๔๔
ฉบั โผง
อุปกรณ์และวธิ ีเล่น
ฉับโผง เป็นวัตถุประดิษฐ์ที่เด็กกระบี่ในสมัยก่อนนิยมเล่นกัน วิธีการประดิษฐ์นำไม้ไผ่ขนาดเล็ก
มาตัดให้เหลือ ๑ ปล้องมีรูกลวงตรงกลางตลอดลำ (ยาวประมาณ ๑ คืบ) เรียกส่วนนี้ว่า "บอกฉับโผง"
จากนั้นนำไม้ไผค่ วามยาวประมาณ ๑.๕ คืบมาเกลาให้กลม ขนาดพอท่ีจะกระทุ้งเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ที่
เตรียมไว้ได้ พร้อมทั้งใช้ไม้ไผ่ขนาดเท่ากระบอกฉับโผงความยาวประมาณ ๐.๕ คืบ สวมโคนไม้ไผ่ส่วนท่ี
ยาวเกนิ กระบอก ช้นิ สว่ นน้เี รยี กว่า "ดา้ มจบั "
วิธีการเล่น นำลูกพลา (ผลไม้ป่ามลี ักษณะผลเป็นช่อคลา้ ยมะเขือพวงแต่ลูกเล็กกว่า) อัดเข้าไปใน
กระบอกฉับโผง แล้วมือข้างหนึ่งถือกระบอกมือข้างหนึ่งถือด้ามจับสอดปลายด้ามจับกระทุ้งไปด้านหน้า
แรงๆใหแ้ รงอัดดันลูกพลาพุง่ ออกไปนอกกระบอก
โอกาสและเวลาทเ่ี ลน่
การเล่นฉับโผงไม่จำกัดโอกาสและเวลาที่เล่น สามารถใช้เล่นยิงกันแทนปืนหรือยิงวัตถุที่เป็นเป้า
ไดท้ กุ โอกาส
คุณคา่ และแนวคิด
การเล่นฉับโผงส่วนใหญ่แล้วนิยมเล่นกันเป็นกลุ่มๆก่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะฝึกความ
แม่นยำและฝึกความสัมพันธ์ระหวา่ งตากับมือและเป็นการฝึกให้เด็กๆไดน้ ำวัสดุจากธรรมชาติมาประดิษฐ์
เปน็ ของเล่น
ภาพท่ี 27 ฉบั โผง
๔๕
ขวา้ งราว
อปุ กรณ์และวธิ เี ล่น
ขวา้ งราว เป็นการเล่นท่ีนิยมของเดก็ ในจังหวัดกระบ่ี กล่าวคือ นำไม้ไผม่ าผา่ เกลาให้ มขี นาดกว้าง
๑ นิ้ว ยาว ๓๐ เซนตเิ มตร ทำเปน็ ราว
การเล่นไม่จำกัดจำนวนผู้เล่นส่วนใหญ่ประมาณ ๓-๕ คน นำราวมาตั้งโดยมีหินรองปลายราวทั้ง
๒ ข้างให้สูงจากพื้นดินประมาณ ๓ นิ้ว แล้วขีดเส้นเป็นเขตสำหรับยืนขว้างให้ห่างจากราวประมาณ ๕
เมตร หลังจากนั้นก็นำเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ไปวางบนราวตามท่ีได้ตกลงกันว่าวางคนละกี่เมล็ด จากนั้นก็
เริม่ ขว้าง ถ้าคนแรกขว้างถูกและคว่ําหมดถือว่าจบเกมส์คนขว้างจะได้เมลด็ มะม่วงหิมพานต์ท้ังหมด ผู้เล่น
แตล่ ะคนต้องนำเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ไปวางบนราวใหม่ แตถ่ า้ ขวา้ งไม่ถูกหรือคว่ําไม่หมดคนท่ีสองก็ขว้าง
ตอ่ จนกระทั่งคว่ําหมดจึงเริม่ เล่นใหม่
โอกาสและเวลาทเ่ี ล่น
การเลน่ ขวา้ งราว นิยมเล่นกันในชว่ งฤดทู ่ีมะมว่ งหิมพานตอ์ อกผล ไม่จำกดั เวลาในการเลน่
คุณค่าทีไ่ ดร้ บั จากการละเล่น
การเล่นขว้างราวเป็นการฝึกสมาธิ ความแม่นยำและความสัมพันธ์กันระหว่างสายตากับมือ และ
กอ่ ให้เกดิ ความสามคั คกี ันในหมู่คณะ
ลเิ กป่า
ความเปน็ มาของการเล่นลิเกปา่ ในจังหวัดกระบ่ี สืบทอดกันมาไม่น้อยกวา่ ๘๐ - ๑๐๐ ปีมาแลว้
สนั นิษฐานวา่ น่าจะพัฒนาจากการเลน่ ของอาหรบั เหมือนลิเกอื่นๆ คือ สืบเนอื่ งจากการสรรเสริญพระเจ้า
บา้ งก็ว่าดัดแปลงคำสวดมาประสมกบั การสวดคฤหสั ถ์ประสมดนตรีรำมะนา เรียกว่า ลิเกปันตน มีคำรอ้ ง
ภาษามาลายูปนภาษาไทยท้องถนิ่ ต่อมามีการแตง่ จำอวดออกมาเล่นเป็นชดุ ๆเรียกวา่ "ลเิ กสบิ สองภาษา"
แล้วมาแยกเล่นออกเปน็ ๒ สาขา คอื
๑.ละกเู ยา เปน็ การร้องกลอนแก้กัน เป็นต้นทางของลำตดั และลเิ กฮูลู
๒.อันดาเลาะ แสดงเบ็ดเตล็ดชุดภาษาต่างๆ เป็นต้นทางให้เกิดลิเก เช่น ลิเกทรงเครื่อง, ลิเกป่า
ฯลฯ
บทเพลงที่ใช้ก็มี ๒ พวก คือ เพลงไอ้พิมเพเล ได้แก่ เพลงที่ลิเกทรงเครื่องใช้อยู่ทั่วไปและ
เพลงบุรันยาวา คอื เพลงที่พวกลิเกป่าใช้ลิเกป่าจึงน่าจะพัฒนามาจากลเิ กสิบสองภาษาดังกล่าวแล้ว แต่ชุด
ที่ลิเกปา่ นยิ มนำออกแสดงคือชดุ แขกแดง ซึ่งถือเป็นชดุ ครู หลังจากนั้นจะแสดงชุดอืน่ ๆก็ได้ สรุปได้วา่ ลิเก
ทุกชนิดมีแขกเป็นครูแน่นอน พวกลิเกป่าในจังหวัดกระบี่ในพิธีไหว้ครูจะต้องออกชื่อ" ผีชิน " เสมอ
๔๖
(ชิน- ยิน -ยินี เป็น ภาษาอาหรับ แปลว่า ผี , วิญญาณ, บรรพบุรุษ แขกแดง - จึงน่าจะหมายถึงแขก
อาหรบั )
อปุ กรณ์การเลน่ และวธิ กี ารเล่น
เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดงลิเกป่า ประกอบด้วยรำมะนา ๒ ใบ กลอง โหม่ง ฉิ่ง ปี่ และอาจมี
การประสมประสานดนตรีชนดิ อ่นื ๆบา้ ง
การแตง่ กาย ตัวเอกของเร่ืองจะแต่งตวั แบบแขกสมัยก่อนนุ่งผ้าโจงกระเบน ปัจจุบนั สวมกางเกงมี
ผา้ โสร่งคาดทบั สวมเสือ้ สวมหมวกแขกหรอื ไมก่ ็โพกศีรษะให้เหมือนแขก แตง่ หนา้ ใส่หนวดเครา เสริมจมูก
ตัวนางเอก (ยาหยี/ ยายี) แต่งกายแบบพื้นบ้านทางฝั่งทะเลตะวันตก คือนุ่งผ้าถุง สวมเสื้อแขนกระบอก
มีผ้าคล้องไหล่ (แบบชุดย่าหยา) ตัวอื่นๆ แต่งตามความนิยม ถ้าแสดงชุดอื่น ๆ ที่มิใช่ชุดแขกแดงก็แต่งตวั
ตามท้องเรื่อง
วธิ กี ารเลน่
๑.ดนตรโี หมโรงเสร็จแล้วไหว้ครู
๒.วา่ เพลงวง
๓.บอกชดุ (ท้ัง ๑๒ ชดุ ของลิเกสบิ สองภาษาวา่ มอี ะไรบา้ ง)
๔.ออกแขกแดง
๕.แสดงเร่ืองของชุดแขกแดงไปจนจบ
๖.พิธีส่งครู เปน็ การจบการแสดง
หลังจากจบชุดแขกแดงถ้าต้องการแสดงเรื่องอื่นๆต่อไปก็ได้ตามความต้องการเสร็จแล้วจึงส่งครู
ก่อนเลิกการแสดง
ภาษาที่ใช้ ตัวแขกแดงจะพูดภาษาไทยท้องถิ่นดัดเสียงให้รัวเหมือนแขก ตัวเสนา จะพูดภาษา
ทอ้ งถิ่น เจา้ เมืองจะพดู ภาษากลาง ยาหยีพูดสำเนยี งท้องถ่นิ
เนื้อเรื่อง ชุดแขกแดงมีว่า " มีแขกมาจากเมืองกะตา (กัลกัตตา ?) บ้างก็ว่ามาจากเมืองโอปุระ
สุไหงปุระมาค้าขายทางฝั่งทะเลตะวันตกของไทย มาได้ภรรยา (ยายี / ยาหยี) เป็นสาวไทย อยู่มาวันหนงึ่
แขกมีความคิดถึงบ้าน ก็ขึ้นไปร่ำลาเจ้าเมืองเพื่อเดินทางไปเยี่ยมบ้านเจ้าเมืองให้เสนาไปด้วยคนหนึ่ง
แขกกับเสนาร่ำลาเจ้าเมืองไปหายาหยี ครั้งแรกยาหยีไม่ยอมเดินทางไปด้วยเพราะเป็นห่วงพ่อแม่
แขกทั้งปลอบท้ังขู่จนกระทั่งยาหยียอมไป ทั้งหมดลงเรือไปในทะเล ชมนก ชมปลา ไปเรื่อยจนกระทั่งถึง
เมอื งลักกะตา "
๔๗
โอกาสที่เลน่
ลิเกป่าแสดงได้เกือบทุกงาน แล้วแต่เจ้าภาพจะรับไปแสดง โรงลิเกป่าเหมือนกับโรงมโนห์รา
มหี ลังคายกพน้ื ใหส้ ูงข้ึนเพอื่ ความสะดวกของผู้ชม สมัยกอ่ นน้ันแสดงบนพืน้ ดินซึ่งไม่สะดวกมีฉากประกอบ
เหมือนมโนห์ราหรือลิเกอื่นๆทั่วไป การที่เรียกลิเกชนิดนี้ว่าลิเกป่า เห็นทีจะสืบเนื่องมาจากการเล่นที่ไม่
ยึดถือแบบฉบบั ท่ีแนน่ อน ขาดความสมบูรณใ์ นทกุ ดา้ น
ปัจจุบันลิเกป่าเสื่อมความนิยมลงไปมาก เพราะการแสดงและสิ่งบันเทิงอื่นๆมีอิทธิพลมากกว่า
ผู้คนจึงรู้จักลเิ กป่านอ้ ยลง ผูท้ เ่ี ลน่ ลิเกป่าไดจ้ ึงมกั จะเป็นผสู้ งู อายุ พรอ้ มท่ีจะล้มหายตายจากไปกับกาลเวลา
ดังนัน้ ในระยะอีกไมก่ ปี่ ขี ้างหน้า ถ้าหากไมม่ กี ารอนุรกั ษก์ ารเล่นชนิดน้ีไว้ ก็คงจะหาดูลเิ กปา่ ไมไ่ ด้อีกเลย
คุณคา่ ทไี ด้รับจาการละเลน่
ลิเกป่านิยมเล่นกันแถบชนบท บ้านนาบ้านป่า เป็นการหาความสนุกสนานในยามว่างงาน
เป็นลิเกสมัครเล่นไม่ได้ยึดถือเป็นอาชีพหลัก นิยมเล่นกันแถบชนบท บ้านนาบ้านป่า เป็นการหาความ
สนุกสนานในยามว่างงาน เป็นลิเกสมัครเล่นไม่ได้ยึดถือเป็นอาชีพหลัก แต่ถ้าใครรับไปแสดงในงานต่างๆ
ก็จะรวมสมัครพรรคพวกไปเล่นได้ อัตราค่าแสดงก็ไม่แน่นอนแล้วแต่ข้อตกลงกับเจ้าภาพ เช่น ระยะเวลา
ทีแ่ สดง ระยะทางและคา่ พาหนะในการเดินทาง เปน็ ตน้
ภาพที่ 28 บรรยากาศการเลน่ ลเิ กปา่
๔๘
เพลงนา
อุปกรณ์และวธิ กี ารเล่น
ในการเล่นเพลงนาใช้ผู้เล่น ๑ คู่ ถ้าจะมีมากกว่านี้ก็ต้องเป็นจำนวนคู่แต่ที่นิยมกนั มักไม่เกิน ๒ คู่
แต่ละคู่จะมีแม่เพลงคนหนึ่งทำหน้าที่ร้องนำ เรียกว่า "แม่คู่" มีผู้รับหรือ "ทอย" คนหนึ่งเรียกว่า "ท้ายไฟ"
ถ้าผู้เลน่ มีคู่เดยี ว บทที่ร้องมักเปน็ บทชมบทเก้ียวและบอกกล่าวเร่ืองราวต่าง ๆ แต่ถ้าเล่น ๒ คู่ มักจะเปน็
"กลอนรบ" หรือ บท "ฉะฟัน" คอื รอ้ งเพลงโต้ตอบกนั โดยต่างฝ่ายต่างหยิบยกเอาปมด้อยของฝ่ายตรงข้าม
ขึ้นมาว่าและว่ากนั อยา่ งเจบ็ แสบ การร้องโต้ตอบน้ีทา้ ยไฟของฝ่ายใดกจ็ ะทำหนา้ ทีร่ บั ทอยของฝา่ ยนัน้
การเลน่ เพลงนาจะเลน่ กันเปน็ กลอนสดหรือกลอนปฏภิ าณ ผเู้ ลน่ จะตอ้ งมีสติปัญญาและไหวพริบ
ดี การเล่นไม่มีดนตรีใด ๆ ประกอบ ลักษณะบทกลอนที่ใช้เป็นกลอนสิบคือวรรคหนึ่ง ๆ นิยมบรรจุให้ได้
๑๐ คำ แต่อาจยืดหยุ่นเป็น ๘-๑๑ คำก็ได้ กลอนเพลงนาจะบังคับคณะ โดยให้กลอนสามวรรคเป็น
"หนึ่งลง" กลอนหกลงเป็น "หนึ่งลาง" คือจบ ๑ กระทู้ เว้นแต่บทไหว้พระ ซึ่งจะจบเพียงสามลงเท่านั้น
คือไหวพ้ ระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สำหรบั ลักษณะบังคับสมั ผัสเขยี นเป็นแบบบังคับไดด้ ังน้ี
(ลงที่ ๑) ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ (เสยี งสูง)
๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ (เสยี งตำ่ )
(ลงท่ี ๒) ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ (เสียงสงู )
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
(ลงท่ี ๓) ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ (เสยี งสงู )
๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ (เสยี งตำ่ )
(ลงท่ี ๔) ฯลฯ
ตัวอยา่ งบทร้องเกยี้ วชมสาว
บรรดาหญิงสาวสาวมาเก็บเกยี่ วขา้ วนาน้ี สาวคนโนน้ อยูด่ ีผิวฉวสี ดใส
ขาวตลอดมอื ตนี เหมอื นพ่อจนี แมไ่ ทย
แมห่ ญงิ สาวขาวสวยท่ีมาทงั้ ไกลแค่ น้องคนโนน้ สวยแท้พเ่ี หลียวแลตะลงึ ไหล
ตาตอ่ ตามองกนั เกดิ สัมพันธ์ถึงใจ
ผิวเนอ้ื สาวขาวแลว้ ยังไม่แคล้วทาแป้ง สวยแลว้ ยังชัง่ แต่งตอ้ งตามแบบสมัย
บรรดาสาวชาวนาน้องสวยกวา่ ใครใครฯลฯ
สำหรับการรับทอยของท้ายไฟ เมื่อแม่คู่ร้องส่งกลอนวรรคที่ ๑ จบแล้วท้ายไฟก็จะรับทอย
โดยรอ้ งซำ้ วรรคแรกอีกครั้งหน่ึง เพอ่ื เปิดโอกาสให้แม่คู่คิดผูกกลอนวรรคท่ี ๒ และที่ ๓ ต่อไป และการรับ
ทอยก็จะรบั เพยี งวรรคท่ี ๑ เพียงวรรคเดยี วเทา่ นนั้
๔๙
โอกาสท่ีเล่น
เดิมการร้องเพลงนาร้องเล่นกันในฤดูเก็บเก่ียวข้าว เป็นทำนองเกี้ยว แตใ่ นปัจจุบันร้องเล่นในงาน
ตา่ ง ๆ เช่น สงกรานต์ บวชนาค ขนึ้ บา้ นใหม่ ปีใหม่ งานแตง่ งานและงานศพ
คณุ คา่ ท่ีได้รับจากการละเลน่
เพลงนาเป็นเพลงพ้ืนเมืองของจงั หวัดชมุ พร ท่แี สดงใหเ้ หน็ ถึงความสามารถในเชิงภาษาและมรดก
ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นทสี่ ร้างชอื่ เสียงให้กบั จงั หวัดชุมพรมานานนับรอ้ ยปี
ภาพท่ี 29 การเลน่ เพลงนา
ลกู ลม
อุปกรณ์และวิธกี ารเล่น
๑. ใบลูกลม ใช้ใบมะพร้าว หรือกาบหมาก หรือใบเตย เลือกชนิดใดชนิดหนึ่งแล้วเฉือนใบให้ได้
ขนาดกว้าง ๐.๕ นิ้ว ยาว ๔ น้วิ บดิ ปลายทงั้ สองใหเ้ ฉเล็กน้อยไปคนละทาง ตรงกลางใบลูกลมทำรูไว้เสียบ
หลอดสำหรับสวมเดอื ย
๒. หลอดลกู ลม อย่ตู รงกลางของใบลูกลม สำหรับใสไ่ ม้ลูกลม และตอ้ งหลวมเพอ่ื ให้ใบลูกลมหมุน
ไดส้ ะดวก
๓. ไมล้ ูกลม ใชส้ วมลงในเดอื ยให้ตงั้ ฉาก
๔. หางลูกลม นยิ มทำด้วยทางระกำทง้ั ใบ ผูกตดิ กับไม้ลูกลม
๕. ลูกร้อง ใส่ลูกร้องตรงปลายใบลูกลมทั้ง ๒ ข้าง ลูกร้องทำด้วยไม้ไผ่มีรูที่เนื้อไม้บางที่สุด
ตกแต่งปากลูกร้องดว้ ยชนั
๕๐
วิธกี ารเลน่
หลังจากประกอบทำลูกลมเสร็จแล้ว จะนำลูกลมไปเสียบผูกไว้บนยอดไม้สูง ๆ เพื่อให้รับลมได้
เต็มท่ี ลกู ลมจะหมุนและส่งเสยี งร้องไดย้ นิ ไปไกล บางครง้ั มีการแข่งขนั การวิง่ ลกู ลมโดยถอื ลูกลมวิ่งฟังเสียง
ดูวา่ ลูกลมอนั ไหนเสียงดังไพเราะ ลูกลมท่ถี ือวา่ เสียงดีไพเราะจะต้องมีเสยี งกลมและมีใยเสยี ง
โอกาสและเวลาที่เล่น
ชาวบ้านนิยมเล่นลูกลม หลังจากเก็บข้าวเสร็จแล้ว ในฤดูร้อนเพราะว่างจากการทำงาน
พ้นื ดินแห้งสนทิ ลมกำลังดี เหมาะแกก่ ารเล่นลกู ลมมาก
คณุ ค่าทีไ่ ด้รับจากการละเลน่
การเล่นลูกลมเป็นการพักผ่อนนันทนาการแบบหนึ่งของชาวชนบท โดยคิดค้นวิธีการทำลูกลมให้
คงทนและเสยี งไพเราะ ทำให้ได้ใช้ความคดิ ประดิษฐ์ลูกลมแบบต่าง ๆ ท่ีสวยงามและใช้เทคโนโลยีพื้นบ้าน
โดยเฉพาะการวิง่ ลูกลมเป็นกีฬาการออกกำลงั กายได้ทัง้ ความสนกุ สนานและความสามัคคี
ภาพที่ 30 ลกู ลม
๕๑
การชนวัว
อุปกรณ์และวิธีการเล่น
พันธุ์วัวชนเป็นพันธุ์ไทยเฉพาะ เจ้าของจะผสมพันธุ์วัวชนของตนเอง แล้วคัดเลือกวัวลูกคอกที่มี
ลกั ษณะดี นำมาเปน็ วัวชน อายุ ๔-๖ ปี จดั วา่ อยูใ่ นวัยหนมุ่ ถกึ เตม็ ทีเ่ หมาะที่จะชน
การเลี้ยงดู ในระยะแรกต้องเอาวัวที่คัดเลือกไว้นั้นมา "ปรน" (บำรุงเลี้ยงดู) ให้สมบูรณ์เสียก่อน
ในกรณีที่เป็นวัวใหม่ อาหารหลักคือหญ้า วัวชนนั้นจะต้องตัดหญ้าใส่ลังหรือรางให้กินในโรงวัวหรือที่พัก
ของวัว ไม่ปล่อยให้กินหญ้าเหมอื นววั ประเภทอื่น ๆ อาหารหลักอย่างอื่นมีนำ้ และเกลอื สำหรับน้ำจะต้อง
ให้วัวกินละ ๒ ถึง ๓ ครั้ง เกลือให้กิน ๑๕ วันต่อครั้ง ครั้งละ๑ กำมือ หรืออาจจะมากน้อยไปกว่านั้นก็ได้
อาหารเสริมสำหรับวัวชนมีหลายอย่าง เช่น ถั่วเขียวต้มกับน้ำตาลกรวด กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม
น้ำมะพร้าวออ่ น ขนุน ไข่ไก่และผลไมอ้ ืน่ ๆ สำหรบั ไขไ่ กใ่ ห้วัวชนกินคร้ังละ ๑๐ ถึง ๑๕ ฟอง อาจจะเอาไข่
ไก่ตีคนกับเบียรด์ ำใส่กระบอกกรอกให้กินกม็ ี
ที่อยู่ของวัวชน จะปลูกสร้างเป็นโรงนอนให้อยู่ขนาดพอควร แต่ต้องก่อไฟแกลบไล่ยุงและริ้น
ไม่ให้มารบรวนได้ บางตัวที่เจ้าของมีฐานะดี กางมุ้งหลังใหญ่ให้วัวนอน หรืออาจทำมุ้งลวดให้ โรงวัว
ดงั กลา่ วจะตอ้ งทำความสะอาดทกุ วัน
การออกกำลังกายและฝึกซ้อมก่อนชนวัว ในระยะก่อนชน คนเลี้ยงจะต้องนำวัวเดินหรือวิ่งออก
กำลังกายในตอนเช้ามืดทุกวนั เป็นระยะเวลาทางประมาณ ๕ ถงึ ๑๐ กโิ ลเมตร เมอื่ เดนิ หรอื วิ่งในตอนเช้า
มืดแล้ว คนเลี้ยงวัวจะนำวัวไปอาบน้ำ ด้วยการขัดสีด้วยแปรง บางตัวฟอกสบู่จนเนื้อตัวสะอาดสะอ้านดี
แล้ว จึงนำมากินหญ้ากินน้ำ แล้วเริม่ ตากแดด เรียกว่า "กราดแดด" คือล่ามหรือผูกไวก้ ลางแดด เพื่อให้วัว
ชนมีน้ำอดน้ำทน เริ่ม "กราดแดด" ตั้งแต่ ๐๙.๐๐ ถึง ๑๒.๐๐ น. แต่บางตัวจะต้องกราดแดดต่อไปจนถึง
บ่ายก็มี เมื่อกราดแดดแล้วก็นำเข้าเพื่อพักผ่อน ให้กินหญ้าให้กินน้ำ พอถึงเวลา ๑๕.๐๐ ถึง ๑๖.๐๐ น.
คนเลี้ยงจะนำวัวพาเดินไปยังสนามที่จะชน เพื่อให้คุ้นเคยกับสถานที่ เรียกว่าให้ "ลงที่" ทุกวัน แล้วนำมา
กลับอาบน้ำเช็ดตัวให้แห้งอีกครั้งก่อนที่จะเข้าที่พัก เพื่อให้กินหญ้ากินน้ำและพักผ่อน จึงเห็นได้ว่าใน
ช่วงเวลาวนั หนึง่ ๆ น้นั คนเลี้ยงวัวชนจะต้องเอาใจใส่โดยกระทำตอ่ ววั ของตนเปน็ กิจวัตรประจำวนั
การซ้อมคู่ การซ้อมคู่ หรือปรือวัว จะใช้เวลาประมาณ ๕-๑๐ นาที และต้องใช้เชือกยาว
เพื่อสะดวกในการแยกคู่ออกจากกันเมื่อต้องการหยุดซ้อม การซ้อมคู่ทำได้ประมาณ ๑-๒ ครั้งต่อเดือน
วัวชนตัวหน่งึ ๆ ต้องซ้อมคู่อย่างนอ้ ย ๔-๕ คร้งั จงึ จะทำกันชนได้
การเปรียบววั การเปรียบวัว คือการจับคู่ชน นายสนามจะเป็นผู้นัดวันเปรียบววั โดยใหน้ ำวัวท่จี ะ
ชนกันมาเข้ายืนเทียบกัน เพื่อพิจารณาความสูงต่ำ เล็กใหญ่ของลำตัว และเขาของวัวทั้งสอง เมื่อเจ้าของ
วัวตกลงจะชนกัน นายสนามจะกำหนดวันชนซึ่งเจ้าของวัวจะต้องปฏิบัติตามกติกาการชนวัวอย่าง
เคร่งครัด
๕๒
โอกาสหรือเวลาทเี่ ล่น
การชนวัวมักจะชนในเทศกาลสงกรานต์ และเทศกาลเดือนสิบ ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ชาวบ้านหยุด
การทำงาน มารื่นเริงสนุกสนานตามเทศกาล บางสนามวัวชนจะมีการชนวัว เดือนละครั้ง ในวันเสาร์และ
อาทิตย์ หรือแลว้ แตโ่ อกาสอนั เป็นท่ีตกลงนัดหมาย
แนวคิดทีไ่ ดร้ ับจาการละเล่น
กีฬาชนวัวเป็นกีฬาพื้นเมืองของนครศรีธรรมราช มีกติกาชัดเจนถึง ๑๔ ข้อ จนถึงขั้นแพ้ชนะ ให้
ความสนุกสนานตื่นเต้นประทับใจแก่ผู้ชมยิ่ง ในระยะแรกจึงเชื่อกันว่า ชนเล่นเพื่อความสนุกสนานเพียง
อย่างเดียว แต่ต่อมามีการพนันกันขึ้น มีการมัดจำวางเงินเดิมพันกัน จึงเป็นที่น่าวิตกว่ากีฬาชนวัวอาจ
ก่อใหเ้ กดิ ปัญหาอย่างอน่ื ตามมา เพราะการพนันย่อมมที ั้งผู้ได้และผเู้ สยี เพือ่ ป้องกันความไม่สงบเรียบร้อย
ทางราชการจึงควรเข้าไปควบคุมให้เป็นไปตามกฎหมาย และมีขอบเขตจำกัดให้การชนวัวเป็นเพียงกีฬา
พน้ื บ้าน เพื่อความสนุกสนานเทา่ นั้น
ภาพท่ี 31 การเล่นววั ชน
การเล่นหาย
อุปกรณ์และวธิ ีการเล่น
ผู้เล่น ไม่จำกัดจำนวน แต่ส่วนใหญ่ประมาณ ๔-๕ คน อุปกรณ์ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์การเล่น
แต่ตอ้ งใชค้ วามคิดและสตปิ ัญญา ความฉลาดและหลักแหลม
๕๓
วิธีการเล่น
๑. คนผตู้ ัง้ คำทาย ๑ คน
๒. กลมุ่ คน ประมาณ ๔-๕ คน พยายามแกป้ ญั หาให้ถกู
๓. กติกา ผู้เล่นจะตกลงกันเองว่าผู้แพ้จะต้องถูกลงโทษอย่างไร เช่น ต้องกินน้ำให้หมดแก้ว
ล้างจาน ล้างบาตร ล้างห้องน้ำ กวาดบ้าน จุดหลัง (ใช้นิ้วเพียงนิ้วเดียวแกะลงไปบนเม็ดใดเม็ดหนึ่งที่
เกดิ ขนึ้ กลางหลงั ) ฯลฯ
๔. ประเภทการทาย มีหลายแบบ ได้แก่ แบบเล่นคำ คำผวน สองแง่สองง่าม คำสัมผัส คำกลอน
แบบตลกทะลึ่ง ความรู้ทั่วไป เชาว์ปัญญา โดยผู้ถูกถามจะต้องคิดแก้ปัญหาตอบให้ได้ภายในเวลาจำกัด
ถา้ แก้ไม่ไดก้ ็ตอ้ งตั้งคำทายไปใหม่
๕. ตัวอย่างสำนวนคำทาย
ถาม : ไอ้ไหรเหอ แก่ ๆ นุง่ แดง เด็ก ๆ นงุ่ ขาว สาว ๆ นงุ่ เขยี ว
ตอบ : พริกขี้หนู
ถาม : คนไอไ้ หรฟนั ไมเ่ ขา้
ตอบ : คนฟนั ยน่ื
ถาม : ไอ้ไหรเหอ ข้างลา่ งกข็ น ขา้ งบนกข็ น พอชนกนั สบาย
ตอบ : คนนอนหลับตา
ถาม : ไอ้ไหรเหอ "เขยี วชอุ่ม ไม่มพี ุ่ม มีแต่เมด็ "
ตอบ : ฝน
ถาม : ไอ้ไหรเหอ "กอ้ นเนอ้ื แยงรูเนื้อ น้ำออกเพรอื่ ช่ืนใจคนนอน"
ตอบ : เด็กกินนมแม่
ถาม : ไอ้ไหรเหอ "ตัวเท่าหดิ อวดฤทธ์กิ บั พระจนั ทร์"
ตอบ : ห่ิงห้อย
ถาม : ไอไ้ หรเหอ "ตากแดดตากฝน ทนอยู่ไดน้ านหลายป"ี
ตอบ : หลังคาบ้าน
ถาม : "มีหกตัดหัว มีเกา้ ตัดหาง มแี ปดตัดกลาง เหลอื เทา่ ใด"
ตอบ : ศนู ย์
ถาม : ไอ้ไหรเหอ "มาแตเ่ มอื งไกล ไทยเขยี น"
ตอบ : เทยี นไข
ถาม : "สไี หร ทำให้คนรบกัน"
ตอบ : สีดา
ถาม : ไอ้ไหรเหอ "หางยาวกวา่ หัว ตัวมนั รอ้ งได้ รวดเร็วทนั ใจชอบใช้ทกุ คน"
๕๔
ตอบ : รถไฟ
ถาม : "ไอ้ไหรไปกบั ปาก"
ตอบ : หอย
โอกาส/เวลาทเ่ี ลน่
การเล่นทาย เล่นได้ทุกเวลา เมื่อมีเวลาว่าง ส่วนใหญ่จะเล่นทายในวัยเด็ก เล่นทายกันระหว่าง
เพอื่ นฝงู พีน่ ้อง และพ่อแม่ ต้งั คำทายแก้กันไป แกก้ นั มาสนกุ สนานมาก
คณุ ค่าท่ีไดร้ ับจากการละเล่น
๑. คุณค่าทางปัญญา การเล่นทายเป็นการฝึกความคิด ลับสมอง ฝึกปฏิภาณไหวพริบ
ความเฉลียวฉลาด เพราะผู้ถกู ถามต้องคิดตอบปัญหาให้ได้อย่างรวดเร็ว ผู้ฝึกการคดิ จึงกลายเป็นคนฉลาด
มเี หตุผล
๒. คณุ คา่ ทางอารมณ์ การเล่นทายจะสนุกสนาน ใหค้ วามขบขนั และเฮฮาไดเ้ สมอ
๓. คุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม การเล่นทายสะท้อนให้เห็นความคิด และวัฒน-ธรรมของ
สังคมนั้นเด่นชัด เกิดการรวมตัวกันในกลุ่มในหมู่พี่น้อง เกิดความสนิทสนมในหมู่เพื่อนฝูง เป็นประโยชน์
ทางสังคมในการร่วมทำกิจกรรมอนื่ ๆ อีก
เป่ากบ
อุปกรณ์และวิธีการเลน่
๑. ยางวง (ยางเส้น) วงใหญ่ หรอื วงเล็กกไ็ ด้ แล้วแต่ความชอบและความถนดั
๒. ผู้เล่นจำนวนตั้งแต่ ๒ คน หรือมากกว่า เล่นทั้งเด็กชายและเด็กหญิงบางครั้งอาจเล่น
เป็นทมี ก็ได้
๓. สถานท่ี เช่น พืน้ ซเี มนต์ พ้นื กระดาน หรอื พนื้ โตะ๊
วิธกี ารเล่น
เป่ากบเปน็ การเล่นอย่างหนงึ่ ของเดก็ เล่นกันทัง้ เด็กชายและหญงิ ผเู้ ลน่ มีจำนวน ๒ คน หรือเป็น
ทีมก็ได้ สถานที่เลน่ ในที่ร่ม ใช้พื้นที่เรียบ ๆ เช่น พื้นซีเมนต์ พื้นกระดาน หรือพื้นโตะ๊ ซึ่งผู้เลน่ จะเอายาง
เส้น (ยางวง) จะเป็นวงเล็กหรือวงใหญ่ หรืออาจจะเป็นวงสีต่าง ๆ อยู่ที่ความชอบ ได้แก่ สีเขียว สีแดง
สีนำ้ ตาล เป็นตน้ นำมาวางบนพืน้ คนละ ๑ เส้น ใหอ้ ยู่ห่างกันประมาณ ๑ ฟตุ ผู้เลน่ จะผลัดกนั เป่ายางเส้น
(ยางวง) ของตนไปข้างหนา้ ทลี ะน้อย ๆ จนยางเส้นท้งั สองมาอยู่ใกล้กนั ผเุ้ ลน่ คนใดเป่าให้ยางเสน้ ของตนไป
ทับยางเส้นของฝ่ายตรงข้ามได้ก็จะเป็นผู้ชนะ ฝ่ายแพ้จะต้องจ่ายรางวัลให้กับผู้ชนะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น
ยางเสน้ (ยางวง) แตอ่ าจให้รางวัลอนื่ ๆ ก็ไดต้ ามแตจ่ ะตกลงกัน
๕๕
โอกาสหรอื เวลาที่เลน่
การเล่นเปา่ กบของเด็ก ส่วนใหญ่เลน่ กนั ในเวลาที่ว่าง และมีอุปกรณ์พรอ้ มที่จะเลน่ กันท้งั สองฝ่าย
คณุ คา่ ทไ่ี ดร้ บั จากการละเลน่
๑. การเล่นเป่ากบ เป็นการเล่นที่ให้ความสนุกสนานแล้วยังเป็นการฝึก การรู้กำหนดจังหวะและ
กะระยะด้วย
๒. การเล่นเป่ากบเป็นการฝึกสังเกต ไหวพริบในการเป่าของคู่ต่อสู้ ซึ่งจะเป็นวิธีหนึ่งที่จะทำให้
เด็กรูจ้ กั คิดให้รอบคอบกอ่ นทีจ่ ะเป่า ถ้าเป่าโดยไม่คิดอาจจะผดิ พลาดได้ จนทำใหต้ อ้ งแพ้
๓. เปน็ การฝึกใหเ้ ดก็ รู้จกั ความรัก ความสามคั
ภาพท่ี 32 การเลน่ เปา่ กบ
กำหาย
อุปกรณ์ในการเล่นมดี ังนี้ (ใช้อยา่ งหน่งึ อย่างใด)
๑) ยางเส้น
๒) เมล็ดมะม่วงหมิ พานต์
๓) เมล็ดสวาด
๔) เมล็ดสวด
๕) ลูกนู (ก้อนดินกลม)
๕๖
วิธกี ารเลน่
๑. เม่ือสัญญาณการเลน่ เริ่มข้นึ ทกุ คนจะกอบหรอื กำของที่อยูต่ รงหนา้ น้ัน โดยไมใ่ หค้ นอนื่ เห็นวา่ มี
จำนวนเทา่ ใด
๒. ใหท้ ายที่คนวา่ ของในมือของทุกคนเมื่อรวมกนั แล้วมจี ำนวนเท่าใด
๓. เมื่อทายเสร็จทุกคนแบมือออกและนับของในมือของทุกคน ใครทายถูกได้เป็นกรรมสิทธิ์ใน
ของนน้ั ถ้าทายถูกหลายคนใชว้ ิธหี ารแบ่งกนั ถ้ามีเศษใหร้ วมไวเ้ ปน็ กองกลาง เพือ่ เปน็ เล่นหนต่อไป
โอกาสหรือเวลาทเี่ ล่น
กำทาย เป็นการเล่นอย่างหนึ่งของเด็ก เล่นได้ทั้งชายและหญิงเป็นการเล่นในร่ม โดยมีผู้เล่น
๒-๕ คน นัง่ ลอ้ มวงกัน แล้วแต่ละคนเอาของชนดิ เดยี วกันวางกองไวต้ รงหนา้
แนวคดิ ที่ได้จากการละเล่น
การเล่นกำทาย เป็นการละเล่นทฝี่ กึ ทกั ษะในการคำนวณ และการสงั เกต
กรอื โตะ๊
อปุ กรณ์และวธิ กี ารเลน่
กรือโต๊ะ เป็นการละเล่นชนดิ หน่ึงของชาวไทยมสุ ลิม แหลง่ ทนี่ ิยมเลน่ กนั มาก คอื แถบอำเภอแว้ง
อำเภอสไุ หงปาดี และอำเภอสุไหงโก-ลก จงั หวัดนราธวิ าส
อุปกรณใ์ นการละเล่นกรือโต๊ะ จะมกี รอื โต๊ะซ่ึงประกอบด้วย ๓ ส่วนดว้ ยกัน คือ ตัวกรอื โต๊ะ เด๊าว์
หรอื ใบ และไม้ตตี วั กรือโต๊ะ ทำจากไม้เน้ือแขง็ ทเี่ รียกว่า "ไมต้ าแป" จะเอาไม้ตาแปมาตากแดดให้แห้งสนิท
แล้วนำมาตัดให้ได้ขนาดแล้วใชส้ ิวขุดให้เปน็ หลุม ลักษณะของหลุมที่นิยมคือ หลุมปากแคบ และป่องตรง
กลาง ภายนอกจะตกแต่งหรือกลึงอย่างสวยงามมีการทาสี สีที่นิยมทากันคือ สีฟ้า สีขาว สีเหลือง
หรอื ทานำ้ มนั ชักเงาใหส้ วยงาม
เดา๊ ว์ หรือ เรียกวา่ ใบ หรอื ลิน้ เสยี ง จะทำจากไมต้ าแปที่แห้งสนิทดีเชน่ เดียวกับกรือโต๊ะ กรือโต๊ะ
ใบหนึ่ง ๆ มีเด๊าว์ ๓ อัน คือทำเป็นเสียงต่ำ เสียงกลาง และเสียงสูง อย่างละอัน ขนาดของเด๊าว์ยาว
ประมาณ ๒-๓ ฟุต กวา้ งประมาณ ๖-๘ นว้ิ ส่วนความยาวตามความชำนาญของผูใ้ ชเ้ ลน่
ไม้ตี ทำจากไม้เนื้อแข็ง ขนาดของไม้พอจับถือได้ถนัด ยาวประมาณ ๑ ฟุต ปลายด้ามที่ใช้ตี
จะพนั ดว้ ยเสน้ ยางพาราเป็นหัวกลมขนาดโตกว่ากำปั้นเลก็ นอ้ ย
วิธีการเล่นกรือโตะ๊ จะมีการตกี รือโต๊ะแขง่ ขนั กนั ว่ากรือโต๊ะของใครจะมเี สียงดงั กวา่ กันและมีเสียง
ท่ีนิม่ นวลกลมกลืนกนั และมีความพรอ้ มเพรียงกนั ในการตกี รือโตะ๊
๕๗
โอกาสทเี่ ลน่ กรอื โต๊
การเล่นกรือโต๊ะนิยมเล่นกันหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวในนา เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตกราวเดือน
กมุ ภาพนั ธ์ หรอื มนี าคม และนยิ มเล่นกนั ในคนื เดอื นหงาย เพราะไมร่ อ้ นและบรรยากาศ ชวนใหส้ นุกสนาน
ในการแขง่ ขันกรือโต๊ะถือว่าเป็นวันสำคัญของหมู่บ้าน เพราะในแตล่ ะหมู่บ้าน หรอื ตำบลหน่ึงจะมีกรือโต๊ะ
ของหมู่บ้านและตำบลคณะเดียวและถ้าหมู่บ้านหรือตำบลของตนชนะก็มีความภาคภูมิใจที่ได้รับเกียรติ
แห่งความเปน็ ผูช้ นะกันทงั้ หมูบ่ ้าน กรือโต๊ะนอกจากนิยมเลน่ กันในฤดูเก็บเกีย่ วเสร็จแล้ว ยงั นยิ มเล่นกันใน
งานฉลอง ในงานเทศกาล หรอื ในวนั สำคัญอ่นื ๆ อีกด้วย
คุณค่าทไี่ ด้รบั จากการละเล่น
ในการเล่นกรือโต๊ะ จะเป็นการเล่นที่ส่งเสริมความรักความสามัคคีกันของผู้เล่น เพราะถ้าหาก
ผู้เล่นมีความพร้อมเพรียงกันในการตีกรือโต๊ะ ก็จะมีเสียงดังที่นิ่มนวล เข้าจังหวะกัน และทำให้เกิดความ
สนุกสนาน
ภาพที่ 33 การเล่นกรือโต๊ะ
๕๘
บทสรปุ
การละเล่นพื้นบ้านของทุกุภาคในไประเทศไทยนั้นมีด้วยกันหลากหลาย และมากมาย
ซง่ึ การละเล่นตา่ งๆ นน้ั จะมีแนวคดิ สาระ ของการละเล่นนัน้ ๆ เพื่อเป็นการสอนเดก็ ๆ ในดา้ นตา่ งๆ
ด้านร่างทางกาย ได้จากการออกกำลังทั้งกลางแจ้งและในร่ม เริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ เล่น “จับปู
ดำ ขยำปูนา” หรอื “โยกเยกเอย น้ำทว่ มเมฆ” เด็กก็จะได้หัดใช้กล้ามเน้ือตา่ ง ๆ ในตัวพร้อมกับทำท่า
ให้เข้ากับจังหวะ พอโตขึ้นมาหน่อยก็จะชอบเล่นกลางแจ้งกับเด็กคนอื่น ๆ เป็นกลุ่มเล็กบ้างใหญบ่ า้ ง เช่น
ขี่ม้าก้านกล้วย ตาเขย่ง ตีลูกล้อ วิ่งเปี้ยว ขี่ม้าส่งเมือง ตี่จับ เตย ฯลฯ การละเล่นบางอย่างมีบทร้อง
ประกอบทำให้สนุกครึกครื้นเข้าไปอีก อย่าง รีรีข้าวสาร โพงพาง มอญซ่อนผ้า อ้ายเข้อ้ายโขง งูกินหาง
นอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้วยังได้ฝึกความว่องไว ฝึกความสัมพันธ์ของการเก็งจังหวะแขนเท้า เช่น
กาฟกั ไข่ ไดฝ้ ึกการใชท้ กั ษะ ทางตาและมือในการเลง็ กะระยะ เช่น การเลน่ ลกู หิน ทอยกอง
ด้านอารมณ์ การละเล่นไทยทุกประเภทเมื่อเด็กได้เล่นแล้วจะช่วยให้เด็กอารมณ์ดี เบิกบาน
สดชน่ื กระฉับกระเฉง สนุกสนาน คลายเครยี ด
ด้านสังคม การละเล่นไทยส่วนใหญ่จะเป็นการเล่นเป็นกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้เด็กเรียนรู้ถึงความ
สามัคคี ฝึกการเป็นผู้นำผู้ตาม ฝกึ การยอมรบั ข้อตกลงและเคารพกฎกติกาในการเล่น รวมทัง้ ฝึกการมีนำ้ ใจ
เป็นนกั กีฬา ใหร้ จู้ ักรแู้ พ-้ รู้ชนะ-รอู้ ภยั
ด้านสติปัญญา การละเล่นของไทยหลายประเภทช่วยฝึกทางด้านสติปัญญา เช่น การเล่น
หมากเกบ็ ชว่ ยฝึก เรื่องคณติ ศาสตร์ ในการนับจำนวน การเล่นจ้ำจี้มะเขอื เปราะและรรี ีขา้ วสาร ช่วยฝึกใน
เรื่องของภาษา จากคำศัพท์และคำคล้องจองที่ใช้ร้องประกอบในการเล่น การเล่นตี่จับ ที่ฝึกให้รู้จัก
วางแผนและใชค้ วามคิดในการแกไ้ ขปญั หา
๕๙
บรรณานกุ รม
สุวฒั น์ กล่นิ เกสร. (2559). การละเล่นของไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
ฝา่ ยวชิ าการ บรษิ ัท สกายบุก๊ ส์ จำกัด. (2550). การละเล่นพนื้ บ้านไทย. กรงุ เทพฯ : สำนกั พิมพ์
สกายบุ๊คส์
สิปปวชิ ญ์ ซมุ ซะ. (2560). การละเล่นพ้นื บ้านของเด็กไทย. กรงุ เทพฯ : สำนกั พิมพ์ บงกชคดิ ส์
กรมพละศึกษา. (2560). การละเล่นพน้ื บา้ นไทย. กรงุ เทพฯ : สำนกั นนั ทนาการ
กรมพละศึกษา. (2557). การละเลน่ พ้ืนบา้ นไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ เอส.ออฟเซ็ทกราฟฟิคดไี ซน์
กรมส่งเสรมิ วัฒนธรรม. (2559). กฬี าภมู ปิ ัญญาไทย. กรุงเทพฯ : สำนกั งานกจิ การโรงพิมพ์ องคก์ าร
สงเคราะห์ทหารผ่านศกึ
ยุพาวดี วจิ ติ . (2565). การละเล่นพ้นื บา้ น. เขา้ ได้ถงึ : https://sites.google.com/site/
yupawadeenwschool/kar-la-len-phun-ban. สบื ค้นเมื่อ 12 กมุ ภาพนั ธ์ 2565.
กุลธดิ า ข้อจกั ร. (2565). การละเล่นพ้นื บา้ น. เขา้ ไดถ้ งึ : https://sites.google.com/site/
inkkultida/kar-la-len-phun-ban-phakh-klang. สืบคน้ เมอื่ 12 กมุ ภาพนั ธ์ 2565.
พีรพล สุขขา. (2559). การละเลน่ 4 ภาค. เข้าได้ถึง : https://peerapon0022.wordpress.com
สบื ค้นเมือ่ 12 กุมภาพันธ์ 2565.
ปพิชญา สวยั ษณ. (2565). การละเลน่ ไทย. เขา้ ได้ถึง : https://sites.google.com/a/nareerat.ac.th/
papitchaya/page1. สบื ค้นเมอ่ื 12 กมุ ภาพนั ธ์ 2565.
๖๐