เรื่อง บูรณาการเป็ นกลอนล าผญาราชาศัพท์ กาพย์กลอนช่วยจ า โครงงานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณะผู้จัดท ำ เด็กหญิงพนมพร นิพขันธ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เด็กชำยพลวัฒน์ระติวงษ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เด็กหญิงรชยำ ฉำยวิชัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ครูที่ปรึกษา คุณครูกิตติวัฒน์ ธนพัฒน์โยธิน คุณครูพรนภา กุลผาย โครงงาน เรื่อง กาพย์กลอนช่วยจ า บูรณาการเป็ นกลอนล าผญาราชาศัพท์ กาพย์กลอนช่วยจ า ค าราชาศัพท์
กาพย์กลอนช่วยจ า บูรณาการเป็ นกลอนล าผญาราชาศัพท์ โครงงานวิชาภาษาไทย เรื่อง
โครงงำนกลุ่มสำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย เรื่อง กำพย์กลอนช่วยจ ำ บูรณำกำรเป็นกลอนล ำผญำรำชำศัพท์ คณะผู้จัดท ำ เด็กหญิงพนมพร นิพขันธ์ ชั้นประถมศึกษำปีที่ ๖ เด็กชำยพลวัฒน์ ระติวงษ์ ชั้นประถมศึกษำปีที่ ๖ เด็กหญิงรชยำ ฉำยวิชัย ชั้นประถมศึกษำปีที่ ๕ ครูที่ปรึกษำโครงงำน คุณครูกิตติวัฒน์ ธนพัฒน์โยธิน คุณครูพรนภำ กุลผำย โรงเรียนเทศบำลสวนสนุก ส ำนักกำรศึกษำ เทศบำลนครขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมกำรปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหำดไทย
ชื่อโครงงาน กาพย์กลอนช่วยจ า บูรณาการเป็นกลอนล าผญาราชาศัพท์ ผู้จัดท าโครงงาน เด็กชายพลวัฒน์ ระติวงษ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เด็กหญิงพนมพร นิพขันธ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ เด็กหญิงรชยา ฉายวิชัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ที่ปรึกษาโครงงาน นายกิตติวัฒน์ ธนพัฒน์โยธิน ต าแหน่งครู วิทยฐานะ ครูช านาญการ นางสาวพรนภา กุลผาย ครูอัตราจ้าง กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย บทคัดย่อ โครงงานภาษาไทยเรื่อง กาพย์กลอนช่วยจ า บูรณาการเป็นกลอนล าผญาราชาศัพท์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาค้นคว้า รวบรวมและคัดเลือกค าราชาศัพท์ที่น่าสนใจ ศึกษาหลักการแต่งกาพย์ยานี ๑๑ กลอนสุภาพและกลอน ล าผญาภาษาถิ่นอีสาน บูรณาการความรู้มาประพันธ์เป็นกาพย์กลอนและบทช่วยจ ากลอนล าผญาราชาศัพท์ และ ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ โรงเรียนเทศบาลสวนสนุก ที่มีต่อกาพย์กลอนและบทช่วย จ ากลอนล าผญาราชาศัพท์ ที่ได้เผยแพร่ความรู้โดยผ่านกิจกรรม“เช้าตรู่ รู้ส านวน” ในรูปแบบการเล่นเกมตอบ ค าถาม“เปิดแผ่นป้ายอ่านกลอนสอนจ าค าราชาศัพท์” ตลอดจนตระหนักเห็นคุณค่าของภาษาและส านึกรักท้องถิ่น การจัดท าโครงงานในครั้งนี้ผู้จัดท าได้ด าเนินการศึกษาค้นคว้าและเก็บรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ ต ารา อินเทอร์เน็ต ตลอดจนสอบถามจากคุณครูที่ปรึกษาและปราชญ์ท้องถิ่นผู้รู้ที่เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ ๑) ได้ค าราชาศัพท์แบ่งเป็น ๕ หมวด ได้แก่ หมวดค ากริยา จ านวน ๒๑ ค า, หมวดของใช้จ านวน ๓๐ ค า, หมวดร่างกาย จ านวน ๔๘ ค า, หมวดเครือญาติราชตระกูล จ านวน ๑๕ ค า, และหมวดพระสงฆ์ จ านวน ๒๔ ค า รวมค าราชาศัพท์มีจ านวนทั้งสิ้น ๑๓๘ ค า ๒) ได้บทกาพย์และกลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์ซึ่งเกิดจากการระดม ความคิดช่วยกันแต่งขึ้นจากค าราชาศัพท์๑๓๘ ค า จ านวนทั้งสิ้น ๔๖ บท ได้แก่ หมวดค ากริยาประกอบด้วยกาพย์ ยานี ๔ บทและกลอนสุภาพ ๒ บท รวมจ านวน ๖ บท, หมวดเครื่องใช้ประกอบด้วยกาพย์ยานี ๖ บทและกลอน สุภาพ ๑ บท รวมจ านวน ๗ บท, หมวดร่างกายประกอบด้วยกาพย์ยานีจ านวน ๒๑ บท, หมวดเครือญาติราชตระกูล ประกอบด้วยกาพย์ยานี ๖ บทและกลอนสุภาพ ๑ บท รวมจ านวน ๗ บท, หมวดค าที่ใช้กับพระสงฆ์ประกอบด้วย กาพย์ยานี ๔ บทและกลอนสุภาพ ๑ บท รวมจ านวน ๕ บท ๓) ได้สื่อและเกมช่วยจ าค าราชาศัพท์เพื่อใช้เป็นสื่อกลาง ในการเผยแพร่ความรู้ ซึ่งเกิดจากการระดมความคิดออกแบบและสร้างขึ้น จ านวนทั้งสิ้น ๘ รูปแบบ ได้แก่ สื่อปฏิทิน ช่วยจ าค าราชาศัพท์, สื่อสไลด์ช่วยจ าค าราชาศัพท์, สื่อ Popup ช่วยจ าค าราชาศัพท์, สื่อภาพ Standee ช่วยจ าค า ราชาศัพท์, เกมจับคู่ช่วยจ าค าราชาศัพท์, เกมบิงโกช่วยจ าค าราชาศัพท์, เกมโดมิโน่ช่วยจ าค าราชาศัพท์ และสื่อบท กลอนช่วยจ ากลอนล าผญาราชาศัพท์๑ กลอนล า ๔) ร้อยละ ๙๐ ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาลสวนสนุกมีความพึง พอใจในกิจกรรม“เช้าตรู่ รู้ส านวน” รูปแบบการเล่นเกมตอบค าถาม “เปิดแผ่นป้ายอ่านกลอน สอนจ าค าราชาศัพท์” ในทุก ๆ เช้า หลังเสร็จกิจกรรมเคารพธงชาติอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ก
จากนั้นคณะผู้จัดท าได้น าความรู้ที่ได้จากการศึกษาเรื่อง ค าราชาศัพท์ ออกเผยแพร่ความรู้ให้กับนักเรียน โรงเรียนเทศบาลสวนสนุก โดยผ่านรายการ“เช้าตรู่ รู้ส านวน” ในทุก ๆ เช้าหลังกิจกรรมเคารพธงชาติเผยแพร่ ความรู้ผ่านกิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่พี่สอนน้องช่วงเวลาพักกลางวันและหลังเลิกเรียนตามโอกาสที่เหมาะสม และ เผยแพร่ความรู้ผ่านทาง Facebook ส่วนตัวของผู้จัดท าโครงงาน ผลปรากฏว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้อง ๆ ให้ความสนใจ ติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมตอบค าถามดีมาก อีกทั้งยังได้ขยายผลการเผยแพร่ความรู้สู่โรงเรียนในสังกัด เทศบาลนครขอนแก่น โดยได้จัดท าเป็น “หนังสืออ่านเสริม เพิ่มความจ า ค าราชาศัพท์” และน าไปมอบให้กับ ห้องสมุดโรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครขอนแก่น ทั้ง ๑๑ โรงเรียน เพื่อใช้ในการเผยแพร่ความรู้เรื่องค าราชาศัพท์ ซึ่งทุกโรงเรียนให้การตอบรับเป็นอย่างดี
กิตติกรรมประกาศ การจัดท าโครงงานเรื่อง“กาพย์กลอนช่วยจ า บูรณาการเป็นกลอนล าผญาราชาศัพท์”ครั้งนี้ส าเร็จได้ เนื่องจากได้รับความอนุเคราะห์ตรวจสอบความถูกต้องของโครงงานและให้ค าแนะน า จากคณะครูกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทยทุกท่าน คุณครูที่ปรึกษา หัวหน้าสายชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ ตลอดจนผู้ปกครองและ ปราชญ์ชาวบ้าน ตามโครงการเรียนรู้โดยปราชญ์ท้องถิ่น และน ามาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ขอขอบพระคุณท่านผู้อ านวยการช่อเอื้อง ฤกษ์รุจิพิมล ผู้อ านวยการโรงเรียนเทศบาลสวนสนุก พร้อมด้วยรองผู้อ านวยการ และคณะกรรมการบริหารโรงเรียนทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุน ส่งเสริมและเปิด โอกาสให้นักเรียนได้พัฒนาตนเองและเข้าร่วมแข่งขันการประกวดโครงงานภาษาไทยในครั้งนี้ถือเป็น ประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าช่วยสามารถพัฒนาความรู้และทักษะของตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ คณะผู้จัดท า โครงงานขอกราบขอบพระคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ คณะผู้จัดท า ข
สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค บทที่ ๑ บทน า ๑ - ที่มาและความส าคัญของโครงงาน ๑ - วัตถุประสงค์ของการศึกษา ๒ - ขอบเขตของการศึกษา ๒ - ระยะวลาในการศึกษา ๒ - นิยามศัพท์เฉพาะ ๒ - ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ๓ บทที่ ๒ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ๔ - ความรู้เกี่ยวกับการท าโครงงาน ๔ - ความรู้เกี่ยวกับค าราชาศัพท์ ๗ - ความรู้เกี่ยวกับหลักการแต่งกาพย์ยานี ๑๑ ๑๓ - ความรู้เกี่ยวกับกลอนสุภาพ ๑๕ - ความรู้เกี่ยวกับค าผญาภาษาถิ่นอีสาน ๑๖ บทที่ ๓ วิธีด าเนินการศึกษา ๒๑ - ปฏิทินแสดงวิธีการด าเนินการศึกษา ๒๔ บทที่ ๔ ผลการศึกษา ๒๕ - บทช่วยจ ากลอนล าผญาค าราชาศัพท์ ๓๙ บทที่ ๕. สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ๔๒ - สรุปผลการศึกษา ๔๒ - อภิปรายผลการศึกษา ๔๓ - ข้อเสนอแนะ ๔๓ บรรณานุกรม ๔๔ ภาคผนวก - ค
สารบัญตาราง หน้า - ตารางที่ ๑ ปฏิทินแสดงวิธีการด าเนินงาน ๒๔ - ตารางที่ ๒ แสดงค าราชาศัพท์หมวดกริยา ๒๕ - ตารางที่ ๓ แสดงค าราชาศัพท์ หมวดเครื่องใช้ ๒๖ - ตารางที่ ๔ แสดงค าราชาศัพท์หมวดร่างกาย ๒๗ - ตารางที่ ๕ แสดงค าราชาศัพท์หมวดเครือญาติราชตระกูล ๒๙ - ตารางที่ ๖ แสดงค าราชาศัพท์หมวดพระสงฆ์ ๓๐ - ตารางที่ ๗ แสดงกาพย์-กลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์ หมวดกริยา ๓๑ - ตารางที่ ๘ แสดงกาพย์-กลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์ หมวดเครื่องใช้ ๓๒ - ตารางที่ ๙ แสดงกาพย์ช่วยจ าค าราชาศัพท์ หมวดร่างกาย ๓๓ - ตารางที่ ๑๐ แสดงกาพย์-กลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์ หมวดเครือญาติราชตระกูล ๓๕ - ตารางที่ ๑๑ แสดงกาพย์-กลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์ หมวดพระสงฆ์ ๓๗ - ตารางที่ ๑๒ แสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับความพึงพอใจของนักเรียน ๔๐
สารบัญรูปภาพ หน้า - ภาพที่ ๑ แสดงการระบุปัญหา วิเคราะห์ปัญหาและเลือกหัวข้อโครงงาน ๒๑ - ภาพที่ ๒ แสดงขั้นตอนการวางแผนเขียนเค้าโครงโครงงาน ๒๑ - ภาพที่ ๓ แสดงขั้นตอนการด าเนินการศึกษาค้นคว้าโครงงาน ๒๒ - ภาพที่ ๔ แสดงขั้นตอนการเขียนสรุปโครงงาน ๒๒ - ภาพที่ ๕ แสดงการเผยแพร่ความรู้กิจกรรม “เช้าตรู่รู้ส านวน” ๒๒
๑ บทที่ ๑ บทน ำ ๑. ที่มำและควำมส ำคัญของโครงงำน ภาษาไทยเป็นภาษาประจ าชาติ ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เราเยาวชนคนรุ่นหลังจะต้องร่วม อนุรักษ์สืบสานไว้ ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตราบชั่วนิรันดร์ ภาษาไทยมีความงดงามโดดเด่นถือเป็นเอกลักษณ์ที่ ส าคัญของคนไทย มีความไพเราะของภาษาโดยเฉพาะค าประพันธ์ประเภทโคลง กาพย์และกลอน ช่วยเติมสีสัน ให้ภาษาไทยให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งวิชาภาษาไทยยังเป็นวิชาพื้นฐานของการเรียนทุกวิชาและเป็น วิชาที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องเหมาะสมตามกาลเทศะและโอกาสต่าง ๆ การเรียน ภาษาไทยมีบทเรียนที่น่าสนใจมากโดยเฉพาะบทเรียนเรื่อง ค าราชาศัพท์หมายถึง ค าศัพท์และส านวนที่ใช้ ส าหรับพระราชาและพระบรมวงศานุวงศ์รวมถึงใช้ในการพูดกับพระราชวงศ์และค าศัพท์ที่ใช้กับพระสงฆ์อีก ด้วย ภาษาไทยมีการใช้ราชาศัพท์มาตั้งแต่สมัยใดไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันได้แน่นอน ค าราชาศัพท์เป็นการ ก าหนดค าและภาษาที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันดีงามของไทย ถึงแม้ค าราชาศัพท์จะมีโอกาสใช้ในชีวิต น้อย แต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความละเอียดอ่อนของภาษาไทยที่มีค าหลายรูปหลายเสียงในความหมายเดียวกัน และเป็นลักษณะพิเศษโดยเฉพาะใช้กับบุคคล จากที่ได้เรียนภาษาไทยในบทเรียนเรื่อง ค าราชาศัพท์กาพย์ยานี ๑๑ และกลอนสุภาพแล้วนั้น คณะผู้จัดท ามีความสนใจที่จะศึกษาและพัฒนาทักษะการแต่งกาพย์และกลอนให้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ นับเป็นอีกหนึ่งความงามทางวัฒนธรรมที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย ปัจจุบันเยาวชนส่วนมากไม่ให้ความสนใจที่ จะศึกษาอย่างจริงจัง จึงท าให้ขาดความรู้ความเข้าใจความหมายตลอดจนการน าไปใช้ให้ถูกต้องของค าราชา ศัพท์และขาดทักษะด้านการแต่งค าประพันธ์อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ท าให้นักเรียน เกิดความเบื่อหน่ายและมีเจต นคติที่ไม่ดีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย ซึ่งถือว่าที่เป็นปัญหาที่ร้ายแรงมากเมื่อพบว่าคนไทยไม่รู้จักภาษาของตน จากเหตุผลที่กล่าวข้างต้น คณะผู้จัดท าโครงงานได้เล็งเห็นความส าคัญของค าราชาศัพท์และ ทักษะการอ่าน การเขียนและการน าค าราชาศัพท์ไปใช้ให้ถูกต้องตรงตามความหมาย ตลอดจนทักษะด้านการ แต่งค าประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี ๑๑ ได้อย่างถูกต้อง จึงเกิดความสนใจที่จะศึกษาเป็นพิเศษ เพื่อพัฒนา ตนเองให้เกิดองค์ความรู้และทักษะสามารถน าไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันและพัฒนาการเรียนในระดับชั้นที่ สูงขึ้นต่อไปในอนาคต จึงได้ศึกษาค้นคว้าและจัดท าโครงงานเรื่อง กาพย์กลอนช่วยจ า บูรณาการเป็นกลอนล า ผญาราชาศัพท์ขึ้น โดยคณะผู้จัดท าได้ศึกษารวบรวมและคัดเลือกค าราชาศัพท์ที่ควรรู้ในหมวดต่าง ๆ น ามา แต่งเป็นบทกลอนช่วยจ าประเภทกาพย์ยานี ๑๑ เพื่อช่วยให้จดจ าเนื้อหาได้ง่ายขึ้น และได้ออกแบบจัดท าสื่อ และเกมประกอบเพื่อใช้ในการเผยแพร่ความรู้หลายรูปแบบ เช่น สื่อปฏิทิน, สื่อสไลด์, Popup, สื่อภาพ Standee, เกมจับคู่, เกมบิงโก, เกมโดมิโน่ และนอกจากนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการศึกษาที่มุ่งพัฒนา ผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ๕+๑ หนึ่งในนั้นคือ ส านึกรักท้องถิ่น คณะผู้จัดท าได้น าความรู้เรื่อง ค าผญาภาษาถิ่นอีสาน จากประสบการณ์ที่ได้เรียนตาม โครงการเรียนรู้โดยปราชญ์ท้องถิ่น โดยท่านวิทยากร
๒ คือ คุณตาเรือง สุระเสียง คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีความช านาญด้านผญาและกลอนล าอีสาน จึงน าความรู้เรื่องผญาอีสาน มาบูรณาการเข้ากับเนื้อหาราชาศัพท์และพัฒนาเป็นสื่อประกอบโครงงานที่มี ความแปลกใหม่น่าสนใจคือ สื่อบทกลอนช่วยจ ากลอนล าผญาราชาศัพท์ เพื่อใช้เป็นสื่อสร้างความเข้าใจและ ง่ายต่อการจดจ าค าราชาศัพท์ผ่านการอ่านและท่องบทช่วยจ ากลอนล าผญาราชาศัพท์สามารถน าความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในการเรียนระดับสูงขึ้นต่อไปในอนาคต และช่วยให้พัฒนาตนเอง สังคมและประเทศชาติสืบไป ๒. วัตถุประสงค์ของกำรศึกษำ ๑. เพื่อศึกษาค้นคว้า รวบรวมและคัดเลือกค าราชาศัพท์ที่น่าสนใจ ๒. เพื่อศึกษาหลักการแต่งค าประพันธ์ประเภทกาพย์ยานี ๑๑ กลอนสุภาพและกลอนล าผญาภาษาถิ่น ๓. เพื่อบูรณาการความรู้เรื่องค าราชาศัพท์ หลักการแต่งกาพย์กลอนและผญาภาษาถิ่นอีสาน มาประพันธ์เป็นกาพย์กลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์และบทช่วยจ ากลอนล าผญาราชาศัพท์ ๔. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ โรงเรียนเทศบาลสวนสนุก ที่มีต่อกาพย์กลอนและบทช่วยจ ากลอนล าผญาราชาศัพท์ เห็นคุณค่าของภาษาและส านึกรักท้องถิ่น ๓. ขอบเขตของกำรศึกษำ การจัดท าโครงงานครั้งนี้ คณะผู้จัดท าได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลตามล าดับ ดังนี้ ๑. ศึกษาค้นคว้า รวบรวมและคัดเลือกค าราชาศัพท์ที่น่าสนใจ จากหนังสือ ต ารา อินเทอร์เน็ต ตลอดจนสอบถามและเก็บข้อมูลจากคุณครูผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ ๒. ศึกษาค้นคว้าหลักการแต่งกาพย์ยานี ๑๑ กลอนสุภาพ จากหนังสือ ต ารา สื่อทางอินเทอร์เน็ต ตลอดจนสอบถามจากคุณครูที่ปรึกษาและผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ๓. ศึกษาและฝึกทักษะการแต่งกลอนล าผญาภาษาถิ่นอีสาน จากคุณตาเรือง สุระเสียงคณะกรรมการ สถานศึกษาขึ้นพื้นฐานของโรงเรียน เป็นวิทยากรให้ความรู้และช่วยให้ค าแนะน าในการแต่งกลอน ล าผญาราชาศัพท์ตามโครงการเรียนรู้โดยปราชญ์ท้องถิ่น ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจ าทุกปี ๔. ระยะเวลำที่ศึกษำ - ด าเนินการศึกษาในช่วงภาคเรียนที่ ๑ โดยผ่านการจัดกิจกรรม“เช้าตรู่ รู้ส านวน” เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐ - ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ ๕. นิยำมศัพท์เฉพำะ รำชำศัพท์ หมายถึง ถ้อยค าที่คนทั่วไปใช้เมื่อพูดกับหรือพูดกับพระเจ้าแผ่นดินและพระราชวงศ์หรือ พระญาติของพระเจ้าแผ่นดิน ค าที่ใช้กล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นของพระเจ้าแผ่นดินและพระราชวงศ์ หรือ เกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดินและพระราชวงศ์ต้องเป็นค าราชาศัพท์ กษัตริย์หรือพระมหำกษัตริย์คือ ประมุขหรือผู้ปกครองสูงสุดของรัฐ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือในราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ปัจจุบันพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีน้อยมากซึ่ง ส่วนใหญ่ เป็นประเทศขนาดเล็ก พระมหากษัตริย์เป็นได้ด้วยการสืบสันตติวงศ์หรือโดยการยึดอ านาจจาก พระมหากษัตริย์พระองค์เดิมแล้วปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์
๓ พระบรมวงศำนุวงศ์ หมายถึง พระประยูรญาติใหญ่น้อยทั้งหมดทุกราชสกุลของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว พระสงฆ์ หมายถึง หมู่สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งฟังค าสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วเลื่อมใส สละ เรือนออกบวช ถือวัตร ปฏิบัติ ตามพระธรรมวินัยที่พระบรมศาสดาสั่งสอนและก าหนดไว้ บูรณำกำร หมายถึง การเชื่อมหรือประสานท าให้เป็นเนื้อเดียวกันโดยรวม หรือผสมผสานบางส่วน เข้าด้วยกัน เช่น การสอนภาษาไทยเรื่องค าราชาศัพท์แบบบูรณาการกับค าผญาภาษาถิ่นอีสาน หมายถึง การ รวมทักษะการแต่งกลอนล าผญาภาษาถิ่นอีสานเข้ากับความรู้วิชาภาษาไทยสมัยศาสตร์สมัยใหม่เข้าด้วยกัน เป็นเหตุให้ได้มาซึ่งสื่อ กาพย์กลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์เพื่อช่วยในการจดจ าค าและความหมายของค าราชา ศัพท์ได้ง่ายยิ่งขึ้น ผญำ หรือ ผะหยำ หมายถึง ปัญญาและปรัชญาของคนไทยในภาคอีสานโบราณ ซึ่งภาษาสืบทอดมา จากภาษาของอาณาจักรล้านช้างและปัจจุบันการเล่นผญายังหลงเหลือในหมอล ากลอนแบบอีสาน ซึ่งผญาเป็น ค าร้อยกรองที่คล้องจอง มีสัมผัสระหว่างข้อความไม่เข้มงวดและไม่มีฉันทลักษณ์ก าหนดไว้อย่างชัดเจน แต่เวลา พูดจะมีการเน้นค าหนักเบาเพื่อให้ผู้ฟังมีความเพลิดเพลินและสามารถจดจ าได้ง่าย กลอนล ำผญำ หมายถึง กลอนล าที่คนโบราณใช้พูดเกี้ยวพาราสีกัน เมื่อชายหนุ่มหรือหญิงสาว ไปพบ กัน ถ้ามีความรักใคร่พอใจกันจะพูดเกี้ยวกันเป็นผญา เรียก "จ่ายผญา" ต่อมาพวกล ากลอนจึงเลียนแบบและ เปลี่ยนชื่อกลอนไปใหม่ว่า "ล าเต้ย" เอาชื่อบ้านชื่อเมืองไปตามเจ้าของ เช่น เต้ยหัวดอนตาล เต้ยศรีภูมิ เต้ยพม่า เป็นต้น ความจริงก็คือล าผญานั้นเอง กลอนล ำผญำรำชำศัพท์ หมายถึง กลอนล าผญาที่ผู้จัดท าโครงงานได้ท าการศึกษาค้นคว้าและแต่ง ขึ้นมีจ านวนทั้งสิ้น ๔๖ บท โดยน าเนื้อหาค าราชาศัพท์มาแต่งเป็นกลอนล าผญา โดยมีคุณตาเรือง สุระเสียง เป็นวิทยากรให้ความรู้และช่วยให้ค าแนะน าในการแต่ง ๖. ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ ๑. นักเรียนเกิดความตระหนักและเห็นคุณค่าของค าและความหมายของค าราชาศัพท์และกลอนล าผญา ภาษาถิ่นอีสาน และมีความสนุกสนานเพลิดเพลินในการเรียนรู้เรื่องค าราชาศัพท์ ๒. นักเรียนเกิดทักษะการท างานเป็นทีม มีภาวะผู้น าผู้ตามที่ดี สามัคคี มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และรู้จัก ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ๓. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจและจดจ าค าและความหมายของค าราชาศัพท์ได้ดียิ่งขึ้น สามารถน า ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันได้ถูกต้องตามกาลเทศะ ๔. ได้สื่อกาพย์กลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์และบทช่วยจ ากลอนล าผญาราชาศัพท์ที่มีประสิทธิภาพและ ช่วยเผยแพร่ความรู้เรื่องค าราชาศัพท์ และจดจ าความหมายได้ดียิ่งขึ้น
๔ บทที่ ๒ เอกสำรที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษาการท าโครงงานในครั้งนี้ คณะผู้จัดท าได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ ๑. ความรู้เกี่ยวกับการท าโครงงาน ๒. ความรู้เกี่ยวกับค าราชาศัพท์และตัวอย่างค าราชาศัพท์ ๓. ความรู้เกี่ยวกับหลักการแต่งกาพย์ยานี ๑๑ ๔. ความรู้เกี่ยวกับหลักการแต่งกลอนสุภาพ ๕. ความรู้เกี่ยวกับค าผญาภาษาถิ่นอีสาน ๑. ควำมรู้เกี่ยวกับกำรท ำโครงงำน โครงงาน หมายถึง กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้าและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการอื่นใด ไปใช้ในการศึกษาหาค าตอบในเรื่องนั้น ๆ โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นแนะน าและให้ค าปรึกษาแก่ผู้เรียนอย่าง ใกล้ชิด ตั้งแต่การเลือกหัวข้อที่จะศึกษา ค้นคว้า ด าเนินการ วางแผน ก าหนดขั้นตอนการด าเนินงาน โดยทั่ว ๆ ไป การท าโครงงานสามารถท าได้ทุกระดับการศึกษา ซึ่งอาจท าเป็นรายบุคคลหรือเป็นกลุ่มก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงงาน อาจเป็นโครงงานเล็ก ๆ ที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนหรือเป็นโครงงานใหญ่ที่ มีความยากและซับซ้อนขึ้นก็ได้ ๑.๑ ประเภทของโครงงำน โครงงานสามารถแบ่งตามลักษณะของกิจกรรมได้ ๔ ประเภท ดังนี้ ๑) โครงงำนประเภทส ำรวจ โครงงานประเภทส ารวจ เป็นโครงงานประเภทเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อหาสาเหตุของปัญหาหรือ ส ารวจความคิดเห็น ข้อมูลที่รวบรวมได้บางอย่างอาจเป็นปัญหาที่น าไปสู่การทดลองหรือค้นพบสาเหตุของ ปัญหาที่ต้องหาวิธีแก้ไขปรับปรุงร่วมกัน เช่น โครงงานการส ารวจค าที่มักเขียนผิด โครงงานส ารวจการใช้ ค าคะนองในหนังสือพิมพ์ เป็นต้น ๒) โครงงำนประเภทกำรทดลอง โครงงานประเภทการทดลอง เป็นโครงงานที่ต้องออกแบบทดลอง เพื่อการศึกษาผลการทดลองว่า เป็นไปตามที่ตั้งสมมติฐานไว้หรือไม่ โครงงานประเภทนี้ต้องสรุปความรู้หรือผลการทดลองเป็นหลักการหรือ แนวทางการปฏิบัติไว้ เช่น โครงงานการทดลองยากันยุงจากพืชสมุนไพร เป็นต้น
๕ ๓) โครงงำนประเภทสิ่งประดิษฐ์ โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ เป็นโครงงานที่ประยุกต์หลักการทางวิทยาศาสตร์เข้าสู่กระบวนการ ปฏิบัติ โดยอาศัยเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ เพื่อประดิษฐ์ชิ้นงานใหม่ อาจเป็นของใช้ เครื่องประดับจากวัสดุเหลือ ใช้ หรือน าวัสดุท้องถิ่นที่มีมากมายมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น โครงงานการประดิษฐ์เครื่องจักสานจาก ผักตบชวา โครงงานการประดิษฐ์เครื่องช่วยสอนวิชาภาษาอังกฤษ เป็นต้น ๔) โครงงำนประเภททฤษฎี โครงงานประเภททฤษฎี เป็นโครงงานที่มีลักษณะเป็นการหาความรู้ใหม่ โดยการรวบรวมข้อมูลและ น ามาวิเคราะห์จากสถิติแล้วอภิปราย หรือ เป็นโครงงานที่ศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกิดจากข้อสงสัย อาจเป็นการ น าบทเรียนมาขยายเพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมให้ได้ความรู้ในแง่มุมที่กว้างและลึกกว่าเดิม เช่น โครงงาน การศึกษาข้อคิดจากเรื่องพระมโหสถชาดก เป็นต้น กล่าวโดยสรุป โครงงานเรื่อง กาพย์กลอนสอนจ า บูรณาการเป็นกลอนล าผญาราชาศัพท์ที่คณะ ผู้จัดท าได้ท าการศึกษาในครั้งนี้ จัดเป็นโครงงานประเภททฤษฎีโดยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกิดจากข้อสงสัย เป็นการน าความรู้จากบทเรียนมาบูรณาการต่อยอดขยายผลเพื่อศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมให้ได้ ความรู้มากขึ้น และน าความรู้ที่ได้จากการศึกษาเผยแพร่ให้กับผู้ที่สนใจศึกษาตามล าดับ ๑.๒ ขั้นตอนกำรท ำโครงงำน การท าโครงงานมีขั้นตอนการปฏิบัติ ดังนี้ ๑) กำรคิดและกำรเลือกหัวเรื่อง เลือกหัวเรื่องของโครงงานด้วยตนเองว่าอยากจะ ศึกษาอะไร ท าไมจึงอยากศึกษา หัวเรื่องของโครงงานมักจะได้มาจากปัญหา ค าถามหรือความอยากรู้อยาก เห็นเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ หัวเรื่องของโครงงานควรเฉพาะเจาะจงและชัดเจน เมื่อใครได้อ่านชื่อเรื่องแล้วควร เข้าใจและรู้เรื่องว่าโครงงานนี้ท าจากอะไร ๒) กำรวำงแผน การวางแผนการท าโครงงาน จะรวมถึงการเขียนเค้าโครงของโครงงาน ซึ่งต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้การด าเนินการเป็นไปอย่างรัดกุมและรอบคอบ ไม่สับสน แล้วน าเสนอ ต่อผู้สอนหรือครูที่ปรึกษาเพื่อขอความเห็นชอบก่อนด าเนินการขั้นต่อไป การเขียนเค้าโครงของโครงงาน โดยทั่วไป เขียนเพื่อแสดงแนวคิด แผนงาน และขั้นตอนการท าโครงงาน ซึ่งควรประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้ ๑) ชื่อโครงงาน ควรเป็นข้อความที่กะทัดรัด ชัดเจน สื่อความหมายได้ตรง ๒) ชื่อผู้ท าโครงงาน ๓) ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน ๔) หลักการและเหตุผลของโครงงาน เป็นการอธิบายว่าเหตุใดจึงเลือกท าโครงงาน เรื่องนี้ มีความส าคัญอย่างไร มีหลักการหรือทฤษฎีอะไรที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่ท าเป็นเรื่องใหม่หรือมีผู้อื่นได้ศึกษา ค้นคว้าเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว ถ้ามีได้ผลอย่างไร เรื่องที่ท าได้ขยายเพิ่มเติม ปรับปรุงจากเรื่องที่ผู้อื่นท าไว้อย่างไร หรือเป็นการท าซ้ าเพื่อตรวจสอบผล ๕) จุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ควรมีความเฉพาะเจาะจง และสามารถวัดได้ เป็น การบอกขอบเขตของงานที่จะท าได้ชัดเจนขึ้น
๖ ๖) สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี) สมมติฐานเป็นค าตอบหรือค าอธิบายที่ คาดไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจจะถูกหรือไม่ก็ได้ การเขียนสมมติฐานควรมีเหตุมีผลมีทฤษฎีหรือหลักการรองรับ และที่ ส าคัญ คือ เป็นข้อความที่มองเห็นแนวทางในการด าเนินการทดสอบได้ นอกจากนี้ควรมีความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรอิสระและตัวแปรตามด้วย ๗) วิธีด าเนินงานและขั้นตอนการด าเนินงาน จะต้องอธิบายว่า จะออกแบบการ ทดลองอะไรอย่างไร จะเก็บข้อมูลอะไรบ้างรวมทั้งระบุวัสดุอุปกรณ์ที่จ าเป็นต้องใช้ มีอะไรบ้าง ๘) แผนปฏิบัติงาน อธิบายเกี่ยวกับก าหนดเวลาตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นการ ด าเนินงานในแต่ละขั้นตอน ๙) ผลที่คาดว่าจะได้รับ ๑๐) เอกสารอ้างอิง ๓) กำรด ำเนินงำน เมื่อที่ปรึกษาโครงงานให้ความเห็นชอบเค้าโครงของโครงงานแล้ว ต่อไปก็เป็นขั้นลงมือปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่ระบุไว้ ผู้เรียนต้องพยายามท าตามแผนงานที่วางไว้ เตรียมวัสดุ อุปกรณ์และสถานที่ให้พร้อมปฏิบัติงานด้วยความละเอียดรอบคอบ ค านึงถึงความประหยัดและปลอดภัยใน การท างาน ตลอดจนการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ว่าได้ท าอะไรไปบ้าง ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและข้อคิดเห็นอย่างไร พยายามบันทึกให้เป็นระเบียบและครบถ้วน ๔) กำรเขียนรำยงำน การเขียนรายงานเกี่ยวกับโครงงาน เป็นวิธีสื่อความหมายวิธีหนึ่ง ที่จะให้ผู้อื่นได้เข้าใจถึงแนวคิด วิธีการด าเนินงาน ผลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ โครงงานนั้น การเขียนโครงงานควรใช้ภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย ชัดเจนและครอบคลุมประเด็นส าคัญๆ ทั้งหมดของโครงงาน ๕) กำรน ำเสนอผลงำน การน าเสนอผลงาน เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการท าโครงงาน และเข้าใจถึงผลงานนั้น การน าเสนอผลงานอาจท าได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมต่อประเภทของ โครงงาน เนื้อหา เวลา ระดับของผู้เรียน เช่น การแสดงบทบาทสมมติ การเล่าเรื่อง การเขียนรายงาน สถานการณ์จ าลอง การสาธิต การจัดนิทรรศการ ซึ่งอาจมีทั้งการจัดแสดงและการอธิบายด้วยค าพูด หรือการ รายงานปากเปล่า การบรรยาย สิ่งส าคัญคือ พยายามท าให้การแสดงผลงานนั้นดึงดูดความสนใจของผู้ชม มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และมีความถูกต้องของเนื้อหา ๑.๓ กำรเขียนรำยงำนโครงงำน การเขียนรายงานโครงงานเป็นรูปแบบหนึ่งของการน าเสนอผลงานของโครงงานที่ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้าตั้งแต่ต้นจนจบ การก าหนดหัวข้อในการเขียนรายงานโครงงานอาจไม่ระบุตายตัวเหมือนกันทุกโครงงาน ส่วนประกอบของหัวข้อในรายงานต้องเหมาะสมกับประเภทของโครงงานและระดับชั้นของผู้เรียน องค์ประกอบของการเขียนรายงานโครงงาน แบ่งกว้างๆ เป็น ๓ ส่วน ดังนี้ ๑. ส่วนปกและส่วนต้น ส่วนปกและส่วนต้น ประกอบด้วย ๑) ชื่อโครงงาน ๒) ชื่อผู้จัดท าโครงงาน ชั้น โรงเรียน และวันเดือนปีที่จัดท า
๗ ๓) ชื่อคุณครูที่ปรึกษา ๔) สารบัญ ๕) สารบัญตาราง หรือภาพประกอบ (ถ้ามี) ๖) บทคัดย่อสั้นๆ ที่บอกเค้าโครงอย่างย่อ ๆ ซึ่งประกอบด้วย เรื่อง วัตถุประสงค์ วิธีการศึกษา ระยะเวลา และสรุปผล ๗) กิตติกรรมประกาศ เพื่อแสดงความขอบคุณบุคคล หรือหน่วยงานที่ให้ความ ช่วยเหลือหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง ๒. ส่วนเนื้อเรื่อง ส่วนเนื้อเรื่อง ประกอบด้วย ๑) บทน า บอกความเป็นมา ความส าคัญของโครงงาน บอกเหตุผล หรือเหตุจูงใจใน การเลือกหัวข้อโครงงาน ๒) วัตถุประสงค์ของโครงงาน ๓) สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า ๔) การด าเนินงาน อาจเขียนเป็นตาราง แผนผังโครงงานเพื่อให้การด าเนินงาน เป็นไปตามหัวข้อเรื่อง ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงงาน ในแผนผังโครงงานท าให้เห็นระบบการท างานอย่างมี เป้าหมาย มีการวางแผนการท างาน จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ต้องการทราบ คือ หัวข้อย่อย หรือค าถามย่อยของหัวข้อ โครงงาน ถ้ามีมาก ๑ ข้อ ก็จะเรียงล าดับทีละหัวข้อ พร้อมทั้งบอกสมมติฐาน วิธีศึกษา และแหล่งศึกษาค้นคว้า ตามแผนผังให้ครบทุกข้อ สิ่งที่ต้องการทราบ สมมติฐาน วิธีการศึกษา แหล่งศึกษา/แหล่งข้อมูล หัวข้อย่อย จากหัวข้อเรื่องของโครงงานที่ต้องการหาค าตอบ การตอบค าถามล่วงหน้า ค้นคว้า สอบถาม สัมภาษณ์ สังเกต ศึกษาโดยการดูฟัง จากสื่อชนิดต่าง ๆ เอกสาร หนังสือ สถานที่ บุคคล ๕) สรุปผลการศึกษา เป็นการอธิบายค าตอบที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า ตามหัวข้อ ย่อยที่ต้องการทราบ ว่าเป็นไปตามสมมติฐานหรือไม่ ๖) อภิปรายผล บอกประโยชน์ หรือคุณค่าของผลงานที่ได้ และบอกข้อจ ากัดหรือ ปัญหา อุปสรรค (ถ้ามี) พร้อมทั้งบอกข้อเสนอแนะในการศึกษาค้นคว้า โครงงานลักษณะใกล้เคียงกัน ๓. ส่วนท้ำย ส่วนท้าย ประกอบด้วย ๑) บรรณานุกรม หรือ เอกสารอ้างอิง หรือเอกสารที่ใช้ค้นคว้า ซึ่งมีหลายประเภท เช่น หนังสือ ต ารา บทความ หรือคอลัมน์ ซึ่งจะมีวิธีการเขียนบรรณานุกรมต่างกัน เช่น - หนังสือ ชื่อ นามสกุล. ชื่อหนังสือ. สถานที่พิมพ์ : ส านักพิมพ์, ปีที่พิมพ์ - บทความในวารสาร ชื่อผู้เขียน "ชื่อบทความ," ชื่อวารสาร. ปีที่หรือเล่มที่ : หน้า ;วัน เดือน ปี. - คอลัมน์จากหนังสือพิมพ์ชื่อผู้เขียน"ชื่อคอลัมน์ :ชื่อเรื่องในคอลัมน์" ชื่อหนังสือพิมพ์.วัน เดือน ปี.หน้า. ๒) ภาคผนวก เช่น โครงร่าง โครงงาน ภาพกิจกรรม แบบสอบถาม บทสัมภาษณ์
๘ ๒. ควำมรู้เกี่ยวกับค ำรำชำศัพท์ และตัวอย่ำงค ำรำชำศัพท์ รำชำศัพท์ หมายถึง ถ้อยค าที่คนทั่วไปใช้เมื่อพูดกับหรือพูดกับพระเจ้าแผ่นดินและพระราชวงศ์หรือ พระญาติของพระเจ้าแผ่นดิน ค าที่ใช้กล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นของพระเจ้าแผ่นดินและพระราชวงศ์ หรือ เกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดินและพระราชวงศ์ต้องเป็นค าราชาศัพท์ ค ำรำชำศัพท์ตามรูปศัพท์ หมายถึง ถ้อยค าที่ใช้กับพระมหากษัตริย์ แต่ในปัจจุบันค าราชาศัพท์ หมายถึง ถ้อยค าสุภาพ ไพเราะที่ใช้ให้เหมาะกับฐานะของบุคคลในสภาพสังคมไทย ซึ่งผู้ที่ต้องใช้ค าราชาศัพท์ ด้วยมี ดังนี้ ๑. พระมหากษัตริย์ ๒. พระบรมวงศานุวงศ์ ๓. พระภิกษุ ๔. ขุนนางข้าราชการ ๕. สุภาพชน ที่มำของค ำรำชำศัพท์ ค าราชาศัพท์นั้นมีที่มาอยู่ 2 อย่าง คือ ๑. รับมาจากภาษาอื่น ภาษาเขมร เช่น โปรด เขนย เสวย เสด็จ เป็นต้น ภาษาบาลี- สันสกฤต เช่น อาพาธ เนตร หัตถ์ โอรส เป็นต้น ๒. การสร้างค าขึ้นใหม่ โดยการประสมค า เช่น ลูกหลวงซับพระพักตร์ ตั้งเครื่อง เป็นต้น ค ำรำชำศัพท์ที่ศึกษำค้นคว้ำ รวบรวมและผ่ำนกำรคัดเลือกแล้วสำมำรถแยกเป็นหมวดหมู่ ได้ดังนี้ ค ำรำชำศัพท์หมวดค ำกิริยำ ค ำที่ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ๑ พระราชปุจฉา ถาม ๒ พระราชปฏิสันถาร ทักทายปราศรัย ๓ ถวายบังคม ไหว้ ๔ สรงน้ า อาบน้ า ๕ บรรทม นอน ๖ ประทับ นั่ง ๗ เสด็จ ไป ๘ โปรด ชอบ ๙ ทอดพระเนตร ดู ๑๐ พระราชทาน ให้ ๑๑ ต้องพระราชประสงค์ อยากได้ ๑๒ ทรงเครื่อง แต่งตัว
๙ ๑๓ ทรงพระครรภ์ มีครรภ์ ๑๔ ทรงพระสรวล หัวเราะ ๑๕ เสวย รับประทาน ๑๖ ประชวร ป่วย ค ำรำชำศัพท์หมวดเครื่องใช้ ค ำที่ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ๑ พระมาลา หมวก ๒ พระโอสถ ยารักษาโรค ๓ พระสาง หวี ๔ ฉลองพระเนตร แว่นตา ๕ พระแสง อาวุธ ๖ พระกลด ร่ม ๗ พระภูษา ผ้านุ่ง ๘ ซับพระพักตร์ ผ้าเช็ดหน้า ๙ พระฉาย กระจกส่อง ๑๐ พระกระยาเสวย (พระมหากษัตริย์) ข้าว ๑๑ พระสุธารส น้ ากิน ๑๒ พระจุฑามณี ปิ่น ๑๓ ธารพระกร ไม้เท้า ค ำรำชำศัพท์หมวดเครื่องใช้(ต่อ) ค ำที่ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ๑๔ พานพระศรี หมาก ๑๕ พระสุธารสชา น้ าชา ๑๖ น้ าจัณฑ์ เหล้า ๑๗ พระยี่ภู่ ที่นอน ๑๘ ของเสวย เครื่อง ๑๙ พระวิสูตร , พระสูตร ม่าน , มุ้ง ๒๐ ซับพระองค์ ผ้าเช็ดตัว ๒๑ รัดพระองค์ เข็มขัด ๒๒ พระทวาร ประตู ๒๓ พระแท่นบรรทม เตียงนอน ๒๔ พระแสงปืน ปืน
๑๐ ค ำรำชำศัพท์หมวดร่ำงกำย ค ำที่ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ๑ พระถัน, พระเต้า นม ๒ พระโมฬี จุก ๓ พระอังสะ บ่า ๔ พระองคุลี นิ้วมือ ๕ พระขนอง หลัง ๖ พระอุทร ท้อง ๗ พระนลาฎ หน้าผาก ๘ พระรากขวัญ ไหปลาร้า ๙ พระเกศา ผม ๑๐ พระฉวี ผิวหนัง ๑๑ ข้อพระบาท ข้อเท้า ๑๒ บั้นพระองค์, พระกฤษฎี เอว ๑๓ พระทนต์ ฟัน ๑๔ พระนาสิก จมูก ๑๕ พระดรรชนี นิ้วชี้ ๑๖ พระพักตร์ ดวงหน้า ๑๗ พระราศี ผิวหน้า ๑๘ พระกัจฉะ รักแร้ ๑๙ พระหนุ คาง ค ำรำชำศัพท์หมวดร่ำงกำย (ต่อ) ค ำที่ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ๒๐ พระโอษฐ์ ปาก ๒๑ พระปับผาสะ ปอด ๒๒ พระชิวหา ลิ้น ๒๓ พระกรรณ หู ๒๔ พระอุระ, พระทรวง อก ๒๕ พระศอ คอ ๒๖ พระกนิษฐา นิ้วก้อย ๒๗ พระชงฆ์ แข้ง ๒๘ พระโสณี ตะโพก
๑๑ ๒๙ ไรพระทนต์ ไรฟัน ๓๐ มูลพระชิวหา ลิ้นไก่ ๓๑ พระมังสา เนื้อ ๓๒ พระเสโท เหงื่อ ๓๓ พระบังคนเบา ปัสสาวะ ๓๔ พระนาภี สะดือ ๓๕ พระบังคนหนัก อุจจาระ ๓๖ พระขนง คิ้ว ๓๗ ข้อพระหัตถ์ ข้อมือ ๓๘ พระเขฬะ น้ าลาย ๓๙ พระอังคาร เถ้ากระดูก ๔๐ พระโลมา ขน ๔๑ น้ าพระเนตร น้ าตา ๔๒ พระอุรุ พระอัสสุชล ต้นขา ๔๓ พระชานุ หัวเข่า ๔๔ พระพาหุ ต้นแขน ๔๕ พระโลมา ขน ๔๖ พระฉายา เงา ๔๗ พระกรรเจียก จอนหู ค ำรำชำศัพท์หมวดเครือญำติ รำชตระกูล ค ำที่ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ๑ พระชนก พระบิดา พ่อ ๒ พระอัยกา ปู่, ตา ๓ พระปิตุลา ลุง ๔ พระเชษฐา พี่ชาย ๕ พระอนุชา น้องชาย ๖ พระสัสสุระ พ่อผัว, พ่อตา ๗ พระสวามี ผัว ๘ พระชนนี,พระมารดา แม่ ๙ พระอัยยิกา,พระอัยกี ย่า, ยาย ๑๐ พระปิตุจฉา ป้า ๑๑ พระเชษฐภคินี พี่สาว
๑๒ ๑๒ พระสุณิสา ลูกสะใภ้ ๑๓ พระเทวัน พี่เขย, น้องเขย ๑๔ พระชามาดา ลูกเขย ค ำรำชำศัพท์หมวดพระสงฆ์ ค ำที่ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ๑ สรงน้ า อาบน้ า ๒ พระโอวาท ค าสอน(พระสังฆราช) ๓ จ าวัด นอน ๔ จังหัน อาหาร ๕ พระบัญชา ค าสั่ง(พระสังฆราช) ๖ ฉัน รับประทาน ๗ อาพาธ ป่วย ๘ ลิขิต จดหมาย ๙ ปลงผม โกนผม ๑๐ นิมนต์ เชิญ ๑๑ อาสนะ ที่นั่ง ๑๒ ปัจจัย เงิน ๑๓ กุฏิ เรือนที่พักในวัด ๑๔ ประเคน ถวาย ๑๕ ถาน,เวจกุฎี ห้องสุขา ๑๖ มรณภาพ ตาย ค ำรำชำศัพท์หมวดพระสงฆ์ (ต่อ) ค ำที่ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ๑๗ เพล เวลาฉันอาหารกลางวัน ๑๘ ภัตตาหาร อาหาร ๑๙ อังคาด เลี้ยงพระ ๒๐ คิลานเภสัช ยารักษาโรค ๒๑ เสนาสนะ สถานที่พระภิกษุใช้อาศัย ๒๒ ถวาย ประเคน ๒๓ ไตรจีวร เครื่องนุ่งห่ม ๒๔ ท าวัตร สวดมนต์
๑๓ ข้อสังเกตบำงประกำรในกำรใช้รำชำศัพท์ ค าที่เป็นราชาศัพท์ ถ้าเป็นค านามมักมีค าว่า พระ หรือ พระราช น าหน้า เช่น พระองค์ พระพักตร์ พระเนตร พระบาท พระราชทรัพย์ พระราชวินิจฉัย พระราชโทรเลข ถ้าเป็นค ากริยา มักมีค าว่า ทรง ทรงพระ หรือ ทรงพระราช น าหน้า เช่น ทรงยืน ทรงทักทาย ทรงเรือใบ ทรงม้า ทรงพระสรวล ทรงพระด าริ ทรงพระอักษร ทรงพระราชนิพนธ์ ทรงพระราชปรารภ ทรงพระราชวินิจฉัย ค าบางค าเป็นกริยาราชาศัพท์อยู่แล้วไม่ต้องมี ทรง ทรงพระ หรือ ทรงพระราช น าหน้า เช่น เสวย (กิน) บรรทม (นอน) เสด็จขึ้น (ขึ้น) โปรด (ชอบ,รัก) พระราชทาน (ให้) ประทับ (นั่ง) กริ้ว (โกรธ) เสด็จพระราชด าเนิน (เดินทางไป)
๑๔ ๓. ควำมรู้เกี่ยวกับหลักกำรแต่งกำพย์ยำนี ๑๑ ตัวอย่ำงค ำประพันธ์ อ.ภาทิพ ศรีสุทธิ์ สิบเอ็ดบอกความนัย หนึ่งบาทไซร้ของพยำงค์ วรรคหน้าอย่าเลือนรำง จ านวนห้าพาจดจ ำ หกพยางค์ในวรรคหลัง ตามแบบตั้งเจ้าลองท ำ สัมผัสตามชี้น ำ โยงเส้นหมายให้เจ้าดู สุดท้ายของวรรคหนึ่ง สัมผัสตรึงสามนะหนู หกห้าโยงเป็นคู่ เร่งเรียนรู้สร้างผลงาน ข้อบังคับในกำรแต่งกำพย์ยำนี ๑๑ ๑. คณะ หมายถึง การจัดหมวดหมู่ถ้อยค าในแต่ละวรรค แต่ละบาท แต่ละบท ของกาพย์ยานี ๑๑ ซึ่งแยกออกเป็นลักษณะย่อยดังนี้ ๑.๑ บท คือ กาพย์ยานี ๑๑ ตอนหนึ่งๆ อาจมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ แต่ละเนื้อหาของเรื่อง ๑.๒ บำท คือ ส่วนย่อยของกาพย์ยานี ๑๑ แต่ละบท ซึ่งมีมากน้อยแล้วแต่เนื้อหาของเรื่อง ๑.๓ วรรค คือ ส่วนย่อยของบาทอีกครั้งหนึ่ง บาทหนึ่ง ๆ ของกาพย์ยานี ๑๑ แต่ละเนื้อหาจะ ไม่เท่ากัน ๑.๔ ค ำหรือพยำงค์พยำงค์คือ เสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่ง ๆ จะได้ความหรือไม่ก็ตาม ใน การแต่งกาพย์ยานี ๑๑ เรียกว่า ค าหรือพยางค์ เป็นส่วนย่อยของแต่ละวรรค วรรคแรก ๕ ค า วรรคหลัง ๖ ค า ของทุกบาท ทุกบท ๑๑
๑๕ กฎ กำพย์ยำนี ๑๑ มีคณะ ดังนี้ - บทหนึ่ง มี ๒ บาท คือ - บาทที่ ๑ เรียกว่า บาทเอก - บาทที่ ๒ เรียกว่า บาทโท - แต่ละบาทจะแบ่งเป็น ๒ วรรค คือ - วรรคแรกมี ๕ ค า - วรรคหลังมี ๖ ค า - รวมเป็น ๑๑ ค า - ในหนึ่งบท มี ๔ วรรค ได้แก่ - วรรคที่หนึ่ง เรียกว่า วรรคสดับ - วรรคที่สอง เรียกว่า วรรครับ - วรรคที่สาม เรียกว่า วรรครอง - วรรคที่สี่ เรียกว่า วรรคส่ง สัมผัสระหว่ำงวรรค ใน ๑ บท มีสัมผัส ๒ คู่ สังเกตจากแผนผังและตัวอย่าง เพราะครูผู้น าทำง ใช่เรือจ้ำงรับเงินตรำ พุ่มพานจึงน ามำ กราบบูชาพระคุณครู สัมผัสระหว่ำงบท พยางค์สุดท้ายของบทต้น สัมผัสกับพยางค์สุดท้ายของวรรคที่ ๒ ของบทถัดไป ตัวอย่ำง เพราะครูผู้น าทาง ใช่เรือจ้างรับเงินตรา พุ่มพานจึงน ามา กราบบูชาพระคุณครู หญ้าแพรกแทรกดอกไม้ พร้อมมาลัยอันงามหรู เข็มดอกออกช่อชู จากจิตหนูผู้รู้คุณ
๑๖ ๔. ควำมรู้เกี่ยวกับหลักกำรแต่งกลอนสุภำพ หลักกำรแต่งกลอนแปด ตัวอย่ำง กลอนสุภาพแปดค าประจ าบ่อน อ่านทุกตอนสามวรรคประจักษ์แถลง ตอนต้นสามตอนสองสองแสดง ตอนสามแจ้งสามค าครบจ านวน มีก าหนดบทระยะกะสัมผัส ให้ฟาดฟัดชัดความตามกระสวน วางจังหวะกะท านองต้องกระบวน จึงจะชวนฟังเสนาะเพราะจับใจ ฯ ฉันทลักษณ์กำรแต่งกลอนแปด ๑. ในวรรคหนึ่ง ๆ มีอยู่ ๗-๙ ค า จะใช้ค าเกินกว่าก าหนดได้บ้าง แต่ต้องเป็นค าที่ ประกอบด้วยเสียงสั้น ๒. การส่งสัมผัส ค าที่ ๘ ของวรรคแรก สัมผัสกับค าที่ ๓ หรือค าที่ ๕ ของวรรคที่สอง ค าที่ ๘ ของวรรคที่ ๒ สัมผัสกับค าที่ ๘ ของวรรคที่ ๓ ค าที่ ๘ ของวรรคที่ ๓ สัมผัสกับค าที่ ๓ หรือที่ ๕ ของวรรคที่ ๔ และค าสุดท้ายของวรรคที่ ๔ ส่ง สัมผัสไปยังค าสุดท้ายของวรรคที่ ๒ ของบทต่อไป ๓. วรรคสดับ หรือวรรคแรก ค าสุดท้ายใช้ค าเต้น คือ เว้นค าสามัญใช้ได้หมด แต่ถ้าจ าเป็น จะใช้เป็นเสียงสามัญก็อนุญาตให้ใช้ได้บ้าง แต่อย่าบ่อยนัก พยายามหลีกเลี่ยง ๔. วรรครับ หรือวรรคสอง ค าสุดท้ายนิยมใช้เสียงจัตวา ส่วน เอก โท ตรี ได้บ้าง ห้าม เด็ดขาดคือ เสียงสามัญ ๕. วรรครอง หรือวรรคสาม ค าสุดท้ายนิยมใช้เสียงสามัญ ห้ามใช้เสียงจัตวา หรือค าที่มีรูป วรรณยุกต์ ๖. วรรคส่ง หรือวรรคสี่ ค าสุดท้ายนิยมใช้เสียงสามัญ ห้ามใช้ค าตายและค าที่มีรูป วรรณยุกต์ ๗. ค าที่ ๓ ของวรรครองและวรรคส่ง ใช้ได้ทุกเสียง
๑๗ ๘. นิยมสัมผัสในระหว่างค าที่ ๕-๖-๗ ของทุก ๆ วรรค ๙. นิยมสัมผัสชิดในระหว่างค าที่ ๓-๔ ของวรรคสดับและวรรครอง ๑๐. อย่าให้มีสัมผัสเลือน, สัมผัสซ้ า, สัมผัสเกิน, สัมผัสแย่ง, สัมผัสเผลอ, และสัมผัสเพี้ยน ๔. ควำมรู้เกี่ยวกับค ำผญำภำษำถิ่นอีสำน ดินแดนที่ราบสูงแถบตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยทั้ง 19 จังหวัด หรือที่เรียกกัน โดยทั่วไปว่า ภาคอีสาน ซึ่งเป็นดินแดนแห่งอารยธรรมที่มีขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมอันเก่าแก่มาแต่ บรรพกาลแห่งหนึ่งของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีภาษาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง เรียกว่า ภาษา อีสาน เป็นภาษาที่สืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรล้านช้าง ควำมหมำย ผญา, ปัญญา, ปรัชญา หมายถึง ปัญญา ความรอบรู้ ไหวพริบ สติปัญญา ค าคม สุภาษิต หรือค าที่ พูดเป็นปริศนาฟังแล้วได้น ามาคิดมาวิเคราะห์ เพื่อค้นหาค าตอบจากปัญหาว่าความจริงเป็นอย่างไร มี ความหมายว่าอย่างไร ควำมเป็นมำ วรรณกรรมมุขปาฐะประเภทผญาหรือ ค าคม ภาษิตท้องถิ่นอีสานนี้ มีความเป็นมาอย่างไรหรือ ใครเป็นผู้ให้ก าเนิด ยากที่จะตัดสินได้ว่ามาจากไหน ใครเป็นผู้ให้ก าเนิดหรือริเริ่ม แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้รู้และ นักวิชาการ ที่ท าการศึกษาค้นคว้า วิจัย เกี่ยวกับเรื่องผญา หรือภาษิตอีสาน ได้สันนิษฐานหรือให้ทัศนะ เกี่ยวกับที่มาของผญาพอสรุปได้ดังนี้ ๑. ผญาเกิดจาก ค าสั่งสอนและศาสนา โดยหมายเอา ค าสอนของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก ครูบา อาจารย์ที่มีต่อศิษย์ พ่อแม่ที่มีต่อลูกหลาน ทั้งนี้ก็สืบเนื่องจากค าสอนของศาสนาโดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ๒. ผญาเกิดจากขนบธรรมเนียมประเพณีโดยหมายเอา ข้อปฏิบัติที่คนในสังคมอีสานปฏิบัติต่อ กันในวิถีชีวิต ๓. ผญาเกิดจากการเกี้ยวพาราสีของหนุ่มสาว อาจหมายเอาแรงบันดาลใจหรือความรู้สึกภายใจที่ อยากจะบอกต่อกันและกัน จึงกล่าวออกมาด้วยค าคมเชิงโวหารภาพพจน์ต่าง ๆ แล้วเกิดการโต้ตอบถ้อยค าแก่ กันและกัน ๔. ผญาเกิดจากการเล่นของเด็ก โดยหมายเอา การเล่นกันระหว่างเด็กแล้วมีการตั้งค าถาม อย่างเช่น ปริศนาค าทาย แต่แทนที่จะถามโดยตรงกับสร้างเป็นถ้อยค าที่คล้องจองกัน ๕. ผญาเกิดจากสภาพแวดล้อมหรือเหตุการณ์อื่น ๆ ในวิถีชีวิต โดยหมายเอา สภาพการณ์ที่ เกิดขึ้นในชีวิตแล้วเกิดแรงบันดาลใจให้เกิดถ้อยค าในใจและมีการกล่าวถ้อยค าที่คล้องจองแก่กันและกัน ใน โอกาศที่เดินทางไปมาค้าขาย หรือกิจกรรมอื่น ๆ (อดิศร เพียงเกษ, ๒๕๔๔: ๙๖)
๑๘ จากการสันนิษฐานที่มาของการเกิดขึ้นของผญา จะเห็นว่าผญานั้นมีความหมายต่อชาวอีสาน ไม่ ว่าชาวอีสานอาศัยอยู่สถานที่ใด เมื่อมีกิจกรรมใด ๆ ร่วมกัน หรือสนทนากันในกลุ่ม จะมีการกล่าว ผญา สอดแทรกขึ้นมาเสมอ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ท าให้ผญามีบทบาทหน้าที่และมีความส าคัญต่อสังคมชไทยอีสาน ตั้งแต่อตีดจนถึงปัจจุบัน อาจแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ แล้วแต่โอกาสที่จะน าไปใช้ในกิจกรรมนั้น ๆ ประเภทของผญำ ผญาหรือค าคม ภาษิตโบราณอีสานนี้ แบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ ๔ ประเภท ดังนี้ ๑. ประเภทค าสอน เรียกว่า ผญาค าสอนหรือผญาภาษิต ๒. ประเภทเกี้ยวพาราสี เรียกว่า ผญาเครือ, ผญาย่อย หรือผญา โต้ตอบ ๓. ประเภทปริศนา เรียกว่า ผญาปริศนา-ปัญหาภาษิต ๔. ประเภทอวยพร เรียกว่า ผญาอวยพร ๑. ประเภทค ำสอน ผญำค ำสอนหรือผญำภำษิต คือ การใช้ถ้อยค าที่กล่าวเป็นร้อยกรองสั้น ๆ แฝงไว้ด้วยคติธรรม ค าเตือนใจ หรืออีนัยหนึ่งคือ ข้อความที่เป็นอุปมาอุปมัย ให้ผู้ฟังได้คิดตีความสามารถน าไปประพฤติปฏิบัติ ในทางที่ดีงามถูกต้อง ตัวอย่ำง “คันเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มเป็นพระยา อย่าได้ลืมคนทุกข์ผู้ขี่ควายคอนกล้า” “คันเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มสัปทน อย่าได้ลืมคนจนผู้แห่น าตีนซ้าง” ความหมาย : ถ้าได้ดีหรือได้เป็นใหญ่แล้วก็อย่าได้ลืมผู้คนรอบข้างหรือเบื้องหลัง “ความตายนี้แขวนคอทุกบาทย่าง ไผก็แขวนอ้อนต้อน เสมอด้ามดังเดียว” ความหมาย : ความตายนี้ย่อม ติดตามเหมือนเงาตามตัว ไม่มีผู้ใดหลุดพ้น “บุญ บุญนี้บ่แหม่นของแบ่งได้ ปันแจกกันแหล่ว บ่อห่อนแยกออกได้ คือไม้ผ่า กลาง คือจั่งเฮากินข้าว เฮากินเฮาอิ่ม บ่แหม่นไปอิ่มท้อง เขาพุ้นผู้บ่กิน” ความหมาย : เรื่องของบุญใครเป็นคนท า คนนั้นได้รับผลเอง ไม่สามารถแบ่งปันได้ เหมือนสิ่งของ เหมือนกินข้าวผู้ที่กินผู้นั้นก็อิ่มเอง “ค าสอนพ่อแม่นี้หนักเกิ่งธรณี ผู้ใดย าเยงนบหากสิดีเมือหน้า ความหมาย : ผู้ใดเคารพค าสั่งสอนพ่อแม่จะเจริญก้าวหน้า “ขอให้อดสาสู้ เพียรไปให้ถืกป่อง คุณอาจารย์ยกใส่เกล้า คนิงไว้อย่าสิลืม” ความหมาย : อดทนสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง ยกย่องคุณอาจารย์
๑๙ ๒. ประเภทอวยพร ผญำอวยพร คือ การใช้ถ้อยค าทีใช้พูดอวยพรในโอกาสต่าง ๆ ส่วนใหญ่มักจะเป็นค าพูดที่ ผู้สูงอายุหรือคนที่เคารพนับถือ พูดเพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่ผู้ฟังหรือผู้รับพร อาจแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้ ๒.๑ อวยพรทั่วไป “ค่อยอยู่ดีส าบายมั่นเสมอมันเครือเก่า เดอ ให้เจ้าอยู่ดีมีแฮงความเจ็บอย่าให้ได้ความไข้อย่าให้มีให้ ไปดีมาดีผู้อยู่ให้มีชัยผู้ไปให้มีโชค โชคม้าอยู่เทิงอาน อยู่เทิงเครื่องอลังการส ารับ นอนหลับให้เจ้าได้ เงินพัน นอนฝันให้เจ้าได้เงินหมื่น นอนตื่นให้เจ้าได้เงินแสน แบมือไปให้ได้แก้วมณีโชติ โทษฮ้ายอย่า มาพาน มารฮ้ายอย่ามาผ่า ให้เจ้ามีอายุ วรรณัง สุขัง พลัง เดอ ” ความหมาย : ให้อยู่สุขสบาย ความเจ็บไข้อย่าได้มี ไปดีมาดี ผู้อยู่ขอให้มีชัย ผู้ไปขอ ให้มีโชคอยู่ บนเครื่องส ารับอันอลังการ นอนหลับขอให้ได้เงินพันนอนฝันขอให้ได้เงินหมื่น นอนตื่นขึ้นมาขอให้ได้เงินแสน แบมือไปให้ได้แก้วมณีโชติ โทษร้ายอย่ามาพานพบ มารร้ายอย่ามากล้ ากลาย ให้มีอายุวรรณะ สุขะ พละ ๒.๒ อวยพรคู่บ่าวสาว “ ให้เจ้าเป็นคู่แก้วคู่ขวัญ ให้เจ้าฮักกันบ่มีเปิด ลูกแก้วเกิดหญิงชาย สุขส าบายจนแก่เฒ่า สมบัติหลั่ง เข้าเนืองนอง เงินทองมีมากล้นเทอญ” ความหมาย : ขอให้คู่บ่าวสาวจงมีความรักต่อกันอย่าได้เสื่อมกัน ให้ได้ลูกหญิงลูกชายให้มีความสุขใน ครอบครัวจนแก่เฒ่าชรา มีทรัพย์สมบัติแก้วแหวนเงินทองมากมายอย่าขาดมือ ๒.๓ อวยพรพิธีสู่ขวัญ “ผูกเบื้องซ้ายให้ขวัญเจ้ามา ผูกเบื้องขวาให้พระเจ้าอยู่ฝ้ายเส้นนี้มีค าแถน น ามาผูกแขนผอวนเจ้า อย่ามี ศรีเศร้าตัวเจ้าอย่างหมองหม่น คุณพระพุทธ พระ ธรรมมากล้นไหลตื้อตื่นประสงค์เจ้านอนหลับให้ได้เงิน หมื่น เจ้านอนตื่นให้ได้เงินแสน แปนมือไปให้ได้แก้วมณีโชติ โทษร้ายอย่าพานมารร้ายอย่าเบียด” ความหมาย : ผูกแขนซ้ายขอให้ขวัญมาอยู่กับเนื้อกับตัว ผูกแขนขวาขอให้คุณพระคุณเจ้าอยู่ คุ้มครอง ฝ้ายผูกแขนเส้นมีค าพรจากเทวดาให้น ามาผูกแขนเจ้า อย่าให้มีความเศร้าหมองอยู่ในตัว ด้วยคุณพระ รัตนตรัยมีมากล้นขอให้เจ้าได้ทุกสิ่งสมประสงค์ เมื่อเจ้านอนหลับขอให้ได้เงินหมื่น นอนตื่นขอให้ได้เงิน แสน ยื่นมือออกไปขอให้ได้แก้วแหวนเงินทอง ภัยร้ายทั้งปวงอย่าได้มาเบียดเบียน ๓. ผญำประเภทปริศนำ - ปัญหำภำษิต ผญำปริศนำ-ปัญหำภำษิต คือ การใช้ถ้อยค าที่แทรกข้อคิด ปรัชญา คติชีวิต ในเชิงเปรียบเทียบ ในถ้อยค า ท าให้ผู้ฟังต้องน าไปขบคิดและตีความเอาเอง ตัวอย่าง “อัศจรรย์ใจแข้ หางยาว ๆ สังบ่ได้ฮองนั่ง บาดกระต่ายหางแป ๆ กระต่าย หางก้อม ๆ สังมาได้นั่งฮอง” ความหมาย : อัศจรรย์ใจ ที่ผู้มีความรู้มามาก ๆ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แต่ผู้ร่ าเรียนมา น้อยกลับมีความสามารถประกอบอาชีพการงานได้ส าเร็จและมั่นคงในชีวิต
๒๐ “อัศจรรย์ใจโอ้ โอทองสังมาแตก บาดว่ากะโปะหมากพร้าว สังมามั่นกว่าโอ” ความหมาย : อัศจรรย์ใจ ผู้ที่มีเชื้อสายจากสกุลใหญ่โต มีเกียรติยศชื่อเสียง ท าไมจึงแตกแยก ขัดแย้งกันได้แต่ท าไมผู้อยู่ในตระกูลธรรมดาสามัญชนทั่วไป กลับมีความกลมเกลียวมีความสามัคคีกันดี “กวางกินหมากขามป้อม ไปคาก้นขี้มั่ง คันแม่นมั่งบ่ขี้ สามมื้อกระต่าย ตายคันกระต่ายตายแล้วเห็น อ้ม ผัดเน่าเหม็น” ความหมาย : ลูกหลานกระท าความผิด มีผลกระทบถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง ถ้าไม่สามารถแก้ปัญหา ได้ ไม่นานก็จะเป็นปัญหากระทบไปถึงญาติพี่น้องเดือดร้อนกันไปหมด (รวมถึงสถาบันด้วย) “อยากกินข้าว ให้ปลูกใส่พะลานหิน อยากมีศีล ให้ฆ่าพ่อตีแม่อยากให้คน มาแวะ ให้ฆ่าหมู่เดียวกัน” ความหมาย : ถ้าหากต้องการความส าเร็จ มีกินมีใช้ร่ ารวย ต้องเป็นผู้มีความอดทน เพียรพยายาม ต่อการท าทาน มีขันติธรรม (ปลูกข้าวใส่พะลานหิน) ถ้าอยากเป็นผู้มีคุณธรรม เอาชนะใจตนเองได้ ต้องดับตัว กิเลส คือ โลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นรากเหง้าแห่งกิเลสทั้งปวง (ฆ่าพ่อตีแม่) และถ้าต้องการให้คนเคารพนับถือ ชื่น ชอบ ต้องขจัดพฤติกรรมที่เลวร้ายไปให้หมด มีความเห็นแก่ตัว(ฆ่าหมู่เดียวกัน) เป็นต้น และให้ส ารวมกาย วาจา ใจ ๔. ผญำประเภทเกี้ยวพำรำสี ผญาประเภทนี้มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไปว่าผญาเครือ, ผญาย่อยหรือผญาโต้ตอบ คือการใช้ ถ้อยค าพูดโต้ตอบกันเชิงเกี้ยวพาราสี ทักทายปราศัย สรรเสริญเยินยอ หรือความอาลัย ตัวอย่ำง “ฝันคืนนี้ฝันเป็นประหลาดต่าง ฝันว่าเสาเฮือนเนิ้งไปทางตะวันออกฝันว่าปอกมีดโต้ตกน้ า ล่องหนี ฝันว่าธ ามะรงเหลื้อมในมือกระเด็นแตกเกรงว่านาถเจ้าใจเลี้ยวจากเฮียม” ความหมาย : ฝันเมื่อคืนช่างฝันประหลาดนัก ฝันว่าเสาเรือนเอียงไปทางทิศตะวันออก ฝันว่า ปลอกมีดตกไปในน้ า ฝันว่าแหวนเพชรในมือหล่นแตก เกรงว่าจะเป็นลางร้ายหรือน้องจะจากไป “สิบปีกะสิถ่าซาวพรรษากะสิอยู่ คันบ่ได้เป็นคู่เห็นแต่อุแอ่งน้ ากะปานได้นั่งเทียม” ความหมาย :สิบปี ยี่สิบปีก็จะรอน้องอยู่ ถึงไม่ได้เคียงคู่น้องมองเห็นแค่ตุ่มใส่น้ าก็เหมือนได้นั่งเคียง “อย่าให้เสียแฮงอ้ายเดินทางหิวหอด คือดั่งม้าอยากน้ าเดือนห้า หอดหิว คันบ่กูร์ณา อ้าย เห็นสิตายม้อยระแหม่ง เห็นสิตายหอดแห้งหิวน้ าหอดแฮง” ความหมาย : อย่าให้เสียแรงที่พี่ต้องดั้นด้นมาหา ได้โปรดกรุณารับไมตรีพี่ไว้อย่าแล้งน้ าใจนักเลย “พี่สิลาจากน้องกลับต่าวเคหัง ปาสิลาวังเวินเสิ่นไปคือฮุ้ง ทุงสิไลลาผ้า สาหนองสิลาบวก ฮวก สิลาแม่น้ า นางน้องค่อยอยู่ดี แด่เนอ” ความหมาย : พี่ต้องลาจากน้องไปแล้ว เหมือนปลาที่ลาจากน้ า นกลาจากหนอง ขอให้น้องอยู่สุขสบายดีนะ “พี่นี้ปลอดอ้อยซ้อย เสมออ้อยกลางกอ กาบกะบ่ห่อ หน่อน้อย กะบ่ซอน ชู้บ่ซ่อนเมียอ้ายบ่มี” ความหมาย : พี่นี้ยังเป็นโสด ไร้คู่ใจเหมือนต้นอ้อยกลางกอ จึงได้มุ่งหมายมารักน้อง
๒๑ ควำมส ำคัญของผญำที่มีต่อสังคมชำวอีสำน เมื่อพิจารณาจากตัวอย่างผญาอันเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะชาวอีสานแล้ว นับว่าผญามีบทบาทต่อ สังคมอีสานที่สืบทอดมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอยู่ไม่น้อย ซึ่งมักจะแสดงออกมาในลักษณะต่อไปนี้ ๑. ผญามีบทบาทต่อการสั่งสอน การถ่ายทอดความรู้และสั่งสอนแก่ลูกหลาน ลูกศิษย์ ประชาชน ของพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และพระสงฆ์ นอกจากการถ่ายทอดโดยตรงแล้วยังการถ่ายทอด ทางอ้อมด้วยการสังเกตความประพฤติของบุคคลแวดล้อมด้วยการปฏิบัติในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การบอกเล่า การประกอบพิธีกรรม การแสดงมหรสพ โดยใช้ถ้อยค าที่เป็นภาษิตหรือผญาเป็นสื่อน ามาสอน เพราะผญาเป็น ถ้อยค าที่แฝงไว้ด้วยคติธรรมและมีความไพเราะสละสลวยรัดกุม ท าให้ผู้ฟังสามารถน าไปประพฤติปฏิบัติในทาง ที่ดีงามที่ถูกที่ควรได้ ๒. ผญามีบทบาทต่อความบันเทิง คนอีสานมักจะกิจกรรมการเล่นและมหรสพประจ าท้องถิ่น อีสานชนิดหนึ่ง คือ หมอล า เมื่อคนอีสานมีงานประจ าปีหรืองานบุญงานกุศลต่าง ๆ มักจะมีหมอล าซึ่งถือว่าเป็น ศิลปะการแสดงที่เป็นภูมิปัญญาคู่มากับคนอีสาน และในค าร้องของหมอล าที่แสดงนั้น ล้วนแต่เป็นถ้อยค าที่ เป็นผญาแทบทั้งสิ้น นอกจากผญาที่เป็นค าร้อง(หมอล า)แล้ว ก็ยังมีการกล่าวผญาโต้ตอบระหว่างกันและกัน เรียกว่า การจ่ายผญา หรือแก้ผญา พูดผญา หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ล าผญาญ่อย ลักษณะของการจ่ายผญา คือ หมอล าหรือผู้เล่นจะนั่งเป็นวง ส่วนผู้ฟังอื่น ๆ ก็จะนั่งเป็นวงล้อมรอบ แล้วมีการจ่ายผญากันและกัน และ จะมีหมอแคนเป่าให้จังหวะไปด้วย บางครั้งการจ่ายผญาก็มีในกิจกรรมอื่น ๆ เช่น เข็นฝ้ายหรือปั่นฝ้าย ฝ่ายชาย ก็จะล าเกี้ยวฝ่ายหญิง ส่วนฝ่ายหญิงก็จะเข็นฝ้ายไปด้วยจ่ายผญาไปด้วย นับว่าเป็นการสร้างความสนุกสนาน ให้กับคนอีสานเป็นอย่างมากโดยเฉพาะหนุ่มสาวอีสาน ๓. มีบทบาทต่อการอนุรักษ์วรรณกรรมท้องถิ่นอีสาน คนอีสานเมื่อไปอยู่ในที่ใด ๆ ถ้าได้มีการ จัดกิจกรรมร่วมกันหรือแม้กระทั่งคุยกันในกลุ่มของคนอีสานแล้ว สิ่งที่จะขาดไม่ได้ก็คือการพูดผญา สอดแทรก ขึ้นมาในระหว่างการสนทนาเสมอ จึงเป็นการอนุรักษ์วรรณกรรมประเภทมุขปาฐะของท้องถิ่นอีสานโดย ทางอ้อม ทั้งเพราะผญา เป็นวรรณกรรมประเภทมุขปาฐะหนึ่งใน ๖ ของวรรณกรรมมุขปาฐะถิ่นอีสาน ได้แก่ ๓.๑ การเล่าเรื่องต านานและนิทาน ๓.๒ การสวดสรภัญญ์ ๓.๓ การอ่านหนังสือผูก ๓.๔ การแสดงหมอล า ๓.๕ เพลงเด็ก ๓.๖ ผญา ดังนั้น ผญำ จึงเป็นวรรณกรรมมุขปาฐะที่มีบทบาทต่อสังคมคนอีสานมาก ทั้งยังเป็นเครื่องมือให้ การศึกษาแก่คนในกลุ่มและสถาบันพื้นฐานทางสังคมมี ครอบครัว เป็นต้น นอกจากนี้ยังสร้างความเพลิดเพลิน กระตุ้นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและคงความเป็นอีกลักษณ์ทางภาษาแก่คนอีสานไว้ไม่ให้เสื่อมสูญไป เรียก ได้ว่า ผญาหรือค าคม ภาษิตอีสาน เป็นวรรณกรรมท้องถิ่นที่มีบทบาทหน้าที่ (functionalism) ที่ส าคัญต่อคน อีสานตั้งแต่อดีตจนตราบเท่าปัจจุบันทุกวันนี้
๒๒ กำรล ำและจ่ำยผญำ การล าและจ่ายผญา ในสมัยโบราณนั้นจะนั่งกับพื้น คือ หมอล า หมอผญา และหมอแคน จะนั่งเป็น วง ส่วนผู้ฟังอื่นๆ ก็นั่งเป็นวงล้อมรอบ หมอล าบางครั้งจะมีการฟ้อนด้วย ส่วนผู้จ่ายผญาจะไม่มีการฟ้อน ใน บางครั้งจะท างานไปด้วยแก้ผญาไปด้วย เช่น เวลาลงข่วง หมอล าชายจะล าเกี้ยว ฝ่ายหญิงจะเข็นฝ้ายไป แก้ผญาไป นอกจากหมอล า หมอแคนแล้ว บางครั้งจะมีหมอสอยท าการสอยสอดแทรกเป็นจังหวะไป ท าให้ ผู้ฟังได้รับความสนุกสนาน การจ่ายผญาในครั้งแรกๆ นั้น เป็นการพูดธรรมดา ไม่มีการเอื้อนเสียงยาว และนั่ง พูดจ่ายตามธรรมดา ต่อมาได้มีการดัดแปลงให้มีการเอื้อนเสียงยาว มีจังหวะและสัมผัสนอกสัมผัสในด้วย ท าให้ เกิดความไพเราะ และมีการเป่าแคนประกอบจนกลายมาเป็น "หมอล าผญา" ซึ่งพึ่งมีขึ้นประมาณ ๓๐ – ๔๐ ปี มานี้ เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปการพัฒนาของการจ่ายผญาจึงมีมากขึ้น จากการนั่งจ่ายผญาซึ่งมองกันว่าไม่ค่อย ถนัด และไม่ถึงอกถึงใจผู้ฟัง (ด้วยขาดการแสดงออกด้านท่าทางประกอบ) จึงมีการเปลี่ยนมาเป็นยืนล า ท าให้มี การฟ้อนประกอบไปด้วย จากดนตรีประกอบที่มีเพียงแคน ก็ได้น าเอากลอง ฉิ่ง ฉาบ และดนตรีอื่นๆ เข้ามา ประกอบ จากผู้แสดงเพียง ๒ คนก็ค่อยๆ เพิ่มเป็น ๓, ๔ และ ๕ คน จนมารวมกันเป็นคณะ เรียกว่า คณะหมอ ล าผญา บางคณะได้มีหางเครื่องเข้ามา ประกอบด้วย จากการศึกษาเอกสารต าราเกี่ยวกับความรู้เรื่อง ค าราชาศัพท์ ค าผญาและหลักการแต่งกาพย์ยานี ๑๑ ดังกล่าวข้างต้น คณะผู้จัดท าโครงงานได้ท าการศึกษารวบรวมและคัดเลือกค าราชาศัพท์ใกล้ตัวที่ควรรู้จัก น ามาแต่งเป็นกลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์ ประเภทกาพย์ยานี ๑๑ และได้บูรณาการความรู้เรื่องค าผญาภาษาถิ่น อีสาน เข้ากับเนื้อหาราชาศัพท์ พัฒนามาเป็นบทกลอนล าผญาราชาศัพท์และจัดท าสื่อประกอบการเล่นเกม “กาพย์กลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์” และท าการเผยแพร่ความรู้เรื่องค าราชาศัพท์ให้กับนักเรียนโรงเรียน เทศบาลสวนสนุก โดยผ่านการเล่นเกมทุก ๆ เช้าหลังเคารพธงชาติโดยใช้ชื่อกิจกรรมว่า“เช้าตรู่ รู้ส านวน” เป็น อีกหนึ่งกิจกรรมหน้าเสาธงที่ทางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยได้จัดขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกทักษะ การอ่าน เขียน ฟังดูพูดและการน าเสนอ ตลอดจนการแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ดีและมีประโยชน์สามารถช่วยพัฒนาตนเองในการเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ
๒๓ บทที่ ๓ วิธีด ำเนินกำรศึกษำ จากการท าโครงงานเรื่อง “กาพย์กลอนช่วยจ า บูรณาการเป็นกลอนล าผญาราชาศัพท์” กลุ่มผู้จัดท าโครงงานได้ด าเนินการตามล าดับขั้นตอน ดังนี้ ๑. ขั้นกำรคิดและกำรเลือกหัวเรื่อง - ประชุมระบุปัญหา วิเคราะห์ปัญหาและคัดเลือกประเด็นปัญหาที่สนใจศึกษา ๒. ขั้นกำรวำงแผน - จัดท าเค้าโครงโครงงานและน าเสนอต่อครูที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบและให้ค าแนะน า - วางแผนและก าหนดปฏิทินปฏิบัติงานรวมถึงวัสดุอุปกรณ์ที่จ าเป็นในการท าโครงงาน - มอบหมายภาระงานและแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการท างานให้ชัดเจน ๓. ขั้นกำรด ำเนินงำน - ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลเรื่อง ค าราชาศัพท์และหลักการแต่งกาพย์ยานี๑๑ กลอนสุภาพ จากเอกสาร ต ารา ห้องสมุดโรงเรียน อินเทอร์เน็ตและสอบถามจากผู้รู้ - รวบรวมและคัดเลือกค าราชาศัพท์ที่น่าสนใจใกล้ตัวที่ควรรู้ - ระดมสมองช่วยกันแต่งกาพย์และกลอนจากค าราชาศัพท์ที่เลือกไว้พร้อมน าเสนอครูที่ ปรึกษาช่วยตรวจสอบความถูกต้องและให้ค าแนะน าเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น - ศึกษาและแต่งบทช่วยจ ากลอนล าผญาค าราชาศัพท์เพื่อใช้เผยแพร่ความรู้ - ด าเนินการถ่ายภาพนิ่งประกอบบทกลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์ เพื่อจัดท าเป็นสื่อ ประกอบเพิ่มความสวยงามและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ภาพที่ ๑ แสดงการระบุปัญหา วิเคราะห์ปัญหาและคัดเลือกหัวข้อโครงงาน ภาพที่๓ แสดงขนั้การดา เนนิการศกึษาคน้ควา้โครงงาน ภาพที่๒ แสดงขนั้ตอนการวางแผนเขียนเคา้โครงโครงงานและเสนอต่อครูทปี่รกึษา
๒๔ ๔. ขั้นกำรเขียนรำยงำน - สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ - เขียนสรุปรายงานโครงงานจัดท าเป็นรูปเล่มและจัดป้ายนิเทศแสดงรายงานโครงงาน ๕. ขั้นกำรน ำเสนอผลงำน - เผยแพร่ให้ความรู้เรื่องค าราชาศัพท์จากกิจกรรม “เช้าตรู่ รู้ส านวน” โดยผ่านการเล่นเกม “เปิดแผ่นป้ายอ่านกลอนสอนจ าค าราชาศัพท์” ให้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ โรงเรียนเทศบาลสวน สนุก ในทุก ๆ เช้า หลังกิจกรรมเคารพธงชาติ ระยะเวลำด ำเนินงำน - ด าเนินการศึกษาในช่วงภาคเรียนที่ ๑ โดยผ่านการจัดกิจกรรม“เช้าตรู่ รู้ส านวน” เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐ - ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ วัสดุ/อุปกรณ์ที่ใช้ในกำรศึกษำค้นคว้ำ ๑. กล้องถ่ายรูป (มือถือ) ๒. มีดคัตเตอร์ ๓. กรรไกร ๔. กระดาษกาวสองหน้า ๕. กาว ๖. ไม้บรรทัด ๗. คอมพิวเตอร์ ๘. พริ้นเตอร์ ๙. กระดาษ A4 สีขาว และกระดาษสีชนิดหนา ๑๐.ป้ายนิเทศ ภาพที่๕ แสดงการเผยแพร่ความรู้โดยใชเ้กม“กาพย์กลอนช่วยจา บูรณาการเป็นกลอนลา ผญาราชาศพัท”์ ภาพที่๔ แสดงขนั้การเขียนสรุปรายงานโครงงานและเตรยีมจดันทิรรศการ
๒๕ ตำรำงที่ ๑ ปฏิทินแสดงวิธีด ำเนินกำรศึกษำโครงงำนเรื่อง “กาพย์กลอนช่วยจ า บูรณาการเป็นกลอนล าผญาราชาศัพท์” กำรด ำเนินงำน สถำนที่/ แหล่งเรียนรู้ ระยะเวลำ ๑. ขั้นกำรคิดและกำรเลือกหัวเรื่อง - ประชุมระบุปัญหา วิเคราะห์ปัญหาและคัดเลือกประเด็น ปัญหาที่สนใจศึกษา ห้องเรียน ๒๒-๒๔พฤษภาคม๒๕๖๐ ๒. ขั้นกำรวำงแผน - จัดท าเค้าโครงโครงงานและน าเสนอต่อครูที่ปรึกษาเพื่อ ตรวจสอบและให้ค าแนะน า ห้องเรียน ๒๕-๓๑พฤษภาคม๒๕๖๐ - วางแผนและก าหนดปฏิทินปฏิบัติงานรวมถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ จ าเป็นในการท าโครงงาน ๑-๕ มิถุนายน ๒๕๖๐ - มอบหมายภาระงานและแบ่งหน้าที่รับผิดชอบในการท างาน ให้ชัดเจน ๖-๘ มิถุนายน ๒๕๖๐ ๓. ขั้นกำรด ำเนินงำน - ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลเรื่อง ค าราชาศัพท์ การ แต่งกาพย์ยานี ๑๑ จากเอกสาร ต ารา ห้องสมุดโรงเรียน อินเทอร์เน็ตและสอบถามจากครูที่ปรึกษาและผู้รู้ที่เชี่ยวชาญ ห้องเรียน ที่บ้าน ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต ๙ มิ.ย.– ๓๐ ก.ค.๖๐ - รวบรวมและคัดเลือกค าราชาศัพท์ใกล้ตัวที่ควรรู้ ๒-๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๐ - ระดมสมองช่วยกันแต่งกาพย์ยานี ๑๑ จากค าราชาศัพท์ที่ เลือกไว้ พร้อมน าเสนอครูที่ปรึกษาช่วยตรวจสอบความ ถูกต้องและให้ค าแนะน าเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ๑๐-๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๐ - ถ่ายภาพนิ่งประกอบบทกลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์ เพื่อใช้ เป็นสื่อประกอบเพิ่มความสวยงามและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น บริเวณ โรงเรียน ๔-๕ กันยายน ๒๕๖๐ - ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเรื่อง ค าผญาอีสาน จากคุณตาเรือง พร้อมเรียนรู้วิธิการแต่งกลอนล าและฝึกร้องกลอนล าผญา ราชาศัพท์ เพื่อใช้เป็นสื่อเผยแพร่ความรู้ ชุมชนวัดธาตุ บ้านคุณตา เรือง ๑๑-๓๐ กันยายน ๒๕๖๐ ๔. ขั้นกำรเขียนรำยงำน - สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ - เขียนสรุปรายงานโครงงานจัดท าเป็นรูปเล่ม และจัดป้าย ห้องเรียน ๑-๓๑ มกราคม ๒๕๖๑ นิเทศแสดงรายงานโครงงาน
๒๖ ๕. ขั้นกำรน ำเสนอผลงำน - เผยแพร่ให้ความรู้จากการศึกษาค้นคว้าโครงงาน เรื่อง ค าราชาศัพท์ โดยใช้สื่อประกอบต่าง ๆ หน้าเสาธง พักกลางวัน หลังเลิกเรียน ๙ มิถุนายน ๒๕๖๐ ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๐ - จัดกิจกรรมเช้าตรู่รู้ส านวน โดยผ่านการเล่นเกม“เปิดแผ่น ป้าย อ่านกลอนสอนจ าค าราชาศัพท์” ให้กับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๔-๖ โรงเรียนเทศบาลสวนสนุก ในทุก ๆ หลังกิจกรรมเคารพธงชาติ บริเวณ หน้าเสาธง ๙ มิถุนายน ๒๕๖๐ ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๐
๒๗ บทที่ ๔ ผลกำรศึกษำ จากการศึกษาและจัดท าโครงงานเรื่อง“กาพย์กลอนช่วยจ า บูรณาการเป็นกลอนล าผญาราชาศัพท์” ในครั้งนี้ สามารถสรุปผลการศึกษาได้ ดังนี้ ๑. ได้ค าราชาศัพท์พร้อมความหมายที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว โดยแบ่งออกเป็น ๕ หมวด ได้แก่ หมวด ค ากริยา จ านวน ๒๑ ค า หมวดของใช้ จ านวน ๓๐ ค า หมวดร่างกาย จ านวน ๔๘ ค า หมวดเครือญาติราช ตระกูล จ านวน ๑๕ ค า และหมวดพระสงฆ์ จ านวน ๒๔ ค า รวมค าราชาศัพท์มีจ านวนทั้งสิ้น ๑๓๘ ค า ตำรำงที่ ๒ แสดงกำรสรุปผลกำรศึกษำค้นคว้ำและรวบรวมค ำรำชำศัพท์หมวดค ำกริยำ หมวด ค ำที่ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ค ำรำชำศัพท์ หมวดที่ ๑ หมวดค ำกริยำ ๑ พระราชปุจฉา ถาม ๒ พระราชปฏิสันถาร ทักทายปราศรัย ๓ ถวายบังคม ไหว้ ๔ สรงน้ า อาบน้ า ๕ บรรทม นอน ๖ ประทับ นั่ง ๗ เสด็จ ไป ๘ โปรด ชอบ ๙ ทอดพระเนตร ดู ๑๐ พระราชทาน ให้ ๑๑ ต้องพระราชประสงค์ อยากได้ ๑๒ ทรงเครื่อง แต่งตัว ๑๓ ทรงพระครรภ์ มีครรภ์ ๑๔ ทรงพระสรวล หัวเราะ ๑๕ เสวย รับประทาน ๑๖ ประชวร ป่วย ๑๗ ทรงพระอักษร เรียน , เขียน , อ่าน ๑๘ ตรัส พูดด้วย ๑๙ เสด็จประพาส ไปเที่ยว ๒๐ พระบรมราชวินิจฉัย ตัดสิน ๒๑ ทรงพระกันแสง ร้องไห้ ค ำรำชำศัพท์หมวดค ำกริยำ จ ำนวน ๒๑ ค ำ
๒๘ ตำรำงที่ ๓ แสดงกำรสรุปผลกำรศึกษำค้นคว้ำและรวบรวมค ำรำชำศัพท์หมวดเครื่องใช้ หมวด ค ำที่ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ค ำรำชำศัพท์ หมวดที่ ๒ หมวดเครื่องใช้ ๑ พระมาลา หมวก ๒ พระโอสถ ยารักษาโรค ๓ พระสาง หวี ๔ ฉลองพระเนตร แว่นตา ๕ พระแสง อาวุธ ๖ พระกลด ร่ม ๗ พระภูษา ผ้านุ่ง ๘ ซับพระพักตร์ ผ้าเช็ดหน้า ๙ พระฉาย กระจกส่อง ๑๐ พระกระยาเสวย (พระมหากษัตริย์) ข้าว ๑๑ พระสุธารส น้ ากิน ๑๒ พระจุฑามณี ปิ่น ๑๓ ธารพระกร ไม้เท้า ๑๔ พานพระศรี หมาก ๑๕ พระสุธารสชา น้ าชา ๑๖ น้ าจัณฑ์ เหล้า ๑๗ พระยี่ภู่ ที่นอน ๑๘ ของเสวย เครื่อง ๑๙ พระวิสูตร , พระสูตร ม่าน , มุ้ง ๒๐ ซับพระองค์ ผ้าเช็ดตัว ๒๑ รัดพระองค์ เข็มขัด ๒๒ พระทวาร ประตู ๒๓ พระแท่นบรรทม เตียงนอน ๒๔ พระแสงปืน ปืน ๒๕ พระกุณทลพาน ตุ้มหู ๒๖ ฉลองพระองค์ เสื้อ ๒๗ พระภูษาชุบสรง ผ้าอาบจ้ า ๒๘ ทองพระกร ก าไลข้อมือ ๒๙ พระเขนย หมอน ๓๐ พระที่ , พระสนับเพลา กางเกง ค ำรำชำศัพท์หมวดเครื่องใช้จ ำนวน ๓๐ ค ำ
๒๙ ตำรำงที่ ๔ แสดงกำรสรุปผลกำรศึกษำค้นคว้ำและรวบรวมค ำรำชำศัพท์ หมวดร่ำงกำย หมวด ค ำที่ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ค ำรำชำศัพท์ หมวดที่ ๓ หมวด ร่ำงกำย ๑ พระถัน, พระเต้า นม ๒ พระโมฬี จุก ๓ พระอังสะ บ่า ๔ พระองคุลี นิ้วมือ ๕ พระขนอง หลัง ๖ พระอุทร ท้อง ๗ พระนลาฎ หน้าผาก ๘ พระรากขวัญ ไหปลาร้า ๙ พระเกศา ผม ๑๐ พระฉวี ผิวหนัง ๑๑ ข้อพระบาท ข้อเท้า ๑๒ บั้นพระองค์, พระกฤษฎี เอว ๑๓ พระทนต์ ฟัน ๑๔ พระนาสิก จมูก ๑๕ พระดรรชนี นิ้วชี้ ๑๖ พระพักตร์ ดวงหน้า ๑๗ พระราศี ผิวหน้า ๑๘ พระกัจฉะ รักแร้ ๑๙ พระหนุ คาง ๒๐ พระโอษฐ์ ปาก ๒๑ พระปับผาสะ ปอด ๒๒ พระชิวหา ลิ้น ๒๓ พระกรรณ หู ๒๔ พระอุระ, พระทรวง อก ๒๕ พระศอ คอ ๒๖ พระกนิษฐา นิ้วก้อย ๒๗ พระชงฆ์ แข้ง ๒๘ พระโสณี ตะโพก ๒๙ ไรพระทนต์ ไรฟัน ๓๐ มูลพระชิวหา ลิ้นไก่ ๓๑ พระมังสา เนื้อ ๓๒ พระเสโท เหงื่อ
๓๐ ตำรำงที่ ๔ แสดงกำรสรุปผลกำรศึกษำค้นคว้ำและรวบรวมค ำรำชำศัพท์ หมวดร่ำงกำย (ต่อ) หมวด ค ำที่ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ค ำรำชำศัพท์ หมวดที่ ๓ หมวดร่ำงกำย ๓๓ พระบังคนเบา ปัสสาวะ ๓๔ พระนาภี สะดือ ๓๕ พระบังคนหนัก อุจจาระ ๓๖ พระขนง คิ้ว ๓๗ ข้อพระหัตถ์ ข้อมือ ๓๘ พระเขฬะ น้ าลาย ๓๙ พระอังคาร เถ้ากระดูก ๔๐ พระโลมา ขน ๔๑ น้ าพระเนตร น้ าตา ๔๒ พระอุรุ พระอัสสุชล ต้นขา ๔๓ พระชานุ หัวเข่า ๔๔ พระพาหุ ต้นแขน ๔๕ พระเนตร ตา ๔๖ พระฉายา เงา ๔๗ พระกรรเจียก จอนหู ๔๘ พระเพลา ตัก ค ำรำชำศัพท์หมวดร่ำงกำย จ ำนวน ๔๘ ค ำ
๓๑ ตำรำงที่ ๕ แสดงกำรสรุปผลกำรศึกษำค้นคว้ำและรวบรวมค ำรำชำศัพท์หมวดเครือญำติ รำชตระกูล หมวด ค ำที่ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ค ำรำชำศัพท์ หมวดที่ ๔ หมวด เครือญำติ รำชตระกูล ๑ พระชนก พระบิดา พ่อ ๒ พระอัยกา ปู่, ตา ๓ พระปิตุลา ลุง ๔ พระเชษฐา พี่ชาย ๕ พระอนุชา น้องชาย ๖ พระสัสสุระ พ่อผัว, พ่อตา ๗ พระสวามี ผัว ๘ พระชนนี,พระมารดา แม่ ๙ พระอัยยิกา,พระอัยกี ย่า, ยาย ๑๐ พระปิตุจฉา ป้า ๑๑ พระเชษฐภคินี พี่สาว ๑๒ พระสุณิสา ลูกสะใภ้ ๑๓ พระเทวัน พี่เขย, น้องเขย ๑๔ พระชามาดา ลูกเขย ๑๕ พระภาคิไนย หลาน ค ำรำชำศัพท์หมวดเครือญำติ รำชตระกูล จ ำนวน ๑๕ ค ำ
๓๒ ตำรำงที่ ๖ แสดงกำรสรุปผลกำรศึกษำค้นคว้ำและรวบรวมค ำรำชำศัพท์หมวดพระสงฆ์ หมวด ค ำที่ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ค ำรำชำศัพท์ หมวดที่ ๕ หมวดพระสงฆ์ ๑ สรงน้ า อาบน้ า ๒ พระโอวาท ค าสอน(พระสังฆราช) ๓ จ าวัด นอน ๔ จังหัน อาหาร ๕ พระบัญชา ค าสั่ง(พระสังฆราช) ๖ ฉัน รับประทาน ๗ อาพาธ ป่วย ๘ ลิขิต จดหมาย ๙ ปลงผม โกนผม ๑๐ นิมนต์ เชิญ ๑๑ อาสนะ ที่นั่ง ๑๒ ปัจจัย เงิน ๑๓ กุฏิ เรือนที่พักในวัด ๑๔ ประเคน ถวาย ๑๕ ถาน,เวจกุฎี ห้องสุขา ๑๖ มรณภาพ ตาย ๑๗ เพล เวลาฉันอาหารกลางวัน ๑๘ ภัตตาหาร อาหาร ๑๙ อังคาด เลี้ยงพระ ๒๐ คิลานเภสัช ยารักษาโรค ๒๑ เสนาสนะ สถานที่พระภิกษุใช้อาศัย ๒๒ ถวาย ประเคน ๒๓ ไตรจีวร เครื่องนุ่งห่ม ๒๔ ท าวัตร สวดมนต์ ค ำรำชำศัพท์หมวดพระสงฆ์จ ำนวน ๒๔ ค ำ จากตารางที่ ๒-๖ สรุปได้ว่า ผู้จัดท าโครงงานได้ค าราชาศัพท์พร้อมความหมายที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว จ านวน ๕ หมวด ได้แก่ หมวดค ากริยา จ านวน ๒๑ ค า หมวดของใช้ จ านวน ๓๐ ค า หมวดร่างกาย จ านวน ๔๘ ค า หมวดเครือญาติราชตระกูล จ านวน ๑๕ ค า และหมวดพระสงฆ์ จ านวน ๒๔ ค า รวมค าราชาศัพท์มี จ านวนทั้งสิ้น ๑๓๘ ค า
๓๓ ๒. ได้บทกาพย์กลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์ ซึ่งเกิดจากการระดมความคิดช่วยกันแต่งขึ้นโดยน าค าราชา ศัพท์ทั้ง ๑๓๘ ค า มาแต่งเป็นกาพย์และกลอนช่วยจ าและมีครูที่ปรึกษาคอยตรวจสอบและให้ค าแนะน าในการ แต่งท าให้ได้บทกาพย์กลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์ จ านวนทั้งสิ้น ๔๖ บท ได้แก่ หมวดค ากริยาจ านวน ๖ บท , หมวดเครื่องใช้ จ านวน ๗ บท , หมวดร่างกาย จ านวน ๒๑ บท , หมวดเครือญาติราชตระกูล จ านวน ๗ บท และหมวดค าที่ใช้กับพระสงฆ์ จ านวน ๕ บท ตำรำงที่ ๗ แสดงกำพย์-กลอนช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ หมวดค ำกริยำ ประกอบด้วย กำพย์ยำนี ๔ บท และกลอนสุภำพ ๒ บท รวมกำพย์กลอนช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ จ ำนวนทั้งสิ้น ๖ บท บทที่ กำพย์-กลอนช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ค ำประพันธ์ ประเภท ผู้แต่ง ๑ ไหว้ถวายบังคม และบรรทมหมายถึงนอน เขียนทรงพระอักษร แลดูก่อนทอดพระเนตร ถวายบังคม บรรทม ทรงพระอักษร ทอดพระเนตร ไหว้ นอน เขียน ดู กาพย์ยานี ๑๑ ด.ช.พลวัฒน์ ระติวงษ์ ป.๖ ๒ หัวเราะทรงพระสรวล ส่วนประชวรหมายถึงป่วย ตรัสหมายถึงพูดด้วย แต่งตัวช่วยเรียกทรงเครื่อง พระสรวล ประชวร ตรัส ทรงเครื่อง หัวเราะ ป่วย พูดด้วย แต่งตัว กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.พนมพร นิพขันธ์ ป.๖ ๓ เสด็จศัพท์เรียกไป การให้พระราชทาน เสวยรับประทาน พระปฏิสันถารทักทาย เสด็จ พระราชทาน เสวย พระปฏิสันถาร ไป ให้ รับประทาน ทักทาย กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.รชยา ฉายวิชัย ป.๕ ๔ เสวยรับประทาน พระราชทานคือให้ เสด็จศัพท์ใช้ไป การไหว้ถวายบังคม เสวย พระราชทาน เสด็จ ถวายบังคม รับประทาน ให้ ไป การไหว้ กาพย์ยานี ๑๑ ด.ช.พลวัฒน์ ระติวงษ์ ป.๖ ๕ มีครรภ์นั้นศัพท์เรียกทรงพระครรภ์ รับประทานรู้จักกันว่าเสวย ถ้าไต่ถามพระราชปุจฉาเอย อยากได้เลยต้องพระราชประสงค์ ทรงพระครรภ์ เสวย พระปุจฉา พระราชประสงค์ มีครรภ์ รับประทาน ถาม อยากได้ กลอนสุภาพ ด.ญ.พนมพร นิพขันธ์ ป.๖ ๖ ศัพท์ไปเที่ยวใช้เสด็จประพาส พระกันแสงไหลหยาดคือร้องไห้ ปฏิสันถารหมายถึงปราศรัย พระบรมราชวินิจฉัยตัดสิน เสด็จประพาส พระกันแสง พระราชปฏิสันถาร พระบรมราชวินิจฉัย ไปเที่ยว ร้องไห้ ปราศรัย ตัดสิน กลอนสุภาพ ด.ญ.รชยา ฉายวิชัย ป.๕ รวมกำพย์-กลอนช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ หมวดค ำกริยำ มีจ ำนวนทั้งสิ้น ๖ บท
๓๔ ตำรำงที่ ๘ แสดงกำพย์-กลอนช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ หมวดเครื่องใช้ ประกอบด้วย กำพย์ยำนี ๖ บท และกลอนสุภำพ ๑ บท รวมกำพย์กลอนช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ จ ำนวนทั้งสิ้น ๗ บท บทที่ กำพย์-กลอนช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ค ำประพันธ์ ประเภท ผู้แต่ง ๑ พระแสงคืออาวุธ ผ้านุ่งชุดพระภูษา พระสางหวีรู้มา แว่นตาฉลองพระเนตร พระแสง พระภูษา พระสาง ฉลองพระเนตร อาวุธ ผ้านุ่ง หวี แว่นตา กาพย์ยานี ๑๑ ด.ช.พลวัฒน์ ระติวงษ์ ป.๖ ๒ หมวกใช้พระมาลา ส่วนยาเรียกพระโอสถ ร่มใช้ศัพท์พระกลด พระสุธารสน้ ากิน พระมาลา พระโอสถ พระกลด พระสุธารส หมวก ยา ร่ม น้ ากิน กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.พนมพร นิพขันธ์ ป.๖ ๓ น้ าจัณฑ์เรียกแทนเหล้า ข้าวพระกระยาเสวย หมากพานพระศรีเอย พระเขนยเรียกหมอนกัน น้ าจัณฑ์ พระกระยาเสวย พระศรี พระเขนย เหล้า ข้าว หมาก หมอน กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.รชยา ฉายวิชัย ป.๕ ๔ เสื้อฉลองพระองค์ ภูษาชุบสรงผ้าอาบน้ า พระสูตรมุ้งม่านงาม น้ าจัณฑ์นามเรียกเหล้าเอย ฉลองพระองค์ ภูษาชุบสรง พระสูตร น้ าจัณฑ์ เสื้อ ผ้าอาบน้ า มุ้ง , ม่าน เหล้า กาพย์ยานี ๑๑ ด.ช.พลวัฒน์ ระติวงษ์ ป.๖ ๕ ไม้เท้าธารพระกร เตียงนอนพระแท่นบรรทม ตุ้มหูพระกุณฑล พระกลดคนรู้คือร่ม ธารพระกร พระแท่นบรรทม พระกุณฑล พระกลด ไม้เท้า เตียงนอน ตุ้มหู ร่ม กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.พนมพร นิพขันธ์ ป.๖ ๖ พระเขนยคือหมอน ทองพระกรก าไลมือ กางเกงศัพท์ที่ใช้คือ พระที่พระสนับเพลา พระเขนย ทองพระกร พระที่ พระสนับเพลา หมอน ก าไลมือ กางเกง กางเกง กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.รชยา ฉายวิชัย ป.๕ ๗ ซับพระพักตร์ความหมายว่าผ้าเช็ดหน้า กระจกหนาเรียกกันว่าพระฉาย ของเสวยคือเครื่องจ าเอาไว้ เข็มขัดใช้รัดพระองค์จจ าจงดี ซับพระพักตร์ พระฉาย ของเสวย รัดพระองค์ ผ้าเช็ดหน้า กระจกส่อง เครื่อง เข็มขัด กลอนสุภาพ ด.ช.พลวัฒน์ ระติวงษ์ ป.๖ รวมกำพย์-กลอนช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ หมวดเครื่องใช้ มีจ ำนวนทั้งสิ้น ๗ บท
๓๕ ตำรำงที่ ๙ แสดงกำพย์ช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ หมวดร่ำงกำย จ ำนวนทั้งสิ้น ๒๑ บท บทที่ กำพย์ช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ค ำประพันธ์ ประเภท ผู้แต่ง ๑ น้ าลายพระเขฬะ พระปีฬกะปานไฝ พระอังสาบ่าไหล่ ลิ้นไก่มูลพระชิวหา พระเขฬะ พระปีฬกะ พระอังสา มูลพระชิวหา น้ าลาย ปานไฝ บ่าไหล่ ลิ้นไก่ กาพย์ยานี ๑๑ ด.ช.พลวัฒน์ ระติวงษ์ ป.๖ ๒ ปอดพระปับผาสะ พระกัจฉะรักแร้หนอ ส่วนพระศอคือคอ อีกแขนหนอเรียกพระกร พระปับผาสะ พระกัจฉะ พระศอ พระกร ปอด รักแร้ คอ แขน กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.พนมพร นิพขันธ์ ป.๖ ๓ เส้นผมพระเกศา ต้นขานั้นพระอูรุ ดวงตาพระจักษุ พระชานุหมายถึงเข่า พระเกศา พระอูรุ พระจักษุ พระชานุ เส้นผม ต้นขา ดวงตา เข่า กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.รชยา ฉายวิชัย ป.๕ ๔ พระทนต์หมายถึงฟัน ผิวผ่องพรรณพระฉวี ตะโพกพระโสณี พระนาภีเรียกสะดือ พระทนต์ พระฉวี พระโสณี พระนาภี ฟัน ผิว ตะโพก สะดือ กาพย์ยานี ๑๑ ด.ช.พลวัฒน์ ระติวงษ์ ป.๖ ๕ พระหัตถ์ พระกรมือ ลิ้นนั้นคือพระชิวหา จมูกพระนาสา เรียกคอว่าพระศอเอย พระหัตถ์,พระกร พระชิวหา พระนาลา พระศอ มือ ลิ้น จมูก คอ กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.พนมพร นิพขันธ์ ป.๖ ๖ พระเสโทคือเหงื่อ ส่วนเนื้อคือพระมังสา เงาเรียกพระฉายา พระชิวหาแปลว่าลิ้น พระเสโท พระมังสา พระฉายา พระชิวหา เหงื่อ เนื้อ เงา ลิ้น กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.รชยา ฉายวิชัย ป.๕ ๗ พระโอษฐ์หมายถึงปาก หน้าผากคือพระนลาฎ ข้อเท้าข้อพระบาท อกเราอาจเรียกพระทรวง พระโอษฐ์ พระนลาฎ ข้อพระบาท พระทรวง ปาก หน้าผาก ข้อเท้า อก กาพย์ยานี ๑๑ ด.ช.พลวัฒน์ ระติวงษ์ ป.๖ ๘ เสลดพระเสมหะ พระอุระใช่อกแท้ หูพระกรรณจ าแน่ ส่วนรักแร้พระกัจฉะ พระเสมหะ พระอุระ พระกรรณ พระกัจฉะ เสลด อก หู รักแร้ กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.พนมพร นิพขันธ์ ป.๖
๓๖ บทที่ กำพย์ช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ค ำประพันธ์ ประเภท ผู้แต่ง ๙ สะดือพระนาภี พระราศรีคือผิวหน้า พระเนตรเรียกดวงตา พระนขาแปลว่าเล็บ พระนาภี พระราศี พระเนตร พระนขา สะดือ ผิวหน้า ดวงตา เล็บ กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.รชยา ฉายวิชัย ป.๕ ๑๐ แก้มเราเรียกพระปราง คางนั้นเรียกพระหนุ ต้นแขนพระพาหุ พระมัสสุแปลว่าหนวด พระปราง พระหนุ พระพาหุ พระมัสสุ แก้ม คาง ต้นขา หนวด กาพย์ยานี ๑๑ ด.ช.พลวัฒน์ ระติวงษ์ ป.๖ ๑๑ ผมจุกพระโมฬี พระดัชนีนิ้วชี้ ผัวพระสวามี พระองคุลีนิ้วมือ พระโมฬี พระดัชนี พระสาวมี พระองคุลี ผมจุก นิ้วชี้ ผัว นิ้วมือ กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.พนมพร นิพขันธ์ ป.๖ ๑๒ นมพระเต้าพระถัน ไรฟันเรียกไรพระทนต์ โลมาคือเส้นขน อีกพระทนต์นั้นคือฟัน พระเต้า,พระถัน ไรพระทนต์ โลมา พระทนต์ นม ไรฟัน ขน ฟัน กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.รชยา ฉายวิชัย ป.๕ ๑๓ นิ้วก้อยกนิษฐา ส่วนต้นขาพระอุรุ ต้นแขนพระพาหุ พระหนุหมายถึงคาง พระกนิษฐา พระอุรุ พระพาหุ พระหนุ นิ้วก้อย ต้นขา ต้นแขน คาง กาพย์ยานี ๑๑ ด.ช.พลวัฒน์ ระติวงษ์ ป.๖ ๑๔ หลังพระขนองหนา ไหปลาร้าพระรากขวัญ พระชงฆ์เรียกแข้งพลัน พระอังคารเถ้ากระดูก พระขนอง พระรากขวัญ พระชงฆ์ พระอังคาร หลัง ไหปลาร้า แข้ง เถ้ากระดูก กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.พนมพร นิพขันธ์ ป.๖ ๑๕ น้ าพระเนตรน้ าตา ผิวหน้าพระราศี เอวพระกฤษฎี พระองคุลีนิ้วมือ พระเนตร พระราศี พระกฤษฎี พระองคุลี น้ าตา ผิวหน้า เอว นิ้วมือ กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.รชยา ฉายวิชัย ป.๕ ๑๖ ข้อพระหัตถ์ข้อมือ สะดือคือพระนาภี ตะโพกพระโสณี พระฉวีผิวหนังเรา ข้อพระหัตถ์ พระนาภี พระโสณี พระฉวี ข้อมือ สะดือ ตะโพก ผิวหนัง กาพย์ยานี ๑๑ ด.ช.พลวัฒน์ ระติวงษ์ ป.๖
๓๗ บทที่ กำพย์ช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ค ำประพันธ์ ประเภท ผู้แต่ง ๑๗ อกใช้พระอุระ พระอังสะคือบ่าไหล่ พระโอษฐ์เรียกปากไง เหงื่อเรียกได้พระเสโท พระอุระ พระอังสะ พระโอษฐ์ พระเสโท อก บ่าไหล่ ปาก เหงื่อ กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.พนมพร นิพขันธ์ ป.๖ ๑๘ ลิ้นเรียกพระชิวหา ส่วนดวงหน้าเรียกพระพักตร์ พระเพลาเรียกแทนตัก บังคนหนักอุจจาระ พระชิวหา พระพักตร์ พระเพลา บังคนหนัก ลิ้น ดวงหน้า ตัก อุจจาระ กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.รชยา ฉายวิชัย ป.๕ ๑๙ พระกรรเจียกจอนหู จุกเรารู้พระโมฬี ดรรชนีนิ้วชี้ ท้องเรานี้พระอุทร พระกรรเจียก พระโมฬี พระดรรชนี พระอุทร จอนหู ผมจุก นิ้วชี้ ท้อง กาพย์ยานี ๑๑ ด.ช.พลวัฒน์ ระติวงษ์ ป.๖ ๒๐ ผมเรียกพระเกศา มูลพระชิวหาลิ้นไก่ พระกรรณหูจ าไว้ เอวเรียกได้บั้นพระองค์ พระเกศา พระชิวหา พระกรรณ บั้นพระองค์ ผม ลิ้นไก่ หู เอว กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.พนมพร นิพขันธ์ ป.๖ ๒๑ ต้นแขนพระพาหุ พระชานุคือหัวเข่า ข้อพระบาทข้อเท้า บังคนเบาปัสสาวะ พระพาหุ พระชานุ พระบาท พระบังคนเบา ต้นแขน หัวเข่า ข้อเท้า ปัสสาวะ กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.รชยา ฉายวิชัย ป.๕ รวมกำพย์ช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ หมวดร่ำงกำย จ ำนวนทั้งสิ้น ๒๑ บท
๓๘ ตำรำงที่ ๑๐ แสดงกำพย์-กลอนช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ หมวดเครือญำติรำชตระกูล ประกอบด้วย กำพย์ยำนี ๖ บท และกลอนสุภำพ ๑ บท รวมกำพย์กลอนช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ จ ำนวนทั้งสิ้น ๗ บท บทที่ กำพย์ช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ค ำประพันธ์ ประเภท ผู้แต่ง ๑ ปู่พระอัยกา ย่าเรียกพระอัยกี ผัวพระสวามี พระชนนีคือแม่ พระอัยกา พระอัยกี พระสวามี พระชนนี ปู่ ตา ผัว แม่ กาพย์ยานี ๑๑ ด.ช.พลวัฒน์ ระติวงษ์ ป.๖ ๒ พ่อผัวกับพ่อตา พระสัสสุระหนาจ าไว้ ชามาดาลูกเขยไง จ าได้พ่อพระบิดา พระสัสสุระ พระสัสสุระ พระชามาดา พระบิดา พ่อผัว พ่อตา ลูกเขย พ่อ กาพย์ยานี๑๑ ด.ญ.พนมพร นิพขันธ์ ป.๖ ๓ ลุงพระปิตุลา พระสุนิสาสะใภ้ มารดาก็แม่ไง ส่วนพี่ชายพระเชษฐา พระปิตุลา พระสุนิสา มารดา พระเชษฐา ลุง สะใภ้ แม่ พี่ชาย กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.รชยา ฉายวิชัย ป.๕ ๔ พระชนกคือพ่อ พระปิตุจฉาหนอป้า พระอัยยิกาย่า พระอนุชาน้องชาย พระชนก พระปิตุจฉา พระอัยยิกา พระอนุชา พ่อ ป้า ย่า , ยาย น้องชาย กาพย์ยานี ๑๑ ด.ช.พลวัฒน์ ระติวงษ์ ป.๖ ๕ พระปิตุจฉาป้า พระสุณิสาสะใภ้ พระอนุชาน้องชาย ลูกเขยพระชามาดา พระปิตุจฉา พระสุณิสา พระอนุชา พระชามาดา ป้า สะใภ้ น้องชาย ลูกเขย กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.พนมพร นิพขันธ์ ป.๖ ๖ เมียคือพระชายา พระอนุชาน้องชาย พระอัยกียาย พระภาคิไนยคือหลาน พระชายา พระอนุชา พระอัยกี พระภาคิไนย เมีย น้องชาย ย่า , ยาย หลาน กาพย์ยานี ๑๑ ด.ญ.รชยา ฉายวิชัย ป.๕ ๗ ราชาศัพท์พี่เขยน้องเขยนั้น พระเจ้าเทวันจ ากันให้ดีหนา พระอัยกาคือศัพท์เรียกปู่ตา ส่วนพระเชษฐภคินีพี่สาวไง พระเจ้าเทวัน พระเจ้าเทวัน พระอัยกา พระเชษฐภคินี พี่เขย น้องเขย ตา พี่สาว กลอนสุภาพ ด.ช.พลวัฒน์ ระติวงษ์ ป.๖ รวมกำพย์-กลอนช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ หมวดเครือญำติรำชตระกูล จ ำนวนทั้งสิ้น ๗ บท
๓๙ ตำรำงที่ ๑๑ แสดงกำพย์กลอนช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ หมวดที่ใช้กับพระสงฆ์ประกอบด้วย กำพย์ยำนี ๔ บท และกลอนสุภำพ ๑ บท รวมกำพย์กลอนช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ จ ำนวน ๕ บท บทที่ กำพย์ช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ ค ำรำชำศัพท์ ค ำสำมัญ ค ำประพันธ์ ประเภท ผู้แต่ง ๑ กุฏิเรือนที่พัก ป่วยรู้จักว่าอาพาธ เลี้ยงพระคืออังคาด พระโอวาทเป็นค าสอน กุฏิ อาพาธ อังคาด พระโอวาท ที่พักอาศัย ป่วย เลี้ยงพระ ค าสอน ๒ เพลฉันตอนกลางวัน ค าว่าฉันรับประทาน ห้องสุขาเรียกถาน ภัตตาหารอาหารไง เพล ฉัน ถาน ภัตตาหาร ฉันกลางวัน รับประทาน สุขา อาหาร ๓ ลิขิตเรียกจดหมาย การถวายประเคนให้ อาหารจังหันไง ส่วนปัจจัยใช้ว่าเงิน ลิขิต ประเคน จังหัน ปัจจัย จดหมาย ถวาย อาหาร เงิน ๔ โกนผมใช้ปลงผม เครื่องนุ่งห่มไตรจีวร นิมนต์ต้องเชิญก่อน ส่วนนอนพระเรียกจ าวัด ปลงผม ไตรจีวร นิมนต์ จ าวัด โกนผม เครื่องนุ่งห่ม เชิญ นอน ๕ คิลานเภสัชคือยาใช้กับพระ ค าสั่งจะใช้พระบัญชาหนอ เสนาสนะเณรพระใช้นั่งรอ ท าวัตรก็สวดมนต์ไงจ าให้ดี คิลานเภสัช พระบัญชา เสนาสนะ ท าวัตร ยารักษาโรค ค าสั่ง ที่นอน,ที่อยู่ สวดมนต์ รวมกำพย์-กลอนช่วยจ ำค ำรำชำศัพท์ หมวดค ำที่ใช้กับพระสงค์ จ ำนวนทั้งสิ้น ๕ บท จากตารางที่ ๖-๑๑ สรุปได้ว่า จาการศึกษาได้บทกาพย์กลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์ ซึ่งเกิดจากการ ระดมความคิดช่วยกันแต่งขึ้นโดยน าค าราชาศัพท์ทั้ง ๑๓๘ ค า มาแต่งเป็นกาพย์และกลอนช่วยจ า และมีครูที่ ปรึกษาคอยตรวจสอบและให้ค าแนะน าในการแต่งท าให้ได้บทกาพย์ยานี ๑๑ ช่วยจ าค าราชาศัพท์ จ านวน ๔๑ บท และกลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์ จ านวน ๕ บท รวมทั้งสิ้น ๔๖ บท ได้แก่ หมวดค ากริยา ประกอบด้วยกาพย์ยานี๔ บท และกลอนสุภาพ ๒ บท รวมจ านวนทั้งสิ้น ๖ บท หมวดเครื่องใช้ ประกอบด้วยกาพย์ยานี๖ บท และกลอนสุภาพ ๑ บท รวมจ านวนทั้งสิ้น ๗ บท หมวดร่างกาย ประกอบด้วยกาพย์ยานี๑๑ จ านวน ๒๑ บท หมวดเครือญาติราชตระกูล ประกอบด้วยกาพย์ยานี๖ บทและกลอนสุภาพ ๑ บท รวมจ านวน ๗ บท หมวดค าที่ใช้กับพระสงฆ์ ประกอบด้วยกาพย์ยานี๔ บทและกลอนสุภาพ ๑ บท รวมจ านวน ๕ บท
๔๐ ๓. ได้สื่อและเกมกาพย์กลอนช่วยจ าค าราชาศัพท์ ซึ่งเกิดจากการระดมความคิดออกแบบและสร้าง ขึ้น เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ความรู้ให้มีความน่าสนใจและช่วยในการจดจ าค าราชาศัพท์ได้ดียิ่งขึ้น คณะผู้จัดท าได้ช่วยระดมความคิดสร้างสื่อและเกมประกอบโครงงานให้มีความหลากหลาย แปลกใหม่ ทันสมัย และท าการพัฒนาสื่อและเกมให้มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตามล าดับ จ านวน ๘ รูปแบบ ได้แก่ ๑. สื่อปฏิทินช่วยจ าค าราชาศัพท์ ๒. สื่อสไลด์ช่วยจ าค าราชาศัพท์ ๓. สื่อ Popup ช่วยจ าค าราชาศัพท์ ๔. สื่อภาพ Standee ช่วยจ าค าราชาศัพท์ ๕. เกมจับคู่ช่วยจ าค าราชาศัพท์ ๖. เกมบิงโกช่วยจ าค าราชาศัพท์ ๗. เกมโดมิโน่ช่วยจ าค าราชาศัพท์ ๘. สื่อช่วยจ ากลอนล าผญาราชาศัพท์ บทผญำน ำเข้ำกำรน ำเสนอ พี่น้องเอ้ย....ฟังเสียงพิณเสียงแคนห่าว อีสานเฮา สังมาม่วนแท้น้อ บ๋า....พออยากลุกขึ้นฟ้อนให้มันแล้วให้ส่วงใจ ไผว่าเมืองอีสานเศร้า เซา ๆ เจ้าอย่างว่า (ซ้ า) มาเบิ่งดู๋เสียงพิณดังอยู่โจ๊น ๆ เสียงแคนดังอยู่โจ๊น ๆ มันสิเศร้าอยู่จั่งดั๋ยพี่น้องเอ้ย ********************************************* ส าบายดีทุก ๆ ท่านกรรมการทุก ๆ ฝ่าย หญิงและซายถ่วนหน้าผู้ข้าพร้อมน้อมเสนอ ค าผญาเพิ่นว่าไว้ไผ ๆ กะว่าม่วน ซวนให้ฟังซ่อยให้ฮู้เชิดชูไว้อย่าให้หาย เฮาคนไทยซ่อยกันใช้ผญาไทยอีสานเพิ่น ให้เจริญขึ้นบ่น้อยนักเรียนข่อยค่อยศึกษา พนมพรชื่อผู้ข้านิพขันธ์สกุลชื่อ คนขวามือพลวัฒน์เด้อท่านระติวงศ์สกุลเขา อีกผู้นี้รชยาให้จ าจื่อฉายวิชัยคือนามสกุลเค้า ตั้งแต่เก่า พ่อแม่ได้ให้มา พวกผู้ข้าสามคนเรียนอยู่เทศบาลสวนสนุก ทุกคนจื่อให้ได้ไปหน้าอย่าได้ลืม ในเมืองนั้นเป็นต าบลที่หนูอยู่ เป็นอู่ข้าวและน้ าเมืองนั้นเป็นอ าเภอ ขอเสนอผู้อ านวยการให้แม่ช่อเอื้องนั่นเป็นชื่อ นามสกุลฤกษ์รุจิพิมลคนย้อง ฉลาดพร้อมน าสมัย มามื้อนี่ผู้ข้าพร้อมใจต่อตั้ง ประสงค์ยั้งเสนอสารขานให้ป่อง โครงงานดีภาษางามตามครรลอง บ่ถืกต้องข่องบ่อนดั๋ย ซ่อยไขให้แจ้ง...แหน่เด้อ...ท่านเอ้ย
๔๑ บทช่วยจ ากลอนล าผญาราชาศัพท์ ค าราชาศัพท์ที่ว่ายากหากเอาผญาใส่ ท่องขึ้นใจไหลปานน้ างามล้ ากว่าผู้ดั๋ย ***ราชาศัพท์ที่ใช้ส าหรับพระสงฆ์ ช าระศีลคือปลงอาบัติพระใช้ ให้บุญกุศลคือโปรดขอโทษขออภัยพระเพิ่นว่า ปวารณาคือยอมให้ใช้ไปส้วมว่าไปถาน สังฆทานการถวายของให้แด่พระสงฆ์ โดยบ่ได้เจาะจงพระสงฆ์รูปดั๋ยนั้น พระนวกะนั่นใช้คือพระผู้บวชใหม่ ลาสิกขาได้ปลดสึกจากพระสงฆ์ กระท ากิจของสงฆ์ใช้ค าอุโบสถสังฆกรรม ค าว่าพระอาบน้ าคือสรงน้ าให้จื่อจ า ***พวกดิฉันขอน าเข้าเอาผญาค าศัพท์ใหม่ หมวดร่างกายเพิ่นว่าไว้ไปหน้าให้จื่อเอา พระถันหรือพระเต้าคือเต้านมให้เจ้าจื่อ ข้อมือข้อพระหัตถ์ข้อพระกรเพิ่นกะใช้จ าไว้อย่าได้หลง พระขนงหมายถึงคิ้ว นิ้วมือให้เจ้าว่า คือพระองคุลีก าหนดไว้อีกค านั้นนิ้วพระหัตถ์ ***หมวดต่อไปหมวดเครือญาติราชาศัพท์ผญาใส่ตากับยายพระอัยกาพระอัยกีเด้อหล่ะเจ้า พี่สาวใช้พระเชษฐภคินีพระชนนีคือแม่หรือมารดาเพิ่นกะว่า พระสุณิสาลูกสะใภ้พี่ชายใช้พระเชษฐา พระอัยกาปู่กับตาพระบิดาพระชนกหมายถึงพ่อ ลุงฝ่ายพ่อพระปิตุลาค าราชาศัพท์เพิ่นใช้จ าไว้อย่าได้ลืม **ราชาศัพท์หมวดเครื่องใช้ไปใสให้ได้จื่อ กระเป๋าถือกระเป๋าทรงเด้อจ าไว้ไปหน้าอย่าได้หลง อ่างสรงคืออ่างอาบน้ าช าระสะสาง ส่วนพระสางหมายถึงหวีจื่อให้ดีเด้อพี่น้อง กระจกส่องคือพระฉายตั๋วนั่น น้ าจัณฑ์เหล้าให้เฮาท่อง คันฉ่องแว่นโลหะคัดเงามีด้าม ยามใช้มีคันถือ อ่างล้างมือกะคืออ่างช าระล้างพระหัตถ์ โอ้น้อ...ท่านเอ้ย มาฮอดบทสุดท้ายแล้วของการน าเสนอ ***ราชาศัพท์ที่ใช้หมวดค ากริยา สนทนาทรงพระราชปฏิสันถาร พระบรมราชโองการคือค าสั่ง ความหมายนั้นให้จื่อเอา กับอีกค าว่านอนเอิ้นบรรทมแม่นบ่ กะแม่นอยู่เอื้อยเฮาใช้ให้ถืกกัน ราชาศัพท์เสด็จเฮาเอิ้นว่าไป เจ้ามีอิหยังสงสัยเรื่องค าอีกอยู่ตี้ กะสงสัยอยู่ค าว่าโกรธเขาเอิ้นว่าจั่งดั๋ย กะเอิ้นว่ากริ้วนั่นเด้ถามเฮามาได้ เฮาบ่แน่ใจค าว่าเขียนหนังสือ เขาใช้ว่าอิหยังซ่อยบอกแหน่ เอ้า !...กะทรงพระอักษรนั่นเด้เจ้า จื่อจ าเอาแหน่เป็นหยัง ***บัดนี้...ผู้ข้าได้จาความแถลงจบ ครบกระบวนสมควรเวลาแล้ว หากมีแนวดั๋ยค้างบ่อกระจ่างสว่างไข ขอท่านได้ให้ค าชี้แนะผู้ข้า ลูกหล่าพร้อมน้อมรับเอา บัดนี้...สิได้ขอเอิ้นสั่งลาสาก่อน ขออวยพรส่งท้ายให้ทุกท่านจงอยู่ดี ขอบุญมีผลาสร้างแปลงทางให้ไหลค่อง อย่าได้มีเหตุฮ้อนเคืองเศร้าให้หมองใจเด้อ...ท่านเอ้ย