The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

PPTการพัฒนาผู้เรียนด้วยการวัดและประเมินผลฯ ศธจ.สตูล 7 ส.ค.64 ล่าสุด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nuangruthai, 2021-08-15 05:19:17

การพัฒนาผู้เรียนด้วยการวัดและประเมินผลการศึกษา

PPTการพัฒนาผู้เรียนด้วยการวัดและประเมินผลฯ ศธจ.สตูล 7 ส.ค.64 ล่าสุด

กำรพฒั นำกำรเรียนรู้ของผเู้ รียน
โดยใช้กำรวัดและประเมินผลแนวใหม่

ดร.วษิ ณุ ทรัพยส์ มบตั ิ
ผูอ้ ำนวยกำรสำนักทดสอบทำงกำรศกึ ษำ

สทศ.สพฐ.

หัวข้อ

1. การวดั และประเมินผลแนวใหม่ เพ่ือพฒั นาการเรียนร้ขู องผ้เู รียน
ตามหลกั สตู รการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน

2. การวดั และประเมินผลแนวใหม่ : แนวคิด เทคนิค และเครอื่ งมือ
3. การพฒั นาการเรียนร้ขู องผ้เู รียน : วิธีการ และเคร่อื งมอื ประเมิน
4. การวดั และประเมินผลในชนั้ เรียน ในสถานการณ์การแพร่ระบาด

ของโรคติดเชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)

1. การวดั และประเมินผลแนวใหม่

เพื่อพฒั นาการเรียนร้ขู องผเู้ รียน
ตามหลกั สตู รการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน

จดุ เน้นเชิงนโยบำยด้ำนกำรทดสอบและประเมนิ ผล

Student 1. ลดภำระกำรประเมิน
Assessment
2. ยืดหย่นุ ตำมบรบิ ทและสถำนกำรณ์
Classroom School National
Assessment Assessment Assessment 3. ประเมินแนวใหม่ เพอ่ื พัฒนำกำรเรยี นรู้
ของผเู้ รียน

4. พฒั นำเครอ่ื งมอื มำตรฐำน และบริกำร
คลงั ข้อสอบ

5. ใชเ้ คร่อื งมอื ที่สง่ เสริมกำรคดิ ขั้นสงู
และใชข้ อ้ สอบเขยี นตอบ

ภำรกิจและหน่วยงำนท่ีเกี่ยวข้อง

สถำนศึกษำ สพฐ. สทศ. กำรทดสอบระดบั ชำติ

กำรวดั และประเมนิ ผลในชนั้ เรยี น กำรทดสอบ • O-NET
และกำรประกันคุณภำพ • V-NET
สำนกั ทดสอบทำงกำรศกึ ษำ • N-NET
กำรศกึ ษำ • I-NET
• NT
• RT TCAS
• กำรประเมนิ และกำรประกนั
GAT/PAT
คณุ ภำพภำยใน
สมศ. ทปอ. วิชำสำมัญ 9 วิชำ
กำรประเมนิ และ
กำรประกนั คณุ ภำพภำยนอก

กำรพัฒนำคณุ ภำพกำรศึกษำ หลกั สตู รแกนกลำงกำรศกึ ษำขน้ั
พ้ืนฐำน พุทธศักรำช 2551
สถำนศกึ ษำ สพฐ.

กำหนดมำตรฐำนสถำนศึกษำ ระบบกำรประกัน หลักสูตรสถำนศกึ ษำ RT , NT ,
คณุ ภำพกำรภำยใน กำรประเมนิ ในชนั้ เรยี น ,
จดั ทำแผนพัฒนำคณุ ภำพ ของสถำนศึกษำ กำรจดั กำรเรยี นรู้ คณุ ภำพผเู้ รยี น กำรประกนั คุณภำพภำยใน
กำรศกึ ษำ (ควำมรู้/
มำตรฐำนกำรศกึ ษำ กำรพฒั นำสื่อ สทศ.
ดำเนนิ กำรตำมแผนพฒั นำ ของสถำนศึกษำ /แหลง่ เรียนรู้ ทกั ษะกระบวนกำร/
คณุ ภำพกำรศึกษำ คุณลักษณะ O-NET , V-NET
- คณุ ภำพผเู้ รียน กำรวดั และ ทพ่ี งึ ประสงค)์ N-NET , I-NET
ติดตำมและตรวจสอบ - กำรบรหิ ำรและกำร ประเมินผล
จัดกำร สมศ.
ประเมินคุณภำพภำยใน - กำรจัดกำรเรยี น
กำรสอนฯ กำรประเมนิ และกำร
จัดทำ SAR ประกันคณุ ภำพภำยนอก

นำผลกำรประเมนิ ไปใช้ ทปอ.
ในกำรพัฒนำ
• TCAS
• GAT/PAT
• 9 วิชำสำมัญ

กำรพฒั นำผเู้ รยี น

กำรพฒั นำผูเ้ รียน พฒั นำกำรเรยี นรู้ กำรพฒั นำหลักสตู รสถำนศกึ ษำ
: ครู คณุ ภำพผู้เรยี น กำรจัดกำรเรียนรู้

กำรพฒั นำสอื่ และแหลง่ เรียนรู้

กำรวดั และประเมนิ ผล

กิจกรรมแนะแนว กิจกรรมพฒั นำผ้เู รยี น
กำรวจิ ัยปฏบิ ตั กิ ำรในช้ันเรยี น

องคป์ ระกอบกำรวัดและประเมนิ ผลกำรเรยี นรู้

ตำมหลกั สตู รแกนกลำงกำรศกึ ษำขน้ั พื้นฐำนพทุ ธศักรำช 2551

หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำข้ันพ้ืนฐำน มำตรฐำน/ตัวชวี้ ัด กำรอำ่ น
พุทธศักรำช 2551 กำหนดจุดหมำย กำรเรียนรู้ จำนวน คิดวเิ ครำะห์และ
สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน และมำตรฐำน
กำรเรียนร้เู ป็นเปำ้ หมำย และกรอบทศิ ทำง 8 กลุ่มสำระ เขียน
ในกำรพัฒนำผเู้ รยี นให้เป็นคนดี มีปัญญำ
มีคุณภำพชีวิตท่ีดี และมีขีดควำมสำมำรถ คณุ ภำพ
ในกำรแข่งขนั ในเวทรี ะดับโลก ผูเ้ รียน

คณุ ลักษณะ กิจกรรมพฒั นำ
อนั พึงประสงค์ ผ้เู รียน

ระดับกำรทดสอบและประเมนิ คุณภำพ

กำรประเมินระดบั ชำติ

ประเมนิ ควำมคดิ รวบยอดตำมมำตรฐำนกำรเรยี นร้ขู องหลักสูตรแกนกลำงฯ (NT,O-NET)

กำรประเมินระดับเขตพ้ืนทกี่ ำรศกึ ษำ

ประเมินคณุ ภำพผเู้ รียน เพื่อใช้เปน็ ขอ้ มูลพื้นฐำนในกำรพัฒนำคณุ ภำพกำรศึกษำ
ของเขตพน้ื ท่ีกำรศึกษำ

กำรประเมนิ ระดบั สถำนศกึ ษำ

ตรวจสอบผลกำรเรียนของผูเ้ รยี นรำยปี/รำยภำค ผลกำร
ประเมนิ กำรอำ่ น คิดวเิ ครำะห์และเขยี น คุณลักษณะอนั พึง
ประสงค์ และกจิ กรรมพฒั นำผูเ้ รยี น

กำรกำกับดแู ลคณุ ภำพกำรศกึ ษำ กำรประเมนิ ระดบั ชน้ั เรียน

สถำนศกึ ษำ หนว่ ยงำนต้นสังกดั และหน่วยงำนระดบั ชำตมิ หี น้ำทกี่ ำกับดูแล วดั และประเมนิ ผลกระบวนกำรจัดกำรเรียนรู้
คณุ ภำพของผ้เู รยี นใหเ้ ป็นไปตำมมำตรฐำนกำรเรียนรู้ตำมที่หลักสูตรกำหนด และผลกำรเรียนรู้ และตรวจสอบพฒั นำกำร
และควำมก้ำวหน้ำของกำรเรยี นร.ู้

องคป์ ระกอบสำคัญของกำรจัดกำรเรยี นรู้

หลกั สตู ร
และเปำ้ หมำย
กำรจัดกำรเรียนรู้
(Objective: O)

สอดคลอ้ ง สอดคลอ้ ง

กำรจัดกำรเรียนรู้ กำรประเมินผล
(Learning: L) (Evaluation: E)

สอดคลอ้ ง

2.กำรวัดและประเมินผลแนวใหม่

: แนวคิด เทคนิค และเคร่ืองมือ

แนวคิดกำรประเมนิ ทีเ่ นน้ ผ้เู รยี นเป็นสำคญั แบบเดมิ กับแนวคดิ กำรประเมินแบบใหม่

รำยกำร แนวคดิ ประเมนิ แบบเดิม แนวคดิ ประเมนิ แบบใหม่ (เน้นผูเ้ รียนเปน็ สำคัญ)

1. พนื้ ฐำนผู้เรียน • คลำ้ ยกนั เรียนรวู้ ชิ ำเดียวกัน • แตกต่ำงกนั กำรเรยี นกำรสอนตอ้ งเหมำะกับแตล่ ะคน

2. ตัวบ่งช้คี วำมร้ทู ่ีดี • ดจู ำกแบบทดสอบอิงเกณฑห์ รืออิงกลุม่ เท่ำน้นั • ทำงตรง จำกกำรประเมนิ อยำ่ งหลำกหลำย ผู้เรียนจดั ทำปรับปรงุ

และพัฒนำตนเอง

3. เครอื่ งมอื กำรประเมิน • แบบทดสอบประเภทกำ ขีด เขียนตอบ เหมะสมสดุ ในกำรประเมนิ • แฟม้ สะสมงำน โดยมสี ำรสนเทศทห่ี ลำกหลำย

ควำมก้ำวหน้ำ

4. รูปแบบกำรประเมนิ • แยกจำกหลกั สตู รและกำรเรยี นกำรสอน • กลมกลนื กับหลกั สตู รและกำรเรียนกำรสอน

5. คณุ ภำพเคร่อื งมอื • เป็นกำรทดสอบจำกภำยนอก • เกย่ี วขอ้ งกับผ้เู กย่ี วข้องของผ้เู รยี น

6. ผลจำกกำรสอน • นยิ ำมชดั เจนว่ำตอ้ งกำรเกิดอะไรในโรงเรียน สำมำรถตอบข้อสอบได้ • ประเมินวิธีเรยี น วธิ คี ิด และวิธีกำรแกป้ ญั หำด้วยวิธีหลำกหลำย

เกณฑ์ใด

7. วิธีกำรประเมนิ • แบบทดสอบปรนยั มำตรฐำน รูปแบบเดยี วกัน • ใหค้ วำมสำคัญกบั กระบวนกำรเรยี นรู้

8. มมุ มองต่อผเู้ รียน • ผ้รู บั ภำชนะวำ่ งเปล่ำ • มศี กั ยภำพ มีสว่ นรม่ ในกำรวำงแผนกำรประเมิน

9. กำรขบั เคลือ่ นของโรงเรียน • กำรทดสอบและคะแนนสอบ • ศกั ยภำพกำรเรยี นรู้ของผู้เรยี น

10. กำรตัดสนิ ผเู้ รียน • แบ่งนกั เรียนเป็นกลุ่มเก่ง ปำนกลำง อ่อน • ดทู ค่ี วำมเจริญงอกงำมของผเู้ รียน

11. ทฤษฏจี ิตวิทยำ • พฤตกิ รรมนิยม • พัฒนำกำรมนษุ ย์

12. เกณฑก์ ำรประเมิน • ปกปดิ • เปดิ เผย

13. กำรเรียนกำรสอน • ตำมสำระของหลักสูตร • สัมพันธก์ ับชีวิต

14. กำรเรียนรู้ • รอบรูข้ อ้ เท็จจรงิ สำรสนเทศตำ่ งๆ • ขึน้ อยกู่ บั ดลุ ยพินจิ ของแต่ละคนในกำรปรบั เปลีย่ น เสรมิ ตอ่

15. ควำมสำเรจ็ ของผเู้ รียน • บรรลผุ ลสมั ฤทธติ์ ำมแบบทดสอบ • ตระเตรยี มชีวติ ท่ีมีประสิทธิภำพตลอดช่วงชวี ติ

ทีม่ า: ชวลิต ชูกาแพง (2553), Wiener & Cohen, (1994)

กำรประเมนิ กำรเรยี นรู้

Assessment FOR Assessment AS
learning learning

occurs when teachers occurs when students
use inferences about reflect on and monitor
student progress to their progress to inform
inform their teaching. their future learning goals.

Assessment OF
learning

occurs when teachers
use evidence of student

learning to make
judgements on student
achievement against
goals and standards.

บทบำทกำรวดั และประเมินผล

ประเภทของกำรวดั และประเมนิ จุดมงุ่ หมำยหลกั จุดเนน้
(Types of Assessment) (Main purpose) (Focus)

กำรประเมนิ ผลเพื่อกำรเรยี นรู้ เพอื่ เขำ้ ใจและปรับปรงุ กระบวนกำรเรียนรู้
(Assessment For Learning) กำรเรยี นรู้ของผู้เรยี น (พัฒนำ ปรบั ปรุงกำรเรยี นรู้)
(ยึดควำมแตกต่ำงระหวำ่ งบุคคล)
Formative Assessment เพ่อื พฒั นำให้ผ้เู รียนเรยี นรู้ วิธกี ำรเรียนรแู้ บบกำกับตนเอง
กำรประเมินผลคือกำรเรยี นรู้ ได้ดว้ ยตนเองอยำ่ งอิสระ ของผเู้ รยี น (สง่ เสรมิ กำรเรยี นรู้
(Assessment As Learning)
Formative Assessment (สว่ นบุคคล) แบบกำกบั หรือนำตนเอง)
ผลกำรเรียนรู้
กำรประเมินผลของกำรเรยี นรู้ เพอ่ื ตรวจสอบกำรบรรลเุ ป้ำหมำย
(Assessment Of Learning) หรือวตั ถปุ ระสงคก์ ำรเรียนรูข้ อง (ตรวจสอบผลกำรเรยี นรู้)
Summative Assessment
ผู้เรยี น (แต่ละบุคคล)

กำรวดั และประเมนิ ผลแตล่ ะจดุ มุ่งหมำย

จดุ มงุ่ หมำย กำรวัดและประเมินผลเพอ่ื ปรบั ปรุงและพัฒนำ
ของกำรวดั
และประเมนิ • Formative Assessment
• Assessment For Learning
• Assessment As Learning

กำรวดั และประเมินผลเพ่ือสรุปผลกำรเรียนรู้

• Summative Assessment
• Assessment Of Learning

สานักทดสอบทางการศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน

กำรวัดและประเมนิ ผลแนวใหม่ Assessment
as Learning
Assessment As Learning :

ใชก้ ำรประเมินเป็นเครอ่ื งมอื ในกำรเรยี นรู้ของผูเ้ รยี น

1 ใช้กำรประเมนิ เปน็ เครื่องมอื ในกำรเรยี นรขู้ องผู้เรียน
2 มุง่ นำขอ้ มลู ยอ้ นกลับไปปรบั ปรงุ และพัฒนำควำมสำมำรถของผูเ้ รียนใหบ้ รรลตุ ำมเปำ้ หมำย
3 มุ่งเน้นกำรใหข้ ้อมลู ยอ้ นกลับแกผ่ ู้เรยี นดว้ ยวธิ กี ำรตำ่ ง ๆ เช่น พูดแนะนำ เขียนสะท้อนผลกำร

ประเมินลงในชนิ้ งำน ดว้ ยถอ้ ยคำทส่ี รำ้ งสรรค์ และเสนอแนะแนวทำงปรับปรุงแกไ้ ข

4 ผทู้ ีม่ ีส่วนร่วมในกำรประเมินและให้ข้อมูลย้อนกลบั ไดแ้ ก่ ครู ผูเ้ รยี น เพ่อื นร่วมชั้น ผปู้ กครอง

กำรวัดและประเมินผลแนวใหม่ Assessment
for Learning
Assessment For Learning :

เปน็ กำรประเมินเพอื่ กำรพฒั นำกำรเรยี นรขู้ องผเู้ รียน

1 มลี กั ษณะวธิ กี ำรประเมินคลำ้ ยกับ Assessment as learning คอื กำรประเมินระหว่ำง
เรียน และมีกำรให้ขอ้ มลู ย้อนกลับแก่ผเู้ รียน

2 นำคะแนนของนักเรียนมำทำเปน็ ข้อมลู สำรสนเทศที่แสดงถึงพฒั นำกำรของผเู้ รียน

กำรวัดและประเมนิ ผลแนวใหม่ Assessment
of Learning
Assessment Of Learning :

เป็นกำรประเมินเพื่อตัดสินผลกำรเรยี นรู้

1 นำคะแนนจำกกำรประเมนิ ผลย่อยระหวำ่ งเรยี น และผลกำรทดสอบปลำยภำคเรยี นมำ
รวมกันเพือ่ ตดั สนิ ผล

2 ตัดสนิ ผลโดยนำเสนอเปน็ ระดบั ผลกำรเรยี น (เกรด) ตัดสนิ เป็นระดบั คุณภำพ (3 = ดมี ำก
2 = พอใช้ 1 = ปรับปรุง) และตดั สินผำ่ น ไม่ผำ่ น

ตัวอยำ่ งสถำนกำรณ์

ครูสลำสอนวชิ ำภำษำไทย ช้นั ประถมศึกษำปที ี่ 4 ไดจ้ ดั กิจกรรมกำรเรียนกำรสอนหน่วยกำรเรียนรู้ เร่ือง กำรเขียนเรื่อง
เชิงสรำ้ งสรรค์ โดยกำหนดเปำ้ หมำยไวว้ ่ำเมื่อจบหนว่ ยกำรเรียนรู้ ผู้เรยี นสำมำรถเขยี นเรอ่ื งเชิงสร้ำงสรรคไ์ ด้

Assessment As Learning

1 ใหน้ ักเรยี นทำแบบฝกึ กำรเรียบเรยี งคำใหเ้ ปน็ ประโยค ครตู รวจให้คะแนน พรอ้ มใหข้ อ้ มลู ยอ้ นกลับเพอ่ื ใหน้ ักเรยี นปรบั ปรุงตนเอง

2 ใหน้ ักเรียนทำแบบฝกึ เรยี บเรียงประโยคใหเ้ ปน็ เรอื่ งรำวทต่ี อ่ เน่ือง ครูตรวจให้คะแนน พรอ้ มให้ข้อมลู ย้อนกลบั เพอ่ื ใหน้ กั เรียน

ปรบั ปรงุ ตนเอง

3 ใหน้ ักเรียนทำแบบฝึกกำรใชค้ ำเชอ่ื มประโยคใหไ้ ดใ้ จควำมทส่ี มบรู ณ์ สละสลวย ครูตรวจให้คะแนน พรอ้ มให้ขอ้ มลู ยอ้ นกลบั
เพอ่ื ให้นักเรยี นปรบั ปรงุ ตนเอง

4 ให้นกั เรยี นทำแบบฝึกกำรเขียนเรือ่ งจำกภำพ ครตู รวจใหค้ ะแนน พรอ้ มให้ข้อมูลยอ้ นกลับ เพอ่ื ให้นกั เรยี นปรบั ปรุงตนเอง

5 หลังจำกครปู ระเมนิ ผลงำนแล้ว ครูให้เพื่อนประเมิน ผปู้ กครองประเมิน และนกั เรยี นประเมินตนเอง และเสนอแนะ

Assessment For Learning

ใหน้ กั เรยี นเขียนเร่อื งเชิงสร้ำงสรรค์หลำยครัง้ แลว้ แล้วนำคะแนนของนกั เรยี นมำบนั ทึกผล เพือ่ แสดงถึงพฒั นำกำรด้ำนกำรเขยี นเรอื่ ง
เชงิ สรำ้ งสรรค์ของนักเรียน แล้วแจ้งผลใหน้ ักเรยี นทรำบ

จำกข้อมลู สำรสนเทศดงั กลำ่ ว
- ทำให้ได้ทรำบพฒั นำกำรควำมสำมำรถดำ้ นกำรเขยี น เรือ่ งเชิงสร้ำงสรรคข์ องนกั เรยี นในชั้น
- พบวำ่ นักเรยี นส่วนใหญม่ ีพฒั นำกำรดขี ้นึ ยกเวน้ ด.ญ.มำลี เพียงคนเดยี วทค่ี รตู ้องหำสำเหตแุ ละ
วิธกี ำรชว่ ยเหลอื ด.ญ.มำลี โดยกำรทำวิจยั ในชนั้ เรยี น เรือ่ ง กำรพฒั นำ ควำมสำมำรถ
ด้ำนกำรเขียนเร่ืองเชิงสร้ำงสรรคข์ องนกั เรียนชั้นประถมศึกษำปีท่ี 3 โดยใชแ้ บบฝกึ
- หลังจำกท่ีครูทำวิจยั เสร็จ ด.ญ.มำลี มคี วำมสำมำรถดำ้ นกำรเขียนเร่ืองเชงิ สรำ้ งสรรค์ อยู่ในระดบั ดี

Assessment Of Learning

1 ครสู ลำวดั และประเมินผลกลมุ่ สำระกำรเรียนรภู้ ำษำไทยตำมมำตรฐำนและตวั ชี้วดั ชั้น ป.3 โดยกำรทำแบบฝกึ
และแบบทดสอบระหว่ำงเรยี นแต่ละหนว่ ยกำรเรยี นรู้

2 ทดสอบปลำยภำคเรยี นท่ี 1 โดยกำรกำหนดอตั รำสว่ นในกำรเกบ็ คะแนนเป็น 60 : 40 แล้วนำคะแนนมำบันทกึ
ผล เพ่ือใช้ในกำรตดั สนิ ผลกำรเรยี นปลำยภำคเรยี นท่ี 1

กำรวัดและประเมนิ ผล 1. ยดึ หลักกำรประเมนิ และกำรเรียนรขู้ องผู้เรียนเป็นเรอื่ งเดยี วกนั ไม่แยกส่วน เน้นกำรประเมนิ
เพ่อื ปรบั ปรุงและพฒั นำ เพอ่ื พัฒนำ และตรวจสอบพฒั นำกำรเรียนรู้ของผเู้ รียนอย่ำงต่อเน่อื ง

2. ออกแบบและวำงแผนเกย่ี วกับวิธีกำรและเคร่ืองมอื ที่ใช้ในกำรวัดและประเมินผลตำมมำตรฐำน
และตวั ช้ีวัด โดยใช้วธิ ีกำรประเมินผลทห่ี ลำกหลำย เช่น กำรทดสอบ กำรสงั เกตพฤติกรรม กำรสอบ
ปำกเปลำ่ กำรสัมภำษณห์ รอื กำรซักถำม กำรเขียนสะทอ้ นกำรเรียนรู้ กำรประเมินภำคปฏิบตั ิ
กำรประเมินดว้ ยแฟม้ สะสมงำน กำรประเมนิ ตนเอง กำรประเมินตำมสภำพจริง เปน็ ตน้

3. วัดและประเมินผลผู้เรยี นในแต่ละชว่ งเวลำของกำรจดั กำรเรียนรู้ พรอ้ มทั้งบนั ทึกขอ้ มลู ผลกำรเรียนรู้
ของผเู้ รียนอยำ่ งต่อเน่อื ง และนำขอ้ มลู ทีไ่ ด้ไปสูก่ ำรวจิ ัยและพัฒนำกำรเรียนรู้ของผู้เรยี น

4. มีกำรประสำนขอควำมร่วมมือจำกผู้ปกครองใหเ้ ขำ้ มำมีส่วนร่วมในกำรประเมินผลและสะท้อนผลกำรเรยี นรู้
(Feedback) กลับไปยังครผู ้สู อนอย่ำงตอ่ เนอ่ื ง

5. นำและฝึกกำรใช้คำถำมประเภทต่ำง ๆ เพ่ือกระตุ้นคิดให้กับผู้เรียน ให้มีกำรสำมำรถแสดงควำมคิดเห็น อภิปรำย และวิพำกษ์เชิง
สร้ำงสรรค์ ทงั้ รำยบคุ คลและรำยกล่มุ

6. ควรจัดทำแนวทำงกำรพัฒนำตนเองของผู้เรียน มีกำรนำเสนอองค์ควำมรู้ท่ีได้หรือแหล่งข้อมูลในกำรพัฒนำตนเองของผู้เรียน เพ่ือ
มอบหมำยใหน้ กั เรียนปฏบิ ัติงำน มีกำรประเมินตนเองอยำ่ งต่อเนอื่ งเพือ่ กำกบั กำรเรียนรู้ของตนเอง

7. จัดสง่ ข้อมูลผลกำรประเมนิ ย้อนกลบั ไปให้ครผู ู้สอนผำ่ นช่องทำงกำรส่อื สำรตำ่ ง ๆ

สานกั ทดสอบทางการศกึ ษา สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน

กำกรำวรดัวแดั แลละะปปรระะเมเมินนิ ผผล 1. กำหนดมำตรฐำนและตวั ชว้ี ดั สำคัญทผ่ี ูเ้ รียนจำเปน็ ตอ้ งรู้และสำมำรถสะทอ้ นคณุ ภำพผู้เรียน
เพเพอ่ื อ่ื สสรรปุุปผผลลกกำำรรเเรรยี ียนนรรู้ ู้ ตลอดปกี ำรศกึ ษำ/ภำคเรยี น

• เป็นกำรวดั และประเมนิ คุณภำพผเู้ รียน 2. ใชว้ ิธกี ำรหรอื รูปแบบกำรทดสอบต่ำง ๆ ท่เี หมำะสมกับจำนวนและลกั ษณะธรรมชำติของผูเ้ รียน เชน่
หลงั สิน้ สดุ ปีกำรศกึ ษำ/ภำคเรยี น กำรใชโ้ ปรแกรมทดสอบสำเร็จรูป ในกำรทดสอบแบบออนไลน์ ทส่ี ะดวกและงำ่ ยตอ่ กำรเขำ้ ถึงกำรจดั ทำชดุ
ข้อสอบตำมมำตรฐำนและตัวชีว้ ดั แลว้ นัดหมำยชว่ งเวลำกำรทดสอบกับผู้เรยี นล่วงหนำ้

3. อำจนดั หมำยผู้เรียนมำสอบเปน็ กลุ่มยอ่ ย ๆ ผ่ำนชอ่ งทำงต่ำง ๆ ตำมควำมเหมำะสม

4. จดั สง่ ข้อสอบให้ผเู้ รยี นทำท่บี ้ำน แล้วให้นกั เรยี นจัดสง่ ขอ้ สอบกลบั คนื ครูผสู้ อนผ่ำนชำ่ งทำงกำรส่ือสำรตำ่ ง ๆ เป็นต้น

5. อำจนำผลกำรวดั และประเมินผลผเู้ รียนท่ีเกิดขนึ้ จำกกำรเรียนรใู้ นบทเรียนหรือหน่วยกำรเรียนรตู้ ำ่ ง ๆ หรือผลงำน ชิน้ งำน
ทเ่ี กดิ จำกกำรเรียนรู้ของผ้เู รยี นผ่ำนรปู แบบและวิธกี ำรตำ่ ง ๆ มำวิเครำะห์ และสรุปผลเพ่ือตัดสินโดยภำพรวม โดยยืดหยนุ่
ตำมสถำนกำรณ์ท่เี กิดขึน้ ซึง่ ไมจ่ ำเปน็ ต้องใชก้ ำรทดสอบควำมรู้เพยี งวธิ เี ดยี ว

6. สำมำรถเลอื กใช้ขอ้ สอบมำตรฐำนทีม่ ีกำรให้บริกำรจำกแหล่งต่ำง ๆ เช่น ระบบคลังขอ้ สอบมำตรฐำน (SIBS) ระบบคลังขอ้ สอบตำมแนวทำงกำรทดสอบ
PISA (PISA Online Testing) ท้งั ในกำรวัดและประเมินผลเพ่อื ปรบั ปรงุ และพฒั นำและกำรวัดและประเมนิ ผลเพ่อื สรปุ ผลกำรเรียนรไู้ ดอ้ ีกด้วย

สานักทดสอบทางการศกึ ษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน

กำรตัดสินผลกำรเรยี นรู้

แนวปฏิบตั กิ ำรวัดและประเมินผลกำรเรียนรู้ ใช้ผลกำรประเมนิ ระหวำ่ งป/ี ภำคเรยี น
ตำมหลกั สตู รแกนกลำงกำรศกึ ษำขัน้ พน้ื ฐำน และผลกำรประเมนิ ปลำยปี/ภำคเรยี น

พุทธศกั รำช 2551 ตำมสดั สว่ นท่ีสถำนศึกษำกำหนด

กำรตดั สนิ ผล สานักทดสอบทางการศึกษา สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน
กำรเรยี นรู้

• ได/้ ตก
• ผำ่ น/ไม่ผำ่ น
• ระดบั ปรับปรงุ ระดบั พอใช้ ระดบั ดี
• เกรด1- เกรด 4

กำรประเมินตำมสภำพจริง (Authentic Assessment)

เปน็ กำรประเมนิ ควำมร้แู ละทกั ษะของผู้เรียนจำกผลงำน หรอื กำรปฏบิ ัติกิจกรรมท่ีสอดคลอ้ งกับสภำพควำมเป็นจริง โดย
กำรกำหนดเกณฑก์ ำรใหค้ ะแนนเป็นระดบั คุณภำพ (Rubric Scores)

เปำ้ หมำย ตัวอยำ่ งสถำนกำรณ์ วธิ ีกำร
ประเมนิ ควำมสำมำรถ
นกั เรียนสำมำรถพูด ครูเรย่ำสอนวิชำภำษำอังกฤษช้ัน ม.3 มกี ำรจัดกจิ กรรมวันแม่
ภำษำองั กฤษเพ่ือกำรสอ่ื สำร แห่งชำติ ครเู รยำ่ ให้นกั เรยี นแสดงละครภำษำอังกฤษบนเวที จำกกำรแสดงละคร
โดยใช้กิจกรรมกำรแสดงละคร เก่ยี วกบั พระคณุ ของแม่ ครเู รย่ำวำงแผนกำรวดั และ
เกณฑ์กำรให้
ประเมนิ ผลทักษะกำรส่อื สำรภำษำองั กฤษ ในขณะที่ คะแนน
ใหค้ ะแนนเป็นระดับ
นกั เรียนแสดงละครบนเวที โดยกำรกำหนดเปำ้ หมำย คุณภำพ (Rubric Scores)

เครือ่ งมอื เครื่องมอื วิธกี ำร และเกณฑ์กำรใหค้ ะแนน

แบบประเมนิ ควำม

สำมำรถดำ้ นกำรพดู

ภำษำองั กฤษ

เกณฑป์ ระเมนิ ควำมสำมำรถดำ้ นกำรพดู ภำษำองั กฤษเพ่อื กำรส่อื สำร

กำรประเมนิ กำรปฏิบัติ

(Performance-standards Assessment)

1 2 3

เป็นกำรประเมินผลจำกกำร กำรประเมนิ Performance- กำรประเมนิ กำรปฏิบตั มิ ีควำมแตกตำ่ งจำก
แสดงออกของผูเ้ รียนทำงดำ้ นกำรพูด standards Assessment แตกต่ำง กำรวัดภำคปฏบิ ัตทิ ี่นยิ มทำมำแต่เดมิ
กำรแสดงทำ่ ทำง กำรสำธิต กำร จำก Authentic Assessment เนอื่ งจำกกำรประเมนิ ท่ผี ่ำนมำแบง่ เปน็
ทดลอง กำรแสดงบทบำทสมมติ ตรงที่กำรประเมิน Performance- ภำคทฤษฎแี ละภำคปฏบิ ัติ ซงึ่ กำรวดั
และอน่ื ๆ ทำให้ผู้ประเมินสำมำรถใช้ standards Assessment มุ่ง ภำคปฏิบัติดงั กลำ่ วเป็นเพียงกำรตรวจสอบ
กำรสงั เกต เพือ่ ตรวจสอบสิง่ ท่ีผู้เรยี น ประเมนิ ผลด้ำนควำมสำมำรถ หน่ึงหรอื สองทักษะย่อยๆ เท่ำนน้ั แต่กำร
แสดงออกมำวำ่ มคี วำมสำมำรถ ทักษะ และคณุ ลกั ษณะ ส่วน ประเมินกำรปฏิบตั ิ (Performance-
ทกั ษะ และคณุ ลักษณะตำมทกี่ ำหนด Authentic Assessment มงุ่ เน้น standards Assessment) ผู้ได้รับกำร
ไว้ในเป้ำหมำยของกำรเรยี นกำรสอน กำรประเมนิ ผลทงั้ ด้ำนควำมรู้ ประเมินตอ้ งมีกำรแสดงออกท่ซี ับซ้อนกวำ่
หรือไม่ ทกั ษะและเจตคติ ท้งั ด้ำนควำมสำมำรถ ทักษะและคณุ ลกั ษณะ
ทม่ี ีอยู่ร่วมกนั ในกำรแก้ไขปัญหำทีก่ ำหนดไว้
ในกำรประเมนิ นน้ั

ตัวอยำ่ งสถำนกำรณ์

ครทู ศพรสอนกล่มุ สำระกำรเรยี นรกู้ ำรงำนอำชีพและเทคโนโลยี กำหนดภำระงำนใหน้ กั เรียนมัธยมศกึ ษำปีท่ี 5 ประกอบอำหำร
เพ่อื สขุ ภำพจำกวัสดใุ นทอ้ งถิ่นเปน็ กลุ่ม

เปำ้ หมำย : นกั เรียนสำมำรถประกอบอำหำรเพอ่ื สุขภำพจำกวัสดใุ นทอ้ งถนิ่ อยำ่ งสรำ้ งสรรค์
เครอ่ื งมือ : แบบประเมินทกั ษะกำรประกอบอำหำร และแบบสงั เกตพฤติกรรมกำรทำงำนกลุ่ม
วิธกี ำร : ประเมนิ ทักษะ และสังเกตพฤติกรรม
เกณฑก์ ำรใหค้ ะแนน : ใหค้ ะแนนเป็นระดบั คุณภำพ (Rubric Scores)

3.กำรพฒั นำกำรเรยี นรขู้ องผูเ้ รียน
: วธิ ีกำร และเครอ่ื งมือประเมิน

วธิ ีกำรและเคร่อื งมอื ประเมินกำรเรยี นรขู้ องผู้เรียน

กำรประเมินเพือ่ กำรเรียนรู้ เป็นกระบวนกำรในกำรใช้เทคนคิ กำรประเมินแบบตำ่ งๆ

เพื่อสง่ เสรมิ และพฒั นำให้นกั เรียนมีทักษะกำรคิด วิเครำะห์ และสำมำรถปฏบิ ตั ิงำนที่มีประสทิ ธิภำพ
12เทคนิคกำรตั้งคำถำมกระตุน้ กำรคิด
453เทคนิคกำรสรุปและส่ือสำรควำมคดิ เทคนิคกำรกำหนดเป้ำหมำยของกำรเรียน
6เทคนคิ กำรใหผ้ ลสะท้อนกลับของครู เทคนิคกำรฝกึ ใหค้ ดิ
เทคนคิ กำรประเมนิ โดยนกั เรยี น

1.1 1.2 1.3

1.เทคนิคกำร กำหนดเปน็ เปำ้ หมำย เปำ้ หมำยระยะส้นั เป็น กำหนดเป้ำหมำยเพ่อื กำร
กำหนดเป้ำหมำย ระยะยำวและเปำ้ หมำย เป้ำหมำยประจำบทเรียน ประเมินตนเอง (Self-
ระยะสนั้ (Long and (Lesson Target Setting) assessment Targets)
ของกำรเรยี น Short term) หลงั จบกำรเรยี นในแต่ละ
บทเรียน นักเรยี นควรแสดง

1.4 ใหเ้ ห็นวำ่ ไดบ้ รรลตุ ำม
เปำ้ หมำยของบทเรยี นท่ี
ครูใชค้ ำถำมให้นักเรยี นชว่ ยกัน วำงไว้
กำหนดเปำ้ หมำยของงำนที่ดี
(What is good?) เชน่ 1.5

• คิดว่ำผลงำนทีด่ ีควรเปน็ ครูนำเสนอตวั อยำ่ งงำน (Exemplar

อย่ำงไร Work) เพื่อให้นกั เรียนใชต้ ัวอยำ่ งท่ีดใี ห้

• รสู้ กึ อยำ่ งไรกับขอ้ เสนอแนะ เป็นเป้ำหมำยในกำรปฏิบัติงำนของ

ของครู ตนเอง
• รู้หรือไม่ว่ำควรจะทำอะไร

ตอ่ ไป
• ร้ไู ด้อย่ำงไรว่ำงำนท่ีทำนัน้ ดี

หรอื ไมด่ ี ฯลฯ

2.1 2.2

เปน็ เทคนคิ ของกำรประเมินทส่ี ่งเสรมิ ใชก้ ำรตั้งคำถำมปลำยเปดิ กว้ำงๆ นำเขำ้ สู่
ใหผ้ ู้เรยี นเกิดกำรเรยี นรโู้ ดยเฉพำะกำร เรอื่ ง (Scene-setting) เพื่อกระตุ้นให้
สรำ้ งทักษะกำรคดิ ระดบั สงู นกั เรยี น ฝึกคิด พูด และสือ่ ควำมเข้ำใจ

2.เทคนิคกำรตงั้ 2.3 2.4
คำถำมกระตนุ้ คิด
ตัง้ คำถำมโดยใช้เทคนคิ Might คือ ให้ ปรบั คำถำม (Invert the Question) ทีว่ ัด
นักเรยี นคดิ หำคำตอบท่เี ป็นไปไดท้ ่ี ควำมรคู้ วำมจำเปน็ คำถำมท่ีแสดงเหตุและ
หลำกหลำย เช่น ผล เช่น
• เปลี่ยนจำกถำมวำ่ ประชำธปิ ไตย • ปรบั จำกคำถำมว่ำประเทศไทย

หมำยถงึ อะไร เป็นประชำธิปไตย ปกครองโดยระบอบประชำธปิ ไตย
หมำยถงึ อะไรได้บำ้ ง (คำถำมแรกถำม หรอื ไม่ เป็นประเทศไทยเป็นประเทศ
เพื่อให้ไดค้ ำตอบเดยี วให้ตรงกับทค่ี รรู ู้ ประชำธิปไตย หมำยถึงอะไร
ส่วนคำถำมหลังเปดิ กวำ้ งให้นกั เรียนได้ • ปรบั จำกคำถำมวำ่ งเู ปน็ สัตวช์ นดิ ใด
แสดงควำมเหน็ ไดม้ ำกกวำ่ ) เปน็ งูเป็นสัตวเ์ ลอื้ ยคลำนเพรำะเหตุใด

วิธกี ำรใชค้ ำถำม (Questioning) ให้มีประสทิ ธภิ ำพ

วิธที ่ี 1 ให้ถำมเพอื่ หำคำตอบท่เี ป็นไปไดห้ ลำกหลำย วิธที ี่ 2 ให้เปลี่ยนคำถำมประเภทควำมจำ เปน็ คำถำมทต่ี อ้ งแสดงควำมคดิ เหน็ พรอ้ มเหตผุ ล

• เปล่ียนกำรถำมแบบควำมจำ ให้เป็นคำถำมท่ีต้องใช้ • ให้ผู้เรียนได้อภิปรำยกนั
กำรคดิ มีคำตอบทเ่ี ป็นไปไดห้ ลำยคำตอบ • ให้ผ้เู รียนยกตวั อยำ่ งสนบั สนุนควำมเห็นของตน สะทอ้ นควำมคดิ เห็น ปกป้อง หรืออธิบำย
• ให้มโี อกำสเปลยี่ นแปลงควำมคิดเห็น โดยผำ่ นกระบวนกำรอภปิ รำยครู
• ใช้คำถำมที่ผู้เรียนผ่ำนกำรเรียนรู้และมีควำมเข้ำใจ • ให้เกิดกำรอภิปรำยอย่ำงมีคุณภำพ ระหว่ำงเด็กต่อเด็ก และให้ข้อมูลเพ่ือกำรพัฒนำแก่
พื้นฐำนที่กำหนดใหม้ ำแล้ว
นักเรียนทุกคน
• ใชค้ ำถำมแบบนำให้ผู้เรียนใช้กำรตัดสินใจว่ำคำตอบใด
ถกู หรือใกล้เคยี งท่สี ดุ เพรำะเหตุใด และที่ไม่ถูก เพรำะ วธิ ีท่ี 4 ใหค้ ำตอบประเดน็ สรุป แล้วตำมด้วยคำถำมให้คิด
เหตใุ ด

วิธีที่ 3 ใชค้ ำถำมหำส่ิงตรงกนั ขำ้ ม หรอื ส่งิ ทใ่ี ช่/ถูก ส่งิ ท่ไี มใ่ ช่/ผิด และถำมเหตุผล • เป็นกำรให้ผเู้ รียนต้องอธิบำยขยำยควำมเพ่มิ เติม

• ใชถ้ ำมเน้ือทีเ่ ปน็ ขอ้ เทจ็ จรงิ เช่น จำนวนในวชิ ำคณิตศำสตร์ กำรสะกดคำ โครงสรำ้ ง วิธีที่ 5 ใหต้ ัง้ คำถำมจำกจุดยนื ท่เี ห็นต่ำง
ไวยำกรณ์ในวิชำภำษำ เป็นตน้
• เป็นวิธีที่ต้องใช้ควำมสำมำรถมำกทั้งผู้สอนและผู้เรียน
• ใชค้ ำถำมว่ำทำไมทำเช่นนีถ้ ูก แตท่ ำเช่นนี้ผดิ หรือทำไมผลบวกนถ้ี กู แต่ผลบวกน้ผี ดิ เพรำะมีประเด็นที่ตอ้ งอภปิ รำยโตแ้ ย้งเชิงลึก
หรอื ทำไมประโยคน้ีถกู ไวยำกรณ์ แตป่ ระโยคนผ้ี ิดไวยำกรณ์ เป็นต้น
• เหมำะสำหรับใช้อภิปรำยประเด็นท่ีเก่ียวกับสภำพเศรษฐกิจ
• เปดิ โอกำสให้ผูเ้ รียนคิดและอภปิ รำย มำกกว่ำเพียงถำมว่ำทำไม โดยไมม่ ีกำร สงั คม ปญั หำสุขภำพ ปญั หำเชงิ จริยธรรม เป็นตน้
เปรยี บเทยี บกนั และวธิ ีกำรนใี้ ชก้ บั กำรทำงำนคู่มำกกวำ่ ถำมท้ังหอ้ ง แลว้ ให้ยกมือตอบ

ตัวอยำ่ งคำถำมทช่ี ว่ ยกระตุ้นควำมคดิ ของผเู้ รยี น

ชนดิ คำ • เปำ้ หมำย • ตัวอยำ่ ง
1.สำรวจ • ตรวจหำขอ้ เทจ็ จริงและควำมรู้พื้นฐำน • มหี ลกั ฐำนจำกผลกำรวิจัยสนับสนนุ ... อยำ่ งไรบำ้ ง
2.ท้ำทำย • สำรวจหำข้อสมมตฐิ ำน ข้อสรุป และ ขอ้ ตีควำม • มีอย่ำงอื่นอีกบ้ำงไหมทเี่ รำควรทำ
3.เปรยี บเทยี บ • ถำมเพอ่ื เปรียบเทยี บประเด็นหลัก แนวควำมคดิ หรือประเด็น • เปรียบเทยี บระหวำ่ ง......กับ..........เปน็ อยำ่ งไร
4.วินจิ ฉยั • แจกแจงหำแรงกระตุ้น หรอื สำเหตุ • ทำไม ....
5.ถำมหำกำรดำเนินกำร • หำขอ้ สรปุ หรอื ขอ้ ปฏิบัติ • เพอ่ื สนองต่อ....ส่ิงที่.....ควรทำ คือ......
6.เหตแุ ละผล ถำมควำมสัมพนั ธ์เชิงเหตุและผล ระหว่ำงแนวควำมคิด กำรกระทำ หรือ ถ้ำ....เกิดขนึ้ จะเกิดอะไรขึ้นตำมมำ
เหตุกำรณ์ •
7.กำรขยำยผล • ขยำยกำรอภปิ รำย • มแี นวทำงหรือควำมคิดเพิ่มเติมอย่ำงไร บ้ำง
8.สมมติฐำน • เสนอเปล่ียนแปลงข้อเทจ็ จริงหรอื ประเดน็ • สมมตวิ ำ่ ....เกิดข้ึน ผลจะเป็นอย่ำงเดมิ หรอื ไม่
9.ลำดับควำมสำคญั • เสำะหำประเด็นท่ีสำคัญท่ีสดุ • จำกทเ่ี รำหำรอื กันมำ เรอ่ื งไหนสำคัญที่สดุ
10.สรปุ • ให้ข้อสงั เครำะห์ • เรำไดข้ อ้ สรปุ อย่ำงไรบำ้ ง
11.ปัญหำ • ท้ำทำยผู้เรียนใหห้ ำทำงแกปัญหำ สมมติ หรอื ปญั หำจรงิ • จะเกดิ อะไรขึน้ ถ้ำ.... (ควรมีหลำยคำตอบ)
12.ตีควำม • ชว่ ยให้ผเู้ รยี นเข้ำใจควำมหมำยหลำยควำมหมำยของแต่ละเรอื่ ง จำกสิง่ ท่เี รำได้เหน็ ไดย้ ินหรือได้อำ่ น ตคี วำมไดว้ ำ่ อย่ำงไร

13.ประยุกต์ • ตรวจหำควำมสัมพนั ธแ์ ละขอให้ ผู้เรยี นเชอ่ื มโยงทฤษฎเี ขำกบั ปฏิบัติ • เมือ่ รเู้ ช่นนี้แล้ว จะทำอย่ำงไรตอ่ ไป
อนั ไหนดีกวำ่ ขอ้ เปรยี บเทยี บนสี้ ำคญั อยำ่ งไร จะทำอะไรต่อ
14.ประเมิน • ใหผ้ เู้ รียนได้ประเมินและตดั สนิ ใจ • เรำรูไ้ ด้อยำ่ งไร ขอ้ มูลหลกั ฐำนเปน็ อย่ำงไร
หลกั ฐำนนำ่ เชือ่ ถือแค่ไหน ท่มี า :จตภุ มู ิ เขตจัตรุ สั (2560)
15.ตรวจสอบควำมแมน่ ยำ • ให้ผู้เรยี นได้ตรวจสอบควำมถูกต้อง ของถ้อยคำขอ้ โตแ้ ยง้ และขอ้ สรปุ และเพอื่ •

วเิ ครำะห์ควำมคดิ และทำ้ ทำย สมมติฐำนของตนเอง •

3.1 3.2

ให้นกั เรยี นตั้งคำถำม เปิดโอกำสใหน้ ักเรียนต้ังคำถำม
และเปิดโอกำสให้คดิ ด้วยตนเอง และมตี วั อยำ่ ง
อยำ่ งอิสระ แนวกำรตั้งคำถำมทดี่ ี (Good
Question Stems)

3.เทคนิค 3.3 3.4 3.5
กำรฝึกใหค้ ิด
ใหต้ ง้ั คำถำมทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั กำร • ใชก้ ำรต้งั คำถำมของ ครูจัดกลอ่ งสำหรบั รับ
จดั กำรเรยี นรู้ เชน่ นักเรียน กระทำดว้ ย คำถำมของเดก็
• อะไรคอื สิง่ ทนี่ กั เรียนต้องกำร วำจำ (Students ask สำมำรถทำได้
Questions) ตลอดเวลำ แล้วครหู รอื
เรียนรู้ เพอ่ื นนกั เรยี นสำมำรถ
• ใหต้ ง้ั คำถำมเพื่อถำมครูหรือ • ใช้วิธกี ำรเขียนลงใน ตอบคำถำมในภำยหลัง
กระดำษ (Students
เพ่ือนนกั เรยี นเพื่อประเมินกำร write Questions)
เรยี นรู้ ถำมเกี่ยวกับผลงำนของ
ตนเอง

3.เทคนิค 3.6 3.7
กำรฝึกใหค้ ิด
ให้เวลำ (Wait-time) ให้นักเรียนกลุม่ เลก็ ๆ ช่วยกนั ระดมสมอง บันทกึ
นกั เรียนคดิ กอ่ นตอบ หรือ ผลกำรระดมสมอง และอภปิ รำยในกลมุ่ ใหญ่
หลังจำกทนี่ กั เรียนตอบแลว้ ชว่ ยให้นักเรียนฝกึ กำรคดิ ในระหว่ำงที่พูด
อำจจะไมต่ อบสนองในทนั ที (Think through Talking)

3.8 3.9

นักเรียนอำจมปี ัญหำในกำร นักเรยี นที่ไม่ชอบคิดดว้ ยตนเองหรอื ตอบ
ตอบคำถำม เน่อื งจำกไม่ คำถำมตำมเพ่ือน อำจใช้เครอ่ื งมือเปน็ บตั ร
เข้ำใจควำมหมำยของคำใน คำตอบ A B C D ใหน้ ักเรียนเลอื กชพู ร้อม
คำถำม ใหพ้ ูดคุยเกยี่ วกบั คำ กัน เพ่อื ฝึกให้นกั เรยี นคดิ ตัดสนิ ใจด้วย
ในคำถำมก่อน (Discuss ตนเอง
Words) เช่น
• มคี ำไหนท่ีนกั เรียนไม่

เขำ้ ใจ
• เขำ้ ใจควำมหมำยของคำ

ว่ำอย่ำงไร

4.เทคนิคกำรสรุป 4.1 4.2
และสอ่ื สำรควำมคิด
ให้สรุปควำมรูห้ ลงั จำก ให้เวลำ 1 นำที เพ่ือให้ระบสุ ่ิง
นอกจำกกำรสงั เกตจำกกำรตอบ กำรเรียน 1 ประโยค สำคัญทีไ่ ด้เรยี นรู้ (Minute Paper)
คำถำมของนกั เรยี นแลว้ ครูอำจ (One-sentence หรือใชก้ ระดำนไวทบ์ อรด์ ขนำดเลก็
ใช้เทคนิคอน่ื ๆ เพ่ิมเติม Summary) เขยี นสรปุ ควำมคิด

4.3 4.4

นำผลกำรเขียนสรปุ ควำมร้มู ำ ส่ือสำรควำมคิดด้วยกำรพดู เช่น
รวบรวมเปน็ เลม่ (Learning • พูดให้เพื่อนฟังเกยี่ วกับควำมคดิ
Journal) แลว้ เพิ่มคำอธบิ ำย
เกยี่ วกับกิจกรรมท่ที ำเปำ้ หมำย ของตนเอง (Tell your
และผลกำรประเมินสรปุ neighbor)
• ให้อภปิ รำยควำมคดิ กับกลุ่มแลว้
หำฉนั ทำมติเป็นคำตอบของกลมุ่
(Group Answers) อีกครง้ั

5.1 5.2

5.เทคนคิ กำร เปิดโอกำสใหน้ กั เรียนประเมนิ • ให้นักเรยี นให้ข้อมลู เกย่ี วกบั ควำมรูเ้ ดมิ ของตนเอง
ประเมินโดย ตนเอง ประเมินเพอื่ น และ (All You Know) กอ่ นเรยี น
ประเมินกำรจัดกำรเรียนรู้ และ
นักเรียน สำมำรถนำผลมำใชใ้ นกำร • ถำมคำถำมหลกั สำมคำถำม (Know Want
ปรับปรุงกำรจดั กำรเรยี นรู้ Learnt) นักเรียนร้อู ะไร อยำกรูอ้ ะไร และได้
เรยี นรู้อะไรบ้ำง (สองคำถำมแรกให้ถำมกอ่ นเรยี น
และคำถำมสดุ ท้ำยถำมหลงั เรยี น)

5.3 5.4 5.5

ขอ้ มลู ที่ได้จำกนกั เรียน หลังเสร็จสน้ิ กำรเรียนกำรสอน ครู ใช้เครอ่ื งมอื ตำ่ งๆ ชว่ ยใน
นำไปใช้เพ่ือกำรวำง กำรประเมิน เชน่ สัญลกั ษณ์
แผนกำรจดั กำรเรยี นรู้ ถำมคำถำมให้นกั เรยี นตอบ เช่น ไฟจรำจร สญั ลกั ษณใ์ บหน้ำ
เพอ่ื ต่อยอดควำมรู้เดิม • ไดเ้ รียนรู้อะไรใหม่ๆ บำ้ ง สัญลกั ษณน์ ว้ิ มอื กำรระบำย
และหลีกเล่ยี งกำรจัด • มอี ะไรท่ีงำ่ ย อะไรทีย่ ำก สีในชอ่ งส่ีเหลี่ยม
เนื้อหำทีซ่ ้ำซ้อน • อยำกจะเรียนอะไรในอนำคต (แดง -> ไม่เขำ้ ใจ,
เหลอื ง -> ไม่แน่ใจ และ
ให้สนทนำกับเพ่ือนหรอื เขียนติด

ไว้บนกระดำน (Post-it)

เขยี ว -> เข้ำใจ)

5.เทคนคิ กำร 5.6 5.7 5.8
ประเมินโดย
กำรจดั กำรเรยี นรทู้ ีม่ อบหมำย กำรประเมนิ ตนเองหรือ นอกจำกให้นกั เรยี น
นกั เรยี น ให้นักเรยี นทำช้นิ งำน สำมำรถ เพอื่ น ช่วยให้นักเรียน ตัดสนิ ผลงำนเปน็
เปดิ โอกำสให้นักเรียน เขำ้ ใจงำนได้ลุ่มลกึ ย่งิ ขึน้ คะแนนแล้ว ฝึกให้
ประเมินผลงำนของตนเอง สำมำรถตรวจสอบ นกั เรยี นให้
(Student Marking) ผลงำนเปรยี บเทยี บกบั ขอ้ เสนอแนะเก่ยี วกบั
และประเมนิ เพอื่ น เกณฑ์ และปรับปรงุ งำนเพือ่ กำรปรบั ปรงุ
(Peer Marking) ได้ ผลงำนใหด้ ขี น้ึ (Student Review)

5.9 5.10 5.11

ใหน้ กั เรยี นเลอื กผลงำนที่ดที ่ีสุด กำรประเมินเพอ่ื น โดยให้ ให้บอกสง่ิ ที่ดี จำกงำนท่ี
ประเมิน 2 อยำ่ ง และ
ในกำรประเมนิ ปลำยภำค/ จับคู่กันประเมนิ ผลงำน บอกสิ่งที่ควรปรับปรุง
เพือ่ ใหง้ ำนดีขน้ึ 1 อย่ำง
ปลำยปี พรอ้ มอธิบำยเหตผุ ลกำร (Response Partners) ใช้

เลอื กผลงำนแตล่ ะช้นิ แผนภูมิและแผนภำพ

(Why is it best?) (Graphic Organizers)

เมื่อเปรียบเทยี บกับเปำ้ หมำย เปน็ ตัวชว่ ยในกำรประเมิน

เกณฑ์ และระดบั คณุ ภำพ ตนเองหรอื ประเมนิ เพอื่ น

6.1 6.2

กำรให้ผลสะทอ้ นกลับเกี่ยวกับผลงำน (task) กำรให้ผลยอ้ นกลบั เกี่ยวกบั กระบวนกำร (process)
• ผลงำนทปี่ ฏิบัติดีหรือไม่ ถกู ต้องหรอื ไม่ • กระบวนกำรท่ใี ช้ในกำรปฏิบตั ิงำนมขี ้อบกพรอ่ งอย่ำงไร
• กำรแกโ้ จทย์ปญั หำข้อนถ้ี ูกตอ้ ง หรอื กำรแกโ้ จทย์ปญั หำข้อนผ้ี ดิ • จะแก้ข้อบกพร่องของกระบวนกำรอยำ่ งไร
• มที ำงเลอื กในกำรปฏบิ ัตงิ ำนด้วยวิธอี นื่ หรอื ไม่

6.3 • กำรแกโ้ จทย์ปญั หำขอ้ น้ี ยังมขี อ้ บกพร่องตรงไหน
กำรใหผ้ ลย้อนกลบั เกี่ยวกบั • กำรแก้โจทย์ปัญหำข้อนถ้ี กู ต้องแลว้ แต่มวี ธิ ีกำรแก้โจทยป์ ญั หำ
วธิ กี ำรอ่ืนหรอื ไม่
6.เทคนิคกำรให้ผล กำรกำกบั ตดิ ตำมตนเอง
สะทอ้ นกลับ • ขณะที่แก้โจทยป์ ญั หำ นักเรยี นคุยกับเพ่ือนอยู่ นกั เรียนลองนง่ั ทำ
(self-regulation)
คนเดียว ไม่คยุ กับเพอ่ื น วำ่ คำตอบจะเหมอื นเดิมหรือไม่
• นักเรียนตรวจสอบ
ผลงำนไดอ้ ยำ่ งไร 6.4

• นักเรียนทำแบบฝึกหดั กำรให้ผลยอ้ นกลบั เกีย่ วกบั กำรประเมนิ ตนเอง (self-personal

ไม่ทันเวลำ ครำวหน้ำ evaluation)

นกั เรียนจะทำอย่ำงไร • ผลงำนของตนเองเป็นอยำ่ งไร เมื่อเทยี บกบั เกณฑ์

ใหท้ ันเวลำ • มีคณุ ภำพระดับใด

• ครำวน้ีนักเรยี นลืมนำ • นักเรยี นพอใจในผลงำนของตนเองหรอื ยัง

งำนมำส่งครู จะทำ • ผลงำนของนกั เรียนมคี ณุ ภำพระดบั ใด

อย่ำงไร ไมใ่ ห้นกั เรียน • ถำ้ ใหโ้ อกำสปรับปรงุ ผลงำนอกี ครง้ั นักเรยี นจะปรบั ปรุง

ลืมอกี หรือไม่ ถำ้ ปรับปรุงจะปรับปรุงอย่ำงไร

กำรใหผ้ ลสะทอ้ นกลับผู้เรยี นอย่ำงมปี ระสทิ ธภิ ำพ (Effective Feedback)

วตั ถปุ ระสงคข์ อง feedback

1 เพอื่ ใหเ้ กดิ กำรพัฒนำ และนำพำให้ผ้เู รียนมีพัฒนำกำรดำ้ นกำรเรยี นรู้สู่คณุ ภำพ

2 เพื่อเปน็ กำรกำกับ และชว่ ยเหลือกระบวนกำรเรยี นกำรสอน

3 เพ่ือเปน็ กำรสะท้อนกระบวนกำรสอนของครู ใหเ้ หน็ ถึงพฒั นำกำรของผ้เู รยี น นำไปสู่กำรพฒั นำ/ปรบั ปรุงผู้เรียน
ไดอ้ ย่ำงตรงตำมควำมต้องกำรเป็นรำยบุคคล

4 เพอ่ื เปน็ กำรวนิ ิจฉยั ควำมต้องกำรของผู้เรยี นเป็นรำยบคุ คลอนั นำไปส่กู ำรซ่อมเสริมตรง จุดทม่ี คี วำมบกพรอ่ ง

5 เพื่อเปน็ กำรกระตนุ้ ให้ผู้เรียนมีอิสระโดยในกำรเรียนรู้ มคี วำมรับผดิ ชอบ และสำมำรถ เตมิ เตม็ ในสว่ นทีต่ นมี
ควำมบกพร่องได้อยำ่ งย่งั ยนื

กำรใหผ้ ลสะทอ้ นกลบั ผู้เรยี นอย่ำงมีประสทิ ธิภำพ (Effective Feedback)

1 2 3

• เป็นสง่ิ ท่คี รูต้อง อำจให้รำงวัล กล่ำวชมเชย หรือ • feedback ทมี่ ี
ปฏบิ ัติเปน็ ประจำ กำรประทับรูปภำพที่แสดงนัยใน ประสิทธภิ ำพและ
ทำงบวก เช่น ประสิทธิผล ควรมี
• คำนึงวำ่ กำร • ภำพใบหนำ้ ที่มรี อยยมิ้ วตั ถปุ ระสงค์หลกั เพอ่ื ให้
feedback จะต้อง • ติดสติกเกอร์รูปที่สวยงำม ผู้เรยี นได้ทรำบเทคนิค
ไม่เปน็ กำรสรำ้ งแรง วิธีกำรปรับปรงุ ผลงำน และ
กดดนั ใหก้ บั ผเู้ รียน ม ำ ก ก ว่ ำ ที่ จ ะ เ ป็ น ก ำ ร ใ ห้ เพ่อื สะท้อนให้เหน็ แนวทำง
แต่เปน็ กำรกระตุ้น คะแนนที่เป็นตัวเลข ในกำรสร้ำงผลงำนท่มี ี
สร้ำงแรงจงู ใจใฝ่ • เขียนข้อควำมเพื่อให้พัฒนำ ประสทิ ธผิ ลตอ่ ไป
สมั ฤทธิ์ หรือปรับปรงุ เพียงอยำ่ งเดียว

แนวทำงกำร 1. มคี วำมชดั เจน ไมค่ ลุมเครอื
ใหผ้ ลสะทอ้ นกลบั 2. มีควำมเฉพำะเจำะจง ตรงประเดน็
(Feedback)

3. มคี วำมเป็นปรนยั ตรวจสอบได้

4. ทันเวลำ ทนั กำรณ์

5. เขำ้ ใจงำ่ ย

6. สร้ำงให้เกิดควำมรสู้ ึกทดี่ ี (ติเพ่ือกอ่ )

วิธีกำรเขียน Feedback ทด่ี ี

1 หลกี เลีย่ งกำรใชป้ ำกกำหมึกสแี ดงเพรำะทำให้ผ้เู รยี นร้สู ึกว่ำงำนของตนมขี อ้ ผิดพลำด
2 เขียน feedback ด้วยลำยมอื ท่อี ำ่ นงำ่ ย
3 เขยี น feedback ด้วยขอ้ ควำมทีเ่ ขำ้ ใจง่ำย มีนัยทำงบวก
4 เขียน feedback โดยใช้เทคนคิ Sandwich กำรเขยี นข้อควำมชมเชย นำข้อดีของผู้เรยี นกล่ำวข้นึ ตน้

จำกน้ันใหเ้ ขียนขอ้ ควำมที่ตอ้ งกำรใหป้ รบั ปรงุ แกไ้ ข และให้ขอ้ เสนอแนะ

5 ให้เขยี นขอ้ ควำมที่เปน็ เชิงบวกโดยกลำ่ วถงึ สิง่ ท่จี ะเปน็ ผลจำกกำรปรับปรุงผลงำนน้นั ๆ

แนวทำงกำรสร้ำงเครื่องมอื ประเมนิ กำรเรียนรู้

1.กำหนดเปำ้ หมำยของประเมิน

• ระบุเปำ้ หมำย (เพื่อตดั สินผลกำรเรียน เพื่อตดิ ตำมควำมกำ้ วหนำ้ หรอื เพ่ือวนิ จิ ฉยั กำรเรยี นรู้) นำมำสู่กำรระบุ
คณุ ลกั ษณะทต่ี ้องกำรวัด เชน่ ควำมรู้ ทกั ษะกำรอ่ำน ทักษะกำรคดิ วเิ ครำะห์ เป็นตน้

2.กำหนดเคร่อื งมอื ท่ีใช้ในกำรประเมิน

• กำหนด และสร้ำงเครื่องมอื และวธิ ีกำรทใ่ี ช้ให้เกิดควำมเหมำะสมกบั คุณลกั ษณะที่ต้องกำรประเมินมำกทสี่ ดุ

แนวทำงกำรสร้ำงเครื่องมอื ประเมินกำรเรียนรู้

3. กำรตดั สินผลกำรวัดและประเมิน
• นำผลกำรวดั และประเมินผู้เรียนมำเทียบกบั เกณฑท์ ก่ี ำหนด เพอื่ ตดั สนิ คณุ คำ่

ผลกำรเรียนรู้
• ใชเ้ กณฑ์กำรประเมินที่เหมำะสม เช่น เกณฑก์ ำรประเมินแบบองิ กลุ่ม

เกณฑก์ ำรประเมินแบบอิงเกณฑ์ หรอื เกณฑก์ ำรประเมนิ แบบเทยี บกับตนเอง
เป็นต้น

ตัวช้วี ดั : เป้ำหมำยกำรเรียนร้ปู ระเภทตำ่ งๆ

• ตวั ช้ีวดั ส่อื สำรใหร้ สู้ ่งิ ทคี่ ำดหวงั ใหเ้ กิดกำรเรยี นรู้
• ตวั ชว้ี ดั เป็นพื้นฐำนในกำรจัดกำรเรียนรู้และสร้ำง

ภำระงำนกำรประเมิน และสะท้อนวำ่ สิง่ ทีจ่ ะวดั
และประเมนิ น้นั จัดเปน็ เป้ำหมำยประเภทใด

ด้ำนควำมรู้ (K) ด้ำนกระบวนกำร (P) ดำ้ นเจตคติ (A)

• กำรร้แู ละเขำ้ ใจตวั ชีว้ ดั วำ่ เปน็ เปำ้ หมำยกำรเรยี นรู้ประเภท
ใด จะทำใหผ้ ู้สอนสำมำรถออกแบบหนว่ ยกำรเรยี นร้หู รอื
แผนกำรสอน กำหนดกิจกรรมกำรเรียนรู้ และกิจกรรมกำร
ประเมนิ ได้อย่ำงมีประสิทธภิ ำพ

• ผสู้ อนจะไดภ้ ำพทบี่ ง่ ช้ชี ัดเจนขึน้ ว่ำผู้เรยี นควรร้อู ะไร ทำ
อะไรได้



กำรจดั กำรเรยี นรู้เพื่อพฒั นำสมรรถนะผู้เรียน

คณุ ภำพตำม คณุ ภำพตำม
มำตรฐำน/ตัวชว้ี ดั คุณภำพของผ้เู รียนท่ีเกดิ ข้ึนในหลกั สูตร สมรรถนะของผูเ้ รียนท่ตี ้องต่อยอด

แกนกลำงกำรศกึ ษำขนั้ พ้ืนฐำน พุทธศักรำช 2551 ให้เกิดขึ้นในปัจจบุ ัน

กำรจัด พัฒนำ ควำมรู้ควำมคดิ สถำนกำรณ์ สำเรจ็ ตำม
กำรเรยี นรู้ ทกั ษะกระบวนกำร ภำระงำน เป้ำหมำย
ประยุกต์ใช้
สมรรถนะ

ตำมหลักสตู ร คณุ ลกั ษณะที่พึง ช้นิ งำน (Task)

ประสงค์

ตวั อย่ำงของสมรรถนะ ตวั ช้ีวดั และพฤตกิ รรมบ่งชี้

สมรรถนะ ตวั ชี้วัด พฤตกิ รรมบง่ ช้ี
คิดพ้ืนฐำน 1. จำแนกขอ้ มลู จัดหมวดหมู่ จัดลำดับควำมสำคัญของขอ้ มลู และ
ควำมสำมำรถ
ในกำรคดิ คิดข้นั สงู เปรยี บเทยี บข้อมลู ในบรบิ ททเี่ ปน็ สง่ิ ใกลต้ วั
2. เช่ือมโยงควำมสมั พันธข์ องขอ้ มูลที่พบเหน็ ในบรบิ ททเี่ ปน็ สิ่งใกล้ตัว
3. ระบุรำยละเอียด คณุ ลักษณะ และควำมคดิ รวบยอดของข้อมลู ต่ำง ๆ

ที่พบเหน็ ในบรบิ ทท่ีเปน็ สง่ิ ใกล้ตวั
1. คดิ สงั เครำะห์เพอื่ นำไปสูก่ ำรสรำ้ งองคค์ วำมรู้ หรอื สำรสนเทศ

ประกอบกำรตดั สนิ ใจเกีย่ วกบั ตนเอง และสงั คมได้อย่ำงเหมำะสม
2. คิดอย่ำงสรำ้ งสรรค์ เพือ่ นำไปสกู่ ำรสร้ำงองคค์ วำมร้ใู หม่หรือ

สำรสนเทศประกอบกำรตัดสนิ ใจเก่ียวกบั ตนเองและ สังคมได้อย่ำง
เหมำะสม
3. คิดอยำ่ งมวี จิ ำรณญำณ เพ่อื นำไปสกู่ ำรสรำ้ งองค์ควำมรู้หรอื
สำรสนเทศ ประกอบกำรตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง และสงั คมไดอ้ ย่ำง
เหมำะสม


Click to View FlipBook Version