The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อนุสรณ์แห่งความอาลัยรัก คุณยายเปลื่อง แรกเรียง
ประวัติบ้านเสารีก ตำนานห้วยเสาะริ้วห้วยพระเหลา
ลูกหลานสายสกุลผู้ก่อตั้งหมู่่บ้าน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wasanapala, 2022-09-13 05:22:32

สายน้ำไม่ไหลกลับ

อนุสรณ์แห่งความอาลัยรัก คุณยายเปลื่อง แรกเรียง
ประวัติบ้านเสารีก ตำนานห้วยเสาะริ้วห้วยพระเหลา
ลูกหลานสายสกุลผู้ก่อตั้งหมู่่บ้าน

Keywords: ประวัติบ้านเสารีก, ตำนานห้วยพระเหลา ห้วยเสาะริ้ว

สายนา้ ไม่ไหลกลับ

อนุสรณ์ แห่งความอาลยั ... รัก

คณุ ยายเปล่อื ง แรกเรยี ง

ประวัตกิ ารก่อตงั บ้านเสารกี
ความเป็นมาของชอ่ื ล้าหว้ ยและช่อื บ้านเสาะริว
สายสกลุ ลกู หลานนายปาและนายโส

เรียบเรียงและจัดท้าโดย ... วาสนา ผาเหลา
สงิ หาคม ๒๕๔๕



คำนำ

หนงั สือสายน้าไม่ไหลกลบั เล่มน้ีจดั ทาข้ึนเพื่อเป็นอนุสรณ์
แห่งความรัก ความอาลยั ความระลึกถึงคุณยายเปล่ือง แรกเรียง
ผเู้ ป็นบุพการี อบรมสัง่ สอน เล้ียงดูมา ในวาระสุดทา้ ยแห่งกาย
สงั ขารท่าน มีประวตั ิของท่านโดยสงั เขป คาอาลยั จากลูกหลาน
นอกจากน้นั ยงั ไดร้ วบรวมเรื่องราวบางอยา่ งทที่ ่านเคยเล่าสู่ฟัง
เคยบอกกล่าวในเชิงห่วงใยลูกหลานเช้ือสายวงศต์ ระกูล กลวั วา่
ลูกหลานจะละเลยกนั ไม่รู้จกั กนั ต่อไปภายหนา้ รวบรวมเน้ือหา
เรื่องราวของตานานช่ือของลาหว้ ยเสาะริ้ว ลาหว้ ยพระเหลา และ
ประวตั ิความเป็นมาของบา้ นเสารีก

ขอขอบคุณผเู้ ฒ่าผแู้ ก่ญาติผใู้ หญ่ทกุ ท่านท่แี นะนาช่วยเหลือ
ช่วยใหข้ อ้ มูล โดยเฉพาะ คุณตาแพง ทองตาม คุณตาอ่อน
บปุ ผาวลั ย์ ซ่ึงท้งั สองทา่ นน้ีเคยไดอ้ ยไู่ ดร้ ับการเล้ียงดู พบเห็น
เฒ่าอาเภอปา ตามท่ที ่านเรียก คุณตาบญุ มา ใจแกว้ คุณตาเป
โสวนั นา และคนอนื่ ๆ อีหลายท่าน ผจู้ ดั ทาหวงั เป็นอยา่ งยงิ่ ว่าจะ
เป็นประโยชนส์ าหรับ ผสู้ นใจผอู้ ่าน ผศู้ ึกษา ทุกท่าน ในกาล
ต่อไป หากมีขอ้ ผดิ พลาดประการใด ผจู้ ดั ทาขออภยั มา ณ ทน่ี ้ีดว้ ย

วาสนา ผาเหลา



สำรบัญ

หนา้

ชีวประวตั ิโดยสงั เขปของ นางเปลื่อง แรกเรียง ๑

คำอำลยั จำกลกู หลำน ๕

ความเป็นมาของการเขียนหนงั สือประวตั ิบา้ นเสารีก ๑๐

ความเป็นโซ่ทองคลอ้ งสองตระกูลของยายและแม่ ๑๖

ประวตั ิกำรก่อต้งั บำ้ นเสำรีก ๑๘

ความเป็นมาของชื่อลาหว้ ย และชื่อบา้ นเสาะริ้ว ๓๘

สำยสกุลลูกหลำนนำยปำและนำยโส ๔๔



ชีวประวตั โิ ดยสังเขปของ …นำงเปล่อื ง แรกเรียง

(ใช้อ่ำนในวนั ฌำปนกจิ )

ผเู้ รียบเรียง : นายแปลง แรกเรียง

คุณแม่เปล่ือง แรกเรียง เป็นบตุ รสาวของ
นายสิงห์ โสวนั นา และนางวนั นา (ปาณะสี) เกิดเม่ือวนั ที่ ๔
กรกฎาคม ๒๔๖๘ ศิริอายไุ ด้ ๗๗ ปี กบั ๒๘ วนั มีพี่นอ้ ง
ร่วมบิดา มารดา ๒ คน คือ

- นางเมือง มีทองแสน เสียชีวติ แลว้ และ
- นางเปล่ือง แรกเรียง ผวู้ ายชนม์
มีนอ้ งร่วมบดิ า ๕ คน คือ
- นายดี โสวนั นา
- นางเทยี ม จนั ทะพนั
- นางเจียม โสวนั นา
- นางบญุ กวา้ ง ทองวรณ์
- นายคูณ โสวนั นา เสียชีวติ แลว้
เนื่องจากคุณยายวนั นาซ่ึงเป็นมารดาเสียชีวติ ต้งั แต่คุณแม่
ยงั เดก็ คุณแม่เปล่ืองและพ่สี าวจึงอยใู่ นความดูแลของคุณตา
ชยั อาษา ปาณะสี และคุณยายมาผเู้ ป็นตายาย


คุณแม่เปลื่องไดส้ มรสกบั นายกอง คอแกว้ ไดบ้ ตุ รสาว
ดว้ ยกนั ๑ คน คือ เดก็ หญิงวนั ทอง คอแกว้ ซ่ึงเสียชีวติ ต้งั แต่
ยงั เดก็ และต่อมานายกองไดเ้ สียชีวติ ลง
คุณแม่เปลื่องไดส้ มรสกบั คุณพอ่ ดวน แรกเรียง มีบตุ ร
ดว้ ยกนั ๓ คน คือ
๑. นายแปลง แรกเรียง
๒. นายแสวง แรกเรียง (เสียชีวติ แลว้ )
๓. นางบญุ มี พาหา (บตุ รบญุ ธรรม)
คุณแม่เปลื่อง แรกเรียงเม่ือก่อนร่างกายแขง็ แรง
มีความขยนั ในหนา้ ทีก่ ารงาน มีใจบญุ สุนทานโอบออ้ มอารี
แก่ญาติ พี่นอ้ ง ลูกหลาน เป็นผมู้ ีใจมนั่ คงหนกั แน่นใน
พุทธศาสนา เป็นแบบอยา่ งทดี่ ีแก่บุตรหลานตลอดมา คร้ันเม่ือ
แก่ชราลงโรคภยั เบียดเบยี น ร่างกายก็อ่อนแอลง กไ็ ดแ้ ต่แนะนา
ตกั เตือน สงั่ สอน ลูกหลานใหท้ าความดี มใี จมนั่ คงใน
การอุปถมั ภว์ ดั วา ศาสนา มาโดยตลอด จนมาถึงตน้ ปี ๒๕๔๕
อาการป่ วยเร่ิมมีอาการรุนแรงข้ึนจนถึงข้นั เป็นอมั พาต ไม่
สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ตอ้ งนอนใหล้ ูกหลานปรนนิบตั ิอยู่
กบั ท่ีเป็นเวลา ๔ - ๕ เดือน อาการทรุดลงไปเร่ือยๆ


จนมาถึงวนั ท่ี ๑ สิงหาคม ๒๕๔๕ เวลา ๑๖.๑๓ น.
คุณแม่เปลื่อง กไ็ ดจ้ ากพวกเราไปดว้ ยอาการสงบ
ยงั ความโศกเศร้าเสียใจแก่ลูกหลานญาตพิ น่ี อ้ งเป็ นอนั มาก





คา้ อาลยั จากลกู หลาน

แด่คณุ ยา่
คุณยา่ คือ ร่มโพธ์ิไทร อนั ใหญ่หลวง
คือดวงใจ คือศูนยร์ วม คือความรัก
เมื่อคร้ังอยู่ คอยดูแล และตกั เตือน
เป็นท้งั เพือ่ น เป็นท้งั แม่ และเป็นยา่
เมื่อคราทกุ ข์ เม่ือคราเศร้า ยา่ เฝ้าปลอบ
เป็นผมู้ อบ ความอบอุ่น กาลงั ใจ คร้ันจากไป
ใจลูกหลาน รานร้าว สิ้นแลว้ โพธ์ิใหญ่ทรี่ ่มเยน็
ต่อไปคง เป็นโพธ์ิใหญ่ ทใ่ี จหลาน
กราบนอ้ มไหว้ วงิ วอน ขอพรพระ

ศรีรัตนตรัยในพรหมโลก
ไดโ้ ปรดส่งดวงวิญญาณท่านยา่ ขวญั

สู่สุขติทเ่ี ป็นสุขชว่ั นิรันดร์
ทกุ ขใ์ ดน้นั อยา่ แผว้ พานท่านอีกเลย
กรรมใดท่ีหลานไดล้ ่วงเกิน ท้งั กาย วาจา ใจ ขอใหค้ ุณยา่
อโหสิกรรมใหห้ ลานดว้ ยค่ะ

รักสดุ อาลัย
หลาน (รัชนี แรกเรยี ง)



นึกถึงครา ตัวเรา ยังเยาวอ์ ยู่
ผ้อู ุ้มชู ฟมู ฟกั รกั ถนอม
ยงุ ไมใ่ หไ้ ต่ รวิ ไร ไม่ใหต้ อม
ท่านเพียบพรอ้ ม ดว้ ยรกั ฟมู ฟักเรา

เลกิ โรงเรียน วง่ิ หา ถลากอด
คอยพรา้่ พรอด ด่ืมนม ไม่อายเขา
แย่งหน้าอก คุณย่า ว่าของเรา
คอยพะเน้า พะนอ จนพอใจ

จ้าความได้ ท่านสอนให้ ไปแต่วดั
ตวั เล็กเลก็ แตถ่ นัด ไมห่ ่างหาย
รู้หนา้ ที่ ในวันหยุด เร่งรดุ ไป
พ่อจะได้ มีกนิ ด้วยยนิ ดี

ทุกครังท่ี ไปทา้ บญุ อุ่นใจมาก
แม้พลัดพราก ยากเขา้ ใจ พอ่ ไกลหนี
แต่รู้สกึ ถึงความรัก ปู่ย่ามี
อนุ่ ชวี ี อนุ่ ไอรัก ทีพ่ ักใจ

แตบ่ ดั นี สินบุญ คณุ ย่าแลว้
ขอดวงแกว้ สู่สวรรค์ ชันสขุ ใส
บุญกศุ ล ลกู หลานทา้ อา้ นวยไป
สถติ ใน สวรรค์ นิรนั ดร

ด้วยรกั และอาลยั ยง่ิ
จากหลาน……สมคิด แรกเรยี ง


* ก่อนที่ใบสุดทา้ ย
ของตน้ ไมต้ น้ หน่ึงจะปลิดปลิว
เหลือเพยี งก่ิงกา้ นวา่ งเปล่า
ยนื ตน้ ตาย … ไร้ประโยชน์
ตน้ ไมต้ น้ น้นั … คงไดผ้ า่ นการผลิดอกออกผล
ใชช้ ีวติ อยา่ งมีคุณค่า
ต่อผนื ดินและผคู้ น
ตราบจนวนั สุดทา้ ย ทีไ่ ดต้ ายไป
สาหรับคนคนหน่ึง … ทีไ่ ดผ้ า่ นร้อนหนาว

ใชช้ ีวิตทย่ี นื ยาว
บนดาวเดียวกบั ตน้ ไม้
ก่อนทชี่ ีวิตจะปลิดปลิวจากไป
คุณยา่ ท่านกไ็ ดใ้ ชช้ ีวิตอยา่ งมีคุณค่า
ต่อผนื ดินและผคู้ น ตราบจนวนั สุดทา้ ย
ของลมหายใจ เช่นเดียวกนั

ความคดิ เห็น

* คุณยา่ ท่านเป็นคนชอบทาบุญ
* คาพูดของทา่ นอาจไม่นุ่มนวลอ่อนหวานเท่าไร
* ดา้ นจิตใจโอบออ้ มอารีอยเู่ สมอ


พระคณุ ของคุณย่า

คุณยา่ เปรียบเสมือนแม่คนทีส่ องของขา้ พเจา้ ท้งั ชีวติ น้ีกค็ ง
ไม่มีวนั ทดแทนไดห้ มดสิ้น แต่ขา้ พเจา้ มน่ั ใจวา่ ขา้ พเจา้ จะใช้
ชีวติ ท่เี หลืออยตู่ ่อไปในวนั ขา้ งหนา้ โดยการยดึ ถือแบบอยา่ งดีๆ
ของคุณยา่ เพื่อใหท้ า่ นไดร้ ู้วา่ กายทา่ นอาจไม่ไดอ้ ยกู่ บั ขา้ พเจา้
ตลอดเวลา แต่คาสอนทีม่ ีค่าจะตราอยใู่ นใจตลอดไป

หลานคนสุดทอ้ ง
(ซอม)



คณุ ยาย

คุณยายคือผทู้ ่ีมีพระคุณต่อขา้ พเจา้ ท่านเล้ียงดูขา้ พเจา้ มา
ต้งั แต่เดก็ ๆ ท่านคอยป้อนขา้ วป้อนน้า ทาทุกอยา่ งเพอ่ื ใหข้ า้ พเจา้
มีความสุข แมบ้ างคร้ังทา่ นอาจจะดุด่าว่ากล่าวขา้ พเจา้ ขา้ พเจา้ ก็
โกรธและนอ้ ยใจทา่ นวา่ ทา่ นไม่รักขา้ พเจา้ แต่พอมาถึงวนั น้ี
วนั ทีไ่ ม่มีท่าน ขา้ พเจา้ ก็ไดร้ ู้วา่ ส่ิงท่ที า่ นทาลงไปทุกส่ิงทุกอยา่ ง
น้นั เพอื่ ลูกหลาน

แมก้ าลเวลาจะเป็นอุปสรรค
ใหส้ ัมพนั ธร์ ักของคุณยายเลือนหาย
แต่อยากใหค้ ุณยายจงจาไว้
ไม่วา่ จะอยแู่ ห่งใด หลานจะอยใู่ นใจ

ตลอดไป ตลอดเวลา

รักคุณยายมาก
ตรีสุคนธ์ พาหา

(โต่ย )

๑๐

ควำมเป็ นมำของกำรเขียนหนังสือประวตั ิบ้ำนเสำรีก

วนั ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๔๕ ตรงกบั วนั พฤหสั บดี
แรมแปดค่า เดือนแปด ปี มะเมีย เป็นวนั ที่คุณยายเปลื่องเสียชีวิต
ตอนเยน็ หลงั จากพระกลบั วดั แลว้ ญาติพน่ี อ้ งคนเฒ่าคนแก่ยงั อยู่
พูดคุยกนั ต่อ ผเู้ ฒ่าถือศีลสามท่านไดส้ วดคาถาหนา้ ศพทุกวนั
(ฟังแลว้ สาเนียงแปลกๆ ไม่เคยไดย้ นิ มาก่อน) แลว้ นง่ั พดู คุยกบั
ลูกหลาน คุณตาบุญมา ใจแกว้ อดีตผใู้ หญ่บา้ น เป็นบคุ คลซ่ึง
ชาวบา้ นเคารพนบั ถือ เป็นปราชญค์ นหน่ึงของบา้ นเสารีก ไดพ้ ูด
ถึงการเป็นคนแก่ และการเสียชีวติ ใหล้ ูกหลานฟัง ในเชิงสั่งสอน

คุณตาบุญมาสนทนากบั ผทู้ น่ี งั่ อยบู่ ริเวณน้นั เก่ียวกบั
คุณยายผวู้ ายชนม์ และไดถ้ ามลกู หลานว่ารูห้ รือไม่วา่ คุณยายท่ี

เสียชีวติ น้ี เป็นหลำนหรือทำยำทของผู้สร้ำงบ้ำนเสำรีก ซ่ึงอกี
ไม่กี่วนั ร่างกายของทา่ นกจ็ ะสูญสลายไปแลว้ หากหมดคนรุ่นตา
รุ่นยายในตอนน้ี เร่ืองเหล่าน้ีกค็ งไม่มีใครไดร้ ับรู้อกี แลว้ คุณตา
บญุ มาหรือผทู้ ี่คนส่วนใหญ่ในบา้ นเสารีกเรียกว่า “พ่อใหญ่จารย์
ครูเทยี น” กเ็ ร่ิมเล่าประวตั ิของการก่อร่างสร้างบา้ นเสารีกใหฟ้ ัง
โดยผจู้ ดั ทา (นางสาววาสนา ผาเหลา) ไดข้ ออนุญาตไปนาสมุด
มาบนั ทึกพร้อมซกั ถามเรียบเรียงเหตุการณไ์ วด้ ว้ ย

การเล่าประวตั ิของการสร้างบา้ น และประวตั ิของบคุ คล
ต่างๆ มีคุณตา คุณยายหลายคนทีน่ งั่ อยู่ ณ ทน่ี ้นั คอยช่วยยนื ยนั

๑๑
คอยเล่าเสริม ช่วยซกั ถาม อภิปราย ถกเถียง วเิ คราะห์เหตุการณ์
และทบทวนความจาในเร่ืองราวหรือช่ือบคุ คล

คุณตาบุญมาเล่าถึงความผกู พนั และความคุน้ เคยทม่ี ีต้งั แต่
เดก็ จนเป็นหนุ่มกบั พ่อใหญ่ไช หรือนายไชยอาสา ปาณะสี ผนู้ า
ในการสร้างบา้ นเสารีกใหเ้ ป็นปึ กแผน่ โดยท่านเคยรับฟังเร่ือง
เหล่าน้ีมาจากบรรพบุรุษก่อนดว้ ย

คุณตามีความปรารถนาที่จะจดั ทา จดั พิมพ์ เรื่องราว
ประวตั ิความเป็นมาของหมู่บา้ นเป็นอยา่ งยง่ิ แต่กไ็ ม่ไดจ้ ดั ทา
ดว้ ยเหตุปัจจยั หลายประการ

ผจู้ ดั ทา มีความต้งั ใจไวต้ ้งั แต่เรียนระดบั มธั ยมแลว้ ว่าจะ
จดั ทาหนงั สือเพอื่ เล่าเร่ืองราวของบรรพบุรุษของตนเอง
โดยเฉพาะเร่ืองเก่ียวกบั คุณตาทวดเทียดไชยอาสา ปาณะสี
เพราะไดย้ นิ ช่ือและเรื่องราวชีวิตของท่าน มาตลอดต้งั แต่เริ่ม
จาความได้ เมื่อใดที่ ยาย (ผวู้ ายชนม์ ) แม่ (แม่มุล ผาเหลา)
ตา (ตาดวน แรกเรียง ) พอ่ (พอ่ บุษบา ผาเหลา ) ของผจู้ ดั ทา
สงั่ สอนบอกกล่าวหรือหา้ มปรามสิ่งใด มกั จะมีคาเหล่าน้ีดว้ ย
เสมอ เช่น พอ่ ใหญ่ไชว่า …, ถา้ พอ่ ใหญ่ไชยงั อยู่ …, พ่อใหญ่
ไช …, อยากใหพ้ อ่ ใหญ่ไช … ฯลฯ ดว้ ยเหตุวา่ คุณตาทวดไช
มีชีวิตยนื ยาวแขง็ แรงมาจนถึงรุ่นหล่อน และไดช้ ่วยเล้ียงหล่อน

๑๒
คือ พส่ี าวคนโตของผจู้ ดั ทาดว้ ย (พก่ี ลั ยา สายตา ) แต่เพราะ
ความชราทาใหส้ ายตาท่านเร่ิมมองไม่ค่อยเห็นแลว้

ผจู้ ดั ทาไดย้ นิ เร่ืองราวชีวิตของคุณตาทวดมาตลอด ท้งั จาก
คุณยาย คือ คุณยายเปลื่อง แรกเรียง และจากคุณแม่ ผจู้ ดั ทาเคย
บนั ทกึ ไวก้ ห็ ลายคร้ัง ท้งั เคยอา่ นจากสมุดบนั ทกึ ของแม่ดว้ ย
นอกจากน้นั ยงั ไดย้ นิ จากบคุ คลอนื่ ๆ อีกหลายทา่ น ซ่ึงเป็นคนเฒ่า
คนแก่ในหมู่บา้ นและญาติผสู้ ูงอายุ ดว้ ยความสนใจและมีนิสยั
ชอบซกั ถามเพอ่ื หาความรู้ และเม่ือสงสัยเป็นทุนเดิมอยแู่ ลว้
จึงทาใหม้ ีขอ้ มูลเรื่องราวอยกู่ ่อนมากพอสมควร

ส่ิงหน่ึงท่ีผจู้ ดั ทาต้งั ใจไว้ คือ จดั ทาเอกสารการลาดบั
เครือญาติ ผทู้ จี่ ุดประกายในความต้งั ใจเร่ืองน้ีมีสามท่าน คือ
คุณตา คุณยาย และคุณแม่ ดว้ ยเหตุทีท่ กุ ท่านมกั พูดเชิงบ่นเสมอ
วา่ ลูกหลานไม่รู้จกั ญาติพน่ี อ้ ง หากไม่มีตา ไม่มียาย ไม่มีแม่
คงไม่ทราบว่า ใครเป็นใคร และจากการทม่ี ีผบู้ อก กล่าวว่าคนน้นั
คนน้ีเป็นญาติของผจู้ ดั ทา ส่ิงท่ตี อ้ งถามต่อไปคือเกี่ยวขอ้ งกนั
อยา่ งไร ฝ่ายใด หลายคร้ังที่ผบู้ อกไม่อาจลาดบั ญาติใหเ้ ขา้ ใจได้
และคงมีหลายคนทีม่ ีความคิดเช่นเดียวกนั

เม่ือคุณตาบุญมาไดก้ ล่าวถึงการจดั ทาประวตั ิบา้ นเสารีก
ซ่ึงเป็นความคิดที่ตรงกบั ที่ ผจู้ ดั ทาต้งั ใจจะจดั ทาเร่ืองราวเกี่ยวกบั
ประวตั ิหมู่บา้ น ชีวะประวตั ิคุณตาทวด และการลาดบั เครือญาติ

๑๓
อยแู่ ลว้ ผจู้ ดั ทาจึงไดโ้ อกาสท่ีจะทาความต้งั ใจใหเ้ ป็นจริงใน
คราวเดียวกนั น้ี โดยรวมทกุ เรื่องทุกอยา่ งไวใ้ นหนงั สือเล่ม
เดียวกนั

การจดั ทาหนงั สือเพื่อเป็นอนุสรณ์แสดงความอาลยั
ในการจากไปของบพุ การี เป็นความต้งั ใจมานานเช่นกนั
สาหรับคุณยายอยากทาหนงั สือในลกั ษณะน้ี ส่วนคุณตาอยากทา
หนงั สือผญาคาสอนใหท้ ่าน เพราะคุณตาชอบเขียนกลอนลา
และอ่านเขียนผญามาก ไดย้ มื หนงั สือท่านมาถ่ายเอกสารไว้
หลายเล่มต้งั แต่ทา่ นยงั แขง็ แรงดี แต่ความตอ้ งการน้นั ก็ยงั ไม่
ลุล่วง เม่ือคุณตาทา่ นจากไป ลกู หลานไดพ้ ยายามช่วยกนั พิมพ์
บทกลอน คาสอนและประวตั ิที่ท่านเขียนไวใ้ ห้ แต่กจ็ ดั ทาไม่
สาเร็จ

เหตุการณ์ที่เกิดข้ึนในคร้ังน้ีถือเป็นนิมิตหมายอนั ดียง่ิ
บนความโศกเศร้าเคลา้ ดว้ ยน้าตาของทุกคน การจากไปของ
คุณยายทาใหญ้ าติผใู้ หญ่จากทว่ั ทกุ แห่งหลายจงั หวดั มารวมตวั กนั
บางท่านอายมุ ากกวา่ คุณยายใกลร้ ้อยปี ไม่สามารถเดินไดเ้ องแลว้
ต่างทบทวนความทรงจาในอดีตและสนทนากนั โดยเฉพาะเม่ือ
ทราบวา่ หลานสาวจะเขียนเป็นหนงั สือไว้ ทกุ ทา่ นจึงเตม็ ใจให้
ขอ้ มูลอยา่ งไม่ปิ ดปัง เม่ือขอ้ มูลไม่ตรงกนั กม็ ีการถกเถียงเสียงดงั
ลนั่ ราวกบั เป็นงานสงั สรรคร์ วมญาติไม่ใช่งานศพ จนกระทงั่ ได้

๑๔
ขอ้ มูลท่นี ่าจะตรงท่ีสุด สมเหตุสมผลตรงเหตุการณ์ท่สี ุดจึงให้
ผจู้ ดั ทาจดบนั ทึกลงไป

เวลำอนั มคี ่ำ หกวนั สาหรับการปฏิบตั ิพธิ ีกรรมต้งั ศพสวด

บาเพญ็ กศุ ลตามประเพณีโบราณก่อนการฌาปนกิจ ผจู้ ดั ทาตอ้ ง
รีบหาขอ้ มูลเพิ่มเติมจากทกุ ท่าน เพราะบางทา่ นตอ้ งรีบกลบั
ผมู้ าร่วมงานและญาติบางคนกลา่ ววา่ ผจู้ ดั ทาเป็นบา้ ไปแลว้ ที่มา
สนใจเร่ืองไม่เป็นเร่ือง แต่ผจู้ ดั ทากบ็ อกวา่ คนทเี่ คยคิดสร้างส่ิงที่
มีคุณค่าไวใ้ หค้ นในรุ่นปัจจุบนั น้ีและยงั เป็นผมู้ ีชื่อใหท้ ุกคนได้
เรียนรู้ในตาราเรียน หลายทา่ นกเ็ คยถกู กล่าวหาวา่ เป็นบา้ เช่นน้ี
ญาติบางท่านสงสยั กถ็ ามวา่ ทาไปทาไมไร้ประโยชนเ์ ร่ืองมนั ก็
ผา่ นไปแลว้ แต่ดว้ ยความโชคดีอยา่ งยง่ิ ของผจู้ ดั ทาที่ญาติใกลช้ ิด
ทุกคนเขา้ ใจและสนบั สนุนในการจดั ทา คุณนา้ แปลง แรกเรียง
ซ่ึงปัจจุบนั ดารงตาแหน่งผใู้ หญ่บา้ น หมู่ท่ี ๕ บา้ นเสารีก

บอกทกุ คนทถ่ี ามว่า หลานสาวกาลงั จะทา วิทยำนิพนธ์

การจดั ทาหนงั สือเล่มน้ีคงจะสาเร็จไดย้ ากยงิ่ หากไม่ได้
รับความร่วมมือช่วยเหลือใหก้ าลงั ใจจากพนี่ อ้ งของผจู้ ดั ทาและ
ลูกของคุณนา้ ทกุ คน (ลูกของนา้ แปลง นา้ แสวง และนา้ บุญมี )
โดยเฉพาะคุณแมข่ องผจู้ ดั ทา และคุณนา้ แปลง แรกเรียง
คุณนา้ เป็นผหู้ น่ึงทีไ่ ดอ้ ยกู่ บั คุณตาทวดไชยอาสาในวยั ชรา

๑๕
ขณะท่ที ่านเสียชีวติ น้นั คุณนา้ อายปุ ระมาณสิบสองปี คุณแม่และ
คุณพ่อของผจู้ ดั ทากย็ งั ไม่ไดอ้ อกเรือน

ก่อนจดั ทาเป็ นรูปเล่มไดร้ ับการขดั เกลาแกไ้ ขปรับปรุง
จากญาติผใู้ หญ่หลายท่าน หลายคร้ัง โดยพมิ พเ์ ป็นเอกสารไปให้
ทุกท่านอ่านและปรับปรุงแกไ้ ขในส่วนทีผ่ ิดพลาดคลาดเคลื่อน
ดว้ ยเวลาและทรัพยากรอนั จากดั ผจู้ ดั ทาไดพ้ มิ พล์ งคอมพิวเตอร์
ปริ๊นลงกระดาษ คิดจะพิมพล์ งไข โรเนียว และจดั ทาเป็นรูปเล่ม
เอง เพื่อเป็นกุศลผลทานใหก้ บั คุณยายผวู้ ายชนม์ ความต้งั ใจ
เบ้อื งตน้ จะแจกจ่ายในงานฌาปนกิจท่าน แต่เมื่อไม่สามารถจดั ทา
ไดท้ นั จึงปรึกษากบั คุณนา้ แปลงเพ่อื จดั ทาใหเ้ ป็นหนังสือทด่ี ีมี
ขอ้ มูลครบถว้ นเพือ่ จะไดไ้ ม่ตอ้ งแกไ้ ขเพิ่มเติมกนั อกี ใชอ้ า้ งองิ ใน
ชุมชนได้ และสามารถส่งไปใหท้ างอาเภอไดด้ ว้ ย เพราะทาง
อาเภอก็กาลงั สารวจขอ้ มูลเหล่าน้ีเช่นกนั

คุณยำยเปลอ่ื ง แรกเรียง บุพการี ผซู้ ่ึงอบรม เล้ียงดู
คุณแม่ พ่ี นอ้ งและตวั ผจู้ ดั ทามาเป็นอยา่ งดี บญุ คุณท่านทว่ มทน้
ไม่อาจหาสิ่งใดเปรียบได้ ไม่อาจทดแทนไดห้ มด และในคร้ังน้ี
หนงั สือเล่มน้ีที่ท่านอ่านอยู่ กไ็ ม่อาจมีข้ึนไดเ้ ช่นกนั หากไม่ใช่
เพราะทา่ น

ดว้ ยความระลึกถึงท่านเป็นอยา่ งยง่ิ

๑๖

ความเป็ นโซ่ทองคล้องสองตระกลู ของยายและแม่

ปำ โส

ไชยอาสา โพธิสาร

นางวนั นา นายสิงห์

เมือง เปล่ือง

มุล แปลง แสวง บุญมี

การที่สองตระกูลมีความเก่ียวดองกนั ทาใหล้ ูกหลานทเ่ี กิด
จากท้งั สองกลายเป็นศูนยร์ วมของความเกี่ยวพนั ศูนยร์ วมแห่ง
ความรัก กลายเป็นญาติทผ่ี กู พนั กนั ทางสายเลือดจากท้งั สองสาย
ไหลมารวมอยใู่ นกายของคุณยายเปล่ือง แม่มุล และนา้ แปลง
เน่ืองจากยายและแม่เป็นกาพร้าต้งั แต่ยงั แบเบาะทุกคนจึงตอ้ งตก
อยใู่ นความดูแลของตาทวด นอกจากน้นั ยงั มีลูกหลานญาติพ่นี อ้ ง
ทกี่ าพร้า มีปัญหาชีวติ อีกหลายคนไดม้ าอยมู่ าพกั พิงกบั ทา่ นไม่

๑๗
เคยขาด บางคนไม่ใช่ญาติมาพกั อาศยั แลกเปล่ียนเรียนรู้ก็มี
ครูทม่ี าสอนในโรงเรียนบางทา่ นก็มาพกั อยดู่ ว้ ย ทา่ นดูแลและ
ปกครองลูกหลานบา้ นเมืองเปรียบเสมือนเป็นพ่อบงั เกิดเกลา้
เป็นร่มโพธ์ิใหญ่ เป็นครูบาอาจารย์ เป็นอะไรหลายๆ อยา่ งหาผใู้ ด

เปรียบไดย้ ากยง่ิ สมกบั ที่คุณตาทวดเทียดไชยอาสาน้นั เกิด ปี ขำล

วนั องั คำร เดือนห้ำ

๑๘

ประวัติการก่อตังบา้ นเสารีก

ศึกษาและเรยี บเรียงโดย... วาสนา ผาเหลา (สิงหาคม ๒๕๔๕)

ควำมเป็ นมำของหมู่บ้ำน

ตำมคำบอกเล่ำของคนเฒ่ำคนแก่ ก่อนที่จะมีหมู่บำ้ นแห่งน้ี
พ้นื ทซ่ี ่ึงเป็นที่ต้งั ของบำ้ นเสำรีกในปัจจุบนั ยงั เป็นป่ ำรกไม่มีผใู้ ด
อำศยั อยหู่ รือจบั จองมำก่อน สตั วป์ ่ ำยงั มีอำศยั อยมู่ ำก เช่น
กวำง ฟำน เสือ หมูป่ ำ ชำ้ ง หมำป่ ำ รวมท้งั สัตวเ์ ลก็ อน่ื ๆ มีคณะ
นำยพรำนมำล่ำสตั วเ์ ป็นประจำ กำรล่ำสัตวแ์ ต่ละคร้ังใชเ้ วลำ
คำ้ งแรมอยหู่ ลำยวนั ในจำนวนน้นั มีนำยพรำนผหู้ น่ึงติดตำมมำ
ต้งั แต่ยงั เดก็ พอโตข้ึนวยั รุ่นหนุ่มไดต้ ้งั ร้ำนดกั ยงิ สัตวพ์ กั อยู่
นำนกวำ่ ผอู้ ื่น ไม่ค่อยกลบั บำ้ น นำยพรำนผนู้ ้นั เกิดควำมรัก
ควำมผกู พนั ต่อสถำนที่ ประกอบกบั เห็นว่ำผนื ดินแห่งน้ีมี
ควำมอดุ มสมบรู ณ์ เหมำะสำหรับกำรต้งั รกรำก จึงชกั ชวน
คนอ่นื รวมท้งั ญำติมิตรมำถำกถำงสร้ำงใหเ้ ป็นท่ีอยถู่ ำวรสืบมำ
จนถึงปัจจุบนั (พ.ศ. ๒๕๔๕)

๑๙

บุคคลท่ีริเริ่มก่อต้งั

ผรู้ ิเริ่มมาถากถางป่ าพงสร้างชุมชนช่วงตน้ ๆ มี ๒ คน
ซ่ึงเป็นผมู้ ีความสนิทสนมรักใคร่นบั กนั เป็นเพอ่ื น ไดอ้ พยพ
ครอบครัวมาอยดู่ ว้ ยกนั ตามลาดบั ดงั น้ี

๑. นำยปำ เป็นนายพราน ลูกหลานมกั เรียกกนั วา่
“เฒ่าพ่ออาเภอปา” หรือ “เฒ่าอาเภอปา” หรือ “พ่อใหญ่พรานปา”
ไดม้ าล่าสัตวแ์ ละหาของป่ าแลว้ พบทีแ่ ห่งน้ี โดยแรกๆ น้นั
พรานปาเพยี งมาล่าสตั วน์ ากลบั ไปแลกขา้ วแลกส่ิงของเงินทองที่
บา้ นเกิดเพอ่ื ใชจ้ ่ายในครอบครัว ซ่ึงอยทู่ ่ีบา้ นนาชุม(เมืองเขมราฐ)
เทา่ น้นั คร้ันต่อมาไดน้ อนคา้ งคืนหลายวนั ข้ึน จากแรกๆ ไม่ก่ี
คืน เพิ่มระยะเวลาข้ึนเรื่อยๆ

จุดประสงคข์ องการมาอยทู่ ่ีแห่งน้ีในคร้ังหลงั ๆ ของพราน
ปามิใช่เพียงการลา่ สตั วไ์ ปแลกขา้ วของ แต่เป็นเพราะความชอบ
ความพอใจในการไดอ้ ยทู่ ี่แห่งน้ีดว้ ย ในท่ีสุดจึงไดก้ ลบั ไปนา
ครอบครัวมาอยดู่ ว้ ย โดยพรานปายงั ตอ้ งนาสตั วป์ ่ ากลบั ไปแลก
ขา้ วของท่บี า้ นเกิดเพอื่ นามาเล้ียงครอบครัว ต่อมาไดน้ าไปแลกท่ี
บา้ นพนาซ่ึงอยใู่ กลก้ วา่ เพราะพรานปาไม่ชานาญในการปลูกพืช
ทานา แต่ไม่นานนกั กส็ ามารถปลูกขา้ ว ปลูกพชื กินเองได้ โดย
ใชเ้ สียมขดุ ปลูกตามป่ า

๒๐
พรานปามีลูกชายช่วยสืบต่อในการก่อต้งั ชุมชน คือ
นำยไชยษำ แต่คนส่วนใหญ่นิยมเรียกกนั วา่ ไชยอำสำ
(ในเอกสารสิทธิขอถือครองทดี่ ินมรดกกใ็ ชช้ ่ือ ไชยอาสา)
ซ่ึงกาลต่อมาไดข้ อใชน้ ามสกลุ ปำณะสี

๒. นำยโส มีอาชีพทานา อพยพลกู หลานมาจาก
บา้ นชาดสีปาคุณ เมืองอานาจ ในคร้ังแรกนายโสมาเพียงลาพงั
เมื่อไดพ้ บกบั พรานปา ซ่ึงพกั อาศยั อยู่ ณ ท่แี ห่งน้ีก่อนแลว้
นายโสจึงขอพกั อยกู่ บั พรานปาในเบ้ืองแรกคิดเพียงพกั อาศยั
หนีร้อนมาพ่ึงเยน็ ชว่ั คราวไม่คิดท่ีจะอยตู่ ลอด พรานปารู้สึกถูก
อฐั ยาศรัยจึงชวนใหม้ าอยดู่ ว้ ยกนั กาลต่อมานายโสจึงกลบั ไปรับ
ครอบครัวญาติพีน่ อ้ งมาอยดู่ ว้ ย โดยยดึ อาชีพทานาเป็นอาชีพ
หลกั

นายโสมีลกู ชายสืบต่อในการก่อต้งั ชุมชนจานวนสี่คน
ไดแ้ ก่ นำยโพธ์ิ หรือหลายคนเรียก โพธสิ ำร นำยกำบบวั คำ
นำยบุดตำเท่ง และนำยอ่อนตำ ซ่ึงต่อมาขอใชน้ ามสกุล โสวนั นำ

๒๑

ประวตั ิควำมเป็ นมำของสถำนท่ใี นกำรก่อต้ังชุมชน

ชุมชนแห่งน้ีเร่ิมต้งั ข้ึนประมาณปี พ.ศ. ๒๓๘๔ ซ่ึงตรง
กบั สมยั รัชกาลท่ี ๓ แห่งราชวงศจ์ กั รี การก่อต้งั ชุมชนในสมยั
น้นั ยงั ไม่เป็นปึ กแผน่ มน่ั คงนกั สถานทที่ ใ่ี ชใ้ นการปลูกบา้ นยงั
ไม่เป็นที่เป็นทางแน่นอน เพราะเม่ือเกิดเหตุการณ์ ท่ไี ม่สามารถ
อธิบายได้ หรือเกิดโรคภยั ไขเ้ จบ็ เกิดโรคระบาด เกิดภยั
ธรรมชาติ มีคนเสียชีวิตมากผดิ ปกติ (๒ - ๓ คน) ก็จะยา้ ยไป
ที่ใหม่ ดว้ ยความเขา้ ใจตามความเช่ือว่า เพราะสถานทไี่ ม่
เหมาะสม ตามภาษาด้งั เดิมท่บี ุตรชายของผกู้ ่อต้งั เล่าไว้ คือ
“ หม่องหนัน่ มนั เขด็ มนั ขวง ”

ทุกพ้นื ท่ีท่เี คยใชเ้ ป็นสถานท่ีในการสร้างบา้ นเรือน วดั วา
อารามยงั มีหลกั ฐานปรากฏใหเ้ ห็นอยจู่ นถึงปัจจุบนั และจาก
คาบอกเล่า ประกอบกบั หลกั ฐาน เม่ือยา้ ยชุมชนไปอยทู่ ีแ่ ห่งใด
ส่ิงที่ไดส้ ร้างควบคู่ไวด้ ว้ ยไม่เคยขาดคือ สถานทท่ี ่ีใชป้ ระกอบ
พธิ ีกรรมทางศาสนา คือ วดั นนั่ เอง เพราะผกู้ ่อต้งั เป็ นผศู้ รัทธา
แรงกลา้ และปฏิบตั ิมนั่ คงจริงจงั ต่อพระพุทธศาสนา ปวงเทพ
เทวดา นาค ครุฑ เจา้ ท่ี เจา้ ทางผสี างต่างๆ ประเพณีเหล่าน้นั ส่วน
ใหญ่ยงั มีปฏิบตั ิสืบมาจนถึงลูกหลานรุ่นปัจจุบนั

๒๒
นายปา และนายโส ไดพ้ าลูกหลานต้งั รกรากบา้ นเรือน
หา้ แห่งดว้ ยกนั ไดแ้ ก่
๑. ดอนหูลงิ บา้ นแห่งน้ีใชช้ ื่อวา่ บ้ำนโนนหนองเต่ำ
ปัจจุบนั ชาวบา้ นเรียกหนองน้าในบริเวณน้นั ซ่ึงเป็นทีต่ ้งั ของสิม
(โบสถ)์ ในอดีตวา่ หนองหวั ลงิ ซ่ึงแผลงมาจากหูลิง (ปัจจุบนั คือ
บริเวณท่ีนาของนายมาก นางพกิ ลุ ) ทิศใตข้ องลาหว้ ยเสาะริ้ว ซ่ึง
อยทู่ ศิ ใตข้ องหมู่บา้ น ต้งั บา้ นอยทู่ ี่ดอนหูลิงไดไ้ ม่นาน มีเดก็ ตาย
สองคนติดต่อกนั ประกอบกบั เกิดน้าทว่ ม จึงยา้ ยไปท่ีแห่งใหม่
(หูลงิ เป็นชื่อไมก้ ่ึงยนื ตน้ ชนิดหน่ึง มีลาตน้ สูงประมาณสอง
เมตร ขนาดตน้ เท่าลาแขน ผลมลี กั ษณะแบนๆ คลา้ ยหูลิง
พ้ืนท่ปี ่ าแห่งน้นั มีตน้ หูลิงมากจึงเรียกวา่ ดอนหูลิง )
๒. ดอนคำหมำกแงว เรียกชื่อวา่ บ้ำนคำขเี้ หลก็ ปัจจุบนั

คือบริเวณเถียงนาชุม (เถียงนาอยตู่ ิดๆ กนั ) มีสิมอยทู่ ่ีวงั ท่ำพวย
ปัจจุบนั ชาวบา้ นยงั เรียกชื่อเดิมและยงั มีส่วนทเี่ ป็นป่ ารก (ดอน)
เหลืออยู่ ต้งั อยทู่ างทศิ ใตข้ องหมู่บา้ น มีถนนตดั ผา่ นไปบา้ น
หนองข่า บา้ นดอนคึมใหญ่ เมื่อเกิดอุบาทวข์ ้ึน (โรคระบาด)
ไดย้ า้ ยไปทโี่ คกก่อง

(หมำกแงว เป็นชื่อผลไมช้ นิดหน่ึงมีผลสีแดงเลก็ ออกเป็นพวง

คลา้ ยลาไย มีผวิ ขรุขระ มีท้งั ชนิดรสเปร้ียวและรสหวาน
เป็นไมย้ นื ตน้ ขนาดใหญ่)

๒๓
๓. โคกก่อง อดีตทแ่ี ห่งน้ีเป็นทที่ ากินของนายไชยอาสา
และนายบุ่ง ปัจจุบนั น้ีเป็นบริเวณทีน่ าของนางมุล ผาเหลา และ
นายสุพรรณ นายประเสริฐ โสวนั นา มถี นนตดั ผา่ นไปบา้ น

สมบูรณ์ อาเภอตระการพืชผล ณ ทแี่ ห่งนี้ นำยโสได้เสียชีวติ ลง
สาเหตุของการยา้ ยจากโคกก่องท้งั ๆ ทเี่ พง่ิ ยา้ ยมา เน่ืองจากเกิด
อุบตั ิเหตุข้ึนทาใหเ้ ดก็ ตาย ชาวบา้ นเชื่อว่าเจา้ ทีแ่ รง ภตู ิผปี ิ ศาจก็
รบกวน
( โคกก่อง หมายถึง เนินป่ าท่ีมีลกั ษณะโคง้ โนม้ เอยี งลงมาหาที่ลุ่ม
น้าสามารถขงั อยไู่ ด้ )

๔. เหล่ำฝ้ำย ใชช้ ื่อวา่ บ้ำนเหล่ำฝ้ำย ซ่ึงอยทู่ ิศเหนือ
ดอนคาหมากแงว ทิศใตข้ องหว้ ยเสาะริ้ว ปัจจุบนั มีถนนตดั ผา่ น
ไปบา้ นหนองข่า บา้ นดอนคึมใหญ่ บริเวณทน่ี าของนายโชค
นางยตุ มีทองแสน
(เหล่ำฝ้ำย หมายถึงป่ าทม่ี ีตน้ ฝ้ายอยเู่ ป็นจานวนมาก)

๕. ติดห้วยเสำะริ้ว ใชช้ ่ือวา่ บ้ำนเสำะริว้ ปัจจุบนั คือ
บริเวณทตี่ ้งั ของสนามกีฬาของหมู่บา้ น สวนหลวง อยบู่ ริเวณ
ทิศตะวนั ตกหว้ ยเสาะริ้วเลยมาถึงบริเวณบา้ นของนายแปลง
แรกเรียง นางบุญมี พาหา ดา้ นตะวนั ตกกินบริเวณถึงบา้ นของ
นายขนุ นางนาง อยดู่ า้ นทศิ ตะวนั ออกของวดั ปัจฉิมวนั ชุมชน
แห่งน้ีไดใ้ ชท้ ่ีนาของนายปา สร้างทพ่ี กั สงฆข์ ้ึนทางทิศ

๒๔
ตะวนั ออกเฉียงเหนือของหมู่บา้ น สร้างสิมทหี่ นองต้ืน
(แผลงเป็นหนองต้ึง) ใชบ้ ริเวณวดั ปัจฉิมวนั ในปัจจุบนั เป็นป่ าชา้
เคยมีซากของบา้ นและวดั ปรากฏใหเ้ ห็นอยู่ บริเวณท่เี คยเป็น
หมู่บา้ น ปัจจุบนั เรียกกนั ว่าบา้ นเก่า บริเวณทเี่ คยเป็นวดั เรียกวา่
วดั บา้ นเก่า บนตน้ โพใหญ่ ท่เี หลืออยยู่ งั มีซากพระแตก บาตรหกั
วางอยู่
(เสำะริว้ เป็นช่ือของลาหว้ ยท่อี ยตู่ ิดกบั หมู่บา้ นทางทิศตะวนั ออก
เน่ืองจากต้งั บา้ นเรือนอยตู่ ิดลาหว้ ย จึงตกลงกนั ใชช้ ื่อลาหว้ ยเป็น
ชื่อหมู่บา้ นดว้ ย)

๖. เหล่ำฝ้ำย เป็นการยา้ ยกลบั ไปทีต่ าแหน่งบา้ นเหล่าฝ้าย
ซ่ึงเป็นท่ีอยเู่ ดิมของชาวบา้ นในลาดบั ที่ ๔ แต่คร้ังน้ีนายปา และ
นายไชยอาสาไม่ไดย้ า้ ยไปดว้ ย

๗. บ้ำนเสำะริว้ พวกทีย่ า้ ยไปไดย้ า้ ยกลบั มาที่บ้ำนเสำะริว้
โดยขอต้งั บา้ นเรือนอยถู่ ดั ไปทางทิศตะวนั ตกของบา้ นนายปา
เลยไปถึงโนนหนองค่า และไม่ไดย้ า้ ยหรืออพยพไปทใ่ี ดอกี
จนถึงปัจจุบนั

(โนนหนองค่ำ หมายถึงเนินทีม่ ีหนองน้าและรอบๆ บริเวณน้นั มี
ตน้ ค่าเกิดอยเู่ ป็นจานวนมาก ตน้ ค่า เป็นไมล้ ม้ ลกุ มีลกั ษณะ
คลา้ ยตน้ หวาย ตน้ กก ใชส้ าหรับสานกระติบขา้ ว )

๒๕
หลงั จากน้นั ชาวบา้ นจึงไดส้ ร้างวดั ข้ึนใหม่คือวดั ปัจฉิมวนั
ในปัจจุบนั ซ่ึงเดิมเรียกวา่ วดั สว่าง สร้างวดั เสร็จไดส้ ่ีปี กวา่ นาย
ปาจึงไดเ้ สียชีวติ ลงเพราะความชรา (พ.ศ. ๒๔๖๐)

กำรเมืองกำรปกครอง

การปกครองหมู่บา้ นในระยะแรกน้นั ไม่มีรูปแบบท่ชี ดั เจน
อยกู่ นั แบบครอบครัว เคารพนบั ถือกนั ตามศกั ด์ิช้นั และ
ความสามารถ เม่ือมีชาวบา้ นมากข้ึนจึงไดม้ ีการต้งั เจา้ บา้ น
ปกครองดูแลกนั เองในหมู่บา้ น

ตามหนงั สือพนาดร ของเพ่มิ ศกั ด์ิ ภาแกว้ (๒๕๓๘ : ๕๘)
กล่าวถึงชื่อ บ้ำนเสำรีก วา่ เป็นบา้ นทขี่ ้ึนในปกครองของเมือง
พนานิคม ในปี พ.ศ. ๒๔๒๑ โดยอยใู่ นลาดบั บา้ นท่ี ๒ ซ่ึงตรง
กบั คาบอกเล่าของผเู้ ฒ่าในหมู่บา้ น (นายแพง ทองตาม
อายุ ๙๐ ปี ) ว่าเร่ืองลาดบั ทขี่ องหมู่บา้ นต่างๆ น้ีเคยเป็นหวั ขอ้
ถกเถียงในท่ีประชุมของอาเภอพนาในสมยั ท่ที ่านดารงตาแหน่ง
ผใู้ หญ่บา้ น แสดงว่าบา้ นเสาะริ้ว น่าจะมีความเป็นปึ กแผน่ มน่ั คง
แลว้ ก่อนการสารวจใหข้ ้ึนอยใู่ นการปกครองของเมืองพนานิคม
ซ่ึงพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงโปรดเกลา้ ฯ
พระราชทานสญั ญามาตราต้งั ใหต้ ามท่ีกล่าวไวน้ ้ี และในคร้ังน้ี

๒๖

เช่นกนั ชื่อบ้ำนเสำะริว้ ทสี่ ่งไปแลว้ ไดส้ ญั ญามาตราต้งั กลบั มา

เป็ นช่ือบ้ ำนเสำรีก

การสารวจเพ่อื จดั ต้งั และแบ่งเขตในการปกครองคร้ังน้ี
นอกจากสารวจต้งั หมู่บา้ นแลว้ ยงั มีการแต่งต้งั ใหต้ าแหน่งแก่ผนู้ า
หมู่บา้ นดว้ ย ซ่ึงในขณะน้นั บา้ นเสาะริ้วมีนายปาเป็นเจา้ บา้ นอยู่
ก่อนแลว้ ตามทน่ี ายไชยอาสาเล่าใหห้ ลานเหลนฟัง (นางเปล่ือง
แรกเรียง, นางมุล ผาเหลา) และจากหนงั สือท่ีระลึกงานฉลอง
พดั ยศเปรียญธรรม ๖ ประโยค พระมหาบุญทนั ฐานสสโร
( ๒๕๑๔ ) กล่าวว่าวดั และบา้ นเก่าน้นั ขณะน้นั มีเจา้ อาวาส คือ
หลวงป่ ไู ชยวงษา และพระชานนทเ์ ป็นรองเจา้ อาวาส ฝ่ายบา้ นมี
หลวงพ่ออาเภอปาเป็นผปู้ กครอง และในหนงั สือยงั มีกล่าวถึง
นายไชยอาสา วา่ เป็นตาแสง และมีกานนั คนแรกช่ือกานนั ชา

การที่มีการบอกช่ือผูน้ าหรือผบู้ ริหารหมู่บา้ นถึงสามคน
สามตาแหน่ง แสดงวา่ บา้ นเสารีกในสมยั น้นั เป็นหมู่บา้ นขนาด
ใหญ่พอสมควรเม่ือเทยี บกบั บา้ นอ่ืนๆ ในสมยั เดียวกนั เพราะ
การปกครองส่วนทอ้ งถ่ินในสมยั น้นั หากทอ้ งถิ่นใดเป็ นหมู่บา้ น
ขนาดเลก็ จะต้งั เพียงตาแหน่งเดียวหรือสองตาแหน่ง แต่ถา้
หมู่บา้ นใหญ่จะต้งั ไวป้ ระจาครบท้งั สามตาแหน่ง ซ่ึงไดแ้ ก่

- เจา้ ฝ่าย ๑ คน ตาแหน่งเจา้ ฝ่ายมีคนใชป้ ระจาตวั ๒ คน
- ตาแสง ๑ คน ตาแสงมีคนใชป้ ระจาตวั ๑ คน

๒๗
- กานนั ๑ คน กานนั จะไม่มีคนใชป้ ระจาตวั
นอกจากน้ียงั มีเจา้ หนา้ ทปี่ ระจาหมู่บา้ นอกี สองตาแหน่ง ไดแ้ ก่
- จ่า มีหนา้ ท่ชี ่วยเจา้ พนกั งานเฉพาะในหมู่บา้ นที่จ่าอยู่
- กวน มีหนา้ ที่ ควดและทาพิธีบวงสรวงมเหศกั ด์ิ -
หลกั เมืองตามประเพณีพิธีกรรมของบา้ นเมือง (เพ่ิมศกั ด์ิ ภาแกว้
๒๕๓๘ : ๖๐ )
ตามลกั ษณะการเมืองการปกครองในสมยั น้นั จึงสรุปไดว้ ่า
ผดู้ ารงตาแหน่งเจา้ ฝ่าย คือ นายปา แต่ไม่สามารถสืบหาไดว้ ่า
เพราะเหตุใดจึงเรียก “อาเภอ” ทาใหท้ กุ คนเรียกอาเภอปาจนถึง
ปัจจุบนั ( ผดู้ ารงตาแหน่งตาแสง คือ นายไชยษา ต่อมาใชช้ ื่อ
ไชยอาสา ลูกชายของนายปา และผดู้ ารงตาแหน่งกานนั คือนาย
ชา ตาแหน่งจ่าไม่ทราบแน่ชดั วา่ เป็นใคร ส่วนกวนคือนาย
อ่อนตา (ลูกคนที่ ๔ ของนายโส)
การปกครองลกั ษณะน้ีเป็นมาต้งั แต่ปี พ.ศ. ๒๔๒๑ ใน
รัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั (รัชกาลที่ ๕)
จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๒ ในปลายสมยั รัชกาลท่ี ๕ ถือเป็น
ระยะเวลา รวมท้งั สิ้น ๓๑ ปี จึงมีการประกาศยกเลกิ ตาแหน่ง
เจา้ ฝ่าย ตาแหน่งตาแสง และตาแหน่งจ่า คงไวแ้ ต่ตาแหน่งกานนั
และเพ่มิ ตาแหน่งผใู้ หญ่บา้ นเขา้ มาแทน
รายนามผปู้ กครองบา้ นเสารีกจากอดีตถึงปัจจุบนั มี ดงั น้ี

๒๘

๑. นายปา (ตน้ สกลุ ปาณะสี) ตาแหน่ง เจา้ บา้ น , เจา้ ฝ่าย

๒. นายไชยอาสา (ปาณะสี) ” ตาแสง

๓. นายชา (สุทาสี) ” กานนั

๔. ..............(สืบคน้ ไม่พบ) ” จ่าบา้ น

๕. นายเพชรอาสา คมั ภรี ะ ” ผใู้ หญ่บา้ น

๖. นายอ่อนตา โสวนั นา ” ผใู้ หญ่บา้ น

๗. นายสิทธิอกั ษร จนั ทพนั ธ์ ” ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๕

๘. นายไชยอาสา ปาณะสี ” ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๕

๙. นายผาย ลือนาม ” ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๒

๑๐. นายพว่ ย ลือนาม ” ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๕

๑๑. นายป้งุ ใจแกว้ ” ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๕

๑๒. นายเสน โสวนั นา ” ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๕

๑๓. นายแพง ทองตาม ” ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๒

๑๔. นายไพ โสวนั นา ” ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๕

๑๕. นายจนั ทร์ สุทาสี ” ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๕

๑๖. นายหลิน ผาเหลา ” ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๒

๑๗. นายคาภา เหลาผา ” ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๕

๑๘. นายแพง ทองตาม ” ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๒

๑๙. นายรส ทองตาม ” ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๒

๒๐. นายบญุ มา ใจแกว้ ” ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๕

๒๙ ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๒
๒๑. นายบญุ ชม มีทองแสน ” กานนั ต.พระเหลา
ผใู้ หญ่บา้ น หมู่ ๕
๒๒. นายแปลง แรกเรียง ”

กำรสร้ำงบ้ำนแปลงเมือง

จากคาบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ บรรพบรุ ุษกล่าวถึง
การสร้างวดั การสรา้ งบา้ นเสาะริ้ว ดงั น้ี

กำรสร้ำงวดั ไดใ้ ชท้ ่นี าของนายปา สร้างเป็นท่ีพกั สงฆ์

สาหรับประกอบพธิ ีกรรมข้ึนทางทิศตะวนั ออกของหมู่บา้ น โดย
ใชบ้ ริเวณวดั ปัจฉิมวนั ในปัจจุบนั เป็นป่ าชา้ สร้างสิม (โบสถ)์ ไว้
กลางหนองต้ืน (ปัจจุบนั แผลงมาเป็นหนองต้ึง) ทพี่ กั สงฆท์ ่ีสร้าง
น้ีเรียกกนั วา่ วดั หนองต้ืน มีหลวงพอ่ กาละถึกเป็นเจา้ อาวาส ถดั
มาเป็นหลวงป่ ไู ชยวงษา และหลวงพ่อชานนทจ์ าอยู่ (เป็นเจา้
อาวาส)

จากน้นั มา บา้ นเสาะริ้วกเ็ ร่ิมเป็นปึ กแผน่ ชาวบา้ นเห็นวา่
บริเวณวดั และป่ าชา้ คบั แคบเกินไป จึงไปจองท่ีซ่ึงเป็นป่ าชา้ ทาง
ทศิ ตะวนั ตกของหมู่บา้ นไวส้ ร้างวดั และป่ าชา้ เปลี่ยนไปอยทู่ ิศ
ตะวนั ตกเฉียงเหนือของวดั แทน ในปัจจุบนั คือบริเวณโรงเรียน
และดา้ นหลงั โรงเรียนชุมชนบา้ นเสารีก ในเบ้อื งแรกมีเพยี ง
หลวงพ่อจนั ทะวงเพยี งรูปเดียว เป็นผไู้ ปถากถางบกุ เบกิ ป่ า ต่อมา
ชาวบา้ นจึงช่วยกนั สร้างเป็นวดั ข้ึน

๓๐
ตามหนงั สือท่รี ะลึกงานฉลองพดั ยศเปรียญธรรม ๖
ประโยค พระมหาบญุ ทนั ฐานสสโร ( ๒๕๑๔ ) กล่าวว่า
สร้างวดั แห่งใหม่ข้ึนเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ (ตรงกบั สมยั รัชกาลที่ ๖)

โดยใชช้ ่ือว่า วัดสว่ำง หลวงพ่อจนั ทะวงเป็นเจา้ อาวาส พ.ศ.

๒๔๖๔ ขาดเจา้ อาวาส ชาวบา้ นจึงไปนิมนตพ์ ระอ่าจากบา้ น
ปลาคา้ วมาเป็นเจา้ อาวาส มีพระติดตามมาดว้ ย ๑ รูป สามเณร
๒ รูป ทา่ นอยปู่ กครองประมาณ ๑๐ ปี วดั ขาดเจา้ อาวาสอกี มี
รองเจา้ อาวาสรักษาวดั แทน พระครูตรีรัฐมุนี เจา้ คณะอาเภอส่ง
พระปลดั สิงห์ (พ.ศ. ๒๔๗๖ จากวดั พระเหลา) มาเป็นเจา้ อาวาส
พ.ศ. ๒๔๗๗ ท่านไดช้ กั ชวนชาวบา้ นสร้างโบสถจ์ นแลว้ เสร็จใน
ปี ๒๔๘๑ พ.ศ. ๒๔๘๒ ทา่ นลาสิกขา ต้งั พระผง ยโสธโร

(ปาณะสี) เป็นเจา้ อาวาส ทา่ นไดเ้ ปลี่ยนชื่อวดั เป็น วดั ปัจฉิม

วนั โดยใหค้ วามหมายไวว้ ่า วดั ป่ าทศิ ตะวนั ตก นอกจากน้นั ยงั

สร้างพระพทุ ธรูป สร้างระฆงั หอระฆงั ดว้ ย หลงั จากน้นั มีเจา้
อาวาสอกี หลายรูป ปัจจุบนั พระครูโสภิตวรญาณ เป็นเจา้ อาวาส

รำยนำมเจ้ำอำวำสผ้ปู กครองวดั
(เทา่ ที่รวบรวมได)้

- หลวงพ่อกาละถึก
- หลวงป่ ไู ชยวงษา
- หลวงพอ่ ชานนท์

๓๑
- หลวงพ่อจนั ทะวง
- พระอ่า พ.ศ. ๒๔๖๔ – ๒๔๗๔
- พระปลดั สิงห์ ๒๔๗๖ – ๒๔๘๒
- พระผง ยโสธโร (ปาณะสี) ๒๔๘๒ – ๒๔๘๘
- พระคาภา อธิปญฺโญ (เหลาผา) ๒๔๘๘ – ๒๕๐๑
- พระวร ญาณวโร (รัตนศรี) ๒๕๐๑
- พระบุญมา ภทฺทิโย (ใจแกว้ ) ๒๕๐๑ – ๒๕๐๔
ต่อมามีเจา้ อาวาสอีกหลายรูปแต่อยเู่ พยี งระยะส้ันๆ
- พระวชิ า ญาณธโร (นวลอนิ ทร์) ๒๕๑๗ –
ต่อมาท่านไปศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ ระหว่างน้นั มีเจา้ อาวาส
วดั อกี หลายทา่ น แต่อยเู่ พยี งระยะส้ันๆ จนกระทง่ั ท่านสาเร็จ
การศึกษาระดบั ปริญญาตรี ชาวบา้ นจึงนิมนต์ท่านกลบั มาเป็นเจา้
อาวาส ปัจจุบนั ท่านเป็นเจา้ คณะตาบลพระเหลา ไดร้ ับ
พระราชทานสมณศกั ด์ิเป็น พระครูโสภติ วรญาณ

๓๒

กำรสร้ำงสถำนศึกษำ บำ้ นเสำรีกมีสถำนศึกษำ ๓ แห่ง

คือ โรงเรียนชุมชนบำ้ นเสำรีก โรงเรียนปริยตั ิธรรมปัจฉิมวนั
วิทยำ และศูนยพ์ ฒั นำเดก็ เลก็ บำ้ นเสำรีก

๑. ประวตั กิ ารสร้างโรงเรียนประถมศึกษาในชุมชน
บำ้ นเสำรีกมีกำรจดั กำรเรียนภำษำไทยคร้ังแรก พ.ศ.

๒๔๕๗ โดยมีนำยเคน โสวนั นำ เป็นครูสอนโดยใชบ้ ำ้ นของครู
เป็นสถำนท่ีสอน (นำยเคน โสวนั นำ เรียนจบมำจำกวดั พระเหลำ
เทพนิมิต) ปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ไดป้ ิ ดกำรสอนลง วนั ท่ี ๑ เมษายน
พ.ศ. ๒๔๖๘ มีกำรจดั ต้งั โรงเรียนตำมพระรำชบญั ญตั ิ
ประถมศึกษำข้ึน โดยเป็นโรงเรียนสำขำของตำบลพนำ
จดั กำรสอนทว่ี ดั บำ้ นเสำรีก นำยสิบตรีกม สิงนำค เป็นครูคนแรก
ที่ถูกส่งมำสอน (โรงเรียนประจำตำบลพนำคือ โรงเรียน
อุดมวทิ ยำกร ซ่ึงเปิ ดสอนอยทู่ ว่ี ดั พระเหลำเทพนิมิต มีนำยคำ
พรหมกสิกรเป็ นครู ใหญ่)

วนั ท่ี ๑ พฤศจิกำยน พ.ศ. ๒๔๗๘ โรงเรียนไดย้ กฐำนะ
เป็นอิสระ ไดช้ ื่อว่ำ “โรงเรียนประชาบาลตาบลพนา ๓ (วดั บ้าน
เสารีก)” มีนำยเคล่ือน สหนำม เป็นครูใหญ่ จดั กำรเรียน
กำรสอนจำกช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี ๑ ถึงช้นั ประถมศึกษำปี ท่ี ๖
ปี พ.ศ.๒๔๙๕ เปล่ียนชื่อเป็น โรงเรียนวดั บ้านเสารีก ในปี
พ.ศ. ๒๔๙๗ นำยบญั ชำ มหำนิล เป็นครูใหญ่ มีกำรประชุม

๓๓
เตรียมกำรสร้ำงโรงเรียนแยกออกจำกวดั โดยจะใชพ้ ้นื ทปี่ ่ ำชำ้ ทิศ
ตะวนั ตกเฉียงเหนือวดั เป็นที่สร้ำง ตำมมติทป่ี ระชุม พระคำภำ
อธิปญฺโญ (เหลำผำ) เจำ้ อำวำสวดั จะยกกุฏใิ ห้ ๒ หลงั ชำวบำ้ น
จะหำไมใ้ หต้ ำมทต่ี อ้ งกำร ทำงก่ิงอำเภอรับหนำ้ ที่ขอเงินทุน
สนบั สนุนจำกทำงรำชกำร ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ เริ่มถำกถำงป่ ำชำ้ เพ่อื
เตรี ยมสร้ำงเป็ นโรงเรี ยน

วนั ที่ ๓ มกรำคม พ.ศ.๒๕๐๐ ทำพธิ ีวำงศิลำฤกษส์ ร้ำง
อำคำรขนำด ๙ × ๒๗ เมตร โดยไดร้ ับงบประมำณจำกทำง
รำชกำร ๒๑,๐๐๐ บำท เงินบริจำค ๑๒,๐๐๐ บำท ชำวบำ้ น
รับผดิ ชอบหำตน้ เสำ จำนวน ๔๐ ตน้ ใชเ้ วลำในกำรสร้ำง ๒ ปี
๔ เดือน รวมมูลค่ำกำรก่อสรำ้ งท้งั สิ้น ๔๕,๖๐๐ บำท เริ่มทำ
กำรสอนท่โี รงเรียนแห่งใหม่ในวนั ท่ี ๒๑ เมษำยน ๒๕๐๒ และ
ต้งั ช่ือโรงเรียนวำ่ โรงเรียนบ้านเสารีก(คุรุประชาสรรค์) มีนำย
ประยรู นวลอินทร์ เป็ นครูใหญ่ จนกระทง่ั วนั ที่ ๑๙ ตุลำคม พ.ศ.
๒๕๑๙ เปลี่ยนช่ือเป็น โรงเรียนชุมชนบ้านเสารีก

๓๔

๒. โรงเรียนพระปริยตั ิธรรมปัจฉิมวันวทิ ยา
โรงเรียนพระปริยตั ิธรรมมีกำรจดั ต้งั คร้ังแรก พ.ศ.

๒๔๘๕ โดยพระคำภำ อธิปญฺโญ (เหลำผำ) ไม่นำนกย็ กเลิกไป
จนกระทงั่ พ.ศ. ๒๕๓๖ เจำ้ อธิกำรวชิ ำ ญำณธโร (นวลอนิ ทร์)
(ต่อมำทำ่ นไดร้ ับพระรำชทำนตรำต้งั สัญญำบตั รพตั รยศเป็น
พระครูโสภติ วรญำณ ) เจำ้ อำวำสไดข้ อจดั ต้งั โรงเรียนพระปริยตั ิ
ธรรมข้ึนและพฒั นำเร่ือยมำ ใชช้ ่ือวำ่ โรงเรียนพระปริยตั ิธรรม
ปัจฉิมวนั วทิ ยา จดั กำรศึกษำใหก้ บั พระเณร ต้งั แต่ระดบั ช้นั
มธั ยมศึกษำปี ท่ี ๑ ถึงมธั ยมศึกษำปี ท่ี ๖

๓. ประวตั ิการสร้างศูนย์พฒั นาเดก็ เลก็ บ้านเสารีก
วนั ท่ี ๑ ตุลำคม ๒๕๒๒ พฒั นำชุมชนอำเภอพนำขอใช้

สถำนที่โรงเรียนชุมชนบำ้ นเสำรีกสรำ้ งศูนยพ์ ฒั นำเดก็ เลก็ เพ่อื
ดูแลและเตรียมควำมพร้อมใหก้ บั เดก็ อำยตุ ้งั แต่ ๓ – ๕ ปี
ปัจจุบนั ศูนยพ์ ฒั นำเดก็ เลก็ อยใู่ นควำมดูแลของเทศบำลตำบลพระ
เหลำ รับเดก็ อำยุ ๒ – ๕ ปี

๓๕

พฒั นำกำรของชุมชน หลงั จากการสรา้ งวดั สว่างและ

นิมนตพ์ ระอ่ามาจากบา้ นปลาคา้ วแลว้ คนจากบา้ นปลาคา้ วเห็นวา่
ทีบ่ า้ นเสารีก อุดมสมบูรณ์ดีจึงไดอ้ พยพมาอยดู่ ว้ ย บคุ คลทน่ี า
ลูกหลานมาจากบา้ นปลาคา้ ว เช่น นายเหลก็ นายเป มีทองแสน
นายแทน่ (พ่อของนางเลียง) นายเคอะ ปื อทอง, นายมา มุทาพร,
(ซ่ึงท้งั หมดเป็นเครือญาติเดียวกนั ) โดยแยกไปอยทู่ างทิศ
ตะวนั ตกเฉียงเหนือของหมู่บา้ น มีป่ าบริเวณหนองขมุ เหลก็ ก้นั
ไว้ (ปัจจุบนั คือบริเวณตลาดและศาลาประชาคมของหมู่ ๒) ใช้
ชื่อว่า บ้ำนปลำค้ำวน้อย (ชาวบา้ นเสารีกไม่ยอมใหอ้ ยดู่ ว้ ย
เนื่องจากชาวบา้ นปลาคา้ วใชค้ าพดู ไม่ค่อยสุภาพ) ในช่วงเวลาน้นั
ทางหลวง (ราชการ) เร่ิมบงั คบั ใหข้ อใชน้ ามสกุล (สืบแสง
พรหมบุญ และคณะ (๒๕๓๑ : ๗๒) กล่าวว่า ในสมยั
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ไดม้ ีการประกาศใช้
พระราชบญั ญตั ินามสกลุ เป็นคร้ังแรกเม่ือ พ.ศ. ๒๔๖๕ )
ต่อมานายเคน คอแกว้ นายบุญ ใจแกว้ และลูกหลานไดอ้ พยพ
จากบา้ นเสารีกไปอยดู่ อนบา้ นปลาคา้ วนอ้ ย ซ่ึงอยทู่ ิศตะวนั ตก
เฉียงเหนือของหมู่บา้ น โดยเรียกที่แห่งน้นั ว่า บ้ำนนอก
เน่ืองจากต้งั อยภู่ ายนอกของบา้ นเสารีก กาลต่อมามีการสารวจอีก
คร้ังหมู่บา้ นท้งั สามจึงไดร้ วมเป็นหมู่บา้ นเดียวกนั

๓๖
นอกจากบคุ คลจากบา้ นปลาคา้ วแลว้ ยงั มีกลุ่มบคุ คลจาก
หมู่บา้ นอืน่ ๆ อพยพเขา้ มาอยดู่ ว้ ยอีกมากมาย โดยเฉพาะในช่วง
แรกๆ ก่อนท่ีจะมีคนของทางราชการมาสารวจ มีคนจากบา้ น
พนา และบา้ นดอนงวั อาเภอตระการพืชผล มาอยรู่ วมกนั กบั คน
ในบา้ นเสารีก มีความสัมพนั ธ์เกี่ยวดองกนั แน่นแฟ้น
นอกจากน้นั ยงั มีคนจากบา้ นต่างๆ มาเป็นเขยเป็นสะใภร้ ่วมอยู่
ดว้ ยอกี โดยมาจากหลายบา้ นหลายเมือง และหลงั จากหมู่บา้ น
เป็นปึ กแผน่ กย็ งั มีคนจากท้งั บา้ นพนาและทอ่ี ่ืนๆ เขา้ มาสร้าง
หลกั ปักถ่ินฐาน พฒั นาหมู่บา้ นใหก้ า้ วหนา้ ยง่ิ ข้ึนไม่เคยขาด
นอกจากน้นั ยงั มีการยา้ ยทย่ี า้ ยถิ่นเพ่ือต้งั หลกั ปักฐานกนั อกี หลาย
แห่งหลายทท่ี ้งั ต่างจงั หวดั ต่างหมู่บา้ นและต่างประเทศคือลาว
(หลวงพอ่ จนั ทะวงยา้ ยไปอยลู่ าว) เช่น ยา้ ยไปอยอู่ าเภอเซกา
หนองคาย อาเภอสีชมพู ขอนแก่น อ.วานรนิวาส สกลนคร
อ.นิคมคาสร้อย มุกดาหาร อ.เดชอดุ ม อุบลราชธานี บา้ น
พทุ ธรักษา บา้ นนางาม บา้ นโคกจกั จนั่ อ.ชานุมาน อานาจเจริญ
เป็นตน้ ที่ยา้ ยไปอยใู่ กลๆ้ หมู่บา้ น เช่น ที่เนินทิศเหนือของ

หมู่บา้ น เรียกวา่ บ้ำนน้อยหินแห่ กลุ่มทีย่ า้ ยไปอยเู่ นินป่ าทศิ
ตะวนั ออกเฉียงเหนือของหมู่บา้ น ขา้ งฝายน้า (สรา้ งฝายปี
๒๕๐๒ ขณะน้นั พระบญุ มา (ใจแกว้ ) เป็นเจา้ อาวาส

๓๗
ไดร้ ่วมมือกบั ผใู้ หญ่บา้ นคือ นายเสน โสวนั นา และนายแพง
ทองตาม รวบรวมชาวบา้ นช่วยกนั ขดุ ดินสร้างฝายกนั น้า) เรียกท่ี
อยแู่ ห่งใหม่วา่ บ้ำนน้อยฝำย และปัจจุบนั ไดข้ ้ึนทะเบยี นเป็ น

บ้ำนสว่ำงนำฝำย

๓๘

ควำมเป็ นมำของช่ือลำห้วย และชื่อบ้ำนเสำะริ้ว

ตำนำนชื่อลำห้วย
ตานานช่ือลาหว้ ยเสำะริว้ และหว้ ยพระเหลำไม่ปรากฏ

ตน้ ตอของการเล่าสืบต่อกนั มา แต่เคยมีปรากฏเป็นหลกั ฐาน
ลายลกั ษณ์อกั ษรในใบลานอยทู่ ว่ี ดั ปัจฉิมวนั ช่วงเวลาท่ีนาย
บุญมา ใจแกว้ บวชเป็นพระและเป็ นเจา้ อาวาสอยทู่ ่วี ดั ท่านเคย
ไดอ้ า่ นใบลานผกู น้นั แต่หลงั จากลาสิกขาและกลบั ไปคน้ หาในปี
พ.ศ. ๒๕๑๔ ไม่พบใบลานผกู ดงั กล่าวอีกเลย ตานานเล่าขานสืบ
ต่อกนั มาว่า

ในอดีตกาลนานมาแลว้ สมยั น้นั ไสยศาสตร์เวทมนต์
คุณไสย ยงั เฟื่ องฟู มีพระภิกษรุ ูปหน่ึงนามว่า พระโคตร เป็นผู้
มีวิชาอาคมทางไสยศาสตร์หลายดา้ น เดินทางมาจากหวั เมือง
ทางเหนือไปศึกษาวิชาอาคมที่เมืองขอมหรือเขมรในปัจจุบนั
โดยมีสามเณรติดตามมาดว้ ยรูปหน่ึง คือ สำมเณรโพธ์ิ
ในระหวา่ งทางที่จะเดินกลบั บา้ นเมืองตนน้นั ไดย้ นิ กิตติศพั ท์
เสียงเล่าลือถึงความเก่งกาจในวชิ าอาคมของ นำงคำโผ่ บา้ นขุหลุ
(ตระการพชื ผล) ซ่ึงมีวชิ าหน่ึงท่ตี รงกบั ท่พี ระเณรคู่น้ีไดเ้ รียนมา
เช่นกนั คือ การผลกั พลงั ลมปราณออกทางทวาร พลงั ลมที่ถูก
ผลกั ออกมาน้ีมีพลงั ความรุนแรงเทียบเทา่ ลมพายุ ซ่ึงแลว้ แต่
ความแก่กลา้ ในวิชาอาคมของแต่ละบุคคล

๓๙
ดว้ ยความร้อนวชิ าอยากประลองอาคม พระโคตรและ
เณรโพธ์ิจึงสอบถามถึงบา้ นนางคาโผ่ และเดินทางแวะไปหานาง
ทบ่ี า้ นเพอ่ื ประลองเวทยด์ งั กล่าว เมื่อไปถึงพบเพยี งลูกสาวของ
นาง ก็รีบสอบถามหานาง จึงทราบว่านางคาโผไ่ ม่อยบู่ า้ น พระ
และเณรไม่อยากรอ จึงช่วยกนั สาแดงพลงั ยทุ ธใ์ ชว้ ชิ าผลกั ลมใส่
บา้ นของนางคาโผท่ นั ที ลูกสาวของนางคาโผเ่ ห็นดงั น้นั กร็ ีบวิง่
ไปอกี ดา้ นใชอ้ าคมเดียวกนั รับไว้ ทาใหบ้ า้ นของนางเป็นเพียงแค่
เอยี งกระเท่เร่ไปเท่าน้นั ไม่ถึงกบั ลม้ หรือแตกกระจุยไป หลงั จาก
สาแดงอิทธิฤทธ์ิเสร็จ พระเณรก็เดินจากไปทนั ที
นางคาโผก่ ลบั มาเห็นสภาพเรือนตน จึงสอบถามเอาความ
กบั ลูกสาว นางรู้สึกโกรธแคน้ พระเณรเป็นอยา่ งยง่ิ จึงรีบออก
ตามหาพระและเณรทนั ที นางตามพบท่ีตน้ พุทราซ่ึงข้ึนอยบู่ น
จอมปลวก (โพนหมากทนั ) นางคาโผไ่ ม่พดู พร่าทาเพลงใดๆ
ท้งั สิ้น ดาเนินการร่ายเวทส่งลมใส่พระเณร ดว้ ยความต้งั ใจที่จะ
ใหศ้ ตั รูคู่แคน้ ปลิวข้ึนจากพ้ืนลอยละลิ่วไปตามแรงลม ฝ่ ายพระ
เณรไม่ไดเ้ ตรียมรับมือ เม่ือเห็นพลงั พายลุ อยมาจึงทาไดเ้ พียงเอา
ร่มกนั แดดรับพลงั บงั ตวั เองไว้ เป็ นผลทาใหร้ ่มของพระโคตร
และเณรโพธ์ิฉีกขาดหกั กระจุยปลิวไป นางคาโผเ่ มื่อไดป้ ล่อย
แรงลมพลงั แคน้ เป็นท่ีสมใจแลว้ กก็ ลบั ไป

๔๐
พระโคตรและเณรโพธ์ิเดินทางต่อมาเรื่อยๆ โดยถือเอา

ทิศพายพั (ตะวนั ตกเฉียงเหนือ) เป็นที่ต้งั จนมาพบลาธาร
แห่งหน่ึงมีกอไผเ่ กิดอยู่ชุกชุม จึงไดพ้ ากนั ตดั เอาลาไผ่ ณ ที่
ลาธารสายน้นั เสาะเตรียมไวใ้ ชท้ าริ้วร่ม จากน้นั ไดห้ อบเอาไม้
เดินทางต่อไปหยดุ เหลาทลี่ าหว้ ยทพี่ บต่อมา ดว้ ยเหตุการณ์ที่
เกิดข้ึนน้ี ชาวบา้ นจึงไดเ้ รียกหว้ ยหรือลาธารทพี่ ระเสาะริ้วร่มวา่
ห้วยเสำะริ้ว และเรียกหว้ ยท่ีพระเหลาริ้วร่มวา่ ห้วยพระเหลำ
เมื่อมาต้งั บา้ นอยูบ่ ริเวณคุง้ หว้ ยเสาะริ้ว จึงตกลงกนั เอาช่ือหว้ ยมา
เป็นชื่อบา้ น

หว้ ยเสาะริ้วอดุ มไปดว้ ยกอไผข่ ้ึนแออดั ตลอดลาหว้ ยมา
ต้งั แต่สมยั โบราณ จนกระทง่ั ไดม้ ีการไถปรับทาชลประทาน
กลายเป็นฝายน้า กอไผจ่ ึงถูกทาลายไม่มีเหลือใหเ้ ห็นอีกในลา
หว้ ยเสาะริ้ว แตก่ ย็ งั พอหาไดต้ ามแขนงของลาหว้ ยท่ไี หลมา
บรรจบกบั หว้ ยเสาะริ้ว

ห้วยพระเหลำ เดิมถือเรียกกนั เฉพาะลาหว้ ยทอ่ี ยทู่ างทศิ

ตะวนั ตกเฉียงเหนือของบา้ นเสารีกลงมาถึงเพยี งใตห้ มู่บา้ นจดกบั
หว้ ยเสาะริ้ว ไม่ไดเ้ รียกรวมไปถึงพนา แตด่ ว้ ยเหตุอนั ใดไม่
ปรากฏทาใหใ้ ชช้ ่ือเรียกเป็นช่ือเดียวกนั

๔๑

มูลเหตุแห่งกำรเปลยี่ นไปของช่ือบ้ำน
การเปลี่ยนไปของช่ือหมู่บา้ นเกิดข้ึนเม่ือมีการส่งช่ือเขา้ กบั

ทางการหรือหลวง (ราชการ) หลงั จากส่งช่ือหมู่บา้ นไปกลบั ได้

ตราต้งั ชื่อมาเป็น บา้ นเสารกี แทนที่จะเป็น บ้านเสาะ
รวิ ตามช่ือเดิมท่ีไดต้ ้งั ช่ือไว้ ซ่ึงมีความหมายวา่ การเซาะ(ภาษา

ด้งั เดิมคือ เสาะ) หรือจกั ไมไ้ ผใ่ หเ้ ป็นลาหรือริ้วเลก็ ๆ ก่อนทจ่ี ะ
เหลาทาเป็นริว้ ของร่มกนั แดดกนั ฝน (ภาษาด้งั เดิมเรียกร่มวา่
จอ้ ง หรือคนั ยู (เสียงนาสิก) )

การสันนิษฐานและวิเคราะห์การแผลงไปของช่ือหมู่บา้ น
จากบา้ น เสำะริว้ เป็น เสำรีก ตามขอ้ มูลทมี่ ีเชื่อว่าน่าจะเกิดจาก
การสื่อสารไม่ตรงกนั ของผเู้ ขียนส่งไปและผรู้ ับหนงั สือของ
ทางการ เน่ืองจากใชก้ นั คนละภาษา คนเสาะริ้วไม่มีใครรู้
ภาษาไทย ภาษาพดู ใชภ้ าษาลาว ภาษาเขียนใชแ้ บบตวั หนงั สือ
อกั ษรธรรมอีสาน ซ่ึงคลา้ ยกบั ภาษาลาว ทาใหค้ นอา่ นหรือ
เจา้ หนา้ ทซ่ี ่ึงอา่ นเขียนดว้ ยภาษาไทยอา่ นตวั หนงั สือท่เี ขียนส่งไป
ไม่ตรงตามคาเดิม และส่วนหน่ึงเกิดจากขอ้ จากดั ของหนงั สือ
อกั ษรธรรม ท่ไี ม่มีรูปใหส้ ามารถผนั ไดค้ รบทุกเสียงของคาหรือ
พยางค์ ตอ้ งอา่ นเขียนอยา่ งท่ีเรียกกนั วา่ “หนงั สือหนงั หา”

๔๒
หมายถึง ใหห้ าเอาเองว่าควรเขียนอยา่ งไร ออกเสียงอยา่ งไรจึงจะ
ตรงตามความหมายไดใ้ จความ

ในสมยั น้นั ยงั ไม่มีการเรียนการสอนภาษาไทย ( พ.ศ.
๒๔๒๑ ) มีใชก้ นั เฉพาะอกั ษรธรรม ซ่ึงมีรากภาษามาจากภาษา
เดียวกนั กบั ภาษาไทย จึงมีหลายพยญั ชนะท่เี ขียนใกลเ้ คียงกนั
พอเดากนั ออก เมื่อเจา้ หนา้ ทไ่ี ดอ้ ่านจึงเดาชื่อบา้ น เสำะริว้ แปลก

เปล่ียนไป เป็น บา้ น เสำรีก การเปลี่ยนคร้ังน้ีสามารถแยก
วเิ คราะห์ได้ ดงั ต่อไปน้ี

๑. มองขา้ มหรือไม่เห็น สระอะ ของคาวา่ เสำะ

เน่ืองจากอกั ษรธรรมเขียน ะ เป็น :
๒. วรรณยุกต์ ในอกั ษรธรรมไม่มีรูปใหใ้ ช้ แต่มีเสียง

วรรณยกุ ตค์ รบท้งั ๕ เสียง ตามที่ใชใ้ นภาษาไทย
ผอู้ า่ นอกั ษรธรรมตอ้ งผนั หาเสียงเอาเอง ใหไ้ ด้
ความหมายสอดคลอ้ งกบั คาในประโยคหรือคาทีห่ อ้ ม
ลอ้ ม ดงั น้นั คาว่า ริว้ จึงไม่ไดเ้ ขียนวรรณยกุ ตโ์ ท
๓. เขียนสระ อิ หวดั ไปทาใหม้ ีหางเมื่อเทยี บเป็นภาษาไทย

จะกลายเป็นสระ อี เพราะในอกั ษรธรรมสระอิมี
ลกั ษณะเป็นวงกลมซ่ึงแตกต่างจากสระอที ี่เสน้
ไม่ต่อกนั

๔๓
๔. ตวั สะกดตวั ว ในคาวา่ ริ้ว เขียนแบบอกั ษรธรรม

จะเขียนเป็นวงกลมโคง้ ลง ไม่มีหวั จึงน่าจะเดาเอาวา่
เป็นพยญั ชนะตวั ก
แผนผงั แสดงตำแหน่งพนื้ ทใี่ นกำรก่อต้งั บ้ำนเสำรีก

เกยี่ วโยงถงึ ปัจจบุ นั

เหนือ บา้ นนอก

ป่ าชา้ บา้ นป่ าคา้ วนอ้ ย หว้ ยเสาะริ้ว
โรงเรียน
หนองขุมเหลก็ โคกก่อง
ลาน้าหว้ ย วดั ปัจจุบนั บา้ นเสาะวริ้ดวั เก่า+
พระเหลา
บา้ นเก่า
หว้ ยเสาะริ้ว

ดอนหูลิง เหล่าฝ้าย

ดอนคา
หมากแงว

๔๔

สายสกลุ ลกู หลานนายปาและนายโส
สายสกลุ ลูกหลานนายปา

นายปา มลี กู ๕ คน ได้แก่

๑. นำงบำง ๒. นำงจนั ทำ ๓. นำยไชยสำ ๔. นำงกอง ๕. นำงเมำะ
๑. นางบาง (บำงคนวำ่ นำงบำงเป็นลูกของพส่ี ำวภรรยำนำยปำ แต่นำยปำ
ช่วยเล้ียงดูอบรมดงั่ ลูก) นำงบำงมีลกู ๒ คน คอื นำงอบ และนำงคณู

๑.๑ นางอบ + นำยบำ บปุ ผำวลั ย์ (นำยไชยอำสำเรียกพเ่ี ขย) มีลูก ๖
คน คอื นำยออ่ น นำยพร นำงมอญ นำงนอ้ ย นำยภูมี และนำยพรมมำ

๑.๑.๑ นายอ่อน บุปผำวลั ย์ แต่งงำน ๒ คร้งั มีลูก ๘ คน
ภรรยำคนแรก นำงรจ มีลูก ๑ คน คือ นำงคิด
ภรรยำคนที่ ๒ นำงดำ มีลูก ๗ คน คือ นำงอมั พร นำงเพญ็ ศรี นำงสุพดิ ำ

นำงสมสิน นำงณฐั รินทร์ นำงจลุ ลำ น.ส.บรรลุนี
- นำงอมั พร (พมิ พห์ ำญ) มีลูก ๔ คน คอื นำงสุนิษำ นำงสมควร
นำงนวลจนั ทร์ นำงรุ้งลำวลั ย์
- นำงเพญ็ ศรี (จงมีชยั ) มีลูก ๓ คน คือ นำยธีระพงษ์ นำงอนงศิรินทร์
น.ส. จินตนำ
- นำงสุภิดำ (พมิ ทำ) มีลูก ๓ คน คอื นำยเบญจพล น.ส.พมิ ลพร
นำงสิณีวรรณ
- นำงสมสิน (นอ้ ยศรี) มีลกู ๓ คน คือ นำยสญั ญำ นำงพรสุรีย์ ...
- นำงณฐั รินทร์ มีลูก ๑ คน คอื นำยชยั วตั ร เรืองธรรม
- นำงจุนลำ มีลกู ๓ คน คอื นำยวทิ ยำ เตโช นำยเรียวตะ เซคยิ ะ และ
ด.ช. เคน็ โตะ เซคิยะ

๔๕

- น.ส.บรรลุนี

๑.๑.๒ นายพร บปุ ผำวลั ย์ ไม่มลี ูก

๑.๑.๓ นางมอญ + นำยเส็ง กมณีย์ มีลูก ๔ คน คอื

- นำงยงั +นำยหมูน - นำงหลวย + นำยผำย แสวงวงศ์

- นำงสิง + นำยพร กมณีย์ - นำยบนิ (ลูกบญุ ธรรม)

๑.๑.๔ นางน้อย + นำยเหมือย สำรำญสุข มีลูก ๖ คน คอื

- นำงสุก + นำยจำ เฟื่องนอ้ ย - นำงจวง + นำยเคน ปี กำ

- นำงจนั ทร์ + นำยทองคำ คอแกว้ - นำยพนั + นำย…

- นำยจ่อย + นำงยอด - นำงแหวน+นำย... แบล็กบีซ

๑.๑.๕ นายภูมี บุปผำวลั ย์ มีลูก ๒ คน คือ

- นำยเสนีย์ บุปผำวลั ย์ - นำงพดั ศรี บุปผำวลั ย์

๑.๑.๖ นายพรมมา + นำงทองดี บุปผำวลั ย์ มีลูก ๑๑ คน คือ

- นำงเสน่หำ มีประเทศ - นำงหวำนตำ สงั ขเ์ จริญ

- นำยประคอง บุปผำวลั ย์ - นำยสมหวงั บปุ ผำวลั ย์

- นำยนรุจ (พนิ ิจ) บปุ ผำวลั ย์ - นำงจิรัชยำ บตุ รบรุ ี

- นำยชินวตั ร (พนมพร) - นำงอจั จติ ำ (รวนี นั ท)์ ทองธรรมชำติ

- นำยชชั ชำญ (สนั ติสุข) - นำงอรปรียำ (สุพตั รำ) บปุ ผำวลั ย์

๑.๒ นางคูณ + นำยกม แกว้ กณั หำ มีลูก ๖ คน คือ นำงสมบุญ

นำงบญุ โฮม นำงท่งิ นำยโจม นำงโส นำงลำ

๑.๒.๑ นางสมบุญ + นำยพนั ดวงมณี มีลูก ๔ คน คือ

- นำงพวง (สมคะเน) - นำงแดง (คำนน)

- นำงแพง (สมหวงั ) - นำยแสง ดวงมณี

๑.๒.๒ นายบุญโฮม มีลูก ๑ คน คอื นำยมำ

๔๖

๑.๒.๓ นางท่ิง + นำยโบก มุทำพร มีลูก ๓ คน คอื

- นำงพำ - นำงจติ - นำยเสริฐ

๑.๒.๔ นายโจม มีลูก .... คน คอื

- นำงนวย - นำยชำ - นำงสำย - นำงน่ิมนวล

๑.๒.๕ นางโส + นำยคำบ คอแกว้ มีลูก ๖ คน คอื

- นำงหลำบ - นำงแข - นำยบวั ลำ

- นำงแป๋ น - นำงบุญมำ(โคตรอ่อน) - นำงกอ้ น

๑.๒.๖ นางลา มีลูก ๖ คน คอื

- นำงส้นั - นำงติ๋ม - นำยป้อม

- นำย... - นำงนำง - นำงต่ำย

๒. นางจันทา มีลูก ๒ คน คอื นำงบงั และนำงวงั

๒.๑ นางบงั ( ลือนำม) มีลูก ๓ คน คือ

๒.๑.๑ นางจูม + นำย ไหม ใจแกว้ มีลูก ๓ คน คอื

- นำงกงใจ (อำทติ ต้งั ) - นำยไสว - นำยสวำท

๒.๑.๒ นายสมร (ลอื นำม) มีลูก 7 คน คือ นำยตำว นำงสำยสอน

นำงศสิธร นำยสุก นำงสี นำยบญุ มี นำยทองดี นำงคณั ที

๒.๑.๓ นางดอน +นำยคำภำ เหลำผำ) มีลูก ... คน คือ ...

นำยมำนิต นำยจ่อย

๒.๒ นางวงั มีลูกบญุ ธรรม ๑ คน คอื นำงโฮม

๔๗

๓. นายไชยสา ปาณะสี แต่งงำน ๒ คร้ัง มีลูก ๓ คน

ภรรยำคนแรก นำงลุน มีลูก ๒ คนคือ นำยเคนและนำงเบน

ภรรยำคนท่ีสอง นำงมำ มีลูก ๑ คน คือ นำงวนั นำ

๓.๑ นายเคน ปานะสี มีลูก ๕ คน ไดแ้ ก่ นำยสุบรรณ นำยบุญทนั

นำยสด นำงอด นำยใบ

๓.๑.๑ นายสุบรรณ แตง่ งำน ๒ คร้งั มีลูก ๗ คน

ภรรยำคนแรกนำงผำ มีลูก ๒ คน คอื

- นำงเมธินี + นำยสมศกั ด์ิ กำหลง

- นำงหนูเวยี ง + นำยบวั รินทร์ ภกั ดี

ภรรยำคนทีส่ อง นำงภทั รศรี มีลูก ๕ คน คอื

- นำยคำพนั ธ์ มีลูก ๓ คน คอื นำงเพชรลำวลั ย์ นำงพลอย ด.ช.นที

- นำยสำระวรรณ์ + นำงมณี มีลูก ๓ คน คอื นำงสิรินภำ

นำยเพชรอินทรี ด.ช.ภมู ินทร์

- นำงลำดวน + นำยจนั ทร์ กุมภิโร มีลูก ๓ คน คอื นำงมนทิรำ

น.ส.เสำวลกั ษณ์ น.ส.เกษมณี

- นำยเฉลิมพร มีลูก ๑ คน คอื ด.ญ.กุลธิดำ

- นำงพรรณธิภำ + นำยสุมิตร อยสู่ ุข มีลูก ๒ คน คือ ด.ช.พชั รพล

ด.ช.นนทศกั ด์ิ

๓.๑.๒ นายบญุ ทัน + นำงบญุ เหลือ มลี ูก ๑ คน คอื นำงบวั ผนั

๓.๑.๓ นายสด + นำงแก่ง มีลูก ๖ คน คอื

- นำงมนพ - นำงมนสั - นำยก๋ี

- นำยเทพ(ลูกบญุ ธรรม) - นำยก๋อ - นำงสำวละมลุ


Click to View FlipBook Version