได้เรว็ เข้าใจความหมายของถ้อยคําข้อความเนอ้ื เรอ่ื งท่ีอ่าน
๓. มมี ารยาทในการอ่านและนิสัยรักการอา่ น
๔.เหน็ ความสาํ คัญของการเขียนและประโยชน์ของการคดั ลายมือ
๕.สามารถเขยี นคํา คําคลอ้ งจอง ประโยค และเขยี นบนั ทึกเรือ่ งราว สื่อสาร เหตกุ ารณ์ใน

ชวี ติ ประจําวนั ได้
๖.มีมารยาทในการเขียนและนสิ ยั รักการเขียน

2.ตัวชว้ี ัด

๑.เข้าใจความสาํ คัญหลกั การและจุดมงุ่ หมายของการอา่ นทัง้ อา่ นออกเสยี งและอา่ นในใจ
๒.อา่ นออกเสยี งคาํ ข้อความ บทความ บทสนทนาเรอ่ื งส้นั บทร้อยกรองและบทรอ้ งเล่น บทกล่อมเด็ก
๓. . อธิบายความหมายของคําและข้อความทอี่ า่ น
๔.เข้าใจหลักการเขียนและเห็นความสาํ คญั ของการเขียน
๕.รจู้ ักอกั ษรไทย เขยี นสะกดคําและรู้ความหมายของคาํ คลอ้ งจองและประโยค
๖.เขยี นสอ่ื สารในชีวิตประจําวนั จดบนั ทึกโดยใชค้ าํ ถกู ตอ้ งชัดเจน

๗.เขียนเรยี งความย่อความจดหมายได้ตามรปู แบบ
๘.ปฏบิ ตั ติ นเป็นผ้มู มี ารยาทในการเขยี นและวิธกี ารจดบนั ทกึ อย่างสมาํ่ เสมอ
3.เน้ือหา

๑.ความสําคญั หลักการและจุดม่งุ หมายของการอ่านออกเสยี งและการอ่านในใจ
๒.อ่านร้อยแก้ว
๓.อา่ นร้อยกรอง
๔.การเลือกอา่ นหนงั สอื และประโยชน์ของการอ่าน
๕.การสร้างนสิ ยั รกั การอา่ นและมารยาทในการอา่ นทด่ี ี

4.ข้ันตอนการจัดกระบวนการเรยี นรู้
ขั้นที่ 1 การกาหนดสภาพ ปัญหา ความต้องการในการเรยี นรู้(O: Orientation)

ครูตั้งประเด็นเก่ยี วกบั การอ่านและการมีความสาํ คัญอยา่ งไรในชีวิตประจาํ วนั เชน่ ผเู้ รียนอ่านขา่ วจาก
โทรทศั น์หรือการเขยี นขา่ วสารคดีต่างๆมีความสําคัญอยา่ งไร มปี ระโยชนอ์ ะไรบ้างและสามารถสรปุ อะไรได้
บ้าง

ข้นั ตอนที่ 2 การแสวงหาข้อมลู และการจัดการเรียนรู้ (N : New ways of learning)
1. ครูให้ผเู้ รยี นลองอ่านขา่ วจากหนังสอื พมิ พ์เป็นรายคนและวิธกี ารเขียนขา่ วมีสาระครบแล้วตง้ั
คาถาม
2. ครใู ห้ผูเ้ รียนอธิบายและจบั ใจความสาคญั จากการอ่านข่าว
3. ครแู จกใบความร้ใู ห้ผเู้ รียนไดศ้ กึ ษาเพ่มิ เติมตามเนอื้ หาทีก่ าหนด
4. ครูอธบิ ายเพม่ิ เตมิ

ขน้ั ตอนที่ 3 การปฏิบัติและนาไปประยกุ ต์ (I : Implementation)
1. ครูมอบหมายใหผ้ เู้ รยี นทําใบงานเป็นกลุ่มดังนี้ แล้วนําเสนอหน้าช้นั เรยี น
กลุ่มท่ี 1ให้ผู้เรียนทํากจิ กรรมท่ี ๑
กล่มุ ที่ 2 ให้ผ้เู รียน ทาํ กิจกรรมที่ ๒

ขนั้ ตอนท่ี 4 ขน้ั ประเมินผล (E : Evaluation)
1 .ครแู ละผเู้ รยี นร่วมกันตรวจคาํ ตอบ
2.ครแู ละผูเ้ รยี นสรุปผลการเรยี นรู้รว่ มกนั

5.สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
1. แบบเรียนรายวิชาภาษาไทย
2. ใบงาน/แบบฝึกหดั
3.ใบความรู้
4. อนิ เตอรเ์ น็ต

6.การวดั ผลและการประเมนิ ผล
1. ใบงาน
2. แบบบนั ทึกการเรยี นรู้
3. แบบประเมนิ พฤตกิ รรม

7.กิจกรรมเสนอแนะ
แนะนาํ ใหผ้ ู้เรยี นศึกษาเพมิ่ เติมจาก หนังสือแบบเรยี นรายวชิ าภาไทยระดบั ประถม

ลงช่ือ………………………………………….ครผู ู้สอน วา่ ท่รี ้อยโท………………………………………
() (ประวิตร จนิ ตประสาท)
ผู้อํานวยการ กศน.บาเจาะ
ตาํ แหนง่ ………………………………………………

ใบความรู้

เรือ่ งที่1 หลักการ ความสาํ คัญ และจุดมุ่งหมายของการอา่ น

1. หลกั การอา่ น

1. ควรมีจุดมุ่งหมายในการอา่ นทกุ ครัง้ เพ่ือเปน็ การประเมินหลังการอา่ นจบแล้วา่ ไดบ้ รรลถุ งึ
จุดมงุ่ หมายหรือไม่

2. เลอื กอ่านหนังสือตามความสนใจของตน จะไดค้ วามรู้และประสบการณ์ตรงกับความต้องการและ
กระตื้อรือร้นท่ีจะอ่าน

3. อา่ นถูกต้องตามอักขรวิธีออกเสียง ร และ ล ชัดเจน รวมทงั้ การเว้นวรรคที่ถูกต้องซงึ่ การอ่าน
ประเภทนี้จะเปน็ การอ่านออกเสยี ง

2. ความสาคัญของการอ่าน

1. การอ่านเป็นการรับสารโดยเน้นเน้อื หาสาระทีห่ ลากหลาย ผู้อา่ นเลอื กท่จี ะอ่านได้ตามความ
ต้องการ

2. การอ่านได้ความรู้ ทักษะและประสบการณ์ทีน่ าํ ไปใช้ประโยชน์ได้
3. การอ่านเป็นการพัฒนาความคิดของผู้อา่ น
4. การอ่านเป็นการใช้เวลาให้เกดิ ประโยชน์ได้ทงั้ ความรู้และความเพลิดเพลิน

3. จดุ มงุ่ หมายของการอ่าน
1. เพ่ือให้เกิดความรู้ ตามทผี่ ู้อา่ นต้องการเลือก เพราะสามารถอ่านได้
2. เพื่อให้เพลดิ เพลนิ โดยเฉพาะการอ่านประเภท จรรโลงใจเช่น นทิ าน นยิ าย นวนยิ าย เป็นต้น
3. เพ่ือนําความรู้ไปประยุกต์ใช้ โดยศึกษาจากเน้ือหาสาระ หรือตัวอย่างของผู้ทป่ี ระสบความสาํ เร็จ
และนาํ ไปปฏบิ ตั ิ

4. เพื่อให้เป็นบคุ คลทันสมัยทันเหตกุ ารณ์ มีความรู้รอบด้าน ซึ่งจะได้จากการอ่าน
เรือ่ งท่ี2 การอา่ นรอ้ ยแกว้
1. ความหมายของร้อยแก้วรอ้ ยแก้ว หมายถึง ข้อความท่ีเขียนข้นึ โดยไม่ได้คาํ นึงการสัมผัส

ตวั อยา่ งเชน่ การเขยี นตําราเรียน การเขียนข่าว การเขยี นประกาศ และการเขียนข้อความท่ัวๆไป
2. การอ่านรอ้ ยแกว้
2.1 การอา่ นออกเสยี ง มีหลักการอา่ นดังน้ี
- อา่ นออกเสียงให้ถกู ต้องตามอกั ขรวิธี
- อ่านอย่างมีจงั หวะแบ่งวรรคตอนถูกตอ้ ง
- อ่านอยา่ งเขา้ ใจเน้ือเรื่อง นํ้าเสียงจะไดเ้ หมาะสม เช่น อา่ นเร่อื งเกีย่ วกับความสขุ เสยี ง
จะตอ้ งสดชืน่ ร่นื เรงิ หากเปน็ เรื่องเศรา้ นํ้าเสียงจะต้องเศร้าตามไปดว้ ย เป็นต้น
- อา่ นเสียงดังฟังชัด

2.2 การอา่ น ข้อความ บทความ และเรื่องสัน้ ข้อความ บทความและเร่ืองส้นั เปน็ การอ่านร้อยแกว้
สว่ นใหญ่เปน็ การอ่านในใจซง่ึ ผู้อ่านจะต้องจบั ใจความสาํ คัญให้ได้ว่เร่อื งท่อี ่านคืออะไร กล่าวถงึ ใคร ทีไ่ หน และ
เมื่อไร เป็นต้น

2.3 การอ่านจบั ใจความสําคัญการอ่านจับใจความสาํ คัญ ผู้อ่านเมื่ออ่านจบแล้วจะตอ้ งจับใจความ
สาํ คญั ได้ เช่น เรือ่ งอะไร เกิดกบั ใคร เม่ือใด และมผี ลอย่างไร

เรอื่ งท่ี3 การอ่านร้อยกรอง
1. ความหมายของร้อยกรองร้อยกรอง หมายถึง คาํ ประพันธแ์ ตง่ ข้ึนโดยมกี ารสัมผสั ให้คล้องจองกนั
2. การอ่านรอ้ ยกรอง

2.1 การอ่านคําคล้องจอง บทกลอ่ มเดก็ และเพลงพน้ื บ้าน ให่อ่านเปน็ จังหวะหรือให้คล้องจอง มกี าร
เอือ้ นคํา เปน็ ตน้ ตวั อยา่ งคําคลอ้ งจองขิงกร็ าข่ากแ็ รง, คนรักเทาผนื หนังคนชังเทา่ ผืนเสอื่ , โยกเยกเอยน้าํ ท่วม
เมฆ เปน็ ต้นตวั อยา่ งบทกล่อมเด็กโอละเห่เอย แมจ่ ะเห่ให้นอนวันตื่นขึ้นมาจะอาบน้ําทําขวัญ นอนวันเถดิ แม่
คุณพ่อเนื้อเย็นเอย แม่มใิ หเ้ จ้าไปเล่นทที่ ่านํ้าจระเข้จะมา มันจะคาบเจา้ เข้าถ้าํ เจ้าทองคําพ่อคุณ

เร่ืองท่ี๔ มารยาทในการอา่ นและสร้างนสิ ัยรักการอา่ น
1. มารยาทในการอ่าน

1. ไม่อา่ นเสียงดังรบกวนผู้อนื่
2. อา่ นเสร็จแล้วควรเกบ็ หนังสอื ไว้ที่เดมิ
3. ไม่ควรอ่านเร่อื งสว่ นตัวของผ้อู ืน่
4. ไม่ขีดเขยี นทําลายหนงั สอื ที่เป็นสมบัตขิ องส่วนรวม
5. ไม่ชะโงกหนา้ ไปอ่านในขณะท่ผี ู้อน่ื กาํ ลังอ่าน
2. การสรา้ งนิสัยรกั การอ่าน
1. อา่ นหนงั สือที่ตนเองชอบ
2. อา่ นอยา่ งมสี มาธิและจบั ใจความได้
3. อ่านหนังสือทกุ ครั้งทีว่ า่ ง
4. ควรมหี นงั สอื ตดิ ตัวเสมอเพอ่ื อา่ นไดท้ ุกครง้ั ทีต่ ้องการ
5. ควรอา่ นและจดบนั ทึกข้อความ คติท่ีตนเองชอบ
เรื่องที่ ๒หลักการเขียนและความสาคัญของการเขียน
1. หลักการเขียน
1. ขอ้ ความทเ่ี ขยี นเรียบรอ้ ยและสะอาด
2. มีความรู้ ความเขา้ ใจในเรื่องท่ีเขยี น
3. เขยี นถูกตองตามหลกั ภาษาและสะกดถูกตอ้ ง
4. มีจดุ มุง่ หมายในการเขยี น
5. เขียนดว้ ยความรแู้ ละความสามารถทีถ่ ่ายทอดความรู้ ความรู้สึกตามความต้องการของตน
ได้

2. ความสาคญั ของการเขียน
1. เปน็ การสอื่ สารท่จี ะแจ้งให้ผู้ ไดท้ ํางานหรือปฏบิ ัตติ าม
2. เป็นการเผยแพร่ความรู้ วิทยาการให้ผู้อ่นื ได้ทราบและนาํ ไปใช้ประโยชน์
3. เป็นการบนั ทึกสาระสาํ คัญเพ่ือเป็นหลักฐานและนําไปใช้ประโยชน์
4. เป็นการเขยี นท่สี ามารถนําไปประกอบอาชีพได้ เช่น การเขยี นข่าว และการเขยี นนว

นิยาย หรือการเขยี นบทละคร เป็นต้น

เรือ่ งท่ี ๒ การเขียนสอ่ื สารการเขียนสื่อสาร หมายถึง การเขยี นที่ผูอ้ น่ื อา่ นแล้วได้ความตามจดุ มุ่งหมายของ
ผเู้ ขยี น ในระดับประถมศึกษานี้ของผู้เรยี น กศน.ควรจะเขยี นสงิ่ ต่างๆเหล่าน้ีได้

1. การเขยี นประวัตติ นเองการเขียนประวัติตนเองเป็นการเขียนข้อความเพ่ือแสดงตนให้ผู้อ่ืนรู้จกั
รายละเอยี ดเกยี่ วกับเจ้าของประวัติหัวข้อหลกั ๆควรมดี ังน้ปี ระวัติตนเอง

2. ช่อื ....................................................นามสกุล.........................................................เกดิ วนั ที่
............เดือน ................................... พ.ศ. ....................อายุ....................สถานภาพสมรส
..........................อาชีพ...................................................................................................................

3. ท่อี ยู่........ .....................................................สถานทท่ี าํ งาน ............ ประวัตกิ ารศึกษา
................... ประสบการณ์ในการทาํ งาน ............................................

2. การเขยี นบันทกึ ประจําวันการเขยี นบันทึกประจาํ วนั เป็นการเขยี นเก่ยี วกับสิ่งทีท่ ํา ท่ีพบ หรือทเ่ี กีย่ วข้องกับ
ผ้อู นื่ ในวนั น้นั ๆ หลักการเขยี นบันทึกประจําวนั ได้แก่

1. บนั ทึกเปน็ ประจาํ ทุกวัน
2. บนั ทึกตามความเป็นจริง
3. เลอื กบนั ทึกเฉพาะเรอ่ื งสาํ คญั หรอื ทีต่ ้องการจดจาํ
4. ใช้ภาษา ถ้อยคาํ ง่ายๆอย่างไมเ่ ป็นทางการและขอ้ ความกระชบั
5. อาจแทรกความรสู้ ึก และความคิดเหน็ ของผู้บนั ทกึ

มารยาทในการเขียนและนสิ ัยรกั การเขียน

1. มารยาทในการเขยี น
1. เขียนถูกต้องและชัดเจนให้ผอู้ ่ืนอ่านได้
2. เขียนเชงิ สรา้ งสรรค์ ไม่เขียนเพือ่ ทาํ ลายหรือทาํ ใหเ้ กิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
3. เขยี นในสถานท่ีควรเขยี น ไมไ้ ดเ้ ขียนในทไ่ี มส่ มควร เชน่ สถานที่สาธารณะ
4. เขียนทุกอยา่ งดว้ ยข้อมลู ทเี่ ป็นความจรงิ
5. ไมข่ ดี หรือเขยี นข้อความในหนงั สือ เอกสารและอนื่ ๆ ท่ีเปน็ ของประชาชนโดยรวม เชน่ หนังสือใน
ศูนย์การเรียน หรือห้องสมุด

2. นิสัยรกั การเขยี น
1. เริม่ ตน้ ด้วยการเขยี นสิ่งท่ีง่าย และไม่ใช่เวลามาก
2. เขยี นตอ่ เนอื่ งจากการเขียนครงั้ แรก เชน่ การเขียนบนั ทึกประจาํ วนั
3. เร่ิมเขยี นดว้ ยข้อความทง่ี า่ ยและสั้น และกําหนดเวลากับตนเอง ให้พยายามเขียนทุกวัน

ตามระยะเวลาท่พี อใจจะทาํ ใหเ้ ขยี นไดโ้ ดยไม่เบ่อื หน่าย

ใบงานกลมุ่ ท่ี ๑

กิจกรรม
ตอบคาํ ถามต่อไปนี้

1. ในการอ่านมหี ลักการอยา่ งไรอะไรบ้าง
............................................................................................................................. ............................
.........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................

2. การอา่ นมคี วามสําคัญอยา่ งไร
............................................................................................................................. ............................
............................................................................................... ..........................................................
............................................................................................................................. ...........................

3. ผู้เรียนมีจดุ มงุ่ หมายในการอ่านอยา่ งไรบ้าง
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
......................................................................................... .......................................................................

ใบงานกลมุ่ ที่ ๒

กิจกรรม
ตอบคําถามต่อไปนี้

1. ผู้เรียนมีหลักการเขยี นอย่างไรบ้าง
............................................................................................................................. ............................
....................................................................................................... ..................................................
............................................................................................................................. ...........................

2. การเขยี นนําไปใช้ประโยชนไ์ ด้อยา่ งไรบ้าง
.......................................................................................................................................... ...............
.................................................................................................................... .....................................
............................................................................................................................. ............................

แผนการจัดกระบวนการเรียนรู้ คร้งั ที่4
รายวิชา ภาษาไทย รหัสวิชา พท๑1001
เรื่อง ท่ี 1 หลกั การใชภ้ าษา
เร่อื ง ท่ี ๒ วรรณคดี วรรณกรรม
วนั ท.ี่ ...........เดือน.................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.จานวน 6 ช่ัวโมง

1.มาตรฐานการเรียนรรู้ ะดบั
๑.สามารถสะกดคํา โดยนาํ เสยี งและรปู อักษรไทยประสมเป็นคําอ่านและเขยี นได้ถูกต้อง
๒.สามารถใชเ้ ครอื่ งหมายวรรคตอนไดถ้ ูกตอ้ งและเหมาะสม
๓. เขา้ ใจลักษณะของคาํ ไทย คําภาษาถ่ินและคาํ ภาษาตา่ งประเทศทใ่ี ชใ้ นภาษาไทย
๔.สามารถคน้ ควา้ เรือ่ งราวประโยชน์และคณุ คา่ ของนิทาน นทิ านพน้ื บ้าน วรรณกรรมและวรรณกรรม

ท้องถนิ่

2.ตัวชี้วดั
๑.อธิบายการใชเ้ สยี งและรูปอักษรไทย อักษร ๓ หม่แู ละการผันวรรณยกุ ต์
๒.อธบิ ายเกย่ี วกบั คํา การสะกดพยางค์ คํา และประโยคได้ถูกต้อง
๓. . อธบิ ายถึงประโยชน์และคุณคา่ ของนทิ าน นิทานพน้ื บา้ น วรรณกรรมและวรรณกรรมในท้องถนิ่
๔.เขา้ ใจหลักการเขียนและเหน็ ความสาํ คญั ของการเขยี น

3.เนอ้ื หา
๑.เสยี งและรปู อกั ษรไทย(พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์)
๒.การผันอักษร ๓ หมู่(ไตรยางค)์
๓.พยางคแ์ ละคาํ คาํ ในมาตราตวั สะกด ๙ มาตรา ชนดิ และหนา้ ที่ของคาํ ๗ ชนดิ
๔.เรอื่ งราว นิทาน นิทานพนื้ บา้ นและวรรณกรรมท้องถ่นิ
๕.เรื่องราววรรณคดีที่มีความหลากหลาย( กลอนบทละคร กลอนนิทาน กลอนเสภา)

4.ขนั้ ตอนการจดั กระบวนการเรียนรู้
ขน้ั ที่ 1 การกาหนดสภาพ ปัญหา ความต้องการในการเรยี นรู้(O: Orientation)

ครูตง้ั ประเด็นเก่ยี วกับการใช้ภาษาไทยมีความสําคัญอย่างไรในชีวิตประจาํ วัน และมหี ลักการใช้ภาไทย
อยา่ งไร มปี ระโยชน์อะไรบ้างและสามารถสรุปอะไรไดบ้ ้าง

ขน้ั ตอนท่ี 2 การแสวงหาข้อมลู และการจดั การเรยี นรู้ (N : New ways of learning)
๑. ครูใหผ้ ้เู รยี นลองฝกึ อ่านและท่องพยญั ชนะไทย การผันอักษร ๓ หมู่(ไตรยางค)์ เป็นรายคน
๒. ครใู ห้ผูเ้ รียนอธิบายการใชภ้ าษาไทยมคี วามสาคัญอยา่ งไร
๓. ครูแจกใบความรู้ให้ผเู้ รยี นไดศ้ กึ ษาเพม่ิ เติมตามเนื้อหาที่กาหนด
๔. ครอู ธบิ ายเพม่ิ เตมิ

ขน้ั ตอนที่ 3 การปฏิบตั ิและนาไปประยกุ ต์ (I : Implementation)
1. ครมู อบหมายให้ผ้เู รียนทําใบงานเป็นกล่มุ ดังน้ี แลว้ นําเสนอหน้าช้นั เรียน
กลุ่มที่ 1 ให้ผู้เรียนทํากจิ กรรมที่ ๑
กลุ่มท่ี 2 ให้ผู้เรียน ทํากจิ กรรมท่ี ๒

ข้ันตอนที่ 4 ขน้ั ประเมนิ ผล (E : Evaluation)
1 .ครูและผเู้ รยี นร่วมกันตรวจคําตอบ
2.ครูและผเู้ รียนสรุปผลการเรยี นรู้ร่วมกนั

5.สอ่ื /แหลง่ การเรยี นรู้
1. แบบเรยี นรายวชิ าภาษาไทย
2. ใบงาน/แบบฝึกหดั
3.ใบความรู้
4. อนิ เตอร์เนต็

6.การวัดผลและการประเมนิ ผล
1. ใบงาน
2. แบบบันทึกการเรียนรู้
3. แบบประเมินพฤตกิ รรม

7.กิจกรรมเสนอแนะ
แนะนาํ ใหผ้ ้เู รยี นศึกษาเพ่มิ เติมจาก หนังสอื แบบเรียนรายวิชาภาไทยระดบั ประถม

ลงชอ่ื ………………………………………….ครผู สู้ อน วา่ ทรี่ ้อยโท………………………………………
() (ประวิตร จินตประสาท)
ผู้อํานวยการ กศน.บาเจาะ
ตาํ แหนง่ ………………………………………………

ใบความรู้

เรื่องท่ี 1 เสียง รูปอักษรไทย และไตรยางคผ์ ู้เรยี นได้ศึกษารูปอักษร คอื พยญั ชนะ 44 ตวั สระ 21 รูป
วรรณยุกต์4 รปู และเลขไทย 0 – 9แล้วใน

เร่อื งที่ 2 การเขยี นอักษรไทย ในเร่อื งนี้ผูเ้ รียนจะได้ศึกษาเสยี งของภาษาไทย คอื เสยี งพยัญชนะ เสียงสระ
และเสยี งวรรณยกุ ต์ตามรายละเอียดดังนี้

1. เสียงพยัญชนะ เสยี งพยัญชนะมี21 เสยี งรูปพยัชนะ เสียงพยัชนะก ก – กอ
ข ฃ ค ฅ ฆ ค – คอ
ง ง – งอ
จ จ-จอ
ช ฌ ฉ ช-ชอ
ซ ส ศ ษ ซ-ซอด ฎ
ด - ดอต ฏ
ต – ตอ
ท ธ ฑ ฒ ถ ฐ ท - ทอ
น ณ น – นอ
บ บ -บอ
ฟ ฟ – ฟอ
พ ภ ผ พ – พอ
ฟ ฝ ฟ – ฟอ

พยัญชนะตน้ ของคําบางคาํ มีการนาํ พยญั ชนะมารวมกนั แลว้ ออกเสียงพร้อมกันเรียกวา่ “เสียงควบกลํา้ ” มีทีใ่ ช้
กนั พอยกเป็นตวั อยา่ งได้ ดังนี้

1. กว เช่น แกว่ง / ไกว
2. กร เชน่ กรอบ / กรงุ
3. กล เชน่ กลอง / กลบั
4. คว เชน่ ควาย / ควาย๕. คร เช่น ใคร่ / ครวญ
6. คล เช่น คล้อย / เคล้ิม
7. พร เช่น พระ / โพรง
8. พล เชน่ พลอย / เพลง
9. ปร เชน่ ปราบ / โปรด
10.ปล เชน่ ปลุก / ปลอบ

11.ตร เชน่ ตรวจ/ ตรอก
12.ทร เช่น จนั ทรา / ทรานซิสเตอร์
13.ฟร เช่น เฟรน / ฟรี
14.ฟล เช่น ฟลกุ / แฟลต

ไตรยางศ์ คืออกั ษร 3 หมู่ ซึ่งแบ่งตามเสียง ดังน้ี

1. อักษรสูงมี11 ตัว คือ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห
2. อักษรกลางมี9 ตัว คือ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ
3. อกั ษรต่ํามี24 ตัว คือ ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธน พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮ

เรือ่ ง ความหมายและหนา้ ทข่ี องคํากลมุ่ คํา และประโยคคาํ หมายถึง เสียงท่ีเปล่งออกมาแลว้ มีความหมาย จะมี
กีพ่ ยางค์ก็ได้ เช่น ไก่ ขนม นาฬกิ าเปน็ ตน้ พยางค์ หมายถึง เสียงที่เปลง่ ออกมาครงั้ หน่งึ จะมคี วามหมาย
หรอื ไม่มีก็ได้ เสียงทีเ่ ปล่งออกมา1 ครงั้ ก็นบั ว่า1 พยางค์ เช่น นาฬิกา มี3 พยางค์ แต่มี1 คําแม่นํ้า มี2 พยางค์
แต่มี1 คํา มคี วามหมายว่า ลําน้ําใหญ่ ซึ่งเปน็ ทรี่ วมของลาํ ธารทั้งปวงชนิดของคํา คาํ ท่ีใชใ้ นภาษาไทยมี7 ชนดิ
คอื คํานามคําสรรพนาม คาํ กรยิ าคาํ วเิ ศษณค์ ําบุพบท คําสนั ธาน และคําอุทาน ซึ่งคําแต่ละชนิดมหี น้าที่
แตกตา่ งกันดังนี้ 1. คํานาม คือ คาํ ที่ใชเ้ รยี กชื่อคน สตั ว์ สง่ิ ของ สถานที่และคาํ ท่ีบอก กริ ิยาอาการหรือ
ลกั ษณะตา่ งๆ ทําหน้าท่ีเปน็ ประธานหรือกรรมของประโยค

เรอ่ื งลกั ษณะของคาไทย คาภาษาถ่ิน และคาภาษาต่างๆประเทศในภาษาไทย
การนําคาํ ภาษาถนิ่ และภาษาตา่ งประเทศมาใช้ในภาษาไทย จึงทําใหภ้ าษาไทยมีคาํ ท่ใี ช้สือ่ ความหมาย
หลากหลายและมจี าํ นวนมากขนึ้ ซง่ึ ไม่ว่าจะเป็นคําไทย คําภาษาถิน่ หรอื คําภาษาต่างประเทศต่างก็มลี กั ษณะ
เฉพาะทแ่ี ตกต่างกัน
1. ลกั ษณะของคาํ ไทย มีหลกั การสงั เกต ดงั นี้

1.1 มลี กั ษณะเปน็ คาํ พยางค์เดียวโดดๆ มคี วามหมายชดั เจน เป็นคําท่ีใช้เรยี กช่ือ คนสตั ว์ ส่ิงของ เช่น
แขน ขา หวั พ่อแม่ เดนิ ว่งิ นอน ฯลฯแตม่ ีคาํ ไทยหลายคาํ หลายพยางคซ์ ่ึงคาํ เหลา่ นมี้ สี าเหตุมาจากการกระอน
เสียงของคาํ หนา้ ที่นาํ กร่อนเป็นเสยี งส้ัน (คําหน้ากร่อนเปน็ เสยี งสัน้ ) กลายเป็นคาํ ที่ประวิสรรชนยี ์

เรอ่ื งที่๒ความหมาย คุณค่า และประโยชน์ของนทิ านนทิ านพนื้ บา้ น และวรรณกรรมท้องถิ่น

1. ความหมาย คุณค่า และประโยชน์ของนทิ าน

1.1 นิทาน หมายถงึ เร่ืองทเ่ี ล่าสบื ทอดกันมา ไมม่ กี ารยืนยันวา่ เป็นเรือ่ งจรงิ เช่นนทิ านเดก็ เล้ียง
แกะหรือเทวดากับคนตดั ไม่ เป็นนิทานส่วนใหญ่ จะแฝงดว้ ยคตธิ รรม ซ่ึงเป็นการสรุปสาระใหผ้ ฟู้ ังหรือผู้อา่ น
ปฏบิ ัตติ าม

1.2 คณุ คา่
1.2.1 ใช้เปน็ ขอ้ คิดเตือนใจเชน่ ทําดีได้ดีทาํ ชว่ั ไดช้ วั่

1.2.2 เป็นมรดกของบรรพบุรุษที่เป็นเรอื่ งเลา่ ใหฟ้ ังทัง้ ไดร้ ับความรแู้ ละความเพลิดเพลนิ
1.2.3 ได้รับประโยชน์จากการเลา่ และการฟังนิทานทง้ั ดา้ นภาษาและคติธรรม
1.3 ประโยชนข์ องนิทาน
1.3.1 ไดร้ บั ความรู้เพิ่มเตมิ
1.3.2 ได้รับความเพลดิ เพลิน สนกุ สนาน
1.3.3 ไดข้ ้อคิดเตอื นใจนาํ ไปใช้ประโยชน์

2. ความหมาย คุณคา่ และประโยชนจ์ ากนทิ านพ้ืนบ้าน

2.1 นิทานพื้นบา้ น หมายถงึ เร่อื งเลา่ ที่เล่าสืบทอดกันมา ส่วนใหญ่เน้อื หาจะเปน็ ลกั ษณะ
เฉพาะถน่ิ โดยอ้างองิ จากสถานทหี่ รือบคุ คลซง่ึ เปน็ ทีร่ ู้จักร่วมกันของคนในถน่ิ นัน้ ๆเช่นนิทานพนื้ บ้านภาคกลาง
เร่ืองลกู กตัญญูนู ิทานพนื้ บ้านภาคใต้ เร่ืองพิษงเู หลือม นิทานพนื้ บ้านภาคเหนือเรอ่ื งเชยี งเหม้ยี งตาํ พระยาและ
นทิ านพ้นื บา้ นภาคอสี าน เรอ่ื งผาแดงนางไอ้

2.2 คุณคา่
2.2.1 เป็นเรอ่ื งเล่าท่ีเล่าสบื ทอดกนั มาซึง่ แสดงให้เห็นถึงสงิ่ แวดล้อมชวี ิตความเป็นอยู่ใน

สมัยกอ่ น
2.2.2 ถือเป็นมรดกสําคญั ที่บรรพบรุ ษุ มอบให้แกค่ น
2.2.3 ให้ข้อคดิ เตือนใจทจี่ ะนาํ ไปใช้ประโยชน์ได้

2.3 ประโยชน์
2.3.1 ไดร้ ับความรแู้ ละความเพลิดเพลนิ จากการเลา่ การอา่ น และการฟัง
2.3.2 ได้นาํ ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
2.3.3 ใช้เผยแพรใ่ หย้ าวชนรุ่นหลงั ได้รูป ไดเ้ ขา้ ใจนทิ านพ้ืนบ้านของบรรพบรุ ษุ

3. ความหมาย ความสําคัญ และประโยชน์จากวรรณกรรมทอ้ งถิน่
3.1 ความหมายวรรณกรรมทอ้ งถนิ่ เป็นเรือ่ งราวทม่ี มี านานในท้องถิน่ และมีตัวละครเป็นผู้

นําเสนอเนอื้ หาสาระของเรื่องราวนนั้ เช่น เร่ืองสาวเครอื ฟา้ หรือวงั บัวบาน เปน็ ต้น
3.2 คุณค่า
3.2.1 แสดงถึงชวี ติ ความเป็นอยู่ สังคม และวฒั นธรรมของท้องถนิ่ นั้น
3.2.2 เปน็ เร่ืองท่ใี ห้ข้อคดิ ข้อเตือนใจ
3.2.3 เป็นมรดกสําคญั ที่มคี ุณค่า
3.3 ประโยชน์
3.3.1 ไดค้ วามรู้ ความเพลิดเพลิน
3.3.2 นําข้อคดิ ข้อเตือนใจและสรปุ นาํ มาใชใ้ ห้เปน็ ประโยชนต์ อ่ ตนเอง
3.3.3 เป็นความร้ทู ีเ่ ผยแพร่ได้

เร่อื งที่ 2 ความหมายของวรรณคดีและวรรณคดที ่นี ่าศึกษา
1. ความหมายของวรรณคดีวรรณคดี หมายถึง เรื่องแต่งที่ได้รบั ยกย่องว่าแต่งดเี ปน็ ตัวอย่างดา้ นภาษา

แสดงให้เหน็ ถึงวัฒนธรรมความเป็นอยใู่ นยุคนน้ั ๆแต่งโดยกวที ีม่ ีชอ่ื เสยี ง เช่น วรรณคดเี รือ่ ง ขนุ ช้างขนุ แผนพระ
อภยั มณีและสังข์ทอง เป็นตอนวรรณคดที ี่แต่งดมี ีลักษณะดังน้ี

1. เนอื้ เรื่องสนกุ สนาน ให้ข้อคิด ขอ้ เตือนใจ ที่ไม่ล้าสมยั
2. ใช้ภาษาได้เพราะและมีความหมายดนี าํ ไปเป็นตวั อย่างของการแตง่ คาํ ประพันธ์ได้
3. ใช้ฉากและตวั ละครบรรยายลักษณะนสิ ยั และให้ข้อคิดท่ีผู้อา่ นตคี วาม โดยฉากหรอื สถานท่ี
เหมาะสมกบั เรื่อง
4. ไดร้ บั การยกย่องและนําไปเป็นเรอ่ื งให้ศึกษาของนักเขียนและนกั คิดได้
2. วรรณคดที ี่นา่ ศกึ ษาสําหรับระดบั ประถมศกึ ษานี้มีวรรณคดที ่ีแนะนําให้ศึกษา 3 เรอ่ื ง คอื สงั ข์ทองซ่ึงเป็น
กลอนบทละคร พระอภยั มณีเป็นกลอนนิทาน และขนุ ช้างขุนแผนเป็นกลอนเสภา โดยขอให้นักศึกษาค้นคว้า
วรรณคดี3 เร่ืองและสรุปเป็นสาระสําคัญในหัวข้อต่อไปน้ี(อาจให้ผู้เรียนนาํ หวั ข้อเหล่าน้ีแยกเขียนภายนอกโดย
ไมต่ ้องเขยี นลงในหนงั สอื นี้ได้

1. สงั ขท์ อง
1.1 ผู้แตง่
1.2 เนื้อเรอ่ื งโดยสรปุ ย่อ

ใบงานกล่มุ ท่ี ๑

แบบฝึกหดั จงสร้างกลุ่มคําและประโยคที่กําหนดไหด้ งั ต่อไปน้ี
1. สร้างกลุม่ คาํ หรือวลีโดยใช้คาํ ท่กี าํ หนดให้

1. เดิน _____________________________________________________
2. ชน _____________________________________________________
3. แดง _____________________________________________________
4. น้า _____________________________________________________
2. สรา้ งประโยคโดยใช้กลมุ่ คําจากข้อ1 มาจํานวน 4 ประโยค พรอ้ มกับระบุด้วยวา่ เปน็ ประโยคประเภทใด
1. __________________________________________________________
2. _________________________________________________________
3. _________________________________________________________
4............................................................................................................

ใบงานกลุ่มที่ ๒
แบบฝกึ หดั ใหผ้ เู้ รียนตอบคําถามตอ่ ไปนี้

1. บอกคุณค่าของภาษาไทย

1)....................................................................
2)...............................................................
3)....................................................................
4)....................................................................
5)....................................................................

แผนการจัดกระบวนการเรยี นรู้ ครง้ั ที่ 6
รายวิชา ศาสนาและหนา้ ท่ีพลเมอื ง รหสั วิชา สค 11002

เร่ือง ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี จานวน 3 ช่ัวโมง
วนั ท.ี่ ............เดือน...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.
1.มาตรฐานการเรียนรูร้ ะดบั

1. มคี วามรู ความเขาใจ เห็นคุณคา และสบื ทอดศาสนา วฒั นธรรม ประเพณที องถน่ิ และประเทศไทย
2. มีความรูความเขาใจดําเนนิ ชีวติ ตามวถิ ีประชาธิปไตยกฎหมายเบอ้ื งตนกฎระเบียบของชมุ ชน สงั คม
และประเทศ

2.ตวั ชว้ี ัด
1. มคี วามรู้ความเข้ใจเกยี่ วกบั ความหมายความสาํ คญั ของ ศาสนา วัฒนธรรมประเพณใี นประเทศไทย
2. มีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกบั พระพุทธประวัติ และประวตั ิศาสดา ศาสนาต่าง ๆ
3. มีทักษะในการปฏิบัติตน ตามหลักศาสนาที่ตนนบั ถือ
4. มคี วามรู้ความเขา้ ใจวฒั นธรรมประเพณี ชมุ ชน ท้องถิ่นและของประเทศไทย
5. ตระหนักถงึ ความสาํ คญั ของวัฒนธรรม ประเพณี ชมุ ชน ท้องถ่ินและของประเทศ
6. มีส่วนร่วมในการปฏบิ ัตติ นตามวฒั นธรรม ประเพณี ของท้องถน่ิ
7. นาํ วฒั นธรรม ทพ่ี ึงประสงคข์ องสังคมชมุ ชน มาประพฤติปฏิบตั จิ นเปน็ นิสยั

3. เนือ้ หา
1. ความหมาย ความสาํ คัญ ศาสนาวฒั นธรรมประเพณีในประเทศไทย
2. ประวัติศาสดาศาสนาต่าง ๆ ในประเทศไทย
2.1 พระพุทธประวัติ
2.2 ประวตั ิพระเยซู
2.3 ประวตั พิ ระมูฮัมมดั

3. หลกั ธรรมสําคัญของศาสนาพทุ ธ
3.1 เบญจศลี เบญจธรรม
3.2 ฆราวาสธรรม
3.3 พรหมวหิ าร

4. หลกั ธรรมสาํ คัญของศาสนา
4.1 ครสิ ต์ศาสนาอิสลาม
4.2 ศาสนาฮนิ ดู

5. มีทกั ษะในการปฏิบตั ติ น ตามหลกั ศาสนาที่ตนนับถือ
6. การปฏิบตั ติ นตามหลกั ศาสนา

6.1 พทุ ธ
6.2 ครสิ ต์
6.3 อสิ ลาม

6.4 ฮนิ ดู
7. บคุ คลตวั อย่างทีใ่ ช้หลกั ธรรมทางศาสนาในการดําเนนิ ชวี ติ
8. การแก้ไขปัญหาความแตกแยกของบุคคล สงั คม ชุมชน เพราะความแตกตา่ ง ความเชอื่ ศาสนาและ สงั คม
ด้วยสนั ตวิ ิธี(กรณตี ัวอย่าง)

8.1 จากพุทธประวัติ
8.1 จากประสบการณ์ของผเู้ รียน

ขัน้ ตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้

ขน้ั ตอนท่ี 1 การกําหนดสภาพ ปัญหา ความต้องการในการเรยี นรู้ (O : Orientation)
1. ครสู อบถามผเู้ รียนเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานท่ีมีตอ่ ศาสนาวัฒนธรรมประเพณใี นประเทศไทย และ

พระพุทธประวัติ และประวัติศาสดาศาสนาต่างๆ หลกั ธรรมคําสอน และการปฏิบัติธรรมในแต่ละศาสนาที่มตี อ่
ชุมชน และสงั คมและอธบิ ายถงึ ความหมาย ความสาํ คญั ศาสนาวัฒนธรรมประเพณีในประเทศไทย พรอ้ มทัง้
เปิด VCD ให้นักศึกษาดู เรอ่ื งพระพทุ ธประวตั ิ และประวตั ิศาสดาศาสนาต่างๆ

2. ครแู ละผเู้ รยี นสนทนาเกยี่ วกับหลักธรรมคาํ สอน และการปฏิบัตธิ รรมในแตล่ ะศาสนา
ประเด็นที่ 1 พระพุทธประวตั ิ และประวตั ิศาสดาศาสนาตา่ ง ๆ หลักธรรมคําสอน คืออะไร การ
ปฏบิ ัติธรรมในแตล่ ะศาสนา
ประเด็นที่ 2 ทักษะในการปฏิบัติตน ตามหลกั ศาสนาที่ตนนับถอื สามารถอยู่กบั บุคคลทต่ี ่างความ เชื่อ
ทางศาสนา ในสังคมได้อย่างสนั ตสิ ุข
ประเดน็ ท่ี 3 ความร้คู วามเขา้ ใจวัฒนธรรม ประเพณี ชมุ ชน ทอ้ งถ่ินและของประเทศไทย ร่วมใน การ
ปฏิบัติตนตามวัฒนธรรม ประเพณี ของท้องถนิ่
3. ครูและผู้เรียนสรุปส่งิ ท่ีไดเ้ รียนรู้รว่ มกัน และผู้เรียนบนั ทึกสรปุ สิ่งท่ไี ด้เรยี นร้ลู งในสมุดบันทกึ
กจิ กรรม

ขนั้ ตอนท่ี 2 การแสวงหาข้อมูลและจดั การเรียนรู้ (N : New ways of learning)
1.ครูเช่อื มโยงสง่ิ ทไ่ี ด้เรยี นรู้ใน
ขน้ั ที่ 1 โดยแบ่งผู้เรียนออกเป็น 4 กลุม่ กลมุ่ ละเท่า ๆ กนั (มีการกําหนด บทบาทหน้าที่ของประธาน

เลขานุการ และผูน้ าํ เสนอ) หลงั จากน้นั ให้ผูเ้ รยี นดวู ีดีทศั นเ์ รือ่ งพระพุทธประวตั ิ และ ประวัตศิ าสดาศาสนา
ต่างๆหลกั ธรรมสําคญั ของศาสนาพทุ ธและหลกั ธรรมสําคญั ของ ศาสนาครสิ ต์ อิสลาม และ ฮนิ ดู

ประเดน็ ท่ี 1 พระพุทธประวัติ และประวัตศิ าสดาศาสนาตา่ งๆ
ประเด็นที่ 2 หลักธรรมคําสอนของศาสนาพุทธและหลักธรรมสาํ คัญของศาสนาครสิ ต์ อิสลาม ฮินดู
ประเดน็ ท่ี 3 การปฏิบัติธรรมในแตล่ ะศาสนาและความสําคัญของการนาํ หลักธรรมมาใช้ในการ
ดาํ รงชวี ติ
2. ให้ผแู้ ทนของแตล่ ะกลุ่มนาํ เสนอผลงาน

3. ครูและผเู้ รยี นสรุปสง่ิ ท่ีไดเ้ รียนรู้รว่ มกนั และผเู้ รียนบันทึกสรุปสงิ่ ท่ีไดเ้ รียนรลู้ งใน สมดุ บันทึก
กจิ กรรม

ขน้ั ตอนท่ี 3 การปฏบิ ตั แิ ละนําไปประยุกตใ์ ช้ (I : Implementation)
1. ใหผ้ เู้ รียนกล่มุ เดิมในขั้นตอนที่ 2 แสดงแผนการลงพน้ื ท่ีจดั กิจกรรม พฒั นาชมุ ชน
2. ให้ผูเ้ รยี นแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมจากการนาํ ความรู้เรื่องหลักธรรมคําสอนในพระพุทธศาสนา

หรือ ศาสนาตา่ งๆ มาใชใ้ นชวี ติ ประจําวัน
3. ครูและผเู้ รยี นสรุปสิ่งที่ได้เรยี นรู้รว่ มกนั และผเู้ รยี นบนั ทึกสรุปสิง่ ทไี่ ด้เรียนรูล้ งในสมดุ บันทกึ

กิจกรรม

ขน้ั ตอนท่ี 4 การประเมนิ ผล (E : Evaluation)
1.ครสู มุ่ ผู้เรียนประมาณ 3-5 คน ให้ตอบคําถามในประเด็น ผูเ้ รยี นจะนาํ สิ่งทไ่ี ด้เรยี นรู้เรือ่ งหลักธรรม

คาํ สอนในพระพุทธศาสนา หรือศาสนาต่างๆ ประจําวันของผู้เรยี นได้
2. ครแู ละผู้เรียนสรุปส่งิ ที่ได้เรียนร้รู ่วมกนั และผเู้ รยี นบันทึกสรปุ สิ่งที่ไดเ้ รียนรู้ลงใน สมดุ บนั ทึก

กจิ กรรม
3. แบบทดสอบความรู้ การมอบหมายงานให้ผ้เู รยี นไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง ครูมอบหมายงานใหผ้ เู้ รยี น

ไปเรยี นรูด้ ว้ ยตนเองและนัดหมายการส่งงานท่ีรับผดิ ชอบ ตามรายวชิ าและ เน้อื หา ดังน้ีรายวิชา/หัวเร่ือง
หลักธรรมคาํ สอนในพระพุทธศาสนา หรอื ศาสนาต่างๆ กบั การพฒั นา ตนเองขุมขน สังคม

5.สอ่ื /แหล่งการเรียนรู้
1. แบบเรียนรายวชิ าการประกอบอาชีพ
2. ใบงาน/แบบฝึกหัด
3.ใบความรู้
4. อนิ เตอรเ์ นต็

6.การวัดผลและการประเมนิ ผล
1. ใบงาน
2. แบบบันทึกการเรยี นรู้
3. แบบประเมนิ พฤติกรรม

7.กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนําให้ผู้เรยี นศึกษาเพม่ิ เติมจากอนิ เตอรเ์ นต็ และหนงั สือทั่วไป

ลงช่อื ………………………………………….ครผู ูส้ อน ว่าท่รี ้อยโท………………………………………
() (ประวติ ร จนิ ตประสาท)
ผู้อํานวยการ กศน.บาเจาะ
ตําแหนง่ ………………………………………………

ใบงานท1่ี

เร่ืองศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี

ให้ผู้เรยี นเลอื กคําตอบทถี ูกตอ้ ง

1. ศาสนาพุทธเปนศาสนาประเภทใด

ก. เอกเทวนิยม ข. พหุเทวนยิ ม

ค. สัพพัตถเทวนิยม ง. อเทวนิยม

2. ศาสดาหมายถงึ อะไร

ก. ผูปฏบิ ัตติ ามคาํ สอนของศาสนา ข. ผูนบั ถอื ศาสนา

ค. ผูคนพบศาสนาและนําคําสอนมา ง. สาวกของศาสนา เผยแผ

3. สมั มาสมาธิอยูในธรรมะหมวดใด

ก. มรรค 8 ข. อรยิ สัจ 4 ค. ฆราวาสธรรม ง. พรหมวหิ าร 4

4. คาํ สอนศาสนาใดท่ีเนนใหมนุษยมคี วามรักตอกนั

ก. ศาสนาพทุ ธ ข. ศาสนาคริสต

ค. ศาสนาอสิ ลาม ง. ศาสนาพราหมณ – ฮินดู

5. มัสยิดเปนศาสนสถานของศาสนาใด

ก. ศาสนาพทุ ธ ข. ศาสนาครสิ ต

ค. ศาสนาอสิ ลาม ง. ศาสนาพราหมณ – ฮินดู

6. การแกไขปญหาความขัดแยงในสังคม วิธีใดเปนวธิ ีทด่ี ีท่ีสดุ

ก. ใชหลักธรรมทางศาสนา ข. ใชหลักกฎหมาย

ค. ใชหลักการเจรจา ง. ใชคณะกรรมการ 17

7. สังคมท่ีมีความเจรญิ กาวหนาทางวตั ถุเปนสงั คมวัตถุนยิ ม ประชาชนควรมคี านยิ มใดจึงจะ เหมาะสม

ก. รรู กั สามัคคี ข. ประหยัดและนิยมไทย

ค. ใชชีวติ เรียบงาย ง. มีระเบียบวนิ ัย

8. เมกกะ คือ เมืองสําคัญของศาสนาใด

ก. ศาสนาพทุ ธ ข. ศาสนาอสิ ลาม

ค. ศาสนาครสิ ต ง. ศาสนาพราหมณ – ฮนิ ดู

9. การถือศลี อดเปนขอปฏิบัติของศาสนาใด

ก. ศาสนาพทุ ธ ข. ศาสนาอสิ ลาม

ค. ศาสนาคริสต ง. ศาสนาพราหมณ – ฮินดู

10. ศาสนาใดทีน่ ับถือเทพเจาหลายองค

ก. ศาสนาพทุ ธ ข. ศาสนาอสิ ลาม ค. ศาสนาคริสต ง. ศาสนาพราหมณ – ฮนิ ดู

กจิ กรรมที2

ให้ผู้เรียนศกึ ษากรณตี วั อยา่ งทีเกดิ จริงในหนังสือพมิ พ์ทีแสดงถงึ การไม่ใชห้ ลักคาํ สอนของ ศาสนาใน
การดาํ รงชีวิต แล้วนาํ มาแลกเปลียนเรียนรู้กนั ในชันเรียน

แผนการจัดกระบวนการเรยี นรู้ คร้ังท่ี 7
รายวิชา ศาสนาและหนา้ ที่พลเมอื ง รหัสวชิ า สค 11001

เรื่อง ศาสนา วฒั นธรรม ประเพณี จานวน 3 ชัว่ โมง
วันท.ี่ ............เดอื น...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.

1.มาตรฐานการเรียนร้รู ะดบั
1. มคี วามรู ความเขาใจ เหน็ คณุ คา และสืบทอดศาสนา วฒั นธรรม ประเพณที องถ่นิ และประเทศไทย
2. มคี วามรูความเขาใจดําเนินชีวติ ตามวิถีประชาธิปไตยกฎหมายเบื้องตนกฎระเบยี บของชมุ ชน สงั คม

และประเทศ

2.ตวั ชวี้ ัด
1. มีความรคู้ วามเข้าใจวฒั นธรรมประเพณี ชุมชน ทอ้ งถิ่นและของประเทศไทย
2. ตระหนักถึงความสําคัญของวัฒนธรรม ประเพณี ชุมชน ท้องถน่ิ และของประเทศ
3. มสี ว่ นรว่ มในการปฏบิ ตั ติ นตามวัฒนธรรม ประเพณี ของทอ้ งถิน่
4. นาํ วัฒนธรรม ทพ่ี งึ ประสงค์ของสังคมชุมชน มาประพฤติปฏบิ ตั ิจนเป็นนสิ ัย

3.เนื้อหา
1. วฒั นธรรมประเพณีในชุมชน ท้องถ่นิ ภาคต่างๆ ของประเทศไทย ภาษา การแตง่ กาย อาหาร
2. ประเพณีของแต่ละชุมชน ทอ้ งถนิ่ ภาค เชน่ แหเ่ ทยี นพรรษา, บญุ เดอื นสบิ , ลอยกระทง,

ประเพณวี ง่ิ ควาย ย่ีเป็ง
3.การอนุรักษ์ และสืบสานวฒั นธรรมประเพณขี องภาคตา่ ง ๆ (กรณีตวั อย่าง)
4. การประพฤติปฏิบัติตน เพ่ือกํารอนรุ ักษ์ และสบื สานวฒั นธรรมประเพณี
5. ค่าํ นยิ มท่ีพึงประสงค์ของชุมชน สังคมไทย
6 การประพฤติปฏบิ ัติตนตามคา่ นยิ มของชมุ ชน สังคมไทยทพี่ งึ ประสงค์(กรณตี ัวอย่าง)

ขน้ั ตอนการจัดกระบวนการเรยี นรู้

ขั้นตอนที่ 1 การกําหนดสภาพ ปัญหา ความต้องการในการเรยี นรู้ (O : Orientation)
1. ครสู อบถามผเู้ รียนเกีย่ วกับความรู้พนื้ ฐานของผเู้ รียนท่ีมีต่อศาสนาวฒั นธรรมประเพณีในประเทศ

ไทย และพระพทุ ธประวัติ และประวตั ิศาสดาศาสนาต่างๆ หลกั ธรรมคาํ สอน และการปฏบิ ตั ธิ รรมในแตล่ ะ
ศาสนาทมี่ ีต่อ ชมุ ชน และสงั คมและอธิบายถึงความหมาย ความสาํ คัญ ศาสนาวัฒนธรรมประเพณีในประเทศ
ไทย พร้อมท้ังเปิด VCD ให้นักศกึ ษาดู เรื่องพระพุทธประวัติ และประวตั ศิ าสดาศาสนาต่างๆ

1. วฒั นธรรมประเพณีในชมุ ชน ทอ้ งถน่ิ ภาคตา่ งๆ ของประเทศไทย ภาษา การแตง่ กาย อาหาร
2. ประเพณขี องแต่ละชุมชน ทอ้ งถิน่ ภาค เช่น แห่เทียนพรรษา, บุญเดอื นสิบ, ลอยกระทง, ประเพณี
ว่ิงควาย ย่ีเป็ง
3.การอนรุ ักษ์ และสืบสานวัฒนธรรมประเพณขี องภาคตา่ ง ๆ (กรณีตัวอย่าง)

4. การประพฤติปฏิบัตติ น เพ่ือกาํ รอนุรักษ์ และสืบสานวฒั นธรรมประเพณี
5. ค่ํานิยมที่พงึ ประสงค์ของชมุ ชน สงั คมไทย
6 การประพฤติปฏิบัตติ นตามคํา่ นยิ มของชุมชน สังคมไทยทีพ่ ึงประสงค์(กรณีตวั อย่าง)

ขน้ั ตอนท่ี 2 การแสวงหาข้อมูลและจัดการเรียนรู้ (N : New ways of learning)
1.ครูเชื่อมโยงสิง่ ท่ไี ดเ้ รยี นรู้ใน

ข้ันท่ี 1 โดยแบง่ ผู้เรยี นออกเปน็ กลมุ่ กลมุ่ ละเท่า ๆ กนั หลังจากน้ันให้ ผเู้ รียนดูวดี ที ศั นเ์ ร่อื ง
วฒั นธรรมประเพณี ของภาค หรือพืน้ ท่ีต่าง ของไทย

1. วฒั นธรรมประเพณีในชุมชน ทอ้ งถิน่ ภาคต่างๆ ของประเทศไทย ภาษา การแตง่ กาย อาหาร
2. ประเพณขี องแตล่ ะชมุ ชน ทอ้ งถ่ิน ภาค เชน่ แห่เทยี นพรรษา, บญุ เดือนสิบ, ลอยกระทง, ประเพณี
วิ่งควาย ยเ่ี ปง็
3.การอนุรกั ษ์ และสบื สานวฒั นธรรมประเพณขี องภาคตา่ ง ๆ (กรณตี ัวอย่าง)
4. การประพฤติปฏิบตั ติ น เพื่อกาํ รอนุรกั ษ์ และสบื สานวัฒนธรรมประเพณี
5. ค่านยิ มท่ีพงึ ประสงค์ของชุมชน สงั คมไทย
6 การประพฤตปิ ฏิบัติตนตามคา่ นยิ มของชมุ ชน สังคมไทยทพ่ี ึงประสงค์(กรณตี วั อย่าง)

ขน้ั ตอนท่ี 3 การปฏบิ ตั ิและนาไปประยุกตใ์ ช้ (I : Implementation)
1. ใหผ้ เู้ รียนของแตล่ ะกลุม่ ระดมความคิด ในการจัดทาํ กิจกรรมกล่มุ
2. ให้ผู้เรยี นแสดงความคดิ เห็น ลงในใบงาน และจดลงในเอกสาร
3. ครูให้ตัวแทนของกล่มุ นําเสนอผลงานชั้นเรียน
4. ครูและผ้เู รียนสรุปสิ่งท่ีได้เรยี นรู้ร่วมกนั และผเู้ รียนบันทึกสรุปสิ่งที่ไดเ้ รียนร้ลู งในสมุดบนั ทึกกิจกรรม

ขน้ั ตอนท่ี 4 การประเมินผล (E : Evaluation)
1. ครูสังเกตการทํากิจกรรมกลมุ่ การมีส่วนร่วมและการนาํ เสนอภายในกลุ่มของผูเ้ รียน
2. ครแู ละผู้เรียนสรุปสิ่งที่ได้เรยี นรูร้ ่วมกัน และผเู้ รยี นบนั ทึกสรปุ สิ่งท่ีไดเ้ รียนรู้ลงในสมุดบนั ทึกกิจกรรม
3. แบบทดสอบความรู้ การมอบหมายงานให้ผ้เู รียนไปเรยี นรดู้ ้วยตวั เอง ครมู อบหมายงานให้ผ้เู รยี นไปเรยี นรู้
ดว้ ยตนเองและนดั หมายการสง่ งานที่รับผดิ ชอบ ตามรายวิชาและเนอ้ื หา
เนื้อหา

1. วฒั นธรรมประเพณีในชมุ ชน ทอ้ งถิน่ ภาคต่างๆ ของประเทศไทย ภาษา การแตง่ กาย อาหาร
2. ประเพณขี องแตล่ ะชุมชน ทอ้ งถิน่ ภาค เช่น แหเ่ ทียนพรรษา, บญุ เดือนสบิ , ลอยกระทง, ประเพณี
วิ่งควาย ยเ่ี ป็ง
3.การอนุรักษ์ และสบื สานวัฒนธรรมประเพณีของภาคตา่ ง ๆ (กรณีตัวอย่าง)
4. การประพฤติปฏิบัติตน เพื่อกาํ รอนรุ กั ษ์ และสืบสานวฒั นธรรมประเพณี
5. ค่ํานิยมที่พึงประสงค์ของชุมชน สังคมไทย
6 การประพฤติปฏบิ ตั ิตนตามคาํ่ นิยมของชมุ ชน สงั คมไทยที่พงึ ประสงค์(กรณตี ัวอย่าง)

5.สอื่ และแหล่งการเรียนรู้
1. คลิปวดี ีทศั นเ์ รื่อง เรอื่ ง)
2. สมุดบนั ทึกกจิ กรรม
3. แบบทดสอบ

6.การวัดและประเมินผล
1. สงั เกตพฤติกรรมการมสี ว่ นร่วมของผู้เรียนในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความต้งั ใจ ความสนใจ
2. ผลงาน/ชิน้ งาน

7.กิจกรรมเสนอแนะ
แนะนําให้ผู้เรียนศึกษาเพ่ิมเติมจากอนิ เตอรเ์ นต็ และหนงั สือทวั่ ไป

ลงช่ือ………………………………………….ครูผสู้ อน ว่าท่ีรอ้ ยโท………………………………………
() (ประวิตร จนิ ตประสาท)
ผอู้ าํ นวยการ กศน.บาเจาะ
ตําแหนง่ ………………………………………………

ใบงานที่ 2

เร่ือง ศาสนา วฒั นธรรม ประเพณี
1. ให้นักศึกษาบอกวัฒนธรรมประเพณขี องแตล่ ะภาค
1.1 ภาคเหนือ ภาษา ...…………………………………………………………………………………………………………

การแต่งกาย ……………………………………………………………………………………………………………………........
อาหาร ……………………………………………………………………………………………………………………………………
1.2 ภาคใต้ ภาษา ...…………………………………………………………………………………………………………….................
การแตง่ กาย ……………………………………………………………………………………………………………................
อาหาร……………………………………………………………………………………………………………………………………
1.3 ภาคกลาง ภาษา ...……………………………………………………………………………………………………………..............
การแต่งกาย ……………………………………………………………………………………………………….......................
อาหาร……………………………………………………………………………………………………………………………..........
1.4 ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ ภาษา ...………………………………………………………………………………………………..
การแตง่ กาย ………………………………………………………………………………………………………………............
อาหาร……………………………………………………………………………………………………………………………………

2. ให้นักศึกษาบอกประเพณีทอ้ งถิ่น ประจําภาค อะไรบ้าง จงยกตวั อยา่ ง

2.1 ภาคเหนือ
...………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.2 ภาคใต้
...………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.3 ภาคกลาง
...………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……
2.4 ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
...………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. ให้นกั ศึกษาบอกถงึ การปฏิบัติตนตามคา่ นิยมของชมุ ชน สงั คมไทยที่พึงประสงค์ มา 2 คา่ นยิ ม
...………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………...…………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………… …………………………………………………………………………………………………………………………

แผนการจดั กระบวนการเรียนรู้ ครั้งที่ 8
รายวชิ า ศาสนาและหนา้ ทีพ่ ลเมือง รหัสวิชา สค 11001

เร่อื ง หนา้ ท่ีพลเมือง จานวน 3 ช่วั โมง
วนั ท.่ี ............เดือน...................................พ.ศ. .................... เวลา 09.00น. – 16.00น.

1.มาตรฐานการเรยี นรู้ระดับ
1. มีความรู ความเขาใจ เห็นคณุ คา และสบื ทอดศาสนา วัฒนธรรม ประเพณที องถ่ินและประเทศไทย
2. มคี วามรูความเขาใจดําเนนิ ชวี ติ ตามวถิ ีประชาธปิ ไตยกฎหมายเบื้องตนกฎระเบยี บของชุมชน สงั คม

และประเทศ

2.ตวั ช้วี ัด
1. รูแ้ ละเขา้ ใจในเร่ืองสทิ ธิ เสรีภาพ บทบาทหน้าท่แี ละคณุ ค่าของความเป็นพลเมืองดีตามแนวทาง

ประชาธปิ ไตย
2. ตระหนกั ในคุณคา่ ของการปฏบิ ตั ติ นเปน็ พลเมืองดีตามวถิ ปี ระชาธปิ ไตย
4. มคี วามรู้ความเข้าใจเกย่ี วกับพระพุทธประวัติ และประวัติศาสดา ศาสนาตา่ งๆ
5. รแู้ ละเขา้ ใจสาระท่วั ไปเกีย่ วกบั กฎหมาย
6. นําความรกู้ ฎหมายทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกับตนเอง ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาตไิ ปใชใ้ นชีวติ ประจาํ วนั

ได้
7. เหน็ คณุ ค่า และประโยชน์ของการปฏิบัตติ นตามกฎหมาย

3. เน้ือหา
1. ความหมายของประชาธปิ ไตย
2. สิทธิ เสรภี าพบทบาทหน้าที่ของพลเมืองในวิถปี ระชาธปิ ไตย
3. การมีสว่ นร่วมในการปฏบิ ัตติ นตามกฎหมาย
4. ปญั หา และสถานการณ์การเมืองการปกครองท่ีเกดิ ข้ึนในชมุ ชน (กรณตี วั อย่าง)
5. กฎหมายที่เกยี่ วขอ้ งกบั ตนเอง และครอบครัว
6. กฎหมายทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับชมุ ชน
7. กฎหมายอ่ืนๆ เชน่ กฎหมายแรงงานและสวสั ดิการ กฎหมายว่าดว้ ยสิทธิเดก็ และสตรี ขนั้ ตอนการ

จดั

4.กระบวนการเรียนรู้

ขัน้ ตอนท่ี 1 การกาหนดสภาพ ปญั หา ความต้องการในการเรยี นรู้ (O : Orientation)
1. ครูสอบถามผเู้ รียนเก่ยี วกับความรพู้ นื้ ฐานท่ีมตี อ่ สทิ ธิเสรีภาพ บทบาทหน้าทข่ี องพลเมืองใน สังคม
ประชาธิปไตย ปญั หาและสถานการณ์การเมือง การปกครองท่เี กิดขนึ้ ในชมุ ชน การมีสว่ นร่วมในการปฏบิ ตั ิตน
ตามกฎหมาย กฎหมายในชวี ติ ประจาํ วนั และอธิบายถึงความหมาย ความสําคญั ของหน้าทพ่ี ลเมือง

1. ความหมายของประชาธปิ ไตย
2. สิทธิ เสรภี าพบทบาทหน้าท่ีของพลเมืองในวิถปี ระชาธปิ ไตย
3. การมีส่วนรว่ มในการปฏิบัติตนตามกฎหมาย

4. ปญั หา และสถานการณ์การเมอื งการปกครองที่เกิดข้นึ ในชุมชน (กรณีตวั อย่าง)
5. กฎหมายทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับตนเอง และครอบครวั
6. กฎหมายท่ีเก่ียวข้องกับชมุ ชน
7. กฎหมายอ่นื ๆ เช่น กฎหมายแรงงานและสวสั ดิการ กฎหมายว่าด้วยสทิ ธเิ ดก็ และสตรี
2. ครแู ละผู้เรียนสนทนาเก่ียวกบั ความสาํ คัญ และหน้าท่ีของพลเมืองท่ีดี
3. ครแู ละผเู้ รยี นสรปุ สิ่งท่ีได้เรียนรู้รว่ มกนั และผ้เู รยี นบนั ทึกสรปุ สงิ่ ทีไ่ ดเ้ รียนรลู้ งในสมุดบันทึกกจิ กรรม

ขั้นตอนท่ี 2 การแสวงหาข้อมลู และจัดการเรยี นรู้ (N : New ways of learning)
1.ครูแบง่ กล่มุ ผเู้ รียนออกเปน็ กลุ่ม หลังจากนนั้ ให้ผเู้ รียนศึกษาค้นคว้าเก่ยี วกบั หน้าท่ีพลเมอื ง และการทํา
ขบวนการกลุ่มของผู้เรยี น ตามหัวข้อท่ีกําหนดให้

1. ความหมายของประชาธปิ ไตย
2. สทิ ธิ เสรภี าพบทบาทหน้าที่ของพลเมืองในวิถปี ระชาธิปไตย
3. การมีส่วนร่วมในการปฏบิ ัติตนตามกฎหมาย
4. ปัญหา และสถานการณ์การเมอื งการปกครองทเ่ี กดิ ขน้ึ ในชุมชน (กรณตี ัวอย่าง)
5. กฎหมายทเี่ ก่ยี วข้องกับตนเอง และครอบครัว
6. กฎหมายท่ีเกยี่ วข้องกบั ชมุ ชน
7. กฎหมายอนื่ ๆ เชน่ กฎหมายแรงงานและสวสั ดิการ กฎหมายว่าดว้ ยสิทธิเดก็ และสตรี
2. ให้ผูแ้ ทนของแตล่ ะกลุ่มนําเสนอผลงาน
3. ครูและผู้เรยี นสรุปสง่ิ ท่ีไดเ้ รียนรู้รว่ มกนั และผเู้ รยี นบันทึกสรปุ สิง่ ที่ไดเ้ รยี นรูล้ งในสมดุ บนั ทกึ กิจกรรม

ข้นั ตอนท่ี 3 การปฏิบัติและนาไปประยกุ ตใ์ ช้ (I : Implementation)
1. ใหผ้ ู้เรยี นจัดทาํ งานกลุม่ ตามขบวนการ โดยการระดมสมอง การเสนอความคดิ ของกล่มุ ตามหวั ข้อเรื่อง
2. ใหต้ วั แทนของผู้เรยี นนาํ เสนอหน้าชั้นเรยี น เพื่อแลกเปลี่ยนเรยี นรใู้ นชัน้ เรียน
3. ครแู ละผูเ้ รียนสรุปสิ่งท่ีไดเ้ รยี นรู้ร่วมกนั และผเู้ รยี นบันทึกสรปุ สง่ิ ท่ไี ด้เรียนรลู้ งในสมดุ บนั ทึกกจิ กรรม

ข้ันตอนท่ี 4 การประเมินผล (E : Evaluation)
1. ครสู ังเกตกํารท ำกจิ กรรมกลุม่ การมสี ว่ นรว่ มและกาํ รน ำเสนอภายในกล่มุ ของผ้เู รียน
2. ครแู ละผเู้ รียนสรุปสิ่งท่ีได้เรยี นรูร้ ว่ มกนั และผเู้ รยี นบันทึกสรุปสง่ิ ท่ีไดเ้ รียนรลู้ งในสมุดบันทึกกิจกรร

การมอบหมายงานใหผ้ ู้เรยี นไปเรยี นรู้ดว้ ยตัวเอง
ครูมอบหมายงานใหผ้ ู้เรยี นไปศึกษาเรยี นร้เู พิม่ เตมิ ด้วยตนเองจดบันทึกงานที่รบั ผดิ ชอบ ตามหวั ขอ

เรือ่ ง ดงั นี้รายวิชา/หวั เรื่องหลักธรรมคําสอนของศาสนาต่างๆ กับการพัฒนา ตนเองขมุ ขนสังคม

5.สอ่ื และแหล่งการเรียนรู้
1. คลิปวีดที ศั นเ์ ร่ือง หน้าท่ีพลเมอื ง
2. สมดุ บนั ทึกกิจกรรม

6.การวัดและประเมินผล
1. สงั เกตพฤติกรรมการมสี ่วนรว่ มของผเู้ รียนในการแลกเปลย่ี นเรยี นรู้ ความต้ังใจ ความสนใจ
2. ผลงาน/ช้ินงาน

7.กิจกรรมเสนอแนะ
แนะนาํ ให้ผเู้ รียนศึกษาเพ่มิ เติมจากอนิ เตอรเ์ นต็ และหนังสือทวั่ ไป

ลงช่อื ………………………………………….ครผู สู้ อน ว่าทร่ี ้อยโท………………………………………
() (ประวติ ร จนิ ตประสาท)
ผอู้ ํานวยการ กศน.บาเจาะ
ตาํ แหน่ง………………………………………………

ใบงานที่ 3
เรื่อง หนา้ ที่พลเมอื ง

1.ใหน้ ักศึกษาบอกถงึ หน้าทขี่ องตนเองในระบอบประชาธปิ ไตยให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ
...………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…...……………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………...………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………...……………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2.ใหน้ ักศึกษาบอกถึงการปฏิบตั ิตามกฎหมายตามที่ได้ปฏิบัติ
2.1 วนั ท่ี.............................................................................................................................................
2.2 กิจกรรม…………………………………………………………..………………….......................................…….
2.3 สถานท.ี่ ..........................................................................................................................................
2.4ผลท่ีได้รบั จากการปฏิบัติตามกฏหมาย

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………...………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

3. นกั ศึกษานําความร้กู ฎหมายที่เกีย่ วข้องกับตนเอง ครอบครวั ชุมชน ละสงั คม ไปใช้ในชวี ติ ประจําวนั อยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…...…………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แผนการจัดการเรียนรู้ ครงั้ ที่ 9
รายวชิ า เศรษฐกจิ พอเพียง (ทช 11001)
เรือ่ ง เศรษฐกจิ พอเพียง จานวน 6ชว่ั โมง
วันท.ี่ ....................เดอื น.................................พ.ศ...................เวลา 09.00-12.00 ถึง 13.00-16.00 น.
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. มาตรฐานการเรยี นรู้ระดับ
มีความรู้ ความเข้าใจ และเจตคติท่ีดี เก่ียวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและสามารถ
ประยุกตใ์ ชใ้ นการดําเนินชวี ติ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม

2. ตวั ช้วี ดั
อธิบายเกีย่ วกับ เศรษฐกจิ พอเพยี งรากฐานการดําเนนิ ชวี ิตของคนไทยการปฏิบัติตนดีมีความ

พอเพยี ง รูใชรจู ายและชวี ติ สดใส พอใจเศรษฐกจิ พอเพียงได้

3. เนอ้ื หา
3.1 นกั เรียนสามารถอธิบาย ความหมาย ความเป็นมาของเศรษฐกิจพอเพียงรากฐานการดําเนินชีวิต
ของคนไทยได้
3.2 นกั เรียนมคี วามเข้าใจ และสามารถปฏบิ ัติตนดีมคี วามพอเพยี ง และรู้ใช้รจู้ ่าย
3.3 นักเรียนสามารถ เข้าใจเรื่องชีวิตสดใส พอใจเศรษฐกิจพอเพียงและนําความรู้ปรับใช้ใน
ชวี ิตประจําวัน ได้

4. ขนั้ ตอนการจัดกระบวนการเรยี นรู้
ข้ันตอนท่ี 1 การกาหนดสภาพ ปัญหา ความต้องการในการเรียนรู้ (O=Orientation)

ครูทักทายผ้เู รยี นและชวนคดิ ชวนคยุ เกี่ยวกบั การเรยี นรูเ้ ก่ียวกับเก่ยี วกบั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ใกล้ตัวผู้เรยี นและใหผ้ ูเ้ รยี นแสดงความคดิ เหน็ ในประเด็นการวเิ คราะหเ์ ก่ยี วเศรษฐกิจพอเพยี ง

ขน้ั ตอนท่ี 2 การแสวงหาขอ้ มูลและการจัดการเรยี นรู้ (N=New way of learning)
ครูอธิบายความหมายและความเป็นมาของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้นักเรียนแลกเปล่ียนความ

คิดเห็นร่วมกันในชั้นเรียนพร้อมอธิบายรู้ใช้รู้จ่าย รู้จักวางแผนการใช้จ่าย การออมเงิน และให้บันทึกรายรับ
รายจ่ายอยา่ งง่าย

ขนั้ ตอนที่ 3 การปฏิบตั ิและนาไปประยกุ ตใ์ ช้ (I=Implementation)
1.ครูให้ผู้เรยี นแบ่งกล่มุ กลุ่มละ 4 คน เพ่ือจดั กิจกรรม การปลกู ผักสวนครวั
2.แต่ละกลุ่มร่วมกนั ปฏิบตั ิกิจกรรมการปลูกผกั สวนครัว
3. ครไู ด้สอแทรก การใชช้ วี ิตตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
4. ครูและผู้เรยี นสรปุ สิง่ ที่ได้เรียนรูร้ ว่ มกัน
5. ให้นกั เรยี นทําใบงานเร่ือง เศรษฐกิจพอเพยี ง

ขัน้ ตอนที่ 4 การประเมินผล (E=Evaluation)
1 .ครแู ละผเู้ รียนร่วมกันสรุปองคค์ วามร้จู ากผลการเรยี นรขู้ องนักศึกษา
2. ครปู ระเมินผลการเรียนรู้ของนักศึกษาจากแบบประเมินหลังจากการเรียนรู้ ตามสภาพความเป็น
จริงของนักศึกษา

5. สอ่ื และแหลง่ การเรียนรู้
1. เอกสารประกอบการเรยี นการสอน หนังสอื แบบเรยี น
2. ใบงาน/แบบฝกึ หัด
3. ใบความรู้
4. อนิ เตอร์เน็ต

6. การวดั และประเมินผล
1. แบบประเมนิ การจัดการเรยี นรู้
2. แบบทดสอบหลังเรยี น

7. กจิ กรรมเสนอแนะ
แนะนะให้ผ้เู รียนศกึ ษาเพ่มิ เติมจากอนิ เตอรเ์ นต็ และหนงั สอื ท่ัวไป

ลงชื่อ.............................................ครผู ู้สอน วา่ ทีร่ อ้ ยโท..........................................
(..........................................) (ประวติ ร จนิ ตประสาท)

ตาํ แหน่ง .................................................... ผูอ้ าํ นวยการ กศน.อาํ เภอบาเจาะ

ใบความรู้

เรื่องการนาหลักเศรษฐกจิ พอเพียงมาใชใ้ นชีวิตประจาวัน

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
จากแนวพระราชดาํ ริของพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั ภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราช (รชั กาลที่ 9) ท่ีทรง

ใหแ้ นวทางการดําเนนิ ชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยตลอดนานกว่า 30 ปี คอื ใช้จา่ ย 3 ส่วน และเก็บออม 1 สว่ น
ฉันและครอบครวั ไดน้ ํามาปฏิบัตทิ าํ ใหม้ ีความเปน็ อยู่ดีขึน้ ภายใตป้ รัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง คอื

การนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน
ครอบครวั ของฉันอยแู่ บบเศรษฐกจิ พอเพยี งตามแนวพระราชดําริท่ีพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู วั ทรงดังนี้
1.พอมีพอกินปลกู พชื สวนครวั ไวก้ ินเองบ้าง ปลกู ไมผ้ ลไวห้ ลงั บา้ น 2-3 ตน้ พอที่จะมีไว้กินเองใน

ครัวเรือน แบ่งให้เพอื่ นบ้านบ้าง เหลอื จึงขายไป
2.พออยู่พอใช้ทําให้บ้านนา่ อยู่ปราศจากสารเคมี กล่นิ เหม็น ใช้แตข่ องท่เี ปน็ ธรรมชาติ รายจ่ายลดลง

สุขภาพจะดีขนึ้ (ประหยัดค่ารักษาพยาบาล)คุณพ่อของฉนั และฉันมักเนน้ เกี่ยวกบั เรื่องไฟฟา้ และนํ้าประปาทา่ น
ให้พวกเราช่วยกนั ประหยดั ไมว่ า่ จะอยู่ทบี่ ้านหรือโรงเรียน กค็ วรปิดนา้ํ ปิดไฟเมื่อเลกิ ใช้งานทกุ ครั้ง

3.พออกพอใจเราต้องร้จู ักพอ รจู้ กั ประมาณตน ไม่ใคร่อยากใคร่มเี ชน่ ผู้อ่นื เพราะเราจะหลงติดกับวตั ถุ
ชีวิต โดยจะอยู่ในกิจกรรม “ออมวันนเี้ ศรษฐวี ันหน้า”

4.เมือ่ มีรายไดแ้ ต่ละเดอื น จะแบง่ ไวใ้ ช้จา่ ย 3 สว่ น เปน็ ค่านํ้า คา่ ไฟ ค่าโทรศัพท์ค่าจปิ าถะ ท่ีใชใ้ น
ครัวเรือน

รวมทงั้ ค่าเส้ือผ้า เคร่อื งใช้บางอย่างท่ีชาํ รดุ เปน็ ต้น
5.ฉันจะยึดความประหยดั ตัดทอนรายจา่ ยในทุกๆ วันที่ไมจ่ ําเป็น ลดละความฟมุ่ เฟือย

การปฏิบตั ิตามแนวทางเศรษฐกจิ พอเพียง
ยึดหลกั พออยู่ พอกินพอใช้
ยดึ ความประหยัดตัดทอนค่าใช้จา่ ย ลดความฟุ่มเฟือย ในการดํารงชพี
ความเป็นอยู่ทตี่ ้องไม่ฟงุ้ เฟ้อต้องประหยดั ไปในทางท่ีถกู ต้อง"
ยึดถือการประกอบอาชพี ดว้ ยความถูกต้องและสุจริต
ความเจริญของคนท้ังหลายย่อมเกิดมาจากการประพฤตชิ อบและการหาเลยี้ งชีพชอบเป็นสําคญั "
ละเลิกการแก่งแยง่ ผลประโยชน์และแขง่ ขนั ในการคา้ ขาย ประกอบอาชีพแบบต่อสู้กนั อย่างรุนแรง

เศรษฐกจิ พอเพียงกับ การประยกุ ตใ์ ช้ในชีวติ ประจาวันการนําแนวทางเศรษฐกจิ พอเพียงมาประยุกต์ใช้ใน
การดําเนินชีวติ ประจาํ วนั สามารถกระทาํ ไดด้ ังต่อไปน้ี

เศรษฐกจิ พอเพียงสาหรับบคุ คลทั่วไป เศรษฐกิจพอเพียงมีประโยชน์ต่อประชาชนทุกคนไม่ใช่เฉพาะ
แต่เกษตรกรเทา่ นัน้ แต่ประชาชนโดยทัว่ ไปไม่วา่ นสิ ิต นกั ศึกษา นักเรียน ข้าราชการ พนักงานบริษัทก็สามารถ
นําหลักการเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการเรียน การทํางาน ตลอดจนการดําเนินชีวิตประจําวันได้ ซ่ึง
สามารถกระทําได้ดงั นี้ · ควรยึดหลักความประหยดั ตดั ทอนคา่ ใช้จา่ ยในทุกด้าน และสละความฟุ่มเฟือยในการ
ดํารงชีพอย่างจริงจัง · ควรประกอบอาชีพด้วยความสุจริตและถูกต้อง แม้จะเผชิญกับภาวะขาดแคลนในการ
ดาํ รงชพี กต็ าม · ควรลดละการ

แก่งแย่งผลประโยชน์ และการแข่งบันทางการค้าขาย ตลอดจนการประกอบอาชีพที่มีการต่อสู้อย่าง
รนุ แรง · ควรขวนขวายใฝห่ าความร้ใู หม้ ีรายได้เพม่ิ พูนข้ึนจนถงึ ข้นั พอเพียงในการดํารงชีวติ เป็นเปา้ หมายสําคญั

เศรษฐกิจพอเพยี งสาหรบั เกษตรกร แนวคดิ เศรษฐกิจพอเพยี ง มีประโยชนต์ ่อเกษตรกรเป็นอย่างมาก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวคิดท่ีเรียกว่า “การเกษตรทฤษฎีใหม่” เพื่อส่งเสริมและ
สนับสนุนเกษตรกรให้มีความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนสามารถนําไปประยุกต์ ใช้ในการประกอบอาชีพ โดย
จะตอ้ งตัง้ อยูบ่ นพื้นฐานหลักการทฤษฎใี หม่ สําหรับเกษตรกรนัน้ แนวคดิ ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามแนว
พระราชดําริจะตั้งอยู่บนพ้ืนฐานหลักการ “ทฤษฎีใหม่” 3 ขึ้นคือ ข้ันที่หน่ึง มีความพอเพียงเล้ียงตัวเองได้บน
พ้ืนฐานของความประหยัด ขจัดการใช้จ่าย ขั้นที่สอง รวมพลังกันในรูปกลุ่ม เพ่ือทําการผลิต การตลาด การ
จัดการ รวมทั้งด้านสวัสดิการ การศึกษา และการพัฒนาสังคม ข้ันท่ีสาม สร้างเครือข่ายกลุ่มอาชีพและขยาย
กิจกรรมทางเศรษฐกิจให้หลากหลาย โดยประสานความร่วมมือกับภาคธุรกิจ ภาคองค์กรพัฒนา ภาคเอกชน
และภาครัฐ ในดา้ นเงินทนุ การตลาด การผลิต การจัดการและข่าวสารขอ้ มลู

กรณศี กึ ษาเศรษฐกิจพอเพยี งพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัว ไดพ้ ระราชทานแนวการพัฒนาการ
เกษตรในเขตพืน้ ที่ ตามแนวพระราชดาํ ริน้ีไดเ้ รมิ่ ต้นด้วยที่ดินจาํ นวน 15 ไร่ ใกลว้ ัดมงคล (ภายหลงั
พระราชทานช่ือน้วี า่ วดั มงคลชยั พฒั นา) จดั ทาํ เป็นศูนย์บริการและมีการขุดบ่อนํา้ เพ่ือใชใ้ นการเพาะปลูก ทํา
ใหส้ ามารถปลูกขา้ ว ผกั และไม้ผลได้ ตอ่ มาได้ขยายพืน้ ทีเ่ พิ่มอีก 30 ไร่ เป็นศนู ยพ์ ฒั นาและได้แย่งท่ดี ินเปน็ 3
สว่ น กลา่ วคือ สว่ นหนง่ึ จดั สรรไวส้ ําหรับปลูกข้าว อีกสว่ นหน่ึงจดั สรรสาํ หรบั การปลูกพืชสวน พืชไร่ และอีก
สว่ นทีเ่ หลือเปน็ ท่ีสาํ หรบั บคุ คล การดาํ เนนิ การไดผ้ ลดมี าก สามารถสรา้ งกาํ ไรได้ ตอ่ มาได้ขยายโครงการมาใช้ท่ี
อําเภอเขาวง จงั หวัดกาฬสนิ ธ์ุ ชว่ ยใหเ้ กษตรกร ในพนื้ ทต่ี ้องประสบกบั ภาวะแห้งแล้ง การเกษตรต้องพึง่ พา
นา้ํ ฝน กส็ ามารถมีเศรษฐกจิ ที่พอเพยี ง ไดจ้ ากเดิมซึง่ ไมส่ ามารถผลิตขา้ วได้พอกับความต้องการ เกษตรกรหลาย
รายท่เี ขา้ รว่ มโครงการประสบผลสําเร็จในพ้นื ท่ขี องตนเป็นอยา่ งดี จากแนวคดิ ของระบบเศรษฐกิจพอเพียง
ดังกลา่ วข้างต้น จงึ นําไปส่นู โยบายตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรวี ่าด้วยคณะกรรมการอํานวยการ หน่ึง
ตาํ บลหน่งึ ผลิตภัณฑแ์ หง่ ชาติ พ.ศ. 2544 เพ่ือส่งเสริมสนับสนุนกระบวนการพฒั นาท้องถิน่ สรา้ งชมุ ชนให้
เขม้ แข็งเพื่อพ่งึ ตนเองได้ ใหป้ ระชาชนมสี ว่ นรว่ มในการสร้างงาน สรา้ งรายได้ ดว้ ยการนําทรพั ยากรและภมู ิ
ปัญญาในท้องถน่ิ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทมี่ ีจุดเด่น และมีมูลค่าเปน็ ท่ตี ้องการของตลาดทงั้ ในและต่างประเทศ
และสอดคลอ้ งกบั วฒั นธรรมและวถิ ชี วี ิตของท้องถ่นิ ปรชั ญาหรือแนวคดิ เศรษฐกิจพอเพียงจึงเปน็ ของ
ประชาชนในทุกระดบั ตง้ั แต่ระดบั ครอบครวั ระดับชมุ ชน จนถึงระดบั ประเทศ แนวพระราชดําริเศรษฐกิจ
พอเพียง เปน็ ทางเลือกใหม่ของประชาชนชาวไทยเพื่อท่จี ะสามารถดาํ รงชีวิตแบบพออยู่พอกิน และสามารถ
พ่งึ พาตนเองได้ เศรษฐกจิ พอเพียงจึงมีความสําคัญตอ่ การพัฒนาประเทศ อันจะนําไปสสู่ ังคมทม่ี ีคุณภาพทัง้
ทางดา้ นเศรษฐกิจและสงั คม

หลกั เศรษฐกิจพอเพยี ง อาจประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจําวันได้ มดี ังนี้
1.การไม่ใช้จา่ ยฟุ่มเฟอื ย - ไม่ใชจ้ า่ ยเงนิ เกนิ ความจาํ เปน็ ไม่ใช้จ่ายส้ินเปลือง เช่น การซ้ือของที่ไมจ่ าํ เปน็ พวก
สิ่งของทีไ่ รป้ ระโยชนห์ าคุณคา่ ไมไ่ ด้ เมอื่ เราไม่ใชจ้ ่ายฟมุ่ เฟือยแล้ว เงนิ ที่เหลือฉนั กเ็ ก็บหยอดใสก่ ระปุก เพือ่ เป็น
การประหยัดภายในครอบครัว ไมน่ ําเงนิ ไปใชเ้ กินวัยของตนเอง
2.การใชน้ าํ -ไฟ อย่างประหยัด - ใช้นําให้ร้คู ุณค่า ไม่เปดิ นาํ ท้งิ ไว้ หรอื ปิดนาํ ให้สนทิ นําท่ีเหลือจากการล้าง
ผลไม้ อาหาร จะนําไปรดตน้ ไม้ และไฟ ไม่เปิดไฟนอนและปดิ เครื่องใช้ไฟฟ้าให้สนิท ดว้ ยการถอดปลกั๊ และ
เมอื่ ไมอ่ ยู่บ้านสาํ รวจวา่ มเี ครือ่ งใช้ไฟฟา้ ใดบ้างท่ยี ังไม่ได้ปดิ จะปดิ ให้สนทิ
3.การหารายไดเ้ ข้าครอบครัว - ช่วยพอ่ แม่ทาํ งาน เพ่อื นําไปขายและปลูกผกั นาํ ไปขาย เพอื่ หารายไดเ้ ข้า
ครอบครัว และเมื่อหารายได้มาแลว้ จะไม่นําเงนิ ไปใช้จ่ายในส่งิ ท่ีสรุ ุ่ยสรุ า่ ย พร้อมท้ังทําบัญชีรายรับ-รายจา่ ย

เพือ่ รู้การใชจ้ ่ายภายในครอบครวั เปน็ การรูว้ า่ ภาวะทางการเงนิ ภายในครอบครัวของฉนั นั้นเปน็ อย่างไรบา้ ง
อะไรทีม่ นั ไม่จาํ เป็นหรือเป็นส่ิงท่ที าํ ให้ครอบครัวตอ้ งมาส้นิ เปลอื ง

ใบความรู้

หลัก 3 ห่วง 2 เง่อื นไข
เป็นบทสรปุ ของเศรษฐกิจพอเพียง นน่ั เอง คอื สรุปใหเ้ ขา้ ใจไดง้ ่ายๆ ดังต่อไปนี้
3 หว่ ง คอื ทางสายกลาง ประกอบไปด้วย ดงั น้ี

หว่ งที่ 1 คอื พอประมาณ หมายถึง พอประมาณในทกุ อยา่ ง ความพอดไี มม่ ากหรือวา่ นอ้ ยจนเกนิ ไป
โดยตอ้ งไม่เบยี ดเบยี นตนเอง หรอื ผอู้ นื่ ให้เดือดร้อน

หว่ งท่ี 2 คอื มเี หตุผล หมายถึง การตดั สินใจเกี่ยวกบั ระดบั ของความพอเพยี งน้ัน จะตอ้ งเปน็ ไปอย่าง
มีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปจั จัยทเ่ี กย่ี วข้อง ตลอดจนคํานึงถึงผลท่คี าดวา่ จะเกดิ ขึ้นจากการกระทํานน้ั ๆ
อย่างรอบคอบ

หว่ งที่ 3 คือ มภี มู ิคุ้มกนั ที่ดีในตัวเอง หมายถึง การเตรียมตัวใหพ้ ร้อมรับผลกระทบและการ
เปลีย่ นแปลงดา้ นการตา่ งๆ ที่จะเกิดข้ึนโดยคาํ นงึ ถงึ ความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกดิ ขน้ึ ใน
อนาคตท้งั ใกล้และไกล

2 เงอื่ นไข ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ได้แก่
เงื่อนไขท่ี 1 เงอ่ื นไขความรู้ คือ มีความรอบร้เู กย่ี วกบั วชิ าการตา่ งๆทเ่ี กี่ยวข้องอยา่ งรอบดา้ น ความ

รอบคอบที่จะนาํ ความร้เู หล่านนั้ มาพจิ ารณาใหเ้ ชอื่ มโยงกัน เพอื่ ประกอบการ วางแผน และความระมัดระวังใน
ข้ันตอนปฏิบตั ิ คุณธรรมประกอบดว้ ย มคี วามตระหนักในคุณธรรม มีความซอ่ื สตั ยส์ จุ ริต และมีความอดทน มี
ความเพยี ร ใช้สติปัญญาในการดาํ เนินชีวิต

เง่ือนไขที่ 2 เงอ่ื นไขคุณธรรม คือ มคี วามตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสตั ย์สจุ รติ และมคี วาม
อดทน มีความเพียร ใชส้ ตปิ ญั ญาในการดาํ เนินชีวิต

“เศรษฐกิจพอเพยี งจริงๆ คือ หลกั การดาํ เนนิ ชวี ิตที่จรงิ แทท้ ีส่ ดุ กรอบแนวคิดของหลกั ปรัชญาม่งุ เนน้ ความ
มน่ั คงและความยง่ั ยืนของการพัฒนา อนั มีคุณลักษณะทีส่ ําคัญ คือ สามารถประยกุ ตใ์ ช้ในทุกระดับ ตลอดจน
ใหค้ วามสาํ คญั กบั คําวา่ ความพอเพยี ง ทป่ี ระกอบดว้ ย ความพอประมาณ ความมีเหตุมผี ล มภี มู คิ ้มุ กันที่ดใี นตัว
ภายใต้เงอื่ นไขของการตัดสนิ ใจและการดําเนินกิจกรรมทต่ี ้องอาศัยเงือ่ นไขความรแู้ ละเง่ือนไขคุณธรรม”

“หากทุกฝา่ ยเขา้ ใจกรอบแนวคดิ คณุ ลกั ษณะ คาํ นยิ ามของเศรษฐกิจพอเพยี งอย่างแจ่มชดั แลว้ ก็จะงา่ ยขึ้น
ในการนําไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ และจะนําไปสู่ผลทค่ี าดวา่ จะไดร้ ับ คือ การพัฒนาทส่ี มดุลและ
ยง่ั ยืน พรอ้ มรบั ต่อการเปลีย่ นแปลงในทกุ ดา้ น ท้งั ด้านเศรษฐกิจ สังคม ส่งิ แวดลอ้ ม ความรู้และเทคโนโลยี”

ท่ีมา: http://เศรษฐกจิ พอเพียง.net/

ใบงานรายวิชา เศรษฐกิจพอเพยี ง รหสั วิชา ทช 11001
ระดับประถมศึกษา
ใบงานที่ 1

1.ใหน้ ักศึกษาบอกถึงความหมายของหลักเศรษฐกจิ พอเพยี ง
............................................................................................................................. ............................................
...................................................................................... ........................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........

2.นกั ศึกษาสามารถนําหลกั ปรัชญามาประยกุ ต์ใช้ในชวี ติ ประจําวันได้อยา่ งไร จงบอกมาเป็นข้อๆ
2.1 ............................................................................................................................. .....................
2.2 ..................................................................................................................................................
2.3 ............................................................................................................................. .....................
2.4 ............................................................................................................................. .....................
2.5 ..................................................................................................................................................

3. “ 3หว่ ง 2 เง่อื นไข” จากปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วยอะไรบ้าง
............................................................................................................................. ............................................
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................

ใบงานท่ี 1
ตอบคาถามตอไปน้ี

1. เศรษฐกจิ พอเพียง หมายถึงอะไร
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
.............................................................

2. หลักแนวคดิ ของเศรษฐกิจพอเพียงเปนอยางไร
............................................................................................................................................................................. .
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
................................................................................................................................................................... ...........
........................................................................................................................ ......................................................
..........................................................

3. เศรษฐกจิ พอเพียงมีความสําคัญอยางไร
........................................................................................................ ......................................................................
............................................................................................................................. .................................................
......................................................................................................................................... .....................................
.............................................................................................. ................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
...........................................................

4. เศรษฐกจิ พอเพยี งนํามาปรับใชกบั ผูเรียนไดหรือไม อยางไร
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
..........................................................

กิจกรรมท่ี 2
ใหผูเรยี นทาํ กจิ กรรมตอไปน้ี
1 ) การดาํ เนินชีวติ ของผูเรยี นสอดคลองกบั หลักแนวคดิ ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงอยางไร

1 . ความพอประมาณ
............................................................................................................................. .................................................
...................................................................................................................................................... ........................
........................................................................................................... ...................................................................
............................................................................................................................. .................................................
....................................................

2 . ความมเี หตุผล
............................................................................................................................. .................................................
....................................................................................................................................................... .......................
............................................................................................................ ..................................................................
............................................................................................................................. .................................................
....................................................

3 . ภมู ิคมุ กนั ในตัวท่ดี ี
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................... ...............................
.................................................................................................... ..........................................................................
............................................................................................................................. .................................................
....................................................

4 . เงอ่ื นไขความรู
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................................. .................................
.................................................................................................. ............................................................................
............................................................................................................................. .................................................
....................................................

5 . เงือ่ นไขคุณธรรม
............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................... ...................................
................................................................................................ ..............................................................................

............................................................................................................................. .................................................
....................

กิจจกรรมที่ 3

1 . ผเู รียนไดขอคิดอะไรบางจากกรณีตวั อยาง “สรางชีวติ ใหมอยางพอเพียงดวยบญั ชีครัวเรอื น
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
.................................................................

2 . ผเู รียนไดจดั ทาํ บญั ชีครัวเรอื นหรอื ไม อยางไร
............................................................................................................................. .................................................
.................................................................................. ............................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
.................................................................

3 . ในชมุ ชนของผูเรียนมีใครจดั ทาํ บัญชีครัวเรอื น พรอมยกตวั อยาง 1 ครอบครัว
วาเขาจัดทาํ อยางไรและไดผลอยางไร
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
.................................................................

แผนการจดั การเรียนรู้ ครัง้ ท่ี 10
รายวชิ า การพฒั นาตนเอง ชุมชน สงั คม (สค 11003)
เรอ่ื ง การพัฒนาตนเอง ชมุ ชน สงั คม จํานวน 6 ช่วั โมง
วนั ท.่ี ....................เดือน.................................พ.ศ...................เวลา 09.00-12.00 ถงึ 13.00-16.00 น.
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1.มาตรฐานการเรียนรรู้ ะดับ
มคี วามรู ความเขาใจ เหน็ ความสําคญั ของหลักการพฒั นา และสามารถพัฒนาตนเองครอบครวั ชุมชน
สังคม

2.ตัวชวี้ ัด
อธบิ าย ความหมาย ความสาํ คัญ หลกั การและประโยชนของการพฒั นาตนเอง ชุมชน สงั คมได้

3.เนอ้ื หา
1.ความหมาย ความสําคญั หลกั การและประโยชนของการพฒั นาตนเอง ชมุ ชน สังคม
2.ความสําคัญของขอมลู วธิ ีการจัดเก็บและวเิ คราะหอยางงาย
3.การมสี วนรวมในการวางแผนพัฒนาตนเอง ชมุ ชน สังคม ไปใชในชวี ติ ประจําวัน

4.ข้ันตอนการจดั กระบวนการเรียนรู้

ขั้นตอนท่ี 1 การกาหนดสภาพ ปัญหา ความตอ้ งการในการเรยี นรู้ (O=Orientation)
ครูทักทายผเู้ รียนและชวนคดิ ชวนคยุ เกี่ยวกับการเรียนรูเ้ ก่ียวกับเกี่ยวกับการพฒั นาตนเอง

ชุมชน สังคม ใกล้ตัวผู้เรียนและให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นในประเด็นการวิเคราะห์เก่ียวการพัฒนาตนเอง
ชุมชน สังคม

ข้นั ตอนท่ี 2 การแสวงหาข้อมูลและการจดั การเรียนรู้ (N=New way of learning)
ครูอธิบายความหมายและความเป็นมาของการพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม วิธีการจัดเก็บและวิ

เคราะหอยางงาย และการมีสวนรวมในการวางแผนพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม ไปใชในชีวิตประจําวัน และให้
นักเรยี นแบง่ กลมุ่ กลุ่ม ละ 5 คนเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในช้ันเรียนพร้อมเรียนรู้เพิ่มเติมในส่ือเทคโนโลยี
สารสนเทศ

ขั้นตอนท่ี 3 การปฏบิ ัตแิ ละนาไปประยกุ ตใ์ ช้ (I=Implementation)
1.ครูใหผ้ เู้ รยี นแบง่ กลุม่ กลมุ่ ละ 5 คน เพ่อื จัดกิจกรรม
2.แตล่ ะกลมุ่ ร่วมกันปฏิบัตกิ ิจกรรม
3. ครูได้สอแทรก ความรูเ้ พ่มิ เตมิ จากสื่อเร่อื ง การพัฒนาตนเอง ชมุ ชน สงั คม
4. ครแู ละผเู้ รียนสรปุ ส่งิ ท่ีได้เรยี นรูร้ ่วมกนั
5. ให้นกั เรียนทาํ ใบงานเรื่อง การพัฒนาตนเอง ชมุ ชน สงั คม

ข้นั ตอนที่ 4 การประเมินผล (E=Evaluation)
1.ครแู ละผู้เรียนรว่ มกนั ตรวจคําตอบ
2.ครแู ละผูเ้ รียนสรุปผลการเรยี นรรู้ ว่ มกนั

5.สอื่ และแหล่งการเรยี นรู้
1.เอกสารประกอบการเรียนการสอน หนงั สือแบบเรยี น
2.อินเตอรเ์ น็ต

6.การวดั และประเมินผล
1.ใบงาน
2.แบบทดสอบหลังเรียน

7.กิจกรรมเสนอแนะ
แนะนาํ ใหผ้ ูเ้ รียนศกึ ษาเพิม่ เติมจากอนิ เตอร์เนต็ และหนังสือทั่วไป

ลงชอื่ .............................................ครูผสู้ อน ว่าที่รอ้ ยโท..........................................
(..........................................) (ประวติ ร จนิ ตประสาท)

ตาํ แหน่ง .................................................... ผ้อู าํ นวยการ กศน.อาํ เภอบาเจาะ


Click to View FlipBook Version