The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย-๒๕๖๐ นป

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by joyjoy3009, 2020-10-27 21:11:07

หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย-๒๕๖๐ นป

หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย-๒๕๖๐ นป

หลกั สตู รสถานศกึ ษา ระดับการศกึ ษาปฐมวัย

ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวยั พุทธศกั ราช ๒๕๖๐
โรงเรียนบานหนองหญาปลอง (อดุ มวนา)

สาํ นกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาเพชรบรุ ี เขต ๑

สาํ นักงานคณะกรรมการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร

คาํ นาํ

หลกั สูตรสถานศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จดั ทาํ ขนึ้ เพ่อื ใหโรงเรยี นบา นหนองหญาปลอง (อดุ มวนา)
ซึง่ จัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ โดยปรับปรุงใหเหมาะสมกบั เดก็ และ
สภาพทองถน่ิ เพือ่ ที่กําหนดเปาหมายในการพฒั นาเดก็ ปฐมวยั ใหม ีพฒั นาการดา นรางกาย อารมณ จติ ใจ สงั คม และ
สติปญ ญา เปน คนดี มีวินยั สํานึกความเปน ไทย และมีความรบั ผดิ ชอบตอตนเอง ครอบครัว ชุมชน สงั คม และประเทศ
ไทยในอนาคต อยา งมีประสทิ ธิภาพและไดม าตรฐานตามจดุ หมายหลกั สูตรการศึกษาปฐมวยั พทุ ธศักราช ๒๕๖๐

โรงเรยี นบา นหนองหญา ปลอง (อุดมวนา) สงั กดั สํานักงานเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาเพชรบรุ ี เขต ๑
ขอขอบคุณผทู มี่ ีสวนเกี่ยวของทกุ ทาน รว มทัง้ คณะกรรมการสถานศกึ ษาโรงเรียนบานหนองหญา ปลอง (อุดมวนา) ทม่ี ี
สว นรวมในการพัฒนาหลักสูตรสถานศกึ ษาปฐมวัย พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ใหมคี วามเหมาะสมตอ การนําไปใชจ ัดการศึกษา
ระดับปฐมวัยของโรงเรียนตอ ไป

คณะผูจดั ทํา

สารบัญ หนา

คํานํา ๑

ความนํา ๒
ปรัชญาการศกึ ษาปฐมวัย ๓
วสิ ยั ทศั น ๔
หลักการ ๗
แนวคดิ การจดั การศึกษาปฐมวัย ๙
ปรัชญาการศึกษาปฐมวัยโรงเรียน ๑๐
๒๒
พัฒนาการเด็กปฐมวยั ๒๓
มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค ตวั บง ชี้ และสภาพทพ่ี ึงประสงค ๒๙
การจัดเวลาเรียน ๔๒
สาระการเรียนรูรายป ๖๖
การจดั ประสบการณ ๖๙
การประเมินพฒั นาการ ๗๐
การบรหิ ารจดั การหลักสูตร ๗๒
การจดั การศึกษาปฐมวัย(เดก็ อายุ๓-๕ป)สําหรบั กลุมเปา หมายเฉพาะ
การเชื่อมตอ ของการศึกษาระดบั ปฐมวยั กับระดับประถมศึกษาปท ี่ ๑
การกาํ กบั ตดิ ตาม ประเมนิ และรายงาน



ประกาศโรงเรียนบา นหนองหญา ปลอง (อดุ มวนา)
เรือ่ ง ใหใชหลักสูตรสถานศกึ ษา ระดับการศกึ ษาปฐมวัย โรงเรียนบา นหนองหญาปลอ ง (อดุ มวนา) พทุ ธศกั ราช 2561

ตามหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 2560

กระทรวงศกึ ษาธิการไดมีคาํ สงั่ ที่ สพฐ. 1223/2560 ลงวนั ท่ี 3 สงิ หาคม 2560 ใหใ ชหลักสตู รการศกึ ษา
ปฐมวยั พทุ ธศกั ราช 2560 แทนหลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 ตัง้ แตปการศึกษา 2561 เปน ตน ไป
เพ่ือใหส ถานศึกษานาํ หลกั สตู รไปใชโดยปรบั ปรุงใหเหมาะสมกบั เดก็ และสภาพทองถิ่น

โรงเรียนบานหนองหญา ปลอ ง (อดุ มวนา) จงึ ไดดาํ เนนิ การจดั ทําหลกั สูตรสถานศึกษาปฐมวัย โรงเรียนบา น
หนองหญาปลอ ง (อดุ มวนา) พทุ ธศักราช 2561 ตามหลักสตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 เพอ่ื สง เสรมิ ให
เด็กบรรลุมาตรฐานคณุ ลักษณะท่ีพงึ ประสงคต ามทหี่ ลักสูตรการศึกษาปฐมวยั กาํ หนด โดยคาํ นึงถงึ วสิ ยั ทัศน จดุ เนน ภมู ิ
ปญญาทองถิน่ สภาพบริบท และความตองการของชมุ ชน รวมทง้ั การเปลย่ี นแปลงทางสงั คมเศรษฐกิจ สอดคลองกบั
ธรรมชาติและการเรยี นรขู องเดก็ ปฐมวยั

ทั้งน้ี หลกั สตู รดังกลา วไดร บั ความเหน็ ชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้นื ฐาน โรงเรียนบา นหนอง
หญาปลอง (อดุ มวนา) ในคราวการประชุม ครั้งที.่ ......./2561 เมอ่ื วันท่ี 23 เมษายน 2561 จงึ ประกาศใหใ ช
หลักสูตรสถานศกึ ษาปฐมวยั โรงเรยี นบานหนองหญาปลอง (อดุ มวนา) พุทธศักราช 2561 ตัง้ แตปการศึกษา 2561
เปนตน ไป

ประกาศ ณ วันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. 2561

(นายสุริยา มนตรีภกั ดิ)์
ผอู ํานวยการโรงเรียนบานหนองหญา ปลอ ง (อุดมวนา)

ความนํา

สภาพการเปล่ียนแปลงดานเศรษฐกิจ สงั คม และความกาวหนาทางเทคโนโลยีสารสนเทศประกอบกบั
รฐั ธรรมนูญแหง ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ รวมท้ังกรอบยทุ ธศาสตรชาติ ระยะ ๒๐ ป( พ.ศ. ๒๕๖๐-
๒๕๗๙) แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมแหง ชาติ ฉบบั ท่ี ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) แผนการศกึ ษาแหง ชาติ (พ.ศ.
๒๕๕๒-๒๕๖๑) แผนยทุ ธศาสตรช าติดา นเดก็ ปฐมวัย (พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๔)นําไปสูการกําหนดทกั ษะสาํ คัญสาํ หรับเด็กใน
ศตวรรษที่ ๒๑ ทีม่ ีความสําคญั ในการกาํ หนดเปาหมายในการพัฒนาเดก็ ปฐมวัยใหมีความสอดคลองและทนั ตอการ
เปลี่ยนแปลงทุกดา น

กระทรวงศึกษาธิการมนี โยบายใหมกี ารพัฒนาการศกึ ษาปฐมวัยอยางจริงจังและตอ เน่ืองโดยไดแตงตั้ง
คณะทํางานพจิ ารณาหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวยั เพ่อื ปรบั ปรงุ ใหส อดคลอ งกับสภาพการเปล่ยี นแปลงดังกลาว หลักสูตร
การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เปน หลักสูตรสถานศกึ ษา สถาบนั พัฒนาเดก็ ปฐมวัย และหนวยงานทเ่ี ก่ียวขอ ง
นาํ ไมใชเปนกรอบและทิศทางในการพฒั นาหลกั สูตรสถานศึกษาอยางมีประสทิ ธภิ าพและไดม าตรฐานตามจดุ หมาย
หลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั พุทธศักราช ๒๕๖๐ ที่กําหนดเปาหมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยใหม ีพฒั นาการดา นรา งกาย
อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญ ญา ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติในอนาคต

ปรัชญาของหลกั สูตรการศึกษาปฐมวยั

การศกึ ษาปฐมวัยเปน การพฒั นาเด็กต้งั แตแรกเกดิ ถึง ๖ ป บรบิ ูรณ อยางเปน องครวม บนพืน้ ฐานการอบรม
เลยี้ งดู และสงเสริมกระบวนการเรยี นรทู ี่สนองตอ ธรรมชาติและพฒั นาการตามวัยของเด็กแตล ะคนใหเต็มตามศักยภาพ
ภายใตบ ริบทสงั คมและวฒั นธรรมที่เด็กอาศยั อยู ดวยความรัก ความเอื้ออาทร และความเขา ใจของทุกคน เพือ่ สราง
รากฐานคณุ ภาพชวี ิตใหเดก็ พฒั นาไปสูความเปนมนุษยท ส่ี มบรู ณเ กิดคุณคาตอตนเอง ครอบครัว สังคม และ
ประเทศชาติ

วสิ ัยทศั น

หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั มงุ พฒั นาเดก็ ทกุ คนใหไดร บั การพัฒนาดานรา งกาย อารมณ จติ ใจ สงั คม และ
สติปญญาอยา งมีคณุ ภาพและตอ เนอื่ ง ไดร บั การจดั ประสบการณการเรียนรูอยา งมคี วามสขุ และเหมาะสมตามวยั มี
ทักษะชีวติ และปฏิบตั ิตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง เปน คนดี มวี นิ ัย และสํานกึ ความเปน ไทย โดยความ
รว มมอื ระหวางสถานศกึ ษา พอ แม ครอบครวั ชมุ ชน และทกุ ฝายท่ีเกยี่ วของกับการพัฒนาเด็ก

ภารกจิ /พันธกิจ

๑. พฒั นาหลักสตู รสถานศึกษาทีม่ งุ เนนพฒั นาการเดก็ ปฐมวยั ทัง้ ๔ ดา น อยา งสมดุลและเต็มศักยภาพ
๒. พฒั นาครแู ละบคุ ลากรดานการจัดประสบการณท ่ีสง เสริมการเรียนรผู า นการเลนทีม่ ีจุดหมายอยา งตอเนอื่ ง
๓. สง เสรมิ สนับสนุนการจดั สภาพแวดลอ ม สอ่ื เทคโนโลยแี ละแหลง เรียนรูในการพฒั นาเด็กปฐมวัย
๔. จดั ประสบการณก ารเรยี นรูทีห่ ลากหลายซึง่ สอดคลองกบั พฒั นาการทางสมองของเดก็ โดยนําหลักปรัชญา
ของเศรษฐกิจพอเพยี งและแหลงเรียนรู ภมู ปิ ญ ญาทอ งถน่ิ มาใชเ สรมิ สรา งพฒั นาการและการเรยี นรขู องเด็ก
๕. สง เสรมิ การมสี วนรว มของผปู กครองและชมุ ชนในการพฒั นาเดก็ ปฐมวยั

หลักการและจุดหมายของหลกั สตู ร

เดก็ ทกุ คนมสี ิทธ์ทิ ่จี ะไดรบั การอบรมเลย้ี งดแู ละสง เสริมพัฒนาการตามอนุสญั ญาวา ดว ยสทิ ธิเดก็ ตลอดจนได
รบั การจดั ประสบการณก ารเรียนรูอยางเหมาะสม ดวยปฏสิ ัมพนั ธท่ดี รี ะหวา งเด็กกบั พอแม เด็กกบั ผูสอน เดก็ กบั ผู
เลยี้ งดูหรือผูท ี่เกยี่ วของในการอบรมเลีย้ งดู การพฒั นา และใหการศึกษาแกเดก็ ปฐมวัย เพอื่ ใหเด็กมีโอกาสพัฒนา
ตนเองตามลําดบั ขน้ั ของพฒั นาการทกุ ดาน อยา งเปน องคร วม มีคุณภาพ และเต็มตามศกั ยภาพโดยมหี ลักการดงั นี้

๑. สงเสรมิ กระบวนการเรยี นรูแ ละพฒั นาการท่ีครอบคลมุ เดก็ ปฐมวยั ทกุ คน
๒. ยดึ หลกั การอบรมเล้ียงดแู ละใหการศกึ ษาที่เนน เด็กเปน สาํ คญั โดยคํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคลและ
วถิ ีชีวติ ของเดก็ ตามบริบทของชุมชน สงั คม และวัฒนธรรมไทย
๓. ยดึ พัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองคร วมผา นการเลนอยา งมคี วามหมายและมีกิจกรรมท่ีหลากหลาย ได
ลงมอื กระทําในสภาพแวดลอ มท่ีเอื้อตอ การเรยี นรู เหมาะสมกับวัย และมกี ารพักผอนท่ีเพยี งพอ
๔. จดั ประสบการณการเรียนรใู หเ ด็กมีทกั ษะชีวติ และสามารถปฏิบตั ติ นตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง เปนคนดี มีวนิ ยั และมคี วามสขุ
๕. สรางความรู ความเขาใจและประสานความรวมมือในการพฒั นาเด็กระหวา งสถานศึกษากับพอ แม
ครอบครวั ชุมชน และทกุ ฝายท่เี กีย่ วของกับการพัฒนาเด็กปฐมวยั

แนวคิดการจัดการศกึ ษาปฐมวัย

หลักสตู รการศึกษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช๒๕๖๐ พัฒนาขึน้ บนแนวคิดหลักสําคญั เกย่ี วกบั พัฒนาการเด็กปฐมวยั
โดยถอื วา การเลน ของเดก็ เปนหัวใจสาํ คัญของการจัดประสบการณก ารเรยี นรู ภายใตการจัดสภาพแวดลอมทีเ่ ออ้ื ตอ
การทาํ งานของสมอง ผานสอื่ ท่ีตองเอ้อื ใหเด็กไดเรียนรผู า นการเลน ประสาทสัมผัสทัง้ หา โดยครูจําเปน ตองเขาใจและ
ยอมรบั วาสังคมและวัฒนธรรมที่แวดลอ มตวั เดก็ มีอทิ ธิพลตอ การเรียนรูและการพฒั นาศักยภาพและพัฒนาการของเด็ก
แตละคน ทัง้ นี้ หลักสูตรฉบบั นีม้ ีแนวคดิ ในการจัดการศกึ ษาปฐมวยั ดงั น้ี

๑. แนวคดิ เก่ียวกับพัฒนาการเด็ก พัฒนาการของมนษุ ยเ ปนกระบวนการเปลย่ี นแปลงที่เกดิ ข้นึ ตอเนือ่ งในตัว
มนุษยเรม่ิ ตงั้ แตป ฏสิ นธไิ ปจนตลอดชวี ิต พฒั นาการของเด็กแตล ะคนจะมีลาํ ดบั ขัน้ ตอนลักษณะเดยี วกัน แตอ ัตราและ
ระยะเวลาในการผา นขัน้ ตอนตางๆอาจแตกตางกันไดข ้ันตอนแรกๆจะเปนพน้ื ฐานสําหรับพฒั นาการขน้ั ตอ ไป
พฒั นาการดา นรางกาย อารมณ จติ ใจ สงั คมและสตปิ ญ ญา แตล ะสวนสงผลกระทบซึง่ กันและกัน เมอื่ ดา นหนึ่งกาวหนา
อกี ดา นหนึ่งจะกา วหนา ตามดว ยในทํานองเดยี วกันถาดา นหนึ่งดานใดผิดปกติจะทําใหด านอืน่ ๆผดิ ปกตติ ามดว ย แนวคิด
เกี่ยวกบั ทฤษฎีพัฒนาการดานรา งกายอธบิ ายวาการเจริญเตบิ โตและพฒั นาการของเดก็ มีลักษณะตอเน่ืองเปน ลําดับชนั้
เด็กจะพัฒนาถึงขน้ั ใดจะตองเกิดวุฒภิ าวะของความสามารถดานนน้ั กอ น สําหรบั ทฤษฎดี านอารมณ จิตใจ และสังคม
อธิบายวา การอบรมเลีย้ งดใู นวัยเดก็ สง ผลตอบุคลิกภาพของเด็ก เมือ่ เติบโตเปน ผูใหญ ความรักและความอบอุนเปน
พืน้ ฐานของความเช่อื มั่นในตนเอง เด็กทีไ่ ดร บั ความรกั และความอบอนุ จะมีความไววางใจในผอู ืน่ เห็นคุณคา ของตนเอง
จะมคี วามเช่อื มัน่ ในความสามารถของตน ทํางานรว มกบั ผูอ่นื ไดด ี ซึ่งเปน พน้ื ฐานสาํ คญั ของความเปนประชาธปิ ไตยและ
ความคดิ รเิ ร่มิ สรางสรรคแ ละทฤษฎีพฒั นาการดา นสตปิ ญ ญาอธิบายวา เด็กเกดิ มาพรอมวฒุ ภิ าวะ ซึง่ จะพฒั นาขึน้ ตาม
อายุ ประสบการณ รวมทัง้ คานิยมทางสงั คมและส่ิงแวดลอ มท่ีเดก็ ไดร บั

๒. แนวคดิ เกย่ี วกับการเลนของเด็ก การเลน เปนหวั ใจสาํ คญั ของการจดั ประสบการณก ารเรยี นรู การเลน
อยา งมจี ดุ มงุ หมายเปนเครื่องมอื การเรียนรูขัน้ พนื้ ฐานท่ถี อื เปนองคประกอบสําคญั ในกระบวนการเรยี นรูข องเด็ก ขณะที่
เด็กเลน จะเกดิ การเรียนรูไปพรอมๆกนั ดว ย จากการเลน เดก็ จะมีโอกาสเคลื่อนไหวสวนตา งๆของรา งกาย ไดใชประสาท
สัมผัสและการรับรูผอ นคลายอารมณ และแสดงออกของตนเอง เรยี นรคู วามรสู กึ ของผูอ น่ื เด็กจะรูสึกสนกุ สนาน
เพลิดเพลนิ ไดส งั เกต มีโอกาสทาํ การทดลอง คิดสรางสรรค คดิ แกปญ หาและคน พบดวยตนเอง การเลน ชวยใหเ ด็ก
เรียนรูส ่ิงแวดลอม และชวยใหเด็กมีพัฒนาการทางดา นรา งกาย อารมณ จิตใจ สงั คมและสติปญ ญา ดงั นนั้ เดก็ ควรมี
โอกาสเลน ปฏิสัมพันธก บั บคุ คล ส่ิงแวดลอ มรอบตวั และเลอื กกิจกรรมการเลนดว ยตนเอง

๓. แนวคดิ เกีย่ วกับการทาํ งานของสมอง สมองเปนอวยั วะทม่ี ีความสําคญั ที่สดุ ในรา งกายของคนเรา เพราะ
การท่มี นษุ ยส ามารถเรยี นรูสิง่ ตา งๆไดน้ันตองอาศัยสมองและระบบประสาทเปนพน้ื ฐานการรบั รู รับความรสู กึ จาก
ประสาทสัมผัสท้ังหา การเช่อื มโยงตอกันของเซลลส มองสว นมากเกิดขึ้นกอนอายุ ๕ ป และปฏสิ มั พนั ธแรกเรม่ิ ระหวา ง
เด็กกบั ผใู หญ มีผลโดยตรงตอ การสรา งเซลลสมองและจุดเชอื่ มตอ โดยในชว ง ๓ ปแรกของชีวิต สมองเจรญิ เตบิ โตอยา ง
รวดเร็วมาก มีการสรา งเซลลสมองและจุดเชอื่ มตอขึ้นมามากมาย มีการสรา งไขมันหรอื มันสมองหุม ลอ มรอบเสนใย
สมองดว ย พอเดก็ อายุ ๓ ป สมองจะมีขนาดประมาณ ๘๐ % ของสมองผูใหญ มีเซลลสมองนบั หมน่ื ลา นเซลล เซลล
สมองและจดุ เชอ่ื มตอ เหลา น้ยี ิง่ ไดรับการกระตุนมากเทาใด การเช่ือมตอ กันระหวา งเซลลส มองย่งิ มีมากข้ึนและ
ความสามารถทางการคดิ ยิง่ มมี ากขน้ึ เทา น้นั ถาหากเดก็ ขาดการกระตุนหรอื สง เสริมจากสิ่งแวดลอ มทเ่ี หมาะสม เซลล
สมองและจดุ เชอื่ มตอท่ีสรา งข้ึนมาก็จะหายไป เด็กทีไ่ ดร ับความเครียดอยูตลอดเวลาจะทําใหขาดความสามารถที่จะ
เรียนรู อยางไรก็ตาม สว นตางๆของสมองเจริญเตบิ โตและเรมิ่ มคี วามสามารถในการทาํ หนาท่ีในชวงเวลาตางกัน จงึ
อธบิ ายไดว า การเรียนรูทักษะบางอยา งจะเกดิ ขนึ้ ไดดีทีส่ ุดเฉพาะในชวงเวลาหนึ่งท่ีเรียกวา”หนาตางของโอกาสการ

เรยี นรู” ซงึ่ เปน ชว งท่ีพอแม ผเู ลีย้ งดแู ละครูสามารถชว ยใหเด็กเรียนรูและพฒั นาสิ่งน้นั ๆไดดีที่สุด เม่ือพน ชว งนไ้ี ปแลว
โอกาสนัน้ จะฝกยากหรอื เดก็ อาจทําไมไ ดเลย เชน การเช่ือมโยงวงจรประสาทของการมองเห็นและรบั รูภาพจะตองไดรับการ
กระตุนทํางานตั้งแต ๓ หรอื ๔ เดือนแรกของชวี ิตจงึ จะมีพัฒนาการตามปกติ ชวงเวลาของการเรียนภาษาคือ อายุ ๓ – ๕ ป
แรกของชีวิต เด็กจะพูดไดชัด คลองและถูกตอ ง โดยการพฒั นาจากการพดู เปนคาํ ๆมาเปน ประโยคและเลาเร่อื งได เปนตน

๔. แนวคิดเกย่ี วกับสื่อการเรยี นรู ส่อื การเรยี นรทู ําใหเ ด็กเกิดการเรยี นรตู ามจดุ ประสงคท่ีวางไว ทําใหส ิ่งท่ี
เปน นามธรรมเขาใจยากกลายเปนรูปธรรมท่ีเดก็ เขาใจและเรยี นรไู ดง าย รวดเรว็ เพลิดเพลนิ เกดิ การเรยี นรูแ ละคน พบ
ดว ยตนเอง การใชส ือ่ การเรยี นรูตอ งปลอดภยั ตอตัวเดก็ และเหมาะสมกบั วัย วุฒภิ าวะ ความแตกตา งระหวา งบคุ คล
ความสนใจ และความตองการของเด็กท่ีหลากหลาย สื่อประกอบการจดั กจิ กรรมเพอ่ื พัฒนาเดก็ ปฐมวัยควรมีสื่อทัง้ ทเ่ี ปน
ประเภท ๒ มติ แิ ละ/หรือ ๓ มติ ิ ที่เปน สอ่ื ของจริง สื่อธรรมชาติ สื่อทีอ่ ยูใกลต ัวเด็ก สื่อสะทองวฒั นธรรม ส่ือภูมิปญญา
ทอ งถน่ิ สื่อเพ่ือพฒั นาเด็กในดา นตา งๆใหค รบทุกดาน ทงั้ น้ี ส่อื ตองเออ้ื ใหเด็กเรยี นรผู านประสาทสัมผสั ท้ังหา โดยการ
จดั การใชสื่อสําหรบั เด็กปฐมวัยตอ งเรม่ิ ตนจากส่อื ของจริง ของจาํ ลอง ภาพถา ย ภาพโครงรา งและสญั ลกั ษณตามลําดบั

๕. แนวคิดเกี่ยวกบั สังคมและวัฒนธรรม เดก็ เมื่อเกดิ มาจะเปนสว นหน่งึ ของสังคมและวฒั นธรรม ซง่ึ ไม
เพยี งแตจ ะไดร บั อิทธิพลจากการปฏบิ ัตแิ บบดั้งเดิมตามประเพณี มรดก และความรขู องบรรพบุรุษ แตยงั ไดรับอิทธพิ ล
จากประสบการณ คา นยิ มและความเชื่อของบุคคลในครอบครัว และชุมชนของแตละที่ดวย บรบิ ทของสังคมและ
วฒั นธรรมทเี่ ด็กอาศยั อยหู รอื แวดลอมตัวเด็กทําใหเด็กแตล ะคนแตกตา งกนั ไป ครูจาํ เปน ตองเขาใจและยอมรบั วา สังคม
และวฒั นธรรมที่แวดลอ มตัวเดก็ มีอิทธพิ ลตอการเรียนรู การพัฒนาศกั ยภาพและพัฒนาการของเดก็ แตล ะคน ครูควร
ตองเรียนรบู ริบททางสังคมและวัฒนธรรมของเดก็ ท่ตี นรบั ผดิ ชอบ เพ่อื ชว ยใหเด็กไดรับการพัฒนา เกดิ การเรยี นรแู ละอยู
ในกลมุ คนทีม่ าจากพ้นื ฐานเหมือนหรือตา งจากตนไดอยางราบรานมีความสขุ เปนการเตรียมเดก็ ไปสูสงั คมในอนาคตกับ
การอยรู วมกบั ผอู นื่ การทาํ งานรวมกับผอู ่ืนทมี่ คี วามหลากหลายทางความคดิ ความเชือ่ และวัฒนธรรมเชน ความ
คลายคลึงและความแตกตา งระหวางวัฒนธรรมไทยกบั ประเทศเพื่อนบา นเร่ืองศาสนา ประเทศ พมา ลาว กัมพชู าก็จะ
คลา ยคลึงกับคนไทยในการทาํ บุญตักบาตร การสวดมนตไ หวพ ระ การใหค วามเคารพพระสงฆ การทาํ บุญเล้ยี งพระ การ
เวียนเทยี นเนือ่ งในวนั สําคัญทางศาสนา ประเพณเี ขา พรรษา สําหรับประเทศมาเลเซีย บรูไน อนิ โดนีเซยี ประชากรสว น
ใหญน ับถอื ศาสนาอิสลามจงึ มีวัฒนธรรมแบบอสิ ลาม ประเทศฟลิปปน สไดร ับอทิ ธพิ ลจากครสิ ตศ าสนา ประเทศ
สิงคโปรและเวียดนามนบั ถือหลายศาสนา โดยนบั ถอื ลัทธิธรรมเนียมแบบจนี เปน หลัก เปนตน

ปรัชญาการศกึ ษาปฐมวยั โรงเรียนบา นหนองหญา ปลอง (อุดมวนา)

โรงเรียนจัดการพฒั นาเดก็ อายุ ๓ - ๕ ปบ นพ้นื ฐานการอบรมเลย้ี งดแู ละสงเสรมิ กระบวนการเรยี นรทู ี่สอดคลอ ง
กับการพฒั นาการทางสมองของเดก็ แตละคนใหเต็มตามศักยภาพ ผา นการเลน การชว ยเหลือตนเอง มีทักษะในการ
ดํารงชีวติ ประจาํ วนั ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ดวยความรัก ความเขา ใจของทกุ คน เพ่อื สรา งรากฐานคุณภาพชวี ิต และพฒั นาเดก็ มีพัฒนาการ
ทัง้ ดานรา งกาย อารมณ จติ ใจ สงั คม และสตปิ ญญา

วสิ ัยทศั น

ภายในปพทุ ธศักราช ๒๕๖๐ โรงเรยี น มงุ เนนพฒั นาเด็กอายุ ๓ - ๕ ปใ หม ีพฒั นาการ
ทางดา นรา งกาย อารมณ- จติ ใจ สังคม และสติปญญาเหมาะสมกับวยั เนนใหเดก็ เรียนรผู า นการเลน ชวยเหลือตนเอง
ดาํ รงชีวติ ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง และปลกู ฝง ใหเด็กมีนิสัย
การประหยัดอดออม โดยการมสี วนรว มของผูปกครอง ชุมชนและทุกฝา ยทเี่ ก่ียวของ

ภารกจิ หรือพันธกิจ

๑. พัฒนาหลักสตู รสถานศกึ ษาทมี่ งุ เนนพัฒนาการเดก็ ปฐมวัยท้งั ๔ ดาน อยา งสมดุลและเตม็ ศักยภาพ
๒. พฒั นาครแู ละบุคลากรดานการจัดประสบการณท ่ีสงเสริมการเรียนรผู านการเลนทมี่ จี ดุ หมายอยางตอเนื่อง
๓. สงเสรมิ สนับสนุนการจัดสภาพแวดลอ ม ส่อื เทคโนโลยีและแหลงเรยี นรูใ นการพัฒนาเด็กปฐมวยั
๔. จัดประสบการณการเรยี นรทู ่ีหลากหลายซึง่ สอดคลองกับพฒั นาการทางสมองของเด็ก โดยนําหลักปรชั ญาของ

เศรษฐกิจพอเพยี งและแหลงเรียนรู ภูมปิ ญ ญาทองถ่ิน มาใชเสรมิ สรางพฒั นาการและการเรียนรขู องเด็ก
๕. สงเสรมิ การมีสวนรวมของผูปกครองและชมุ ชนในการพัฒนาเด็กปฐมวัย

เปา หมาย

๑. เด็กปฐมวยั ทุกคนไดร ับการพัฒนาดานรางกาย อารมณ-จิตใจ สงั คม และสติปญญาเปน องคร วมอยา ง
สมดลุ และมีความสุข

๒. ครมู ีความรู ความเขาใจ และสามารถจัดประสบการณท ี่สงเสรมิ การเรยี นรูผ านการเลน โดยใชกระบวนการ
วางแผน การปฏบิ ตั ิ และการทบทวน

๓. มสี ภาพแวดลอม ส่ือ เทคโนโลยี และแหลงเรียนรทู ี่เอ้ือตอการสงเสรมิ พัฒนาการเดก็ ปฐมวัยอยา งพอเพยี ง
๔. ผปู กครอง ชุมชน และหนว ยงานทเ่ี ก่ยี วขอ งมีสว นรว มในการพฒั นาเด็กปฐมวยั

จดุ หมาย

หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย มุงใหเด็กมพี ัฒนาการตามวัยเต็มตามศักยภาพ และเมอื่ มคี วามพรอ มในการเรยี นรู
ตอไป จึงกําหนดจุดหมายเพื่อใหเ กดิ กบั เด็กเมอื่ เด็กจบการศกึ ษาระดับปฐมวยั ดังน้ี

๑. มรี างกายเจรญิ เติบโตตามวยั แขง็ แรง และมีสุขนิสยั ทดี่ ี
๒. มสี ุขภาพจิตดี มสี นุ ทรยี ภาพ มีคุณธรรม จรยิ ธรรมและจติ ใจที่ดีงาม
๓. มีทักษะชีวติ และปฏิบตั ิตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง มวี นิ ัย และอยูร ว มกบั ผูอื่นไดอ ยางมี

ความสขุ
๔. มที ักษะการคดิ การใชภาษาสือ่ สาร และการแสวงหาความรูไ ดเหมาะสมกบั วยั

พฒั นาการเดก็ ปฐมวัย

พฒั นาการของเด็กปฐมวยั ดา นรางกาย จิตใจ สังคม และสติปญญาแสดงใหเห็นถึงการเปลย่ี นแปลงทเ่ี กดิ ข้นึ
ตามวุฒิภาวะและสภาพแวดลอ มท่ีเด็กไดรับ พฒั นาการเดก็ ในแตล ะชวงวยั อาจเรว็ หรอื ชาแตกตางกันไป
ในเดก็ แตล ะคน มีรายละเอยี ด ดังน้ี

๑. พัฒนาการดา นรางกาย เปน พฒั นาการท่เี ปนผลมาจากการเปล่ยี นแปลงในทางทด่ี ีข้นึ ของรางกายในดา น
โครงสรางของรางกาย ดา นความสามารถในการเคลอื่ นไหว และดานการมีสุขภาพอนามยั ท่ีดี รวมถึงการใชส ัมผัสรบั รู
การใชต าและมือประสานกันในการทํากิจกรรมตา งๆ เดก็ อายุ ๓-๕ ปม ีการเจรญิ เตบิ โตรวดเรว็ โดยเฉพาะ
ในเร่ืองนา้ํ หนกั และสว นสงู กลา มเนือ้ ใหญจ ะมีความกาวหนา มากกวากลา มเนอ้ื เลก็ สามารถบังคบั การเคล่อื นไหวของ
รา งกายไดดี มีความคลอ งแคลววองไวในการเดิน สามารถวิ่ง กระโดด ควบคุมและบงั คบั การทรงตวั ไดดี

จงึ ชอบเคลอื่ นไหว ไมหยุดนง่ิ พรอ มทจี่ ะออกกาํ ลงั และเคลอ่ื นไหวในลักษณะตางๆสว นกลามเนอื้ เล็กและความสมั พนั ธ
ระหวางตาและมือยงั ไมสมบูรณ การสัมผสั หรอื การใชมือมีความละเอียดข้ึน ใชมือหยิบจบั สิง่ ของตา งๆไดมากขน้ึ ถาเดก็
ไมเ ครียดหรอื กงั วลจะสามารถทํากิจกรรมทีพ่ ฒั นากลามเนอ้ื เล็กไดด แี ละนานขนึ้

๒. พัฒนาการดานอารมณ จิตใจ เปนความสามารถในการรูสกึ และแสดงความรสู กึ ของเด็ก เชน พอใจ
ไมพอใจ รัก ชอบ สนใจ เกียด โดยท่ีเด็กรจู กั ควบคุมการแสดงออกอยางเหมาะสมกับวัยและสถานการณ เผชญิ กบั
เหตกุ ารณต างๆ ตลอดจนการสรา งความรสู ึกท่ีดีและการนับถอื ตนเอง เดก็ อายุ ๓-๕ ปจะแสดงความรูสกึ อยางเตม็ ทไี่ ม
ปด บัง ชอนเรน เชน ดีใจ เสยี ใจ โกรธแตจ ะเกิดเพียงชัว่ ครแู ลวหายไปการทีเ่ ดก็ เปลี่ยนแปลงอารมณงายเพราะมีชวง
ความสนใจระยะสนั้ เม่ือมสี ่งิ ใดนา สนใจกจ็ ะเปลย่ี นความสนใจไปตามสง่ิ นัน้ เด็กวันน้มี กั หวาดกลัวส่ิงตางๆ เชน ความ
มดื หรอื สตั วตางๆ ความกลัวของเดก็ เกดิ จากจินตนาการ ซง่ึ เด็กวา เปนเร่ืองจริงสําหรบั ตน เพราะยงั สบั สนระหวางเร่ือง
ปรุงแตง และเรื่องจริง ความสามารถแสดงอารมณไดส อดคลอ งกับสถานการณอ ยา งเหมาะสมกับวัย รวมถงึ ชื่นชม
ความสามารถและผลงานของตนเองและผูอืน่ เพราะยึดตัวเองเปนศูนยกลางนอยลงและตองการความสนใจจากผอู ื่น
มากขนึ้

๓. พฒั นาการดา นสงั คม เปนความสามารถในการสรา งความสมั พันธท างสงั คมครั้งแรกในครอบครัว โดยมี
ปฏิสัมพันธก ับพอ แมแ ละพีน่ อง เมื่อโตขึ้นตองไปสถานศกึ ษา เด็กเริม่ เรียนรูก ารติดตอ และการมีสัมพันธก บั บคุ คลนอก
ครอบครัว โดยเฉพาะอยา งย่งิ เดก็ ในวยั เดยี วกัน เด็กไดเ รยี นรกู ารปรบั ตัวใหเขาสงั คมกบั เด็กอืน่ พรอมๆกบั รจู กั รว มมอื ใน
การเลน กับกลมุ เพอ่ื น เจตคตแิ ละพฤติกรรมทางสังคมของเด็กจะกอขน้ึ ในวยั นแ้ี ละจะแฝงแนน ยากทจ่ี ะเปลี่ยนแปลงใน
วัยตอ มา ดงั นน้ั จงึ อาจกลาวไดวาพฤตกิ รรมทางสังคมของเด็กวยั นี้ มี ๒ ลักษณะ คือลกั ษณะแรกน้ัน เปนความสัมพันธ
กบั ผูใหญแ ละลกั ษณะทสี่ องเปนความสัมพันธกับเดก็ ในวยั ใกลเ คยี งกัน

๔. ดา นสตปิ ญญา ความคิดของเด็กวัยนมี้ ีลกั ษณะยดึ ตนเองเปนศูนยก ลาง ยังไมสามารถเขา ใจความรสู กึ ของ
คนอน่ื เด็กมีความคิดเพียงแตวาทกุ คนมองส่งิ ตา งๆรอบตัว และรูส ึกตอสิ่งตางๆ เหมือนตนเอง ความคดิ ของตนเองเปน
ใหญทส่ี ดุ เม่อื อายุ ๔-๕ ป เดก็ สามารถโตต อบหรือมปี ฏิสมั พันธกับวัตถสุ ิง่ ของท่ีอยรู อบตวั ได สามารถจาํ สิ่งตางๆ ทไ่ี ด
กระทาํ ซํ้ากนั บอยๆ ไดดี เรยี นรูส่งิ ตางๆ ไดดีข้นึ แตย ังอาศัยการรบั รูเปนสว นใหญ แกปญ หาการลองผิดลองถกู จากการ
รับรมู ากกวา การใชเหตุผลความคดิ รวบยอดเก่ียวกับส่งิ ตางๆ ที่อยูรอบตวั พัฒนาอยางรวดเร็วตามอายุทเี่ พ่มิ ขนึ้ ในสว น
ของพฒั นาการทางภาษา เด็กวัยนี้เปน ระยะเวลาของการพฒั นาภาษาอยา งรวดเร็ว โดยมีการฝกฝนการใชภาษาจากการ
ทาํ กจิ กรรมตาง ๆ ในรปู ของการพูดคุย การตอบคําถาม การเลา เร่ือง การเลานิทานและการทาํ กิจกรรมตาง ๆ ท
เกยี่ วขอ งกับการใชภาษาในสถานศกึ ษา เด็กปฐมวยั สามารถ ใชภ าษาแทนความคดิ ของตนและใชภ าษาในการติดตอ
สัมพนั ธกบั คนอน่ื ไดคําพูดของเด็กวัยน้ี อาจจะทาํ ใหผ ูใหญบ างคนเขาใจวาเด็กรมู ากแลวแตทจ่ี ริงเดก็ ยังไมเขา ใจ
ความหมายของคําและเรือ่ งราวลกึ ซึ้งนกั

มาตรฐานคณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค

หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั กาํ หนดมาตรฐานคุณลักษณะทพ่ี งึ ประสงคจ าํ นวน ๑๒ มาตรฐาน ประกอบดวย
๑.พัฒนาการดา นรา งกาย ประกอบดว ย ๒ มาตรฐานคือ

มาตรฐานท่ี ๑ รางกายเจริญเตบิ โตตามวัยและมีสุขนิสยั ท่ีดี
มาตรฐานท่ี ๒ กลา มเน้อื ใหญและกลามเน้อื เล็กแขง็ แรงใชไ ดอยางคลอ งแคลวและประสานสมั พันธกนั

๒.พฒั นาการดา นอารมณ จติ ใจ ประกอบดวย ๓ มาตรฐานคือ
มาตรฐานท่ี ๓ มีสุขภาพจติ ดีและมคี วามสุข

มาตรฐานท่ี ๔ ชืน่ ชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว

มาตรฐานท่ี ๕ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และมีจิตใจท่ีดงี าม
๓.พฒั นาการดา นสงั คม ประกอบดว ย ๓ มาตรฐานคอื

มาตรฐานที่ ๖ มีทกั ษะชวี ติ และปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

มาตรฐานที่ ๗ รกั ธรรมชาติ ส่งิ แวดลอม วฒั นธรรม และความเปน ไทย

มาตรฐานท่ี ๘ อยรู ว มกับผูอ น่ื ไดอยา งมีความสุขและปฏบิ ัตติ นเปน สมาชกิ ทดี่ ีของสังคมใน

ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตรยิ ทรงเปน ประมุข
๔.พัฒนาการดานสติปญ ญา ประกอบดว ย ๔ มาตรฐานคอื

มาตรฐานท่ี ๙ ใชภาษาสอื่ สารไดเหมาะสมกบั วยั

มาตรฐานท่ี ๑๐ มีความสามารถในการคิดทเี่ ปนพ้ืนฐานการเรียนรู

มาตรฐานท่ี ๑๑ มีจินตนาการและความคดิ สรา งสรรค

มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคติที่ดีตอการเรยี นรูและมคี วามสามารถในการแสวงหาความรไู ดเ หมาะสมกบั วยั

ตวั บงช้ี

ตวั บง ชเี้ ปนเปาหมายในการพัฒนาเดก็ ทีม่ คี วามสัมพันธส อดคลองกบั มาตรฐานคุณลักษณะทพ่ี ึงประสงค

สภาพท่ีพงึ ประสงค
สภาพทีพ่ งึ ประสงคเปน พฤติกรรมหรือความสามารถตามวัยทค่ี าดหวังใหเ ด็กเกิด บนพืน้ ฐานพฒั นาการตามวัย

หรอื ความสามารถตามธรรมชาติในแตล ะระดับอายเุ พือ่ นําไปใชในการกําหนดสาระเรียนรใู น การจัดประสบการณ

กจิ กรรมและประเมนิ พฒั นาการเด็ก โดยมรี ายละเอยี ดของมาตรฐาน มาตรฐานคณุ ลักษณะท่พี งึ ประสงค ตวั บง ชี้ และ

สภาพทพ่ี ึงประสงค ดังนี้

มาตรฐานท่ี ๑ รางกายเจริญเตบิ โตตามวยั เด็กมีสขุ นสิ ัยที่ดี
ตวั บง ชท้ี ี่ ๑.๑ มีนํา้ หนกั และสวนสูงตามเกณฑ

สภาพทพี่ ึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-นาํ้ หนกั และสวนสูงตามเกณฑของ -นํ้าหนกั และสวนสงู ตามเกณฑข อง

กรมอนามัย กรมอนามยั

ตวั บง ชี้ที่ ๑.๒ มสี ุขภาพอนามยั สขุ นิสยั ทด่ี ี

สภาพท่ีพงึ ประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-รบั ประทานอาหารที่มปี ระโยชน -รับประทานอาหารท่มี ีประโยชนไ ด

และดมื่ นํา้ สะอาดดว ยตนเอง หลายชนดิ และดม่ื นํ้าสะอาดไดดว ย

ตนเอง

-ลา งมอื กอ นรบั ประทานอาหารและ -ลางมอื กอ นรับประทานอาหารและ

หลังจากใชหอ งน้ําหองสวมดว ย หลังจากใชหอ งนาํ้ หองสวมดว ย

ตนเอง ตนเอง

-นอนพักผอนเปนเวลา -นอนพกั ผอนเปน เวลา

-ออกกําลังกายเปน เวลา -ออกกําลังกายเปนเวลา

ตัวบง ชีท้ ี่ ๑.๓ รกั ษาความปลอดภยั ของตนเองและผูอ่ืน

สภาพที่พึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-เลนและทํากิจกรรมอยางปลอดภัย -เลน และทาํ กิจกรรมและปฏิบัติตอ

ดว ยตนเอง ผูอื่นอยางปลอดภัย

มาตรฐานท่ี ๒ กลามเน้ือใหญและกลา มเน้อื เลก็ แขง็ แรงใชไ ดอ ยางคลองแคลวและประสานสมั พนั ธกนั
ตวั บงชท้ี ่ี ๒.๑ เคลอ่ื นไหวรา งกายอยา งคลอ งแคลว ประสานสัมพนั ธและทรงตวั ได

สภาพทพ่ี งึ ประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-เดนิ ตอเทาไปขางหนาเปนเสนตรง -เดนิ ตอเทาถอยหลังเปน เสนตรงไดโ ดย

ไดโดยไมตอ งกางแขน ไมตอ งกางเกง

-กระโดดขาเดยี วอยกู บั ทไ่ี ดโ ดยไม -กระโดดขาเดยี ว ไปขางหนาไดอยาง

เสยี การทรงตัว ตอเนื่องโดยไมเ สยี การทรงตัว

-วิง่ หลบหลีกส่ิงกดี ขวางได -วง่ิ หลบหลีกสงิ่ กีดขวางไดอ ยา งคลองแคลว

-รบั ลกู บอลไดดวยมือท้งั สองขา ง -รับลูกบอลที่กระดอนข้นึ จากพนื้ ได

ตวั บงชที้ ่ี ๒.๓ ใชม อื -ตาประสานสัมพนั ธก นั
สภาพท่พี ึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-ใชกรรไกรตัดกระดาษตามแนว -ใชก รรไกรตดั กระดาษตามแนวเสน โคง

เสนตรงได ได

-เขียนรูปสี่เหลีย่ มตามแบบไดอยา ง -เขียนรูปสามเหลี่ยมตามแบบไดอ ยา งมี

มีมุมชดั เจน มุมชัดเจน

-รอยวสั ดุที่มรี จู นาดเสนผานศูนย -รอ ยวัสดุทม่ี ีรขู นาดเสนผานศูนยกลาง

๐.๕ ซม.ได ๐.๒๕ ซม.ได

๒.พัฒนาการดานอารมณ จติ ใจ
มาตรฐานท่ี ๓ มสี ขุ ภาพจติ ดีและมคี วามสขุ
ตัวบง ชีท้ ่ี ๓.๑ แสดงออกทางอารมณอ ยางเหมาะสม

สภาพทีพ่ งึ ประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-แสดงอารมณ ความรสู ึกไดตาม -แสดงอารมณ ความรูสกึ ไดสอดคลอง

สถานการณ กับสถานการณอยางเหมาะสม

ตวั บงชี้ที่ ๓.๒ มีความรูสึกที่ดีตอ ตนเองและผูอนื่

สภาพทพ่ี ึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-กลาพูดกลาแสดงออกอยา งเหมาะสม -กลาพูดกลาแสดงออกอยา งเหมาะสมตาม

บางสถานการณ สถานการณ

-แสดงความพอใจในผลงานและ -แสดงความพอใจในผลงานและ

ความสามารถของตนเอง ความสามารถของตนเองและผูอนื่

มาตรฐานท่ี ๔ ชน่ื ชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคล่ือนไหว
ตัวบง ชที้ ่ี ๔.๑ สนใจและมคี วามสุขและแสดงออกผานงานศลิ ปะ ดนตรีและการเคลือ่ นไหว

สภาพทพี่ ึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-สนใจและมีความสุขและแสดงออก -สนใจและมีความสุขและแสดงออก

ผา นงานศลิ ปะ ผานงานศลิ ปะ

-สนใจ มีความสุขและแสดงออกผาน -สนใจ มีความสุขและแสดงออกผาน

เสียงเพลง ดนตรี เสยี งเพลง ดนตรี

-สนใจ มีความสุขและแสดงทาทาง/ -สนใจ มีความสุขและแสดงทา ทาง/

เคลอ่ื นไหวประกอบเพลง จังหวะ เคลือ่ นไหวประกอบเพลง จังหวะและ

และ ดนตรี ดนตรี

มาตรฐานท่ี ๕ มีคุณธรรม จริยธรรมและมีจติ ใจทด่ี งี าม
ตวั บง ชท้ี ี่ ๕.๑ ซือ่ สตั ย สจุ ริต

สภาพทพ่ี งึ ประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

- ขออนญุ าตหรอื รอคอยเม่ือตองการ - ขออนุญาตหรอื รอคอยเม่อื ตองการ

สงิ่ ของของผูอ น่ื เมอ่ื มผี ูช แ้ี นะ สิ่งของของผูอ่นื ดว ยตนเอง

ตัวบงชี้ที่ ๕.๒ มีความเมตตา กรุณา มนี ํา้ ใจและชว ยเหลือแบง ปน

สภาพทพ่ี ึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-แสดงความรักเพอ่ื นและมเี มตตา -แสดงความรักเพอื่ นและมเี มตตาสตั ว

สตั วเล้ยี ง เล้ยี ง

-ชวยเหลือและแบง ปนผูอ ่ืนไดเ ม่ือมีผู -ชว ยเหลอื และแบง ปน ผอู ่ืนไดดว ย

ช้ีแนะ ตนเอง

ตวั บง ช้ที ี่ ๕.๓ มีความเห็นอกเหน็ ใจผอู ื่น

สภาพทพี่ ึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-แสดงสีหนา หรือทาทางรับรู -แสดงสีหนาหรอื ทา ทางรบั รูความรูสกึ

ความรูสึกผูอืน่ ผูอื่นอยา งสอดคลองกบสถานการณ

ตัวบงชีท้ ่ี ๕.๔มคี วามรบั ผดิ ชอบ

สภาพทพ่ี ึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-ทํางานทีไ่ ดรบั มอบหมายจนสําเร็จ -ทาํ งานทีไ่ ดร ับมอบหมายจนสาํ เร็จ

เมื่อมีผชู ีแ้ นะ ดวยตนเอง

๓.พฒั นาการดานสงั คม

มาตรฐานท่ี ๖ มีทักษะชวี ิตและปฏบิ ัติตนตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ตัวบงชที้ ี่ ๖.๑ ชวยเหลือตนเองในการปฏิบตั กิ ิจวัตรประจาํ วนั

สภาพที่พงึ ประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

- แตงตวั ดว ยตนเอง - แตงตัวดวยตนเองไดอยา ง

คลองแคลว

-รับประทานอาหารดว ยตนเอง - รับประทานอาหารดว ยตนเองอยาง

ถกู วธิ ี

-ใชห องนาํ้ หองสว มดว ยตนเอง -ใชแ ละทําความสะอาดหลงั ใชห อ งนาํ้

หอ งสวมดวยตนเอง

ตัวบง ชี้ที่ ๖.๒ มีวนิ ยั ในตนอง

สภาพที่พึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-เก็บของเลนของใชเขาท่ีดวยตนเอง -เก็บของเลนของใชเ ขา ทีอ่ ยาง

เรียบรอ ยดว ยตนเอง

-เขา แถวตาลําดับกอนหลังไดด ว ย -เขา แถวตาลําดับกอ นหลงั ไดด วย

ตนเอง ตนเอง

ตัวบง ช้ที ่ี ๖.๓ ประหยัดและพอเพยี ง

สภาพที่พึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-ใชสิ่งของเครือ่ งใชอ ยา งประหยัด -ใชสิ่งของเคร่อื งใชอยา งประหยัดและ

และพอเพยี งเมอื่ มผี ชู ้ีแนะ พอเพยี งดวยตนเอง

มาตรฐานท่ี ๗ รักธรรมชาติ สงิ่ แวดลอ ม วฒั นธรรม และความเปน ไทย
ตวั บง ช้ีท่ี ๗.๑ ดแู ลรักษาธรรมชาติและสิง่ แวดลอม

สภาพท่พี งึ ประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-มสี ว นรว มในการดูแลรกั ษา -มสี ว นรวมในการดแู ลรกั ษาธรรมชาตแิ ละ

ธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ มเมื่อมีผู สงิ่ แวดลอ มดว ยตนเอง

ชี้แนะ

-ทิง้ ขยะไดถ กู ท่ี -ทิ้งขยะไดถ กู ท่ี

ตัวบงชี้ท่ี ๗.๒ มีมารยาทตามวฒั นธรรมไทยและรกั ความเปน ไทย

สภาพที่พงึ ประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-ปฏิบัตติ นตามมารยาทไทยไดดวย -ปฏบิ ตั ิตนตามมารยาทไทยได ตาม

ตนเอง กาลเทศะ

-กลา วคาํ ขอบคุณและขอโทษดวย -กลาวคาํ ขอบคุณและขอโทษดวยตนเอง

ตนเอง

-หยดุ เม่อื ไดย นิ เพลงชาติไทยและ -ยนื ตรงและรวมรอ งเพลงชาติไทยและ

เพลงสรรเสรญิ พระบารมี เพลงสรรเสรญิ พระมารมี

มาตรฐานที่ ๘ อยูรว มกบั ผูอื่นไดอ ยางมีความสุขและปฏบิ ตั ิตนเปน สมาชกิ ทดี่ ขี องสังคมในระบอบประชาธิปไตย
อนั มีพระมหากษัตริยท รงเปน ประมุข
ตัวบงชี้ท่ี ๘.๑ ยอมรบั ความเหมอื นและความแตกตา งระหวา งบุคคล

สภาพท่พี งึ ประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-เลนและทาํ กิจกรรมรวมกับกลุมเด็ก -เลนและทาํ กิจกรรมรวมกับเด็กที่

ทแ่ี ตกตา งไปจากตน แตกตางไปจากตน

ตัวบงชี้ที่ ๘.๒ มปี ฏสิ ัมพันธที่ดีกบั ผูอนื่

สภาพทพ่ี งึ ประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-เลนหรอื ทํางานรว มกับเพ่ือนเปน -เลน หรือทาํ งานรว มกบั เพอ่ื นอยา งมี

กลมุ เปาหมาย

-ย้มิ หรอื ทักทายหรือพูดคยุ กับผใู หญ -ยม้ิ หรอื ทกั ทายหรือพดู คุยกับผูใหญแ ละ

และบคุ คลท่ีคุนเคยไดดว ยตนเอง บคุ คลทค่ี ุนเคยไดเหมาะสมกบั

สถานการณ

ตวั บงชท้ี ี่ ๘.๓ ปฏิบัตติ นเบ้ืองตนในการเปน สมาชกิ ที่ดขี องสงั คม

สภาพทพ่ี งึ ประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-มีสว นรว มสรางขอตกลงและปฏิบตั ิ -มสี ว นรว มสรา งขอ ตกลงและปฏบิ ตั ิตาม

ตามขอตกลงเม่อื มีผูช้แี นะ ขอ ตกลงดวยตนเอง

-ปฏิบตั ิตนเปนผนู าํ และผตู ามท่ดี ีได -ปฏบิ ตั ติ นเปนผนู ําและผตู ามได

ดว ยตนเอง เหมาะสมกับสถานการณ

-ประนปี ระนอมแกไ ขปญ หาโดย -ประนีประนอมแกไ ขปญหาโดย

ปราศจากการใชความรนุ แรงเมอ่ื มผี ู ปราศจากการใชค วามรุนแรงดว ยตนเอง

ชแ้ี นะ

๕. ดา นสตปิ ญญา

มาตรฐานที่ ๙ ใชภาษาสื่อสารไดเหมาะสมกบั วัย
ตัวบงชีท้ ี่ ๙.๑ สนทนาโตต อบและเลา เร่อื งใหผอู นื่ เขาใจ

สภาพที่พงึ ประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-ฟง ผูอ ่นื พูดจนจบและสนทนาโตต อบ -ฟงผอู น่ื พูดจนจบและสนทนาโตต อบ

สอดคลองกบั เรื่องท่ฟี ง อยางตอเนือ่ งเช่อื มโยงกบั เร่อื งท่ีฟง

-เลา เร่ืองเปน ประโยคอยา งตอ เน่ือง -เลาเปน เรอ่ื งราวตอ เน่ืองได

ตัวบง ชี้ที่ ๙.๒ อา น เขียนภาพ และสัญลกั ษณไ ด

สภาพทพ่ี ึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-อานภาพ สญั ลกั ษณ คํา พรอมท้งั ช้ี -อา นภาพ สัญลักษณ คํา ดว ยการชี้

หรือกวาดตามองขอ ความตาม หรอื กวาดตามองจุดเรม่ิ ตนและจุดจบ

บรรทัด ของขอ ความ

-เขยี นคลายตัวอักษร -เขยี นชื่อของตนเอง ตามแบบ

เขียนขอ ความดวยวธิ ที ่ีคิดขน้ึ เอง

มาตรฐานที่ ๑๐ มคี วามสามารถในการคิดที่เปนพ้ืนฐานในการเรยี นรู
ตวั บงช้ีท่ี ๑๐.๑ มีความสามารถในการคดิ รวบยอด

สภาพที่พึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-บอกลกั ษณะและสวนประกอบของ -บอกลกั ษณะ สวนประกอบ การ

สงิ่ ของตา งๆจากการสังเกตโดยใช เปลี่ยนแปลง หรือความสัมพันธข อง

ประสาทสมั ผัส สิ่งของตา งๆจากการสงั เกตโดยใช

ประสาทสัมผัส

-จบั คูและเปรียบเทยี บความแตกตา ง -จบั คูและเปรียบเทยี บความแตกตาง

หรอื ความเหมือนของส่งิ ตา งๆโดยใช หรอื ความเหมอื นของสิ่งตางๆโดยใช

ลักษณะที่สงั เกตพบเพียงลกั ษณะ ลักษณะท่สี งั เกตพบสองลกั ษณะขึน้ ไป

เดียว

-จําแนกและจดั กลุม สงิ่ ตางๆโดยใช -จาํ แนกและจดั กลมุ ส่ิงตา งๆโดยใชต งั้ แต

อยางนอยหนง่ึ ลักษณะเปน เกณฑ สองลักษณะขนึ้ ไปเปนเกณฑ

-เรียงลาํ ดับสิง่ ของหรือเหตุการณ -เรยี งลําดบั ส่ิงของหรอื เหตกุ ารณอ ยา ง

อยางนอ ย ๔ ลาํ ดบั นอ ย ๕ ลาํ ดับ

ตวั บง ชี้ท่ี ๑๐.๒ มคี วามสามารถในการคิดเชิงเหตผุ ล

สภาพที่พงึ ประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-ระบสุ าเหตหุ รือผลทีเ่ กิดขน้ึ ใน -อธิบายเชือ่ มโยงสาเหตุและผลท่เี กดิ ขึ้น

เหตุการณห รอื การกระทําเมอ่ื มีผู ในเหตกุ ารณหรือการกระทาํ ดวยตนเอง

ชี้แนะ

-คาดเดา หรือคาดคะเนสิง่ ทีอ่ าจจะ -คาดคะเนสงิ่ ที่อาจจะเกิดขน้ึ และมีสว น

เกดิ ขนึ้ หรอื มีสวนรว มในการลง รว มในการลงความเห็นจากขอ มูลอยา งมี

ความเห็นจากขอมูล เหตุผล

ตวั บงชี้ท่ี ๑๐.๓ มคี วามสามารถในการคดิ แกปญหาและตัดสินใจ

สภาพทพ่ี ึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-ตัดสนิ ใจในเรอื่ งงายๆและเริ่มเรยี นรู -ตัดสนิ ใจในเร่อื งงายๆและยอมรบั ผลท่ี

ผลท่ีเกิดขึน้ เกิดขนึ้

-ระบปุ ญหา และแกปญหาโดยลอง -ระบปุ ญหาสรา งทางเลอื กและเลือกวิธี

ผดิ ลองถกู แกปญ หา

มาตรฐานที่ ๑๑ มีจนิ ตนาการและความคดิ สรางสรรค
ตวั บง ชีท้ ่ี ๑๑.๑ เลน /ทาํ งานศลิ ปะตามจนิ ตนาการและความคดิ สรางสรรค

สภาพทพ่ี งึ ประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-สรางผลงานศิลปะเพื่อสอื่ สารความคิด -สรางผลงานศิลปะเพอ่ื ส่อื สารความคิด

ความรูสึกของตนเองโดยมีการดัดแปลง ความรสู ึกของตนเองโดยมีการดัดแปลง

และแปลกใหมจากเดมิ หรอื มี และแปลกใหมจากเดิมและ

รายละเอียดเพิม่ ข้นึ มีรายละเอียดเพมิ่ ขึ้น

ตัวบง ชที้ ่ี ๑๑.๒ แสดงทา ทาง/เคลื่อนไหวตามจินตนาการอยางสรา งสรรค

สภาพทพี่ ึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-เคลอ่ื นไหวทา ทางเพอื่ สือ่ สาร -เคลื่อนไหวทาทางเพื่อส่ือสารความคิด

ความคดิ ความรสู ึกของตนเอง ความรูสกึ ของตนเอง

อยางหลากหลายหรือแปลกใหม อยางหลากหลายและแปลกใหม

มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคตทิ ี่ดีตอการเรียนรู และมีความสามารถในการแสวงหาความรูไดเ หมาะสมกบั วยั
ตัวบงชีท้ ่ี ๑๒.๑ มเี จตคติทดี่ ตี อการเรยี นรู

สภาพทพี่ ึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-สนใจซักถามเกยี่ วกับสัญลกั ษณห รอื -หยิบหนงั สือมาอานและเขยี นสือ่ ความคดิ

ตวั หนังสอื ที่พบเห็น ดวยตนเองเปนประจาํ อยางตอ เนอื่ ง

-กระตือรือรนในการเขา รว มกจิ กรรม -กระตือรือรน ในการรวมกิจกรรมตงั้ แตตน

จนจบ

ตัวบง ชท้ี ่ี ๑๒.๒ มีความสามารถในการแสวงหาความรู

สภาพทีพ่ ึงประสงค

อายุ ๔ ป อายุ ๕ ป

-คน หาคําตอบของขอสงสัยตา งๆ ตาม -คนหาคาํ ตอบของขอสงสยั ตางๆ ตาม

วธิ กี ารของตนเอง วธิ ีการท่ีหลากหลายดว ยตนเอง

-ใชประโยคคําถามวา “ทไ่ี หน” -ใชป ระโยคคําถามวา “เม่ือไร” อยา งไร”

“ทาํ ไม” ในการคน หาคําตอบ ในการคนหาคาํ ตอบ

โครงสรางหลักสตู ร

โครงสรางหลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐

ชวงอายุ อายุ 3 – 6 ป

สาระการเรยี นรู ประสบการณสําคัญ สาระท่ีควรเรียนรู

- ดานรางกาย - เร่อื งราวเกยี่ วกับตวั เด็ก

- ดานอารมณแ ละจิตใจ - เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและ

- ดา นสังคม สถานทแี่ วดลอมเด็ก

- ดานสติปญญา - ธรรมชาติรอบตัว

- สิง่ ตางๆรอบตัวเด็ก

ระยะเวลาเรยี น ข้นึ อยูกบั อายุนกั เรยี นที่เรมิ่ เขา รับการอบรมเล้ียงดูแลและรับการศกึ ษา

การจัดเวลาเรยี น

หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวัยกําหนดกรอบโครงสรางเวลาในการจดั ประสบการณใหกับเด็ก ๑-๓ ปก ารศกึ ษา
โดยประมาณ ท้ังน้ี ข้ึนอยกู บั อายุของเดก็ ท่ีเริ่มเขาสถานศกึ ษาหรอื สถาบันพัฒนาเดก็ ปฐมวยั เวลาเรยี นสาํ หรบั เด็ก
ปฐมวัยขึ้นอยูกบั สถานศึกษาแตละแหง โดยมเี วลาเรยี นไมน อยกวา ๑๘๐ วนั ตอ ๑ ปก ารศกึ ษา ในแตละวนั จะใชเวลาไม
นอ ยกวา ๕ ชวั่ โมง โดยสามารถปรับเปล่ยี นใหเหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษาและสถาบันพฒั นาเด็กปฐมวยั

สาระการเรยี นรรู ายป

สาระการเรยี นรูใชเปน สอ่ื กลางในการจดั ประสบการณการเรียนรใู หกับเดก็ เพอื่ สง เสรมิ พฒั นาการทุก

ดาน ใหเปน ไปตามจุดหมายของหลกั สตู รทกี่ ําหนด ประกอบดวย ประสบการณสาํ คญั และสาระท่ีควรเรยี นรู ดังนี้
๑. ประสบการณสาํ คญั
ประสบการณส าํ คัญเปนแนวทางสาํ หรับผูสอนไปใชใ นการออกแบบการจดั ประสบการณ ใหเ ดก็ ปฐมวัย

เรยี นรู ลงมือปฏิบัติ และไดรบั การสงเสรมิ พัฒนาการครอบคลุมทุกดา น ดงั น้ี
๑.๑ ประสบการณสําคัญทสี่ ง เสริมพัฒนาการดานรา งกาย เปน การสนบั สนนุ ใหเด็กไดมโี อกาสพัฒนาการ

ใชกลา มเนอื้ ใหญ กลามเนอ้ื เลก็ และการประสานสมั พันธร ะหวา งกลา มเน้ือและระบบประสาท ในการทํากิจวัตร

ประจําวนั หรือทาํ กจิ กรรมตา งๆและสนบั สนนุ ใหเด็กมีโอกาสดแู ลสขุ ภาพและสุขอนามัย และการรกั ษาความปลอดภัย

ดงั นี้
๑.๑.๑ การใชก ลามเนอ้ื ใหญ
๑.๑.๑.๑ การเคลื่อนไหวอยูกบั ท่ี

๑.๑.๑.๒ การเคล่ือนไหวเคลอื่ นท่ี

๑.๑.๑.๓ การเคลอื่ นไหวพรอมวัสดุอุปกรณ

๑.๑.๑.๔ การเคลอื่ นไหวท่ีใชการประสานสมั พนั ธของการใชก ลามเนื้อมดั ใหญใ นการขวา ง

การจับ การโยน การเตะ

๑.๑.๑.๕ การเลน เครอ่ื งเลน สนามอยา งอสิ ระ
๑.๑.๒ การใชก ลา มเนือ้ เล็ก

๑.๑.๒.๑ การเลน เคร่ืองเลนสมั ผัสและการสรา งจากแทงไม บล็อก

๑.๑.๒.๒ การเขยี นภาพและการเลน กับสี

๑.๑.๒.๓ การปน

๑.๑.๒.๔ การประดิษฐส ่ิงตางๆดวย เศษวัสดุ

๑.๑.๒.๕ การหยิบจบั การใชกรรไกร การฉกี การตดั การปะ และการรอยวัสดุ
๑.๑.๓ การรักษาสุขภาพอนามยั สว นตัว

๑.๑.๓.๑ การปฏบิ ัติตนตามสุขอนามัย สุขนิสยั ท่ีดีในกจิ วัตรประจําวนั
๑.๑.๔ การรกั ษาความปลอดภัย

๑.๑.๔.๑ การปฏิบัตติ นใหป ลอดภัยในกิจวัตรประจาํ วัน

๑.๑.๔.๒ การฟง นิทาน เร่ืองราว เหตุการณ เก่ยี วกับการปอ งกนั และรกั ษาความปลอดภัย

๑.๑.๔.๓ การเลน เคร่อื งเลนอยา งปลอดภัย

๑.๑.๔.๔ การเลน บทบาทสมมติเหตกุ ารณตา งๆ
๑.๑.๕ การตระหนกั รูเก่ยี วกบั รางกายตนเอง

๑.๑.๕.๑ การเคลื่อนไหวเพอื่ ควบคุมตนเองไปในทิศทาง ระดับ และพ้ืนที่

๑.๑.๕.๒ การเคล่ือนไหวขา มส่ิงกดี ขวาง
๑.๒ ประสบการณสําคญั ทีส่ งเสริมพัฒนาการดา นอารมณ จิตใจเปน การสนับสนนุ ใหเ ด็กไดแ สดงออกทาง
อารมณและความรสู ึกของตนเองท่ีเหมาะสมกับวัย ตระหนักถงึ ลกั ษณะพเิ ศษเฉพาะท่ีเปน อตั ลักษณ ความเปน ตัวของ

ตัวเอง มคี วามสุข รา เริงแจมใส การเห็นอกเห็นใจผอู ่ืนไดพัฒนาคุณธรรม จรยิ ธรรม สนุ ทรียภาพ ความรูส ึกที่ดตี อ ตนเอง

และความเชอ่ื ม่ันในตนเองขณะปฏิบตั ิกิจกรรมตางๆ ดังน้ี
๑.๒.๑ สนุ ทรียภาพ ดนตรี
๑.๒.๑.๑ การฟงเพลง การรองเพลง และการแสดงปฏิกิรยิ าโตตอบเสียงดนตรี

๑.๒.๑.๒ การเคลือ่ นไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี

๑.๒.๑.๓ การเลน บทบาทสมมติ

๑.๒.๑.๔ การทาํ กจิ กรรมศลิ ปะตางๆ

๑.๒.๑.๕ การสรา งสรรคส ่งิ สวยงาม
๑.๒.๒ การเลน

๑.๒.๒.๑ การเลนอิสระ

๑.๒.๒.๒ การเลน รายบคุ คล กลุมยอย กลุม ใหญ

๑.๒.๒.๓ การเลน ตามมมุ ประสบการณ

๑.๒.๒.๔ การเลน นอกหอ งเรียน
๑.๒.๓ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม
๑.๒.๓.๑ การปฏิบัตติ นตามหลักศาสนาท่นี บั ถือ

๑.๒.๓.๒ การฟงนิทานเกย่ี วกับคณุ ธรรม จริยธรรม

๑.๒.๓.๓ การรวมสนทนาแลกเปลี่ยนความคดิ เห็นเชิงจริยธรรม
๑.๒.๔ การแสดงออกทางอารมณ
๑.๒.๔.๑ การสะทอ นความรูส กึ ของตนเองและผอู ่ืน

๑.๒.๔.๒ การเลนบทบาทสมมติ

๑.๒.๔.๓ การเคลื่อนไหวตามเสยี งเพลง/ดนตรี

๑.๒.๔.๔การรองเพลง

๑.๒.๔.๕ การทาํ งานศิลปะ
๑.๒.๕ การมอี ตั ลกั ษณเฉพาะตนและเชอื่ วา ตนเองมคี วามสามารถ

๑.๒.๕.๑ การปฏิบตั กิ ิจกรรมตา งๆตามความสามารถของตนเอง
๑.๒.๖ การเหน็ อกเห็นใจผูอ ืน่

๑.๒.๖.๑ การแสดงความยินดเี มอ่ื ผอู ่ืนมคี วามสขุ เห็นอกเห็นใจเม่ือผอู นื่ เศราหรือเสยี ใจ และการ

ชวยเหลือปลอบโยนเมอื่ ผูอ น่ื ไดร บั บาดเจ็บ

๑.๓ ประสบการณสําคัญที่สงเสริมพฒั นาการดานสงั คม เปนการสนับสนนุ ใหเด็กไดม โี อกาสปฏิสัมพันธก ับบุ

คลและสงิ่ แวดลอมตา งๆรอบตัวจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรมตางๆ ผานการเรยี นรูทางสงั คม เชน การเลน การทํางานกับผอู นื่

การปฏิบัตกิ ิจวัตรประจาํ วัน การแกป ญ หาขอ ขัดแยงตา งๆ
๑.๓.๑ การปฏบิ ัติกจิ วัตรประจาํ วัน
๑.๓.๑.๑ การชวยเหลือตนเองในกิจวตั รประจําวนั

๑.๓.๑.๒การปฏบิ ัติตนตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
๑.๓.๒ การดูแลรกั ษาธรรมชาติและส่ิงแวดลอม

๑.๓.๒.๑ การมีสวนรวมรบั ผิดชอบดแู ลรักษาสง่ิ แวดลอ มทง้ั ภายในและภายนอกหอ งเรียน

๑.๓.๒.๒ การทํางานศลิ ปะท่ีใชว ัสดุหรือสงิ่ ของทใ่ี ชแลว มาใชซํ้าหรือแปรรปู แลวนํากลับมาใชใ หม

๑.๓.๒.๓ การเพาะปลูกและดูแลตนไม

๑.๓.๒.๔ การเล้ียงสตั ว

๑.๓.๒.๕ การสนทนาขาวและเหตกุ ารณท ่ีเกี่ยวกับธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอมในชีวติ ประจาํ วนั
๑.๓.๓ การปฏิบัตติ ามวฒั นธรรมทองถิน่ ทอ่ี าศยั และความเปน ไทย

๑.๓.๓.๑ การเลนบทบาทสมมุตกิ ารปฏิบัติตนในความเปนคนไทย

๑.๓.๓.๒ การปฏบิ ัตติ นตามวฒั นธรรมทอ งถ่นิ ท่ีอาศยั และประเพณไี ทย

๑.๓.๓.๓ การประกอบอาหารไทย

๑.๓.๓.๔ การศึกษานอกสถานที่

๑.๓.๓.๕ การละเลน พื้นบา นของไทย
๑.๓.๔ การมีปฏิสัมพันธ มวี ินยั มีสวนรว ม และบทบาทสมาชิกของสงั คม

๑.๓.๔.๑ การรว มกาํ หนดขอ ตกลงของหองเรียน

๑.๓.๔.๒ การปฏบิ ตั ิตนเปนสมาชทิ ่ดี ีของหองเรยี น

๑.๓.๔.๓ การใหความรว มมือในการปฏิบตั ิกิจกรรมตาง ๆ

๑.๓.๔.๔ การดูแลหองเรียนรวมกนั

๑.๓.๔.๕ การรวมกิจกรรมวนั สําคญั
๑.๓.๕ การเลน แบบรวมมอื รวมใจ

๑.๓.๕.๑ การรว มสนทนาและแลกเปลยี่ นความคิดเหน็

๑.๓.๕.๒ การเลน และทาํ งานรวมกบั ผอู น่ื

๑.๓.๕.๓ การทาํ ศลิ ปะแบบรว มมอื
๑.๓.๖ การแกป ญหาความขัดแยง

๑.๓.๖.๑ การมีสวนรว มในการเลอื กวิธีการแกป ญ หา

๑.๓.๖.๒ การมสี วนรว มในการแกป ญหาความขัดแยง
๑.๓.๗ การยอมรับในความเหมอื นและความแตกตา งระหวา งบุคคล

๑.๓.๗.๑ การเลน หรอื ทํากจิ กรรมรวมกับกลุมเพื่อน
๑.๔ ประสบการณสําคัญท่ีสงเสริมพัฒนาการดา นสติปญ ญา เปน การสนับสนุนใหเ ดก็ ไดรบั รู เรยี นรสู ง่ิ ตา งๆรอบตวั
ผานการมีปฏิสมั พันธกับสง่ิ แวดลอม บุคคลและส่ือตางๆ ดว ยกระบวนการเรียนรทู ี่หลากหลาย เพ่อื เปด โอกาสใหเ ด็ก

พัฒนาการใชภ าษา จนิ ตนาการความคดิ สรา งสรรค การแกป ญ หา การคดิ เชงิ เหตผุ ล และการคดิ รวบยอดเกี่ยวกบั สิ่ง

ตา งๆ รอบตัวและมีความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตรที่เปนพ้นื ฐานของการเรยี นรใู นระดบั ทีส่ งู ขนึ้ ตอ ไป
๑.๔.๑ การใชภ าษา
๑.๔.๑.๑ การฟง เสียงตางๆ ในส่งิ แวดลอม

๑.๔.๑.๒ การฟงและปฏบิ ตั ิตามคาํ แนะนาํ

๑.๔.๑.๓ การฟง เพลง นทิ าน คําคลองจอง บทรอยกรงหรือเรอื่ งราวตา งๆ

๑.๔.๑.๔ การแสดงความคิด ความรูสึก และความตอ งการ

๑.๔.๑.๕ การพูดกบั ผูอ นื่ เกี่ยวกับประสบการณข องตนเอง หรือพดู เลา เร่ืองราวเก่ยี วกับตนเอง

๑.๔.๑.๖ การพดู อธิบายเกย่ี วกับสิง่ ของ เหตกุ ารณ และความสัมพันธข องส่ิงตา งๆ

๑.๔.๑.๗ การพดู อยางสรางสรรคใ นการเลน และการกระทําตา งๆ
๑.๔.๑.๘ การรอจงั หวะท่ีเหมาะสมในการพูด
๑.๔.๑.๙ การพูดเรียงลําดบั เพื่อใชในการสอ่ื สาร
๑.๔.๑.๑๐ การอา นหนงั สอื ภาพ นิทาน หลากหลายประเภท/รปู แบบ
๑.๔.๑.๑๑ การอา นอสิ ระตามลําพัง การอา นรวมกนั การอา นโดยมีผชู ีแ้ นะ
๑.๔.๑.๑๒ การเห็นแบบอยา งของการอานทถี่ กู ตอง
๑.๔.๑.๑๓ การสังเกตทิศทางการอานตัวอักษร คํา และขอความ
๑.๔.๑.๑๔ การอา นและชี้ขอความ โดยกวาดสายตาตามบรรทัดจากซายไปขวา จากบนลงลาง
๑.๔.๑.๑๕ การสังเกตตัวอกั ษรในช่ือของตน หรือคําคุนเคย
๑.๔.๑.๑๖ การสงั เกตตัวอกั ษรทปี่ ระกอบเปน คําผานการอานหรือเขยี นของผใู หญ
๑.๔.๑.๑๗ การคาดเดาคาํ วลี หรือประโยค ท่มี ีโครงสรางซํ้าๆกนั จากนิทาน เพลง คําคลอ งจอง
๑.๔.๑.๑๘ การเลนเกมทางภาษา
๑.๔.๑.๑๙ การเห็นแบบอยางของการเขียนทถ่ี กู ตอง
๑.๔.๑.๒๐ การเขยี นรว มกันตามโอกาส และการเขยี นอสิ ระ
๑.๔.๑.๒๑ การเขยี นคาํ ท่ีมีความหมายกบั ตวั เด็ก/คาํ คุน เคย
๑.๔.๑.๒๒ การคิดสะกดคําและเขียนเพื่อสอื่ ความหมายดว ยตนเองอยางอิสระ
๑.๔.๒ การคดิ รวบยอด การคิดเชิงเหตุผล การตัดสนิ ใจและแกป ญ หา
๑.๔.๒.๑ การสังเกตลักษณะ สว นประกอบ การเปลี่ยนแปลง และความสมั พนั ธข องสิง่ ตางๆ โดยใช
ประสาทสมั ผสั อยางเหมาะสม
๑.๔.๒.๒ การสงั เกตสิ่งตางๆ และสถานทจี่ ากมมุ มองท่ตี างกนั
๑.๔.๒.๓ การบอกและแสดงตําแหนง ทิศทาง และระยะทางของสง่ิ ตา งๆดวยการกระทาํ ภาพวาด
ภาพถา ย และรูปภาพ
๑.๔.๒.๔ การเลนกบั ส่ือตางๆทีเ่ ปนทรงกลม ทรงสเ่ี หลี่ยมมมุ ฉาก ทรงกระบอก กรวย
๑.๔.๒.๕ การคัดแยก การจัดกลุม และการจาํ แนกสง่ิ ตา งๆตามลกั ษณะและรปู ราง รูปทรง
๑.๔.๒.๖ การตอของชน้ิ เลก็ เติมในช้นิ ใหญใหสมบูรณ และการแยกชิ้นสวน
๑.๔.๒.๗ การทําซํ้า การตอ เตมิ และการสรางแบบรูป
๑.๔.๒.๘ การนบั และแสดงจาํ นวนของสงิ่ ตา งๆในชวี ติ ประจาํ วัน
๑.๔.๒.๙ การเปรยี บเทยี บและเรียงลําดับจํานวนของสง่ิ ตางๆ
๑.๔.๒.๑๐ การรวมและการแยกสง่ิ ตา งๆ
๑.๔.๒.๑๑ การบอกและแสดงอนั ดบั ที่ของสิ่งตางๆ
๑.๔.๒.๑๒ การช่งั ตวง วดั ส่งิ ตางๆโดยใชเครอ่ื งมือและหนวยทไ่ี มใ ชหนว ยมาตรฐาน
๑.๔.๒.๑๓ การจับคู การเปรียบเทยี บ และการเรียงลาํ ดบั สง่ิ ตา งๆ ตามลักษณะความยาว/ความสูง
นาํ้ หนกั ปรมิ าตร
๑.๔.๒.๑๔ การบอกและเรียงลําดับกจิ กรรมหรอื เหตูการณตามชว งเวลา
๑.๔.๒.๑๕ การใชภาษาทางคณิตศาสตรกับเหตกุ ารณในชีวติ ประจําวัน
๑.๔.๒.๑๖ การอธิบายเชอื่ มโยงสาเหตุและผลทเ่ี กิดข้นึ ในเหตุการณหรอื การกระทาํ

๑.๔.๒.๑๗ การคาดเดาหรอื การคาดคะเนส่ิงท่อี าจเกิดขน้ึ อยางมเี หตผุ ล
๑.๔.๒.๑๘ การมีสวนรว มในการลงความเห็นจากขอ มลู อยางมีเหตุผล
๑.๔.๒.๑๙ การตดั สนิ ใจและมสี ว นรว มในกระบวนการแกปญ หา
๑.๔.๓ จนิ ตนาการและความคดิ สรางสรรค
๑.๔.๓.๑ การรบั รู และแสดงความคิดความรสู กึ ผานสือ่ วัสดุ ของเลน และชิ้นงาน
๑.๔.๓.๒ การแสดงความคิดสรางสรรคผ านภาษา ทาทาง การเคลื่อนไหว และศิลปะ
๑.๔.๓.๓ การสรางสรรคช ้ินงานโดยใชร ูปรา งรปู ทรงจากวัสดุทห่ี ลากหลาย
๑.๔.๔ เจตคติที่ดีตอการเรียนรแู ละการแสวงหาความรู
๑.๔.๔.๑ การสาํ รวจสง่ิ ตา งๆ และแหลง เรยี นรรู อบตัว
๑.๔.๔.๒ การตงั้ คาํ ถามในเร่อื งทส่ี นใจ
๑.๔.๔.๓ การสืบเสาะหาความรเู พ่ือคน หาคําตอบของขอ สงสัยตา งๆ
๑.๔.๔.๔ การมีสว นรวมในการรวบรวมขอมลู และนาํ เสนอขอ มลู จากการสบื เสาะหาความรใู นรูปแบบ
ตา งๆและแผนภูมอิ ยา งงาย

สาระท่คี วรเรยี นรู

สาระทค่ี วรเรยี นรู เปนเรือ่ งราวรอบตัวเดก็ ทีน่ าํ มาเปนสื่อกลางในการจัดกจิ กรรมใหเด็กเกดิ แนวคิดหลงั จากนํา
สาระการเรียนรูนัน้ ๆ มาจดั ประสบการณใหเ ด็ก เพ่ือใหบรรลจุ ดั หมายที่กาํ หนดไวท ้ังนี้ ไมเ นน การทอ งจาํ เนอื้ หา ครู
สามารถกําหนดรายละเอยี ดขึน้ เองใหส อดคลอ งกบั วยั ความตอ งการ และความสนใจของเด็ก โดยใหเ ด็กไดเรียนรผู าน
ประสบการณสําคัญ ทัง้ นี้ อาจยืดหยุนเน้ือหาไดโ ดยคํานงึ ถงึ ประสบการณแ ละสิ่งแวดลอมในชวี ิตจรงิ ของเด็ก ดงั นี้

๒.๑ เรื่องราวเกยี่ วกับตัวเดก็ เด็กควรรจู ักชือ่ นามสกุล รปู รา งหนาตา รจู กั อวยั วะตา งๆ วธิ ีระวงั รกั ษารางกาย
ใหสะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี การรบั ประทานอาหารทเ่ี ปนประโยชน การระมัดระวงั ความปลอดภัยของตนเองจาก
ผอู ื่นและภัยใกลตวั รวมทั้งการปฏบิ ัติตอ ผอู น่ื อยา งปลอดภัย การรูจักความเปน มาของตนเองและครอบครัว การ
ปฏิบัตติ นเปนสมาชกิ ทีด่ ีของครอบครวั และโรงเรยี น การเคารพสิทธิของตนเองและผูอ่ืน การรูจ ักแสดงความคดิ เหน็ ของ
ตนเองและรบั ฟง ความคดิ เหน็ ของผูอน่ื การกํากบั ตนเอง การเลนและทาํ สิง่ ตางๆดวยตนเองตามลําพังหรือกับผูอืน่ การ
ตระหนกั รูเกี่ยวกบั ตนเอง ความภาคภมู ใิ จในตนเอง การสะทอ นการรบั รูอารมณแ ละความรูสึกของตนเองและผูอื่น การ
แสดงออกทางอารมณและความรสู ึกอยางเหมาะสม การแสดงมารยาททดี่ ี การมีคุณธรรมจริยธรรม

๒.๒ เรื่องราวเก่ียวกับบคุ คลและสถานทแ่ี วดลอ มเด็ก เด็กควรเรยี นรูเกย่ี วกบั ครอบครวั สถานศกึ ษา ชมุ ชน
และบุคคลตางๆ ท่ีเดก็ ตองเกยี่ วของหรอื ใกลชิดและมปี ฏสิ มั พนั ธในชีวิตประจําวัน สถานท่ีสําคัญ วันสําคัญ อาชีพของ
คนในชมุ ชน ศาสนา แหลงวฒั นาธรรมในชมุ ชน สญั ลักษณส ําคญั ของชาตไิ ทยและการปฏบิ ัตติ ามวัฒนธรรมทองถ่นิ และ
ความเปนไทย หรือแหลงเรยี นรจู ากภูมปิ ญ ญาทอ งถ่นิ อน่ื ๆ

๒.๓ ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรเู กย่ี วกบั ชือ่ ลักษณะ สวนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสมั พันธ
ของมนษุ ย สัตว พชื ตลอดจนการรจู กั เกีย่ วกบั ดนิ นาํ้ ทองฟา สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติ แรง และพลงั งานใน
ชวี ติ ประจาํ วนั ท่ีแวดลอมเดก็ รวมทงั้ การอนรุ ักษสง่ิ แวดลอมและการรักษาสาธารณสมบัติ

๒.๔ สิ่งตางๆรอบตวั เด็ก เดก็ ควรเรยี นรูเก่ยี วกบั การใชภ าษาเพ่อื สือ่ ความหมายในชวี ิตประจาํ วนั ความรู
พนื้ ฐานเกย่ี วกบั การใชห นังสือและตวั หนังสอื รูจ ักชื่อ ลกั ษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปราง รปู ทรง ปริมาตร นํา้ หนัก
จาํ นวน สว นประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสมั พนั ธข องสิ่งตางๆรอบตวั เวลา เงิน ประโยชน การใชงาน และการ

เลือกใชสิ่งของเครื่องใช ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและการส่อื สารตา งๆ ท่ีใชอยูในชวี ิตประจาํ วันอยา ง
ประหยดั ปลอดภัยและรักษาส่งิ แวดลอม

การจดั ประสบการณ

การจดั ประสบการณสําหรบั เด็กปฐมวัยอายุ ๓ – ๖ ป เปน การจัดกจิ กรรมในลักษณะบูรณาการผา นการ
เลน การลงมอื กระทาํ จากประสบการณตรงอยางหลากหลาย เกดิ ความรู ทกั ษะ คุณธรรม จรยิ ธรรม รวมทงั้ เกิดการ
พัฒนาท้ังดา นรางกาย อารมณ จติ ใจ สังคม และสติปญ ญา ไมจ ัดเปน รายวชิ าโดยมหี ลักการ และแนวทางการจัด
ประสบการณ ดังน้ี

๑. หลกั การจัดประสบการณ
๑.๑ จดั ประสบการณการเลน และการเรียนรูหลากหลาย เพอื่ พฒั นาเดก็ โดยองครวมอยางสมดลุ และ

ตอ เนอื่ ง
๑.๒ เนนเด็กเปนสาํ คญั สนองความตอ งการ ความสนใจ ความแตกตางระหวางบคุ คลและบรบิ ทของ

สงั คมทเ่ี ดก็ อาศัยอยู
๑.๓ จัดใหเ ดก็ ไดรับการพัฒนา โดยใหความสําคญั กบั กระบวนการเรยี นรูและพัฒนาการของเดก็
๑.๔ จดั การประเมนิ พฒั นาการใหเ ปน กระบวนการอยา งตอ เนือ่ ง และเปน สว นหน่งึ ของการจัด

ประสบการณ พรอ มท้งั นําผลการประเมินมาพฒั นาเดก็ อยางตอเน่อื ง
๑.๕ ใหพ อแม ครอบครวั ชุมชน และทกุ ฝา ยท่ีเกยี่ วของมสี วนรว มในการพฒั นาเด็ก

๒. แนวทางการจัดประสบการณ
๒.๑ จัดประสบการณใหสอดคลอ งกับจติ วทิ ยาพัฒนาการและการทํางานของสมองทเี่ หมาะสมกบั อายุ

วฒุ ิภาวะและระดบั พฒั นาการ เพื่อใหเด็กทกุ คนไดพ ัฒนาเตม็ ตามศกั ยภาพ
๒.๒ จัดประสบการณใหสอดคลอ งกบั แบบการเรียนรูของเด็ก เดก็ ไดลงมอื กระทําเรยี นรูผา นประสา

สมั ผัสทัง้ หา ไดเคลื่อนไหว สํารวจ เลน สังเกต สืบคน ทดลอง และคดิ แกป ญหาดว ยตนเอง
๒.๓ จัดประสบการณแบบบูรณาการ โดยบรู ณาการทั้งกิจกรรม ทักษะ และสาระการเรียนรู
๒.๔ จดั ประสบการณใหเด็กไดร ิเริม่ คิด วางแผน ตัดสนิ ใจลงมือกระทาํ และนําเสนอความคิดโดยครู

หรอื ผูจัดประสบการณเ ปน ผูสนับสนนุ อาํ นวยความสะดวก และเรียนรูรวมกบั เดก็
๒.๕ จดั ประสบการณใหเ ด็กมีปฏสิ ัมพนั ธก ับเด็กอ่ืนกับผใู หญ ภายใตสภาพแวดลอมทีเ่ อือ้ ตอการ

เรยี นรู ในบรรยากาศทอ่ี บอนุ มคี วามสุข และเรียนรูก ารทาํ กิจกรรมแบบรวมมอื ในลักษณะตางๆกนั
๒.๖ จดั ประสบการณใหเด็กมีปฏสิ มั พนั ธกับสื่อและแหลง การเรียนรห่ี ลากหลายและอยูในวิถชี วี ิตของ

เดก็
๒.๗ จัดประสบการณทสี่ งเสริมลกั ษณะนิสยั ทดี่ ีและทักษะการใชชวี ิตประจาํ วันตลอดจนสอดแทรก

คุณธรรมจริยธรรมใหเปนสวนหนง่ึ ของการจดั ประสบการณก ารเรียนรอู ยางตอ เนือ่ ง
๒.๘ จัดประสบการณทั้งในลักษณะทดี่ ีการวางแผนไวลวงหนาและแผนทเ่ี กดิ ขน้ึ ในสภาพจริงโดยไมได

คาดการณไ ว

๒.๙ จัดทําสารนทิ ัศนด ว ยการรวบรวมขอ มลู เก่ียวกบั พัฒนาการและการเรียนรขู องเด็กเปน รายบุคคล

นาํ มาไตรตรองและใชใหเปนประโยชนตอ การพัฒนาเดก็ และการวิจัยในชัน้ เรียน

๒.๑๐ จัดประสบการณโดยใหพอ แม ครอบครัว และชุมชนมสี ว นรวมทง้ั การวางแผน การสนับสนุนสอ่ื

แหลงเรียนรู การเขา รว มกจิ กรรม และการประเมินพัฒนาการ
๓. การจดั กิจกรรมประจําวนั

กิจกรรมสาํ หรับเดก็ อายุ ๓ – ๖ ปบ ริบูรณ สามารถนํามาจัดเปนกิจกรรมประจาํ วนั ไดหลายรูปแบบเปน การ

ชวยใหครูผูสอนหรอื ผจู ัดประสบการณทราบวาแตละวันจะทํากิจกรรมอะไร เมือ่ ใด และอยางไร ท้งั นี้ การจัดกิจกรรม

ประจําวันสามารถจดั ไดหลายรูปแบบ ขึ้นอยูกับความเหมาะสมในการนําไปใชข องแตละหนวยงานและสภาพชมุ ชน ท่ี

สาํ คัญครูผูสอนตองคาํ นึงถงึ การจัดกิจกรรมใหครอบคลมุ พัฒนาการทุกดา นการจดั กิจกรรมประจําวันมหี ลกั การจดั และ

ขอบขา ยกิจกรรมประจาํ วนั ดงั น้ี
๓.๑ หลกั การจดั กิจกรรมประจาํ วัน
๑. กําหนดระยะเวลาในการจดั กิจกรรมแตละกจิ กรรมใหเหมาะสมกบั วัยของเดก็ ในแตละวนั แต

ยดื หยนุ ไดตามความตอ งการและความสนใจของเดก็ เชน

วยั ๓-๔ ป มคี วามสนใจชวงสั้นประมาณ ๘-๑๒ นาที

วัย ๔ – ๕ ป มีความสนใจอยูไ ดป ระมาณ ๑๒-๑๕ นาที

วัย ๕-๖ ป มคี วามสนใจอยไู ดประมาณ ๑๕- ๒๐ นาที

๒. กิจกรรมท่ีตองใชความคิดทั้งในกลมุ เล็กและกลุมใหญ ไมควรใชเ วลาตอ เนื่องนานเกินกวา ๒๐ นาที

๓. กิจกรรมทเ่ี ด็กมีอิสระเลอื กเลนเสรี เพื่อชวยใหเด็กรจู กั เลือกตัดสนิ ใจ คดิ แกป ญ หา คิดสรา งสรรค

เชน การเลนตามมุม การเลนกลางแจง ฯลฯ ใชเวลาประมาณ ๔๐-๖๐ นาที

๔. กิจกรรมควรมคี วามสมดุลระหวา งกิจกรรมในหอ งและนอกหอ ง กิจกรรมท่ใี ชก ลามเน้ือใหญแ ละ

กลา มเนื้อเลก็ กิจกรรมทเ่ี ปน รายบคุ คล กลมุ ยอ ยและกลุมใหญ กจิ กรรมทีเ่ ด็กเปนผูรเิ ร่ิมและครูผูสอนหรอื ผจู ัด

ประสบการณเปน ผูรเิ ร่ิม และกจิ กรรมท่ีใชก ําลังและไมใ ชก ําลัง จดั ใหค รบทุกประเภท ท้งั น้ี กิจกรรมทีต่ อ งออกกําลงั

กายควรจดั สลบั กบั กจิ กรรมทีไ่ มตอ งออกกําลังมากนกั เพอ่ื เด็กจะไดไมเหนอ่ื ยเกินไป
๓.๒ ขอบขา ยของกจิ กรรมประจําวัน
การเลอื กกิจกรรมที่จะนํามาจดั ในแตล ะวันสามารถจัดไดหลายรปู แบบ ท้งั นี้ ข้ึนอยูกับความเหมาะสมในการ

นําไปใชของแตล ะหนว ยงานและสภาพชุมชน ที่สําคญั ครูผสู อนตอ งคาํ นึกถงึ การจดั กจิ กรรมใหครอบคลมุ พัฒนาการทกุ

ดาน ดงั ตอ ไปนี้
๓.๒.๑ การพฒั นากลามเน้อื ใหญ เปนการพฒั นาความแขง็ แรง การทรงตัว ความยดื หยุน ความคลองแคลวใน

การใชอ วยั วะตา ง ๆ และจงั หวะการเคลื่อนไหวในการใชกลา มเน้อื ใหญ โดยจัดกิจกรรมใหเ ด็กไดเลน อสิ ระกลางแจง เลน

เครอ่ื งเลนสนาม ปนปายเลนอิสระ เคลื่อนไหวรา งกายตามจังหวะดนตรี
๓.๒.๒ การพัฒนาการกลามเนอื้ เล็ก เปน การพัฒนาความแขง็ แรงของกลามเนอ้ื เลก็ กลา มเนื้อมือ-น้ิวมอื การ

ประสานสัมพันธระหวางกลา มเนือ้ มอื และระบบประสาทตามอื ไดอยา งคลอ งแคลวและประสานสมั พันธ โดยจดั กิจกรรม

ใหเดก็ ไดเ ลน เครือ่ งสมั ผัส เลนเกมการศกึ ษา ฝกชวยเหลือตนเองในการแตงกาย หยบิ จับชอ นสอม และใชอุปกรณศลิ ปะ

เชน สเี ทยี น กรรไกร พูกัน ดินเหนียว ฯลฯ
๓.๒.๓ การพัฒนาการอารมณ จติ ใจ และปลกู ฝงคณุ ธรรม จรยิ ธรรม เปน การปลกู ฝงใหเ ด็กมีความรสู ึกท่ดี ี

ตอตนเองและผอู นื่ มคี วามเชื่อมน่ั กลา แสดงออก มีวินยั รบั ผิดชอบ ซอื่ สัตย ประหยดั เมตตากรุณา เอื้อเฟอ แบงปน มี

มารยาทและปฏบิ ัตติ นตามวัฒนธรรมไทยและศาสนาที่นบั ถอื โดยจดั กจิ กรรมตางๆ ผา นการเลน ใหเ ด็กไดม โี อกาส

ตัดสินใจเลือก ไดร บั การตอบสนองตาความตองการไดฝ กปฏิบัติโดยสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมอยา งตอเนือ่ ง
๓.๒.๔ การพัฒนาสงั คมนสิ ัย เปน การพฒั นาใหเ ดก็ มลี กั ษณะนสิ ัยท่ีดี แสดงออกอยา งเหมาะสมและอยรู ว มกบั

ผูอ ืน่ ไดอ ยา งมคี วามสขุ ชว ยเหลอื ตนเองในการทํากจิ วัตรประจาํ วันมนี ิสัยรักการทาํ งาน ระมัดระวงั ความปลอดภยั ของ

ตนเองและผูอืน่ โดยรวมทง้ั ระมดั ระวงั อนั ตรายจากคนแปลกหนา ใหเ ด็กไดปฏบิ ัตกิ ิจวตั รประจาํ วนั อยางสมํา่ เสมอ เชน

รับประทานอาหาร พักผอนนอนหลบั ขับถาย ทําความสะอาดรา งกาย เลน และทาํ งานรว มกับผูอืน่ ปฏบิ ัตติ ามกฎกตกิ า

ขอตกลงของรว มรวม เก็บของเขา ท่เี มือ่ เลนหรอื ทํางานเสร็จ
๓.๒.๕ การพฒั นาการคดิ เปนการพัฒนาใหเ ด็กมีความสามารถในการคิดแกป ญหาความ คดิ รวบยอด

ทางคณิตศาสตร และคดิ เชงิ เหตุผลทางคณิตศาสตรแ ละวทิ ยาศาสตรโดยจัดกจิ กรรมใหเ ดก็ ไดส นทนา อภิปรายและ

เปลยี่ นความคดิ เหน็ เชญิ วทิ ยากรมาพดู คยุ กบั เด็ก ศึกษานอกสถานท่ี เลน เกมการศกึ ษา ฝกการแกปญหาใน

ชวี ิตประจาํ วัน ฝกออกแบบและสรางชิ้นงาน และทาํ กจิ กรรมท้ังเปนกลุมยอย กลมุ ใหญและรายบคุ คล
๓.๒.๖ การพัฒนาภาษา เปนการพัฒนาใหเดก็ ใชภาษาสอ่ื สารถายทอดความรูส ึกนึกคิด ความรูความ

เขาใจในสงิ่ ตา งๆ ท่เี ดก็ มีประสบการณโ ดยสามารถต้ังคาํ ถามในสิ่งทสี่ งสยั ใครร ู จัดกิจกรรมทางภาษาใหมีความ

หลากหลายในสภาพแวดลอมที่เอื้อตอการเรียนรู มุง ปลกู ฝงใหเดก็ ไดก ลา แสดงออกในการฟง พูด อาน เขยี น มีนิสยั รัก

การอาน และบุคคลแวดลอ มตอ งเปนแบบอยา งที่ดีในการใชภาษา ทั้งน้ีตองคาํ นึกถึงหลักการจดั กิจกรรมทางภาษาท่ี

เหมาะสมกับเดก็ เปนสําคัญ
๓.๒.๗ การสงเสริมจินตนาการและความคิดสรางสรรค เปนการสง เสริมใหเ ด็กมคี วามคิดรเิ ริม่

สรางสรรค ไดถ า ยทอดอารมณความรสู ึกและเห็นความสวยงามของสงิ่ ตา งๆ โดยจัดกิจกรรมศิลปะสรา งสรรคดนตรี การ

เคลอื่ นไหวและจังหวะตามจินตนาการ ประดิษฐส ิ่งตางๆ อยางอสิ ระ เลนบทบาทสมมุติ เลน น้าํ เลนทราย เลนบล็อก

และเลนกอ สราง

การสรา งบรรยากาศการเรยี นรู

การจัดสภาพแวดลอมในสถานศึกษา มีความสําคัญตอเดก็ เนอ่ื งจากธรรมชาติของเดก็ ในวัยนสี้ นใจที่จะเรยี นรู
คนควา ทดลอง และตอ งการสมั ผัสกบั ส่งิ แวดลอมรอบๆตวั ดังนน้ั การจัดเตรยี มสิง่ แวดลอ มอยา งเหมาะสมตามความ
ตอ งการของเดก็ จงึ มีความสาํ คญั ทเี่ กยี่ วขอ งกับพฤติกรรมและการเรยี นรขู องเด็ก เด็กสามารถเรียนรูจากการเลน ทีเ่ ปน
ประสบการณตรงท่ีเกดิ จากการรบั รูด วยประสาทสัมผสั ทัง้ หา จงึ จําเปน ตอ งจัดสิง่ แวดลอมในสถานศึกษาใหสอดคลองกับ
สภาพ และความตองการของหลักสตู ร เพอื่ สงผลใหบ รรลจุ ดุ หมายในการพฒั นาเด็ก

การจดั สภาพแวดลอ มคํานงึ ถึงส่ิงตอ ไปนี้
๑. ความสะอาด ความปลอดภัย
๒. ความมอี สิ ระอยา งมขี อบเขตในการเลน
๓. ความสะดวกในการทํากจิ กรรม
๔. ความพรอ มของอาคารสถานที่ เชน หองเรยี น หองนา้ํ หอ งสวม สนามเด็กเลน ฯลฯ
๕. ความเพียงพอเหมาะสมในเรอื่ งขนาด นา้ํ หนัก จาํ นวน สีของสื่อและเคร่อื งเลน
๖. บรรยากาศในการเรียนรู การจัดท่ีเลน และมมุ ประสบการณต า ง ๆ สภาพแวดลอมภายในหอ งเรยี น
หลักสาํ คัญในการจดั ตอ งคาํ นึงถงึ ความปลอดภัย ความสะอาด เปาหมายการพฒั นาเดก็ ความเปนระเบยี บ
ความเปน ตัวของเดก็ เอง ใหเด็กเกดิ ความรูสกึ อบอุน มนั่ ใจ และมีความสขุ ซ่ึงอาจจัดแบงพ้นื ที่ใหเ หมาะสมกบั การ
ประกอบกจิ กรรมตามหลกั สตู ร ดงั นี้

๑. พื้นทอ่ี าํ นวยความสะดวกเพือ่ เดก็ และผสู อน
๑.๑ ทีแ่ สดงผลงานของเดก็ อาจจัดเปนแผนปาย หรอื ทแี่ ขวนผลงาน
๑.๒ ท่เี กบ็ แฟมผลงานของเด็ก อาจจัดทาํ เปนกลองหรือจดั ใสแฟม รายบุคคล
๑.๓ ทีเ่ ก็บเครอ่ื งใชสว นตัวของเดก็ อาจทาํ เปน ชองตามจํานวนเดก็
๑.๔ ท่ีเก็บเคร่อื งใชของผูสอน เชน อุปกรณการสอน ของสว นตวั ผสู อน ฯลฯ
๑.๕ ปายนเิ ทศตามหนว ยการสอนหรอื สงิ่ ท่ีเด็กสนใจ

๒. พื้นทีป่ ฏิบตั กิ ิจกรรมและการเคลอ่ื นไหว ตองกาํ หนดใหช ดั เจน ควรมีพืน้ ท่ที เ่ี ดก็ สามารถจะทาํ งานไดด วย
ตนเอง และทํากิจกรรมดว ยกนั ในกลุมเล็ก หรือกลุมใหญ เด็กสามารถเคล่อื นไหวไดอ ยางอิสระจากกิจกรรมหนึ่งไปยงั
กิจกรรมหนึง่ โดยไมร บกวนผอู ื่น

๓. พ้นื ทจี่ ัดมุมเลนหรอื มุมประสบการณ สามารถจดั ไดตามความเหมาะสมขนึ้ อยูกบั สภาพของหองเรยี น จดั แยก
สว นทใี่ ชเ สียงดงั และเงยี บออกจากกัน เชน มุมบล็อกอยูห างจากมมุ หนังสอื
มุมบทบาทสมมตอิ ยูตดิ กบั มมุ บล็อก มมุ วิทยาศาสตรอ ยใู กลมุมศิลปะฯ ลฯ ท่ีสาํ คัญจะตอ งมีของเลน วสั ดุอปุ กรณในมมุ
อยา งเพียงพอตอการเรยี นรูของเด็ก การเลน ในมมุ เลนอยางเสรี มกั ถกู กําหนดไวในตารางกจิ กรรมประจําวัน เพ่ือให
โอกาสเด็กไดเลน อยางเสรปี ระมาณวันละ ๖๐ นาทกี ารจัดมมุ เลนตา งๆ ผูสอนควรคาํ นึงถึงสง่ิ ตอไปน้ี

๓.๑ ในหอ งเรียนควรมีมมุ เลน อยางนอย ๓-๕ มมุ ทัง้ น้ีขน้ึ อยูกบั พ้ืนที่ของหอง
๓.๒ ควรไดมกี ารผลดั เปลยี่ นสื่อของเลน ตามมุมบาง ตามความสนใจของเดก็
๓.๓ ควรจัดใหม ีประสบการณท ี่เด็กไดเรยี นรูไปแลว ปรากฏอยใู นมมุ เลน เชน เดก็ เรยี นรเู รอื่ งผีเสื้อ ผูสอน
อาจจัดใหมีการจําลองการเกิดผเี สอ้ื ลองไวใ หเ ดก็ ดูในมมุ ธรรมชาตศิ กึ ษาหรือมมุ วทิ ยาศาสตร ฯลฯ
๓.๔ ควรเปดโอกาสใหเด็กมีสวนรวมในการจดั มุมเลน ทงั้ นี้เพอ่ื จงู ใจใหเ ด็กรูสกึ เปน เจาของ อยากเรียนรู
อยากเขา เลน
๓.๕ ควรเสริมสรางวินยั ใหกบั เด็ก โดยมีขอตกลงรวมกนั วา เม่อื เลนเสรจ็ แลวจะตองจัดเก็บอุปกรณทกุ
อยา งเขาทใ่ี หเรียบรอยสภาพแวดลอมนอกหองเรยี น คอื การจัดสภาพแวดลอ มภายในอาณาบริเวณรอบ ๆ สถานศึกษา
รวมท้ังจัดสนามเด็กเลน พรอ มเครื่องเลน สนาม จดั ระวังรกั ษาความปลอดภยั ภายในบริเวณสถานศึกษาและบรเิ วณรอบ
นอกสถานศกึ ษา ดแู ลรักษาความสะอาด ปลูกตน ไมใ หค วามรมรืน่ รอบๆบรเิ วณสถานศกึ ษา สิ่งตา งๆเหลา น้ีเปนสวน
หนึ่งทส่ี ง ผลตอการเรยี นรูแ ละพฒั นาการของเด็ก
บริเวณสนามเดก็ เลน ตอ งจัดใหสอดคลองกับหลักสตู ร ดงั น้ี

สนามเด็กเลน มพี ื้นผิวหลายประเภท เชน ดนิ ทราย หญา พน้ื ที่สําหรับเลนของเลน ทีม่ ีลอ รวมทง้ั ที่
รม ที่โลงแจง พนื้ ดินสาํ หรับขดุ ทเี่ ลนน้ํา บอ ทราย พรอ มอปุ กรณป ระกอบการเลน เคร่อื งเลน สนามสาํ หรบั
ปนปา ย ทรงตวั ฯลฯ ทงั้ นี้ตอ งไมติดกับบรเิ วณท่มี ีอนั ตราย ตอ งหม่ันตรวจตราเคร่อื งเลนใหอ ยูในสภาพแขง็ แรง
ปลอดภยั อยเู สมอ และหมั่นดแู ลเรอ่ื งความสะอาด

ท่ีนงั่ เลน พกั ผอน จัดที่นงั่ ไวใตตนไมมีรม เงา อาจใชก จิ กรรมกลมุ ยอ ย ๆ หรอื กิจกรรมท่ีตอ งการความ
สงบ หรืออาจจัดเปน ลานนทิ รรศการใหความรแู กเดก็ และผูปกครองบรเิ วณธรรมชาติ ปลกู ไมดอก ไมป ระดบั พชื ผัก
สวนครวั หากบรเิ วณสถานศกึ ษา มไี มมากนกั อาจปลกู พชื ในกระบะหรือกระถาง

ส่อื และแหลง เรยี นรู

สอื่ ประกอบการจัดกิจกรรมเพอ่ื พฒั นาเด็กปฐมวัยทง้ั ทางดานรา งกาย อารมณ จิตใจ สังคม และสติปญญา ควรมี
สื่อทั้งท่เี ปนประเภท ๒ มิติ และ/หรอื ๓ มติ ิ ทเ่ี ปน สอื่ ของจรงิ สื่อธรรมชาติ ส่ือทีอ่ ยใู กลตวั เด็ก สอื่ สะทอน
วัฒนธรรม สือ่ ที่ปลอดภัยตอ ตัวเดก็ สอ่ื เพ่อื พฒั นาเด็กในดานตางๆใหครบทุกดานสื่อท่ีเอ้อื ใหเด็กเรียนรูผ านประสาท
สัมผัสทั้งหา โดยการจดั การใชส ื่อเร่มิ ตน จาก ส่อื ของจริง ภาพถาย ภาพโครงรา ง และ สญั ลักษณ ท้ังนีก้ ารใชส่อื ตอ ง
เหมาะสมกับวยั วุฒภิ าวะ ความแตกตางระหวา งบุคคล ความสนใจและความตอ งการของเด็กทีห่ ลากหลาย ตัวอยา งส่ือ
ประกอบการจดั กิจกรรม มดี ังนี้

กจิ กรรมเสรี /การเลนตามมุม
๑. มมุ บทบาทสมมติ อาจจัดเปน มุมเลน ดงั น้ี
๑.๑ มุมบาน
 ของเลนเครือ่ งใชในครัวขนาดเล็ก หรือของจําลอง เชน เตา กระทะ ครก กาน้าํ
เขียง มีดพลาสติก หมอ จาน ชอน ถวยชาม กะละมัง ฯลฯ
 เครอ่ื งเลน ตกุ ตา เสอื้ ผาตุก ตา เตียง เปลเดก็ ตุกตา
 เครอ่ื งแตงบานจําลอง เชน ชุดรับแขก โตะเคร่ืองแปง หมอนองิ กระจกขนาดเห็นเต็มตวั
หวี ตลบั แปง ฯลฯ
 เคร่อื งแตงกายบุคคลอาชพี ตาง ๆ ที่ใชแ ลว เชน ชดุ เคร่อื งแบบทหาร ตาํ รวจ
ชุดเส้ือผา ผใู หญชายและหญงิ รองเทา กระเปาถือทไ่ี มใ ชแ ลว ฯลฯ
 โทรศัพท เตารดี จําลอง ทร่ี ีดผาจาํ ลอง
 ภาพถายและรายการอาหาร
๑.๒ มุมหมอ
- เครือ่ งเลน จําลองแบบเครื่องมอื แพทยแ ละอุปกรณก ารรกั ษาผปู วย เชน หฟู ง
เสอื้ คลมุ หมอ ฯลฯ
 อปุ กรณส าํ หรับเลียนแบบการบันทกึ ขอมูลผูปวย เชน กระดาษ ดินสอ ฯลฯ
๑.๓ มุมรา นคา
 กลองและขวดผลิตภัณฑต า งๆที่ใชแ ลว
 อุปกรณป ระกอบการเลน เชน เครื่องคดิ เลข ลูกคิด ธนบตั รจาํ ลอง ฯลฯ
๒. มมุ บลอ็ ก
 ไมบลอ็ กหรอื แทง ไมท ่มี ีขนาดและรปู ทรงตางๆกนั จาํ นวนตง้ั แต ๕๐ ชน้ิ ข้ึนไป
 ของเลนจําลอง เชน รถยนต เคร่ืองบนิ รถไฟ คน สตั ว ตนไม ฯลฯ
 ภาพถายตางๆ
- ท่ีจัดเก็บไมบ ล็อกหรอื แทงไมอ าจเปนช้นั ลังไมห รอื พลาสตกิ แยกตามรปู ทรง ขนาด
๓. มุมหนังสอื
 หนงั สอื ภาพนิทาน สมุดภาพ หนังสือภาพทีม่ คี ําและประโยคสั้น ๆพรอมภาพ
 ช้ันหรอื ท่วี างหนงั สือ
 อุปกรณต า ง ๆ ท่ีใชในการสรางบรรยากาศการอา น เชน เสือ่ พรม หมอน ฯลฯ
 สมุดเซน็ ยมื หนงั สือกลบั บาน
 อุปกรณส าํ หรบั การเขียน
 อุปกรณเ สริม เชน เคร่ืองเลนเทป ตลบั เทปนทิ านพรอมหนงั สือนทิ าน หูฟง ฯลฯ
๔. มุมวทิ ยาศาสตร หรือมุมธรรมชาตศิ ึกษา
 วัสดุตา ง ๆ จากธรรมชาติ เชน เมล็ดพชื ตา ง ๆ เปลอื กหอย ดิน หนิ แร ฯลฯ
 เครื่องมอื เครือ่ งใชใ นการสํารวจ สังเกต ทดลอง เชน แวนขยาย แมเหล็ก เข็มทิศ
เครือ่ งชง่ั ฯลฯ
๕.มุมอาเซียน
 ธงของแตล ะประเทศในกลมุ ประเทศอาเซยี น
 คํากลา วทักทายของแตละประเทศ
 ภาพการแตง กายประจาํ ชาติในกลุม ประเทศอาเซียน

กจิ กรรมสรางสรรค ควรมวี ัสดุ อปุ กรณ ดังน้ี
๑. การวาดภาพและระบายสี
- สีเทยี นแทงใหญ สไี ม สีชอลก สนี ้ํา
- พกู ันขนาดใหญ (ประมาณเบอร ๑๒ )
- กระดาษ
- เส้อื คลุม หรอื ผา กันเปอน
๒. การเลนกบั สี
 การเปา สี มี กระดาษ หลอดกาแฟ สนี ้ํา
 การหยดสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ พกู ัน สนี า้ํ
 การพบั สี มี กระดาษ สีนา้ํ พกู นั
 การเทสี มี กระดาษ สนี าํ้
 การละเลงสี มี กระดาษ สีนํ้า แปงเปยก
๓. การพมิ พภาพ
 แมพมิ พตาง ๆ จากของจริง เชน น้วิ มือ ใบไม กา นกลวย ฯลฯ
 แมพิมพจากวัสดอุ นื่ ๆ เชน เชือก เสน ดาย ตรายาง ฯลฯ
 กระดาษ ผา เช็ดมอื สโี ปสเตอร (สีนาํ้ สีฝุน ฯลฯ)
๔.การปน เชน ดินนา้ํ มนั ดนิ เหนยี ว แปงโดว แผนรองปน แมพ ิมพร ปู ตาง ๆ ไมน วดแปง ฯลฯ
๕.การพบั ฉีก ตัดปะ เชน กระดาษ หรือวสั ดอุ นื่ ๆท่จี ะใชพบั ฉีก ตดั ปะ กรรไกรขนาดเล็ก

ปลายมน กาวนาํ้ หรอื แปง เปยก ผาเชด็ มอื ฯลฯ
๖. การประดษิ ฐเศษวัสดุ เชน เศษวัสดุตาง ๆ มกี ลองกระดาษ แกนกระดาษ เศษผา เศษไหม กาว กรรไกร สี

ผาเช็ดมอื ฯลฯ
๗. การรอย เชน ลกู ปด หลอดกาแฟ หลอดดาย ฯลฯ
๘.การสาน เชน กระดาษ ใบตอง ใบมะพรา ว ฯลฯ
๙. การเลน พลาสติกสรา งสรรค พลาสตกิ ช้ินเล็ก ๆ รปู ทรงตาง ๆ ผเู ลน สามารถนาํ มาตอ เปน รูปแบบตา ง ๆ

ตามความตองการ
๑๐.การสรางรูป เชน จากกระดานปกหมุด จากแปน ตะปูท่ีใชหนงั ยางหรือเชือก ผูกดงึ ใหเ ปน รูปรางตาง ๆ เกม

การศกึ ษา ตัวอยา งส่ือประเภทเกมการศกึ ษามีดงั น้ี
๑. เกมจบั คู
 จับครู ูปรา งทเี่ หมือนกนั
 จับคูภาพเงา
 จับคูภาพทซี่ อนอยูใ นภาพหลัก
 จบั คูสง่ิ ท่ีมคี วามสัมพนั ธกนั ส่งิ ท่ีใชค กู นั
 จบั คูภ าพสวนเตม็ กบั สว นยอ ย
 จับคูภาพกับโครงราง
 จับคภู าพชน้ิ สว นท่หี ายไป
 จับคภู าพที่เปน ประเภทเดยี วกนั
 จับคูภาพที่ซอ นกนั
 จับคูภาพสมั พนั ธแ บบตรงกันขา ม
 จบั คภู าพที่สมมาตรกัน
 จับคูแบบอปุ มาอุปไมย
 จับคูแบบอนุกรม

๒. เกมภาพตัดตอ
 ภาพตัดตอ ท่ีสัมพันธก ับหนวยการเรยี นตาง ๆ เชน ผลไม ผัก ฯลฯ

๓. เกมจัดหมวดหมู
 ภาพสง่ิ ตา ง ๆ ทน่ี ํามาจดั เปนพวก ๆ
 ภาพเกีย่ วกบั ประเภทของใชในชีวิตประจําวัน
 ภาพจัดหมวดหมตู ามรูปราง สี ขนาด รปู ทรงเรขาคณติ

๔. เกมวางภาพตอ ปลาย (โดมโิ น)
 โดมโิ นภาพเหมอื น
 โดมโิ นภาพสมั พันธ

๕. เกมเรยี งลาํ ดับ
 เรยี งลําดับภาพเหตุการณต อเนื่อง
 เรยี งลําดับขนาด

๖. เกมศกึ ษารายละเอยี ดของภาพ (ล็อตโต)
๗. เกมจบั คแู บบตารางสัมพันธ (เมตรกิ เกม)
๘. เกมพน้ื ฐานการบวก
กจิ กรรมเสริมประสบการณ /กจิ กรรมในวงกลม ตัวอยางสือ่ มดี ังน้ี
๑.ส่ือของจรงิ ทีอ่ ยใู กลตวั และสอ่ื จากธรรมชาติหรือวัสดุทอ งถนิ่ เชน ตนไม ใบไม เปลือกหอย เสอื้ ผา ฯลฯ
๒. ส่อื ท่จี ําลองขึ้น เชน ลกู โลก ตุกตาสตั ว ฯลฯ
๓. ส่ือประเภทภาพ เชน ภาพพลิก ภาพโปสเตอร หนงั สอื ภาพ ฯลฯ
๔. สอ่ื เทคโนโลยี เชน วทิ ยุ เคร่อื งบนั ทึกเสยี ง เคร่อื งขยายเสยี ง โทรศพั ท

กจิ กรรมกลางแจง ตัวอยา งส่อื มดี ังนี้
๑. เคร่อื งเลน สนาม เชน เครือ่ งเลนสําหรบั ปนปาย เคร่อื งเลนประเภทลอ เลื่อน ฯลฯ
๒. ทเ่ี ลน ทราย มที รายละเอียด เคร่ืองเลน ทราย เคร่อื งตวง ฯลฯ
๓. ทเ่ี ลนนาํ้ มีภาชนะใสน ํ้าหรอื อางนํ้าวางบนขาตง้ั ท่ีม่นั คง ความสูงพอทเ่ี ด็กจะยนื ไดพ อดี เส้ือคลุมหรือผากัน

เปอนพลาสติก อุปกรณเ ลน นาํ้ เชน ถวยตวง ขวดตา งๆ สายยาง กรวยกรอกนาํ้ ตุกตายาง ฯลฯ
กจิ กรรมเคลอ่ื นไหวและจงั หวะ ตวั อยางสอื่ มีดงั น้ี

๑. เครื่องเคาะจงั หวะ เชน ฉงิ่ เหล็กสามเหลยี่ ม กรับ ราํ มะนา กลอง ฯลฯอุปกรณประกอบการ
เคลอ่ื นไหว เชน หนงั สอื พมิ พ ริบบิ้น แถบผา หว ง

๒. หวาย ถุงทราย ฯลฯ
การเลือกสอื่ มวี ิธกี ารเลือกสื่อ ดังนี้

๑. เลอื กใหตรงกบั จดุ มงุ หมายและเรอ่ื งทส่ี อน
๒. เลือกใหเหมาะสมกับวยั และความสามารถของเด็ก
๓. เลอื กใหเ หมาะสมกับสภาพแวดลอมของทอ งถิน่ ทเี่ ดก็ อยหู รอื สถานภาพของสถานศึกษา
๔. มีวธิ กี ารใชงา ย และนาํ ไปใชไดห ลายกจิ กรรม
๕. มคี วามถกู ตอ งตามเนื้อหาและทันสมยั
๖. มคี ณุ ภาพดี เชน ภาพชัดเจน ขนาดเหมาะสม ไมใชส ีสะทอนแสง
๗. เลอื กสือ่ ทเ่ี ดก็ เขาใจงา ยในเวลาสั้น ๆ ไมซ บั ซอน
๘. เลอื กสื่อทส่ี ามารถสัมผัสได
๙. เลือกสือ่ เพือ่ ใชฝก และสง เสริมการคิดเปน ทาํ เปน และกลาแสดงความคิดเหน็ ดวยความม่นั ใจ

การจดั หาสอ่ื สามารถจัดหาไดห ลายวิธี คือ
๑. จัดหาโดยการขอยืมจากแหลง ตางๆ เชน ศนู ยส่อื ของสถานศึกษาของรัฐบาล หรือ สถานศกึ ษาเอกชน ฯลฯ
๒.จดั ซือ้ สอ่ื และเคร่ืองเลน โดยวางแผนการจัดซือ้ ตามลําดับความจําเปน เพอื่ ใหส อดคลองกับงบประมาณท่ีทาง

สถานศกึ ษาสามารถจัดสรรใหและสอดคลอ งกับแผนการจัดประสบการณ
๓.ผลติ สื่อและเคร่ืองเลน ขนึ้ ใชเ องโดยใชวัสดุที่ปลอดภัยและหางายเปน เศษวัสดเุ หลอื ใช

ท่ีมอี ยใู นทองถ่ินนน้ั ๆ เชน กระดาษแขง็ จากลังกระดาษ รูปภาพจากแผน ปา ยโฆษณา
รปู ภาพจากหนงั สือนติ ยสารตาง ๆ เปน ตน
ขั้นตอนการดาํ เนนิ การผลติ สอ่ื สาํ หรบั เด็ก มีดงั นี้

๑. สํารวจความตองการของการใชส่อื ใหตรงกบั จุดประสงค สาระการเรยี นรแู ละกิจกรรมที่จัด
๒. วางแผนการผลิต โดยกาํ หนดจุดมงุ หมายและรปู แบบของสอื่ ใหเหมาะสมกับวยั และความสามารถของเด็ก

สอื่ นั้นจะตองมคี วามคงทนแข็งแรง ประณตี และสะดวกตอการใช
๓. ผลติ สอ่ื ตามรูปแบบท่ีเตรยี มไว
๔. นําส่ือไปทดลองใชหลาย ๆ คร้งั เพ่อื หาขอ ดี ขอเสียจะไดป รับปรงุ แกไ ขใหด ยี ่งิ ข้นึ
๕. นาํ ส่อื ท่ีปรบั ปรงุ แกไขแลวไปใชจ รงิ
การใชส ่อื ดาํ เนินการดังนี้

๑.การเตรียมพรอ มกอนใชสื่อ มีขั้นตอน คอื
๑.๑ เตรียมตวั ผูสอน
 ผสู อนจะตองศึกษาจดุ มุงหมายและวางแผนวา จะจดั กิจกรรมอะไรบา ง
 เตรยี มจัดหาสอื่ และศกึ ษาวธิ กี ารใชส อื่
 จัดเตรียมส่ือและวสั ดุอ่นื ๆ ที่จะตองใชรว มกัน
 ทดลองใชสอ่ื กอ นนําไปใชจริง
๑.๒ เตรยี มตวั เดก็
 ศกึ ษาความรพู ื้นฐานเดมิ ของเดก็ ใหส ัมพนั ธก ับเรือ่ งท่ีจะสอน
 เรา ความสนใจเดก็ โดยใชส อ่ื ประกอบการเรยี นการสอน
 ใหเ ด็กมคี วามรบั ผดิ ชอบ รูจ ักใชส อื่ อยางสรา งสรรค ไมใชทําลาย
เลน แลว เก็บใหถูกท่ี
๑.๓ เตรยี มสอื่ ใหพ รอ มกอนนําไปใช
 จดั ลาํ ดบั การใชสื่อวา จะใชอ ะไรกอ นหรือหลงั เพอื่ ความสะดวกในการสอน
 ตรวจสอบและเตรยี มเครื่องมือใหพ รอมท่ีจะใชไดทันที
 เตรียมวัสดอุ ุปกรณทใี่ ชร วมกบั ส่ือ

๒.การนําเสนอสอ่ื เพ่ือใหบ รรลุผลโดยเฉพาะใน กจิ กรรมเสริมประสบการณ / กิจกรรมวงกลม /
กิจกรรมกลุมยอย ควรปฏิบตั ิ ดังน้ี

๒.๑ สรา งความพรอ มและเราความสนใจใหเดก็ กอนจดั กิจกรรมทกุ คร้ัง
๒.๒ ใชสื่อตามลาํ ดับขนั้ ของแผนการจัดกิจกรรมท่ีกาํ หนดไว
๒.๓ ไมควรใหเดก็ เหน็ สือ่ หลายๆชนดิ พรอมๆกัน เพราะจะทําใหเ ดก็ ไมสนใจ

กิจกรรมทีส่ อน
๒.๔ ผูสอนควรยืนอยูดานขางหรือดา นหลงั ของส่ือท่ใี ชกับเด็ก

ผสู อนไมควรยนื หนั หลงั ใหเด็ก จะตอ งพูดคุยกับเด็กและสงั เกตความสนใจของเด็ก
พรอมทั้งสํารวจขอบกพรอ งของสื่อทใ่ี ช เพอื่ นําไปปรับปรงุ แกไขใหด ขี นึ้
๒.๕ เปดโอกาสใหเดก็ ไดร วมใชสื่อ

ขอ ควรระวังในการใชส ่ือการเรียนการสอน การใชส ื่อในระดับปฐมวัยควรระวงั ในเร่อื งตอไปนี้
๑.วัสดทุ ่ใี ช ตอ งไมมพี ิษ ไมห ัก และแตกงา ย มีพ้นื ผวิ เรยี บ ไมเ ปน เสย้ี น
๒.ขนาด ไมควรมีขนาดใหญเกินไป เพราะยากตอการหยบิ ยก อาจจะตกลงมา

เสยี หาย แตก เปน อันตรายตอเดก็ หรอื ใชไมสะดวก เชน กรรไกรขนาดใหญ โตะ เกาอ้ที ใี่ หญ
และสงู เกนิ ไป และไมค วรมขี นาดเลก็ เกนิ ไป เด็กอาจจะนาํ ไปอมหรือกลืนทาํ ใหต ิดคอหรือ
ไหลลงทองได เชน ลกู ปดเล็ก ลกู แกวเลก็ ฯลฯ

๓. รูปทรง ไมเปน รูปทรงแหลม รปู ทรงเหลย่ี ม เปน สนั
๔. น้าํ หนัก ไมควรมีนํ้าหนกั มาก เพราะเด็กยกหรือหยิบไมไหว อาจจะตกลงมาเปน อันตรายตอตัวเด็ก
๕. ส่ือหลีกเล่ยี งสือ่ ท่ีเปนอนั ตรายตอ ตวั เดก็ เชน สารเคมี วตั ถุไวไฟ ฯลฯ
๖. สี หลีกเลยี่ งสีทเ่ี ปนอนั ตรายตอสายตา เชน สีสะทอนแสง ฯลฯ
การประเมินการใชสือ่
ควรพิจารณาจากองคป ระกอบ 3 ประการ คอื ผูสอน เดก็ และสื่อ เพอ่ื จะไดท ราบวา สือ่ นน้ั ชวยใหเด็กเรยี นรู
ไดม ากนอยเพยี งใด จะไดนํามาปรับปรงุ การผลติ และการใชส่ือใหดยี ่ิงขึ้น โดยใชว ธิ สี ังเกต ดงั นี้
๑. ส่อื น้ันชว ยใหเดก็ เกดิ การเรยี นรูเพยี งใด
๒. เดก็ ชอบส่ือนน้ั เพียงใด
๓. สื่อนน้ั ชว ยใหก ารสอนตรงกับจดุ ประสงคหรือไม ถูกตองตามสาระการเรยี นรูและทนั สมยั หรือไม
๔. สื่อนน้ั ชวยใหเ ดก็ สนใจมากนอยเพียงใด เพราะเหตใุ ด
การเกบ็ รกั ษา และซอ มแซมส่อื
การจดั เก็บสอ่ื เปน การสง เสรมิ ใหเดก็ ฝก การสังเกต การเปรยี บเทยี บ การจัดกลมุ สง เสริมความรบั ผิดชอบ ความ
มีนํ้าใจ ชวยเหลอื ผสู อนไมค วรใชก ารเกบ็ สอ่ื เปนการลงโทษเด็ก โดยดาํ เนินการดังนี้
๑. เก็บส่อื ใหเปน ระเบียบและเปน หมวดหมูตามลักษณะประเภทของสื่อ สื่อที่เหมอื นกันจัดเกบ็ หรือจดั วางไว
ดวยกนั
๒. วางส่อื ในระดับสายตาของเด็ก เพ่อื ใหเดก็ หยบิ ใช จัดเก็บไดด ว ยตนเอง
๓. ภาชนะทีจ่ ัดเก็บสื่อควรโปรง ใส เพื่อใหเด็กมองเหน็ สง่ิ ทอ่ี ยูภายในไดงายและควรมมี ือจบั เพื่อใหสะดวกในการ
ขนยา ย
๔. ฝกใหเดก็ รคู วามหมายของรูปภาพหรือสีที่เปน สญั ลกั ษณแ ทนหมวดหมู ประเภทสื่อ เพื่อเด็กจะไดเก็บเขาท่ี
ไดถ กู ตอง การใชสัญลกั ษณควรมคี วามหมายตอการเรยี นรขู องเดก็ สญั ลักษณค วรใชสอ่ื ของจรงิ ภาพถา ยหรือสาํ เนา
ภาพวาด ภาพโครงรา งหรือภาพประจุด หรอื บัตรคําตดิ คกู บั สัญลกั ษณอ ยา งใดอยา งหนง่ึ
๕.ตรวจสอบสอ่ื หลังจากที่ใชแลว ทกุ ครงั้ วามีสภาพสมบูรณ จาํ นวนครบถวนหรอื ไม
๖. ซอมแซมส่อื ชํารุด และทาํ เติมสวนที่ขาดหายไปใหค รบชุด
การพฒั นาส่ือ
การพัฒนาส่อื เพ่อื ใชป ระกอบการจดั กิจกรรมในระดับปฐมวยั น้ัน กอ นอน่ื ควรไดสํารวจขอ มลู สภาพปญหาตา งๆ
ของส่ือทุกประเภทท่ใี ชอยวู า มีอะไรบา งท่จี ะตอ งปรบั ปรงุ แกไข เพื่อจะไดป รบั เปลีย่ นใหเหมาะสมกับความตองการ
แนวทางการพัฒนาสอ่ื ควรมลี ักษณะเฉพาะ ดงั น้ี
๑. ปรบั ปรุงส่ือใหท นั สมยั เขา กับเหตกุ ารณ ใชไดสะดวก ไมซบั ซอ นเกนิ ไป เหมาะสมกบั วัยของเด็ก
๒. รกั ษาความสะอาดของสอ่ื ถาเปน วสั ดทุ ่ีลางนาํ้ ได เมอื่ ใชแลว ควรไดลางเชด็ หรอื ปดฝนุ ใหสะอาด เกบ็ ไว
เปน หมวดหมู วางเปน ระเบยี บหยิบใชงา ย
๓. ถา เปนสือ่ ทผ่ี ูสอนผลิตขนึ้ มาใชเองและผานการทดลองใชมาแลว ควรเขยี นคูมือประกอบการใชส่ือนน้ั โดย
บอกชื่อสือ่ ประโยชนแ ละวิธีใชส่ือ รวมทงั้ จํานวนชน้ิ สว นของสอ่ื ในชุดนน้ั และเกบ็ คมู อื ไวในซองหรือถุง พรอ มสือ่ ที่ผลติ
๔. พัฒนาสื่อทส่ี รางสรรค ใชไ ดเอนกประสงค คือ เปน ไดท้ังสือ่ เสริมพัฒนาการ
และเปนของเลนสนกุ สนานเพลิดเพลนิ

แหลงการเรยี นรู
โรงเรียนไดแบงประเภทของแหลง เรียนรู ไดดังน้ี
๑. แหลง เรยี นรูประเภทบุคคล ไดแ ก วิทยากรหรือผูเชียวชาญเฉพาะดา น ท่จี ัดหามาเพือ่ ใหค วามรู

ความเขาใจอยางกระจางแกเ ดก็ โดยสอดคลองกับเน้ือหาสาระการเรียนรูต างๆ ไดแ ก
- เจาหนา ท่ใี น อบต.
- เจาหนา ทส่ี าธารณสุข
- พระสงฆ
- พอ คา – แมค า
- เจาหนา ท่ีตํารวจ
- ผปู กครอง
- ชา งตดั ผม / ชางเสรมิ สวย
- ครู
- ภารโรง
- ฯลฯ

๒. แหลงเรียนรภู ายในชมุ ชน ไดแก แหลงขอมลู หรอื แหลง วิทยาการตางๆ ทอี่ ยูในชุมชน
มีความสัมพันธก บั เอกลกั ษณทางวัฒนธรรมและประเพณีชวยใหเ ด็กสามารถเช่อื มโยงโลกภายในและโลกภายนอก
(inner world & outer world) ได และสอดคลอ งกบั วิถกี ารดาํ เนินชวี ิตของเดก็ ปฐมวัย ไดแก

- หอ งสมดุ โรงเรยี น
- สถานีตํารวจ
- สถานท่ที ําการกาํ นนั ตาํ บล
- องคก ารบริหารสวนตําบล
- โรงพยาบาล
- รา นคา ในหมบู าน
- รานตดั ผมชาย-หญงิ
- ที่พกั ตากอากาศ
๓. สถานท่ีสําคัญตา งๆ ไดแก แหลง ความรูสําคัญตางๆ ที่เดก็ ใหความสนใจ ไดแ ก
- สวนสัตว
- ศนู ยว ิทยาศาสตร
- วนอทุ ยาน
- ฯลฯ

การประเมินพฒั นาการ

การประเมินพฒั นาการเด็กอายุ ๓ – ๖ ป เปนการประเมนิ พัฒนาการทางดานรางกาย อารมณ จิตใจ
สังคม และสติปญญาของเด็ก โดยถือเปนกระบวนการตอตนเอง และเปน สว นหนง่ึ ของกิจกรรมปกติทจ่ี ดั ใหเด็กในแต
ละวนั ผลท่ีไดจากการสงั เกตพฒั นาการเด็กตอ งนาํ มาจัดทาํ สารนิทัศนห รอื จดั ทําขอมลู หลกั ฐานหรอื เอกสารอยา งเปน
ระบบ ดว ยการวบรวมผลงานสําหรับเดก็ เปนรายบคุ คลที่สามารถบอกเรือ่ งราวหรอื ประสบการณท่ีเด็กไดรับวา เดก็ เกดิ
การเรยี นรแู ละมีความกา วหนาเพยี งใด ทง้ั น้ี ใหนําขอ มูลผลการประเมินพัฒนาการเด็กมาพจิ ารณา ปรบั ปรุงวางแผล
การจัดกิจกรรม และสง เสรมิ ใหเ ด็กแตละคนไดรบั การพฒั นาตามจุดหมายของหลกั สูตรอยา งตอ เนอ่ื ง การประเมนิ
พฒั นาการควรยึดหลกั ดังน้ี

๑. วางแผนการประเมินพฒั นาการอยางเปนระบบ
๒. ประเมินพฒั นาการเด็กครบทกุ ดาน
๓. ประเมนิ พฒั นาการเดก็ เปน รายบคุ คลอยางสมํา่ เสมอตอเน่อื งตลอดป
๔. ประเมนิ พฒั นาการตามสภาพจรงิ จากกิจกรรมประจําวันดว ยเครอ่ื งมอื และวธิ ีการทห่ี ลากหลาย ไมควรใช

แบบทดสอบ
๕. สรปุ ผลการประเมิน จดั ทาํ ขอ มลู และนําผลการประเมินไปใชพัฒนาเด็ก
สาํ หรบั วิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใชกบั เดก็ อายุ ๓ – ๖ ป ไดแ ก การสังเกต การบันทึกพฤตกิ รรม การ
สนทนากับเด็ก การสัมภาษณ การวิเคราะหข อ มูลจากผลงานเด็กทเี่ กบ็ อยา งมีระบบ
ประเภทของการประเมินพฒั นาการ
การพฒั นาคณุ ภาพการเรยี นรูของเดก็ ประกอบดว ย ๑) วตั ถุประสงค (Obejetive) ซงึ่ ตามหลกั สูตรการศึกษา
ปฐมวยั พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ หมายถงึ จดุ หมายซ่ึงเปน มาตรฐานคุณลักษณะท่พี งึ ประสงค ตัวบงช้ีและสภาพทพ่ี งึ
ประสงค ๒) การจัดประสบการณการเรยี นรู (Leanning) ซึง่ เปน กระบวนการไดม าของความรหู รือทักษะผา นการ
กระทาํ สิง่ ตางๆท่สี ําคัญตามหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวยั กาํ หนดใหหรอื ทเี่ รียกวา ประสบการณส าํ คัญ ในการชว ยอธบิ าย
ใหค รเู ขา ใจถึงประสบการณที่เดก็ ปฐมวยั ตอ งทาํ เพอ่ื เรยี นรสู ิ่งตางๆรอบตวั และชว ยแนะผสู อนในการสังเกต สนับสนนุ
และวางแผนการจัดกจิ กรรมใหเ ดก็ และ ๓) การประเมนิ ผล(Evaluation) เพ่ือตรวจสอบพฤติกรรมหรอื ความสามารถ
ตามวัยทีค่ าดหวังใหเด็กเกิดขึ้นบนพ้ืนฐานพฒั นาการตามวยั หรอื ความสามารถตามธรรมชาตใิ นแตละระดับอายุ เรยี กวา
สภาพทพ่ี งึ ประสงค ทใ่ี ชเปน เกณฑสําคัญสําหรับการประเมินพฒั นาการเด็ก เปน เปา หมายและกรอบทิศทางในการ
พัฒนาคุณภาพเดก็ ทง้ั นีป้ ระเภทของการประเมินพฒั นาการ อาจแบงไดเ ปน ๒ ลักษณะ คอื
๑) แบงตามวตั ถุประสงคข องการประเมิน

การแบงตามวัตถุประสงคข องการประเมนิ แบง ได ๒ ประเภท ดังน้ี
๑.๑) การประเมนิ ความกาวหนาของเด็ก (Formative Evaluation) หรอื การประเมนิ เพอ่ื พัฒนา (Formative
Assessment) หรือการประเมนิ เพ่ือเรียน (Assessment for Learning) เปนการประเมนิ ระหวา งการจัดระสบการณ
โดยเกบ็ รวบรวมขอ มูลเกี่ยวกับผลพัฒนาการและการเรยี นรขู องเดก็ ในระหวา งทํากิจกรรมประจาํ วนั /กจิ วตั รประจําวนั
ปกตอิ ยางตอ เน่ือง บนั ทกึ วเิ คราะห แปลความหมายขอ มลู แลวนาํ มาใชในการสงเสรมิ หรอื ปรบั ปรุงแกไ ขการเรียนรูของ
เด็ก และการจัดประสบการณก ารเรียนรูของผสู อน การประเมินพฒั นาการกับการจัดประสบการณการเรียนรขู องผูสอน
จึงเปนเรอื่ งทสี่ ัมพนั ธกันหากขาดส่งิ หน่งึ สงิ่ ใดการจดั ประสบการณการเรยี นรูก ็ขาดประสิทธิภาพ เปนการประเมนิ ผล
เพือ่ ใหรูจุดเดน จดุ ที่ควรสงเสริม ผสู อนตอ งใชว ธิ ีการและเคร่ืองมือประเมนิ พฒั นาการทหี่ ลากหลาย เชน การสงั เกต
การสัมภาษณ การรวบรวมผลงานทแ่ี สดงออกถึงความกา วหนาแตละดานของเด็กเปนรายบคุ คล การใชแ ฟมสะสมงาน
เพอ่ื ใหไดข อ สรปุ ของประเด็นท่ีกําหยด สิง่ ทสี่ ําคัญทีส่ ดุ ในการประเมินความกา วหนาคอื การจัดประสบการณใหกบั เดก็
ในลกั ษณะการเช่อื มโยงประสบการณเดมิ กับประสบการณใ หมท ําใหก ารเรียนรขู องเด็กเพ่ิมพูน ปรับเปลย่ี นความคิด
ความเขาใจเดมิ ทีไ่ มถ ูกตอง ตลอดจนการใหเ ด็กสามารถพฒั นาการเรียนรขู องตนเองได
๑.๒) การประเมินผลสรปุ (Summatie Evaluation) หรือ การประเมินเพื่อตดั สินผลพฒั นาการ (Summatie
Assessment) หรอื การประเมินสรปุ ผลของการเรียนรู (Assessment of Learning) เปนการประเมนิ สรุปพฒั นาการ
เพ่อื ตดั สินพัฒนาการของเดก็ วามคี วามพรอ มตามมาตรฐานคุณลกั ษณะทพี่ ึงประสงคข องหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั
หรือไม เพ่ือเปน การเช่ือมตอ ของการศกึ ษาระดับปฐมวัยกับชนั้ ประถมศึกษาปที่ ๑
ดังนนั้ ผูสอนจึงควรใหค วามสาํ คญั กับการประเมนิ ความกาวหนา ของเด็กในระดับหอ งเรียนมากกวาการ
ประเมินเพื่อตัดสนิ ผลพฒั นาการของเด็กเมอ่ื สน้ิ ภาคเรียนหรือสิน้ ปก ารศกึ ษา

๒) แบง ตามระดับของการประเมนิ
การแบงตามระดับของการประเมิน แบงไดเปน ๒ ประเภท
๒.๑) การประเมินพฒั นาการระดับช้ันเรียน เปน การประเมนิ พฒั นาการทอี่ ยใู นกระบวนการจดั ประสบการณ
การเรียนรู ผสู อนดําเนนิ การเพือ่ พฒั นาเด็กและตดั สนิ ผลการพฒั นาการดานรา งกาย อารมณ จิตใจ สงั คม และ
สตปิ ญ ญา จากกิจกรรมหลัก/หนวยการเรียนร(ู Unit) ที่ผสู อนจัดประสบการณใหกับเด็ก ผูสอนประเมินผลพฒั นาการ
ตามสภาพท่พี งึ ประสงคและตวั บงช้ีทีก่ าํ หนดเปน เปาหมายในแตละแผนการจัดประสบการณข องหนวยการเรียนรูดวย
วิธตี า งๆ เชน การสงั เกต การสนทนา การสมั ภาษณ การรวบรวมผลงานทแี่ สดงออกถงึ ความกาวหนา แตล ะดานของ
เด็กเปนรายบคุ คล การแสดงกริยาอาการตางๆของเด็กตลอดเวลาท่ีจัดประสบการณเรียนรู เพอ่ื ตรวจสอบและประเมิน
วา เดก็ บรรลุตามสภาพที่พึงประสงคละตวั บง ชี้ หรือมแี นวโนมวาจะบรรลุสภาพที่พึงประสงคแ ละตวั บง ชเ้ี พยี งใด แลว
แกไขขอ บกพรองเปน ระยะๆอยางตอเนื่อง ท้งั น้ี ผูสอนควรสรุปผลการประเมนิ พฒั นาการวา เดก็ มผี ลอันเกดิ จากการจัด
ประสบการณก ารเรียนรูหรอื ไม และมากนอ ยเพียงใด โดยมีวตั ถุประสงคเพ่ือรวบรวมหรือสะสมผลการประเมิน
พฒั นาการในกจิ กรรมประจาํ วนั /กิจวตั รประจาํ วัน/หนว ยการเรียนรู หรผื ลตามรูปแบบการประเมินพฒั นาการที่
สถานศึกษากาํ หนด เพอื่ นํามาเปนขอมูลใชปรงั ปรุงการจัดประสบการณการเรยี นรู และเปนขอมูลในการสรปุ ผลการ
ประเมินพฒั นาในระดบั สถานศกึ ษาตอ ไปอกี ดวย
๒.๒) การประเมินพัฒนาการระดบั สถานศึกษา เปนการตรวจสอบผลการประเมนิ พัฒนาการของเดก็ เปน
รายบุคคลเปน รายภาค/รายป เพอ่ื ใหไ ดข อมูลเกีย่ วกบั การจัดการศึกษาของเด็กในระดบั ปฐมวัยของสถานศึกษาวา สงผล
ตาการเรียนรขู องเดก็ ตามเปาหมายหรือไม เดก็ มีสิ่งทีต่ องการไดรับการพฒั นาในดานใด รวมทงั้ สามารถนําผลการ
ประเมนิ พฒั นาการของเด็กในระดบั สถานศกึ ษาไปเปนขอ มูลและสารสนเทศในการปรบั ปรงุ หลักสูตรสถานศกึ ษาปฐมวยั
โครงการหรือวธิ ีการจดั ประสบการณการเรยี นรู ตลอดจนการจัดแผนพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาปฐมวยั ของสถานศึกษา
ตามแผนการประกนั คุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการพัฒนาคุณภาพเด็กตอผปู กครอง นาํ เสนอคณะกรรมการ
ถานศึกษาข้นั พื้นฐานรบั ทราบ ตลอดจนเผยแพรต อสาธรณชน ชุมชน หรือหนวยงานตนสงั กัดหรือหนว ยงานตน สงั กัด
หนวยงานทเ่ี ก่ยี วของตอ ไป
อนึง่ สําหรบั การประเมินพฒั นาการเดก็ ปฐมวัยในระดบั เขตพ้นื ที่การศกึ ษาหรือระดับประเทศนน้ั หากเขตพ้นื ท่ี
การศึกษาใดมีความพรอ ม อาจมกี ารดําเนนิ งานในลักษณะของการสุม กลุม ตัวอยางเดก็ ปฐมวยั เขารบั การประเมนิ ก็ได
ทง้ั น้ี การประเมินพฒั นาการเด็กปฐมวยั ขอใหถ ือปฏิบัติตามหลกั การการประเมินพฒั นาการตามหลักสตู รการศึกษา
ปฐมวัย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐

บทบาทหนาท่ีของผูเก่ียวของในการดาํ เนนิ งานประเมินพฒั นาการ
การดําเนนิ งานประเมนิ พัฒนาการของสถานศึกษานน้ั ตองเปด โอกาสใหผเู กีย่ วขอ งเขา มามีสว นรวมในการ
ประเมินพฒั นาการและรว มรบั ผิดชอบอยางเหมาะสมตามบริบทของสถานศกึ ษาแตล ะขนาด ดงั นี้
ผูปฏิบตั ิ บทบาทหนาทใ่ี นการประเมนิ พฒั นาการ
ผสู อน ๑. ศกึ ษาหลกั สตู รสถานศกึ ษาปฐมวยั และแนวการปฏบิ ัตกิ ารประเมินพัฒนาการตาม
หลักสตู รสถานศึกษาปฐมวยั
๒. วเิ คราะหแ ละวางแผนการประเมนิ พฒั นาการทส่ี อดคลอ งกบั หนว ยการเรียนร/ู กิจกรรม
ประจําวนั /กิจวัตรประจําวัน
๓. จัดประสบการณตามหนว ยการเรียนรู ประเมินพฒั นาการ และบันทกึ ผลการประจําวัน/
กิจวัตรประจาํ วนั
๔. รวบรวมผลการประเมนิ พฒั นาการ แปลผลและสรุปผลการประเมนิ เม่ือสิ้นภาคเรยี น
และส้ินปการศึกษา

ผบู ริหารสถานศึกษา ๕. สรปุ ผลการประเมนิ พัฒนาการระดับชน้ั เรยี นลงในสมดุ บนั ทกึ ผลการประเมนิ พัฒนาการ
พอ แม ผูปกครอง ประจําชนั้
คณะกรรมการ ๖. จดั ทําสมดุ รายงานประจาํ ตัวนกั เรียน
สถานศึกษาขนั้ ๗. เสนอผลการประเมนิ พฒั นาการตอผูบรหิ ารสถานศึกษาลงนามอนมุ ัติ
พ้นื ฐาน ๑.กาํ หนดผูรบั ผิดชอบงานประเมนิ พฒั นาการตามหลกั สูตร และวางแนวทางปฏบิ ัตกิ าร
สํานกั งานเขตพืน้ ท่ี ประเมนิ พฒั นาการเดก็ ปฐมวัยตามหลักสูตรสถานศกึ ษาปฐมวยั
การศกึ ษา ๒. นเิ ทศ กาํ กบั ตดิ ตามใหก ารดําเนนิ การประเมนิ พฒั นาการใหบรรลุเปา หมาย
๓. นําผลการประเมินพัฒนาการไปจดั ทํารายงานผลการดําเนนิ งานกําหนดนโยบายและ
วางแผนพฒั นาการจัดการศึกษาปฐมวยั
๑. ใหค วามรว มมือกบั ผูสอนในการประเมนิ พฤตกิ รรมของเด็กทสี่ งั เกตไดจากท่บี านเพ่ือเปน
ขอ มลู ประกอบการแปลผลท่ีเทยี่ งตรงของผสู อน
๒. รบั ทราบผลการประเมนิ ของเด็กและสะทอนใหขอมูลยอนกลับทเี่ ปน ประโยชนในการ
สง เสริมและพฒั นาเดก็ ในปกครองของตนเอง
๓. รว มกับผูสอนในการจดั ประสบการณห รอื เปน วิทยากรทอ งถ่นิ
๑. ใหความเหน็ ชอบและประกาศใชหลกั สูตรสถานศึกษาปฐมวัยและแนวปฏบิ ตั ิในการ
ประเมินพฒั นาการตามหลกั สูตรการศึกษาปฐมวยั
๒. รับทราบผลการประเมนิ พัฒนาการของเด็กเพอื่ การประกนั คณุ ภาพภายใน
๑. สงเสรมิ การจัดทําเอกสารหลักฐานวาดว ยการประเมนิ พฒั นาการของเดก็ ปฐมวยั ของ
สถานศกึ ษา
๒. สงเสริมใหผสู อนในสถานศกึ ษามีความรู ความเขา ใจในแนวปฏบิ ตั กิ ารประเมนิ
พัฒนาการตามมาตรฐานคุณลักษณะท่พี ึงประสงคตามหลักสตู รสถานศึกษาปฐมวัย
ตลอดจนความเขาใจในเทคนคิ วธิ กี ารประเมินพฒั นาการในรูปแบบตางๆโดยเนน การ
ประเมินตามสภาพจรงิ
๓. สง เสรมิ สนับสนุนใหส ถานศกึ ษาพฒั นาเครอ่ื งมอื พฒั นาการตามมาตรฐานคุณลกั ษณะที่
พงึ ประสงคต ามหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั และการจดั เกบ็ เอกสารหลกั ฐานการศึกษาอยาง
เปนระบบ
๔. ใหคาํ ปรกึ ษา แนะนาํ เกี่ยวกับการประเมินพัฒนาการและการจัดทาํ เอกสารหลักฐาน
๕. จดั ใหม ีการประเมินพัฒนาการเดก็ ที่ดาํ เนนิ การโดยเขตพน้ื ท่กี ารศึกษาหรอื หนวยงานตน
สังกัดและใหค วามรวมมือในการประเมนิ พฒั นาการระดบั ประเทศ

แนวปฏิบัตกิ ารประเมินพฒั นาการ

การประเมนิ พฒั นาการเดก็ ปฐมวยั เปนกิจกรรมทสี่ อดแทรกอยูในการจดั ประสบการณท ุกข้นั ตอนโดยเร่ิมตง้ั แต
การประเมนิ พฤตกิ รรมของเด็กกอนการจดั ประสบการณ การประเมินพฤตกิ รรมเดก็ ขณะปฏิบตั กิ ิจรรม และการ
ประเมนิ พฤติกรรมเดก็ เมอ่ื สนิ้ สุดการปฏิบตั กิ จิ กรรม ทั้งนี้ พฤติกรรมการเรียนรแู ละพฒั นาการดานตา งๆ ของเดก็ ที่
ไดร ับการประเมินนน้ั ตอ งเปน ไปตามมาตรฐานคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค ตัวบง ช้ี และสภาพท่พี งึ ประสงคของหลักสูตร
สถานศึกษาระดับปฐมวยั ทีผ่ ูสอนวางแผนและออกแบบไว การประเมนิ พัฒนาการจึงเปนเครื่องมอื สาํ คัญที่จะชว ยใหการ
เรียนรขู องเดก็ บรรลตุ ามเปาหมายเพ่ือนาํ ผลการประเมินไปปรบั ปรุง พฒั นาการจดั ประสบการณการเรียนรู และใชเปน
ขอ มูลสําหรับการพฒั นาเดก็ ตอไป สถานศึกษาควรมกี ระบวนการประเมินพฒั นาการและการจัดการอยา งเปนระบบ
สรปุ ผลการประเมินพัฒนาการทีต่ รงตามความรู ความสามารถ ทักษะและพฤตกิ รรมท่ีแทจรงิ ของเด็กสอดคลองตาม
หลักการประเมินพัฒนาการ รวมทงั้ สะทอ นการดําเนินงานการประกันคณุ ภาพภายในของสถานศึกษาอยางเปนระบบ
และตอเน่ือง แนวปฏบิ ตั ิการประเมินพฒั นาการเดก็ ปฐมวัยของสถานศกึ ษา มีดงั นี้

๑. หลกั การสาํ คญั ของการดาํ เนนิ การประเมินพฒั นาการตามหลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย
พทุ ธศักราช ๒๕๖๐

สถานศกึ ษาทจี่ ดั การศกึ ษาปฐมวยั ควรคํานึงถงึ หลักสาํ คัญของการดาํ เนินงานการประเมินพฒั นาการตาม
หลกั สตู รการศึกษาปฐมวยั สําหรับเด็กปฐมวยั อายุ ๓-๖ ป ดงั นี้

๑.๑ ผสู อนเปนผรู ับผดิ ชอบการประเมินพฒั นาการเดก็ ปฐมวัย โดยเปดโอกาสใหผูทีเ่ ก่ียวของมสี วนรว ม
๑.๒ การประเมนิ พฒั นาการ มีจุดมุง หมายของการประเมินเพือ่ พฒั นาความกา วหนาของเดก็ และสรปุ ผลการ
ประเมินพฒั นาการของเดก็
๑.๓ การประเมินพฒั นาการตอ งมีความสอดคลองและครอบคลมุ มาตรฐานคณุ ลกั ษณะทีพ่ งึ ประสงค ตัวบงชี้
สภาพท่ีพึงประสงคแ ตละวยั ซ่งึ กาํ หนดไวใ นหลกั สูตรสถานศึกษาปฐมวยั
๑.๔ การประเมินพัฒนาการเปน สว นหนงึ่ ของกระบวนการจดั ประสบการณก ารเรียนรูต อ งดาํ เนนิ การดว ย
เทคนิควธิ กี ารทห่ี ลากหลาย เพอ่ื ใหส ามารถประเมินพัฒนาการเดก็ ไดอยางรอบดานสมดลุ ท้ังดานรา งกาย อารมณ จติ ใจ
สังคม และสตปิ ญญา รวมทัง้ ระดับอายุของเด็ก โดยต้งั อยบู นพืน้ ฐานของความเทย่ี งตรง ยุตธิ รรมและเชือ่ ถือได
๑.๕ การประเมินพฒั นาการพจิ ารณาจากพฒั นาการตามวัยของเดก็ การสังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นรูและการ
รว มกจิ กรรม ควบคูไปในกระบวนการจดั ประสบการณก ารเรียนรูตามความเหมาะสมของแตละระดับอายุ และรปู แบบ
การจดั การศกึ ษา และตองดําเนนิ การประเมนิ อยา งตอเนอื่ ง
๑.๖ การประเมนิ พฒั นาการตอ งเปดโอกาสใหผูมีสวนเก่ียวของทุกฝา ยไดสะทอนและตรวจสอบผลการประเมิน
พฒั นาการ
๑.๗ สถานศึกษาควรจัดทําเอกสารบันทกึ ผลการประเมินพฒั นาการของเดก็ ปฐมวยั ในระดับช้ันเรียนและระดบั
สถานศกึ ษา เชน แบบบนั ทกึ การประเมนิ พฒั นาการตามหนว ยการจดั ประสบการณ สมดุ บนั ทึกผลการประเมน
พฒั นาการประจําช้นั เพอ่ื เปนหลักฐานการประเมนิ และรายงานผลพัฒนาการและสมุดรายงานประจาํ ตวั นกั เรียน เพือ่
เปนการส่ือสารขอมูลการพัฒนาการเดก็ ระหวางสถานศึกษากบั บาน
๒. ขอบเขตของการประเมินพฒั นาการ
หลักสตู รการศึกษาปฐมวยั พุทธศักราช ๒๕๖๐ไดกําหนดเปาหมายคุณภาพของเดก็ ปฐมวัยเปนมาตรฐาน
คณุ ลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค ซงึ่ ถือเปน คุณภาพลักษณะทพ่ี ึงประสงคท่ีตองการใหเกิดข้ึนตวั เดก็ เมื่อจบหลักสตู รการศึกษา
ปฐมวัย คุณลักษณะท่รี ะบุไวใ นมาตรฐานคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงคถือเปน สงิ่ จาํ เปน สาํ หรับเดก็ ทุกคน ดงั นัน้
สถานศึกษาและหนว ยงานที่เก่ียวขอ งมีหนา ทีแ่ ละความรบั ผดิ ชอบในการจัดการศกึ ษาเพอ่ื พัฒนาเด็กใหม ีคุณภาพ
มาตรฐานทพี่ งึ ประสงคกาํ หนด ถือเปน เครอ่ื งมือสําคญั ในการขับเคลอ่ื นและพฒั นาคุณภาพการศึกษาปฐมวยั แนวคิด
ดงั กลา วอยูบนฐานความเชอ่ื ท่ีวา เดก็ ทุกคนสามารถพฒั นาอยา งมคี ณุ ภาพและเทา เทยี มได ขอบเขตของการประเมิน
พัฒนาการประกอบดวย
๒.๑ สง่ิ ทีจ่ ะประเมิน
๒.๒ วธิ แี ละเครอื่ งมือท่ีใชในการประเมนิ
๒.๓ เกณฑก ารประเมินพฒั นาการ

๒.๑ ส่งิ ท่จี ะประเมิน

การประเมินพฒั นาการสาํ หรบั เดก็ อายุ ๓-๖ ป มีเปา หมายสําคัญคือ มาตรฐานคุณลกั ษณะทพ่ี ึงประสงคจ าํ นวน
๑๒ ขอ ดงั น้ี

๑. พัฒนาการดานรา งกาย ประกอบดว ย ๒ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี ๑ รางกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสยั ท่ดี ี
มาตรฐานที่ ๒ กลา มเนื้อใหญแ ละกลา มเน้ือเล็กแข็งแรงใชไ ดอยา งคลองแคลวและประสานสมั พนั ธก นั

๒. พัฒนาการดา นอารมณ จิตใจ ประกอบดวย ๓ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ ๓ มีสุขภาพจติ ดีและมีความสุข

มาตรฐานท่ี ๔ ชื่นชมและแสดงออกทางศลิ ปะ ดนตรี และการเคล่ือนไหว
มาตรฐานท่ี ๕ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และมจี ิตใจที่ดงี าม
๓. พฒั นาการดา นสังคม ประกอบดวย ๓ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี ๖ มที กั ษะชีวติ และปฏบิ ตั ติ นตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
มาตรฐานท่ี ๗ รกั ธรรมชาติ สิ่งแวดลอ ม วัฒนธรรม และความเปนไทย
มาตรฐานท่ี ๘ อยูร ว มกบั ผูอ ืน่ ไดอยางมีความสุขและปฏิบตั ติ นเปน สมาชกิ ท่ดี ีของสงั คมในระบอบ
ประชาธปิ ไตย อันมพี ระมหากษตั ริยทรงเปนประมขุ
๔. พัฒนาการดานสตปิ ญญา ประกอบดวย ๔ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ ๙ ใชภ าษาสื่อสารไดเหมาะสมกับวยั
มาตรฐานท่ี ๑๐ มีความสามารถในการคดิ ทเ่ี ปนพืน้ ฐานในการเรยี นรู
มาตรฐานท่ี ๑๑ มีจินตนาการและความคิดสรา งสรรค
มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคตทิ ี่ดีตอ การเรียนรแู ละมีความสามารถในการแสวงหาความรไู ดเหมาะสมกบั วัย
สงิ่ ทีจ่ ะประเมนิ พัฒนาการของเด็กปฐมวยั แตละดา น มดี ังนี้
ดานรางกาย ประกอบดว ย การประเมินการมีนํา้ หนกั และสวนสงู ตามเกณฑ สุขภาพอนามยั สุขนสิ ัยทด่ี ี การ
รูจักรกั ษาความปลอดภัย การเคล่ือนไหวและการทรงตัว การเลนและการออกกําลงั กาย และการใชมืออยางคลองแคลว
ประสานสัมพนั ธก นั
ดา นอารมณ จิตใจ ประกอบดวย การประเมนิ ความสามารถในการแสดงออกทางอารมณอ ยา งเหมาะสมกบั วยั
และสถานการณ ความรสู ึกที่ดตี อตนเองและผอู ืน่ มคี วามรสู กึ เห็นอกเห็นใจผูอ น่ื ความสนใจ/ความสามารถ/และมี
ความสุขในการทาํ งานศิลปะ ดนตรี และการเคล่อื นไหว ความรบั ผดิ ชอบในการทาํ งาน ความซื่อสตั ยสจุ รติ และรสู ึก
ถกู ผิด ความเมตตากรุณา มีนาํ้ ใจและชวยเหลือแบง ปน ตลอดจนการประหยดั อดออม และพอเพียง
ดา นสงั คม ประกอบดวย การประเมนิ ความมีวนิ ัยในตนเอง การชวยเหลือตนเองในการปฏิบัตกิ ิจวัตรประจาํ วัน
การระวังภัยจากคนแปลกหนา และสถานการณที่เสย่ี งอันตราย การดแู ลรักษาธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอม การมีสมั มา
คารวะและมารยาทตามวฒั นธรรมไทย รักษาความเปน ไทย การยอมรับความเหมือนและความแตกตา งระหวางบุคคล
การมีสมั พนั ธทีด่ กี ับผอู น่ื การปฏบิ ัติตนเบื้องตนในการเปน สมาชิกท่ีดีของสังคมในระบอบประชาธปิ ไตยอันมี
พระมหากษัตรยิ ท รงเปนประมขุ
ดานสตปิ ญ ญา ประกอบดวย การประเมนิ ความสามารถในการสนทนาโตต อบและเลาเรื่องใหผ ูอ ืน่ เขาใจ
ความสามารถในการอา น เขยี นภาพและสญั ลักษณ ความสามารถในการคิดแกปญหา คิดเชงิ เหตผุ ล คิดรวบยอด การ
เลน/การทํางานศลิ ปะ/การแสดงทา ทาง/เคลือ่ นไหวตามจินตนาการและความคิดสรางสรรคข องตนเอง การมเี จตคติทด่ี ี
ตอการเรียนรแู ละความสามารถในการแสวงหาความรู

๒.๒ วิธีการและเครือ่ งมอื ทใ่ี ชใ นการประเมนิ พฒั นาการ

การประเมินพฒั นาการเด็กแตละคร้งั ควรใชวธิ กี ารประเมินอยางหลากหลายเพื่อใหไดข อมูลท่ีสมบรู ณท่ีสุด
วิธกี ารทเี่ หมาะสมและนยิ มใชในการประเมินเด็กปฐมวยั มีดวยกันหลายวธิ ี ดังตอ ไปน้ี

๑. การสังเกตและการบนั ทกึ การสังเกตมีอยู ๒ แบบคือ การสงั เกตอยางมีระบบ ไดแ ก การสังเกตอยา งม
จดุ มงุ หมายทีแ่ นน อนตามแผนทีว่ างไว และอีกแบบหนงึ่ คือ การสงั เกตแบบไมเปน ทางการ เปนการสงั เกตในขณะทเ่ี ดก็
ทํากจิ กรรมประจาํ วันและเกิดพฤติกรรมท่ไี มค าดคิดวาจะเกดิ ขึ้นและผูสอนจดบันทึกไวก ารสงั เกตเปนวิธีการทผี่ สู อนใช
ในการศกึ ษาพัฒนาการของเด็ก เมื่อมกี ารสังเกตก็ตอ งมีการบันทึก ผูสอนควรทราบวาจะบนั ทกึ อะไรการบันทึก
พฤตกิ รรมมคี วามสําคญั อยางยงิ่ ท่ตี องทําอยางสม่ําเสมอ เน่ืองจากเดก็ เจริญเติบโตและเปลย่ี นแปลงอยา งรวดเร็ว จึงตอ ง
นํามาบันทึกเปนหลักฐานไวอยางชัดเจน การสงั เกตและการบนั ทึกพฒั นาการเดก็ สามารถใชแบบงายๆคอื

๑.๑ แบบบนั ทึกพฤตกิ รรม ใชบ นั ทึกเหตุการณเฉพาะอยา งโดยบรรยายพฤติกรรมเดก็ ผบู ันทกึ ตองบันทกึ
วัน เดือน ปเกดิ ของเด็ก และวัน เดือน ป ที่ทาํ การบนั ทกึ แตล ะคร้งั

๑.๒ การบนั ทึกรายวนั เปนการบนั ทกึ เหตกุ ารณห รอื ประสบการณห รอื ประสบการณท ี่เกิดขึน้ ในชน้ั เรยี น
ทุกวัน ถา หากบันทึกในรูปแบบของการบรรยายก็มักจะเนน เฉพาะเด็กรายท่ีตอ งการศึกษา ขอดีของการบนั ทึกรายวนั คอื
การช้ใี หเ หน็ ความสามารถเฉพาะอยางของเด็ก จะชว ยกระตนุ ใหผ ูสอนไดพจิ ารณาปญ หาของเดก็ เปนรายบุคคลชวยใหผ ู
เชยี วชาญมีขอมลู มากขึน้ สําหรับวินจิ ฉยั เดก็ วาสมควรจะไดรับคาํ ปรึกษาเพื่อลดปญหาและสง เสรมิ พฒั นาการของเดก็ ได
อยา งถกู ตอ ง นอกจากนน้ั ยังชว ยชี้ใหเ หน็ ขอ เสียของการจัดกิจกรรมและประสบการณไ กเ ปนอยางดี

๑.๓ แบบสาํ รวจรายการ ชวยใหสามารถวิเคราะหเดก็ แตละคนไดคอ นขางละเอียด
๒. การสนทนา สามารถใชก ารสนทนาไดท ้ังเปน กลุมหรือรายบคุ คล เพ่อื ประเมินความสามารถในการแสดง
ความคดิ เหน็ และพัฒนาการดานภาษาของเดก็ และบันทึกผลการสนทนาลงในแบบบันทกึ พฤตกิ รรมหรือบนั ทกึ รายวัน
๓. การสัมภาษณ ดวยวิธีพูดคุยกับเด็กเปน รายบคุ คลและควรจดั ในสภาวะแวดลอ มเหมาะสมเพ่ือไมใหเ กดิ
ความเครียดและวติ กกังวล ผูส อนควรใชค าํ ถามท่ีเหมาะสมเปดโอกาสใหเดก็ ไดค ิดและตอบอยา งอสิ ระจะทําใหผูสอน
สามารถประเมนิ ความสามารถทางสตปิ ญญาของเด็กแตละคนและคน พบศกั ยภาพในตวั เดก็ ไดโดยบันทึกขอ มลู ลงใน
แบบสมั ภาษณ
การเตรียมการกอนการสัมภาษณ ผูสอนควรปฏิบัติ ดังนี้
- กาํ หนดวัตถปุ ระสงคของการสัมภาษณ
- กําหนดคําพดู /คาํ ถามท่ีจะพูดกับเดก็ ควรเปน คําถามท่ีเดก็ สามารถตอบโตห ลากหลาย ไมผดิ /ถูก
การปฏบิ ตั ิขณะสัมภาษณ
- ผสู อนควรสรา งความคนุ เคยเปน กันเอง
- ผสู อนควรสรา งสภาพแวดลอ มท่อี บอนุ ไมเครงเครียด
- ผสู อนควรเปด โอกาสเวลาใหเ ดก็ มีโอกาสคิดและตอบคําถามอยางอิสระ
- ระยะเวลาสัมภาษณไ มควรเกิน ๑๐-๒๐ นาที
๔. การรวบรวมผลงานที่แสดงออกถงึ ความกา วหนา แตละดา นของเด็กเปน รายบุคคล โดยจดั เก็บรวบรวมไว
ในแฟมผลงาน (portfolio) ซงึ่ เปนวธิ ีรวบรวมและจัดระบบขอมูลตางๆทเี่ ก่ียวกับตวั เดก็ โดยใชเ ครื่องมือตางๆรวบรวม
เอาไวอ ยา งมีจุดมุง หมายที่ชัดเจน แสดงการเปลยี่ นแปลงของพฒั นาการแตละดาน นอกจากนีย้ ังรวมเครอ่ื งมืออน่ื ๆ เชน
แบบสอบถามผูปกครอง แบบสังเกตพฤติกรรม แบบบนั ทึกสขุ ภาพอนามยั ฯลฯ เอาไวใ นแฟม ผลงาน เพ่อื ผูสอนจะได
ขอมูลเก่ียวกับตวั เดก็ อยางชัดเจนและถูกตอง การเก็บผลงานของเดก็ จะไมถอื วา เปน การประเมินผลถา งานแตล ะชิ้นถูก
รวบรวมไวโ ดยไมไดร ับการประเมินจากผูสอนและไมมกี ารนําผลมาปรับปรุงพัฒนาเดก็ หรอื ปรบั ปรุงการสอนของผสู อน
ดงั นัน้ จงึ เปนแตการสะสมผลงานเทานัน้ เชนแฟม ผลงานขีดเขียน งานศิลปะ จะเปน เพียงแคแ ฟม ผลงานทไ่ี มมีการ
ประเมนิ แฟมผลงานน้จี ะเปนเคร่อื งมอื การประเมนิ ตอ เนอื่ งเม่ืองานทีส่ ะสมแตละชน้ิ ถูกใชใ นการบงบอกความกาวหนา
ความตองการของเดก็ และเปน การเก็บสะสมอยางตอ เน่ืองท่สี รางสรรคโ ดยผสู อนและเด็ก
ผสู อนสามารถใชแ ฟม ผลงานอยา งมคี ณุ คาสื่อสารกบั ผปู กครองเพราะการเก็บผลงานเดก็ อยา งตอเน่ืองและ
สมํ่าเสมอในแฟมผลงานเปน ขอมลู ใหผ ูปกครองสามารถเปรียบเทยี บความกา วหนาที่ลกู ของตนมเี พิ่มขน้ึ จากผลงานชิ้น
แรกกบั ช้ินตอๆมาขอมูลในแฟม ผลงานประกอบดว ย ตวั อยา งผลงานการเขยี ดเขียน การอาน และขอมูลบางประการ
ของเดก็ ทผี่ สู อนเปน ผูบนั ทึก เชน จํานวนเลมของหนงั สือทเ่ี ด็กอา น ความถขี่ องการเลือกอา นท่ีมุมหนงั สือในชวงเวลา
เลือกเสรี การเปล่ยี นแปลงอารมณ ทัศนคติ เปนตน ขอมูลเหลานจี้ ะสะทอ นภาพของความงอกงามในเด็กแตละคนได
ชดั เจนกวา การประเมนิ โดยการใหเ กรด ผสู อนจะตอ งช้ีแจงใหผ ูปกครองทราบถึงทมี่ าของการเลอื กชิน้ งานแตล ะชน้ิ งาน
ทส่ี ะสมในแฟมผลงาน เชน เปน ช้ินงานทีด่ ีทีส่ ดุ ในชว งระยะเวลาท่ีเลอื กชิน้ งานน้นั เปนชนิ้ งานทีแ่ สดงความตอเนอ่ื งของ
งานโครงการ ฯลฯ ผูสอนควรเชญิ ผูป กครองมามสี วนรวมในการคัดสรรช้นิ งานที่บรรจลุ งในแฟมผลงานของเดก็
๕. การประเมนิ การเจรญิ เติบโตของเดก็ ตวั ช้ีของการเจริญเตบิ โตในเดก็ ที่ใชทั่วๆไป ไดแ ก นาํ้ หนกั สวนสูง เสนรอบ
ศรี ษะ ฟน และการเจริญเติบโตของกระดกู แนวทางประเมินการเจรญิ เตบิ โต มดี งั นี้

๕.๑ การประเมนิ การเจริญเตบิ โต โดยการชงั่ นา้ํ หนกั และวัดสว นสงู เด็กแลว นําไปเปรียบเทียบกับเกณฑป กติใน
กราฟแสดงนํ้าหนกั ตามเกณฑอ ายกุ ระทรวงสาธารณสขุ ซงึ่ ใชสาํ หรับติดตามการเจรญิ เตบิ โตโดยรวม วิธีการใชก ราฟมี
ขั้นตอน ดังน้ี

เมอ่ื ช่งั น้ําหนกั เด็กแลว นําน้าํ หนกั มาจุดเคร่อื งหมายกากบาทลงบนกราฟ และอา นการเจรญิ เติบโตของเด็ก
โดยดเู คร่ืองหมายกากบาทวา อยใู นแถบสใี ด อานขอความบนแถบสนี ัน้ ซง่ึ แบงภาวะโภชนาการเปน ๓ กลมุ คือ น้ําหนัก
ทีอ่ ยูในเกณฑปกติ นํา้ หนกั มากเกนเกณฑ นํ้าหนกั นอยกวา เกณฑ ขอ ควรระวังสําหรับผูปกครองและผสู อนคือ ควรดแู ล
นา้ํ หนักเด็กอยา งใหแ บง เบนออกจากเสน ประเมินมิเชนน้นั เด็กมโี อกาสนํา้ หนกั มากเกินเกณฑห รือนา้ํ หนกั นอยกวาเกณฑ
ได

ขอควรคํานงึ ในการประเมนิ การเจรญิ เตบิ โตของเดก็
-เดก็ แตละคนมีความแตกตางกันในดานการเจริญเตบิ โต บางคนรปู รางอว น บางคนชวงคร่ึงหลงั ของ

ขวบปแรก นาํ้ หนักเด็กจะข้ึนชา เน่ืองจากหว งเลนมากขนึ้ และความอยากอาหารลดลง
รา งใหญ บางคนรางเล็ก

-ภาวะโภชนาการเปน ตวั สําคัญที่เกี่ยวขอ งกบั ขนาดของรปู ราง แตไมใ ชสาเหตเุ ดยี ว
-กรรมพันธุ เดก็ อาจมีรูปรา งเหมอื นพอ แมคนใดคนหนึ่ง ถา พอ หรอื แมเต้ีย ลกู อาจเต้ียและพวกนีอ้ าจมี
นา้ํ หนกั ต่าํ กวาเกณฑเฉลย่ี ไดแ ละมักจะเปนเดก็ ทท่ี านอาหารไดน อ ย
๕.๒ การตรวจสขุ ภาพอนามยั เปน ตวั ช้วี ดั คุณภาพของเด็ก โดยพิจารณาความสะอาดส่ิงปกติขอรา งกายทีจ่ ะ
สงผลตอ การดําเนนิ ชีวิตและการเจรญิ เติบโตของเดก็ ซึ่งจะประเมนิ สขุ ภาพอนามัย ๙ รายการคอื ผมและศีรษะ หแู ละ
ใบหู มอื และเล็บมอื เทา และเลบ็ เทา ปาก ลนิ้ และฟน จมกู ตา ผวิ หนงั และใบหนา และเสอื้ ผา

๒.๓ เกณฑก ารประเมินพัฒนาการ

การสรางเกณฑห รอื พฒั นาเกณฑห รือกําหนดเกณฑก ารประเมินพฒั นาการของเดก็ ปฐมวัย ผูสอนควรใหความ
สนใจในสวนทเ่ี ก่ียวขอ ดังนี้

๑. การวางแผนการสงั เกตพฤตกิ รรมของเด็กอยา งเปน ระบบ เชน จะสังเกตเด็กคนใดบางในแตละวนั กําหนด
พฤตกิ รรมท่สี งั เกตใหช ัดเจน จัดทาํ ตารางกาํ หนดการสังเกตเด็กเปน รายบุคคล รายกลุม ผสู อนตองเลือกสรรพฤติกรรมท่ี
ตรงกบั ระดับพัฒนาการของเด็กคนนั้นจริงๆ

๒. ในกรณที ีห่ องเรียนมนี กั เรียนจาํ นวนมาก ผสู อนอาจเลือกสงั เกตเฉพาะเดก็ ที่ทําไดด ีแลวและเด็กทีย่ งั ทําไมได
สวนเดก็ ปานกลางใหถือวา ทําไดไปตามกจิ กรรม

๓. ผสู อนตองสังเกตจากพฤตกิ รรม คาํ พดู การปฏิบัติตามขน้ั ตอนในระหวา งทาํ งาน/กจิ กรรม และคณุ ภาพของ
ผลงาน/ชิ้นงาน รองรอยท่ีนํามาใชพิจารณาตัดสินผลของการทาํ งานหรือการปฏบิ ตั ิ ตวั อยา งเชน

๑) เวลาทใ่ี ชในการทํากจิ กรรม/ทาํ งาน ถาเด็กไมชอบ ไมชํานาญจะใชเวลามาก มีทาทางอดิ ออด ไม
กลา ไมเต็มใจทํางาน

๒) ความตอ เนื่อง ถาเดก็ ยงั มีการหยุดชะงกั ลังเล ทาํ งานไมต อเน่อื ง แสดงวาเดก็ ยังไมชาํ นาญหรอื ยงั
ไมพ รอ ม

๓) ความสัมพนั ธ ถาการทํางาน/ปฏิบัตนิ ัน้ ๆมคี วามสมั พันธตอเน่อื ง ไมราบร่นื ทาทางมือและเทา ไม
สัมพันธก ัน แสดงวาเดก็ ยังไมช าํ นาญหรือยงั ไมพรอ ม ทาที่แสดงออกจึงไมสงางาม

๔) ความภมู ใิ จ ถาเดก็ ยงั ไมชืน่ ชม กจ็ ะทาํ งานเพียงใหแลว เสรจ็ อยางรวดเร็ว ไมม ีความภมู ิใจในการ
ทาํ งาน ผลงานจึงไมป ระณีต

๒.๓.๑ ระดับคุณภาพผลการประเมนิ พฒั นาการเดก็
การใหระดับคุณภาพผลการประเมนิ พฒั นาการของเด็กทงั้ ในระดับชน้ั เรียนและระดับสถานศกึ ษาควรกําหนด
ในทศิ ทางหรอื รปู แบบเดียวกัน สถานศึกษาสามารถใหระดับคณุ ภาพผลการประเมินพัฒนาการของเด็กท่ีสะทอ น
มาตรฐานคุณลกั ษณะที่พึงประสงค ตวั บง ช้ี สภาพที่พงึ ประสงค หรอื พฤตกิ รรมท่จี ะประเมิน เปน ระบบตวั เลข เชน ๑
หรือ ๒ หรอื ๓ หรือเปนระบบทีใ่ ชคําสําคญั เชน ดี พอดี หรอื ควรสง เสริม ตามท่สี ถานศกึ ษากาํ หนด ตวั อยา งเชน

ระบบตวั เลข ระบบท่ใี ชค ําสําคญั
๓ ดี
๒ พอใช
๑ ควรสง เสริม
สถานศกึ ษาอาจกาํ หนดระดับคุณภาพของการแสดงออกในพฤติกรรม เปน ๓ ระดับ ดงั น้ี
ระดับคณุ ภาพ ระบบทีใ่ ชค ําสําคัญ
๑ หรอื ควรสงเสริม เด็กมคี วามลังเล ไมแนใจ ไมย อมปฏบิ ัติกิจกรรม ทงั้ น้ี เนอื่ งจากเดก็ ยงั ไมพ รอ ม ยงั
ม่ันใจ และกลัวไมปลอดภยั ผูสอนตองย่ัวยหุ รอื แสดงใหเหน็ เปนตัวอยางหรือตอ ง
คอยอยูใกลๆ คอ ยๆใหเด็กทาํ ทลี ะข้ันตอน พรอมตองใหก ําลงั ใจ
๒ หรอื พอใช เด็กแสดงไดเ อง แตยังไมคลอง เด็กกลา ทํามากข้นึ ผูสอนกระตนุ นอยลง ผูส อนตอง
คอยแกไขในบางครง้ั หรือคอยใหก าํ ลังใจใหเดก็ ฝกปฏบิ ัติมากขึ้น
๓ หรือ ดี เด็กแสดงไดอ ยา งชํานาญ คลอ งแคลว และภมู ิใจ เด็กจะแสดงไดเ องโดยไมต อ ง
กระตุน มคี วามสัมพนั ธทีด่ ี
ตัวอยางคําอธบิ ายคุณภาพ
พฒั นาการดานรา งกาย : สุขภาพอนามยั พฒั นาการดา นรางกาย : กระโดดเทาเดยี ว
ระดบั คณุ ภาพ คําอธบิ ายคุณภาพ ระดบั คณุ ภาพ คาํ อธบิ ายคุณภาพ
๑หรือ ควรสง เสริม สง เสริมความสะอาด ๑หรือ ควรสงเสริม ทาํ ไดแ ตไ มถ กู ตอ ง
๒ หรอื พอใช สะอาดพอใช ๒ หรอื พอใช ทาํ ไดถ กู ตอ ง แตไ มค ลอ งแคลว
๓ หรอื ดี สะอาด ๓ หรอื ดี ทําไดถ กู ตอ ง และคลองแคลว
พัฒนาการดานอารมณ : ประหยัด
ระดบั คุณภาพ คําอธบิ ายคุณภาพ
๑หรือ ควรสงเสรมิ ใชสิ่งของเครอ่ื งใชเกนิ ความจําเปน
๒ หรือ พอใช ใชส่ิงของเครื่องใชอยา งประหยดั เปนบางครง้ั
๓ หรือ ดี ใชสิ่งของเครื่องใชอ ยา งประหยัดตามความจําเปน ทุกครั้ง
พัฒนาการดานสงั คม : ปฏบิ ตั ิตามขอตกลง
ระดบั คณุ ภาพ คาํ อธบิ ายคุณภาพ
๑หรือ ควรสง เสริม ไมปฏิบัติตามขอ ตกลง
๒ หรือ พอใช ปฏบิ ัตติ ามขอ ตกลง โดยมีผชู ีน้ าํ หรือกระตนุ
๓ หรือ ดี ปฏบิ ตั ิตามขอ ตกลงไดดว ยตนเอง
พัฒนาการดานสติปญ ญา : เขียนช่อื ตนเองตามแบบ
ระดบั คณุ ภาพ คาํ อธบิ ายคุณภาพ
๑หรอื ควรสง เสริม เขยี นช่ือตนเองไมไ ด หรอื เขียนเปน สัญลกั ษณท ่ีไมเ ปนตัวอักษร
๒ หรอื พอใช เขยี นชอ่ื ตนเองได มีอกั ษรบางตวั กลับหัว กลับดา นหรือสลบั ท่ี
๓ หรือ ดี เขียนชอ่ื เองได ตัวอกั ษรไมก ลับหวั ไมก ลับดา นไมส ลบั ที่
๒.๓.๒ การสรุปผลการประเมนิ พัฒนาการเด็ก
หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช... กาํ หนดเวลาเรยี นสําหรับเด็กปฐมวัยตอปการศึกษาไมน อยกวา ๑๘๐
วนั สถานศึกษาจึงควรบรหิ ารจัดการเวลาทไี่ ดรับนใี้ หเกดิ ประโยชนสงู สดุ ตอ การพัฒนาเดก็ อยา งรอบดานและสมดุล
ผสู อนควรมเี วลาในการพัฒนาเดก็ และเตมิ เตม็ ศักยภาพของแด็ก เพื่อใหการจดั ประสบการณก ารเรียนรมู ปี ระสทิ ธภิ าพ
ผสู อนตอ งตรวจสอบพฤติกรรมที่แสดงพัฒนาการของเดก็ ตอ เนอื่ งมีการประเมินซ้ําพฤติกรรมน้นั ๆอยา งนอย ๑ ครง้ั ตอ
ภาคเรียน เพอ่ื ยนื ยันความเชอ่ื มน่ั ของผลการประเมนิ พฤตกิ รรมนน้ั ๆ และนาํ ผลไปเปน ขอ มลู ในการสรุปการประเมิน

สภาพทพี่ ึงประสงคข องเดก็ ในแตละสภาพที่พึงประสงค นําไปสรุปการประเมินตวั บง ช้ีและมาตรฐานคุณลกั ษณะท่พี งึ
ประสงคต ามลาํ ดับ

อน่ึง การสรุประดบั คณุ ภาพของการประเมินพฒั นาการเดก็ วิธีการทางสถิติท่เี หมาะสมและสะดวกไมยุง ยาก
สําหรบั ผูสอน คอื การใชฐ านนิยม (Mode) ในบางครั้งพฤติกรรม หรอื สภาพท่ีพึงประสงคห รือตัวบง ช้ีนยิ มมากวา ๑
ฐานนิยม ใหอยูในดลุ ยพินจิ ของสถานศึกษา กลาวคอื เมื่อมรี ะดบั คุณภาพซํ้ามากกวา ๑ ระดับ สถานศกึ ษาอาจตัดสนิ
สรปุ ผลการประเมินพฒั นาการบนพื้นฐาน หลักพัฒนาการและการเตรียมความพรอ ม หากเปนภาคเรียนที่ ๑
สถานศกึ ษาควรเลือกตัดสนิ ใจใชฐ านนยิ มท่ีมีระดบั คุณภาพต่ํากวาเพื่อใชเปน ขอมูลในการพัฒนาเด็กใหพ รอมมากขึ้น
หากเปน ภาคเรยี นที่ ๒ สถานศึกษาควรเลือกตดั สินใจใชฐานนยิ มทม่ี รี ะดบั คุณภาพสงู กวาเพือ่ ตัดสนิ และการสงตอเด็กใน
ระดบั ชั้นทสี่ งู ขน้ึ

๒.๓.๓ การเลื่อนช้นั อนุบาลและเกณฑการจบการศึกษาระดบั ปฐมวยั
เม่ือส้ินปการศึกษา เด็กจะไดร บั การเลอื่ นชั้นโดยเด็กตอ งไดร ับการประเมนิ มาตรฐานคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค
ทงั้ ๑๒ ขอ ตามหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัย เพ่ือเปนขอ มูลในการสง ตอยอดการพัฒนาใหกับเดก็ ในระดบั สงู ขนึ้ ตอไป
และเนอื่ งจากการศกึ ษาระดับอนุบาลเปน การจัดการศึกษาขน้ั พน้ื ฐานทีไ่ มน ับเปนการศึกษาภาคบังคับ จงึ ไมม กี าร
กาํ หนดเกณฑก ารจบชนั้ อนุบาล การเทยี บโนการเรยี น และเกณฑการเรียนซํา้ ชนั้ และหากเด็กมแี นวโนมวาจะมปี ญหา
ตอการเรยี นรูใ นระดบั ทีส่ งู ข้ึน สถานศกึ ษาอาจต้งั คณะกรรมการเพือ่ พจิ ารณาปญ หา และประสานกับหนว ยงานที่
เก่ียวของในการใหความชว ยเหลอื เชน เจา หนาท่ีสาธารณสุขสง เสริมตาํ บล นกั จติ วทิ ยา ฯลฯ เขารวมดาํ เนินงาน
แกปญ หาได
อยางไรก็ตาม ทักษะท่ีนาํ ไปสูความพรอ มในการเรยี นรูทีส่ ามารถใชเ ปนรอยเชื่อมตอระหวา งชัน้ อนบุ าลกับช้นั
ประถมศึกษาปที่ ๑ ทคี่ วรพิจารณามีทกั ษะดงั นี้
๑. ทักษะการชวยเหลือตนเอง ไดแก ใชห องนาํ้ หองสว มไดดว ยตนเอง แตง กายไดเอง เกบ็ ของเขา ที่เม่อื เลน
เสรจ็ และชวยทาํ ความสะอาด รจู ักรองขอใหชวยเม่อื จําเปน
๒. ทักษะการใชกลา มเนื้อใหญ ไดแก วิ่งไดอ ยางราบร่ืน ว่งิ กาวกระโดดได กระดว ยสองขาพน จากพ้นื ถือจับ
ขวา ง กระดอนลูกบอลได
๓. ทกั ษะการใชกลา มเนือ้ เลก็ ไดแ ก ใชม อื หยิบจับอปุ กรณว าดภาพและเขยี น วาดภาพคนมีแขน ขา และสว น
ตางๆของรางกาย ตดั ตามรอยเสน และรปู ตางๆ เขียนตามแบบอยา งได
๔. ทักษะภาษาการรหู นงั สอื ไดแ ก พดู ใหผ ูอืน่ เขาใจได ฟงและปฏิบตั ติ ามคําชี้แจงงงายๆ ฟง เร่อื งราวและคาํ
คลองจองตา งๆอยา งสนใจ เขารวมฟง สนทนาอภิปรายในเรอ่ื งตางๆ รูจักผลดั กนั พูดโตต อบ เลาเรอ่ื งและทบทวน
เรื่องราวหรอื ประสบการณต างๆ ตามลาํ ดบั เหตุการณเ ลา เรอื่ งจากหนังสอื ภาพอยา งเปนเหตุเปนผล อา นหรือจดจําคํา
บางคําท่มี ีความหมายตอตนเอง เขียนชื่อตนเองได เขยี นคําท่ีมีความหมายตอ ตนเอง
๕. ทกั ษะการคดิ ไดแ ก แลกเปลีย่ นความคิดและใหเหตผุ ลได จดจําภาพและวัสดทุ ่ีเหมือนและตางกันได ใชค าํ
ใหมๆในการแสดงความคดิ ความรูสกึ ถามและตอบคาํ ถามเกี่ยวกบั เรอ่ื งทฟี่ งเปรียบเทียบจํานวนของวตั ถุ ๒ กลุม โดย
ใชค ํา “มากกวา ” “นอยกวา ” “เทา กนั ” อธิบายเหตุการณ/ เวลา ตามลําดับอยางถูกตอง รูจ กั เชอ่ื มโยงเวลากบั กิจวัตร
ประจําวนั
๖. ทกั ษะทางสังคมและอารมณ ไดแ ก ปรับตัวตามสภาพการณ ใชค ําพดู เพ่อื แกไ ขขอ ขดั แยง น่งั ไดน าน ๕-๑๐
นาที เพื่อฟง เรอ่ื งราวหรือทาํ กจิ กรรม ทํางานจนสาํ เรจ็ รวมมือกับคนอนื่ และรจู ักผลัดกันเลน ควบคุมอารมณตนเองได
เมื่อกังวลหรือตืน่ เตน หยุดเลนและทําในสงิ่ ที่ผใู หญต องการใหทาํ ได ภมู ิใจในความสาํ เรจ็ ของตนเอง

๓. การรายงานผลการประเมินพฒั นาการ

การรายงานผลการประเมินพฒั นาการเปน การสอื่ สารใหพอแม ผูปกครองไดรบั ทราบความกาวหนาในการ
เรยี นรูของเดก็ ซง่ึ สถานศึกษาตอ งสรปุ ผลการประเมนิ พัฒนาการ และจดั ทาํ เอกสารรายงานใหผ ูปกครองทราบเปน
ระยะๆ หรอื อยา งนอยภาคเรียนละ ๑ ครงั้

การรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการสามารถรายงานเปน ระดบั คุณภาพท่แี ตกตางไปตามพฤตกิ รรมที่
แสดงออกถึงพัฒนาการแตล ะดาน ทส่ี ะทอ นมาตรฐานคุณลกั ษณะที่พงึ ประสงคทง้ั ๑๒ ขอ ตามหลักสตู รการศึกษา
ปฐมวยั

๓.๑ จุดมุง หมายการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ
๑) เพือ่ ใหผูเก่ียวขอ ง พอ แม และผูปกครองใชเ ปนขอ มูลในการปรบั ปรุงแกไข สง เสริม และ

พัฒนาการเรยี นรูข องเดก็
๒) เพอื่ ใหผ ูสอนใชเปนขอ มูลในการวางแผนการจัดประสบการณก ารเรยี นรู
๓) เพอื่ เปน ขอ มูลสาํ หรบั สถานศึกษา เขตพ้ืนทีก่ ารศกึ ษา และหนวยงานตนสงั กัดใชประกอบในการ

กาํ หนดนโยบายวางแผนในการพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษา
๓.๒ ขอมูลในการรายงานผลการประเมนิ พฒั นาการ
๓.๒.๑ ขอมูลระดบั ชน้ั เรยี น ประกอบดว ย เวลาเรียนแบบบันทึกการประเมนิ พัฒนาการตามหนว ย

การจดั ประสบการณ สมุดบนั ทึกผลการประเมนิ พฒั นาการประจําชั้น และสมดุ รายงานประจําตวั นกั เรยี น และสาร
นทิ ศั นทสี่ ะทอ นการเรียนรูของเดก็ เปน ขอ มลู สําหรบั รายงานใหผมู ีสว นเก่ียวของ ไดแก ผบู ริหารสถานศกึ ษา ผูสอน
และผูป กครอง ไดร บั ทราบความกา วหนา ความสําเรจ็ ในการเรยี นรูของเดก็ เพื่อนําไปในการวางแผนกําหนดเปา หมาย
และวิธีการในการพฒั นาเดก็

๓.๒.๒ ขอมูลระดบั สถานศกึ ษา ประกอบดวย ผลการประเมนิ มาตรฐานคุณลักษณะที่พงึ ประสงคท ัง้
๑๒ ขอตามหลกั สูตร เพ่ือใชเปน ขอ มูลและสารสนเทศในการพฒั นาการจดั ประสบการณก ารเรยี นการสอนและคุณภาพ
ของเด็ก ใหเปนไปตามมาตรฐานคุณลักษณะทพี่ งึ ประสงคแ ละแจงใหผปู กครอง และผเู ก่ียวขอ งไดรบั ทราบขอมูล โดยผู
มีหนาที่รับผิดชอบแตละฝายนําไปปรบั ปรงุ แกไ ขและพัฒนาเด็กใหเ กิดพฒั นาการอยา งถกู ตอ ง เหมาะสม รวมท้งั นาํ ไป
จดั ทําเอกสารหลักฐานแสดงพฒั นาการของผเู รียน

๓.๒.๓ ขอมลู ระดับเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษา ไดแ ก ผลการประเมนิ มาตรฐานคณุ ลกั ษณะทพี่ งึ ประสงคท ัง้
๑๒ ขอ ตามหลักสตู รเปนรายสถานศึกษา เพอ่ื เปนขอมลู ท่ีศกึ ษานเิ ทศก/ ผเู กยี่ วขอ งใชวางแผนและดาํ เนนิ การพฒั นา
คณุ ภาพการศึกษาปฐมวัยของสถานศึกษาในเขตพ้ืนที่การศึกษา เพอ่ื ใหเกิดการยกระดบั คุณภาพเดก็ และมาตรฐาน
การศึกษา

๓.๓ ลกั ษณะขอ มลู สาํ หรับการรายงานผลการประเมินพัฒนาการ
การรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการ สถานศกึ ษาสามารถเลือกลกั ษณะขอ มูลสําหรบั การรายงานไดหลาย
รูปแบบใหเหมาะสมกับวิธีการรายงานและสอดคลองกับการใหระดบั ผลการประเมินพัฒนาการโดยคาํ นงึ ถึง
ประสิทธิภาพของการรายงานและการนําขอ มูลไปใชประโยชนข องผูรายงานแตล ะฝา ยลักษณะขอ มูลมีรูปแบบ ดังนี้

๓.๓.๑ รายงานเปนตัวเลข หรอื คาํ ท่ีเปน ตัวแทนระดับคุณภาพพฒั นาการของเด็กทีเ่ กดิ จากการ
ประมวลผล สรปุ ตัดสินขอมลู ผลการประเมนิ พัฒนาการของเด็ก ไดแ ก

- ระดับผลการประเมินพฒั นาการมี ๓ ระดับ คือ ๓ ๒ ๑
- ผลการประเมนิ คณุ ภาพ “ด”ี “พอใช” และ “ควรสง เสรมิ ”
๓.๓.๒ รายงานโดยใชสถิติ เปนรายงานจากขอมูลทเี่ ปนตวั เลข หรอื ขอความใหเปน ภาพแผนภมู หิ รอื
เสนพฒั นาการ ซง่ึ จะแสดงใหเห็นพัฒนาการความกา วหนา ของเด็กวาดีขึ้น หรือควรไดรบั การพฒั นาอยางไร เม่อื เวลา
เปลี่ยนแปลงไป
๓.๓.๓ รายงานเปน ขอ ความ เปนการบรรยายพฤตกิ รรมหรือคณุ ภาพทผ่ี ูสอนสงั เกตพบ เพื่อรายงาน
ใหท ราบวาผเู กยี่ วขอ ง พอ แม และผปู กครองทราบวา เด็กมคี วามสามารถ มพี ฤตกิ รรมตามคุณลกั ษณะท่พี งึ ประสงคตาม
หลกั สตู รอยางไร เชน
- เด็กรบั ลูกบอลท่ีกระดอนจากพน้ื ดว ยมือท้ัง ๒ ขางไดโ ดยไมใชล ําตวั ชวยและลกู บอลไมต กพน้ื
- เดก็ แสดงสีหนา ทา ทางสนใจ และมีความสุขขณะทํางานทุกชว งกิจกรรม
- เด็กเลนและทํางานคนเดยี วเปน สวนใหญ

- เด็กจับหนงั สอื ไมกลับหัว เปด และทําทา ทางอา นหนงั สอื และเลาเรอ่ื งได
๓.๔ เปาหมายของการรายงาน
การดาํ เนนิ การจัดการศึกษาปฐมวยั ประกอบดว ย บุคลากรหลายฝายรวมมือประสานงานกันพฒั นา
เดก็ ทางตรงและทางออม ใหมพี ฒั นาการ ทกั ษะ ความสามารถ คุณธรรม จรยิ ธรรม คานิยมและคุณลกั ษณะท่ีพึง
ประสงคโดยผมู สี วนรว มเกี่ยวของควรไดร ับการายงานผลการประเมินพฒั นาการของเด็กเพ่อื ใชเปนขอมลู ในการ
ดาํ เนินงาน ดงั นี้
กลุมเปา หมาย การใชขอมลู
ผูสอน -วางแผนและดําเนนิ การปรับปรุงแกไ ขและพฒั นาเด็ก
-ปรับปรงุ แกไขและพฒั นาการจัดการเรยี นรู
ผบู ริหารสถานศกึ ษา -สง เสริมพฒั นากระบวนการจัดการเรียนรรู ะดบั ปฐมวยั ของสถานศกึ ษา
พอ แม และผปู กครอง -รบั ทราบผลการประเมนิ พัฒนาการของเดก็
-ปรบั ปรุงแกไขและพัฒนาการเรียนรขู องเดก็ รวมท้ังการดูแลสุขภาพอนามัยรา งกาย
อารมณ จติ ใจ สงั คม และพฤติกรรมตางๆของเดก็
คณะกรรมการสถานศกึ ษา -พัฒนาแนวทางการจัดการศึกษาปฐมวัยสถานศกึ ษา
ข้นั พ้นื ฐาน
สาํ นักงานเขตพนื้ ท่ี -ยกระดับและพัฒนาคุณภาพการศึกษาปฐมวยั ของสถานศกึ ษาในเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
การศึกษา/หนวยงานตน นิเทศ กาํ กบั ติดตาม ประเมินผลและใหค วามชว ยเหลอื การพฒั นาคุณภาพการศึกษา
สังกดั ปฐมวยั ของสถานศึกษาในสงั กัด
๓.๕ วิธีการรายงานผลการประเมนิ พฒั นาการ
การรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการใหผ ูเกย่ี วของรับทราบ สามารถดาํ เนนิ การ ไดดังนี้
๓.๕.๑ การรายงานผลการประเมินพัฒนาการในดอกสารหลักฐานการศึกษา ขอ มูลจากแบบ
รายงาน สามารถใชอางอิง ตรวจสอบ และรับรองผลพัฒนาการของเดก็ เชน
- แบบบนั ทึกผลการประเมินพัฒนาการประจาํ ชั้น
- แฟม สะสมงานของเดก็ รายบคุ คล
-สมดุ รายงานประจําตัวนกั เรยี น
-สมุดบนั ทกึ สุขภาพเด็ก
ฯลฯ
๓.๕.๒ การรายงานคณุ ภาพการศกึ ษาปฐมวยั ใหผเู ก่ียวขอ งทราบ สามารถรายงานไดหลายวิธี เช
- รายงานคุณภาพการศึกษาปฐมวยั ประจําป
- วารสาร/จลุ สารของสถานศกึ ษา
-จดหมายสว นตัว
-การใหคาํ ปรึกษา
-การใหพบครทู ่ีปรกึ ษาหรือการประชมุ เครือขา ยผูปกครอง
- การใหขอ มูลทางอนิ เตอรเ น็ตผานเว็ปไซตข องสถานศึกษา

ภารกจิ ของผูส อนในการประเมนิ พัฒนาการ

การประเมินพัฒนาการตามหลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั ท่มี ีคุณภาพและประสิทธิภาพนั้น เกิดขนึ้ ในหองเรียน
และระหวา งการจดั กิจกรรมประจาํ วันและกิจวัตรประจาํ วนั ผูสอนตอ งไมแยกการประเมินพฒั นาการออกจากการจัด
ประสบการณตามตารางประจําวัน ควรมีลักษณะการประเมินพฒั นาการในช้ันเรียน (Classroom Assessment) ซง่ึ
หมายถงึ กระบวนการและการสังเกต การบันทึกและรวบรวมขอมูลจากการปฏิบัติกิจวตั รประจาํ วัน/กจิ กรรมประจําวัน
ตามสภาพจริง (Authentic Assessment) ผูสอนควรจัดทําขอมูลหลกั ฐานหรือเอกสารอยางเปน ระบบ เพ่ือเปน
หลักฐานแสดงใหเ หน็ รองรอยของการเจรญิ เติบโตพฒั นาการและการเรียนรขู องเดก็ ปฐมวยั แลว นํามาวเิ คราะห ตีความ
บันทึกขอ มูลทีไ่ ดจ ากการประเมนิ พัฒนาการวา เด็กรูอะไร สามารถทาํ อะไรได และจะทาํ ตอไปอยา งไร ดว ยวิธีการและ
เคร่อื งมอื ทห่ี ลากหลายท้งั ท่ีเปน ทางการและไมเปนทางการ ท้งั น้ันการดําเนินการดังกลา วเกดิ ขึ้นตลอดระยะเวลาของ
การปฏบิ ตั กิ ิจวตั รประจาํ วนั /กจิ กรรมประจําวนั และการจดั ประสบการณเ รียนรู

ดงั นนั้ ขอ มูลที่เกดิ จากการประเมนิ ที่มีคุณภาพเทาน้ัน จึงสามารถนาํ ไปใชประโยชน ตรงตามเปาหมาย ผูสอน
จาํ เปนตอ งมคี วามรูความเขาใจอยางถองแทใ นหลักการ แนวคดิ วธิ ดี ําเนินงานในสว นตางๆท่ีเกย่ี วขอ งกบั หลักสูตรการ
จัดประสบการเรียนรู เพ่อื สามารถนาํ ไปใชในการวางแผนและออกแบบการประเมินพฒั นาการไดอยา งมีประสทิ ธภิ าพ
บนพ้นื ฐานการประเมนิ พฒั นาการในชนั้ เรียนที่มคี วามถกู ตอ ง ยตุ ธิ รรม เช่อื ถอื ได มีความสมบรู ณ ครอบคลมุ ตาม
จุดหมายของหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวยั สะทอ นผลและสภาพความสําเรจ็ เมือ่ เปรียบเทยี บกับเปา หมายของการ
ดาํ เนินการจัดการศึกษาปฐมวยั ทงั้ ในระดับนโยบาย ระดบั ปฏิบัติการ และผมู ีสว นเกยี่ วของตอไป
๑. ขั้นตอนการประเมินพฒั นาการเดก็ ปฐมวยั

การประเมินพฒั นาการเด็กของผสู อนระดบั ปฐมวยั จะมีข้ันตอนสําคัญๆคลายคลึงกับการประเมินการศกึ ษา
ทว่ั ไป ข้ันตอนตา งๆอาจปรับลด หรือเพิ่มไดตามความเหมาะสมกบั บรบิ ทของสถานศกึ ษาและสอดคลองกบั การจัด
ประสบการณ หรอื อาจสลับลาํ ดบั กอ นหลังไดบ าง ขั้นการประเมนิ พัฒนาการเด็กปฐมวยั โดยสรปุ ควรมี ๖ ข้ันตอน ดังนี้

ขนั้ ตอนท่ี ๑ การวิเคราะหม าตรฐานคุณลกั ษณะที่พงึ ประสงค ตัวบง ชี้ และสภาพท่ีพึงประสงค ตวั บงช้ี และ
สภาพท่พี งึ ประสงคท่สี มั พันธกบั หนวยการจัดประสบการณตางๆ อันจะเปนประโยชนใ นการดําเนินงานการประเมิน
พัฒนาการอยางเปน ระบบและครอบคลุมทว่ั ถึง

ขน้ั ตอนท่ี ๒ การกาํ หนดสิ่งที่จะประเมินและวิธกี ารประเมนิ ในขนั้ ตอนนีส้ ่งิ ท่ผี สู อนตองทาํ คอื การกําหนดการ
ประเดน็ การประเมิน ไดแ ก สภาพทพ่ี งึ ประสงคใ นแตละวัยของเด็กที่เกดิ จากกาจัดประสบการณในแต การจัด
ประสบการณ มากําหนดเปน จดุ ประสงคการเรยี นรขู องหนวยการเรียนรู จดุ ประสงคยอ ยของกิจกรรมตามตาราง
ประจาํ วัน ๖กจิ กรรมหลัก หรอื ตามรูปแบบการจัดประสบการณท ีก่ าํ หนด ผูสอนตองวางแผนและออกแบบวิธีการ
ประเมนิ ใหเ หมาะสมกบั กจิ กรรม บางครง้ั อาจใชการสังเกตพฤตกิ รรม การประเมนิ ผลงาน/ชนิ้ งาน การพดู คุยหรือ
สัมภาษณเ ด็ก เปนตน ทง้ั นีว้ ิธีการทผี่ สู อนเลือกใชตองมีความหมายหลากหลาย หรือมากวา ๒ วธิ ีการ

ขน้ั ตอนที่ ๓ การสรางเครื่องมอื และเกณฑก ารประเมนิ ในขัน้ ตอนนี้ ผสู อนจะตองกาํ หนดเกณฑก าร ประเมนิ
พัฒนาการใหสอดคลองกับพฤตกิ รรมทจ่ี ะประเมินในข้นั ตอนท่ี ๒ อาจใชแ นวทางการกําหนดเกณฑท่ี กลาวมาแลว
ขา งตน ในสวนที่ ๒ เปน เกณฑการประเมนิ แยกสวนของแตละพฤตกิ รรมและเกณฑสรุปผลการ ประเมิน พรอมกบั จัดทํา
แบบบันทึกผลการสังเกตพฤติกรรมตามสภาพทพี่ ึงประสงคข องแตล ะหนว ยการจดั ประสบการณน ้ันๆ

ขน้ั ตอนท่ี ๔ การดาํ เนินการเก็บรวบรวมขอ มูล เปนขน้ั ตอนทีผ่ สู อนออกแบบ/วางแผนและทาํ การสงั เกต
พฤตกิ รรมของเด็กเปน รายบุคคล รายกลุม การพดู คยุ หรอื การสมั ภาษณเดก็ หรอื การประเมนิ ผลงาน/ชนิ้ งานของเด็ก
อยา งเปน ระบบ เพื่อรวบรวมขอ มลู พฒั นาการของเด็กใหท ัว่ ถึงครบทกุ คน สอดคลอ งและตรงประเดน็ การประเมนิ ท่ี
วางแผนไวในขนั้ ตอนท่ี ๔ บันทกึ ลงในเครอ่ื งมือที่ผูสอนพฒั นาหรือจดั เตรยี มไว

การบันทกึ ผลการประเมนิ พัฒนาการตามสภาพท่ีพึงประสงคของแตละหนวยการจดั ประสบการณนน้ั ผสู อน
เปนผปู ระเมินเด็กเปน รายบคุ คลหรือรายกลมุ อาจใหร ะดับคุณภาพ ๓ หรอื ๒ หรอื ๑ หรือใหคําสําคญั
ท่เี ปนคณุ ภาพ เชน ดี พอใช ควรสง เสรมิ ก็ได ทั้งน้ีควรเปน ระบบเดยี วกันเพอ่ื สะดวกในการวิเคราะหขอมลู และแปลผล
การประเมินพฒั นาการเดก็ ในระยะตน ควรเปนการประเมินเพอื่ ความกา วหนาไมค วรเปนการประเมนิ เพ่อื ตัดส้ิน

พฒั นาการเด็ก หากผลการประเมินพบวา เด็กอยใู นระดับ ๑ พฤตกิ รรมหนึ่งพฤติกรรมใดผูสอนตองทําความเขา ใจวา
เดก็ คนน้ันมพี ัฒนาการเรว็ หรือชา ผูสอนจะตอ งจัดประสบการณส งเสรมิ ในหนว ยการจัดประสบการณต อ ไปอยา งไร
ดังนัน้ การเก็บรวบรวมขอ มูลผลการประเมินพฒั นาการในแตละหนวยการจดั ประสบการณของผสู อน จงึ เปน การสะสม
หรือรวบรวมขอมลู ผลการประเมินพัฒนาการของเด็กรายบคุ คล หรือรายกลุม นน่ั เอง เมื่อผูสอนจัดประสบการณครบทุก
หนว ยการจัดประสบการณต ามที่วเิ คราะหสาระการเรยี นรูรายปข องแตละภาคเรยี น

ขนั้ ตอนท่ี ๕ การวิเคราะหขอ มูลและแปลผล ในข้ันตอนน้ี ผูสอนท่เี ปน ผูป ระเมิน ควรดาํ เนินดาร ดงั น้ี
๑) การวิเคราะหและแปลผลการประเมนิ พัฒนาการเมอื่ ส้ินสุดหนว ยการจัดประสบการณ ผูสอนจะ

บันทึกผลการประเมนิ พัฒนาการของเดก็ ลงในแบบบนั ทกึ ผลการสังเกตพฤตกิ รรมตามสภาพท่พี งึ ประสงคของหนว ยการ
จดั ประสบการณห นวยที ๑ จนถึงหนวยสุดทายของภาคเรียน

๒) การวเิ คราะหและแปลผลการประเมินประจําภาคเรียนหรอื ภาคเรยี นท่ี ๒ เม่ือสิ้นปการศึกษา
ผสู อนจะนาํ ผลการประเมนิ พฒั นาการสะสมที่รวบรวมไวจากทกุ หนว ยการเรยี นรสู รุปลงในสมดุ บนั ทกึ ผลประเมิน
พัฒนาการประจาํ ชน้ั และสรปุ ผลพฒั นาการรายดานทง้ั ช้ันเรียน

ข้นั ตอนที่ ๖ การสรปุ รายงานผลและการนําขอมูลไปใช เปนขัน้ ตอนท่ผี ูสอนซ่ึงเปนครปู ระจําชั้นจะสรุปผลเพอ่ื
ตัดสินพฒั นาการของเดก็ ปฐมวัยเปนรายตวั บงชี้รายมาตรฐานและพฒั นาการทงั้ ๔ ดา น เพ่อื นําเสนอผูบ รหิ าร
สถานศกึ ษาอนมุ ตั ิการตัดสนิ และแจง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พรอมกับครูประจําชน้ั จะจัดทํารายงานผล
การประเมนิ ประจาํ ตัวนกั เรยี น นําขอ มลู ไปใชสรุปผลการประเมินคณุ ภาพเด็ก ของระบบประกันคุณภาพภายในของ
สถานศกึ ษาเมอ่ื สิ้นภาคเรยี นที่ ๒ หรอื เม่ือสิ้นปการศึกษา

รายละเอยี ดการดําเนนิ งานแตละข้ันตอน มีดงั นี้
ข้ันตอนท่ี ๑ การวิเคราะหม าตรฐาน ตัวบงชี้ และสภาพท่พี งึ ประสงคตามหลักสตู รสถานศึกษา โดยนาํ ขอ มลู จากการ
วิเคราะหการเรยี นรูรายปใ นหลักสตู รสถานศึกษาปฐมวัยมาตรวจสอบความถ่ีของตวั บงช้ี และสภาพที่พงึ ประสงคว า เกดิ
ขึ้นกบั เดก็ ตามหนว ยการจัดประสบการณเ รยี นรูใ ดบาง

ขัน้ ตอนท่ี ๑.๑ การวเิ คราะหสาระการเรียนรูรายปของโรงเรยี น
ข้ันตอนที่ ๑.๒ ตรวจสอบความถี่เพ่อื ตรวจสอบจํานวนคร้งั ของตัวบง ช้ี สภาพท่ีพงึ ประสงคว า วางแผนใหเ กิด
พัฒนาการในหนวยการจัดประสบการณการเรียนรูใ ดบางจากหลกั สตู รสถานศกึ ษา
ขั้นตอนท่ี ๒ กําหนดสิง่ ที่ประเมินและวธิ ีการประเมิน โดยกาํ หนดสภาพทพี่ งึ ประสงคท ี่วิเคราะหไวใ นขั้นตอนท่ี
๑.๒ มากําหนดจดุ ประสงคการเรียนรูใน ๖ กิจกรรมหลัก

๒.๑ การเขยี นหรือกาํ หนดจุดประสงคก ารเรียนของหนว ยการจัดประสบการณ
๒.๒ การวางแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู
ข้นั ตอนท่ี ๓ การสรา งเครอ่ื งมอื และเกณฑก ารประเมนิ ผูสอนจะตองกําหนดเกณฑก ารประเมนิ พฒั นาการเด็ก
ใหส อดคลอ งกับพฤตกิ รรมที่จะประเมินตามแผนการจัดกิจกรรม พรอมทําเกณฑการประเมินและสรุปผลการประเมิน
พรอมจดั ทําแบบบันทึกผลหลงั สอนประจําหนวยการจดั ประสบการณ
ข้ันตอนท่ี ๔ การดาํ เนินการเปนการรวบรวมขอ มลู ข้ันตอนน้ี ผสู อนท่ีทําหนา ที่เปน ผูประเมนิ โดยการสงั เกต
พฤตกิ รรมของเดก็ รายบุคคล รายกลมุ การพูดคุยหรือสมั ภาษณเดก็ หรอื การประเมินผลงานชนิ้ งานของเด็กอยางเปน
ระบบ ไปพรอ มๆกับกิจกรรมใหเดก็ เพ่อื รวบรวมขอ มูลพัฒนาการของเดก็ ทกุ คน และบนั ทึกลงแบบบันทกึ ผลหลังสอน
ประจําหนวยการจดั ประสบการณ ทีจ่ ดั เตรียมไว
ขน้ั ตอนท่ี ๕ การวิเคราะหข อมลู และแปลผลเมือ่ สิ้นสดุ หนวยการจดั ประสบการณ ผูสอนจะตรวจสอบความ
ครบถว น สมบูรณของผลการประเมินในแบบบนั ทึกผลการประเมนิ พฒั นาการของเด็กหลังการจัดประสบการณลงใน
แบบบนั ทกึ ผลหลังการจดั ประสบการณประจาํ หนวยการจดั ประสบการณ และเก็บสะสมเพอ่ื นําไดส รปุ ผลในการตัดสนิ
พฒั นาการเด็กในภาพรวมเม่ือสิน้ ปการศกึ ษา โดยผสู อนจะนําผลการประเมนิ พฒั นาสะสมทร่ี วบรวมไวท ุกหนวยการ
เรียนรู มาสรปุ ลงในสมดุ บนั ทึกผลการประเมนิ พัฒนาการประจําช้ันและสรปุ ผลพัฒนาการรายดา นทงั้ ชัน้ เรียน ทงั้ นกี้ าร

สรปุ ผลการประเมนิ พฒั นาการ ผูสอนควรใช ฐานนยิ ม (Mode) จงึ เหมาะสมและสอดคลอ งกับการประเมินมากท่สี ดุ
ตามที่กลาวมาแลว ขางตน

ข้ันตอนท่ี ๖ การสรุปรายงานผลและการนําขอมลู ไปใช ครปู ระจาํ ชน้ั จะสรุปผลเพื่อพฒั นาการของเด็กปฐมวัย
เปน รายตัวบง ช้ี รายมาตรฐานและพัฒนาการท้งั ๔ ดา น และรายงานตอ ผบู รหิ ารสถานศึกษาอนมุ ตั ผิ ลการตัดสินและแจง
คณะกรรมการสถานศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พรอมกบั ครปู ระจําชั้นจะจัดทํารายงานผลการประเมินพัฒนาการของเด็ก
รายบคุ คล รายภาค และรายปต อผปู กครองในสมดุ รายงานปรําตวั เด็กนกั เรียน

การบริหารจัดการหลกั สูตร

การนาํ หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวัยสกู ารปฏบิ ัติใหเ กิดประสทิ ธิภาพตามจุดหมายของ หลักสูตร ผูเ ก่ยี วขอ งกบั การ
บรหิ ารจดั การหลกั สูตรในระบบสถานศกึ ษา ไดแก ผบู ริหาร ผูสอน พอแม หรอื ผปู กครอง และชมุ ชน มบี ทบาท
สําคญั ยิ่งตอ การพฒั นาคุณภาพของเด็ก

๑. บทบาทผบู ริหารสถานศึกษาปฐมวยั
การจดั การศึกษาแกเ ดก็ ปฐมวัยในระบบสถานศกึ ษาใหเกิดประสิทธผิ ลสูงสดุ

ผบู ริหารสถานศึกษาควรมบี ทบาท ดังนี้
๑.๑ ศึกษาทําความเขา ใจหลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั และมวี ิสัยทัศนดา นการจดั การศึกษาปฐมวัย
๑.๒ คดั เลือกบคุ ลากรทท่ี ํางานกับเด็ก เชน ผสู อน พีเ่ ล้ยี ง อยา งเหมาะสม โดยคํานงึ ถึงคุณสมบตั ิหลัก

ของบคุ ลากร ดงั น้ี
๑.๒.๑ มีวฒุ ิทางการศึกษาดานการอนบุ าลศึกษา การศกึ ษาปฐมวยั หรือผานการอบรมเกย่ี วกับ

การจัดการศกึ ษาปฐมวัย
๑.๒.๒ มคี วามรักเด็ก จิตใจดี มอี ารมณขนั และใจเย็น ใหค วามเปนกนั เองกบั เดก็ อยาง

เสมอภาค
๑.๒.๓ มบี ุคลกิ ของความเปน ผสู อน เขา ใจและยอมรบั ธรรมชาตขิ องเด็กตามวัย

๑.๒.๔ พดู จาสุภาพเรยี บรอ ย ชดั เจนเปน แบบอยางได
๑.๒.๕ มีความเปนระเบยี บ สะอาด และรูจ กั ประหยดั
๑.๒.๖ มคี วามอดทน ขยนั ซ่ือสัตยใ นการปฏิบตั ิงานในหนาทแี่ ละ การปฏิบัติตอเด็ก
๑.๒.๗ มอี ารมณรวมกับเด็ก รจู ักรบั ฟง พิจารณาเร่อื งราวปญ หาตา งๆ ของเดก็ และตดั สนิ ปญ หา
ตางๆอยา งมเี หตุผลดว ยความ เปน ธรรม
๑.๒.๘ มสี ุขภาพกายและสขุ ภาพจิตสมบูรณ
๑.๓ สงเสริมการจัดบรกิ ารทางการศึกษาใหเด็กไดเขา เรียนอยา งทัว่ ถึง และเสมอภาค และปฏิบัติการ
รับเดก็ ตามเกณฑที่กาํ หนด
๑.๔ สง เสรมิ ใหผูสอนและผูที่ปฏบิ ตั ิงานกับเดก็ พัฒนาตนเองมีความรกู าวหนา อยูเสมอ
๑.๕ เปนผนู ําในการจดั ทําหลกั สูตรสถานศึกษาโดยรว มใหค วามเห็นชอบ กําหนดวิสยั ทัศน และ
คุณลักษณะที่พงึ ประสงคข องเด็กทกุ ชวงอายุ
๑.๖ สรา งความรว มมอื และประสานกับบุคลากรทุกฝา ยในการจัดทาํ หลักสูตรสถานศกึ ษา
๑.๗ จัดใหม ีขอมูลสารสนเทศเก่ียวกับตวั เด็ก งานวิชาการหลกั สูตร อยา งเปน ระบบและมีการ
ประชาสัมพันธห ลักสตู รสถานศกึ ษา
๑.๘ สนบั สนุนการจดั สภาพแวดลอมตลอดจนส่ือ วัสดุ อุปกรณที่เอ้ืออาํ นวยตอ การเรยี นรู
๑.๙ นิเทศ กาํ กับ ตดิ ตามการใชห ลักสูตร โดยจัดใหมีระบบนเิ ทศภายในอยางมีระบบ
๑.๑๐ กํากับติดตามใหมีการประเมนิ คุณภาพภายในสถานศึกษาและนาํ ผลจากการประเมินไปใชใ น
การพฒั นาคณุ ภาพเดก็

๑.๑๑ กาํ กบั ติดตาม ใหมกี ารประเมนิ การนําหลกั สูตรไปใช เพ่ือนําผลจากการประเมนิ มาปรบั ปรงุ
และพัฒนาสาระของหลักสตู รของสถานศกึ ษาใหส อดคลองกบั ความตอ งการของเด็ก บริบทสังคมและใหมีความทนั สมยั

๒. บทบาทผสู อนปฐมวัย
การพัฒนาคณุ ภาพเด็กโดยถอื วาเดก็ มีความสําคญั ท่ีสดุ กระบวนการจดั การศึกษาตอ งสง เสรมิ ใหเด็ก

สามารถพฒั นาตนตามธรรมชาติ สอดคลอ งกับพัฒนาการและเตม็ ตามศักยภาพ ดังนน้ั ผสู อนจงึ มีบทบาทสาํ คญั ยิ่งท่จี ะ
ทําใหกระบวนการจดั การเรียนรูดังกลา วบรรลผุ ลอยางมีประสิทธภิ าพ ผูสอนจงึ ควรมบี ทบาท / หนาท่ี ดงั น้ี

๒.๑ บทบาทในฐานะผูเสริมสรา งการเรยี นรู
๒.๑.๑ จัดประสบการณก ารเรยี นรูส ําหรบั เด็กทเี่ ด็กกําหนดข้ึนดว ยตวั เดก็ เองและผสู อนกบั

เด็กรวมกันกาํ หนด โดยเสรมิ สรา งพัฒนาการเด็กใหค รอบคลมุ ทุกดาน
๒.๑.๒ สง เสริมใหเ ด็กใชข อมูลแวดลอม ศักยภาพของตวั เดก็ และหลักทางวชิ าการในการผลติ

กระทํา หรือหาคาํ ตอบในสงิ่ ที่เดก็ เรียนรอู ยา งมีเหตุผล
๒.๑.๓ กระตุนใหเด็กรวมคดิ แกป ญหา คนควาหาคําตอบดวยตนเองดว ยวิธกี ารศกึ ษาท่ี

นําไปสกู ารใฝร ู และพฒั นาตนเอง
๒.๑.๔ จดั สภาพแวดลอมและสรางบรรยากาศการเรียนทีส่ รางเสรมิ ใหเด็กทํากิจกรรมไดเ ต็ม

ศกั ยภาพและความแตกตางของเดก็ แตละบคุ คล
๒.๑.๕ สอดแทรกการอบรมดานจริยธรรมและคา นิยมที่พงึ ประสงคในการจดั การเรียนรู และ

กิจกรรมตางๆอยางสม่ําเสมอ
๒.๑.๖ ใชก ิจกรรมการเลน เปนสือ่ การเรยี นรูส ําหรับเดก็ ใหเปนไปอยา งมีประสทิ ธภิ าพ
๒.๑.๗ ใชปฏสิ มั พันธที่ดรี ะหวา งผูสอนและเดก็ ในการดาํ เนนิ กจิ กรรมการเรียนการสอนอยาง

สมํ่าเสมอ
๒.๑.๘ จัดการประเมินผลการเรยี นรูท ่สี อดคลอ งกบั สภาพจรงิ และนําผลการประเมนิ มา

ปรับปรงุ พฒั นาคณุ ภาพเด็กเตม็ ศกั ยภาพ
๒.๒ บทบาทในฐานะผูดแู ลเด็ก
๒.๒.๑ สังเกตและสง เสริมพัฒนาการเด็กทกุ ดานทั้งทางดา นรา งกาย อารมณ จิตใจ สงั คม

และ สติปญ ญา
๒.๒.๒ ฝก ใหเ ดก็ ชวยเหลอื ตนเองในชีวติ ประจาํ วัน
๒.๒.๓ ฝก ใหเด็กมคี วามเชื่อมั่น มีความภมู ิใจในตนเองและกลาแสดงออก
๒.๒.๔ ฝก การเรียนรูหนา ท่ี ความมีวินัย และการมนี ิสัยทด่ี ี
๒.๒.๕ จําแนกพฤตกิ รรมเด็กและสรางเสรมิ ลักษณะนสิ ยั และแกป ญหาเฉพาะบุคคล
๒.๒.๖ ประสานความรวมมอื ระหวา งสถานศกึ ษา บา น และชมุ ชน เพ่อื ใหเ ด็กไดพัฒนาเตม็

ตามศกั ยภาพและมมี าตรฐานคุณลักษณะทีพ่ งึ ประสงค
๒.๓ บทบาทในฐานะนกั พัฒนาเทคโนโลยกี ารสอน
๒.๓.๑ นาํ นวัตกรรม เทคโนโลยที างการสอนมาประยกุ ตใชใหเหมาะสมกับสภาพบรบิ ทสังคม

ชุมชน และทอ งถิ่น
๒.๓.๒ ใชเทคโนโลยแี ละแหลง เรยี นรใู นชมุ ชนในการเสริมสรา งการเรียนรใู หแ กเด็ก
๒.๓.๓ จดั ทําวจิ ัยในชั้นเรยี น เพื่อนําไปปรับปรุงพฒั นาหลักสตู ร / กระบวนการเรียนรู และ

พฒั นาสื่อการเรยี นรู
๒.๓.๔ พัฒนาตนเองใหเปน บคุ คลแหงการเรยี นรู มีคุณลักษณะของผใู ฝรมู วี ิสยั ทศั นและ

ทนั สมยั ทันเหตุการณใ นยุคของขอ มูลขาวสาร
๒.๔ บทบาทในฐานะผบู ริหารหลกั สตู ร

๒.๔.๑ ทําหนาทีว่ างแผนกาํ หนดหลักสตู ร หนวยการเรียนรู การจดั กิจกรรมการเรียนรู การ
ประเมินผลการเรยี นรู

๒.๔.๒ จัดทําแผนการจัดประสบการณท่ีเนนเดก็ เปน สาํ คญั ใหเดก็ มอี ิสระในการเรยี นรูทงั้
กายและใจ เปดโอกาสใหเดก็ เลน/ทาํ งาน และเรยี นรทู ั้งรายบุคคลและเปนกลมุ

๒.๔.๓ ประเมนิ ผลการใชหลกั สูตร เพือ่ นาํ ผลการประเมินมาปรบั ปรงุ พัฒนาหลกั สตู รให
ทันสมัย สอดคลอ งกับความตองการของ ผูเรยี น ชุมชน และทอ งถิ่น

๓. บทบาทของพอ แมหรือผูป กครองเดก็ ปฐมวัย
การศกึ ษาระดบั ปฐมวัยเปนการศึกษาที่จัดใหแกเ ด็กท่ีผูสอนและพอ แมหรือผปู กครองตอ งสือ่ สารกนั

ตลอดเวลา เพ่อื ความเขาใจตรงกันและพรอมรว มมือกนั ในการจัดการศกึ ษาใหก ับเด็ก ดงั นัน้ พอแมหรอื ผปู กครองควร
มบี ทบาทหนาที่ ดังน้ี

๓.๑ มีสวนรวมในการกําหนดแผนพัฒนาสถานศกึ ษาและใหความเหน็ ชอบ กาํ หนด
แผนการเรยี นรูของเด็กรว มกับผสู อนและเดก็

๓.๒ สง เสริมสนับสนุนกจิ กรรมของสถานศึกษา และกจิ กรรมการเรียนรูเพือ่ พฒั นาเด็กตามศกั ยภาพ
๓.๓ เปน เครือขา ยการเรียนรู จัดบรรยากาศภายในบา นใหเออ้ื ตอ การเรยี นรู
๓.๔ สนบั สนนุ ทรพั ยากรเพ่อื การศึกษาตามความเหมาะสมและจําเปน
๓.๕ อบรมเล้ยี งดู เอาใจใสใหค วามรกั ความอบอุน สง เสริมการเรียนรแู ละพัฒนาการดานตา ง ๆ
ของเดก็
๓.๖ ปองกันและแกไขปญหาพฤตกิ รรมทไ่ี มพงึ ประสงคต ลอดจนสง เสรมิ คุณลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค โดย
ประสานความรวมมอื กบั ผสู อน ผูเกี่ยวของ
๓.๗ เปน แบบอยา งทดี่ ีทัง้ ในดา นการปฏบิ ตั ิตนใหเปนบคุ คลแหง การเรียนรู และมี คุณธรรมนําไปสู
การพฒั นาใหเ ปนสถาบันแหงการเรียนรู
๓.๘ มสี ว นรวมในการประเมินผลการเรยี นรูของเด็กและในการประเมินการจัดการศึกษาของ
สถานศกึ ษา
๔. บทบาทของชุมชน
การปฏริ ูปการศึกษา ตามพระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ไดก าํ หนดใหช มุ ชนมีบทบาทในการ
มสี วนรวมในการจัดการศกึ ษา โดยใหม ีการประสานความรวมมือเพือ่ รวมกนั พฒั นาผูเ รียนตามศักยภาพ ดงั นน้ั ชุมชน
จงึ มีบทบาทในการจัดการศกึ ษาปฐมวัย ดังน้ี
๔.๑ มีสวนรว มในการบรหิ ารสถานศกึ ษา ในบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา สมาคม / ชมรม
ผปู กครอง
๔.๒ มีสว นรวมในการจดั ทําแผนพฒั นาสถานศึกษาเพอื่ เปน แนวทางในการดาํ เนนิ การของสถานศึกษา
๔.๓ เปนศูนยก ารเรียนรู เครือขายการเรยี นรู ใหเ ดก็ ไดเ รียนรูและมปี ระสบการณจากสถานการณ
จริง
๔.๔ ใหการสนบั สนุนการจดั กิจกรรมการเรียนรูของสถานศกึ ษา
๔.๕ สงเสริมใหมกี ารระดมทรพั ยากรเพือ่ การศกึ ษา ตลอดจนวิทยากรภายนอก และภมู ิปญญา
ทองถนิ่ เพอื่ เสรมิ สรา งพัฒนาการของเด็กทุกดา น รวมท้งั สบื สานจารตี ประเพณี ศิลปวฒั นธรรมของทอ งถ่ินและของ
ชาติ
๔.๖ ประสานงานกับองคกรทั้งภาครฐั และเอกชน เพือ่ ใหสถานศึกษาเปน แหลง วิทยาการของ
ชมุ ชน และมสี วนในการพัฒนาชมุ ชนและทองถิน่
๔.๗ มสี วนรว มในการตรวจสอบ และประเมนิ ผลการจดั การศกึ ษาของสถานศึกษา
ทําหนาทีเ่ สนอแนะในการพัฒนาการจัดการศกึ ษาของสถานศึกษา


Click to View FlipBook Version