The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

หนังสือหลวงปู่แบน ธนากโร

เป็นปัญญาจริงๆ คือจิตของเรานี่ มีความฉลาดคล่องตัวในการที่จะสลัดอะไร ที่มันรุงรังในจิต นี่คือปัญญา คล่องตัวรวดเร็วในการที่จะแก้ไข ปลดเปลื้อง ละถอน ในการที่จะสลัดกิเลสให้หลุดนี่คือปัญญา ปัญญาเป็นการหมุนของ จิต สติคือตัวระลึกรู้ ปัญญาคือตัวหมุนของจิต จิตของเราที่หมุน หมุน เพื่อที่จะทาลายข้าศึก นี่คือปัญญา เข้าใจไหม
ไม่ให้ยึด
อะไรเกิดขึ้นท่านจึงไม่ให้ยึด ความดีเกิดขึ้นก็ไม่ให้ยึด เพราะความดี ที่เกิดนั้นมันยังมีความไม่ดีเจือปนอยู่ในนั้น ความทุกข์เกิดข้ึนท่านก็ไม่ให้ยึด ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้นท่านก็ไม่ให้ไปยึด อารมณ์สัญญาใดๆ เกิดขึ้นท่านก็ ไม่ให้ไปยึด เพราะว่าสิ่งท่ีเกิดขึ้นทั้งหมดนั้นก็คือสิ่งที่จะต้องดับนั่นเอง อะไร เกิดขึ้นอันนั้นล่ะเป็นสิ่งที่จะต้องดับไป
อย่าพากันสนใจส่ิงใดยิ่งกว่าธรรม
พากันมาวัด แต่ไม่ได้ใส่ใจข้ออรรถข้อธรรม สนใจกันแต่จะถ่ายรูป ถ่ายไปแล้วได้อะไร ไม่มีความแตกต่างดอก ของทิ้งเหมือนๆ กัน ผมนี่ก็ของ ทิ้ง ขนนี่ก็ของทิ้ง เล็บนี่ก็ของทิ้ง อย่าพากันสนใจของทิ้ง ยิ่งกว่าข้ออรรถ ข้อธรรมนะ


เอาอะไรเป็น "อารมณ์" ของใจ
อสุภะ แปลว่า ไม่งาม สุภะ แปลว่า งาม อสุภะก็เป็นชื่อ สุภะก็เป็น ชื่อ ชื่อทั้งหลายเกิดจากใจ สมมติทั้งหลายเกิดจากใจเข้าไปหมาย รู้ เห็น อย่างไร ก็ตั้งสมมติตามใจที่เข้าไปรู้ไปเห็นนั้น ถึงจะรู้เห็นของอันเดียวกัน แต่ใจคนละใจ รู้ เห็น แล้ว หมายเอาสิ่งนั้นไม่ตรงกัน แม้แต่ใจดวงเดียว บางทีก็เห็นว่าเป็นของงาม บางทีก็เห็นว่าเป็นของไม่งามได้
ใจ ที่เข้าไปรู้ไปเห็นแล้วเกิดความรู้ขึ้น เกิดเป็น "สัญญา" ความหมายขึ้น แล้วก็เกิดเป็นสมมติขึ้นมา ตามระดับของใจ หรือตามความ โง่ ความฉลาดของใจ หรือตามความมืด ความสว่างของใจ นี่
คาว่าอสุภะ เป็นความจริงของอัตภาพร่างกาย ร่างกายทุกส่วน จะ ส่วนไหนๆ ส่วนใดๆ ที่สมมติกันเป็นชื่ออย่างนั้นๆ แล้ว ก็ชื่ออย่างนั้นๆ ก็ สมมติกันเอา มาเป็นคน ชื่อแต่ละอย่างๆ ที่สมมติขึ้นมา ความจริงของเขา คือของไม่งาม และความจริง เขาก็เป็นของปฏิกูล คือของสกปรก ของน่า เกลียด นี่ใจสว่าง ใจเห็นชัดตามความเป็นจริงที่เขาเป็น ใจก็รู้ความจริงที่ใจ เข้าไปเห็นนั้น ว่าความจริงเขาเป็นอสุภะ
ส่วนใจที่มืด ใจที่โง่ เห็นของปลอมๆ เป็นของสวยของงาม หรือว่า เป็น สุภะ คือความงาม ความเห็นทั้งหมด พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญ การ


เห็นตามความเป็นจริง ถ้าหากเราเห็นชัดตามความเป็นจริง ใจของเราจะ ปล่อยวางสิ่งที่เราเห็นชัดนั้น
การที่เรามีโอกาสที่จะรู้อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสรรเสริญนั้น จะต้องใช้ความพยายามดู ใช้ความพยายามเอาใจไปค้นคิด เอาใจไป สอดส่อง และเอาสิ่งที่เรายังไม่แจ้ง ไม่ชัดนั้น เอามาเป็น "อารมณ์" ของใจ และเอาใจไปตั้งอยู่ในจุดที่เรายังไม่แจ้งชัดนั้น เอาใจไปตั้งตาใจ คือความ สว่างของใจ อ่านดู อ่านดู อ่านดู เอาใจที่สว่างไปอ่านดู ในสิ่งที่ยังไม่แจ้ง ไม่ชัด และอ่านอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ยังไม่แจ้งชัด ก็สามารถที่จะแจ้งชัดตาม ความเป็นจริงนั้นได้
จึงว่าการเอาใจอยู่กับอสุภะ เป็นหลักการที่ถูกต้อง เอาอสุภะมาเป็น อารมณ์ของใจ ใจกับอสุภะให้สัมผัสสัมพันธ์ให้เป็นอันเดียวกัน อย่าให้แยก จากกัน ในเมื่อใจอยู่กับอสุภะเสมอๆ หันหน้าใส่ ไม่หันหลังใส่ ไม่หันข้างใส่ เพราะข้างๆ มันไม่มีตา ที่จะเห็น ข้างหลังมันก็ไม่มีตาที่จะมอง ต้องเอาหน้า ใส่ เอาใจของเรานี่ใส่ในอสุภะแต่ละส่วนๆ ตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงเท้า ตั้งแต่ เท้าขึ้นไปหาศีรษะ ดูผมแต่ละเส้นๆ เส้นไหนที่ว่าสวยงามไม่มี ขนก็เหมือนกัน เล็บก็เหมือนกัน ฟันก็เหมือนกัน หนังก็เหมือนกัน แต่ละอย่าง แต่ละชิ้น ล้วน แล้วแต่เป็นของปฏิกูล ล้วนแล้วแต่เป็นอสุภะ ของไม่สวยไม่งามทั้งนั้น นี่ แต่ ใจมืด นี่ ใจก็ถูกความมืดหลอกลวง ความมืด คืออะไร ก็คือความยินดี คือ กิเลสนั่นล่ะ เห็นผมก็ว่าผมงาม เห็นขนก็ว่าขนงาม เห็นเล็บก็ว่าเล็บงาม เห็น


ฟันก็ว่าฟันงาม เห็นหนังก็ว่าหนังงาม ผมจะงามได้อย่างไร ทุกเส้นเกิดจาก ของปฏิกูลทั้งนั้น ขนก็เหมือนกัน สถานที่เกิดก็เป็นสถานที่สกปรก แล้วก็ อาศัยสถานที่สกปรกอันนี้แหละปลูกสร้าง ผม ขน เล็บ ขึ้นมา ร่างกาย ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นของปฏิกูล จึงว่าให้เอาอสุภะเป็นอารมณ์ของใจ ให้ เอากรรมฐาน เป็นเครื่องอยู่ของใจ
มหาสติปัฏฐาน
ในมหาสติปัฏฐาน มีกาย เวทนา จิต ธรรมนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดง ไว้เป็นธรรมเครื่องตัดกระแสทั้งหมด ผู้เจริญในมหาสติปัฏฐานวันเดียว สาม วัน เจ็ดวัน ไม่เกินเจ็ดปีได้สาเร็จมรรคผลทั้งนั้น หากตั้งใจทาจริงๆ มหาสติ ปัฏฐานเป็นธรรมที่จะละ เป็นธรรมที่จะปลดปล่อย เป็นธรรมที่จะเปลื้องออก จากโลก โลกก็คือสิ่งที่เกิดดับ ความเกิดดับทั้งหมดเป็นโลกทั้งนั้น จึงเป็นข้อ ปฏิบัติ เป็นอุบายที่จะถอนออกจากกระแสโลกโดยตรงทีเดียว
อย่าลืมพระในบ้าน
สร้างกุศลอะไร ก็สู้สร้างกุศลกับพ่อกับแม่ไม่ได้ สร้างความสุขให้กบั พ่อแม่ เป็นบุญกุศลอย่างมหาศาล


ทาบุญกุศลใดๆ ต้องระลึกให้พ่อแม่
ต่อไปนี้ ถ้าหากว่าจะมีการทาบุญทากุศลอะไร เล็กๆ น้อยๆ ก็ต้อง ระลึกให้คุณพ่อคุณแม่มีส่วนร่วมด้วย เพราะตาเรา หูเรา จมูกเรา ลิ้นเรา ตับไตไส้ปอดของเรานี่ เป็นสมบัติที่คุณพ่อคุณแม่หยิบยื่นให้ทั้งนั้น
ชีวิตอันนี้เป็นชีวิตต่อสู้
โลกอันนี้เป็นโลกต่อสู้ ชีวิตอันนี้เป็นชีวิตต่อสู้ ให้ทาจิต ทาใจเรา ให้เป็นนักต่อสู้ ทุกข์ยาก อดอยาก เหน็ดเหนื่อยสักเพียงใด ต่อสู้เอา โลก อันนี้ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้นเอง โลกอันนี้ไม่ใช่ที่อยู่ของเราหรอก เรา เพียงเดินผ่านมา แล้วเราก็กาลังจะผ่านไป
ขั้นแห่งความงาม
ความงามขั้นต้น คือมีศีล รู้จักรักษาศีลนะ ความงามขั้นกลาง คือ การรู้จักทาสมาธิ สร้างความสงบเจริญสติให้เกิดขึ้นกับใจ ส่วนความงามขั้น สูงสุด คือการมีปัญญา การรู้จักแยกแยะอะไรควรอะไรไม่ควร รู้จักกาลเทศะ การแยบคายมองอะไรทะลุปรุโปร่งในทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามา อันนี้งามขั้นสูงสุด มีปัญญาทาอะไรก็ออกมางามหมด


พระกรรมฐาน
คาว่า "พระกรรมฐาน" เป็นคาพูดที่งดงามอย่างยิ่ง เราๆ ให้เป็น พระกรรมฐานจริงๆ คือทาใจของเราให้อยู่กับกรรมฐาน ถ้าหากว่าเราเป็น พระกรรมฐานแล้วเอาใจของเราไปอยู่ที่อื่น ไม่สนใจในกรรมฐาน เอาใจ ออกนอกกรรมฐาน จะไม่ถูกต้อง จะไม่ถูกกับคาที่โลกเขาพูดกันว่า "เป็น พระกรรมฐาน"
นักบวชเราอยู่ในฐานะที่มีโอกาสมากที่จะสลัด และขัดเกลาเครื่อง รุงรังออกจากจิตจากใจ จนเครื่องรุงรังนั้นหมดสิ้นไป ก็มีโอกาสที่จะเป็นไป ได้ แต่ถึงเราจะมีโอกาสมากมายสักเท่าไหร่ก็ช่าง แต่ความพยายามของเรา ไม่มี ไม่มีความพยายามที่จะใช้โอกาสอันนั้นให้เป็นประโยชน์ ก็ไม่มีโอกาส ที่จะสลัดออกได้ จิตใจก็จะยังคงรุงรังอยู่อย่างนั้น เหมือนกับศีรษะที่ไม่ได้ โกน หาความสะอาดความงดงามไม่ได้
ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ในการศึกษาในการปฏิบัติ ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ ที่ใส่ใจจริงๆ ใส่ใจทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้นั้นจะเห็นประโยชน์และจะได้รับ ประโยชน์ในการศึกษาในการประพฤติปฏิบัติ ในการบวชการเรียน ถ้าหาก ว่าไม่ใส่ใจ นี่ ไม่ใส่ใจ อย่าบวชเสียเลยดีกว่า ถ้าหากว่าบวชแล้ว ก็รีบสึกหา ลาเพศไปเสีย จะได้ไม่รกวัดรกวา ไม่เปลืองข้าวชาวบ้าน ความจริงเป็นอย่าง นี้ นี่เอาความจริงมาพูด แต่นี่อาจจะเป็นคาที่หนัก หรือคาที่ไม่น่าพูด แต่คาที่


พูดแล้วเป็นความถูกต้อง อันนั้นเราต้องยอมรับ เรายอมรับเพราะเราเป็นผู้ที่ เคารพต่อพระสัทธรรม
เรื่องการเดินจงกรมนั่งสมาธิ อันนี้เป็นเรื่องที่สาคัญที่สุด เรื่องการ พิจารณากรรมฐาน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้เห็นเป็นของปฏิกูล ให้เห็น เป็นของที่ไม่สะอาด ให้เห็นเป็นดิน เป็นน้า เป็นลม เป็นไฟ อันนี้มีความ จาเป็นทจี่ ะต้องรีบพิจารณาให้รู้ให้เห็นกัน ใครรู้ใครเห็นแล้วก็ต้องพิจารณา ให้มาก เพื่อจะได้แจ้งขึ้น เพื่อให้แจ้งให้ชัดขึ้น ใครยังไม่รู้ไม่เห็นก็รีบเร่งเข้า
พระกรรมฐานใจต้องอยู่กับกรรมฐาน ฝังลึกแนบแน่นอยู่ใน กรรมฐานจริงๆ ผม ก็เป็นกรรมฐาน ขน ก็เป็นกรรมฐาน เล็บ ก็เป็น กรรมฐาน ฟัน ก็เป็นกรรมฐาน หนัง ก็เป็นกรรมฐาน "ตจปัญจก กรรมฐาน" ก็หมายถึง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ทั้งห้านี้ อาการสามสิบสอง ทั้งหมดเป็นลาดับต่อไป ล้วนแต่เป็นกรรมฐาน พระกรรมฐานจะต้องฝังจิตฝัง ใจลงไปอยู่ในกรรมฐานของเรา ถ้าหากว่าไม่รู้ไม่เห็นอันนี้แล้ว จิตใจไม่มี โอกาสที่จะเข้าถึงความเป็นนักบวช ไม่มีโอกาสที่จะเข้าถึงความเป็นพระเป็น เณรขึ้นได้ ต้องเห็นกรรมฐาน ต้องรู้กรรมฐานตามความเป็นจริงเสียก่อน จิตใจจึงเข้าถึงความเป็นพระ ถ้าหากว่าไม่รู้ไม่เห็น ไม่มุ่งในการศึกษา กรรมฐานแล้ว ไม่มีโอกาสที่จะรู้จะเห็นได้ เป็นพระก็เป็นแต่โกนศีรษะเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เราก็ไม่ต้องการกัน เราต้องการโกนทั้งศีรษะ ต้องการโกน ทั้งจิตใจด้วย โกนเครื่องรุงรังให้ออกจากจิตใจให้หมดสิ้น จิตใจที่โกน


เครื่องรุงรัง ปลดเปลื้องสิ่งที่รุงรังในจิตในใจออกไปได้แล้ว จิตใจดวงนั้น เป็นพระ เราๆ ต้องการให้เป็นพระทั้งกาย และทั้งใจด้วยกันทั้งนั้น จึงให้พา กันรีบเร่ง อะไรที่จะเป็นธรรมเครื่องโกนศีรษะ โกนเครื่องรุงรังออกจาก จิตใจ รีบพากันเอามาบาเพ็ญ เอา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อันนี้ล่ะ ถ้าหากว่า เราไม่รีบพากันปลดเปลื้องด้วยวิธีพิจารณาให้รู้ชัดเห็นชัด ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี้ล่ะ จะเป็นสิ่งที่ทาให้จิตใจของเรารุงรัง สัตว์โลกทั้งหมดทุกจิตใจจะ ว่าสัตว์โลกชนิดใดก็ช่าง มีแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อันนี้เป็นเครื่องปรุง รุงรังใจของสัตว์โลก พากันสนใจให้มาก ให้มีความพยายามฝังจิตฝังใจ ของเราอยู่ในกรรมฐานให้ยิ่งในอิริยาบถทั้งสี่ ไม่ให้ใจคลาดเคลื่อนจาก กรรมฐาน อย่าเผลอ เจ้ากิเลสมันคอยจะทาจิตทาใจของเราให้เผลอ สิ่งที่จะ ทาให้จิตให้ใจของเราเผลอมีอยู่มาก ถ้าหากว่าความแน่นหนามั่นคงในจิต ในใจของเราอยู่กับกรรมฐานไม่พอ นี่มันจะต้องดึงจิตดึงใจของเราให้เลื่อน ลอยไปในทางอื่นได้
ไม่มีอะไรได้อย่างใจเรา
โลกอันนี้จะให้ได้อย่างใจเราทั้งหมดไม่ได้ แม้เราเองจะให้ได้อย่าง ใจเราทั้งหมดก็ยังไม่ได้ แล้วคนอื่นเราจะให้ได้อย่างใจเราทั้งหมดได้อย่างไร


จิต คือตัวมหาเหตุ
ดับที่จิต ดับขณะที่ใจของเรา หยั่งเข้าหาจิต ถึงเมื่อไหร่ดับทันที ความรู้ก็ไม่ใช่ของตน รู้แล้วให้ปล่อยวาง นิพพานแปลว่าดับไป ดับทุกสิ่ง ทุกอย่าง จะเป็นอะไรก็ช่าง ถูกทั้งนั้น ผิดทั้งนั้น ราคะยังชุ่มอยู่ ราคะเกิดขึ้น หาตัวราคะ ธรรมทั้งหลายเกิดที่จิต หาที่จิต ธรรมทั้งหลายเกิดที่จิต ดับที่จิต ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุ ดับที่เหตุ เหตุเกิดจากจิต ธรรมที่เป็นฝ่ายไหนก็ ตาม เกิดจากจิตทั้งนั้น จิตเป็นเหตุของการเกิดธรรมทั้งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเป็น ธรรมทั้งนั้น ธรรม คือ ธรรมชาติที่เกิดขึ้นแล้วดับไป เพ่งเข้าหาจิต ดูเข้า หาจิต หยั่งเข้าหาจิต เข้าหาจุดที่ไฟมันเกิด ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุ (เหตุ คือจิต) ดับมันทันทีที่มันเกิดมา ธรรมทั้งหลายเกิดจากจิต หยั่งเข้าหาจิต หยั่งเข้าหาจิตขณะใด ธรรมนั้นจะเป็นส่วนใดก็ช่าง ธรรมนั้นดับทันที ดับ ขณะที่ใจของเรา หยั่งเข้าหาจิต ถึงเมื่อไหร่ดับทันที เป็นหลักที่ต้องยึดเป็น หลักการ อย่าไปลูบคลา ลูบไปคลาไป ลูบอย่างนั้นลูบอย่างนี้ เหมือนกับเอา เชื้อไฟไปใส่มัน ดับไปดับไปตายซ้า ดับไม่ถูกจุดเป็นอย่างนั้น ดับถูกจุด จุดที่ ไฟจะดับก็คือสวิสต์ไฟ เพราะไฟมันจะเกิด เกิดตรงนั้น “จิตของเราเป็นจุดที่ เกิดของธรรมทั้งหลาย จิตของเราเป็นสถานที่ดับของธรรมทั้งหลาย”
ธรรมทั้งหลายเกิดจากเหตุ ดับเพราะเหตุนั้นดับ พระศาสดาแสดงเหตุ แห่งธรรมนั้นดับ “จิต ตัวนั้นแสดงเหตุเป็นตัวเหตุ เป็นมหาเหตุ”


โอวาทธรรมในงานหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
ขอโทษนะ ครูบาอาจารย์ท่านรู้จักความพอดีนะ หรือ หลวงปู่ หลวง ตานี่ เพิ่นบ่รู้จักความพอดีบ่ ในเมื่อท่านว่าพอดีแล้ว มันเกินแล้วก็ควร พักผ่อนกัน หลวงตาท่านจะได้มีโอกาสได้พักผ่อนอย่างสงบสุข ใครต้องการ ให้หลวงตาพักผ่อนอย่างสงบสุข ทุกท่านทุกคนให้อยู่อย่างสงบสุข หลวงตา จะชื่นใจ เพราะหลวงตาสอนตั้งแต่สอนเจ้าของมา เข้าถึงความสงบสุขอย่าง แท้จริง หลวงตาสอนทุกบาททุกคาถาเพื่อความสงบสุขอย่างแท้จริง ไม่ได้ สอนให้ขาด ไม่ได้สอนให้เกิน หลวงตายังบ่ได้ทันได้เผานะนี่ หลวงตายัง บอกว่ามันโพดแล้ว หลวงตานี้ท่านว่ามันบ่พอดี ต้องเป็นประชาธิปไตยแบบ พระพุทธเจ้า จะงดงามตลอดไม่เกินไม่ขาด หลวงตาจะมีแต่ชื่นใจชื่นชม ลูกหลานที่อบรมสั่งสอนไว้ไม่เสียแรง เรียกว่าคุ้มเหนื่อย ถ้าหากแสดงความ เกิน ความขาด หลวงตาจะเหนื่อยมาก เพราะว่าสอนแล้วไม่ได้ผลอะไร หลวงตาสอนไม่ให้เกิน ไม่ให้ขาด
สรุป ความพอดีของพระพุทธเจ้าคือมัชฌิมา หลวงตาท่านก็สอนอยู่ ในพระสัจธรรม เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ก็ให้เรามัชฌิมากันนะ จะแบบไหนที่จะพอดี พองาม เอาตามนั้นล่ะ บรรยากาศจะอยู่ในความสงบ ตรงนั้นก็ดัง ตรงนี้ก็ ดัง ดังต่อดังมาดันกันมันก็พังเท่านั้นล่ะ ดังต่อดังถ้าเอามารวมกันนั่นล่ะความ สงบสุขที่แท้จริง ขอเรียนพี่น้องเพียงเท่านี้นะ เดี๋ยวคะเจ้าสิว่าเว้าหลาย


ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์
คนไทยปัจจุบันนี้เป็นหนี้สินกันมาก มัวแต่เสียเวลาอยู่กับเทคโนโลยี หลายประเภท ใช้เวลาในการอยู่กับเฟสบุ๊ค และเล่นไลน์ มัวแต่หาข้าวของมา ปรนเปรอความต้องการของตนเอง ไม่ได้มีเวลาที่จะมาปฏิบัติธรรม และยัง ทาให้เกิดหนี้สิน เพราะไม่ว่าโทรศัพท์หรือค่าอินเตอร์เน็ต ก็คือภาระที่ต้อง จ่ายไปเพื่อซื้อเวลาอันไร้สาระ น่าเสียดายเวลา ที่ไม่รู้จะอยู่ในโลกนี้อีกนาน แค่ไหน
นอกจากนี้เวลาที่เราไหว้พระพุทธรูป ซึ่งเป็นตัวแทนของ พระพุทธเจ้า หรือพระสงฆ์ที่คนทั่วไปบอกกล่าวต่อๆ กันว่าดี ว่าเป็นอริย บุคคล ต้องมากราบนั้น ก็เหมือนกับกิ้งก่าที่ผงกหัว สักแต่ว่าไหว้ไม่ได้มี ความศรัทธา ไม่ได้เข้าใจข้อธรรมะอย่างแท้จริง สักแต่ว่าไหว้ตามคนอื่นเขา ควรจะเอาเวลาที่หมกมุ่นกับโทรศัพท์ เล่นไลน์ เล่นเฟสบุ๊ค มาใช้ใน การศึกษาปฏิบัติธรรมเสียบ้าง เพื่อให้เกิดความเข้าใจในธรรมและเกิด ศรัทธาที่แท้จริง มิใช่ทาตัวเป็นเหมือนกับกิ้งก่าที่เอาแต่ผงกหัวทาความ เคารพ ทั้งที่เป็นแค่กิริยาหนึ่งเท่านั้นเอง ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ใช้ธรรมะมาพัฒนา ตนเอง ได้ใช้เวลากับตนเองอย่างมีประโยชน์ ซึ่งก็เพื่อตัวเรานั่นเอง


พุทโธ
พุทธานุสติ ก็รวมอยู่ในคาว่า พุทโธ นี้เอง พุทโธเป็นผู้ตื่น ตื่นพ้น จากกิเลส พุทโธเป็นคุณธรรมของพระพุทธเจ้า เราระลึกถึงพุทโธก็คือเรา ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า หรือเป็นการเจริญพุทธานุสตินั่นเอง เอาพุท โธไว้ในจิตในใจของพวกเรา เอาคุณธรรมของพระพุทธเจ้ามาไว้ในจิตใน ใจของเรา ของในโลกไม่มีอะไรที่จะประเสริฐกว่าคาพูดว่า พุทโธ อะไรที่จะ เสมอเหมือนหรือประเสริฐสุดยิ่งกว่าคุณธรรมของพระพุทธเจ้าไม่มี การที่จะ เข้าถึงคุณของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าเข้าถึงได้ง่ายๆนะ ต้องเข้าถึงพุทโธนี้ เข้าถึงพุทโธก็คือเข้าถึงพุทโธที่เป็นส่วนนามธรรม หรือเข้าถึงธรรมชาติที่เป็น พุทโธนั้น อันนี้จึงเข้าถึงคาว่า คุณพระพุทธเจ้า ถ้าเข้าได้แล้ว ต้องการ เมื่อไหร่ พุทโธเด่นชัดเป็นสมบัติของเราอย่างสมบูรณ์
พุทโธๆ ที่ไหนก็ได้ ในรถในราก็ได้ ในที่ทางานสานักงานหรือว่า ที่ไหนๆ ได้ทั้งนั้นล่ะ พุทโธเป็นนามธรรม เพราะระลึกถึงขึ้นเมื่อไหร่ พุทโธ ก็ปรากฎขึ้นที่ใจของเราเมื่อนั้น ในเมื่อเราทาให้พุทโธเกิดขึ้นมีขึ้นในจิตใน ใจของเรา พุทโธมีอยู่ในจิตในใจของเราแล้ว เราระลึกถึงเมื่อไหร่ พุทโธก็ ปรากฎให้เราเห็นชัดเหมือนกับเรามีสตางค์อยู่ในกระเป๋าอย่างนั้นล่ะ เวลาเรา ไม่ต้องการใช้ เราไม่คิดถึงสตางค์ เวลาเราต้องการใช้เราคิดถึงสตางค์ เรา หยิบฉวยมาได้ หยิบมาใช้จ่ายได้ทันทีโดยไม่ต้องไปทางานหาสตางค์ เสียก่อน


เขาเกิดมาเพื่อสลาย
คาว่า “กาย” อันนี้เป็นคาที่ สมมุติ สมมุติเรียกกันว่ากาย ต้นไม้เขา ก็มีกาย แต่เราเรียกกายต้นไม้ว่า "ต้นไม้" ไป แล้วทีนี้ก็สัตว์ต่างๆ จะเป็น นกก็มีกาย จะเป็นเป็ด เป็นไก่ เป็นช้าง เป็นม้า เป็นสัตว์อะไรๆ เขาก็มีกาย ของเขาเหมือนกัน
กายของแต่ละอย่างๆ ทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก กายอันนั้นมีการเกิด แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็มีการแตกสลาย อันนี้เป็นธรรมชาติ เป็นหลัก ของความจริง ไม่ว่ากายของเรา ไม่ว่ากายของเขา
คาว่า "กาย" อันนี้ เราไปสมมุติเรียกกัน สมมุติเรียกธรรมชาติของ เขาที่เกิดมาแล้วสลายไป เวลาเกิดคือปรากฏขึ้น เราสมมุติว่า "ความเกิด" นะ เวลาเขาสลายตัว เราสมมุติว่า "ตาย" ความจริงไม่ใช่เกิดไม่ใช่ตายอะไร หรอก มันเพียงแต่ปรากฏขึ้นแล้วก็มีการสลายตัว สลายตัวเหมือนกับฟองน้า อย่างนั้นแหละ เขามีปรากฏเป็นฟองและเขาก็สลาย สัตว์โลกทั้งหมดมีการ ปรากฏแล้วก็มีการสลาย ที่เราไปสมมติสิ่งที่ปรากฏขึ้นเป็นการเกิด สมมุติ เรียกความสลายตัวแปลว่าความตายนั้น เราก็ไปยึดความเกิดความตายนั้นมา เป็นเรา ที่นี้ เราไปเห็นว่าเรามันจะตาย มันก็เป็นทุกข์นี่ เข้าใจไหม
นี่... แล้วจะไปยึดทาไม เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นเรา เขาเกิดมาเพื่อ สลายตัวนี่ มันเป็นธรรมชาติ เราอย่าไปยึดว่าเป็นเรา มันเป็นธรรมชาติของ


เขาหมด มันไม่ใช่เป็นเฉพาะเราคนเดียว ถ้าเป็นเฉพาะเราคนเดียว แหม มัน น่าจะร้องไห้ นี่ มันเป็นทั้งหมดทั้งโลก ของที่ไม่มีชีวิตเขาก็เป็น ไม่ใช่เป็น เฉพาะคน สัตว์อื่นๆ เขาก็เป็นทั้งหมด แม้ไม่ใช่สัตว์ ต้นไม้เขาก็เป็น เขามี การเกิดแล้ว เขาก็มีการแก่ มีการตาย เราก็เหมือนกับสิ่งที่เขาเกิดขึ้นทั้งหลาย การเกิดเป็นคาสมมติปรากฏขึ้นเป็นอย่างนี้ อันนี้เขาไม่ได้ว่าเขาเกิดนะ แล้ว เขาก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของเขา แล้วก็มีการสลายตัว
พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงเปรียบอุปมาเหมือนกับฟองน้า ไม่ผิดเลยนี่ จะไปห้ามฟองน้าไม่ให้เกิดแล้วไม่สลายตัวได้ไหม เอาอะไรไปกันไว้ เราจะ ไปห้ามเรา ไปห้ามใครๆ ห้ามของที่เรารัก เราหวงแหนไม่ให้เกิดขึ้น เกิดขึ้น แล้วไม่ให้สลาย ไม่มีทาง ถ้าหากว่าห้ามได้นี่ พระพุทธเจ้าท่านทรงห้าม แล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงยอมรับว่าท่านคร่าคร่านะ จึงอย่าไปยึดนะ อันนี้ เขาเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติที่เขาเกิดมาเพื่อสลาย
การเป็นศิษย์ที่ดี
การที่ได้เป็นศิษย์ อยู่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์นั้นย่อมเป็นบุญยิ่งนัก คา ว่าบุญนี้มิได้อยู่ที่ การมีครูบาอาจารย์ที่ดีคอยแนะนาสั่งสอนเท่านั้น จะเป็น บุญขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อศิษย์ผู้นั้นปฏิบัติตามคาสั่งสอนของครูบาอาจารย์ บุญ หรือความดีจึงจะเกิดขึ้นได้ เพื่อเป็นศิริมงคลให้แก่ตนเอง


ตอบแทนคุณแผ่นดิน
เราจะให้อะไรแผ่นดิน เป็นของตอบแทน? ในฐานะที่แผ่นดินให้เรา เราจะให้อะไรแผ่นดินบ้าง บางคนไม่คิดเลย แถม อึ ฉี่ ก็ อึ ฉี่ ใส่แผ่นดินว่ะ อ้าว จริงๆนะ แต่ไม่ได้คิดว่าจะให้แผ่นดิน จะตอบแทนพระคุณ ไม่มีใครคิด คิดแต่เพื่อปาก เพื่อท้องของตน คิดแต่ปากท้องของคนในครอบครัว คิดแต่ อันอื่น มันก็แล้งน้าใจจริงๆ นะ
ประชากรโลกเราๆ น่าจะมีอะไรให้แผ่นดินกันบ้าง ถึงว่าจะไม่มี อะไร เรามีน้าใจ ให้น้าใจ ต่อแผ่นดิน พออยู่พอกิน มีน้าใจ แล้วแผ่นดิน เค้าก็จะมีกาลัง มีพลัง จะให้เราในระยะยาว หากว่าไม่มีน้าใจให้แผ่นดิน เสียเลย หนักเข้าแผ่นดินก็ไม่มีอะไรจะให้เหมือนกัน เราก็จะอยู่ได้ด้วย สารเคมี สารพิษ มนุษย์สร้างอะไร ที่เป็นผลประโยชน์แก่มนุษย์เท่านั้น อะไรที่ไม่ได้ผลประโยชน์เต็มที่ มนุษย์ไม่ทา พูดอย่างนี้ มนุษย์ไม่มีน้าใจ เหรอ มีน้าใจๆ ส่วนมากแต่กับเจ้าของ มีน้าใจกับพ่อ แม่ พี่ น้อง ภายใน ครอบครัว ลูกเต้า หลานเหลน ซึ่งมันไม่ถูกต้อง
เราได้มาเป็นตัวเป็นตน เป็นชีวิต พ่อแม่ของเราก็เช่นกัน ไม่ได้เกิด มาจากฟ้า จากสวรรค์ที่ไหน เกิดมาจากแผ่นดินก้อนนี้ เกิดมาแล้วเป็นคุณพ่อ คุณแม่ ก็ต้องอาศัยแผ่นดินนี้ เราๆ เป็นเรา ก็ใช้แผ่นดินก้อนนี้ทั้งหมด จะ อยู่ต่อไปวันนี้ พรุ่งนี้ ก็ต้องอาศัยแผ่นดิน ไม่มีแผ่นดินแล้วจะกินข้าวยังไง หรือกินอากาศก็อยู่ได้ อากาศมีแต่อากาศไม่มีน้าจะอยู่ได้ไหม จึงว่าสิ่งเหล่านี้


เราน่าจะคิดกันบ้าง คิดสิ่งเหล่านี้ไม่ทาให้เสียเวลาทามาหากินหรอก นี่จึงว่า คาว่ามืดบอด มัน ทั้งมืด ทั้งบอด สิ่งเหล่านี้เค้าไม่ได้ปิดบัง แต่เราไม่สนใจดู กันเอง ยังไม่สายเกินไปดอก
ความมีน้าใจต่อแผ่นดิน อะไรเป็นความดีๆ การไม่เห็นแก่ตัว เห็น แก่ประโยชน์ส่วนรวม เห็นประโยชน์ ชาติ ศาสนา ประโยชน์โลก ประโยชน์ สังคม อันนี้จะเรียกว่าเป็นการตอบแทนคุณแผ่นดิน ก็รู้สึกว่าจะได้นะ พระพุทธเจ้า เป็นศาสดาของโลก ไม่เป็นอย่างสังคมโลกทั่วๆ ไปเค้าเป็นกัน แล้วพระพุทธเจ้าไม่ได้เสียหายอะไรเลยนะ เทวดาทุกองค์กราบไหว้ พระพุทธเจ้าทั้งนั้น
ถึงว่าจะไม่มีน้าใจ ไม่ได้มีใครว่าอะไร แต่การไม่มีน้าใจนั้น เป็น การทาลายเจ้าของโดยตรง ในเมื่อเจ้าของเป็นผู้ทาลายเจ้าของเองแล้วนี่นะ ก็ไม่ใช่ว่า ฉันเป็นคนแล้ว ฉันจะเกิดเป็นคนแบบนี้ตลอดไปนะ อย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสไว้ เคยไปเป็นเทวดาก็เคย ไปนรกก็เคย ไปเป็นสัตว์ เดรฉานก็เคย เพราะนานมากมายจริงๆ 4 อสงไขยแสนมหากัปป์ นาน มากมายเหลือเกิน ตั้งแต่ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะปรารถนา ความเป็นพระพุทธเจ้า ตายเกิดๆๆๆ ในแผ่นดินนั้น แล้วก็ชัดเจนว่า ตายแล้ว ไปเกิดชาติหน้า ตามวิถีชีวิตๆ วิถีชีวิตเจ้าของบาเพ็ญมายังไง เจ้าสร้างมา ยังไง ไปตามฝีมือ ไปตามกรรมที่เจ้าของทาไว้ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าจึงเห็น ด้วย ตาทิพย์ หูทิพย์ ทั้งนั้น มันไม่ทึบๆ อย่างเราๆ ไอ้ที่ทึบนี่ก็คิดว่า


พระพุทธเจ้านี่ก็คนเหมือนกัน จะรู้ได้ยังไง 45 ปี ของพระพุทธเจ้าในโลก เป็นประโยชน์แก่เจ้าของทุกๆ ราย เราๆ จะทาประโยชน์อะไรบ้าง? เกิดมา ขี้ เกิดมากิน มาถ่าย ในแผ่นดินนี้ นานหาประมาณมิได้ เราทาประโยชน์ อะไรแก่แผ่นดินก้อนนี้ เสริมความโลภเจ้าของ ไม่ต้องไปเสริมหรอก มันเต็ม ร้อย มันเต็มล้าน จนไม่มีที่บรรจุแล้ว ยังไม่อิ่มไม่พอเป็น ก็ระบายออก ระบายความโลภ ความโกรธใส่กัน เดี๋ยวก็แง่งๆ ทะเลาะวิวาทเพื่อ ผลประโยชน์ มองคนอื่นเป็นศัตรูไปหมด ในเมื่อเจ้าของไม่ได้ประโยชน์ สมใจ สิ่งเหล่านี้ เราไม่ได้คิดเพื่อแก้โลกเรา จึงคิดจริงๆ จังๆ แล้ว มันไม่มี อะไรที่จะได้ประโยชน์จาก "ของเกิด ของตาย" นี่ สิ่งที่เราได้ๆ เราเสีย ทั้งหมดนะ แม้แต่ชีวิต แต่ละวันนี่ได้มาด้วยยาก ไม่หายใจเมื่อไร ตายเมื่อ นั้น มีทรัพย์สิน เงินทองมากๆ ล้นทะลุฟ้าไปอีก แล้วได้อะไร คิดให้มันดี คิดให้มันชัดๆ คิดให้มันทะลุ ปุโปร่ง แล้วความจริงอันนั้น จะแก้ไขเราได้ ถ้าหากไม่คิดซะอย่างเดียวนะ เราจะโกหกเราตลอดกาล ว่าเราได้อันนั้น ได้ อันนั้นๆๆๆ แม้แต่หายใจ เดี๋ยวนี้ ลมหายใจของเจ้าๆ ก็ยังเสีย เจ้าก็ยัง ไม่ได้ แล้วได้อะไร? คิดอย่างไม่มีการบั่นทอนประเทศชาติ คิดอย่างนี้ ใจที่ จะช่วยเหลือประเทศชาติยิ่งมีกาลัง เพราะจะต้องรีบทา เดี๋ยวมีโอกาสจะต้อง ทา สิ่งเหล่านี้ เดี๋ยวนี้ชอบพูดเรื่องเหล่านี้นะ ใครฟังได้ก็ฟัง คนไหนฟังไม่ได้ มาวัดมาวาให้เอาซิลิโคนติดมาด้วย อุดหูแล้วมันไม่ได้ยินใช่มั๊ย เอ้าพากัน ตั้งใจรับพร


ให้เผาตัวเราทุกวัน
การเผาศพเป็นบุญเป็น กุศล เผาศพต้องเผาให้เป็นบุญ เป็นกุศล ไม่ใช่เผาแบบเป็นพิธี ไม่ใช่เผากันอย่างสนุกสนาน ไม่ใช่เผากันอย่างรื่นเริง เพลิดเพลิน พิธีเผาศพบางที่บาง แห่ง แต่งตัวไปประกวดแข่งขัน กัน อย่างนั้นก็มี ไม่ได้เป็นไป ในทางสลดสังเวช นิยมถือกันว่า
สีขาวบ้างสีดาบ้าง เป็นการไว้ทุกข์ เอาแต่สีไว้ทุกข์ สีมันจะรู้สุขรู้ทุกข์อะไร สี มันจะรู้เรื่องรู้ราวอะไร
การทาใจให้เกิดความสลดสังเวช ให้ใจเห็นว่าร่างกายของคนทุก คนเกิดมาแล้วจะต้องเป็นอย่างนี้ คาว่า “เป็นอย่างนี้” ก็คือ มันไม่เป็นของ ใคร บางคนตายอายุมาก บางคนตายอายุยังน้อย ในเมื่อตายแล้ว ก็มีแต่ที่ จะเน่าเปื่อย มีแต่จะเน่าเหม็น เวลาเผาอย่างนี้ บางที่กลิ่นของสิ่งที่ตายเน่านั้น เหม็นออกมา จนกระทั่งคนที่เป็นโรคแพ้ผีเน่า ถึงกับว่าอยู่ใกล้ไม่ได้
การเผาศพนั้น ไม่ใช่จะเผาแต่คนอื่น ครูบาอาจารย์ท่านสอนอยู่เสมอ ให้เผาศพเจ้าของทุกวัน เราก็เป็นผู้ที่เกิดมาแล้วจะต้องตายเหมือนกัน ไม่ใช่


เกิดมาตายแต่เฉพาะคนอื่น เราก็เกิดมาตายเหมือนกัน ร่างกายของเรานี้ล่ะ ให้เผาเขาอยู่ทุกวัน คาว่า “เผาทุกวัน” คืออย่างไร คือนึกว่าเผาร่างกายของ เรา ร่างกายอันนี้เขาก็เป็นของทิ้ง ในเมื่อเป็นของทิ้ง เอาไปเผา เผาก็เพื่อให้ ไหม้ ให้ซากสกปรกให้ซากสิ่งปฏิกูลอันนี้หมดสิ้นไป เพื่อทาลายขยะเชื้อโรค ปฏิกูลนี้ให้หมดสิ้นไปเท่านั้นเอง การเผาศพเราต้องหัดเผาอยู่เสมอ ประโยชน์ ก็เพื่อให้เห็นว่าร่างกายนี้ก็สักแต่ว่าเป็นของทิ้ง ร่างกายของใคร ๆ ก็สักแต่ ว่าของทิ้ง ในเม่ือร่างกายเขาเป็นของทิ้ง แล้วร่างกายจะเป็นเราเป็นเขาได้ อย่างไร ร่างกายจะเป็นคนได้อย่างไร ก็เห็นชัด ๆ ว่าเป็นของทิ้ง เรื่องการ เผาศพนี้จึงต้องเผาให้เป็น ถ้าหากเผาเป็น ก็เป็นบุญเป็นกุศล
อย่าประมาทในวัย
ระหว่างที่มีชีวิตอยู่นี้ อะไรที่เป็นประโยชน์ให้รีบทาซะ แก่เฒ่าขึ้นมา ถ้าไม่หายใจ ก็จบหมดโอกาส อย่าคิดว่า ฉันยังหนุ่มน้อย ความตายไม่ เลือกนะ อยู่ในท้องพ่อท้องแม่ก็ตายได้ คลอดออกมาก็ตายได้ก็เห็นกันอยู่ ก็ เอาสิ่งที่เห็นนี้มาเป็นธรรมะ เป็นสัจธรรมมาสอนกัน


ปัจฉิมเทศนา หลวงปู่แบน ธนากโร
“ลมหายใจเข้าออก ลมหายใจเข้าออก ในเมื่อหยุดแล้ว ก็ยังมานับ นับต่อ ไม่รู้จะเป็นนับเพื่อประโยชน์อะไร แล้วเรา เรา เขา เขา ก็เป็นอย่าง นี้เหมือนกันหมด แม้แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ยอมรับอันนี้ เป็นสัจ ธรรม เป็นของจริง ตามความเป็นจริง ทุกทุก ทุกรูป ทุกนาม สรุปแล้วไม่


ว่าเรา ไม่ว่าเขา ก็ต้องตกอยู่ในสภาพที่สูญสิ้น สูญสิ้น ในเมื่อยังหายใจอยู่ นับมันก็เสียไป ไม่หายใจ นับหรือไม่นับก็เท่ากัน วันนี้มารมารบกวน มาร มากวน ขันธมาร ก็ให้เป็นเรื่องของขันธ์ไป แต่มารที่มันเกิดจากไม่มีขันธ์ มารอันนี้เรียกว่า มารมีอยู่กับเรา พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ท่านกาจัด มารตัวนี้ แล้วเข้าถึงแดนสุขเกษม เข้าถึงโดยหลักการวิธีการใดๆ เอา หลักการวิธีการนั้นมาประกาศ ตามหลักการนั้น เรียกว่าพระศาสนา
จึงว่าลมหายใจเข้าและออก ต้องมีสติระลึกถึงมากๆ เป็นการผูก เป็นการมามัด ให้ความคิดความอ่านของเรานี้ อยู่กับกองธรรม กอง ธรรม ก็คือกว้างศอกยาววาหนาคืบ ทุกคนมีกองธรรมด้วยกันทั้งนั้น และมี สิทธิที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์ ถ้าใช้ไม่เป็น เป็นโทษทั้งนั้น ไม่ว่าเด็กหญิง เด็กชาย ไม่ว่าวัยรุ่น หรือว่าวัยหนุ่ม วัยสาว วัยแก่ จะว่ายุคใหม่ ยุคเก่า ใช้ไม่ถูกเป็นโทษ โทษคือยังไง โทษคือเจ้าของนี่ ไม่สารวม รักษาใจ ปล่อยใจให้ไปตามกิเลสมารมันฉุด มันดึง มันลาก ผลออกมาก็มีแต่ ถูกไฟ ของกิเลสที่มันรุ่มร้อน มันเผา แล้วก็ไม่เลือกด้วย ทุกรายเขาไม่ยกเว้น แก่ เขาก็ไม่ยกเว้น หนุ่มสาวเขาก็ไม่ยกเว้น แม้แต่เด็กรู้จักความเขาก็ยังเริ่มฝึก เริ่มสอนให้แล้ว นี่คืออันตราย อันตราย อันตรายอันดับหนึ่งของสังคม โลก โลกจะพ้นจากอันตราย ต้องพากันกาจัดมารตัวนี้ อย่าให้มันมีคั่ง ค้างอยู่ในโลก แล้วสันติอันแท้จริง จะเกิดขึ้น โดยทั่วถึงกันทีเดียว


คาว่าสารวมธรรม ศีลแปลว่าสารวม ศีลหมายความว่าการสารวมใจ จึงเรียกว่าศีล ไม่สารวมใจ ศีลไม่มี ไปวัดไม่มีการสารวม บวชขาวเป็น เหลืองไป ไม่มีความสารวม ผ้ามันไม่เป็นศีลให้ดอก ถ้าผ้าเป็นศีลให้ได้ โรงงานผลิตนี่เยอะแยะไป ไม่ต้องไปรักษาศีล อยู่รุกมูลร่มไม้ให้ยาก แต่ก็ไม่เป็นยังงั้น ความจริงรักษาศีล ต้องรักษาเรานี่เอง ไม่ใช่รักษาเป็นข้อๆ ศอสระอีลอลิง อันงั้นตัวหนังสือ เขียนกันขึ้น สมมุติเรียกว่าหนังสือ แล้ว ก็อ่านไปตามที่เรียกกันสมมุติตามๆ กันมาอย่างงั้น เป็นศีลหรือไม่เป็นศีล ตัวหนังสือไม่รู้ แต่จิตที่รู้อยู่นี่ รู้ว่าเราสารวมดีอยู่หรือไม่ หรือเราไม่สารวม อันนี่ อันนี่เราต้องระลึกถึงกันมากๆ สรุปแล้ว อย่าให้ขาดสติ อย่าให้ขาด สติ เตือนทุกครั้งต้ังแต่ตื่นขึ้นมา ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา ตั้งสติทันที ลุกไปตรงไหน เดินไปตรงไหน เข้าห้องน้า ห้องส้วม แม้แต่จะสะพายบาตรไปบิณฑบาตร ก็ให้มีสติทุกขณะ ไม่เสียหาย ไม่ต้องกังวลว่าพระศาสนาจะล่มสลายดอก ถ้าหากว่าเราไม่มีสติ ไม่สารวม แม้จะนุ่งห่มก็ไม่สารวม ไม่มีสติ นั่นหละทาง แห่งความล่มสลาย ในสภาพของเราที่เป็นอยู่ ไม่มีใครต้องการให้เจ้าของ ล่มสลายสักคนดอก พากันรักษาให้ดี รักษาพระศาสนา ก็คือการรักษาเรา รักษาศีล ก็คือ การรักษาเรา การปฏิบัติธรรม ก็คือการปฏิบัติเรา สิ่งอื่น ไม่ใช่เรา ไม่ต้องสนใจ ตัดออกไปเลย จะเป็นอารมณ์อิฏฐารมณ์ ไม่ว่าเป็น อารมณ์อนิฏฐารมณ์ ชอบใจ ไม่ชอบใจ ขนาดไหนหรือในเหตุเพียงไรก็ช่าง เหมือนกับฟองน้าหรือพยับแดดทั้งนั้น จะไปสนใจหัวมันทาไม


หลวงตาท่านพูดบ่อยๆ ที่นี้อากาศดีมาก ยิ่งดึก ยิ่งดึก อากาศยิ่ง ละเอียด นี่ก็ยังไม่ทันดึกๆ ยังไม่ทันดี ไม่ดึกซ้า เก้าโมงกว่า ก็สามทุ่มกว่า แล้ว เมื่อคืนก็ถามอยู่ เลิกแล้วเหรอ เลิกแล้ว เลิกกี่ทุ่ม เลิกสามทุ่ม แล้ว เวลากิจล่ะ จริงจังประกอบความพากความเพียร ไม่ต้องทุ่มต้องยาม แต่ เวลาจะเลิก อยากฟังธรรม ความพากความเพียรปฏิบัติเอา ตื่นตั้งใจมั่นคง อยู่ในธงยามแท้
...นี่ก็มารตัวหนึ่งนะ มารตัวนี้เขาครอบหมดโลกธาตุ ไม่มีใคร ยิ่งใหญ่กว่าเขาดอก มีแต่องค์พระพุทธเจ้า และพระสาวกของพระพุทธเจ้า เท่านั้น อยู่เหนือมาร มารเข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้ มาพักกันหลายองค์ ทา สถานที่นี่ให้เป็นสถานที่สงบวิเวกได้มากได้กว้างขวาง ถ้าหากหลายๆ องค์ ไม่พยายามทาความสงบ ไม่มีความพยายามที่จะสร้างวิเวก สถานที่นี้จะเป็น สถานที่อาละวาด วุ่นวาย ไม่เป็นไปเพื่อความขัดเกลากิเลส ไม่เป็นไปเพื่อ กาจัดมารปักหัวใจ ฉันทุกคามีสติ บริโภคทุกคามีสติ กินทุกคาให้มีสติ กินเข้าไปเคี้ยวกร้อบๆๆๆ แล้วนึกขากคายออกมา เอาออกไว้เสียก่อน กินได้ บ่ แล้วร่างกายตั้งแต่ศรีษะมา ลงไปหาเท้า เท้าขึ้นไปหาศรีษะมันมาจาก ไหน มาจากอาหารที่เป็นของปฏิกูล ร่างกายของเรา เรา เนื่องมาจาก อาหารทั้งนั้น มันไม่ใช่ของวิเศษวิโสอะไรนักดอกเนอ จาเอาไว้ มีแต่ของ ปฏิกูลทั้งนั้น ไม่ใช่กองมรรคกองผลดอก บิณฑบาตให้มีสติ นับตั้งแต่ห่ม จีวร ห่มจีวรซ้อนผ้าสังฆาฏิ มีสติ หยิบบาตรก็มีสติ อุ้มบาตรหรือจะจับฝา


บาตรก็มีสติ เดินก็ให้มีสติในการเดิน เดินไป เดินมา เดินไป เดินมาให้มี สติ จึงเรียกว่าบิณฑบาต ไม่อย่างงั้น ก็คือไปหาอยู่หากิน อย่างวัวควาย นั่นน่า
จึงว่าอยู่ด้วยกันหลายๆ องค์ ช่วยกันสร้างความวิเวกให้เกิดขึ้น ได้ ยินไหม อยู่ด้วยกันหลายๆ องค์ ช่วยกันสร้างความวิเวกให้เกิดขึ้น มีขึ้น ความวิเวกเองจะมารวมเป็นกอง เป็นกอง นั่นคือการรักษา ทรงไว้ซึ่งพระ ศาสนา อยู่ด้วยกันมากๆ มีแต่ มีแต่เรื่องเอร็ดอร่อย ขี้เกียจ ปอดแหก นั่น มันก็เป็นทางที่จะบอกว่า นั่นคือทางเสื่อมโทรม ทางหายนะของพระศาสนา คือหายนะมาจากนักบวชไม่ว่าหญิงว่าชาย นักบวชมาจากหัวใจของคน นั่นเอง ไม่ใช่พระศาสนาจะล่ม จะล่มสลายเพราะกาลเวลา ห้าพันปี ห้าแสน ปี ห้าล้านปี พระศาสนาไม่พากันล้ม อย่าไปคิดว่าห้าพันปี เดี๋ยวนี้นะ ใน หัวใจของชาวพุทธมันมีสักกี่เปอร์เซ็นต์กัน มั่นคงอยู่ในพระสัทธรรม มีสัก กี่เปอร์เซ็นต์ บางคนครึ่งเปอร์เซ็นต์ในร้อย ก็ยังมองไม่เห็นแค่นี่ มีแต่ สกปรก รกรุงรัง กองขยะ แต่ก็ยังพอใจ พอใจในศาสนาพุทธ อยากให้ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งชาติ แน่ะเป็นเพื่ออะไร เราๆ ก็พยายามเรา ให้เป็นไม่ได้แล้ว จะพยายามทาบ้านทาเมือง ทาผู้อื่นให้เป็นไปได้เหรอ ถึง มันเป็นไปได้ มันได้ประโยชน์อะไร ศาสนาไม่ได้อยู่กับคาพูด อยู่กับการ กระทา อยู่กับข้อปฏิบัติ อยู่กับหัวใจของคน


จึงอยากหาเรื่อง หลายๆ เรื่อง หลายๆ อย่าง มาพูดมาจา ปลุกน้อง นุ่งลูกหลาน ให้ตื่นกันนะ อยากปลุกให้ตื่นไปอย่างงั้นนะ ธรรมของ พระพุทธเจ้า ทุกบาททุกคาถา เป็นธรรมปลุกเราให้ตื่นกัน ธรรมกล่อมให้ หลับก็คือกิเลส สบายแล้ว สบายแล้ว สุขหนอ สุขหนอ สุขหนอ อยู่ในกอง มูตรกองคูถ เต็มไปของปฏิกูล ก็ยังสุขหนอ ไม่รู้จะเกิดมาทาไมโง่เง่าขนาด นั้นวะ ได้ยินบ่ ไม่รู้จะเกิดมาทาไม โง่เง่าขนาดนั้น อย่าไปพูดให้กับ ชาวบ้านเขานะ พูดกันเองไม่เสียหายดอก พูดกับเราเองไม่เสียหาย พูดบ้าง นะดี มันจะได้ตื่นตัว เป็นผู้ฉลาดกันเสียที เอาล่ะพากันตั้งใจรับพร ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะ กัปปะติ อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ สัพเพ ปูเรนตุ สังกัป ปา จันโท ปัณณะระโส ยะถา มะณิ โชติระโส ยะถา”


ประวัติความเป็นมาวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๐ ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ จนทาให้ ประเทศชาติประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปัน โน (พระธรรมวิสุทธิมงคล) วัดป่าบ้านตาด ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว ที่จะ ลุกลามกระทบกระเทือนต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ที่องค์ท่านเทิดทูนและ หวงแหนยิ่ง ซึ่งองค์ท่านพิจารณาแล้วไม่เห็นมีผู้ใดที่จะสามารถแก้ไขวิกฤตินี้ได้ ดังนั้นแม้องค์ท่านจะเพิ่งหายอาพาธจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ และอยู่ในช่วงปัจฉิมวัย ๘๕ ปี แต่ด้วยจิตที่เต็มเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม จึงได้อาสาเป็นผู้นาพี่น้องประชาชน ชาวไทย ตั้งโครงการผ้าป่าช่วยชาติ ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๑ และ เดินทางออกแสดงธรรมเทศนา และรับผ้าป่าช่วยชาติตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อนาธรรมเข้าสู่จิตใจพี่น้องประชาชน และประกาศบอกบุญให้ร่วมกันทามหากุศล ด้วยการเสียสละเงินทองเพื่อค้าจุนชาติไทย โดยตั้งเป้ารับบริจาคให้ได้ทองคาอย่าง น้อย ๑๐ ตัน และเงินดอลลาร์อย่างน้อย ๑๐ ล้านดอลลาร์ เพื่อนามอบเข้าสู่คลังหลวง เป็นทุนสารองของประเทศให้มีความมั่นคง ซึ่งแม้ปัจจุบันองค์ท่านจะละสังขารไป ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ แล้ว แต่เหล่าสานุศิษย์ยังคงร่วมใจกันสืบทอดโครงการ “ผ้าป่า ๑๒ เมษาฯ สืบหน่อต่อแขนงคลังหลวง บูชาคุณองค์หลวงตา” อย่างต่อเนื่องทุกปี โดย มียอดมอบทองคาเข้าคลังหลวง สรุปข้อมูลล่าสุด วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ยอด รวมทองคาทั้งหมด ๑๓,๐๕๙.๒๘๕ กิโลกรัม ยอดรวมเงินดอลลาร์ ๑๐,๔๕๗,๑๕๙.๖๓ เหรียญ


ด้วยเหตุที่องค์ท่านเมตตาเดินทางไปแสดงพระธรรมเทศนาและรับผ้าป่าช่วย ชาตินี้เอง จึงทาให้ธรรมป่าสายวิปัสสนากรรมฐานได้มีโอกาสเผยแผ่สู่สาธารณชนใน วงกว้าง องค์หลวงตาให้ความสาคัญกับการนาธรรมเข้าสู่จิตใจคน มากยิ่งกว่าวัตถุ สิ่งของในการช่วยเหลือสงเคราะห์โลก เพราะโลกจะสงบร่มเย็นได้จาเป็นต้องอาศัย ธรรม ดังตอนหนึ่งในพระธรรมเทศนาว่า
“...ถ้าธรรมได้เข้าสู่ใจโลกแล้ว โลกจะมีความสงบร่มเย็น รู้บาป รู้บุญ ธรรมเป็นน้าดับไฟ มันจะแสดงเปลวจรดเมฆก็ตาม น้าสาดลงไปนี่ยุบเลย ไฟยุบด้วยน้า ดับ กิเลสก็ยุบด้วยธรรม ที่ว่าไฟนี่นะ...”
โดยทุกคนได้เห็นประจักษ์แล้วว่าประเทศไทยของเราสามารถรอดพ้น วิกฤติการณ์ด้านเศรษฐกิจมาได้ ก็เพราะอาศัยธรรม การเสียสละเพื่อส่วนรวม การมี ศรัทธาเชื่อกฎแห่งกรรม การสร้างสมบุญกุศลเพื่อประโยชน์ตนและผู้อื่น ความสามัคคี พร้อมเพรียงกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การรู้จักประหยัดมัธยัสถ์ สันโดษในการใช้ จ่ายและการดาเนินชีวิต ซึ่งเป็นธรรมที่องค์หลวงตาได้เมตตาเทศนาสั่งสอนพี่น้องชาว ไทยมาโดยตลอด


นอกจากการออกเดินทางไปแสดงธรรม และรับผ้าป่าช่วยชาติ เกือบทั่ว ประเทศแล้ว องค์หลวงตายังมีเมตตาจิตอนุเคราะห์ช่วยเหลือโรงพยาบาล หน่วยงาน ราชาการ ผู้พิการยากไร้ แม้กระทั่งสัตว์พิการในวงกว้าง องค์ท่านได้ออกเดินทางไป เยี่ยมเยือนเอาเสบียงอาหารการกินไปมอบให้กับโรงพยาบาลในเขตพื้นที่ต่างๆ และ เจ้าหน้าที่ดูแลป่า เพราะท่านให้ความสาคัญกับการดูแลรักษาประชาชนผู้เจ็บป่วยที่ ได้รับความทุกข์ทรมาน และการดูแลรักษาป่าไม้เป็นพิเศษ ทาให้วัดป่าบ้านตาดสมัย นั้นเป็นเหมือนตลาดบุญใหญ่ ที่เปิดโอกาสให้พี่น้องชาวไทยได้มีโอกาสร่วมสร้างบุญ กุศลกับองค์หลวงตา ได้อย่างกว้างขว้างเต็มที่ ซึ่งองค์ท่านไม่เคยเก็บเงินทองข้าว ของที่ประชาชนนามาถวายไว้เพื่อประโยชน์แห่งตน ได้มาเท่าไหร่ ก็แจกจ่ายออกไป เท่านั้น เพื่อช่วยเหลืออนุเคราะห์โลก ดังคาปรารภขององค์หลวงตาที่ว่า
“...เราคิดทุกด้านทุกทาง เพื่อพี่น้องชาวไทยลูกหลานไทยเรา เราไม่หวัง อะไรแหละ เราพูดตรงๆ ถ้าพูดทางด้านจิตใจ เราก็พอเต็มที่แล้ว พูดถึงอย่างอื่นก็ เหลือเฟือดังที่เห็น แต่ที่คิดไปภายนอกกระจายออกไปเพื่อลูกหลานของเรานั่นละ บกพร่อง เราจึงได้อุตส่าห์พยายามคิดไว้ทุกด้านทุกทางเมื่ออยู่ในฐานะพอเป็นไปได้ อยู่ เราก็พาตะเกียกตะกายอย่างนี้แหละ...”
นอกจากการสงเคราะห์โลกทางด้านวัตถุสิ่งของแล้ว องค์หลวงตาให้ ความสาคัญกับการสงเคราะห์โลกทางด้านจิตใจด้วยธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะองค์ หลวงตาให้ความสาคัญกับเรื่องจิตใจ และเห็นประโยชน์คุณค่าของอรรถของธรรม ที่ จะช่วยพัฒนาขัดเกลาจิตใจผู้คนให้ได้รับความสุข สงบร่มเย็น องค์ท่านจึงเห็นชอบให้ มีการจัดตงั้ สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชนเป็นครั้งแรกที่โรงเรียนบ้านตาดเมื่อวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ใฝ่ปฏิบัติธรรม ทั้งบรรพชิตและฆราวาส


ได้มีโอกาสรับฟังธรรมแท้ ธรรมภาคปฏิบัติของพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน หลวงปู่มั่นที่บรรลุธรรมขั้นสูงสุดที่องค์หลวงตารับรอง ได้อย่างสะดวกทั่วถึง และต่อมา ได้มีการขยายสร้างสถานีวิทยุเสียงธรรมเครือข่ายกระจายออกไปทั่วประเทศรวม ทั้งหมด ๑๑๙ สถานี (เฉพาะที่ได้รับใบอนุญาตให้ทดลองประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียงในปัจจุบัน) โดยคณะผู้มีจิตศรัทธาได้สร้างและมอบถวายแก่องค์ หลวงตา พร้อมปวารณาจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดาเนินงานของแต่ละ สถานีเอง โดยองค์ท่านจะรับผิดชอบดูแลค่าใช้จ่ายส่วนกลางเฉพาะสถานีวิทยุแม่ข่าย ทั้งหมด องค์หลวงตาให้ความสาคัญในการดูแลรักษาวิทยุเสียงธรรมให้ยั่งยืนต่อไป ในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง ดังคาปรารภที่ว่า
“...ระยะนี้วิทยุกระจายออก ดูเหมือนจะทั่วประเทศไทยแล้วมัง ออกอย่าง รวดเร็วนะ ออกทางโน้นทางนี้ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้รับผิดชอบเองหมด เรารับผิดชอบ เฉพาะบ้านตาดแห่งเดียว นอกจากนั้นท่านเหล่านั้นรับผิดชอบตัวเองๆ ทั้งหมด ทุกแห่ง ที่ตั้งสถานีวิทยุที่ไหนรับผิดชอบเองด้วยกันทั้งนั้น เราก็รับผิดชอบเฉพาะบ้านตาด เท่านั้น ถ้าให้เราไปรับผิดชอบด้วยเราไม่ไหว ตั้งแต่สถานีบ้านตาดนี้ก็ยังต้องคิด เกี่ยวกับเรื่องปัญหาเวลาเราตายไป เพราะเวลานี้เราอยู่นี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรทุกสิ่งทุก อย่าง เวลาเราตายแล้วจะทายังไง เลยทาให้คิดกันจะตั้งมูลนิธิขึ้น เอาเงินมาตั้งเป็น มูลนิธิขึ้นสาหรับเอาดอกผลออกไปช่วยทางวิทยุเวลาเราตาย ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่นี้ก็ไม่มี ปัญหาอะไร ตอนเราตายนั่นซีลาบาก เลยต้องคิดไว้ไม่คิดไม่ได้ อันนี้เราเป็นคนจัดการ เองหมด การจับการจ่ายเงินดงเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด เราจัดหมด สถานที่ปลูก สร้างให้ที่อยู่ที่พักเราจัดการเองหมดเลย ทีนี้มาวิตกวิจารณ์ตอนเราตายไป เงินเดือน หรือค่าใช้จ่ายในสถานีวิทยุต่อๆ ไปนี้ เราตายแล้วจะทายังไงเลยทาให้คิด จึงว่าจะตั้ง


เป็นมูลนิธิขึ้น มีเงินก้อนเอาไว้สาหรับจ่ายอันนี้ เวลาเราตายแล้วจะไม่ได้เดือดร้อน ภายหลัง เราว่างั้นนะ...”
ด้วยเหตุนี้จึงได้จัดตั้งมูลนิธิเสียงธรรมเพื่อประชาชน และจัดตั้งกองทุนวิทยุ เสียงธรรมเพื่อประชาชนขึ้นมา โดยคณะสงฆ์นาโดยพระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสส โก ได้มอบถวายปัจจัยเป็นปฐมฤกษ์จานวนเงิน ๑ ล้านบาทถ้วน และองค์หลวงตาได้ มอบถวายเพิ่มอีก ๑ ล้านบาท รวมเป็นเงินสองล้านบาทในการประเดิมตั้งกองทุน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นต้นมา
เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๘ “สถานีวิทยุชุมชนเสียงธรรมบ้านตาด” ได้ย้ายมาอยู่ในสถานที่ปัจจุบัน เลขที่ ๓๐๙/๑ หมู่ ๑ ตาบลบ้านตาด อาเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีเนื้อที่ ๑๔ ไร่เศษ ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของวัดโพธิ์ศรีซึ่งเป็นวัดสาขาของ วัดโยธานิมิต และเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า จุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณรับเป็นองค์อุปถัมภ์ เครือข่ายวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน และทรงเสด็จเป็นองค์ประธานเปิดแพรคลุมป้าย


เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๙ (ซึ่งได้ยึดถือเป็นวันสถาปนาสถานีวิทยุเสียงธรรมฯ ในปัจจุบัน)
นอกจากการเผยแผ่ธรรมทางด้านวิทยุแล้ว องค์ท่านยังได้เห็นชอบให้มีการ เผยแผ่ธรรมในช่องทางต่างๆ อาทิ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดยสร้างเว็บไซต์ www.luangta.com และเริ่มการเผยแผ่ธรรมผ่านโทรทัศน์ดาวเทียมไทยคม ๕ ใน ระบบ ซีแบนด์ เมื่อวันที่ ๓๐ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ โดยใช้ชื่อว่า “สถานีโทรทัศน์เสียงธรรมบ้านตาด” (SBT TV) ค่าความถี่ ๐๔๐๔๐ ค่าซิมโบล์ เรตท์ ๓๐๐๐๐ แนวรับสัญญาณ แนวตั้ง (V) สามารถรับชม ได้โดยติดตั้งจานรับ สัญญาณดาวเทียม และปรับตั้งตามค่าดังกล่าว (ปัจจุบันเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม สามารถปรับตั้งช่องโดยอัตโนมัติ โดยมีเลขช่องแตกต่างกันตามยี่ห้อเครื่องรับ) กรณี ต้องการรับฟังวิทยุเสียงธรรมผ่านระบบโทรทัศน์ดาวเทียม ให้กดปุ่มรีโมทคอนโทรล เครื่องรับปุ่ม LANG (Language) เพื่อเปลี่ยนภาษาที่สองจะได้รับฟังเสียงจากวิทยุ เสียงธรรม ทาให้การรับฟังธรรมเป็นไปด้วยความสะดวกและแพร่หลาย สมดังเจตนา ขององค์หลวงตาที่จะอนุเคราะห์ช่วยเหลือโลกอย่างเต็มกาลังในทุกๆ ด้าน อย่าง สุดกาลังความสามารถขององค์ท่าน โดยเฉพาะด้านธรรมและการพัฒนาจิตใจที่องค์ หลวงตาให้ความสาคัญสูงสุด จึงได้ก่อกาเนิดวิทยุเสียงธรรมเป็นมรดกธรรมตกทอด มาให้ลูกหลานชาวไทยช่วยกันรักษาสืบไป


ช่องทางอื่นๆ ในการรับฟังสถานีวิทยุเสียงธรรม
นอกเหนือจากการรับฟังวิทยุเสียงธรรมผ่านเครื่องรับวิทยุคลื่น FM ตามคลื่น ความถี่ที่แจ้งไว้แต่ละพื้นที่แล้ว ท่านยังสามารถรับฟังวิทยุเสียงธรรมผ่านช่องทางอื่นๆ ได้ดังนี้
๑. รับฟังผ่านระบบโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมระบบ CU Band (จานใหญ่) กดหาและ เลือกรายการทีวีช่อง SBT TV (เลขช่องขึ้นกับเครื่องรับ) หลังจากนั้นกดปุ่ม รีโมทคอนโทรลเปลี่ยนเสียงภาษา LANG (Language) เป็นภาษาที่สอง
๒. รับฟังผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ผ่านเว็บไซต์ www.luangta.com คลิกรับฟัง วิทยุที่หน้าโฮมเพจ
๓. รับฟังผ่านระบบมือถือสมาร์ทโฟน (เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต) ด้วยแอพ SBT Luangta บนมือถือ โดยมีเมนูย่อยดังนี้
 รับฟังวิทยุเสียงธรรม
รับชมโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม (SBT TV) ฟังเสียงกัณฑ์เทศน์หลวงตาบน Youtube ชมคลิปวิดีโอหลวงตาบน Youtube
 แผนที่แสดงตาแหน่งพิกัดปัจจุบัน พร้อมระบุคลื่นชื่อสถานีที่รับฟัง
ได้ พร้อมแสดงขอบเขตการแผ่คลื่นวิทยุแต่ละสถานีทั่วประเทศ Facebook สถานีวิทยุเสียงธรรม
Facebook วัดป่าบ้านตาด
 www.luangta.com


 ประวัติความเป็นมาวิทยุเสียงธรรม/หนังสือเสียงธรรม  สมัครโครงการปวารณาอุปถัมภ์สถานีวิทยุเสียงธรรม  ช่องทางการบริจาคสนับสนุนการดาเนินงาน
 สมัครจิตอาสาช่วยงานวิทยุเสียงธรรม
 รับฟังข่าวสาร
การแชร์ App SBT
 ช่องทางการแจ้งปัญหาและให้คาแนะนา  แบบสารวจวิทยุเสียงธรรม
วิธีการติดตั้งแอพ
๓.๑ มือถือระบบ Android (แอนดรอยด์) ผ่าน Play Store/Google Play ค้นหาและเลือกติดตั้ง “SBT หลวงตามหาบัว
สถานีวิทยุเสียงธรรม” หรือสแกน QR Code
๓.๒ มือถือระบบ IOS (เครื่องไอโฟน) ผ่าน App Store ค้นหาและเลือก ติดตั้งแอพ “SBT Luangta” หรือสแกน QR
Code


"เราไม่ได้คิดว่า จะมาเอาบุญเอากุศลอะไรดอก ที่ทาอยู่ทุกวันนี้ คิดแค่ว่าจะใช้เวลาทุกวินาทีอย่างไร
ให้เป็นประโยชน์ต่อโลกต่อธรรมมากที่สุด ก็เท่านั้นเอง"


Click to View FlipBook Version