ข้ันที่ 5 ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพ่ิมคุณคา่ บรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ
11. นักเรยี นร่วมกันแสดงความคิดเหน็ โดยครใู ช้คาถามดงั นี้
- นักเรียนสามารถนาความรูเ้ กยี่ วกบั เรอ่ื งทีเ่ รยี นไปใช้ประโยชน์ในสงั คมได้อย่างไร
6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ :
การประเมิน วธิ ีการ เคร่ืองมอื
ด้านความรู้ (K) -การตอบคาถาม -คาถาม
-ทาแบบฝกึ หัด -แบบฝึกหัด
ดา้ นทกั ษะและกระบวนการ (P) -ทกั ษะการอ่านในใจ -แบบประเมนิ การอ่านในใจ
-ทกั ษะการเขยี น -แบบประเมนิ การเขียน
-ทักษะการวเิ คราะห์ จดหมาย
-คาถาม
ดา้ นคุณธรรม จรยิ ธรรมและคา่ นิยม -สงั เกตพฤตกิ รรมในการร่วมกจิ กรรม การทางาน -แบบฝกึ หัด
(A) กลุม่ -แบบสังเกตพฤติกรรม
- สงั เกตพฤติกรรมความกระตือรือร้นในการรว่ ม
กจิ กรรม
7. ส่ือ/อุปกรณ์/แหลง่ การเรียนรู้ :
1. แบบฝึกหดั 2. รปู ภาพประกอบเกยี่ วกบั ชีวติ มคี า่ 3. ตวั อย่างแถบประโยค
4. ตวั อย่างแผนภาพความคดิ 5. ไมเ้ รยี กเลขที่ 6. ตวั อย่างการเขยี นจดหมายถงึ ญาตผิ ู้ใหญ่
7. หนังสือเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5
8. กิจกรรมเสนอแนะ
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
ลงช่อื ...........................................ครูผสู้ อน ลงชื่อ...........................................ฝ่ายวชิ าการ
( ........................................) ( ........................................)
ลงชอื่ ...........................................ผบู้ รหิ าร
( ........................................)
สัปดาห์ที่ 2
โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู้
ภาคเรียนท่ี 2 / ……………. ช่ือผ้สู อน ................................................
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ ภาษาไทย ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 5 จานวน 5 คาบ
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 9 เรอื่ ง ชวี ิตมีคา่
1 . มาตรฐานการเรยี นเรียนรู้ :
มาตรฐานที่ ท 5.1เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วจิ ารณว์ รรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคณุ คา่ และนามา
ประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ติ จริง
ตวั ชว้ี ดั ที่ ป 5/4 ท่องจาบทอาขยานตามทกี่ าหนดและบทรอ้ ยกรองท่มี คี ณุ ค่าตามความสนใจ
มาตรฐานท่ี ท /2.1ใช้กระบวนการเขียนเขยี นส่อื สาร เขยี นเรยี งความ ยอ่ ความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบตา่ งๆ
เขยี นรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศกึ ษาอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
ตวั ชว้ี ัดท่ี ป 5/8 เขียนเรื่องตามจินตนาการ
ตัวชี้วัดท่ี ป 5/9 มมี ารยาทในการเขยี น
มาตรฐานที่ ท 4.1 เขา้ ใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของภาษาและพลังของภาษา
ภมู ิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบตั ิของชาติ
ตวั ชว้ี ดั ที่ ป 5/2 อธิบายความหมายของคาประโยคและขอ้ ความที่เป็นการบรรยายและพรรณนา
2. สาระสาคัญ / ความคิดรวบยอด
สาระสาคญั
การอ่านจับใจความบทอาขยาน
การอ่านที่ดี จะต้องจับใจความสาคญั สรุปความ แสดงความคิดเหน็ บอกข้อคดิ ของเรือ่ งทอ่ี ่าน
และสามารถนาไปใช้เป็นแนวทางใน การดาเนนิ ชีวติ ประจาวันได้
การเขียนตามจินตนาการ
การเขียนเรือ่ งตามจินตนาการเป็นการเขยี นเรือ่ งราวทเี่ กิดจากความคิด ความฝัน ความรู้สึกท่ีเกิดจากอารมณต์ ่าง ๆ
การเขยี นเรอ่ื งตามจินตนาการได้ดีจะต้องฝึกการคิด การสงั เกต และมคี วามคิดสรา้ งสรรค์ ใชภ้ าษาทีอ่ ่านเขา้ ใจงา่ ย และเขยี น
เรอ่ื งอยา่ งมีมารยาท
วลีและประโยค
วลี คือกลุ่มคาจะมีเฉพาะภาคประธานหรือภาคแสดงเท่านัน้ สว่ นประโยคสามัญท่ใี ชน้ ั้นเป็น ประโยคทไี่ ม่มีอะไรสลับ
ซับซอ้ น มสี ่วนประกอบทส่ี าคัญเพียง 2 ส่วน คือ ส่วนท่ีประกอบดว้ ยกรยิ าและสว่ นประกอบดว้ ยคานามหรอื คาสรรพนามท่ี
ปรากฏอย่หู นา้ คากริยา ผเู้ รียนควรเรยี นรู้ใหเ้ ขา้ ใจและนาไปใช้ใหถ้ ูกตอ้ ง จงึ จะสามารถนาภาษาไทยสือ่ สารไดด้ ี
3. จุดประสงคก์ ารเรียนร:ู้
1. สรปุ ใจความสาคัญ และวเิ คราะหเ์ รอ่ื งท่อี ่าน ฟงั หรือดู ไดอ้ ย่างมเี หตุผล (K)
2. อธบิ ายวิธเี ขยี นเรื่องตามจนิ ตนาการ (K)
3.บอกองค์ประกอบทวั่ ไปของวลแี ละประโยค และลกั ษณะของวลี และประโยคไดถ้ กู ตอ้ ง (K)
4. พดู และเขยี นแสดงความรู้ ความคดิ เหน็ จากเรือ่ งทีอ่ ่าน ฟัง หรือดูไดอ้ ยา่ งเหมาะสม (K, P)
7. แตง่ ประโยคไดถ้ กู ตอ้ งตามหลกั การใชภ้ าษาไทย (K, P)
5. เขยี นเร่ืองตามจินตนาการ (P)
6.แยกส่วนประกอบของประโยคได้อยา่ งถกู ตอ้ ง(P)
8.นาประโยคไปใช้ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง (A)
9. มคี วามสุขในการเรียน (A)
11.มมี ารยาทในการเขียน (A)
12.กระตือรือรน้ ในการเขา้ รว่ มกิจกรรม (A)
4. สาระการเรยี นรู้:
สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง สาระการเรยี นรทู้ อ้ งถน่ิ
1.อธบิ ายความหมายและหลักการอา่ นจบั ใจความบทอาขยาน
ได้
2.อธิบายเก่ยี วกับการเขยี นตามจินตนาการได้
3.สามารถอธิบายการสรา้ งวลีและประโยคได้อยา่ งถกู ต้อง
5. กจิ กรรมการเรยี นรู้
คาบท่ี กิจกรรมการเรยี นการสอน
(คาบที่ 1) สาระสาคญั
การอา่ นจบั ใจความ การอา่ นทีด่ ี จะตอ้ งจับใจความสาคญั สรปุ ความ แสดงความคิดเหน็ บอกขอ้ คดิ ของเร่ืองทอ่ี า่ น
บทอาขยาน และสามารถนาไปใช้เป็นแนวทางใน การดาเนนิ ชวี ติ ประจาวนั ได้
ข้ันที่ 2 ขน้ั รวบรวมข้อมูล
1. ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สนทนา โดยครูใช้คาถามกระตนุ้ ความคิดดงั นี้
- ท่ีกลา่ วว่า“ตนเปน็ ทพี่ ึ่งแหง่ ตน” นักเรยี นเขา้ ใจวา่ อยา่ งไร
- นักเรยี นคดิ วา่ สาระสาคญั ของบทรอ้ ยกรองกลา่ วถงึ การพง่ึ ตนเองในเร่อื งใด
- นักเรยี นคดิ ว่าคติสอนใจจากบทกลอน สุภาษิต “ตนเปน็ ทพี่ ่งึ แหง่ ตน”สามารถ
นาไปใช้กับการทางานได้เหมาะสมหรอื ไม่
ให้นักเรียนชว่ ยกันตอบเพ่อื โยงเข้าสสู่ าระการเรียนรู้ นักเรยี นทบทวนเกย่ี วกบั การอา่ นจับ
ใจความสาคัญโดยครูใช้คาถามดงั นี้
- การอา่ นสรปุ ใจความคอื อะไร
- นกั เรียนใชท้ กั ษะอะไรในการอ่านสรุปใจความ
* ในการตอบคาถาม ใหค้ รใู ช้ไมเ้ รียกเลขท่ี เพอื่ ให้นกั เรียนตอบทีละคน โดยถาม
คาถามกอ่ นจะเรยี นเลขทเี่ พ่อื ให้ทกุ คนไดค้ ิด
(คาบท่ี 2-3) 2. นกั เรยี นเข้ากลุม่ ศกึ ษาบทอาขยานเรอื่ งตนเป็นที่พึง่ แหง่ ตน โดยครใู ช้คาถามดงั ตอ่ ไปนี้
การเขยี นตาม - คติเตือนใจในบทกลอนน้ีควรถือเป็นแบบอยา่ งหรอื ไม่
จินตนาการ - คนไทยในอดตี มวี ิธีสอนเดก็ ๆ อย่างไร
ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั คิดวิเคราะหแ์ ละสรุปความ
3. นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ รว่ มกันวเิ คราะห์เกี่ยวกบั เรอ่ื งทอี่ ่านโดยครูใช้คาถามดงั น้ี
- "ตนเป็นทพี่ ึ่งแหง่ ตน" เป็นบทรอ้ ยกรองประเภทใด
- จากเรื่องท่อี ่านนกั เรียนไดข้ อ้ คิดอะไรบา้ ง
4. นกั เรียนแต่ละกลุ่มคิดประเมินเพอ่ื เพิ่มคุณคา่ โดยครูใช้คาถามดังนี้
- นักเรียนสามารถนาความร้ทู ่ีได้รับไปใช้ในชวี ิตประจาวันไดอ้ ยา่ งไร
ขน้ั ที่ 3 ขน้ั ปฏบิ ตั แิ ละสรุปความรู้หลังการปฏบิ ัติ
5. นกั เรยี นเขา้ กลุม่ ทากจิ กรรมการตั้งคาถามและตอบคาถามจากเรอื่ งท่อี า่ น กลุ่มละ 5 ข้อ
กติกาในการตัง้ คาถาม คณุ ครแู บ่งจานวนหนา้ ท่แี ต่ละกลมุ่ จะต้องรับผิดชอบในการตง้ั
คาถาม
เพ่ือปอ้ งกนั ไม่ใหก้ ารตงั้ คาถามของแต่ละกลุม่ ไมใ่ ห้ซา้ กัน
6. นักเรียนร่วมกันสรปุ ข้อคิดที่ไดจ้ ากการอา่ น
ขัน้ ที่ 4 ขั้นสือ่ สารและนาเสนอ
7. นกั เรียนแต่ละกลมุ่ นาเสนอคาถามหน้าชั้นเรียน แลว้ ใหเ้ พ่ือนตอบคาถาม
ขั้นที่ 5 ข้ันประเมินเพอื่ เพ่ิมคุณคา่ บรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ
8. นกั เรยี นร่วมกนั แสดงความคดิ เห็น โดยครใู ชค้ าถามดงั นี้
- นกั เรียนสามารถนาความรูเ้ ก่ียวกับเรอื่ งทเ่ี รยี น ไปใช้ประโยชน์ในสงั คมได้อย่างไร
สาระสาคัญ
การเขียนเรอื่ งตามจนิ ตนาการเป็นการเขยี นเรือ่ งราวท่ีเกิดจากความคิด ความฝนั ความรู้สกึ ท่ี
เกดิ จากอารมณ์ต่าง ๆ การเขยี นเรอ่ื งตามจนิ ตนาการได้ดีจะตอ้ งฝกึ การคดิ การสงั เกต และมี
ความคิดสร้างสรรค์ ใช้ภาษาทอ่ี า่ นเข้าใจง่าย และเขียนเร่ืองอย่างมีมารยาท
ขน้ั ท่ี 1ขัน้ รวบรวมข้อมูล
1. นกั เรยี นดูตัวอยา่ งการเขยี นเรื่องตามจนิ ตนาการจากนิทานแล้วร่วมกันสนทนาโดยครใู ช้
คาถามดงั น้ี
- เอกสารท่นี กั เรยี นดูเรียกวา่ อะไร
- นักเรยี นเคยเขียนเรือ่ งตามจนิ ตนาการจากนทิ านหรือไม่
2. นักเรยี นร่วมกนั ศึกษาเร่ืองการแล้วรว่ มสนทนาโดยครูใชค้ าถามดงั น้ี
- การเขียนเรอื่ งตามจินตนาการมปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร
- องค์ประกอบของการเขียนเร่อื งตามจินตนาการมอี ะไรบา้ ง
- การเขียนแผนภาพความคดิ ก่อนการเขยี นเรอ่ื งตามจติ นาการจากนทิ านมีประโยชน์
อย่างไร
ข้ันท่ี 2 ขั้นคดิ วิเคราะหแ์ ละสรุปความ
3.นกั เรยี นรว่ มกนั วิเคราะห์วา่ การเขยี นเร่อื งตามจินตนาการ จะต้องเขียนเร่อื งอะไรบา้ ง โดย
เขียนเป็นแผนภาพความคิด ตวั อย่างเชน่
ทาอะไร ใคร ข้อคดิ ทไี่ ด้จากเรอื่ ง
ทไี่ หน อยา่ งไร
การเขียนตาม
จนิ ตนาการจากนิทาน
เวลาใด
4. นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มคิดประเมนิ เพื่อเพิ่มพูนคุณค่าโดยครูใช้คาถามดงั ต่อไปน้ี
- นกั เรียนสามารถนาเรอื่ งท่เี รยี นไปใชใ้ นชีวติ ประจาวันได้อย่างไร
ขน้ั ท่ี 3 ข้ันปฏิบัติและสรปุ ความร้หู ลังการปฏบิ ัติ
5. นกั เรยี นเข้ากลุ่มทากิจกรรมการเขียนเรื่องตามจติ นาการจากนทิ าน ตามหวั ขอ้ ที่สมาชกิ ใน
กลมุ่ สนใจท่จี ะศึกษา
6. นกั เรยี นร่วมกนั สรุปความสาคัญของการเขียนเรือ่ งตามจิตนาการจากนิทาน ครูอธบิ าย
เพม่ิ เตมิ เกีย่ วกับการเขียนเร่อื งตามจติ นาการจากนิทาน
ขน้ั ที่ 4 ขน้ั ส่ือสารและนาเสนอ
7. นกั เรยี นแต่ละกล่มุ นาเสนอผลงานหน้าชัน้ เรียน เพื่อกลุม่ อื่นร่วมกันแสดงความคดิ เหน็
8. นกั เรยี นรวบรวมการเขยี นเรื่องตามจิตนาการจากนทิ าน ไวท้ ม่ี ุมหอ้ งเรยี นเพ่อื ให้เพือ่ นๆ ได้
ศึกษาต่อไป
ขั้นท่ี 5ขั้นประเมินเพือ่ เพม่ิ คณุ ค่าบรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
9.นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครูใชค้ าถามดงั น้ี
- นกั เรียนสามารถนาความรเู้ ก่ยี วกบั เร่อื งทเ่ี รียนไปใชป้ ระโยชนใ์ นสงั คมได้อยา่ งไร
(คาบท่ี 4-5) สาระสาคญั
วลแี ละประโยค วลี คอื กลมุ่ คาจะมีเฉพาะภาคประธานหรือภาคแสดงเทา่ นั้นสว่ นประโยคสามญั ท่ใี ช้นน้ั เปน็
ประโยคทไี่ มม่ ีอะไรสลับ ซับซอ้ น มีส่วนประกอบทสี่ าคัญเพยี ง 2 สว่ น คือ ส่วนทปี่ ระกอบด้วยกรยิ า
และสว่ นประกอบด้วยคานามหรือคาสรรพนามท่ีปรากฏอยูห่ นา้ คากรยิ า ผู้เรยี นควรเรียนรู้ให้เขา้ ใจ
และนาไปใช้ให้ถูกตอ้ ง จึงจะสามารถนาภาษาไทยสื่อสารไดด้ ี
ขัน้ ที่ 1 ข้นั รวบรวมขอ้ มลู
1. นักเรียนรว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ เก่ียวกับวลแี ละประโยค โดยครกู ระตุน้ ให้นักเรยี นร่วมกนั
แสดงความคิดเหน็ โดยเล่นเกมดงั น้ี
ใหน้ กั เรยี นเล่นเกมแยกประโยค โดยแบง่ นกั เรียนเปน็ กล่มุ ครยู กแถบขอ้ ความให้
นักเรยี นดู
อาจเปน็ วลี หรอื ประโยคก็ได้ ให้นกั เรียนแต่ละกลุม่ อา่ นแล้วบอกว่าเปน็ ประโยคหรอื ไม่ถ้า
เป็นประโยคใหบ้ อกภาคประธานและภาคแสดงด้วย เล่นจนหมดแถบข้อความที่ครูเตรยี ม
มาแลว้ สรุปคะแนน กลุ่มใดไดค้ ะแนนมากที่สุดชนะ
แล้วรว่ มสนทนาซกั ถามโดยใชค้ าถามดงั นี้
- วลีและประโยคแตกต่างกนั อย่างไร
2. นกั เรยี นศกึ ษาเรอ่ื ง คา วลี หรอื ประโยค โดยใช้คาถามดงั นี้
- กาต้มนา้ , หนังสอื เรยี น เปน็ วลีหรอื ประโยค
- ประโยคประกอบดว้ ยอะไรบ้าง
- แมต่ ม้ นา้ ดว้ ย กาต้มนา้ อะลมู ิเนียม เปน็ ประโยคหรอื ไม่
ครูควรอธิบายเพมิ่ วา่ คาเมื่อเรียงประกอบเป็นประโยคแล้วอาจจะเป็นวลีประเภทต่างๆ ได้
เช่น นามวลี กริยาวลี วิเศษณ์วลี เป็นต้น ครูควรยกตัวอย่างประกอบเพ่ือให้นักเรียนเข้าใจได้
ชดั เจน
ข้ันท่ี 2 ขนั้ คดิ วเิ คราะห์และสรปุ ความ
3. นกั เรยี นสังเกตแถบตัวอย่างประโยคบนกระดานดา แลว้ ออกมาตอบคาถามจากแถบประโยค
วา่ เป็นวลีหรือเปน็ ประโยค ดังน้ี
- นักเรียนต้ังใจเรยี นหนงั สือ
- การเรยี นหลกั ภาษาไทยมปี ระโยชน์
- ชาวกรงุ เทพมหานคร
- แม่ว่งิ ออกกาลังกายทกุ เชา้
- ใหญ่โตมโหฬาร
ให้ทุกคนชว่ ยกนั พิจารณาความถกู ตอ้ งของ วลี และประโยค
4. นกั เรียนแตล่ ะกล่มุ คิดประเมนิ เพมิ่ คุณค่า โดยครใู ช้คาถามดงั ต่อไปน้ี
- นักเรียนสามารถนาเรอื่ งที่เรยี นไปใช้ในชีวติ ประจาวันได้อย่างไร
ขน้ั ที่ 3ขนั้ ปฏิบตั แิ ละสรปุ ความรู้หลังการปฏบิ ตั ิ
5. นกั เรียนเล่นเกมโดยการทายแถบประโยคเช่น อันไหนเปน็ คา วลี หรอื ประโยค โดยใช้ไม้
เรยี กเลขทีเ่ รยี กช่ือนักเรียนทายทีละคน โดยเขียนบนกระดานดา แล้วอ่านออกเสียงพรอ้ มกนั ใหท้ ุก
คนชว่ ยกนั พจิ ารณาความถกู ต้องของประโยค
6. นกั เรียนเข้ากลุ่มทากจิ กรรมคิดคามาเขยี น วลี หรือประโยค โดยส่งตวั แทนกลุ่มออกมาจับ
ฉลาก วลีและประโยค
7. นักเรียนฝกึ อา่ น คาวลี หรือประโยค จากแถบประโยค
8. นกั เรยี นรว่ มกนั สรปุ เรื่องคา วลี หรือประโยค ดงั นี้
วลี คือกลุ่มคาจะมเี ฉพาะภาคประธานหรือภาคแสดงเทา่ น้นั ส่วนประโยคสามญั ท่ีใช้น้นั เป็น
ประโยคทไี่ มม่ อี ะไรสลบั ซับซอ้ น มีสว่ นประกอบที่สาคญั เพียง 2 ส่วน คือ สว่ นท่ปี ระกอบดว้ ยกรยิ า
และส่วนท่ีประกอบด้วยคานามหรอื คา สรรพนามท่ปี รากฏอยู่หน้าคากรยิ า ผเู้ รยี นควรเรียนร้ใู ห้
เขา้ ใจและนาไปใช้ใหถ้ กู ต้อง จึงจะสามารถนาภาษาไทยสอื่ สารได้ดี
9. นกั เรยี นทาแบบฝกึ หดั
ขน้ั ท่ี 4 ข้ันสอ่ื สารและนาเสนอ
10. นกั เรียนนาเสนอการแตง่ วลี ประโยค ตามกลุ่มทีจับฉลากได้ โดยครูใช้ไมเ้ รียกเลขที่เพ่อื ให้
นกั เรียนนาเสนอทลี ะกลุม่ และรว่ มกนั แสดงขอ้ คิดเหน็ และรวบรวมผลงานไวท้ ่ีมมุ ห้องเรยี นให้
เพอ่ื นๆได้อา่ นดว้ ย
ข้นั ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คณุ ค่าบรกิ ารสังคมและจิตสาธารณะ
11. นกั เรียนรว่ มกันแสดงความคดิ เห็น โดยครูใชค้ าถามดังนี้
- นกั เรียนสามารถนาความรเู้ ก่ียวกบั เร่ืองท่ีเรยี นไปใช้ประโยชนใ์ นสงั คมไดอ้ ย่างไร
6. การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้ :
การประเมนิ วิธกี าร เคร่อื งมอื
ดา้ นความรู้ (K) -คาถาม
-การตอบคาถาม -แบบฝึกหัด
ด้านทักษะและกระบวนการ (P) -ทาแบบฝกึ หัด
-แบบประเมนิ การอ่านจบั
-ทักษะการอ่านจับใจความ ใจความ
-ทักษะการเขียน -แบบประเมนิ การเขยี น
-ทักษะการวเิ คราะห์ -แบบฝกึ หัด
ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรมและคา่ นิยม -สังเกตพฤตกิ รรมในการร่วมกิจกรรมการทางานกลมุ่ -แบบสงั เกตพฤติกรรม
(A) -สงั เกตพฤตกิ รรมความกระตอื ร้อื รน้ ในการรว่ ม
กจิ กรรม
7. สือ่ /อปุ กรณ/์ แหล่งการเรียนรู้ : 2. ตัวอย่างแถบประโยค 3. ตัวอย่างแผนภาพความคดิ
1. แบบฝึกหดั 5. ตัวอยา่ งการเขียนเรือ่ งตามจินตนาการ
4. ไมเ้ รยี กเลขที่
6. บัตรคา 7. หนังสือเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5
8. กิจกรรมเสนอแนะ
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
ลงชอื่ ...........................................ครผู ู้สอน ลงช่ือ...........................................ฝ่ายวิชาการ
( ........................................) ( ........................................)
ลงชื่อ...........................................ผู้บริหาร
( ........................................)
สปั ดาห์ท่ี 3
โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ัฒนา
แผนการจัดการเรยี นรู้
ภาคเรียนท่ี 2 / ……………. ช่ือผู้สอน ................................................
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 จานวน 5 คาบ
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 10 เรื่อง ปลอดภัยไวก้ ่อน
1 . มาตรฐานการเรยี นเรียนรู้ :
มาตรฐานท่ี ท 1.1ใช้กระบวนการอ่านสรา้ งความรแู้ ละความคิดเพ่อื นาไปใช้ตัดสนิ ใจ แก้ปัญหาในการดาเนนิ ชวี ติ และมี
นสิ ยั รักการอ่าน
ตัวชว้ี ัดท่ี ป 5/1อ่านออกเสียงบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรองได้ถูกต้อง
ตัวช้ีวดั ท่ี ป 5/2 อธิบายความหมายของคา ประโยค และสานวนจากเรือ่ งที่อ่าน
ตัวชว้ี ดั ท่ี ป 5/3 อ่านเรอ่ื งสัน้ ๆ ตามเวลาทก่ี าหนดและตอบคาถามจากเร่อื งท่อี ่าน
ตัวช้วี ัดท่ี ป 5/8 มมี ารยาทในการอา่ น
มาตรฐานท่ี ท 2.1ใช้กระบวนการเขยี นเขียนสอื่ สาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขยี นเรอื่ งราวในรปู แบบต่างๆ
เขียนรายงานข้อมลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
ตวั ชีว้ ดั ที่ ป 5/6 เขียนแสดงความรู้สึกและความคิดเห็นไดต้ รงตามเจตนา
มาตรฐานท่ี ท3.1 สามารถเลือกฟงั และดอู ยา่ งมีวิจารณญาณ และพดู แสดงความรู้ความคดิ และความรสู้ กึ ในโอกาส
ต่างๆ อยา่ งมีวจิ ารณญาณและสร้างสรรค์
ตัวชีว้ ดั ท่ี ป 5/1พดู แสดงความรู้ ความคดิ เห็น และความรู้สกึ จากเรอื่ งทฟี่ ังและดู
ตัวชว้ี ดั ท่ี ป 5/2ตง้ั คาถามและตอบคาถามเชิงเหตผุ ลจากเรอ่ื งที่ฟังและดู
ตัวชวี้ ดั ท่ี ป 5/3วิเคราะห์ความน่าเชือ่ ถือจากเรื่อง ทีฟ่ งั และดอู ย่างมีเหตุผล
มาตรฐานท่ี ท 4.1 เขา้ ใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลีย่ นแปลงของภาษาและพลงั ของภาษา
ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบัตขิ องชาติ
ตวั ชี้วดั ที่ ป 5/2 ระบุชนดิ และหนา้ ทีข่ องคาในประโยค
2. สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด
สาระสาคญั
การอ่านจบั ใจความปลอดภัยไวก้ ่อน
การอา่ นในใจเพื่อจบั ใจความถอื เปน็ ทักษะสาคัญทีค่ นใช้อ่านเพอ่ื การสื่อสารมากท่ีสดุ เพราะการอา่ นในใจเพือ่ จบั ใจ
เป็นพ้นื ฐานที่จาเปน็ ในการศกึ ษาหาความรู้ จงึ ควรฝึกฝนให้เกดิ ความชานาญจนสามารถจบั ใจความสาคญั ในงานเขียนทกุ
ประเภทการอ่านในใจทีด่ ีจะต้องสามารถจับใจความและเกบ็ เฉพาะใจความสาคญั ของเรื่องจากการอ่านเร่อื งใดเรอื่ งหนึ่งแล้ว
นามาเรียบเรียงใหม่เพยี งย่อ ๆ แตไ่ ด้ใจความสมบูรณส์ ามารถนาไปใชป้ ระโยชน์
การเขยี นและพูดรายงานจากสงิ่ ทฟี่ งั และดู
การศกึ ษาค้นคว้าจากการฟัง การดูหรอื การสนทนา เป็นการรวบรวมขอ้ มูลความรู้ และความคดิ และก่อนจะมีการพดู
รายงานจะตอ้ งมีการเตรยี มตัวก่อนการพดู รายงาน
รปู ประโยค
ประโยคต่างๆไม่คงรูปเดียวกนั เสมอไปบางประโยคข้ึนตน้ ดว้ ยประธานหรือผู้กระทาบางประโยคข้ึนต้นด้วยกรยิ า
บางประโยตขน้ึ ต้นด้วยกรรมหรือผถู้ กู กระทา รูปแบบของประโยคไมม่ ีอะไรสลบั ซบั ซอ้ น มสี ว่ นประกอบทสี่ าคญั เพียง 2
ส่วน คอื สว่ นทีป่ ระกอบดว้ ยกริยาและส่วนท่ีประกอบดว้ ยคานามหรอื คาสรรพนามที่ปรากฏอยู่หนา้ คากริยา ผเู้ รียนควร
เรียนรู้ให้เข้าใจและนาไปใช้ใหถ้ ูกต้อง จึงจะสามารถสื่อสารได้ดี
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้:
1. รแู้ ละเข้าใจเร่ืองปลอดภัยไว้กอ่ น(K)
2. สามารถพูดรายงานเรอื่ งหรอื ประเดน็ ท่ศี ึกษาค้นคว้าจากการฟงั การดู และการสนทนาและนาไปใชไ้ ดถ้ กู ตอ้ ง (K)
3. บอกรูปแบบประโยคและลกั ษณะของประโยคได้ถูกตอ้ ง (K)
4. แต่งประโยคไดถ้ ูกต้องตามหลกั การใช้ภาษาไทย (K, P)
5.อา่ นเร่อื งจากความปลอดภัยไวก้ อ่ นไดถ้ ูกต้องตามอกั ขรวธิ ี (P)
6. ใช้ทกั ษะทางภาษาเปน็ เครอื่ งมอื ในการเรียนการแสวงหาความรู้และการดาเนินชีวิตอยู่ ร่วมกนั ในสังคมได้ (P)
7. ใช้ทกั ษะทางภาษาเป็นเคร่อื งมือในการเรียน การแสวงหาความรู้ และการดารงชวี ติ อยู่รว่ มกันในสังคมได้ (P)
8. มีความสขุ ในการเรียนภาษาไทย มคี วามรับผิดชอบ และมีระเบียบวินัยในการเรียน(A)
9.กระตือรือรน้ ในการเขา้ รว่ มกิจกรรม (A)
10.กระตอื รือรน้ และมสี ่วนร่วมกบั การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ (A)
4. สาระการเรยี นร:ู้
สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง สาระการเรยี นรทู้ อ้ งถนิ่
1.อธิบายความหมายและหลักการอ่านจบั ใจความได้
2.อธิบายเกย่ี วกับการเขยี นรายงานจากสิ่งที่ฟังและดูได้
3.สามารถอธิบายการสร้างรปู ประโยคได้
5. กจิ กรรมการเรียนรู้
คาบที่ กิจกรรมการเรยี นการสอน
(คาบท่ี 1) สาระสาคัญ
การอา่ นจบั ใจ การอา่ นในใจเพอื่ จับใจความถือ เป็นทักษะสาคัญทค่ี นใช้อ่านเพื่อการสอ่ื สารมากทีส่ ดุ เพราะ
ความปลอดภยั ไว้ การอา่ นในใจเพอื่ จบั ใจเปน็ พนื้ ฐานทจ่ี าเปน็ ในการศกึ ษาหาความรู้ จงึ ควรฝกึ ฝนใหเ้ กดิ ความชานาญจน
ก่อน สามารถจับใจความสาคญั ในงานเขียนทุกประเภทการอา่ นในใจทีด่ จี ะต้องสามารถจับใจความและเก็บ
เฉพาะใจความสาคญั
ของเรอ่ื งจากการอา่ นเรือ่ งใดเร่ืองหน่งึ แล้วนามาเรียบเรยี งใหม่เพยี งยอ่ ๆ แตไ่ ดใ้ จความสมบูรณ์
สามารถนาไปใช้ประโยชน์
ขัน้ ที่ 1 ขัน้ รวบรวมข้อมูล
1. ครูและนักเรยี นร่วมกนั สนทนา โดยครูใช้คาถามกระตนุ้ ความคดิ ดังน้ี
- ท่ีกลา่ วว่า“ปลอดภยั ไวก้ ่อน” นักเรียนเข้าใจวา่ อย่างไร
- นักเรยี นคดิ ว่าอุบัติเหตุท่อี าจเกิดขึน้ ที่บ้านและทโี่ รงเรยี นมอี ะไรบา้ ง ใหน้ กั เรียนชว่ ยกนั ตอบเพ่อื
โยงเข้าสู่สาระการเรยี นรู้ นักเรียนทบทวนเกี่ยวกับการอ่านจับใจความสาคัญโดยครูใช้คาถามดังน้ี
- การอา่ นสรุปใจความคืออะไร
- นกั เรียนใชท้ ักษะอะไรในการอ่านสรุปใจความ
* ในการตอบคาถาม ใหค้ รใู ชไ้ ม้เรยี กเลขที่ เพอ่ื ให้นกั เรียนตอบทลี ะคน โดยถาม
คาถามกอ่ นจะเรียนเลขทเี่ พือ่ ใหท้ กุ คนได้คิด
2. นักเรียนเขา้ กลุ่มศกึ ษาเรอ่ื งปลอดภัยไว้ก่อน โดยครูใช้คาถามดังตอ่ ไปน้ี
- นกั เรียนประสบอบุ ัตเิ หตุหรือพบเห็นอบุ ัตเิ หตหุ รอื ไม่ ให้ยกตัวอย่างเหตกุ ารณ์
เล่าใหเ้ พ่อื นฟัง
- เครอื่ งใช้ไฟฟ้ามที ้งั คณุ และโทษอย่างไร
ขนั้ ท่ี 2 ขนั้ คิดวิเคราะหแ์ ละสรปุ ความ
3. นกั เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกนั วเิ คราะห์เก่ียวกับเรอ่ื งท่ีอ่านโดยครูใช้คาถามดังน้ี
- ตัวละครในเร่อื งมใี ครบ้าง แต่ละตัวมีนิสัยอยา่ งไร
- จากเร่อื งท่ีอา่ นนักเรียนได้ข้อคิดอะไรบา้ ง
4. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มคิดประเมินเพอ่ื เพ่มิ คณุ ค่าโดยครูใชค้ าถามดังน้ี
- นักเรียนสามารถนาความรทู้ ีไ่ ดร้ ับไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้อยา่ งไร
ขน้ั ท่ี 3 ขัน้ ปฏิบตั แิ ละสรุปความรูห้ ลงั การปฏิบตั ิ
5. นักเรียนเขา้ กลุ่มทากจิ กรรมการตั้งคาถามและตอบคาถามจากเรือ่ งทีอ่ า่ น กลมุ่ ละ 5 ขอ้
กติกาในการต้ังคาถาม คุณครูแบง่ จานวนหน้าทแ่ี ต่ละกลุม่ จะต้องรบั ผดิ ชอบในการต้งั คาถาม
เพ่ือปอ้ งกันไมใ่ หก้ ารตง้ั คาถามของแต่ละกลุ่มไมใ่ หซ้ า้ กัน
6. นกั เรยี นร่วมกนั สรปุ ขอ้ คดิ ท่ีได้จากการอ่าน
ขน้ั ท่ี 4 ขนั้ ส่ือสารและนาเสนอ
7. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอคาถามหนา้ ชั้นเรียน แล้วใหเ้ พอื่ นตอบคาถาม
ขั้นท่ี 5 ขัน้ ประเมินเพอ่ื เพิ่มคณุ ค่าบริการสงั คมและจติ สาธารณะ
8. นักเรียนร่วมกนั แสดงความคิดเห็น โดยครูใช้คาถามดังน้ี
- นักเรียนสามารถนาความรเู้ กี่ยวกับเรอ่ื งท่เี รียน ไปใช้ประโยชนใ์ นสังคมได้อย่างไร
(คาบท่ี 2-3) สาระสาคญั
การเขียนและพูด การศึกษาค้นควา้ จากการฟงั การดหู รอื การสนทนา เปน็ การรวบรวมขอ้ มลู ความรู้ และความคดิ
รายงานจากสิ่งท่ี
ฟังและดู และก่อนจะมกี ารพูดรายงานจะต้องมีการเตรียมตวั ก่อนการพดู รายงาน
ข้นั ที่ 1ขนั้ รวบรวมขอ้ มลู
1. นกั เรียนดตู ัวอยา่ งการเขยี นและพดู รายงานจากสิง่ ท่ฟี งั และดู แล้วรว่ มกันสนทนา
โดยครใู ช้คาถามดังน้ี
- เอกสารท่นี กั เรียนดเู รียกวา่ อะไร
- นักเรียนเคยเขยี นเรื่องการเขียนและพดู รายงานจากสง่ิ ท่ฟี ังและดู หรือไม่
2. นักเรยี นร่วมกนั ศึกษาเรอื่ งการแลว้ ร่วมสนทนาโดยครูใชค้ าถามดงั นี้
- การเขียนและการพูดรายงานมปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร
- องคป์ ระกอบของการเขียนและพูดรายงานจากสงิ่ ที่ฟังและดู มอี ะไรบา้ ง
- การเขียนแผนภาพความคิดก่อนการเขยี นและพดู รายงานจากส่งิ ท่ีฟงั และดมู ปี ระโยชน์
อยา่ งไร
ข้ันท่ี 2 ข้ันคิดวเิ คราะห์และสรปุ ความ
3.นักเรยี นร่วมกนั วิเคราะหว์ ่าการเขียนและพูดรายงานจากสิง่ ท่ฟี ังและดู จะต้องเขยี นเร่อื ง
อะไรบา้ ง โดยเขยี นเปน็ แผนภาพความคิด ตัวอย่างเช่น
เปิดโอกาสให้ผู้ฟงั มีส่วนร่วมตามความเหมาะสม
การเตรยี มตัวพูดรายงาน หลกั การพดู รายงาน แบ่งเวลาให้เหมาะสม
จากส่ิงทฟี่ ังและดู กับความสาคญั ของ
เรื่อง
ใช้ภาษาพูดให้ถูกต้อง ชัดเจน และสุภาพ
4. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ คิดประเมินเพอ่ื เพ่มิ พนู คณุ ค่าโดยครูใช้คาถามดังตอ่ ไปนี้
- นักเรียนสามารถนาเรอ่ื งทเ่ี รยี นไปใช้ในชวี ิตประจาวนั ไดอ้ ย่างไร
ขน้ั ท่ี 3 ขั้นปฏิบตั ิและสรปุ ความรหู้ ลังการปฏบิ ัติ
5. นักเรียนเขา้ กลุ่มทากิจกรรมการเขยี นและพูดรายงานจากส่งิ ท่ีฟังและดู ตามหัวขอ้ ท่ีสมาชิกใน
กลุ่มสนใจทจ่ี ะศกึ ษา
6. นกั เรียนรว่ มกนั สรปุ ความสาคญั ของการเขียนและพูดรายงานจากส่ิงทฟี่ ังและดู ครอู ธิบาย
เพิ่มเตมิ เกยี่ วกับการเขียนและพูดรายงานจากส่ิงที่ฟังและดู
ขั้นที่ 4 ขั้นส่อื สารและนาเสนอ
7. นักเรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอผลงานหน้าชนั้ เรียน เพอ่ื นกลมุ่ อื่นร่วมกันแสดงความคดิ เห็น
8. นกั เรียนรวบรวมเรอ่ื งทเ่ี ขียนและพูดรายงานจากสิ่งทีฟ่ งั และดู ไว้ทมี่ มุ หอ้ งเรียนเพอ่ื ให้เพอ่ื นๆ ได้
ศกึ ษาตอ่ ไป
ข้นั ที่ 5ขนั้ ประเมินเพือ่ เพิ่มคณุ ค่าบริการสังคมและจิตสาธารณะ
9.นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ โดยครใู ช้คาถามดังนี้
- นกั เรยี นสามารถนาความรเู้ กย่ี วกบั เรือ่ งทีเ่ รยี นไปใชป้ ระโยชน์ในสังคมไดอ้ ย่างไร
(คาบที่ 4-5) สาระสาคัญ
รูปประโยค ประโยคตา่ งๆไมค่ งรูปเดยี วกนั เสมอไปบางประโยคข้นึ ต้นด้วยประธานหรือผกู้ ระทาบาง
ประโยคขึน้ ตน้ ดว้ ยกริยา บางประโยตข้ึนต้นดว้ ยกรรมหรอื ผู้ถูกกระทา รูปแบบของประโยคไมม่ ีอะไร
สลับ ซบั ซอ้ น มสี ่วนประกอบท่ีสาคญั เพียง 2 สว่ น คือ สว่ นทปี่ ระกอบด้วยกรยิ าและส่วนท่ี
ประกอบด้วยคานามหรอื คาสรรพนามทป่ี รากฏอยู่หน้าคากริยา ผู้เรียนควรเรยี นรใู้ หเ้ ขา้ ใจและนาไปใช้
ใหถ้ กู ตอ้ ง จงึ จะสามารถสือ่ สารไดด้ ี
ขั้นที่ 1ขั้นรวบรวมขอ้ มูล
1.นักเรยี นร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกบั รปู ประโยค โดยครกู ระตนุ้ ให้นักเรียนรว่ มกนั แสดง
ความคิดเห็น โดยเลน่ เกมดังนี้
ให้นกั เรียนเล่นเกมแยกประโยค โดยแบง่ นักเรยี นเปน็ กลุ่ม ครูยกแถบข้อความใหน้ ักเรยี นดู
ใหน้ กั เรยี นแตล่ ะกล่มุ อ่านประโยคท่ีตวั แทนนกั เรยี นเรียงบัตรคาบนกระดาน แล้วให้นักเรยี นศกึ ษา
ความรู้เรื่อง ประโยค จากหนังสือเรยี น และครูอธิบายเพ่มิ เติมให้นักเรียนเขา้ ใจมากย่ิงข้ึนหรอื ไมถ่ ้าเป็น
ประโยคใหบ้ อกภาคประธานและภาคแสดงดว้ ย เลน่ จนหมดแถบขอ้ ความท่ีครูเตรยี มมาแล้วสรุปคะแนน
กล่มุ ใดได้คะแนนมากทีส่ ุดชนะ แล้วรว่ มสนทนาซกั ถามโดยใช้คาถามดังนี้
- รูปประโยคประกอบด้วยอะไรบ้าง
2.นักเรยี นศึกษาเรอ่ื ง รูประโยค และร่วมสนทนาโดยครูใช้คาถามดังน้ี
- ประโยคตา่ งๆจะคงรปู เดียวกันเสมอไปไหม
- จงยกตวั อย่างประโยคท่ขี ้ึนต้นด้วยประธาน กรยิ า กรรม
- รูปประโยคประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง
ครคู วรอธบิ ายเพมิ่ วา่ คาเม่อื เรยี งประกอบเปน็ รปู ประโยคนน้ั จะประกอบด้วยส่ิงใดบ้าง ครูควร
ยกตัวอยา่ งประกอบเพอื่ ให้นักเรียนเข้าใจได้ชดั เจน
ข้นั ท่ี 2 ข้ันคดิ วิเคราะห์และสรุปความ
3.นักเรยี นสงั เกตแถบตัวอยา่ งประโยคบนกระดานดา แล้วออกมาชว่ ยกันพจิ ารณา
ใหท้ ุกคนชว่ ยกนั พจิ ารณาความถูกตอ้ งของรูปประโยค
4. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มคิดประเมนิ เพมิ่ คณุ ค่า โดยครใู ช้คาถามดงั ต่อไปนี้
- นักเรียนสามารถนาเรอ่ื งที่เรียนไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้อย่างไร
ขัน้ ท่ี 3ขั้นปฏิบัตแิ ละสรปุ ความร้หู ลงั การปฏิบัติ
5. นกั เรียนเล่นเกมโดยการทายแถบประโยค โดยใชไ้ ม้เรียกเลขที่เรียกชอื่ นกั เรียนทายทลี ะคน
โดยเขยี นบนกระดานดา แล้วอ่านออกเสียงพรอ้ มกัน ใหท้ ุกคนช่วยกันพจิ ารณาความถกู ต้องของประโยค
6. นกั เรยี นเขา้ กลุ่มทากิจกรรมคดิ คามาเขียน ประโยคท่ขี ึ้นตน้ ด้วยประธาน ประโยคที่ขึน้ ตน้ ด้วย
กรยิ า และประโยคที่ขน้ึ ต้นด้วยกรรม โดยสง่ ตวั แทนกล่มุ ออกมาจบั ฉลาก
7. นกั เรียนฝกึ อ่าน ประโยคทเี่ พ่อื นออกมาเขียนพรอ้ มกนั จนคลอ่ ง
8. นักเรยี นร่วมกนั สรปุ เรื่อง รปู ประโยค ดงั น้ี
ประโยคต่างๆไม่คงรปู เดียวกนั เสมอไปบางประโยคขน้ึ ต้นดว้ ยประธานหรอื ผ้กู ระทาบางประโยค
ข้ึนตน้ ดว้ ยกริยา บางประโยตขึ้นต้นดว้ ยกรรมหรอื ผู้ถกู กระทา รปู แบบของประโยคไมม่ อี ะไรสลบั
ซับซ้อน มสี ว่ นประกอบท่สี าคญั เพียง 2 สว่ น คอื สว่ นท่ีประกอบดว้ ยกรยิ าและส่วนทปี่ ระกอบด้วย
คานามหรอื คาสรรพนามทปี่ รากฏอยู่หน้าคากรยิ า ผเู้ รยี นควรเรียนรู้ให้เข้าใจและนาไปใช้ให้ถกู ตอ้ ง จงึ
จะสามารถสอ่ื สารได้ดี
9. นกั เรียนทาแบบฝึกหัด
ข้นั ท่ี 4 ขน้ั สอ่ื สารและนาเสนอ
10. นกั เรียนนาเสนอการแตง่ รปู ประโยค ตามกลมุ่ ทีจับฉลากได้ โดยครูใชไ้ มเ้ รยี กเลขท่เี พื่อให้
นักเรียนนาเสนอทลี ะกลุม่ และร่วมกนั แสดงข้อคิดเห็นและรวบรวมผลงานไว้ท่ีมุมหอ้ งเรียนให้เพ่ือนๆได้
อ่านดว้ ย
ข้ันท่ี 5 ขั้นประเมนิ เพื่อเพมิ่ คณุ คา่ บริการสงั คมและจติ สาธารณะ
11. นักเรียนรว่ มกันแสดงความคดิ เหน็ โดยครูใช้คาถามดงั นี้
- นักเรียนสามารถนาความรู้เก่ยี วกบั เรื่องทเ่ี รยี นไปใช้ประโยชนใ์ นสังคมได้อย่างไร
6. การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้ :
การประเมิน วธิ กี าร เคร่อื งมือ
ดา้ นความรู้ (K) -การตอบคาถาม
ด้านทักษะและกระบวนการ (P) -ทาแบบฝกึ หดั -คาถาม
-แบบฝึกหัด
ด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและค่านิยม (A)
-ทกั ษะการอา่ นจับใจความ -แบบประเมินการอ่านจับใจความ
-ทักษะการเขยี น -แบบประเมนิ การเขียน
-ทักษะการวิเคราะห์ -แบบฝึกหัด
-สังเกตพฤตกิ รรมในการรว่ มกจิ กรรม -แบบสังเกตพฤติกรรม
การทางานกลุม่
-สงั เกตพฤตกิ รรมความกระตือรือ้ รน้ ใน
การร่วมกจิ กรรม
7. ส่ือ/อุปกรณ์/แหล่งการเรยี นรู้ :
1. แบบฝึกหัด
2. ตัวอยา่ งแถบประโยค
3. ตัวอยา่ งแผนภาพความคิด
4. ไมเ้ รยี กเลขท่ี
5. ตวั อย่างการเขยี นและพูดรายงานจากสง่ิ ทฟ่ี ังและดู
6. หนังสอื เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 5
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
ลงชือ่ ...........................................ครูผู้สอน ลงชื่อ...........................................ฝ่ายวิชาการ
( ........................................) ( ........................................)
ลงช่ือ...........................................ผู้บรหิ าร
( ........................................)
สัปดาห์ท่ี 4
โรงเรียนขจรเกยี รตพิ ัฒนา
แผนการจดั การเรยี นรู้
ภาคเรียนที่ 2 / ……………. ช่ือผู้สอน ................................................
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ภาษาไทย ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5 จานวน 5 คาบ
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 10 เรอื่ ง ปลอดภยั ไว้กอ่ น
1 . มาตรฐานการเรียนเรียนรู้ :
มาตรฐานที่ ท 5.1เข้าใจและแสดงความคิดเหน็ วิจารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอยา่ งเหน็ คณุ คา่ และนามา
ประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ิตจริง
ตัวช้ีวัดที่ ป 5/1 สรุปเรอ่ื งจากวรรณคดีหรือวรรณกรรมท่อี า่ น
ตวั ชว้ี ดั ที่ ป 5/2 ระบุความร้แู ละข้อคิดจากการอ่านวรรณคดแี ละวรรณกรรมท่สี ามารถนาไปใชใ้ นชีวิตจริง
ตวั ช้ีวัดที่ ป 5/3 อธบิ ายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐานท่ี ท 2.1 ใชก้ ระบวนการเขียนเขียนส่ือสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรอื่ งราวในรูปแบบต่างๆ
เขยี นรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
ตวั ชว้ี ดั ที่ ป 5/7 กรอกแบบรายการต่างๆ
ตัวชว้ี ดั ท่ี ป 5/9 มมี ารยาทในการเขยี น
มาตรฐานที่ ท 4.1 เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภมู ิ
ปัญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ
ตวั ชี้วัดท่ี ป 5/2 จาแนกสว่ นประกอบของประโยค
2. สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด
สาระสาคัญ
การอ่านจบั ใจความตนเปน็ ทพ่ี งึ่ แห่งตน
การอ่านจับใจความสาคัญ เป็นการอ่านเพ่ือหาส่วนสาคญั ของเร่อื งซ่ึงเรียกว่าใจความหรอื ความสาคัญ ตรงกันข้ามกับ
พลความ ซึง่ หมายถงึ สว่ นท่ไี มส่ าคญั ใจความจะปรากฏอยู่
การเขยี นแบบฝากพสั ดไุ ปรษณยี ภณั ฑ์
การเขียนแบบกรอกแบบฝากสง่ พสั ดไุ ปรษณียภณั ฑ์ เปน็ การกรอกแบบรายการประเภทตา่ งๆ มีความสาคญั และจาเป็น
อยา่ งยง่ิ ในชีวติ ประจาวนั ในการติดตอ่ กับหนว่ ยงานราชการ ในข้อมูลน้ันจึงตอ้ งตระหนักในความสาคัญของข้อมูลทก่ี รอกใน
รายการตา่ งๆ
ประโยค 2 สว่ นประโยค 3 ส่วน
ประโยค 2 ส่วนและประโยค 3 ส่วน มีส่วนประกอบทีส่ าคัญเพยี ง 2 สว่ น คือประโยค 2 สว่ นจะประกอบด้วย
ประธาน กริยา รวมทง้ั สว่ นขยาย ประธานและกรยิ า กรรม ส่วนประโยค 3 สว่ น ประกอบดว้ ย
ขยายประธาน กริยากรรมอยูใ่ นประโยค
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้:
1. รแู้ ละเข้าใจเร่อื งปลอดภัยไว้กอ่ น(K)
2. สรุปใจความสาคัญ และวิเคราะหเ์ รื่องที่อา่ น ฟัง หรอื ดู ได้อยา่ งมีเหตผุ ล (K)
3. สามารถกรอกแบบรายการ แบบฝากสง่ พัสดุไปรษณียภัณฑ์ ประเภทตา่ งๆ ได้ (K )
4. บอกส่วนประกอบของประโยค และลักษณะ ของประโยคได้ถูกตอ้ ง (K)
5. แต่งประโยคได้ถกู ตอ้ งตามหลกั การใช้ภาษาไทย (K, P)
6. พูดและเขียนแสดงความรู้ ความคดิ เหน็ จากเร่อื งท่ีอา่ น ฟงั (K ,P)
7. คาดคะเนเหตุการณจ์ ากเรื่องทเี่ ขยี นได้ โดยระบุเหตผุ ลประกอบได(้ P )
8. ใชท้ กั ษะทางภาษาเปน็ เคร่อื งมอื ในการเรียน แสวงหาความรู้และการดารงชีวิตอยรู่ ว่ มกันในสังคมได้ (P)
9. กระตือรอื รน้ และมีสว่ นร่วมกบั การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (A)
4. สาระการเรยี นรู้:
สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง สาระการเรยี นรู้ทอ้ งถ่นิ
1.อธิบายความหมายและหลกั การอา่ นจับใจความวรรณคดีได้
2.อธิบายเกี่ยวกบั การเขยี นแบบฝากวสั ดไุ ปรษณียภณั ฑ์ได้
3.สามารถสรา้ งประโยคและแยกประโยค 2 ส่วน 3 สว่ น ได้
5. กิจกรรมการเรยี นรู้ กจิ กรรมการเรยี นการสอน
คาบที่
สาระสาคญั
(คาบท่ี 1) การอ่านจบั ใจความสาคญั เปน็ การอา่ นเพ่ือหาสว่ นสาคัญของเร่อื งซงึ่ เรียกว่าใจความ
การอ่านจบั ใจความ
ตนเปน็ ท่ีพึ่งแห่งตน หรอื ความสาคัญ ตรงกันขา้ มกบั พลความ ซ่ึงหมายถึงส่วนทีไ่ ม่สาคญั ใจความจะปรากฏอยู่
ขน้ั ท่ี 1 ข้นั รวบรวมขอ้ มูล
1. ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สนทนา โดยครูใชค้ าถามกระตนุ้ ความคิดดงั นี้
- ทกี่ ล่าววา่ “ตนเปน็ ทพี่ ง่ึ แห่งตน” นกั เรยี นเขา้ ใจว่าอยา่ งไร
- นกั เรยี นคิดวา่ นักเรียนเป็นที่พึ่งแห่งตนในเรอื่ งใดบา้ งทใี่ ชใ้ นชวี ติ ประจาวัน ให้นักเรียน
ช่วยกนั ตอบเพื่อโยงเข้าสสู่ าระการเรยี นรู้ นกั เรียนทบทวนเก่ยี วกับการอ่านจบั ใจความสาคัญโดยครู
ใชค้ าถามดงั นี้
- การอ่านสรปุ ใจความคืออะไร
- นกั เรยี นใชท้ กั ษะอะไรในการอา่ นสรปุ ใจความ
* ในการตอบคาถาม ใหค้ รใู ช้ไมเ้ รียกเลขที่ เพ่ือใหน้ กั เรียนตอบทลี ะคน โดยถาม
คาถามกอ่ นจะเรยี นเลขทเี่ พ่อื ใหท้ ุกคนได้คิด
2. นกั เรียนเข้ากลุ่มศกึ ษาเร่ืองตนเปน็ ทพ่ี ึ่งแห่งตนแลว้ ร่วมสนทนา โดยครูใช้คาถามดงั ต่อไปนี้
- นกั เรยี นอ่านเร่ือง ตนเป็นทีพ่ ง่ึ แหง่ ตน บอกได้หรอื ไมว่ ่าเด็กชายผมแกละ
นาบทกลอนมาให้ชาลีและมะปรางอา่ นเพอ่ื อะไรอยา่ งไร
- นกั เรยี นเคยประสบเหตุการณ์ปัญหาเหมือนชาลีกบั มะปรางบ้างหรอื ไมแ่ ละ
มวี ธิ แี ก้ปัญหาอยา่ งไร
ขน้ั ท่ี 2 ข้นั คดิ วิเคราะห์และสรปุ ความ
3. นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ร่วมกันวิเคราะห์เก่ียวกบั เร่อื งท่อี า่ นโดยครูใช้คาถามดังนี้
- ตวั ละครในเรื่องมีใครบา้ ง แตล่ ะตวั มีนิสัยอยา่ งไร
- จากเรอ่ื งทีอ่ ่านนักเรยี นไดข้ ้อคิดอะไรบ้าง
4. นักเรียนแต่ละกลมุ่ คิดประเมนิ เพื่อเพ่มิ คุณค่าโดยครูใช้คาถามดงั นี้
- นกั เรียนสามารถนาความรทู้ ไี่ ด้รบั ไปใชใ้ นชีวติ ประจาวันได้อย่างไร
ข้นั ท่ี 3 ขั้นปฏิบัติและสรุปความรูห้ ลังการปฏิบตั ิ
5. นกั เรยี นเขา้ กลมุ่ ทากจิ กรรมการตงั้ คาถามและตอบคาถามจากเรื่องท่อี า่ น กลุ่มละ 5 ข้อ
กตกิ าในการตั้งคาถาม คุณครูแบ่งจานวนหนา้ ทแ่ี ต่ละกลุ่มจะตอ้ งรับผดิ ชอบในการตงั้
คาถาม
เพอ่ื ปอ้ งกันไม่ให้การตัง้ คาถามของแต่ละกล่มุ ไมใ่ ห้ซ้ากนั
6. นักเรยี นร่วมกนั สรปุ ขอ้ คิดที่ไดจ้ ากการอ่าน
ข้ันท่ี 4 ข้ันสื่อสารและนาเสนอ
7. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอคาถามหน้าช้ันเรยี น แลว้ ให้เพ่ือนตอบคาถาม
ขน้ั ท่ี 5 ขนั้ ประเมินเพ่ือเพิ่มคุณคา่ บรกิ ารสงั คมและจิตสาธารณะ
8. นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ โดยครูใชค้ าถามดงั น้ี
- นกั เรียนสามารถนาความรูเ้ กีย่ วกบั เรื่องที่เรียน ไปใช้ประโยชนใ์ นสังคมไดอ้ ยา่ งไร
(คาบท่ี 2-3) สาระสาคัญ
การเขยี นการเขียน การเขยี นแบบกรอกแบบฝากส่งพัสดไุ ปรษณียภัณฑ์ เป็นการกรอกแบบรายการประเภทต่างๆ
แบบฝากพสั ดุ
ไปรษณียภณั ฑ์ มคี วามสาคัญและจาเปน็ อยา่ งยงิ่ ในชีวติ ประจาวนั ในการติดต่อกบั หนว่ ยงานราชการ ในขอ้ มลู น้นั
จึงตอ้ งตระหนักในความสาคญั ของขอ้ มลู ท่ีกรอกในรายการต่างๆ
ขั้นท่ี 1ขน้ั รวบรวมข้อมลู
1. นกั เรยี นดูตัวอยา่ งการเขียนแบบฝากพัสดุไปรษณียภัณฑ์ แล้วรว่ มกนั สนทนาโดยครูใช้
คาถามดงั นี้
- เอกสารทน่ี ักเรยี นดเู รียกว่าอะไร
- นกั เรยี นเคยเขยี นแบบฝากพสั ดุไปรษณียภัณฑ์หรือไม่
2. นักเรยี นรว่ มกนั ศกึ ษาเรื่องการเขียนแบบฝากส่งพัสดุไปรษณียภัณฑ์ แล้วรว่ มสนทนาโดย
ครใู ช้คาถามดังนี้
- การเขียนแบบฝากพัสดไุ ปรษณียภัณฑ์ มีประโยชน์อย่างไร
- องค์ประกอบของการเขยี นแบบฝากพัสดไุ ปรษณยี ภัณฑ์ มอี ะไรบ้าง
- การเขียนแผนภาพความคิดก่อนการเขียนมแี บบฝากพสั ดุไปรษณยี ภัณฑ์ มี
ประโยชนอ์ ยา่ งไร
ขน้ั ที่ 2 ข้ันคดิ วเิ คราะหแ์ ละสรุปความ
3.นกั เรยี นร่วมกนั วเิ คราะหว์ ่าการเขียน แบบฝากพัสดุไปรษณียภัณฑ์ มีกีป่ ระเภท อะไรบ้าง
โดยเขยี นเปน็ แผนภาพความคดิ ตัวอย่างเชน่
พัสดไุ ปรษณยี ภัณฑใ์ นประเทศ ไปรษณียภัณฑ์ แบบฝากสง่ พสั ดุ
พัสดุไปรษณยี ภัณฑ์ระหวา่ งประเทศ
พัสดไุ ปรษณยี ์ด่วนพเิ ศษ (EMS)
4. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มคิดประเมนิ เพือ่ เพ่มิ พูนคุณค่าโดยครูใช้คาถามดงั ตอ่ ไปน้ี
- นกั เรียนสามารถนาเร่อื งทีเ่ รียนไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวันได้อย่างไร
ขั้นท่ี 3 ขัน้ ปฏบิ ตั ิและสรุปความร้หู ลงั การปฏบิ ัติ
5. นกั เรยี นเขา้ กลมุ่ ทากิจกรรมการเขยี นแบบฝากพสั ดไุ ปรษณียภัณฑ์ ตามหวั ข้อทีส่ มาชกิ ใน
กลุ่มสนใจที่จะศกึ ษา
6. นกั เรียนรว่ มกันสรุปความสาคัญของการเขียนแบบฝากพัสดไุ ปรษณยี ภัณฑ์ ครูอธบิ าย
เพมิ่ เตมิ เกย่ี วกับการเขยี นแบบฝากพัสดไุ ปรษณยี ภัณฑ์
ขั้นท่ี 4 ขัน้ สอื่ สารและนาเสนอ
7. นักเรยี นแต่ละกล่มุ นาเสนอผลงานหน้าช้ันเรียน เพ่ือกลมุ่ อ่นื รว่ มกนั แสดงความคิดเหน็
8. นกั เรียนรวบรวมเล่มท่เี ขยี นแบบฝากพัสดไุ ปรษณยี ภัณฑ์ ไว้ที่มมุ หอ้ งเรยี นเพื่อใหเ้ พอื่ นๆ ได้
ศกึ ษาต่อไป
ขั้นที่ 5ขั้นประเมนิ เพอ่ื เพ่ิมคณุ ค่าบรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ
9.นักเรียนรว่ มกันแสดงความคดิ เหน็ โดยครูใชค้ าถามดงั นี้
- นกั เรยี นสามารถนาความรเู้ ก่ียวกับเรอื่ งท่ีเรียนไปใช้ประโยชน์ในสังคมได้อย่างไร
(คาบท่ี 4-5) สาระสาคญั
ประโยค 2 สว่ น ประโยค 2 สว่ นและประโยค 3 สว่ น มีส่วนประกอบท่สี าคัญเพยี ง 2 ส่วน คือประโยค
ประโยค 3 สว่ น
2 ส่วนจะประกอบด้วย ประธาน กรยิ า รวมท้งั ส่วนขยาย ประธานและกรยิ า กรรม สว่ นประโยค 3
ส่วน ประกอบด้วย
ขยายประธาน กรยิ ากรรมอยู่ในประโยค
ข้นั ท่ี 1ขนั้ รวบรวมขอ้ มลู
1.นักเรยี นรว่ มกันแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกับประโยค 2 ส่วนและประโยค 3 สว่ น โดยเล่น
เกมดงั น้ี
ใหน้ ักเรียนเลน่ เกมแยกประโยค 2 สว่ นและประโยค 3 ส่วน โดยแบ่งนักเรยี นเปน็ กลุ่ม ครู
ยกตัวอยา่ งแยกขอ้ ความในตาราง ใหน้ กั เรียนดูประโยค เสร็จแลว้ แต่ละกลมุ่ สง่ ตวั แทน
กลุ่มกลมุ่ ละ 1 คน โดยครแู จกบัตรคาใหแ้ ต่ละคน คนละ 1 ประโยค ออกมาติดในช่อง
ของประโยค 2 ส่วนและประโยค 3 ส่วน ให้ถกู ต้อง ให้นกั เรียนแตล่ ะกล่มุ อา่ น
ประโยคทต่ี วั แทนนกั เรยี นเรยี งบัตรคาบนกระดาน แลว้ ใหน้ กั เรยี นศึกษาความรเู้ ร่ือง
ประโยค 2 ส่วนและประโยค 3 ส่วน จากหนงั สือเรยี นและครูอธบิ ายเพิ่มเตมิ ให้นกั เรียน
เขา้ ใจมากย่ิงข้ึน หรือไม่ถา้ เป็นประโยค 2 ส่วนใหบ้ อกภาคประธานและภาคแสดงดว้ ย เล่น
จนหมดแถบขอ้ ความท่ีครเู ตรียมมาแล้วสรปุ คะแนน กล่มุ ใดได้คะแนนมากท่สี ดุ ชนะ
แลว้ รว่ มสนทนาซกั ถามโดยใช้คาถามดงั น้ี
- ประโยค 2 สว่ นและประโยค 3 สว่ น ประกอบดว้ ยอะไรบ้าง
2.นักเรียนศกึ ษาเร่อื ง - ประโยค 2 ส่วนและประโยค 3 ส่วน แล้วร่วมสนทนาโดยครูใช้
คาถามดงั น้ี
- น้องรอ้ งไห้เสยี งดัง เป็นประโยคกีส่ ่วน
- ประโยค 2 สว่ นและประโยค 3 สว่ น ต่างกนั อย่างไร
- คาเมื่อเรียงประกอบเป็นประโยค 2 ส่วนและประโยค 3 ส่วน นั้นจะ
ประกอบดว้ ยสิง่ ใดบา้ ง
ขั้นที่ 2 ขน้ั คิดวิเคราะห์และสรุปความ
3.นักเรียนสังเกตแถบตัวอย่างประโยคบนกระดานดา แล้วออกมาตอบคาถามวา่ เปน็
ประโยค 2 สว่ นหรอื ประโยค 3 ส่วน
- ฉันเปน็ คนดี - เขาเหมอื นคณุ พอ่ - คนตดั เส้ือถูกสุนขั กดั
ใหท้ ุกคนชว่ ยกันพจิ ารณาความถกู ตอ้ งของประโยค
4. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มคิดประเมินเพิม่ คุณคา่ โดยครูใช้คาถามดังต่อไปน้ี
- นักเรยี นสามารถนาเร่ืองท่ีเรยี นไปใช้ประโยชนใ์ นชีวติ ประจาวันไดอ้ ยา่ งไร
ขน้ั ท่ี 3ขนั้ ปฏิบตั แิ ละสรปุ ความรู้หลังการปฏบิ ัติ
5. นกั เรยี นเลน่ เกมโดยการทายแถบประโยคเชน่ ประโยค 2 ส่วนและประโยค 3 สว่ น
โดยใชไ้ ม้เรยี กเลขทีเ่ รยี กช่ือนักเรียนทายทีละคน โดยตดิ บนกระดานดา แลว้ อ่านออกเสียงพร้อม
กนั ให้ทุกคนชว่ ยกันพิจารณาความถูกตอ้ งของประโยค
6. นกั เรยี นเขา้ กลุ่มทากิจกรรมคดิ คามาเขยี นประโยคที่ขนึ้ ต้นดว้ ยประธาน ประโยคท่ี
ข้นึ ตน้ ด้วยกริยา และประโยคท่ีขน้ึ ตน้ ดว้ ยกรรม โดยสง่ ตวั แทนกลุ่มออกมาจับฉลากประโยค 2
สว่ นและประโยค 3 ส่วน
7. นกั เรียนฝกึ อา่ นประโยค 2 ส่วนและประโยค 3 สว่ น จากแถบประโยค
8. นักเรยี นรว่ มกันสรปุ เรื่องประโยค 2 ส่วนและประโยค 3 ส่วน ดังนี้
ประโยค 2 สว่ นและประโยค 3 ส่วน มีส่วนประกอบที่สาคญั เพียง 2 สว่ น คอื ประโยค 2
สว่ นจะประกอบด้วยประธาน กรยิ า รวมทัง้ สว่ นขยายประธานและกริยา กรรม สว่ นประโยค 3
สว่ น ประกอบดว้ ยขยาย ประธาน กริยากรรม อยใู่ นประโยค
9. นักเรยี นทาแบบฝึกหัด
ขัน้ ท่ี 4 ขัน้ ส่ือสารและนาเสนอ
10. นักเรยี นนาเสนอการแต่งประโยค 2 สว่ นและประโยค 3 สว่ น ตามกลมุ่ ทจี ับฉลากได้
โดยครใู ชไ้ ม้เรียกเลขทเี่ พอ่ื ใหน้ กั เรยี นนาเสนอทีละกลุ่ม และรว่ มกันแสดงความคิดเห็นและรวบรวม
เปน็ เล่มไว้ท่มี มุ ห้องเรียนใหเ้ พอ่ื นๆได้อ่านด้วย
ข้นั ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพิ่มคุณคา่ บรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ
11. นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ โดยครใู ชค้ าถามดังน้ี
- นักเรยี นสามารถนาความรเู้ กย่ี วกบั เรื่องท่เี รยี นไปใชป้ ระโยชน์ในสังคมไดอ้ ยา่ งไร
6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ :
การประเมนิ วิธกี าร เคร่ืองมือ
ดา้ นความรู้ (K) -การตอบคาถาม -คาถาม
-ทาแบบฝกึ หัด -แบบฝกึ หัด
ด้านทักษะและกระบวนการ (P) -ทกั ษะการอ่านจับใจความ -แบบประเมนิ การอา่ นจับใจความ
-ทกั ษะการเขียน -แบบประเมนิ การเขยี น
-ทักษะการวิเคราะห์ -แบบฝึกหัด
ด้านคุณธรรม จรยิ ธรรมและคา่ นิยม (A) -สังเกตพฤตกิ รรมในการร่วมกิจกรรม -แบบสังเกตพฤติกรรม
การทางานกลุ่ม
-สงั เกตพฤตกิ รรมความกระตือรอ้ื ร้นใน
การร่วมกจิ กรรม
7. ส่ือ/อุปกรณ/์ แหลง่ การเรยี นรู้ :
1. แบบฝึกหัด
2. ตัวอย่างแถบประโยค
3. ตัวอย่างแผนภาพความคดิ
4. ไมเ้ รียกเลขท่ี
5. ตัวอย่างตารางประโยค 2 สว่ นและประโยค 3 สว่ น
6. หนงั สอื เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5
8. กิจกรรมเสนอแนะ
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
ลงช่ือ...........................................ครผู สู้ อน ลงชื่อ...........................................ฝ่ายวชิ าการ
( ........................................) ( ........................................)
ลงชือ่ ...........................................ผู้บรหิ าร
( ........................................)
สัปดาห์ที่ 5
โรงเรียนขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู้
ภาคเรียนท่ี 2 / ……………. ช่ือผูส้ อน ................................................
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 5 จานวน 5 คาบ
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 11 เร่อื ง หน้าต่างท่เี ปิดกว้าง
1 . มาตรฐานการเรยี นเรียนรู้ :
มาตรฐานที่ ท 1.1ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรแู้ ละความคิดเพือ่ นาไปใช้ตดั สนิ ใจ แกป้ ัญหาในการดาเนินชวี ิตและมี
นสิ ัยรกั การอ่าน
ตัวชี้วดั ท่ี ป 5/1 อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและ บทรอ้ ยกรองได้ถกู ตอ้ ง
ตัวช้ีวดั ท่ี ป 5/2 อธิบายความหมายของคา ประโยคและขอ้ ความที่เปน็ การบรรยาย และการพรรณนา
ตวั ชี้วัด ป 5/3 อธิบายความหมายโดยนัย จากเรือ่ งทอ่ี า่ นอย่างหลากหลาย
ตัวชี้วัดที่ ป 5/8 มีมารยาทในการอา่ น
มาตรฐานที่ ท 2.1ใช้กระบวนการเขียนเขยี นส่อื สาร เขียนเรยี งความ ยอ่ ความ และเขียนเร่ืองราวในรปู แบบต่างๆ
เขยี นรายงานขอ้ มูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคน้ คว้าอย่างมปี ระสิทธภิ าพ
ตวั ชวี้ ดั ที่ ป 5/2 เขียนสอ่ื สารโดยใช้คาไดถ้ ูกตอ้ งชัดเจน และเหมาะสม
มาตรฐานท่ี ท 4.1 เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภมู ิ
ปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบัตขิ องชาติ
ตวั ช้ีวัดท่ี ป 5/2 จาแนกส่วนประกอบของประโยค
2. สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด
สาระสาคญั
การอ่านจับใจความหน้าต่างที่เปดิ กว้าง
การอ่านในใจเพ่ือจบั ใจความ ถอื เป็นทกั ษะสาคัญทค่ี นใชอ้ า่ นเพอื่ การส่อื สารมากท่สี ุด เพราะการอ่านในใจเพื่อจับ
ใจความเปน็ พ้ืนฐานทจี่ าเปน็ ใน การศึกษาหาความรู้ จึงควรฝึกฝนให้ เกดิ ความชานาญจนสามารถจบั ใจความสาคัญในงานเขียน
ทกุ ประเภท การอา่ นในใจท่ีดจี ะตอ้ งสามารถจับใจความและเกบ็ เฉพาะใจความสาคญั ของเรอ่ื งจากการอ่านเรือ่ งใดเร่ืองหนง่ึ แลว้
นามาเรียบเรยี งใหมเ่ พียงย่อ ๆ แตไ่ ดใ้ จความสมบูรณ์ สามารถนาไปใช้ประโยชน์
การเขยี นอธิบายขัน้ ตอนการลอยกระทง
ลอยกระทง เป็นพิธีอยา่ งหนง่ึ ท่ีมกั จะ ทากันในคืนวนั เพ็ญ เดือน 12 หรือวนั ขนึ้ 15 คา่ เดอื น 12 อนั เปน็ วนั
พระจนั ทรเ์ ตม็ ดวง และเป็นชว่ งทนี่ ้าหลากเต็มตลิ่ง โดยจะมกี ารนาดอกไม้ ธูป เทียนหรือสง่ิ ของใสล่ งในสง่ิ ประดิษฐ์รปู ตา่ งๆ ท่ีไม่
จมน้า เช่น กระทง เรอื แพ ดอกบัว ตัดผมและตัดเล็บฯลฯ ใสล่ งไปในกระทงตามความ เชื่อ แล้วนาไปลอยตามลา น้า โดยมี
วตั ถปุ ระสงค์ และความเชือ่ ตา่ งๆ กัน
ประโยคความเดียวประโยคความรวม
ประโยคความเดียวและประโยคความรวมมสี ว่ นประกอบทสี่ าคัญ คอื ประโยคความเดยี วมเี น้อื ความ
เพียงเนื้อความเดียว กลา่ วสงิ่ ใดสง่ิ หนงึ่ เพยี งสง่ิ เดียวหรือกลา่ วสภาพ อยา่ งใดอย่างหน่ึงเพยี งสภาพเดยี ว
ประกอบดว้ ย ประธานกริยาอาจมีกรรมรวมท้งั ส่วนขยาย ต่างๆ เพอื่ ให้ใจความชัดเจน ส่วนประโยคความรวมประกอบดว้ ย
ประโยคความเดยี วต้งั แต่ 2 ประโยค ข้นึ ไป มารวมกนั โดยอาจมีใจความคล้อยตามกนั หรือขดั แยง้ กันหรือเปน็ เหตเุ ป็นผลกนั
หรือให้เลือกอยา่ งใด อย่างหนึ่ง โดยมีคาสนั ธานเป็นคาเช่อื ม ประโยคเข้าดว้ ยกัน
3. จดุ ประสงค์การเรยี นร้:ู
1. ร้แู ละเข้าใจเรอื่ งหนา้ ตา่ งทเ่ี ปดิ กวา้ งได(้ K)
2.สามารถอธิบายขนั้ ตอนในการลอยกระทง ได้ (K )
3.บอกสว่ นประกอบของประโยค และลักษณะ ของประโยคได้ถูกต้อง (K)
4. แตง่ ประโยคได้ถกู ตอ้ งตามหลกั การใช้ภาษาไทย (K, P)
5.อ่านเร่อื งจากหนา้ ตา่ งทเ่ี ปดิ กวา้ งไดถ้ ูกต้องตามอักขรวิธี (P)
6. คาดคะเนเหตกุ ารณ์จากเร่ืองทีเ่ ขียนได้ โดยระบุเหตุผลประกอบได้(P )
7.ใช้ทกั ษะทางภาษาเปน็ เคร่ืองมอื ในการเรยี น การแสวงหาความรู้และการดารงชวี ติ อยรู่ ว่ มกนั
ในสงั คมได้ (P)
8. กระตือรอื รน้ และมสี ่วนรว่ มในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้(A)
4. สาระการเรียนร:ู้
สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรทู้ ้องถน่ิ
1.อธิบายความหมายและหลักการอา่ นจบั ใจความได้
2.อธบิ ายเก่ยี วกับการเขยี นขน้ั ตอนการลอยกระทงได้
3.สามารถอธบิ ายลกั ษณะของประโยคความเดียวและประโยค
ความรวมได้
5. กิจกรรมการเรยี นรู้
คาบที่ กจิ กรรมการเรยี นการสอน
(คาบท่ี 1) สาระสาคญั
การอ่านจับใจ การอ่านในใจเพอื่ จับใจความ ถือ เปน็ ทักษะสาคัญทคี่ นใช้อ่านเพือ่ การสอื่ สารมากทีส่ ุด
ความหน้าตา่ งท่ี เพราะการอา่ นในใจเพ่อื จบั ใจความเป็นพนื้ ฐานทีจ่ าเปน็ ใน การศึกษาหาความรู้ จงึ ควรฝกึ ฝนให้ เกิด
เปิดกว้าง ความชานาญจนสามารถจับใจความสาคัญในงานเขียนทกุ ประเภท การอ่านในใจท่ีดีจะตอ้ งสามารถจบั
ใจความและเกบ็ เฉพาะใจความสาคัญของเรอื่ งจากการอา่ นเร่ืองใดเรอ่ื งหนง่ึ แลว้ นามาเรยี บเรยี งใหม่
เพียงย่อ ๆ แต่ไดใ้ จความสมบูรณ์ สามารถนาไปใช้ประโยชน์
ขน้ั ท่ี 1 ขนั้ รวบรวมขอ้ มูล
1. ครูและนักเรยี นรว่ มกนั สนทนา โดยครูใช้คาถามกระตนุ้ ความคิดดงั น้ี
- ปัจจัยอะไรบา้ งทจ่ี ะทาใหป้ ระสบผลสาเรจ็ ในอาชีพ
- ที่กล่าววา่ “หน้าตา่ งทเ่ี ปดิ กวา้ ง” นักเรียนเขา้ ใจว่าอย่างไร
- นกั เรียนคดิ วา่ ผูท้ ่จี ะเปน็ นักวทิ ยาศาสตรค์ วรมีคณุ สมบัตอิ ยา่ งไรบา้ ง และในเรื่องใดบ้าง ให้
นักเรยี นช่วยกันตอบเพอ่ื โยงเข้าสสู่ าระการเรียนรู้ นกั เรียนทบทวนเก่ยี วกับการอ่านจับใจความสาคัญ
โดยครูใช้คาถามดังนี้
- การอ่านสรุปใจความคอื อะไร
- นักเรียนใช้ทกั ษะอะไรในการอา่ นสรปุ ใจความ
* ในการตอบคาถาม ให้ครูใช้ไม้เรยี กเลขที่ เพ่ือใหน้ ักเรยี นตอบทลี ะคน โดยถาม
คาถามกอ่ นจะเรียนเลขที่เพ่อื ใหท้ กุ คนไดค้ ดิ
2. นกั เรยี นเขา้ กลุม่ ศึกษาเรอื่ งหน้าตา่ งทีเ่ ปิดกวา้ ง โดยครใู ช้คาถามดังตอ่ ไปน้ี
- นกั วทิ ยาศาสตร์ท่ีมีช่อื เสยี งของชาวไทย และชาวต่างประเทศมใี ครบา้ ง
- ฝนเทยี มมปี ระโยชน์อยา่ งไร
ขั้นท่ี 2 ข้ันคดิ วิเคราะหแ์ ละสรุปความ
3. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ รว่ มกันวิเคราะหเ์ กี่ยวกบั เรื่องทอี่ า่ นโดยครูใช้คาถามดังน้ี
- ตวั ละครในเรือ่ งมใี ครบา้ ง แต่ละตวั มนี สิ ัยอย่างไร
- จากเร่ืองท่ีอา่ นนกั เรียนไดข้ อ้ คดิ อะไรบ้าง
4. นกั เรียนแต่ละกล่มุ คดิ ประเมินเพ่อื เพม่ิ คุณค่าโดยครูใช้คาถามดงั นี้
- นักเรียนสามารถนาความรทู้ ีไ่ ด้รบั ไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั ไดอ้ ยา่ งไร
ขน้ั ท่ี 3 ขน้ั ปฏิบัติและสรปุ ความรู้หลงั การปฏิบัติ
5. นักเรยี นเขา้ กลมุ่ ทากิจกรรมการตงั้ คาถามและตอบคาถามจากเรอ่ื งทอ่ี า่ น กลุ่มละ 5 ข้อ
กตกิ าในการตงั้ คาถาม คณุ ครแู บ่งจานวนหนา้ ที่แต่ละกลุ่มจะต้องรบั ผิดชอบในการตง้ั คาถาม
เพอ่ื ปอ้ งกนั ไมใ่ หก้ ารต้ังคาถามของแต่ละกลมุ่ ไม่ใหซ้ า้ กนั
6. นกั เรียนร่วมกันสรปุ ข้อคดิ ท่ไี ดจ้ ากการอ่าน
ขน้ั ที่ 4 ขั้นส่อื สารและนาเสนอ
7. นักเรยี นแต่ละกลมุ่ นาเสนอคาถามหน้าชั้นเรียน แล้วให้เพ่อื นตอบคาถาม
ข้ันท่ี 5 ข้ันประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คุณค่าบรกิ ารสงั คมและจิตสาธารณะ
8. นกั เรียนร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ โดยครูใช้คาถามดงั น้ี
- นกั เรียนสามารถนาความรู้เกย่ี วกบั เรือ่ งทีเ่ รยี น ไปใช้ประโยชน์ในสังคมได้อยา่ งไร
(คาบท่ี 2-3) สาระสาคญั
การเขยี นอธบิ าย ลอยกระทง เป็นพิธีอย่างหนง่ึ ท่ีมักจะ ทากนั ในคืนวันเพญ็ เดอื น 12 หรอื วนั ขนึ้ 15 ค่าเดอื น 12
ขั้นตอนการลอย
กระทง อันเปน็ วัน
พระจันทร์เตม็ ดวง และเปน็ ช่วงทน่ี า้ หลากเต็มตล่ิง โดยจะมกี ารนาดอกไม้ ธูป เทียนหรือสิง่ ของใสล่ งใน
สง่ิ ประดษิ ฐร์ ูปตา่ งๆ ท่ไี ม่จมนา้ เช่น กระทง เรือ แพ ดอกบัว ตัดผมและตดั เล็บฯลฯ ใส่ลงไปใน
กระทงตามความ เชื่อ แลว้ นาไปลอยตามลา นา้ โดยมี วัตถปุ ระสงค์ และความเช่อื ตา่ งๆ กนั
ขั้นที่ 1ขัน้ รวบรวมขอ้ มูล
1. นักเรียนดตู ัวอยา่ งการเขียนอธบิ ายข้ันตอนการลอยกระทง แลว้ รว่ มกันสนทนาโดย
ครใู ช้คาถามดังนี้
- เอกสารที่นักเรียนดูเรยี กว่าอะไร
- นกั เรยี นเคยเห็นเขาลอยกระทงหรือไม่
2. นกั เรียนร่วมกันศึกษาเร่ืองการแล้วรว่ มสนทนาโดยครใู ชค้ าถามดังนี้
- การเขยี นข้ันตอนการลอยกระทง มปี ระโยชน์อย่างไร
- องคป์ ระกอบของการเขยี นขนั้ ตอนการลอยกระทง มีอะไรบ้าง
- การเขยี นเก่ยี วกับขนั้ ตอนการลอยกระทง มปี ระโยชน์อยา่ งไร
ขั้นท่ี 2 ขั้นคิดวเิ คราะห์และสรปุ ความ
3.นกั เรยี นร่วมกันวเิ คราะห์ว่าการเตรียมตัวลอยกระทงควรเตรียมขน้ั ตอนการลอยกระทง เรอ่ื ง
อะไรบ้าง ดงั ตวั อย่างเช่น
ข้นั ตอนลอยกระทงท่ีถกู วธิ ี
- เตรยี มกระทงโดยตง้ั ใจว่าจะบูชาพระพทุ ธเจา้ จะซ้ือหรอื จะทาเองย่งิ ดี แตต่ ้องตงั้ จิตถงึ พระพุทธเจ้า
- ไปทท่ี า่ นา้ จดุ ธปู เทยี นกอ่ นลอยกระทงใหส้ มาทานศลี 5 เหมอื นพญานาคไดส้ มาทานศีล 8
ว่า เราจะไม่ ฆ่าสตั ว์ ไม่ลักขโมยไม่ผิดศีลกาเม ไมพ่ ูดปด ไม่ดม่ื สุรา
- ให้นึกถึงพระพุทธเจา้ ยกกระทงจบหัว ตง้ั จติ อธฐิ านตามความปรารถนา
- ลอยกระทงออกไปดว้ ยใจทนี่ กึ ถึงพระพทุ ธเจา้
4. นักเรียนแต่ละกลมุ่ คิดประเมนิ เพื่อเพิ่มพูนคณุ ค่าโดยครใู ช้คาถามดงั ต่อไปน้ี
- นักเรียนสามารถนาเรือ่ งที่เรยี นไปใช้ในชวี ิตประจาวนั ได้อย่างไร
ขนั้ ท่ี 3 ข้ันปฏิบตั แิ ละสรุปความรหู้ ลงั การปฏบิ ัติ
5. นกั เรียนเข้ากลุม่ ทากิจกรรมการเขียนขน้ั ตอนการลอยกระทง ตามหัวข้อท่ีสมาชิกในกลุม่
สนใจท่ีจะศึกษา
6. นักเรียนร่วมกันสรปุ ความสาคัญของการเขียน ข้นั ตอนการลอยกระทง ครอู ธบิ ายเพิม่ เติม
เกี่ยวกบั การเขียนขนั้ ตอนการลอยกระทง
ข้ันท่ี 4 ข้ันสื่อสารและนาเสนอ
7. นักเรยี นแต่ละกลุ่มนาเสนอผลงานหน้าชน้ั เรยี น เพ่อื กลุ่มอ่ืนร่วมกนั แสดงความคิดเห็น
8. นกั เรยี นรวบรวมเลม่ ทเี่ ขียนขัน้ ตอนการลอยกระทง ไว้ทีม่ มุ ห้องเรียนเพอื่ ใหเ้ พื่อนๆ ไดศ้ กึ ษา
ตอ่ ไป
ข้ันท่ี 5ขนั้ ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คุณค่าบรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
9.นักเรยี นร่วมกันแสดงความคดิ เหน็ โดยครใู ช้คาถามดงั นี้
- นักเรียนสามารถนาความรูเ้ กย่ี วกบั เรอ่ื งท่ีเรียนไปใชป้ ระโยชนใ์ นสังคมไดอ้ ย่างไร
(คาบที่ 4-5) สาระสาคญั
ประโยคความ ประโยคความเดยี วและประโยคความรวมมีสว่ นประกอบท่สี าคัญ คือ ประโยคความเดยี วมี
เดยี วประโยค
ความรวม เน้ือความ
เพยี งเนื้อความเดียว กล่าวสง่ิ ใดสิ่งหนึง่ เพียงส่งิ เดียวหรอื กลา่ วสภาพ อยา่ งใดอย่างหนงึ่ เพียงสภาพเดยี ว
ประกอบด้วย ประธานกรยิ าอาจมกี รรมรวมท้งั ส่วนขยาย ต่างๆ เพ่ือใหใ้ จความชัดเจน ส่วนประโยค
ความรวมประกอบด้วยประโยคความเดียวตง้ั แต่ 2 ประโยค ข้ึนไป มารวมกนั โดยอาจมใี จความ
คลอ้ ยตามกนั หรอื ขัดแย้งกันหรอื เปน็ เหตุเป็นผลกันหรอื ให้เลือกอย่างใด อยา่ งหนงึ่ โดยมคี าสนั ธานเปน็
คาเช่อื ม ประโยคเข้าด้วยกนั
ข้นั ที่ 1ขั้นรวบรวมขอ้ มูล
1.นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นเกีย่ วกับ ประโยคความเดยี วและประโยคความรวม โดยเล่น
เกมดงั นี้
- นกั เรยี นนง่ั เป็นแถว แถวละ 7 คน ครมู ปี ระโยคให้นกั เรียนแถวละ 3 ประโยค
- นักเรียนคนแรกของแถวดปู ระโยคแรกทคี่ รูกาหนดไว้ นักเรยี นคนแรกบอกประโยคแรกกับ
เพ่อื นคนทส่ี อง โดยเพ่ือนคนท่สี องตอ้ งแตง่ และเสรมิ ประโยคทไ่ี ดย้ นิ มา
- คนทีส่ องต้องจาประโยคของตนเองให้ได้ถูกต้อง (แตล่ ะคนใช้เวลา 2 นาที หมดเวลาครเู ป่า
นกหวีดหรอื กดกรง่ิ )
- นักเรยี นคนทสี่ องบอกเพอ่ื นคนท่สี าม ตามลาดับจนถงึ คนสุดท้าย ซ่งึ แต่ละคนตอ้ งจา
ประโยคท่ตี นเองแตง่ เตมิ และเสริมสร้างใหถ้ ูกตอ้ ง
- นักเรยี นคนสุดท้ายของแถวเขียนประโยคลงในกระดาษทไี่ ดร้ บั และนามาตดิ ที่กระดาน
หน้าช้ันเรยี น - เม่อื นกั เรยี นคนสดุ ท้ายติดเสรจ็ ครใู หน้ ักเรยี นคนแรกดูประโยคทส่ี อง
ทากิจกรรมเหมือนเดิมจนถึงประโยคที่สาม
- ครูและเพ่ือนนกั เรยี นร่วมกนั ตรวจสอบความถกู ต้อง เร่อื งการใชป้ ระโยคประโยคความ
เดยี วและประโยคความรวมทงั้ การใช้คาเชือ่ มและการขยายคาต่างๆ ในประโยค และ
ความหมายของประโยคที่ควรคงความหมายเหมือนเดิมประโยคของแถวใดถูกตอ้ ง สมบูรณ์และ
ชดั เจนจะเป็นผู้ชนะ
แลว้ ร่วมสนทนาซกั ถามโดยใช้คาถามดงั น้ี
- ประโยคความเดียวและประโยคความรวม ประกอบด้วยอะไรบ้าง
2.นกั เรียนศึกษาเรอ่ื งประโยคความเดียวและประโยคความรวมโดยใช้คาถามดงั นี้
- ประโยคความเดียวและประโยคความรวมหมายถึงอะไร
- ประโยคความเดียวและประโยคความรวมมรี ปู แบบอยา่ งไร
- คาเมื่อเรียงประกอบเป็นประโยคความเดียวและประโยคความรวม น้ันจะ
ประกอบดว้ ยส่งิ ใดบ้าง ครูควรยกตวั อยา่ งประกอบเพอื่ ให้นกั เรียนเขา้ ใจไดช้ ดั เจน
ข้ันที่ 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะห์และสรปุ ความ
3.นักเรียนสังเกตแถบประโยคบนกระดานดา แลว้ ออกมาช่วยกันแยกประโยคความเดียวและ
ประโยคความรวมโดยใชค้ าสันธานมาเชอื่ มประโยค ทัง้ ...... และ หรือ ไม.่ ....ก็ พอ.....ก็
ท้ัง ...... และ เชน่
พอ ตารวจมาถงึ ผูร้ า้ ยก็กระโดดลงไปในคลอง เขาจะไปเชียงใหม่ไม่วนั องั คารก็วันพุธ
ทง้ั พ่ีและน้องตัง้ ใจเรยี น เธอจะไปเชียงใหม่หรอื ไปกรุงเทพฯ
ให้ทกุ คนชว่ ยกนั พิจารณาความถูกตอ้ งของประโยคความเดียวและประโยคความรวม
4. นกั เรียนแต่ละกลุม่ คิดประเมินเพ่ิมคณุ ค่า โดยครูใชค้ าถามดงั ตอ่ ไปน้ี
- นักเรยี นสามารถนาเร่อื งทเ่ี รยี นไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ิตประจาวันได้อย่างไร
ข้นั ที่ 3ขน้ั ปฏิบตั แิ ละสรุปความรูห้ ลงั การปฏิบตั ิ
5. นักเรยี นเลน่ เกมโดยการทายแถบประโยคเชน่ ประโยคความเดียวและประโยคความรวม โดย
ใช้ไม้เรียกเลขท่เี รียกชือ่ นักเรียนทายทลี ะคน โดยเขียนบนกระดานดา แลว้ อา่ นออกเสียงพร้อมกนั ให้
ทกุ คนชว่ ยกันพิจารณาความถกู ตอ้ งของประโยคความเดียวและประโยคความรวม
6. นักเรยี นเขา้ กลุม่ ทากิจกรรมคิดคาทม่ี ีประโยคทข่ี ้ึนตน้ ดว้ ยประธาน ประโยคทขี่ ึน้ ตน้ ดว้ ยกรยิ า
และประโยคทขี่ ึน้ ต้นด้วยกรรม โดยสง่ ตวั แทนกลมุ่ ออกมาจับฉลาก
7. นักเรยี นฝกึ อา่ น ประโยคความเดยี วและประโยคความรวม จากแถบประโยค
8. นกั เรียนรว่ มกันสรปุ เร่อื ง ประโยคความเดยี วและประโยคความรวม ดังนี้
ประโยคความเดยี วและประโยคความรวมมีสว่ นประกอบท่สี าคญั คอื ประโยคความเดียวมี
เนอื้ ความ
เพยี งเนื้อความเดียว กล่าวส่ิงใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียวหรือกล่าวสภาพ อย่างใดอย่างหนึง่ เพยี งสภาพเดียว
ประกอบดว้ ย ประธานกริยาอาจมกี รรมรวมทงั้ สว่ นขยาย ต่างๆ เพ่ือใหใ้ จความชัดเจน สว่ นประโยค
ความรวมประกอบด้วยประโยคความเดียวตง้ั แต่ 2 ประโยค ขน้ึ ไป มารวมกันโดยอาจมใี จความ
คลอ้ ยตามกันหรอื ขดั แย้งกนั หรอื เปน็ เหตุเปน็ ผลกนั หรอื ใหเ้ ลอื กอย่างใด อย่างหนงึ่ โดยมคี าสันธานเป็น
คาเชอ่ื ม ประโยคเขา้ ด้วยกัน
9. นักเรยี นทาแบบฝึกหดั
ขนั้ ท่ี 4 ข้ันส่ือสารและนาเสนอ
10. นักเรียนนาเสนอการแตง่ ประโยคความเดียวและประโยคความรวมทจ่ี บั ฉลากได้ โดยครใู ช้ไม้
เรียกเลขทเ่ี พ่ือให้นักเรียนนาเสนอทลี ะกลมุ่ และร่วมกนั แสดงความคิดเห็นและรวบรวมเปน็ เลม่ ไวท้ ่ีมมุ
ห้องเรยี นใหเ้ พอ่ื นๆไดอ้ า่ นด้วย
ขนั้ ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพ่อื เพิ่มคณุ คา่ บริการสังคมและจติ สาธารณะ
11. นกั เรียนร่วมกนั แสดงความคดิ เห็น โดยครใู ช้คาถามดงั น้ี
- นักเรยี นสามารถนาความรู้เก่ยี วกับเรอ่ื งทเี่ รยี นไปใชป้ ระโยชนใ์ นสงั คมไดอ้ ย่างไร
6. การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้ :
การประเมนิ วิธกี าร เครอื่ งมอื
ดา้ นความรู้ (K) -การตอบคาถาม
ด้านทกั ษะและกระบวนการ (P) -ทาแบบฝึกหัด -คาถาม
-แบบฝึกหัด
ด้านคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยม (A)
-ทกั ษะการอา่ นจบั ใจความ -แบบประเมนิ การอา่ นจับใจความ
-ทกั ษะการเขยี น -แบบประเมนิ การเขยี น
-ทกั ษะการวเิ คราะห์ -คาถาม
-แบบฝกึ หัด
-สงั เกตพฤติกรรมในการรว่ มกิจกรรม -แบบสังเกตพฤติกรรม
การทางานกลุ่ม
-สังเกตพฤตกิ รรมความกระตือรื้อรน้ ใน
การร่วมกิจกรรม
7. สื่อ/อุปกรณ/์ แหลง่ การเรยี นรู้ :
1. แบบฝกึ หัด
2. ตัวอย่างแถบประโยค
3. ตวั อยา่ งข้นั ตอนการลอยกระทง
4. ไม้เรยี กเลขที่
5. หนังสอื เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 5
8. กิจกรรมเสนอแนะ
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ...........................................ครูผู้สอน ลงชื่อ...........................................ฝ่ายวิชาการ
( ........................................) ( ........................................)
ลงชือ่ ...........................................ผบู้ รหิ าร
( ........................................)
สัปดาห์ที่ 6
โรงเรียนขจรเกยี รตพิ ัฒนา
แผนการจัดการเรยี นรู้
ภาคเรียนที่ 2 / ……………. ช่ือผู้สอน ................................................
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 จานวน 5 คาบ
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 11 เรอื่ ง หนา้ ต่างท่เี ปิดกว้าง
1 . มาตรฐานการเรยี นเรยี นรู้ :
มาตรฐานท่ี ท 1.1ใชก้ ระบวนการอ่านสรา้ งความรู้และความคิดเพือ่ นาไปใชต้ ดั สนิ ใจ แก้ปัญหาในการดาเนินชวี ติ และมี
นิสัยรกั การอา่ น
ตวั ชีว้ ดั ป 5/7 อ่านหนงั สอื ทีม่ ีคุณค่าตามความสนใจอย่างสมา่ เสมอและแสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกับเรือ่ งทีอ่ า่ น
ตัวชวี้ ดั ที่ ป 5/8 มมี ารยาทในการอา่ น
มาตรฐานท่ี ท 2.1ใช้กระบวนการเขียนเขียนส่ือสาร เขยี นเรียงความ ย่อความ และเขยี นเรื่องราวในรปู แบบต่างๆ
เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน้ ควา้ อย่างมีประสทิ ธภิ าพ
ตวั ช้วี ัดที่ ป 5/2 เขยี นสอ่ื สารโดยใช้คาได้ถูกต้องชดั เจน และเหมาะสม
มาตรฐานท่ี ท 4.1เข้าใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา
ภูมปิ ญั ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบัติของชาติ
ตัวชี้วัดท่ี ป 5/1 ระบชุ นดิ และหน้าท่ีของคาในประโยค
2. สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด
สาระสาคัญ
การอ่านจบั ใจความการเลอื กอ่านหนังสือ
การอา่ นหนังสอื มจี ุดประสงคเ์ พื่อศึกษาหาความรู้ ความบันเทงิ ผ่อนคลายความเครยี ด และร้จู ักใชเ้ วลาว่างใหเ้ ป็น
ประโยชน์ หนงั สือมหี ลายประเภท เราควรเลอื กหนังสือใหต้ รงจุดประสงค์ ดังน้นั การเลือกหนงั สอื อา่ นจึงมคี วามสาคัญอย่าง
ยิ่ง
การเขียนตามจินตนาการ
การเขยี นเรื่องตามจนิ ตนาการ เป็นการเขียน เรือ่ งราวต่างๆตามจนิ ตนาการหรือความคดิ ของผู้อา่ น การคาดคะเน
เร่อื งราวและเหตกุ ารณ์ เป็นการคาดเดาเหตเุ หตุการณล์ ว่ งหน้าจากเรื่องท่อี า่ น
คาประสม
คาประสม คือคาท่ีเกิดจากการนาคาตั้งแต่ ๒ คาขึ้นไปมารวมกันทาให้เกิดคาใหม่อีกคาหนึ่ง ซึ่งมีความหมายใหม่
หรอื มีความหมายคล้ายคาเดิม คาประสมช่วยให้เรามคี าใช้มากขนึ้ และเพยี งพอแก่ความตอ้ งการ
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู:้ สาระการเรยี นร้ทู อ้ งถน่ิ
1. รแู้ ละเขา้ ใจการเลอื กหนังสอื อา่ นได้(K)
2.เขียนเร่ืองตามจินตนาการได้ (K )
3.อธิบายความหมายของคาในประโยคได้ (K)
4.วิเคราะห์หน้าทขี่ องคาในประโยคไดถ้ ูกต้อง (K, P)
5.อ่านเรอ่ื งจากการเลือกอา่ นหนงั สือไดถ้ ูกต้องตามอักขรวิธี (P)
6. คาดคะเนเหตุการณ์จากเรอ่ื งทีอ่ ่าน โดยระบเุ หตผุ ลประกอบได้(P )
7.กระตอื รอื ร้นและมีส่วนรว่ มกบั การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ (A)
4. สาระการเรยี นรู้:
สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง
1.อธบิ ายความหมายและหลักการอา่ นจบั ใจความได้
2.อธบิ ายเก่ยี วกบั การเขียนตามจนิ ตนาการได้
3.สามารถอธิบายการเขยี นคาประสม ได้
5. กิจกรรมการเรียนรู้
คาบท่ี กจิ กรรมการเรยี นการสอน
(คาบที่ 1) สาระสาคญั
การอา่ นจบั ใจ การอา่ นหนังสอื มีจดุ ประสงคเ์ พอ่ื ศึกษาหาความรู้ ความบนั เทิง ผอ่ นคลายความเครียด
ความการเลอื ก และรู้จกั ใชเ้ วลาวา่ งให้เป็นประโยชน์ หนังสอื มีหลายประเภท เราควรเลือกหนังสอื ให้ตรงจุดประสงค์
อ่านหนงั สอื ดงั นน้ั การเลือกหนงั สืออา่ นจึงมีความสาคัญอยา่ งยิ่ง
ขนั้ ท่ี 1 ขัน้ รวบรวมข้อมลู
2. ครแู ละนกั เรียนร่วมกันสนทนา โดยครใู ช้คาถามกระตนุ้ ความคดิ ดงั น้ี
- นกั เรียนสนใจและชอบอ่านหนังสือประเภทใดบ้าง
- นักเรยี นชอบอ่านหนังสอื ท่ีให้แง่คิด ซงึ่ อ่านมาแลว้ วา่ เน้ือหาเปน็ อย่างไร
- นักเรยี นคิดว่า การเลอื กหนังสอื อา่ นควรมคี ุณสมบตั ิอย่างไรบา้ งในเร่อื งใดบ้าง ให้นกั เรียน
ช่วยกนั ตอบเพอ่ื โยงเขา้ สสู่ าระการเรยี นรู้ นักเรยี นทบทวนเกย่ี วกบั การอา่ นจบั ใจความสาคัญโดยครูใช้
คาถามดังนี้
- การอ่านสรุปใจความคืออะไร
- นักเรยี นใชท้ กั ษะอะไรในการอา่ นสรุปใจความ
* ในการตอบคาถาม ให้ครูใชไ้ มเ้ รียกเลขที่ เพอ่ื ใหน้ ักเรียนตอบทีละคน โดยถามคาถามก่อน
จะเรียนเลขท่เี พอื่ ให้ทกุ คนไดค้ ิด
2. นกั เรยี นเขา้ กลมุ่ ศกึ ษาเรือ่ งการเลือกอา่ นหนงั สอื โดยครูใช้คาถามดังตอ่ ไปน้ี
-การเลือกอ่านหนังสอื ใหแ้ งค่ ิด อยา่ งไร
- นักเรียนชอบอา่ นหนังสือประเภทใดบ้าง
ขน้ั ที่ 2 ขั้นคิดวิเคราะห์และสรปุ ความ
3. นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกนั วิเคราะหเ์ ก่ยี วกับเรอ่ื งทอ่ี า่ นโดยครูใช้คาถามดงั น้ี
- ตวั ละครละครสาคญั ในเรื่องมีใครบา้ ง แต่งละตวั มีนิสยั อยา่ งไร
- นักเรยี นสนใจและชอบอ่านหนงั สอื แนวไหนบ้าง
- จากหนังสือทอี่ ่านนกั เรียนได้ขอ้ คดิ อะไรบ้าง
4. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มคิดประเมินเพ่ือเพิ่มคณุ ค่าโดยครูใชค้ าถามดงั นี้
- นกั เรียนสามารถนาความรทู้ ี่ได้รบั ไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้อย่างไร
ขน้ั ที่ 3 ข้ันปฏิบตั ิและสรุปความร้หู ลังการปฏบิ ตั ิ
5. นกั เรียนเขา้ กลมุ่ ทากจิ กรรมการต้ังคาถามและตอบคาถามจากเรอื่ งที่อ่าน กลมุ่ ละ 5 ขอ้
กติกาในการตั้งคาถาม คุณครแู บ่งจานวนหนา้ ทแ่ี ต่ละกลมุ่ จะตอ้ งรับผิดชอบในการตัง้ คาถาม
เพอ่ื ปอ้ งกนั ไมใ่ ห้การตง้ั คาถามของแต่ละกลุม่ ไมใ่ ห้ซา้ กนั
6. นกั เรียนร่วมกนั สรปุ ขอ้ คิดทไ่ี ด้จากการอา่ น
ขั้นท่ี 4 ขัน้ สื่อสารและนาเสนอ
7. นักเรยี นแต่ละกลุม่ นาเสนอคาถามหน้าชั้นเรยี น แลว้ ใหเ้ พอ่ื นตอบคาถาม
ขน้ั ท่ี 5 ข้นั ประเมนิ เพือ่ เพิ่มคณุ ค่าบริการสงั คมและจติ สาธารณะ
8. นักเรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเห็น โดยครใู ชค้ าถามดงั น้ี
- นักเรยี นสามารถนาความรเู้ กย่ี วกับเร่อื งทเ่ี รยี น ไปใช้ประโยชน์ในสังคมได้อย่างไร
(คาบท่ี 2-3) สาระสาคญั
การเขยี นตาม
จินตนาการ การเขยี นเรื่องตามจนิ ตนาการ เป็นการเขียน เร่ืองราวต่างๆตามจนิ ตนาการหรือความคดิ ของ
ผ้อู ่าน การคาดคะเนเร่อื งราวและเหตุการณ์ เป็นการคาดเดาเหตเุ หตกุ ารณ์ล่วงหนา้ จากเร่ืองทอี่ ่าน
ข้ันท่ี 1ขั้นรวบรวมขอ้ มูล
1. นักเรยี นดตู วั อยา่ งการเขยี นเร่ืองตามจินตนาการ แลว้ รว่ มกนั สนทนาโดยครใู ช้คาถามดงั น้ี
- การเขียนเรอื่ งตามจินตนาการหมายความวา่ อย่างไร
- การทีเ่ ราคาดเดาเหตุการณ์ท่ไี ด้อ่าน ฟัง หรอื ดมู าล่วงหน้า เรียกวา่ อะไร
- การคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้า มีวิธกี ารอย่างไร
2. นักเรียนรว่ มกันศกึ ษาเรอื่ งการแลว้ รว่ มสนทนาโดยครูใช้คาถามดังน้ี
- การเขียนเรื่องตามจนิ ตนาการ มีประโยชน์อย่างไร
- องคป์ ระกอบการเขียนเร่ืองตามจินตนาการมอี ะไรบา้ ง
- การเขียนแผนภาพความคดิ ก่อนการเขยี นเรอ่ื งตามจินตนาการ มีประโยชนอ์ ย่างไร
ขน้ั ที่ 2 ขน้ั คิดวเิ คราะหแ์ ละสรุปความ
3.นกั เรยี นร่วมกนั วิเคราะห์ว่าการเขียนเร่ืองตามจินตนาการจากนทิ านจะต้องเขยี นอะไรบ้าง
ดังตวั อย่างเชน่ สถานท่ี
ตัวละคร เหตุการณ์
นทิ าน
เวลา ผลของเหตุการณ์
ข้อคิด
4. นกั เรียนแต่ละกลุ่มคิดประเมินเพ่ือเพมิ่ พนู คุณคา่ โดยครูใช้คาถามดงั ต่อไปนี้
- นกั เรยี นสามารถนาเรอื่ งทเ่ี รยี นไปใช้ในชีวิตประจาวันได้อยา่ งไร
ขน้ั ท่ี 3 ข้นั ปฏิบัตแิ ละสรุปความรูห้ ลงั การปฏบิ ัติ
5. นักเรยี นเขา้ กลมุ่ ทากิจกรรมการเขียนเรื่องตามจนิ ตนาการจากนทิ าน ตามหัวขอ้ ที่สมาชิกใน
กลมุ่ สนใจที่จะศึกษา
6. นกั เรยี นร่วมกนั สรปุ ความสาคัญของการเขียนตามจนิ ตนาการจากนิทาน ครอู ธิบายเพิ่มเตมิ
เกี่ยวกับการเขียนเรอ่ื ง
ตามจนิ ตนาการจากนทิ าน
ขั้นท่ี 4 ขั้นสอ่ื สารและนาเสนอ
7. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มนาเสนอผลงานหน้าช้นั เรียน เพ่ือนกลมุ่ อ่ืนรว่ มกันแสดงความคิดเหน็
8. นักเรยี นรวบรวมเลม่ การเขียนเร่อื งตามจินตนาการจากนทิ านไว้ที่มมุ ห้องเรยี นเพอ่ื ใหเ้ พ่อื นๆได้
ศึกษาตอ่ ไป
ขั้นที่ 5ขัน้ ประเมนิ เพื่อเพิ่มคุณค่าบริการสงั คมและจติ สาธารณะ
9.นกั เรียนรว่ มกันแสดงความคดิ เห็นโดยครูใช้คาถามดังนี้
- นักเรียนสามารถนาความรู้เกยี่ วกบั เรอ่ื งทีเ่ รียนไปใชป้ ระโยชนใ์ นสังคมได้อย่างไร
(คาบที่ 4-5) สาระสาคัญ
คาประสม คาประสม คอื คาทเี่ กิดจากการนาคาต้งั แต่ ๒ คาขน้ึ ไปมารวมกนั ทาให้เกิดคาใหมอ่ กี คาหน่ึง
ซ่งึ มคี วามหมายใหม่ หรอื มีความหมายคลา้ ยคาเดมิ คาประสมช่วยให้เรามีคาใช้มากขน้ึ และเพยี งพอ
แกค่ วามตอ้ งการ
ขั้นท่ี 1ขนั้ รวบรวมขอ้ มลู
1. นกั เรียนร่วมกนั แสดงความคดิ เหน็ เกี่ยวกับคาประสมโดยครูกระตุ้นใหน้ กั เรยี นร่วมกนั แสดง
ความคิดเห็น โดยเลน่ เกมดงั นี้
ใหน้ ักเรียนเล่นเกมบอกฉันที โดยแบ่งนกั เรยี นออกเปน็ กลุม่ กลมุ่ ละ 5-6 คน สง่ ตัวแทนกลุม่
ออกมาหยบิ บัตรภาพคานาม โดยครตู ิดบตั รภาพบนกระดานดา ใหแ้ ต่ละกลุ่มนาบัตรภาพมา
ต่อกนั เปน็ คาประสมให้ไดม้ ากท่ีสดุ เปน็ ฝ่ายชนะให้สลับกันเลน่ ให้ครบทกุ กลมุ่
แลว้ รว่ มกนั สนทนาโดยใช้คาถามดงั น้ี
- คาชนดิ ใดบ้างท่ใี ช้เปน็ คาประสม
2. นกั เรยี นศกึ ษาเรอื่ งคาประสมแล้วร่วมสนทนาโดยครูใชค้ าถามดงั นี้
- คาท่เี รานามาประสมกันมีตัง้ แต่ก่คี าข้ึนไป
- คาท่ีนามาประสมกนั กลายเปน็ คาใหม่มีความหมายคล้ายคาเดมิ หรือไม่
- คาประสมมีกลี่ กั ษณะอะไรบา้ ง
ขน้ั ที่ 2 ขั้นคิดวเิ คราะห์และสรปุ ความ
3. นักเรยี นสงั เกตบตั รภาพบนกระดานดา แล้วออกมาเติมเช่น
รถ+ไฟ รถไฟ , สถานี + โทรทศั น์ สถานีโทรทัศน์ ,
ยา + นอน+ หลบั ยานอนหลับ
ให้ทกุ คนชว่ ยกนั พจิ ารณาความถกู ต้องของคาประสม
4. นักเรียนแตล่ ะกล่มุ คิดประเมินเพ่ิมคุณค่า โดยครูใชค้ าถามดังตอ่ ไปนี้
- นักเรียนสามารถนาเร่ืองทีเ่ รียนไปใช้ในชวี ิตประจาวนั ได้อย่างไร
ข้นั ท่ี 3 ข้ันปฏบิ ัตแิ ละสรปุ ความร้หู ลงั การปฏบิ ัติ
5. นกั เรยี นเลน่ เกมโดยคดิ คาทม่ี ีคาประสม เตา + แกส๊ , นา้ + เกลือ โดยใช้ไมเ้ รียกเลขท่ี
เรยี กชอื่ นักเรยี นทายทีละคน ครูเขยี นคาตอบบนกระดานดา แล้วอ่านออกเสียงพรอ้ มกนั ให้ทุกคน
ชว่ ยกันพจิ ารณาความถกู ตอ้ งของคาประสม
6. นกั เรียนเขา้ กลมุ่ ทากิจกรรมคิดคาทม่ี ีคาประสม โดยสง่ ตัวแทนกลุม่ ออกมาจับฉลาก คาประสม
7. นักเรยี นฝึกอา่ น คาประสม จากบัตรคา
8. นักเรยี นร่วมกันสรุปเรอ่ื งคาประสม ดงั นี้
คาประสม คอื คาท่ีเกดิ จากการนาคาต้ังแต่ ๒ คาข้ึนไปมารวมกนั ทาให้เกิดคาใหมอ่ กี คาหนึ่ง
ซึง่ มคี วามหมายใหม่ หรอื มีความหมายคล้ายคาเดมิ คาประสมช่วยให้เรามีคาใช้มากขนึ้ และเพียงพอ
แก่ความตอ้ งการ
9. นักเรียนทาแบบฝึกหดั
ข้นั ที่ 4 ข้นั สือ่ สารและนาเสนอ
10. นักเรียนนาเสนอ คาประสมตามกลมุ่ ที่จับฉลากได้ โดยครูใชไ้ ม้เรียกเลขที่เพ่ือใหน้ กั เรียน
นาเสนอทลี ะกลุ่ม และร่วมกันแสดงขอ้ คิดเห็นและรวบรวมเปน็ เลม่ ไว้ท่มี มุ ห้องเรยี นใหเ้ พอ่ื นๆได้อ่าน
ด้วย
ขน้ั ท่ี 5 ขนั้ ประเมินเพอื่ เพม่ิ คณุ คา่ บริการสงั คมและจิตสาธารณะ
11. นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเห็น โดยครูใช้คาถามดงั น้ี
- นักเรียนสามารถนาความรู้เกีย่ วกบั เรอื่ งทเี่ รยี นไปใชป้ ระโยชน์ในสงั คมไดอ้ ยา่ งไร
6. การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้ :
การประเมนิ วิธีการ เครอื่ งมอื
ด้านความรู้ (K) -การตอบคาถาม
ดา้ นทกั ษะและกระบวนการ (P) -ทาแบบฝกึ หัด -คาถาม
-แบบฝึกหัด
ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและคา่ นิยม (A)
-ทกั ษะการอา่ นจบั ใจความ -แบบประเมนิ การอ่านจบั ใจความ
-ทกั ษะการเขยี น -แบบประเมินการเขยี น
-ทักษะการวิเคราะห์ -คาถาม
-แบบฝกึ หัด
-สงั เกตพฤติกรรมในการรว่ มกิจกรรม -แบบสงั เกตพฤติกรรม
การทางานกลุ่ม
-สงั เกตพฤติกรรมความกระตอื รอ้ื รน้ ใน
การร่วมกจิ กรรม
7. ส่ือ/อปุ กรณ/์ แหล่งการเรียนรู้ :
1. แบบฝกึ หดั
2 บัตรคา หรอื บัตรภาพคาประสม
3. ตัวอยา่ งแถบประโยค
4. ไมเ้ รยี กเลขที่
5. ตวั อย่างการเขยี นเรือ่ งตามจนิ ตนาการ
6. หนังสือเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5
8. กิจกรรมเสนอแนะ
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
ลงชื่อ...........................................ครูผูส้ อน ลงชื่อ...........................................ฝ่ายวชิ าการ
( ........................................) ( ........................................)
ลงชอ่ื ...........................................ผูบ้ รหิ าร
( ........................................)
สปั ดาห์ท่ี 7
โรงเรียนขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจัดการเรยี นรู้
ภาคเรียนท่ี 2 / ……………. ช่ือผูส้ อน ................................................
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ ภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5 จานวน 5 คาบ
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 12 เรอื่ ง ภาษาจรรโลงใจ
1 . มาตรฐานการเรยี นเรียนรู้ :
มาตรฐานท่ี ท1.1 ใชก้ ระบวนการอา่ นสร้างความรแู้ ละความคดิ เพือ่ นาไปใชต้ ัดสินใจ แก้ปัญหาในการดาเนินชีวติ
ตัวชี้วดั ท่ี ป 5/1 อ่านออกเสยี งบทรอ้ ยแก้วและบทรอ้ ยกรองได้ถกู ตอ้ ง
ตัวชี้วัดท่ี ป 5/2 อธิบายความหมายของคา ประโยคและขอ้ ความท่เี ป็นการบรรยาย และการพรรณนา
ตวั ช้ีวัด ป 5/3 อธิบายความหมายโดยนัย จากเรือ่ งที่อา่ นอย่างหลากหลาย
ตัวช้วี ัดที่ ป 5/8 มมี ารยาทในการอ่าน
มาตรฐานที่ ท/2.1 ใชก้ ระบวนการเขยี นเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ยอ่ ความ และเขยี นเรอื่ งราวในรปู แบบ ต่างๆ
เขยี นรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน้ ควา้ อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
ตวั ชี้วดั ท่ี ป 5/2 อธบิ ายความหมายของคาประโยคและขอ้ ความท่ีเป็นการบรรยายและพรรณนา
มาตรฐานท่ี ท 4.1 เขา้ ใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลยี่ นแปลงของภาษาและพลงั ของภาษา
ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัตขิ องชาติ
ตัวชว้ี ัดที่ ป 5/6 แต่งบทรอ้ ยกรอง
2. สาระสาคัญ / ความคิดรวบยอด
สาระสาคัญ
การอา่ นจับใจความภาษาจรรโลงใจ
การอา่ นในใจเพื่อจบั ใจความ ถอื เป็นทกั ษะสาคญั ทีค่ นใช้อา่ นเพอ่ื การส่ือสารมากที่สดุ เพราะการอา่ นในใจเพือ่ จบั ใจ
เป็นพืน้ ฐานทจี่ าเปน็ ในการศึกษาหาความรู้ จงึ ควรฝกึ ฝนให้เกิดความชานาญจนสามารถจบั ใจความสาคัญในงานเขยี นทุก
ประเภท การอา่ นในใจท่ดี จี ะต้องสามารถจบั ใจความและเกบ็ เฉพาะใจความสาคญั ของเรือ่ งจากการอ่านเร่ืองใดเร่อื งหนง่ึ แลว้
นามาเรียบเรียงใหมเ่ พยี งย่อ ๆ แต่ได้ใจความสมบูรณ์ สามารถนาไปใชป้ ระโยชน์
การเขยี นกาพย์ยานี11
การแต่งคาประพันธ์ ควรคานึงถงึ คาท่ีนามาแต่ง ให้มีสมั ผัสและมคี วามหมายเหมาะกับเร่อื งที่รอ้ ย เรยี งคาเป็นเรื่องราว
เพอื่ ให้คาประพันธน์ ั้นมคี วามไพเราะ สละสลวย มีคณุ ค่าอนั เปน็ ประโยชนต์ ่อผอู้ ่าน และ ควรเรียนรฉู้ ันทลกั ษณข์ องคา ประพนั ธ์
แตล่ ะชนดิ เพือ่ ให้การแตง่ ประพนั ธ์ถูกต้อง ชว่ ยสง่ ผลใหเ้ ปน็ ผู้ที่ สามารถใช้สานวนภาษาได้ชัดเจนถูกต้อง
คาซ้อน
การซอ้ นคา เป็นวิธีสร้างคาอยา่ งหน่ึง คือนาคาที่มคี วามหมายใกลเ้ คียงกัน หรือเปน็ ไปในแนวเดียวกันมาซ้อนกนั ได้
คาใหม่ที่มีความหมายคลา้ ยกับคาเดิม ซง่ึ การใช้คาซอ้ นเปน็ ลกั ษณะหน่งึ ของภาษาไทยทีใ่ หค้ าใหม่ท่ีชัดเจนและสละสลวย
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู:้
1.รแู้ ละเขา้ ใจเรอื่ งจากภาษาจรรโลงใจ(K)
2.อธิบายลกั ษณะของกาพยย์ านี 11ได้ (K)
3. บอกลกั ษณะของคาแต่ละชนดิ ไดถ้ กู ต้อง (K)
4.อา่ นเร่อื งจากภาษาจรรโลงใจไดถ้ ูกต้องตามอกั ขรวิธี (P)
6.แต่กาพย์ยานี 11ได้ (P)
7. ใช้ทกั ษะทางภาษาเป็นเครื่องมือในการเรียน การแสวงหาความรู้ และการดารงชีวิตอยู่ ร่วมกนั ในสังคมได้ (P)
8.กระตอื รอื ร้นและมสี ว่ นรว่ มกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (A)
9. มีมารยาทในการแตง่ กาพย์ยานี 11ได้ (A)
10. มีความกระตอื รือร้นในการเรยี น (A)
4. สาระการเรียนร้:ู สาระการเรยี นรทู้ ้องถ่นิ
สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
1.อธิบายความหมายและหลกั การอ่านจบั ใจความได้
2.อธบิ ายเก่ียวกบั การเขยี นกาพย์ยานี 11 ได้
3.สามารถอธบิ ายหลกั การเขยี นคาซอ้ น ได้
5. กจิ กรรมการเรยี นรู้
คาบท่ี กิจกรรมการเรยี นการสอน
(คาบที่ 1) สาระสาคัญ
การอา่ นจบั การอ่านในใจเพ่อื จบั ใจความ ถอื เปน็ ทกั ษะสาคัญทีค่ นใช้อา่ นเพ่อื การสือ่ สารมากท่ีสดุ
ใจความภาษา เพราะการอา่ นในใจเพือ่ จบั ใจเปน็ พ้ืนฐานทจี่ าเปน็ ในการศกึ ษาหาความรู้ จงึ ควรฝกึ ฝนใหเ้ กิดความ
จรรโลงใจ ชานาญจนสามารถจับใจความสาคญั ในงานเขยี นทุกประเภท การอา่ นในใจท่ีดีจะตอ้ งสามารถจบั
ใจความและเกบ็ เฉพาะใจความสาคญั ของเรอื่ งจากการอ่านเรื่องใดเรื่องหนง่ึ แล้วนามาเรยี บเรียงใหม่
เพยี งย่อ ๆ แต่ได้ใจความสมบรู ณ์ สามารถนาไปใช้ประโยชน์
ข้นั ท่ี 1 ขน้ั รวบรวมขอ้ มลู
1.ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั สนทนา โดยครใู ช้คาถามกระตุน้ ความคดิ ดงั น้ี
- บทรอ้ ยกรองท่ีมีคุณค่าประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง
- นักเรียนคดิ ผทู้ ีอ่ อกเสยี งคาควบกลา้ ไม่ชดั เจนมีวิธแี ก้ไขได้อยา่ งไร ใหน้ ักเรยี นชว่ ยกันตอบ
เพ่อื โยงเข้าสู่สาระการเรียนรู้ นักเรยี นทบทวนเกีย่ วกับการอ่านจับใจความสาคญั โดยครใู ช้คาถามดังนี้
- การอ่านสรปุ ใจความคืออะไร
- นักเรียนใช้ทกั ษะอะไรในการอา่ นสรุปใจความ
* ในการตอบคาถาม ให้ครูใชไ้ ม้เรยี กเลขท่ี เพื่อให้นกั เรียนตอบทีละคน โดยถามคาถามก่อน
จะเรยี กเลขท่เี พอื่ ใหท้ ุกคนได้คดิ
2. นกั เรยี นเขา้ กลมุ่ ศึกษาเรือ่ งภาษาจรรโลงใจ โดยครูใช้คาถามดงั ตอ่ ไปน้ี
- แกว้ และน้องๆนงั่ อยนู่ อกชานเพื่อทาอะไร
- ใครเปน็ คนท่องคาประพนั ธ์ ใหเ้ ดก็ ๆ ฟงั
ขน้ั ที่ 2 ข้นั คดิ วิเคราะหแ์ ละสรปุ ความ
3.นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มร่วมกนั วิเคราะห์เก่ยี วกับเร่ืองที่อ่านโดยครูใชค้ าถามดังน้ี
- ตัวละครละครสาคญั ในเรื่องมใี ครบ้าง แต่ละตวั มนี ิสัยอยา่ งไร
- นักเรยี นสนใจและชอบอ่านหนงั สือแนวไหนบา้ ง
- จากเรื่องท่อี า่ นนกั เรยี นไดข้ อ้ คดิ อะไรบา้ ง
4. นักเรียนแตล่ ะกลุ่มคดิ ประเมนิ เพือ่ เพ่มิ คุณค่าโดยครูใช้คาถามดงั น้ี
- นักเรียนสามารถนาความรทู้ ี่ไดร้ ับไปใช้ในชีวิตประจาวันไดอ้ ย่างไร
ขั้นท่ี 3 ข้นั ปฏบิ ตั ิและสรุปความรหู้ ลงั การปฏิบตั ิ
5. นกั เรียนเขา้ กลมุ่ ทากิจกรรมการต้งั คาถามและตอบคาถามจากเร่อื งท่อี ่าน กลมุ่ ละ 5 ข้อ
กตกิ าในการต้ังคาถาม คุณครูแบง่ จานวนหนา้ ท่ีแต่ละกล่มุ จะตอ้ งรบั ผดิ ชอบในการตัง้ คาถาม
เพอ่ื ป้องกันไม่ใหก้ ารตง้ั คาถามของแต่ละกลุ่มไม่ใหซ้ ้ากัน
6. นักเรียนรว่ มกนั สรปุ ข้อคิดทีไ่ ด้จากการอ่าน
ขน้ั ท่ี 4 ขนั้ สือ่ สารและนาเสนอ
7. นักเรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอคาถามหนา้ ช้ันเรียน แลว้ ใหเ้ พือ่ นตอบคาถาม
ขน้ั ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพือ่ เพิม่ คุณคา่ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
8. นกั เรยี นร่วมกันแสดงความคดิ เห็น โดยครใู ช้คาถามดังนี้
- นักเรียนสามารถนาความรู้เกย่ี วกับเรอ่ื งทเ่ี รียน ไปใช้ประโยชน์ในสังคมได้อย่างไร
(คาบที่ 2-3) สาระสาคัญ
การเขยี นกาพย์ การแต่งคาประพนั ธ์ ควรคานงึ ถึงคาท่ีนามาแต่ง ใหม้ ีสัมผัสและมีความหมายเหมาะกับเร่อื งท่ี
ยานี11
รอ้ ย เรียงคาเป็นเรอ่ื งราว เพอื่ ใหค้ าประพันธน์ ้ันมคี วามไพเราะ สละสลวย มีคณุ ค่าอันเปน็ ประโยชนต์ ่อ
ผู้อา่ น และ ควรเรียนรฉู้ ันทลักษณข์ องคา ประพันธ์แตล่ ะชนดิ เพือ่ ให้การแตง่ ประพนั ธ์ถูกตอ้ ง ชว่ ย
สง่ ผลให้เป็นผู้ที่ สามารถใช้สานวนภาษาไดช้ ัดเจนถกู ต้อง
ข้นั ที่ 1ขนั้ รวบรวมข้อมลู
1. นกั เรยี นดูตัวอย่างการเขยี นกาพยย์ าน1ี 1 แลว้ รว่ มกนั สนทนาโดยครูใชค้ าถามดังน้ี
- เอกสารทน่ี ักเรียนดูเรยี กวา่ อะไร
- นักเรียนเคยเหน็ กาพย์ยานี 11 หรือไม่
2. นักเรยี นรว่ มกันศกึ ษาเรอื่ งการแลว้ รว่ มสนทนาโดยครูใช้คาถามดงั นี้
- การเขียนเรอ่ื งกาพย์ยานี 11 มีประโยชนอ์ ยา่ งไร
- องคป์ ระกอบการเขยี นกาพย์ยาน1ี 1 มอี ะไรบา้ ง
- การเขยี นแผนผังก่อนการเขยี นกาพยย์ านี11 มีประโยชน์อย่างไร
ขั้นท่ี 2 ขน้ั คดิ วิเคราะหแ์ ละสรปุ ความ
3.นกั เรยี นร่วมกันวเิ คราะห์วา่ การเขยี นแผนผงั กาพย์ยานี 11 จะตอ้ งเขียนอะไรบ้าง
ดงั ตัวอยา่ งเช่น
(คาบที่ 4-5) 4. นักเรียนแต่ละกลมุ่ คิดประเมินเพ่อื เพิ่มพนู คณุ คา่ โดยครใู ช้คาถามดังตอ่ ไปนี้
คาซ้อน - นักเรียนสามารถนาเรือ่ งทเ่ี รียนไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวันไดอ้ ย่างไร
ขั้นที่ 3 ขั้นปฏบิ ัตแิ ละสรุปความรู้หลังการปฏบิ ัติ
5. นกั เรยี นเขา้ กลุม่ ทากิจกรรมการเขยี นกาพย์ยานี 11 ตามหวั ขอ้ ทีส่ มาชกิ ในกลุ่มสนใจทจี่ ะ
ศกึ ษา
6. นักเรียนร่วมกนั สรุปความสาคัญของการเขียนกาพย์ยาน1ี 1ครอู ธบิ ายเพม่ิ เติมเกยี่ วกบั การเขียน
กาพยย์ านี 11
ขนั้ ท่ี 4 ข้นั ส่อื สารและนาเสนอ
7. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลงานหน้าช้นั เรียน เพ่อื นกล่มุ อืน่ ร่วมกันแสดงความคิดเห็น
8. นักเรียนรวบรวมเลม่ การเขยี นกาพยย์ านี 11 ไว้ทีม่ มุ ห้องเรยี นเพื่อให้เพ่อื นๆไดศ้ กึ ษาตอ่ ไป
ขั้นท่ี 5ข้นั ประเมนิ เพอ่ื เพ่มิ คณุ คา่ บรกิ ารสงั คมและจิตสาธารณะ
9.นักเรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ โดยครูใช้คาถามดังนี้
- นกั เรียนสามารถนาความรูเ้ ก่ยี วกบั เรอ่ื งทเ่ี รียนไปใช้ประโยชน์ในสังคมได้อย่างไร
สาระสาคญั
การซอ้ นคา เป็นวธิ ีสรา้ งคาอยา่ งหนง่ึ คอื นาคาท่มี ีความหมายใกล้เคยี งกนั หรอื เป็นไปใน
แนวเดยี วกันมาซอ้ นกนั ได้คาใหม่ท่ีมีความหมายคลา้ ยกบั คาเดมิ ซึง่ การใช้คาซ้อนเปน็ ลกั ษณะหนึ่ง
ของภาษาไทยทีใ่ ห้คาใหม่ที่ชัดเจนและสละสลวย
ขัน้ ท่ี 1ขน้ั รวบรวมขอ้ มลู
1.นักเรียนรว่ มกันแสดงความคิดเห็นเกีย่ วกับคาซ้อน โดยเล่นเกมดงั นี้
-นกั เรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเห็นเก่ยี วกบั คาซ้อนโดยครกู ระตุ้นให้นกั เรยี นรว่ มกนั แสดง
ความคดิ เหน็ โดยเลน่ เกมดังน้ี
ให้นักเรียนเล่นเกมสง่ ดอกไม้แลว้ ก็ส่งยิ้ม โดยแบง่ นกั เรียนออกเป็นกล่มุ เข้าแถววงกลม
หันหนา้ เขา้ หากัน ครูแจกบตั รคาดอกไม้ให้นกั เรยี นทุกคนรอ้ งเพลงส่งดอกไมไ้ ปเรอ่ื ยๆพอไป
หยดุ กับคนใดให้ชูบัตรคาเชน่ บ่าว อกี คนต่อคาวา่ ไพร่ คนต่อไปพดู ว่า เศร้า อกี คนต่อ
คาวา่ โศก ทาไปเร่อื ยๆ จนหมดคนสุดท้าย ใครไมส่ ามารถต่อไดใ้ หอ้ อกจากกลุ่ม
แล้วร่วมสนทนาซกั ถามโดยใช้คาถามดงั น้ี
- คาซ้อน ประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง
2.นักเรียนศึกษาเรื่องคาซอ้ นโดยใช้คาถามดังน้ี
- คาซ้อนหมายถึงอะไร
- คาซอ้ นมีวธิ กี ารเขียนอย่างไร
- คาซ้อนที่มเี สียงสัมผัสคลอ้ งจองเป็นคาซ้อนก่พี ยางค์
ขัน้ ที่ 2 ขน้ั คิดวิเคราะหแ์ ละสรปุ ความ
3.นกั เรยี นสงั เกตบัตรคาบนกระดานดา แล้วออกมาตอ่ เตมิ คาซ้อน เช่น
บ้าน..... เรอื น = บ้านเรอื น , ยาก....... จน = ยากจน , เปล่ยี น.......แปลง =
เปลี่ยนแปลง
ใหท้ ุกคนชว่ ยกันพิจารณาความถกู ต้องของคาซ้อน
4. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ คิดประเมินเพิม่ คุณคา่ โดยครูใชค้ าถามดังต่อไปน้ี
- นักเรยี นสามารถนาเร่อื งท่ีเรียนไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ิตประจาวันไดอ้ ย่างไร
ขนั้ ท่ี 3ข้นั ปฏิบตั แิ ละสรปุ ความรู้หลังการปฏบิ ัติ
5. นักเรยี นเลน่ เกมโดยคิดคาทีม่ คี าซ้อนเชน่ เหงา ถาก ถี่ เดอื ด ถว้ ย
โดยใช้ไม้เรียกเลขท่เี รียกชอ่ื นกั เรียนทายทีละคน โดยเขยี นบนกระดานดา แล้วอ่านออกเสยี งพรอ้ มกนั
ใหท้ ุกคนช่วยกนั พจิ ารณาความถกู ต้องของคาซ้อน
6. นักเรียนเขา้ กลมุ่ ทากิจกรรมคดิ คาท่ีมีคาซ้อน โดยสง่ ตวั แทนกลมุ่ ออกมาจับฉลากคาซ้อน
7. นักเรยี นฝกึ อา่ นบตั รคาซอ้ นจากบัตรคา
8. นกั เรียนร่วมกันสรปุ เรือ่ งคาซ้อน ดงั น้ี
การซอ้ นคา เป็นวธิ สี รา้ งคาอย่างหน่งึ คือนาคาทีม่ ีความหมายใกลเ้ คยี งกัน หรือเป็นไป
ในแนวเดียวกันมาซอ้ นกนั ไดค้ าใหมท่ ี่มีความหมายคลา้ ยกับคาเดมิ ซึ่งการใช้คาซอ้ นเปน็ ลักษณะหน่ึง
ของภาษาไทยที่ให้คาใหม่ท่ีชัดเจนและสละสลวย
9. นกั เรียนทาแบบฝกึ หัด
ขนั้ ท่ี 4 ข้นั สอ่ื สารและนาเสนอ
10. นกั เรยี นนาเสนอคาซ้อนตามกลมุ่ ทจ่ี ับฉลากได้ โดยครูใชไ้ ม้เรยี กเลขทเี่ พ่ือให้นักเรยี นนาเสนอที
ละกลมุ่ และรว่ มกันแสดงความคดิ เห็นและรวบรวมเป็นเลม่ ไว้ที่มมุ หอ้ งเรยี นให้เพ่อื นๆไดอ้ ่านด้วย
ขั้นท่ี 5 ขัน้ ประเมนิ เพื่อเพิ่มคุณคา่ บรกิ ารสงั คมและจิตสาธารณะ
11. นกั เรียนรว่ มกนั แสดงความคิดเห็น โดยครูใช้คาถามดังน้ี
- นักเรียนสามารถนาความรู้เกย่ี วกบั เรอ่ื งทีเ่ รียนไปใช้ประโยชนใ์ นสงั คมไดอ้ ยา่ งไร
6. การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้ :
การประเมิน วิธีการ เครอื่ งมอื
ดา้ นความรู้ (K) -การตอบคาถาม
ด้านทักษะและกระบวนการ (P) -ทาแบบฝกึ หดั -คาถาม
-แบบฝกึ หัด
ดา้ นคุณธรรม จริยธรรมและคา่ นยิ ม (A)
-ทกั ษะการอ่านจับใจความ -แบบประเมนิ การอา่ นจับใจความ
-ทกั ษะการเขียน -แบบประเมินการเขียน
-ทกั ษะการวิเคราะห์ -คาถาม
-แบบฝึกหัด
-สงั เกตพฤติกรรมในการรว่ มกิจกรรม -แบบสงั เกตพฤติกรรม
การทางานกลุ่ม
-สังเกตพฤติกรรมความกระตือรอื้ รน้ ใน
การรว่ มกจิ กรรม
7. สื่อ/อปุ กรณ์/แหลง่ การเรยี นรู้ :
1. แบบฝกึ หัด
2. ตวั อยา่ งแถบประโยค
3. บัตรคา
4. ตัวอยา่ งแผนผังกาพยย์ านี 11
5. ไม้เรียกเลขท่ี
6. หนงั สอื เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 5
8. กิจกรรมเสนอแนะ
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
ลงชอื่ ...........................................ครูผสู้ อน ลงช่ือ...........................................ฝ่ายวชิ าการ
( ........................................) ( ........................................)
ลงชอ่ื ...........................................ผ้บู รหิ าร
( ........................................)
สัปดาห์ท่ี 7
โรงเรียนขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู้
ภาคเรียนที่ 2 / ……………. ชื่อผู้สอน ................................................
กลุม่ สาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5 จานวน 5 คาบ
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 12 เรือ่ ง ภาษาจรรโลงใจ
1 . มาตรฐานการเรียนเรียนรู้ :
มาตรฐานท่ี ท1.1 ใชก้ ระบวนการอ่านสร้างความรแู้ ละความคดิ เพอ่ื นาไปใช้ตดั สนิ ใจ แก้ปัญหาในการดาเนินชวี ิต
ตัวช้วี ัดท่ี ป 5/2 อธิบายความหมายของคา ประโยคและข้อความท่ีเป็นการบรรยาย และการพรรณนา
มาตรฐานที่ ท 2.1ใช้กระบวนการเขยี นเขยี นสือ่ สาร เขยี นเรียงความ ย่อความ และเขยี นเรอ่ื งราวในรูปแบบตา่ งๆ
เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
ตัวช้ีวัด ป 5/4 เขียนยอ่ ความจากเรื่องทอี่ า่ น
ตวั ช้ีวดั ท่ี ป 5/9 มีมารยาทในการเขยี น
มาตรฐานท่ี ท 5.1 เขา้ ใจและแสดงความคดิ เหน็ วิจารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนามา
ประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตจรงิ
ตวั ชว้ี ัดที่ ป 5/1 สรปุ เรื่องจากวรรณคดหี รือวรรณกรรมทอ่ี า่ น
ตัวชี้วดั ที่ ป 5/2 ระบุความรู้และขอ้ คิดจากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมท่ีสามารถนาไปใชใ้ นชีวติ จรงิ
ตวั ชีว้ ดั ป 5/3 อธิบายคุณคา่ ของวรรณคดแี ละวรรณกรรม
2. สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด
สาระสาคัญ
การอ่านจบั ใจความคบพาลพาลพาไปหาผิด
การอา่ นในใจเพือ่ จบั ใจความ ถือเป็นทกั ษะสาคัญท่คี นใช้อา่ นเพือ่ การส่ือสารมากที่สุด เพราะการอา่ นในใจเพอ่ื จบั
ใจความสาคัญเปน็ พื้นฐานทจ่ี าเปน็ ในการศึกษาหาความรู้ จึงควรฝึกฝนใหเ้ กดิ ความชานาญจนสามารถจับใจความสาคัญในงาน
เขยี นทุกประเภท
การเขียนยอ่ บทความวนั รฐั ธรรมนูญ
การเขยี นย่อความเปน็ การเขียนสรุปเรอ่ื งใจความสาคัญของเรื่องทนี่ ามาเรียบเรยี งใหม่ให้สั้นกระชบั ตอ่ เนื่องและคง
สาระเดิมอย่างครบถว้ นโดยเขียนเป็นสานวนของตนเองประกอบด้วย 2 ส่วน
คาสมาส
คาสมาส คอื คาท่เี กดิ จากการนาคา 2 คามารวมเปน็ คาเดยี วกันตามหลักไวยากรณบ์ าลี สนั สกฤต การเรยี นรเู้ ร่ือง
ของคาจะช่วยให้อา่ น เขียนคาศพั ท์และเขา้ ใจความหมายของคาได้ถูกต้อง นอกจากนีค้ าสมาสช่วยให้เรามคี าใชม้ ากขึน้ เพยี งพอ
กบั ความตอ้ งการ
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้: ร่วมกนั ในสังคมได้ (P)
1.รูแ้ ละเข้าใจเรอ่ื งจากคบพาลพาลพาไปหาผิดได้ K)
2. สรปุ ใจความสาคญั และวิเคราะหเ์ รือ่ งท่อี ่าน ฟงั หรือดู ได้อย่างมเี หตุผล (K)
3. บอกลกั ษณะของคาสมาสไดถ้ ูกตอ้ ง (K)
4.อ่านเรื่องจากคบพาลพาลพาไปหาผิดได้ถกู ต้องตามอกั ขรวธิ ี (P)
5. เขยี นแผนภาพความคิดเพ่ือพฒั นางานไดถ้ กู ตอ้ ง(P)
6. ใชท้ ักษะทางภาษาเป็นเครอ่ื งมอื ในการเรียน การแสวงหาความรู้ และการดารงชีวติ อยู่
7.กระตอื รือรน้ และมีส่วนร่วมกบั การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (A)
8. มีความกระตอื รอื รน้ ในการเรยี น (A)
4. สาระการเรียนร้:ู สาระการเรยี นรทู้ อ้ งถิ่น
สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
1.อธิบายความหมายและหลักการอ่านจบั ใจความวรรณคดีได้
2.อธิบายเก่ยี วกบั การเขียนยอ่ บทความรัฐธรรมนญู ได้
3.สามารถอธิบายหลักการเขียนคาสมาส ได้
5. กจิ กรรมการเรียนรู้
คาบที่ กจิ กรรมการเรยี นการสอน
(คาบท่ี 1) สาระสาคญั
การอา่ นจบั การอ่านในใจเพอ่ื จับใจความ ถือเป็นทักษะสาคญั ทีค่ นใช้อ่านเพอื่ การสื่อสารมากท่สี ดุ
ใจความคบพาล เพราะการอ่านในใจเพือ่ จบั ใจความสาคญั เปน็ พ้ืนฐานทีจ่ าเป็นในการศกึ ษาหาความรู้ จงึ ควรฝึกฝนให้
พาลพาไปหาผดิ เกดิ ความชานาญจนสามารถจับใจความสาคญั ในงานเขยี นทุกประเภท
ขัน้ ที่ 1 ข้นั รวบรวมข้อมูล
1.ครูและนักเรียนรว่ มกนั สนทนา โดยครูใช้คาถามกระตุ้นความคิดดงั น้ี
- ถา้ พูดถงึ ผมแกละนกั เรยี นจะนึกถงึ ส่ิงใด
- นักเรียนคิดว่าจะพบผมแกละไดจ้ ากทีใ่ ด ให้นกั เรียนช่วยกนั ตอบเพ่ือโยงเข้าสูส่ าระการ
เรียนรู้ นักเรียนทบทวนเกีย่ วกับการอา่ นจับใจความสาคัญโดยครูใช้คาถามดังนี้
- การอ่านสรปุ ใจความคอื อะไร
- นักเรยี นใช้ทกั ษะอะไรในการอ่านสรปุ ใจความ
* ในการตอบคาถาม ให้ครูใชไ้ ม้เรียกเลขท่ี เพ่ือให้นักเรยี นตอบทีละคน โดยถามคาถามก่อน
จะเรียกเลขทีเ่ พื่อใหท้ กุ คนไดค้ ิด
2. นกั เรียนเข้ากลุ่มศกึ ษาเรือ่ งคบพาลพาลพาไปหาผดิ โดยครใู ช้คาถามดังต่อไปนี้
- นกั เรียนคิดวา่ โคลงโลกนิติทน่ี ามาให้อา่ นมีเนอ้ื หาวา่ ดว้ ยเรอื่ งใด
- ข้อคดิ หรอื คาสอนในโคลงแต่ละบทน้ันเหมาะสมหรอื ไม่ที่จะนามาใชใ้ นการดาเนนิ ชีวิต
และมีเหตุผลอย่างไร
(คาบที่ 2-3) ขั้นที่ 2 ขน้ั คิดวเิ คราะหแ์ ละสรปุ ความ
การเขียนย่อ 3.นักเรยี นแต่ละกลุ่มรว่ มกนั วิเคราะห์เกีย่ วกับเรื่องท่ีอา่ นโดยครใู ช้คาถามดงั นี้
บทความวัน - ตวั ละครสาคัญ ในเร่ืองมใี ครบา้ ง แต่ละตวั มนี ิสัยอยา่ งไร
รัฐธรรมนูญ
- จากเรอ่ื งท่ีอ่านนกั เรียนได้ขอ้ คิดอะไรบา้ ง
4. นกั เรียนแต่ละกลุ่มคิดประเมินเพือ่ เพม่ิ คุณค่าโดยครูใช้คาถามดังน้ี
- นกั เรยี นสามารถนาความร้ทู ่ไี ดร้ ับไปใช้ในชีวิตประจาวันไดอ้ ยา่ งไร
ขน้ั ที่ 3 ข้ันปฏบิ ัตแิ ละสรุปความรูห้ ลังการปฏิบตั ิ
5. นกั เรยี นเข้ากลุ่มทากจิ กรรมการตั้งคาถามและตอบคาถามจากเร่อื งท่อี ่าน กลุ่มละ 5 ข้อ
กติกาในการตงั้ คาถาม คุณครแู บ่งจานวนหนา้ ท่ีแตล่ ะกลุ่มจะต้องรบั ผดิ ชอบในการตัง้ คาถาม
เพื่อป้องกันไม่ให้การตง้ั คาถามของแต่ละกลุ่มไมใ่ หซ้ า้ กัน
6. นกั เรียนร่วมกันสรุปข้อคดิ ทไี่ ด้จากการอ่าน
ขั้นท่ี 4 ข้นั สือ่ สารและนาเสนอ
7. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มนาเสนอคาถามหน้าช้ันเรยี น แล้วใหเ้ พอื่ นตอบคาถาม
ข้นั ที่ 5 ข้ันประเมินเพื่อเพิม่ คุณค่าบรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ
8. นักเรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ โดยครูใชค้ าถามดงั น้ี
- นกั เรียนสามารถนาความรเู้ ก่ยี วกับเรื่องท่เี รยี น ไปใชป้ ระโยชนใ์ นสังคมได้อย่างไร
สาระสาคัญ
การเขียนยอ่ ความเป็นการเขียนสรุปเรือ่ งใจความสาคญั ของเรอ่ื งที่นามาเรียบเรยี งใหมใ่ หส้ ้ัน
กระชับ ตอ่ เน่อื งและคงสาระเดิมอยา่ งครบถว้ นโดยเขยี นเป็นสานวนของตนเองประกอบด้วย 2 สว่ น
ขั้นท่ี 1ข้นั รวบรวมข้อมลู
1. นกั เรียนดตู วั อยา่ งการเขยี นย่อบทความวนั รฐั ธรรมนูญ แลว้ รว่ มกันสนทนาโดยครูใช้คาถาม
ดงั น้ี
- เอกสารที่นักเรียนดูเรยี กวา่ อะไร
- นกั เรยี นเคยเหน็ ย่อบทความวันรัฐธรรมนญู หรอื ไม่
2. นักเรยี นร่วมกันศกึ ษาเรอ่ื งการเขียนย่อบทความวันรฐั ธรรมนญู แลว้ รว่ มสนทนาโดยครใู ช้
คาถามดงั น้ี
- การเขียนยอ่ บทความวันรัฐธรรมนญู มปี ระโยชน์อย่างไร
- องค์ประกอบ การเขยี นย่อบทความวันรฐั ธรรมนญู มีอะไรบ้าง
- การเขียนรปู แบบการย่อบทความ ก่อนการเขยี นยอ่ บทความวันรัฐธรรมนญู มี
ประโยชน์อย่างไร
ขน้ั ท่ี 2 ขั้นคดิ วิเคราะห์และสรุปความ
3.นกั เรยี นรว่ มกนั วิเคราะหว์ า่ การเขยี นย่อบทความวนั รัฐธรรมนญู จะต้องเขยี นอะไรบ้างโดย
เขยี นเป็นรูปแบบการย่อบทความ ตัวอยา่ งเชน่
(คาบที่ 4-5) รปู แบบการยอ่ บทความ
คาสมาส ยอ่ บทความเร่อื ง ....................................จากหนังสอื .................................
หน้า......................ผูแ้ ตง่ ................................................................................ความว่า
(เนือ้ เรอื่ ง).....................................................................................................
4. นักเรียนแตล่ ะกล่มุ คิดประเมินเพือ่ เพ่มิ พนู คุณค่าโดยครใู ช้คาถามดังต่อไปนี้
- นกั เรียนสามารถนาเรอ่ื งท่ีเรยี นไปใช้ในชีวิตประจาวนั ไดอ้ ยา่ งไร
ขั้นท่ี 3 ข้นั ปฏบิ ตั ิและสรุปความร้หู ลังการปฏบิ ัติ
5. นกั เรยี นเขา้ กลมุ่ ทากจิ กรรมการเขยี นยอ่ บทความวันรฐั ธรรมนญู ตามหวั ข้อท่สี มาชกิ ในกลุ่ม
สนใจที่จะศึกษา
6. นกั เรียนร่วมกันสรุปความสาคญั ของการเขียนยอ่ บทความวันรฐั ธรรมนูญ ครูอธิบายเพิ่มเติม
เก่ียวกับการเขยี น ย่อบทความวนั รฐั ธรรมนญู
ขนั้ ท่ี 4 ข้นั ส่อื สารและนาเสนอ
7. นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ นาเสนอผลงานหนา้ ชั้นเรียน เพ่ือนกลมุ่ อ่นื รว่ มกันแสดงความคิดเหน็
8. นกั เรยี นรวบรวมเล่มการเขียนกาพย์ยานี 11 ไว้ทม่ี มุ ห้องเรียนเพ่อื ใหเ้ พอื่ นๆได้ศึกษาตอ่ ไป
ขนั้ ท่ี 5ขั้นประเมนิ เพ่ือเพม่ิ คณุ ค่าบรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
9.นักเรียนรว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ โดยครใู ชค้ าถามดงั น้ี
- นกั เรยี นสามารถนาความรเู้ ก่ียวกบั เรอ่ื งที่เรยี นไปใชป้ ระโยชนใ์ นสงั คมไดอ้ ยา่ งไร
สาระสาคัญ
คาสมาส คือ คาที่เกิดจากการนาคา 2 คามารวมเป็นคาเดียวกนั ตามหลกั ไวยากรณบ์ าลี
สนั สกฤต การเรยี นรเู้ ร่ืองของคาจะชว่ ยใหอ้ ่าน เขียนคาศพั ทแ์ ละเข้าใจความหมายของคาได้ถกู ต้อง
นอกจากนคี้ าสมาสช่วยให้เรามีคาใช้มากข้นึ เพียงพอกบั ความต้องการ
ขน้ั ท่ี 1ขนั้ รวบรวมขอ้ มูล
1.นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นเกย่ี วกบั คาสมาส โดยเลน่ เกมดงั นี้
ให้นักเรยี นเล่นเกมสง่ ดอกไมแ้ ลว้ กส็ ง่ ย้ิม โดยแบง่ นกั เรียนออกเปน็ กลมุ่ เข้าแถววงกลม
หนั หนา้ เขา้ หากนั ครูแจกบัตรคาดอกไมใ้ ห้นกั เรียนทุกคนรอ้ งเพลงสง่ ดอกไมไ้ ปเรอ่ื ยๆพอไป
หยดุ กับคนใดให้ชบู ัตรคาแลว้ อ่านใหเ้ พอื่ นฟัง เชน่ กรรม +กร เป็น กรรมกร อ่าน
ว่า กา-มะ-กอน , เกยี รติ +ภูมิ เป็น เกยี รติภมู ิ อา่ นวา่ เกียด – ติ -พมู รอ้ งเพลงไป
เร่ือยๆ จนหมดคนสุดท้าย
แลว้ รว่ มสนทนาซกั ถามโดยใช้คาถามดงั นี้
- คาสมาส ประกอบดว้ ยอะไรบ้าง
2.นกั เรียนศกึ ษาเร่ืองคาสมาสแลว้ รว่ มสนทนาโดยครูใชค้ าถามดังน้ี
- คาสมาสหมายถงึ อะไร
- คาสมาสมวี ธิ ีการเขียนอย่างไร
- คาสมาสคือคาท่ีเกิดจากการนาคา 2 คามารวมเป็นคาเดียวตามหลัก
ไวยากรณบ์ าลี สันสกฤต มีหลกั สงั เกตจากส่ิงใด
ข้ันท่ี 2 ข้นั คิดวิเคราะหแ์ ละสรปุ ความ
3.นกั เรียนสงั เกตบัตรคาบนกระดานดา แลว้ ออกมาตอ่ เตมิ คาสมาส เช่น
แพทย์+ ศาสตร์ = ................... ,ศิลปะ+ศึกษา = .................
,มนษุ ย์+สัมพนั ธ์ = ....................
ให้ทกุ คนช่วยกันพจิ ารณาความถกู ต้องของคาสมาส
4. นักเรียนแตล่ ะกลุ่มคิดประเมินเพ่มิ คณุ ค่า โดยครใู ช้คาถามดงั ต่อไปน้ี
- นกั เรียนสามารถนาเรอ่ื งที่เรียนไปใช้ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวันได้อยา่ งไร
ขน้ั ที่ 3ขั้นปฏิบัตแิ ละสรปุ ความรหู้ ลงั การปฏบิ ัติ
5. นักเรียนเลน่ เกมโดยคิดคาท่ีมคี าสมาส เช่น สตั ว์+แพทย์ , ธุระ+การ , มหา( ใหญ)่ +
สมุทร , ภมู ิ(แผน่ ดนิ )+ศาสตร์(ความร)ู้ โดยใชไ้ ม้เรยี กเลขทีเ่ รียกช่ือนกั เรยี นทายทีละคน โดยเขยี นบน
กระดานดา แล้วอา่ นออกเสียงพร้อมกนั ใหท้ กุ คนชว่ ยกันพิจารณาความถูกตอ้ งของคาสมาส
6. นกั เรยี นเขา้ กลมุ่ ทากจิ กรรมคดิ คาท่ีมีคาสมาส โดยสง่ ตวั แทนกลุ่มออกมาจับฉลากคาสมาส
7. นักเรยี นฝึกอา่ นคาสมาสจากบตั รคา
8. นักเรยี นร่วมกันสรปุ เร่อื งคาสมาส ดงั น้ี
คาสมาส คือ คาที่เกดิ จากการนาคา 2 คามารวมเปน็ คาเดยี วกันตามหลกั ไวยากรณ์
บาลี
สันสกฤต การเรียนรเู้ รื่องของคาจะช่วยใหอ้ ่าน เขียนคาศพั ทแ์ ละเขา้ ใจความหมายของคาไดถ้ ูกต้อง
นอกจากนีค้ าสมาสช่วยให้เรามีคาใชม้ ากข้ึนเพียงพอกบั ความตอ้ งการ
9. นกั เรียนทาแบบฝกึ หัด
ขั้นที่ 4 ข้นั สอื่ สารและนาเสนอ
10. นกั เรียนนาเสนอคาสมาสตามกลุม่ ทจ่ี ับฉลากได้ โดยครูใช้ไม้เรียกเลขทเ่ี พ่ือให้นกั เรียนนาเสนอ
ทีละกลมุ่ และร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นและรวบรวมเป็นเลม่ ไวท้ ีม่ ุมหอ้ งเรียนใหเ้ พื่อนๆไดอ้ า่ นด้วย
ข้นั ที่ 5 ขนั้ ประเมินเพอื่ เพ่มิ คุณค่าบริการสังคมและจติ สาธารณะ
11. นักเรียนรว่ มกันแสดงความคดิ เห็น โดยครใู ช้คาถามดังน้ี
- นกั เรยี นสามารถนาความร้เู ก่ียวกับเรอ่ื งที่เรยี นไปใช้ประโยชน์ในสงั คมได้อย่างไร
6. การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้ :
การประเมนิ วิธีการ เครื่องมอื
ด้านความรู้ (K) -การตอบคาถาม
ด้านทกั ษะและกระบวนการ (P) -ทาแบบฝึกหดั -คาถาม
-แบบฝกึ หัด
ดา้ นคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและคา่ นิยม (A)
-ทกั ษะการอา่ นจับใจความ -แบบประเมนิ การอา่ นจบั ใจความ
-ทักษะการเขียน -แบบประเมนิ การเขยี น
-ทกั ษะการวิเคราะห์ -คาถาม
-แบบฝึกหัด
-สงั เกตพฤติกรรมในการรว่ มกิจกรรม -แบบสังเกตพฤตกิ รรม
การทางานกลุ่ม
-สังเกตพฤตกิ รรมความกระตอื รอื รน้ ใน
การรว่ มกจิ กรรม
7. ส่ือ/อปุ กรณ/์ แหลง่ การเรียนรู้ :
1. แบบฝกึ หดั 2. ตวั อยา่ งรปู แบบการยอ่ ความ 3. บัตรคา
4. ไม้เรยี กเลขท่ี 5. หนงั สอื เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 5
8. กิจกรรมเสนอแนะ
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
ลงช่อื ...........................................ครผู ู้สอน ลงช่ือ...........................................ฝ่ายวชิ าการ
( ........................................) ( ........................................)
ลงชื่อ...........................................ผบู้ ริหาร
( ........................................)
สปั ดาห์ท่ี 11
โรงเรยี นขจรเกยี รติพัฒนา
แผนการจดั การเรยี นรู้
ภาคเรยี นที่ 2 / ……………. ชื่อผูส้ อน ................................................
กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5 จานวน 5 คาบ
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 13 เรื่อง สายน้าสายชวี ติ
1.มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐานท่ี ท 1.1 ใชก้ ระบวนการอ่านสรา้ งความรู้และความคดิ เพอื่ นาไปใชต้ ดั สนิ ใจ
แก้ปญั หาในการดาเนนิ ชวี ติ และมีนิสัยรักการอา่ น
ตวั ชี้วัดที่ ป 5/1 อ่านออกเสยี งบทร้อยแกว้ และบทร้อยกรองได้ถกู ตอ้ ง
ตวั ชี้วัดที่ ป 5/2 อธิบายความหมายของคา ประโยคและข้อความทีเ่ ปน็ การบรรยายและการพรรณนา
ตวั ชีว้ ัดที่ ป 5/3 อธิบายความหมายโดยนยั จากเร่ืองที่อ่านอย่างหลากหลาย
ตวั ชว้ี ัดท่ี ป 5/8 มมี ารยาทในการอา่ น
มาตรฐานที่ ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขยี นเรียงความ ยอ่ ความ และเขยี นเร่อื งราวในรปู แบบต่างๆ
เขยี นรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นควา้ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
ตัวชี้วดั ที่ ป 5/4 เขยี นย่อความจากเรอ่ื งทอ่ี ่าน
ตวั ช้ีวดั ที่ ป 5/5 เขยี นจดหมายถงึ ผูป้ กครองและญาติ
2. สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด
สาระสาคัญ
การอา่ นจบั ใจความสายนา้ สายชวี ิต
การอ่านจับใจความสาคญั คอื การอ่านเพอ่ื จับใจความหรือข้อคิด ความคดิ สาคัญหลักของข้อความ
หรอื เรอ่ื งท่ีอ่าน การอ่านจบั ใจความถอื เปน็ ทกั ษะสาคัญท่ใี ชใ้ นการอา่ นเพอ่ื การสือ่ สารมากทสี่ ุด
เพราะเป็นพ้ืนฐานสาคญั ในการศกึ ษาหาความรจู้ ึงควรฝึกฝนใหเ้ กิดความชานาญ
การเขยี นยอ่ ความจากแถลงการณ์
การเขียนยอ่ ความเปน็ การเก็บประเดน็ สาคัญแตล่ ะตอนจากเนอ้ื เรอื่ งที่อ่านนามาเรยี บเรยี งใหมใ่ ห้สอดคลอ้ งกลมกลนื เป็น
ข้อความต่อเนอื่ งกนั และถูกต้องตามรปู แบบการเขยี นย่อความ
คาทใ่ี ช้ รร หัน
ในภาษาไทยการเขียนโดยใช้ รร (ร หนั ) แทนเสียงสระ อะ และเปลี่ยนรปู เปน็ ไม้หันอากาศ ออกเสียงเป็น
เสยี ง (อนั ) เชน่ เดียวกับคาทอ่ี ยู่ในมาตราแม่กน ปัจจุบัน การใช้ รร (ร หัน) กเ็ พ่ือรกั ษาประวตั ขิ องคาหรอื เพ่ือความไพเราะ
เมือ่ ผูเ้ รียนเรียนในระดบั สูงขน้ึ จะเข้าใจหลักเกณฑ์เพอื่ ช่วยจาได้ดขี ้นึ ในมาตราแมก่ น รร (ร หนั ) มักใช้แทนเสยี ง อัน
3. จุดประสงค์การเรยี นร:ู้
1. อธบิ ายความหมาย และหลักการอา่ นจบั ใจความสาคญั (K)
2. อธิบายรูปแบบการเขียนย่อความจากแถลงการณ์ ( K )
3. รู้และเขา้ ใจคา รร หนั ได้ ( K )
4. อา่ นเรื่องไดค้ ล่องแคลว่ รวดเรว็ และถูกตอ้ งตามอกั ขรวิธี (P)
5. อธิบายความหมายโดยนัย จากเรอื่ งท่ีอา่ นอย่างหลากหลาย( P )
6. เขยี นยอ่ คาแถลงการณ์ ( P)
7. วิเคราะหแ์ ละแสดงความคดิ เห็นเก่ยี วกบั เรอ่ื งทอ่ี ่านเพอื่ นาไปใชใ้ นการดาเนินชีวติ ( P)
8. เขียนคาทีใ่ ช้คา ร รร หันได้ (P)
9. กระตอื รอื ร้นและมสี ่วนร่วมกับการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ (A)
10 . มมี ารยาทในการอ่าน ( A )
4. สาระการเรยี นรู้: สาระการเรยี นรทู้ อ้ งถ่ิน
สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
1.อธิบายความหมายและหลักการอา่ นจับใจความได้
2.อธบิ ายเกีย่ วกับการเขียนแถลงการณ์ได้
3.สามารถอ่านและเขยี นคาท่ีใช้ รร หนั ได้อยา่ งถูกตอ้ ง
5. กจิ กรรมการเรียนรู้
คาบที่ กิจกรรมการเรยี นการสอน
(คาบท่ี 1) การอา่ นจับใจความสาคญั คอื การอา่ นเพื่อจบั ใจความหรือขอ้ คิด ความคิดสาคญั หลักของข้อความ หรอื
การอา่ นจับ เรื่องท่ีอา่ น การอา่ นจับใจความถือเปน็ ทักษะสาคัญทใ่ี ชใ้ นการอา่ นเพ่อื การสอ่ื สารมากที่สุด เพราะเป็น
ใจความ พน้ื ฐานสาคญั ในการศึกษาหาความรู้จึงควรฝกึ ฝนใหเ้ กดิ ความชานาญ
สายนา้ สาย ขัน้ ท่ี 1 ขนั้ รวบรวมข้อมลู
ชีวิต
1. ครูและนักเรยี นรว่ มกนั สนทนา โดยครูใช้คาถามกระตุน้ ความสนใจของผูเ้ รยี นโดยครูถามคาถามดังนี้
- ถ้าพดู ถงึ สายนา้ นกั เรียนจะนึกถงึ อะไรบา้ ง
- นักเรียนคิดว่าแหล่งน้ามาจากที่ไหนได้บา้ ง ยกตวั อย่าง ให้นกั เรยี นชว่ ยกันตอบ เพ่อื โยงเข้าสู่
สาระ การเรยี นรู้ นักเรียนทบทวนเกี่ยวกบั การอ่านจบั ใจความสาคญั โดยครใู ช้คาถามดังนี้
- การอา่ นสรุปใจความคืออะไร
- นักเรียนใช้ทักษะอะไรบา้ งในการอ่านสรุปใจความ
*ในการตอบคาถามใหค้ รูใช้ไมเ้ รียกเลขที่ เพ่อื ให้นักเรยี นตอบทีละคน โดยถามคาถามกอ่ นจะเรียกเลขท่ี
เพอ่ื ให้ทกุ คนไดค้ ดิ ในแต่ละคาถามควรใหน้ กั เรียนนาเสนอ 4-5 คน
2. นักเรียนเข้ากลุม่ เพอ่ื ศกึ ษาเรอ่ื ง สายนา้ สายชีวิต แลว้ ร่วมสนทนาโดยใช้คาถามดังน้ี
- ถ้าพดู ถึงแหล่งน้านักเรียนนกึ ถงึ อะไรบา้ ง
- นักเรยี นนานา้ มาใช้ประโยชน์อะไรบ้าง
- นักเรียนมวี ธิ ีช่วยอนรุ กั ษแ์ หลง่ นา้ อยา่ งไรบ้าง
ข้นั ท่ี 2 ข้นั คิดวเิ คราะหแ์ ละสรปุ ความ
3. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ รว่ มกนั วเิ คราะห์เกีย่ วกับเรื่องทอี่ ่าน โดยครใู ช้คาถามดงั นี้
- ตัวละครสาคัญในเรอ่ื งมีใครบ้าง แต่ละตวั มีนิสยั อย่างไร
- เร่ืองท่ีนกั เรยี นอ่านเก่ียวขอ้ งกบั อะไร
4. ใหน้ กั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ คิดประเมินเพ่อื เพ่ิมคุณค่าโดยครใู ช้คาถามดังต่อไปนี้
- จากการศึกษานกั เรยี นสามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ในชีวิตประจาวนั ไดอ้ ยา่ งไร
ขน้ั ท่ี 3 ขัน้ ปฏิบตั ิและสรปุ ความรู้หลงั การปฏิบัติ
5. นกั เรียนเขา้ กลมุ่ ทากิจกรรมการตง้ั คาถามและตอบคาถามจากเร่อื งท่อี ่าน กล่มุ ละ 5 ขอ้
* กติกาในการตง้ั คาถาม คุณครูแบง่ จานวนหน้าท่ีแต่ละกลุ่มแต่ต้องรบั ผิดชอบในการต้ังคาถาม เพื่อปอ้ งกัน
ไม่ใหก้ ารตัง้ คาถามของแต่ละกลมุ่ ไมใ่ ห้ซ้ากนั
6. นกั เรียนรว่ มกันสรุปขอ้ คดิ ท่ไี ดจ้ ากการอา่ น
ขัน้ ท่ี 4 ข้นั สื่อสารและนาเสนอ
7. แต่ละกล่มุ ออกมานาเสนอคาถามหน้าช้นั เรยี น แล้วให้เพอ่ื นตอบคาถาม
ขั้นที่ 5 ขน้ั ประเมินเพอ่ื เพิ่มคณุ คา่ บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
8. นกั เรียนร่วมกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครูใช้คาถามดงั ตอ่ ไปน้ี
- นักเรียนสามารถนาความรเู้ กี่ยวกบั เร่อื งทเ่ี รยี นไปใชป้ ระโยชนใ์ นสงั คมอย่างไร
(คาบท่ี 2-3) สาระสาคัญ
การเขยี นย่อ การเขียนย่อความเปน็ การเก็บประเด็นสาคญั แตล่ ะตอนจากเนอื้ เรื่องท่อี า่ นนามาเรยี บเรยี งใหม่ให้
ความจาก สอดคล้องกลมกลนื เป็นข้อความตอ่ เน่ืองกนั และถูกต้องตามรูปแบบการเขียนย่อความ
แถลงการณ์ ข้นั ท่ี 1 ขนั้ รวบรวมขอ้ มลู
1. นกั เรียนดูตัวอย่างรูปแบบคาแถลงการณ์ แล้วร่วมกนั สนทนาโดยครใู ช้คาถามตอ่ ไปน้ี
- เอกสารท่ีนักเรยี นดเู รียกว่าอะไร
_ นกั เรยี นเคยเห็นคาแถลงการณ์หรอื ไม่
2. นักเรียนร่วมกนั ศกึ ษา เรอ่ื ง การเขยี นย่อความจากคาแถลงการณ์ แลว้ ร่วมกนั สนทนาโดยครูใช้
คาถามดงั ตอ่ ไปนี้
- การเขยี นยอ่ ความจากคาแถลงการณ์ มีประโยชนอ์ ยา่ งไร
- องคป์ ระกอบของคาแถลงการณม์ ีอะไรบา้ ง
ข้ันท่ี 2 ข้นั คดิ วเิ คราะห์และสรปุ ความ
3. นักเรยี นรว่ มวเิ คราะห์ว่าการเขยี นยอ่ ความจากคาแถลงการณม์ ีวธิ กี ารเขียนอย่างไร มีองคป์ ระกอบ
อะไรบา้ ง แจกตัวอย่างให้นักเรยี นศกึ ษา
แบบฟอรม์
ยอ่ .....(ประเภทของงานเขยี น).......เรื่อง......( ชือ่ เร่ือง)..............ของ.......(ชื่อผู้
แตง่ )........ วนั เดอื นปี ............. ความว่า
............... (ใจความ)....................................................................................................................
4. นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ คดิ ประเมินเพือ่ เพ่ิมคุณค่าโดยครูใช้คาถามดังตอ่ ไปนี้
- นักเรียนสามารถนาเรอ่ื งท่เี รียนไปใช้ประโยชน์ในชวี ิตประจาวนั ไดอ้ ยา่ งไร
ข้นั ท่ี 3 ข้ันปฏบิ ัติและสรุปความรหู้ ลงั การปฏิบัติ
5. นกั เรยี นเขา้ กลมุ่ ทากิจกรรมการเขยี นย่อความจากคาแถลงการณ์ ตามหวั ข้อท่ีสมาชกิ สนใจท่ีจะ
ศึกษา
6. นักเรยี นร่วมกนั สรุปความสาคญั ของการเขยี น ย่อความจากคาแถลงการณ์ ครูอธบิ ายเพมิ่ เต่มิ
เกย่ี วกบั การเขยี นยอ่ ความจากคาแถลงการณ์
ข้นั ท่ี 4 ข้นั ส่อื สารและนาเสนอ
7. แต่ละกลมุ่ ออกมานาเสนอผลงานหน้าชน้ั เรยี น เพ่ือนกลุ่มอ่ืนร่วมกนั แสดงความคดิ เหน็
8. นักเรียนรวบรวมเลม่ การเขียนย่อความจากคาแถลงการณไ์ ว้ทม่ี มุ หอ้ งเรียนเพอ่ื ให้เพอ่ื นๆ ไดศ้ ึกษา
ต่อไป
*ขณะท่นี ักเรยี นนาเสนอ ครูพยายามสังเกตพฤติกรรมทั้งของผฟู้ ังและผู้นาเสนอ เพื่อเก็บไปเปน็ ข้อมลู ในการ
พัฒนาปรบั ปรุงต่อไป
ข้นั ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพ่อื เพิม่ คุณค่าบรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ
9. นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคดิ เห็น โดยครใู ช้คาถามดังน้ี
นกั เรยี นสามารถนาความร้เู กยี่ วกบั เร่อื งท่เี รยี นไปใช้ประโยชนใ์ นสงั คมได้อยา่ งไร
(คาบท่ี 4-5) สาระสาคัญ
คำทใี่ ช้ รร ในภาษาไทยการเขียนโดยใช้ รร (ร หัน) แทนเสียงสระ อะ และเปลย่ี นรปู เปน็ ไม้หันอากาศ ออกเสยี ง
หัน เป็นเสียง (อนั ) เช่นเดียวกบั คาทีอ่ ยู่ในมาตราแม่กน ปัจจุบัน การใช้ รร (ร หัน) ก็เพอ่ื รักษาประวัตขิ องคา
หรอื เพอื่ ความไพเราะ เม่ือผู้เรียนเรยี นในระดบั สงู ขึน้ จะเข้าใจหลักเกณฑเ์ พื่อชว่ ยจาไดด้ ีขึน้ ในมาตราแมก่ น
รร (ร หัน) มักใช้แทนเสยี ง อัน
ขนั้ ท่ี 1 ขัน้ รวบรวมข้อมูล
1. ครใู ห้นกั เรียนดบู ัตรคาท่ีมี รร (ร หนั ) ทีค่ รตู ิดไว้บนกระดานดา แลว้ นักเรียนอา่ น
พรอ้ มกนั และสงั เกตคาในบัตรคาที่ครูตดิ บนกระดาษ
ตวั อยา่ ง บตั รคา รร หนั
กรรเชียง อา่ นวา่ กนั – เชยี ง มรรยาท อ่านวา่ มนั – ยาด
ศตวรรษ อ่านว่า สะ – ตะ – วดั พรรณ อ่านว่า พนั
2 . นกั เรียนสังเกตบัตรคาบนกระดาน และออกมาเขยี นคาอ่าน รร หัน เชน่
ภรรยา อ่านวา่ ........................... สรรเสรญิ อา่ นวา่ ...............................
วรรณกรรม อ่านว่า ........................... ธรรมชาติ อ่านวา่ ...........................
สมรรถภาพ อ่านวา่ ........................... อศั จรรย์ อ่านวา่ ...........................
3. นักเรยี นศกึ ษาหาความรเู้ รอ่ื ง รร ( ร หนั ) จากหนังสอื เรียนแล้วร่วมสนทนาดังนี้