หลกั สตู รสถานศกึ ษา ระดับการศกึ ษาปฐมวัย
ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวยั พุทธศกั ราช ๒๕๖๐
โรงเรียนบานหนองหญาปลอง (อดุ มวนา)
สาํ นกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาเพชรบรุ ี เขต ๑
สาํ นักงานคณะกรรมการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร
คาํ นาํ
หลกั สูตรสถานศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จดั ทาํ ขนึ้ เพ่อื ใหโรงเรยี นบา นหนองหญาปลอง (อดุ มวนา)
ซึง่ จัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ โดยปรับปรุงใหเหมาะสมกบั เดก็ และ
สภาพทองถน่ิ เพือ่ ที่กําหนดเปาหมายในการพฒั นาเดก็ ปฐมวยั ใหม ีพฒั นาการดา นรางกาย อารมณ จติ ใจ สงั คม และ
สติปญ ญา เปน คนดี มีวินยั สํานึกความเปน ไทย และมีความรบั ผดิ ชอบตอตนเอง ครอบครัว ชุมชน สงั คม และประเทศ
ไทยในอนาคต อยา งมีประสทิ ธิภาพและไดม าตรฐานตามจดุ หมายหลกั สูตรการศึกษาปฐมวยั พทุ ธศักราช ๒๕๖๐
โรงเรยี นบา นหนองหญา ปลอง (อุดมวนา) สงั กดั สํานักงานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาเพชรบรุ ี เขต ๑
ขอขอบคุณผทู มี่ ีสวนเกี่ยวของทกุ ทาน รว มทัง้ คณะกรรมการสถานศกึ ษาโรงเรียนบานหนองหญา ปลอง (อุดมวนา) ทม่ี ี
สว นรวมในการพัฒนาหลักสูตรสถานศกึ ษาปฐมวัย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ใหมคี วามเหมาะสมตอ การนําไปใชจ ัดการศึกษา
ระดับปฐมวัยของโรงเรียนตอ ไป
คณะผูจดั ทํา
สารบัญ หนา
คํานํา ๑
๒
ความนํา ๒
ปรัชญาการศกึ ษาปฐมวัย ๓
วสิ ยั ทศั น ๔
หลักการ ๗
แนวคดิ การจดั การศึกษาปฐมวัย ๙
ปรัชญาการศึกษาปฐมวัยโรงเรียน ๑๐
๒๒
พัฒนาการเด็กปฐมวยั ๒๓
มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค ตวั บง ชี้ และสภาพทพ่ี ึงประสงค ๒๙
การจัดเวลาเรียน ๔๒
สาระการเรียนรูรายป ๖๖
การจดั ประสบการณ ๖๙
การประเมินพฒั นาการ ๗๐
การบรหิ ารจดั การหลักสูตร ๗๒
การจดั การศึกษาปฐมวัย(เดก็ อายุ๓-๕ป)สําหรบั กลุมเปา หมายเฉพาะ
การเชื่อมตอ ของการศึกษาระดบั ปฐมวยั กับระดับประถมศึกษาปท ี่ ๑
การกาํ กบั ตดิ ตาม ประเมนิ และรายงาน
“
ประกาศโรงเรียนบา นหนองหญา ปลอง (อดุ มวนา)
เรือ่ ง ใหใชหลักสูตรสถานศกึ ษา ระดับการศกึ ษาปฐมวัย โรงเรียนบา นหนองหญาปลอ ง (อดุ มวนา) พทุ ธศกั ราช 2561
ตามหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 2560
กระทรวงศกึ ษาธิการไดมีคาํ สงั่ ที่ สพฐ. 1223/2560 ลงวนั ท่ี 3 สงิ หาคม 2560 ใหใ ชหลักสตู รการศกึ ษา
ปฐมวยั พทุ ธศกั ราช 2560 แทนหลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ตัง้ แตปการศึกษา 2561 เปน ตน ไป
เพ่ือใหส ถานศึกษานาํ หลกั สตู รไปใชโดยปรบั ปรุงใหเหมาะสมกบั เดก็ และสภาพทองถิ่น
โรงเรียนบานหนองหญา ปลอ ง (อดุ มวนา) จงึ ไดดาํ เนนิ การจดั ทําหลกั สูตรสถานศึกษาปฐมวัย โรงเรียนบา น
หนองหญาปลอ ง (อดุ มวนา) พทุ ธศักราช 2561 ตามหลักสตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 เพอ่ื สง เสรมิ ให
เด็กบรรลุมาตรฐานคณุ ลักษณะท่ีพงึ ประสงคต ามทหี่ ลักสูตรการศึกษาปฐมวยั กาํ หนด โดยคาํ นึงถงึ วสิ ยั ทัศน จดุ เนน ภมู ิ
ปญญาทองถิน่ สภาพบริบท และความตองการของชมุ ชน รวมทง้ั การเปลย่ี นแปลงทางสงั คมเศรษฐกิจ สอดคลองกบั
ธรรมชาติและการเรยี นรขู องเดก็ ปฐมวยั
ทั้งน้ี หลกั สตู รดังกลา วไดร บั ความเหน็ ชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้นื ฐาน โรงเรียนบา นหนอง
หญาปลอง (อดุ มวนา) ในคราวการประชุม ครั้งที.่ ......./2561 เมอ่ื วันท่ี 23 เมษายน 2561 จงึ ประกาศใหใ ช
หลักสูตรสถานศกึ ษาปฐมวยั โรงเรยี นบานหนองหญาปลอง (อดุ มวนา) พุทธศักราช 2561 ตัง้ แตปการศึกษา 2561
เปนตน ไป
ประกาศ ณ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. 2561
(นายสุริยา มนตรีภกั ดิ)์
ผอู ํานวยการโรงเรียนบานหนองหญา ปลอ ง (อุดมวนา)
ความนํา
สภาพการเปล่ียนแปลงดานเศรษฐกิจ สงั คม และความกาวหนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศประกอบกบั
รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ รวมท้ังกรอบยทุ ธศาสตรชาติ ระยะ ๒๐ ป( พ.ศ. ๒๕๖๐-
๒๕๗๙) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) แผนการศกึ ษาแหง ชาติ (พ.ศ.
๒๕๕๒-๒๕๖๑) แผนยทุ ธศาสตรช าติดา นเดก็ ปฐมวัย (พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๔)นําไปสูการกําหนดทกั ษะสาํ คัญสาํ หรับเด็กใน
ศตวรรษที่ ๒๑ ทีม่ ีความสําคญั ในการกาํ หนดเปาหมายในการพัฒนาเดก็ ปฐมวัยใหมีความสอดคลองและทนั ตอการ
เปลี่ยนแปลงทุกดา น
กระทรวงศึกษาธิการมนี โยบายใหมกี ารพัฒนาการศกึ ษาปฐมวัยอยางจริงจังและตอ เน่ืองโดยไดแตงตั้ง
คณะทํางานพจิ ารณาหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวยั เพ่อื ปรบั ปรงุ ใหส อดคลอ งกับสภาพการเปล่ยี นแปลงดังกลาว หลักสูตร
การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เปน หลักสูตรสถานศกึ ษา สถาบนั พัฒนาเดก็ ปฐมวัย และหนวยงานทเ่ี ก่ียวขอ ง
นาํ ไมใชเปนกรอบและทิศทางในการพฒั นาหลกั สูตรสถานศึกษาอยางมีประสทิ ธภิ าพและไดม าตรฐานตามจดุ หมาย
หลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่กําหนดเปาหมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยใหม ีพฒั นาการดา นรา งกาย
อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญ ญา ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติในอนาคต
ปรัชญาของหลกั สูตรการศึกษาปฐมวยั
การศกึ ษาปฐมวัยเปน การพฒั นาเด็กต้งั แตแรกเกดิ ถึง ๖ ป บรบิ ูรณ อยางเปน องครวม บนพืน้ ฐานการอบรม
เลยี้ งดู และสงเสริมกระบวนการเรยี นรทู ี่สนองตอ ธรรมชาติและพฒั นาการตามวัยของเด็กแตล ะคนใหเต็มตามศักยภาพ
ภายใตบ ริบทสงั คมและวฒั นธรรมที่เด็กอาศยั อยู ดวยความรัก ความเอื้ออาทร และความเขา ใจของทุกคน เพือ่ สราง
รากฐานคณุ ภาพชวี ิตใหเดก็ พฒั นาไปสูความเปนมนุษยท ส่ี มบรู ณเ กิดคุณคาตอตนเอง ครอบครัว สังคม และ
ประเทศชาติ
วสิ ัยทศั น
หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั มงุ พฒั นาเดก็ ทกุ คนใหไดร บั การพัฒนาดานรา งกาย อารมณ จติ ใจ สงั คม และ
สติปญญาอยา งมีคณุ ภาพและตอ เนอื่ ง ไดร บั การจดั ประสบการณการเรียนรูอยา งมคี วามสขุ และเหมาะสมตามวยั มี
ทักษะชีวติ และปฏิบตั ิตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง เปน คนดี มวี นิ ัย และสํานกึ ความเปน ไทย โดยความ
รว มมอื ระหวางสถานศกึ ษา พอ แม ครอบครวั ชมุ ชน และทกุ ฝายท่ีเกยี่ วของกับการพัฒนาเด็ก
ภารกจิ /พันธกิจ
๑. พฒั นาหลักสตู รสถานศึกษาทีม่ งุ เนนพฒั นาการเดก็ ปฐมวยั ทัง้ ๔ ดา น อยา งสมดุลและเต็มศักยภาพ
๒. พฒั นาครแู ละบคุ ลากรดานการจัดประสบการณท ่ีสง เสริมการเรียนรผู า นการเลนทีม่ ีจุดหมายอยา งตอเนอื่ ง
๓. สง เสรมิ สนับสนุนการจดั สภาพแวดลอ ม สอ่ื เทคโนโลยแี ละแหลง เรียนรูในการพฒั นาเด็กปฐมวัย
๔. จดั ประสบการณก ารเรยี นรูทีห่ ลากหลายซึง่ สอดคลองกบั พฒั นาการทางสมองของเดก็ โดยนําหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพยี งและแหลงเรียนรู ภมู ปิ ญ ญาทอ งถน่ิ มาใชเ สรมิ สรา งพฒั นาการและการเรยี นรขู องเด็ก
๕. สง เสรมิ การมสี วนรว มของผปู กครองและชมุ ชนในการพฒั นาเดก็ ปฐมวยั
หลักการและจุดหมายของหลกั สตู ร
เดก็ ทกุ คนมสี ิทธ์ทิ ่จี ะไดรบั การอบรมเลย้ี งดแู ละสง เสริมพัฒนาการตามอนุสญั ญาวา ดว ยสทิ ธิเดก็ ตลอดจนได
รบั การจดั ประสบการณก ารเรียนรูอยางเหมาะสม ดวยปฏสิ ัมพนั ธท่ดี รี ะหวา งเด็กกบั พอแม เด็กกบั ผูสอน เดก็ กบั ผู
เลยี้ งดูหรือผูท ี่เกยี่ วของในการอบรมเลีย้ งดู การพฒั นา และใหการศึกษาแกเดก็ ปฐมวัย เพอื่ ใหเด็กมีโอกาสพัฒนา
ตนเองตามลําดบั ขน้ั ของพฒั นาการทกุ ดาน อยา งเปน องคร วม มีคุณภาพ และเต็มตามศกั ยภาพโดยมหี ลักการดงั นี้
๑. สงเสรมิ กระบวนการเรยี นรูแ ละพฒั นาการท่ีครอบคลมุ เดก็ ปฐมวยั ทกุ คน
๒. ยดึ หลกั การอบรมเล้ียงดแู ละใหการศกึ ษาที่เนน เด็กเปน สาํ คญั โดยคํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคลและ
วถิ ีชีวติ ของเดก็ ตามบริบทของชุมชน สงั คม และวัฒนธรรมไทย
๓. ยดึ พัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองคร วมผา นการเลนอยา งมคี วามหมายและมีกิจกรรมท่ีหลากหลาย ได
ลงมอื กระทําในสภาพแวดลอ มท่ีเอื้อตอ การเรยี นรู เหมาะสมกับวัย และมกี ารพักผอนท่ีเพยี งพอ
๔. จดั ประสบการณการเรียนรใู หเ ด็กมีทกั ษะชีวติ และสามารถปฏิบตั ติ นตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง เปนคนดี มีวนิ ยั และมคี วามสขุ
๕. สรางความรู ความเขาใจและประสานความรวมมือในการพฒั นาเด็กระหวา งสถานศึกษากับพอ แม
ครอบครวั ชุมชน และทกุ ฝายท่เี กีย่ วของกับการพัฒนาเด็กปฐมวยั
แนวคิดการจัดการศกึ ษาปฐมวัย
หลักสตู รการศึกษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช๒๕๖๐ พัฒนาขึน้ บนแนวคิดหลักสําคญั เกย่ี วกบั พัฒนาการเด็กปฐมวยั
โดยถอื วา การเลน ของเดก็ เปนหัวใจสาํ คัญของการจัดประสบการณก ารเรยี นรู ภายใตการจัดสภาพแวดลอมทีเ่ ออ้ื ตอ
การทาํ งานของสมอง ผานสอื่ ท่ีตองเอ้อื ใหเด็กไดเรียนรผู า นการเลน ประสาทสัมผัสทัง้ หา โดยครูจําเปน ตองเขาใจและ
ยอมรบั วาสังคมและวัฒนธรรมที่แวดลอ มตวั เดก็ มีอทิ ธิพลตอ การเรียนรูและการพฒั นาศักยภาพและพัฒนาการของเด็ก
แตละคน ทัง้ นี้ หลักสูตรฉบบั นีม้ ีแนวคดิ ในการจัดการศกึ ษาปฐมวยั ดงั น้ี
๑. แนวคดิ เก่ียวกับพัฒนาการเด็ก พัฒนาการของมนษุ ยเ ปนกระบวนการเปลย่ี นแปลงที่เกดิ ข้นึ ตอเนือ่ งในตัว
มนุษยเรม่ิ ตงั้ แตป ฏสิ นธไิ ปจนตลอดชวี ิต พฒั นาการของเด็กแตล ะคนจะมีลาํ ดบั ขัน้ ตอนลักษณะเดยี วกัน แตอ ัตราและ
ระยะเวลาในการผา นขัน้ ตอนตางๆอาจแตกตางกันไดข ้ันตอนแรกๆจะเปนพน้ื ฐานสําหรับพฒั นาการขน้ั ตอ ไป
พฒั นาการดา นรางกาย อารมณ จติ ใจ สงั คมและสตปิ ญ ญา แตล ะสวนสงผลกระทบซึง่ กันและกัน เมอื่ ดา นหนึ่งกาวหนา
อกี ดา นหนึ่งจะกา วหนา ตามดว ยในทํานองเดยี วกันถาดา นหนึ่งดานใดผิดปกติจะทําใหด านอืน่ ๆผดิ ปกตติ ามดว ย แนวคิด
เกี่ยวกบั ทฤษฎีพัฒนาการดานรา งกายอธบิ ายวาการเจริญเตบิ โตและพฒั นาการของเดก็ มีลักษณะตอเน่ืองเปน ลําดับชนั้
เด็กจะพัฒนาถึงขน้ั ใดจะตองเกิดวุฒภิ าวะของความสามารถดานนน้ั กอ น สําหรบั ทฤษฎดี านอารมณ จิตใจ และสังคม
อธิบายวา การอบรมเลีย้ งดใู นวัยเดก็ สง ผลตอบุคลิกภาพของเด็ก เมือ่ เติบโตเปน ผูใหญ ความรักและความอบอุนเปน
พืน้ ฐานของความเช่อื มั่นในตนเอง เด็กทีไ่ ดร บั ความรกั และความอบอนุ จะมีความไววางใจในผอู ืน่ เห็นคุณคา ของตนเอง
จะมคี วามเช่อื มัน่ ในความสามารถของตน ทํางานรว มกบั ผูอ่นื ไดด ี ซึ่งเปน พน้ื ฐานสาํ คญั ของความเปนประชาธปิ ไตยและ
ความคดิ รเิ ร่มิ สรางสรรคแ ละทฤษฎีพฒั นาการดา นสตปิ ญ ญาอธิบายวา เด็กเกดิ มาพรอมวฒุ ภิ าวะ ซึง่ จะพฒั นาขึน้ ตาม
อายุ ประสบการณ รวมทัง้ คานิยมทางสงั คมและส่ิงแวดลอ มท่ีเดก็ ไดร บั
๒. แนวคดิ เกย่ี วกับการเลนของเด็ก การเลน เปนหวั ใจสาํ คญั ของการจดั ประสบการณก ารเรยี นรู การเลน
อยา งมจี ดุ มงุ หมายเปนเครื่องมอื การเรียนรูขัน้ พนื้ ฐานท่ถี อื เปนองคประกอบสําคญั ในกระบวนการเรยี นรูข องเด็ก ขณะที่
เด็กเลน จะเกดิ การเรียนรูไปพรอมๆกนั ดว ย จากการเลน เดก็ จะมีโอกาสเคลื่อนไหวสวนตา งๆของรา งกาย ไดใชประสาท
สัมผัสและการรับรูผอ นคลายอารมณ และแสดงออกของตนเอง เรยี นรคู วามรสู กึ ของผูอ น่ื เด็กจะรูสึกสนกุ สนาน
เพลิดเพลนิ ไดส งั เกต มีโอกาสทาํ การทดลอง คิดสรางสรรค คดิ แกปญ หาและคน พบดวยตนเอง การเลน ชวยใหเ ด็ก
เรียนรูส ่ิงแวดลอม และชวยใหเด็กมีพัฒนาการทางดา นรา งกาย อารมณ จิตใจ สงั คมและสติปญ ญา ดงั นนั้ เดก็ ควรมี
โอกาสเลน ปฏิสัมพันธก บั บคุ คล ส่ิงแวดลอ มรอบตวั และเลอื กกิจกรรมการเลนดว ยตนเอง
๓. แนวคดิ เกีย่ วกับการทาํ งานของสมอง สมองเปนอวยั วะทม่ี ีความสําคญั ที่สดุ ในรา งกายของคนเรา เพราะ
การท่มี นษุ ยส ามารถเรยี นรูสิง่ ตา งๆไดน้ันตองอาศัยสมองและระบบประสาทเปนพน้ื ฐานการรบั รู รับความรสู กึ จาก
ประสาทสัมผัสท้ังหา การเช่อื มโยงตอกันของเซลลส มองสว นมากเกิดขึ้นกอนอายุ ๕ ป และปฏสิ มั พนั ธแรกเรม่ิ ระหวา ง
เด็กกบั ผใู หญ มีผลโดยตรงตอ การสรา งเซลลสมองและจุดเชอื่ มตอ โดยในชว ง ๓ ปแรกของชีวิต สมองเจรญิ เตบิ โตอยา ง
รวดเร็วมาก มีการสรา งเซลลสมองและจุดเชอื่ มตอขึ้นมามากมาย มีการสรา งไขมันหรอื มันสมองหุม ลอ มรอบเสนใย
สมองดว ย พอเดก็ อายุ ๓ ป สมองจะมีขนาดประมาณ ๘๐ % ของสมองผูใหญ มีเซลลสมองนบั หมน่ื ลา นเซลล เซลล
สมองและจดุ เชอ่ื มตอ เหลา น้ยี ิง่ ไดรับการกระตุนมากเทาใด การเช่ือมตอ กันระหวา งเซลลส มองย่งิ มีมากข้ึนและ
ความสามารถทางการคดิ ยิง่ มมี ากขน้ึ เทา น้นั ถาหากเดก็ ขาดการกระตุนหรอื สง เสริมจากสิ่งแวดลอ มทเ่ี หมาะสม เซลล
สมองและจดุ เชอื่ มตอท่ีสรา งข้ึนมาก็จะหายไป เด็กทีไ่ ดร ับความเครียดอยูตลอดเวลาจะทําใหขาดความสามารถที่จะ
เรียนรู อยางไรก็ตาม สว นตางๆของสมองเจริญเตบิ โตและเรมิ่ มคี วามสามารถในการทาํ หนาท่ีในชวงเวลาตางกัน จงึ
อธบิ ายไดว า การเรียนรูทักษะบางอยา งจะเกดิ ขนึ้ ไดดีทีส่ ุดเฉพาะในชวงเวลาหนึ่งท่ีเรียกวา”หนาตางของโอกาสการ
เรยี นรู” ซงึ่ เปน ชว งท่ีพอแม ผเู ลีย้ งดแู ละครูสามารถชว ยใหเด็กเรียนรูและพฒั นาสิ่งน้นั ๆไดดีที่สุด เม่ือพน ชว งนไ้ี ปแลว
โอกาสนัน้ จะฝกยากหรอื เดก็ อาจทําไมไ ดเลย เชน การเช่ือมโยงวงจรประสาทของการมองเห็นและรบั รูภาพจะตองไดรับการ
กระตุนทํางานตั้งแต ๓ หรอื ๔ เดือนแรกของชวี ิตจงึ จะมีพัฒนาการตามปกติ ชวงเวลาของการเรียนภาษาคือ อายุ ๓ – ๕ ป
แรกของชีวิต เด็กจะพูดไดชัด คลองและถูกตอ ง โดยการพฒั นาจากการพดู เปนคาํ ๆมาเปน ประโยคและเลาเร่อื งได เปนตน
๔. แนวคิดเกย่ี วกับสื่อการเรยี นรู ส่อื การเรยี นรทู ําใหเ ด็กเกิดการเรยี นรตู ามจดุ ประสงคท่ีวางไว ทําใหส ิ่งท่ี
เปน นามธรรมเขาใจยากกลายเปนรูปธรรมท่ีเดก็ เขาใจและเรยี นรไู ดง าย รวดเรว็ เพลิดเพลนิ เกดิ การเรยี นรูแ ละคน พบ
ดว ยตนเอง การใชส ือ่ การเรยี นรูตอ งปลอดภยั ตอตัวเดก็ และเหมาะสมกบั วัย วุฒภิ าวะ ความแตกตา งระหวา งบคุ คล
ความสนใจ และความตองการของเด็กท่ีหลากหลาย สื่อประกอบการจดั กจิ กรรมเพอ่ื พัฒนาเดก็ ปฐมวัยควรมีสื่อทัง้ ทเ่ี ปน
ประเภท ๒ มติ แิ ละ/หรือ ๓ มติ ิ ที่เปน สอ่ื ของจริง สื่อธรรมชาติ สื่อทีอ่ ยูใกลต ัวเด็ก สื่อสะทองวฒั นธรรม ส่ือภูมิปญญา
ทอ งถน่ิ สื่อเพ่ือพฒั นาเด็กในดา นตา งๆใหค รบทุกดาน ทงั้ น้ี ส่อื ตองเออ้ื ใหเด็กเรยี นรผู านประสาทสัมผสั ท้ังหา โดยการ
จดั การใชสื่อสําหรบั เด็กปฐมวัยตอ งเรม่ิ ตนจากส่อื ของจริง ของจาํ ลอง ภาพถา ย ภาพโครงรา งและสญั ลกั ษณตามลําดบั
๕. แนวคิดเกี่ยวกบั สังคมและวัฒนธรรม เดก็ เมื่อเกดิ มาจะเปนสว นหน่งึ ของสังคมและวฒั นธรรม ซง่ึ ไม
เพยี งแตจ ะไดร บั อิทธิพลจากการปฏบิ ัตแิ บบดั้งเดิมตามประเพณี มรดก และความรขู องบรรพบุรุษ แตยงั ไดรับอิทธพิ ล
จากประสบการณ คา นยิ มและความเชื่อของบุคคลในครอบครัว และชุมชนของแตละที่ดวย บรบิ ทของสังคมและ
วฒั นธรรมทเี่ ด็กอาศยั อยหู รอื แวดลอมตัวเด็กทําใหเด็กแตล ะคนแตกตา งกนั ไป ครูจาํ เปน ตองเขาใจและยอมรบั วา สังคม
และวฒั นธรรมที่แวดลอ มตัวเดก็ มีอิทธพิ ลตอการเรียนรู การพัฒนาศกั ยภาพและพัฒนาการของเดก็ แตล ะคน ครูควร
ตองเรียนรบู ริบททางสังคมและวัฒนธรรมของเดก็ ท่ตี นรบั ผดิ ชอบ เพ่อื ชว ยใหเด็กไดรับการพัฒนา เกดิ การเรยี นรแู ละอยู
ในกลมุ คนทีม่ าจากพ้นื ฐานเหมือนหรือตา งจากตนไดอยางราบรานมีความสขุ เปนการเตรียมเดก็ ไปสูสงั คมในอนาคตกับ
การอยรู วมกบั ผอู นื่ การทาํ งานรวมกับผอู ่ืนทมี่ คี วามหลากหลายทางความคดิ ความเชือ่ และวัฒนธรรมเชน ความ
คลายคลึงและความแตกตา งระหวางวัฒนธรรมไทยกบั ประเทศเพื่อนบา นเร่ืองศาสนา ประเทศ พมา ลาว กัมพชู าก็จะ
คลา ยคลึงกับคนไทยในการทาํ บุญตักบาตร การสวดมนตไ หวพ ระ การใหค วามเคารพพระสงฆ การทาํ บุญเล้ยี งพระ การ
เวียนเทยี นเนือ่ งในวนั สําคัญทางศาสนา ประเพณเี ขา พรรษา สําหรับประเทศมาเลเซีย บรูไน อนิ โดนีเซยี ประชากรสว น
ใหญน ับถอื ศาสนาอิสลามจงึ มีวัฒนธรรมแบบอสิ ลาม ประเทศฟลิปปน สไดร ับอทิ ธพิ ลจากครสิ ตศ าสนา ประเทศ
สิงคโปรและเวียดนามนบั ถือหลายศาสนา โดยนบั ถอื ลัทธิธรรมเนียมแบบจนี เปน หลัก เปนตน
ปรัชญาการศกึ ษาปฐมวยั โรงเรียนบา นหนองหญา ปลอง (อุดมวนา)
โรงเรียนจัดการพฒั นาเดก็ อายุ ๓ - ๕ ปบ นพ้นื ฐานการอบรมเลย้ี งดแู ละสงเสรมิ กระบวนการเรยี นรทู ี่สอดคลอ ง
กับการพฒั นาการทางสมองของเดก็ แตละคนใหเต็มตามศักยภาพ ผา นการเลน การชว ยเหลือตนเอง มีทักษะในการ
ดํารงชีวติ ประจาํ วนั ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ดวยความรัก ความเขา ใจของทกุ คน เพ่อื สรา งรากฐานคุณภาพชวี ิต และพฒั นาเดก็ มีพัฒนาการ
ทัง้ ดานรา งกาย อารมณ จติ ใจ สงั คม และสตปิ ญญา
วสิ ัยทศั น
ภายในปพทุ ธศักราช ๒๕๖๐ โรงเรยี น มงุ เนนพฒั นาเด็กอายุ ๓ - ๕ ปใ หม ีพฒั นาการ
ทางดา นรา งกาย อารมณ- จติ ใจ สังคม และสติปญญาเหมาะสมกับวยั เนนใหเดก็ เรียนรผู า นการเลน ชวยเหลือตนเอง
ดาํ รงชีวติ ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง และปลกู ฝง ใหเด็กมีนิสัย
การประหยัดอดออม โดยการมสี วนรว มของผูปกครอง ชุมชนและทุกฝา ยทเี่ ก่ียวของ
ภารกจิ หรือพันธกิจ
๑. พัฒนาหลักสตู รสถานศกึ ษาทมี่ งุ เนนพัฒนาการเดก็ ปฐมวัยท้งั ๔ ดาน อยา งสมดุลและเตม็ ศักยภาพ
๒. พฒั นาครแู ละบุคลากรดานการจัดประสบการณท ่ีสงเสริมการเรียนรผู านการเลนทมี่ จี ดุ หมายอยางตอเนื่อง
๓. สงเสรมิ สนับสนุนการจัดสภาพแวดลอ ม ส่อื เทคโนโลยีและแหลงเรยี นรูใ นการพัฒนาเด็กปฐมวยั
๔. จัดประสบการณการเรยี นรทู ่ีหลากหลายซึง่ สอดคลองกับพฒั นาการทางสมองของเด็ก โดยนําหลักปรชั ญาของ
เศรษฐกิจพอเพยี งและแหลงเรียนรู ภูมปิ ญ ญาทองถ่ิน มาใชเสรมิ สรางพฒั นาการและการเรียนรขู องเด็ก
๕. สงเสรมิ การมีสวนรวมของผูปกครองและชมุ ชนในการพัฒนาเด็กปฐมวัย
เปา หมาย
๑. เด็กปฐมวยั ทุกคนไดร ับการพัฒนาดานรางกาย อารมณ-จิตใจ สงั คม และสติปญญาเปน องคร วมอยา ง
สมดลุ และมีความสุข
๒. ครมู ีความรู ความเขาใจ และสามารถจัดประสบการณท ี่สงเสรมิ การเรยี นรูผ านการเลน โดยใชกระบวนการ
วางแผน การปฏบิ ตั ิ และการทบทวน
๓. มสี ภาพแวดลอม ส่ือ เทคโนโลยี และแหลงเรียนรทู ี่เอ้ือตอการสงเสรมิ พัฒนาการเดก็ ปฐมวัยอยา งพอเพยี ง
๔. ผปู กครอง ชุมชน และหนว ยงานทเ่ี ก่ยี วขอ งมีสว นรว มในการพฒั นาเด็กปฐมวยั
จดุ หมาย
หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย มุงใหเด็กมพี ัฒนาการตามวัยเต็มตามศักยภาพ และเมอื่ มคี วามพรอ มในการเรยี นรู
ตอไป จึงกําหนดจุดหมายเพื่อใหเ กดิ กบั เด็กเมอื่ เด็กจบการศกึ ษาระดับปฐมวยั ดังน้ี
๑. มรี างกายเจรญิ เติบโตตามวยั แขง็ แรง และมีสุขนิสยั ทดี่ ี
๒. มสี ุขภาพจิตดี มสี นุ ทรยี ภาพ มีคุณธรรม จรยิ ธรรมและจติ ใจที่ดีงาม
๓. มีทักษะชีวติ และปฏิบตั ิตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง มวี นิ ัย และอยูร ว มกบั ผูอื่นไดอ ยางมี
ความสขุ
๔. มที ักษะการคดิ การใชภาษาสือ่ สาร และการแสวงหาความรูไ ดเหมาะสมกบั วยั
พฒั นาการเดก็ ปฐมวัย
พฒั นาการของเด็กปฐมวยั ดา นรางกาย จิตใจ สังคม และสติปญญาแสดงใหเห็นถึงการเปลย่ี นแปลงทเ่ี กดิ ข้นึ
ตามวุฒิภาวะและสภาพแวดลอ มท่ีเด็กไดรับ พฒั นาการเดก็ ในแตล ะชวงวยั อาจเรว็ หรอื ชาแตกตางกันไป
ในเดก็ แตล ะคน มีรายละเอยี ด ดังน้ี
๑. พัฒนาการดา นรางกาย เปน พฒั นาการท่เี ปนผลมาจากการเปล่ยี นแปลงในทางทด่ี ีข้นึ ของรางกายในดา น
โครงสรางของรางกาย ดา นความสามารถในการเคลอื่ นไหว และดานการมีสุขภาพอนามยั ท่ีดี รวมถึงการใชส ัมผัสรบั รู
การใชต าและมือประสานกันในการทํากิจกรรมตา งๆ เดก็ อายุ ๓-๕ ปม ีการเจรญิ เตบิ โตรวดเรว็ โดยเฉพาะ
ในเร่ืองนา้ํ หนกั และสว นสงู กลา มเนือ้ ใหญจ ะมีความกาวหนา มากกวากลา มเนอ้ื เลก็ สามารถบังคบั การเคล่อื นไหวของ
รา งกายไดดี มีความคลอ งแคลววองไวในการเดิน สามารถวิ่ง กระโดด ควบคุมและบงั คบั การทรงตวั ไดดี
จงึ ชอบเคลอื่ นไหว ไมหยุดนง่ิ พรอ มทจี่ ะออกกาํ ลงั และเคลอ่ื นไหวในลักษณะตางๆสว นกลามเนอื้ เล็กและความสมั พนั ธ
ระหวางตาและมือยงั ไมสมบูรณ การสัมผสั หรอื การใชมือมีความละเอียดข้ึน ใชมือหยิบจบั สิง่ ของตา งๆไดมากขน้ึ ถาเดก็
ไมเ ครียดหรอื กงั วลจะสามารถทํากิจกรรมทีพ่ ฒั นากลามเนอ้ื เล็กไดด แี ละนานขนึ้
๒. พัฒนาการดานอารมณ จิตใจ เปนความสามารถในการรูสกึ และแสดงความรสู กึ ของเด็ก เชน พอใจ
ไมพอใจ รัก ชอบ สนใจ เกียด โดยท่ีเด็กรจู กั ควบคุมการแสดงออกอยางเหมาะสมกับวัยและสถานการณ เผชญิ กบั
เหตกุ ารณต างๆ ตลอดจนการสรา งความรสู ึกท่ีดีและการนับถอื ตนเอง เดก็ อายุ ๓-๕ ปจะแสดงความรูสกึ อยางเตม็ ทไี่ ม
ปด บัง ชอนเรน เชน ดีใจ เสยี ใจ โกรธแตจ ะเกิดเพียงชัว่ ครแู ลวหายไปการทีเ่ ดก็ เปลี่ยนแปลงอารมณงายเพราะมีชวง
ความสนใจระยะสนั้ เม่ือมสี ่งิ ใดนา สนใจกจ็ ะเปลย่ี นความสนใจไปตามสง่ิ นัน้ เด็กวันน้มี กั หวาดกลัวส่ิงตางๆ เชน ความ
มดื หรอื สตั วตางๆ ความกลัวของเดก็ เกดิ จากจินตนาการ ซง่ึ เด็กวา เปนเร่ืองจริงสําหรบั ตน เพราะยงั สบั สนระหวางเร่ือง
ปรุงแตง และเรื่องจริง ความสามารถแสดงอารมณไดส อดคลอ งกับสถานการณอ ยา งเหมาะสมกับวัย รวมถงึ ชื่นชม
ความสามารถและผลงานของตนเองและผูอืน่ เพราะยึดตัวเองเปนศูนยกลางนอยลงและตองการความสนใจจากผอู ื่น
มากขนึ้
๓. พฒั นาการดา นสงั คม เปนความสามารถในการสรา งความสมั พันธท างสงั คมครั้งแรกในครอบครัว โดยมี
ปฏิสัมพันธก ับพอ แมแ ละพีน่ อง เมื่อโตขึ้นตองไปสถานศกึ ษา เด็กเริม่ เรียนรูก ารติดตอ และการมีสัมพันธก บั บคุ คลนอก
ครอบครัว โดยเฉพาะอยา งย่งิ เดก็ ในวยั เดยี วกัน เด็กไดเ รยี นรกู ารปรบั ตัวใหเขาสงั คมกบั เด็กอืน่ พรอมๆกบั รจู กั รว มมอื ใน
การเลน กับกลมุ เพอ่ื น เจตคตแิ ละพฤติกรรมทางสังคมของเด็กจะกอขน้ึ ในวยั นแ้ี ละจะแฝงแนน ยากทจ่ี ะเปลี่ยนแปลงใน
วัยตอ มา ดงั นน้ั จงึ อาจกลาวไดวาพฤตกิ รรมทางสังคมของเด็กวยั นี้ มี ๒ ลักษณะ คือลกั ษณะแรกน้ัน เปนความสัมพันธ
กบั ผูใหญแ ละลกั ษณะทสี่ องเปนความสัมพันธกับเดก็ ในวยั ใกลเ คยี งกัน
๔. ดา นสตปิ ญญา ความคิดของเด็กวัยนมี้ ีลกั ษณะยดึ ตนเองเปนศูนยก ลาง ยังไมสามารถเขา ใจความรสู กึ ของ
คนอน่ื เด็กมีความคิดเพียงแตวาทกุ คนมองส่งิ ตา งๆรอบตัว และรูส ึกตอสิ่งตางๆ เหมือนตนเอง ความคดิ ของตนเองเปน
ใหญทส่ี ดุ เม่อื อายุ ๔-๕ ป เดก็ สามารถโตต อบหรือมปี ฏิสมั พันธกับวัตถสุ ิง่ ของท่ีอยรู อบตวั ได สามารถจาํ สิ่งตางๆ ทไ่ี ด
กระทาํ ซํ้ากนั บอยๆ ไดดี เรยี นรูส่งิ ตางๆ ไดดีข้นึ แตย ังอาศัยการรบั รูเปนสว นใหญ แกปญ หาการลองผิดลองถกู จากการ
รับรมู ากกวา การใชเหตุผลความคดิ รวบยอดเก่ียวกับส่งิ ตางๆ ที่อยูรอบตวั พัฒนาอยางรวดเร็วตามอายุทเี่ พ่มิ ขนึ้ ในสว น
ของพฒั นาการทางภาษา เด็กวัยนี้เปน ระยะเวลาของการพฒั นาภาษาอยา งรวดเร็ว โดยมีการฝกฝนการใชภาษาจากการ
ทาํ กจิ กรรมตาง ๆ ในรปู ของการพูดคุย การตอบคําถาม การเลา เร่ือง การเลานิทานและการทาํ กิจกรรมตาง ๆ ท
เกยี่ วขอ งกับการใชภาษาในสถานศกึ ษา เด็กปฐมวยั สามารถ ใชภ าษาแทนความคดิ ของตนและใชภ าษาในการติดตอ
สัมพนั ธกบั คนอน่ื ไดคําพูดของเด็กวัยน้ี อาจจะทาํ ใหผ ูใหญบ างคนเขาใจวาเด็กรมู ากแลวแตทจ่ี ริงเดก็ ยังไมเขา ใจ
ความหมายของคําและเรือ่ งราวลกึ ซึ้งนกั
มาตรฐานคณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค
หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั กาํ หนดมาตรฐานคุณลักษณะทพ่ี งึ ประสงคจ าํ นวน ๑๒ มาตรฐาน ประกอบดวย
๑.พัฒนาการดา นรา งกาย ประกอบดว ย ๒ มาตรฐานคือ
มาตรฐานท่ี ๑ รางกายเจริญเตบิ โตตามวัยและมีสุขนิสยั ท่ีดี
มาตรฐานท่ี ๒ กลา มเน้อื ใหญและกลามเน้อื เล็กแขง็ แรงใชไ ดอยางคลอ งแคลวและประสานสมั พันธกนั
๒.พฒั นาการดา นอารมณ จติ ใจ ประกอบดวย ๓ มาตรฐานคือ
มาตรฐานท่ี ๓ มีสุขภาพจติ ดีและมคี วามสุข
มาตรฐานท่ี ๔ ชืน่ ชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว
มาตรฐานท่ี ๕ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และมีจิตใจท่ีดงี าม
๓.พฒั นาการดา นสงั คม ประกอบดว ย ๓ มาตรฐานคอื
มาตรฐานที่ ๖ มีทกั ษะชวี ติ และปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
มาตรฐานที่ ๗ รกั ธรรมชาติ ส่งิ แวดลอม วฒั นธรรม และความเปน ไทย
มาตรฐานท่ี ๘ อยรู ว มกับผูอ น่ื ไดอยา งมีความสุขและปฏบิ ัตติ นเปน สมาชกิ ทดี่ ีของสังคมใน
ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตรยิ ทรงเปน ประมุข
๔.พัฒนาการดานสติปญ ญา ประกอบดว ย ๔ มาตรฐานคอื
มาตรฐานท่ี ๙ ใชภาษาสอื่ สารไดเหมาะสมกบั วยั
มาตรฐานท่ี ๑๐ มีความสามารถในการคิดทเี่ ปนพ้ืนฐานการเรียนรู
มาตรฐานท่ี ๑๑ มีจินตนาการและความคดิ สรา งสรรค
มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคติที่ดีตอการเรยี นรูและมคี วามสามารถในการแสวงหาความรไู ดเ หมาะสมกบั วยั
ตวั บงช้ี
ตวั บง ชเี้ ปนเปาหมายในการพัฒนาเดก็ ทีม่ คี วามสัมพันธส อดคลองกบั มาตรฐานคุณลักษณะทพ่ี ึงประสงค
สภาพท่ีพงึ ประสงค
สภาพทีพ่ งึ ประสงคเปน พฤติกรรมหรือความสามารถตามวัยทค่ี าดหวังใหเ ด็กเกิด บนพืน้ ฐานพฒั นาการตามวัย
หรอื ความสามารถตามธรรมชาติในแตล ะระดับอายเุ พือ่ นําไปใชในการกําหนดสาระเรียนรใู น การจัดประสบการณ
กจิ กรรมและประเมนิ พฒั นาการเด็ก โดยมรี ายละเอยี ดของมาตรฐาน มาตรฐานคณุ ลักษณะท่พี งึ ประสงค ตวั บง ชี้ และ
สภาพทพ่ี ึงประสงค ดังนี้
มาตรฐานท่ี ๑ รางกายเจริญเตบิ โตตามวยั เด็กมีสขุ นสิ ัยที่ดี
ตวั บง ชท้ี ี่ ๑.๑ มีนํา้ หนกั และสวนสูงตามเกณฑ
สภาพทพี่ ึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-นาํ้ หนกั และสวนสูงตามเกณฑของ -นํ้าหนกั และสวนสงู ตามเกณฑข อง
กรมอนามัย กรมอนามยั
ตวั บง ชี้ที่ ๑.๒ มสี ุขภาพอนามยั สขุ นิสยั ทด่ี ี
สภาพท่ีพงึ ประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-รบั ประทานอาหารที่มปี ระโยชน -รับประทานอาหารท่มี ีประโยชนไ ด
และดมื่ นํา้ สะอาดดว ยตนเอง หลายชนดิ และดม่ื นํ้าสะอาดไดดว ย
ตนเอง
-ลา งมอื กอ นรบั ประทานอาหารและ -ลางมอื กอ นรับประทานอาหารและ
หลังจากใชหอ งน้ําหองสวมดว ย หลังจากใชหอ งนาํ้ หองสวมดว ย
ตนเอง ตนเอง
-นอนพักผอนเปนเวลา -นอนพกั ผอนเปน เวลา
-ออกกําลังกายเปน เวลา -ออกกําลังกายเปนเวลา
ตัวบง ชีท้ ี่ ๑.๓ รกั ษาความปลอดภยั ของตนเองและผูอ่ืน
สภาพที่พึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-เลนและทํากิจกรรมอยางปลอดภัย -เลน และทาํ กิจกรรมและปฏิบัติตอ
ดว ยตนเอง ผูอื่นอยางปลอดภัย
มาตรฐานท่ี ๒ กลามเน้ือใหญและกลา มเน้อื เลก็ แขง็ แรงใชไ ดอ ยางคลองแคลวและประสานสมั พนั ธกนั
ตวั บงชท้ี ่ี ๒.๑ เคลอ่ื นไหวรา งกายอยา งคลอ งแคลว ประสานสัมพนั ธและทรงตวั ได
สภาพทพ่ี งึ ประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-เดนิ ตอเทาไปขางหนาเปนเสนตรง -เดนิ ตอเทาถอยหลังเปน เสนตรงไดโ ดย
ไดโดยไมตอ งกางแขน ไมตอ งกางเกง
-กระโดดขาเดยี วอยกู บั ทไ่ี ดโ ดยไม -กระโดดขาเดยี ว ไปขางหนาไดอยาง
เสยี การทรงตัว ตอเนื่องโดยไมเ สยี การทรงตัว
-วิง่ หลบหลีกส่ิงกดี ขวางได -วง่ิ หลบหลีกสงิ่ กีดขวางไดอ ยา งคลองแคลว
-รบั ลกู บอลไดดวยมือท้งั สองขา ง -รับลูกบอลที่กระดอนข้นึ จากพนื้ ได
ตวั บงชที้ ่ี ๒.๓ ใชม อื -ตาประสานสัมพนั ธก นั
สภาพท่พี ึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-ใชกรรไกรตัดกระดาษตามแนว -ใชก รรไกรตดั กระดาษตามแนวเสน โคง
เสนตรงได ได
-เขียนรูปสี่เหลีย่ มตามแบบไดอยา ง -เขียนรูปสามเหลี่ยมตามแบบไดอ ยา งมี
มีมุมชดั เจน มุมชัดเจน
-รอยวสั ดุที่มรี จู นาดเสนผานศูนย -รอ ยวัสดุทม่ี ีรขู นาดเสนผานศูนยกลาง
๐.๕ ซม.ได ๐.๒๕ ซม.ได
๒.พัฒนาการดานอารมณ จติ ใจ
มาตรฐานท่ี ๓ มสี ขุ ภาพจติ ดีและมคี วามสขุ
ตัวบง ชีท้ ่ี ๓.๑ แสดงออกทางอารมณอ ยางเหมาะสม
สภาพทีพ่ งึ ประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-แสดงอารมณ ความรสู ึกไดตาม -แสดงอารมณ ความรูสกึ ไดสอดคลอง
สถานการณ กับสถานการณอยางเหมาะสม
ตวั บงชี้ที่ ๓.๒ มีความรูสึกที่ดีตอ ตนเองและผูอนื่
สภาพทพ่ี ึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-กลาพูดกลาแสดงออกอยา งเหมาะสม -กลาพูดกลาแสดงออกอยา งเหมาะสมตาม
บางสถานการณ สถานการณ
-แสดงความพอใจในผลงานและ -แสดงความพอใจในผลงานและ
ความสามารถของตนเอง ความสามารถของตนเองและผูอนื่
มาตรฐานท่ี ๔ ชน่ื ชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคล่ือนไหว
ตัวบง ชที้ ่ี ๔.๑ สนใจและมคี วามสุขและแสดงออกผานงานศลิ ปะ ดนตรีและการเคลือ่ นไหว
สภาพทพี่ ึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-สนใจและมีความสุขและแสดงออก -สนใจและมีความสุขและแสดงออก
ผา นงานศลิ ปะ ผานงานศลิ ปะ
-สนใจ มีความสุขและแสดงออกผาน -สนใจ มีความสุขและแสดงออกผาน
เสียงเพลง ดนตรี เสยี งเพลง ดนตรี
-สนใจ มีความสุขและแสดงทาทาง/ -สนใจ มีความสุขและแสดงทา ทาง/
เคลอ่ื นไหวประกอบเพลง จังหวะ เคลือ่ นไหวประกอบเพลง จังหวะและ
และ ดนตรี ดนตรี
มาตรฐานท่ี ๕ มีคุณธรรม จริยธรรมและมีจติ ใจทด่ี งี าม
ตวั บง ชท้ี ี่ ๕.๑ ซือ่ สตั ย สจุ ริต
สภาพทพ่ี งึ ประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
- ขออนญุ าตหรอื รอคอยเม่ือตองการ - ขออนุญาตหรอื รอคอยเม่อื ตองการ
สงิ่ ของของผูอ น่ื เมอ่ื มผี ูช แ้ี นะ สิ่งของของผูอ่นื ดว ยตนเอง
ตัวบงชี้ที่ ๕.๒ มีความเมตตา กรุณา มนี ํา้ ใจและชว ยเหลือแบง ปน
สภาพทพ่ี ึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-แสดงความรักเพอ่ื นและมเี มตตา -แสดงความรักเพอื่ นและมเี มตตาสตั ว
สตั วเล้ยี ง เล้ยี ง
-ชวยเหลือและแบง ปนผูอ ่ืนไดเ ม่ือมีผู -ชว ยเหลอื และแบง ปน ผอู ่ืนไดดว ย
ช้ีแนะ ตนเอง
ตวั บง ช้ที ี่ ๕.๓ มีความเห็นอกเหน็ ใจผอู ื่น
สภาพทพี่ ึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-แสดงสีหนา หรือทาทางรับรู -แสดงสีหนาหรอื ทา ทางรบั รูความรูสกึ
ความรูสึกผูอืน่ ผูอื่นอยา งสอดคลองกบสถานการณ
ตัวบงชีท้ ่ี ๕.๔มคี วามรบั ผดิ ชอบ
สภาพทพ่ี ึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-ทํางานทีไ่ ดรบั มอบหมายจนสําเร็จ -ทาํ งานทีไ่ ดร ับมอบหมายจนสาํ เร็จ
เมื่อมีผชู ีแ้ นะ ดวยตนเอง
๓.พฒั นาการดานสงั คม
มาตรฐานท่ี ๖ มีทักษะชวี ิตและปฏบิ ัติตนตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ตัวบงชที้ ี่ ๖.๑ ชวยเหลือตนเองในการปฏิบตั กิ ิจวัตรประจาํ วนั
สภาพที่พงึ ประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
- แตงตวั ดว ยตนเอง - แตงตัวดวยตนเองไดอยา ง
คลองแคลว
-รับประทานอาหารดว ยตนเอง - รับประทานอาหารดว ยตนเองอยาง
ถกู วธิ ี
-ใชห องนาํ้ หองสว มดว ยตนเอง -ใชแ ละทําความสะอาดหลงั ใชห อ งนาํ้
หอ งสวมดวยตนเอง
ตัวบง ชี้ที่ ๖.๒ มีวนิ ยั ในตนอง
สภาพที่พึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-เก็บของเลนของใชเขาท่ีดวยตนเอง -เก็บของเลนของใชเ ขา ทีอ่ ยาง
เรียบรอ ยดว ยตนเอง
-เขา แถวตาลําดับกอนหลังไดด ว ย -เขา แถวตาลําดับกอ นหลงั ไดด วย
ตนเอง ตนเอง
ตัวบง ช้ที ่ี ๖.๓ ประหยัดและพอเพยี ง
สภาพที่พึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-ใชสิ่งของเครือ่ งใชอ ยา งประหยัด -ใชสิ่งของเคร่อื งใชอยา งประหยัดและ
และพอเพยี งเมอื่ มผี ชู ้ีแนะ พอเพยี งดวยตนเอง
มาตรฐานท่ี ๗ รักธรรมชาติ สงิ่ แวดลอ ม วฒั นธรรม และความเปน ไทย
ตวั บง ช้ีท่ี ๗.๑ ดแู ลรักษาธรรมชาติและสิง่ แวดลอม
สภาพท่พี งึ ประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-มสี ว นรว มในการดูแลรกั ษา -มสี ว นรวมในการดแู ลรกั ษาธรรมชาตแิ ละ
ธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ มเมื่อมีผู สงิ่ แวดลอ มดว ยตนเอง
ชี้แนะ
-ทิง้ ขยะไดถ กู ท่ี -ทิ้งขยะไดถ กู ท่ี
ตัวบงชี้ท่ี ๗.๒ มีมารยาทตามวฒั นธรรมไทยและรกั ความเปน ไทย
สภาพที่พงึ ประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-ปฏิบัตติ นตามมารยาทไทยไดดวย -ปฏบิ ตั ิตนตามมารยาทไทยได ตาม
ตนเอง กาลเทศะ
-กลา วคาํ ขอบคุณและขอโทษดวย -กลาวคาํ ขอบคุณและขอโทษดวยตนเอง
ตนเอง
-หยดุ เม่อื ไดย นิ เพลงชาติไทยและ -ยนื ตรงและรวมรอ งเพลงชาติไทยและ
เพลงสรรเสรญิ พระบารมี เพลงสรรเสรญิ พระมารมี
มาตรฐานที่ ๘ อยูรว มกบั ผูอื่นไดอ ยางมีความสุขและปฏบิ ตั ิตนเปน สมาชกิ ทดี่ ขี องสังคมในระบอบประชาธิปไตย
อนั มีพระมหากษัตริยท รงเปน ประมุข
ตัวบงชี้ท่ี ๘.๑ ยอมรบั ความเหมอื นและความแตกตา งระหวา งบุคคล
สภาพท่พี งึ ประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-เลนและทาํ กิจกรรมรวมกับกลุมเด็ก -เลนและทาํ กิจกรรมรวมกับเด็กที่
ทแ่ี ตกตา งไปจากตน แตกตางไปจากตน
ตัวบงชี้ที่ ๘.๒ มปี ฏสิ ัมพันธที่ดีกบั ผูอนื่
สภาพทพ่ี งึ ประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-เลนหรอื ทํางานรว มกับเพ่ือนเปน -เลน หรือทาํ งานรว มกบั เพอ่ื นอยา งมี
กลมุ เปาหมาย
-ย้มิ หรอื ทักทายหรือพูดคยุ กับผใู หญ -ยม้ิ หรอื ทกั ทายหรือพดู คุยกับผูใหญแ ละ
และบคุ คลท่ีคุนเคยไดดว ยตนเอง บคุ คลทค่ี ุนเคยไดเหมาะสมกบั
สถานการณ
ตวั บงชท้ี ี่ ๘.๓ ปฏิบัตติ นเบ้ืองตนในการเปน สมาชกิ ที่ดขี องสงั คม
สภาพทพ่ี งึ ประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-มีสว นรว มสรางขอตกลงและปฏิบตั ิ -มสี ว นรว มสรา งขอ ตกลงและปฏบิ ตั ิตาม
ตามขอตกลงเม่อื มีผูช้แี นะ ขอ ตกลงดวยตนเอง
-ปฏิบตั ิตนเปนผนู าํ และผตู ามท่ดี ีได -ปฏบิ ตั ติ นเปนผนู ําและผตู ามได
ดว ยตนเอง เหมาะสมกับสถานการณ
-ประนปี ระนอมแกไ ขปญ หาโดย -ประนีประนอมแกไ ขปญหาโดย
ปราศจากการใชความรนุ แรงเมอ่ื มผี ู ปราศจากการใชค วามรุนแรงดว ยตนเอง
ชแ้ี นะ
๕. ดา นสตปิ ญญา
มาตรฐานที่ ๙ ใชภาษาสื่อสารไดเหมาะสมกบั วัย
ตัวบงชีท้ ี่ ๙.๑ สนทนาโตต อบและเลา เร่อื งใหผอู นื่ เขาใจ
สภาพที่พงึ ประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-ฟง ผูอ ่นื พูดจนจบและสนทนาโตต อบ -ฟงผอู น่ื พูดจนจบและสนทนาโตต อบ
สอดคลองกบั เรื่องท่ฟี ง อยางตอเนือ่ งเช่อื มโยงกบั เร่อื งท่ีฟง
-เลา เร่ืองเปน ประโยคอยา งตอ เน่ือง -เลาเปน เรอ่ื งราวตอ เน่ืองได
ตัวบง ชี้ที่ ๙.๒ อา น เขียนภาพ และสัญลกั ษณไ ด
สภาพทพ่ี ึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-อานภาพ สญั ลกั ษณ คํา พรอมท้งั ช้ี -อา นภาพ สัญลักษณ คํา ดว ยการชี้
หรือกวาดตามองขอ ความตาม หรอื กวาดตามองจุดเรม่ิ ตนและจุดจบ
บรรทัด ของขอ ความ
-เขยี นคลายตัวอักษร -เขยี นชื่อของตนเอง ตามแบบ
เขียนขอ ความดวยวธิ ที ่ีคิดขน้ึ เอง
มาตรฐานที่ ๑๐ มคี วามสามารถในการคิดที่เปนพ้ืนฐานในการเรยี นรู
ตวั บงช้ีท่ี ๑๐.๑ มีความสามารถในการคดิ รวบยอด
สภาพที่พึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-บอกลกั ษณะและสวนประกอบของ -บอกลกั ษณะ สวนประกอบ การ
สงิ่ ของตา งๆจากการสังเกตโดยใช เปลี่ยนแปลง หรือความสัมพันธข อง
ประสาทสมั ผัส สิ่งของตา งๆจากการสงั เกตโดยใช
ประสาทสัมผัส
-จบั คูและเปรียบเทยี บความแตกตา ง -จบั คูและเปรียบเทยี บความแตกตาง
หรอื ความเหมือนของส่งิ ตา งๆโดยใช หรอื ความเหมอื นของสิ่งตางๆโดยใช
ลักษณะที่สงั เกตพบเพียงลกั ษณะ ลักษณะท่สี งั เกตพบสองลกั ษณะขึน้ ไป
เดียว
-จําแนกและจดั กลุม สงิ่ ตางๆโดยใช -จาํ แนกและจดั กลมุ ส่ิงตา งๆโดยใชต งั้ แต
อยางนอยหนง่ึ ลักษณะเปน เกณฑ สองลักษณะขนึ้ ไปเปนเกณฑ
-เรียงลาํ ดับสิง่ ของหรือเหตุการณ -เรยี งลําดบั ส่ิงของหรอื เหตกุ ารณอ ยา ง
อยางนอ ย ๔ ลาํ ดบั นอ ย ๕ ลาํ ดับ
ตวั บง ชี้ท่ี ๑๐.๒ มคี วามสามารถในการคิดเชิงเหตผุ ล
สภาพที่พงึ ประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-ระบสุ าเหตหุ รือผลทีเ่ กิดขน้ึ ใน -อธิบายเชือ่ มโยงสาเหตุและผลท่เี กดิ ขึ้น
เหตุการณห รอื การกระทําเมอ่ื มีผู ในเหตกุ ารณหรือการกระทาํ ดวยตนเอง
ชี้แนะ
-คาดเดา หรือคาดคะเนสิง่ ทีอ่ าจจะ -คาดคะเนสงิ่ ที่อาจจะเกิดขน้ึ และมีสว น
เกดิ ขนึ้ หรอื มีสวนรว มในการลง รว มในการลงความเห็นจากขอ มูลอยา งมี
ความเห็นจากขอมูล เหตุผล
ตวั บงชี้ท่ี ๑๐.๓ มคี วามสามารถในการคดิ แกปญหาและตัดสินใจ
สภาพทพ่ี ึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-ตัดสนิ ใจในเรอื่ งงายๆและเริ่มเรยี นรู -ตัดสนิ ใจในเร่อื งงายๆและยอมรบั ผลท่ี
ผลท่ีเกิดขึน้ เกิดขนึ้
-ระบปุ ญหา และแกปญหาโดยลอง -ระบปุ ญหาสรา งทางเลอื กและเลือกวิธี
ผดิ ลองถกู แกปญ หา
มาตรฐานที่ ๑๑ มีจนิ ตนาการและความคดิ สรางสรรค
ตวั บง ชีท้ ่ี ๑๑.๑ เลน /ทาํ งานศลิ ปะตามจนิ ตนาการและความคดิ สรางสรรค
สภาพทพ่ี งึ ประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-สรางผลงานศิลปะเพื่อสอื่ สารความคิด -สรางผลงานศิลปะเพอ่ื ส่อื สารความคิด
ความรูสึกของตนเองโดยมีการดัดแปลง ความรสู ึกของตนเองโดยมีการดัดแปลง
และแปลกใหมจากเดมิ หรอื มี และแปลกใหมจากเดิมและ
รายละเอียดเพิม่ ข้นึ มีรายละเอียดเพมิ่ ขึ้น
ตัวบง ชที้ ่ี ๑๑.๒ แสดงทา ทาง/เคลื่อนไหวตามจินตนาการอยางสรา งสรรค
สภาพทพี่ ึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-เคลอ่ื นไหวทา ทางเพอื่ สือ่ สาร -เคลื่อนไหวทาทางเพื่อส่ือสารความคิด
ความคดิ ความรสู ึกของตนเอง ความรูสกึ ของตนเอง
อยางหลากหลายหรือแปลกใหม อยางหลากหลายและแปลกใหม
มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคตทิ ี่ดีตอการเรียนรู และมีความสามารถในการแสวงหาความรูไดเ หมาะสมกบั วยั
ตัวบงชีท้ ่ี ๑๒.๑ มเี จตคติทดี่ ตี อการเรยี นรู
สภาพทพี่ ึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-สนใจซักถามเกยี่ วกับสัญลกั ษณห รอื -หยิบหนงั สือมาอานและเขยี นสือ่ ความคดิ
ตวั หนังสอื ที่พบเห็น ดวยตนเองเปนประจาํ อยางตอ เนอื่ ง
-กระตือรือรนในการเขา รว มกจิ กรรม -กระตือรือรน ในการรวมกิจกรรมตงั้ แตตน
จนจบ
ตัวบง ชท้ี ่ี ๑๒.๒ มีความสามารถในการแสวงหาความรู
สภาพทีพ่ ึงประสงค
อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป
-คน หาคําตอบของขอสงสัยตา งๆ ตาม -คนหาคาํ ตอบของขอสงสยั ตางๆ ตาม
วธิ กี ารของตนเอง วธิ ีการท่ีหลากหลายดว ยตนเอง
-ใชประโยคคําถามวา “ทไ่ี หน” -ใชป ระโยคคําถามวา “เม่ือไร” อยา งไร”
“ทาํ ไม” ในการคน หาคําตอบ ในการคนหาคาํ ตอบ
โครงสรางหลักสตู ร
โครงสรางหลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐
ชวงอายุ อายุ 3 – 6 ป
สาระการเรยี นรู ประสบการณสําคัญ สาระท่ีควรเรียนรู
- ดานรางกาย - เร่อื งราวเกยี่ วกับตวั เด็ก
- ดานอารมณแ ละจิตใจ - เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและ
- ดา นสังคม สถานทแี่ วดลอมเด็ก
- ดานสติปญญา - ธรรมชาติรอบตัว
- สิง่ ตางๆรอบตัวเด็ก
ระยะเวลาเรยี น ข้นึ อยูกบั อายุนกั เรยี นที่เรมิ่ เขา รับการอบรมเล้ียงดูแลและรับการศกึ ษา
การจัดเวลาเรยี น
หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวัยกําหนดกรอบโครงสรางเวลาในการจดั ประสบการณใหกับเด็ก ๑-๓ ปก ารศกึ ษา
โดยประมาณ ท้ังน้ี ข้ึนอยกู บั อายุของเดก็ ท่ีเริ่มเขาสถานศกึ ษาหรอื สถาบันพัฒนาเดก็ ปฐมวยั เวลาเรยี นสาํ หรบั เด็ก
ปฐมวัยขึ้นอยูกบั สถานศึกษาแตละแหง โดยมเี วลาเรยี นไมน อยกวา ๑๘๐ วนั ตอ ๑ ปก ารศกึ ษา ในแตละวนั จะใชเวลาไม
นอ ยกวา ๕ ชวั่ โมง โดยสามารถปรับเปล่ยี นใหเหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษาและสถาบันพฒั นาเด็กปฐมวยั
สาระการเรยี นรรู ายป
สาระการเรยี นรูใชเปน สอ่ื กลางในการจดั ประสบการณการเรียนรใู หกับเดก็ เพอื่ สง เสรมิ พฒั นาการทุก
ดาน ใหเปน ไปตามจุดหมายของหลกั สตู รทกี่ ําหนด ประกอบดวย ประสบการณสาํ คญั และสาระท่ีควรเรยี นรู ดังนี้
๑. ประสบการณสาํ คญั
ประสบการณส าํ คัญเปนแนวทางสาํ หรับผูสอนไปใชใ นการออกแบบการจดั ประสบการณ ใหเ ดก็ ปฐมวัย
เรยี นรู ลงมือปฏิบัติ และไดรบั การสงเสรมิ พัฒนาการครอบคลุมทุกดา น ดงั น้ี
๑.๑ ประสบการณสําคัญทสี่ ง เสริมพัฒนาการดานรา งกาย เปน การสนบั สนนุ ใหเด็กไดมโี อกาสพัฒนาการ
ใชกลา มเนอื้ ใหญ กลามเนอ้ื เลก็ และการประสานสมั พันธร ะหวา งกลา มเน้ือและระบบประสาท ในการทํากิจวัตร
ประจําวนั หรือทาํ กจิ กรรมตา งๆและสนบั สนนุ ใหเด็กมีโอกาสดแู ลสขุ ภาพและสุขอนามัย และการรกั ษาความปลอดภัย
ดงั นี้
๑.๑.๑ การใชก ลามเนอ้ื ใหญ
๑.๑.๑.๑ การเคลื่อนไหวอยูกบั ท่ี
๑.๑.๑.๒ การเคล่ือนไหวเคลอื่ นท่ี
๑.๑.๑.๓ การเคลอื่ นไหวพรอมวัสดุอุปกรณ
๑.๑.๑.๔ การเคลอื่ นไหวท่ีใชการประสานสมั พนั ธของการใชก ลามเนื้อมดั ใหญใ นการขวา ง
การจับ การโยน การเตะ
๑.๑.๑.๕ การเลน เครอ่ื งเลน สนามอยา งอสิ ระ
๑.๑.๒ การใชก ลา มเนือ้ เล็ก
๑.๑.๒.๑ การเลน เคร่ืองเลนสมั ผัสและการสรา งจากแทงไม บล็อก
๑.๑.๒.๒ การเขยี นภาพและการเลน กับสี
๑.๑.๒.๓ การปน
๑.๑.๒.๔ การประดิษฐส ่ิงตางๆดวย เศษวัสดุ
๑.๑.๒.๕ การหยิบจบั การใชกรรไกร การฉกี การตดั การปะ และการรอยวัสดุ
๑.๑.๓ การรักษาสุขภาพอนามยั สว นตัว
๑.๑.๓.๑ การปฏบิ ัติตนตามสุขอนามัย สุขนิสยั ท่ีดีในกจิ วัตรประจําวนั
๑.๑.๔ การรกั ษาความปลอดภัย
๑.๑.๔.๑ การปฏิบัตติ นใหป ลอดภัยในกิจวัตรประจาํ วัน
๑.๑.๔.๒ การฟง นิทาน เร่ืองราว เหตุการณ เก่ยี วกับการปอ งกนั และรกั ษาความปลอดภัย
๑.๑.๔.๓ การเลน เคร่อื งเลนอยา งปลอดภัย
๑.๑.๔.๔ การเลน บทบาทสมมติเหตกุ ารณตา งๆ
๑.๑.๕ การตระหนกั รูเก่ยี วกบั รางกายตนเอง
๑.๑.๕.๑ การเคลื่อนไหวเพอื่ ควบคุมตนเองไปในทิศทาง ระดับ และพ้ืนที่
๑.๑.๕.๒ การเคล่ือนไหวขา มส่ิงกดี ขวาง
๑.๒ ประสบการณสําคญั ทีส่ งเสริมพัฒนาการดา นอารมณ จิตใจเปน การสนับสนนุ ใหเ ด็กไดแ สดงออกทาง
อารมณและความรสู ึกของตนเองท่ีเหมาะสมกับวัย ตระหนักถงึ ลกั ษณะพเิ ศษเฉพาะท่ีเปน อตั ลักษณ ความเปน ตัวของ
ตัวเอง มคี วามสุข รา เริงแจมใส การเห็นอกเห็นใจผอู ่ืนไดพัฒนาคุณธรรม จรยิ ธรรม สนุ ทรียภาพ ความรูส ึกที่ดตี อ ตนเอง
และความเชอ่ื ม่ันในตนเองขณะปฏิบตั ิกิจกรรมตางๆ ดังน้ี
๑.๒.๑ สนุ ทรียภาพ ดนตรี
๑.๒.๑.๑ การฟงเพลง การรองเพลง และการแสดงปฏิกิรยิ าโตตอบเสียงดนตรี
๑.๒.๑.๒ การเคลือ่ นไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี
๑.๒.๑.๓ การเลน บทบาทสมมติ
๑.๒.๑.๔ การทาํ กจิ กรรมศลิ ปะตางๆ
๑.๒.๑.๕ การสรา งสรรคส ่งิ สวยงาม
๑.๒.๒ การเลน
๑.๒.๒.๑ การเลนอิสระ
๑.๒.๒.๒ การเลน รายบคุ คล กลุมยอย กลุม ใหญ
๑.๒.๒.๓ การเลน ตามมมุ ประสบการณ
๑.๒.๒.๔ การเลน นอกหอ งเรียน
๑.๒.๓ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม
๑.๒.๓.๑ การปฏิบัตติ นตามหลักศาสนาท่นี บั ถือ
๑.๒.๓.๒ การฟงนิทานเกย่ี วกับคณุ ธรรม จริยธรรม
๑.๒.๓.๓ การรวมสนทนาแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นเชิงจริยธรรม
๑.๒.๔ การแสดงออกทางอารมณ
๑.๒.๔.๑ การสะทอ นความรูส กึ ของตนเองและผอู ่ืน
๑.๒.๔.๒ การเลนบทบาทสมมติ
๑.๒.๔.๓ การเคลื่อนไหวตามเสยี งเพลง/ดนตรี
๑.๒.๔.๔การรองเพลง
๑.๒.๔.๕ การทาํ งานศิลปะ
๑.๒.๕ การมอี ตั ลกั ษณเฉพาะตนและเชอื่ วา ตนเองมคี วามสามารถ
๑.๒.๕.๑ การปฏิบตั กิ ิจกรรมตา งๆตามความสามารถของตนเอง
๑.๒.๖ การเหน็ อกเห็นใจผูอ ืน่
๑.๒.๖.๑ การแสดงความยินดเี มอ่ื ผอู ่ืนมคี วามสขุ เห็นอกเห็นใจเม่ือผอู นื่ เศราหรือเสยี ใจ และการ
ชวยเหลือปลอบโยนเมอื่ ผูอ น่ื ไดร บั บาดเจ็บ
๑.๓ ประสบการณสําคัญที่สงเสริมพฒั นาการดานสงั คม เปนการสนับสนนุ ใหเด็กไดม โี อกาสปฏิสัมพันธก ับบุ
คลและสงิ่ แวดลอมตา งๆรอบตัวจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรมตางๆ ผานการเรยี นรูทางสงั คม เชน การเลน การทํางานกับผอู นื่
การปฏิบัตกิ ิจวัตรประจาํ วัน การแกป ญ หาขอ ขัดแยงตา งๆ
๑.๓.๑ การปฏบิ ัติกจิ วัตรประจาํ วัน
๑.๓.๑.๑ การชวยเหลือตนเองในกิจวตั รประจําวนั
๑.๓.๑.๒การปฏบิ ัติตนตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
๑.๓.๒ การดูแลรกั ษาธรรมชาติและส่ิงแวดลอม
๑.๓.๒.๑ การมีสวนรวมรบั ผิดชอบดแู ลรักษาสง่ิ แวดลอ มทง้ั ภายในและภายนอกหอ งเรียน
๑.๓.๒.๒ การทํางานศลิ ปะท่ีใชว ัสดุหรือสงิ่ ของทใ่ี ชแลว มาใชซํ้าหรือแปรรปู แลวนํากลับมาใชใ หม
๑.๓.๒.๓ การเพาะปลูกและดูแลตนไม
๑.๓.๒.๔ การเล้ียงสตั ว
๑.๓.๒.๕ การสนทนาขาวและเหตกุ ารณท ่ีเกี่ยวกับธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอมในชีวติ ประจาํ วนั
๑.๓.๓ การปฏิบัตติ ามวฒั นธรรมทองถิน่ ทอ่ี าศยั และความเปน ไทย
๑.๓.๓.๑ การเลนบทบาทสมมุตกิ ารปฏิบัติตนในความเปนคนไทย
๑.๓.๓.๒ การปฏบิ ัตติ นตามวฒั นธรรมทอ งถ่นิ ท่ีอาศยั และประเพณไี ทย
๑.๓.๓.๓ การประกอบอาหารไทย
๑.๓.๓.๔ การศึกษานอกสถานที่
๑.๓.๓.๕ การละเลน พื้นบา นของไทย
๑.๓.๔ การมีปฏิสัมพันธ มวี ินยั มีสวนรว ม และบทบาทสมาชิกของสงั คม
๑.๓.๔.๑ การรว มกาํ หนดขอ ตกลงของหองเรียน
๑.๓.๔.๒ การปฏบิ ตั ิตนเปนสมาชทิ ่ดี ีของหองเรยี น
๑.๓.๔.๓ การใหความรว มมือในการปฏิบตั ิกิจกรรมตาง ๆ
๑.๓.๔.๔ การดูแลหองเรียนรวมกนั
๑.๓.๔.๕ การรวมกิจกรรมวนั สําคญั
๑.๓.๕ การเลน แบบรวมมอื รวมใจ
๑.๓.๕.๑ การรว มสนทนาและแลกเปลยี่ นความคิดเหน็
๑.๓.๕.๒ การเลน และทาํ งานรวมกบั ผอู น่ื
๑.๓.๕.๓ การทาํ ศลิ ปะแบบรว มมอื
๑.๓.๖ การแกป ญหาความขัดแยง
๑.๓.๖.๑ การมีสวนรว มในการเลอื กวิธีการแกป ญ หา
๑.๓.๖.๒ การมสี วนรว มในการแกป ญหาความขัดแยง
๑.๓.๗ การยอมรับในความเหมอื นและความแตกตา งระหวา งบุคคล
๑.๓.๗.๑ การเลน หรอื ทํากจิ กรรมรวมกับกลุมเพื่อน
๑.๔ ประสบการณสําคัญท่ีสงเสริมพัฒนาการดา นสติปญ ญา เปน การสนับสนุนใหเ ดก็ ไดรบั รู เรยี นรสู ง่ิ ตา งๆรอบตวั
ผานการมีปฏิสมั พันธกับสง่ิ แวดลอม บุคคลและส่ือตางๆ ดว ยกระบวนการเรียนรทู ี่หลากหลาย เพ่อื เปด โอกาสใหเ ด็ก
พัฒนาการใชภ าษา จนิ ตนาการความคดิ สรา งสรรค การแกป ญ หา การคดิ เชงิ เหตผุ ล และการคดิ รวบยอดเกี่ยวกบั สิ่ง
ตา งๆ รอบตัวและมีความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตรที่เปนพ้นื ฐานของการเรยี นรใู นระดบั ทีส่ งู ขนึ้ ตอ ไป
๑.๔.๑ การใชภ าษา
๑.๔.๑.๑ การฟง เสียงตางๆ ในส่งิ แวดลอม
๑.๔.๑.๒ การฟงและปฏบิ ตั ิตามคาํ แนะนาํ
๑.๔.๑.๓ การฟง เพลง นทิ าน คําคลองจอง บทรอยกรงหรือเรอื่ งราวตา งๆ
๑.๔.๑.๔ การแสดงความคิด ความรูสึก และความตอ งการ
๑.๔.๑.๕ การพูดกบั ผูอ นื่ เกี่ยวกับประสบการณข องตนเอง หรือพดู เลา เร่ืองราวเก่ยี วกับตนเอง
๑.๔.๑.๖ การพดู อธิบายเกย่ี วกับสิง่ ของ เหตกุ ารณ และความสัมพันธข องส่ิงตา งๆ
๑.๔.๑.๗ การพดู อยางสรางสรรคใ นการเลน และการกระทําตา งๆ
๑.๔.๑.๘ การรอจงั หวะท่ีเหมาะสมในการพูด
๑.๔.๑.๙ การพูดเรียงลําดบั เพื่อใชในการสอ่ื สาร
๑.๔.๑.๑๐ การอา นหนงั สอื ภาพ นิทาน หลากหลายประเภท/รปู แบบ
๑.๔.๑.๑๑ การอา นอสิ ระตามลําพัง การอา นรวมกนั การอา นโดยมีผชู ีแ้ นะ
๑.๔.๑.๑๒ การเห็นแบบอยา งของการอานทถี่ กู ตอง
๑.๔.๑.๑๓ การสังเกตทิศทางการอานตัวอักษร คํา และขอความ
๑.๔.๑.๑๔ การอา นและชี้ขอความ โดยกวาดสายตาตามบรรทัดจากซายไปขวา จากบนลงลาง
๑.๔.๑.๑๕ การสังเกตตัวอกั ษรในช่ือของตน หรือคําคุนเคย
๑.๔.๑.๑๖ การสงั เกตตัวอกั ษรทปี่ ระกอบเปน คําผานการอานหรือเขยี นของผใู หญ
๑.๔.๑.๑๗ การคาดเดาคาํ วลี หรือประโยค ท่มี ีโครงสรางซํ้าๆกนั จากนิทาน เพลง คําคลอ งจอง
๑.๔.๑.๑๘ การเลนเกมทางภาษา
๑.๔.๑.๑๙ การเห็นแบบอยางของการเขียนทถ่ี กู ตอง
๑.๔.๑.๒๐ การเขยี นรว มกันตามโอกาส และการเขยี นอสิ ระ
๑.๔.๑.๒๑ การเขยี นคาํ ท่ีมีความหมายกบั ตวั เด็ก/คาํ คุน เคย
๑.๔.๑.๒๒ การคิดสะกดคําและเขียนเพื่อสอื่ ความหมายดว ยตนเองอยางอิสระ
๑.๔.๒ การคดิ รวบยอด การคิดเชิงเหตุผล การตัดสนิ ใจและแกป ญ หา
๑.๔.๒.๑ การสังเกตลักษณะ สว นประกอบ การเปลี่ยนแปลง และความสมั พนั ธข องสิง่ ตางๆ โดยใช
ประสาทสมั ผสั อยางเหมาะสม
๑.๔.๒.๒ การสงั เกตสิ่งตางๆ และสถานทจี่ ากมมุ มองท่ตี างกนั
๑.๔.๒.๓ การบอกและแสดงตําแหนง ทิศทาง และระยะทางของสง่ิ ตา งๆดวยการกระทาํ ภาพวาด
ภาพถา ย และรูปภาพ
๑.๔.๒.๔ การเลนกบั ส่ือตางๆทีเ่ ปนทรงกลม ทรงสเ่ี หลี่ยมมมุ ฉาก ทรงกระบอก กรวย
๑.๔.๒.๕ การคัดแยก การจัดกลุม และการจาํ แนกสง่ิ ตา งๆตามลกั ษณะและรปู ราง รูปทรง
๑.๔.๒.๖ การตอของชน้ิ เลก็ เติมในช้นิ ใหญใหสมบูรณ และการแยกชิ้นสวน
๑.๔.๒.๗ การทําซํ้า การตอ เตมิ และการสรางแบบรูป
๑.๔.๒.๘ การนบั และแสดงจาํ นวนของสงิ่ ตา งๆในชวี ติ ประจาํ วัน
๑.๔.๒.๙ การเปรยี บเทยี บและเรียงลําดับจํานวนของสง่ิ ตางๆ
๑.๔.๒.๑๐ การรวมและการแยกสง่ิ ตา งๆ
๑.๔.๒.๑๑ การบอกและแสดงอนั ดบั ที่ของสิ่งตางๆ
๑.๔.๒.๑๒ การช่งั ตวง วดั ส่งิ ตางๆโดยใชเครอ่ื งมือและหนวยทไ่ี มใ ชหนว ยมาตรฐาน
๑.๔.๒.๑๓ การจับคู การเปรียบเทยี บ และการเรียงลาํ ดบั สง่ิ ตา งๆ ตามลักษณะความยาว/ความสูง
นาํ้ หนกั ปรมิ าตร
๑.๔.๒.๑๔ การบอกและเรียงลําดับกจิ กรรมหรอื เหตูการณตามชว งเวลา
๑.๔.๒.๑๕ การใชภาษาทางคณิตศาสตรกับเหตกุ ารณในชีวติ ประจําวัน
๑.๔.๒.๑๖ การอธิบายเชอื่ มโยงสาเหตุและผลทเ่ี กิดข้นึ ในเหตุการณหรอื การกระทาํ
๑.๔.๒.๑๗ การคาดเดาหรอื การคาดคะเนส่ิงท่อี าจเกิดขน้ึ อยางมเี หตผุ ล
๑.๔.๒.๑๘ การมีสวนรว มในการลงความเห็นจากขอ มลู อยางมีเหตุผล
๑.๔.๒.๑๙ การตดั สนิ ใจและมสี ว นรว มในกระบวนการแกปญ หา
๑.๔.๓ จนิ ตนาการและความคดิ สรางสรรค
๑.๔.๓.๑ การรบั รู และแสดงความคิดความรสู กึ ผานสือ่ วัสดุ ของเลน และชิ้นงาน
๑.๔.๓.๒ การแสดงความคิดสรางสรรคผ านภาษา ทาทาง การเคลื่อนไหว และศิลปะ
๑.๔.๓.๓ การสรางสรรคช ้ินงานโดยใชร ูปรา งรปู ทรงจากวัสดุทห่ี ลากหลาย
๑.๔.๔ เจตคติที่ดีตอการเรียนรแู ละการแสวงหาความรู
๑.๔.๔.๑ การสาํ รวจสง่ิ ตา งๆ และแหลง เรยี นรรู อบตัว
๑.๔.๔.๒ การตงั้ คาํ ถามในเร่อื งทส่ี นใจ
๑.๔.๔.๓ การสืบเสาะหาความรเู พ่ือคน หาคําตอบของขอ สงสัยตา งๆ
๑.๔.๔.๔ การมีสว นรวมในการรวบรวมขอมลู และนาํ เสนอขอ มลู จากการสบื เสาะหาความรใู นรูปแบบ
ตา งๆและแผนภูมอิ ยา งงาย
สาระท่คี วรเรยี นรู
สาระทค่ี วรเรยี นรู เปนเรือ่ งราวรอบตัวเดก็ ทีน่ าํ มาเปนสื่อกลางในการจัดกจิ กรรมใหเด็กเกดิ แนวคิดหลงั จากนํา
สาระการเรียนรูนัน้ ๆ มาจดั ประสบการณใหเ ด็ก เพ่ือใหบรรลจุ ดั หมายที่กาํ หนดไวท ้ังนี้ ไมเ นน การทอ งจาํ เนอื้ หา ครู
สามารถกําหนดรายละเอยี ดขึน้ เองใหส อดคลอ งกบั วยั ความตอ งการ และความสนใจของเด็ก โดยใหเ ด็กไดเรียนรผู าน
ประสบการณสําคัญ ทัง้ นี้ อาจยืดหยุนเน้ือหาไดโ ดยคํานงึ ถงึ ประสบการณแ ละสิ่งแวดลอมในชวี ิตจรงิ ของเด็ก ดงั นี้
๒.๑ เรื่องราวเกยี่ วกับตัวเดก็ เด็กควรรจู ักชือ่ นามสกุล รปู รา งหนาตา รจู กั อวยั วะตา งๆ วธิ ีระวงั รกั ษารางกาย
ใหสะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี การรบั ประทานอาหารทเ่ี ปนประโยชน การระมัดระวงั ความปลอดภัยของตนเองจาก
ผอู ื่นและภัยใกลตวั รวมทั้งการปฏบิ ัติตอ ผอู น่ื อยา งปลอดภัย การรูจักความเปน มาของตนเองและครอบครัว การ
ปฏิบัตติ นเปนสมาชกิ ทีด่ ีของครอบครวั และโรงเรยี น การเคารพสิทธิของตนเองและผูอ่ืน การรูจ ักแสดงความคดิ เหน็ ของ
ตนเองและรบั ฟง ความคดิ เหน็ ของผูอน่ื การกํากบั ตนเอง การเลนและทาํ สิง่ ตางๆดวยตนเองตามลําพังหรือกับผูอืน่ การ
ตระหนกั รูเกี่ยวกบั ตนเอง ความภาคภมู ใิ จในตนเอง การสะทอ นการรบั รูอารมณแ ละความรูสึกของตนเองและผูอื่น การ
แสดงออกทางอารมณและความรสู ึกอยางเหมาะสม การแสดงมารยาททดี่ ี การมีคุณธรรมจริยธรรม
๒.๒ เรื่องราวเก่ียวกับบคุ คลและสถานทแ่ี วดลอ มเด็ก เด็กควรเรยี นรูเกย่ี วกบั ครอบครวั สถานศกึ ษา ชมุ ชน
และบุคคลตางๆ ท่ีเดก็ ตองเกยี่ วของหรอื ใกลชิดและมปี ฏสิ มั พนั ธในชีวิตประจําวัน สถานท่ีสําคัญ วันสําคัญ อาชีพของ
คนในชมุ ชน ศาสนา แหลงวฒั นาธรรมในชมุ ชน สญั ลักษณส ําคญั ของชาตไิ ทยและการปฏบิ ัตติ ามวัฒนธรรมทองถ่นิ และ
ความเปนไทย หรือแหลงเรยี นรจู ากภูมปิ ญ ญาทอ งถ่นิ อน่ื ๆ
๒.๓ ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรเู กย่ี วกบั ชือ่ ลักษณะ สวนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสมั พันธ
ของมนษุ ย สัตว พชื ตลอดจนการรจู กั เกีย่ วกบั ดนิ นาํ้ ทองฟา สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ แรง และพลงั งานใน
ชวี ติ ประจาํ วนั ท่ีแวดลอมเดก็ รวมทงั้ การอนรุ ักษสง่ิ แวดลอมและการรักษาสาธารณสมบัติ
๒.๔ สิ่งตางๆรอบตวั เด็ก เดก็ ควรเรยี นรูเก่ยี วกบั การใชภ าษาเพ่อื สือ่ ความหมายในชวี ิตประจาํ วนั ความรู
พนื้ ฐานเกย่ี วกบั การใชห นังสือและตวั หนังสอื รูจ ักชื่อ ลกั ษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปราง รปู ทรง ปริมาตร นํา้ หนัก
จาํ นวน สว นประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสมั พนั ธข องสิ่งตางๆรอบตวั เวลา เงิน ประโยชน การใชงาน และการ
เลือกใชสิ่งของเครื่องใช ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและการส่อื สารตา งๆ ท่ีใชอยูในชวี ิตประจาํ วันอยา ง
ประหยดั ปลอดภัยและรักษาส่งิ แวดลอม
การจดั ประสบการณ
การจดั ประสบการณสําหรบั เด็กปฐมวัยอายุ ๓ – ๖ ป เปน การจัดกจิ กรรมในลักษณะบูรณาการผา นการ
เลน การลงมอื กระทาํ จากประสบการณตรงอยางหลากหลาย เกดิ ความรู ทกั ษะ คุณธรรม จรยิ ธรรม รวมทงั้ เกิดการ
พัฒนาท้ังดา นรางกาย อารมณ จติ ใจ สังคม และสติปญ ญา ไมจ ัดเปน รายวชิ าโดยมหี ลักการ และแนวทางการจัด
ประสบการณ ดังน้ี
๑. หลกั การจัดประสบการณ
๑.๑ จดั ประสบการณการเลน และการเรียนรูหลากหลาย เพอื่ พฒั นาเดก็ โดยองครวมอยางสมดลุ และ
ตอ เนอื่ ง
๑.๒ เนนเด็กเปนสาํ คญั สนองความตอ งการ ความสนใจ ความแตกตางระหวางบคุ คลและบรบิ ทของ
สงั คมทเ่ี ดก็ อาศัยอยู
๑.๓ จัดใหเ ดก็ ไดรับการพัฒนา โดยใหความสําคญั กบั กระบวนการเรยี นรูและพัฒนาการของเดก็
๑.๔ จดั การประเมนิ พฒั นาการใหเ ปน กระบวนการอยา งตอ เนือ่ ง และเปน สว นหน่งึ ของการจัด
ประสบการณ พรอ มท้งั นําผลการประเมินมาพฒั นาเดก็ อยางตอเน่อื ง
๑.๕ ใหพ อแม ครอบครวั ชุมชน และทกุ ฝา ยท่ีเกยี่ วของมสี วนรว มในการพฒั นาเด็ก
๒. แนวทางการจัดประสบการณ
๒.๑ จัดประสบการณใหสอดคลอ งกับจติ วทิ ยาพัฒนาการและการทํางานของสมองทเี่ หมาะสมกบั อายุ
วฒุ ิภาวะและระดบั พฒั นาการ เพื่อใหเด็กทกุ คนไดพ ัฒนาเตม็ ตามศกั ยภาพ
๒.๒ จัดประสบการณใหสอดคลอ งกบั แบบการเรียนรูของเด็ก เดก็ ไดลงมอื กระทําเรยี นรูผา นประสา
สมั ผัสทัง้ หา ไดเคลื่อนไหว สํารวจ เลน สังเกต สืบคน ทดลอง และคดิ แกป ญหาดว ยตนเอง
๒.๓ จัดประสบการณแบบบูรณาการ โดยบรู ณาการทั้งกิจกรรม ทักษะ และสาระการเรียนรู
๒.๔ จดั ประสบการณใหเด็กไดร ิเริม่ คิด วางแผน ตัดสนิ ใจลงมือกระทาํ และนําเสนอความคิดโดยครู
หรอื ผูจัดประสบการณเ ปน ผูสนับสนนุ อาํ นวยความสะดวก และเรียนรูรวมกบั เดก็
๒.๕ จดั ประสบการณใหเ ด็กมีปฏสิ ัมพนั ธก ับเด็กอ่ืนกับผใู หญ ภายใตสภาพแวดลอมทีเ่ อือ้ ตอการ
เรยี นรู ในบรรยากาศทอ่ี บอนุ มคี วามสุข และเรียนรูก ารทาํ กิจกรรมแบบรวมมอื ในลักษณะตางๆกนั
๒.๖ จดั ประสบการณใหเด็กมีปฏสิ มั พนั ธกับสื่อและแหลง การเรียนรห่ี ลากหลายและอยูในวิถชี วี ิตของ
เดก็
๒.๗ จัดประสบการณทสี่ งเสริมลกั ษณะนิสยั ทดี่ ีและทักษะการใชชวี ิตประจาํ วันตลอดจนสอดแทรก
คุณธรรมจริยธรรมใหเปนสวนหนง่ึ ของการจดั ประสบการณก ารเรียนรอู ยางตอ เนือ่ ง
๒.๘ จัดประสบการณทั้งในลักษณะทดี่ ีการวางแผนไวลวงหนาและแผนทเ่ี กดิ ขน้ึ ในสภาพจริงโดยไมได
คาดการณไ ว
๒.๙ จัดทําสารนทิ ัศนด ว ยการรวบรวมขอ มลู เก่ียวกบั พัฒนาการและการเรียนรขู องเด็กเปน รายบุคคล
นาํ มาไตรตรองและใชใหเปนประโยชนตอ การพัฒนาเดก็ และการวิจัยในชัน้ เรียน
๒.๑๐ จัดประสบการณโดยใหพอ แม ครอบครัว และชุมชนมสี ว นรวมทง้ั การวางแผน การสนับสนุนสอ่ื
แหลงเรียนรู การเขา รว มกจิ กรรม และการประเมินพัฒนาการ
๓. การจดั กิจกรรมประจําวนั
กิจกรรมสาํ หรับเดก็ อายุ ๓ – ๖ ปบ ริบูรณ สามารถนํามาจัดเปนกิจกรรมประจาํ วนั ไดหลายรูปแบบเปน การ
ชวยใหครูผูสอนหรอื ผจู ัดประสบการณทราบวาแตละวันจะทํากิจกรรมอะไร เมือ่ ใด และอยางไร ท้งั นี้ การจัดกิจกรรม
ประจําวันสามารถจดั ไดหลายรูปแบบ ขึ้นอยูกับความเหมาะสมในการนําไปใชข องแตละหนวยงานและสภาพชมุ ชน ท่ี
สาํ คัญครูผูสอนตองคาํ นึงถงึ การจัดกิจกรรมใหครอบคลมุ พัฒนาการทุกดา นการจดั กิจกรรมประจําวันมหี ลกั การจดั และ
ขอบขา ยกิจกรรมประจาํ วนั ดงั น้ี
๓.๑ หลกั การจดั กิจกรรมประจาํ วัน
๑. กําหนดระยะเวลาในการจดั กิจกรรมแตละกจิ กรรมใหเหมาะสมกบั วัยของเดก็ ในแตละวนั แต
ยดื หยนุ ไดตามความตอ งการและความสนใจของเดก็ เชน
วยั ๓-๔ ป มคี วามสนใจชวงสั้นประมาณ ๘-๑๒ นาที
วัย ๔ – ๕ ป มีความสนใจอยูไ ดป ระมาณ ๑๒-๑๕ นาที
วัย ๕-๖ ป มคี วามสนใจอยไู ดประมาณ ๑๕- ๒๐ นาที
๒. กิจกรรมท่ีตองใชความคิดทั้งในกลมุ เล็กและกลุมใหญ ไมควรใชเ วลาตอ เนื่องนานเกินกวา ๒๐ นาที
๓. กิจกรรมทเ่ี ด็กมีอิสระเลอื กเลนเสรี เพื่อชวยใหเด็กรจู กั เลือกตัดสนิ ใจ คดิ แกป ญ หา คิดสรา งสรรค
เชน การเลนตามมุม การเลนกลางแจง ฯลฯ ใชเวลาประมาณ ๔๐-๖๐ นาที
๔. กิจกรรมควรมคี วามสมดุลระหวา งกิจกรรมในหอ งและนอกหอ ง กิจกรรมท่ใี ชก ลามเน้ือใหญแ ละ
กลา มเนื้อเลก็ กิจกรรมทเ่ี ปน รายบคุ คล กลมุ ยอ ยและกลุมใหญ กจิ กรรมทีเ่ ด็กเปนผูรเิ ร่ิมและครูผูสอนหรอื ผจู ัด
ประสบการณเปน ผูรเิ ร่ิม และกจิ กรรมท่ีใชก ําลังและไมใ ชก ําลัง จดั ใหค รบทุกประเภท ท้งั น้ี กิจกรรมทีต่ อ งออกกําลงั
กายควรจดั สลบั กบั กจิ กรรมทีไ่ มตอ งออกกําลังมากนกั เพอ่ื เด็กจะไดไมเหนอ่ื ยเกินไป
๓.๒ ขอบขา ยของกจิ กรรมประจําวัน
การเลอื กกิจกรรมที่จะนํามาจดั ในแตล ะวันสามารถจัดไดหลายรปู แบบ ท้งั นี้ ข้ึนอยูกับความเหมาะสมในการ
นําไปใชของแตล ะหนว ยงานและสภาพชุมชน ที่สําคญั ครูผสู อนตอ งคาํ นึกถงึ การจดั กจิ กรรมใหครอบคลมุ พัฒนาการทกุ
ดาน ดงั ตอ ไปนี้
๓.๒.๑ การพฒั นากลามเน้อื ใหญ เปนการพฒั นาความแขง็ แรง การทรงตัว ความยดื หยุน ความคลองแคลวใน
การใชอ วยั วะตา ง ๆ และจงั หวะการเคลื่อนไหวในการใชกลา มเน้อื ใหญ โดยจัดกิจกรรมใหเ ด็กไดเลน อสิ ระกลางแจง เลน
เครอ่ื งเลนสนาม ปนปายเลนอิสระ เคลื่อนไหวรา งกายตามจังหวะดนตรี
๓.๒.๒ การพัฒนาการกลามเนอื้ เล็ก เปน การพัฒนาความแขง็ แรงของกลามเนอ้ื เลก็ กลา มเนื้อมือ-น้ิวมอื การ
ประสานสัมพันธระหวางกลา มเนือ้ มอื และระบบประสาทตามอื ไดอยา งคลอ งแคลวและประสานสมั พันธ โดยจดั กิจกรรม
ใหเดก็ ไดเ ลน เครือ่ งสมั ผัส เลนเกมการศกึ ษา ฝกชวยเหลือตนเองในการแตงกาย หยบิ จับชอ นสอม และใชอุปกรณศลิ ปะ
เชน สเี ทยี น กรรไกร พูกัน ดินเหนียว ฯลฯ
๓.๒.๓ การพัฒนาการอารมณ จติ ใจ และปลกู ฝงคณุ ธรรม จรยิ ธรรม เปน การปลกู ฝงใหเ ด็กมีความรสู ึกท่ดี ี
ตอตนเองและผอู นื่ มคี วามเชื่อมน่ั กลา แสดงออก มีวินยั รบั ผิดชอบ ซอื่ สัตย ประหยดั เมตตากรุณา เอื้อเฟอ แบงปน มี
มารยาทและปฏบิ ัตติ นตามวัฒนธรรมไทยและศาสนาที่นบั ถอื โดยจดั กจิ กรรมตางๆ ผา นการเลน ใหเ ด็กไดม โี อกาส
ตัดสินใจเลือก ไดร บั การตอบสนองตาความตองการไดฝ กปฏิบัติโดยสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมอยา งตอเนือ่ ง
๓.๒.๔ การพัฒนาสงั คมนสิ ัย เปน การพฒั นาใหเ ดก็ มลี กั ษณะนสิ ัยท่ีดี แสดงออกอยา งเหมาะสมและอยรู ว มกบั
ผูอ ืน่ ไดอ ยา งมคี วามสขุ ชว ยเหลอื ตนเองในการทํากจิ วัตรประจาํ วันมนี ิสัยรักการทาํ งาน ระมัดระวงั ความปลอดภยั ของ
ตนเองและผูอืน่ โดยรวมทง้ั ระมดั ระวงั อนั ตรายจากคนแปลกหนา ใหเ ด็กไดปฏบิ ัตกิ ิจวตั รประจาํ วนั อยางสมํา่ เสมอ เชน
รับประทานอาหาร พักผอนนอนหลบั ขับถาย ทําความสะอาดรา งกาย เลน และทาํ งานรว มกับผูอืน่ ปฏบิ ัตติ ามกฎกตกิ า
ขอตกลงของรว มรวม เก็บของเขา ท่เี มือ่ เลนหรอื ทํางานเสร็จ
๓.๒.๕ การพฒั นาการคดิ เปนการพัฒนาใหเ ด็กมีความสามารถในการคิดแกป ญหาความ คดิ รวบยอด
ทางคณิตศาสตร และคดิ เชงิ เหตุผลทางคณิตศาสตรแ ละวทิ ยาศาสตรโดยจัดกจิ กรรมใหเ ดก็ ไดส นทนา อภิปรายและ
เปลยี่ นความคดิ เหน็ เชญิ วทิ ยากรมาพดู คยุ กบั เด็ก ศึกษานอกสถานท่ี เลน เกมการศกึ ษา ฝกการแกปญหาใน
ชวี ิตประจาํ วัน ฝกออกแบบและสรางชิ้นงาน และทาํ กจิ กรรมท้ังเปนกลุมยอย กลมุ ใหญและรายบคุ คล
๓.๒.๖ การพัฒนาภาษา เปนการพัฒนาใหเดก็ ใชภาษาสอ่ื สารถายทอดความรูส ึกนึกคิด ความรูความ
เขาใจในสงิ่ ตา งๆ ท่เี ดก็ มีประสบการณโ ดยสามารถต้ังคาํ ถามในสิ่งทสี่ งสยั ใครร ู จัดกิจกรรมทางภาษาใหมีความ
หลากหลายในสภาพแวดลอมที่เอื้อตอการเรียนรู มุง ปลกู ฝงใหเดก็ ไดก ลา แสดงออกในการฟง พูด อาน เขยี น มีนิสยั รัก
การอาน และบุคคลแวดลอ มตอ งเปนแบบอยา งที่ดีในการใชภาษา ทั้งน้ีตองคาํ นึกถึงหลักการจดั กิจกรรมทางภาษาท่ี
เหมาะสมกับเดก็ เปนสําคัญ
๓.๒.๗ การสงเสริมจินตนาการและความคิดสรางสรรค เปนการสง เสริมใหเ ด็กมคี วามคิดรเิ ริม่
สรางสรรค ไดถ า ยทอดอารมณความรสู ึกและเห็นความสวยงามของสงิ่ ตา งๆ โดยจัดกิจกรรมศิลปะสรา งสรรคดนตรี การ
เคลอื่ นไหวและจังหวะตามจินตนาการ ประดิษฐส ิ่งตางๆ อยางอสิ ระ เลนบทบาทสมมุติ เลน น้าํ เลนทราย เลนบล็อก
และเลนกอ สราง
การสรา งบรรยากาศการเรยี นรู
การจัดสภาพแวดลอมในสถานศึกษา มีความสําคัญตอเดก็ เนอ่ื งจากธรรมชาติของเดก็ ในวัยนสี้ นใจที่จะเรยี นรู
คนควา ทดลอง และตอ งการสมั ผัสกบั ส่งิ แวดลอมรอบๆตวั ดังนน้ั การจัดเตรยี มสิง่ แวดลอ มอยา งเหมาะสมตามความ
ตอ งการของเดก็ จงึ มีความสาํ คญั ทเี่ กยี่ วขอ งกับพฤติกรรมและการเรยี นรขู องเด็ก เด็กสามารถเรียนรูจากการเลน ทีเ่ ปน
ประสบการณตรงท่ีเกดิ จากการรบั รูด วยประสาทสัมผสั ทัง้ หา จงึ จําเปน ตอ งจัดสิง่ แวดลอมในสถานศึกษาใหสอดคลองกับ
สภาพ และความตองการของหลักสตู ร เพอื่ สงผลใหบ รรลจุ ดุ หมายในการพฒั นาเด็ก
การจดั สภาพแวดลอ มคํานงึ ถึงส่ิงตอ ไปนี้
๑. ความสะอาด ความปลอดภัย
๒. ความมอี สิ ระอยา งมขี อบเขตในการเลน
๓. ความสะดวกในการทํากจิ กรรม
๔. ความพรอ มของอาคารสถานที่ เชน หองเรยี น หองนา้ํ หอ งสวม สนามเด็กเลน ฯลฯ
๕. ความเพียงพอเหมาะสมในเรอื่ งขนาด นา้ํ หนัก จาํ นวน สีของสื่อและเคร่อื งเลน
๖. บรรยากาศในการเรียนรู การจัดท่ีเลน และมมุ ประสบการณต า ง ๆ สภาพแวดลอมภายในหอ งเรยี น
หลักสาํ คัญในการจดั ตอ งคาํ นึงถงึ ความปลอดภัย ความสะอาด เปาหมายการพฒั นาเดก็ ความเปนระเบยี บ
ความเปน ตัวของเดก็ เอง ใหเด็กเกดิ ความรูสกึ อบอุน มนั่ ใจ และมีความสขุ ซ่ึงอาจจัดแบงพ้นื ที่ใหเ หมาะสมกบั การ
ประกอบกจิ กรรมตามหลกั สตู ร ดงั นี้
๑. พื้นทอ่ี าํ นวยความสะดวกเพือ่ เดก็ และผสู อน
๑.๑ ทีแ่ สดงผลงานของเดก็ อาจจัดเปนแผนปาย หรอื ทแี่ ขวนผลงาน
๑.๒ ท่เี กบ็ แฟมผลงานของเด็ก อาจจัดทาํ เปนกลองหรือจดั ใสแฟม รายบุคคล
๑.๓ ทีเ่ ก็บเครอ่ื งใชสว นตัวของเดก็ อาจทาํ เปน ชองตามจํานวนเดก็
๑.๔ ท่ีเก็บเคร่อื งใชของผูสอน เชน อุปกรณการสอน ของสว นตวั ผสู อน ฯลฯ
๑.๕ ปายนเิ ทศตามหนว ยการสอนหรอื สงิ่ ท่ีเด็กสนใจ
๒. พื้นทีป่ ฏิบตั กิ ิจกรรมและการเคลอ่ื นไหว ตองกาํ หนดใหช ดั เจน ควรมีพืน้ ท่ที เ่ี ดก็ สามารถจะทาํ งานไดด วย
ตนเอง และทํากิจกรรมดว ยกนั ในกลุมเล็ก หรือกลุมใหญ เด็กสามารถเคล่อื นไหวไดอ ยางอิสระจากกิจกรรมหนึ่งไปยงั
กิจกรรมหนึง่ โดยไมร บกวนผอู ื่น
๓. พ้นื ทจี่ ัดมุมเลนหรอื มุมประสบการณ สามารถจดั ไดตามความเหมาะสมขนึ้ อยูกบั สภาพของหองเรยี น จดั แยก
สว นทใี่ ชเ สียงดงั และเงยี บออกจากกัน เชน มุมบล็อกอยูห างจากมมุ หนังสอื
มุมบทบาทสมมตอิ ยูตดิ กบั มมุ บล็อก มมุ วิทยาศาสตรอ ยใู กลมุมศิลปะฯ ลฯ ท่ีสาํ คัญจะตอ งมีของเลน วสั ดุอปุ กรณในมมุ
อยา งเพียงพอตอการเรยี นรูของเด็ก การเลน ในมมุ เลนอยางเสรี มกั ถกู กําหนดไวในตารางกจิ กรรมประจําวัน เพ่ือให
โอกาสเด็กไดเลน อยางเสรปี ระมาณวันละ ๖๐ นาทกี ารจัดมมุ เลนตา งๆ ผูสอนควรคาํ นึงถึงสง่ิ ตอไปน้ี
๓.๑ ในหอ งเรียนควรมีมมุ เลน อยางนอย ๓-๕ มมุ ทัง้ น้ีขน้ึ อยูกบั พ้ืนที่ของหอง
๓.๒ ควรไดมกี ารผลดั เปลยี่ นสื่อของเลน ตามมุมบาง ตามความสนใจของเดก็
๓.๓ ควรจัดใหม ีประสบการณท ี่เด็กไดเรยี นรูไปแลว ปรากฏอยใู นมมุ เลน เชน เดก็ เรยี นรเู รอื่ งผีเสื้อ ผูสอน
อาจจัดใหมีการจําลองการเกิดผเี สอ้ื ลองไวใ หเ ดก็ ดูในมมุ ธรรมชาตศิ กึ ษาหรือมมุ วทิ ยาศาสตร ฯลฯ
๓.๔ ควรเปดโอกาสใหเด็กมีสวนรวมในการจดั มุมเลน ทงั้ นี้เพอ่ื จงู ใจใหเ ด็กรูสกึ เปน เจาของ อยากเรียนรู
อยากเขา เลน
๓.๕ ควรเสริมสรางวินยั ใหกบั เด็ก โดยมีขอตกลงรวมกนั วา เม่อื เลนเสรจ็ แลวจะตองจัดเก็บอุปกรณทกุ
อยา งเขาทใ่ี หเรียบรอยสภาพแวดลอมนอกหองเรยี น คอื การจัดสภาพแวดลอ มภายในอาณาบริเวณรอบ ๆ สถานศึกษา
รวมท้ังจัดสนามเด็กเลน พรอ มเครื่องเลน สนาม จดั ระวังรกั ษาความปลอดภยั ภายในบริเวณสถานศึกษาและบรเิ วณรอบ
นอกสถานศกึ ษา ดแู ลรักษาความสะอาด ปลูกตน ไมใ หค วามรมรืน่ รอบๆบรเิ วณสถานศกึ ษา สิ่งตา งๆเหลา น้ีเปนสวน
หนึ่งทส่ี ง ผลตอการเรยี นรูแ ละพฒั นาการของเด็ก
บริเวณสนามเดก็ เลน ตอ งจัดใหสอดคลองกับหลักสตู ร ดงั น้ี
สนามเด็กเลน มพี ื้นผิวหลายประเภท เชน ดนิ ทราย หญา พน้ื ที่สําหรับเลนของเลน ทีม่ ีลอ รวมทง้ั ที่
รม ที่โลงแจง พนื้ ดินสาํ หรับขดุ ทเี่ ลนน้ํา บอ ทราย พรอ มอปุ กรณป ระกอบการเลน เคร่อื งเลน สนามสาํ หรบั
ปนปา ย ทรงตวั ฯลฯ ทงั้ นี้ตอ งไมติดกับบรเิ วณท่มี ีอนั ตราย ตอ งหม่ันตรวจตราเคร่อื งเลนใหอ ยูในสภาพแขง็ แรง
ปลอดภยั อยเู สมอ และหมั่นดแู ลเรอ่ื งความสะอาด
ท่ีนงั่ เลน พกั ผอน จัดที่นงั่ ไวใตตนไมมีรม เงา อาจใชก จิ กรรมกลมุ ยอ ย ๆ หรอื กิจกรรมท่ีตอ งการความ
สงบ หรืออาจจัดเปน ลานนทิ รรศการใหความรแู กเดก็ และผูปกครองบรเิ วณธรรมชาติ ปลกู ไมดอก ไมป ระดบั พชื ผัก
สวนครวั หากบรเิ วณสถานศกึ ษา มไี มมากนกั อาจปลกู พชื ในกระบะหรือกระถาง
ส่อื และแหลง เรยี นรู
สอื่ ประกอบการจัดกิจกรรมเพอ่ื พฒั นาเด็กปฐมวัยทง้ั ทางดานรา งกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญา ควรมี
สื่อทั้งท่เี ปนประเภท ๒ มิติ และ/หรอื ๓ มติ ิ ทเ่ี ปน สอื่ ของจรงิ สื่อธรรมชาติ ส่ือทีอ่ ยใู กลตวั เด็ก สอื่ สะทอน
วัฒนธรรม สือ่ ที่ปลอดภัยตอ ตัวเดก็ สอ่ื เพ่อื พฒั นาเด็กในดานตางๆใหครบทุกดานสื่อท่ีเอ้อื ใหเด็กเรียนรูผ านประสาท
สัมผัสทั้งหา โดยการจดั การใชส ื่อเร่มิ ตน จาก ส่อื ของจริง ภาพถาย ภาพโครงรา ง และ สญั ลักษณ ท้ังนีก้ ารใชส่อื ตอ ง
เหมาะสมกับวยั วุฒภิ าวะ ความแตกตางระหวา งบุคคล ความสนใจและความตอ งการของเด็กทีห่ ลากหลาย ตัวอยา งส่ือ
ประกอบการจดั กิจกรรม มดี ังนี้
กจิ กรรมเสรี /การเลนตามมุม
๑. มมุ บทบาทสมมติ อาจจัดเปน มุมเลน ดงั น้ี
๑.๑ มุมบาน
ของเลนเครือ่ งใชในครัวขนาดเล็ก หรือของจําลอง เชน เตา กระทะ ครก กาน้าํ
เขียง มีดพลาสติก หมอ จาน ชอน ถวยชาม กะละมัง ฯลฯ
เครอ่ื งเลน ตกุ ตา เสอื้ ผาตุก ตา เตียง เปลเดก็ ตุกตา
เครอ่ื งแตงบานจําลอง เชน ชุดรับแขก โตะเคร่ืองแปง หมอนองิ กระจกขนาดเห็นเต็มตวั
หวี ตลบั แปง ฯลฯ
เคร่อื งแตงกายบุคคลอาชพี ตาง ๆ ที่ใชแ ลว เชน ชดุ เคร่อื งแบบทหาร ตาํ รวจ
ชุดเส้ือผา ผใู หญชายและหญงิ รองเทา กระเปาถือทไ่ี มใ ชแ ลว ฯลฯ
โทรศัพท เตารดี จําลอง ทร่ี ีดผาจาํ ลอง
ภาพถายและรายการอาหาร
๑.๒ มุมหมอ
- เครือ่ งเลน จําลองแบบเครื่องมอื แพทยแ ละอุปกรณก ารรกั ษาผปู วย เชน หฟู ง
เสอื้ คลมุ หมอ ฯลฯ
อปุ กรณส าํ หรับเลียนแบบการบันทกึ ขอมูลผูปวย เชน กระดาษ ดินสอ ฯลฯ
๑.๓ มุมรา นคา
กลองและขวดผลิตภัณฑต า งๆที่ใชแ ลว
อุปกรณป ระกอบการเลน เชน เครื่องคดิ เลข ลูกคิด ธนบตั รจาํ ลอง ฯลฯ
๒. มมุ บลอ็ ก
ไมบลอ็ กหรอื แทง ไมท ่มี ีขนาดและรปู ทรงตางๆกนั จาํ นวนตง้ั แต ๕๐ ชน้ิ ข้ึนไป
ของเลนจําลอง เชน รถยนต เคร่ืองบนิ รถไฟ คน สตั ว ตนไม ฯลฯ
ภาพถายตางๆ
- ท่ีจัดเก็บไมบ ล็อกหรอื แทงไมอ าจเปนช้นั ลังไมห รอื พลาสตกิ แยกตามรปู ทรง ขนาด
๓. มุมหนังสอื
หนงั สอื ภาพนิทาน สมุดภาพ หนังสือภาพทีม่ คี ําและประโยคสั้น ๆพรอมภาพ
ช้ันหรอื ท่วี างหนงั สือ
อุปกรณต า ง ๆ ท่ีใชในการสรางบรรยากาศการอา น เชน เสือ่ พรม หมอน ฯลฯ
สมุดเซน็ ยมื หนงั สือกลบั บาน
อุปกรณส าํ หรบั การเขียน
อุปกรณเ สริม เชน เคร่ืองเลนเทป ตลบั เทปนทิ านพรอมหนงั สือนทิ าน หูฟง ฯลฯ
๔. มุมวทิ ยาศาสตร หรือมุมธรรมชาตศิ ึกษา
วัสดุตา ง ๆ จากธรรมชาติ เชน เมล็ดพชื ตา ง ๆ เปลอื กหอย ดิน หนิ แร ฯลฯ
เครื่องมอื เครือ่ งใชใ นการสํารวจ สังเกต ทดลอง เชน แวนขยาย แมเหล็ก เข็มทิศ
เครือ่ งชง่ั ฯลฯ
๕.มุมอาเซียน
ธงของแตล ะประเทศในกลมุ ประเทศอาเซยี น
คํากลา วทักทายของแตละประเทศ
ภาพการแตง กายประจาํ ชาติในกลุม ประเทศอาเซียน
กจิ กรรมสรางสรรค ควรมวี ัสดุ อปุ กรณ ดังน้ี
๑. การวาดภาพและระบายสี
- สีเทยี นแทงใหญ สไี ม สีชอลก สนี ้ํา
- พกู ันขนาดใหญ (ประมาณเบอร ๑๒ )
- กระดาษ
- เส้อื คลุม หรอื ผา กันเปอน
๒. การเลนกบั สี
การเปา สี มี กระดาษ หลอดกาแฟ สนี ้ํา
การหยดสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ พกู ัน สนี า้ํ
การพบั สี มี กระดาษ สีนา้ํ พกู นั
การเทสี มี กระดาษ สนี าํ้
การละเลงสี มี กระดาษ สีนํ้า แปงเปยก
๓. การพมิ พภาพ
แมพมิ พตาง ๆ จากของจริง เชน น้วิ มือ ใบไม กา นกลวย ฯลฯ
แมพิมพจากวัสดอุ นื่ ๆ เชน เชือก เสน ดาย ตรายาง ฯลฯ
กระดาษ ผา เช็ดมอื สโี ปสเตอร (สีนาํ้ สีฝุน ฯลฯ)
๔.การปน เชน ดินนา้ํ มนั ดนิ เหนยี ว แปงโดว แผนรองปน แมพ ิมพร ปู ตาง ๆ ไมน วดแปง ฯลฯ
๕.การพบั ฉีก ตัดปะ เชน กระดาษ หรือวสั ดอุ นื่ ๆท่จี ะใชพบั ฉีก ตดั ปะ กรรไกรขนาดเล็ก
ปลายมน กาวนาํ้ หรอื แปง เปยก ผาเชด็ มอื ฯลฯ
๖. การประดษิ ฐเศษวัสดุ เชน เศษวัสดุตาง ๆ มกี ลองกระดาษ แกนกระดาษ เศษผา เศษไหม กาว กรรไกร สี
ผาเช็ดมอื ฯลฯ
๗. การรอย เชน ลกู ปด หลอดกาแฟ หลอดดาย ฯลฯ
๘.การสาน เชน กระดาษ ใบตอง ใบมะพรา ว ฯลฯ
๙. การเลน พลาสติกสรา งสรรค พลาสตกิ ช้ินเล็ก ๆ รปู ทรงตาง ๆ ผเู ลน สามารถนาํ มาตอ เปน รูปแบบตา ง ๆ
ตามความตองการ
๑๐.การสรางรูป เชน จากกระดานปกหมุด จากแปน ตะปูท่ีใชหนงั ยางหรือเชือก ผูกดงึ ใหเ ปน รูปรางตาง ๆ เกม
การศกึ ษา ตัวอยา งส่ือประเภทเกมการศกึ ษามีดงั น้ี
๑. เกมจบั คู
จับครู ูปรา งทเี่ หมือนกนั
จับคูภาพเงา
จับคูภาพทซี่ อนอยูใ นภาพหลัก
จบั คูสง่ิ ท่ีมคี วามสัมพนั ธกนั ส่งิ ท่ีใชค กู นั
จบั คูภ าพสวนเตม็ กบั สว นยอ ย
จับคูภาพกับโครงราง
จับคภู าพชน้ิ สว นท่หี ายไป
จับคภู าพที่เปน ประเภทเดยี วกนั
จับคูภาพที่ซอ นกนั
จับคูภาพสมั พนั ธแ บบตรงกันขา ม
จบั คภู าพที่สมมาตรกัน
จับคูแบบอปุ มาอุปไมย
จับคูแบบอนุกรม
๒. เกมภาพตัดตอ
ภาพตัดตอ ท่ีสัมพันธก ับหนวยการเรยี นตาง ๆ เชน ผลไม ผัก ฯลฯ
๓. เกมจัดหมวดหมู
ภาพสง่ิ ตา ง ๆ ทน่ี ํามาจดั เปนพวก ๆ
ภาพเกีย่ วกบั ประเภทของใชในชีวิตประจําวัน
ภาพจัดหมวดหมตู ามรูปราง สี ขนาด รปู ทรงเรขาคณติ
๔. เกมวางภาพตอ ปลาย (โดมโิ น)
โดมโิ นภาพเหมอื น
โดมโิ นภาพสมั พันธ
๕. เกมเรยี งลาํ ดับ
เรยี งลําดับภาพเหตุการณต อเนื่อง
เรยี งลําดับขนาด
๖. เกมศกึ ษารายละเอยี ดของภาพ (ล็อตโต)
๗. เกมจบั คแู บบตารางสัมพันธ (เมตรกิ เกม)
๘. เกมพน้ื ฐานการบวก
กจิ กรรมเสริมประสบการณ /กจิ กรรมในวงกลม ตัวอยางสือ่ มดี ังน้ี
๑.ส่ือของจรงิ ทีอ่ ยใู กลตวั และสอ่ื จากธรรมชาติหรือวัสดุทอ งถนิ่ เชน ตนไม ใบไม เปลือกหอย เสอื้ ผา ฯลฯ
๒. ส่อื ท่จี ําลองขึ้น เชน ลกู โลก ตุกตาสตั ว ฯลฯ
๓. ส่ือประเภทภาพ เชน ภาพพลิก ภาพโปสเตอร หนงั สอื ภาพ ฯลฯ
๔. สอ่ื เทคโนโลยี เชน วทิ ยุ เคร่อื งบนั ทึกเสยี ง เคร่อื งขยายเสยี ง โทรศพั ท
กจิ กรรมกลางแจง ตัวอยา งส่อื มดี ังนี้
๑. เคร่อื งเลน สนาม เชน เครือ่ งเลนสําหรบั ปนปาย เคร่อื งเลนประเภทลอ เลื่อน ฯลฯ
๒. ทเ่ี ลน ทราย มที รายละเอียด เคร่ืองเลน ทราย เคร่อื งตวง ฯลฯ
๓. ทเ่ี ลนนาํ้ มีภาชนะใสน ํ้าหรอื อางนํ้าวางบนขาตง้ั ท่ีม่นั คง ความสูงพอทเ่ี ด็กจะยนื ไดพ อดี เส้ือคลุมหรือผากัน
เปอนพลาสติก อุปกรณเ ลน นาํ้ เชน ถวยตวง ขวดตา งๆ สายยาง กรวยกรอกนาํ้ ตุกตายาง ฯลฯ
กจิ กรรมเคลอ่ื นไหวและจงั หวะ ตวั อยางสอื่ มีดงั น้ี
๑. เครื่องเคาะจงั หวะ เชน ฉงิ่ เหล็กสามเหลยี่ ม กรับ ราํ มะนา กลอง ฯลฯอุปกรณประกอบการ
เคลอ่ื นไหว เชน หนงั สอื พมิ พ ริบบิ้น แถบผา หว ง
๒. หวาย ถุงทราย ฯลฯ
การเลือกสอื่ มวี ิธกี ารเลือกสื่อ ดังนี้
๑. เลอื กใหตรงกบั จดุ มงุ หมายและเรอ่ื งทส่ี อน
๒. เลือกใหเหมาะสมกับวยั และความสามารถของเด็ก
๓. เลอื กใหเ หมาะสมกับสภาพแวดลอมของทอ งถิน่ ทเี่ ดก็ อยหู รอื สถานภาพของสถานศึกษา
๔. มีวธิ กี ารใชงา ย และนาํ ไปใชไดห ลายกจิ กรรม
๕. มคี วามถกู ตอ งตามเนื้อหาและทันสมยั
๖. มคี ณุ ภาพดี เชน ภาพชัดเจน ขนาดเหมาะสม ไมใชส ีสะทอนแสง
๗. เลอื กสือ่ ทเ่ี ดก็ เขาใจงา ยในเวลาสั้น ๆ ไมซ บั ซอน
๘. เลอื กสื่อทส่ี ามารถสัมผัสได
๙. เลือกสือ่ เพือ่ ใชฝก และสง เสริมการคิดเปน ทาํ เปน และกลาแสดงความคิดเหน็ ดวยความม่นั ใจ
การจดั หาสอ่ื สามารถจัดหาไดห ลายวิธี คือ
๑. จัดหาโดยการขอยืมจากแหลง ตางๆ เชน ศนู ยส่อื ของสถานศึกษาของรัฐบาล หรือ สถานศกึ ษาเอกชน ฯลฯ
๒.จดั ซือ้ สอ่ื และเคร่ืองเลน โดยวางแผนการจัดซือ้ ตามลําดับความจําเปน เพอื่ ใหส อดคลองกับงบประมาณท่ีทาง
สถานศกึ ษาสามารถจัดสรรใหและสอดคลอ งกับแผนการจัดประสบการณ
๓.ผลติ สื่อและเคร่ืองเลน ขนึ้ ใชเ องโดยใชวัสดุที่ปลอดภัยและหางายเปน เศษวัสดเุ หลอื ใช
ท่ีมอี ยใู นทองถ่ินนน้ั ๆ เชน กระดาษแขง็ จากลังกระดาษ รูปภาพจากแผน ปา ยโฆษณา
รปู ภาพจากหนงั สือนติ ยสารตาง ๆ เปน ตน
ขั้นตอนการดาํ เนนิ การผลติ สอ่ื สาํ หรบั เด็ก มีดงั นี้
๑. สํารวจความตองการของการใชส่อื ใหตรงกบั จุดประสงค สาระการเรยี นรแู ละกิจกรรมที่จัด
๒. วางแผนการผลิต โดยกาํ หนดจุดมงุ หมายและรปู แบบของสอื่ ใหเหมาะสมกับวยั และความสามารถของเด็ก
สอื่ นั้นจะตองมคี วามคงทนแข็งแรง ประณตี และสะดวกตอการใช
๓. ผลติ สอ่ื ตามรูปแบบท่ีเตรยี มไว
๔. นําส่ือไปทดลองใชหลาย ๆ คร้งั เพ่อื หาขอ ดี ขอเสียจะไดป รับปรงุ แกไ ขใหด ยี ่งิ ข้นึ
๕. นาํ ส่อื ท่ีปรบั ปรงุ แกไขแลวไปใชจ รงิ
การใชส ่อื ดาํ เนินการดังนี้
๑.การเตรียมพรอ มกอนใชสื่อ มีขั้นตอน คอื
๑.๑ เตรียมตวั ผูสอน
ผสู อนจะตองศึกษาจดุ มุงหมายและวางแผนวา จะจดั กิจกรรมอะไรบา ง
เตรยี มจัดหาสอื่ และศกึ ษาวธิ กี ารใชส อื่
จัดเตรียมส่ือและวสั ดุอ่นื ๆ ที่จะตองใชรว มกัน
ทดลองใชสอ่ื กอ นนําไปใชจริง
๑.๒ เตรยี มตวั เดก็
ศกึ ษาความรพู ื้นฐานเดมิ ของเดก็ ใหส ัมพนั ธก ับเรือ่ งท่ีจะสอน
เรา ความสนใจเดก็ โดยใชส อ่ื ประกอบการเรยี นการสอน
ใหเ ด็กมคี วามรบั ผดิ ชอบ รูจ ักใชส อื่ อยางสรา งสรรค ไมใชทําลาย
เลน แลว เก็บใหถูกท่ี
๑.๓ เตรยี มสอื่ ใหพ รอ มกอนนําไปใช
จดั ลาํ ดบั การใชสื่อวา จะใชอ ะไรกอ นหรือหลงั เพอื่ ความสะดวกในการสอน
ตรวจสอบและเตรยี มเครื่องมือใหพ รอมท่ีจะใชไดทันที
เตรียมวัสดอุ ุปกรณทใี่ ชร วมกบั ส่ือ
๒.การนําเสนอสอ่ื เพ่ือใหบ รรลุผลโดยเฉพาะใน กจิ กรรมเสริมประสบการณ / กิจกรรมวงกลม /
กิจกรรมกลุมยอย ควรปฏิบตั ิ ดังน้ี
๒.๑ สรา งความพรอ มและเราความสนใจใหเดก็ กอนจดั กิจกรรมทกุ คร้ัง
๒.๒ ใชสื่อตามลาํ ดับขนั้ ของแผนการจัดกิจกรรมท่ีกาํ หนดไว
๒.๓ ไมควรใหเดก็ เหน็ สือ่ หลายๆชนดิ พรอมๆกัน เพราะจะทําใหเ ดก็ ไมสนใจ
กิจกรรมทีส่ อน
๒.๔ ผูสอนควรยืนอยูดานขางหรือดา นหลงั ของส่ือท่ใี ชกับเด็ก
ผสู อนไมควรยนื หนั หลงั ใหเด็ก จะตอ งพูดคุยกับเด็กและสงั เกตความสนใจของเด็ก
พรอมทั้งสํารวจขอบกพรอ งของสื่อทใ่ี ช เพอื่ นําไปปรับปรงุ แกไขใหด ขี นึ้
๒.๕ เปดโอกาสใหเดก็ ไดร วมใชสื่อ
ขอ ควรระวังในการใชส ่ือการเรียนการสอน การใชส ื่อในระดับปฐมวัยควรระวงั ในเร่อื งตอไปนี้
๑.วัสดทุ ่ใี ช ตอ งไมมพี ิษ ไมห ัก และแตกงา ย มีพ้นื ผวิ เรยี บ ไมเ ปน เสย้ี น
๒.ขนาด ไมควรมีขนาดใหญเกินไป เพราะยากตอการหยบิ ยก อาจจะตกลงมา
เสยี หาย แตก เปน อันตรายตอเดก็ หรอื ใชไมสะดวก เชน กรรไกรขนาดใหญ โตะ เกาอ้ที ใี่ หญ
และสงู เกนิ ไป และไมค วรมขี นาดเลก็ เกนิ ไป เด็กอาจจะนาํ ไปอมหรือกลืนทาํ ใหต ิดคอหรือ
ไหลลงทองได เชน ลกู ปดเล็ก ลกู แกวเลก็ ฯลฯ
๓. รูปทรง ไมเปน รูปทรงแหลม รปู ทรงเหลย่ี ม เปน สนั
๔. น้าํ หนัก ไมควรมีนํ้าหนกั มาก เพราะเด็กยกหรือหยิบไมไหว อาจจะตกลงมาเปน อันตรายตอตัวเด็ก
๕. ส่ือหลีกเล่ยี งสือ่ ท่ีเปนอนั ตรายตอ ตวั เดก็ เชน สารเคมี วตั ถุไวไฟ ฯลฯ
๖. สี หลีกเลยี่ งสีทเ่ี ปนอนั ตรายตอสายตา เชน สีสะทอนแสง ฯลฯ
การประเมินการใชสือ่
ควรพิจารณาจากองคป ระกอบ 3 ประการ คอื ผูสอน เดก็ และสื่อ เพอ่ื จะไดท ราบวา สือ่ นน้ั ชวยใหเด็กเรยี นรู
ไดม ากนอยเพยี งใด จะไดนํามาปรับปรงุ การผลติ และการใชส่ือใหดยี ่ิงขึ้น โดยใชว ธิ สี ังเกต ดงั นี้
๑. ส่อื น้ันชว ยใหเดก็ เกดิ การเรยี นรูเพยี งใด
๒. เดก็ ชอบส่ือนน้ั เพียงใด
๓. สื่อนน้ั ชว ยใหก ารสอนตรงกับจดุ ประสงคหรือไม ถูกตองตามสาระการเรยี นรูและทนั สมยั หรือไม
๔. สื่อนน้ั ชวยใหเ ดก็ สนใจมากนอยเพียงใด เพราะเหตใุ ด
การเกบ็ รกั ษา และซอ มแซมส่อื
การจดั เก็บสอ่ื เปน การสง เสรมิ ใหเดก็ ฝก การสังเกต การเปรยี บเทยี บ การจัดกลมุ สง เสริมความรบั ผิดชอบ ความ
มีนํ้าใจ ชวยเหลอื ผสู อนไมค วรใชก ารเกบ็ สอ่ื เปนการลงโทษเด็ก โดยดาํ เนินการดังนี้
๑. เก็บส่อื ใหเปน ระเบียบและเปน หมวดหมูตามลักษณะประเภทของสื่อ สื่อที่เหมอื นกันจัดเกบ็ หรือจดั วางไว
ดวยกนั
๒. วางส่อื ในระดับสายตาของเด็ก เพ่อื ใหเดก็ หยบิ ใช จัดเก็บไดด ว ยตนเอง
๓. ภาชนะทีจ่ ัดเก็บสื่อควรโปรง ใส เพื่อใหเด็กมองเหน็ สง่ิ ทอ่ี ยูภายในไดงายและควรมมี ือจบั เพื่อใหสะดวกในการ
ขนยา ย
๔. ฝกใหเดก็ รคู วามหมายของรูปภาพหรือสีที่เปน สญั ลกั ษณแ ทนหมวดหมู ประเภทสื่อ เพื่อเด็กจะไดเก็บเขาท่ี
ไดถ กู ตอง การใชสัญลกั ษณควรมคี วามหมายตอการเรยี นรขู องเดก็ สญั ลักษณค วรใชสอ่ื ของจรงิ ภาพถา ยหรือสาํ เนา
ภาพวาด ภาพโครงรา งหรือภาพประจุด หรอื บัตรคําตดิ คกู บั สัญลกั ษณอ ยา งใดอยา งหนง่ึ
๕.ตรวจสอบสอ่ื หลังจากที่ใชแลว ทกุ ครงั้ วามีสภาพสมบูรณ จาํ นวนครบถวนหรอื ไม
๖. ซอมแซมส่อื ชํารุด และทาํ เติมสวนที่ขาดหายไปใหค รบชุด
การพฒั นาส่ือ
การพัฒนาส่อื เพ่อื ใชป ระกอบการจดั กิจกรรมในระดับปฐมวยั น้ัน กอ นอน่ื ควรไดสํารวจขอ มลู สภาพปญหาตา งๆ
ของส่ือทุกประเภทท่ใี ชอยวู า มีอะไรบา งท่จี ะตอ งปรบั ปรงุ แกไข เพื่อจะไดป รบั เปลีย่ นใหเหมาะสมกับความตองการ
แนวทางการพัฒนาสอ่ื ควรมลี ักษณะเฉพาะ ดงั น้ี
๑. ปรบั ปรุงส่ือใหท นั สมยั เขา กับเหตกุ ารณ ใชไดสะดวก ไมซบั ซอ นเกนิ ไป เหมาะสมกบั วัยของเด็ก
๒. รกั ษาความสะอาดของสอ่ื ถาเปน วสั ดทุ ่ีลางนาํ้ ได เมอื่ ใชแลว ควรไดลางเชด็ หรอื ปดฝนุ ใหสะอาด เกบ็ ไว
เปน หมวดหมู วางเปน ระเบยี บหยิบใชงา ย
๓. ถา เปนสือ่ ทผ่ี ูสอนผลิตขนึ้ มาใชเองและผานการทดลองใชมาแลว ควรเขยี นคูมือประกอบการใชส่ือนน้ั โดย
บอกชื่อสือ่ ประโยชนแ ละวิธีใชส่ือ รวมทงั้ จํานวนชน้ิ สว นของสอ่ื ในชุดนน้ั และเกบ็ คมู อื ไวในซองหรือถุง พรอ มสือ่ ที่ผลติ
๔. พัฒนาสื่อทส่ี รางสรรค ใชไ ดเอนกประสงค คือ เปน ไดท้ังสือ่ เสริมพัฒนาการ
และเปนของเลนสนกุ สนานเพลิดเพลนิ
แหลงการเรยี นรู
โรงเรียนไดแบงประเภทของแหลง เรียนรู ไดดังน้ี
๑. แหลง เรยี นรูประเภทบุคคล ไดแ ก วิทยากรหรือผูเชียวชาญเฉพาะดา น ท่จี ัดหามาเพือ่ ใหค วามรู
ความเขาใจอยางกระจางแกเ ดก็ โดยสอดคลองกับเน้ือหาสาระการเรียนรูต างๆ ไดแ ก
- เจาหนา ท่ใี น อบต.
- เจาหนา ทส่ี าธารณสุข
- พระสงฆ
- พอ คา – แมค า
- เจาหนา ท่ีตํารวจ
- ผปู กครอง
- ชา งตดั ผม / ชางเสรมิ สวย
- ครู
- ภารโรง
- ฯลฯ
๒. แหลงเรียนรภู ายในชมุ ชน ไดแก แหลงขอมลู หรอื แหลง วิทยาการตางๆ ทอี่ ยูในชุมชน
มีความสัมพันธก บั เอกลกั ษณทางวัฒนธรรมและประเพณีชวยใหเ ด็กสามารถเช่อื มโยงโลกภายในและโลกภายนอก
(inner world & outer world) ได และสอดคลอ งกบั วิถกี ารดาํ เนินชวี ิตของเดก็ ปฐมวัย ไดแก
- หอ งสมดุ โรงเรยี น
- สถานีตํารวจ
- สถานท่ที ําการกาํ นนั ตาํ บล
- องคก ารบริหารสวนตําบล
- โรงพยาบาล
- รา นคา ในหมบู าน
- รานตดั ผมชาย-หญงิ
- ที่พกั ตากอากาศ
๓. สถานท่ีสําคัญตา งๆ ไดแก แหลง ความรูสําคัญตางๆ ที่เดก็ ใหความสนใจ ไดแ ก
- สวนสัตว
- ศนู ยว ิทยาศาสตร
- วนอทุ ยาน
- ฯลฯ
การประเมินพฒั นาการ
การประเมินพฒั นาการเด็กอายุ ๓ – ๖ ป เปนการประเมนิ พัฒนาการทางดานรางกาย อารมณ จิตใจ
สังคม และสติปญญาของเด็ก โดยถือเปนกระบวนการตอตนเอง และเปน สว นหนง่ึ ของกิจกรรมปกติทจ่ี ดั ใหเด็กในแต
ละวนั ผลท่ีไดจากการสงั เกตพฒั นาการเด็กตอ งนาํ มาจัดทาํ สารนิทัศนห รอื จดั ทําขอมลู หลกั ฐานหรอื เอกสารอยา งเปน
ระบบ ดว ยการวบรวมผลงานสําหรับเดก็ เปนรายบคุ คลที่สามารถบอกเรือ่ งราวหรอื ประสบการณท่ีเด็กไดรับวา เดก็ เกดิ
การเรยี นรแู ละมีความกา วหนาเพยี งใด ทง้ั น้ี ใหนําขอ มูลผลการประเมินพัฒนาการเด็กมาพจิ ารณา ปรบั ปรุงวางแผล
การจัดกิจกรรม และสง เสรมิ ใหเ ด็กแตละคนไดรบั การพฒั นาตามจุดหมายของหลกั สูตรอยา งตอ เนอ่ื ง การประเมนิ
พฒั นาการควรยึดหลกั ดังน้ี
๑. วางแผนการประเมินพฒั นาการอยางเปนระบบ
๒. ประเมินพฒั นาการเด็กครบทกุ ดาน
๓. ประเมนิ พฒั นาการเดก็ เปน รายบคุ คลอยางสมํา่ เสมอตอเน่อื งตลอดป
๔. ประเมนิ พฒั นาการตามสภาพจรงิ จากกิจกรรมประจําวันดว ยเครอ่ื งมอื และวธิ ีการทห่ี ลากหลาย ไมควรใช
แบบทดสอบ
๕. สรปุ ผลการประเมิน จดั ทาํ ขอ มลู และนําผลการประเมินไปใชพัฒนาเด็ก
สาํ หรบั วิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใชกบั เดก็ อายุ ๓ – ๖ ป ไดแ ก การสังเกต การบันทึกพฤตกิ รรม การ
สนทนากับเด็ก การสัมภาษณ การวิเคราะหข อ มูลจากผลงานเด็กทเี่ กบ็ อยา งมีระบบ
ประเภทของการประเมินพฒั นาการ
การพฒั นาคณุ ภาพการเรยี นรูของเดก็ ประกอบดว ย ๑) วตั ถุประสงค (Obejetive) ซงึ่ ตามหลกั สูตรการศึกษา
ปฐมวยั พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ หมายถงึ จดุ หมายซ่ึงเปน มาตรฐานคุณลักษณะท่พี งึ ประสงค ตัวบงช้ีและสภาพทพ่ี งึ
ประสงค ๒) การจัดประสบการณการเรยี นรู (Leanning) ซึง่ เปน กระบวนการไดม าของความรหู รือทักษะผา นการ
กระทาํ สิง่ ตางๆท่สี ําคัญตามหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวยั กาํ หนดใหหรอื ทเี่ รียกวา ประสบการณส าํ คัญ ในการชว ยอธบิ าย
ใหค รเู ขา ใจถึงประสบการณที่เดก็ ปฐมวยั ตอ งทาํ เพอ่ื เรยี นรสู ิ่งตางๆรอบตวั และชว ยแนะผสู อนในการสังเกต สนับสนนุ
และวางแผนการจัดกจิ กรรมใหเ ดก็ และ ๓) การประเมนิ ผล(Evaluation) เพ่ือตรวจสอบพฤติกรรมหรอื ความสามารถ
ตามวัยทีค่ าดหวังใหเด็กเกิดขึ้นบนพ้ืนฐานพฒั นาการตามวยั หรอื ความสามารถตามธรรมชาตใิ นแตละระดับอายุ เรยี กวา
สภาพทพ่ี งึ ประสงค ทใ่ี ชเปน เกณฑสําคัญสําหรับการประเมินพฒั นาการเด็ก เปน เปา หมายและกรอบทิศทางในการ
พัฒนาคุณภาพเดก็ ทง้ั นีป้ ระเภทของการประเมินพฒั นาการ อาจแบงไดเ ปน ๒ ลักษณะ คอื
๑) แบงตามวตั ถุประสงคข องการประเมิน
การแบงตามวัตถุประสงคข องการประเมนิ แบง ได ๒ ประเภท ดังน้ี
๑.๑) การประเมนิ ความกาวหนาของเด็ก (Formative Evaluation) หรอื การประเมนิ เพอ่ื พัฒนา (Formative
Assessment) หรือการประเมนิ เพ่ือเรียน (Assessment for Learning) เปนการประเมนิ ระหวา งการจัดระสบการณ
โดยเกบ็ รวบรวมขอ มูลเกี่ยวกับผลพัฒนาการและการเรยี นรขู องเดก็ ในระหวา งทํากิจกรรมประจาํ วนั /กจิ วตั รประจําวนั
ปกตอิ ยางตอ เน่ือง บนั ทกึ วเิ คราะห แปลความหมายขอ มลู แลวนาํ มาใชในการสงเสรมิ หรอื ปรบั ปรุงแกไ ขการเรียนรูของ
เด็ก และการจัดประสบการณก ารเรียนรูของผสู อน การประเมินพฒั นาการกับการจัดประสบการณการเรียนรขู องผูสอน
จึงเปนเรอื่ งทสี่ ัมพนั ธกันหากขาดส่งิ หน่งึ สงิ่ ใดการจดั ประสบการณการเรยี นรูก ็ขาดประสิทธิภาพ เปนการประเมนิ ผล
เพือ่ ใหรูจุดเดน จดุ ที่ควรสงเสริม ผสู อนตอ งใชว ธิ ีการและเคร่ืองมือประเมนิ พฒั นาการทหี่ ลากหลาย เชน การสงั เกต
การสัมภาษณ การรวบรวมผลงานทแ่ี สดงออกถึงความกา วหนาแตละดานของเด็กเปนรายบคุ คล การใชแ ฟมสะสมงาน
เพอ่ื ใหไดข อ สรปุ ของประเด็นท่ีกําหยด สิง่ ทสี่ ําคัญทีส่ ดุ ในการประเมินความกา วหนาคอื การจัดประสบการณใหกบั เดก็
ในลกั ษณะการเช่อื มโยงประสบการณเดมิ กับประสบการณใ หมท ําใหก ารเรียนรขู องเด็กเพ่ิมพูน ปรับเปลย่ี นความคิด
ความเขาใจเดมิ ทีไ่ มถ ูกตอง ตลอดจนการใหเ ด็กสามารถพฒั นาการเรียนรขู องตนเองได
๑.๒) การประเมินผลสรปุ (Summatie Evaluation) หรือ การประเมินเพื่อตดั สินผลพฒั นาการ (Summatie
Assessment) หรอื การประเมินสรปุ ผลของการเรียนรู (Assessment of Learning) เปนการประเมนิ สรุปพฒั นาการ
เพ่อื ตดั สินพัฒนาการของเดก็ วามคี วามพรอ มตามมาตรฐานคุณลกั ษณะทพี่ ึงประสงคข องหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั
หรือไม เพ่ือเปน การเช่ือมตอ ของการศกึ ษาระดับปฐมวัยกับชนั้ ประถมศึกษาปที่ ๑
ดังนนั้ ผูสอนจึงควรใหค วามสาํ คญั กับการประเมนิ ความกาวหนา ของเด็กในระดับหอ งเรียนมากกวาการ
ประเมินเพื่อตัดสนิ ผลพฒั นาการของเด็กเมอ่ื สน้ิ ภาคเรียนหรือสิน้ ปก ารศกึ ษา
๒) แบง ตามระดับของการประเมนิ
การแบงตามระดับของการประเมิน แบงไดเปน ๒ ประเภท
๒.๑) การประเมินพฒั นาการระดับช้ันเรียน เปน การประเมนิ พฒั นาการทอี่ ยใู นกระบวนการจดั ประสบการณ
การเรียนรู ผสู อนดําเนนิ การเพือ่ พฒั นาเด็กและตดั สนิ ผลการพฒั นาการดานรา งกาย อารมณ จิตใจ สงั คม และ
สตปิ ญ ญา จากกิจกรรมหลัก/หนวยการเรียนร(ู Unit) ที่ผสู อนจัดประสบการณใหกับเด็ก ผูสอนประเมินผลพฒั นาการ
ตามสภาพท่พี งึ ประสงคและตวั บงช้ีทีก่ าํ หนดเปน เปาหมายในแตละแผนการจัดประสบการณข องหนวยการเรียนรูดวย
วิธตี า งๆ เชน การสงั เกต การสนทนา การสมั ภาษณ การรวบรวมผลงานทแี่ สดงออกถงึ ความกาวหนา แตล ะดานของ
เด็กเปนรายบคุ คล การแสดงกริยาอาการตางๆของเด็กตลอดเวลาท่ีจัดประสบการณเรียนรู เพอ่ื ตรวจสอบและประเมิน
วา เดก็ บรรลุตามสภาพที่พึงประสงคละตวั บง ชี้ หรือมแี นวโนมวาจะบรรลุสภาพที่พึงประสงคแ ละตวั บง ชเ้ี พยี งใด แลว
แกไขขอ บกพรองเปน ระยะๆอยางตอเนื่อง ท้งั น้ี ผูสอนควรสรุปผลการประเมนิ พฒั นาการวา เดก็ มผี ลอันเกดิ จากการจัด
ประสบการณก ารเรียนรูหรอื ไม และมากนอ ยเพียงใด โดยมีวตั ถุประสงคเพ่ือรวบรวมหรือสะสมผลการประเมิน
พฒั นาการในกจิ กรรมประจาํ วนั /กิจวตั รประจาํ วัน/หนว ยการเรียนรู หรผื ลตามรูปแบบการประเมินพฒั นาการที่
สถานศึกษากาํ หนด เพอื่ นํามาเปนขอมูลใชปรงั ปรุงการจัดประสบการณการเรยี นรู และเปนขอมูลในการสรปุ ผลการ
ประเมินพฒั นาในระดบั สถานศกึ ษาตอ ไปอกี ดวย
๒.๒) การประเมินพัฒนาการระดบั สถานศึกษา เปนการตรวจสอบผลการประเมนิ พัฒนาการของเดก็ เปน
รายบุคคลเปน รายภาค/รายป เพอ่ื ใหไ ดข อมูลเกีย่ วกบั การจัดการศึกษาของเด็กในระดบั ปฐมวัยของสถานศึกษาวา สงผล
ตาการเรียนรขู องเดก็ ตามเปาหมายหรือไม เดก็ มีสิ่งทีต่ องการไดรับการพฒั นาในดานใด รวมทงั้ สามารถนําผลการ
ประเมนิ พฒั นาการของเด็กในระดบั สถานศกึ ษาไปเปนขอ มูลและสารสนเทศในการปรบั ปรงุ หลักสูตรสถานศกึ ษาปฐมวยั
โครงการหรือวธิ ีการจดั ประสบการณการเรยี นรู ตลอดจนการจัดแผนพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาปฐมวยั ของสถานศึกษา
ตามแผนการประกนั คุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการพัฒนาคุณภาพเด็กตอผปู กครอง นาํ เสนอคณะกรรมการ
ถานศึกษาข้นั พื้นฐานรบั ทราบ ตลอดจนเผยแพรต อสาธรณชน ชุมชน หรือหนวยงานตนสงั กัดหรือหนว ยงานตน สงั กัด
หนวยงานทเ่ี ก่ยี วของตอ ไป
อนึง่ สําหรบั การประเมินพฒั นาการเดก็ ปฐมวัยในระดบั เขตพ้นื ที่การศกึ ษาหรือระดับประเทศนน้ั หากเขตพ้นื ท่ี
การศึกษาใดมีความพรอ ม อาจมกี ารดําเนนิ งานในลักษณะของการสุม กลุม ตัวอยางเดก็ ปฐมวยั เขารบั การประเมนิ ก็ได
ทง้ั น้ี การประเมินพฒั นาการเด็กปฐมวยั ขอใหถ ือปฏิบัติตามหลกั การการประเมินพฒั นาการตามหลักสตู รการศึกษา
ปฐมวัย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐
บทบาทหนาท่ีของผูเก่ียวของในการดาํ เนนิ งานประเมินพฒั นาการ
การดําเนนิ งานประเมนิ พัฒนาการของสถานศึกษานน้ั ตองเปด โอกาสใหผเู กีย่ วขอ งเขา มามีสว นรวมในการ
ประเมินพฒั นาการและรว มรบั ผิดชอบอยางเหมาะสมตามบริบทของสถานศกึ ษาแตล ะขนาด ดงั นี้
ผูปฏิบตั ิ บทบาทหนาทใ่ี นการประเมนิ พฒั นาการ
ผสู อน ๑. ศกึ ษาหลกั สตู รสถานศกึ ษาปฐมวยั และแนวการปฏบิ ัตกิ ารประเมินพัฒนาการตาม
หลักสตู รสถานศึกษาปฐมวยั
๒. วเิ คราะหแ ละวางแผนการประเมนิ พฒั นาการทส่ี อดคลอ งกบั หนว ยการเรียนร/ู กิจกรรม
ประจําวนั /กิจวัตรประจําวัน
๓. จัดประสบการณตามหนว ยการเรียนรู ประเมินพฒั นาการ และบันทกึ ผลการประจําวัน/
กิจวัตรประจาํ วนั
๔. รวบรวมผลการประเมนิ พฒั นาการ แปลผลและสรุปผลการประเมนิ เม่ือสิ้นภาคเรยี น
และส้ินปการศึกษา
ผบู ริหารสถานศึกษา ๕. สรปุ ผลการประเมนิ พัฒนาการระดับชน้ั เรยี นลงในสมดุ บนั ทกึ ผลการประเมนิ พัฒนาการ
พอ แม ผูปกครอง ประจําชนั้
คณะกรรมการ ๖. จดั ทําสมดุ รายงานประจาํ ตัวนกั เรียน
สถานศึกษาขนั้ ๗. เสนอผลการประเมนิ พฒั นาการตอผูบรหิ ารสถานศึกษาลงนามอนมุ ัติ
พ้นื ฐาน ๑.กาํ หนดผูรบั ผิดชอบงานประเมนิ พฒั นาการตามหลกั สูตร และวางแนวทางปฏบิ ัตกิ าร
สํานกั งานเขตพืน้ ท่ี ประเมนิ พฒั นาการเดก็ ปฐมวัยตามหลักสูตรสถานศกึ ษาปฐมวยั
การศกึ ษา ๒. นเิ ทศ กาํ กบั ตดิ ตามใหก ารดําเนนิ การประเมนิ พฒั นาการใหบรรลุเปา หมาย
๓. นําผลการประเมินพัฒนาการไปจดั ทํารายงานผลการดําเนนิ งานกําหนดนโยบายและ
วางแผนพฒั นาการจัดการศึกษาปฐมวยั
๑. ใหค วามรว มมือกบั ผูสอนในการประเมนิ พฤตกิ รรมของเด็กทสี่ งั เกตไดจากท่บี านเพ่ือเปน
ขอ มลู ประกอบการแปลผลท่ีเทยี่ งตรงของผสู อน
๒. รบั ทราบผลการประเมนิ ของเด็กและสะทอนใหขอมูลยอนกลับทเี่ ปน ประโยชนในการ
สง เสริมและพฒั นาเดก็ ในปกครองของตนเอง
๓. รว มกับผูสอนในการจดั ประสบการณห รอื เปน วิทยากรทอ งถ่นิ
๑. ใหความเหน็ ชอบและประกาศใชหลกั สูตรสถานศึกษาปฐมวัยและแนวปฏบิ ตั ิในการ
ประเมินพฒั นาการตามหลกั สูตรการศึกษาปฐมวยั
๒. รับทราบผลการประเมนิ พัฒนาการของเด็กเพอื่ การประกนั คณุ ภาพภายใน
๑. สงเสรมิ การจัดทําเอกสารหลักฐานวาดว ยการประเมนิ พฒั นาการของเดก็ ปฐมวยั ของ
สถานศกึ ษา
๒. สงเสริมใหผสู อนในสถานศกึ ษามีความรู ความเขา ใจในแนวปฏบิ ตั กิ ารประเมนิ
พัฒนาการตามมาตรฐานคุณลักษณะท่พี ึงประสงคตามหลักสตู รสถานศึกษาปฐมวัย
ตลอดจนความเขาใจในเทคนคิ วธิ กี ารประเมินพฒั นาการในรูปแบบตางๆโดยเนน การ
ประเมินตามสภาพจรงิ
๓. สง เสรมิ สนับสนุนใหส ถานศกึ ษาพฒั นาเครอ่ื งมอื พฒั นาการตามมาตรฐานคุณลกั ษณะที่
พงึ ประสงคต ามหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั และการจดั เกบ็ เอกสารหลกั ฐานการศึกษาอยาง
เปนระบบ
๔. ใหคาํ ปรกึ ษา แนะนาํ เกี่ยวกับการประเมินพัฒนาการและการจัดทาํ เอกสารหลักฐาน
๕. จดั ใหม ีการประเมินพัฒนาการเดก็ ที่ดาํ เนนิ การโดยเขตพน้ื ท่กี ารศึกษาหรอื หนวยงานตน
สังกัดและใหค วามรวมมือในการประเมนิ พฒั นาการระดบั ประเทศ
แนวปฏิบัตกิ ารประเมินพฒั นาการ
การประเมนิ พฒั นาการเดก็ ปฐมวยั เปนกิจกรรมทสี่ อดแทรกอยูในการจดั ประสบการณท ุกข้นั ตอนโดยเร่ิมตง้ั แต
การประเมนิ พฤตกิ รรมของเด็กกอนการจดั ประสบการณ การประเมินพฤตกิ รรมเดก็ ขณะปฏิบตั กิ ิจรรม และการ
ประเมนิ พฤติกรรมเดก็ เมอ่ื สนิ้ สุดการปฏิบตั กิ จิ กรรม ทั้งนี้ พฤติกรรมการเรียนรแู ละพฒั นาการดานตา งๆ ของเดก็ ที่
ไดร ับการประเมินนน้ั ตอ งเปน ไปตามมาตรฐานคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค ตัวบง ช้ี และสภาพท่พี งึ ประสงคของหลักสูตร
สถานศึกษาระดับปฐมวยั ทีผ่ ูสอนวางแผนและออกแบบไว การประเมนิ พัฒนาการจึงเปนเครื่องมอื สาํ คัญที่จะชว ยใหการ
เรียนรขู องเดก็ บรรลตุ ามเปาหมายเพ่ือนาํ ผลการประเมินไปปรบั ปรุง พฒั นาการจดั ประสบการณการเรียนรู และใชเปน
ขอ มูลสําหรับการพฒั นาเดก็ ตอไป สถานศึกษาควรมกี ระบวนการประเมินพฒั นาการและการจัดการอยา งเปนระบบ
สรปุ ผลการประเมินพัฒนาการทีต่ รงตามความรู ความสามารถ ทักษะและพฤตกิ รรมท่ีแทจรงิ ของเด็กสอดคลองตาม
หลักการประเมินพัฒนาการ รวมทงั้ สะทอ นการดําเนินงานการประกันคณุ ภาพภายในของสถานศึกษาอยางเปนระบบ
และตอเน่ือง แนวปฏบิ ตั ิการประเมินพฒั นาการเดก็ ปฐมวัยของสถานศกึ ษา มีดงั นี้
๑. หลกั การสาํ คญั ของการดาํ เนนิ การประเมินพฒั นาการตามหลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย
พทุ ธศักราช ๒๕๖๐
สถานศกึ ษาทจี่ ดั การศกึ ษาปฐมวยั ควรคํานึงถงึ หลักสาํ คัญของการดาํ เนินงานการประเมินพฒั นาการตาม
หลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั สําหรับเด็กปฐมวยั อายุ ๓-๖ ป ดงั นี้
๑.๑ ผสู อนเปนผรู ับผดิ ชอบการประเมินพฒั นาการเดก็ ปฐมวัย โดยเปดโอกาสใหผูทีเ่ ก่ียวของมสี วนรว ม
๑.๒ การประเมนิ พฒั นาการ มีจุดมุง หมายของการประเมินเพือ่ พฒั นาความกา วหนาของเดก็ และสรปุ ผลการ
ประเมินพฒั นาการของเดก็
๑.๓ การประเมินพฒั นาการตอ งมีความสอดคลองและครอบคลมุ มาตรฐานคณุ ลกั ษณะทีพ่ งึ ประสงค ตัวบงชี้
สภาพท่ีพึงประสงคแ ตละวยั ซ่งึ กาํ หนดไวใ นหลกั สูตรสถานศึกษาปฐมวยั
๑.๔ การประเมินพัฒนาการเปน สว นหนงึ่ ของกระบวนการจดั ประสบการณก ารเรียนรูต อ งดาํ เนนิ การดว ย
เทคนิควธิ กี ารทห่ี ลากหลาย เพอ่ื ใหส ามารถประเมินพัฒนาการเดก็ ไดอยางรอบดานสมดลุ ท้ังดานรา งกาย อารมณ จติ ใจ
สังคม และสตปิ ญญา รวมทัง้ ระดับอายุของเด็ก โดยต้งั อยบู นพืน้ ฐานของความเทย่ี งตรง ยุตธิ รรมและเชือ่ ถือได
๑.๕ การประเมินพฒั นาการพจิ ารณาจากพฒั นาการตามวัยของเดก็ การสังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นรูและการ
รว มกจิ กรรม ควบคูไปในกระบวนการจดั ประสบการณก ารเรียนรูตามความเหมาะสมของแตละระดับอายุ และรปู แบบ
การจดั การศกึ ษา และตองดําเนนิ การประเมนิ อยา งตอเนอื่ ง
๑.๖ การประเมนิ พฒั นาการตอ งเปดโอกาสใหผูมีสวนเก่ียวของทุกฝา ยไดสะทอนและตรวจสอบผลการประเมิน
พฒั นาการ
๑.๗ สถานศึกษาควรจัดทําเอกสารบันทกึ ผลการประเมินพฒั นาการของเดก็ ปฐมวยั ในระดับช้ันเรียนและระดบั
สถานศกึ ษา เชน แบบบนั ทกึ การประเมนิ พฒั นาการตามหนว ยการจดั ประสบการณ สมดุ บนั ทึกผลการประเมน
พฒั นาการประจําช้นั เพอ่ื เปนหลักฐานการประเมนิ และรายงานผลพัฒนาการและสมุดรายงานประจาํ ตวั นกั เรียน เพือ่
เปนการส่ือสารขอมูลการพัฒนาการเดก็ ระหวางสถานศึกษากบั บาน
๒. ขอบเขตของการประเมินพฒั นาการ
หลักสตู รการศึกษาปฐมวยั พุทธศักราช ๒๕๖๐ไดกําหนดเปาหมายคุณภาพของเดก็ ปฐมวัยเปนมาตรฐาน
คณุ ลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค ซงึ่ ถือเปน คุณภาพลักษณะทพ่ี ึงประสงคท่ีตองการใหเกิดข้ึนตวั เดก็ เมื่อจบหลักสตู รการศึกษา
ปฐมวัย คุณลักษณะท่รี ะบุไวใ นมาตรฐานคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงคถือเปน สงิ่ จาํ เปน สาํ หรับเดก็ ทุกคน ดงั นัน้
สถานศึกษาและหนว ยงานที่เก่ียวขอ งมีหนา ทีแ่ ละความรบั ผดิ ชอบในการจัดการศกึ ษาเพอ่ื พัฒนาเด็กใหม ีคุณภาพ
มาตรฐานทพี่ งึ ประสงคกาํ หนด ถือเปน เครอ่ื งมือสําคญั ในการขับเคลอ่ื นและพฒั นาคุณภาพการศึกษาปฐมวยั แนวคิด
ดงั กลา วอยูบนฐานความเชอ่ื ท่ีวา เดก็ ทุกคนสามารถพฒั นาอยา งมคี ณุ ภาพและเทา เทยี มได ขอบเขตของการประเมิน
พัฒนาการประกอบดวย
๒.๑ สง่ิ ทีจ่ ะประเมิน
๒.๒ วธิ แี ละเครอื่ งมือท่ีใชในการประเมนิ
๒.๓ เกณฑก ารประเมินพฒั นาการ
๒.๑ ส่งิ ท่จี ะประเมิน
การประเมินพฒั นาการสาํ หรบั เดก็ อายุ ๓-๖ ป มีเปา หมายสําคัญคือ มาตรฐานคุณลกั ษณะทพ่ี ึงประสงคจ าํ นวน
๑๒ ขอ ดงั น้ี
๑. พัฒนาการดานรา งกาย ประกอบดว ย ๒ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี ๑ รางกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสยั ท่ดี ี
มาตรฐานที่ ๒ กลา มเนื้อใหญแ ละกลา มเน้ือเล็กแข็งแรงใชไ ดอยา งคลองแคลวและประสานสมั พนั ธก นั
๒. พัฒนาการดา นอารมณ จิตใจ ประกอบดวย ๓ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ ๓ มีสุขภาพจติ ดีและมีความสุข
มาตรฐานท่ี ๔ ชื่นชมและแสดงออกทางศลิ ปะ ดนตรี และการเคล่ือนไหว
มาตรฐานท่ี ๕ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และมจี ิตใจที่ดงี าม
๓. พฒั นาการดา นสังคม ประกอบดวย ๓ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี ๖ มที กั ษะชีวติ และปฏบิ ตั ติ นตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
มาตรฐานท่ี ๗ รกั ธรรมชาติ สิ่งแวดลอ ม วัฒนธรรม และความเปนไทย
มาตรฐานท่ี ๘ อยูร ว มกบั ผูอ ืน่ ไดอยางมีความสุขและปฏิบตั ติ นเปน สมาชกิ ท่ดี ีของสงั คมในระบอบ
ประชาธปิ ไตย อันมพี ระมหากษตั ริยทรงเปนประมขุ
๔. พัฒนาการดานสตปิ ญญา ประกอบดวย ๔ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ ๙ ใชภ าษาสื่อสารไดเหมาะสมกับวยั
มาตรฐานท่ี ๑๐ มีความสามารถในการคดิ ทเ่ี ปนพืน้ ฐานในการเรยี นรู
มาตรฐานท่ี ๑๑ มีจินตนาการและความคิดสรา งสรรค
มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคตทิ ี่ดีตอ การเรียนรแู ละมีความสามารถในการแสวงหาความรไู ดเหมาะสมกบั วัย
สงิ่ ทีจ่ ะประเมนิ พัฒนาการของเด็กปฐมวยั แตละดา น มดี ังนี้
ดานรางกาย ประกอบดว ย การประเมินการมีนํา้ หนกั และสวนสงู ตามเกณฑ สุขภาพอนามยั สุขนสิ ัยทด่ี ี การ
รูจักรกั ษาความปลอดภัย การเคล่ือนไหวและการทรงตัว การเลนและการออกกําลงั กาย และการใชมืออยางคลองแคลว
ประสานสัมพนั ธก นั
ดา นอารมณ จิตใจ ประกอบดวย การประเมนิ ความสามารถในการแสดงออกทางอารมณอ ยา งเหมาะสมกบั วยั
และสถานการณ ความรสู ึกที่ดตี อตนเองและผอู ืน่ มคี วามรสู กึ เห็นอกเห็นใจผูอ น่ื ความสนใจ/ความสามารถ/และมี
ความสุขในการทาํ งานศิลปะ ดนตรี และการเคล่อื นไหว ความรบั ผดิ ชอบในการทาํ งาน ความซื่อสตั ยสจุ รติ และรสู ึก
ถกู ผิด ความเมตตากรุณา มีนาํ้ ใจและชวยเหลือแบง ปน ตลอดจนการประหยดั อดออม และพอเพียง
ดา นสงั คม ประกอบดวย การประเมนิ ความมีวนิ ัยในตนเอง การชวยเหลือตนเองในการปฏิบัตกิ ิจวัตรประจาํ วัน
การระวังภัยจากคนแปลกหนา และสถานการณที่เสย่ี งอันตราย การดแู ลรักษาธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม การมีสมั มา
คารวะและมารยาทตามวฒั นธรรมไทย รักษาความเปน ไทย การยอมรับความเหมือนและความแตกตา งระหวางบุคคล
การมีสมั พนั ธทีด่ กี ับผอู น่ื การปฏบิ ัติตนเบื้องตนในการเปน สมาชิกท่ีดีของสังคมในระบอบประชาธปิ ไตยอันมี
พระมหากษัตรยิ ท รงเปนประมขุ
ดานสตปิ ญ ญา ประกอบดวย การประเมนิ ความสามารถในการสนทนาโตต อบและเลาเรื่องใหผ ูอ ืน่ เขาใจ
ความสามารถในการอา น เขยี นภาพและสญั ลักษณ ความสามารถในการคิดแกปญหา คิดเชงิ เหตผุ ล คิดรวบยอด การ
เลน/การทํางานศลิ ปะ/การแสดงทา ทาง/เคลือ่ นไหวตามจินตนาการและความคิดสรางสรรคข องตนเอง การมเี จตคติทด่ี ี
ตอการเรียนรแู ละความสามารถในการแสวงหาความรู
๒.๒ วิธีการและเครือ่ งมอื ทใ่ี ชใ นการประเมนิ พฒั นาการ
การประเมินพฒั นาการเด็กแตละคร้งั ควรใชวธิ กี ารประเมินอยางหลากหลายเพื่อใหไดข อมูลท่ีสมบรู ณท่ีสุด
วิธกี ารทเี่ หมาะสมและนยิ มใชในการประเมินเด็กปฐมวยั มีดวยกันหลายวธิ ี ดังตอ ไปน้ี
๑. การสังเกตและการบนั ทกึ การสังเกตมีอยู ๒ แบบคือ การสงั เกตอยางมีระบบ ไดแ ก การสังเกตอยา งม
จดุ มงุ หมายทีแ่ นน อนตามแผนทีว่ างไว และอีกแบบหนงึ่ คือ การสงั เกตแบบไมเปน ทางการ เปนการสงั เกตในขณะทเ่ี ดก็
ทํากจิ กรรมประจาํ วันและเกิดพฤติกรรมท่ไี มค าดคิดวาจะเกดิ ขึ้นและผูสอนจดบันทึกไวก ารสงั เกตเปนวิธีการทผี่ สู อนใช
ในการศกึ ษาพัฒนาการของเด็ก เมื่อมกี ารสังเกตก็ตอ งมีการบันทึก ผูสอนควรทราบวาจะบนั ทกึ อะไรการบันทึก
พฤตกิ รรมมคี วามสําคญั อยางยงิ่ ท่ตี องทําอยางสม่ําเสมอ เน่ืองจากเดก็ เจริญเติบโตและเปลย่ี นแปลงอยา งรวดเร็ว จึงตอ ง
นํามาบันทึกเปนหลักฐานไวอยางชัดเจน การสงั เกตและการบนั ทึกพฒั นาการเดก็ สามารถใชแบบงายๆคอื
๑.๑ แบบบนั ทึกพฤตกิ รรม ใชบ นั ทึกเหตุการณเฉพาะอยา งโดยบรรยายพฤติกรรมเดก็ ผบู ันทกึ ตองบันทกึ
วัน เดือน ปเกดิ ของเด็ก และวัน เดือน ป ที่ทาํ การบนั ทกึ แตล ะคร้งั
๑.๒ การบนั ทึกรายวนั เปนการบนั ทกึ เหตกุ ารณห รอื ประสบการณห รอื ประสบการณท ี่เกิดขึน้ ในชน้ั เรยี น
ทุกวัน ถา หากบันทึกในรูปแบบของการบรรยายก็มักจะเนน เฉพาะเด็กรายท่ีตอ งการศึกษา ขอดีของการบนั ทึกรายวนั คอื
การช้ใี หเ หน็ ความสามารถเฉพาะอยางของเด็ก จะชว ยกระตนุ ใหผ ูสอนไดพจิ ารณาปญ หาของเดก็ เปนรายบุคคลชวยใหผ ู
เชยี วชาญมีขอมลู มากขึน้ สําหรับวินจิ ฉยั เดก็ วาสมควรจะไดรับคาํ ปรึกษาเพื่อลดปญหาและสง เสรมิ พฒั นาการของเดก็ ได
อยา งถกู ตอ ง นอกจากนน้ั ยังชว ยชี้ใหเ หน็ ขอ เสียของการจัดกิจกรรมและประสบการณไ กเ ปนอยางดี
๑.๓ แบบสาํ รวจรายการ ชวยใหสามารถวิเคราะหเดก็ แตละคนไดคอ นขางละเอียด
๒. การสนทนา สามารถใชก ารสนทนาไดท ้ังเปน กลุมหรือรายบคุ คล เพ่อื ประเมินความสามารถในการแสดง
ความคดิ เหน็ และพัฒนาการดานภาษาของเดก็ และบันทึกผลการสนทนาลงในแบบบันทกึ พฤตกิ รรมหรือบนั ทกึ รายวัน
๓. การสัมภาษณ ดวยวิธีพูดคุยกับเด็กเปน รายบคุ คลและควรจดั ในสภาวะแวดลอ มเหมาะสมเพ่ือไมใหเ กดิ
ความเครียดและวติ กกังวล ผูส อนควรใชค าํ ถามท่ีเหมาะสมเปดโอกาสใหเดก็ ไดค ิดและตอบอยา งอสิ ระจะทําใหผูสอน
สามารถประเมนิ ความสามารถทางสตปิ ญญาของเด็กแตละคนและคน พบศกั ยภาพในตวั เดก็ ไดโดยบันทึกขอ มลู ลงใน
แบบสมั ภาษณ
การเตรียมการกอนการสัมภาษณ ผูสอนควรปฏิบัติ ดังนี้
- กาํ หนดวัตถปุ ระสงคของการสัมภาษณ
- กําหนดคําพดู /คาํ ถามท่ีจะพูดกับเดก็ ควรเปน คําถามท่ีเดก็ สามารถตอบโตห ลากหลาย ไมผดิ /ถูก
การปฏบิ ตั ิขณะสัมภาษณ
- ผสู อนควรสรา งความคนุ เคยเปน กันเอง
- ผสู อนควรสรา งสภาพแวดลอ มท่อี บอนุ ไมเครงเครียด
- ผสู อนควรเปด โอกาสเวลาใหเ ดก็ มีโอกาสคิดและตอบคําถามอยางอิสระ
- ระยะเวลาสัมภาษณไ มควรเกิน ๑๐-๒๐ นาที
๔. การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถงึ ความกา วหนา แตละดา นของเด็กเปน รายบุคคล โดยจดั เก็บรวบรวมไว
ในแฟมผลงาน (portfolio) ซงึ่ เปนวธิ ีรวบรวมและจัดระบบขอมูลตางๆทเี่ ก่ียวกับตวั เดก็ โดยใชเ ครื่องมือตางๆรวบรวม
เอาไวอ ยา งมีจุดมุง หมายที่ชัดเจน แสดงการเปลยี่ นแปลงของพฒั นาการแตละดาน นอกจากนีย้ ังรวมเครอ่ื งมืออน่ื ๆ เชน
แบบสอบถามผูปกครอง แบบสังเกตพฤติกรรม แบบบนั ทึกสขุ ภาพอนามยั ฯลฯ เอาไวใ นแฟม ผลงาน เพ่อื ผูสอนจะได
ขอมูลเก่ียวกับตวั เดก็ อยางชัดเจนและถูกตอง การเก็บผลงานของเดก็ จะไมถอื วา เปน การประเมินผลถา งานแตล ะชิ้นถูก
รวบรวมไวโ ดยไมไดร ับการประเมินจากผูสอนและไมมกี ารนําผลมาปรับปรุงพัฒนาเดก็ หรอื ปรบั ปรุงการสอนของผสู อน
ดงั นัน้ จงึ เปนแตการสะสมผลงานเทานัน้ เชนแฟม ผลงานขีดเขียน งานศิลปะ จะเปน เพียงแคแ ฟม ผลงานทไ่ี มมีการ
ประเมนิ แฟมผลงานน้จี ะเปนเคร่อื งมอื การประเมนิ ตอ เนอื่ งเม่ืองานทีส่ ะสมแตละชน้ิ ถูกใชใ นการบงบอกความกาวหนา
ความตองการของเดก็ และเปน การเก็บสะสมอยางตอ เน่ืองท่สี รางสรรคโ ดยผสู อนและเด็ก
ผสู อนสามารถใชแ ฟม ผลงานอยา งมคี ณุ คาสื่อสารกบั ผปู กครองเพราะการเก็บผลงานเดก็ อยา งตอเน่ืองและ
สมํ่าเสมอในแฟมผลงานเปน ขอมลู ใหผ ูปกครองสามารถเปรียบเทยี บความกา วหนาที่ลกู ของตนมเี พิ่มขน้ึ จากผลงานชิ้น
แรกกบั ช้ินตอๆมาขอมูลในแฟม ผลงานประกอบดว ย ตวั อยา งผลงานการเขยี ดเขียน การอาน และขอมูลบางประการ
ของเดก็ ทผี่ สู อนเปน ผูบนั ทึก เชน จํานวนเลมของหนงั สือทเ่ี ด็กอา น ความถขี่ องการเลือกอา นท่ีมุมหนงั สือในชวงเวลา
เลือกเสรี การเปล่ยี นแปลงอารมณ ทัศนคติ เปนตน ขอมูลเหลานจี้ ะสะทอ นภาพของความงอกงามในเด็กแตละคนได
ชดั เจนกวา การประเมนิ โดยการใหเ กรด ผสู อนจะตอ งช้ีแจงใหผ ูปกครองทราบถึงทมี่ าของการเลอื กชิน้ งานแตล ะชน้ิ งาน
ทส่ี ะสมในแฟมผลงาน เชน เปน ช้ินงานทีด่ ีทีส่ ดุ ในชว งระยะเวลาท่ีเลอื กชิน้ งานน้นั เปนชนิ้ งานทีแ่ สดงความตอเนอ่ื งของ
งานโครงการ ฯลฯ ผูสอนควรเชญิ ผูป กครองมามสี วนรวมในการคัดสรรช้นิ งานที่บรรจลุ งในแฟมผลงานของเดก็
๕. การประเมนิ การเจรญิ เติบโตของเดก็ ตวั ช้ีของการเจริญเตบิ โตในเดก็ ที่ใชทั่วๆไป ไดแ ก นาํ้ หนกั สวนสูง เสนรอบ
ศรี ษะ ฟน และการเจริญเติบโตของกระดกู แนวทางประเมินการเจรญิ เตบิ โต มดี งั นี้
๕.๑ การประเมนิ การเจริญเตบิ โต โดยการชงั่ นา้ํ หนกั และวัดสว นสงู เด็กแลว นําไปเปรียบเทียบกับเกณฑป กติใน
กราฟแสดงนํ้าหนกั ตามเกณฑอ ายกุ ระทรวงสาธารณสขุ ซงึ่ ใชสาํ หรับติดตามการเจรญิ เตบิ โตโดยรวม วิธีการใชก ราฟมี
ขั้นตอน ดังน้ี
เมอ่ื ช่งั น้ําหนกั เด็กแลว นําน้าํ หนกั มาจุดเคร่อื งหมายกากบาทลงบนกราฟ และอา นการเจรญิ เติบโตของเด็ก
โดยดเู คร่ืองหมายกากบาทวา อยใู นแถบสใี ด อานขอความบนแถบสนี ัน้ ซง่ึ แบงภาวะโภชนาการเปน ๓ กลมุ คือ น้ําหนัก
ทีอ่ ยูในเกณฑปกติ นํา้ หนกั มากเกนเกณฑ นํ้าหนกั นอยกวา เกณฑ ขอ ควรระวังสําหรับผูปกครองและผสู อนคือ ควรดแู ล
นา้ํ หนักเด็กอยา งใหแ บง เบนออกจากเสน ประเมินมิเชนน้นั เด็กมโี อกาสนํา้ หนกั มากเกินเกณฑห รือนา้ํ หนกั นอยกวาเกณฑ
ได
ขอควรคํานงึ ในการประเมนิ การเจรญิ เตบิ โตของเดก็
-เดก็ แตละคนมีความแตกตางกันในดานการเจริญเตบิ โต บางคนรปู รางอว น บางคนชวงคร่ึงหลงั ของ
ขวบปแรก นาํ้ หนักเด็กจะข้ึนชา เน่ืองจากหว งเลนมากขนึ้ และความอยากอาหารลดลง
รา งใหญ บางคนรางเล็ก
-ภาวะโภชนาการเปน ตวั สําคัญที่เกี่ยวขอ งกบั ขนาดของรปู ราง แตไมใ ชสาเหตเุ ดยี ว
-กรรมพันธุ เดก็ อาจมีรูปรา งเหมอื นพอ แมคนใดคนหนึ่ง ถา พอ หรอื แมเต้ีย ลกู อาจเต้ียและพวกนีอ้ าจมี
นา้ํ หนกั ต่าํ กวาเกณฑเฉลย่ี ไดแ ละมักจะเปนเดก็ ทท่ี านอาหารไดน อ ย
๕.๒ การตรวจสขุ ภาพอนามยั เปน ตวั ช้วี ดั คุณภาพของเด็ก โดยพิจารณาความสะอาดส่ิงปกติขอรา งกายทีจ่ ะ
สงผลตอ การดําเนนิ ชีวิตและการเจรญิ เติบโตของเดก็ ซึ่งจะประเมนิ สขุ ภาพอนามัย ๙ รายการคอื ผมและศีรษะ หแู ละ
ใบหู มอื และเล็บมอื เทา และเลบ็ เทา ปาก ลนิ้ และฟน จมกู ตา ผวิ หนงั และใบหนา และเสอื้ ผา
๒.๓ เกณฑก ารประเมินพัฒนาการ
การสรางเกณฑห รอื พฒั นาเกณฑห รือกําหนดเกณฑก ารประเมินพฒั นาการของเดก็ ปฐมวัย ผูสอนควรใหความ
สนใจในสวนทเ่ี ก่ียวขอ ดังนี้
๑. การวางแผนการสงั เกตพฤตกิ รรมของเด็กอยา งเปน ระบบ เชน จะสังเกตเด็กคนใดบางในแตละวนั กําหนด
พฤตกิ รรมท่สี งั เกตใหช ัดเจน จัดทาํ ตารางกาํ หนดการสังเกตเด็กเปน รายบุคคล รายกลุม ผสู อนตองเลือกสรรพฤติกรรมท่ี
ตรงกบั ระดับพัฒนาการของเด็กคนนั้นจริงๆ
๒. ในกรณที ีห่ องเรียนมนี กั เรียนจาํ นวนมาก ผสู อนอาจเลือกสงั เกตเฉพาะเดก็ ที่ทําไดด ีแลวและเด็กทีย่ งั ทําไมได
สวนเดก็ ปานกลางใหถือวา ทําไดไปตามกจิ กรรม
๓. ผสู อนตองสังเกตจากพฤตกิ รรม คาํ พดู การปฏิบัติตามขน้ั ตอนในระหวา งทาํ งาน/กจิ กรรม และคณุ ภาพของ
ผลงาน/ชิ้นงาน รองรอยท่ีนํามาใชพิจารณาตัดสินผลของการทาํ งานหรือการปฏบิ ตั ิ ตวั อยา งเชน
๑) เวลาทใ่ี ชในการทํากจิ กรรม/ทาํ งาน ถาเด็กไมชอบ ไมชํานาญจะใชเวลามาก มีทาทางอดิ ออด ไม
กลา ไมเต็มใจทํางาน
๒) ความตอ เนื่อง ถาเดก็ ยงั มีการหยุดชะงกั ลังเล ทาํ งานไมต อเน่อื ง แสดงวาเดก็ ยังไมชาํ นาญหรอื ยงั
ไมพ รอ ม
๓) ความสัมพนั ธ ถาการทํางาน/ปฏิบัตนิ ัน้ ๆมคี วามสมั พันธตอเน่อื ง ไมราบร่นื ทาทางมือและเทา ไม
สัมพันธก ัน แสดงวาเดก็ ยังไมช าํ นาญหรือยงั ไมพรอ ม ทาที่แสดงออกจึงไมสงางาม
๔) ความภมู ใิ จ ถาเดก็ ยงั ไมชืน่ ชม กจ็ ะทาํ งานเพียงใหแลว เสรจ็ อยางรวดเร็ว ไมม ีความภมู ิใจในการ
ทาํ งาน ผลงานจึงไมป ระณีต
๒.๓.๑ ระดับคุณภาพผลการประเมนิ พฒั นาการเดก็
การใหระดับคุณภาพผลการประเมนิ พฒั นาการของเด็กทงั้ ในระดับชน้ั เรียนและระดับสถานศกึ ษาควรกําหนด
ในทศิ ทางหรอื รปู แบบเดียวกัน สถานศึกษาสามารถใหระดับคณุ ภาพผลการประเมินพัฒนาการของเด็กท่ีสะทอ น
มาตรฐานคุณลกั ษณะที่พึงประสงค ตวั บง ช้ี สภาพที่พงึ ประสงค หรอื พฤตกิ รรมท่จี ะประเมิน เปน ระบบตวั เลข เชน ๑
หรือ ๒ หรอื ๓ หรือเปนระบบทีใ่ ชคําสําคญั เชน ดี พอดี หรอื ควรสง เสริม ตามท่สี ถานศกึ ษากาํ หนด ตวั อยา งเชน
ระบบตวั เลข ระบบท่ใี ชค ําสําคญั
๓ ดี
๒ พอใช
๑ ควรสง เสริม
สถานศกึ ษาอาจกาํ หนดระดับคุณภาพของการแสดงออกในพฤติกรรม เปน ๓ ระดับ ดงั น้ี
ระดับคณุ ภาพ ระบบทีใ่ ชค ําสําคัญ
๑ หรอื ควรสงเสริม เด็กมคี วามลังเล ไมแนใจ ไมย อมปฏบิ ัติกิจกรรม ทงั้ น้ี เนอื่ งจากเดก็ ยงั ไมพ รอ ม ยงั
ม่ันใจ และกลัวไมปลอดภยั ผูสอนตองย่ัวยหุ รอื แสดงใหเหน็ เปนตัวอยางหรือตอ ง
คอยอยูใกลๆ คอ ยๆใหเด็กทาํ ทลี ะข้ันตอน พรอมตองใหก ําลงั ใจ
๒ หรอื พอใช เด็กแสดงไดเ อง แตยังไมคลอง เด็กกลา ทํามากข้นึ ผูสอนกระตนุ นอยลง ผูส อนตอง
คอยแกไขในบางครง้ั หรือคอยใหก าํ ลังใจใหเดก็ ฝกปฏบิ ัติมากขึ้น
๓ หรือ ดี เด็กแสดงไดอ ยา งชํานาญ คลอ งแคลว และภมู ิใจ เด็กจะแสดงไดเ องโดยไมต อ ง
กระตุน มคี วามสัมพนั ธทีด่ ี
ตัวอยางคําอธบิ ายคุณภาพ
พฒั นาการดานรา งกาย : สุขภาพอนามยั พฒั นาการดา นรางกาย : กระโดดเทาเดยี ว
ระดบั คณุ ภาพ คําอธบิ ายคุณภาพ ระดบั คณุ ภาพ คาํ อธบิ ายคุณภาพ
๑หรือ ควรสง เสริม สง เสริมความสะอาด ๑หรือ ควรสงเสริม ทาํ ไดแ ตไ มถ กู ตอ ง
๒ หรอื พอใช สะอาดพอใช ๒ หรอื พอใช ทาํ ไดถ กู ตอ ง แตไ มค ลอ งแคลว
๓ หรอื ดี สะอาด ๓ หรอื ดี ทําไดถ กู ตอ ง และคลองแคลว
พัฒนาการดานอารมณ : ประหยัด
ระดบั คุณภาพ คําอธบิ ายคุณภาพ
๑หรือ ควรสงเสรมิ ใชสิ่งของเครอ่ื งใชเกนิ ความจําเปน
๒ หรือ พอใช ใชส่ิงของเครื่องใชอยา งประหยดั เปนบางครง้ั
๓ หรือ ดี ใชสิ่งของเครื่องใชอ ยา งประหยัดตามความจําเปน ทุกครั้ง
พัฒนาการดานสงั คม : ปฏบิ ตั ิตามขอตกลง
ระดบั คณุ ภาพ คาํ อธบิ ายคุณภาพ
๑หรือ ควรสง เสริม ไมปฏิบัติตามขอ ตกลง
๒ หรือ พอใช ปฏบิ ัตติ ามขอ ตกลง โดยมีผชู ีน้ าํ หรือกระตนุ
๓ หรือ ดี ปฏบิ ตั ิตามขอ ตกลงไดดว ยตนเอง
พัฒนาการดานสติปญ ญา : เขียนช่อื ตนเองตามแบบ
ระดบั คณุ ภาพ คาํ อธบิ ายคุณภาพ
๑หรอื ควรสง เสริม เขยี นช่ือตนเองไมไ ด หรอื เขียนเปน สัญลกั ษณท ่ีไมเ ปนตัวอักษร
๒ หรอื พอใช เขยี นชอ่ื ตนเองได มีอกั ษรบางตวั กลับหัว กลับดา นหรือสลบั ท่ี
๓ หรือ ดี เขียนชอ่ื เองได ตัวอกั ษรไมก ลับหวั ไมก ลับดา นไมส ลบั ที่
๒.๓.๒ การสรุปผลการประเมนิ พัฒนาการเด็ก
หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช... กาํ หนดเวลาเรยี นสําหรับเด็กปฐมวัยตอปการศึกษาไมน อยกวา ๑๘๐
วนั สถานศึกษาจึงควรบรหิ ารจัดการเวลาทไี่ ดรับนใี้ หเกดิ ประโยชนสงู สดุ ตอ การพัฒนาเดก็ อยา งรอบดานและสมดุล
ผสู อนควรมเี วลาในการพัฒนาเดก็ และเตมิ เตม็ ศักยภาพของแด็ก เพื่อใหการจดั ประสบการณก ารเรียนรมู ปี ระสทิ ธภิ าพ
ผสู อนตอ งตรวจสอบพฤติกรรมที่แสดงพัฒนาการของเดก็ ตอ เนอื่ งมีการประเมินซ้ําพฤติกรรมน้นั ๆอยา งนอย ๑ ครง้ั ตอ
ภาคเรียน เพอ่ื ยนื ยันความเชอ่ื มน่ั ของผลการประเมนิ พฤตกิ รรมนน้ั ๆ และนาํ ผลไปเปน ขอ มลู ในการสรุปการประเมิน
สภาพทพี่ ึงประสงคข องเดก็ ในแตละสภาพที่พึงประสงค นําไปสรุปการประเมินตวั บง ช้ีและมาตรฐานคุณลกั ษณะท่พี งึ
ประสงคต ามลาํ ดับ
อน่ึง การสรุประดบั คณุ ภาพของการประเมินพฒั นาการเดก็ วิธีการทางสถิติท่เี หมาะสมและสะดวกไมยุง ยาก
สําหรบั ผูสอน คอื การใชฐ านนิยม (Mode) ในบางครั้งพฤติกรรม หรอื สภาพท่ีพึงประสงคห รือตัวบง ช้ีนยิ มมากวา ๑
ฐานนิยม ใหอยูในดลุ ยพินจิ ของสถานศึกษา กลาวคอื เมื่อมรี ะดบั คุณภาพซํ้ามากกวา ๑ ระดับ สถานศกึ ษาอาจตัดสนิ
สรปุ ผลการประเมินพฒั นาการบนพื้นฐาน หลักพัฒนาการและการเตรียมความพรอ ม หากเปนภาคเรียนที่ ๑
สถานศกึ ษาควรเลือกตัดสนิ ใจใชฐ านนยิ มท่ีมีระดบั คุณภาพต่ํากวาเพื่อใชเปน ขอมูลในการพัฒนาเด็กใหพ รอมมากขึ้น
หากเปน ภาคเรยี นที่ ๒ สถานศึกษาควรเลือกตดั สินใจใชฐานนยิ มทม่ี รี ะดบั คุณภาพสงู กวาเพือ่ ตัดสนิ และการสงตอเด็กใน
ระดบั ชั้นทสี่ งู ขน้ึ
๒.๓.๓ การเลื่อนช้นั อนุบาลและเกณฑการจบการศึกษาระดบั ปฐมวยั
เม่ือส้ินปการศึกษา เด็กจะไดร บั การเลอื่ นชั้นโดยเด็กตอ งไดร ับการประเมนิ มาตรฐานคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค
ทงั้ ๑๒ ขอ ตามหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัย เพ่ือเปนขอ มูลในการสง ตอยอดการพัฒนาใหกับเดก็ ในระดบั สงู ขนึ้ ตอไป
และเนอื่ งจากการศกึ ษาระดับอนุบาลเปน การจัดการศึกษาขน้ั พน้ื ฐานทีไ่ มน ับเปนการศึกษาภาคบังคับ จงึ ไมม กี าร
กาํ หนดเกณฑก ารจบชนั้ อนุบาล การเทยี บโนการเรยี น และเกณฑการเรียนซํา้ ชนั้ และหากเด็กมแี นวโนมวาจะมปี ญหา
ตอการเรยี นรูใ นระดบั ทีส่ งู ข้ึน สถานศกึ ษาอาจต้งั คณะกรรมการเพือ่ พจิ ารณาปญ หา และประสานกับหนว ยงานที่
เก่ียวของในการใหความชว ยเหลอื เชน เจา หนาท่ีสาธารณสุขสง เสริมตาํ บล นกั จติ วทิ ยา ฯลฯ เขารวมดาํ เนินงาน
แกปญ หาได
อยางไรก็ตาม ทักษะท่ีนาํ ไปสูความพรอ มในการเรยี นรูทีส่ ามารถใชเ ปนรอยเชื่อมตอระหวา งชัน้ อนบุ าลกับช้นั
ประถมศึกษาปที่ ๑ ทคี่ วรพิจารณามีทกั ษะดงั นี้
๑. ทักษะการชวยเหลือตนเอง ไดแก ใชห องนาํ้ หองสว มไดดว ยตนเอง แตง กายไดเอง เกบ็ ของเขา ที่เม่อื เลน
เสรจ็ และชวยทาํ ความสะอาด รจู ักรองขอใหชวยเม่อื จําเปน
๒. ทักษะการใชกลา มเนื้อใหญ ไดแก วิ่งไดอ ยางราบร่ืน ว่งิ กาวกระโดดได กระดว ยสองขาพน จากพ้นื ถือจับ
ขวา ง กระดอนลูกบอลได
๓. ทกั ษะการใชกลา มเนือ้ เลก็ ไดแ ก ใชม อื หยิบจับอปุ กรณว าดภาพและเขยี น วาดภาพคนมีแขน ขา และสว น
ตางๆของรางกาย ตดั ตามรอยเสน และรปู ตางๆ เขียนตามแบบอยา งได
๔. ทักษะภาษาการรหู นงั สอื ไดแ ก พดู ใหผ ูอืน่ เขาใจได ฟงและปฏิบตั ติ ามคําชี้แจงงงายๆ ฟง เร่อื งราวและคาํ
คลองจองตา งๆอยา งสนใจ เขารวมฟง สนทนาอภิปรายในเรอ่ื งตางๆ รูจักผลดั กนั พูดโตต อบ เลาเรอ่ื งและทบทวน
เรื่องราวหรอื ประสบการณต างๆ ตามลาํ ดบั เหตุการณเ ลา เรอื่ งจากหนังสอื ภาพอยา งเปนเหตุเปนผล อา นหรือจดจําคํา
บางคําท่มี ีความหมายตอตนเอง เขียนชื่อตนเองได เขยี นคําท่ีมีความหมายตอ ตนเอง
๕. ทกั ษะการคดิ ไดแ ก แลกเปลีย่ นความคิดและใหเหตผุ ลได จดจําภาพและวัสดทุ ่ีเหมือนและตางกันได ใชค าํ
ใหมๆในการแสดงความคดิ ความรูสกึ ถามและตอบคาํ ถามเกี่ยวกบั เรอ่ื งทฟี่ งเปรียบเทียบจํานวนของวตั ถุ ๒ กลุม โดย
ใชค ํา “มากกวา ” “นอยกวา ” “เทา กนั ” อธิบายเหตุการณ/ เวลา ตามลําดับอยางถูกตอง รูจ กั เชอ่ื มโยงเวลากบั กิจวัตร
ประจําวนั
๖. ทกั ษะทางสังคมและอารมณ ไดแ ก ปรับตัวตามสภาพการณ ใชค ําพดู เพ่อื แกไ ขขอ ขดั แยง น่งั ไดน าน ๕-๑๐
นาที เพื่อฟง เรอ่ื งราวหรือทาํ กจิ กรรม ทํางานจนสาํ เรจ็ รวมมือกับคนอนื่ และรจู ักผลัดกันเลน ควบคุมอารมณตนเองได
เมื่อกังวลหรือตืน่ เตน หยุดเลนและทําในสงิ่ ที่ผใู หญต องการใหทาํ ได ภมู ิใจในความสาํ เรจ็ ของตนเอง
๓. การรายงานผลการประเมินพฒั นาการ
การรายงานผลการประเมินพฒั นาการเปน การสอื่ สารใหพอแม ผูปกครองไดรบั ทราบความกาวหนาในการ
เรยี นรูของเดก็ ซง่ึ สถานศึกษาตอ งสรปุ ผลการประเมนิ พัฒนาการ และจดั ทาํ เอกสารรายงานใหผ ูปกครองทราบเปน
ระยะๆ หรอื อยา งนอยภาคเรียนละ ๑ ครงั้
การรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการสามารถรายงานเปน ระดบั คุณภาพท่แี ตกตางไปตามพฤตกิ รรมที่
แสดงออกถึงพัฒนาการแตล ะดาน ทส่ี ะทอ นมาตรฐานคุณลกั ษณะที่พงึ ประสงคทง้ั ๑๒ ขอ ตามหลักสตู รการศึกษา
ปฐมวยั
๓.๑ จุดมุง หมายการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ
๑) เพือ่ ใหผูเก่ียวขอ ง พอ แม และผูปกครองใชเ ปนขอ มูลในการปรบั ปรุงแกไข สง เสริม และ
พัฒนาการเรยี นรูข องเดก็
๒) เพอื่ ใหผ ูสอนใชเปนขอ มูลในการวางแผนการจัดประสบการณก ารเรยี นรู
๓) เพอื่ เปน ขอ มูลสาํ หรบั สถานศึกษา เขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษา และหนวยงานตนสงั กัดใชประกอบในการ
กาํ หนดนโยบายวางแผนในการพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษา
๓.๒ ขอมูลในการรายงานผลการประเมนิ พฒั นาการ
๓.๒.๑ ขอมูลระดบั ชน้ั เรยี น ประกอบดว ย เวลาเรียนแบบบันทึกการประเมนิ พัฒนาการตามหนว ย
การจดั ประสบการณ สมุดบนั ทึกผลการประเมนิ พฒั นาการประจําชั้น และสมดุ รายงานประจําตวั นกั เรยี น และสาร
นทิ ศั นทสี่ ะทอ นการเรียนรูของเดก็ เปน ขอ มลู สําหรบั รายงานใหผมู ีสว นเก่ียวของ ไดแก ผบู ริหารสถานศกึ ษา ผูสอน
และผูป กครอง ไดร บั ทราบความกา วหนา ความสําเรจ็ ในการเรยี นรูของเดก็ เพื่อนําไปในการวางแผนกําหนดเปา หมาย
และวิธีการในการพฒั นาเดก็
๓.๒.๒ ขอมูลระดบั สถานศกึ ษา ประกอบดวย ผลการประเมนิ มาตรฐานคุณลักษณะที่พงึ ประสงคท ัง้
๑๒ ขอตามหลกั สูตร เพ่ือใชเปน ขอ มูลและสารสนเทศในการพฒั นาการจดั ประสบการณก ารเรยี นการสอนและคุณภาพ
ของเด็ก ใหเปนไปตามมาตรฐานคุณลักษณะทพี่ งึ ประสงคแ ละแจงใหผปู กครอง และผเู ก่ียวขอ งไดรบั ทราบขอมูล โดยผู
มีหนาที่รับผิดชอบแตละฝายนําไปปรบั ปรงุ แกไ ขและพัฒนาเด็กใหเ กิดพฒั นาการอยา งถกู ตอ ง เหมาะสม รวมท้งั นาํ ไป
จดั ทําเอกสารหลักฐานแสดงพฒั นาการของผเู รียน
๓.๒.๓ ขอมลู ระดับเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษา ไดแ ก ผลการประเมนิ มาตรฐานคณุ ลกั ษณะทพี่ งึ ประสงคท ัง้
๑๒ ขอ ตามหลักสตู รเปนรายสถานศึกษา เพอ่ื เปนขอมลู ท่ีศกึ ษานเิ ทศก/ ผเู กยี่ วขอ งใชวางแผนและดาํ เนนิ การพฒั นา
คณุ ภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาในเขตพ้ืนที่การศึกษา เพอ่ื ใหเกิดการยกระดบั คุณภาพเดก็ และมาตรฐาน
การศึกษา
๓.๓ ลกั ษณะขอ มลู สาํ หรับการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ
การรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการ สถานศกึ ษาสามารถเลือกลกั ษณะขอ มูลสําหรบั การรายงานไดหลาย
รูปแบบใหเหมาะสมกับวิธีการรายงานและสอดคลองกับการใหระดบั ผลการประเมินพัฒนาการโดยคาํ นงึ ถึง
ประสิทธิภาพของการรายงานและการนําขอ มูลไปใชประโยชนข องผูรายงานแตล ะฝา ยลักษณะขอ มูลมีรูปแบบ ดังนี้
๓.๓.๑ รายงานเปนตัวเลข หรอื คาํ ท่ีเปน ตัวแทนระดับคุณภาพพฒั นาการของเด็กทีเ่ กดิ จากการ
ประมวลผล สรปุ ตัดสินขอมลู ผลการประเมนิ พัฒนาการของเด็ก ไดแ ก
- ระดับผลการประเมินพฒั นาการมี ๓ ระดับ คือ ๓ ๒ ๑
- ผลการประเมนิ คณุ ภาพ “ด”ี “พอใช” และ “ควรสง เสรมิ ”
๓.๓.๒ รายงานโดยใชสถิติ เปนรายงานจากขอมูลทเี่ ปนตวั เลข หรอื ขอความใหเปน ภาพแผนภมู หิ รอื
เสนพฒั นาการ ซง่ึ จะแสดงใหเห็นพัฒนาการความกา วหนา ของเด็กวาดีขึ้น หรือควรไดรบั การพฒั นาอยางไร เม่อื เวลา
เปลี่ยนแปลงไป
๓.๓.๓ รายงานเปน ขอ ความ เปนการบรรยายพฤตกิ รรมหรือคณุ ภาพทผ่ี ูสอนสงั เกตพบ เพื่อรายงาน
ใหท ราบวาผเู กยี่ วขอ ง พอ แม และผปู กครองทราบวา เด็กมคี วามสามารถ มพี ฤตกิ รรมตามคุณลกั ษณะท่พี งึ ประสงคตาม
หลกั สตู รอยางไร เชน
- เด็กรบั ลูกบอลท่ีกระดอนจากพน้ื ดว ยมือท้ัง ๒ ขางไดโ ดยไมใชล ําตวั ชวยและลกู บอลไมต กพน้ื
- เดก็ แสดงสีหนา ทา ทางสนใจ และมีความสุขขณะทํางานทุกชว งกิจกรรม
- เด็กเลนและทํางานคนเดยี วเปน สวนใหญ
- เด็กจับหนงั สอื ไมกลับหัว เปด และทําทา ทางอา นหนงั สอื และเลาเรอ่ื งได
๓.๔ เปาหมายของการรายงาน
การดาํ เนนิ การจัดการศึกษาปฐมวยั ประกอบดว ย บุคลากรหลายฝายรวมมือประสานงานกันพฒั นา
เดก็ ทางตรงและทางออม ใหมพี ฒั นาการ ทกั ษะ ความสามารถ คุณธรรม จรยิ ธรรม คานิยมและคุณลกั ษณะท่ีพึง
ประสงคโดยผมู สี วนรว มเกี่ยวของควรไดร ับการายงานผลการประเมินพฒั นาการของเด็กเพ่อื ใชเปนขอมลู ในการ
ดาํ เนินงาน ดงั นี้
กลุมเปา หมาย การใชขอมลู
ผูสอน -วางแผนและดําเนนิ การปรับปรุงแกไ ขและพฒั นาเด็ก
-ปรับปรงุ แกไขและพฒั นาการจัดการเรยี นรู
ผบู ริหารสถานศกึ ษา -สง เสริมพฒั นากระบวนการจัดการเรียนรรู ะดบั ปฐมวยั ของสถานศกึ ษา
พอ แม และผปู กครอง -รบั ทราบผลการประเมนิ พัฒนาการของเดก็
-ปรบั ปรุงแกไขและพัฒนาการเรียนรขู องเดก็ รวมท้ังการดูแลสุขภาพอนามัยรา งกาย
อารมณ จติ ใจ สงั คม และพฤติกรรมตางๆของเดก็
คณะกรรมการสถานศกึ ษา -พัฒนาแนวทางการจัดการศึกษาปฐมวัยสถานศกึ ษา
ข้นั พ้นื ฐาน
สาํ นักงานเขตพนื้ ท่ี -ยกระดับและพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวยั ของสถานศกึ ษาในเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
การศึกษา/หนวยงานตน นิเทศ กาํ กบั ติดตาม ประเมินผลและใหค วามชว ยเหลอื การพฒั นาคุณภาพการศึกษา
สังกดั ปฐมวยั ของสถานศึกษาในสงั กัด
๓.๕ วิธีการรายงานผลการประเมนิ พฒั นาการ
การรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการใหผ ูเกย่ี วของรับทราบ สามารถดาํ เนนิ การ ไดดังนี้
๓.๕.๑ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการในดอกสารหลักฐานการศึกษา ขอ มูลจากแบบ
รายงาน สามารถใชอางอิง ตรวจสอบ และรับรองผลพัฒนาการของเดก็ เชน
- แบบบนั ทึกผลการประเมินพัฒนาการประจาํ ชั้น
- แฟม สะสมงานของเดก็ รายบคุ คล
-สมดุ รายงานประจําตัวนกั เรยี น
-สมุดบนั ทกึ สุขภาพเด็ก
ฯลฯ
๓.๕.๒ การรายงานคณุ ภาพการศกึ ษาปฐมวยั ใหผเู ก่ียวขอ งทราบ สามารถรายงานไดหลายวิธี เช
- รายงานคุณภาพการศึกษาปฐมวยั ประจําป
- วารสาร/จลุ สารของสถานศกึ ษา
-จดหมายสว นตัว
-การใหคาํ ปรึกษา
-การใหพบครทู ่ีปรกึ ษาหรือการประชมุ เครือขา ยผูปกครอง
- การใหขอ มูลทางอนิ เตอรเ น็ตผานเว็ปไซตข องสถานศึกษา
ภารกจิ ของผูส อนในการประเมนิ พัฒนาการ
การประเมินพัฒนาการตามหลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั ท่มี ีคุณภาพและประสิทธิภาพนั้น เกิดขนึ้ ในหองเรียน
และระหวา งการจดั กิจกรรมประจาํ วันและกิจวัตรประจาํ วนั ผูสอนตอ งไมแยกการประเมินพฒั นาการออกจากการจัด
ประสบการณตามตารางประจําวัน ควรมีลักษณะการประเมินพฒั นาการในช้ันเรียน (Classroom Assessment) ซง่ึ
หมายถงึ กระบวนการและการสังเกต การบันทึกและรวบรวมขอมูลจากการปฏิบัติกิจวตั รประจาํ วัน/กจิ กรรมประจําวัน
ตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ผูสอนควรจัดทําขอมูลหลกั ฐานหรือเอกสารอยางเปน ระบบ เพ่ือเปน
หลักฐานแสดงใหเ หน็ รองรอยของการเจรญิ เติบโตพฒั นาการและการเรียนรขู องเดก็ ปฐมวยั แลว นํามาวเิ คราะห ตีความ
บันทึกขอ มูลทีไ่ ดจ ากการประเมนิ พัฒนาการวา เด็กรูอะไร สามารถทาํ อะไรได และจะทาํ ตอไปอยา งไร ดว ยวิธีการและ
เคร่อื งมอื ทห่ี ลากหลายท้งั ท่ีเปน ทางการและไมเปนทางการ ท้งั น้ันการดําเนินการดังกลา วเกดิ ขึ้นตลอดระยะเวลาของ
การปฏบิ ตั กิ ิจวตั รประจาํ วนั /กจิ กรรมประจําวนั และการจดั ประสบการณเ รียนรู
ดงั นนั้ ขอ มูลที่เกดิ จากการประเมนิ ที่มีคุณภาพเทาน้ัน จึงสามารถนาํ ไปใชประโยชน ตรงตามเปาหมาย ผูสอน
จาํ เปนตอ งมคี วามรูความเขาใจอยางถองแทใ นหลักการ แนวคดิ วธิ ดี ําเนินงานในสว นตางๆท่ีเกย่ี วขอ งกบั หลักสูตรการ
จัดประสบการเรียนรู เพ่อื สามารถนาํ ไปใชในการวางแผนและออกแบบการประเมินพฒั นาการไดอยา งมีประสทิ ธภิ าพ
บนพ้นื ฐานการประเมนิ พฒั นาการในชนั้ เรียนที่มคี วามถกู ตอ ง ยตุ ธิ รรม เช่อื ถอื ได มีความสมบรู ณ ครอบคลมุ ตาม
จุดหมายของหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวยั สะทอ นผลและสภาพความสําเรจ็ เมือ่ เปรียบเทยี บกับเปา หมายของการ
ดาํ เนินการจัดการศึกษาปฐมวยั ทงั้ ในระดับนโยบาย ระดบั ปฏิบัติการ และผมู ีสว นเกยี่ วของตอไป
๑. ขั้นตอนการประเมินพฒั นาการเดก็ ปฐมวยั
การประเมินพฒั นาการเด็กของผสู อนระดบั ปฐมวยั จะมีข้ันตอนสําคัญๆคลายคลึงกับการประเมินการศกึ ษา
ทว่ั ไป ข้ันตอนตา งๆอาจปรับลด หรือเพิ่มไดตามความเหมาะสมกบั บรบิ ทของสถานศกึ ษาและสอดคลองกบั การจัด
ประสบการณ หรอื อาจสลับลาํ ดบั กอ นหลังไดบ าง ขั้นการประเมนิ พัฒนาการเด็กปฐมวยั โดยสรปุ ควรมี ๖ ข้ันตอน ดังนี้
ขนั้ ตอนท่ี ๑ การวิเคราะหม าตรฐานคุณลกั ษณะที่พงึ ประสงค ตัวบง ชี้ และสภาพท่ีพึงประสงค ตวั บงช้ี และ
สภาพท่พี งึ ประสงคท่สี มั พันธกบั หนวยการจัดประสบการณตางๆ อันจะเปนประโยชนใ นการดําเนินงานการประเมิน
พัฒนาการอยางเปน ระบบและครอบคลุมทว่ั ถึง
ขน้ั ตอนท่ี ๒ การกาํ หนดสิ่งที่จะประเมินและวิธกี ารประเมนิ ในขนั้ ตอนนีส้ ่งิ ท่ผี สู อนตองทาํ คอื การกําหนดการ
ประเดน็ การประเมิน ไดแ ก สภาพทพ่ี งึ ประสงคใ นแตละวัยของเด็กที่เกดิ จากกาจัดประสบการณในแต การจัด
ประสบการณ มากําหนดเปน จดุ ประสงคการเรยี นรขู องหนวยการเรียนรู จดุ ประสงคยอ ยของกิจกรรมตามตาราง
ประจาํ วัน ๖กจิ กรรมหลัก หรอื ตามรูปแบบการจัดประสบการณท ีก่ าํ หนด ผูสอนตองวางแผนและออกแบบวิธีการ
ประเมนิ ใหเ หมาะสมกบั กจิ กรรม บางครง้ั อาจใชการสังเกตพฤตกิ รรม การประเมนิ ผลงาน/ชนิ้ งาน การพดู คุยหรือ
สัมภาษณเ ด็ก เปนตน ทง้ั นีว้ ิธีการทผี่ สู อนเลือกใชตองมีความหมายหลากหลาย หรือมากวา ๒ วธิ ีการ
ขน้ั ตอนที่ ๓ การสรางเครื่องมอื และเกณฑก ารประเมนิ ในขัน้ ตอนนี้ ผสู อนจะตองกาํ หนดเกณฑก าร ประเมนิ
พัฒนาการใหสอดคลองกับพฤตกิ รรมทจ่ี ะประเมินในข้นั ตอนท่ี ๒ อาจใชแ นวทางการกําหนดเกณฑท่ี กลาวมาแลว
ขา งตน ในสวนที่ ๒ เปน เกณฑการประเมนิ แยกสวนของแตละพฤตกิ รรมและเกณฑสรุปผลการ ประเมิน พรอมกบั จัดทํา
แบบบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรมตามสภาพทพี่ ึงประสงคข องแตล ะหนว ยการจดั ประสบการณน ้ันๆ
ขน้ั ตอนท่ี ๔ การดาํ เนินการเก็บรวบรวมขอ มูล เปนขน้ั ตอนทีผ่ สู อนออกแบบ/วางแผนและทาํ การสงั เกต
พฤตกิ รรมของเด็กเปน รายบุคคล รายกลุม การพดู คยุ หรอื การสมั ภาษณเดก็ หรอื การประเมนิ ผลงาน/ชนิ้ งานของเด็ก
อยา งเปน ระบบ เพื่อรวบรวมขอ มลู พฒั นาการของเด็กใหท ัว่ ถึงครบทกุ คน สอดคลอ งและตรงประเดน็ การประเมนิ ท่ี
วางแผนไวในขนั้ ตอนท่ี ๔ บันทกึ ลงในเครอ่ื งมือที่ผูสอนพฒั นาหรือจดั เตรยี มไว
การบันทกึ ผลการประเมนิ พัฒนาการตามสภาพท่ีพึงประสงคของแตละหนวยการจดั ประสบการณนน้ั ผสู อน
เปนผปู ระเมินเด็กเปน รายบคุ คลหรือรายกลมุ อาจใหร ะดับคุณภาพ ๓ หรอื ๒ หรอื ๑ หรือใหคําสําคญั
ท่เี ปนคณุ ภาพ เชน ดี พอใช ควรสง เสรมิ ก็ได ทั้งน้ีควรเปน ระบบเดยี วกันเพอ่ื สะดวกในการวิเคราะหขอมลู และแปลผล
การประเมินพฒั นาการเดก็ ในระยะตน ควรเปนการประเมินเพอื่ ความกา วหนาไมค วรเปนการประเมนิ เพ่อื ตัดส้ิน
พฒั นาการเด็ก หากผลการประเมินพบวา เด็กอยใู นระดับ ๑ พฤตกิ รรมหนึ่งพฤติกรรมใดผูสอนตองทําความเขา ใจวา
เดก็ คนน้ันมพี ัฒนาการเรว็ หรือชา ผูสอนจะตอ งจัดประสบการณส งเสรมิ ในหนว ยการจัดประสบการณต อ ไปอยา งไร
ดังนัน้ การเก็บรวบรวมขอ มูลผลการประเมินพฒั นาการในแตละหนวยการจดั ประสบการณของผสู อน จงึ เปน การสะสม
หรือรวบรวมขอมลู ผลการประเมินพัฒนาการของเด็กรายบคุ คล หรือรายกลุม นน่ั เอง เมื่อผูสอนจัดประสบการณครบทุก
หนว ยการจัดประสบการณต ามที่วเิ คราะหสาระการเรยี นรูรายปข องแตละภาคเรยี น
ขนั้ ตอนท่ี ๕ การวิเคราะหขอ มูลและแปลผล ในข้ันตอนน้ี ผูสอนท่เี ปน ผูป ระเมิน ควรดาํ เนินดาร ดงั น้ี
๑) การวิเคราะหและแปลผลการประเมนิ พัฒนาการเมอื่ ส้ินสุดหนว ยการจัดประสบการณ ผูสอนจะ
บันทึกผลการประเมนิ พัฒนาการของเดก็ ลงในแบบบนั ทกึ ผลการสังเกตพฤตกิ รรมตามสภาพท่พี งึ ประสงคของหนว ยการ
จดั ประสบการณห นวยที ๑ จนถึงหนวยสุดทายของภาคเรียน
๒) การวเิ คราะหและแปลผลการประเมินประจําภาคเรียนหรอื ภาคเรยี นท่ี ๒ เม่ือสิ้นปการศึกษา
ผสู อนจะนาํ ผลการประเมนิ พฒั นาการสะสมที่รวบรวมไวจากทกุ หนว ยการเรยี นรสู รุปลงในสมดุ บนั ทกึ ผลประเมิน
พัฒนาการประจาํ ชน้ั และสรปุ ผลพฒั นาการรายดานทง้ั ช้ันเรียน
ข้นั ตอนที่ ๖ การสรปุ รายงานผลและการนําขอมูลไปใช เปนขัน้ ตอนท่ผี ูสอนซ่ึงเปนครปู ระจําชั้นจะสรุปผลเพอ่ื
ตัดสินพฒั นาการของเดก็ ปฐมวัยเปนรายตวั บงชี้รายมาตรฐานและพฒั นาการทงั้ ๔ ดา น เพ่อื นําเสนอผูบ รหิ าร
สถานศกึ ษาอนมุ ตั ิการตัดสนิ และแจง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พรอมกับครูประจําชน้ั จะจัดทํารายงานผล
การประเมนิ ประจาํ ตัวนกั เรยี น นําขอ มลู ไปใชสรุปผลการประเมินคณุ ภาพเด็ก ของระบบประกันคุณภาพภายในของ
สถานศกึ ษาเมอ่ื สิ้นภาคเรยี นที่ ๒ หรอื เม่ือสิ้นปการศึกษา
รายละเอยี ดการดําเนนิ งานแตละข้ันตอน มีดงั นี้
ข้ันตอนท่ี ๑ การวิเคราะหม าตรฐาน ตัวบงชี้ และสภาพท่พี งึ ประสงคตามหลักสตู รสถานศึกษา โดยนาํ ขอ มลู จากการ
วิเคราะหการเรยี นรูรายปใ นหลักสตู รสถานศึกษาปฐมวัยมาตรวจสอบความถ่ีของตวั บงช้ี และสภาพที่พงึ ประสงคว า เกดิ
ขึ้นกบั เดก็ ตามหนว ยการจัดประสบการณเ รยี นรูใ ดบาง
ขัน้ ตอนท่ี ๑.๑ การวเิ คราะหสาระการเรียนรูรายปของโรงเรยี น
ข้ันตอนที่ ๑.๒ ตรวจสอบความถี่เพ่อื ตรวจสอบจํานวนคร้งั ของตัวบง ช้ี สภาพท่ีพงึ ประสงคว า วางแผนใหเ กิด
พัฒนาการในหนวยการจัดประสบการณการเรียนรูใ ดบางจากหลกั สตู รสถานศกึ ษา
ขั้นตอนท่ี ๒ กําหนดสิง่ ที่ประเมินและวธิ ีการประเมิน โดยกาํ หนดสภาพทพี่ งึ ประสงคท ี่วิเคราะหไวใ นขั้นตอนท่ี
๑.๒ มากําหนดจดุ ประสงคการเรียนรูใน ๖ กิจกรรมหลัก
๒.๑ การเขยี นหรือกาํ หนดจุดประสงคก ารเรียนของหนว ยการจัดประสบการณ
๒.๒ การวางแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู
ข้นั ตอนท่ี ๓ การสรา งเครอ่ื งมอื และเกณฑก ารประเมนิ ผูสอนจะตองกําหนดเกณฑก ารประเมนิ พฒั นาการเด็ก
ใหส อดคลอ งกับพฤตกิ รรมที่จะประเมินตามแผนการจัดกิจกรรม พรอมทําเกณฑการประเมินและสรุปผลการประเมิน
พรอมจดั ทําแบบบันทึกผลหลงั สอนประจําหนวยการจดั ประสบการณ
ข้ันตอนท่ี ๔ การดาํ เนินการเปนการรวบรวมขอ มลู ข้ันตอนน้ี ผสู อนท่ีทําหนา ที่เปน ผูประเมนิ โดยการสงั เกต
พฤตกิ รรมของเดก็ รายบุคคล รายกลมุ การพูดคุยหรือสมั ภาษณเดก็ หรอื การประเมินผลงานชนิ้ งานของเด็กอยางเปน
ระบบ ไปพรอ มๆกับกิจกรรมใหเดก็ เพ่อื รวบรวมขอ มูลพัฒนาการของเดก็ ทกุ คน และบนั ทึกลงแบบบันทกึ ผลหลังสอน
ประจําหนวยการจดั ประสบการณ ทีจ่ ดั เตรียมไว
ขน้ั ตอนท่ี ๕ การวิเคราะหข อมลู และแปลผลเมือ่ สิ้นสดุ หนวยการจดั ประสบการณ ผูสอนจะตรวจสอบความ
ครบถว น สมบูรณของผลการประเมินในแบบบนั ทึกผลการประเมนิ พฒั นาการของเด็กหลังการจัดประสบการณลงใน
แบบบนั ทกึ ผลหลังการจดั ประสบการณประจาํ หนวยการจดั ประสบการณ และเก็บสะสมเพอ่ื นําไดส รปุ ผลในการตัดสนิ
พฒั นาการเด็กในภาพรวมเม่ือสิน้ ปการศกึ ษา โดยผสู อนจะนําผลการประเมนิ พฒั นาสะสมทร่ี วบรวมไวท ุกหนวยการ
เรียนรู มาสรปุ ลงในสมดุ บนั ทึกผลการประเมนิ พัฒนาการประจําช้ันและสรปุ ผลพัฒนาการรายดา นทงั้ ชัน้ เรียน ทงั้ นกี้ าร
สรปุ ผลการประเมนิ พฒั นาการ ผูสอนควรใช ฐานนยิ ม (Mode) จงึ เหมาะสมและสอดคลอ งกับการประเมินมากท่สี ดุ
ตามที่กลาวมาแลว ขางตน
ข้ันตอนท่ี ๖ การสรุปรายงานผลและการนําขอมลู ไปใช ครปู ระจาํ ชน้ั จะสรุปผลเพื่อพฒั นาการของเด็กปฐมวัย
เปน รายตัวบง ช้ี รายมาตรฐานและพัฒนาการท้งั ๔ ดา น และรายงานตอ ผบู รหิ ารสถานศึกษาอนมุ ตั ผิ ลการตัดสินและแจง
คณะกรรมการสถานศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พรอมกบั ครปู ระจําชั้นจะจัดทํารายงานผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก
รายบคุ คล รายภาค และรายปต อผปู กครองในสมดุ รายงานปรําตวั เด็กนกั เรียน
การบริหารจัดการหลกั สูตร
การนาํ หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวัยสกู ารปฏบิ ัติใหเ กิดประสทิ ธิภาพตามจุดหมายของ หลักสูตร ผูเ ก่ยี วขอ งกบั การ
บรหิ ารจดั การหลกั สูตรในระบบสถานศกึ ษา ไดแก ผบู ริหาร ผูสอน พอแม หรอื ผปู กครอง และชมุ ชน มบี ทบาท
สําคญั ยิ่งตอ การพฒั นาคุณภาพของเด็ก
๑. บทบาทผบู ริหารสถานศึกษาปฐมวยั
การจดั การศึกษาแกเ ดก็ ปฐมวัยในระบบสถานศกึ ษาใหเกิดประสิทธผิ ลสูงสดุ
ผบู ริหารสถานศึกษาควรมบี ทบาท ดังนี้
๑.๑ ศึกษาทําความเขา ใจหลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั และมวี ิสัยทัศนดา นการจดั การศึกษาปฐมวัย
๑.๒ คดั เลือกบคุ ลากรทท่ี ํางานกับเด็ก เชน ผสู อน พีเ่ ล้ยี ง อยา งเหมาะสม โดยคํานงึ ถึงคุณสมบตั ิหลัก
ของบคุ ลากร ดงั น้ี
๑.๒.๑ มีวฒุ ิทางการศึกษาดานการอนบุ าลศึกษา การศกึ ษาปฐมวยั หรือผานการอบรมเกย่ี วกับ
การจัดการศกึ ษาปฐมวัย
๑.๒.๒ มคี วามรักเด็ก จิตใจดี มอี ารมณขนั และใจเย็น ใหค วามเปนกนั เองกบั เดก็ อยาง
เสมอภาค
๑.๒.๓ มบี ุคลกิ ของความเปน ผสู อน เขา ใจและยอมรบั ธรรมชาตขิ องเด็กตามวัย
๑.๒.๔ พดู จาสุภาพเรยี บรอ ย ชดั เจนเปน แบบอยางได
๑.๒.๕ มีความเปนระเบยี บ สะอาด และรูจ กั ประหยดั
๑.๒.๖ มคี วามอดทน ขยนั ซ่ือสัตยใ นการปฏิบตั ิงานในหนาทแี่ ละ การปฏิบัติตอเด็ก
๑.๒.๗ มอี ารมณรวมกับเด็ก รจู ักรบั ฟง พิจารณาเร่อื งราวปญ หาตา งๆ ของเดก็ และตดั สนิ ปญ หา
ตางๆอยา งมเี หตุผลดว ยความ เปน ธรรม
๑.๒.๘ มสี ุขภาพกายและสขุ ภาพจิตสมบูรณ
๑.๓ สงเสริมการจัดบรกิ ารทางการศึกษาใหเด็กไดเขา เรียนอยา งทัว่ ถึง และเสมอภาค และปฏิบัติการ
รับเดก็ ตามเกณฑที่กาํ หนด
๑.๔ สง เสรมิ ใหผูสอนและผูที่ปฏบิ ตั ิงานกับเดก็ พัฒนาตนเองมีความรกู าวหนา อยูเสมอ
๑.๕ เปนผนู ําในการจดั ทําหลกั สูตรสถานศึกษาโดยรว มใหค วามเห็นชอบ กําหนดวิสยั ทัศน และ
คุณลักษณะที่พงึ ประสงคข องเด็กทกุ ชวงอายุ
๑.๖ สรา งความรว มมอื และประสานกับบุคลากรทุกฝา ยในการจัดทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษา
๑.๗ จัดใหม ีขอมูลสารสนเทศเก่ียวกับตวั เด็ก งานวิชาการหลกั สูตร อยา งเปน ระบบและมีการ
ประชาสัมพันธห ลักสตู รสถานศกึ ษา
๑.๘ สนบั สนุนการจดั สภาพแวดลอมตลอดจนส่ือ วัสดุ อุปกรณที่เอ้ืออาํ นวยตอ การเรยี นรู
๑.๙ นิเทศ กาํ กับ ตดิ ตามการใชห ลักสูตร โดยจัดใหมีระบบนเิ ทศภายในอยางมีระบบ
๑.๑๐ กํากับติดตามใหมีการประเมนิ คุณภาพภายในสถานศึกษาและนาํ ผลจากการประเมินไปใชใ น
การพฒั นาคณุ ภาพเดก็
๑.๑๑ กาํ กบั ติดตาม ใหมกี ารประเมนิ การนําหลกั สูตรไปใช เพ่ือนําผลจากการประเมนิ มาปรบั ปรงุ
และพัฒนาสาระของหลักสตู รของสถานศกึ ษาใหส อดคลองกบั ความตอ งการของเด็ก บริบทสังคมและใหมีความทนั สมยั
๒. บทบาทผสู อนปฐมวัย
การพัฒนาคณุ ภาพเด็กโดยถอื วาเดก็ มีความสําคญั ท่ีสดุ กระบวนการจดั การศึกษาตอ งสง เสรมิ ใหเด็ก
สามารถพฒั นาตนตามธรรมชาติ สอดคลอ งกับพัฒนาการและเตม็ ตามศักยภาพ ดังนน้ั ผสู อนจงึ มีบทบาทสาํ คญั ยิ่งท่จี ะ
ทําใหกระบวนการจดั การเรียนรูดังกลา วบรรลผุ ลอยางมีประสิทธภิ าพ ผูสอนจงึ ควรมบี ทบาท / หนาท่ี ดงั น้ี
๒.๑ บทบาทในฐานะผูเสริมสรา งการเรยี นรู
๒.๑.๑ จัดประสบการณก ารเรยี นรูส ําหรบั เด็กทเี่ ด็กกําหนดข้ึนดว ยตวั เดก็ เองและผสู อนกบั
เด็กรวมกันกาํ หนด โดยเสรมิ สรา งพัฒนาการเด็กใหค รอบคลมุ ทุกดาน
๒.๑.๒ สง เสริมใหเ ด็กใชข อมูลแวดลอม ศักยภาพของตวั เดก็ และหลักทางวชิ าการในการผลติ
กระทํา หรือหาคาํ ตอบในสงิ่ ที่เดก็ เรียนรอู ยา งมีเหตุผล
๒.๑.๓ กระตุนใหเด็กรวมคดิ แกป ญหา คนควาหาคําตอบดวยตนเองดว ยวิธกี ารศกึ ษาท่ี
นําไปสกู ารใฝร ู และพฒั นาตนเอง
๒.๑.๔ จดั สภาพแวดลอมและสรางบรรยากาศการเรียนทีส่ รางเสรมิ ใหเด็กทํากิจกรรมไดเ ต็ม
ศกั ยภาพและความแตกตางของเดก็ แตละบคุ คล
๒.๑.๕ สอดแทรกการอบรมดานจริยธรรมและคา นิยมที่พงึ ประสงคในการจดั การเรียนรู และ
กิจกรรมตางๆอยางสม่ําเสมอ
๒.๑.๖ ใชก ิจกรรมการเลน เปนสือ่ การเรยี นรูส ําหรับเดก็ ใหเปนไปอยา งมีประสทิ ธภิ าพ
๒.๑.๗ ใชปฏสิ มั พันธที่ดรี ะหวา งผูสอนและเดก็ ในการดาํ เนนิ กจิ กรรมการเรียนการสอนอยาง
สมํ่าเสมอ
๒.๑.๘ จัดการประเมินผลการเรยี นรูท ่สี อดคลอ งกบั สภาพจรงิ และนําผลการประเมนิ มา
ปรับปรงุ พฒั นาคณุ ภาพเด็กเตม็ ศกั ยภาพ
๒.๒ บทบาทในฐานะผูดแู ลเด็ก
๒.๒.๑ สังเกตและสง เสริมพัฒนาการเด็กทกุ ดานทั้งทางดา นรา งกาย อารมณ จิตใจ สงั คม
และ สติปญ ญา
๒.๒.๒ ฝก ใหเ ดก็ ชวยเหลอื ตนเองในชีวติ ประจาํ วัน
๒.๒.๓ ฝก ใหเด็กมคี วามเชื่อมั่น มีความภมู ิใจในตนเองและกลาแสดงออก
๒.๒.๔ ฝก การเรียนรูหนา ท่ี ความมีวินัย และการมนี ิสัยทด่ี ี
๒.๒.๕ จําแนกพฤตกิ รรมเด็กและสรางเสรมิ ลักษณะนสิ ยั และแกป ญหาเฉพาะบุคคล
๒.๒.๖ ประสานความรวมมอื ระหวา งสถานศกึ ษา บา น และชมุ ชน เพ่อื ใหเ ด็กไดพัฒนาเตม็
ตามศกั ยภาพและมมี าตรฐานคุณลักษณะทีพ่ งึ ประสงค
๒.๓ บทบาทในฐานะนกั พัฒนาเทคโนโลยกี ารสอน
๒.๓.๑ นาํ นวัตกรรม เทคโนโลยที างการสอนมาประยกุ ตใชใหเหมาะสมกับสภาพบรบิ ทสังคม
ชุมชน และทอ งถิ่น
๒.๓.๒ ใชเทคโนโลยแี ละแหลง เรยี นรใู นชมุ ชนในการเสริมสรา งการเรียนรใู หแ กเด็ก
๒.๓.๓ จดั ทําวจิ ัยในชั้นเรยี น เพื่อนําไปปรับปรุงพฒั นาหลักสตู ร / กระบวนการเรียนรู และ
พฒั นาสื่อการเรยี นรู
๒.๓.๔ พัฒนาตนเองใหเปน บคุ คลแหงการเรยี นรู มีคุณลักษณะของผใู ฝรมู วี ิสยั ทศั นและ
ทนั สมยั ทันเหตุการณใ นยุคของขอ มูลขาวสาร
๒.๔ บทบาทในฐานะผบู ริหารหลกั สตู ร
๒.๔.๑ ทําหนาทีว่ างแผนกาํ หนดหลักสตู ร หนวยการเรียนรู การจดั กิจกรรมการเรียนรู การ
ประเมินผลการเรยี นรู
๒.๔.๒ จัดทําแผนการจัดประสบการณท่ีเนนเดก็ เปน สาํ คญั ใหเดก็ มอี ิสระในการเรยี นรูทงั้
กายและใจ เปดโอกาสใหเดก็ เลน/ทาํ งาน และเรยี นรทู ั้งรายบุคคลและเปนกลมุ
๒.๔.๓ ประเมนิ ผลการใชหลกั สูตร เพือ่ นาํ ผลการประเมินมาปรบั ปรงุ พัฒนาหลกั สตู รให
ทันสมัย สอดคลอ งกับความตองการของ ผูเรยี น ชุมชน และทอ งถิ่น
๓. บทบาทของพอ แมหรือผูป กครองเดก็ ปฐมวัย
การศกึ ษาระดบั ปฐมวัยเปนการศึกษาที่จัดใหแกเ ด็กท่ีผูสอนและพอ แมหรือผปู กครองตอ งสือ่ สารกนั
ตลอดเวลา เพ่อื ความเขาใจตรงกันและพรอมรว มมือกนั ในการจัดการศกึ ษาใหก ับเด็ก ดงั นัน้ พอแมหรอื ผปู กครองควร
มบี ทบาทหนาที่ ดังน้ี
๓.๑ มีสวนรวมในการกําหนดแผนพัฒนาสถานศกึ ษาและใหความเหน็ ชอบ กาํ หนด
แผนการเรยี นรูของเด็กรว มกับผสู อนและเดก็
๓.๒ สง เสริมสนับสนุนกจิ กรรมของสถานศึกษา และกจิ กรรมการเรียนรูเพือ่ พฒั นาเด็กตามศกั ยภาพ
๓.๓ เปน เครือขา ยการเรียนรู จัดบรรยากาศภายในบา นใหเออ้ื ตอ การเรยี นรู
๓.๔ สนบั สนนุ ทรพั ยากรเพ่อื การศึกษาตามความเหมาะสมและจําเปน
๓.๕ อบรมเล้ยี งดู เอาใจใสใหค วามรกั ความอบอุน สง เสริมการเรียนรแู ละพัฒนาการดานตา ง ๆ
ของเดก็
๓.๖ ปองกันและแกไขปญหาพฤตกิ รรมทไ่ี มพงึ ประสงคต ลอดจนสง เสรมิ คุณลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค โดย
ประสานความรวมมอื กบั ผสู อน ผูเกี่ยวของ
๓.๗ เปน แบบอยา งทดี่ ีทัง้ ในดา นการปฏบิ ตั ิตนใหเปนบคุ คลแหง การเรียนรู และมี คุณธรรมนําไปสู
การพฒั นาใหเ ปนสถาบันแหงการเรียนรู
๓.๘ มสี ว นรวมในการประเมินผลการเรยี นรูของเด็กและในการประเมินการจัดการศึกษาของ
สถานศกึ ษา
๔. บทบาทของชุมชน
การปฏริ ูปการศึกษา ตามพระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ไดก าํ หนดใหช มุ ชนมีบทบาทในการ
มสี วนรวมในการจัดการศกึ ษา โดยใหม ีการประสานความรวมมือเพือ่ รวมกนั พฒั นาผูเ รียนตามศักยภาพ ดงั นน้ั ชุมชน
จงึ มีบทบาทในการจัดการศกึ ษาปฐมวัย ดังน้ี
๔.๑ มีสวนรว มในการบรหิ ารสถานศกึ ษา ในบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา สมาคม / ชมรม
ผปู กครอง
๔.๒ มีสว นรวมในการจดั ทําแผนพฒั นาสถานศึกษาเพอื่ เปน แนวทางในการดาํ เนนิ การของสถานศึกษา
๔.๓ เปนศูนยก ารเรียนรู เครือขายการเรยี นรู ใหเ ดก็ ไดเ รียนรูและมปี ระสบการณจากสถานการณ
จริง
๔.๔ ใหการสนบั สนุนการจดั กิจกรรมการเรียนรูของสถานศกึ ษา
๔.๕ สงเสริมใหมกี ารระดมทรพั ยากรเพือ่ การศกึ ษา ตลอดจนวิทยากรภายนอก และภมู ิปญญา
ทองถนิ่ เพอื่ เสรมิ สรา งพัฒนาการของเด็กทุกดา น รวมท้งั สบื สานจารตี ประเพณี ศิลปวฒั นธรรมของทอ งถ่ินและของ
ชาติ
๔.๖ ประสานงานกับองคกรทั้งภาครฐั และเอกชน เพือ่ ใหสถานศึกษาเปน แหลง วิทยาการของ
ชมุ ชน และมสี วนในการพัฒนาชมุ ชนและทองถิน่
๔.๗ มสี วนรว มในการตรวจสอบ และประเมนิ ผลการจดั การศกึ ษาของสถานศึกษา
ทําหนาทีเ่ สนอแนะในการพัฒนาการจัดการศกึ ษาของสถานศึกษา