The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นิทานพื้นบ้าน 4 ภาค
หลังสือ อิกเล็กทอร์นิกส์ เล่มนี้ เป็นส่วนหนึงของวิชา พัฒนาหลักสูตร

จุดประสงค์ในการจัดทำหนังสือเล่มนี้
1.เพื่อเรียนรู้ภาษาและการใช้คำในแต่ละภาคของไทย
2.เพื่อศึกษาลักษณทางภูมิศาสตร์
3.เพื่อการนำข้อคิดที่ได้จากการได้ฟัง อ่าน นิทานจากหนังสือเล่มนี้ ไปใช้ในชิวิตประจำวันได้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chanchai Yasothon, 2019-11-07 12:33:34

นิทานพื้นบ้าน 4 ภาค

นิทานพื้นบ้าน 4 ภาค
หลังสือ อิกเล็กทอร์นิกส์ เล่มนี้ เป็นส่วนหนึงของวิชา พัฒนาหลักสูตร

จุดประสงค์ในการจัดทำหนังสือเล่มนี้
1.เพื่อเรียนรู้ภาษาและการใช้คำในแต่ละภาคของไทย
2.เพื่อศึกษาลักษณทางภูมิศาสตร์
3.เพื่อการนำข้อคิดที่ได้จากการได้ฟัง อ่าน นิทานจากหนังสือเล่มนี้ ไปใช้ในชิวิตประจำวันได้

นิ ทานพื้นบ้าน
4 ภาค

หน่วยท่ี 1

นิ ทานพื้นบา้ นของภาคเหนื อ

นิทานพื้นบ้านภาคเหนือ เร่อื ง ลานนาง
คอย จงั หวัดแพร่

ถาผานางเป็นถาสวยงามอย่ใู นจังหวดั แพร่ ปากถา
อยภู่ เู ขาสูงจากพ้ืนดนิ ประมาณ 50 เมตร มีบันไดไต่
เลยี บเล้ียววกข้ึนไปจนสุดทาง บนั ไดเป็นดนิ และหิน
มลี านกวา้ งเป็นท่ีนั่งพัก ก่อนจะเข้าสู่ถาดา้ นขวามอื
เป็นซอกเขา มีทางข้ึนไปไมส่ ูง ข้างบนมลี านหินเลก็
ๆ ซ่ึงเป็นท่ีนั่ง เรยี กกนั วา่ ลานนางคอย

เร่อื งถาผานางและลานนางคอยมีอย่วู า่ ครัน้
อาณาจักรแสนหวยี ังเจริญรุง่ เรอื ง เจ้าผคู้ รองนครมี
ราชธดิ าผู้สิริโฉมงดงามมาก นามว่านางอรัญญนี วนั
หน่ึงนางเสด็จประพาสโดยเรอื พระท่ีนั่งเกดิ มพี ายุ
ใหญ่พัดกระหนามา ทาํ ให้เรือพระท่ีนั่งพลิกควานาง
อรัญญนีพลัดตกลงในนา ฝีพายหนุ่มคนหน่ึงได้กระ
โดลงไปช่วยชีวติ นางไว้ได้ ตัง้ แต่นั้นมา ทัง้ สองคน
กไ็ ดล้ อบติดตอ่ รกั ใครก่ นั โดยปิดบงั ไม่ให้พระราช
บดิ าของนางลว่ งรู้

จนนางอรัญญนีตงั้ ครรภข์ ้ึน พระราชบดิ าของนาง
กร้ิวมาก สั่งให้โบยนางและกักขังไว้ แต่คนรกั ของ
นางกไ็ ด้ลอบเข้าไปหาถึงในท่ีคุมขัง และพานางหลบ
หนีไป เมอื่ เจา้ ครองนครทรงทราบกส็ ั่งให้ทหารออก
ตดิ ตามคนทัง้ สอง ทหารข่ีม้าทนั ทัง้ สองคนท่ีซอก
เขาแห่งหน่ึ ง และยิงธนไู ปหมายจะเอาชีวิตชายหนุ่ม
แต่ธนพู ลาดไปถูกนางอรัญญนีไดร้ ับบาดเจบ็ สาหัส
สามีของนางจึงพานางเข้าไปหลบซ่อนอยใู่ นถา

นางอรัญญนีรู้ตวั วา่ คงไมร่ อดชีวติ จึง
ขอร้องให้สามหี นีเอาตัวรอดโดยให้สัญญาว่าจะรออยู่
ท่ีถาแห่งน้ีตลอดไป ชายหน่มุ จึงจําใจตอ้ งจากไปตาม
คําขอรอ้ งของนาง ส่วนนางอรัญญนีกน็ ั่งมองดูสามี
ควบม้าหนีห่างไปจนลบั ตา และส้ินใจตายอย่ใู นถา
แห่งนั้น ลานท่ีนางนั่งดูสามีควบมา้ จากไปนั้น ตอ่ มา
เรียกว่า ลานนางคอย ส่วนถาแห่งนั้นกไ็ ด้ชื่อวา่ ถา
ผานาง

ข้อคิดท่ีได้

รู้ถึงความเป็นมาของ ถาผานางวา่ มเี หตผุ ลอย่างไรจงึ
เรียกวา่ อยา่ งนั้น

นิทานพ้ืนบา้ นภาคเหนือ เมืองลับแล
จงั หวดั อตุ รดติ ถ์

เมอื งลบั แลเป็นอาํ เภอเล็ก ๆ แห่งหน่ึงในจังหวดั
อตุ รดติ ถ์ แต่เดิมคงเป็นเมอื งท่ีการเดินทางไปมาไม่
สะดวก เส้นทางคดเค้ียว ทําให้คนท่ีไม่ชํานาญทาง
พลัดหลงได้งา่ ย จนไดช้ ื่อวา่ เมืองลับแล ซ่ึงแปลว่า
มองไมเ่ ห็น มีเรอ่ื งเล่ากันว่าคนมบี ญุ เทา่ นั้นจงึ จะได้
เข้าไปถึงเมอื งลบั แล

มตี ํานานเล่าว่า ครัง้ หน่ึงมชี ายคนหน่ึ ง
เข้าไปในป่า ได้เห็นหญิงสาวสวยหลายคนเดินออก
มา ครัน้ มาถึงชายป่า นางเหล่านั้นกเ็ อาใบไมท้ ่ีถือมา
ไปซ่อนไว้ในท่ีตา่ ง ๆ แลว้ ก็เข้าไปในเมืองด้วยความ
สงสัย ชายหน่มุ จงึ แอบหยิบใบไม้มาเก็บไว้ใบหน่ึง
ตกบ่ายหญิงสาวเหล่านั้นกลับมา ต่างกห็ าใบไม้ท่ีตน
ซ่อนไว้ ครัน้ ได้แล้วก็ถือใบไมน้ ั้นเดินหายลบั ไป มี
หญิงสาวคนหน่ึ งหาใบไม้ไมพ่ บ เพราะชายหน่มุ แอบ
หยบิ มา นางวิตกเดือดรอ้ นมาก

ชายหน่มุ จงึ ปรากฏตัวให้เห็นและคืนใบไม้
ให้ โดยมีข้อแลกเปล่ียนคือขอตดิ ตามนางไปดว้ ย
เพราะปรารถนาจะไดเ้ ห็นเมืองลับแล หญิงสาวก็
ยนิ ยอม นางจึงพาชายหนุ่มเข้าไปยงั เมอื งซ่ึงชาย
หนุ่มสังเกตเห็นว่าทัง้ เมอื งมีแต่ผูห้ ญิง นางอธบิ ายว่า
คนในหมูบ่ ้านน้ี ลว้ นมศี ี ลธรรม ถือวาจาสัตย์ ใคร
ประพฤติผดิ ก็ตอ้ งออกจากหมู่บ้านไป ผู้ชายส่วนมาก
มกั ไมร่ กั ษาวาจาสัตย์จึงตอ้ งออกจากหมบู่ ้านกันไป
หมด แลว้ นางกพ็ าชายหน่มุ ไปพบมารดาของนาง
ชายหนุ่มเกดิ ความรกั ใคร่ในตัวนางจึงขออาศั ยอยู่
ด้วย มารดาของหญิงสาวกย็ นิ ยอมแต่ให้ชายหนุ่ม
สัญญาวา่ จะต้องอย่ใู นศี ลธรรม ไม่พูดเทจ็ ชายหน่มุ
ไดแ้ ตง่ งานกับหญิงสาวชาวลบั แลจนมีบุตรชายดว้ ย
กัน 1 คน

วันหน่ึงขณะท่ีภรรยาไม่อย่บู ้าน ชายหน่มุ ผเู้ ล้ียง
บตุ รอยู่ บุตรน้อยเกดิ รอ้ งไห้หาแม่ไม่ยอมหยดุ ผูเ้ ป็น
พ่อจงึ ปลอบวา่ "แม่มาแลว้ ๆ" มารดาของภรรยา
ได้ยนิ เข้าก็โกรธมากท่ีบุตรเขยพูดเทจ็ เมอ่ื บตุ รสาวก
ลบั มาก็บอกให้รู้เรอื่ ง ฝ่ายภรรยาของชายหน่มุ เสียใจ
มากท่ีสามีไมร่ ักษาวาจาสัตย์ นางบอกให้เขาออกจาก
หม่บู ้านไปเสีย แล้วนางกจ็ ัดหายา่ มใส่เสบียงอาหาร
และของใช้ท่ีจําเป็นให้สามี พร้อมทัง้ ขุดหัวขม้ินใส่
ลงไปด้วยเป็นจาํ นวนมาก

จากนั้นกพ็ าสามไี ปยังชายป่า ช้ีทางให้แลว้
นางก็กลบั ไปเมืองลบั แล ชายหนุ่มไมร่ ูจ้ ะทําอย่างไร
ก็จาํ ต้องเดนิ ทางกลบั บา้ นตามท่ีภรรยาช้ีทางให้
ระหวา่ งทางท่ีเดินไปนั้น เขารูส้ ึกว่าถุงยา่ มท่ีถือมา
หนักข้ึน เรอ่ื ย ๆ และหนทางก็ไกลมาก จงึ หยิบเอา
ขม้ินท่ีภรรยาใส่มาให้ท้ิงเสียจนเกอื บหมด ครัน้
เดนิ ทางกลบั ไปถึงหมู่บ้านเดมิ บรรดาญาติมติ รตา่ งก็
ซักถามวา่ หายไปอย่ทู ่ีไหนมาเป็นเวลานาน ชายหนุ่ม
จงึ เลา่ ให้ฟังโดยละเอยี ดรวมทัง้ เรอ่ื งขม้ินท่ีภรรยาใส่
ย่ามมาให้แต่เขาท้ิงไปเกือบหมด เหลอื อยเู่ พียงแง่ง
เดียว พรอ้ มทัง้ หยิบขม้ินท่ีเหลืออยอู่ อกมา

ปรากฏว่าขม้ินนั้นกลบั กลายเป็นทองคําทัง้ แทง่
ชายหน่มุ รู้สึกแปลกใจและเสียดาย จงึ พยายามย้อน
ไปเพื่อหาขม้ินท่ีท้ิงไว้ ปรากฏว่าขม้ินเหลา่ นั้นไดง้ อก
เป็นต้นไมห้ มดแลว้ และเมื่อขุดดูกพ็ บแตแ่ งง่ ขม้ิน
ธรรมดาท่ีมสี ีเหลอื งทองแตไ่ มใ่ ช่ทองเหมอื นแงง่ ท่ี
เขาได้ไป เขาพยายามหาทางกลับไปเมอื งลบั แล แตก่ ็
หลงทางวกวนไปไมถ่ ูก จนในท่ีสดุ ก็ต้องละความ
พยายามกลับไปอย่หู มบู่ ้านของตนตาม

ข้อคิดท่ีไดจ้ ากเรื่องน้ี
ไมค่ วรโกหกกนั แมแ้ ตเ่ รอ่ื งเลก็ น้อย
ความอดทนเป็นส่ิ งท่ีควรมี และความอดทนนั้นจะ
ให้ผลตอบแทนท่ีดเี สมอ

นิทานพ้ืนบา้ นภาคเหนือ
เร่ือง ยา่ ผนั คอเหนียง

กาลก่อน ณ หมู่บา้ นตัง้ อยใู่ นชนบท ไกลออกไปจาก
เมืองหลวง ชาวบา้ นมอี าชีพทาํ ไร่ ทํานาหาของป่ามา
ขาย หมู่บ้านแห่งน้ี มีหญิงสาวรูปรา่ งอาภพั ผูห้ น่ึง
นางไมม่ ชี ายหนุ่มผใู้ ดไปเท่ียวหาเลยเนื่องจากนาง
คอพอกโตใหญ่น่าเกลยี ด ชาวบ้านเรียกนางว่า "อตี า
คอเหนี ยง"

ทกุ ๆ คืนแมว้ ่านางจะนั่งป่ ันฝ้ายอย่กู ลาง
ลานบา้ นรอหน่มุ ๆ มาเท่ียวหา ก็ปรากฏวา่ ไม่มีใคร
มาหานางเลย แม้ว่าจะได้ยินเสียงรอ้ งเพลงและเลน่
ดนตรีของพวกหน่มุ ๆ ท่ีผา่ นมา นางคิดวา่ เขาคงจะ
แวะมาเท่ียวหาตน แตป่ รากฏว่าหนุ่มเหล่านั้นกลบั
เลยไปบ้านอน่ื เสียทกุ ๆ คราว

เมื่อเป็นเช่นน้ี นางสาวตารู้สึกน้อยใจ อยาก
จะตายเสียให้พ้นความชอกชาใจ วันหน่ึ งขณะท่ีนาง
เห็นปลอดคน จึงจดั การตระเตรยี มเคร่ืองใช้ตัง้ ใจว่า
จะเข้าไปตายในป่าเสียให้รูแ้ ลว้ รู้ รอดไป บางทคี วาม
ตายอาจช่วยให้ตนพ้นทุกข์ไปได้

ผตี นหน่ึ งเดินมาเห็นคอพอกของนางสาวตา มันคิด
ในใจวา่ เราอุตส่าห์ยืมหม้อแกงท่ีไหน ๆ ก็หาไมไ่ ด้
เพ่ิงมาพบท่ีน่ี ผีจงึ ตรงคว้าเอาคอพอกของนางไป
พรอ้ มกบั พดู วา่ "แมน่ าง ข้าขอยมื หม้อแกงหน่อยนะ
เสรจ็ ธุระแลว้ จะเอามาส่งให้"

นางสาวตารู้สึกตัวตื่นข้ึน เอามือคลําตน้ คอ
ของตนรูส้ ึกวา่ คอพอกของตนท่ีเป็นอยนู่ ั้น ขณะน้ี
หายไปส้ิน นางรู้สึกดีใจย่ิงนัก รีบว่ิงบา้ งเดนิ บา้ ง
จนถึงบ้านโดยไมเ่ หน็ดเหน่ือย พอถึงบ้านกเ็ ลา่
เร่อื งราวทัง้ หลายให้เพ่ือน ๆ ฟัง

เพ่ือน ๆ ท่ีทราบเรือ่ งคอพอกของสาวตาหาย
ต่างพากันมาซักถามจนรูส้ ึกเร่อื งราว ณ ท่ีนั้น มี
หญิงสาววยั กลางคนผหู้ น่ึ งชื่อ "ผัน" แกก็คอพอก
เหมือนกนั แต่ไม่ไดโ้ ตใหญ่เท่าของสาวตา นางเอง
ต้องการอยากให้คอพอกของตนหาย นางเฝ้าซักไซ้
ไล่เลยี งจนทราบความจรงิ

นางจงึ ออกเดินเข้าป่าไป เป็นเวลารว่ ม ๆ
สิบวนั จนถึงป่าท่ีนางสาวตาไปนอนสลบไสล ด้วย
ความเหน็ดเหนื่อยและออ่ นเพลียนางจึงแวะพักนอน
กลางวันกลางทางนั่นเอง เม่อื ผีมาดูนางสาวตาไม่พบ
มันเห็นหญิงวยั กลางคนนอนแทนท่ี จึงส่งหม้อนั้น
คืน พอรุ่งเช้านางผันต่นื ข้ึน เม่อื เอามอื ลบู คลาํ คอ
ของตน แทนท่ีคอพอกของตนจะหาย กลบั โตกวา่
เดมิ ข้ึนอีกมากมาย นางร้องไห้เสียใจท่ีตนเสียแรง
อตุ ส่าห์ดัน้ ดน้ เข้าป่ามาทัง้ ทอี ยากจะให้คอพอก หาย
กลบั กลายโตย่ิงกว่าเดิมเสียอีก

เม่ือเป็นเช่นน้ี นางไมร่ ูจ้ ะทําอยา่ งไร เมื่อ
หมดหนทางแก้ ประกอบกับนางคิดไวว้ ่าวัยของตนก็
ล่วงเข้ากลางคนแลว้ แมว้ า่ คอจะพอกกไ็ มเ่ ห็นเป็น
อะไร ส้ตู นพยายามทาํ ความดแี ลว้ ความดีนั้นคงจะ
สนองให้นางเป็นสุขใจไดบ้ ้างกระมัง

นับแต่นั้นมา นางพยายามประกอบกรรมดี ช่วยเหลือ
กจิ กรรมงานของชาวบ้านโดยไม่เห็นเหน็ดเหนื่อย
ชาวบา้ นทกุ คนถึงกบั ออกปากสรรเสริญคุณงาม
ความดที ่ีนางได้ปฏบิ ตั ิไป ถึงแมว้ ่านางจะตายไป
หลายปีแลว้ ก็ตาม ชาวบา้ นยังกล่าวขวญั ถึงนางเสมอ
ว่า "ใจบญุ เหมือนยา่ ผนั คอเหนียง"

ข้อคิดท่ีไดจ้ ากนิทานเรอ่ื งน้ี

- โชควาสนาของคนนั้นไม่เหมือนกัน และยอ่ ม
กระทาํ ไดท้ กุ คนหากมีความตงั้ ใจจริง
- คติ "แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แข่งบุญแข่งวาสนา
แข่งไมไ่ ด้"

นิทานพ้ืนบา้ นภาคเหนือ เรือ่ ง ผาว่ิงชู้

นานมาแลว้ มเี จา้ หญิงไตองค์หน่ึ ง (ไต ? ไทย) เมื่อ
เติบโตเป็นสาวกไ็ ปหลงรกั กบั ชายหน่มุ คนหน่ึง ชาย
หน่มุ ก็หลงรกั เจ้าหญิงมาก ทัง้ สองมีความรกั ซ่ึง
กันและกันอย่างแน่นแฟ้น แต่เพราะความแตกตา่ ง
กันในเร่อื งฐานะ ศั กด์ิ ตระกูล ความรักของเขาทัง้
สองจงึ มอี ปุ สรรค มันเป็นอุปสรรคอนั ใหญ่หลวง
ยากท่ีจะฟันฝ่าไปให้ถึงจุดหมายได้ ในเมอื่ กาํ เนิด
ของเขาตา่ งกนั ราวฟ้ากับกนิ

ชายหนุ่มเป็นลูกชายของมหาอาํ มาตย์ท่าน
หน่ึง ความรกั ของคนทัง้ สองกต็ ้องถูกกีดขวางไม่ให้
ติดตอ่ กนั แต่ความรักคือความรกั ท่ีรุนแรง ไม่มี
กําแพงใด ๆ จะสูงเกินไปกวา่ ความรกั เหมอื นโรเม
โอกลา่ ววา่ "แม้รัว้ สิลา บ่มิอาจกัน้ เราได้" แล้วหนุ่ม
สาวก็ถือโอกาสลอบพบปะกนั เสมอ นับวันก็จะถูก
กดี ขวางมากข้ึน

วันหน่ึงทัง้ สองกน็ ัดกันว่าจะหนีไปดว้ ยกนั โดยข่ีมา้
หนีไป พอได้เวลานัดชายหน่มุ ก็มาคอยรบั เจ้าหญิง
ในท่ีลบั ๆ แห่งหน่ึ งนอกเมือง ในท่ีสดุ ชายหน่มุ กพ็ า
เจา้ หญิงหนีไปในกลางดกึ คืนวนั นั้น แต่ทัง้ สองไปไม่
รอดเพราะพระราชบิดาของเจา้ หญิงทราบเรอื่ งกใ็ ห้
ไพรพ่ ลควบม้า ติดตามไป ตามไปทันในขณะท่ีมา้
ของชายหนุ่มกบั เจา้ หญิงไปถึงฝ่ ังของแมน่ าซ่ึงเป็น
หน้าผาสงู ชันมาก เม่ือหมดทางหนีเขาทัง้ สองคิดว่า
จะต้องถูกนําตัวไปลงโทษสถานหนัก อาจถึงขั้น
ประหารชีวิตกไ็ ด้ แตช่ ายหน่มุ กไ็ มอ่ าจตัดสินใจได้
เสียงฝีเท้าม้าดังใกลเ้ ข้ามาทกุ ขณะ เจา้ หญิงซ่ึงนั่ง
ข้างหลงั ม้าจึงเปล่ียนมานั่งข้างหน้าเสียเอง เธอเป็น
ผู้ถือบังเหียนม้าแลว้ ให้ว่ิงลงมาจากหน้าผาทนั ที
ทาํ ให้ทัง้ สองคนเสียชีวิต ณ ท่ีนั้น

แตน่ ั้นมาผาสงู นั้นก็ไดช้ ่ือวา่ "ผาว่ิงชู้" และส่ิ งตา่ ง ๆ
ท่ีหล่นมาจากหน้าผารวมทัง้ ช่ือของคนทัง้ สองกเ็ ป็น
ช่ือเรยี กแก่งหลาย ๆ แกง่ ในลํานาปิง เป็นท่ีระลึกถึง
ความรักของคนทัง้ สองซ่ึงถือว่าความรักเป็นศาสนา
อันบริสทุ ธ์ิ

ข้อคิดท่ีได้จากนิ ทานเรื่องน้ี

เรือ่ งน้ี เป็นเร่ืองท่ีน่ากล่าวถึงและเศร้าดว้ ย
ใครไปท่ีนั่ นต้องนึ กถึงนิ ยายของหญิงชายคู่น้ี ซ่ึงรกั
กันแล้วตอ้ งมาจบชีวติ ท่ีผาน้ี คนยังไม่มอี สิ ระพอตอ้ ง
ถือตามประเพณีอยา่ งเคร่งครดั เม่ือฝ่าฝืนตอ้ งมโี ทษ
ทาํ ให้ขาดอิสรภาพในตวั เอง

หน่วยท่ี 2

นิ ทานพื้นบา้ นของภาคอสี าน

กอ่ งข้าวน้อยฆา่ แม่

วนั หน่ึ งเม่อื หลายร้อยปีมาแล้วท่ีบ้านตาด
ทอง ในฤดกู าลของฝน ได้มีการเตรยี มปักดาํ กลา้ ต้น
ข้าว และทกุ ครอบครวั จะออกไปไถนาเตรียมการ
เพราะปลกู มีครอบครวั ของชายหนุ่มคนหน่ึงเป็น
เด็กกําพรา้ พ่อ ไดอ้ อกไปปลกุ ข้าวเช่นเดยี วกนั

วันหน่ึ งเขาไถนาอย่จู นตะวนั ข้ึนสูงแล้วรูส้ ึก
เหน็ดเหนื่อยเป็นย่ิงนัก และหิวข้าวมากกว่าทกุ วัน
ปกตแิ ลว้ แมจ่ ะมาส่งก่องข้าวให้ทกุ วัน แตว่ ันน้ี กลับ
มาช้ากวา่ ปกตมิ าก

เขาจึงหยดุ ไถนาแลว้ เข้าไปพักผ่อนอยใู่ ต้
ตน้ ไม้ ปลอ่ ยให้เจา้ ทยุ ไปกนิ หญ้าสายตากเ็ หมอ่ มอง
ไปทางบ้านของตน เฝ้ารอคอยแมท่ ่ีจะนําข้างก่องมา
ส่ง ตามเวลาท่ีควรจะมา ด้วยความรู้สึก
กระวนกระวายใจ ย่ิงตะวันข้ึนสงู แดดกย็ ่ิงรอ้ นแรง
ข้ึนความหิวก็ย่ิงทวคี ูณข้ึนตามไปดว้ ย

ทันใดนั้นเองเขาไดม้ องเห็นแมเ่ ดนิ เลียบมา
ตามคันนา พร้อมกับก่องข้าวน้อยๆ ห้อยอยบู่ นเสาแห
รกคาน เขาบงั เกิดความไม่พอใจท่ีแมเ่ อาก่องข้าว
น้อยนั้นมาช้ามาก ด้วยความหิวจนตาลาย เขาคิดว่า
ข้าวในกอ่ งข้าวน้อยนั้นคงกินไมอ่ ่ิมเป็นแน่ จึงตอ่ ว่า
แม่ของตนว่า
“อีแก่ ไปทําอะไรอย่ถู ึงมาส่งข้าวให้กูกินช้านัก กอ่ ง
ข้าวกเ็ อามาแตก่ ่องน้อยๆ
กจู ะกินอ่ิมหรอื ?” ผูเ้ ป็นแมต่ อบลกู ว่า
“ถึงกล่องข้าวจะเลก็ แต่กอ้ น้อยแค่รูปนอกข้างใน
แน่ นนะลูกเอย๋
ลองกนิ ดูกอ่ น”ความหิว ความเหนื่อย ความโมโห
ทาํ ให้หูอือ้ ตาลาย
ไมย่ อมฟังส่ิ งใด เกิดบนั ดาลโทสะอยา่ งแรงกล้า
คว้าเอาไมแ้ อกแลว้ เข้าตี
แม่ท่ีแก่ชราจนล้มลงแลว้ ก็เดินไปกนิ ข้าว แมก้ ินข้าว
จนอ่ิมแลว้ แต่ข้าวยัง
ไม่หมดกอ่ ง จึงรูส้ ึกผดิ ชอบชั่วดี รีบว่ิงไปดูอาการ
ของแมแ่ ละเข้า
สวมกอดแม่

” อนิจจา ในตอนน้ีแม่ส้ินใจไปเสียแลว้ ..”
ชายหนุ่มรอ้ ยไห้โฮ สํานึกผิดท่ีตนไดฆ้ า่ แม่เพียงด้วย
อารมณ์เพียงชั่ววบู ไมร่ ูจ้ ะทาํ ประการใดดี

จึงเข้ากราบ นมสั การสมภารวัดเลา่ เรื่อง
ให้ทา่ นฟังโดยละเอียด
สมภารสอนวา่ “การฆา่ บิดามารดาของตนเองนั้น
เป็นบาปหนัก เป็นมาตุฆาต ต้องตกนรกอเวจตี าย
แล้วไมไ่ ดผ้ ดุ ไมไ่ ด้เกดิ เป็นคนอกี มหี นทาง
เพียวหนทางเดยี วจะให้บาปเบาลงได้กด็ ้วยการสรา้ ง
ธาตกุ อ่ กวมกระดกู แม่ไว้ ให้สงู เท่านกเขาเหิน จะได้
เป็นการไถ่บาปหนักให้เป็นเบาลงไดบ้ า้ ง”

เม่อื ชายหนุ่มปลงศพแมแ่ ลว้ จึงไดข้ อร้อง
ชักชวนญาตๆิ และชาวบ้านช่วยกันป้ ันอิฐก่อเป็น
ธาตุเจดีย์บรรจอุ ัฐิแม่ไว้ จงึ ให้ชื่อวา่ “ธาตุก่องข้าว
น้อยฆา่ แม่” จนตราบถึงทุกวนั น้ี

ทุกวนั น้ีมีผู้มากราบธาตุกอ่ งข้าวน้อยฯทุกวนั เพ่ือมา
ขอขมาลาโทษเหมอื นกบั เป็นการไถ่บาปท่ีทาํ ให้พ่อ
แม่ของตนเสียใจ บางคนเมอื่ มีลกู แลว้ จงึ ไดร้ ู้ว่าบุญ
คุณของพ่อแมม่ ากเหลือคณานับ เพ่ิงรู้ว่าต้องเล้ียงดู
ลูกนั้นยากหนักหนาซักเพียงใด จึงมาสํานึกท่ีทาํ ให้
พ่อแม่ตอ้ งเสียใจ บ้างก็มากราบไหว้เพ่ือราํ ลกึ ถึงบุญ
คุณแม่

นิทานเรอ่ื งน้ีสอนให้รูว้ ่า
ทาํ ดีกับพ่อแม่ยามเม่อื ท่านยงั มชี ีวติ อย่ดู ีว่า สํานึกได้
เมื่อทา่ นได้จากไปแลว้

กดุ นางใย

กดุ นางใย เป็นชื่อแหลง่ นาท่ีสําคัญของ
เมืองมหาสารคาม มาตัง้ แต่สมยั พระเจรญิ ราชเดช
(กวด) เจ้าเมอื งองค์แรก ซ่ึงมาตัง้ เมืองเมือ่ ปี พ.ศ.
๒๔๐๘ ใช้เป็นแหล่งนาสําหรับอุปโภคและบรโิ ภค
ควบคู่กบั แหลง่ นา ในหนองท่ม (กระท่มุ ) ท่ีเรียกวา่
กดุ เพราะเป็นท่ีส้ิ นสุดของสายนา

(กุด แปลวา่ ดว้ นหรือส้ิ นสดุ ) หรอื เรียกวา่
แมน่ าดว้ น ปัจจบุ นั ตืน้ เขินมากคงเหลอื เนื้อท่ี
ประมาณ ๒ ไร่ ใกลก้ ับกดุ นางใยเป็นท่ีตัง้ ของ
วทิ ยาลยั อาชีวศึ กษา มหาสารคาม และรมิ กุดนางใย
มีร่องรอยของวัตถุโบราณสันนิษฐานวา่ พระเจรญิ
ราชเดชสรา้ งไวเ้ มอ่ื ครัง้ ตัง้ เมือง ไดแ้ กเ่ สาหงส์ ซ่ึง
ถือวา่ เป็นผู้พิทักษ์เมือง

ครัง้ โบราณท่ีบรเิ วณแหล่งนาน้ี มีครอบครัว
หน่ึงตงั้ บา้ นเรือนอาศั ยอยู่ มีแมแ่ ละลกู ชาย ภายหลัง
ไดล้ กู สะใภม้ าอยรู่ ่วมกนั อย่มู าวันหน่ึ งลกู ชายไป
ค้าขายทางไกล แมแ่ ละลกู สะใภอ้ ย่บู า้ นเพียง ๒ คน
คืนหน่ึงแม่ผวั สังเกตเห็นวา่ ท่ีห้องนอนของลูกสะใภ้
จดุ ตะเกยี งตลอดคืน ซ่ึงเป็นการผดิ ธรรมเนียม
โบราณ กล่าวคือเมือ่ เข้านอนต้อง ดับตะเกยี ง

ในคืนวันหน่ึ ง แม่ผวั สงสัยจงึ ไปแอบดูวา่
ลกู สะใภท้ ําอะไรอย่ใู นห้อง และเห็นวา่ ลกู สะใภก้ ําลงั
สาวใยไหม ออกจากปากตัวเองมาม้วนเข้าฝัก…จึง
เกิดความหวาดกลวั นึกว่าสะใภเ้ ป็นภตู ผปี ีศาจ…จงึ นํา
ความไปเล่าให้เพ่ือนบา้ นฟัง

คืนต่อมาแม่ผวั และเพื่อนบ้านจึงมาแอบดู
เพ่ือจบั ผิดลกู สะใภ…้ ในท่ีสดุ ไดจ้ ูโ่ จมเข้าไปในห้อง
ขณะท่ีลูกสะใภก้ ําลังสาวไหมออกจากปาก…จึงซัก
ถามวา่ เป็นใคร มาจากไหน เป็นภตู ิผปี ีศาจหรือเปลา่
…ทําให้ลกู สะใภอ้ บั อายเป็นอยา่ งมาก…จงึ หนีออก
จากบา้ นและโดดลงในลาํ นานั้นหายไป

เม่อื ลูกชายกลบั มาและรู้ความจรงิ วา่ ภรรยา
โดดนาตาย ณ ท่ีแห่งนั้น…จึงไดแ้ ตเ่ ศร้าโศกเสียใจ
…เมื่อถึงคืนเดือนหงายจะไปนั่ งริมลํานาแห่งน้ี …และ
จอ้ งมองลงไปในสายนานาน ๆ เข้ากม็ องเห็นภรรยา
ในสายนานั้น และสาวใยไหมออกจากปาก… ตอ่ มาท่ี
แห่งน้ีจงึ ได้ชื่อว่ากดุ นางใย (ใยหมายถึงใยไหม)

นิทานเรอื่ งน้ีสอนให้รู้ว่า
1. เป็นอุทาหรณ์สอนใจวา่ การจะลงโทษใครอย่า
ผลีผลาม ควรถามสาเหตแุ ละเหตผุ ลข้อเทจ็ จรงิ กอ่ น
2. นามของสถานท่ีส่วนใหญ่…จะมนี ิทาน ตํานาน
ประกอบ และเป็นท่ีมาของชื่อสถานท่ีนั้นๆ

ซ่ิงสองต่อน

นิทานพ้ืนบ้านเร่ืองซ่ิงสองต่อน แลว้ มัน
แปลว่าอะไรหลายคนอาจจะงง…ภาษาอีสานวนั ละคํา
ภมู ใิ จเสนอคําว่า…”ซ่ิง” หมายถึงเนื้อ…ส่วนคําวา่ ”
ตอ่ น“ หมายถึงช้ิน …”ซ่ิงสองตอ่ น” จึงหมายถึง
“เนื้อสองช้ิน” กค็ ือ “เน้ือคู่” นั่นเอง…ซ่ินสองต่อน
เป็นนิทานพ้ืนบ้านเล่าตอ่ กนั มาแตโ่ บราณ….

นานมาแลว้ เม่อื ปี 2514 มคี ู่รกั คู่หน่ึ งทัง้
สองรักกนั มาก ฝ่ายหญิงชื่อจาํ ปา ฝ่ายชายชื่อบุญ
หลาย แตพ่ ่อแม่กดี กัน เพราะพ่อแมเ่ ป็นศั ตรูกนั มา
นานหลายสิบปี เมื่อเป็นเช่นนั้น ทัง้ สองจงึ ต้องแอบ
คบกนั แบบลบั ๆ ตลอดมา ส่วนจาํ ปีพ่ีสาวของจาํ ปา
นั้นกไ็ ดแ้ อบรักบุญหลายอยเู่ ช่นกนั …จนวันหน่ึงจาํ ปี
เห็นจําปาคุยอยกู่ ับบญุ หลาย จําปีจงึ ไม่พอใจจงึ นํา
ความไปบอกพ่อแม่ พ่อแมแ่ ค้นใจมาก จึงจบั จําปา
บวชชี

ครัน้ เวลาผ่านไปหลายเดือน จําปาท่ีบวชชี
อย่กู แ็ อบหนีจากการเป็นชี จําปาได้หนีไปอกี หมู่บา้ น
หน่ึงกับบญุ หลาย เมอ่ื จาํ ปีทราบว่า จาํ ปาหนีไปกับ
บญุ หลาย จาํ ปีก็ไปบอกพ่อแมข่ องบญุ หลาย เม่อื
ทราบดังนั้น ฝ่ายแมข่ องบญุ หลายก็ตรอมใจตาย
ส่วนพ่อบญุ หลายไมเ่ ช่ือเลยจบั จาํ ปีขังไว้ท่ีบา้ นของ
ตน แล้วไปบอกพ่อแม่ของจาํ ปา วา่ ให้หาบญุ หลายให้
เจอ แล้วจงึ จะเอาจําปีคืนให้

พ่อแม่ของจาํ ปาจงึ แสร้งมาพูดจาดๆี มา
พร้อมกบั ข้าวห่อหน่ึ งใส่ยาพิษมาให้พ่อของบญุ หลาย
กิน พ่อบญุ หลายก็กนิ แล้วตายไป พ่อแม่จาํ ปีก็พาจําปี
กลับบา้ น แต่ยังไม่ทันถึงบา้ น โจรก็มาปล้นกลาง
ทางแล้วฆา่ ทัง้ 3 ท้ิงเสีย ส่วนจาํ ปากบั บญุ หลาย
ครองรักกนั ไม่นานกต็ ัง้ ครรภแ์ ลว้ แท้งลกู จําปาเลย
เป็นบ้าสติไม่เต็ม วนั หน่ึงเห็นมีดในครัว จงึ ถือมาฟัน
หัวบุญหลายตาย

นิทานเรอ่ื งน้ีสอนให้รู้วา่
1. “กอ่ นจะทาํ อะไร…ก็ตอ้ งคิดหน้าคิดหลังให้ดีเสีย
กอ่ น“ เฉกเช่นจําปากับบญุ หลาย
2. “ความอาฆาตแค้นพยาบาท อจิ ฉาริษยา กอ่ กรรม
ทําลายผู้อ่ืน ผทู้ ่ีเป็นเช่นน้ีอย่เู ขาไม่ไดม้ ีความสุขเลย
เขายอ่ มได้รบั แต่ความทกุ ข์และมีเวรภยั มากมายรออยู่
เบือ้ งหน้า

พญาคันคาก

"คันคาก" ในภาษาอีสานท่ีแปลว่า "คางคก" เรื่อง
"พญาคันคาก" อันเป็นต้นกาํ เนิดของประเพณีบญุ
บัง้ ไฟ ซ่ึงเป็นบญุ เดอื นหกในฮตี สิบสองคองสิบส่ี
ของชาวอีสาน

ณ เมืองชมพู พระนางสีดา มเหสีของพญา
เอกราชผ้คู รองเมอื ง ได้ให้กาํ เนิดโอรสลกั ษณะ
แปลกประหลาด คือผวิ กายเหลืองอรา่ มดัง่ ทองคํา
แตเ่ ป็นตุม่ ตอเหมือนผิวคางคก คนทัง้ หลายจึงขนาน
นามพระกุมารว่า ท้าวคันคาก ซ่ึงคันคาก แปลว่า
คางคก

เม่อื เตบิ ใหญ่ข้ึน พระกุมารประสงค์จะได้
พระชายาท่ีมีสิรโิ ฉมงดงาม แตพ่ ญาเอกราชได้
ห้ามปรามไว้ ด้วยทรงอบั อายในรูปกายของทา้ วคัน
คาก แตท่ ้าวคันคากก็ไมย่ อ่ ทอ้ ได้ตงั้ จิตอธิษฐานขอ
พรจากพระอนิ ทร์ ดว้ ยบญุ บารมีแต่ชาตปิ างกอ่ นของ
ทา้ วคันคาก พระอนิ ทร์จึงเนรมิตปราสาทพร้อมทัง้
ประทานนางอุดรกรุ ุทวีป ผเู้ ป็นเนื้อคู่ให้เป็นชายา
ส่วนท้าวคันคากเอง ก็ถอดรูปกายคันคากออกให้
กลายเป็นชายหน่ ุมรู ปงาม

พญาเอกราชยินดกี ับพระโอรส จึงสละราช
บลั ลังก์ให้ครองเมอื งต่อ ทรงพระนามวา่ พญาคันคา
ก พญาคันคากตัง้ อย่ใู นทศพิธราชธรรม มเี ดชานุ
ภาพเป็นท่ีเลื่องลอื จนเมืองน้อยใหญ่ตา่ งมา
สวามิภกั ด์ิ แตก่ ท็ าํ ให้มผี เู้ ดือดรอ้ น คือพญาแถน ผ้อู ยู่
บนฟากฟ้า เพราะมนษุ ยห์ ันไปส่งส่วยให้พญาคันคา
กจนลืมบชู าพญาแถน จึงแกลง้ งดสั่งพญานาคให้ไป
ให้นาในฤดทู ํานา ทําให้เกดิ ความแห้งแลง้ ข้าวยาก
หมากแพง ชาวเมอื งจงึ ไปรอ้ งขอพญาคันคากให้ช่วย

พญาคันคากจึงเกณฑ์กองทพั สัตวม์ ีพิษ
ทัง้ หลาย ได้แก่ มด ผ้ึง แตน ตะขาบ กบ เขียด เป็น
อาทิ ทําทางและยกทพั ข้ึนไปส้กู บั พญาแถน โดยส่ง
มดปลวกไปกัดกนิ ศั ตราวุธของพญาแถนท่ีตระเตรียม
ไวก้ อ่ น ทําให้เมอื่ ถึงเวลารบ พญาแถนไมม่ อี าวธุ แม้
จะร่ายมนต์ ก็ถูกเสียงกบ เขียด ไก่ กา กลบหมด เสก
งมู ากัดกินกบเขียด ก็โดนรุ้ง (แปลว่าเหย่ียว) ของ
พญาคันคากจบั กิน ทัง้ สัตว์มพี ิษกย็ งั ไปกดั ต่อยพญา
แถนจนตอ้ งยอมแพ้ในท่ีสดุ

พญาคันคากจึงเร่ิมเจรจาตอ่ พญาแถน ขอ
ให้เมตตาชาวเมือง ประทานฝนตามฤดกู าลทกุ ปี
พญาแถนแสรง้ ว่าลมื พญาคันคากจงึ ทูลเสนอวา่ จะ
ให้ชาวบ้านจุดบัง้ ไฟข้ึนมาเตอื น พญาแถนก็เห็นชอบ
ดว้ ย

ตงั้ แตน่ ั้นเป็นตน้ มา ทุก ๆ เดอื นหกซ่ึงเป็น
ช่วงเร่ิมฤดทู าํ นา ชาวอีสานจึงมีประเพณีบุญบัง้ ไฟ
เพ่ือบูชาพญาแถน เพ่ือจะไดอ้ าํ นวยความสะดวก
ตลอดฤดเู พาะปลูก และเมือ่ พญาแถนประทานฝนลง
มาถึงพ้ืนโลกแลว้ บรรดากบเขียดคางคกท่ีเป็น
บริวารของพญาคันคาก กจ็ ะรอ้ งประสานเพื่อแสดง
ความขอบคุณต่อพญาแถน

หน่วยท่ี 3

นิ ทานพื้นบา้ นของภาคกลาง

นิทานพ้ืนบา้ นของภาคกลาง
เร่อื งท่ี 1 : วดั พนัญเชิง (จ.อยธุ ยา)

วัดพนัญเชิงเป็นวดั ใหญ่ท่สี ําคัญวดั หน่ึงในจังหวัดอยธุ ยา
ตงั้ อย่ทู ่แี หลมบางกะจะเป็นวัดท่มี พี ระพทุ ธรูปองค์ใหญ่ซ่ึงชาว
บ้านนับถือกันว่าศั กด์ิสิทธ์ิกันมากตาํ นานเก่ยี วกบั การสรา้ งวัด
พนัญเชิงนั้นมีมาเก่าแก่กอ่ นสรา้ งกรุงศรีอยธุ ยา เรื่องราวของ
พระเจ้าสายนาผ้ึงกับพระนางสรอ้ ยดอกหมากนั้น มีกลา่ วไว้ใน
พงศาวดารเหนือ ฟังดเู หมอื นเรอ่ื งเล่ือนลอย แตน่ ักประวตั ศิ าสตร์
และนักโบราณคดไี ดค้ ้นควา้ แลว้ ปรากฏว่า พระเจา้ สายนาผ้งึ นั้นมี
ตวั จริง

เคยเป็นกษัตริย์ซ่ึงครองเมอื งเก่าท่ตี งั้ อยทู่ ่หี นองโสน
กอ่ นท่พี ระเจา้ อ่ทู องจะสร้างกรุงศรีอยธุ ยา และเป็นผูส้ รา้ งวัด
สําคัญคือ "วดั พนัญเชิง" และ "วดั มงคลบพิตร" ซ่ึงยังปรากฏอยู่
ในปัจจบุ นั

ตาํ นานเก่ยี วกบั พระเจ้าสายนาผ้งึ และพระนางสร้อย
ดอกหมากเลา่ ว่า ครงั้ นั้นกษัตริยค์ รองกรุงอโยธยาส้ินพระชนมล์ ง
ไม่มรี ชั ทายาทสืบสันตวิ งศ์ บรรดาอํามาตยจ์ ึงปรกึ ษากนั หาคนดมี ี
บญุ มาเป็นกษัตริยต์ อ่ ไป โดยให้เส่ียงทายเรอื พระท่นี ั่ง เรอื พระ
ท่นี ั่งนั้นกล็ อยไปจอดกลางทงุ่ นาแห่งหน่ึงซ่ึงเดก็ เล้ยี งควายกําลงั
เล่นกนั อยู่

เด็กคนหน่ึงเล่นเป็นกษัตรยิ ์ ตดั สินลงโทษประหารชีวิต
เพ่ือนอกี คนหน่ึงโดยใช้ไม่ไผท่ ําเป็นดาบ พอเพชฌฆาตลงดาบ
ปรากฏว่าเดก็ ชาวนานั้นคอขาดกระเด็นไปตามคําสั่ง บรรดา
อํามาตย์เห็นเป็นเหตุอัศจรรย์ จงึ เชิญเด็กชาวนานั้นข้ึนเป็น
กษัตรยิ ์ครองกรุงอโยธยาสืบมา

ทางฝ่ายพระเจ้ากรุงจีน มีธิดาบญุ ธรรมซ่ึงกล่าวกนั วา่ มี
กําเนิดจากจนั่ หมาก จึงไดน้ ามว่า "สรอ้ ยดอกหมาก" มสี ิริโฉม
งดงาม ครนั้ นางเจริญวัยโหรไดท้ าํ นายวา่ นางจะได้เป็นคู่ครอง
ของกษัตรยิ แ์ ห่งเมอื งอโยธยาพระเจา้ กรุงจีนส่งสาสน์มายงั
พระเจ้ากรุ งอโยธยาถวายนางเป็นชายา

พระเจา้ กรุงอโยธยาได้รับสาสน์นั้นกม็ ีความยนิ ดี รบี จัดกระบวน
เรือออกไปรับตวั นาง ขณะท่เี รือพระท่นี ั่งผ่านไปถึงวัดปากคลอง
ไดท้ อดพระเนตรเห็นรวงผ้งึ ใหญ่เกาะอยทู่ ่ใี ตช้ ่อฟ้า จึงทรง
อธษิ ฐานวา่ หากพระองค์มีบญุ ญาธกิ าร จะไดป้ กครองบา้ นเมอื งให้
รม่ เยน็ เป็นสขุ ขอให้นาผ้ึงหยดลงมาท่เี รือ ครนั้ หันหัวเรือเข้าไป
นาผ้งึ ก็หยดลงมาท่หี ัวเรอื ดงั คําอธิษฐาน ผูท้ ่เี ห็นเหตกุ ารณ์จึงพา
กันขนานพระนามวา่ "พระเจา้ สายนาผ้งึ “

เม่อื พระนางสรอ้ ยดอกหมากไดท้ รงทราบความก็ย่งิ น้อยพระทัย
มากถึง กบั ทรงกลนั้ ใจตาย เม่ือพระเจา้ สายนาผ้งึ เสด็จออกไปรบั
และได้ทรงทราบก็เศร้าโศกเสียพระทัยย่ิงนัก จึงเชิญศพนางไป
พระราชทานเพลิงศพและให้สร้างพระอารามข้ึนตรงบรเิ วณท่ี
พระราชทาน “

เมอ่ื พระองค์เสดจ็ ถึงเมอื งจนี พระเจ้ากรุงจนี ไดร้ ับเสด็จและ
จัดการอภเิ ษกสมรสให้อย่างสมพระเกยี รติ จากนั้นพระเจา้
สายนาผ้ึงกพ็ าพระนางสรอ้ ยดอกหมากเสด็จกลบั กรุงอโยธยา
ครนั้ มาถึงบริเวณท่เี ป็นวัดพนัญเชิงในปัจจบุ ัน พระเจา้ สายนาผ้งึ
กใ็ ห้พระนางสร้อยดอกหมากรออย่ใู นเรอื พระท่นี ั่งส่วนพระองค์
เสดจ็ เข้าพระราชวงั เพื่อเตรยี มรับเสด็จ

ครนั้ เรยี บร้อยแล้วกใ็ ห้คนมาเชิญเสดจ็ พระนางสร้อยดอกหมาก
เข้าไปในวัดแตพ่ ระนางสร้อยดอกหมากเกดิ ความน้อยพระทยั ท่ี
พระเจ้าสายนาผ้งึ ไมเ่ สดจ็ ออกมารับเอง จึงรบั สั่งว่าถ้าไมเ่ สด็จ
ออกมารับกจ็ ะไม่เข้าไป ครนั้ คนนําเพลิงศพ พระราชทานนามวา่
"วัดพระนางเชิง" ซ่ึงตอ่ มาเรยี กเพ้ียนไปวา่ "วดั พนัญเชิง"

ข้อคิดท่ีไดจ้ ากเรื่อง

ควรใส่ใจความรูส้ ึกของผอู้ น่ื เพ่ือไมใ่ ห้
เกิดผลเสียกับทงั้ สองฝ่าย

นิ ทานพื้นบ้านของภาคกลาง
เร่ืองท่ี 2 : สองพ่ีน้อง (จ.สพุ รรณบรุ )ี

ท่ีจงั หวัดสพุ รรณบุรีมคี ลองอย่คู ลองหน่ึง
เรยี กวา่ "คลองสองพ่ีน้อง" ปัจจบุ ันอย่ใู นท้องท่ี
อาํ เภอสองพ่ีน้องเรื่องน้ีมนี ิทานเล่ากันมาแต่
โบราณว่า…

สมัยหน่ึ งมีชายสองคนพ่ีน้องอาศั ยอยทู่ ่ี
คลองน้ี ทัง้ สองมอี าชีพทําไร่ทาํ สวน ฐานะค่อนข้าง
มีอันจะกนิ และรูปรา่ งหน้าตาก็หล่อเหลาเอาการ
เป็นท่ีหมายปองของสาวในบ้านเดียวกัน แตช่ าย
หนุ่มทัง้ สองหาสนใจไม่ ตอ่ มาไม่นานทัง้ สองได้
ข่าวว่ามสี าวงามสองคนอยใู่ นตาํ บลทอ้ งท่ีอาํ เภอ
บางปลาม้า หญิงทัง้ สองน้ีสวยงามมาก ชายทัง้ สอง
พ่ีน้องจึงคิดตอ้ งการนางมาเป็นคู่ครองทัง้ สองคน
ตอ่ มาสองพ่ีน้องไดจ้ ัดเถ้าแก่ไปสู่ขอ พ่อแม่ฝ่าย
หญิงเม่ือได้ฟังคุณสมบัตขิ องฝ่ายชายก็ไม่รังเกียจ

และเห็นวา่ ลูกสาวของตนอายสุ มควรท่ีจะมคี ู่ครอง
ได้แลว้ จึงตอบตกลง "เมอื่ มาส่ขู อลูกสาวของฉันไป
ตกไปแต่งทัง้ ที ก็ขอให้สมกับหน้าตา ฐานะหน่อย
หน่ึงจะได้ไหม" พ่อของฝ่ายหญิงกล่าวกบั เถ้าแก่ว่า
ฝ่ายหญิงตอ้ งการให้จัดขบวนขันหมากลงเรือสําเภา
ให้ใหญ่โตจะไดเ้ ป็นท่ีเชิดหน้าชูตาของชาวบ้าน
แถวน้ี

ครัง้ ถึงวันกาํ หนดนัด ฝ่ายชายก็จัดเครอ่ื ง
ขันหมากและเครือ่ งใช้ในการแต่งงานลงเรือสําเภา
มมี โหรีป่ ีพาทยค์ รบครนั เมือ่ ได้ฤกษ์ขบวน
ขันหมากพร้อมทัง้ เจ้าบา่ วทัง้ สอง กเ็ ร่ิมเคลือ่ นท่ี
จากคลองสองพ่ีน้องออกไปทางแม่นาสพุ รรณข้ึน
ไปทางเหนือมุง่ หน้าไปบ้านเจา้ สาว

ขณะท่ีเร่อื แลน่ ไป นักดนตรีกเ็ ลน่ ดนตรีดัง
ไปตลอดทาง จนถึงตาํ บลหน่ึง เม่อื นักดนตรีเปล่ียน
เพลงมาเล่นซอ ชาวบา้ นจึงเรียกท่ีแห่งน้ีวา่ "บางซอ"
เพราะนักดนตรีไปเลน่ ซอท่ีนั่น เม่ือแล่นไปอกี ไม่
นานเสียงดนตรีก็ย่ิงดังครึกครนื้ สนุกสนานผคู้ นใน
เรอื ก็ร้องรํากนั ไมไ่ ด้หยดุ ท่ีแห่งน้ี จึงเรียกวา่ "บา้ น
สนกุ "

เม่อื เรอื ขบวนขันหมากเลยบา้ นสีสนกุ ไปได้
ไม่นาน กเ็ กิดเหตกุ ารณ์อย่างไมค่ าดคิดข้ึน คือ เรอื
สําเภาท่ีบรรทกุ ทัง้ คนทัง้ เคร่ืองใช้ไม้สอยสําหรบั
งานแต่งานได้เกดิ อุบัตเิ หตอุ ับปางลม่ ลง คนท่ีมา
กบั ขบวนขันหมาก และส่ิ งของเคร่อื งใช้จมหายไป
ในนาหมดดังนั้นตรงท่ีเรือสําเภาลม่ นั้นปัจจุบันจึง
เรยี กว่า "สําเภาทลาย" ส่วนเจ้าบา่ วสองพ่ีน้องจม
นาตายทัง้ คู่ ฝ่ายเจ้าสาวทัง้ สองสมกับเป็นเจา้ สาว
รอขบวนขันหมากด้วยใจระทกึ

ต่างคนกค็ ิดถึงเจา้ บ่าวของตนเองว่าหน้าตา
หลอ่ เหลาแค่ไหน แต่เมื่อมีคนมาส่งข่าววา่ ขบวน
เรือขันหมากของสองพ่ีน้องลม่ ลงกลางแม่นาเสีย
แล้ว และเจ้าบา่ วของเธอก็จมนาตายด้วย หญิงทัง้
สองเสียใจมาก เธอรอ้ งไห้คราครวญอยา่ งน่าเวทนา
ต่อมาชาวบา้ นจึงเรยี กบ้านท่ีหญิงทัง้ สองอยวู่ า่
"บ้านแมห่ ม้าย" ซ่ึงปัจจบุ นั ก็ข้ึนอย่กู บั อาํ เภอบาง
ปลามา้ จงั หวัดสพุ รรณบุรี

ข้อคิดจากเร่อื ง

ควรดาํ รงชวี ติ อยูดวยความไม
ประมาทและมสี ติพรอ มรับทุก

สถานการณ

นิทานพ้ืนบา้ นของภาคกลาง
เร่ืองท่ี 3 : บางแมห่ มา้ ย (จ.สพุ รรณบรุ )ี

มีเร่ืองเล่ากันว่ามีชายหนุ่มสองพ่ีน้องผูกสมคั รรกั
ใคร่สาวทางบ้านบางแม่หม้ายจนถึงไดส้ ู่ขอและ
กาํ หนดนัดวันแต่งงาน เมื่อถึงกําหนดฝ่ายเจ้าบา่ วก็
เคล่อื นขบวนสําเภาขันหมากมารบั พวกมโหรที ่ีบา้ น
แห่งหน่ึ ง เรยี กวา่ บ้านบางซอซ่ึงวงมโหรีได้
บรรเลงเพลงมาตามทางอยา่ งสนุกสนาน แตท่ ่ี
สนกุ ท่ีสดุ กเ็ ม่อื เดนิ ทางมาถึงย่านนาอนั กว้างใหญ่
อดุ มไปด้วยสัตวน์ าท่ีดรุ า้ ย คือ จระเข้ได้เกิดพายุ
ใหญ่พัดจนสําเภาล่มจงึ เรยี กสถานท่ีแห่งนั้นว่าบา้ น
สําเภาล่มหรอื สําเภาทะลายปัจจุบันเรยี กบ้าน
สํ าเภาทอง

เมื่อเรือล่ม บางคนกจ็ มนาตาย บางคนกถ็ ูก
จระเข้คาบไป เจ้าบ่าวถูกจระเข้คาบว่ายไปทางทศิ
เหนือ ถึงบ้านเจ้าสาวเม่อื พวกเจ้าสาวเห็นก็จําไดจ้ ึง
ไปบอกเจ้าสาว.. เจ้าสาวเสียใจมากว่ิงตามตล่ิงตาม
ดเู จ้าบา่ วไปจนถึงท่ีแห่งหน่ึ ง ซ่ึงไมอ่ าจตามไปได้
ทันทว่ งทีจงึ ได้แตแ่ ลมองไปจนสดุ สายตาท่ีท่ี
เจา้ สาวยนื มองอย่นู ้ี ต่อมาเรียกว่าวดั บ้านสุด

แมก้ ระนั้นนางก็มไิ ดท้ อ้ ถอยม่งุ หน้าตดิ ตาม
ไปเรอื่ ย ๆ จนเหน่ือยอ่อนจึงนั่งพักท่ีโคกแห่งหน่ึง
ต่อมาได้ชื่อวา่ "โคกนางอ่อน" เม่ือหายเหนื่อย นาง
ก็ตามตอ่ ไปอกี จนถึงโพนางเซาต่อมานางได้ข่าววา่
มจี ระเข้คาบคนรักไปทางทิศใตจ้ ึงย้อนกลบั มาและ
พบศพนางจึงนําศพมาฌาปนกจิ ท่ีวดั ตอ่ มาวันนั้น
ชื่อ"วัดศพ" ปัจจบุ ันเปล่ียนช่ือเป็นวดั ประสบสขุ
และบา้ นเจา้ สาวจึงไดช้ ื่อว่า "บางแม่หม้าย" มาจน
ทกุ วนั น้ี

ข้อคิดท่ไี ด้จากเร่ือง

คนท่ีรกั เราจรงิ ไม่วา่ เราจะเป็นยัง
ไงเขากจ็ ะยังอยกู่ บั เรา

และคอยดูและเราเสมอทัง้ ตอนเป็น
หรอื ตาย

นิ ทานพ้ืนบ้านภาคกลาง
เรื่อง : เขานมนาง (จ.สพุ รรณบรุ )ี

ตํานานเรอ่ื งบางนางบวช เกดิ ในเขตจังหวัด
สพุ รรณบุรีและอ่างทอง กลา่ วกันว่าครัง้ หน่ึ ง มี
หญิงงามชื่อ พิมสุราลยั มรี ูปร่างหน้าตาสวยงาม
เป็นท่ีหมายปองของบรรดาชายหน่มุ หลายคนชาย
หน่มุ เหลา่ นั้นพยายามแยง่ ชิงนางจนเกดิ เป็น
เรือ่ งราวทะเลาะววิ าทกัน

ทาํ ให้นางพิมสุราลัยไม่พอใจ ในท่ีสุดนางก็
ตัดสินใจหนีเข้าไปอย่ใู นป่าตามลาํ พัง ทาํ มาหากิน
ด้วยการปลกู ข้าวและทอผา้ แตเ่ คราะห์กรรมยังตาม
ไปถึงในป่า มีพรานป่าคนหน่ึงชื่อตาลีนนท์ ไดเ้ ห็น
นางเข้าและเกิดความรกั ตาลนี นท์เป็นคนมี
เวทมนตร์จําแลงแปลงกายได้ จึงแปลงกายเป็นงู
เข้าไปแอบซ่อนอยใู่ นกระทอ่ มของนางพิมสรุ าลยั

ครัน้ นางเข้าไปในกระทอ่ ม งูแปลงกเ็ ลื้อยเข้าไปรดั
นางไว้ นางพิมสรุ าลยั ตกใจจึง คว้ามดี ฟันงนู ั้นจน
ตาย เมอ่ื ส้ินชีวิตเวทย์มนตรก์ เ็ สื่อมลงรา่ งของงจู งึ
กลับคืนเป็นพรานป่า นางพิมสรุ าลัยรูต้ ัววา่ ฆา่ คน
ตายกม็ คี วามตกใจและเสียใจมาก


Click to View FlipBook Version