คาบที่ 2-3 ขนั้ ท่ี 3 ขน้ั ปฏบิ ัติและสรปุ ความรูหลงั การปฏบิ ตั ิ
5. นักเรยี นเขา กลมุ ทํากจิ กรรมการต้ังคําถามและตอบคําถามจากเรื่องทีอ่ าน กลมุ ละ 5 ขอ
การเขยี น กติกาในการตง้ั คําถาม คณุ ครแู บงจํานวนหนาท่แี ตละกลมุ จะตองรับผดิ ชอบในการต้ังคาํ ถาม
เรียงความ
เพ่ือปอ งกนั ไมใ หก ารตงั้ คําถามของแตล ะกลมุ ไมใ หซ ้ํากัน
6. นกั เรียนรว มกนั สรปุ ขอ คดิ ทีไ่ ดจ ากการอาน
ขน้ั ท่ี 4 ขน้ั สื่อสารและนาํ เสนอ
7. นกั เรยี นแตล ะกลมุ นําเสนอคําถามหนา ช้นั เรยี น แลวใหเพ่อื นตอบคําถาม
ขนั้ ท่ี 5ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพม่ิ คุณคา บริการสงั คมและจติ สาธารณะ
8. นกั เรยี นรว มกนั แสดงความคิดเห็น โดยครใู ชค าํ ถามดงั นี้
- นักเรยี นสามารถนําความรเู ก่ยี วกบั เรอื่ งทเ่ี รียนไปใชป ระโยชนในสังคมไดอยางไร
การเขยี นเรยี งความ
สาระสาํ คญั
การเขยี นเรยี งความ คอื การเขยี นขอ ความหลายยอหนา ที่บรรยายหรอื อธบิ ายเร่ือง หรอื
ความคิดเหน็ อยา งไดอยางหนึ่ง และการฝกทกั ษะการเขยี นอยา งสมา่ํ เสมอ จะชว ยใหก ารเขียน
เรียงความมคี วามนาสนใจและนาติดตามอานย่ิงขึ้น
ข้นั ท่ี 1 ขน้ั รวบรวมขอ มูล
1. นกั เรยี นรว มกันสนทนาเกยี่ วกับการเขยี นเรียงความ โดยครใู ชคาํ ถามทาทาย ดังนี้
- นักเรียนเคยไดอ านเรียงความหรอื เขียนเรยี งความมาบา งหรอื ไม
- หากนกั เรียนจะเขียนเรยี งความตองคํานึงถึงเร่อื งอะไรมากทส่ี ุด
- นักเรียนทราบหรือไมวา การเขยี นเรยี งความมสี ว นประกอบอะไรบา ง
2. นกั เรียนศกึ ษาความรูเ รอ่ื ง การเขยี นเรยี งความแลวรว มกันสนทนาโดยครใู ชคําถามดังน้ี
- ในการเขยี นเรียงความนักเรยี นตอ งคาํ นงึ ถึงเรื่องอะไรมากท่ีสดุ
- นกั เรยี นควรระมดั ระวงั เกีย่ วกบั อะไรในการเขยี นเรียงความ
ขัน้ ที่ 2 ข้ันคดิ วเิ คราะหและสรปุ ความ
3. นักเรียนอานตัวอยางการเขยี นเรียงความแลว รว มกันวิเคราะห โดยครูถามคําถามดังน้ี
- การเรียงความมคี วามสําคญั อยางไร
4. นักเรยี นแตละกลุมคิดประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คุณคาโดยครใู ชคาํ ถามดงั ตอไปนี้
- นกั เรียนสามารถนาํ เรือ่ งที่เรียนไปใชป ระโยชนใ นชวี ติ ประจําวนั ไดอ ยางไร
ขน้ั ที่ 3 ขนั้ ปฏบิ ตั แิ ละสรุปความรูหลงั การปฏิบัติ
5. นกั เรยี นเขียนเรียงความเรอ่ื งวนั แม
6. นักเรียนรว มกันสรปุ เร่อื งการเขยี นเรียงความ ดงั น้ี
การเขยี นเรยี งความ คอื การเขียนขอความหลายยอหนา ทีบ่ รรยายหรอื อธบิ าย
เร่อื ง หรอื ความคิดเห็นอยางไดอยา งหนึง่ และการฝก ทกั ษะการเขียนอยางสมํ่าเสมอ จะชวยใหก าร
เขยี นเรียงความมีความนา สนใจและนาตดิ ตามอา นยง่ิ ขน้ึ
ขน้ั ที่ 4 ข้นั สอื่ สารและนาํ เสนอ
คาบท่ี 4-5 7. นักเรียนแตละคนนาํ เสนอผลงานการเขยี นเรยี งความหนาชนั้ เรยี น
ขนั้ ท่ี 5 ข้นั ประเมนิ เพื่อเพม่ิ คณุ คา บรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ
8. นกั เรียนรว มกันแสดงความคดิ เห็น โดยครูใชค ําถามดังนี้
- นกั เรยี นสามารถนาํ ความรเู กยี่ วกบั เร่ืองทเ่ี รียนไปใชประโยชนในสังคมไดอยางไร
คาํ ท่ีประวสิ รรชนีย คําทปี่ ระวสิ รรชนียและคาํ ท่ีไมป ระวิสรรชนยี
สาระสาํ คญั
และคาํ ทีไ่ มป ระ
คําประวิสรรชนีย หมายถึง การเขยี นคําทม่ี รี ูปสระ อะ สวนคาํ ไมป ระวสิ รรชนีย คือ การ
วสิ รรชนยี เขียนคําทีไ่ มม รี ปู สระ อะ แตอ อกเสียงสระ อะ โดยมีหลกั เกณฑก าํ หนดไวอยา งชดั เจน นักเรียน
จําเปนตองเรยี นรูเพื่อการนําไปใชไ ดอยางถูกตอ ง
ขนั้ ท่ี 1 ขน้ั รวบรวมขอ มูล
1. นกั เรียนฟงเพลง “คาํ ประวสิ รรชนยี ” 2 คร้งั หลงั จากนนั้ รว มกันรอ งพรอมปรบมอื
และรว มกนั แสดงความคิดเห็น โดยครใู ชค ําถามดังน้ี
- คําทป่ี ระวสิ รรชนีย ใชท ําอะไรไดบาง
- ถาไมมีคําทไ่ี มป ระวิสรรชนีย นักเรียนคิดวา จะเกิดอะไรขึ้น
- ทําไมเราจึงตอ งเรียนคําที่ประวสิ รรชนียและคําท่ีไมประวิสรรชนยี
2. นกั เรียนศึกษาเรอ่ื ง คําที่ประวิสรรชนยี และคําที่ไมป ระวสิ รรชนีย แลว รว มสนทนาโดย
ครูใชค ําถามดังนี้
- คําท่ีประวิสรรชนียแ ละคาํ ทไ่ี มประวิสรรชนียห มายถึงอะไร
- คําทีป่ ระวสิ รรชนยี แ ละคาํ ทไี่ มป ระวิสรรชนียแ ตกตา งกนั อยางไร
ข้นั ที่ 2 ขั้นคดิ วเิ คราะหและสรุปความ
3. นักเรียนเลน เกมเขียนคาํ ทป่ี ระวสิ รรชนียและคาํ ที่ไมประวิสรรชนีย โดยคณุ ครอู าน
คาํ ถามและนักเรียนเขียนในกระดาษ ดังน้ี
- จงเขยี นชื่อดอกไมท่เี ปน คําประวิสรรชนียม า 3 ชนดิ
( กระดังงา,พรู ะหง,มะลิ ฯลฯ)
- จงเขยี นชอ่ื ขนมท่ีเปน คําประวสิ รรชนยี มา 3 อยาง
(กะละแม,ตะโก,กระยาสารท ฯลฯ)
- จงเขยี นชอื่ จังหวัดที่เปนคาํ ประวสิ รรชนยี มา 3 จังหวัด
(ระนอง,ยะลา,ระยอง ฯลฯ)
- จงเขยี นช่ือผลไมท ี่เปนคาํ ประวสิ รรชนยี ม า 3 ชนดิ
(มะละกอ,มะมว ง,มะกอก ฯลฯ)
- จงเขียนอาชีพท่เี ปนคาํ ไมป ระวิสรรชนียมา 3 อาชีพ
(เกษตรกร,พยาบาล,ทหาร ฯลฯ )
- จงเขียนชอื่ ประเทศท่ีไมเปน คาํ ประวิสรรชนยี มา 3 ประเทศ
(อเมริกา,เขมร,พมา ฯลฯ)
- จงเขียนชอื่ สถานที่ ท่ีไมเปน คาํ ประวสิ รรชนียม า 3 สถานที่
( ตลาด,โรงพยาบาล,อนามยั ฯลฯ)
ตวั แทนแตล ะกลมุ อา นคําตอบของแตละขอ โดยครูจะเปน คนเลือกเองวา ใครเฉลย
ขอ ไหน
4. นักเรยี นแตล ะกลุมคิดประเมนิ เพื่อเพ่มิ คุณคา โดยครใู ชคําถามดังตอไปนี้
- นักเรียนสามารถนาํ ส่งิ ทเ่ี รียนไปใชป ระโยชนในชีวติ ประจําวนั ไดอยา งไร
ข้นั ท่ี 3 ข้ันปฏบิ ตั แิ ละสรุปความรหู ลังปฏบิ ตั ิ
5. นกั เรียนฝก อานคาํ ทป่ี ระวิสรรชนียแ ละคําทไ่ี มประวิสรรชนยี จากบตั รคาํ และเลนเกม
ยกตวั อยา งคํา
6. นกั เรียนและครูรว มกนั สรุปเร่ือง คําทป่ี ระวิสรรชนยี และคาํ ทไี่ มป ระวิสรรชนยี ดังน้ี
คาํ ประวสิ รรชนยี หมายถึง การเขียนคําที่มรี ปู สระ อะ สว นคาํ ไมป ระวิสรรชนยี
คอื การเขียนคาํ ท่ีไมมรี ปู สระ อะ แตอ อกเสียงสระ อะ โดยมีหลักเกณฑก ําหนดไวอยา ง
ชดั เจน นักเรียนจําเปนตองเรียนรูเพื่อการนําไปใชไดอยา งถกู ตอง
7. นักเรียนทาํ แบบฝกหัดเรอื่ ง คาํ ท่ปี ระวิสรรชนยี และคาํ ทไ่ี มป ระวสิ รรชนยี
ขั้นท่ี 4 ข้ันสือ่ สารและนาํ เสนอ
8. นักเรียนออกมานาํ เสนอคาํ ที่ประวสิ รรชนยี แ ละคาํ ทีไ่ มประวสิ รรชนยี โดยครใู ชไมเรียก
เลขท่ีใหน กั เรยี นอาน
บัตรคําและบอกวาเปน คาํ ท่อี านเปน คาํ ประวิสรรชนียห รอื คําที่ไมป ระวสิ รรชนยี
ขน้ั ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ เพือ่ เพิม่ พูนคณุ คา บรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ
9. นักเรียนรว มแสดงความคิดเหน็ โดยครใู ชค ําถามดงั นี้
- นักเรยี นสามารถนาํ ความรเู กี่ยวกับเร่อื งที่เรียนไปใชป ระโยชนใ นสังคมได
อยา งไร
6. การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู
การประเมิน วธิ ีการ เครอื่ งมอื
ดา นความรู (K)
ดานทกั ษะและกระบวนการ (P) -การตอบคาํ ถาม -คาํ ถาม
ดานคุณธรรม จริยธรรมและ -ทําแบบฝก หดั -แบบฝก หดั
-ทกั ษะการอาน -แบบประเมนิ การอาน
-ทกั ษะการเขียน -แบบประเมนิ การเขียน
-ทักษะการคิดวิเคราะห -แบบฝกหดั
-คาํ ถาม
-สงั เกตพฤติกรรมในการรว มกจิ กรรม -แบบสังเกตพฤตกิ รรม
คา นิยม (A) การทํางานกลุม
-สังเกตพฤตกิ รรมความกระตือรือรน
ในการรวมกิจกรรม
7. สอ่ื /อปุ กรณ/ แหลงการเรียนรู 2. ตัวอยา งการเขยี นเรยี งความ
4.ไมเ รียกเลขท่ี
1.ตวั อยางเรอื่ งส้นั
3. หนังสอื ภาษาไทยชัน้ ประถมศกึ ษาปที่ 4
5. บัตรคาํ
8. กจิ กรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.
ลงชอ่ื .............................................ครผู สู อน ลงชอ่ื ...................................................ฝายวิชาการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่อื ................................................... ผบู ริหาร
(...........................................................)
สัปดาหท่ี 15
โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ัฒนา
แผนการจัดการเรียนรู
ภาคเรียนท.่ี .…1…../................... ชอ่ื ผูสอน ……………………………………………………..
กลมุ สาระการเรยี นรู ภาษาไทย ช้ันประถมศกึ ษาปท ่ี……4..... จาํ นวน……5….คาบ
หนว ยการเรียนรทู ี่ ..……7…..… เรอื่ ง....................แรงพิโรธจากฟาดิน.......................
1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตวั ชวี้ ดั
มาตรฐานที่ ท 1.1 ใชกระบวนการอา นสรา งความรูและความคดิ เพ่อื นําไปใชต ัดสินใจ แกป ญหาในการดําเนินชีวิต
และมนี ิสัยรักการอาน
ตัวชว้ี ัดท่ี ป 4/1 อา นออกเสยี งบทรอยแกวและบทรอ ยกรองไดถ ูกตอง
ตวั ชว้ี ัดที่ ป 4/2 อธบิ ายความหมายของคํา ประโยค และสาํ นวนจากเรื่องท่อี า น
ตวั ชวี้ ัดท่ี ป 4/3 อานเรอ่ื งสนั้ ๆตามเวลาทีก่ าํ หนดและตอบคาํ ถามจากเร่อื งทอ่ี าน
ตัวชี้วัดที่ ป 4/4 แยกขอเท็จจริงและขอ คดิ เหน็ จากเร่อื งทีอ่ า น
ตัวชี้วัดที่ ป 4/6 สรุปความรูและขอคิดจากเรือ่ งที่อา นเพ่ือนําไปใชในการดําเนนิ ชวี ติ
ตวั ช้วี ัดท่ี ป 4/8 มีมารยาทในการเขียน
มาตรฐานท่ี ท 2.1 ใชก ระบวนการเขยี นเขียนสือ่ สาร เขยี นเรยี งความ ยอความ และเขยี นเรอ่ื งราวในรูปแบบตา ง ๆ
เขียนรายงานขอ มลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาคน ควาอยา งมปี ระสทิ ธิภาพ
ตัวช้วี ัดท่ี ป 4/8 มีมารยาทในการเขยี น
มาตรฐานท่ี ท 4.1 เขา ใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา
และพลังของภาษา ภมู ิปญญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเปนสมบตั ขิ องชาติ
ตวั ชว้ี ัดที่ ป 4/1 สะกดคาํ และบอกความหมายของคาํ ในบรบิ ทตา ง ๆ
ตวั ชี้วัดท่ี ป 4/5 แตงบทรอ ยกรองและคาํ ขวญั
2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด
การอา นจบั ใจความสาํ คญั คือ การอา นเพอ่ื จับใจความหรอื ขอ คดิ ความคิดสําคัญหลกั ของขอความ หรอื เร่อื งท่อี า น
การอานจับใจความสําคัญ ถอื เปน ทักษะสาํ คัญทใ่ี ชใ นการอา นเพือ่ การสื่อสารมากทีส่ ุด เพราะเปน พน้ื ฐานสําคัญในการศกึ ษาหา
ความรู จงึ ควรฝกฝนใหเ กิดความชาํ นาญ
การแตง กลอนส่ี ตองมีคาํ สมั ผัสบงั คับใหครบถว น และเลอื กใชค าํ ใหเหมาะสมกบั ใจความเปนเรื่องราวเดียวกนั ท้งั บท
คําที่ อานออกเสียงอะ กลางคํา คาํ ทอ่ี านออกเสียง อะ กลางคํา คือ คาํ หลายๆพยางค ซึ่งพยางคหนามีตัวสะกด
และอานออกเสียงอะ เชอื่ มระหวา งพยางคตอไปดวย การอา นและเขยี นคลองชว ยใหนาํ ไปใชไดถกู ตอง
3. จุดประสงคก ารเรยี นรู
1. อธบิ ายความหมาย และหลกั การอา นจับใจความสาํ คญั (K)
2. สรุปความรเู รือ่ งกลอนส่ี (K)
3. รูและเขา ใจหลกั การอาน การเขยี น คําท่ีออกเสียง อะ กลางคํา (K)
4. อา นเร่ืองไดคลอ งแคลว รวดเร็วและถกู ตอ งตามอักขรวิธี (P)
5. แยกขอเทจ็ จรงิ และขอคิดเห็นจากเรื่องทอี่ าน (P)
6. แตง กลอนสไี่ ด (P)
7. อาน เขยี นและนําคําที่ออกเสยี ง อะ กง่ึ เสียง ไปใชไ ดถูกตอ ง (P)
8. เหน็ ความสาํ คัญของการอา นและมารยาทในการอา น (A)
9. กระตอื รอื รน ในการรว มกจิ กรรม (A)
4. สาระการเรียนรู สาระการเรยี นรทู อ งถ่ิน
สาระการเรียนรูแกนกลาง
1. อธบิ ายความหมาย และหลักการอานจบั ใจความสาํ คญั (K)
2. สรปุ ความรเู รอื่ งกลอนส่ี (K)
3. รูและเขา ใจหลกั การอาน การเขียน คาํ ทอ่ี อกเสียง อะ
กลางคาํ (K)
5. กจิ กรรมการเรยี นรู กิจกรรมการเรียนการสอน
คาบท่ี การอา นจบั ใจความ แรงพิโรธจากฟา ดิน
สาระสาํ คญั
คาบที่ 1
25การอานจับใจความสาํ คัญ คือ การอา นเพอื่ จับใจความหรือขอ คดิ ความคิดสาํ คญั หลกั
การอา น
จบั ใจความ แรง ของขอ ความ หรือเรอื่ งทอ่ี า น การอา นจบั ใจความสาํ คญั ถอื เปนทักษะสาํ คัญทใ่ี ชในการอานเพอื่
พิโรธจากฟา ดนิ
การสอื่ สารมากที่สดุ เพราะเปนพน้ื ฐานสาํ คญั ในการศกึ ษาหาความรู จึงควรฝก ฝนใหเกดิ ความ
ชาํ นาญ
ข้นั ที่ 1 ขัน้ รวบรวมขอ มูล
1. ครแู ละนักเรยี นรว มกันสนทนาเรอื่ งภัยธรรมชาติ โดยใชค าํ ถามกระตุนความคิด ดังน้ี
- นักเรียนรจู ักภัยธรรมชาติอะไรบา ง
- นักเรียนเคยดขู าวผูประสบภยั ภยั ธรรมชาติบางหรอื ไม ใหน ักเรียนชวยกันตอบ
โดยครถู ามนําเพอื่ โยงเขา สสู าระการเรยี นรแู ละกระตุนความสนใจของผูเรียน และนาํ เสนอภาพ
เกี่ยวกับภัยธรรมชาติตา งๆ
2. นกั เรยี นทบทวนเกี่ยวกับการอา นสรุปใจความ โดยใชคาํ ถามดังตอ ไปนี้
- การอา นสรปุ ใจความคืออะไร
- นักเรียนใชท ักษะอะไรบา งในการอานสรุปใจความ
3. นักเรยี นแบงกลมุ ใหแ ตล ะกลมุ อานในใจเรอ่ื ง แรงพิโรธจากฟาดิน จากหนงั สือภาษาพาที
ช้นั ประถมศกึ ษาปที่ 4 โดยนาํ หลกั การอานในใจมาใช ครสู งั เกตการอา นของนักเรียนแตล ะ
คนวาปฏบิ ัติไดถกู ตอ งตามหลักการอานหรือไม
*ในการตอบคาํ ถามใหครูใชไมเรยี กเลขท่ี เพ่อื ใหนกั เรียนตอบทีละคน โดยถาม
คําถามกอนจะเรียกเลขทเี่ พ่อื ใหทกุ คนไดคดิ ในแตล ะคาํ ถามควรใหนักเรยี นนาํ เสนอ 4-5 คน
ขั้นท่ี 2 ข้นั คดิ วิเคราะหและสรปุ ความ
4. นกั เรียนรว มกนั สรปุ ใจความสาํ คญั ของเรื่อง แรงพโิ รธจากฟาดนิ
5. นักเรียนแตล ะกลุมคิดประเมินเพอื่ เพมิ่ คณุ คาโดยครใู ชค าํ ถามดงั ตอไปน้ี
- ความเชื่อและความศรทั ธา มคี วามสาํ คญั ในการดาํ เนนิ ชีวิตประจาํ วันหรือไม
อยางไร
- นักเรียนสามารถนําเรอ่ื งทเ่ี รยี นไปใชป ระโยชนใ นชีวิตประจาํ วันไดอยางไร
ขัน้ ท่ี 3 ขัน้ ปฏิบตั แิ ละสรปุ ความรหู ลังการปฏิบตั ิ
6. นกั เรียนเขากลมุ ทํากิจกรรมการตงั้ คาํ ถามจากเรื่องที่อานกลุมละ 5 ขอ และสง ตวั แทน
อานใหเพือ่ นฟง เพอ่ื นๆชวยกนั ตอบคาํ ถาม
กตกิ าการต้ังคําถาม ครแู บงเนื้อหาใหแ ตละกลมุ ต้ังคาํ ถามกลมุ ละ 2-3 หนา
7. นกั เรยี นแตล ะกลุมรวมกนั สรปุ ขอคิดท่ีไดจ ากการอา น
ขนั้ ที่ 4 ขน้ั สือ่ สารและนาํ เสนอ
8. แตล ะกลมุ ออกมานาํ เสนอขอคดิ จากเร่อื งที่อา น
*ขณะทีน่ กั เรียนนําเสนอ ครูพยายามสงั เกตพฤติกรรมท้ังของผูฟง และผู
นาํ เสนอ เพอื่ เก็บไปเปนขอ มูลในการพฒั นาปรบั ปรุงตอไป
พฤติกรรมท่ีนําไปเปนเงื่อนไขพัฒนา เชน
- มารยาทในการพดู และฟง
- ความสนใจ ใหเกียรติ
- การซกั ถาม เสนอแนวคดิ แยง หรือคลอ ยตามอยางมเี หตุผล
- การใชทกั ษะทางภาษาเพ่ือการสอ่ื สาร
ขน้ั ที่ 5 ขน้ั ประเมินเพ่ือเพิ่มคณุ คา บรกิ ารสงั คมและจิตสาธารณะ
9. นักเรยี นรว มกันแสดงความคิดเห็น โดยครูใชคําถามดังนี้
- นักเรียนสามารถนาํ ความรเู ก่ยี วกับเรือ่ งที่เรยี นไปใชป ระโยชนใ นสังคมไดอ ยางไร
คาบที่ 2-3 การเขียนกลอนสี่
การเขยี นกลอนส่ี สาระสาํ คญั
การแตงกลอนสี่ ตอ งมคี าํ สมั ผสั บังคบั ใหค รบถวน และเลอื กใชค าํ ใหเหมาะสมกับใจความ
เปนเร่ืองราวเดียวกนั ทั้งบท
ขัน้ ที่ 1 ขน้ั รวบรวมขอ มูล
1. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั สนทนาเก่ยี วกบั การแตง กลอน โดยใชค ําถามดงั น้ี
- นกั เรียนรจู ักกลอนประเภทใดบาง
- นักเรยี นเคยแตงกลอนบางไหม
และครนู าํ เขา สูบ ทเรียนโดยนําเสนอ คาํ ที่มสี ระเดียวกนั ใหน กั เรยี นฟงชวยกันคิดวามีคาํ
ใดท่ีมลี กั ษณะคลองจองกนั และยกตวั อยางเชน จํานวนคาํ 3 คู
คําคทู ่ี 1 คําวา ไร- ไก
คําคทู ี่ 2 คาํ วา หา-นา
คําคทู ่ี 3 คาํ วา กอ น-นอน
จากนัน้ ใหนกั เรยี นลองฝก การเรยี งบตั รคาํ สี่พยางค
1) ชีวติ / มีพิษ / มภี ัย / อากาศ ............................. ..................
2) รักษา / แมน ้ํา / ใหด ี / มคี า ................................................
3) ใหด ี / ยังมี / แยกขยะ / คุณคา ................................................
4) ชวี ติ / ไดเลย้ี ง / พอเพียง / ครอบครัว .................................................
2. นักเรยี นสงั เกตคําเฉลย เมอื่ เรียงถูกตอ งเรยี บรอ ยแลว จะเรียงไดด ังน้ี
1) อากาศมีพิษ ชวี ิตมีภัย
2) แมน ํ้ามีคา รักษาอยา ใหดี
3) แยกขยะใหด ี ยงั มคี ณุ คา
4) ชวี ิตพอเพียง ไดเลยี้ งครอบครัว
ครสู รุปใหน กั เรยี นเขาใจตรงกนั วา การนําคาํ ทคี่ ลองจองกนั มา 3 คู มลี กั ษณะสัมผสั
คลองจองกัน ซง่ึ คําเหลา นี้เราจะพบใหบ ทรอ ยกรอง หรือคาํ ประพนั ธท ุกชนดิ
3. นกั เรยี นศึกษาเรือ่ ง กลอนส่ี
ขนั้ ท่ี 2 ขน้ั คดิ วเิ คราะหแ ละสรปุ ความ
4. นักเรยี นรวมกันวเิ คราะห ฉนั ทลกั ษณกลอนส่ี และตัวอยางกลอนสี่
ฉันทลักษณ กลอนส่ี
ตัวอยา ง
กลอนส่ี เปน คาํ ประพันธประเภทกลอน ใน 1 บท มี 2 บาท 1 บาท มี 2 วรรค วรรค
ละ 4 คาํ กลอน 4
ตามหลักฐานทางวรรณคดไี ทย กลอน 4 ทเ่ี กา ทส่ี ดุ พบในมหาชาติคาํ หลวงกัณฑม หาพน (สมยั
อยธุ ยา) แตต อ มาไมปรากฏในวรรณคดีไทยมากนกั มกั แทรกอยตู ามกลอนบทละครตา ง ๆ
ตัวอยา งกลอน 4 ในวรรณคดไี ทยที่พบมี 2 แบบ คือ
กลอน 4 แบบที่ 1
กลอน 4 แบบนี้ บทหนึง่ จะประกอบดวย 2 บาท บาทละ 2 วรรค วรรคละ 4 คาํ ตามผงั
OOOO OOOO
OOOO OOOO
สมั ผสั แบบกลอนทั่วไป คือ คําสดุ ทายวรรคหนาสัมผสั กบั คาํ ทีส่ องของวรรคหลัง
และคาํ สดุ ทา ยวรรคทสี่ องสมั ผัสกับคําสุดทา ยวรรคท่ีสาม สวนสมั ผสั ระหวางบทก็เชน เดียวกนั คอื
คําสดุ ทา ยวรรคท่ีส่ีของบทแรก สัมผัสกับคําสุดทา ยของวรรคทสี่ องของบทถดั ไป
กลอน 4 แบบที่ 2
คณะ กลอน 4 แบบน้ี บทหนึง่ ประกอบดว ย 4 บาท บาทละ 2 วรรค วรรคละ 4 คาํ
ตามผัง
OOOO OOOO
OOOO OOOO
OOOO OOOO
OOOO OOOO
สมั ผสั นอก ในทกุ บาท คาํ สดุ ทา ยของวรรคหนา สมั ผสั กับคําทสี่ องของวรรคหลัง มี
สัมผสั ระหวางบาทที่สองกับสาม คอื คาํ สดุ ทายวรรคท่ีสี่สมั ผสั กับคาํ สดุ ทา ยวรรคที่หก สวนสัมผัส
ระหวางบทนน้ั จะแตกตา งจากแบบแรก เนอ่ื งจากใหคําสดุ ทายของบทแรกสมั ผสั กบั คําสดุ ทายของ
วรรคที่ส่ีของบทถัดไป (ดูตัวอยาง)
จักกรีดจักกราย จักยา ยจกั ยอ ง
ไมเ มนิ ไมมอง ไมหมองไมห มาง
งามเนือ้ งามนม่ิ งามยิม้ งามยา ง
ดูคิ้วดคู าง ดปู รางดูปรุง
กลบทจาตรุ งคนายก, ศริ วิ บิ ุลกติ ต,ิ หลวงปชา (เซง )
6. นกั เรยี นคิดประเมนิ เพ่ิมคณุ คา โดยครใู ชค ําถามดังตอ ไปน้ี
- นกั เรยี นสามารถนําเรือ่ งทเี่ รยี นไปใชป ระโยชนในชีวิตประจาํ วันไดอยา งไร
ขน้ั ที่ 3 ข้นั ปฏิบัติและสรปุ ความรูห ลงั การปฏบิ ตั ิ
7. นกั เรยี นแบงกลมุ 4 - 5 คน ฝก แตงกลอนส่ี
8. ครแู ละนกั เรยี นรว มกันสรุปความรเู รื่อง กลอนสี่
ขัน้ ท่ี 4 ขนั้ สอ่ื สารและนาํ เสนอ
9. นกั เรยี นนาํ เสนอการแตงกลอนสี่ โดยครใู ชไ มเรียกเลขที่ เพอ่ื ใหน ักเรียนนําเสนอที
ละกลุม เพื่อนๆชว ยกันตรวจสอบความถูกตอ ง
ขัน้ ที่ 5 ขัน้ ประเมนิ เพื่อเพม่ิ คณุ คา บริการสังคมและจติ สาธารณะ
10. นกั เรียนรว มกันแสดงความคิดเห็น โดยครูใชคําถามดงั นี้
- นกั เรียนสามารถนาํ ความรูเ กย่ี วกับเร่ืองทเ่ี รยี นไปใชป ระโยชนใ นสังคมไดอยา งไร
คาบที่ 4-5 คาํ ที่ อานออกเสียงอะ กลางคาํ
คําที่ อา นออก สาระสาํ คญั
เสียงอะ กลางคํา คําทีอ่ านออกเสยี ง อะ กลางคํา คอื คําหลายๆพยางค ซึ่งพยางคหนามตี วั สะกดและ
อา นออกเสยี งอะ เชอื่ มระหวางพยางคตอ ไปดว ย การอา นและเขียนคลอ งชวยใหนาํ ไปใชไ ดถกู ตอง
ขัน้ ท่ี 1 ขน้ั รวบรวมขอมลู
1 .นกั เรียนอานออกเสียงคาํ ตอ ไปน้ี วิทยา ธรุ กิจ ศาสดา รฐั บาล พฒั นา จกั ร
ทฤษฎี วรรณกรรม กรรมการ ธรรมชาติ แลวรวมสนทนาโยงเขา สบู ทเรียนโดย
ครูใชค ําถามดังนี้
- คําที่อานมลี ักษณะเหมือนกนั อยางไร
- คาํ ที่อานเรียกวา คําอะไร
- คําที่อา นออกเสียง อะ กลางคํา มลี กั ษณะอยางไร
2. นกั เรียนศึกษาเรื่อง คาํ ทอ่ี านออกเสียง อะ กลางคาํ
ขน้ั ท่ี 2 ขัน้ คดิ วเิ คราะหแ ละสรปุ ความ
3. นักเรยี นชว ยกันคดิ และเขียนคําทอ่ี า นออกเสียง อะ กลางคํา ใหท ุกคนชวยกัน
พจิ ารณาความถกู ตอ งของคําทอ่ี า นออกเสยี ง อะ กลางคาํ
4. นกั เรยี นแตละกลมุ คิดประเมนิ เพ่มิ คุณคา โดยครใู ชคําถามดังตอไปนี้
- นกั เรยี นสามารถนําเรอื่ งทีเ่ รยี นไปใชประโยชนในชีวิตประจําวันไดอ ยางไร
ขน้ั ท่ี 3 ข้ันปฏบิ ัติและสรุปความรูหลงั การปฏบิ ัติ
5. นักเรยี นเลน เกมโดยคิดช่ือ ผัก ผลไม สตั วและของใชตา งๆ สถานที่ ทเี่ ปน คาํ ท่ี
อานออกเสยี ง อะ กลางคาํ โดยใชไ มเ รียกเลขที่เรียกชอื่ นักเรยี นตอบทลี ะคน ครเู ขียนคาํ ตอบ
ของนักเรียนบนกระดานดํา แลวอานออกเสยี งพรอ มกนั ใหท ุกคนชวยกนั พิจารณาความถกู ตอง
ของคาํ ทอ่ี านออกเสยี ง อะ กลางคํา
6. นักเรียนจบั ฉลากคาํ ทอ่ี า นออกเสียง อะ กลางคาํ กลมุ ละ 10 คํา แลว ใหนกั เรียน
แตล ะกลมุ เขียนนิทาน
7. ครแู ละนกั เรยี นรว มกันสรปุ คาํ ทอี่ า นออกเสียง อะ กลางคํา
8. นักเรียนทาํ แบบฝก หัด
ขนั้ ที่ 4 ขนั้ สอื่ สารและนาํ เสนอ
9. นักเรยี นนาํ เสนอการแตง นทิ าน โดยครูใชไมเรยี กเลขที่ เพ่อื ใหน กั เรยี นนําเสนอทลี ะ
กลุม
ขัน้ ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพอ่ื เพ่มิ คุณคา บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
10. นักเรยี นรวมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูใชคาํ ถามดังนี้
- นักเรียนสามารถนาํ ความรูเกี่ยวกบั เรอ่ื งท่ีเรยี นไปใชประโยชนในสังคมไดอยา งไร
6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู
การประเมิน วิธีการ เคร่อื งมือ
ดานความรู (K)
ดานทกั ษะและกระบวนการ (P) -การตอบคําถาม -คําถาม
ดานคุณธรรม จรยิ ธรรมและ -ทาํ แบบฝก หัด -แบบฝกหดั
คา นยิ ม (A)
-ทกั ษะการอาน -แบบประเมินการอาน
-ทกั ษะการเขยี น -แบบประเมินการเขียน
-ทกั ษะการคดิ วเิ คราะห -แบบฝก หัด
-คาํ ถาม
-สังเกตพฤตกิ รรมในการรว มกิจกรรม -แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
การทาํ งานกลมุ
-สังเกตพฤตกิ รรมความกระตือรือรน
ในการรวมกจิ กรรม
7. สอ่ื /อุปกรณ/ แหลง การเรียนรู 2. ตัวอยา งฉันทลักษณกลอนสี่
4. บัตรคาํ
1. ภาพประกอบเกยี่ วกับภยั ธรรมชาตติ างๆ 6. ไมเ รยี กเลขที่
3. ตวั อยางกลอนส่ี
5. หนังสอื ภาษาไทยช้ันประถมศึกษาปท ่ี 4
8. กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.
ลงชือ่ .............................................ครผู ูสอน ลงชือ่ ...................................................ฝายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่ือ................................................... ผูบ ริหาร
(...........................................................)
สปั ดาหที่ 16
โรงเรียนขจรเกยี รติพัฒนา
แผนการจัดการเรยี นรู
ภาคเรยี นท.ี่ .…1…../.................. ชือ่ ผูสอน ……………………………………………………..
กลุมสาระการเรยี นรู ภาษาไทย ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ี…่ …4..... จาํ นวน……5….คาบ
หนวยการเรียนรูท ่ี ..……7…..… เรอ่ื ง....................แรงพิโรธจากฟาดิน.......................
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตัวชว้ี ดั
มาตรฐานที่ ท 1.1 ใชก ระบวนการอา นสรางความรูแ ละความคิดเพ่อื นําไปใชตัดสินใจ แกปญหาในการดําเนนิ ชีวิต
และมีนสิ ัยรกั การอา น
ตวั ชีว้ ัดท่ี ป 4/3 อา นเรอื่ งสน้ั ๆตามเวลาทก่ี าํ หนดและตอบคาํ ถามจากเรอ่ื งที่อา น
ตวั ช้ีวัดที่ ป 4/4 แยกขอ เท็จจริงและขอ คิดเห็นจากเร่ืองท่ีอาน
ตัวชี้วัดท่ี ป 4/6 สรปุ ความรแู ละขอคิดจากเร่อื งทอ่ี านเพ่ือนาํ ไปใชในการดาํ เนินชีวิต
ตัวช้วี ัดท่ี ป 4/8 มมี ารยาทในการเขียน
มาตรฐานท่ี ท 2.1 ใชก ระบวนการเขยี นเขียนส่อื สาร เขยี นเรยี งความ ยอ ความ และเขยี นเร่อื งราวในรปู แบบตาง ๆ
เขยี นรายงานขอ มลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคน ควาอยางมีประสิทธิภาพ
ตัวช้วี ัดท่ี ป 4/8 มีมารยาทในการเขยี น
มาตรฐานที่ ท 4.1 เขา ใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปลยี่ นแปลงของภาษา
และพลังของภาษา ภูมิปญ ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเปนสมบัติของชาติ
ตัวช้ีวัดท่ี ป 4/5 แตง บทรอยกรองและคาํ ขวัญ
2. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด
การอา นจบั ใจความสาํ คญั คอื การอา นเพอื่ จบั ใจความหรือขอคิด ความคิดสําคญั หลกั ของขอ ความ หรอื เรอื่ งทีอ่ า น
การอานจับใจความสาํ คัญ ถอื เปนทักษะสําคญั ทใี่ ชใ นการอา นเพอ่ื การสื่อสารมากท่สี ดุ เพราะเปน พืน้ ฐานสาํ คญั ในการศึกษาหา
ความรู จงึ ควรฝกฝนใหเกดิ ความชาํ นาญ
การเขยี นคาํ ขวัญ คําขวญั เปน ถอ ยคาํ ท่แี ตงขึ้น เพอ่ื เตอื นใจหรือเพ่ือเปนสิรมิ งคล มลี กั ษณะเปน การเชิญชวน หรอื
ขอรอ งใหผอู า นหรอื ผูฟงยึดเปน แนวในการปฏบิ ัติ ถอ ยคํามกั มคี วามคลอ งจอง หรอื มสี ัมผัสเปน รอยกรองส้นั ๆ เพ่อื ใหจ ดจาํ ขนึ้
ใจ
วลี หรอื กลุม คํา เปน การนาํ คาํ ต้ังแตส องคาํ ขนึ้ ไปมาเรยี งตอกนั ทําใหเ กิดความหมายเพม่ิ ขึน้ มีความหมายมาจากคํา
เดิมที่นํามารวมมารวมกันแตไ มสมบูรณเ หมอื นประโยค วลสี วนใหญม ีคํากลางที่สาํ คญั หนง่ึ คําทเ่ี ปน ตัวบงบอกถงึ ประเภทของ
วลี คาํ น้นั เรียกวา เปน “คาํ หลัก” ของวลี
3. จุดประสงคก ารเรียนรู
1. อธิบายความหมาย และหลกั การอา นจบั ใจความสาํ คญั (K)
2. บอกลักษณะของคําขวัญได (K)
3. รแู ละเขา ใจหลกั การอาน การเขียน วลี (K)
4. อา นเร่ืองไดคลอ งแคลว รวดเร็วและถูกตอ งตามอักขรวิธี (P)
5. แยกขอ เทจ็ จริงและขอคดิ เหน็ จากเรอ่ื งท่ีอาน (P)
6. แตค ําขวัญไดถูกตอง (P)
7. อา น เขยี นและนาํ วลีไปใชไ ดถูกตอ ง (P)
8. เห็นความสาํ คัญของการอา นและมารยาทในการอาน (A)
9. กระตือรือรน ในการรว มกจิ กรรม (A)
4. สาระการเรยี นรู สาระการเรียนรทู องถน่ิ
สาระการเรียนรูแ กนกลาง
1. อธิบายความหมาย และหลักการอา นจับใจความสาํ คญั (K)
2. บอกลักษณะของคําขวัญได (K)
3. รูและเขา ใจหลกั การอา น การเขียน วลี (K)
5. กิจกรรมการเรยี นรู กิจกรรมการเรียนการสอน
คาบท่ี การอานจบั ใจความ นทิ านชาดก
สาระสาํ คญั
คาบท่ี 1
27การอา นจับใจความสาํ คญั คือ การอานเพ่ือจับใจความหรอื ขอ คดิ ความคิดสําคัญหลกั
การอา น
จบั ใจความ ของขอความ หรอื เร่อื งทอ่ี า น การอา นจับใจความสําคญั ถอื เปน ทักษะสาํ คญั ทใ่ี ชในการอา นเพอ่ื
นิทานชาดก
การสอื่ สารมากท่ีสดุ เพราะเปนพื้นฐานสําคญั ในการศกึ ษาหาความรู จงึ ควรฝก ฝนใหเ กดิ ความ
ชํานาญ
ขัน้ ท่ี 1 ขั้นรวบรวมขอ มลู
1. นกั เรยี นรว มกนั สนทนาเรอ่ื งนิทานชาดก โดยใชคาํ ถามกระตุนความคดิ ดงั นี้
- นกั เรียนรูจ กั นิทานชาดกหรอื ไม
- นกั เรยี นเคยดนู ิทานชาดกบางหรอื ไม ใหนกั เรียนชว ยกนั ตอบ
2. นกั เรียนศึกษาวธิ กี ารอานจับใจความสําคญั และสนทนาเกย่ี วกับการอานจับใจความ
สาํ คัญโดยครูใชค าํ ถามดงั นี้
- การอา นจบั ใจความสําคัญคอื อะไร
*ในการตอบคําถามใหค รใู ชไ มเ รียกเลขที่ เพือ่ ใหนกั เรียนตอบทีละคน โดยถามคําถามกอน
จะเรยี กเลขทเ่ี พ่ือใหท ุกคนไดค ดิ ในแตล ะคาํ ถามควรใหนกั เรยี นนําเสนอ 4-5 คน
3. นกั เรียนแตละกลุม อา นในใจ นทิ านชาดก โดยนําหลักการอานในใจมาใช ครสู งั เกต
การอา นของนักเรยี นแตล ะคนวา ปฏิบัตไิ ดถูกตองตามหลักการอา นหรือไม
ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั คดิ วิเคราะหแ ละสรปุ ความ
4. นักเรยี นแตล ะกลมุ รว มกนั สรุปใจความสําคญั ของเร่ือง
5. นกั เรียนแตละกลุมคดิ ประเมินเพอ่ื เพม่ิ คุณคาโดยครูใชคําถามดังตอ ไปน้ี
- จากการอา นนทิ านชาดก ในกลมุ ของนักเรียนสามารถนาํ ไปปรบั ใชประโยชนใ น
ชีวิตประจาํ วันไดอยา งไร
ขัน้ ท่ี 3 ขนั้ ปฏบิ ตั ิและสรุปความรูห ลังการปฏิบัติ
6. นักเรยี นทาํ กิจกรรมการตงั้ คําถามจากนทิ านท่อี าน
7. นกั เรียนรวมกันสรปุ ขอ คดิ ทีไ่ ดจ ากการอา นนิทานชาดก
ขน้ั ท่ี 4 ขั้นสอื่ สารและนาํ เสนอ
8. นกั เรยี นแตละกลมุ นาํ เสนอคาํ ถามหนาช้ันเรยี น ใหเพื่อนตอบคาํ ถาม
ข้นั ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ เพื่อเพ่มิ คุณคา บริการสังคมและจิตสาธารณะ
9. นักเรียนรวมกนั แสดงความคดิ เห็น โดยครูใชค ําถามดังน้ี
- นกั เรยี นสามารถนาํ ความรูเกีย่ วกบั เรอ่ื งท่ีเรียนไปใชป ระโยชนในสังคมไดอยางไร
คาบท่ี 2-3 การเขียนคาํ ขวญั
การเขียนคาํ ขวัญ สาระสาํ คญั
คําขวัญเปนถอยคาํ ท่แี ตงขน้ึ เพอื่ เตือนใจหรอื เพอ่ื เปน สริ ิมงคล มีลกั ษณะเปน การเชญิ ชวน
หรือขอรองใหผอู านหรอื ผฟู ง ยึดเปน แนวในการปฏบิ ตั ิ ถอยคาํ มักมีความคลองจอง หรอื มสี ัมผสั เปน
รอยกรองส้ัน ๆ เพือ่ ใหจดจําข้นึ ใจ
ขั้นท่ี 1 ข้นั รวบรวมขอ มลู
1. นักเรยี นรว มกันสนทนาเกย่ี วกับคําขวัญวนั เดก็ วามใี ครจําคาํ ขวญั วันเด็กไดห รือไม และ
ใหน ักเรยี นไดแสดงความคดิ เห็นรวมกนั
ไทยทํา ไทยใช ไทยเจริญ
จากน้นั ครูใชคําถามดังน้ี
1) คาํ ขวญั นตี้ างจากคําขวัญทว่ั ๆ ไปอยา งไร
(ไมมคี าํ สมั ผัสคลองจองกันเหมือนคําขวัญอนื่ )
2) แมไมมคี าํ สมั ผสั คลองจองกันแตค าํ ขวญั นี้ มคี วามนา สนใจอยา งไร (เปนคาํ ขวญั
ทใ่ี ชค าํ สัน้ ๆ กะทัดรดั มีคําซา้ํ ๆ วา ไทย ซง่ึ เปนคาํ สาํ คัญชีใ้ หเ หน็ วาสงิ่ ท่ีคนไทยทําขึ้น ผลิตกันแลว
คนไทยชวยกันซ้อื ชว ยกันใชไ มมัวแตซ้อื สนิ คา จากตางประเทศเทานน้ั สนิ คา ไทยกจ็ ะขายได คนทาํ
ก็มีรายได ผมู รี ายไดช วยเสียภาษใี หชาติไทย หรือประเทศไทยก็จะเจริญมั่นคงอยไู ด)
คาบท่ี 4-5 2. นักเรียนชวยกนั ทบทวนลกั ษณะของคาํ ขวัญ โดยตอบคําถามทลี ะขอ ดังนี้
วลแี ละการใชว ลี - คาํ ขวัญของนักเรยี นจะเสนอใจความสาํ คญั อะไร
- นักเรยี นจะนาํ ใจความสาํ คญั ท่คี ิดไวม าเขยี นเรียบเรยี งอยางไร
- นกั เรยี นจะแตงขอความท่ีเรยี บเรียงใหไ พเราะคลอ งจองไดอ ยา งไร
ข้นั ท่ี 2 ข้นั คดิ วเิ คราะหและสรปุ ความ
3. นกั เรียนแบงกลุม และฝกการเขยี นคาํ ขวัญ เชน
- การประหยดั พลังงาน - การออมเงนิ - เด็กดี
- อนรุ ักษต น ไม -อนรุ กั ษส ตั วปา
และแสดงความคิดเห็นรว มกนั
4. นักเรยี นแตล ะกลมุ คดิ ประเมินเพือ่ เพิม่ คุณคา โดยครูใชคําถามดงั ตอ ไปนี้
- นกั เรยี นสามารถนําเรอ่ื งท่ีเรียนไปใชป ระโยชนในชวี ติ ประจําวันไดอ ยางไร
ข้นั ที่ 3 ขนั้ ปฏบิ ัติและสรปุ ความรหู ลงั การปฏบิ ตั ิ
5. ใหน กั เรียนเขากลุมเขยี นคําขวญั กลมุ ละ 1 คําขวญั และวาดภาพประกอบตกแตง ให
สวยงาม เพอ่ื นําไปตดิ ภายในโรงเรียน
6. นกั เรียนรวมกนั สรปุ ความสําคญั ของการเขยี นคําขวัญ ครูอธิบายเพม่ิ เติมเก่ียวกบั การ
เขยี นคําขวัญ
ขัน้ ที่ 4 ข้ันสอื่ สารและนาํ เสนอ
7. นกั เรยี นแตล ะกลมุ สง ตวั แทนนําเสนอผลงานการแตงคําขวญั การประหยดั พลงั งาน
การทง้ิ ขยะในโรงเรยี น
เพื่อติดปายในโรงเรยี น
8. นกั เรียนนาํ คาํ ขวญั มาแลกเปลย่ี นกนั อา น หรืออาจจะรวบรวมเปน เลม ไวท ่ีมมุ หนงั สอื
ของชนั้ เรยี น หรือคัดเลอื กผลงานท่นี าสนใจไปจดั แสดงบนปา ยนเิ ทศ
ข้นั ที่ 5 ข้นั ประเมินเพื่อเพมิ่ คุณคา บรกิ ารสงั คมและจิตสาธารณะ
9. นักเรียนรวมกันแสดงความคดิ เห็น โดยครใู ชค าํ ถามดังนี้
- นกั เรยี นสามารถนาํ ความรูเก่ียวกบั เร่ืองที่เรียนไปใชป ระโยชนในสังคมไดอ ยางไร
วลีและการใชว ลี
สาระสาํ คญั
วลี หรอื กลมุ คํา เปนการนาํ คาํ ตงั้ แตส องคําข้นึ ไปมาเรียงตอกันทาํ ใหเกิดความหมาย
เพิ่มขึน้ มคี วามหมายมาจากคาํ เดิมทน่ี าํ มารวมมารวมกันแตไ มส มบรู ณเหมือนประโยค วลีสวนใหญ
มีคํากลางทส่ี ําคัญหนงึ่ คําที่เปน ตวั บง บอกถึงประเภทของวลี คาํ นนั้ เรียกวา เปน “คาํ หลกั ” ของวลี
ข้นั ที่ 1 ข้นั รวบรวมขอ มลู
1. นกั เรยี นอา นขอ ความบนกระดานดํา แลว รว มสนทนาโดยครใู ชคําถามดังนี้
เสื้อสีแดงตัวใหญ
- ประธานของขอ ความท่อี า น คอื
- คาํ กริยาของขอความที่อา น คือ
- ขอความทอี่ าน เรยี กวาอะไร
2. นักเรียนศกึ ษาเกีย่ วกบั วลี แลว รว มสนทนาโดยครใู ชค าํ ถามดังน้ี
- วลหี มายถึงอะไร
- วลีตางกับประโยคอยา งไร
- องคป ระกอบของวลีมีอะไรบา ง
ขั้นที่ 2 ขนั้ คดิ วิเคราะหและสรปุ ความ
4. นกั เรียนรว มกนั วิเคราะหข อ ความทค่ี รกู าํ หนดใหจ ํานวน 10 ขอความวา ขอ ความใดเปน
วลี
5. นกั เรยี นแตล ะกลุม คิดประเมนิ เพ่มิ คณุ คา โดยครใู ชคาํ ถามดงั ตอไปน้ี
- นกั เรยี นสามารถนําเรอ่ื งทเี่ รยี นไปใชป ระโยชนในชีวติ ประจาํ วันไดอ ยา งไร
ขนั้ ท่ี 3 ข้ันปฏิบตั แิ ละสรปุ ความรูหลงั การปฏบิ ตั ิ
6. นกั เรยี นแบงกลมุ 4 -5 คน และครแู จกหนงั สือนทิ านใหแ ตละกลุม เพือ่ เขียนวลี
จากเรือ่ งที่อา น
7. ครแู ละนักเรียนรว มกนั สรปุ เรอ่ื ง วลีและการใชว ลี
8. นกั เรยี นทาํ แบบฝกหดั
ขัน้ ท่ี 4 ขน้ั สอื่ สารและนาํ เสนอ
9. นกั เรียนนําเสนอการเขียนวลจี ากนิทานและการทําแบบฝกหดั โดยครใู ชไ มเรยี กเลขที่
เรียกใหน กั เรียนนาํ เสนอเพอื่ นๆชว ยกนั ตรวจสอบความถกู ตอง
ข้ันท่ี 5 ข้นั ประเมนิ เพือ่ เพมิ่ คณุ คา บรกิ ารสงั คมและจติ สาธารณะ
10. นักเรียนรว มกันแสดงความคิดเหน็ โดยครใู ชคาํ ถามดังนี้
- นกั เรียนสามารถนําความรูเกี่ยวกบั เรอ่ื งที่เรียนไปใชป ระโยชนในสงั คมไดอยางไร
6. การวดั และประเมินผลการเรียนรู วิธีการ เคร่อื งมอื
การประเมนิ -การตอบคาํ ถาม -คาํ ถาม
ดา นความรู (K)
-ทาํ แบบฝก หัด -แบบฝกหดั
ดา นทกั ษะและกระบวนการ (P)
-ทกั ษะการอา น -แบบประเมนิ การอาน
ดา นคณุ ธรรม จริยธรรมและ
คา นยิ ม (A) -ทกั ษะการเขยี น -แบบประเมนิ การเขยี น
-ทักษะการคดิ วิเคราะห -แบบฝกหดั
-คาํ ถาม
-สังเกตพฤติกรรมในการรวมกจิ กรรม -แบบสงั เกตพฤติกรรม
การทํางานกลุม
-สงั เกตพฤตกิ รรมความกระตอื รือรน
ในการรวมกิจกรรม
7. สอ่ื /อุปกรณ/ แหลง การเรียนรู
1.ภาพประกอบเกยี่ วกบั นิทานชาดกตางๆ 2. ตวั อยางนทิ านชาดก
3.บตั รคํา 4. หนงั สอื ภาษาไทยช้ันประถมศึกษาปท่ี 4
5.ไมเ รยี กเลขท่ี 6.หนังสือนทิ าน
7.ตัวอยา งคาํ ขวญั
8. กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.
ลงชือ่ .............................................ครผู ูสอน ลงชอ่ื ...................................................ฝายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงชื่อ................................................... ผบู ริหาร
(...........................................................)
สัปดาหท ี่ 17
โรงเรยี นขจรเกียรติพัฒนา
แผนการจัดการเรียนรู
ภาคเรียนท.่ี .…1…../.................. ช่อื ผูส อน ……………………………………………………..
กลุม สาระการเรยี นรู ภาษาไทย ชั้นประถมศกึ ษาปท ่…ี …4..... จาํ นวน……5….คาบ
หนวยการเรียนรูที่ ..……8…..… เรือ่ ง........................ไวรัสวายร้าย...........................
1. มาตรฐานการเรียนร/ู ตัวชวี้ ัด
มาตรฐานที่ ท 1.1 ใชก ระบวนการอานสรางความรูและความคิดเพอื่ นําไปใชต ัดสนิ ใจ แกปญหาในการดําเนินชีวิต
และมนี ิสยั รกั การอา น
ตัวชี้วัดท่ี ป 4/1 อา นออกเสยี งบทรอยแกว และบทรอ ยกรองไดถ กู ตอ ง
ตัวชีว้ ัดท่ี ป 4/2 อธบิ ายความหมายของคํา ประโยค และสํานวนจากเรอื่ งที่อา น
ตวั ชว้ี ัดท่ี ป 4/3 อา นเรอื่ งสนั้ ๆตามเวลาท่กี าํ หนดและตอบคําถามจากเรอื่ งที่อา น
ตัวชีว้ ัดท่ี ป 4/4 แยกขอเทจ็ จริงและขอ คิดเหน็ จากเรอ่ื งทีอ่ า น
ตวั ชีว้ ัดที่ ป 4/6 ความรแู ละขอ คดิ จากเรือ่ งที่อานเพ่ือนาํ ไปใชในการดําเนนิ ชวี ติ
ตวั ชวี้ ัดที่ ป 4/8 มมี ารยาทในการเขียน
มาตรฐานท่ี ท 2.1 ใชก ระบวนการเขียนเขยี นส่ือสาร เขยี นเรยี งความ ยอความ และเขยี นเรือ่ งราวในรูปแบบตาง ๆ
เขียนรายงานขอ มลู สารสนเทศและรายงานการศกึ ษาคนควาอยา งมปี ระสิทธภิ าพ
ตัวชี้วัดที่ ป 4/4 เขียนยอ ความจากเรื่องสนั้ ๆ
ตวั ช้ีวัดท่ี ป 4/8 มีมารยาทในการเขียน
มาตรฐานท่ี ท 4.1 เขาใจธรรมชาตขิ องภาษาและหลักภาษาไทย การเปล่ยี นแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภมู ิปญ ญา
ทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ ปนสมบัตขิ องชาติ
ตัวชวี้ ัดที่ ป 4/1 สะกดคาํ และบอกความหมายของคําในบรบิ ทตา ง ๆ
2. สาระสาํ คญั /ความคดิ รวบยอด
การอา นจบั ใจความสาํ คญั คอื การอานเพือ่ จับใจความหรือขอคดิ ความคดิ สาํ คัญหลกั ของขอความ หรือเรื่องที่อาน
การอา นจับใจความสาํ คญั ถอื เปน ทกั ษะสําคญั ทใ่ี ชในการอา นเพ่อื การส่ือสารมากท่ีสุด เพราะเปนพน้ื ฐานสําคัญในการศึกษาหา
ความรู จงึ ควรฝก ฝนใหเ กิดความชาํ นาญ
การเขียนยอความ การยอความเปน การสรปุ สาระสําคัญจากเรื่องท่อี า นจะทําใหเ ขาใจในเนือ้ หา และจดจาํ ขอ ความ
สาํ คญั ไดง าย
ประโยค คอื คาํ หรอื ขอ ความท่นี าํ มาเรียงกันแลว ไดใ จความสมบรู ณ มภี าคประธาน และภาคแสดง
3. จดุ ประสงคการเรียนรู
1. อธบิ ายความหมาย และหลักการอานจับใจความสาํ คญั (K)
2. อธบิ ายหลกั การยอความได (K)
3. รแู ละเขา ใจหลกั การอา น การเขียน ประโยค (K)
4. อา นเรอ่ื งไดคลอ งแคลว รวดเร็วและถกู ตอ งตามอักขรวิธี (P)
5. แยกขอเทจ็ จรงิ และขอคดิ เหน็ จากเร่ืองท่อี า น (P)
6. สามารถยอ ประกาศได (P)
7. อา น เขียนและนาํ ประโยค ไปใชไดถ ูกตอ งเหมาะสม (P)
8. เหน็ ความสาํ คัญของการอา นและมารยาทในการอาน (A)
9. เห็นความสาํ คญั ของหลกั การยอความ (A)
10. กระตอื รอื รน ในการรว มกจิ กรรม (A)
4. สาระการเรยี นรู สาระการเรียนรทู องถนิ่
สาระการเรียนรแู กนกลาง
1. อธบิ ายความหมาย และหลักการอานจับใจความสาํ คญั (K)
2. อธบิ ายหลกั การยอความได (K)
3. รแู ละเขาใจหลักการอา น การเขียน ประโยค (K)
5. กจิ กรรมการเรยี นรู กิจกรรมการเรียนการสอน
คาบท่ี การอานจบั ใจความ ไวรัส วายราย
สาระสาํ คญั
คาบท่ี 1
28การอา นจบั ใจความสาํ คญั คอื การอานเพอ่ื จับใจความหรอื ขอคิด ความคดิ สาํ คัญหลกั
การอา น
จับใจความ ของขอ ความ หรอื เรื่องที่อาน การอานจบั ใจความสาํ คญั ถอื เปนทกั ษะสําคญั ที่ใชใ นการอา นเพื่อการ
ไวรสั วายรา ย
ส่อื สารมากทีส่ ุด เพราะเปน พ้นื ฐานสาํ คญั ในการศกึ ษาหาความรู จึงควรฝกฝนใหเกดิ ความชาํ นาญ
ข้ันท่ี 1 ขนั้ รวบรวมขอ มูล
1. ครูและนกั เรยี นรว มกนั สนทนาเรอื่ งภยั ธรรมชาติ โดยใชคาํ ถามกระตุนความคิด ดังนี้
- เวลานกั เรยี น เปนไขห วัด นักเรียนทราบหรือไมว ามาจากเชอ้ื ไวรสั ชนดิ ใด
- นกั เรียนเคยรจู กั เชื้อไวรสั อะไรบา ง
*ใหน ักเรยี นชวยกนั ตอบ โดยครถู ามนําเพอ่ื โยงเขาสสู าระการเรียนรแู ละกระตนุ
ความสนใจของผเู รียน และนําเสนอภาพเกยี่ วกับเชื้อไวรัสตางๆทเี่ ปนอันตรายตอ รา งกายให
นกั เรียน
2. นกั เรยี นทบทวนเกีย่ วกับการอานสรปุ ใจความ โดยใชคาํ ถามดงั ตอไปนี้
- การอานสรปุ ใจความคืออะไร
- นักเรียนใชท กั ษะอะไรบา งในการอานสรุปใจความ
3. นกั เรยี นอานในใจเรอื่ ง ไวรสั วายรา ย จากหนงั สือภาษาพาที ชนั้ ประถมศึกษาปท่ี 4
โดยนําหลกั การอา นในใจมาใช ครูสงั เกตการอานของนักเรียนแตล ะคนวาปฏิบัติไดถูกตอง
ตามหลกั การอา นหรอื ไม
ข้นั ท่ี 2 ขั้นคิดวเิ คราะหแ ละสรุปความ
4. นักเรียนแตล ะกลมุ รวมกนั สรุปใจความสาํ คัญของเร่อื ง
5. นักเรียนแตล ะกลุม คดิ ประเมนิ เพือ่ เพมิ่ คุณคาโดยครใู ชคําถามดังตอไปนี้
- จากการอา นไวรสั วายราย ในกลุม ของนักเรยี นสามารถนาํ ไปปรับใชป ระโยชน
ในชีวิตประจาํ วนั ไดอยา งไร
ข้ันท่ี 3 ขน้ั ปฏบิ ตั ิและสรุปความรูห ลงั การปฏบิ ตั ิ
6. นักเรยี นทํากจิ กรรมการถามตอบจากเรื่องทศ่ี กึ ษาและตั้งคําถามกลุมละ 5 คาํ ถาม
7. นกั เรยี นสรปุ ขอคดิ ทไี่ ดจากการอานเรือ่ ง ไวรัสวายราย
ขั้นที่ 4 ขน้ั สอ่ื สารและนาํ เสนอ
8. นกั เรยี นนาํ เสนอคาํ ถามหนา ช้นั เรียน
ขน้ั ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ เพือ่ เพมิ่ คณุ คา บริการสังคมและจติ สาธารณะ
9. นักเรียนรว มกันแสดงความคิดเห็น โดยครูใชคาํ ถามดังน้ี
- นักเรยี นสามารถนาํ ความรเู ก่ียวกับเร่อื งท่ีเรียนไปใชประโยชนในสงั คมได
อยางไร
คาบที่ 2-3 การเขียนยอความจากประกาศ
สาระสาํ คญั
การเขียนยอความ
การยอ ความเปน การสรปุ สาระสําคญั จากเร่อื งท่ีอา นจะทาํ ใหเ ขาใจในเนอ้ื หา และจดจาํ
จากประกาศ ขอ ความสําคัญไดงา ย
ขน้ั ท่ี 1 ข้ันรวบรวมขอมูล
1. ครแู ละนักเรยี นรวมกนั สนทนาเรื่องภัยธรรมชาติ โดยใชคําถามกระตุน ความคดิ ดังนี้
๏ นักเรยี นเคยอานประกาศตา งๆ ทโ่ี รงติดไวบางหรอื ไม วามอี ะไรบาง
๏ นักเรยี นเคยดขู าวเวลามีประกาศฉกุ เฉนิ บา งหรอื ไม ใหนกั เรยี นชว ยกนั ตอบ โดยครูถาม
นําเพ่ือโยงเขาสูสาระการเรยี นรูและกระตนุ ความสนใจของผเู รยี น และนาํ เสนอตัวอยางประกาศให
นกั เรยี นดใู หนักเรียนดู
โดยครใู ชค าํ ถามทา ทาย ดังน้ี
- นักเรียนคิดวา เน้ือหาในประกาศ มจี ุดมงุ หมายใดในการนาํ เสนอ
- นกั เรียนทราบหรอื ไมวา หลกั การยอประกาศมอี ะไรบาง
* หลักการยอความ
1. อา นเรือ่ งทจี่ ะยอใหเขาใจ
2. จับใจความสาํ คัญหรอื สาระสําคญั ของเรือ่ ง
3. ใชสํานวนภาษางา ย ๆ ของผูยอเองโดยไมเ ปลยี่ นแปลงเรอื่ งเดมิ
2. นักเรยี นศกึ ษาความรูเรือ่ ง การยอเร่ืองการเขยี นยอ ประกาศแลว รว มกันสนทนาโดยครู
ใชคาํ ถามดงั นี้
- ในการยอ ประกาศนกั เรยี นตอ งคํานงึ ถึงเรอ่ื งอะไรมากทีส่ ดุ
- นกั เรยี นควรระมัดระวงั เกี่ยวกบั อะไรในการยอประกาศ
ขัน้ ท่ี 2 ขน้ั คดิ วิเคราะหและสรปุ ความ
3. ครูนาํ ตัวอยา งการยอ ประกาศใหนกั เรียนดแู ลว รวมกันวิเคราะห โดยครูถามคําถาม
ดงั น้ี
- การยอ ยอประกาศมีความสาํ คญั อยางไร
4. นกั เรยี นแตล ะกลุมคดิ ประเมนิ เพอ่ื เพม่ิ คุณคา โดยครใู ชค ําถามดงั ตอไปน้ี
- นกั เรยี นสามารถนาํ เรื่องทเี่ รยี นไปใชประโยชนในชวี ติ ประจําวันไดอ ยา งไร
ขัน้ ท่ี 3 ขน้ั ปฏบิ ตั แิ ละสรุปความรหู ลงั การปฏิบตั ิ
5. ครูแจกเอกสารประกาศใหกบั นกั เรียนคนละ 1 ใบ และนักเรยี นฝก การยอประกาศ
6. นกั เรยี นรว มกันสรุปความสําคัญของการยอ ประกาศ ครูอธิบายเพมิ่ เติมเก่ียวกบั
องคป ระกอบของการยอ ประกาศ
ข้ันที่ 4 ขั้นสอ่ื สารและนาํ เสนอ
7. นกั เรยี นแตล ะคนนําเสนอการยอประกาศหนา ช้นั เรียน เพื่อนในหองเรียนรว มกัน
แสดงความคิดเหน็ นเรียน
ขนั้ ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพ่ือเพม่ิ คณุ คาบรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ
8. นกั เรยี นรวมกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครใู ชค าํ ถามดังนี้
- นกั เรียนสามารถนาํ ความรเู กย่ี วกับเรอ่ื งทเ่ี รียนไปใชป ระโยชนใ นสังคมไดอยางไร
คาบที่ 4-5 ประโยคและสว นประกอบของประโยค
ประโยคและ สาระสาํ คญั
ประโยค คอื คาํ หรือขอความทน่ี าํ มาเรียงกนั แลว ไดใจความสมบูรณ มีภาคประธาน และ
สวนประกอบของ ภาคแสดง
ประโยค ขั้นท่ี 1 ข้ันรวบรวมขอมลู
1. ครูและนกั เรียนรวมกนั แสดงความคิดเห็นเก่ยี วกับ ประโยค โดยสอบถามความรู
เดมิ ของ นกั เรียน และเขา สกู ารเลน เกมโดยแจกบัตรคําคนละ 1 ใบ และใหจับกลุม
กนั ในการสรางใหเ ปน ประโยค ออกมาหนา ชน้ั เรียน
ตัวอยาง เชน
นอ งซ้อื ไอศกรมี หวานเยน็ รสอรอย
พอ ปนจักรยานตอนเยน็
เมือ่ นักเรยี นทาํ กิจกรรมเกมแลว ครูสนทนาซักถามนกั เรยี นโดยใชคาํ ถาม
ดงั ตอ ไปนี้
- คาํ ทน่ี ักเรยี นนาํ มาเรียงตอกันขาดอะไร มีใจความสมบรู ณหรือไม
- ในประโยคตอ งประกอบดวยอะไรบาง
( ภาคประธาน + ภาคแสดง กริยา กรรม และสว นขยาย)
2. นักเรยี นศกึ ษา เร่อื งประโยคและสว นประกอบของประโยค
ข้ันท่ี 2 ขน้ั คดิ วิเคราะหและสรปุ ความ
3. นักเรยี นเขยี นสวนประกอบของประโยค ทาํ ความเขาใจและชวยกนั แยก จากแถบ
ประโยค บนกระดาน เชน นักเรียนหลายคนซ้อื ขนมหวาน
ประธาน สว นขยาย กรยิ า สว นขยาย กรรม สว นข
ประธาน กริยา กรร
นกั เรียน หลายคน ซอ้ื - ขนม หวา
ใหทุกคนชว ยกันพจิ ารณาความถกู ตองของประโยค
4. นักเรียนแตล ะกลมุ คดิ ประเมินเพิม่ คณุ คา โดยครูใชค ําถามดงั ตอไปนี้
- นกั เรยี นสามารถนาํ เรื่องท่เี รียนไปใชป ระโยชนใ นชวี ติ ประจําวนั ไดอ ยา งไร
ขน้ั ที่ 3 ข้ันปฏบิ ัตแิ ละสรปุ ความรูหลงั การปฏิบตั ิ
5. นักเรียนแตล ะกลมุ ชว ยกนั คิดประโยค กลุมละ 5 ประโยค แลว อา นออกเสียงพรอม
กันใหท กุ คนชว ยกันพิจารณาความถกู ตอ ง
6. ครูตดิ แถบประโยคบนกระดานดาํ แลวใหนักเรียนเตมิ ลงใน
ประธาน สวนขยาย กริยา สว นขยาย กรรม
ประธาน กริยา
7. ครแู ละนกั เรยี นรวมกันสรปุ เร่ือง เรือ่ งประโยคและการสรา งประโยค
8. นกั เรียนทําแบบฝกหัด
ขั้นท่ี 4 ขัน้ สอ่ื สารและนาํ เสนอ
9. นักเรยี นนาํ เสนอการทําแบบฝกหดั โดยครูใชไ มเรียกเลขท่ี เพือ่ ใหนกั เรียนนําเสนอที
ละคน เพื่อนๆชวยกันตรวจสอบความถกู ตอ ง
ข้ันที่ 5 ข้นั ประเมนิ เพอ่ื เพมิ่ คณุ คา บรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ
10. นักเรียนรว มกันแสดงความคดิ เหน็ โดยครูใชค าํ ถามดังนี้
- นกั เรียนสามารถนาํ ความรเู ก่ียวกับเรอื่ งท่ีเรยี นไปใชประโยชนในสงั คมไดอ ยา งไร
6. การวัดและประเมินผลการเรียนรู
การประเมนิ วธิ กี าร เครอ่ื งมอื
ดา นความรู (K)
ดานทักษะและกระบวนการ (P) -การตอบคําถาม -คาํ ถาม
ดานคณุ ธรรม จริยธรรมและ -ทาํ แบบฝกหัด -แบบฝก หดั
คา นยิ ม (A)
-ทกั ษะการอาน -แบบประเมินการอาน
-ทักษะการเขยี น -แบบประเมนิ การเขียน
-ทักษะการคดิ วิเคราะห -คาํ ถาม
-แบบฝกหัด
-สังเกตพฤตกิ รรมในการรวมกจิ กรรม -แบบสังเกตพฤตกิ รรม
การทํางานกลมุ
-สังเกตพฤติกรรมความกระตือรอื รน ใน
การรว มกิจกรรม
7. สือ่ /อุปกรณ/ แหลง การเรียนรู 2. ตัวอยา งประกาศ
4. ตัวอยาง ประโยค
1. ภาพตวั อยางเชอ้ื ไวรัส 6. ไมเรียกเลขท่ี
3. บัตรคํา (สาํ หรับเรยี งใหเปน ประโยค)
5. หนังสือภาษาไทยช้นั ประถมศกึ ษาปท ี่ 4
7. หนังสอื นิทาน
8. กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.
ลงชื่อ.............................................ครผู สู อน ลงชื่อ...................................................ฝายวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
ลงช่อื ................................................... ผบู ริหาร
(...........................................................)
สัปดาหท ่ี 18
สัปดาหท ่ี 18
โรงเรยี นขจรเกยี รติพฒั นา
แผนการจัดการเรยี นรู
ภาคเรียนท.ี่ .…1…../.................. ชอ่ื ผูสอน ……………………………………………………..
กลมุ สาระการเรยี นรู ภาษาไทย ชั้นประถมศกึ ษาปท…ี่ …4..... จาํ นวน……5….คาบ
หนวยการเรยี นรทู ี่ ..……8…..… เร่อื ง..........................ไวรัสวายร้าย.........................
1. มาตรฐานการเรยี นร/ู ตวั ชว้ี ัด
มาตรฐานที่ ท 1.1 ใชกระบวนการอานสรางความรแู ละความคดิ เพอ่ื นําไปใชต ัดสนิ ใจ แกป ญหาในการดาํ เนนิ ชีวิต
และมนี ิสัยรกั การอาน
ตัวชี้วัดที่ ป 4/2 อธิบายความหมายของคาํ ประโยคและสาํ นวนจากเรอ่ื งทอี่ าน
ตัวชว้ี ัดที่ ป 4/3 อา นเรอ่ื งสน้ั ๆตามเวลาทกี่ าํ หนดและตอบคาํ ถามจากเรื่องท่ีอาน
ตัวช้วี ัดที่ ป 4/4 แยกขอเทจ็ จรงิ และขอ คดิ เหน็ จากเรือ่ งที่อา น
ตัวชี้วัดท่ี ป 4/5 คาดคะเนเหตกุ ารณจ ากเร่อื งทอี่ านโดยระบเุ หตุผลประกอบ
ตวั ชี้วัดท่ี ป 4/6 สรปุ ความรแู ละขอคิดจากเรอื่ งทีอ่ า นเพอ่ื นําไปใชใ นการดาํ เนินชีวิต
ตวั ช้ีวัดท่ี ป 4/8 มมี ารยาทในการเขียน
มาตรฐานที่ ท 2.1 ใชกระบวนการเขยี นเขยี นสอ่ื สาร เขียนเรียงความ ยอความ และเขียนเรื่องราวในรปู แบบตาง ๆ เขียน
รายงานขอมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาคน ควา อยางมปี ระสทิ ธิภาพ
ตวั ชวี้ ัดท่ี ป 4/7 เขียนเรอื่ งตามจินตนาการ
ตวั ชี้วัดท่ี ป 4/8 มมี ารยาทในการเขยี น
มาตรฐานท่ี ท 4.1 เขาใจธรรมชาติของภาษาและหลกั ภาษาไทย การเปลย่ี นแปลงของภาษา และพลงั ของภาษา
ภูมปิ ญ ญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไวเ ปน สมบตั ิของชาติ
ตวั ช้ีวัดที่ ป 4/2 ระบชุ นิดและหนาท่ขี องคําในประโยค
ตัวชี้วัดที่ ป 4/4 แตง ประโยคไดถกู ตอ งตามหลักภาษา
2. สาระสาํ คญั /ความคิดรวบยอด
การอา นจบั ใจความสาํ คญั คอื การอานเพ่อื จับใจความหรือขอ คดิ ความคดิ สําคญั หลกั ของขอ ความ หรือเรื่องที่อา น
การอา นจับใจความสาํ คญั ถอื เปนทักษะสาํ คัญทใ่ี ชในการอานเพื่อการสื่อสารมากทส่ี ุด เพราะเปน พ้ืนฐานสําคัญในการศึกษาหา
ความรู จึงควรฝก ฝนใหเกิดความชาํ นาญ
เขยี นเรือ่ งตามจินตนาการ เปนการเขยี นเรื่องทมี่ าจากความคดิ ความรูสึก ความใฝฝ น ของผเู ขียนเอง เปนการเขยี น
แบบอสิ ระ ผูเขียนควรมคี วามคดิ สรา งสรรคแ ละชา งสังเกต ผทู ่ฝี กฝน การเขยี นเรอื่ งตามจนิ ตนาการบอ ยๆจะเปนผูท่ีเกิดความ
ชํานาญในการใชภาษาเพอ่ื ส่ือความทําให
ประโยค เปนเครือ่ งแสดงถึงความตอ งการของผพู ูด หรอื ผูเ ขยี นประโยคท่ใี ชกันโดยท่ัวไปมีหลายรปู แบบเราจึงตอง
เลอื กใชใ หเหมาะสม
3. จดุ ประสงคก ารเรยี นรู
1. อธิบายความหมาย และหลกั การอานจบั ใจความสาํ คญั (K)
2. อธิบายการเขียนเรอื่ งตามจินตนาการ (K)
3. รแู ละเขาใจหลกั การอา น การเขียน ประโยค (K)
4. อานเร่อื งไดคลอ งแคลว รวดเร็วและถกู ตองตามอกั ขรวิธี (P)
5. แยกขอ เทจ็ จริงและขอ คิดเห็นจากเร่ืองท่ีอา น (P)
6. เขยี นเรอ่ื งตามจินตนาการ (P)
7. อาน เขยี นและนาํ ประโยค ไปใชไ ดถกู ตอ งเหมาะสม (P)
8. อา น เขียนและนาํ ประโยค ไปใชไดถูกตอง (P)
9. เห็นความสาํ คัญของการอานและมารยาทในการอาน (A)
10. เห็นความสําคญั ของการเขยี นและมมี ารยาทในการเขยี น (A)
11. กระตือรอื รนในการรว มกจิ กรรม (A)
4. สาระการเรียนรู สาระการเรยี นรทู องถ่ิน
สาระการเรียนรแู กนกลาง
1. อธบิ ายความหมาย และหลักการอา นจับใจความสําคญั (K)
2. อธิบายการเขยี นเร่ืองตามจนิ ตนาการ (K)
3. รแู ละเขา ใจหลกั การอา น การเขียน ประโยค (K)
5. กจิ กรรมการเรยี นรู กจิ กรรมการเรียนการสอน
คาบที่ การอานจบั ใจความ บทความ
สาระสาํ คญั
คาบท่ี 1
29การอานจบั ใจความสาํ คัญ คือ การอานเพ่อื จับใจความหรอื ขอคดิ ความคดิ สําคญั หลกั
การอา น
จับใจความ ของขอ ความ หรือเร่อื งท่อี าน การอา นจับใจความสําคญั ถอื เปนทกั ษะสําคญั ทใ่ี ชในการอานเพื่อ
บทความ
การสื่อสารมากทส่ี ดุ เพราะเปน พืน้ ฐานสาํ คัญในการศกึ ษาหาความรู จึงควรฝก ฝนใหเ กดิ ความ
ชาํ นาญ
ขน้ั ที่ 1 ขน้ั รวบรวมขอมลู
1. ครแู ละนกั เรยี นรว มกันสนทนาเรอ่ื งบทความ โดยใชคาํ ถามกระตนุ ความคิด ดังน้ี
- นักเรียนรูจ กั บทความหรือไม หรอื เคยเหน็ บทความทไ่ี หนบา ง
- นกั เรยี นเคยอานบทความอะไรบาง
ใหน ักเรียนชว ยกนั ตอบ โดยครถู ามนําเพื่อโยงเขาสสู าระการเรยี นรูแ ละกระตุน ความ
สนใจของผูเรยี น และนาํ เสนอบทความ โดยมีบทความเกี่ยวกบั สุขภาพ ผัก ผลไม ใหน กั เรียน
กลมุ ละ 1 เร่อื ง และนําเขา สเู นอื้ หาในบทเรยี น โดยครถู ามคําถามดงั นี้
- การอานสรปุ ใจความคืออะไร
- นักเรียนใชท กั ษะอะไรบางในการอา นสรปุ ใจความ
- นกั เรียนจะนาํ หลกั การอา นสรุปความไปใชใ นชวี ิตประจําวนั ไดอยางไร
*ในการตอบคาํ ถามใหค รูใชไ มเรยี กเลขท่ี เพ่ือใหนกั เรยี นตอบทีละคน โดยถามคาํ ถามกอ น
จะเรียกเลขท่เี พอ่ื ใหทุกคนไดค ดิ ในแตล ะคาํ ถามควรใหน กั เรียนนาํ เสนอ 4-5 คน
2. นักเรียนศกึ ษาวิธีการอา นจบั ใจความสาํ คัญจากใบความรู และสนทนาเกยี่ วกับการอา น
จับใจความสาํ คญั โดยครใู ชคาํ ถามดงั น้ี
- การอา นจับใจความสาํ คญั คอื อะไร
*ในการตอบคาํ ถามใหค รูใชไ มเรียกเลขท่ี เพ่อื ใหน ักเรยี นตอบทลี ะคน โดยถามคําถามกอน
จะเรยี กเลขท่เี พ่อื ใหท ุกคนไดค ิด ในแตล ะคาํ ถามควรใหน กั เรยี นนาํ เสนอ 4-5 คน
ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั คดิ วิเคราะหและสรปุ ความ
3. นักเรยี นแบง กลมุ ใหแ ตละกลมุ อา นในใจ บทความ โดยนาํ หลกั การอา นในใจมาใช ครู
สงั เกตการอา นของนักเรียนแตละคนวาปฏิบตั ิไดถูกตองตามหลักการอา นหรือไม
4. นักเรยี นแตล ะกลุมรว มกนั สรุปใจความสาํ คญั ของเรื่องและต้ังคาํ ถามกลมุ ละ 5 คาํ ถาม
5. ใหน กั เรยี นแตล ะกลุมคิดประเมินเพอื่ เพิ่มคุณคาโดยครใู ชค ําถามดงั ตอไปนี้
- จากการอานบทความสุขภาพ อาหาร ผกั ผลไม ในกลมุ ของนกั เรยี นสามารถ
นําไปปรบั ใชป ระโยชนในชีวิตประจาํ วนั ไดอยา งไร
ข้นั ที่ 3 ขน้ั ปฏบิ ัติและสรุปความรหู ลงั การปฏบิ ตั ิ
6. นักเรยี นทํากจิ กรรมการถามตอบจากเร่ืองทีศ่ กึ ษา
7. นักเรียนรว มกันสรปุ หลกั การอา นจบั ใจความดงั น้ี
หลกั การจบั ใจความสาํ คญั
1. ตงั้ จดุ มงุ หมายในการอานใหช ัดเจน
2. อา นเรือ่ งราวอยางครา วๆ พอเขา ใจ และเก็บใจความสําคญั ของแตล ะยอ หนา
3. เมอื่ อานจบใหต้งั คาํ ถามตนเองวา เรอ่ื งที่อาน มีใคร ทําอะไร ท่ีไหน เมื่อไหร
อยางไร
4. นําสิง่ ท่ีสรปุ ไดมาเรียบเรียงใจความสําคญั ใหมดว ยสาํ นวนของตนเองเพอื่ ใหเ กดิ
ความสละสลวย
ขน้ั ที่ 4 ขัน้ สอ่ื สารและนาํ เสนอ
8. แตล ะกลมุ ออกมานําเสนอผลของการทาํ กจิ กรรม การสรปุ ใจความสาํ คัญบทความ การ
ระดมสมองใหเ พือ่ นฟง โดยใชว ิธีจบั สลาก
*ขณะท่นี กั เรยี นนําเสนอ ครพู ยายามสงั เกตพฤตกิ รรมทั้งของผฟู ง และผูนาํ เสนอ เพื่อเก็บ
ไปเปน ขอมูลในการพฒั นาปรบั ปรุงตอไป
พฤติกรรมทนี่ าํ ไปเปน เงือ่ นไขพฒั นา เชน
- มารยาทในการพูดและฟง
- ความสนใจ ใหเ กยี รติ
- การซักถาม เสนอแนวคิดแยง หรอื คลอยตามอยา งมีเหตุผล
- การใชทักษะทางภาษาเพ่ือการสอ่ื สาร
9. เปดโอกาสใหน กั เรยี นแสดงความคดิ เหน็ วพิ ากษวจิ ารณผ ลงานของเพอ่ื น ลักษณะการ
นาํ เสนอของเพื่อน อยา งอสิ ระ นําจุดเดนจดุ ดอย จุดควรพัฒนา สิง่ ท่เี หมอื นกัน และแตกตา ง
กนั ของแตล ะกลุมมาแสดงใหนกั เรียนเหน็ ถงึ ความหลากหลายของความคิด ซึ่งขึน้ อยูกบั เหตุผล
ขน้ั ท่ี 5 ขนั้ ประเมนิ เพ่อื เพมิ่ คณุ คา บริการสงั คมและจิตสาธารณะ
10.นกั เรยี นรว มกนั แสดงความคดิ เห็น โดยครูใชค ําถามดงั น้ี
- นกั เรียนสามารถนาํ ความรเู กย่ี วกับเรื่องท่ีเรียนไปใชประโยชนในสังคมไดอ ยา งไร
11.นักเรยี นชว ยกันสรปุ บทเรยี น ครูสรปุ เพิ่มเติมดวยการสุมถามนกั เรยี นบางคน เพือ่ เปน
การประเมินความเขาใจไปในตวั ดว ย
12.ใหนักเรียนนําความรูเรอื่ ง การอานบทความ จัดทาํ แผนพับความรพู รอมภาพประกอบ
เกยี่ วกบั สขุ ภาพ และผกั ผลไม กลมุ ละ 1 เรอ่ื ง และจดั ผลงานรวมเลมไวทม่ี ุมหองเรียน
คาบที่ 2-3 การเขียนตามจนิ ตนาการจากภาพ
สาระสาํ คญั
การเขียนตาม
จินตนาการจาก เขยี นเร่ืองตามจนิ ตนาการ เปน การเขียนเร่ืองท่ีมาจากความคิด ความรูสกึ ความใฝฝน
ของผเู ขยี นเอง เปน การเขยี นแบบอสิ ระ ผเู ขียนควรมคี วามคิดสรางสรรคแ ละชางสังเกต ผูท่ฝี ก ฝน
ภาพ การเขยี นเรอื่ งตามจนิ ตนาการบอยๆจะเปนผูทีเ่ กิดความชํานาญในการใชภาษา
ขน้ั ที่ 1 ข้นั รวบรวมขอ มลู
1. ครูและนักเรยี นรวมกนั สนทนาเก่ียวกับการจินตนาการ ใหน ักเรียนจนิ ตนาการวาใน 1
วัน ถานกั เรียนสามารถแปลงรา งเปน คน สัตว หรือตัวการตูนตา ง ๆ นกั เรยี นจะแปลงรา งเปนอะไร
เพราะอะไรแลวออกมาเลา ใหเ พ่อื นฟง
ในหัวขอ “ถาฉันเปน ...”
โดยใชคําถามกระตนุ ความคิด ดงั น้ี
- นักเรียนเคยเกดิ จนิ ตนาการอะไรบาง
- นักเรยี นเคยอยากทําตามจินตนาการของตนเองบางหรอื ไม ใหนักเรยี นชวยกัน
ตอบ โดยครถู ามนาํ เพ่ือโยงเขาสูสาระการเรียนรแู ละกระตนุ ความสนใจของผูเรียน
ครใู หน กั เรียนดูภาพแลว รวมกนั สนทนาส่ิงท่นี กั เรียนเห็นจากภาพ ครอู ธบิ ายเพ่มิ เติมวา
การแตง ประโยคใหสอดคลองกบั ภาพนกั เรียนตอ งสังเกตภาพใหล ะเอยี ด แลวนําสงิ่ ที่เหน็ มาใชใ น
การ
2. นักเรียนศึกษาความรเู รอื่ ง การเขยี นตามจนิ ตนาการจากภาพ แลวรว มกันสนทนา
โดยครูใชคําถามดงั นี้
- นักเรยี นจะเขียนตามจินตนาการจากภาพ นกั เรียนตองคํานงึ ถงึ เร่ืองอะไรมากท่สี ดุ
คาบท่ี 4-5 - นกั เรยี นควรระมัดระวงั เกี่ยวกับอะไรใน การเขยี นตามจินตนาการจากภาพ
ขัน้ ท่ี 2 ขนั้ คดิ วิเคราะหและสรปุ ความ
ประโยคเพ่อื
การสือ่ สาร 3. ครูนาํ ภาพ สตั วป า มาใหน ักเรยี นดูแลวรวมกนั วเิ คราะห โดยครูถามคาํ ถามดังนี้
- การเขยี นตามจนิ ตนาการจากภาพ มคี วามสําคัญอยา งไร
- ภาพท่ีนกั เรยี นเห็นมอี งคป ระกอบอะไรบาง
- จากภาพนกั เรียนสามารถ เขยี นตามจินตนาการจากภาพ ไดอ ยางไร
4. นักเรียนแตล ะกลมุ คดิ ประเมนิ เพ่ือเพ่ิมคุณคา โดยครูใชคาํ ถามดงั ตอ ไปนี้
- นกั เรียนสามารถนําเรอื่ งทีเ่ รยี นไปใชป ระโยชนใ นชวี ิตประจําวันไดอ ยางไร
ขัน้ ท่ี 3 ขน้ั ปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรูหลงั การปฏิบัติ
5. ครแู บงนกั เรียนออกเปน 4 กลุม สมาชิกในกลมุ ชวยกนั วิเคราะหภ าพแลวเขียนตาม
จินตนาการจากภาพ ใหส อดคลอ งกบั ภาพที่กาํ หนด
6. นักเรียนรว มกันสรุปความสาํ คัญของ การเขียนตามจนิ ตนาการจากภาพ ครู
อธิบายเพม่ิ เติมเก่ียวกบั องคประกอบของประโยค
ข้นั ท่ี 4 ขน้ั สอื่ สารและนาํ เสนอ
7. นักเรียนแตล ะกลมุ นาํ เสนอผลงานหนาชน้ั เรียน เพอ่ื นกลมุ อ่ืนรว มกนั แสดงความ
คดิ เหน็
8. นกั เรียนรว มกันคดั เลือกการเขียนตามจินตนาการจากภาพ ทชี่ อบมากที่สุด 3
อนั ดับ แลวนาํ ไปจดั แสดงที่ปา ยนิเทศหนา ช้ันเรยี น
ขน้ั ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ เพื่อเพม่ิ คณุ คา บรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ
9. ครแู ละนกั เรียนรว มกันสรุปสาระสําคญั ของเรือ่ ง การเขียนตามจนิ ตนาการจากภาพ
10. ใหน ักเรยี นนาํ ความรเู ร่ือง การเขียนตามจนิ ตนาการจากภาพ ท่ีไดเรยี นรูไ ปใชเพือ่
การฝกทักษะการเขยี นส่ือสารและแนะนําเพือ่ นๆ นอง ๆ หรอื คนใกลชดิ
11. นักเรยี นรวมกันแสดงความคดิ เห็น โดยครใู ชคาํ ถามดงั น้ี
- นกั เรยี นสามารถนําความรเู ก่ียวกบั เร่อื งทเ่ี รียนไปใชป ระโยชนในสังคมไดอยา งไร
ประโยคเพือ่ การส่ือสาร
สาระสาํ คญั
ประโยค เปน เครอ่ื งแสดงถึงความตองการของผพู ูด หรอื ผเู ขยี นประโยคทใี่ ชกันโดยทัว่ ไปมี
หลายรปู แบบเราจึงตองเลอื กใชใหเหมาะสม
ข้ันที่ 1 ข้นั รวบรวมขอ มลู
1. ครแู ละนักเรียนรว มกนั แสดงความคดิ เห็นเก่ยี วกบั ประโยค โดยสอบถามความรเู ดิม
ของ นกั เรียน และเขา สูการเลนเกมโดยแจกแถบประโยคคนละ 1 ใบ จํานวน 12 คน และ
ใหจ ับคู ประโยคทใี่ ชในการสอ่ื สาร 12 คน
ตัวอยา ง เชน
พอี่ ยากเปน หมอ
จบั คูก บั
ประโยคแสดงความตองการ
เมือ่ นกั เรียนทํากิจกรรมเกมแลว ครูสนทนาซักถามนกั เรียนโดยใชค าํ ถามดังตอไปน้ี
- นักเรียนรจู กั ประโยคทีใ่ ชใ นการส่อื สารหรอื ไม
- ประโยคการส่ือสารประกอบดว ยอะไรบาง
2. นกั เรยี นสนทนาเก่ียวกับ ชนิดของประโยคท่ใี ชใ นการสอ่ื สาร ทําความเขา ใจและ
ชว ยกันยกตัวอยาง ประโยค เพิ่มเตมิ กลมุ ละ 6 ประโยค ประโยคบอกเลา ประโยค
ปฏเิ สธ ประโยคคําถาม ประโยคแสดงความตองการ
ประโยคขอรอ ง ประโยคคําสงั่ และประโยคความเดยี ว และประโยคความรวม
3. นักเรียนศกึ ษาเกย่ี วกับ รูปแบบประโยค
ขนั้ ท่ี 2 ขัน้ คดิ วเิ คราะหและสรปุ ความ
4. นักเรียนเขยี นประโยคที่ใชใ นการสอ่ื สาร ประโยคบอกเลา ประโยคปฏเิ สธ ประโยค
คําถาม ประโยคแสดงความตองการ ประโยคขอรอ ง ประโยคคําสง่ั ครใู หค วามรเู พ่มิ เตมิ
เกี่ยวกับ ประโยคความเดยี ว ความรวม พรอมยกตัวอยา งประกอบ
ตัวอยางประโยคความเดยี ว
ประโยค ประธาน ขยายประธาน กรยิ า ขยายกริยา กรรม ขย
นกบิน นก - บนิ --
วัวกินหญา วัว - กิน - หญา
เสอื ตัวใหญนอน เสือ ตวั ใหญ นอนหลบั - -
หลบั
เกงเลนสกปรก เกง - เลน สกปรก -
คนสวยอุม แมว คน สวย อมุ - แมว อวน
อว น
ตัวอยาง ประโยคความรวม
- พอแมโ กรธจริงนอ งก็เงยี บทุกครัง้
- กวาเขาจะนึกไดก ็สายไปเสียแลว
- ถงึ เขาจะมีอิทธพิ ลมากผมก็ไมก ลวั
- พอ ไปทํางานแตแมอ ยูบาน
- เขาทุจรติ ในการสอบเขาจงึ ถูกปรบั ตกทกุ วิชา
- เพราะเขาโดนใบเหลอื งสองใบ จึงถกู ไลอ อกจากสนาม
- ไมเ ธอก็ฉันตองออกไปพูดหนาหอง
- คุณตองการชาหรือกาแฟคะ
5. นักเรยี นแตล ะกลมุ คิดประเมินเพม่ิ คณุ คา โดยครูใชคาํ ถามดงั ตอ ไปนี้
- นักเรยี นสามารถนาํ เรอ่ื งที่เรียนไปใชประโยชนในชีวติ ประจําวันไดอยางไร
ขน้ั ที่ 3 ข้ันปฏบิ ตั ิและสรปุ ความรหู ลงั การปฏบิ ัติ
6. นักเรยี นแตละกลมุ ชวยกันคิดประโยคความเดยี ว และประโยคความรวม กลุมละ 5
ประโยค แลว อานออกเสียงพรอ มกนั ใหทกุ คนชวยกันพิจารณาความถูกตอ ง
7. ครูและนกั เรยี นรว มกนั สรปุ เรือ่ ง ประโยค
8. นกั เรยี นทาํ แบบฝก หัด
ขั้นที่ 4 ขนั้ สอื่ สารและนาํ เสนอ
9. นกั เรียนนาํ เสนอการทาํ แบบฝกหัด โดยครูใชไมเ รยี กเลขทก่ี ลมุ เพื่อใหน ักเรียน
นาํ เสนอทีละกลมุ เพ่อื นๆชวยกันตรวจสอบความถกู ตอง
ข้ันท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ เพอื่ เพมิ่ คณุ คาบรกิ ารสังคมและจติ สาธารณะ
10. นกั เรียนรวมกันแสดงความคดิ เห็น โดยครใู ชค าํ ถามดงั นี้
- นกั เรียนสามารถนําความรูเ ก่ียวกบั เรือ่ งท่เี รียนไปใชประโยชนใ นสังคมไดอ ยางไร
6. การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู วิธีการ เคร่อื งมอื
-คําถาม
การประเมิน -การตอบคําถาม -แบบฝกหดั
ดานความรู (K) -ทําแบบฝก หัด
-แบบประเมนิ การอานในใจ
ดานทกั ษะและกระบวนการ (P) -ทกั ษะการอานในใจ -แบบประเมนิ การเขียน
-ทักษะการเขียน -แบบฝก หัด
ดานคุณธรรม จรยิ ธรรมและ -ทกั ษะการอา น -แบบสงั เกตพฤติกรรม
คานยิ ม (A)
-สงั เกตพฤตกิ รรมในการรว มกิจกรรม
การทํางานกลมุ
-สังเกตพฤติกรรมความกระตือรอื รน ในการ
รวมกิจกรรม 2. ตัวอยา ง รูปแบบการยอ ความ
4. แถบประโยค เพ่ือแยก ประโยคส่อื สาร
7. ส่อื /อุปกรณ/ แหลงการเรียนรู 6. หนงั สอื ภาษาไทยชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี 4
1. ภาพสัตวตา งๆ
3. บตั รคาํ (สาํ หรบั เรียงประโยค)
5. แถบประโยค เพ่อื แยกประโยคความเดยี ว ความรวม
7. ไมเรียกเลขที่
8. กิจกรรมเสนอแนะ
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................
ลงช่ือ.............................................ครผู ูสอน ลงชื่อ...................................................ฝา ยวชิ าการ
(...........................................................) (...........................................................)
vv ลงชื่อ................................................... ผบู ริหาร
(...........................................................)