พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร
(หลวงปู่แบน ธนากโร) วัดดอยธรรมเจดีย์ ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
คา นา
เพื่อเป็นการน้อมสักการะ บูชาคุณ บูชาธรรมองค์พ่อแม่ครูอาจารย์ พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร (หลวงปู่แบน ธนากโร) ในวาระที่องค์ท่านได้ละ สังขารอย่างสงบ เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน คณะผู้บริหารวิทยุเสียงธรรมเพื่อ ประชาชนในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี จึงได้จัดทาหนังสือเล่มนี้เพื่อเป็นธรรมานุสรณ์บูชาองค์หลวงปู่ ยอดพระกรรมฐาน ผู้ทาคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้กับทางโลกและทาง ธรรม โดยการรวบรวมประวัติ ปฏิปทา และปกิณณกธรรม ที่องค์หลวงปู่ได้ เมตตาสั่งสอนญาติโยม ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก Facebook ธรรมเจดีย์ | ประมวลคาสอนหลวงปู่แบน ธนากโร, Facebook ธรรมะ พระอาจารย์ แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์ และ www.dhammajak.net และ ขอบคุณข้อมูลภาพปกหน้า-หลังจากคุณณเดช ทากามูระ ในส่วนท้ายเล่มได้ แสดงประวัติความเป็นมาของวิทยุเสียงธรรม และช่องทางการรับฟังวิทยุเสียง ธรรม เพื่อช่วยกันรักษาสืบทอดมรดกธรรมขององค์พ่อแม่ครูอาจารย์สาย กรรมฐานหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตให้มั่นคง และยั่งยืนคู่ประเทศไทยสืบไป
ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้ร่วมบุญเป็นเจ้าภาพในการ จัดพิมพ์หนังสือแจกเป็นธรรมทานในครั้งนี้ ขออานาจแห่งผลบุญนี้ จงดล บันดาลให้ทุกท่านประสบความสุข ความเจริญ สมปรารถนาในสิ่งที่พึง ปรารถนา มีดวงตาเห็นธรรม เข้าสู่แดนนิพพานได้โดยไว เทอญ...
กราบขอขมาและน้อมส่งองค์หลวงปู่เข้าสอู่นุปาทิเสสนิพพาน
องค์พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่แบน ธนากโร ได้ละสังขารอย่างสงบ แล้วในวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๓ ช่วงเวลาประมาณ ๑๐.๓๙ น. ณ กุฏิ วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร สิริอายุ ๙๑ ปี ๖ เดือน ๑๔ วัน พรรษา ที่ ๗๒ ลูกหลานขอกราบขอขมา และน้อมส่งองค์หลวงปู่แบน ธนากโร เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน
“นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (สามจบ) มหาเถเร ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะ มะถะเม ภันเต มหาเถเร ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะ มะ ถะเม ภันเต มหาเถเร ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะ มะถะเม ภันเต
กรรมใดที่ลูกหลานได้เคยประมาทพลาดพลั้งล่วงเกินต่อองค์หลวงปู่ ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทั้งที่ระลึกได้ก็ดี ระลึกไม่ได้ก็ดี ขอองค์ หลวงปู่ได้โปรดเมตตาประทานงดโทษให้แก่ลูกหลาน ลูกหลานขอกราบ นมัสการน้อมส่งองค์พระหลวงปู่เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน ธรรมใดที่องค์ หลวงปู่รู้แจ้งประจักษ์ใจแล้ว ขอให้ลูกหลานได้มีส่วนแห่งการรู้แจ้งประจักษ์ ในธรรมนั้นด้วยเช่นกัน เทอญ...”
ประวัติ และปฏิปทา
พระภาวนาวิสทุธิญาณเถร(หลวงปู่แบนธนากโร) วัดดอยธรรมเจดีย์ ต.ตองโขบ อ.โคกศรสี ุพรรณ จ.สกลนคร
๏ ชาติภูมิ
“พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร” หรือ “หลวงปู่แบน ธนากโร” แห่งวัด ดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร มีนามเดิมว่า สุวรรณ กองจินดา เกิดเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๗๑ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑๔ ค่า เดือน ๘ ปี มะโรง ณ บ้านหนองบัว ตาบลหนองบัว อาเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โยม บิดา โยมมารดาชื่อ นายเล็ก และนางหลิม กองจินดา ครอบครัวประกอบ อาชีพทาสวนทาไร่
๏ การศึกษาเบื้องต้น
ครั้นพอถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนแล้ว โยมบิดา โยมมารดาได้ส่งให้ ท่านเข้าศึกษาในโรงเรียนประจาหมู่บ้าน จนจบประถมศึกษาปีที่ ๔ ครั้นจบ การศึกษาแล้ว ท่านก็ได้ช่วยบิดามารดาทาสวนทาไร่ เพราะในเขตจังหวัด จันทบุรีนั้น อาชีหลักคือ ทาสวนเงาะ สวนทุเรียน
๏ การอุปสมบท
เมื่ออายุ ๒๐ ปี หลวงปู่แบน
ธนากโร ท่านได้เข้าไปศึกษาข้อวัตร
ปฏิบัติกับ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ณ
วัดทรายงาม อาเภอเมือง จังหวัด
จันทบุรี ซึ่งเป็นวัดประจาหมู่บ้านของ
ท่าน พอทราบถึงข้อวัตรปฏิบัติแล้ว
หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ จึงได้นาท่าน เข้ารับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุในทางพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ณ วัดเกาะตะเคียน ตาบลหนองบัว อาเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี โดยมีพระอมรโมลี เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูพิพัฒน์พิหาร การ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระเม้า เป็นพระอนุสาวนาจารย์
๏ อยู่ศึกษาธรรมกับหลวงปู่กงมา
ภายหลังจากที่ท่านบวชแล้วก็มาอยู่ปฏิบติธรรมกับ หลวงปู่กงมา จิร ปุญฺโญ ที่วัดทรายงาม จังหวัดจันทบุรี และได้ติดตามหลวงปู่กงมา จิรปุญฺ โญ มาอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ อาเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร จนกระทั่งหลวงปู่กงมาได้มรณภาพลง ครั้นทาการถวายเพลิงศพของหลวงปู่ กงมาแล้ว หลวงปู่แบน ธนากโร ท่านก็ทาหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดดอยธรรม เจดีย์ต่อจากหลวงปู่กงมา ผู้เป็นอาจารย์ ท่านรักษาข้อวัตรปฏิบัติอย่างเด็ด เดี่ยว รวมทั้งทาหน้าที่อบรมพระภิกษุสามเณร ญาติโยมที่มาขออยู่ปฏิบัติ ธรรม ให้มีศีลธรรมประจาใจ
๏ การจาพรรษาของหลวงปู่
หลวงปู่จาพรรษาปีแรกกับหลวงปู่กงมา ที่วัดทรายงาม จ.จันทบุรี พรรษาที่ ๑ มีพระจาพรรษาร่วมกัน ๙ องค์ ท่านอาจารย์เม้าเป็นหัวหน้าหมู่ ท่านเพิ่งออกมาจาก หลวงปู่มั่นปีแรก มีท่านอาจารย์เจี๊ยะ ท่านอาจารย์ พรหม (หลานหลวงปู่ตื้อ ท่านพาไปเที่ยวธุดงค์ครั้งแรกด้วยกัน บั้นปลายชีวิต ท่านก็มาอยู่สกลนคร ได้ดูแลอุปัฏฐากเรื่องการป่วยไข้ของท่านจนสิ้นชีวิต)
พรรษาที่ ๒ จาพรรษากับเจ้าคุณวินัยบัณฑิต ที่วัดคิรีวิหาร จ.ตราด พรรษาที่ ๓ และ ๔ จาพรรษาวัดทรายงาม จ.จันทบุรี
พรรษาที่ ๕ มาจาพรรษาที่วัดดอยธรรมเจดีย์นี้ พ.ศ.๒๔๙๕
องค์หลวงปู่เล่าว่า ก่อนที่ จะมานั้น ก็มีปรากฏการณ์แปลก อยู่ ปรากฏเป็นนิมิต มันได้นิมิต นะ นิมิตเห็นตรงที่หน้าโบสถ์ นั่นน่ะ ลักษณะมันเห็นเป็นรูปร่าง สลับกันไป เป็นที่ลาดๆ ชันๆ นั่น เอาไปเล่าให้ท่านฟัง ท่านก็ไม่ได้ ว่าอะไร เวลามาจริงๆ เรามาเห็น นั่น โอ้ ตรงนี้นี่ เราเคยเห็นมา ก่อน มันเคยไปเกิดไปตายอยู่ตรง
นั้นหรือยังไงหนอ เราไม่เคยเห็นมาก่อน มันจึงเห็นขึ้นมาได้สถานที่นี้ จากนั้นถึงได้มาอยู่ใกล้ท่านพระอาจารย์ใหญ่กงมา จิรปุญโญ ต้นๆ ปี ได้มาอาศัยอยู่กับครูบาอาจารย์ที่นี่ พระเณรระยะนั้นมีอยู่ ประมาณสัก ๖ องค์ ๗ องค์ ระหว่างนี้ล่ะ มีเณรอยู่สัก ๓ องค์ มีผ้าขาวบ้าง ๑ หรือ ๒ คน
๏ เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่า
วัดดอยธรรมเจดีย์ ที่นี่แต่ก่อนเป็นดงทึบ เป็นป่าที่ไม่ใคร่จะมีผู้คน ผ่านไปผ่านมา เพราะแต่ก่อนคนยังน้อย เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่า โดยเฉพาะ อย่างยิ่งหมูป่า มีอยู่มากเป็นฝูงๆ ในบริเวณตามซอกหินใต้เพิกหินเป็นที่ อาศัยของหมูป่า เสือก็มีในบริเวณแถวนี้ เรียก ถ้าเสือ เอาสัตว์มากินตาม ประสาของสัตว์ป่า มีกระดูกวัวบ้าง กระดูกควายบ้าง เต็มอยู่บริเวณที่เสือมัน นอน เสือกับหมูอยู่ใกล้กัน มีพระมาอยู่แล้วถึง ๔ ปี ปีที่ ๔ ปีที่ ๕ เสือจึง หายไป ปีที่ ๑ ปีที่ ๒ บางทีเดือนหงายๆ อย่างนี้ เห็นเสือเดินผ่าน
พูดถึงถนนหนทางเข้ามาก็ไม่มี มีก็ลักษณะเป็นทางเดินหรือทางล้อ ทางเกวียน แต่ก็คดเคี้ยว เรียกว่าเดินไปตามป่า สมัยก่อนในบริเวณริมทางที่ รถแล่นเข้ามานี่ เวลาชาวนาเขามาทานา ตอนกลางคืนนี่ ถ้าหากว่าเขามีสัตว์ เลี้ยง จะมีสุนัขหรือว่ามีหมู มีไก่ จะต้องเอามาไว้บนกระต๊อบหรือบนกระท่อม นานั้น ถ้าหากว่าเอาไว้ข้างล่าง เสือมันชอบเอาไปกิน นี่เป็นอย่างนี้ จึงว่า บริเวณนี้เป็นบริเวณป่า เป็นสถานที่สงบวิเวกมาก ป่ารกมาก ท่านพระ อาจารย์กงมา เห็นว่าป่านี้มันสงบวิเวกดี จึงพาบรรดาสานุศิษย์พักบาเพ็ญ ภาวนาอยู่ ณ สถานที่นี้
๏ พักตามซอกหิน
ทีแรกมาอยู่กัน จาพรรษาก็จาตามซอกหินบ้าง ตามใต้เพิงหินบ้าง ไม่มีการทากุฏิอะไร ที่เป็นกุฏิก็เพียงแต่ว่ามีฟากมาปู แล้วก็มีไม้ไผ่มาสาน เป็นตาๆ แต่ละตาห่างกัน ประมาณ ๑๐ เซนติเมตร แล้วก็เอาใบไม้มาสอด เป็นฝากั้น หลังคาก็เรียกว่ามีการมุงบ้าง เพราะเพิงหินเพิกหินมันไม่กว้าง ก็ มุงซีกหนึ่งบ้าง มุงส่วนที่ฝนจะสาด นี่ อยู่กันอย่างนั้น ๒ ปี ๓ ปี
๏ เริ่มทากุฏิ
ปีที่ ๔ มีก ารท า กุฏิเ พิ่ ม ขึ้ น ๔ หลัง ทากุฏิสมัยนั้น ไม้ที่ตาย แล้วในบริเวณนี้มีมาก ก็ไปให้ ชาวบ้านเขาเลื่อย เลื่อยมาก็มาทา พื้น ทาฝา แต่ส่วนมากก็ใช้ฝา ใบไม้ ส่วนหลังคานั้นก็ใช้หญ้า บ้าง เรียกว่าหญ้าคาหรือแฝกนี่
แล้วต่อมาก็เปลี่ยนเป็นหลังคามุงไม้ หลังคามุงไม้นี่ใช้ทน ถ้าหากว่าไม้ดีๆ ๒๐ ปีใช้ได้ หลังคามุงสังกะสีก็เริ่มมีต่อๆ กันมา การทาที่อยู่ที่อาศัยส่วนมาก ก็ทากันเอง พูดถึงที่อยู่ที่อาศัย ถึงเดี๋ยวนี้ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก นี่
คือพยายามระวังเรื่องการสร้างที่อยู่ที่อาศัย หรือกุฏิที่พัก พยายามจะยับยั้ง ทาเพียงแต่ว่าพอได้อยู่ ได้อาศัยกัน ปริมาณก็ไม่ให้มากเกินไป แล้วก็คาที่ เรียกว่ามุ่งเพื่อความสวยงามไม่ให้มี
๏ การบิณฑบาต
พูดถึงอาหารการ ขบฉัน ไปบิณฑบาตได้มา ยังไงก็ฉันกันอย่างนั้น อาหารที่ไปบิณฑบาตมาได้ บางทีเขาห่อพริก บางที่เขา ห่อเกลือ พริกบางทีก็มีแต่ พริก เกลือบางทีก็มีแต่เกลือ บางทีก็ตาพริกกับเกลือใส่
กัน จาพวกหอมกระเทียมน้าปลาไม่มีดอก คนทางนี้ระหว่างนั้นยังไม่รู้จัก น้าปลาด้วย ถ้าหากว่าน้าปลาก็ปลาร้า กะปินี่ก็ยังไม่รู้จัก พูดถึงแกงๆ ของ เขาก็นี่ล่ะ ฤดูหน่อไม้ก็แกงหน่อไม้ แกงเห็ด เดือน ๓ เดือน ๔ ก็แกงผักหวาน แกงหน่อไม้ แกงเห็ด ๓ อย่างอันนี้ล่ะเป็นอาหารหลัก ของชาวบ้านเขา
๏ การภาวนา
สมัยก่อนการปฏิบัติ มักจะได้ผล มักจะได้อุบาย มีอุบาย มักจะได้ เรื่องได้ราว มักจะมีเหตุมีผลมาเล่าสู่กันฟัง วันหนึ่งภาวนาเป็นอย่างไร วันนี้ ภาวนาเป็นอย่างไร ได้ผลเป็นอย่างไร จิตใจสงบเป็นอย่างไร พิจารณาแยบ คายเป็นอย่างไร พิจารณาร่างกาย เป็นอย่างไร มีเรื่องมาเล่ามาสนทนาสู่กัน ฟัง พระก็มีเรื่องสนทนามาเล่าให้พระ ให้อาจารย์ฟัง นี่ สมัยก่อนมันเป็น อย่างนี้ จึงว่ายุคนี้สมัยนี้มันเปลี่ยนไป ความเจริญที่มาเกี่ยวข้อง ทางตาทาง หูนี่ ความเจริญทางโลกที่กิเลสเขาสร้างขึ้น เพื่อที่จะเป็นเครื่องล่อคนโง่ เป็น เครื่องล่อผู้ปฏิบัติธรรม ที่มัวเมาให้ติดให้ข้องอยู่
๏ ความตื่นตัวในการประกอบความเพียร
จึงว่าให้พากันเข้าใจ พอใจในการอดบ้าง หิวบ้าง อย่าพอใจทาตัว เหมือนกับหมู อิ่มเท่าไหร่ยิ่งพอใจ แล้วก็นอน ครูบาอาจารย์ท่านชอบพูดถึง เสมอ อย่าพอใจในการทาตัวเหมือนหมู ให้ทาตัวเหมือนนกกระทาอยู่ในตุ้ม คืออยู่ในกรงนี่ หมูมันกินแล้ว มันนอน พอตื่นขึ้นมามันก็หากิน
นกกระทาไม่เป็นอย่างนั้น ถึงกรงมันจะดี และอาหารน้า สะดวกสบาย แต่นกกระทา หาช่องที่จะออกจากกรงนั้นเสมอ เรียกว่า กระโดดไปเต้นมา กระโดดไปเต้นมาอยู่ในตุ้ม อยู่ในกรงนั้นเพื่อหาช่องออก
นี่ ตามธรรมดาต้มหรือกรงนั้น มันจะต้องมีช่องเล็ก ช่องน้อย มันพยายามที่ จะเอาจะงอยปากนั้นออกอยู่เสมอ ให้ทาตัวเหมือนนกกระทา อย่าทาตัว เหมือนหมู พอใจนอนอยู่ในคอก พอใจนอนอยู่ในห้องขัง อันนี้ท่านเทศน์ให้ ฟังอยู่เสมอ ก็เรียกว่าเป็นธรรมเทศนาธรรมดา แต่ถ้าหากเรามาพิจารณาแล้ว นี่ เราก็ต้องแก้เราอย่าให้เป็นหมู ผลของการที่เราแก้เราได้นี่ มีประโยชน์ใน การปฏิบัติของเราอย่างมากมายทีเดียว
๏ เครื่องใช้ไม้สอย
พูดถึงเครื่องใช้ไม้สอย เครื่องใช้ไม้สอยแต่ก่อน บางทีแก้วทั้งวัดนับ กันจริงๆ จะมีไม่ถึงลูกนี่ ส่วนมากบางทีก็ใช้กะลามะพร้าวกัน บางองค์ท่านก็ ทาเป็นหูเจาะรู เอาไม้ทาเป็นหูหิ้ว เรียกว่ามีหูข้างๆ อะไรอย่างนั้น บางทีก็ ใช้บั้งไม้ไผ่อะไรเหล่านี้
กระโถนส่วนมากเป็นกระโถนดิน หรือว่าบั้งไม้ไผ่มาทาเป็น กระโถนกัน กระโถนเคลือบอย่างนี้ มีแต่ของท่านอาจารย์จริงๆ ข้างบน โบ สถ ์นี่ ท่านใช ้กร ะโถ นอะลูมิเนียมเ ก่า ๆ เป็นปร ะจ า ข้างล่างที่ศ าลานั้น ก็ม ี กระโถนเคลือบอันหนึ่งสาหรับท่านอาจารย์ ลูกศิษย์ลูกหาส่วนมากก็กระโถน ดิน ดินก็ไม่ใช่ดินเผาอย่างที่ว่าสะอาดสะอ้านหรือว่าแข็งแกร่งเหมือนกับ
เดี๋ยวนี้ นอกจากนี้ก็ใช้กระบั้งไม้ไผ่บ้าง กระบอกไม้ไผ่ ไม้ไผ่สีสุก ไม้ไผ่บ้าน นี่ล่ะมาตัดเข้า ใช้กันอยู่อย่างนั้น
๏ สบง จีวร
เครื่องนุ่งเครื่องห่มนี่ สมัยนั้นผ้าผ่อนท่อนสไบหายากมาก บางทีต้อง เอาผ้าพื้นบ้าน เอามาตัดเป็นผ้าสบงผ้าจีวรกัน ผ้าพื้นบ้านก็ชาวบ้านนี่ล่ะปลูก ฝ้ายทาไร่กัน เอามาเข็น เอามาปั่นเป็นเส้นแล้วก็ทอเป็นผ้า ถ้าหากว่าฤดู หนาวนี่อุ่นดีมาก ฤดูร้อนนี่หนักสักหน่อย มันหนาเส้นมันใหญ่ถึงว่าระยะ หลังๆ นี้ก็ยังนิยมเอามาทาผ้าอาบน้ากัน เอามาเช็ดบาตร เพราะเส้นมันใหญ่ มันซับน้าซึมน้าดี เครื่องนุ่งเครื่องห่มพูดกันถึงเรื่องผ้าจีวร ผ้าสบง ผ้า สังฆาฏิ นี่ ถ้าหากเทียบกับเดี๋ยวนี้ รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้นี่ มันสนุกสนานกันมากไม่ ว่าที่ไหน ไม่ว่าเขาไม่ว่าเรา อันนี้ก็เรียกว่า มันเป็นไปเอง มันไม่ได้เกิดขึ้น เพราะการแสวงหา เกิดขึ้นด้วยศรัทธาญาติโยมเขา ก็เรียกว่าฉลองศรัทธา เขาไป แต่ให้เป็นธรรมเป็นวินัยก็แล้วกัน
๏ เป็นพระที่องค์พระมหากษัตริย์ให้ความเคารพ
เมื่อถึงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ จะ เสด็จแปรพระราชฐานมาพักอยู่ที่พระตาหนักภูพานราชนิเวศน์ จังหวัด สกลนคร เพื่อออกเยี่ยมเยียนราษฎรในเขตภาคอีสาน ทั้งสองพระองค์ และ พระบรมวงศ์ จะเสด็จขึ้นไปกราบนมัสการหลวงปู่แบน ธนากโร ที่วัดดอย ธรรมเจดีย์ และเยี่ยมเยียนประชาชนในแถบนั้นทุกครั้ง
๏ เป็นเสาหลักพระกรรมฐาน
ท่านเป็นเสาหลักพระกรรมฐาน ในเขตภาคอีสาน และภาคอื่นๆ ซึ่งพอถึง วันสาคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วัน มาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา เป็นต้น คณะลูกศิษย์ทั้งพระ และฆราวาสนั้นจะ มาจากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในเขต จังหวัดสกลนคร, นครพนม, มุกดาหาร, อุดรธานี, เลย, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ,
สุรินทร์ ฯลฯ จะพากันมาลงอุโบสถสามัคคีกันที่วัดดอยธรรมเจดีย์ และรับฟัง ธรรมโอวาท คติเตือนใจ รวมทั้งข้อธรรมอื่นๆ ในด้านการปฏิบัติจิตต ภาวนาจากหลวงปู่แบน ธนากโร และท่านก็จะให้กาลังจิตกาลังใจ ไม่ให้ ท้อถอย ให้ต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย คือกิเลส ให้ยึดมั่นในหลักพระธรรม วินัย รวมทั้งให้พากันตั้งอกตั้งใจรักษาข้อวัตรปฏิบัติ และปฏิปทาที่ครูบา อาจารยพ์ ระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านพาดาเนินมา
ซึ่งในช่วงเทศกาลต่างๆ นั้น พระภิกษุที่มารวมกันลงอุโบสถนั้น มี ประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ รูป ส่วนฆราวาสก็ประมาณ ๙๐๐-๑,๕๐๐ คน ในวัน ปวารณาเข้าพรรษานั้น องค์หลวงปู่แบนท่านก็จะแจกวัตถุสิ่งของต่างๆ หลาย
อย่างให้แก่วัดที่มาร่วมลงอุโบสถสามัคคี เช่น น้าตาล โกโก้ กาแฟ ร่ม ฯลฯ เพื่อมอบให้แก่ทางวัดได้ใช้สอยร่วมกัน และก็จะแจกถุงยังชีพให้แก่พระภิกษุ สามเณร มีสบู่ ยาสีฟัน ยารักษาโรค ยากันยุง น้ายาซักผ้า เป็นต้น
เรื่องการสงเคราะห์หมู่คณะพระเณร ญาติโยมนี้ ท่านจะทาอยู่เป็น ประจา ไม่ใช่แต่เฉพาะวันสาคัญเท่านั้น ท่านจะพาลูกศิษย์ไปแจกผ้าห่ม เสื้อผ้า ข้าวปลา อาหารแห้ง ยารักษาโรค เครื่องอุปโภค บริโภคต่างๆ ให้แก่ประชาชน ในเขตอาเภอภูพาน อาเภอเต่างอย อาเภอกุดบาก จังหวัด สกลนคร อาเภอดงหลวง อาเภอคาชะอี จังหวัดมุกดาหาร อาเภอนาแก จังหวัดนครพนม และทั่วทั้งภาคอีสาน รวมไปถึงภาคเหนือ และภาคอื่นๆ เป็นต้น
ส่วนการสงเคราะห์ตามวัด นั้น ท่านจะออกไปตรวจตรา และ เยี่ยมเยียนตามวัดวาต่างๆ เพื่อให้ กาลังจิตกาลังใจในการเจริญจิตต ภาวนา พร้อมทั้งนาเครื่องอุปโภค บริโภค มีน้าตาล น้าปลา มาม่า ปลา กระป๋อง ฯลฯ ไปถวายให้วัดนั้นๆ หากเป็นฤดูกาลหน้าผลไม้ เช่น เงาะ
ทุเรียน มังคุด ออกผลผลิต ท่านก็จะจานาไปแจกจ่ายให้ตามวัดครูบา อาจารย์กรรมฐานต่างๆ รวมทั้งวัดอื่นๆ ด้วย
องค์หลวงปู่ขวนขวายในการสงเคระห์โลกในทุกๆ ด้าน ทุกๆ ทาง ดังคาปรารถขององค์ท่านว่า "เราไม่ได้คิดว่าจะมาเอาบุญเอากุศลอะไรดอก ที่ทาอยู่ทุกวันนี้คิดแค่ว่า จะใช้เวลาทุกวินาทีอย่างไร ให้เป็นประโยชน์ต่อ โลกตอ่ ธรรมมากที่สุด ก็เท่านั้นเอง"
๏ สร้าง และสงเคราะห์โรงพยาบาล
หลวงปู่แบน ธนากโร ท่านได้เมตตาสงเคราะห์คนหมู่มาก ทั้งพระ และฆราวาส อย่างหาประมาณมิได้ องค์ท่านได้เมตตาสร้างตึก สร้างอาคาร พร้อมทั้งจัดหาเครื่องมือแพทย์ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ มากมาย อาทิ เช่น ตึกพิเศษร่มฟ้า-ร่มฉัตรอนุสรณ์ ตึกพิเศษร่มโพธิ์ ให้แก่โรงพยาบาลศูนย์ สกลนคร เพื่อถวายพระราชกุศลแด่แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ องค์ท่านได้สร้าง โรงพยาบาลพระอาจารย์ แบน ธนากโร ที่อาเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวาระที่ทรงเจริญ พระชนมายุครบ ๕ รอบ ๖๐ พรรษา
แม้จะอยู่ในวัยชรา ๘๙ ปี องค์ท่านก็ไม่เคยนึกห่วงธาตุขันธ์ของ ตนเอง ชีวิตองค์ท่านมีแต่คิด และทาประโยชน์เพื่อสงเคราะห์โลกด้วยจิตที่ เปี่ยมเมตตาอันหาประมาณมิได้ องค์ท่านได้เป็นผู้นาในการสร้าง “ตึก หัวใจเพื่อแผ่นดิน” ซึ่งเป็นศูนย์เฉพาะทางโรคหัวใจที่ทันสมัย และครบวงจร มอบให้โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร พร้อมอุปกรณ์การแพทย์ทั้งหลายในตึก มูลค่ารวมกันไม่ต่ากว่า 800 ล้านบาท โดยองค์ท่านเดินทางมาควบคุมงาน ก่อสร้างด้วยตนเอง เพื่อเป็นขวัญกาลังใจให้กับคนงานก่อสร้าง ทาให้งาน ออกมามีคุณภาพ และแล้วเสร็จโดยไว นอกจากนี้องค์ท่านยังเมตตาจัดตั้ง กองทุนเพื่อสงเคราะห์ผู้ป่วยหัวใจยากไร้ ให้มีโอกาสได้รับการรักษาที่ดี เพราะการผ่าตัดหัวใจมีค่าใช้จ่ายสูง โดยศูนย์หัวใจแห่งนี้ สามารถรองรับ ผู้ป่วยโรคหัวใจจากเขตสกลนคร นครพนม มุกดาหาร และบึงกาฬ ตลอดจน ผู้ป่วยจาก สปป.ลาว
๏ สร้างสานักปฏิบัติธรรม และฟื้นฟูป่าไม้
หลวงปู่แบน ธนากโร นอกจาก องค์ท่านจะเมตตาสงเคราะห์แก่ประชาชน
ทั่วไปแล้ว ท่านยังได้เมตตาสร้างวัดเพื่อเป็น สานักปฏิบัติธรรมกรรมฐานเจริญรอยตาม
พระบูรพาจารย์ มีหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และ
หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เป็นอาทิ ให้
พระภิกษุสามเณรได้มีที่อยู่ ศึกษาข้อวัตร ปฏิบัติธรรม และเพื่อฟื้นฟูปลูกป่า รักษาป่าไม้ ต้นน้าลาธาร รักษาสัตว์ป่า และรักษาธรรมชาติเอาไว้ ซึ่งนับวัน จะถูกบุคคลต่างๆ ทาลายลงไป เพื่อเป็นประโยชน์แก่โลก และเป็นสถานที่สัป ปายะเหมาะกับการปฏิบัติธรรม วัดที่องค์ท่านได้เมตตาสร้างนั้นมีอยู่หลาย แห่งด้วยกัน อาทิ เช่น
๑. วัดป่าภูผาผึ้ง ตาบลกกตูม อาเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร
๒. วัดป่าค้อน้อย บ้านค้อน้อย ตาบลค้อใหญ่ อาเภอกุดบาก จังหวัด มุกดาหาร
๓. วัดป่าวังเพิ่ม-พระภาวนา ตาบลพญาเย็น อาเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี
๔. วัดเขาคิชฌกูฏภาวนาราม บ้านทุ่งกบิล หมู่ ๖ ตาบลคลองพลู อาเภอ เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี
๕. วัดสวนป่าริมธาร บ้านกกตูม อาเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร
ในปี พ.ศ.๒๕๖๐ ที่เกิดอุทกภัยใหญ่ในจังหวัดสกลนคร องค์ท่านได้ เดินทางเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ ด้วยตนเอง จึงได้ไปเห็นป่า ชุมชน ที่บ้านดอน-กกยาง ตาบลเหล่าปอแดง อาเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ติดแหล่งน้าหนองหาร มีสภาพเสื่อมโทรม เต็มไปด้วยขี้วัว ท่านจึงได้ฟื้นฟูป่า ไม้ ด้วยการนาต้นไม้ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่มาปลูก และสร้างศาลา และ เสนาสนะไว้เพื่อเป็นสถานปฏิบัติธรรม ณ ริมทะเลสาบหนองหาร
๏ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน กล่าวถึงหลวงปู่แบน ธนากโร
“ท่านแบน วัดดอยธรรมเจดีย์ เคยรับกฐินเขาเสร็จแล้วยกมาถวาย วัดป่าบ้านตาดอยู่เสมอ วันพรุ่งนี้ตอนเที่ยงก็จะยกขบวนจากโน้น พอเขา
ถวายกฐินเสร็จที่วัดดอยธรรมเจดีย์ ก็จะยกขบวนมาถวายวัดป่าบ้านตาด มาถึงนี้ก็ในราวเที่ยงพอดี วัดดอยธรรมเจดีย์นี้เคยกระเทือนจิตเราอยู่สอง สามพักนะ พักหนึ่งที่ไปอัศจรรย์ตัวเองก็อยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ อัศจรรย์ลมๆ แล้งๆ ไปอย่างนั้นละ ยังไม่ถึงขั้นอัศจรรย์จริงๆ ก็อยู่วัดดอยนี้แหละ”
๏ ยอดพระกรรมฐานแม้วาระสุดท้ายแห่งขันธ์
หลวงปู่แบน ธนากโร ก่อนที่ท่านจะละขันธ์ได้ ๗ วัน ท่านได้บอกแก่พระสงฆ์ที่วัดให้ จัดเตรียมไม้สาหรับเผาท่าน ปัจจัยที่เหลือในบัญชีที่วัด ให้ นาไปทาถนนหลังวัด เหลือ จากนั้นก็ให้นาไปสนับสนุน โรงพยาบาลทั้งหมด หลวงปู่ จันทร์เรียนได้ไปกราบเยี่ยมหลวง ปู่แบนก่อนมรณภาพ ๒ วัน
หลวงปู่ยังมีเสียง พูดหยอกว่า “ท่านจันทร์เรียน มาจากวัดถ้าสหาย สหาย แปลว่าอะไร ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ของเรานี้แหละ คือสหายที่แท้” หลวงปู่ แบนกล่าวกับหลวงปู่จันทร์เรียนว่า “ต่อไปท่านจันทร์เรียนต้องเป็นหลัก
ให้กับวงพระกรรมฐานนะ” จากนั้นยังมีภาพที่งดงาม ระหว่างหลวงปู่ทั้งสอง องค์ กล่าวคือ หลวงปู่แบนให้พระนาไม้กวาดที่พระเณรที่วัดทากันเอง มอบ ให้หลวงปู่จันทร์เรียนนาไปใช้ หลวงปู่จันทร์เรียนรับแล้วก็ถือไว้เอง มิได้ส่ง ให้ลูกศิษย์ คล้ายกับว่าเป็นของที่ระลึกจากพระเถระที่ต้องให้ความสาคัญ
หลวงปู่แบนได้สั่งให้ทาเชิงตะกอนขึ้นมาสาหรับเผา มิให้มีการสร้าง เมรุใหญ่โตอย่างงานที่วัดต่างๆ ห้ามมิให้มีโรงทานในวัด เพื่อคงความ สะอาดของบริเวณวัด การจัดงานก็ให้เสร็จสิ้นภายใน ๔ วัน สอดคล้องกับ หลักอริยสัจ ๔ ท่านยังห้ามมิให้มีการสวดอภิธรรมศพ ให้พากันทาวัตรเย็น และสวดมนต์บทพิเศษ มีธัมมจักกัปปวัตนสูตร เป็นต้น ตามปรกติ
ในวาระสุดท้าย หลังจากที่แพทย์มาเจาะท้องหลวงปู่เพื่อดูดน้า ออกไปราว ๒ ลิตร เพื่อให้หลวงปู่คลายอาการแน่นท้องแล้ว พอคณะแพทย์ จะจัดยาถวาย หลวงปู่ก็ยกมือห้าม ท่านปฏิเสธไม่รับยาใดๆ อีก แล้วท่านก็ ฝืนสังขารอยู่ในท่านั่งสมาธิกระทั่งกายท่านเอนลงนอนด้วยความที่ร่างกาย อ่อนแรงเต็มที (เพราะน้าที่ดูดออกไปก็มีสารอาหารและโปรตีนในร่างกาย ด้วยเช่นกัน) หลวงปู่หายใจเฮือกหนึ่ง ความดันก็ดีขึ้นแล้วก็ตกลงอีก เงียบ ราวชั่วโมงหนึ่ง ก็เป็นเช่นนี้อีก กระทั่งครั้งที่สาม ความดันท่านตกลงเรื่อยๆ จนท่านหมดลม เป็นการจากไปอย่างเงียบเชียบที่สุด และสง่างามที่สุด
หลวงปู่แบนท่านธารงรักษาปฏิปทาแบบสมภูมิพระกรรมฐานแม้ใน วาระสุดท้ายแห่งขันธ์ หลวงปู่แบน ธนากโร มีดาริว่าเมื่อท่านสิ้นแล้ว ไม่ให้มีสวดอภิธรรม ให้เพียงสวดมนต์ธรรมดา ให้ทาเรียบง่าย และเผาให้ เร็ว ซึ่งคณะสงฆ์วัดดอยธรรมเจดีย์ลูกศิษย์หลวงปู่แบน เคารพครูบาอาจารย์ จึงได้ทาตามดาริขององค์ทุกปู่อย่างเคร่งครัด จึงมีกาหนดหมายประชุมเพลิง กาหนดเพียง ๓ คืน
วันที่ ๑๖-๑๙ มกราคม ๒๕๖๓
ตอนเช้า ตักบาตรเช้า ตามปกติ ตอนกลางคืน สวดมนต์ ทาวัตร เย็นและนั่งสมาธิ ตามปกติ วันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๖.๐๐ น ถวายเพลิงสรีระสังขารด้วยความเรียบง่ายสมเกียรติสมภูมิยอดพระกรรมฐาน
๏ ธรรมะสงเคราะห์โลก
นอกจากที่หลวงปู่ แบน ธนากโร ท่านได้ เมตตาสงเคราะห์บุคคล ทั้งหลายด้วยวัตถุสิ่งของแล้ว ท่านจะให้ความสาคัญกับลูก ศิษย์ทุกคนเสมอกัน ที่มา กราบไหว้นมัสการท่าน สิ่ง หนึ่งซึ่งหลวงปู่ท่านจะเมตตา สงเคราะห์กับบุคคลต่างๆ นั้นก็คือ “ธรรมะ” โดยท่าน
จะอบรมผู้ที่มากราบนมัสการท่าน และพระเณรที่อยู่ภายในวัดเป็นประจา ส่วนวันพระนั้นท่านจะเมตตาอบรมเป็นพิเศษ ทางด้านจิตตภาวนา
ดังนั้น จึงขอนาหัวข้อปกิณณกธรรมขององค์หลวงปู่แบน ธนากโร ที่ท่านเทศน์ในวาระโอกาสสาคัญต่างๆ มาลงไว้ให้เป็นคติเครื่องระลึก เครื่องเตือนใจ แก่เหล่าพระสงฆ์ ฆราวาส ได้อ่านศึกษา เพื่อจะได้นาไป ฝึกฝนอบรมตนเอง ให้เป็นไปตามหลักธรรมะคาสอนที่องค์ท่านได้เมตตา แสดงไว้ดังนี้
บุญคืออะไร
บุญ คือ การทาใจของเราให้สบาย ให้มีความสุข ให้สงบ ให้ใส ให้เย็น ให้สว่าง บุญ คือ การทาใจของเราให้สมบูรณ์ขึ้นมาด้วยศีลธรรม สิ่งใดเป็นประโยชน์แก่โลก แก่สังคมโลก อันนั้นเรียกว่าบุญได้ทั้งนั้น เพราะ บุญ คือสิ่งที่สร้างสรรค์ การทาสิ่งที่สร้างสรรค์นั้นจึงเป็นการทาบุญ
สาเร็จเป็นการบุญ
เรื่องการบริจาคทาน บุญที่จะเกิดขึ้นมากน้อย ขึ้นอยู่กับจิตใจของ บุคคลผู้ทา ไม่ต้องสมมุติว่ากองกฐิน ไม่ต้องสมมุติว่ากองผ้าป่า ก็สาเร็จเป็น การบุญ
บุญกุศลมหาศาล
การทาน มุ่งในการเสียสละด้วยความบริสุทธิ์ใจ ๑ คือไม่มีอะไร แอบแฝงอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่ทานเพื่อมุ่งของตอบแทน ไม่ใช่ทานเพื่อมุ่งให้ หน้าตาใหญ่โตอะไร ทานเพื่อเป็นการบูชา สิ่งที่เรานาไปบริจาคนั้น เป็น ของที่เกิดจากน้าพักน้าแรง คือได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ๑ แล้วก็บุคคลที่รับ ไทยทานของเราก็เป็นบุคคลที่มีความบริสุทธิ์ ๑ ถ้าหากว่าความบริสุทธิ์สาม
ส่วนนี้มารวมกัน ไม่ต้องเรียกว่าผ้าป่า ไม่ต้องเรียกว่ากฐิน เป็นบุญกุศล มหาศาลทั้งนั้น
ความดีต้องรีบทา
ความดี คือการบาเพ็ญทาน ความดี คือการรักษาศีล ความดี คือ การบาเพ็ญจิตตภาวนา ให้รีบทาในขณะนี้ทีเดียว พระพุทธเจ้าทรงอุปมาไว้ เหมือนกับไฟไหม้ผมบนศีรษะให้รีบดับ ไม่ใช่ไหม้บ้านไหม้ช่องนะ ไหม้ผม บนศีรษะนี่ ต้องดับทันที การทาความดีก็ต้องรีบทาทันทีเหมือนกัน ทันทีทุก ขณะ หมั่นทาบุญบ่อยๆ เมื่อล่วงลับไปแล้ว ไม่สามารถสร้างบุญได้อีก
ไม่มีอะไรเท่าการภาวนา
วันนี้มีโยมมาขอพร ขอพรอะไร ขอพรอะไรก็ได้ทั้งนั้นล่ะ ว่างั้น ถ้า อย่างนั้นก็จะให้พรที่ดีที่สุด คือให้ภาวนาดีๆ พระพุทธเจ้า เป็นพระสัมมาสัม พุทธเจ้าด้วยการภาวนา พระอรหันตสาวกเจ้า เป็นพระอรหันต์ด้วยการ ภาวนา พิจารณาดูแล้ว ไม่มีอะไรดีเท่าการบาเพ็ญภาวนา พ้นจากทุกข์ได้ เพราะการภาวนา
ไม่มีตัวไม่มีตน
ร่างกายอันนี้ เกิดเขาก็ไม่รู้ แก่เขาก็ไม่รู้ แต่เขาหากแก่ทุกวัน ตาย เขาก็ไม่รู้ แต่เขาหากตายทุกวัน เขาหมดไปสิ้นไป ก็คือตายทุกวันนั้นเอง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ธาตุเหล่านี้ เป็นธาตุไม่รู้ เราสมมุติเอาธาตุที่ไม่รู้ เกิดมา เป็นธาตุที่ไม่รู้นี้ เอามาเป็นคนเป็นสัตว์ ของไม่รู้เรื่อง เอามาสมมุติมันจะเป็น หรือ สมมุติยังไงมันก็ไม่รู้เรื่อง สมมุติยังไง มันก็ไม่เป็นอย่างที่สมมุติกัน
ทาไมจึงว่าไม่เป็นอย่างที่สมมุติ สมมุติว่าเป็นคน แต่เขาเป็นของเกิด มาตายทั้งนั้นใช่ไหม เขาตายของเขาโดยธรรมชาติ เกิดแล้วไม่ตายไม่มี สมมุติเอาของที่เกิดมาตายเป็นคน สมมุติแล้วจะให้เป็นอย่างสมมุติมันไม่ได้ จึงว่า ความเกิด ความแก่ ความตาย จึงเป็นธรรมที่เราจะต้องศึกษากันให้ยิ่ง พระพุทธเจ้าทรงรู้ธรรม ทรงรู้ความเกิด ความแก่ ความตาย ทรงรู้โลกธาตุ นี้เป็นของเกิด ของแก่ ของตาย โลกธาตุไม่ใช่ใคร โลกธาตุไม่มีอะไรที่จะ เป็นสาระเป็นแก่นสาร เกิดขึ้นแล้วมีแต่สลายตัวทั้งนั้น
แม้องค์พระพุทธเจ้าก็ทรงเกิดมาแล้วสลายตัวหาประมาณมิได้ จึงไม่ มีอะไร ที่จะเป็นแก่นเป็นสารเป็นสาระ กับการเกิดขึ้นมาแล้วก็ตายสลายลงไป โลกธาตุในเมื่อมันไม่มีอะไรเป็นสาระเป็นแก่นสาร ก็เรียกว่าไม่มีตัวไม่มีตน
ธรรมโอสถ
คนที่จะเห็นคุณค่าของข้าวปลาอาหาร คนนั้นต้องรับประทานอาหาร อิ่ม คนที่จะเห็นคุณค่าของยา โรคของเจ้าของต้องหายไป ตามปรกติ เราๆ เป็นโรคด้วยกันทุกคน โรครัก โรคชัง โรคอะไรต่ออะไร เป็นโรคทั้งนั้น ธรรมะคาสอนของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมแก้โรค
ได้ประโยชน์ทั้งนั้น
ศีลธรรมของพระพุทธเจ้า เอาไปประพฤติปฏิบัติ ได้รับประโยชน์ ทั้งนั้น เหมือนกับยา จะสีวรรณะใด ฝรั่งดา ฝรั่งขาว เขมร ไทย จะสีใดๆ ก็ ช่าง ยาเป็นประโยชน์เวลาป่วยไข้ได้ทั้งนั้น ไม่เลือกสีสัน ไม่เลือกวรรณะ
เสาะหาพระอรหันต์
เดี๋ยวนี้มีคณะเสาะหาพระอรหันต์ ไม่ต้องไปหาที่ไหนดอก หามาที่ ใจของเรานี่ พระพุทธเจ้าท่านก็เสาะแสวงหาพระอรหันต์ในใจของท่านเอง มากันมาก เพราะข่าวไปไว ข่าวไปก่อนความเป็นจริง ข่าวไลน์ อย่าไลน์ มาก มันจะหลวม (หัวเราะ) มันหลวมเพราะ มันไม่มีสาระ
ดูใจ
ให้ดูใจ ถ้าหากว่าเราดูใจของเราแล้ว ทาดีได้ดีจริง ใจมีความ สบาย ใจมีความสุขจริง ทาไม่ดี ได้ความไม่ดีจริง ใจไม่สบายจริง ใจเป็น ทุกข์จริง ถ้าเราดูใจของเราแล้ว มันชัดเหลือเกิน พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ ดูใจของเรามากๆ แล้วคาว่า ทาดีได้ดี ทาชั่วได้ชั่ว อันนี้เราจะยอมรับอย่าง สนิทใจ อย่าใจร้อน ค่อยเป็นค่อยไป อย่าใจร้อน ใจร้อนจะร้อนใจ ร้อนใจ เพราะไม่ได้ดั่งใจ ทาใจเย็นๆ แต่ว่าต้องมีความพยายามให้มาก พอใจใน การทาให้มาก อันนี้เป็นข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง
ถ่อมตน
ความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นเครื่องประดับคนให้งาม การแข็ง กระด้าง การยกแต่เจ้าของ พยายามกดคนอื่น อันนี้ไม่สวยงามเลย ไม่ว่า สังคมระดับไหน
คุณภาพในตัวเรา
ถ้าหากว่าคุณภาพไม่มีในเราเสียเลยแล้ว ปริญญาก็ไม่มีส่วนช่วย ต้องเอาความสามารถที่มีอยู่ในเรา ไปทามาหากิน
ติเราเอง
ไปหาติคนอื่น บางทีมีปัญหา ติเรา ติเรา การติเรานั่นล่ะคือการ แก้ปัญหา เป็นการแก้ปัญหาที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าถูกต้อง ต้นไม้ในโลก มี ทั้งมีแก่นและไม่มีแก่น คนในโลกก็เช่นเดียวกัน มีทั้งแข็งแกร่งและอ่อนแอ มี ทั้งมีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ ธรรมดาธรรมชาติของเขาเป็นอย่างนั้น จึงไม่ ต้องไปติ ไม่ต้องไปชมอะไรกัน ถ้าหากว่าจะติจะชม พระพุทธเจ้าทรง สรรเสริญการติเราชมเรา การที่ใจมุ่งตาหนิคนอื่นนั้น ใจไม่สบาย ใจเป็น อกุศล ใจมุ่งในการตาหนิเรา มุ่งในการแก้ไขเรา ใจมีลักษณะนี้ ใจเป็นข้อ ปฏิบัติ ใจมีอรรถ ใจมีธรรม มีธรรมจึงให้มุ่งที่จะแก้ไข ปรับปรุงเราเองอยู่ เสมอ
ศีลบริสุทธิ์
เป็นฆราวาสก็สามารถที่จะเข้าถึงอริยบุคคลได้ อย่างนางวิสาขาก็ เป็นผู้หนึ่งที่ยังครองเรือน แต่จิตของนางวิสาขานั้นสมบูรณ์ด้วยศีลห้า สมบูรณ์บริสุทธิ์ทีเดียว แม้แต่จะคิดไปในทางที่ละเมิดก็ไม่มี จิตอย่างนี้เป็น จิตประเสริฐ ศีลห้าจึงเป็นศีลที่ยังจิตยังใจให้ประเสริฐ เป็นอริยบุคคลขึ้นมา ได้
ศีลสมบูรณ์
การรักษาศีล ก็คือการสารวมในจิตในใจ สารวมในจิตในใจ สมบูรณ์ จิตนั้นพร้อมที่จะก้าวเป็นสมาธิธรรม การสารวมในจิตในใจหย่อน ยาน ศีลของเราก็หย่อนยาน การสารวมในจิตในใจของเราเข้มงวดยิ่งขึ้นไป ศีลของเราจะสมบูรณ์ประณีตยิ่งขึ้นไป จิตพร้อมที่จะเป็นสมาธิ ในขณะที่จิต เป็นศีลสมบูรณ์นั้น จึงว่าศีลเป็นพื้นฐานที่มีความจาเป็นอย่างยิ่ง
สติกับพุทโธรวมเป็นอันเดียวกัน
การบริกรรมพุทโธ เป็นการกระทาภายในใจ ต้องมีสติกากับใน การบริกรรม ไม่ใช่บริกรรมพุทโธๆ แต่ไม่มีสติกากับ ถ้าหากว่ามีสติ ควบคุม ก็จะไม่หลงลืม แล้วการบริกรรมพุทโธนั้นก็จะมีความละเอียด หรือ มีความสดใสเพิ่มขึ้นเป็นลาดับๆ พุทโธกับสติก็มีโอกาสที่จะรวมเป็นอัน เดียวกัน
อย่าคาดหวังความสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์
ในโลกมีมืด มีสว่าง มีธรรม ก็มีอธรรม ของคู่กันเขามีอยู่อย่างนั้น อย่าไปคาดหวังหาความสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ของโลก
ภาวนาแก้กิเลส
การภาวนาไม่ใช่เพียงการกาหนดลมหายใจเข้าหายใจออก ไม่ใช่ แค่การภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ อย่างเดียว การภาวนาเป็นการแก้ อารมณ์ อุบายอันไหนเป็นวิธีการที่จะแก้อารมณ์ วิธีการอย่างไรที่จะเป็น วิธีการแก้กิเลสการกระทาอย่างนั้นเป็นการภาวนาทั้งนั้น จึงให้แก้เราอยู่ เสมอ เพราะคาสอนของพระพุทธเจ้าทรงสอนให้แก้เรา แก้กิเลส ความอยาก เรื่องอาหารของเรา มันต้องแก้ด้วยการพิจารณาอาหารให้มันรู้จัก ให้มัน เห็นว่าความจริงของอาหารเขาเป็นอย่างไร
ที่โลกสมมุติว่าเป็นอาหารอันนั้นๆ มีค่าสูงอย่างนั้นๆ มีความ เอร็ดอร่อยอย่างนั้นๆ กินเข้าไปผ่านลาคอเข้าไปแล้ว มันมีรสชาติไหม กินเข้า ไปผ่านลิ้นแล้ว เอามือล้วงคอให้มันออกมา แล้วจะเป็นอย่างไร จะมีความ ประณีตตกค้างอยู่หรือเปล่า มันก็ของทิ้งดีๆ นี่
พิจารณาร่างกายของเรา ผมตัดออกไป ขนโกนออกไป เล็บตัด ออกไป ฟันถอนออกไป หนังก็เหมือนกันลอกออกไป แล้วผม ขน เล็บ ฟัน หนังที่ออกไปนั้นเป็นคนหรือเป็นของทิ้ง ของทิ้งทั้งนั้นก็ว่าเป็นเรา กิเลสมัน ไม่ใช่ของเล่นนะ มันดื้อด้าน มันเห็นชัดๆ มันก็ยังว่าของเรา มันดื้อด้าน มัน ไม่ฟังเหตุฟังผล มันไม่ยอมรับความจริง นี่ มันของทิ้งทั้งนั้น ของทิ้งของ ตายที่ร่างกายของเรา เราตาย ตายแล้วก็เป็นของทิ้ง เป็นของทิ้งทั้งหมด
ร่างกายเป็นของปฏิกูล
เพราะร่างกายไม่ใช่ของสวยงามอะไร เขาเกิดมาเพื่อแก่ เพื่อเจ็บ เพื่อตายเท่านั้นเอง อวัยวะแต่ละส่วนๆ ก็ล้วนเป็นของปฏิกูลด้วยกันทั้งนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าร่างกายเป็นของปฏิกูล เป็นของน่าเกลียดเป็นของไม่ สวยไม่งามจะสวยงามอะไร ก็ของมันต้องล้างกันอยู่ทุกวัน
ถ้ามันไม่ล้างแล้วมันจะขนาดไหน นี่ ความเจริงเป็นอย่างนี้ แต่เรา พยายามปกปิดกัน พยายามที่เอาอันนั้นมาปิด เอาอันนั้นมาเคลือบ เอาอันนั้น มาย้อม อันนี้เป็นการปกปิด เป็นการหลอกลวงกันอยู่เสมอ ความเป็นจริงเรา ไม่ค่อยจะให้มันปรากฏออกมา
ความหน้าตาสวยงามต่างๆ ไม่มีสาระอะไร สุดท้ายก็คืนสู่สภาพเดิม ของเขา ดิน น้า ลม ไฟ
รีบใช้ประโยชน์จากกาย
ทาน ทาแล้วเป็นของเรา ศีล ทาแล้วเป็นของเรา การบาเพ็ญจิตต ภาวนา ทาแล้วเป็นของเรา ทาน ศีล ภาวนา ทาแล้วเป็นบารมีธรรมของ เรา ร่างกายเค้าไม่ได้อยู่ให้ใช้นาน ให้รีบใช้ประโยชน์จากร่างกายเสีย
มหาสติ มหาสมาธิ
ให้พากันคิดว่าเราโชคดี ให้พากันตั้งหน้าตั้งตา พากันตั้งใจ ตั้งจิต ตั้งใจของเราให้มีสติ ให้สมบูรณ์ขึ้นมา ตั้งสติของเราให้เป็น “มหาสติ” ขึ้นมา ตั้งจิตของเราให้เป็น “มหาสมาธิ” ขึ้นมา ตั้งจิตของเราให้เป็น “มหา ปัญญา” ขึ้นมา คือ มหาสติ มีสติยิ่งใหญ่ สติยิ่งใหญ่มันกว้างขวางหา ประมาณไม่ได้ พูดถึงแคบก็แคบนี่ กว้างขวางก็กว้างขวางหาประะมาณไม่ได้ คาว่า กว้างขวางหาประมาณไม่ได้คือยังไงล่ะ ทั่วโลกธาตุนี่ขยายจิต กว้างขวางออกไปได้ แต่มีคติธรรมกับอยู่จุดเดียว นี่ มีสติแน่วแน่อยู่จุดเดียว แต่กว้างขวางออกไปหาประมาณไม่ได้ อันนี้เรียกว่า “มหาสติ” คือ สติ กว้างขวาง นี่มหาสติ คือ สติแน่วแน่ แน่วแน่นี่ มีความแน่วแน่มั่นคง ก็ เรียกว่าเป็นมหาสติ แน่วแน่มั่นคงก็เป็นมหาสมาธิ นี่ และก็เป็นมหาปัญญา ขึ้นมา จิตสว่างกระจ่างแจ้ง สัมผัสอะไรทะลุปรุโปร่ง สัมผัสอะไรทะลุปรุ โปร่ง อะไรมาสัมผัสทะลุปรุโปร่ง เป็นธรรมไปหมด เป็นดินไปหมด เป็นน้า ไปหมด เป็นลมไปหมด เป็นไฟไปหมด เป็นของว่างไปหมด เป็นของว่าง ก็ คือ ดับไปแล้วไม่มีอะไร เรียกว่าเป็นอวกาศ จึงว่า ศีล ก็คือสติ สมาธิ ก็คือ สติ ปัญญา ก็คือสติ เราให้พากันทาสติของเราให้แน่นหนามั่นคง เป็นมหา สติขึ้นมา เป็นมหาสติขึ้นมารอบคอบลงไป นี่กาหนดมีสติอยู่จุดเดียวที่จิต รอบคอบ กว้างขวาง ทั่วสรีระร่างกาย นี่จะกว้างขวางขนาดไหนเพียงไรนี่
ตามแต่ที่เราจะขยายออกไป จะขยายออกไปกว้างขวางขนาดไหนเพียงไรก็ ช่าง แต่ก็มีความแน่วแน่อยู่ มีสติอยู่จุดเดียวคือที่จิตนั้น
ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของใคร
สิ่งที่เราแสวงหาด้วยการเสียสละชีวิตชีวา ด้วยความเหน็ดเหนื่อย ทุกข์ยากนั้นล้วนแต่เป็นของที่เราจะต้องพลัดพรากทั้งนั้น สิ่งเหล่านั้นจะต้อง เสียหายไปจากเราทั้งนั้น เพราะอันนั้น เขาเกิดมาเพื่อพลัดพราก เราจะ สมมุติเขาว่าเป็นเงิน เป็นทอง เป็นข้าวของ วัตถุอะไรก็ช่าง อันนั้นก็เกิดมา เพื่อที่จะแตกสลาย เราก็เหมือนกัน เกิดมาเพื่อแตกสลาย เกิดมาก็เพื่อแตก เพื่อตาย ไม่มีอะไรเป็นสมบัติของใครได้หรอก
ข้าวของพัสดุภายนอกไม่มีความหมาย
ข้าวของพัสดุภายนอก เวลาเจ็บ เราไข้ ไม่เป็นประโยชน์เลย จะช่วย เราไม่ได้ แม้แต่น้อยนี้ บ้านจะงาม ก็นอนไม่มีความสุข ข้าวของมากมาย เท่าไหร่ ก็ช่วยบรรเทาความร้อนรน อันเกิดจากทุกข์เวทนา ให้มันน้อยไม่ได้ เวลาเราจะตายจริงๆ ใจของเรา ไม่ได้สนใจกับข้าวของ สมบัติที่เรามีอยู่ มาสนใจกับทุกข์เวทนา คือความเจ็บความปวด แต่อย่างเดียวนี้
ทุกอย่างกลายเป็นอดีต
เรื่องดีขนาดไหน เรื่องไม่ดีขนาดไหน ผ่านไปแล้ว จะเป็นอดีตไปเสีย ถึงเรื่องปัจจุบันทั้งหมด ที่สุดก็จะต้องกลายเป็นเรื่องอดีตไป ผ่านไปทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่จะไม่เป็นอดีต จึงว่าอะไรที่เป็นปัจจุบันนี่ อะไรที่คิดแล้ว ทาแล้ว พูดแล้ว หากเป็นอกุศล อันนั้นให้หลีก อันนั้นให้ระวัง คิดแล้ว ทาแล้ว พูด แล้ว เกิดความเศร้าหมอง อย่าไปคิด อย่าไปพูด อย่าไปทา ทาแล้วเกิดความ เศร้าหมอง ความเศร้าหมองนี้ฝังลึก ทั้ง ๆ ที่เรื่องทุกเรื่องไม่ได้มีอะไร เกิดขึ้นแล้วผ่านไป เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป นาย ก. นาย ข. นายอะไรต่ออะไร อีกไม่เกิน ๑๐๐ ปี เป็นอดีตไปหมด คนเดี๋ยวนี้อีกสัก ๑๐๐ ปี ไม่มีในโลก เราๆ นี่ก็ไม่รู้เป็นอดีตมาแล้วกี่ครั้งกี่หน หาประมาณมิได้
ปล่อยวางได้จึงมีสุข
ผู้ใดที่คิดว่าเกิดมาแล้ว จะต้องมีความสุขอย่างนั้นอย่างนี้ คนผู้นั้น จะต้องผิดหวังอย่างที่สุด เพราะความจริงแล้ว ในโลกนี้เขาไม่มีความสุข ให้แก่ใครเลย จึงให้ปล่อยปลดเปลื้องเครื่องรกรุงรังในหัวใจเสียให้หมด ปล่อยเสีย วางเสีย จะได้เบาสบายขึ้นบ้าง
คนเราก็ต่างทุกข์กังวลกับของต่างๆ ที่เรามีอยู่ มาผูกใจไว้ หากเรา รู้จักปล่อยวางได้ ใจก็จะเป็นสุข
ข้อปฏิบัติเป็นสิ่งจาเป็น
จึงว่าแผ่นดินอันนี้ก้อนโลกอันนี้ เพียงแต่ว่าเป็นทางผ่าน ทางเดิน เต็มไปด้วยขวาก ด้วยหนาม คนไหนที่ตาดีหูดี คนนั้นไม่บาดเจ็บ คนไหนตา ไม่ดี หูไม่ดี ไม่มีสติปัญญา คนนั้นจะมีแต่บาดแต่แผล คือ มีอกุศลธรรมฝัง แน่นอยู่ในจิตในใจ อกุศลธรรมจะหลุดไปได้ ไม่ใช่เพราะมีการเกิดการตาย ยาวนาน จะหลุดจะสิ้นจะหมดไปได้ ต้องอาศัย มีข้อปฏิบัติ มีสติ มีปัญญา ข้อปฏิบัติจึงมีความจาเป็น สติปัญญาจึงมีความจาเป็น ขาดข้อปฏิบัติไม่มีข้อ ปฏิบัติแล้ว สติปัญญาที่จะแก้อกุศลความเศร้าหมอง ที่เป็นอยู่ในจิตในใจนี่ ไม่มีทางที่จะแก้ให้หลุดไปได้
วัดเป็นสถานที่ภาวนา
วัดเป็นสถานที่ภาวนา มาวัดก็ให้ภาวนา ไม่ใช่มาเที่ยว ถ้ามา ทาบุญ บุญอยู่ที่ไหน? อยู่ที่พระ? อยู่ที่วัด? อยู่ที่หลวงปู่ หลวงตา? ให้ดู เจ้าของ (ตัวเอง) เจ้าของสารวมกาย วาจา ใจ ให้เป็นบุญอยู่หรือเปล่า? เสร็จธุระแล้วก็รีบกลับ อย่ารบกวนพระภาวนา ถ้าอยากเที่ยว ให้ไปสวน สนุก ที่นี่วัด ไม่ใช่สวนสนุก
เรือนธรรมเรือนใจ
นกเขาก็ยังมีรัง หนูเขาก็ยังมีรู กระจ้อนกระแต เขาก็ยังมีบ้านมีช่อง ผู้ปฏิบัติธรรม ก็ต้องมีเรือนธรรม เป็นเครื่องอยู่ของใจเช่นเดียวกัน เรือน ธรรมก็คือความสงบ คือ สมาธิธรรม
มันคือเรื่องจริงบนโลกใบนี้
ในโลกนี้มีทั้งสิ่งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ เราจะเป็นทุกข์เพราะสิ่งที่ เรารัก และหวงแหนมากทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้ ทุกคนต้องเจอ นี่คือแก่นแท้
ปราบโจรในใจ
มีความโลภอยู่ตรงไหน มีโจรอยู่ตรงนั้น มีความโกรธอยู่ตรงไหน มีโจรอยู่ตรงนั้น มีความหลงตรงไหน โจรก็มีอยู่ตรงนั้น ปราบโจร ปราบ ความโลภ ปราบความโกรธ ปราบความหลง ไม่ต้องไปหาปราบเมืองใต้ หรอก ปราบเมืองใกล้ๆ ในหัวใจของเรานี่ งานเหลือมือ
สร้างบารมีในการภาวนา
นั่ง(ภาวนา) ตั้งแต่หัวค่าจนสว่าง เดิน(จงกรม) ตั้งแต่หัวค่ายันสว่าง นี่ เป็นการสร้างบารมี มันค่อยก้าวไปทีละขั้นๆ ทีแรกก็ต้องอาศัยขันติบารมี อดทนเอา แล้วก็อาศัยวิริยะบารมี ความพากความเพียรเอา แล้วก็อาศัยสัจจะ อธิษฐาน เป็นบารมีเคียงคู่ไปด้วย อาศัยขันติ วิริยะ สัจจะ อธิษฐานนี่ บารมี อันนี้พยายามสร้างขึ้นให้มาก ในเมื่อสร้างขึ้นให้มากๆ พอแล้ว ใจมันเป็น ใจมันเป็นแล้ว ทีนี้มันก็เป็นไปเอง ทายังไงบารมีจึงจะพอ? สร้างบารมใี ห้ พอคือยังไง? ก็ต้องทาให้มาก เดินจงกรมก็เดินให้มาก นั่งสมาธิ ก็นั่งให้ มาก นั่งให้มาก เดินให้มากๆ นี่ล่ะ เป็นการสร้างบารมีให้พอ หนักเข้า นั่ง ภาวนานี่ต้องให้ชนะความเจ็บปวดให้ได้เสียก่อน จึงค่อยเลิก เดินจงกรมนี่ ให้ชนะขาอ่อนขาเพลียไปเสียก่อน จึงค่อยเลิก เรียกว่ามันขยับก้าวหน้าไปได้ ขึ้นชั้น ถ้าหากว่าเดินจงกรมผ่านการเหน็ดการเหนื่อย ผ่านการอ่อนการเพลีย ทีนี้ ถ้าจะเดินตลอดคืน เดินตลอดรุ่งนี่ ไม่มีปัญหาอะไร เดินได้อย่างสบาย ไม่ได้เดินอย่างทุกข์ อย่างลาบาก นั่งภาวนาก็เหมือนกัน นั่งอย่างสบาย ไม่ได้นั่งอย่างทุกข์ ไม่ได้นั่งอย่างทรมาน นี่เรียกว่า บารมีพอ เอ้า ใครมี ความพากความเพียร ใครมีความสัตย์ ความจริง ให้ตั้งอยู่อย่างนี้ ให้ตั้งลง ในลักษณะนี้ ผู้นั้น ไม่ว่าผู้เก่า ไม่ว่าผู้ใหม่ จะเห็นความอศั จรรย์ในการ ปฏิบัติธรรม
การภาวนาอย่ามุ่งแต่ให้ใจสงบ
การบาเพ็ญจิตตภาวนา อย่ามุ่งแต่ให้ใจสงบ อย่าไปพอใจให้ใจ สงบอย่างเดียวถ้าหากว่าพอใจ ก็ให้พอใจในการกระทาให้มาก กระทาให้ มากเท่าไหร่ อันนั้นคือความถูกต้อง ถ้าหากว่าไปพอใจแต่ความสงบอย่าง เดียว เราจะได้สิ่งที่ไม่ชอบใจ เพราะใจของเรานี่ จะสงบตลอด ตลอดกาลไป ไม่มี
มันเหมือนกับการเดินทาง อย่างเนี้ย จะเดินไปนี่ไม่ให้มีแดด เดินไป ไม่ให้มีฝนนี่ มันเป็นไปไม่ได้ มันจะต้องเจอแดดบ้าง เจอฝนบ้าง เหมือนกับ การลงเรือไปในลาน้าอย่างนั้นน่ะ จะให้ทะเลมันเรียบอย่างที่เราต้องการ เป็นไปไม่ได้ มันจะต้องมีคลื่นมีลม มีคลื่นมีลมของเขาอย่างนั้น บางทีคลื่นลม ก็มาก ลอยสูงใหญ่ บางทีคลื่นลมก็น้อย บางทีทะเลก็เรียบ นี่ ใจของเราทา เหมือนเรือ คลื่นจะเรียบ เราก็อยู่เหนือน้า คลื่นจะน้อย คลื่นจะใหญ่ เราก็อยู่ เหนือคลื่น เหนือน้า นั้น ไปติดอยู่พอใจแต่ในความสงบน้านิ่ง เวลาน้าไม่นิ่ง นั่นน่ะ เราจะโดนคลื่น แล้วจะต้องโดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงพอใจในการ อยู่เหนือน้าอยู่เสมอ เหนือความสงบ แล้วความไม่สงบมา เราก็อยู่เหนือ เรา ไม่ติดความสงบ ความไม่สงบเกิดขึ้น เราก็ไม่ไปติด
ในเมื่อเราไม่ติด แล้วเราจะไปเดือดร้อน ไปเป็นทุกข์ เพราะความไม่ สงบของใจได้อย่างไร คาว่าสังขารต้องเป็นสังขาร พระพุทธเจ้าท่านไม่แต่ง สังขาร ไม่เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านให้รู้สังขาร คาว่าแต่งสังขารก็
หมายความว่า ทะเลไม่ให้มีคลื่นเป็นไปไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้า ท่านก็ไม่ สามารถที่จะไปแต่งทะเลให้เรียบได้ เพียงแต่ให้รู้ทะเล ให้รู้สังขารเท่านั้น
พอใจแต่ความสงบ ก็จะเจอสิ่งที่ไม่พอใจ สงบ ไม่สงบ ไม่สน ทาให้ ยิ่งอยู่เสมอ เราไม่ได้ทาเพื่ออะไร เราทาเพื่อละ ทาเพื่อปล่อยวาง ทาเพื่อ สลัดทิ้ง ดีก็ไม่เอา จะเอาทาไม เอาแล้วหนักทั้งนั้น เป็นภาระทั้งนั้น
เตือนเจ้าของเอง
พระพุทธเจ้าท่านให้เตือนเจ้าของเอง อาศัยแต่ผู้อื่นเตื่อนล่ะ เตือน ไปเตือนมาราคาญซ้า ทักท้วงเราเอง ทักท้วงมากเท่าไหร่ยิ่งดี ตาหนิเราเอง ตาหนิมากเท่าไหร่ยิ่งดี ด่าก็ไม่เป็นไรหรอก ด่าเราเอง ด่ากิเลสตัณหา ด่า ความขี้เกียจขี้คร้าน ด่าความโง่เง่า ด่ากิเลสตัณหาไม่เสียหายอะไร แต่มัว ด่า การปฏิบัติไม่เร่ง ผลของการด่าจะไม่ปรากฏ
มัชฌิมาปฏิปทา
มัชฌิมาปฏิปทาทางสายกลาง อยู่ที่ใจเรานี่แหละ ไม่เกิน ไม่ขาด พอดี ก็เป็นทางสายกลาง หายใจเข้าก็มีสติรู้ หายใจออกก็มีสติรู้ ก็เป็น มัชฌิมาปฏิปทา
ภาวนาได้อานิสงส์มาก
การบริจาคทาน มันทาสบาย แล้วมันก็เป็นเรื่องวุ่นวาย และก็เป็น เรื่องวัสดุภายนอกทั้งนั้น การรักษาศีลนี่แคบเข้ามา นี่ใกล้เข้ามา เข้ามาถึง ตัวทีเดียวนี่ คือรักษาตัวของเรา ความสงบสุขในตัวของเราเริ่มปรากฏข้ึน การภาวนานี่ อานิสงส์ของการภาวนานี่ แสดงออกมาชัดทีเดียว ได้อานิสงส์ มาก คือใจของเรานี่เข้าถึงความสงบ เข้าถึงความสุขความสบายจริงๆ จึงว่า ให้พากันตั้งอกตั้งใจบาเพ็ญภาวนากันให้มาก
ผู้ปฏิบ ัติธรร มต้องส ารวมใ จ
ความจริงกิเลสท้ังหลายมันจรเข้ามา ใจของเราออกไปสัมผัสกับกิเลส นั้นๆ ก็เกิดเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา ใจของเราออกไปเจอ ไปกระทบ พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้มี สติ ให้สารวมจิต สารวมไว้ให้ดี อย่าให้ใจ ของเราออกไปสัมผัสกับของร้อน สัมผัสกับฟืนกับไฟ เมื่อสารวมจิตไว้ดีแล้ว สิ่งที่เคยกระทบเป็นฟืนเป็นไฟ สิ่งนั้นเขาไม่แล่นมาหาใจ สิ่งเหล่านี้เขาเป็น โลก เขาพร้อมที่จะสัมผัสใจที่แล่นออกไปนั้น จะอยู่ในอริยบถใดต้องให้มี ความสารวมใจ เราจึงจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรม จึงเป็นผู้ปฏิบัติจิต
การทาบุญอุทิศให้ผู้อื่น
เห็นหอบข้าวของมาถวายมากมาย มาแล้วก็มาบอก ทาบุญให้คน นู้นคนนี้ อุทิศให้คนนั้น คนโน้น มีแต่ให้คนอื่น นี่มันผิดหลักนะ การเอาของ มาถวายพระ หรือยกให้คนอื่น พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า เป็นทาน ทาน คือสละออก เราต้องตั้งใจที่จะเสียสละ เสียสละจากความตระหนี่ถี่เหนียว เสียสละจากความห่วงความหวง คือเสียสละออกจากตนเอง โดยหลักแล้ว ความเสียสละนี้ คือการเต็มใจที่จะยกสมบัติตนให้คนอื่น เมื่อให้ไปแล้วตัวเอง ต้องมีความสุขนะ ไม่กังวลในของนั้น ไม่อาลัยในของนั้น อิ่มเอิบ ดีใจกับ การกระทาของตนเองนั้น มันถึงจะถูกต้อง เมื่ออิ่มอกอิ่มใจแล้ว จึงค่อย ระลึกถึงคนอื่น จะระลึกอุทิศหาใครต่อใคร นั่นเป็นเรื่องรองๆ แต่โดยหลัก คือการฝึกตนเอง การสอนตนเอง ให้รู้จักการเสียสละ การมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อคนอื่น สัตว์อื่น นี่ เรื่องมันเป็นอย่างนี้
ฤกษ์ดียามดีอยู่ที่การ กร ะท า
ไม่เห็นว่าต้อง ๙ นาฬิกา ๙ นาที ๙ นาฬิกา ๓๙ นาที ไม่เห็นมี นาฬิกา มันจะเป็นฤกษ์เป็นยามอะไร? ไม่ไขลานมันก็หยุด ฤกษ์งามยามดี มันอยู่กับการกระทาของเรานี่ ฤกษ์มันไม่งาม ยามมันชั่ว ก็อยู่กับการกระทา ของเรานี่เหมือนกัน ความเป็นมงคลหรือความเป็นอัปมงคลอยู่ในเรานี่ทั้งนั้น
สติเป็นรากฐานของกุศลธรรม
สติมีความสาคัญในการปฏิบัติจิต ธรรมทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นที่จะเป็น กุศลธรรมนั้น ต้องมีสติเป็นรากฐาน ถ้าหากว่าไม่มีสติเป็นรากฐานแล้ว ธรรมที่เกิดจะเป็นอกุศลไป หรือว่าจะมีสติก็เป็น มิจฉาสติ สติผิดๆพลาดๆ ไป อย่างนั้น ธรรมที่เกิดขึ้นก็เป็นมิจฉาธรรม หรือว่าเป็น อธรรม เป็นอกุศล ธรรมไป
ในเมื่อจิตมีสติขณะใด จิตที่มีสตินั้นล่ะ เป็นศีลขึ้นมา และเป็น ปัญญาขึ้นมา ตามกาลังของสติ เพราะสตินี้เป็นธรรม ที่จะเกิดขึ้นของศีล สมาธิ ปัญญา ในเมื่อมีสติเกิดขึ้น ก็เหมือนกับทาจิตของเราให้มีน้าหล่อเลี้ยง จิตใจ ใจของเราจะมีแต่ความชุ่มชื้นและชุ่มเย็นควรแก่การเกิดกุศลธรรม คา ว่า ชุ่มชื้น ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงชุ่มชื้น ไปด้วยอานาจของกาม แต่ชุ่มชื้นด้วย กาลังของธรรม ชุ่มชื้นในการที่จิตยกระดับพ้นอานาจของกาม อย่างนี้ก็เป็น ความชุ่มชื้นเหมือนกัน อาศัยสติเป็นพืชของธรรม เหมือนกับพืช หว่านลงใน จิตในใจ มีสติอยู่ในจิตในใจแล้ว ธรรมมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น ในจุดใน สถานที่สติหยั่งเข้าไปถึงนั้น
แสวงบุญภายนอก แต่ลืมสร้างใจให้เป็นบุญ
เดี๋ยวนี้นักแสวงบุญไม่ค่อยจะสนใจข้อปฏิบัติ สนใจแต่ตระเวนแสวง บุญ วันหนึ่งๆ ไปหลายๆวัด บางที ๕ วัด ๗ วัด ตระเวนถึง ๙ วัดก็มี เอา จานวนวัด ๙ วัด ๗ วัด เป็นจานวนบุญ ก็ได้แต่ตัวเลข คาว่าตัวเลขไม่ใช่ บุญ เป็นกองบุญเฉยๆ สิ่งที่ได้ๆ เป็นสมมุติ ได้เท่าไหร่ๆ เสียเท่าไหร่ๆ สิ่งที่ ได้ไม่มีอะไรเป็นเครื่องหมายว่าเป็นบุญ
พระพุทธเจ้าเข้าถึงความเป็นสัมมาสัมพุทธะ เข้าถึงพระธรรมอัน สูงสุด เข้าถึงด้วยการนั่งภาวนา ตั้งสัจจะอธิษฐาน ที่จะนั่งโดยไม่ลุกจากที่นั่ง และพระองค์ก็เข้าถึงธรรมอันสูงสุด เข้าถึงความบริสุทธิ์และความเป็นพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าก็ปรากฏขึ้นจากการนั่งภาวนาในครั้งเดียวครั้งนั้น
จากที่ผ่านๆ มาถึง ๖ ปี พระองค์ปฏิบัติไม่ถูก หนักไปทางเกิน หนัก ไปทางขาด เกินคือทรมานไป ขาดคือทาให้ร่างกายอยู่กับโลก และวัตถุมาก เกินไป คือก้อนดิน ก้อนน้า ก้อนลม ก้อนไฟ นั่งครั้งเดียวเท่านั้น เรื่องของ ดิน น้า ลม ไฟ เรื่องของโลก ก็รู้เห็นได้แจ่มแจ้งด้วยการเจริญจิตตภาวนา
ธรรมเท่านั้น ที่สร้างองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่พระพุทธเจ้ารู้ ธรรมเห็นธรรม ธรรมเท่านั้นที่สร้าง สัตว์โลกให้เข้าถึงความเป็นสาวกที่ แท้จริง มีแต่ข้อปฏิบัติเท่านั้น ถึงพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานนานแล้วอย่างไร
ก็ช่าง เมื่อมีผู้ปฏิบัติ ถูกต้องตามหลักธรรมก็เข้าถึงพระสัทธรรมได้ ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าดับขันธ์แล้ว จะปฏิบัติไม่ถึง ญาณหยั่งรู้ของพระองค์ก็ยังอยู่
ทาดีทาชั่วรู้อยู่ที่ใจ
ความดี ทาที่ไหน จะมีคนเห็น จะมีคนรู้หรือไม่ ก็เป็นความดี ก็เป็น บุญอยู่อย่างนั้น จะว่าทาความดีแล้ว ถ้าคนไม่รู้ไม่เห็น จะไม่เป็นบุญเป็นกุศล อันนั้นมันคติของคนพาล ความชั่ว จะทาที่ไหน จะมีคนไม่รู้ คนไม่เห็น มัน ก็เป็นความชั่ว เป็นบาปเป็นกรรมอยู่ดี ต่อให้ทาความชั่วอยู่บนสวรรค์ มันก็ เป็นบาปเป็นกรรมอยู่อย่างเดิมนั่นแล่ะ กรรมดี กรรมชั่ว มันอยู่ที่ใจ มันรู้อยู่ ที่ใจเจ้าของเอง
การรับศีล
เราตั้งใจแล้ว เราไม่ต้องรับจากพระก็ได้ เรามีโอกาสไปวัดไปวา ไปหาครูบาอาจารย์ เราจะอาราธนาศีล ขอให้ท่านให้ศีล ระหว่างที่ท่านให้ ศีลนั้น เราก็น้อมฟัง น้อมรับด้วยความเคารพ อันนี้ล่ะเป็นความดี เสียงครู บาอาจารย์เป็นเสียงศีลเสียงธรรม เราตั้งใจฟังด้วยความเคารพล่ะ ใจของเรา สบาย ถ้าหากว่าเรามีโอกาสนะ ถ้าหากว่าเราไม่มีโอกาส เราตั้งใจเราเอง ก็ได้
การปฏิบัติธรรม คือชีวิตของนักสู้
การเดินจงกรมการภาวนานี้ ก็เป็นการทานาเหมือนกัน คือได้ อาหารใจ ได้ข้าวมารับประทาน ใจได้สัมผัสกระทาก็เป็นการทานาอย่าง หนึ่ง การทานาของชาวบ้านฝนตกเขาก็ยังทากันอยู่ แล้วก็การปฏิบัติธรรมก็ เป็นการทานาอย่างหนึ่ง เราจะไปกลัวฝนทาไม ท่านเดินจงกรมตากฝน เดิน จงกรมแข่งฝนกันก็มี ปัดตาดนั่นก็เหมือนกัน ฝนตกท่านก็ปัด ไม่ใช่ฝนตก แล้ว ยังบ่ทันตกดีซ้านะแล่นหนีก่อนแล้ว เดี๋ยวจะเปียก เดี๋ยวจะเป็นหวัดเป็นไอ ฝนตกท่านก็ไม่สน ก็เอาอย่างเก่านั่นล่ะ ชาวไร่ชาวนาเขาทานากัน แล้วเรา บิณฑบาตได้ข้าวมากิน เท่านั้น เขาก็แข่งฝนทานากันนั่นล่ะ ไม่ใช่ฝนตกแล้ว เขาแล่นเขาหนีฝน
ในที่สุดก็นั่ง ก็ปัดตาด ฝนตกเราก็ดัน มีอยู่องค์หนึ่ง ที่ไม่ลุกนี่เยอะ อยู่ นั่งภาวนาแข่งฝน ทาไมจึงนั่งภาวนาตากฝนเล่า?...นั่งแล้วฝนมันตก ! นั่งแล้วฝนมันตก เอ้า ตั้งใจจะนั่งภาวนาแล้วไปสนใจอะไรกับฝนตก ฝนไม่ ตกล่ะนั่งมันอยู่นั่นล่ะ แน๊ะ ไม่เห็นตาย ฝนมันก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ เอ๊ะ พระองค์นี้ มันเป็นยังไงฝนตกก็ยังนั่งภาวนาอยู่นี่ ฝนมันก็ไม่ได้ว่า ใจของ เราไม่ได้ว่าซะอย่างเดียว ไม่มีปัญหาอะไรนะอย่างนี้
ชีวิตการปฏิบัติธรรม คือ ชีวิตนักต่อสู้ การปฏิบัติธรรม คือชีวิตของ นักสู้ สุ้ทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสู้กับเราเอง อันนี้สู้หนัก สู้ภายนอกมัน เรื่องเล็ก สู้กับเรานี้หนักที่สุด ชีวิตการปฏิบัติธรรม ก็คือชีวิตนักสู้นั่นเอง
พระพุทธเจ้าก็ทรงสรรเสริญ นี่การต่อสู้ทั้งหมด ความชนะทั้งหมดนี่ การชนะ เจ้าของนี่เป็นการชนะเลิศ ชนะอะไร ชนะอะไร ชนะอะไร แต่ยังไม่ชนะ เจ้าของก็ยังเป็นคนแพ้อยู่ ชนะคนอื่นนั่นโอกาสที่จะแพ้ยังมี ถึงว่าชนะแล้ว โอกาสที่จะแพ้ยังมี ชนะคนนี้ บางทีแพ้คนอื่น ชนะคนนี้ บางทีแพ้คนนั้น ชนะ เราแล้วโอกาสแพ้ไม่มี พระพุทธเจ้าท่านจึงว่า การชนะเราเป็นการชนะเลิศ
อย่ามัวพอใจอยู่กับของเก่า
อย่ามัวพอใจอยู่กับของเก่าเหมือน “กบ” อยู่ในกะละมัง มันไม่ได้ เดือดร้อน เห็นว่ากะละมังกว้างดี ยังมีอากาศหายใจ ไม่ได้ลาบากอะไร มี ความสุขดี ยังยินดีกับของเดิมอยู่ ยังมีอากาศ แต่ลืมคิดไปว่าอากาศที่หายใจ ก้อลมหายใจออกนั่นหล่ะ ยังเข้าใจว่าเป็นอากาศดี มันดีตรงไหน ย่าอยู่กับที่ ทางดีเขาไม่อยู่กับที่ มันต้องมีการพัฒนาให้ก้าวหน้า เหมือนกันทางไม่ดี ทางมิจฉา ทางมืดดา มันก้อพัฒนา ทุกวันนี้นะ เห็นมั้ย พระพุทธเจ้าท่าน ตรัสไว้ ให้เพียรฝึกหัดพัฒนาตน เพื่อหลุดพ้น อรหันต์สาวกท่านพัฒนาตน ทาตามทพี่ ระพุทธเจ้าสอนไว้ เช่นกัน
อย่าเป็น “กบ” พอใจอยู่ในกะละมัง เพราะเห็นว่าสบายดีแล้วนะ ถ้า จะกระโดดออก ก้อให้พ้นปากขอบ อย่าโดดขึ้นไปยืนเกาะที่ขอบ เพราะ กะละมังอาจคว่า กลับมาครอบ “กบ” ไว้ไปไม่รอดนะ
ไม่ติดสมมุติบัญญัติ
พิจารณาต้องเอาของจริงมาว่ากัน จึงมีโอกาสที่จะเห็นจริง รู้ของ จริงได้ จะเอาแต่สมมุติบัญญัติปรุงแต่งไปๆ จะทะลุปรุโปร่งอย่างไรก็ช่าง เถอะ แต่มันไม่ยอมปล่อยวางให้ จึงว่า กาย เวทนา จิต ธรรม ให้พิจารณา ให้มันชัดลงไปว่า กายสักแต่ว่ากาย ไม่ใช่ตัวตนสัตว์บุคคลเราเขาจริงๆ ใน เมื่อผู้ปฏิบัติเห็นชัดแล้ว มันก็ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขาจริงๆ ถ้าหากว่ามัน ไม่ชัดแล้ว มันก็เป็นอยู่ แต่มันเป็นสักแต่ว่าพูด แต่ใจมันไม่เห็น
จึงว่ามันต้องทาให้ชัด ทาให้เป็น ทาให้เห็น มันชัดจริงๆ แล้วมัน เป็นอย่างที่ท่านกล่าวไว้ กายสักแต่ว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา มัน เป็นอย่างนี้จริงๆ ในเมื่อผู้ปฏิบัติรู้แล้วเห็นแล้ว เข้าถึงที่เรียกว่าไม่ใช่กาย ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล และมันไม่ใช่จริงๆ ในเมื่อมันไม่ใช่แล้วมันจะไปยึด ทาไม มันก็ปล่อยวางในขณะนั้นทันทีปรากฎว่าง ไม่มี วางทั้งโลกธาตุ โลกธาตุทั้งหมดอันไหนก็เหมือนกันหมดนี่
หน้าตาของทุกข์
เวลาที่เราเสียใจ เวลาที่เราเป็นทุกข์ หาตัวหาตน หาหน้าหาตาให้ มันให้เห็นหน้าเห็นตา คาว่า "ทุกข์" หาจริงๆ จังๆ แล้วตัวตนมันไม่มี ก็ เพียงแต่ใจของเรา ไปรับรู้สิ่งที่ชอบใจ ไม่ชอบใจ แล้วมันก็เกิดขึ้นเท่านั้น
โง่ก็โง่อย่างนักปราชญ์
โง่ก็โง่อย่างนักปราชญ์ หากฉลาดก็จะฉลาดอย่างคนโง่ เข้าใจไหม โง่อย่างนักปราชญ์ คือยังไงล่ะ นักปราชญ์ท่านศึกษาของจริงในจิตนี้ ฉลาด อย่างคนโง่ ก็คือรู้หมดสารพัด รู้ตามตาราผูกนั้น ผูกนั้น นั่นล่ะ ฉลาดอย่าง คนโง่ โง่อย่างนักปราชญ์ ฉลาดอย่างคนโง่ เราจะเอาอย่างไหน ให้มันอยู่ จุดเดียวอันนี้ จุดเดียว คือจิตของเรานี้ เพราะจิตรวมไว้หมดทุกอย่าง เป็น สถานที่อยู่ของกิเลส และก็เป็นสถานที่เกิดของธรรมด้วยสารพัด จิตทรงไว้ซึ่ง ความอัศจรรย์ เพราะทุกอย่างรวมอยู่ในจิต
พระพุทธเจ้าตรัสนะ ธรรมทั้งหลายอยู่ในจิต ธรรมทั้งหลายนะมัน จะขนาดไหน วิราคะธรรม เป็นธรรมที่ประเสริฐสุด พระนิพพานธรรม อมต ธรรม เป็นธรรมที่ประเสริฐสูงสุดทั้งนั้น รวมอยู่ในจิตอันเดียว วิมุติธรรม รวมอยู่ในจิตอันเดียว หรือที่เรียกว่า กิเลสธรรม ที่ชั่วช้าลามก มันก็รวมอยู่ ในจิตอันนี้ จึงว่าจิตนี่เขามีความอัศจรรย์ ไม่ปฏิเสธสักอย่าง
แล้วสมุทัยอยู่ที่ไหน สมุทัยก็อยู่ที่จิต ความเคลื่อนไหวของจิตที่ เคลื่อนไหว ปราศจากสติ เป็นตัวสมุทัยทั้งนั้น นี่จิตของเราเคลื่อนไหว เราคิด อ่านไม่มีสติ นั่นเป็นสมุทัย เคลื่อนไหวนี่เขารวดเร็วที่สุด ไม่มีสตินั่นล่ะเป็น สมุทัยทั้งนั้น ทุกข์มันก็เกิด ทุกข์เพราะอะไร เพราะกิเลสมันเผา มรรคก็อยู่ ที่จิต คาว่ามรรค คาว่าสติ คาว่าปัญญา ก็เป็นการเคลื่อนไหวของจิต แต่ เคลื่อนไหวอย่างมีสติ เคลื่อนไหวอย่างมีสติมีธรรม นี่เป็นมรรคขึ้นมาทันที ที่