The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การละเล่นพื้นบ้านในแต่ละภาคของประเทศไทย-ธนันชัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by toey42tarn, 2022-02-14 08:19:16

การละเล่นพื้นบ้านในแต่ละภาคของประเทศไทย-ธนันชัย

การละเล่นพื้นบ้านในแต่ละภาคของประเทศไทย-ธนันชัย



การละเลน่ พนื้ บ้านในแตล่ ะภาคของประเทศไทย

นายธนนั ชยั ลวี จิ ติ รศิลป์
รหสั ประจำตัว 607715
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5/1 เลขท่ี 13

รายงานประกอบการเรียนการสอน วิชา ภาษาไทย (ท32102)
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564
โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่





การละเลน่ พนื้ บ้านในแตล่ ะภาคของประเทศไทย

นายธนนั ชยั ลวี จิ ติ รศิลป์
รหสั ประจำตัว 607715
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5/1 เลขท่ี 13

รายงานประกอบการเรียนการสอน วิชา ภาษาไทย (ท32102)
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564
โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่



คำนำ
รายงานเรื่องการละเล่นพื้นบ้านในแต่ละภาคของประเทศไทย จัดทำขึ้นเพื่อประกอบการเรียน
วิชาภาษาไทยพื้นฐาน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
โดยมวี ตั ถปุ ระสงค์ เพ่ือศกึ ษาเกย่ี วกับการละเลน่ พื้นบ้านในแตล่ ะภาคในประเทศไทย ซึ่งไดร้ วบรวมเนื้อหา
เกี่ยวกับ การละเล่นต่างๆ รวมไปถึงวิธีการละเล่น อุปกรณ์ รวมไปถึงคุณค่า สาระ แนวคิด ที่ได้รับจาก
การละเลน่
ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานฉบับนี้ จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อย
หากมีข้อผดิ พลาดประการใด ต้องขออภยั ไว้ ณ ทน่ี ี้ดว้ ย

ข หนา้

สารบญั 1
2
คำนำ 3
บทนำ 4
ประวตั คิ วามเป็นมาของการละเลน่ พน้ื บ้าน 16
ลักษณะของกจิ กรรมบนั เทิงทจี่ ัดอยู่ในการละเลน่ 29
การละเลน่ พ้นื บา้ นภาคกลางและภาคตะวันออก 43
การละเล่นภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือหรอื ภาคอีสาน 58
การละเล่นภาคเหนอื 59
การละเล่นพืน้ บา้ นภาคใต้
บทสรปุ
บรรณานกุ รม

ค หนา้
5
สารบญั รูปภาพ 7
9
ภาพท่ี 11
1 การเลน่ ตะกร้อลอดบว่ ง 12
2 การเล่นหมากเก็บ 13
3 ทา่ มวยไทยพ้ืนฐาน 14
4 ว่าวประเภทตา่ งๆ 15
5 การเลน่ ชักเย่อ 17
6 การตกี ลองยาวในขบวนแห่ 20
7 การเล่นทายโจก๊ 22
8 การเลน่ ตจี่ บั 24
9 การเส็งกลองกง่ิ 25
10 การแข็งเรือเมืองนา่ น 26
11 การเล่นโปงลาง 27
12 การวิ่งขาโถกเถก 28
13 เดินกะโปห๋ รอื เดนิ กะลา 30
14 การเลน่ กอ๊ กล๊อก 31
15 การเลน่ ตีนเลียน (ลอ้ เล่อื น) 32
16 โคง้ ตนี เกวยี นหรอื ระวงตีนเกวียน 34
17 การเลน่ ไมห้ ง่ึ หรอื อหี ่งึ
18 การเล่นม้าจกคอก
19 การเลน่ ป่นั หนังว้อง
20 การเล่นสะโป้ก



สารบัญรปู ภาพ (ต่อ)

ภาพท่ี หนา้
21 ชนกวา่ ง 36
22 อปุ กรณ์การเลน่ ไก่ชนมะม่วง 37
23 การเลน่ โพงพาง 38
24 การแข่งขนั เรือบก 40
25 การเลน่ บ่าขี้เบ้าทราย 41
26 การเล่นตากระโดด 42
27 ฉบั โผง 44
28 บรรยากาศการเลน่ ลเิ กป่า 47
29 การเล่นเพลงนา 49
30 ลูกลม 50
31 การเล่นววั ชน 52
32 การเล่นเป่ากบ 55
33 การเล่นกรือโตะ๊ 57



บทนำ

การละเล่นพื้นบ้าน คือ การละเล่นของไทยในสมัยก่อนนั้นมีวิธีการเล่นที่สนุกสนานและ
หลากหลาย การละเลน่ ของเด็กสมัยก่อนทน่ี ยิ มเลน่ กันในชีวติ ประจำวนั น้ัน และสืบทอดมาจากคนรุ่นก่อน
ซึ่งบางประเภทมีบทร้อง และท่าทางประกอบ ส่วนกฎเกณฑ์ต่าง ๆ มักมีการกำหนดขึ้นเองตามข้อตกลง
ของกลุ่มผู้เล่นในแต่ละท้องถิ่น บางครั้งก็เล่นตามความสนุกสนานร่าเริง แต่บางครั้งก็เล่นเพื่อการแข่งขัน
ซึ่งทำให้ได้รับความบันเทิงจากการละเล่นไม่ใช่น้อย ขณะเดียวกันก็ยังได้เพิ่มพูนทักษะทางร่างกายและ
จิตใจ ไปพร้อมกันด้วย ซึ่งการละเล่น พื้นบ้านของไทยเราก็มีให้เลือกเล่นมากมายตามแต่เวลา โอกาส
และสถานที่เอื้ออำนวย แต่ในปัจจุบันสังคม มีการเปลี่ยนแปลงไปทำให้การละเล่นพื้นบ้านของไทยน้ัน
เลอื นหายไปจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายทค่ี นรุ่นต่อมาอาจไม่ทราบถึงการละเลน่ ของไทยทส่ี นุกสนาน เพราะไม่
ร้ถู งึ วธิ ีการเล่นและประโยชนข์ องการละเล่นพนื้ บา้ น

ดังนั้นเรื่อง การละเล่นพื้นบ้านของเรา ที่เป็นที่นิยมเล่นกันกับเพื่อน ๆ ในสมัยเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน
เรา ซง่ึ เปน็ เรื่องใกล้ตวั เรามาก และเรากไ็ ด้ผา่ นชว่ งน้ีมาแลว้ ด้วยเหมือนกัน ซงึ่ เช่อื วา่ ทุกคนจะต้องผ่านวัย
เด็กมาแลว้ กันท้งั นั้น หรอื บางคนอาจจะกำลังอยู่ในช่วงน้ีก็ได้ ในชว่ งวยั เดก็ เป็นชว่ งที่สนุกมากจนไม่อยาก
ผ่านช่วงนี้มาเลย กลุ่มผู้ศึกษาจึงเลือกศึกษา เรื่องการละเล่นพื้นบ้านของเรา เพื่อเป็นอนุรักษ์วัฒนธรรม
การละเล่นของหมู่บ้านและการละเลน่ ของไทยท่ีกำลงั จะสญู หายให้เป็นท่รี ้จู กั เพ่ือชนรนุ่ หลงั สืบไป

การละเล่นพื้นบ้าน หมายถึง กิจกรรมการเล่นของสังคม เป็นกิจกรรมนันทนาการหนึ่งซึ่งได้รับ
การยอมรับร่วมกันในสังคม โดยมีรากฐานมาจากความเป็นจริงแห่งวิถีชีวิตของชุมชนที่มีการประพฤติ
ปฏิบัติสืบทอดกันมาจากอดีตสู่ปัจจุบัน การละเล่นแสดงออกด้วยการเคลื่อนไหวกริยาอาการเป็น หลัก
อาจมดี นตรี การขบั รอ้ งหรือการฟอ้ นรำประกอบการเล่น มีจุดมงุ่ หมาย เพ่อื ความสนุกสนานเพลิดเพลินใน
โอกาสต่าง ๆ การละเล่นบางชนิดได้รับการถ่ายทอดสืบสานต่อกันมา และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพ่ือ
พัฒนารูปแบบอย่างต่อเนื่องจนมีลักษณะเฉพาะถิ่นดังนี้การละเล่นพื้นบ้านจึงเป็ นผลิตผลอันเกิดจาก
ความคิดและจินตนาการของมนุษย์ ย่อมสะท้อนถึงโลกทัศน์ ภูมิธรรม และจิตวิญญาณของบรรพชนใน
ท้องถิ่นที่ได้ถูกหล่อหลอมจนตกผลึกเป็นภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าและได้กลายเป็นมรดกวัฒนธรรมของ
ทอ้ งถ่ินและของประเทศชาติ

การละเล่นนับว่ามีความสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการละเล่นของเด็กและ
ของผู้ใหญ่ล้วนแสดงออกถึงสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณีค่านิยมและความเชื่อของ
สังคมน้นั ๆ ทงั้ ยังกอ่ คณุ คา่ แก่ผู้เล่นและผ้เู ฝ้าดู ในด้านการผ่อนคลายอารมณ์ ความเครยี ด เสรมิ สร้างพลัง
กายใหแ้ ข็งแรง ฝกึ ความคดิ ความเข้าใจ การแกป้ ญั หานอกจากนย้ี งั ก่อให้เกดิ ระเบียบวินัย เกดิ การยอมรับ
กฎเกณฑ์ของสังคม สรรคส์ รา้ งความเปน็ กัลยาณมิตรข้ึนในชุมชน ทำใหส้ งั คมเกิดความเข้มแข็งจนก่อเป็น
ความดีงามอนั เป็นเป้าหมายสงู สดุ แห่งชวี ติ



การละเลน่ ของไทยไมส่ ามารถลำดบั ใหเ้ หน็ พัฒนาการตามกาลเวลาได้อย่างชัดเจนท้งั นี้เนอื่ งจาก
การละเล่นส่วนใหญเ่ ป็นกระบวนการถ่ายทอดด้วยการปฏิบัติ มิใช่ตำรา จึงขาดการบันทึกเปน็ ลายลักษณ์
อักษรที่จะใช้เป็นข้อมูลในการสร้างลำดับอายุสมัยของการละเล่นแต่ละอย่างได้ยิ่งไปกว่านั้น การละเล่น
ของไทยส่วนใหญ่มีลักษณะของการพัฒนาตนเองและค่อยเป็นค่อยไปเพราะจดจำสืบต่อกันมาจากคนรุ่น
หนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง (ร.อ.หญิงปรียา หิรัญประดิษฐ์ ๒๕๓๓ : ๑๕) และโดยเหตุที่การละเล่นเกิดขึ้นมา
ยาวนานและปรากฏอยูท่ ั่วไปในทอ้ งถิ่นต่าง ๆ โดยทั่วไป เช่นนี้ทำให้เกิดความหลากหลายของการละเล่น
พื้นบ้าน มีทั้งลักษณะร่วม และลักษณะที่แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น อย่างไรก็ดีสิ่งที่ตรงกันในทุก
ทอ้ งถ่นิ กค็ อื มกี ารละเลน่ พ้นื บา้ นท้งั ทเ่ี ป็นของเด็กและของผใู้ หญ่

ประวัติความเป็นมาของการละเลน่ พ้นื บา้ น
เป็นการละเลน่ ท่ีมใี นกลุ่มสังคมท้องถิ่น ในอดตี มกี ีฬาพ้ืนบา้ นต่างๆให้เลน่ มากมายต้ังแต่รุ่นก่อนๆ

จนกระทั่งถึงรุ่น ปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นอยู่ซ่ึงแต่ก็น้อยกว่าในสมัยก่อนมากเพราะสมัย ปัจจุบันมีเทคโนโลยี
เข้ามามากจึงทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ค่อยได้เล่นกันนัก กิจกรรม การเล่นของสังคม เป็นกิจกรรมนันทนาการ
หนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับร่วมกันในสังคม โดยมีรากฐานมาจากความเป็นจริงแห่งวถิ ีชีวิตของชุมชนทีม่ ีการ
ประพฤติปฏิบัติ สืบทอดกันมาจากอดีตสู่ปัจจุบัน การละเล่นแสดงออกด้วยการเคลื่อนไหวกริยาอาการ
เป็นหลัก อาจมีดนตรี การขับร้องหรือการฟ้อนรำประกอบการเล่น มีจุดมุ่งหมาย เพื่อความสนุกสนาน
เพลิดเพลินในโอกาสต่าง ๆ การละเล่นบางชนิดได้รับการถ่ายทอดสืบสานต่อกันมา และปรับปรุง
เปล่ียนแปลงเพื่อพัฒนารปู แบบอย่างต่อเน่ืองจนมลี ักษณะเฉพาะถิน่ ดงั น้กี ารละเลน่ พ้ืนบา้ นจึงเปน็ ผลิตผล
อันเกิดจากความคิดและจินตนาการของ มนุษย์ย่อมสะท้อนถึงโลกทัศน์ ภูมิธรรม และจิตวิญญาณของ
บรรพชนในท้องถิ่นที่ได้ถูกหล่อหลอมจนตกผลึกเป็นภูมิปัญญาอัน ทรงคุณค่าและได้กลายเป็นมรดก
วัฒนธรรมของท้องถิ่นและของประเทศชาติการละเล่น นับว่ามีความสัมพันธ์กับชีวิตมนุษย์มาโดยตลอด
ไม่ว่าจะเปน็ การละเลน่ ของเดก็ และของผ้ใู หญล่ ้วนแสดงออกถงึ สภาพชีวิต ความเปน็ อยู่

ขนบธรรมเนยี มประเพณคี า่ นยิ มและความเชอื่ ของสงั คมนน้ั ๆ ท้ังยงั ก่อคณุ คา่ แก่ผ้เู ลน่ และผู้เฝ้าดู
ในด้านการผ่อนคลายอารมณ์ ความเครียด เสริมสร้างพลังกายให้แข็งแรง ฝึกความคิด ความเข้าใจ
การแกป้ ัญหานอกจากนี้ยงั ก่อให้เกิดระเบยี บวนิ ัย เกดิ การยอมรับกฎเกณฑ์ของสังคม สรรค์สร้างความเป็น
กับญาติมิตรขึ้นในชุมชน ทำให้สังคมเกิดความเข้มแข็งจนก่อเป็นความดีงามอันเป็นเป้าหมายสูงสุด
แห่งชีวิต

การละเล่นของไทยไม่สามารถลำดับให้เห็นพัฒนาการตามกาลเวลาได้อยา่ งชัดเจนทั้ง นี้เนื่องจาก
การละเล่นส่วนใหญเ่ ป็นกระบวนการถ่ายทอดด้วยการปฏิบัติ มิใช่ตำรา จึงขาดการบันทึกเปน็ ลายลักษณ์
อักษรที่จะใช้เป็นข้อมูลในการสร้างลำดับอายุ สมัยของการละเล่นแต่ละอย่างได้ยิ่งไปกว่านั้น การละเล่น
ของไทยส่วนใหญ่มีลักษณะของการพัฒนาตนเองและค่อยเป็นค่อยไปเพราะจด จำสืบต่อกันมาจาก



คนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุน่ หนึ่ง (ร.อ.หญิงปรียา หิรัญประดิษฐ์, ๒๕๓๓ : ๑๕) และโดยเหตุที่การละเล่นเกิดขนึ้
มายาวนานและปรากฏอยู่ทั่วไปในท้องถิ่นต่าง ๆ โดยทั่วไป เช่นนี้ทำให้เกิดความหลากหลายของ
การละเลน่ พืน้ บา้ น มที ้งั ลักษณะร่วม และลกั ษณะท่แี ตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น อย่างไรก็ดีสิ่งที่ตรงกัน
ในทกุ ท้องถ่ินก็คือมกี ารละเล่นพน้ื บา้ นทั้งที่เปน็ ของเดก็ และของผ้ใู หญ่

โดยสามารถแบง่ การละเลน่ แตล่ ะภาคไดด้ งั น้ี
1. การละเล่นภาคกลางและภาคตะวันออก
2. การละเลน่ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื หรือภาคอีสาน
3. การละเล่นภาคเหนือ
4. การละเล่นภาคใต้
ความแตกต่างของการละเล่นในแต่ละภาคนั้นจะปรากฏใน ลักษณะ ท่าทางการร่ายรำ คำร้อง
ดนตรี และการแต่งกาย การละเล่นเป็นกิจกรรมบันเทิงที่แฝงไว้ด้วยสัญลักษณ์ อันเนื่องด้วยวัฒนธรรม
และประเพณี สะท้อนวิถีชีวิตและความเชื่อของสังคมที่สืบทอดมาแต่โบราณ การละเล่นบางอย่างของแต่
ละภาคอาจได้รับอิทธิพลจากประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ ใกล้เคียงที่มีพรมแดนติดต่อหรือใกล้เคียงกันกัน
เช่น ประเทศลาว กัมพชู า พมา่ จนี อนิ โดนีเซีย มาเลเซีย เป็นตน้
ประวัติศาสตร์ได้มีการบันทึกว่า คนไทยมีการละเล่นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จากความในศิลาจารึก
สมัยสุโขทัยหลักที่ 1 กล่าวว่า “…ใครใคร่จักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื่อน เลื่อน…”
และในสมัยอยุธยา กไ็ ดก้ ลา่ วถึงการแสดงเรื่อง มโนห์รา ไวใ้ นบทละครคร้ัง กรงุ เก่า ได้กล่าวถึงการละเล่น
นั้นบทละครน้ัน ได้แก่ ลิงชิงหลัก และปลาลง อวน ประเพณีและวัฒนธรรมสมัยกอ่ น มักสอดแทรกความ
สนกุ สนานบนั เทิงควบคูก่ นั ไปกับการทำงาน ทง้ั ในชวี ติ ประจำวนั และเทศกาลงานบุญ ตามระยะเวลาแห่ง
ฤดกู าล (สปิ ปวชิ ญ์ ซมุ ซะ, 2560, หน้า 56)

ลักษณะของกจิ กรรมบันเทงิ ท่ีจัดอยู่ในการละเลน่
การแสดง หมายถึง การละเล่นที่รวมทั้งที่เป็นแบบแผนและการแสดงทั่วไปของชาวบ้านใน

รูปแบบการร้องการบรรเลงการฟ้อนรำซ่งึ ประกอบดว้ ยดนตรี เพลงและนาฏศิลป์
มหรสพ หมายถึง การแสดงที่ฝ่ายบ้านเมืองจะเรียกเก็บค่าแสดงเป็นเงินภาษีแผ่นดินตาม

พระราชบัญญัตทิ ี่ กำหนดไวต้ งั้ แต่พุทธศักราช 2404 เป็นตน้ มา ประกาศมหรสพว่าด้วยการละเล่นหลาย
ประเภทดงั นี้ ละคร งวิ้ หนุ่ หนังต่างๆ สักวา เสภา ลเิ ก กลองยาว ลาวแพน มอญรำและทวายรำ พิณพาทย์
มโหรี กลองแขก คฤหสั ถส์ วดศพ และจำอวด

กีฬาและนันทนาการ คือ การละเล่นเพื่อความสนุกสนานตามเทศกาลและเล่นตามฤดูกาล
และการละเล่น เพ่ือการแขง่ ขนั หรือกิจกรรมทีท่ ำตามความสมัครใจในยามว่าง เพือ่ ใหเ้ กิดความสนุกสนาน
เพลดิ เพลิน และ ผอ่ นคลายความตงึ เครยี ด



การละเล่นของไทยจะแบ่งคร่าว ๆ ได้เป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ คือการละเล่นกลางแจ้ง
และการละเล่นในร่ม และในแต่ละประเภทก็ยังแบ่งย่อยอีกเป็นการละเล่นที่มีบทร้องประกอบ กับที่ไม่มี
บทร้องประกอบการละเล่นกลางแจ้งที่มีบทร้องประกอบได้แก่ โพงพาง เสือไล่หมู่ อ้ายเข้อ้ายโขงซ่อนหา
หรือโป้งแปะ เอาเถิด มอญซอ่ นผา้ รรี ีข้าวสาร ท่ีมีคำโต้ตอบ เชน่ งูกนั หาง แม่นาคพระโขนง มะล็อกก๊อก
แก็ก เขย่งเกง็ กอย ทไ่ี มม่ บี ทร้องประกอบ ได้แก่ ลอ้ ต๊อก หยอดหลมุ บอ้ ห้นุ ลกู ดิ่ง ลูกขา่ ง ลกู หนิ เตยหรือ
ตาล่อง ข้าวหลามตัด ววั กระทงิ ลกู ช่วง หว่ งยาง เสือข้ามหว้ ยเคย่ี ว เสือขา้ มห้วยหมู่ ต่ีจับ แตะห่นุ ตาเขย่ง
ยิงหนังสะติ๊ก ปลาหมอ ตกกะทะ ตีลูกล้อ การเล่นว่าว กระโดดเชือกเดี่ยว กระโดดเชือกคู่ กระโดดเชือก
หมู่ ร่อนรูป หลมุ เมือง ทอดกะทะ หรือหมนุ นาฬกิ า ข่ีม้าส่งเมือง กาฟักไข่ ตีโป่ง ชกั คะเยอ่ โปลิศจับขโมย
สะบ้า เสือกันวัว ขี่ม้าก้านกล้วย กระดานกระดก วิ่งสามขา วิ่งสวมกระสอบ วิ่งทน ยิงเป็นก้านกล้วย
การละเล่นในร่มที่มีบทร้องประกอบ ได้แก่ ขี้ตู่กลางนา ซักส้าว โยกเยก แมงมุม จับปูดำขยำปูนา
จีจ่อเจี๊ยบ เด็กเอ๋ยพาย จ้ำจี้ ที่ไม่มีบทร้องประกอบ ได้แก่ ดีดเม็ดมะขามลงหลุม อีขีดอีเขียน อีตัก
เสือตกถัง เสอื กนั ววั หมากกนิ อิม่ สซี อ หมากเก็บ หมากตะเกยี บ ปนั่ แปะ หัวกอ้ ย กำทาย ทายใบสน ตีไก่
เป่ากบ ตีตบแผละ กัดปลา นาฬิกาทางมะพร้าว กงจักร ต่อบ้าน พับกระดาษ ฝนรูป จูงนางเจ้าห้อง
การเลน่ เลียนแบบผู้ใหญเ่ ช่นเล่นเปน็ พ่อเป็นแม่ เลน่ แตง่ งาน เล่นหมอ้ ข้าวหม้อแกง แคะขนมครกเล่นขาย
ของ เลน่ เขา้ ทรง ทายคำปริศนา นอกจากนั้นยงั มที บร้องเลน่ เชน่ จันทรเ์ อย๋ จนั ทรเ์ จา้ ขอข้าวขอแกงแกง
และบทล้อเลียน เช่น ผมจุก คลุกน้ำปลา เห็นขี้หมานั่งไหว้กระจ๊องหง่อง เป็นต้น การละเล่นที่เล่น
กลางแจง้ หรอื ในร่มกไ็ ด้ท่ไี ม่มบี ทร้อง ไดแ้ ก่ ลิงชิงหลัก ขายแตงโม เก้าอด้ี นตรี แข่งเรอื คน ดมดอกไม้ปดิ ตา
ตีหมอ้ ปดิ ตาต่อหาง โฮกปบี๊ เป่ายิงฉบุ

การละเลน่ พน้ื บา้ นภาคกลางและภาคตะวนั ออก

ตะกรอ้

อปุ กรณ์และวิธีการเลน่
ตะกร้อ เป็นลูกกลมสานด้วยหวายเป็นตา ๆ สำหรับเตะ สานด้วยหวายระหว่าง ๖ ถึง ๑๐ เส้น

(ปัจจุบันหวายเริ่มหายากจึงได้คิดทำตะกร้อด้วยพลาสติก แต่ยังคงลักษณะเดิมที่เป็นหวายไว้) ขนาด
เส้นรอบวง ต้ังแต่ ๓๘ เซนติเมตร ถึง ๔๒ เซนติเมตรน้ำหนัก อย่างต่ำ ๑๒๐ กรัม ไม่เกิน ๒๐๐ กรัม
(เซปัคตะกร้อน้ำหนักไม่เกิน ๔๐๐ กรัม)การเล่นตะกร้อ คนเล่นไม่จำกัดจำนวน เล่นเป็นหมู่หรือเดี่ยวก็ได้
ตามลานที่กว้างพอสมควร



วธิ กี ารเลน่
การเล่นหมู่ ผู้เล่นจะล้อมเป็นวงผู้เริ่มต้นจะใช้เท้าเตะลูกตะกร้อไปให้อีกผู้หนึ่งรับ ผู้รับจะต้องมี

ความว่องไวในการใช้เทา้ รบั และเตะส่งไปยังอีกผ้หู น่ึง จงึ เรยี กวา่ วธิ เี ลน่ นว้ี า่ เตะตะกร้อ ความสนุกอยู่ท่ีการ
หลอกล่อที่จะเตะไปยังผู้ใด ถ้าผู้เลน่ ทัง้ วงมีความสามารถเสมอกัน จะโยนและรับไม่ให้ตะกร้อตกถึงพื้นได้
เป็นเวลานานมาก แต่ผู้เล่นยังไม่ชำนาญก็โยนรับไม่กี่ครั้งลูกตะกร้อก็ตกถึงพื้น ในปัจจุบันกีฬาตะกร้อท่ี
แข่งขนั กนั สำหรบั คนไทย คอื ตะกรอ้ ลอดบ่วงสว่ นท่ีมีการแข่งขันถึงระดับนานานาชาติ คือ ตะกร้อข้ามตา
ขา่ ย ซ่ึงเปล่ยี นชือ่ เรยี กตามกติกากีฬาแหลมทองท่ีเรยี กวา่ เซปัคตะกร้อ

ตะกร้อลอดบ่วง กีฬาประเภทหนึ่งที่มีบ่วงอยู่เบื้องสูง ผู้เล่นจะเตะตะกร้อให้โด่งเข้าไปในบ่วง
สนามที่ใช้ในการแข่งขันเป็นพื้นราบกว้าง ๑๘ เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๖ เมตร อยู่กลางแจ้ง จะแขวน
ห่วงชัย (ประกอบด้วยวงกลม ๓ ห่วง ขนาดเท่ากัน เส้นผ่าศูนย์กลาง ๔๐ เซนติเมตร แขวนให้สูงจากพ้ืน
๕.๗๕ เมตร) มีผู้เล่น ๑ ชุดไม่เกิน ๗ คน แข่งชุดละ ๔๐ นาที การเตะให้ลูกเข้าห่วงชัย ซึ่งใช้ท่าเตะ
๓๐ ทา่ แตล่ ะทา่ มีคะแนนมากนอ้ ยตามความยากง่ายของทา่ เตะ

เซปัคตะกรอ้ สนามเปน็ รูปสี่เหลยี่ มผืนผ้ายาว ๑๓.๔๒ กว้าง ๖.๑๐ เมตร อยู่ในรม่ หรือกลางแจ้งก็
ได้ มีตาข่ายขึงตรงกลาง กว้าง ๐.๗๖ เมตร ถึง ๑.๒๒ เมตร สูงจากพื้นดิน ๑.๕๒ เมตร กลางสนามทั้ง
๒ ด้านจะมีวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓๐ เซนติเมตร สำหรับยืนส่งลูกมีผู้เล่นเป็น ๒ ฝ่าย ๆ ละ ๓ คน
แต่ละเกมส์มี ๑๕ คะแนน แขง่ ขนั กัน ๒ เกมส์ ถ้าเสมอกันใหแ้ ขง่ อกี ๑ เกมส์ ใครชนะถือวา่ เปน็ สิ้นสดุ
โอกาสหรอื เวลาทเ่ี ล่น

ตะกร้อ เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งสำหรับผู้ชาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นการออกกำลังในชีวิตประจำวัน
มกั จะติดวงเลน่ กันตามลานบา้ นหรือลานวดั แตใ่ นปจั จบุ นั จัดเป็นกีฬาประเภทออกกำลงั กาย เพราะมีการ
แข่งขันกนั ทัง้ ระดบั ชาตแิ ละระดบั นานาประเทศ
คณุ คา่ ทไ่ี ด้จากการละเลน่

การเตะตะกร้อเป็นการเล่นที่ผู้เล่นได้ออกกำลังกายทุกสัดส่วนฝึกความว่องไว ความสังเกต
มีไหวพริบ ทำให้มีบุคลิกภาพดี มีความสง่างามและการเล่นตะกร้อนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของไทย
อยา่ งหน่ึง

ภาพที่ 1 การเล่นตะกรอ้ ลอดบว่ ง



หมากเก็บ

อปุ กรณ์และวธิ ีการเลน่
อุปกรณ์สำหรบั เล่น คอื กอ้ นหนิ หรอื ก้อนกรวดทม่ี ีลกั ษณะกลม ๆ

วธิ กี ารเล่น
ใช้สิ่งสมมติเป็นหมาก ๕ ก้อน เริ่มต้นด้วยการทอด คือ การเทปล่อยให้หมากทั้ง ๕ กระจายไป

บนพื้นกระดาน ถ้าก้อนไหนอยู่ห่างถือเป็นตัวนำและขึ้นต้นด้วยหมากหนึ่ง คือ หยิบนำลูกไว้ต่างหากโยน
ขึ้นไป แล้วปล่อย ๔ ลูกกระจายบนพื้น ทีละลูก และรับลูกท่ีโยนใหไ้ ด้ในขณะเดียวกนั ถ้าเก็บได้หมดก็ตอ่
หมาก ๒ หมาก ๓ หมาก ๔ ต่อไป ด้วยวิธีเล่นแบบเดียวกัน แต่ถ้าเก็บลูก ๓ ลูกพร้อมกัน เรียกว่า
หมาก ๓ แล้วจงึ เกบ็ อกี ๑ ลูก ถา้ รวมหมดเรยี กวา่ หมาก ๔ และลูกโยนนนั้ จะตกไม่ได้ ถ้าตกนับเป็นตาย
ต้องใหค้ นอน่ื เลน่ ตอ่ ไป หมากเก็บนีม้ ีวธิ ีเล่นพลิกแพลงหลายอย่าง เชน่ การใช้มอื ซ้ายป้องและเข่ียหรือเก็บ
หมากให้เข้าในมือทีละลูก ทีละ ๒ ๓ ๔ ตามลำดับ เรียกว่า "อีกาเข้ารัง" ถ้าเขี่ยไม่เข้าก็นับเป็นตาย ยังมี
"อีกาออกรัง" "รูป"ู ซง่ึ ใช้มือซา้ ยรปู ต่าง ๆ ถ้าใช้นว้ิ กลางและหวั แม่มอื ยืนพน้ื นวิ้ อ่นื ปลอ่ ยเปน็ รูปเหมือนซุ้ม
ประตู กเ็ รียกว่า "อีกาออกรัง" ถ้าใช้นิว้ กลางกับนว้ิ แม่มอื ขดเปน็ วงกลมนิว้ ชี้ช้ีตรง นว้ิ นอกนนั้ ยนั พื้นเป็นรูป
เหมือนรูปู ก็เรียก "รูปู" ผู้เล่นต้องเก็บหมากลงในรูปู หรือเขี่ยออกนอกรังในขณะที่รับลูกโยนให้ได้พร้อม
กนั การละเล่นชนิดนตี้ อ้ งอาศัยการคาดคะเนใหด้ ี ในขณะโยนลกู วา่ ควรจะสงู ต่ำเพยี งใด ในการโปรยลูกว่า
ถึงกำหนดต้องเก็บเท่าไร จะได้โปรยให้หมากเหล่านั้นอยู่ชิดหรือห่างกันอย่างไร เพราะถ้ามือที่เก็บไปถูก
หมากอกี ลูกหน่ึง ซง่ึ ไมไ่ ดอ้ ยใู่ นแมท่ กี่ ำหนดไวก้ ็ถือเปน็ ตายเหมือนกนั เชน่ หมากหนงึ่ ถ้าไม่โปรยให้ห่างกัน
เกดิ มหี มาก ๒ ลกู ไปชิดกันเขา้ ก็ต้องพยายามเก็บลูกหมากลูกนั้นไม่ให้กระเทือนถึงอีกลูกหนึ่ง ถ้าถูกอีกลูก
หน่ึงกถ็ ือวา่ เป็น หรอื ถ้าเกบ็ หมาก ๒ เกดิ ไปชิดกัน ๓ ลูก ก็เก็บลำบาก ความสนุกอยตู่ รงคอยจ้องจบั วา่ ใคร
จะตาย

โอกาสหรือเวลาท่ีเลน่
การเล่นหมากเก็บไม่ได้จำกัดโอกาสและเวลา จะเล่นเมื่อใดก็ได้ ที่ว่างเว้นจากภารกิจประจำวัน

เพอื่ ความเพลิดเพลินและสนุกสนาน

คณุ คา่ ท่ีไดร้ บั จากการละเล่น
ชว่ ยสง่ เสริมพัฒนาการของเด็ก ฝกึ ความวอ่ งไว ไหวพริบ ความระมดั ระวัง และฝึกสายตา



ภาพท่ี 2 การเล่นหมากเก็บ

มวยไทย
อปุ กรณ์และวธิ ีการเล่น

๑. เวที ต้องยกสูงจากพื้นไม่ต่ำกว่า ๔ ฟุต ไม่เกิน ๕ ฟุต สร้างอย่างแข็งแรงปลอดภัยตามแบบ
มาตรฐานกำหนด

๒. สังเวียน เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด ๖ เมตร ถึง ๗.๒ เมตร อยู่ภายในเส้นเชือก ๓ เส้น
(หรอื ๔ เส้น) เชือกแต่ละเสน้ มเี ส้นผ่าศนู ยก์ ลางอยา่ งนอ้ ย ๑.๙ เซนตเิ มตร ขงึ ตึงติดกับเสาที่มุมทงั้ ๔

๓. นวม ปจั จบุ ันนกั มวยต้องสวมนวมขนาด ๔ ออนซ์
๔. การแต่งกาย ผเู้ ขา้ แขง่ ขันมวยไทยต้องสวมกางเกงขาสั้น สวมกระจับ นอกจากน้ันอาจจะสวม
ปลอกรดั ขอ้ เท้า อาจมเี ครือ่ งรางของขลงั ผูกไว้ทีแ่ ขนท่อนบนก็ได้
๕. มงคล นกั มวยไทยทกุ คน จะตอ้ งสวมมงคลทีศ่ ีรษะถือเป็นสิ่งศักดส์ิ ิทธิ์ต้องสวมตลอดเวลาที่ทำ
การไหวค้ รู และร่ายรำจะถอดออกจากศรี ษะเมื่อทำการแข่งขัน
๖. ท่ารำไหว้ครู นับว่าเป็นศิลปะของแต่ละสำนัก จะอบรมสั่งสอนกันมา แต่ลีลาการร่ายรำจะ
คลา้ ย ๆ กัน
๗. เครื่องดนตรีไทย ประกอบด้วย คือ ปี่ชวา ๑ กลอง ๑ ฉิ่ง ๑ ใช้จังหวะดนตรี ตอนร่ายรำ
เปน็ จังหวะชา้ เมื่อเร่มิ ตอ่ สู้ ดนตรจี ะใชท้ ำนองเรง่ เรา้
๘. กรรมการผู้ตัดสิน มีกรรมการชี้ขาดบนเวที ๑ คน กรรมการข้างล่าง ๒ คน เป็นผู้ตัดสินให้
คะแนน มีผ้จู บั เวลา ๑ คน และแพทยป์ ระจำเวที ๑ คน



๙. กติกาการเล่น ชก ๕ ยก ยกละ ๓ นาที พักระหว่างยก ๒ นาที การแข่งขันแบ่งเป็นรุ่นคล้าย
มวยสากล คือ ใช้อวัยวะต่อสู้ เช่น หมัด เท้า ศอก ชก เตะ ถีบ ทุบ ตี ถอง ฯลฯ ได้ทุกส่วนของร่างกาย
โดยไม่จำกัดที่ชก

๑๐. มุม แบ่งเป็นมุมแดง มุมน้ำเงิน จะเป็นที่พักให้น้ำของคู่ต่อสู้ทั้งสอง โดยมีพี่เล้ียงคอยดูแล
ให้นำ้ ดม่ื และนวด หรอื ประคบทชี่ ำ้ บวม ตามแต่ละกรณีขณะพกั ระหวา่ งเวลาพกั ยก ๒ นาที1

วธิ เี ลน่
๑. การไหว้ครูและร่ายรำ เริ่มที่กราบ ๓ ครั้ง เพื่อระลึกถึงบิดา มารดา ครู อาจารย์ และสิ่ง

ศกั ดิ์สทิ ธ์ิท่เี คารพนบั ถือ ตลอดจนขอพรพระคมุ้ ครองใหช้ นะ ดว้ ยความปลอดภัยทีส่ ุด แลว้ ร่ายรำไปรอบ ๆ
เวทีตามแบบฉบับของครูที่สอนไว้ให้ ดนตรีจะบรรเลงจังหวะช้า ซึ่งเป็นศิลปที่แตกต่างจากชาตใิ ด ๆ เป็น
จุดที่นา่ สนใจมาก และแสดงถึงเอกลกั ษณ์ประจำชาตดิ ้วย

๒. เริ่มการแข่งขัน ครูจะเป็นผู้ถอดมงคลจากศรี ษะ หลังจากน้ันกรรมการผูช้ ้ีขาดจะเรียกนักมวย
ทัง้ สองออกจากมุมของตนจับมือกนั พร้อมกับทบทวนกติกาสำคัญ ๆ ให้

๓. เมื่อจบการแข่งขัน กรรมการผู้ตัดสนิ ใหน้ ักมวยทั้งสองจบั มือกันอีกครัง้ หน่งึ เพือ่ แสดงถึงความ
มีนำ้ ใจเป็นนกั กฬี า

โอกาส/เวลาทเ่ี ล่น
มวยไทยเปน็ ศิลปะการต่อสู้ และป้องกนั ตัว สมัยโบราณเป็นการสู้แบบตวั ต่อตวั สมัยปัจจุบันจะมี

กติกามากขึ้น มวยอาชีพมีระเบียบกติกาเป็นทางการ มีหลักเกณฑ์ในการจัดการแข่งขันเพิ่มขึ้นเท่าที่หา
หลักฐานได้ คือ ตง้ั แต่สมัยรชั กาลที่ ๖ เป็นต้นมาแบ่งได้ ๕ สมยั คือ

๑. สมัยสวนกุหลาบ
๒. สมยั ท่าชา้ ง
๓. สมัยสวนสนุก
๔. สมยั หลักเมอื ง และสมยั เจ้าเชษฐ์
๕. สมัยปัจจุบัน ทำการแข่งขัน ณ เวทีราชดำเนิน และเวทีลุมพินี เป็นประจำทกุ ๆ วันพฤหัสบดี
วันเสาร์ วันอาทิตย์ และมีเวทีชั่วคราวอื่น ๆ เช่น เวทีกองทัพอากาศ กองทัพเรือ และตามต่างจังหวัด มี
การแข่งขันทั้งมวยไทยและมวยสากล ตลอดจนได้รับนักมวยต่างประเทศเข้ามาแข่งขันและจัดส่งนักมวย
ไทยไปแข่งขัน ณ ต่างประเทศด้วย

คณุ คา่ ที่ได้รบั จากการละเลน่

1 Njoy, การละเล่นพนื้ บา้ นภาคกลาง – มวยไทย (ออนไลน์), 12 กุมภาพันธ์ 2565 แหลง่ ทม่ี า
http://www.openbase.in.th/node/7948



ผู้ได้รับการฝึกวิชามวยไทยจนมีฝีมือแล้ว ย่อมทำให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคม เช่น ทำให้
มีความมั่นใจในตนเอง เกิดความกล้าหาญ มีอำนาจบังคับจิตใจดีขึ้น มีความสุขุมเยือกเย็น ไม่ดีใจหรือ
เสียใจง่าย มีความพินจิ พเิ คราะห์และรจู้ ักใช้เหตผุ ล มคี วามมานะอดทนในการสร้างสมรรถภาพทางกาย มี
เชาว์และไหวพรบิ ไวทันต่อเหตกุ ารณ์และสามารถใช้เป็นศลิ ปะป้องกนั ตัว มีความเข้มแข็งอดทน ไม่ท้อแท้
หรือจำนนตอ่ เหตกุ ารณง์ า่ ย ๆ และมีความรักสจุ รติ ยตุ ิธรรม
สาระสำคัญของการเรยี นมวยไทย มีดงั น้ี

๑. ทำให้ร่างกายแข็งแรง-อดทน
๒. ทำให้เกิดความเรว็ -คลอ่ งตัว
๓. มคี วามเชื่อมั่นในตัวเอง
๔. เป็นการป้องกันตวั
๕. เป็นการบริหารทกุ สว่ นของร่างกาย
๖. ชว่ ยรักษา ศลิ ปะประจำชาติ

ภาพท่ี 3 ท่ามวยไทยพ้นื ฐาน

วา่ ว
อุปกรณ์และวิธีการเล่น

ว่าวโดยท่วั ไปมีโครงสรา้ งประกอบด้วยไม้ไผ่สีสกุ นำมาผา่ แลว้ เหลา ให้ไดต้ ามทตี่ ้องการแล้วนำมา
ประกอบกันให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ผูกติดกันด้วยเชือกโยงยึดกัน เป็นโครงสร้างและปิดด้วยกระดาษชนิด
บางเหนียว เช่น กระดาษสาและตกแต่งลวดลายด้วยจุด หรือดอกดวงเพื่อปิดยึดกระดาษกับเชือกใหแ้ นน่
ว่าวที่นิยมกันคือว่าวจุฬา ซึ่งมีโครงสร้างประกอบด้วยไม้ไผ่สีสุก ๕ ชิ้น มีจำปา ๕ ดอก ทำด้วยไม้ไผ่ยาว

๑๐

๘ นิ้ว เหลากลมโตประมาณ ๓ มิลลิเมตร จำปา ๑ ดอกมีจำนวนไม้ ๘ อัน มัดแน่นกับสายป่านที่ชักว่าว
จุฬาอันเป็นอาวุธที่ใช้ต่อสู้กับปักเป้าว่าวปักเป้า มีโครงสร้างประกอบด้วยไม้ไผ่สีสุกเหลากลม ๒ ชิ้น
มีเหนียงเปน็ เชือกยาว ๘ เมตร ผกู ปลายทงั้ ๒ ขา้ ง ใหห้ ย่อนเป็นสายรปู คร่งึ วงกลมเพ่ือคล้องตวั ว่าวจุฬาให้
เสียสมดุลจนตกลงพน้ื ดนิ

ว่าวหง่าว ทำด้วยโครงไมไ้ ผ่ปิดกระดาษสา ลำตวั ตอนบนมีรูปคล้ายอกว่าวจฬุ ามเี อวคอดและท่อน
ล่างกว่าท่อนบน ตอนส่วนหัวมีไม้ไผ่เหลาและขงึ เชือกเหมือนคันธนู ส่วนขึงเชอื กนีจ้ ะเกิดเสียงเมื่อต้องลม
เสียงนี้ช่วยกำจัดความชั่วร้ายได้ ปัจจุบันว่าวที่มีการเล่นกันโดยทั่วไปได้มีการพัฒนารูปแบบการเล่นเพ่ือ
ความสวยงาม โดยทำว่าวให้เป็นรูปแบบทีแ่ ปลกแตกตา่ งกันออกไปเป็นรปู สัตว์ตา่ งๆ เช่น ว่าวงู ว่าวผีเส้อื
ฯลฯ

วธิ กี ารเล่น

การเลน่ วา่ วมีอยู่ดว้ ยกนั ๓ วิธี คอื
๑. ชักวา่ วให้ลอยลมปักอยกู่ บั ที่ เพือ่ ดคู วามสวยงามของว่าวรูปตา่ ง ๆ
๒. บังคับสายชักให้เคลื่อนไหวได้ตามต้องการ นิยมกันที่ความสวยงาม ความสูง และบางทีก็
คำนึงถึงความไพเราะของเสยี งว่าวอีกด้วย
๓. การต่อสู้ทำสงครามกนั บนอากาศ คอื การแข่งขนั วา่ วจุฬาและปกั เปา้ คว้ากันบนอากาศ จะจัด
ให้มีการแข่งขันกันที่บริเวณท้องสนามหลวงกำหนดแดนขณะทำการแข่งขัน ว่าวปักเป้าจะขึ้นอยู่ในแดน
ของตน ลอ่ หลอกให้ว่าวจุฬามาโฉบเพ่ือจะลากพามายังดนิ แดนของตน โดยใหว้ ่าวปักเป้าติดตรงดอกจำปา
ที่ติดไว้ เมื่อติดแน่นดีแล้วว่าวจุฬาจะรีบลากรอกพามายังดินแดนของตน ขณะเดียวกันว่าวปักเป้ าก็จะ
พยายามใช้เหนียงที่เป็นเชือกป่านคล้องตัวว่าวจุฬาให้เสียสมดุลและชักลากดึงให้ตกลงมายังดินแดนของ
ตน ในการเล่นว่าวจุฬาลากพาวา่ วปักเป้าเขา้ มาทีละตัวหรือหลายตัวก็ได้ ถา้ ตา่ งฝ่ายต่างนำคู่แข่งขันมาตก
ยังดินแดนของตนเองได้ ก็ถือว่าเป็นฝ่ายชนะแต่ถ้าขณะชักลากพามา ว่าวปักเป้าขาดลอยไปได้ถือว่าไม่มี
ฝ่ายใดไดค้ ะแนน

โอกาสหรือเวลาทเี่ ล่น
การเล่นว่าวต้องอาศัยกระแสลมเป็นสำคัญ กระแสลมที่แน่นอนจะช่วยให้เล่นว่าวได้สนุก

จึงมกั จะเลน่ กนั ในราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ซึง่ ถึงวา่ เป็นชว่ งทลี่ มพัดแรงกระแสลมสม่ำเสมอท่ี
เราเรียกกันวา่ "ลมวา่ ว"

คุณคา่ ทไี่ ด้รับจากการละเล่น
การแขง่ ขนั วา่ วเปน็ กฬี าซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างหนึง่ เป็นศลิ ปะที่ตอ้ งใชค้ วามสามารถของ

ผทู้ ำวา่ วและผู้ชกั วา่ วเป็นอย่างมากต้องใช้ความประณตี ความแขง็ แรง ความมีไหวพรบิ และข้อสำคัญต้อง
อาศัยความพร้อมเพรยี งดว้ ย นอกจากนนั้ ได้มกี ารนำลกั ษณะของว่าวมาใช้พดู เป็นสำนวนเพือ่ เปรยี บเทียบ

๑๑

กับคน เช่น "ว่าวขาดลอย" หมายถึง การเคว้งคว้างไร้ที่ยึดเหนี่ยว "ว่าวติดลม" หมายถึง ว่าวที่ลอยกินลม
อยู่กลางอากาศ (สำนวน) เพลินจนลืมตวั

ภาพท่ี 4 ว่าวประเภทตา่ งๆ

ชกั เย่อ
อุปกรณ์การเลน่ และวิธีการเลน่

แบ่งผู้เล่นเป็น ๒ ฝ่าย ๆ ละกี่คนก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน เมื่อแบ่งพวกได้แล้วก็ขีดเส้นแบ่งแดน
หวั แถว (ถ้าเปน็ ชายเรยี กพอ่ หลกั ถ้าเป็นหญงิ เรียกแม่หลกั ) ของทั้งสองฝา่ ยเหยียดแขนจบั ไมย้ ดึ แนวขนาน
กับพื้นทั้งสองมือ ไม้จะนอนขนานกับเส้นแบ่งแดน ลูกน้องของแต่ละฝ่ายเกาะเอวหัวแถวเรียงต่อ ๆ กัน
เริ่มเล่นต่างฝ่ายพยายามดึงให้ฝ่ายตรงข้ามหลุดล้ำเข้ามาในแดนตน ฝ่ายใดหลุดล้ำถือเป็นฝ่ายแพ้ เมื่อแพ้
ท้ังสองฝ่ายก็จะเรม่ิ ตน้ เล่นเพลงระบำกัน พอจบกเ็ รม่ิ ชักเยอ่ กนั ใหม่
โอกาสทเ่ี ล่น

ชักเย่อเป็นการละเล่นประกอบเพลงระบำเช่นเดียวกันช่วงรำ ที่ชาวบ้านหัวสำโรงเล่นในวัน
สงกรานต์เช่นกัน
คณุ ค่าที่ได้รบั จากการเล่น

ในอดีตกิจกรรมที่สามารถเป็นสื่อชักนำให้หนุ่มสาวได้มาพบกัน ก็คืองานบุญและการละเล่นหลัง
ทำบญุ การเลน่ ชักเยอ่ กเ็ ชน่ กนั ทำใหห้ นุม่ สาวไดพ้ บหนา้ เก้ียวพาราสีและสนกุ สนานด้วยกัน แต่ปัจจุบันคน
หนมุ่ สาวมโี อกาสพบกนั โดยไม่มขี ้อจำกัด

๑๒

ภาพที่ 5 การเล่นชกั เย่อ

กลองยาว
อปุ กรณ์และวธิ ีเลน่

กลองยาวเป็นกลองหน้าเดียว รูปร่างทรงยาว ด้านล่างกลึงเป็นรูปคล้ายปากแตร ส่วนบนป่อง
เล็กน้อยปิดด้วยหนังวัว ขึงด้วยเชือกให้ตึง กลองยาวมีหลายขนาดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้เล่น
ตกแต่งดว้ ยผา้ สีสวยงาม มสี ายสะพายคล้องบา่ เพ่ือสะดวกในการเดินตี

ผู้เล่นกลองยาวจะใช้มือตีทั้งสองมือ บางครั้งตีแบบโลดโผนเพื่อความสนุกสนาน ใช้กำปั้น ศอก
เข่า ศีรษะ หรือต่อตวั ในการตกี ลอง ซ่งึ ตอ้ งใชท้ ักษะและความชำนาญในการตี
โอกาสท่เี ลน่

การเล่นกลองยาวเป็นการเล่นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ในจังหวัดนนทบุรีมีการเล่นกลองยาวตาม
อำเภอต่าง ๆ โดยจะเล่นในขบวนแห่นาค ขบวนทอดผ้าป่า งานรื่นเริง ปัจจุบันมีการประกวดแข่งขันการ
เล่นกลองยาวของแต่ละอำเภอในงานต่าง ๆ เช่น ในวันสงกรานต์เปน็ ต้น
คณุ ค่าที่ไดร้ ับจากการละเล่น

การเล่นกลองยาวเป็นการเล่นที่แสดงความพร้อมเพรียงสามัคคีในหมูค่ ณะ เนื่องจากเปน็ การเล่น
เปน็ กล่มุ ต้องการเสยี ง หรือจงั หวะทีพ่ ร้อมกนั ใหค้ วามสนกุ สนานรน่ื เรงิ ทั้งผ้เู ล่นและผู้ชม

๑๓

ภาพท่ี 6 การตกี ลองยาวในขบวนแห่

คำทาย (โจ๊กปริศนา)
อปุ กรณ์และวธิ ีการเล่น

กระดาษขนาดใหญ่ พอมองเห็นกันทั่วสำหรับเขียนคำทายโจ๊ก กล่องเล็กๆ ๑ ใบ กระดิ่ง
หรือ กริ่ง หรือนกหวีด อย่างใดอย่างหนึ่ง เครื่องขยายเสียงเหมาะสำหรับการทายที่มีจำนวนคนมาก ๆ
เพราะการทายแต่ละครั้งควรให้ทุกคนได้ยินทั่ว ๆ กัน และพร้อม ๆ กัน เพื่อความรู้ด้วยเครื่องขยายเสียง
ดังกล่าว ควรจะมีไมโครโฟน ๒ ตัว สำหรับผู้ทาย ๑ ตัว สำหรับนายโจ๊ก ๑ ตัว ถ้าบริเวณเงียบสงบจริง ๆ
เครื่องขยายเสียงก็ไม่มีความจำเป็น เครื่องบอกสัญญาณต่าง ๆ เช่น นกหวีดนายโจ๊กมีไว้สำหรับเป่า
เมื่อมีคนเริ่มทาย พอผู้ทายเรียกชื่อโจ๊กที่บอกหมายเลขเอาไว้เมื่อไร นายโจ๊กจะเป่านกหวีด เพื่อแสดงว่า
นายโจ๊กกำลังฟังคำตอบอยู่แล้ว ในสมัยแรก ๆ ใช้ระฆังหรือกระดิ่ง ปัจจุบันใช้กริ่งไฟฟ้าแทน ระฆังหรือ
กริ่งนี้มไี ว้สำหรบั ตหี รอื กดบอกสัญญาณว่า ตอบถูกทุกขนั้ ตอน
วิธกี ารเล่น

การทายโจ๊กต้องมีสถานที่สงบ มีแสงสว่างเท่าที่สามารถอ่านตัวหนังสือได้ชัดเจน ขนาดกว้าง
๕ เมตร ยาว ๑๐ เมตร มีม้านั่งสำหรับคนทาย ๕ แถว ๆ ละ ๑๐ ตัว มีลวดสำหรับขึงเหมือนราวตากผ้า
เพื่อติดกระดาษแผ่นโจ๊กบนเส้นลวดนั้น แล้วยึดด้วยไม้หนีบไม่ให้ปลิว ผู้ทายโจ๊กหรือเรียกว่า คนออกโจ๊ก
จะนำกระดาษท่ีเขยี นโจก๊ ไว้แลว้ ประมาณ ๑๐-๑๕ แผ่นเขยี นเป็นโคลงมากกว่าเป็นกลอนหรือคำประพันธ์
ชนดิ อ่ืน มาขึงติดกบั ราวเชือก แล้วเป่านกหวีดให้สญั ญาณให้คนเรมิ่ ทายได้ โดยอา่ นโจก๊ แผ่นที่จะทายทีละ

๑๔

บาท จนหมดโจก๊ ข้อน้ัน ถ้าทายถูกหมด คนออกโจก๊ จะเปา่ นกหวีด หรือสัน่ กระดงิ่ ให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ
เช่น ลกู อม ถา้ ทายไมถ่ ูก คนออกโจ๊กจะตีกลองเบา ๆ ก็แสดงวา่ คำตอบเกือบถกู แตถ่ ้าตีกลองดัง หรือเร็ว
แสดงวา่ ทายผิดมาก ตอ้ งพยายามเล่นใหม่ สำหรับบอกสัญญาณว่า "ผดิ " ปรกติจะตี ๒ ที (ตงุ๊ -ตุ๊ง) ต่อมาก็
พัฒนาเป็นตีเท่ากับจำนวนคำตอบที่ผิด เช่น ผิด ๑ บรรทัด ตี ๑ ที ผิด ๓ บรรทัดตี ๓ ที เป็นต้น
คิดว่าจำนวนครั้งที่ตีไม่ใช่เป็นสิ่งสำคัญมากนักเวลาที่เล่นเดิมนิยมเล่นกันในงานตรุษ งานสงกรานต์
งานทอดกฐิน แต่ปัจจุบันนิยมเล่นในงานศพ เพื่อเป็นเพื่อนศพ (ฝ่ายวิชาการ บริษัท สกายบุ๊กส์ จำกัด,
2550, หน้า 56)
แนวคดิ ในการละเล่น

การเล่นทายโจ๊กนัน้ เป็นฝึกภาษาใหม้ ีความรดู้ ้านวรรณคดี รอบรู้เรอ่ื งต่าง ๆ และนำมาผสมผสาน
เพื่อทายโจ๊ก ผู้ทายถูกคือผู้มีปัญญา ไหวพริบดี และฝึกให้ผู้เล่นใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ไม่มั่วสุม
อบายมุข

ภาพที่ 7 การเล่นทายโจก๊

ตจ่ี บั
อปุ กรณ์และวิธีการเล่น

การเล่นต่ีจับตอ้ งแบ่งผเู้ ล่นออกเป็นสองฝา่ ย ฝ่ายละเท่า ๆ กัน มเี ส้นแบ่งเขตตรงกลาง ต้องตกลง
กันว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายรุกไปก่อน คนหนึ่งที่เป็นฝ่ายรุกจะเริ่มข้ามเขต พอเข้าเขตฝ่ายตรงข้ามก็ต้องร้อง
"ตี่" ไม่ให้ขาดเสียง แล้ววิ่งเอามือแตะตัวคนใดคนหน่ึงในฝา่ ยรับ แต่จะหยุดหายใจไม่ได้ ในขณะที่ร้อง "ตี"่
นัน้ ฝ่ายรบั กจ็ ะพยายามจับคนทีร่ ้อง "ต"่ี ไว้ ถ้าคนรอ้ ง "ต่ี" เห็นว่าจะส้ไู มไ่ ด้หรอื จะต้องถอนหายใจ ตอ้ งรีบ
ถอยมาให้พ้นเส้นแบ่งเขต ถ้าถอยไม่ทันผู้ร้อง "ต่"ี หยุดถอนหายใจกจ็ ะต้องถูกจับตวั ไว้เป็นเชลย แต่ถ้าคน

๑๕

ที่ร้อง "ต่"ี แตะตวั ฝ่ายรบั ได้ คนที่ถูกแตะก็เป็นเชลยฝา่ ยนี้ ฝา่ ยท่ไี ดเ้ ชลยก็จะส่งคนรอ้ ง "ต่ี" ไปแตะคนที่อยู่
ฝ่ายตรงข้ามอีก ถ้ายังจับไม่ได้กผ็ ลัดกันรุกคนละคร้ัง จนกว่าจะกวาดเชลยได้หมดก็ข้ึนตาใหม่ โอกาสหรือ
เวลาที่เล่นมักจะเล่นในเวลาว่างจากภารกิจทั้งปวง เช่น เวลาพักหลังเลิกเรียน หรือภายหลังจากทำงาน
บา้ นเสรจ็ เรียบร้อยแล้ว
คณุ คา่ ทีไ่ ดร้ ับจากการละเล่น

การเล่นต่ีจับเป็นการฝึกการใช้กำลัง ฝึกความว่องไว และความอดทน นอกเหนือไปจากความ
สนุกสนานเพลิดเพลนิ

ภาพท่ี 8 การเลน่ ตจ่ี บั

๑๖

การละเล่นภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื หรือภาคอีสาน

การเสง็ กลอง

อุปกรณ์
๑. กลองเสง็ หรอื กลองก่ิง ๑ คู่ (๒ ใบ)
๒. ไม้ตกี ลอง มีความยาว ๗๐ ซม.

วธิ ีการเลน่
การเส็งกลองนิยมตีกันเป็นคู่ๆ แต่ละคู่จะต้องตีกลอง ๒ ใบ เจ้าของกลองจะต้องตรึงหน้ากลอง

ให้ตึงที่สุด โดยการหมุน (ขัน) หนังชักกลองเข้าที่จะค่อยๆปรับระดับเสียงกลองแต่ละคู่ให้มีเสียงเดียวกัน
(ภาษากลองเรียกวา่ "เคง่ กลอง") นำกลองท่เี ตรียมมาดีแล้วเข้าประกบคู่บนเวที หนั หน้ารแู พกลองเฉียงเข้า
หาคู่แข่งขันไปสู่ผู้ฟัง การตีกลองแข่งขันตีกนั ฝ่ายละ ๕ คน คนละ ๑ ยกๆละประมาณ ๒ นาที การตัดสิน
ของคณะกรรมการพิจารณาจากเสยี งกลอง คูท่ ี่ชนะต้องมีเสียงใสแหลม สูง และต้องตีให้ชนะ ๓ ใน ๕ ยก
กลองตอ้ งไมข่ าดจึงจะถอื วา่ ชนะ

โอกาส และเวลาที่เลน่
การเล่นกลองกิ่ง หรือกลองเส็งไม่มีใครทราบว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด แต่จะนำมาใช้แห่ในบุญเดือน

หก (บุญบั้งไฟ) เพอ่ื ใหเ้ กิดความสนุกสนาน เสร็จแลว้ จะมีการเส็งกลอง คือแขง่ ขันตีกลองอย่างสนุกสนาน
ในปัจจุบันจังหวัดกาฬสินธุ์จะมีการเส็งกลองกัน (ตีกลองกิ่งแข่งขัน) จึงเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า
"การเส็งกลอง"

คุณคา่ ท่ไี ด้รับจากการละเล่น
ชาวบ้านโคกล่าม อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธ์ุ นิยมการละเล่น สนุกสนานเพื่อให้เกิดความ

เพลิดเพลิน เสียงเร้าใจ เกิดความสามัคคี กลมเกลียวกันในกลุ่มแต่ละหมู่บ้าน และเป็นการแสดงออกถึง
ความสามารถ ภูมปิ ัญญาในการจดั ทำอุปกรณก์ ารเล่นเอง

ลกั ษณะของกลองกิ่ง
เป็นกลองที่ทำมาจากไม้ประดู่แดงทรงกระบอกกลวง ด้านหน้ากลองยาว ๔๐ ซม. ด้านล่างกลอง

(กน้ กลอง) กวา้ ง ๓๐ ซม. สงู ประมาณเท่าครึ่งของความกว้างหน้ากลอง หมุ้ ดว้ ยแผ่นหนังท้ังด้านหน้าและ
แผ่นหลัง ดึงเข้าหากันโดยหนังที่เรียกว่า หนังชัก และหนังหูกลองข้างกลอง ห่างจากหน้ากลองประมาณ
๒๐ ซม. เจาะเป็นรู สี่เหลี่ยมขนาด ๑๐ x ๑๕ ซม. เรียกว่า "รูแพ" เพื่อเป็นการระบายเสียงขณะตี
ขา้ งในกลองเหนือรูแพจะเปน็ ปุ่มเรยี กวา่ ลิน้ กลอง เพ่ือทำหนา้ ทีป่ รับระดบั เสยี งของกลอง (เหมือนลิ้นแคน)
การขดุ กลอง กอ่ นจะลงมอื ขุดกลอง ชา่ งตอ้ งเลือกต้นไม้ ไมท้ ีน่ ิยมทำกลองได้แก่ไมป้ ระดู่แดง ตอ้ งเลือกต้น
ที่มีลักษณะของเซลล์ไม้ตรง ไม่คู้ หรือมีตา มีเส้นผ่าศูนย์กลางของแก่นไม้ประมาณ ๕๐ ซม. สูงประมาณ

๑๗

๑ เมตร จำนวน ๒ ท่อน ไม้ชนิดอื่นก็ทำได้ แต่ไม่นิยม อาจเป็นเพราะขุดยากเมื่อทำเป็นกลองแล้วเวลาตี
ไม่คอ่ ยดงั และไมแ่ ข็งแรง เครื่องมือที่ใช้ขุดกลองได้แก่ ขวาน สิ่ว สวา่ น แชลง กบ และ "ง่อง" โดยการขุด
ตรงกลางไม้ให้กลวงเป็นโพรง มีความหนา บาง ตามความต้องการของช่างการทำหนังหน้ากลอง ใน
สมัยก่อนนิยมทำมาจากหนังโค ปัจจุบันนิยมใช้หนังกระบือเพราะจะเหนียว และทนกว่า โดยเลือกหนัง
กระบอื ทีม่ ีอายุระหว่าง ๕-๑๐ ปี และไม่อ้วนเกินไป กระบือ ๑ ตัวจะทำหนังหนา้ กลองได้ สองหน้า ส่วนที่
เหลือจะใช้ทำหนังก้นกลอง หนังหูกลอง และหนังชัก ก่อนจะนำหนังกระบือไปหุ้มหน้ากลอง ต้องผึ่งแดด
ให้แห้ง แล้วนำมาขูดโดยใช้มีดที่คมมาก ให้บางจนเป็นที่พอใจ (ยิ่งบางกลองยิ่งมีเสียงดัง) ไม้ตีกลองนิยม
มาจากไม้เค็ง เพราะจะมีคุณสมบัติที่เหนียวทนทาน เวลาตีน้ำหนักดี มีความยาวประมาณ ๗๐ ซม.
เหลาให้กลม ปลายไม้เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ ซม. ตรงโคนไม้บรเิ วณมอื จบั พนั ด้วยผา้ ให้พอดเี วลาตีแข่งขัน

ภาพที่ 9 การเสง็ กลองกง่ิ

๑๘

การแข่งเรือ

อปุ กรณ์ และวิธีเลน่
๑. เรือยาวขุดดว้ ยไม้
๒. ฝพี าย ๔๐ คน
๓. กลอง-พังฮาด-ฉาบ-ก่ิง หรอื เครอื่ งดนตรีอน่ื (สำหรับบรรเลงอยใู่ นเรอื )

วธิ ีเลน่ / กตกิ า
การจัดการแข่งขันรอบแรก กรรมการรับสมัครเรือจำนวน ๑๖ ลำ จับสลากแบ่งสายออกเป็น

๔ สาย แข่งขันแบบพบกันหมดในสาย เปลี่ยนลู่น้ำ นำเรือที่ได้คะแนนที่ ๑-๒ ของแต่ละสายไปจับสลาก
แบ่งออกเป็น ๒ สาย (สาย ก - ข) เพ่อื แขง่ ขนั ในรอบท่ี ๒

รอบที่สอง ดำเนินการแข่งขันเหมือนรอบแรก เรือที่มีคะแนนที่ ๑ - ๒ มีสิทธิ์เข้าแข่งขันในรอบ
รองชนะเลิศ

รอบรองชนะเลศิ จัดแข่งขนั ดังน้ี
ค่ทู ี่ ๑ เรือชนะที่ ๑ สาย ก. พบกับเรือท่ี ๒ สาย ข.
คทู่ ่ี ๒ เรือชนะท่ี ๑ สาย ข. พบกบั เรอื ที่ ๒ สาย ก.
การแข่งขันในแตล่ ะคู่เปลย่ี นทางน้ำมีผลแพ้ - ชนะ ๒ ใน ๓ เท่ยี ว เพื่อหาเรือไปแข่งขันในรอบชิง
ชนะเลิศ
รอบชงิ ชนะเลศิ จดั แข่งขันดังนี้
- นำเรอื ที่ชนะของแตล่ ะคูข่ องรอบรองชนะเลิศมาแข่งขนั ชิงท่ี ๑ และ ๒
- นำเรือที่แพ้ของแตล่ ะคขู่ องรอบรองชนะเลิศมาแขง่ ขันชิงที่ ๓ และ ๔
- แพ-้ ชนะ ๒ ใน ๓ เทยี่ ว

กติกาการแข่งขนั
๑. เรือทุกลำที่เข้าทำการแข่งขันตอ้ งมาใหถ้ ึงสนามแข่งขันก่อนเวลา ๐๘.๐๐ น. ของวันที่ทำการ

แข่งขนั พรอ้ มให้ตัวแทน หรอื หวั หน้าเรือ ไปรายงานตวั ต่อคณะกรรมการท่ีกองอำนวยการ ถา้ เรือใดมาช้า
กวา่ กำหนด กรรมการจะพิจารณาเปน็ รายๆไป และเรอื ลำใดทไ่ี ม่ลงเทยี บทา่ ในเวลา ๐๙.๐๐ น. ซึ่งเป็นพิธี
เปดิ คณะกรรมการจะพจิ ารณาตดั เงนิ ค่าเทยี บท่าลำละ ๓๐๐ บาท

๒. เรือทุกลำที่ทำการแข่งขันต้องวิ่งในลู่ที่กำหนด ถ้ามีการตัดลู่น้ำจะโดยเจตนา หรือไม่ก็ตาม
คณะกรรมการจะปรับแพใ้ นเที่ยวนั้น

๓. เรือทุกลำต้องพร้อมที่จะเข้าทำการแข่งขันได้ทันทีเมื่อถึงเวลากำหนดในสูจิบัตร และเมื่อ
กรรมการจุดปล่อยเรือเรียกเข้าประจำที่ ถ้าเข้าประจำที่ช้าเกินกว่า ๕ นาที หลังจากคณะกรรมการเรียก
แลว้ จะถูกปรับแพ้ในเทย่ี วน้ัน และให้คณะกรรมการปล่อยเรือค่แู ข่งพายตามลู่นำ้ ของตนลงมาถึงเส้นชัยจึง

๑๙

จะถือว่าเป็นฝ่ายชนะ หากเรือลำใดไม้คาดแตกหรือหัก กรรมการจะอนุญาตให้เปลี่ยนไม้คาดใหม่ ภายใน
เวลาไม่เกิน ๒๐ นาที ถ้าเกินจะปรับเป็นแพ้ โดยให้ไปรายงานกับกรรมการจุดปล่อยเป็นเจ้าหน้าที่
ตรวจสอบ และจับเวลา

๔. เรือทุกลำหา้ มถอดหัวเรอื ในขณะทำการแข่งขนั
๕. เม่ือเรือแต่ละลำทำการแข่งขันของแต่ละเทยี่ วผา่ นไปแล้ว ให้รบี กลบั ไปลอยลำ รอการแข่งขัน
ในเทีย่ วต่อไป ณ จดุ ปล่อยเรอื โดยลอ่ งเรอื เลยี บฝ่ังทศิ เหนือ
๖. ในขณะทำการแข่งขันหากฝีพายของเรือลำใดตกลงจากเรือจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม
คณะกรรมการจะปรับให้แพ้ในเที่ยวนั้น แต่ถ้าฝีพายตกด้วยกันทั้งสองลำ กรรมการจะตัดสินให้เรือที่ถึง
เส้นชยั กอ่ นเป็นลำชนะ
๗. หา้ มเรอื ทุกลำทำการฝึกซอ้ มในสนามแขง่ ขนั หลังจากพิธเี ปดิ ทำการแข่งขันของแต่ละวัน
๘. คะแนนในการแข่งขันรอบที่ ๑ และรอบที่ ๒ เรือชนะได้ ๓ คะแนน เรือเสมอกันให้ลำละ ๑
คะแนน และเรือแพไ้ ด้ ๐ คะแนน
๙. หากเรอื ลำใดมีคะแนนเทา่ กนั ในรอบคัดเลือก (รอบที่ ๑ หรือรอบที่ ๒) ใหจ้ ับสลากลู่น้ำแขง่ ขัน
กันใหม่ เพ่อื หาลำชนะเข้ารอบต่อไป โดยแขง่ เทีย่ วเดยี ว
๑๐. การปล่อยเรือในสว่ นถาวรของเรือเสมอกัน และการตัดสิน แพ้- ชนะ ของคณะกรรมการจะ
ตดั สินสว่ นถาวรของเรอื ถงึ เสน้ ชัยเปน็ เกณฑ์
๑๑. ให้เรือทุกลำที่ทำการแข่งขันของแต่ละวัน แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประจำกองอำนวยการไว้ลำละ
๑ คน เพือ่ ตดิ ต่อประสานงานตลอดจนรว่ มแกป้ ัญหาอนั อาจมีขน้ึ กบั ฝา่ ยจัดการแขง่ ขนั
๑๒. ถ้าฝีพายหรือตัวแทนเรือลำใดมีกริยา วาจาไม่สุภาพเรียบร้อยต่อคณะกรรมการดำเนินการ
ทำให้เปน็ ท่ีเส่ือมเสยี ชอื่ เสยี ง คณะกรรมการอาจพิจารณาปรับใหเ้ รือลำนน้ั แพ้ฟาล์ว และปรบั ไม่ใหเ้ ขา้ ร่วม
แข่งขนั ในสนามนีอ้ กี เปน็ เวลาไม่นอ้ ยกว่า ๒ ปี
๑๓. การตัดสนิ ของคณะกรรมการถือวา่ เดด็ ขาด หากเรอื ลำใดจะประท้วงใหย้ ืน่ คำรอ้ งขอประท้วง
เป็นลายลักษณ์อักษร ต่อคณะกรรมการรับการประท้วง พร้อมทั้งหลักฐาน และเงินค่าประกันครั้งละ
๑๐๐ บาท และจะคืนเงินค่าประกัน ถ้าการประท้วงเป็นผล และให้ยื่นประท้วงภายในเวลา ๒๐ นาที
หลังจากการแข่งขนั เรือในเที่ยวน้นั ๆ

โอกาส หรือเวลาทีเ่ ลน่
การแข่งเรือจะแขง่ ในเทศกาลนำ้ หลาก คือในชว่ งเดอื นตลุ าคม-พฤศจกิ ายน ของทุกปี

๒๐

คุณค่าทไี่ ดร้ บั จากการละเลน่
การแขง่ เรอื เป็นการเสริมสร้างศักยภาพของชมุ ชน บง่ บอกถึงความเปน็ ไทย เปน็ การอนรุ กั ษม์ รดก

ไทย และเสริมสร้างความสนุกสนาน ทั้งผู้ชม และผู้เข้าแข่งขัน และก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคีของ
คนในทอ้ งถิ่น ซึง่ จะมีสว่ นช่วยใหช้ ุมชน ดำรงอยู่อย่างมีศกั ดิ์ศรี เป็นการอนุรักษม์ รดกวัฒนธรรม ประเพณี
ทอ้ งถน่ิ ให้คงอย่ไู ว้เปน็ สมบตั ชิ ัว่ ลกู ช่ัวหลาน

ภาพที่ 10 การแขง็ เรือเมืองนา่ น

โปงลาง
โปงลางหรือบางแห่งเรยี กวา่ หมากกลง้ิ กล่อม หมากเดอะเดนิ เปน็ เครอื่ งดนตรีที่พัฒนามาจาก

"เกราะลอ" หรือ "ขอลอ" มีเรื่องเล่าตอ่ กนั มาวา่ เดิมทที ้าวพรมโคตรไดอ้ พยพมาจากประเทศลาวเข้ามาอยู่
ฝง่ั ไทยได้คดิ ทำเกราะลอ โดยคดิ เลยี นแบบจากเกราะที่ใชต้ ตี ามหมู่บ้าน เมื่อผู้ใหญ่บ้านตอ้ งการเรียก
ลูกบ้านมาประชมุ แจ้งเหตุตา่ งๆ โดยนำเกราะลอทท่ี ำจากไม้เหลื้อมมัดเรยี งกันด้วยเถาวัลย์ มีอยู่ ๖ ลกู
๕ เสียง มีเสียง ซอล ลา โด เร มี (ซอลสงู ) เพ่ือตไี ล่ฝงู นกกาทม่ี ากนิ ข้าวในไรน่ า ต่อมาท้าวพรมโคตรได้ยา้ ย
มาอยู่บา้ นกลางหมื่น อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสนิ ธ์ุ ไดถ้ า่ ยทอดการตเี กราะลอให้แก่นายปาน ตอ่ มานาย
ปานเสียชวี ติ ลง นายขาน ผู้เปน็ น้องชายได้สืบต่อการตเี กราะลอมาและไดถ้ ่ายทอดให้ นายเปลื้อง ฉายรศั มี
ซึง่ ได้ ทำการปรบั ปรุงการทำเกราะลอ โดยใชไ้ มห้ มากหาด(มะหาด) ซงึ่ เปน็ ไมเ้ น้ือแข็ง เวลาตีแล้วไมบ่ วม
งา่ ย มีเสยี งดังกงั วาน มีการเพ่มิ ลูกจาก ๙ ลกู เปน็ ๑๒ ลูก และ ๑๓ ลกู เพ่ิมจาก ๕ เสียง เป็น ๖ เสยี ง
พร้อมกบั คิดลายใหมๆ่ เพิ่มขึ้นคอื ลายอ่านหนงั สือใหญ่ ลายอ่านหนังสอื น้อย ลายสดุ สะแนน ลายสรอ้ ย
และลายเซ และไดเ้ ปล่ยี นช่ือจากเกราะลอมาเปน็ "โปงลาง"

๒๑

อุปกรณ์
การเล่นโปงลางต้องประกอบไปด้วยดนตรีพื้นบ้าน ได้แก่ แคน ซอ พิณ หมากกั๊บแก้บ กลอง ไห

นอกจากนปี้ ัจจบุ นั ไดพ้ ฒั นาข้นึ โดยมนี ักร้องและผู้รา่ ยรำประกอบเสยี งดนตรีในวงโปงลางอกี ด้วย

วธิ ีการเลน่
ทำนองลายโปงลางที่บรรเลงนั้น ได้จากการเลียนเสียงธรรมชาติและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาว

อีสาน เชน่
๑. ลายลมพัดพร้าว ลีลาของเพลงแสดงถึงเสียงลมที่พัดมาถูกใบมะพร้าวจะแกว่งสะบัดตาม

แรงลมกลายเป็นเสยี งและลีลาที่นา่ ฟงั ยิ่ง
๒. ลายโปงลาง ลีลาของเพลงนี้จะทำให้ผู้ฟังนึกถึงเสียงกระดิ่งผูกคอวัวที่ดังอยู่ไม่ขาดระยะ

มองเหน็ วัวเดนิ ตามกันเปน็ ทวิ แถวข้ามทุ่ง
๓. ลายช้างขึ้นภู ลีลาของเพลงจะมีความเนิบช้าสง่างาม เหมือนลีลาการเดินของช้างที่กำลังเดิน

ขึ้นภูเขาสงู
๔. ลายแมงภู่ตอมดอกไม้ ลีลาของเพลงจะทำให้มองเห็นภาพของแมลงภู่ ที่บินวนเวียนดูด

น้ำหวานจากเกสรดอกไมเ้ ป็นหมู่ๆ พร้อมกับสง่ เสยี งรอ้ งด้วยความสดชน่ื รน่ื เริง
๕. ลายนกไซบินข้ามทุ่ง ลีลาของเพลงบรรยายถึงลีลาของนกทีบ่ นิ เป็นหมู่ข้ามท้องทุง่ อันเขียวขจี

ดว้ ยนาขา้ ว
๖. ลายแม่ฮ้างกล่อมลูก ลีลาของเพลงสะท้อนให้เห็นถึงความอ้างว้างว้าเหว่ของหญิงที่ถูกสามี

ทอดทงิ้ ตอ้ งกลอ่ มลกู อยู่เดยี วดายตามลำพัง
๗. ลายภไู ทยเลาะตบู ลีลาของเพลงแสดงถึงภาพชวี ิตของหนุ่มชาวภไู ทที่มักจะแวะเวยี นไปพูดกับ

หญิงสาวตามบ้านต่างๆ ในเวลาค่ำ
นอกจากนั้นยังมีลาย "กาเต้นก้อน" จะใช้เทียบเสยี งโปงลางแต่ละลกู หลังจากทำเสร็จเรยี บร้อย ซึ่งถือเป็น
ลายครูของโปงลาง และลายอื่นๆ อีก ซึ่งถือเป็นลายหลัก คือ ลายอ่านหนังสือใหญ่ อ่านหนังสือน้อย
สุดสะแนน ลายสร้อย และลายเซ ซึ่งเพียงฟังจากชื่อก็จะรับรู้ถึงท่วงทำนองของเพลงที่กลั่นกรองมาจาก
ชีวิตพืน้ บ้าน และธรรมชาติรอบขา้ ง

สาระทีไ่ ดร้ บั จากการละเลน่
"โปงลาง" เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของอีสานชนิดหนึ่งที่ถือกำเนิดที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จึงถือเป็น

สัญลักษณ์ของจังหวัดกาฬสินธุ์มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะผู้สืบทอด และอนุรักษ์ไว้
คือ นายเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ "โปงลาง" จึงควรแก่การอนุรักษ์และถ่ายทอดให้เยาวชนรุ่นหลงั
ได้ทราบ และตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามและคุณความดีของบุคคลที่น่ายึดถือเป็น
แบบอยา่ งสืบทอดไว้ตราบชั่วกาลนาน

๒๒

ภาพที่ 11 การเลน่ โปงลาง

เตน้ ขาเดยี ว
อุปกรณ์และวธิ ีการเล่น

สถานที่ กลางแจ้ง ผเู้ ลน่ ไมจ่ ำกัดวยั เพศและจำนวน
วิธเี ล่น

- ผเู้ ลน่ ทุกคนขดี เส้นร่วมกันโดยเดินต่อกันเป็นแถว พรอ้ มกับรอ้ งเพลงประกอบการเล่นว่า "ขีด ๆ
ผู้ไดบ๋ ่ขีด บใ่ หเ้ ลน่ นำ" จะขดี เป็นวงกลมหรือส่เี หลยี่ มก็ได้

- จับคแู่ ล้วทำการเส่ียงแบ่งฝา่ ย โดยคนแพจ้ ะอยู่กบั ฝ่ายแพ้ คนชนะจะอยกู่ บั ฝา่ ยชนะ
- ทง้ั สองฝ่ายส่งตวั แทนมาทำการเสี่ยงกัน ฝ่ายไหนชนะจะไดเ้ ลน่ เป็นฝา่ ยวิง่ ก่อน
- ฝา่ ยชนะเข้าไปอยู่ในวง ฝ่ายแพอ้ ยนู่ อกวง
- ฝ่ายแพ้จะเต้นขาเดียวไล่แตะฝ่ายชนะที่อยู่ในวง โดยจะเข้าไปเต้นทีละคน ถ้าฝ่ายเต้นสามารถ
ไล่แตะถกู ตัวผู้เล่นฝา่ ยวง่ิ คนใด คนนนั้ ถือวา่ ตาย ต้องออกไปอยู่วงนอกหมดสิทธว์ิ งิ่
- ฝ่ายไล่จะพยายามไล่แตะจนกว่าฝ่ายวิ่งจะหมด จึงจะได้เปลี่ยนมาเล่นเป็นฝ่ายวิ่งแทน แต่ถ้า
ฝ่ายไลต่ ายหมดกอ่ นก็จะได้เล่นเป็นฝา่ ยไลต่ อ่ ไป
กติกาการเล่น
- ถ้าฝา่ ยว่งิ คนใดถกู คนเต้นขาเดยี วแตะต้อง จะถอื ว่าตาย
- ถ้าฝ่ายเต้น ขาถูกพื้นทั้งสองขาพรอ้ มกนั จะถือว่าตาย
- ฝ่ายไหนตายหมดกอ่ นถือวา่ แพ้ จะตอ้ งเล่นเป็นฝา่ ยไล่ในตาต่อไป

๒๓

โอกาสหรือเวลาที่เลน่
เลน่ ได้ทุกโอกาส

คุณค่าทไ่ี ด้รบั จากการเลน่
- ฝึกใหม้ คี วามรบั ผิดชอบตามกฎกติกาของการเลน่
- ให้มคี วามรบั ผิดชอบตอ่ สทิ ธิและหน้าท่ีของตน
- สง่ เสรมิ การออกกำลงั กาย ใหม้ สี ุขภาพรา่ งกายแขง็ แรง

จานช้อนใบ
อปุ กรณ์และวิธกี ารเลน่

อปุ กรณ์การเลน่ ผ้าขาวม้าฝั้นเกลียวใหแ้ น่นใชส้ ำหรบั ตี
วิธีการเล่น หนุ่มสาวยืนล้อมวง เป็นวงกลมซ้อนกัน ๒ วง คนหน้าและคนหลังยืนตรงกัน เรียกคนหน้าว่า
จานใบที่ ๑ และเรียกคนหลังว่าจานใบที่ ๒ จะมีคนเกินอยู่ ๑ คน และคนไล่ ๑ คน เมื่อเริ่มเล่นคนที่เป็น
เศษจะต้องวิ่งไปซ้อนหน้าคนที่ยืนซ้อนกันอยู่แล้ว เมื่อซ้อนเข้าไปแล้วคนที่อยู่หลังสุดก็จะกลายเป็นเศษ
คือเป็นจานใบท่ี ๓ ก็จะถกู ไล่ตี เพราะฉะน้ันคนท่ีเปน็ คนที่ ๓ จะต้องวง่ิ หนีเพ่ือซอ้ นคนอ่ืนต่อไป

กตกิ าการเลน่ คนท่ีเปน็ คนเศษแลว้ ถูกซ้อน ต้องซ้อนข้างหน้าเท่านั้น คนท่อี ยทู่ ี่ ๓ ถ้าตีถูกหรือถูก
ตีถือว่าตาย ต้องกลบั มาเปน็ ผู้ไล่ต่อไป
โอกาสที่เลน่

ในชว่ งเทศกาลสงกรานต์ ส่วนใหญ่ผ้เู ลน่ คือหนุ่มสาว เพื่อทีจ่ ะไดเ้ กิดความใกล้ชิดและชอบพอกัน
ในปัจจุบันยังมกี ารละเล่นจานชอ้ นใบอยู่บางหมูบ่ ้าน เชน่ บ้านเดอ่ื บ้านบวั อำเภอเกษตรสมบรู ณ์
คุณคา่ ท่ไี ด้รับจากกรละเล่น

นอกเหนือจากความสนุกสนานแล้วยังเป็นการละเล่นท่ีปลูกฝังเรื่องการเคารพกฎกติกา ฝึกให้เป็น
คนมรี ะเบียบวินยั ทั้งยงั เปน็ การสรา้ งความสามคั คใี นหม่คู ณะ2

2 Njoy, การละเลน่ พื้นบ้านภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ – จานชอ้ นใบ (ออนไลน์), 12 กุมภาพันธ์ 2565
แหล่งท่มี า http://www.openbase.in.th/node/8105

๒๔

ว่ิงขาโถกเถก
อุปกรณ์และวธิ ีการเล่น

อุปกรณ์ ไม้ไผ่กิ่ง ๒ ลำ ถ้าไม่มีก็เจาะรูแล้วเอาไม้อื่นๆ สอดไว้เพื่อให้เป็นที่วางเท้าได้วิธีการเล่น
ผู้เลน่ จะเลอื กไม้ไผ่ลำตรง ๆ ทม่ี กี ่ิง ๒ ลำทกี่ ิ่งมไี ว้สำหรับวางเท้าต้องเสมอกันท้ัง ๒ ข้าง ผู้เล่นขึ้นไปยืนบน
แขนงไม้เวลาเดินยกเท้าข้างไหนมือที่จับลำไม้ไผ่ก็จะยกข้างนั้น ส่วนมากเด็ก ๆ ที่เล่นมักจะมาแข่งขันกัน
ใครเดนิ ไดไ้ วและไม่ตกจากไม้ถือวา่ เป็นผูช้ นะ
โอกาสท่ีเล่น

การวิ่งขาโถกเถก ถือเปน็ การละเลน่ ท่ีเล่นได้ทกุ โอกาส โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์
คณุ คา่ ที่ได้รับจากการละเล่น

นอกเหนือจากความสนุกสนานแล้ว ยังเป็นเครื่องมือในการออกกำลังกาย บริหารส่วนต่าง ๆ
ของร่างกายได้เป็นอย่างดี เดมิ ผู้ทใ่ี ชข้ าโถกเถกเปน็ ชายหนมุ่ ไปเก้ียวสาว เสียงเดนิ จากไมเ้ มอื่ สาวได้ยินก็จะ
มาเปดิ ประตรู อเพื่อพดู คยุ กันตามประสาหนมุ่ สาว หรือบ้านสาวเล้ียงสุนัขไมโ้ ถกเถกยังเป็นอุปกรณ์ไล่สุนัข
ไดด้ ว้ ยแข่งเรอื บก

ภาพที่ 12 การวงิ่ ขาโถกเถก

๒๕

เดนิ กะโปห๋ รอื เดนิ กะลา
อุปกรณ์

ประกอบด้วยกะลาสองอันขนาดเท่าๆ กัน เจาะรูตรงกลางแล้วใช้เชือกหนึ่งเส้น ยาวประมาณ
๒-๓ เมตร หรอื พอเหมาะกับผู้เล่น ปลายแตล่ ะข้างสอดเข้าไปในรูกะลาท่ีเจาะไว้ โดยคว่ำกะลาแล้วผูกปม
เชอื กไว้ใหโ้ ตกว่ารูของกะลาเพอื่ กันเชือกหลดุ เวลาเล่น
วธิ เี ลน่

ผ้เู ลน่ จะข้นึ ไปยืนบนกะลาโดยใชน้ ิ้วหวั แม่เท้าและนิว้ ช้ีคีบเชือกบนกะลา มอื สองข้างดงึ เชือกให้ตึง
และเดนิ แข่งขันกนั
โอกาสหรอื เวลาทจ่ี ะเลน่

เลน่ ไดท้ ุกโอกาส แต่มกั จะมีการเลน่ เม่ือมงี านเทศกาลต่างๆ
คณุ ค่าที่ได้รับจากการละเล่น

เพอ่ื ความสนุกสนาน และความสามัคคใี นหมู่คณะ

ภาพท่ี 13 เดนิ กะโปห๋ รอื เดนิ กะลา

๒๖

ก๊อกลอ๊ ก
อุปกรณ์และวิธีเลน่

อุปกรณ์ที่เล่นประกอบด้วยแผ่นไม้กระดานแผ่นเรียบ ๑ แผ่น ไม้ขนาดหน้าสาม ๑ ท่อน
และเหรยี ญบาทหรือเหรยี ญห้าบาท หรอื เหรยี ญสบิ บาท
วธิ กี ารเล่น

เริ่มโดยเตรียมสถานที่เป็นที่โล่งแล้วนำไม้กระดานแผ่นเรียบไปพิงไว้ที่ใดที่หนึ่งให้ทำมุมเฉียง
๔๕ องศา ต่อจากน้นั นำไม้หนา้ สามไปวางเปน็ แนวนอนให้อยู่ตรงขา้ มกับไม้กระดานแผ่นเรียบ โดยให้ห่าง
จากกันประมาณ ๑ เมตร เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยผู้เล่นจะมีจำนวนกี่คนก็ได้เข้าแถวเพื่อรอคิว
กลิ้งเหรียญจากแผ่นไม้กระดานแผ่นเรียบไปกระทบแผ่นไม้หน้าสาม การตัดสิน หากเหรียญของผู้เล่นคน
ใดกระเด็นออกไปไกลที่สุดก็จะถือว่าเป็นผู้ชนะ รางวัล คือ เหรียญทั้งหมดที่มีผู้ลงเล่นในแต่ละครั้ง
แตก่ ารละเล่นก๊อกล๊อคมเี งื่อนไขข้อหน่ึงว่า การใชเ้ หรียญเพือ่ แข่งขนั ผู้เลน่ ตอ้ งใช้เหรยี ญประเภทเดยี วกัน
โอกาสหรือเวลาทเ่ี ล่น

นิยมเล่นในช่วงเดอื นเมษายนของทุกปีคือเทศกาลสงกรานต์
คุณค่าที่ไดร้ ับจากการละเลน่

การละเล่นก๊อกล๊อคมิใช่การละเล่นที่มุ่งเพื่อการพนัน แต่เป็นการละเล่นเพื่อความสนุกสนาน
คลายความเครียดความเหน็ดเหนื่อย หลังจากฤดูเก็บเกี่ยวข้าว อีกทั้งเป็นการเชื่อมความสมัครสมาน
สามัคคี

ภาพที่ 14 การเล่นก๊อกลอ๊ ก

๒๗

ตีนเลียน (ลอ้ เล่อื น)
อปุ กรณ์การเล่น

ตีนเลียน ทำด้วยไม้กระดานรูปวงกลมรัศมี ๘-๑๒ นิ้ว เจาะรู ตรงกลางใช้ไม้ไผ่ยาวประมาณ
๒ เมตร ผ่าครึ่งยาวประมาณ ๑๒ นิ้ว เพื่อเชื่อมกับรูของกระดานโดยใช้ตะปู หรือไม้ที่แข็งเป็นเพลาแล้ว
สกัดไวใ้ ห้แนน่ ไมห่ ลดุ ออกมา
วธิ ีการเลน่

๑. การเร่มิ ต้นผ้เู ล่นจะยนื เรียงกันโดยใชไ้ ม้ไผด่ า้ นปลายวางไวท้ ี่บา่ แล้วจับให้แนน่
๒. สัญญาณบอกเริ่มวิ่ง ผู้เล่นก็จะดันตีนเลียนให้วิ่งออกไป เพื่อให้ถึงเส้นชัยซึ่งอาจจะเป็น
ระยะทาง ๕๐ เมตร หรอื ๑๐๐ เมตร
๓. การส้ินสุดการเล่นใครถงึ เส้นชัยกอ่ นเป็นผู้ชนะ
โอกาสทีเ่ ล่น
นยิ มเลน่ ในงานประเพณีสงกรานต์หรือประเพณีอืน่ ท่เี หน็ ว่าเหมาะสม เพอ่ื สร้างความสนกุ สนาน
คุณค่า/สาระ
ผ้เู ล่นได้รบั ความสนกุ สนาน สรา้ งความสามคั คีในหมูค่ ณะ เสริมสร้างสขุ ภาพให้แข็งแรง

ภาพท่ี 15 การเลน่ ตนี เลยี น (ลอ้ เลื่อน)

๒๘

โคง้ ตีนเกวียนหรอื ระวงตีนเกวียน
อปุ กรณ์และวธิ เี ล่น

แบ่งผู้เล่นออกเป็นสองพวก พวกหนึ่งยืนอีกพวกหนึ่งนั่งสลับกันเป็นวงกลมคล้ายล้อเกวียน
พวกที่นั่งจะเอาเท้ายันกันไว้ตรงกลางคล้ายดุมเกวียนและเอามือจับกับคนที่ยืน จะเดินไปรอบๆ
เป็นวงกลม ฝ่ายนั่งก็จะน่ังใหก้ ้นลอยพ้นพ้ืน หมุนตามไปโดยใช้เท้าทีย่ นั กันไว้นั้นเปน็ ศนู ย์กลาง ถ้าฝ่ายนง่ั
ทำมือหลุดหรือวงแยกออกจากกันก็จะเป็นฝ่ายแพ้ เปลี่ยนให้คนที่ยีนเป็นฝ่ายนั่งและคนที่นั่งเป็นฝ่ายยืน
แล้วเลน่ ต่อ
โอกาสหรือเวลาท่ีจะเลน่

เลน่ ไดท้ กุ โอกาส แตม่ กั จะมีการเล่นเม่อื มีงานเทศกาลตา่ งๆ เช่น ตรษุ สงกรานต์ บญุ ขา้ วสาก
คุณคา่ ท่ไี ดร้ ับจากการละเล่น

ชีวติ ของคนเราหมุนวนไปคล้ายลอ้ เกวียนไม่หยดุ นงิ่

ภาพที่ 16 โค้งตนี เกวียนหรอื ระวงตีนเกวยี น

๒๙

การละเลน่ ภาคเหนอื

การเลน่ ไมห้ ่งึ หรืออีห่ึง

อุปกรณ์และวิธกี ารเล่น
อุปกรณ์ ใช้ไม้ ๒ ชิ้น คือ ไม้แม่ ทำด้วยกิ่งไม้ที่หาง่ายและเหนียว มีขนาด เส้น ผ่าศูนย์กลาง

ประมาณ ๑น้ิว หรอื ใกล้เคยี ง ยาวประมาณ ๑ ศอก และ ไม้ลกู อาจนำจากไม้ท่อนเดียวกนั ด้านปลายของ
ไม้แม่ยาวประมาณ ๑ คืบ ไม้ที่สามารถทำได้ เช่น ไม้มะขาม ไม้ฝรั่ง หรือไม้ไผ่ลำเล็ก ตัน คือ เป็นไม้ท่ี
สามารถหาได้ง่ายในท้องถิ่น นิยมใช้ไม้สดด้วยเป็นไม้ที่ยังมีน้ำหนักและเหนียวไม่เปราะเหมาะสมกับ
กระบวนการเลน่

วธิ กี ารเล่น
โดยการแบ่งฝ่ายละเท่า ๆ กัน เช่น ๒ ต่อ ๒ หรือ ๓ ต่อ ๓ ฝ่ายได้เล่นก่อนจะทำการขุดร่องท่ี

พื้นดินแข็งให้เป็นร่องยาวประมาณ ๑ คืบ ลึก ๑ นิ้วครึ่ง เป็นรางคล้ายเรือ หรือ พอเพียงกับการงัดไม้ลูก
ได้จากนั้นฝ่ายเริ่มจะวางไม้ลูกขวางร่องหลุมที่ขุดไว้ แล้วใช้ไม้แม่งัดออกไปข้างหน้าให้ได้ระยะไกลที่สุด
เท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามรับยากหรือโต้กลับยาก ขณะที่งัดไม้ลูกออกไปนั้น ฝ่ายรับสามารถใช้
อุปกรณ์ใดก็ได้ปกป้องหรือตีโต้กลับไปยังหลุมงัด หรือใช้มือรับ จากนั้นฝ่ายเริ่มต้องวางไม้แม่ไว้ที่หลุม
ฝา่ ยรบั จะโยนไม้ลูกให้กลบั มาให้ถูกหรือปะทะให้ไมแ้ ม่ทว่ี างอยู่เพอ่ื การชนะ ถา้ สามารถโยนลกู ปะทะไม้แม่
กจ็ ะไดก้ ลับมาเป็นผู้เร่ิมหรือผ้เู สริฟ แต่ถ้าโยนไมถ่ ูกไมแ้ มฝ่ า่ ยเริม่ ก็จะได้ดำเนินการขน้ั ตอนต่อไป คือ นำไม้
ลูกขึ้นมาเดาะโดยใช้ไม้แม่เดาะไม้ลูกให้ได้จำนวนครั้งให้ได้มากที่สุด ถ้าเดาะได้ถึง ๓ ครั้งก็จะได้ตีลูก
ออกไปถึง ๓ ครั้ง การตีจะพยายามตีลูกออกไปยังฝา่ ย ตรงข้ามให้ได้ระยะไกลทีส่ ดุ และไม่ให้ฝ่ายตรงข้าม
รับได้ เพราะถ้ารับได้ก็จะต้องแพ้และกลับมาเป็น ผู้เริ่ม แต่ถ้ารับไม่ได้ฝ่ายเริ่มเดิมก็จะให้ตีไม้ต่อไปจนให้
ครบ ๓ ครั้ง และฝ่ายรับก็จะนำไม้ลูกนั้นวิ่งกลับมายังหลุมโดยกลั้นหายใจและออกเสียงมาทางจมูกให้มี
เสียง หึม่ มาตลอดระยะการวง่ิ ถ้าเล่นฝ่ายละหลายคนก็สามารถส่งต่อไม้กันได้และผรู้ ับต่อก็จะต้องห่ึมต่อ
เช่นกัน หา้ มขาดเสียงห่ึมในขณะว่ิงกลบั ถ้าขาดเสยี งห่มึ กถ็ ือวา่ ฟาวลห์ รอื แพ้ในเกมน้ัน ผเู้ ริ่มเดิมก็จะได้เล่น
แต่ถ้าผู้หึ่มสามารถวิง่ หึ่มมาถึงหลุมไดก้ ็จะชนะได้เป็นผู้เริ่มเล่นใหม่โดยใช้วิธีเดิม (การเล่นอาจแตกต่างกนั
ไปบา้ งในแต่ละท้องถ่นิ ได)้

โอกาสหรอื เวลาทีเ่ ลน่
เป็นการเล่นของเด็กเล็กและเด็กโตประมาณ ๗ - ๑๕ ขวบ สามารถเล่นได้ทั้งเด็กหญิงและ

เด็กชายเล่นในยามว่างเพื่อสันทนาการ ความสนุกสนาน และแข่งขันกันในหมู่เล็ก สถานที่ใช้เล่นจะต้องมี
บริเวณลานกวา้ งพอ เชน่ สนามหน้าโรงเรียน ลานบ้านในหมบู่ ้าน หรอื ลานวดั

๓๐

คุณค่าทีไ่ ด้รบั จากการละเลน่
เป็นการเล่นท่งี ่ายไม่ต้องลงทนุ ซ้ืออปุ กรณ์และการเก็บรักษาอุปกรณ์ เนื่องดว้ ยไม้ที่ ใชเ้ ล่นนิยมใช้

ไม้สดเนื่องจากมีน้ำหนักในการใช้โยนหรือตีได้ไกล และเป็นการเล่นที่ต้องใช้ทักษะการงัด ให้ได้ไกล
ดังนั้นจะต้องวางไม้ลูกให้ได้จุดกึ่งกลาง วางมุมไม้แม่ให้ได้องศาการดีดขึ้น ฝ่ายรับจะต้องมีทักษะการรับ
ประสาทสั่งการความสัมพันธ์ของสายตาและอันตรายที่อาจเกดิ ขึ้น แต่ละช่วงของการเล่นจะมีเทคนิคการ
เล่นที่ต้องใช้ความสงั เกต และฝึกความชำนาญในโอกาสตอ่ ไป เช่น คนที่เล่นได้ดีคือจะงัดให้ไกลหรือเดาะ
ได้จำนวนครั้งได้มาก และเวลาไม้ตีลูกก็จะได้ไกลเนื่องจากในขณะตีนั้นจะต้อง ให้มีความสัมพันธ์กัน
ระหว่างการปล่อยมือไม้ลูกและไม้แม่ให้ตรงจุดกึ่งกลางศูนย์กลางของน้ำหนัก เช่นเดียวกับการตีเทนนิส
หรอื แบดมินตัน หรือเบสบอลและฝึกความแมน่ ยำในการโยนกลบั หรอื พัดลกู กอลฟ์ บนกรีนหรอื เปตอง

ภาพท่ี 17 การเล่นไม้ห่งึ หรืออีห่ึง

มา้ จกคอก
การเล่นมา้ จกคอก ภาคกลางเรยี ก ลาวกระทบไม้ การเลน่ ชนิดน้เี ขา้ ใจว่าอาจจะได้รบั อิทธพิ ลมา

จากการละเล่นของชาวลัวะ
อุปกรณ์และวิธเี ลน่

จำนวนผเู้ ลน่ ต้งั แต่ ๓ คนขน้ึ ไป
อปุ กรณ์

๑. ไมก้ ลมขนาดกำรอบ ยาวประมาณ ๕ ศอก จำนวน ๒ ทอ่ น
๒. ขอนไม้สูงประมาณ ๑ คืบ ยาวประมาณ ๑-๒ ศอก จำนวน ๒ ทอ่ น

๓๑

วิธกี ารเล่น
๑. แบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายแรกมี ๒ คน สำหรับถือท่อนไม้ที่วางขนานบนขอนไม้

แลว้ กระทบกนั เป็นจงั หวะ สว่ นฝา่ ยท่ี ๒ มี ๒ คนขึ้นไป สำหรับเปน็ ผู้เต้น
๒. ให้ผเู้ ล่นเข้าไปอยู่ระหว่างคาน ผถู้ ือไม้คานท้ังคกู่ ท็ ำสัญญาณ โดยยกคานไมท้ ง้ั คู่กระแทกลงบน

ไมห้ มอน ระหว่างทเี่ คาะจังหวะอยูน่ ั้นผเู้ ล่นตอ้ งเตน้ ไปดว้ ย เม่ือใหส้ ัญญาณเคาะ ๓ ครงั้ แลว้ ครง้ั ท่ี ๔ ผูถ้ ือ
จะเอาคานทั้งสองเข้าชิดกัน ผู้เต้นจะต้องกระโดดให้สูงกว่าครั้งแรกของจังหวะและแยกขาออกให้พ้นไม้
ถ้าถูกหนีบเรยี กว่า ม้าขำคอก หรือม้าติดคอก คู่ที่ถูกไม้หนีบจะต้องออกไปเปลี่ยนให้ผู้ทีถ่ ือคานอยู่เดิมน้ัน
เขา้ มาเต้นในระหวา่ งคานนน้ั บา้ ง
โอกาสหรอื เวลาท่เี ล่น

การเลน่ มา้ จกคอกนิยมเล่นในวันขึ้นปใี หม่ (สงกรานต)์ ของลา้ นนา
สาระทไ่ี ดร้ บั จากการเลน่

การเล่นม้าจกคอก เป็นการละเล่นเพื่อให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ทำให้เกิดความสามัคคี
ภายในกลุ่มและความมมี นุษยสมั พนั ธ์ที่ดตี ่อกัน

ภาพท่ี 18 การเลน่ มา้ จกคอก

๓๒

ป่ันหนงั ว้อง
อปุ กรณ์และวธิ เี ลน่

การปั่นหนังว้อง คือการปั่นยางวงที่ใช้รัดของ เป็นการเล่นของเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายเล่นโดย
การจบั คู่เลน่ บนพนื้ ราบท่ีไม่สกปรก เชน่ พ้นื เรือน หรือบนโตะ๊ อุปกรณท์ ีใ่ ช้คอื ยางรัดของจำนวนมากน้อย
เท่าที่หาได้กติกาการเล่นมีอยู่ว่า หากผู้เล่นฝ่ายใดสามารถคลายยางรัดของออกจากกันเป็น เส้นปกติได้
ก็จะไดย้ างรัดน้ันเปน็ กรรมสิทธ์ิ
วิธเี ล่น

เริ่มจากการนำยางรัดของมาคนละเส้นประกบกันแล้วให้ฝ่ายหนึ่งใช้ส้นมือถูยางรัดของที่ประกบ
กนั น้ันโดยแรงให้ยางรัดทง้ั สองเสน้ บิดตวั พนั กันจนแน่น แลว้ ใหอ้ กี ฝ่ายหน่ึงพยายามแกะให้คลายออกจาก
กัน ถ้าทำได้สำเร็จจะได้ยางรัดของไปเป็นของตน ถ้าทำไม่สำเร็จจะต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งทำแทน ผลัดกัน
เช่นน้ไี ปจนกว่าจะมผี ้ทู ำสำเร็จ เม่อื เสร็จแล้วกเ็ ร่มิ ตน้ ใหม่ไปเรื่อยๆ
โอกาสหรือเวลาท่เี ลน่

เป็นการละเล่นทใี่ ชเ้ ลน่ ในยามว่าง
คณุ คา่ ทไี่ ดร้ ับจากการละเลน่

การเล่นปั่นหนังว้อง เล่นได้ทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง พ่อแม่สามารถให้ลูกเล่นในบ้านและคอย
สังเกตพฤติกรรม นิสัยใจคอของลูก หากพบความผิดปกติจะแก้ไขได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังเป็นการเก็บ
รกั ษายางรดั ของไว้ใช้ในโอกาสต่อไปอีกทางหนงึ่ ดว้ ย

ภาพท่ี 19 การเล่นปั่นหนงั ว้อง

๓๓

สะโป้ก

สะโป้ก เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวล้านนา ซ่งึ เป็นการละเล่นที่ทำให้เกิดเสียงดัง ต้นกำเนิด
เสียงเกิดจากอุปกรณ์ง่ายๆ ที่ได้จากธรรมชาติ ใช้เชื้อเพลิงที่เปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซหรือไอได้ เพื่อเป็ น
ตัวนำปะททุ ำให้เกิดเสียงดัง เข้าใจว่าการละเล่นทท่ี ำใหเ้ กดิ เสียงดังน้ัน คงเกิดจากการเรียนรู้จากธรรมชาติ
เช่น ลำไม้ไผ่ที่ได้รับความร้อน เมื่อเกิดไฟป่าจะแตกแล้วเกิดเสียงดังข้ึนต่อมาจึงได้มีการตัดไม้ไผใ่ สก่ องไฟ
เพื่อให้เกิดเสียงระเบิดดังขึ้นเช่นเดียวกันทีเ่ กิดขึ้นกับปรากฏกาณ์ตามธรรมชาติ ในเวลาต่อมาได้มีการคิด
วิธีทที่ ำให้เกิดเสียงดงั โดยใช้เชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ จนคดิ ประดษิ ฐส์ ะโป้กขึน้

อปุ กรณ์
๑. ไม้ไผ่ที่มีเนื้อไม้หนาประมาณ ๑ เซนติเมตร ยาว ๔-๕ ปล้อง เส้นผ่าศูนย์กลาง ๕-๖ น้ิว

(ไม้ไผท่ มี่ เี น้ือบาง จะทำใหส้ ะโปก้ แตกงา่ ย นิยมใช้ไมซ้ าง , ไม้บง)
๒. แกซ๊ กอ้ น (อะซิทลี นี ) หรอื น้ำมนั เบนซิน

วิธที ำ
๑. ตัดไม้ไผ่ยางยาวประมาณ ๔-๕ ปล้อง (ปล้องสุดท้ายตัดห่างจากข้อประมาณ ๕-๖ น้ีว

หรือมากกวา่ น้ี เพอ่ื เปน็ ฐานสะโป้ก)
๒. ทะลปุ ลอ้ งไม้ไผใ่ หเ้ หลือปล้องสุดทา้ ยไว้
๓. เจาะรทู ่ีปล้องสดุ ท้ายเหนอื ขอ้ ขึ้นไปประมาณ ๒-๓ น้วิ รกู วา้ งประมาณ ๒ เซนตเิ มตร

วิธีการเล่น
วางสะโป้กให้ตั้งเอียง นำน้ำมันเบนซินใส่ในรูที่เจาะไว้พอประมาณ (๓-๔ ลูกบาศก์เซ็นติเมตร)

แลว้ เอาไฟจดุ ทรี่ นู ำ้ มนั จะติดไฟอย่างรวดเร็วในพนื้ ท่ีจำกดั ทำให้เกดิ แรงอดั ระเบดิ เสียงดงั ขึน้ และสามารถ
จุดได้หลายครงั้ จนไอนำ้ มันมนี ้อยไมเ่ พียงพอให้เกิดเสียงดงั ได้ จงึ เตมิ นำ้ มันอีก ในกรณีใช้ก๊าซก้อน นำก๊าซ
ก้อนประมาณหวั แม่มือใส่ในสะโป้ก น้ำใสใ่ นรเู ล็กน้อย ก๊าซก้อนทำปฏกิ ิริยากบั น้ำทำให้เกิดไอ จึงจุดไฟที่รู
เชน่ เดยี วกบั วธิ ีใช้เบนซนิ (ไฟที่ใช้จดุ ตอ้ งมเี ปลว เชน่ เทียนควรต่อกา้ นไฟชนวนใหย้ าว และนำลวดพันรอบ
ไม้ไผใ่ ห้แน่นหนา เพือ่ ป้องกนั อันตรายท่อี าจเกดิ จากสะโป้กแตกได)้

โอกาสทเี่ ลน่
สะโป้กใช้เล่นในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย (วันสงกรานต์) ตั้งแต่คือวันที่ ๑๒ เมษายน จนย่างเข้า

วันที่ ๑๓เมษายน ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ ตามคติความเชื่อของชาวล้านนาว่าเป็นการส่งสังขารให้ล่วงพ้นไป
กับปเี ก่า ต้อนรบั ชีวติ ทีด่ ขี นึ้ ในวันปีใหม่ นอกจากโอกาสวันสงกรานต์แล้วไม่นิยมเลน่ สะโปก้

๓๔

คณุ ค่าทไี่ ก้รบั จากการละเล่น
เสียงสะโปก้ ย้ำเตือนใหท้ ราบวา่ ปเี ก่าไดผ้ ่านไป และปใี หม่ยา่ งเขา้ มา เป็นการเตือนให้ชาวล้านนา

เตรียมจิตใจใหผ้ อ่ งใส ต้งั มัน่ ในความดงี าม ทำความสะอาดบ้านเรอื น เพ่อื ตอ้ นรบั สงิ่ ทีด่ ใี นวนั ปใี หมต่ อ่ ไป

ภาพท่ี 20 การเลน่ สะโปก้

ชนกวา่ ง
กว่าง เป็นแมลงปีกแข็งชนิดหนึ่ง อยู่ในตระกูลด้วงมี ๖ ขา แต่ละขามีเล็บสำหรับเกาะยึดกิ่งไม้

ใบไม้ได้อย่างม่ันคง กว่างบางชนดิ มีเขา บางชนิดไมม่ เี ขา บางชนดิ ไม่นยิ มนำมาเลยี้ ง บางชนิดนิยมเลี้ยงไว้
ดูเล่นเช่น กว่างซาง กว่างงวง กว่างกิ กว่างกิอุ และกว่างอี้หลุ้มกว่างซาง เป็นกว่างตัวโต ปีกและลำตัวสี
น้ำตาลหรือสีแดงด้าน ๆ มีเขาด้านบน ๕ เขา ด้านล่าง ๓ เขาเขาด้านล่างขยับหนีบเข้าหากันได้ มักกิน
หน่อไม้ซางเป็นอาหาร อุปนิสัยอืดอาดช้าจึงไม่นิยมนำมาเลี้ยงกว่างงวง เป็นกว่างที่มีลำตัวกลม ปีกสีแดง
สว่ นหวั สีดำ มีเขาบนเขาเดยี วงอโง้งเหมือนงวง กว่างกเิ ป็นกว่างตัวเล็กเขาบนสน้ั มากจนเกือบกุด ส่วนเขา
ล่างยาวกว่า กว่างกิอุจะตัวโตกว่าและเขาบนจะยาวกว่ากว่างอีหลุ้ม หรือกว่างแม่มูด เป็นกว่างตัวเมีย
ไมม่ ีเขา มักนยิ มนำมาใชล้ ่อในการชน
อุปกรณ์ในการเล่น

กว่างที่นิยมนำมาเลี้ยงไว้ชนนั้น จะเป็นกว่างตัวผู้และมีเขาทั้งบนและล่าง ปลายเขาจะแยก
ออกเป็นแฉกและแหลมคม เขาบนติดกับส่วนหัวไม่สามารถขยับได้ ส่วนเขาล่างสามารถขยับหนีบได้
ซึ่งส่วนเขานี้เองคืออาวุธสำคัญในการต่อสู้กับศัตรู กว่างชน ที่นิยมนำมาเลี้ยงไว้ชน ได้แก่ กว่างกิโตน
กวา่ งแซม กว่างซง้ กว่างรกั นำ้ ปู๋ และกวา่ งรักน้ำใส กว่างกิโตนนั้น เขาบนและเขาลา่ งยาวมาก แต่เขาล่าง

๓๕

จะยาวกว่าเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นกว่างซ้น เขาบนและเขาล่างยาวมากและเท่า ๆ กัน ปลายเขาแหลมคม
สำหรับกว่างแซม เขาจะสั้นเท่ากันทั้งบนและล่าง ส่วนกว่างรักน้ำปู๋ เป็นกว่างที่มีสีดำสนิททั้ งตัว
ถา้ เป็นกวา่ งรกั น้ำใส จะมสี ดี ำออกแดงนำ้ ตาลเล็กนอ้ ย

ขณะเลี้ยงดูกว่างผู้เลี้ยงก็จะฝึกฝนทักษะการต่อสู้ด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น ใช้ไม้ไผ่เหลากลมสอด
ระหว่างเขาทั้งคู่แล้วปั่น ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง เพื่อฝึกปฏิกิริยาในการต่อสู้บางคร้ังก็ใช้เชอื กเส้นเลก็ ผูกติดกับ
เขาบน แล้วแกว่งเป็นวงกลมให้กว่างบินเป็นระยะ ๆ เพื่อฝึกกำลัง บางครั้งก็หากว่างตัวอื่น ๆ ที่มีกำลัง
ด้อยกว่าคซู่ ้อม ใหเ้ กิดความฮกึ เหิม ฝกึ ฝนจนเหน็ ว่าพอจะนำไปเปรียบชนกบั คนอน่ื ไดแ้ ล้ว จึงนำไปที่บ่อน
ชนกวา่ ง

การเลน่ ชนกว่างตามบ่อนนับว่าสนกุ มาก เพราะมีการเปรียบกวา่ งหลายคู่ มกี ารพนนั ขนั ต่อเข้ามา
เพิ่มรสชาติด้วยตามอัธยาศัย เมื่อเปรียบกว่างและตกลงกันแล้วว่าจะชนกัน เจ้าของกว่างก็จะนำกว่างมา
เกาะท่อนอ้อย ซึง่ เปรียบเสมอื นสนามประลอง โดยให้เกาะทอ่ นออ้ ยทางด้านปลายทั้งสองใหเ้ ผชิญหน้ากัน
ตรงกลางท่อนอ้อย จะฝังกว่างอีหลุ้มไว้ โดยให้ส่วนหลังโผล่ออกมา หลังจากนั้นเจ้าของกว่างก็จะใช้ไม้ไผ่
เหลาเสยี บเขาให้กวา่ งเดินเข้ามาหาคู่ต่อสู้พอได้กลิ่นกวา่ งอีหลุ้ม กวา่ งทง้ั สองกจ็ ะเกดิ การหวงและเข้าต่อสู้
กนั โดยการ คาม หรือเอาเขาประสานกัน ตา่ งฝ่ายตา่ งหนีบกนั โดยไม่เพลยี งพล้ำ เมอ่ื กว่างตัวใดพยายาม
เบี่ยงตัวและชิงความได้เปรียบโดยสามารถใช้เขาหนีบคู่ต่อสู้เพียงฝ่ายเดียว ในขณะประสานเขาอยู่น้ัน
จะเรียกว่า ไหล แต่ถ้าได้เปรียบจนสามารถใช้ปลายเขางัดคู่ต่อสู้จนตัวลอย จะเรียกว่า แคะ บางตัว
สามารถหนีบคตู่ ่อสดู้ ้วยเขาทงั้ สอง ยกชูข้ึนลอยท้งั ตัว ก็จะถือว่าไดช้ ยั ชนะโดยเด็ดขาดบางตวั ถึงตายเพราะ
ถูกคู่ต่อสู้หนีบด้วยเขาในลักษณะนี้ แต่บางตัวก็ถอดใจ ล่าถอยไม่ยอมประสานเขาเรียกว่า
ถอดและหันหลังหนีไปก็จะถือวา่ แพ้ แต่ถา้ ไม่แน่ใจว่ากว่างของตนยังสู้ได้หรือไม่ เจา้ ของจะจับกว่างมาพ่น
น้ำหรือจับแกวง่ ใหบ้ ิน แลว้ ประลองใหม่ ถ้ากว่างตวั นั้นถอยหนีอีกกจ็ ะถอื ว่าแพจ้ รงิ ๆ

โอกาสหรือเวลาทเี่ ลน่
ฤดูกาลเลน่ ชนกวา่ ง จะเริม่ ตน้ ต้งั แตก่ ลางฤดูฝนไปจนถงึ ตน้ ฤดูหนาว โดยชาวบ้านจะไปจบั ตามกอ

ไม้รวก ด้วยการเขย่าให้ตกลงมา ถ้าเห็นว่ามีลักษณะดีตรงตามชนิดที่จะสามารถนำมาเลี้ยงไว้ชนได้ก็จะ
นำมาเลี้ยง โดยใหอ้ าหารจำพวกหนอ่ ไม้ ลกู บวบ กล้วยสกุ อ้อย

แนวคิดท่ีไดร้ บั จากการละเลน่
ปัจจุบัน การเล่นชนกว่างยังคงนิยมเล่นกันอยู่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใหญ่เล่นมักนิยมไปเล่นใน

บ่อนเพื่อการพนัน แหล่งซื้อหากว่างที่รู้จักกันดีอยู่ตรงริมแม่น้ำปิง เชิงสะพานนวรัฐ ในเขต อำเภอเมือง
เชียงใหมแ่ ละตามกาดหรือตลาดทั่วไป

๓๖

ภาพที่ 21 ชนกว่าง

ไก่ชนมะมว่ ง
อุปกรณ์

๑. ลูกมะม่วงขนาดหวั แม่มอื เส้นผ่าศนู ย์กลาง ๑ นิ้ว หรอื ขนาดมอื กำไดร้ อบ
๒. เชือกสำหรบั ร้อยมะม่วง
๓. ไม้ไผส่ ำหรับทำเดอื ย
วธิ กี ารเลน่
การเล่นไก่ชนมะม่วงจะแบ่งผู้เลน่ ออกเป็น ๒ ฝ่าย กี่คนก็ได้แต่แข่งขันกันทีละคู่ โดยมีวิธีการเลน่
ดังน้ี
๑. ใช้วิธีเสี่ยงว่าใครจะเป็นผู้เริ่มตน้ สับไก่มะม่วงก่อน หรือจะใช้วิธีตกลงกันโดยกำหนดให้คนที่มี
มะมว่ งขนาดเล็กรับก่อน
๒. เจ้าของไก่มะม่วงจะต้องดึงเชือกให้ตึง ห้ามหย่อน ผลัดกันสับคนละครั้ง สับกันไปจนกระทั่ง
มะม่วงแตก กจ็ ะใชไ้ ม้ไผเ่ ย็บจนเย็บไมไ่ ดถ้ อื ว่าแพ้ หรือเชือกขาดกถ็ อื วา่ แพเ้ ช่นกนั
โอกาสหรือเวลาที่เลน่
เป็นการละเล่นทเ่ี ล่นได้ทุกโอกาสในฤดูท่มี ะมว่ งเร่ิมออกผล

๓๗

คุณคา่ ทไี่ ดร้ บั จากการละเลน่
เป็นการละเล่นที่ให้ความสนุกสนาน ส่วนมากจะเป็นการละเล่นของเด็กผู้ชาย สอนให้ผู้เล่นมี

น้ำใจนักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะ และรู้ระเบียบวินัยของการเล่นด้วยกัน และเป็นการสร้างความสามัคคีต่อการ
รวมกลุม่

ภาพที่ 22 อปุ กรณ์การเล่นไกช่ นมะม่วง

เลน่ โพงพาง
วิธีเลน่

ยิงฉุบกันว่าใครจะเป็นผู้แพ้ต้องปิดตาเป็นโพงพางตาบอด ผู้เล่นคนอื่น ๆ จับมือเป็นวงกลมร้อง
เพลง โพงพางเอ๋ย โพงพางตาบอด รอดเข้ารอดออก โพงพางตาบอดปล่อยลูกช้างเข้าในวง ขณะเดิน
วนรอบ ๆ โพงพางตาบอดรอ้ งเพลง ๑-๓ จบ แลว้ นง่ั ลงโพงพางจะเดินมาคลำคนอื่น ๆ ซ่งึ ตอ้ งพยายามหนี
และจะต้องเงียบสนิท หากโพงพางจำเสียงหัวเราะ รปู ลกั ษณะได้จะเรียกชื่อ ถ้าเรียกคนถูกต้องออกมาปิด
ตาเปน็ โพงพางตอ่ ไป ถา้ ไมถ่ กู กต็ อ้ งเปน็ โพงพางอกี ไปเรอ่ื ย ๆ
กตกิ า

ใครถูกจับได้ และบอกชื่อถูกต้องเป็นโพงพางแทน เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่เด็ก ๆ เล่นกัน
โดยทัว่ ไป3

3 กรมพลศึกษา, ทำความรู้จกั กับ การละเลน่ โพงพางของไทย (ออนไลน)์ , 12 กุมภาพันธ์ 2565
แหลง่ ทมี่ า https://www.siamsporttalk.com/th/entertainment/menus-general/492-phong

๓๘

ภาพท่ี 23 การเล่นโพงพาง

การแข่งขันเรือบก
อุปกรณ์และวิธกี ารเลน่

การแขง่ ขนั เรอื บกมอี ุปกรณ์และวิธเี ล่นดังต่อไปนี้
อปุ กรณ์

ไม้ไผ่ขนาด ๘ เมตร แทนลำเรือแข่งขนาดใหญ่ และผู้แข่งขัน ๙ คน และไม้ไผ่ ๕ เมตร แทนลำ
เรอื แข่งขนาดเลก็ และผู้แข่งขัน ๖ คน
วิธีการเล่น

๑. รับสมคั รเรอื แข่งขนาดอายุ ๙-๑๐ ปี และ ๑๐-๑๔ ปี ให้ผู้แข่งขันเรือบกแตล่ ะขนาด ยืนคร่อม
ลำไม้ไผ่ แขง่ คร้งั ละ ๒ ลำ

๒. ปลอ่ ยเรือบกออกไปพรอ้ มกนั โดยให้ว่ิงในโคลนและจับเวลา
๓. เรือบกลำทชี่ นะเลิศ ตอ้ งชนะ ๒ เทย่ี วในกำหนด ๓ เท่ียวซ่งึ เปน็ กตกิ าเดยี วกบั การแข่งขันเรือ
ยาวทว่ั ไป
๔. ความสนุกสนานในการแข่งขันเรือบกอยู่ที่ผู้แข่งขันเรือบกในแต่ละลำจะต้องวิ่งลุยโคลนโดย
พร้อมเพียงกัน ซึ่งถ้าผู้เข้าแข่งขันคนใดเสียจังหวะ หรือไม่พร้อมกับคนอื่น ๆ เรือบกก็จะพากันล้มลงคลุก
โคลนตมแลว้ ทุกคนตอ้ งวิง่ จนกว่าจะถงึ เสน้ ชยั

๓๙

โอกาสในการแขง่ ขนั เรอื บก
แต่เดิมบริเวณหลังวัดเนินกุ่ม ตำบลเนินกุ่ม อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลกมีลำคลอง

สามารถแข่งขันเรือยาวเป็นประจำทุกปี ต่อมาแม่น้ำลำคลองตื้นเขิน ชาวตำบลเนินกุ่ม จึงจัดการละเล่น
พื้นบ้าน "การแข่งขันเรือบก" ขึ้นในงานประจำปีของวัดเนินกุ่ม ระหว่าง วันแรม ๑-๒ ค่ำ เดือน ๑๐
ของทุกปี (ประมาณเดือนกันยายน)

คณุ ค่าท่ไี ด้รบั จากการเลน่
เป็นการส่งเสริมการออกกำลังกาย ฝึกความขยัน อดทน มานะพยายาม เป็นการส่งเสริมความ

สามัคคีและฝึกเด็กใหร้ จู้ กั มนี ำ้ ใจนกั กีฬา รูแ้ พ้ รูช้ นะและรอู้ ภยั
ชอ่ื มงั คละ (thnamu11802)

อุปกรณ์และวิธีการเลน่
๑. กลองมังคละ เป็นกลองหนังหน้าเดียวขนาดเล็กทำจากไม้ขนุน หน้ากลองมีเส้นผ่าศูนย์กลาง

ประมาณ ๕ นว้ิ หุ้มด้วยหนัง กลองยาวประมาณ ๑๐ นิว้
๒. ปี่ มลี ักษณะคล้ายป่ีชวา ๑ เลา
๓. กลองสองหน้า ๒ ขนาด ขนาดใหญ่ เรียกว่ากลองยืน ขนาดเลก็ เรียกว่า กลองหลอน ตีจังหวะ

ขดั ลอ้ กนั
๔. เคร่อื งประกอบจงั หวะ ไดแ้ ก่ ฆ้อง ๓ ใบ แขวนอยบู่ นคานหาม ฉ่งิ และฉาบใหญ่ ๒

วิธกี ารเลน่
มผี ู้ถอื หรอื สะพายกลองไว้เบ้ืองหลงั ให้ผเู้ ล่นอกี คนถือหวายยาวประมาณ ๑๗ นิว้ ๒ อนั แล้วเดิน

ตีกลองไปตามจงั หวะเม่อื ตีจะเกิดเสยี งดัง โกรก๊ ๆ

โอกาส
มังคละ มักนิยมเล่นในงานมงคลต่างๆเพื่อความสนุกสนานครื้นเครง เช่น งานแห่นาค แห่กฐิน

งานกลางแจง้ ต่าง ๆ

สาระท่ไี ดร้ บั จากการละเล่น
มังคละ เป็นดนตรีพื้นบ้านในเขตภาคเหนือตอนล่าง เป็นที่นิยมกันมานาน มีหลักฐานว่าดนตรี

มังคละเล่นกนั มานานกว่า ๑๐๐ ปี เปน็ การละเล่นพ้ืนบา้ นท่ีเป็นเอกลกั ษณข์ องจงั หวัดพษิ ณุโลก

๔๐

ภาพท่ี 24 การแข่งขนั เรอื บก

บ่าขเ้ี บ้าทราย
อปุ กรณ์

๑. กองทราย
๒. ลูกขี้เบ้าทราย ลูกขี้เบ้าทำมาจากทรายที่ละเอียดพอควร หากเป็นทรายหยาบมักจะไม่ค่อย
แขง็ แรงเทา่ ท่ีควร ลกู ข้ีเบ้ามี
วิธีทำ
๑ นำทรายที่ละเอียดพอมาหนึ่งกำมือ เอาน้ำใส่ในทราย พอปั้นเป็นรูปกลม ๆ ได้ น้ำไม่ควรมาก
เกนิ และนอ้ ยเกนิ ไป เพราะการปนั้ ทรายให้เปน็ รูปกลม ๆ ตอ้ งใช้นำ้ ใหพ้ อเหมาะ
๒ พอปน้ั ทรายให้เป็นรูปกลม ๆ แลว้ นำทรายน้ันมาคลกุ กับทรายอีกจนแขง็ หาก ทำให้เนอ้ื ทราย
ผิวนอกเกดิ สีผิวคล้ำเข้มกว่าผวิ ปกติ จะแข็งมากกวา่ ลูกอื่น ๆ และจะให้แขง็ ข้นึ ไปอีกกต็ ้องนำไปฝังดินหรือ
ทรายใหน้ านกวา่ ๔ - ๕ วันข้นึ ไป
วิธีการเลน่ ลูกขีเ้ บ้า
๑. เลน่ แบบ ๒ ลูก คือ ในกองทรายใหข้ ุดหลมุ ลงไปใหม้ ีทางยาวเปน็ หน่ึงทาง ให้ตรงกลางหลุมลึก
กวา่ ตรงปลายหลุม แลว้ ให้ลูกขี้เบา้ ของเดก็ สองคนมาชนกัน หากใครเปน็ ฝ่ายแตกฝา่ ยนั้นเปน็ ฝ่ายแพ้ไปทำ
มาเลน่ ใหม่
๒. เล่นแบบ ๔ ลูก คือ การเล่นแบบที่ ๑ แต่มีลูกขี้เบ้าทรายมากกวา่ ๒ นี้ ผู้เล่นต้องขดุ หลุมเป็น
ทางมากกว่า ๑ ทางขึ้นไป เช่น เล่นแบบ ๔ ลูก ผู้เล่นก็มี ๔ คน ลูกขี้เบ้าคนละลูก ขุดหลุมทรายออกให้

๔๑

เปน็ รูปกากบาท ใหต้ รงกลางหลุมลึกกว่าตรงปลายหลมุ แล้วผเู้ ล่นกน็ ำลกู ข้เี บ้าท้ัง ๔ คน นำเอามาวางบน
ปากหลุม ทุกคนก็ปล่อยลงไปพรอ้ มกนั ดวู ่าลกู ใครแตกนอ้ ยที่สุดผนู้ ้ันก็ชนะ
โอกาสหรอื เวลาทีเ่ ล่น

ลูกขี้เบ้าทำมาจากทราย ฉะนั้นการเล่นลูกขี้เบ้าก็จะต้องเล่นในที่ที่มีทราย เวลาเด็กไปเล่นกันใน
วัดก็มักจะพบเด็กเล่นลูกขี้เบ้ากัน แต่พอระยะหลัง ๆ กองทรายที่จะให้เด็กเลน่ กนั หาไมค่ ่อยได้ลูกข้ีเบ้าจงึ
หาดูได้ยากขึ้น จึงมักจะเล่นกันในช่วงสงกรานต์ที่มีการขนทรายเข้าวัด (สุวัฒน์ กลิ่นเกสร, 2559,
หนา้ 25)
คุณคา่ / แนวคดิ / สาระ

บ่าขี้เบ้าทราย เป็นการละเล่นที่ฝึกความคิดที่จะสร้างให้ลูกบ่าขี้เบ้าแข็งแรง เป็นการฝึกความ
อดทนและทำให้กล้ามเนื้อส่วนแขนขาใช้งานและบริหารให้แข็งแรงขึ้น และทำให้เป็นผู้ยอมรับในกติกา
การเล่น

ภาพท่ี 25 การเลน่ บ่าข้ีเบ้าทราย

เลน่ ตากระโดด
วธิ ีเลน่

๑. ขดี ช่องสำหรบั กระโดดเปน็ ๖ ชอ่ ง ขนาดโตพอทจ่ี ะกระโดดเขา้ ไปยืนได้ แล้วแบง่ ครึง่ ชอ่ งที่ ๓
ท่ี ๕ สำหรบั ท่พี กั และกลบั หลงั หนั จงึ มชี อ่ งท้งั หมด ๘ ช่อง แล้วเขียนหัวกระโหลกเลก็ ๆ ในชอ่ งบนสดุ

๒. ใช้อะไรเป็นเบี้ยก็ได้ แต่ควรเป็นของที่มีน้ำหนัก ถ้าใครโยนเข้าหัวกระโหลกที่เล็ก ๆ นั้น
กจ็ ะได้เล่นกอ่ น

๔๒

๓. โยนเบี้ยลงช่องที่ ๑ แล้วกระโดดขาเดียวข้ามช่องที่ ๑ เข้าไปยังช่องที่ ๒ แล้วกระโดด ๒ ขา
เข้าไปในช่องที่ ๓ และ ๔ ให้เท้าข้างหนึ่งอยู่ช่องที่ ๓ อีกข้างหนึ่งอยู่ที่ช่องที่ ๔ จากนั้นกระโดดขาเดียว
ต่อไปยังช่องที่ ๕ และ ๒ ขา ที่ช่องที่ ๖ และ ๗ ตามลำดับ กระโดดตัวกลับ หันหน้ากลับมาทางเดิม
กระโดดขาเดียวมายงั ช่องที่ ๕ สองขาที่ช่องที่ ๓ และ ๔ ขาเดียวที่ชอ่ งที่ ๒ และช่องที่ ๑ พร้อมกับก้มลง
เกบ็ เบ้ยี ทช่ี อ่ งที่ ๑ จากนน้ั กก็ ระโดดออกมา

๔. ถ้าเกดิ เลน่ ช่องท่ี ๑ แล้วก็เล่นชอ่ งท่ี ๒ โดยโยนเบยี้ ให้อยใู่ นช่องที่ ๒ แล้วกระโดดขาเดยี วไปยัง
ชอ่ งที่ ๑ ข้ามช่องท่ี ๒ ไปยืน ๒ ขาทชี่ อ่ งท่ี ๓ และ ๔ กระโดดไปยนื ขาเดียวทีช่ อ่ งที่ ๕ และ ๒ ขา ท่ีช่องท่ี
๖ และ ๗ แล้วหันตัวกลับทำอย่างเดียวกับตาแรก คือ ต้องกระโดดกลับมาเก็บเบี้ยแล้วจึงกระโดดออกไป
ถ้าเกิดเล่นถึงช่องหัวกระโหลกบนสุด ให้กระโดดกลับตัวในช่องที่ ๖ และ ๗ แล้วก้มลงใช้มือลอดระหว่าง
ขา เกบ็ เบ้ียในชอ่ งกระโหลก เมอื่ เกบ็ ได้จึงกระโดดออกมาอย่างเดิม หากว่าเลน่ ทุกช่องหมดแล้วจะได้บ้าน
๑ หลงั จงึ ขีดกากบาทไว้กลางช่องตอ่ ไป ใครจะเหยยี บบ้านนไ้ี มไ่ ด้
โอกาส

เปน็ การละเล่นพน้ื บา้ นทเ่ี ด็ก ๆ เล่นกันโดยทัว่ ไป

ภาพท่ี 26 การเลน่ ตากระโดด

๔๓

การละเลน่ พื้นบา้ นภาคใต้

อฉี ดุ

วิธกี ารเล่น
ผู้เล่นตกลงกันว่าใครจะเป็นผู้เล่นก่อนหลัง โดยผู้เล่นมีลูกเกยคนละลูก หลังจากนั้นก็ขีดตาราง

เป็นช่องสี่เหลี่ยมจำนวน ๖ ช่อง หรือเรียกว่า ๖ เมือง โดยแบ่งเป็นซีกซ้าย ๓ เมือง ซีกขวา ๓ เมือง
การเริ่มเล่น ผู้เล่นคนที่ ๑ เริ่มเล่นโดยการทอยลูกเกยลงไปในเขตเมืองที่ ๑ แล้วกระโดดยืนเท้าเดียวใน
เมืองที่ ๑ หลังจากนั้นใช้ปลายเท้าฉุดลูกเกยให้ผ่านไปในเขตเมืองที่ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ตามลำดับแล้วก็ฉุดลูก
เกยออกจากเขตเมืองที่ ๖ ต่อไปผู้เล่นคนเดิม ต้องทอยลูกเกยลงในเมืองที่ ๒ แล้วกระโดดยืนเท้าเดียวใน
เมืองที่ ๑ กระโดดต่อไปในเมืองที่ ๒ หลังจากนั้นก็เล่นเหมือนเดิมไปเรื่อยๆทุกเมือง จนถึงเมืองที่ ๖
เมื่อทอยลูกเกยและฉุดได้ครบทั้ง ๖ เมืองแล้วให้ผู้เล่นกระโดดด้วยเท้าข้างเดียวจังหวะเดียวลงบนเมืองที่
๑ ถึง เมืองที่ ๖ ตามลำดบั ห้ามกระโดดหลายครัง้ มิฉะนน้ั ถอื ว่า ตาย ต้องให้คนอืน่ ๆเล่นต่อ ถา้ เลน่ ครบท่า
นี้แล้วไม่ตาย ให้เล่นในท่าต่อไป คือ เอาลูกเกยวางบนหลังเท้าแล้วสาวเท้าลงในเมืองทั้ง ๖ เมือง
ตามลำดบั แต่เทา้ หน่ึงลงในเมืองหน่ึงไดเ้ พียงครงั้ เดียว เชน่ เทา้ ซา้ ยเหยียบลงในเมืองท่ี ๑ เท้าขวาเหยียบ
ลงในเมอื งท่ี ๒ เท้าซ้ายเหยยี บลงในเมืองที่ ๓ สลับกันไปเช่นนี้จนกว่าจะครบทุกเมือง ลูกเกยน้ันต้องไม่ตก
จากหลังเท้าและเท้านั้นต้องไม่เหยียบเส้น ท่าต่อไปนั้นให้ผู้เล่นปิดตา เดินที่ละก้าวโดยไม่ต้องวางลูกเกย
บนหลงั เท้าขณะเดินขณะทีก่ ้าวเทา้ ลงในแตล่ ะเมืองผ้เู ล่นนนั้ ต้องถามว่า "อู่ บอ" หมายความว่า เหยยี บเสน้
หรือไม่ ถ้าไม่เหยียบผู้เลน่ คนอื่นๆจะตอบว่า "บอ" ถ้าเหยียบเส้นตอบว่า "อู่" เมื่อผู้เล่นที่ปิดตาเหยียบเส้น
ถือว่า ตาย ต้องเปลี่ยนใหค้ นอื่นๆเล่นต่อไป ถ้าเล่นยังไม่ตายผู้เล่นนั้นมีสิทธิ์ในการจองเมือง โดยผู้เล่นนน้ั
ต้องเดินเฉียงไปแบบสลับฟันปลาไปตามช่องตา่ งๆ ให้ลงเท้าได้เพียงเท้าเดียว เช่น ลงเท้าซ้ายในเมอื งที่ ๑
ลงเท้าขวาในเมือ งที่ ๓ และลงเท้าซ้ายในเมืองที่ ๕ แล้วกระโดดสองเท้าลงในหัวกระโหลก กระโดดเท้า
พร้อมกับหันหลัง และผู้เล่นก็โยนลูกเกยข้ามศีรษะของตนเองถ้าลูกเกยไปตกอยู่ในเมืองใดเมืองหน่ึง
เมืองนั้นจะเป็นของผู้เล่นทันที ดังนั้นผู้เล่นมีสิทธิ์ยืนสองเท้าในเมืองนั้นได้ เมื่อได้เมืองแล้วก็ให้เล่นอย่าง
นั้นตอ่ ไป จนกว่าจะตายจึงจะตอ้ งเปล่ียนใหผ้ อู้ ื่นเลน่ ตอ่

โอกาสหรือเวลาทีเ่ ล่น
ในการเล่นอีฉุดนั้นไม่มีการกำหนดโอกาสและเวลาที่เล่น เพราะสามารถเล่นได้ในทุกโอกาสและ

การเลน่ อีฉุดนัน้ เปน็ การเล่นของเด็กท่นี ยิ มกนั มากในท้องถ่นิ จงั หวัดกระบ่ี

คุณคา่ และแนวคิดท่ีได้รบั จากการละเลน่
ในการเล่นอีฉุดนั้นก่อให้เกิดความสามัคคี ความรักความผูกพันธ์กันในหมู่คณะและเป็นการฝึก

ความสมั พันธ์ของร่างกายในส่วนต่างๆ ทง้ั มือ เท้า และสมอง ได้เปน็ อย่างดี


Click to View FlipBook Version