The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรฐานสมรรถนะกลุ่มสาระภาษาไทย (ฉบับส่ง1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by รุ่งทิภา เมนะรัตน์, 2023-05-05 05:28:52

หลักสูตรสมรรถนะกลุ่มสาระภาษาไทย โรงเรียนกุดจิกวิทยา

หลักสูตรฐานสมรรถนะกลุ่มสาระภาษาไทย (ฉบับส่ง1)

๙๖ ผลการเรียนรู้ ความรู้ K ทักษะ S คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ A สมรรถนะ เฉพาะ C ๓.๓การผลิตสื่อและ สื่อสารให้บรรลุ เป้าหมาย 4.ศึกษาลักษณะ บังคับการแต่งคำ ประพันธ์กาพย์ห่อ โคลง อย่างถูกต้อง เข้าใจลักษณะบังคับ การแต่งคำประพันธ์ สืบค้นข้อมูล อย่างถูกต้อง ๓.การสื่อสารด้วย ภาษา ๓.๒การรับสารและ เคารพคิดเห็นที่ แตกต่าง ๓.๓การผลิตสื่อและ สื่อสารให้บรรลุ เป้าหมาย 5.อภิปรายลักษณะ บังคับการแต่งคำ ประพันธ์โคลงสี่ สุภาพอย่างถูกต้อง การอภิปรายลักษณะ บังคับการแต่งคำ ประพันธ์โคลงสี่ สุภาพ อภิปราย อย่างถูกต้อง ๓.การสื่อสารด้วย ภาษา ๓.๒การรับสารและ เคารพคิดเห็นที่ แตกต่าง ๓.๓การผลิตสื่อและ สื่อสารให้บรรลุ เป้าหมาย 6.อภิปรายลักษณะ บังคับการแต่งกาพย์ ยานี ๑๑อย่างถูกต้อง เข้าใจลักษณะบังคับ แต่งคำกาพย์ยานี๑๑ อภิปราย อย่างถูกต้อง ๓.การสื่อสารด้วย ภาษา ๓.๒การรับสารและ เคารพคิดเห็นที่ แตกต่าง ๓.๓การผลิตสื่อและ สื่อสารให้บรรลุ เป้าหมาย 7.วิเคราะห์ลักษณะ บังคับการแต่งคำ ประพันธ์กาพย์ห่อ โคลงจากวรรณกรรม วรรณคดีอย่าง ถูกต้อง เข้าใจลักษณะบังคับ การแต่งคำประพันธ์ กาพย์ห่อโคลง วิเคราะห์ อย่างถูกต้อง ๓.การสื่อสารด้วย ภาษา ๓.๒การรับสารและ เคารพคิดเห็นที่ แตกต่าง ๓.๓การผลิตสื่อและ สื่อสารให้บรรลุ เป้าหมาย


๙๗ ผลการเรียนรู้ ความรู้ K ทักษะ S คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ A สมรรถนะ เฉพาะ C 8.อภิปรายตัวอย่าง บทประพันธ์กาพย์ห่อ โคลงจากวรรณกรรม วรรณคดีอย่างเห็น คุณค่า การอภิปรายคำ ประพันธ์จาก วรรณกรรมวรรณคดี อภิปราย อย่างเห็นคุณค่า ๓.การสื่อสารด้วย ภาษา ๓.๒การรับสารและ เคารพคิดเห็นที่ แตกต่าง ๓.๓การผลิตสื่อและ สื่อสารให้บรรลุ เป้าหมาย ๙ เลือกใช้คำคล้อง จอง คำไวพจน์และ ประโยคแต่งคำ ประพันธ์สร้างสรรค์ ผลงานได้เหมาะสม และเห็นคุณค่า การใช้ภาษาในการ แต่งคำประพันธ์ สร้างสรรค์ผลงาน ระบุคำคล้องจอง คำไวพจน์ อย่างเหมาะสม และเห็นคุณค่า ๓.การสื่อสารด้วย ภาษา ๓.๒การรับสารและ เคารพคิดเห็นที่ แตกต่าง ๓.๓การผลิตสื่อและ สื่อสารให้บรรลุ เป้าหมาย ๑๐ .ฝึกแต่งคำ ประพันธ์กาพย์ห่อ โคลงตามหลักฉันท ลักษณ์อย่างถูกต้อง การแต่งคำประพันธ์ กาพย์ห่อโคลง ปฏิบัติ อย่างถูกต้อง ๓.การสื่อสารด้วย ภาษา ๓.๒การรับสารและ เคารพคิดเห็นที่ แตกต่าง ๓.๓การผลิตสื่อและ สื่อสารให้บรรลุ เป้าหมาย 11 แต่งคำประพันธ์ กาพย์ห่อโคลง 1 ผลงานอย่างถูกต้อง และสร้างสรรค์ การแต่งคำประพันธ์ กาพย์ห่อโคลง ปฏิบัติแต่งคำ ประพันธ์ อย่างถูกต้องและ สร้างสรรค์ ๓.การสื่อสารด้วย ภาษา ๓.๒การรับสารและ เคารพคิดเห็นที่ แตกต่าง ๓.๓การผลิตสื่อและ สื่อสารให้บรรลุ เป้าหมาย


๙๘ ผลการเรียนรู้ ความรู้ K ทักษะ S คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ A สมรรถนะ เฉพาะ C 12 นำเสนอและ เผยแพร่ผลงานการ แต่งคำประพันธ์ กาพย์ห่อโคลงอย่าง เห็นคุณค่าและ สร้างสรรค์ การแต่งคำประพันธ์ โคลงสี่สุภาพคนละ 1 ผลงาน นำเสนอผลงาน อย่างเห็นคุณค่า และสร้างสรรค์ ๓.การสื่อสารด้วย ภาษา ๓.๒การรับสารและ เคารพคิดเห็นที่ แตกต่าง ๓.๓การผลิตสื่อและ สื่อสารให้บรรลุ เป้าหมาย


๙๙ ตารางวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดเพื่อจัดทำคำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม รายวิชาภาษาถิ่นโคราช รหัสวิชา ท33201 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๑ จำนวน ๑ หน่วยกิต เวลา 40 ชั่วโมง วาม จับประเด็นสำคัญ แยกแยะ ผลการเรียนรู้ ความรู้ K ทักษะ S คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ A สมรรถนะเฉพาะ C 1. บอกประวัติความ เป็นมาของภาษา โคราชได้ถูกต้อง ประวัติความเป็นมา ของภาษาโคราช บอก ถูกต้อง ๓.การสื่อสารด้วยภาษา ๓.๒การรับสารและ เคารพคิดเห็นที่แตกต่าง ๓.๓การผลิตสื่อและ สื่อสารให้บรรลุ เป้าหมาย 2. อธิบายลักษณะ ของภาษาโคราชได้ ถูกต้อง ลักษณะของภาษา โคราช อธิบาย ถูกต้อง ๓.การสื่อสารด้วยภาษา ๓.๒การรับสารและ เคารพคิดเห็นที่แตกต่าง ๓.๓การผลิตสื่อและ สื่อสารให้บรรลุ เป้าหมาย 3. วิเคราะห์หน่วย เสียงของภาษาโคราช ได้อย่างเป็นระบบ หน่วยเสียงของภาษา โคราช วิเคราะห์ อย่างเป็นระบบ การสื่อสารด้วยภาษา 4. เปรียบเทียบคำ วิเศษณ์ของภาษาไทย กับภาษาโคราชอย่าง ถูกต้อง คำวิเศษณ์ของ ภาษาไทยกับภาษา โคราช เปรียบเทียบ อย่างถูกต้อง การรับสารและเคารพ คิดเห็นที่แตกต่าง 5. จำแนกสำเนียง ภาษาโคราชได้อย่าง ถูกต้อง สำเนียงภาษาโคราช จำแนก อย่างถูกต้อง การรับสารและเคารพ คิดเห็นที่แตกต่าง 6. รวบรวมคำนาม ของภาษาโคราชได้ อย่างเป็นระบบ คำนามของภาษา โคราช รวบรวม เป็นระบบ การสื่อสารด้วยภาษา 7. รวบรวมคำกริยา ของภาษาโคราช อย่างเป็นระบบ คำกริยาของภาษา โคราช รวบรวม เป็นระบบ การสื่อสารด้วยภาษา


๑๐๐ ผลการเรียนรู้ ความรู้ K ทักษะ S คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ A สมรรถนะเฉพาะ C 8. ตีความสำนวน ภาษาโคราชได้อย่าง เหมาะสม สำนวนภาษาโคราช ตีความ อย่างเหมาะสม การรับสารและเคารพ คิดเห็นที่แตกต่าง 9. ใช้ ภาษาโคราช ในการเขียนเล่าเรื่อง อย่างถูกต้อง เหมาะสม การเขียนเล่าเรื่อง ใช้ ถูกต้อง เหมาะสม การสื่อสารด้วยภาษา 10. นำเสนอภาษา โคราชสัปดาห์ละคำ ได้อย่างเห็นคุณค่า ภาษาโคราชสัปดาห์ ละคำ นำเสนอ อย่างเห็นคุณค่า การรับสารและเคารพ คิดเห็นที่แตกต่าง 11. พูดภาษาโคราช ได้อย่างมีมารยาท ภาษาโคราช พูด มีมารยาท การสื่อสารด้วยภาษา 12. จัดทำสมุด บันทึกนำเสนอภาษา โคราชได้อย่างเป็น ระบบ สมุดบันทึกนำเสนอ ภาษาโคราช จัดทำ อย่างเป็นระบบ การผลิตสื่อและสื่อสาร ให้บรรลุเป้าหมาย


๑๐๑ ตารางวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดเพื่อจัดทำคำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม รายวิชาภาษาไทยเพื่ออาชีพ รหัส ท33202 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๒ จำนวน ๑ หน่วยกิต เวลา 40 ชั่วโมง ผลการเรียนรู้ ความรู้ K ทักษะ S คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ A สมรรถนะเฉพาะ C 1. บอกความสำคัญ ของภาษาไทยและ อธิบายหลักการใช้ ภาษาได้อย่างถูกต้อง ความสำคัญของ ภาษาไทยและอธิบาย หลักการใช้ภาษาได้ บอก อย่างถูกต้อง 2. นำภาษาไทยไปใช้ เป็นเครื่องมือสื่อสาร ในงานอาชีพสื่อสาร ในงานอาชีพได้อย่าง ถูกต้อง การนำภาษาไทยไป ใช้เป็นเครื่องมือ สื่อสารในงานอาชีพ สื่อสารในงานอาชีพ นำไปใช้ อย่างถูกต้อง การสื่อสารด้วยภาษา 3. เลือกถ้อยคำ สำนวน ระดับภาษา ถูกต้องตาม หลักเกณฑ์ เหมาะสม กับกาลเทศะ บุคคล โอกาส และ สถานการณ์การ ถ้อยคำสำนวน ระดับ ภาษา เลือก ถูกต้องตาม หลักเกณฑ์ การรับสารและเคารพ คิดเห็นที่แตกต่าง การสื่อสารด้วยภาษา 4. อธิบาย ความสำคัญหลักการ และแนวทางการใช้ ภาษาเพื่อเขียน สื่อสารในงานอาชีพ ความสำคัญหลักการ และแนวทางการใช้ ภาษาเพื่อเขียน สื่อสารในงานอาชีพ อธิบาย การสื่อสารด้วยภาษา 5. อธิบายโครงสร้าง และความสำคัญของ เอกสารต่างๆที่ เกี่ยวข้องกับการ อาชีพเขียนติดต่อกิจ ธุระ โครงสร้างและ ความสำคัญของ เอกสารต่างๆที่ เกี่ยวข้องกับการ อาชีพเขียนติดต่อกิจ ธุระ อธิบาย การรับสารและเคารพ คิดเห็นที่แตกต่าง การสื่อสารด้วยภาษา 6. เขียนโฆษณาและ เขียนประชาสัมพันธ์ การเขียนโฆษณาและ การเขียน ประชาสัมพันธ์ เขียน การผลิตสื่อและสื่อสาร ให้บรรลุเป้าหมาย


๑๐๒ ผลการเรียนรู้ ความรู้ K ทักษะ S คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ A สมรรถนะเฉพาะ C 7. ประเมินค่าการฟัง การดูการอ่านสารใน งานอาชีพแล้ว สามารถนำทักษะการ ฟังการดูและการอ่าน ไปพัฒนาตนเองใน งานอาชีพ ประเมินค่าการฟัง การดูการอ่านสารใน งานอาชีพแล้ว สามารถนำทักษะการ ฟังการดูและการอ่าน ไปพัฒนาตนเองใน งานอาชีพ ประเมินค่า การสื่อสารด้วยภาษา 8. อธิบายรูปแบบ ขั้นตอนการเตรียม และวิธีพูดนำเสนอใน งานอาชีพได้ รูปแบบขั้นตอนการ เตรียมและวิธีพูด นำเสนอในงานอาชีพ อธิบาย การสื่อสารด้วยภาษา 9. พูดในโอกาสต่าง ๆ ของสังคมตาม หลักการการพูด การพูดในโอกาสต่าง ๆ ของสังคมตาม หลักการการพูด พูด อย่างสร้างสรรค์ การสื่อสารด้วยภาษา 10. อ่านคู่มือการ ปฏิบัติงานและเขียน รายงานการ ปฏิบัติงานได้อย่าง ถูกต้อง การอ่านคู่มือการ ปฏิบัติงานและการ เขียนรายงาน อ่าน อย่างถูกต้อง การผลิตสื่อและสื่อสาร ให้บรรลุเป้าหมาย 11. เขียนบท สัมภาษณ์นำเสนอ ผลงาน การเขียนบท สัมภาษณ์ เขียน การผลิตสื่อและสื่อสาร ให้บรรลุเป้าหมาย 12. นำเสนอผลงาน ของตนเองโดยใช้วิธีที่ เหมาะสมและใช้ ทักษะการพูด นำเสนอผลงานไป พัฒนาตนเองในงาน อาชีพ การนำเสนอผลงาน ของตนเองโดยใช้วิธี ที่เหมาะสม นำเสนอ อย่างเหมาะสม การผลิตสื่อและสื่อสาร ให้บรรลุเป้าหมาย


๑๐๓ คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน


๑๐๔ คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย๑ รหัสวิชา ท๒๑๑๐๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๑ จำนวน ๑.๕ หน่วยกิต เวลาเรียน ๖๐ ชั่วโมง ศึกษาเกี่ยวกับ การอ่านบทร้อยแก้ว ร้อยกรองได้ถูกต้องเหมาะสมกับเรื่องที่อ่าน คัดลายมือด้วยตัว บรรจงครึ่งบรรทัด เขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำถูกต้อง ชัดเจน เหมาะสมและสละสลวย เขียนบรรยาย ประสบการณ์โดยระบุสาระสำคัญ รายละเอียดสนับสนุน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมาย พูดสรุป ใจความสำคัญของเรื่องที่ฟังและดู เล่าเรื่องย่อจากเรื่องที่ฟังและดู พูดแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู อธิบายลักษณะของเสียงในภาษาไทย สร้างคำในภาษาไทย วิเคราะห์ชนิด หน้าที่ ของคำประโยค สรุปเนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์และอธิบายคุณค่าวรรณคดี วรรณกรรม ที่อ่าน พร้อมทั้งยกเหตุผลประกอบ สรุปความรู้และข้อคิดจากการอ่านเพื่อประยุกต์ใช้ใน ชีวิตจริงท่องจำบท อาขยานตามที่กำหนดและบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ โดยใช้ทักษะการอ่านออกเสียง การเขียน การฟัง การดูและการพูด การแสดงความคิดเห็น การอธิบาย กระบวนการคิดวิเคราะห์ กระบวนการฝึกปฏิบัติ กระบวนการสืบค้น เพื่อนำความรู้ ไปประเมินค่า พัฒนาภาษาการสื่อสาร เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีมารยาทในการอ่าน และนิสัยรักการอ่าน การเขียน การฟัง การดู และการพูด ตระหนักเห็นคุณค่าของการอ่าน เขียน พูดได้ถูกต้องอย่างสร้างสรรค์ เห็นคุณค่าของการศึกษา วรรณคดีและวรรณกรรม เกิดความสามารถในการคิด ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการ แก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมตัวชี้วัด ๒๒ ตัวชี้วัด ท๑.๑ ม.๑/๑, ม.๑/๙ ท๒.๑ ม.๑/๑, ม.๑/๒, ม.๑/๓, ม.๑/๔, ม.๑/5, ม.๑/๖, ม.๑/๙ ท๓.๑ ม.๑/๑, ม.๑/๒, ม.๑/๓, ม.๑/๖ ท๔.๑ ม.๑/๑, ม.๑/๒, ม.๑/3 ม.1/6 ท๕.๑ ม.๑/๑, ม.๑/๒, ม.๑/๓, ม.๑/๔, ม.๑/๕


๑๐๕ คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย๒ รหัสวิชา ท๒๑๑๐๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๑ จำนวน ๑.๕ หน่วยกิต เวลาเรียน ๖๐ ชั่วโมง ศึกษาเกี่ยวกับ อ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว และบทร้อยกรอง ระบุและอธิบายคำเปรียบเทียบ คำที่มี หลายความหมายในบริบทต่าง ๆ จากการอ่าน ตีความคำยากในเอกสารวิชาการโดยพิจารณาจากบริบท ระบุข้อสังเกตความสมเหตุสมผลของงานเขียนประเภทชักจูงโน้มน้าว วิเคราะห์คุณค่าที่ได้รับจากการอ่านงาน เขียนอย่างหลากหลายเพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาชีวิต ประเมินความน่าเชื่อถือของสื่อที่มีเนื้อหา โน้มน้าวใจ ความแตกต่างของภาษาพูด ภาษาเขียน โดยการเขียนย่อความจากเรื่องที่อ่าน เขียนจดหมายส่วนตัวและ จดหมายกิจธุระ รายงานการศึกษาค้นคว้าและโครงงาน เล่าเรื่องย่อจากเรื่องที่ฟังและดู พูดรายงานเรื่องหรือ ประเด็นที่ศึกษาค้นคว้าจากการฟัง การดู และการสนทนา แต่งบทร้อยกรอง สรุปเนื้อหาวรรณคดีและ วรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์และอธิบายคุณค่าวรรณคดี วรรณกรรมที่อ่าน พร้อมทั้งยกเหตุผลประกอบ สรุป ความรู้และข้อคิดจากการอ่านเพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง โดยใช้ทักษะการอ่านออกเสียง การเขียน การฟัง การดูและการพูด การแสดงความคิดเห็น การอธิบาย กระบวนการคิดวิเคราะห์ กระบวนการฝึกปฏิบัติ กระบวนการสืบค้น เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีมารยาทในการอ่าน และนิสัยรักการอ่าน การเขียน การฟัง การ ดูและการพูด ตระหนักเห็นคุณค่าของการอ่าน เขียนให้ถูกต้องอย่างสร้างสรรค์ เห็นคุณค่าของการศึกษา วรรณคดีและวรรณกรรม เกิดความสามารถในการคิด ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการ แก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมตัวชี้วัด ๒3 ตัวชี้วัด ท๑.๑ ม.๑/๑, ม.๑/3, ม.๑/๔, ม.๑/๕, ม.๑/๖, ม.๑/7, ม.๑/๘, ม.๑/9 ท๒.๑ ม.๑/6, ม.๑/8, ม.๑/9 ท๓.๑ ม.๑/3, ม.๑/4, ม.๑/5, ม.๑/6 ท๔.๑ ม.๑/4, ม.๑/5, ม.๑/6 ท๕.๑ ม.๑/๑, ม.๑/๒, ม.๑/๓, ม.๑/๔, ม.๑/5


๑๐๖ คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย๓ รหัสวิชา ท๒๒๑๐๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ จำนวน ๑.๕ หน่วยกิต เวลาเรียน ๖๐ ชั่วโมง ศึกษาเกี่ยวกับ การอ่านออกเสียงบทร้อยแก้ว และบทร้อยกรองได้ถูกต้องเหมาะสมกับเรื่องที่อ่าน จับ ใจความสำคัญ สรุปความและอธิบายรายละเอียด อภิปรายแสดงความคิดเห็นและข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่ อ่าน ตีความ แปลความ และขยายความ คัดลายมือ ตัวบรรจงครึ่งบรรทัด เขียนเรียงความ ย่อความ บรรยายและพรรณนา แนวคิด พูดสรุปใจความสำคัญของเรื่องที่ฟังและดู วิเคราะห์ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น จากสื่อต่าง ๆ เพื่อนำข้อคิดมาประยุกต์ใช้ สร้างคำในภาษาไทย วิเคราะห์โครงสร้างประโยคสามัญ ประโยค รวมและประโยคซ้อน ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนดและบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ สรุป เนื้อหาวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน วิเคราะห์ อธิบายคุณค่า และข้อคิดจากการอ่านเพื่อประยุกต์ใช้ใน ชีวิตประจำวัน โดยใช้กระบวนการอ่านออกเสียง สรุปใจความสำคัญ อธิบาย อภิปราย ตีความ ขยายความ กระบวนการคิดวิเคราะห์ คัดลายมือและเขียนสื่อความ วิเคราะห์โครงสร้างประโยค ท่องจำพูดแสดงความ คิดเห็นและอธิบายคุณค่า เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงคุณค่าของการศึกษาภาษาไทยวรรณคดีวรรณกรรม มรดกทางวัฒนธรรม ชองชาติ มีมารยาทในการอ่าน การเขียน การฟัง การดูและการพูด และศึกษาหลักภาษาและการใช้ ภาษาไทย มีนิสัยรักการอ่าน การเขียน พูดการฟัง เกิดความสามารถในการคิด ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ รวมตัวชี้วัด ๒๒ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒, ม.๒/๓, ม.๒/๔ ม.๒/๕, ม.๒/๖, ม.๒/๗, ม.๒/๘ ท ๒.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๔ ม๒/๖ ท ๓.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒, ม.๒/๓ ม.๒/๖, ท ๔.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๓ ท ๕.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒ ม.๒/๓, ม.๒/๔, ม.๒/๕


๑๐๗ คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย๔ รหัสวิชา ท๒๒๑๐๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๒ จำนวน ๑.๕ หน่วยกิต เวลาเรียน ๖๐ ชั่วโมง ศึกษาเกี่ยวกับการอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรอง สามารถวิเคราะห์และจำแนก ข้อเท็จจริง ข้อมูลสนับสนุนและข้อคิดเห็น จากบทความที่อ่าน ระบุข้อสังเกตการชวนเชื่อ การโน้มน้าวหรือ ความสมเหตุสมผลของงานเขียนได้ อ่านหนังสือ บทความหรือคำประพันธ์อย่างหลากหลาย และประเมิน คุณค่าหรือแนวคิดที่ได้จากการอ่าน เพื่อนำไปใช้ในชีวิตและมีมารยาทในการอ่าน เขียนรายงานการศึกษา ค้นคว้า เขียนจดหมายกิจธุระ เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นหรือโต้แย้งในเรื่องที่อ่านอย่างมี เหตุผลและมีมารยาทในการเขียน พูดในโอกาสต่าง ๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ พูดรายงานเรื่องหรือประเด็นที่ ศึกษาค้นคว้าได้และมีมารยาทในการฟัง การดูและการพูด ใช้คำราชาศัพท์รวบรวมและอธิบายความหมาย ของคำยืมภาษาต่างประเทศที่ใช้ในภาษาไทยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และมีมารยาท สรุปเนื้อหาวรรณคดี สามารถวิเคราะห์ วิจารณ์วรรณคดีวรรณกรรมที่อ่านให้เหตุผลประกอบและท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด โดยใช้กระบวนการอ่านออกเสียง อ่านในใจ สรุปใจความสำคัญ กระบวนการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินค่า เขียนสื่อความ การพูดอภิปรายแสดงความคิดเห็น เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีมารยาทในการอ่าน การเขียน การฟัง การดูและการพูด มีนิสัยรัก การอ่าน การเขียน พูดและเขียนอย่างสร้างสรรค์ ตระหนักเห็นคุณค่าของการอ่าน การเขียน ให้ถูกต้อง เห็น คุณค่าของการศึกษาวรรณคดีวรรณกรรม ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมชองชาติเกิดความสามารถในการคิด ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถ ในการใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมตัวชี้วัด ๒๐ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒ ท ๒.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒, ม.๒/๓ ม.๒/๕, ม.๒/๗, ม.๒/๘ ท ๓.๑ ม.๒/๔, ม.๒/๕, ม.๒/๖ ท ๔.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒ ม.๒/๔, ม.๒/๕, ท ๕.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒, ม.๒/๓ ม.๒/๔, ม.๒/๕


๑๐๘ คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย๕ รหัสวิชา ท๒๓๑๐๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ภาคเรียนที่ ๑ จำนวน ๑.๕ หน่วยกิต เวลาเรียน ๖๐ ชั่วโมง ศึกษาหลักการอ่านร้อยแก้ว ร้อยกรอง วรรณคดี วรรณกรรมจากสื่อที่หลากหลาย การระบุวิเคราะห์ คุณค่าของงานความแตกต่างของคำที่มีความโดยตรงและความหมายโดยนัย วิเคราะห์วิจารณ์และประเมินเรื่อง ที่อ่านโดยใช้กลวิธีการเปรียบเทียบ การเขียนรายงานการศึกษาค้นคว้า การเขียนข้อความตามสถานการณ์ การ พูดแสดงความคิดเห็น การพูดโต้แย้ง การพูดรายงาน การพูดโน้มน้าวใจ ชี้แจงแสดงข้อคิดเห็น พูดวิเคราะห์ วิจารณ์เรื่องที่ฟังและดูเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตศึกษาหลักภาษาระดับภาษา ภาษาต่างประเทศ ในภาษาไทย การเขียนข้อความตามสถานการณ์เพื่อวิเคราะห์คุณค่าและข้อคิดจากเนื้อหาวรรณคดีและ วรรณกรรมท้องถิ่นท่องจำบทอาขยาน โดยฝึกอ่านร้อยแก้ว ร้อยกรอง ทำนองเสนาะ ฝึกอ่านตีความใช้วิจารณญาณในการอ่านและวิเคราะห์ วิจารณ์ เรียบเรียงภาษาเขียน ฝึกคัดลายมือ การเขียนกรอบความคิด บันทึก เขียนข้อความ ชีวประวัติ จดหมายกิจธุระ การเขียนเรียงความ ย่อความ การเขียนแสดงความคิดเห็น และเขียนรายงานการศึกษา ค้นคว้า รายงานโครงงานได้ถูกต้องตามรูปแบบและอักขรวิธี ใช้ภาษาในการพูด จำแนกชนิดและหน้าที่ของ ประโยคที่ซับซ้อนได้ โดยใช้กระบวนการทางภาษาการสืบค้นความรู้การจดบันทึก ใช้ความสามารถในการคิด การอภิปรายเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจในการเรียนรู้ ใช้ความสามารถในการสื่อสารกับผู้อื่นให้เข้าใจตรงกัน เพื่อให้ผู้เรียนใช้ทักษะภาษาไทยได้ถูกต้องคล่องแคล่ว มีสมรรถนะสำคัญด้านความสามารถในการ สื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ เห็นคุณค่าของวรรณคดีวรรณกรรมไทยมีความภาคภูมิใจใน ภาษาไทยอันแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต มีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์กษัตริย์ ซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัยใฝ่เรียนรู้ รับผิดชอบ มุ่งมั่น ในการทำงาน มีจิตสาธารณะ พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษกิจพอเพียงมาใช้ให้เกิดประโยชน์ใน ชีวิตประจำวัน รวมตัวชี้วัด 27 ตัวชี้วัด ท 1.1 ม.3/1,ม.3/2,ม.3/3,ม.3/4,ม.3/5,ม.3/6,ม.3/7,ม.3/10 ท 2.1 ม.3/1,ม.3/2,ม.3/3,ม.3/4,ม.3/5,ม.3/6,ม.3/10 ท 3.1 ม.3/1,ม.3/2,ม.3/3,ม.3/4,ม.3/6 ท 4.1 ม.3/1,ม.3/2,ม.3/3 ท 5.1 ม.3/1,ม.3/2,ม.3/3,ม.3/4


๑๐๙ คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย๖ รหัสวิชา ท๒๓๑๐๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ภาคเรียนที่ ๒ จำนวน ๑.๕ หน่วยกิต เวลาเรียน ๖๐ ชั่วโมง ศึกษาหลักการอ่านร้อยแก้ว ร้อยกรอง วรรณคดีวรรณกรรม วรรณกรรมท้องถิ่นจากสื่อที่หลากหลาย ระบุข้อสังเกตและวิเคราะห์คุณค่าจากเรื่องที่อ่าน ฟังและดู การพูดโน้มน้าวอย่างมีเหตุผลพูดในโอกาสที่สำคัญ ศึกษาหลักภาษาเกี่ยวกับคำบัญญัติ ศัพท์วิชาการ คำทับศัพท์ เขียนรายงาน โครงงาน กรอกแบบสมัครงาน การ เขียนข้อความตามสถานการณ์ โดยอ่านร้อยแก้วร้อยกรอง ตีความโดยใช้วิจารณญาณในการอ่าน และระบุข้อสังเกต วิเคราะห์คุณค่าที่ ได้รับจากการอ่านเรื่อง การฟังและการดูจากสื่อที่หลากหลาย การเลือกใช้คำพูดพูดในโอกาสสำคัญได้ถูกต้อง เหมาะสมตามกาลเทศะ เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมาย แต่งคำประพันธ์ใช้ศัพท์บัญญัติ ศัพท์วิชาการและ ศัพท์วิชาชีพ คำทับศัพท์ในชีวิตประจำวันได้ถูกต้องเหมาะสม เขียนแสดงความคิดเห็น เขียนรายงานการค้นคว้า โครงงานได้ถูกต้องตามอักขรวิธี ใช้ภาษาได้ถูกต้อง อ่านวรรณคดีวรรณกรรมระบุคุณค่าข้อคิด ท่องจำบท ประพันธ์ที่ไพเราะ นำข้อคิดจากการอ่าน การฟัง การดูไปใช้ประโยชน์ในชีวิต โดยใช้กระบวนการทางภาษา กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ จัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความคิด เรียนรู้แบบโครงงาน ให้รู้วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็น ระบบ วางแผน คิดวิเคราะห์ ประเมินผลฝึกการเป็นผู้นำและผู้ตามมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี สามารถสร้างองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้เรียนใช้ทักษะภาษาไทยได้ถูกต้องคล่องแคล่ว มีสมรรถนะสำคัญด้านความสามารถในการ สื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ เห็นคุณค่าของวรรณคดีวรรณกรรมไทยมีความภาคภูมิใจใน ภาษาไทยอันแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต มีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์กษัตริย์ ซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัยใฝ่เรียนรู้ รับผิดชอบ มุ่งมั่น ในการทำงาน มีจิตสาธารณะ พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษกิจพอเพียงมาใช้ให้เกิดประโยชน์ใน ชีวิตประจำวัน รวมตัวชี้วัด 24 ตัวชี้วัด ท 1.1 ม.3/2,ม.3/5,ม.3/7,ม.3/8,ม.3/9,ม.3/10 ท 2.1 ม.3/1,ม.3/2,ม.3/7,ม.3/8,ม.3/9,ม.3/10 ท 3.1 ม.3/3,ม.3/4,ม.3/5,ม.3/6 ท 4.1 ม.3/1,ม.3/3,ม.3/4ม.3/5,ม.3/6 ท 5.1 ม.3/2,ม.3/3,ม.3/4


๑๑๐ คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย๑ รหัสวิชา ท๓๑๑๐๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ภาคเรียนที่ ๑ จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต เวลาเรียน ๔๐ ชั่วโมง ศึกษาหลักการอ่านบทร้อยแก้วร้อยกรอง ตีความ จับใจความสำคัญ แปลความ สรุปความขยายความ วิเคราะห์ วิจารณ์ แสดงความคิดเห็นโต้แย้ง เรื่องที่อ่านทุกด้าน เสนอความคิดใหม่อย่างมีเหตุผล เขียนสื่อสาร ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ เขียนเรียงความ ย่อความ และเรื่องราวในหลากหลายรูปแบบ เขียนรายงานข้อมูล สารสนเทศ และรายงานการศึกษาค้นคว้าเพื่อนำไปพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ พูดสรุปแนวคิดใช้ภาษาแสดง ความคิดเห็นจากเรื่องที่ฟัง และประเมินเรื่องใช้คำและกลุ่มคำสร้างประโยคตรงตามวัตถุประสงค์ ใช้ภาษา เหมาะสมแก่โอกาสกาลเทศะและบุคคล วิเคราะห์อิทธิพลของภาษาต่างประเทศที่มีใช้ในภาษาไทย อธิบาย วิเคราะห์หลักการสร้างคำในภาษาไทย วิเคราะห์ประเมินการใช้ภาษาจากสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ วิเคราะห์วิจารณ์ลักษณะเด่นของวรรณคดีเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของสังคมในอดีตใน ฐานะที่เป็นมรดก ทางวัฒนธรรมของชาติ ท่องจำบทอาขยานที่มีคุณค่าเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้กระบวนการอธิบายธรรมชาติของภาษา พลังของภาษาและลักษณะของภาษา บทบาทของ ภาษาดั้งเดิมหรือภาษาท้องถิ่นมีบทบาทในแง่ของเป็นมรดกทางวรรณกรรมที่สืบทอดกันมาช้านานอย่างไรใน ประเทศต่างๆในอาเซียน ใช้คำและกลุ่มคำสร้างประโยค ตรงตามวัตถุประสงค์ ใช้ภาษาเหมาะสมแก่ โอกาส กาลเทศะ และบุคคล แต่งบทร้อยกรอง อธิบายและวิเคราะห์การสร้างคำในภาษาไทย และประเมิน คุณค่าด้าน วรรณศิลป์ของวรรณคดีและวรรณกรรมตามหลักการวิจารณ์เบื้องต้น เพื่อให้ผู้เรียนใช้ทักษะภาษาไทยได้ถูกต้องคล่องแคล่ว มีสมรรถนะสำคัญด้านความสามารถในการ สื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ เห็นคุณค่าของวรรณคดีวรรณกรรมไทยมีความภาคภูมิใจใน ภาษาไทยอันแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต มีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์กษัตริย์ ซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัยใฝ่เรียนรู้ รับผิดชอบ มุ่งมั่น ในการทำงาน มีจิตสาธารณะ พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ให้เกิดประโยชน์ใน ชีวิตประจำวัน รวมตัวชี้วัด 16 ตัวชี้วัด ท1.1 ม4/2, ม4/3, ม4/8, ม4/9 ท2.1 ม4/1, ม4/2, ม.4/3 ท3.1 ม4/1, ม4/3, ม.4/4, ม4/5, ม4/6 ท4.1 ม4/1 ท5.1 ม4/1, ม4/3, ม.4/4


๑๑๑ คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย๒ รหัสวิชา ท๓๑๑๐๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ภาคเรียนที่ ๒ จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต เวลาเรียน ๔๐ ชั่วโมง ศึกษาหลักการอ่านบทร้อยแก้วร้อยกรอง ตีความ แปลความ ขยายความ วิเคราะห์ วิจารณ์ คาดคะเน เหตุการณ์จากเรื่องที่อ่านและประเมินค่า เสนอความคิดใหม่อย่างมีเหตุผล เขียนสื่อสารได้ตรงตามวัตถุประสงค์ เขียนเรียงความ ย่อความ และเรื่องราวในหลากหลายรูปแบบ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศ และรายงาน การศึกษาค้นคว้าเพื่อนำไปพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ พูดสรุปแนวคิดใช้ภาษาแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่ฟัง และประเมินเรื่องใช้คำและกลุ่มคำสร้างประโยคตรงตามวัตถุประสงค์ ใช้ภาษาเหมาะสมแก่โอกาสกาลเทศะ และบุคคล วิเคราะห์อิทธิพลของภาษาต่างประเทศที่มีใช้ในภาษาไทย อธิบายวิเคราะห์หลักการสร้างคำใน ภาษาไทย วิเคราะห์ประเมินการใช้ภาษาจากสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ วิเคราะห์วิจารณ์ลักษณะเด่น ของวรรณคดีเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตของสังคมในอดีตในฐานะที่เป็นมรดกทาง วัฒนธรรมของชาติ ท่องจำบทอาขยานที่มีคุณค่าเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้กระบวนการอธิบายธรรมชาติของภาษา พลังของภาษาและลักษณะของภาษา ใช้ภาษา เหมาะสมแก่โอกาส กาลเทศะ และบุคคล รวมทั้งคำราชาศัพท์อย่างเหมาะสม แต่งบทร้อย อธิบายและ วิเคราะห์การสร้างคำในภาษาไทย และประเมินคุณค่าด้านวรรณศิลป์ ของวรรณคดีและวรรณกรรมตาม หลักการวิจารณ์เบื้องต้น โดยเชื่อมโยงการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิตของสังคมในอดีต เพื่อให้ผู้เรียนใช้ทักษะภาษาไทยได้ถูกต้องคล่องแคล่ว มีสมรรถนะสำคัญด้านความสามารถในการ สื่อสาร ความสามารถในการคิด ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ เห็นคุณค่าของวรรณคดีวรรณกรรมไทยมีความภาคภูมิใจใน ภาษาไทยอันแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต มีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์กษัตริย์ ซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัยใฝ่เรียนรู้ รับผิดชอบ มุ่งมั่น ในการทำงาน มีจิตสาธารณะ พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษกิจพอเพียงมาใช้ให้เกิดประโยชน์ใน ชีวิตประจำวัน รหัสตัวชี้วัด ๑๙ ตัวชี้วัด ท1.1 ม4/1, ม4/2, ม4/3, ม.4/4, ม4/9 ท2.1 ม4/1, ม4/2,ม4/๓, ม.4/8 ท3.1 ม4/1, ม4/6 ท4.1 ม4/4, ม4/5, ม4/6, ม4/7 ท5.1 ม4/1, ม4/3, ม.4/4, ม4/5


๑๑๒ คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย๓ รหัสวิชา ท๓๒๑๐๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ภาคเรียนที่ ๑ จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต เวลาเรียน ๔๐ ชั่วโมง ศึกษาการอ่าน การเขียน การฟัง การดู และการพูด หลักการใช้ภาษา และวรรณคดีวรรณกรรม เกี่ยวกับ การอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วที่เป็น นวนิยาย และบทร้อยกรองประเภท ฉันท์ ร่าย การอ่านจับ ใจความสำคัญ การวิเคราะห์วิจารณ์ การตอบคำถามการเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึกและรายงาน จากบันเทิงคดี ปาฐกถา เทศนา และมีมารยาทในการอ่าน การเขียนแสดงทรรศนะ เขียนเชิญชวน การเขียน บันเทิงคดี การเขียนรายงานการประชุม การเขียนบันทึก และมีมารยาทในการเขียน การพูดสรุปแนวคิด การแสดงความคิดเห็น การพูดแสดงทรรศนะ จากเรื่องที่ฟังและดู การเลือกเรื่องที่ฟัง การมีมารยาทในการฟัง การดูและการพูด การใช้ภาษาเหมาะสมแก่โอกาสกาลเทศะบุคคล การแต่งบทร้อยกรองประเภท โคลง การวิเคราะห์อิทธิพลของภาษาต่างประเทศและภาษาถิ่น การอธิบายและวิเคราะห์หลักการสร้างคำใน ภาษาไทย การวิเคราะห์และวิจารณ์ลักษณะเด่นของวรรณคดีเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวิถี ชีวิตของสังคมในอดีต โดยใช้ทักษะกระบวนการทางภาษาฟัง พูด อ่าน เขียน เพื่อฝึกทักษะอ่านออกเสียง อ่านจับใจความ วิเคราะห์และวิจารณ์ ตอบคำถาม เขียนกรอบแนวคิด เขียนผังความคิด บันทึกความคิด บันทึกย่อความและ รายงาน เขียนแสดงทรรศนะ เขียนเชิญชวน เขียนบันทึก ผลิตงานเขียน เขียนรายงาน พูดแสดงความคิดเห็น พูดต่อที่ชุมชน ใช้ภาษาแต่งบทร้อยกรอง อธิบายและวิเคราะห์วิจารณ์จากวรรณคดีและวรรณกรรม เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการทางภาษา ได้อย่างถูกต้องไพเราะ และเหมาะสม อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์อย่างมีเหตุผลมีนิสัยรักการอ่าน อย่างสม่ำเสมอ มีมารยาทในการอ่าน การเขียน การฟัง การดูและการพูด เกิดความสามารถในการคิด ความสามารถในการ สื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา และความสามารถในการใช้ทักษะชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมตัวชี้วัด ๒๑ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม. ๔-6/๑, ม. ๔-6/2, ม. ๔-6/3, ม. ๔-6/๖, ม. ๔-6/7, ม. ๔-6/9 ท ๒.๑ ม. ๔-6/๑, ม. ๔-6/๔, ม. ๔-6/๖, ม.๔-6/๗, ม.๔-6/๘ ท ๓.๑ ม. ๔-6/๑, ม. ๔-6/๔, ม. ๔-6/๕, ม. ๔-6/๖ ท ๔.๑ ม. ๔-6/๓ ม. ๔-6/๔ ม. ๔-6/๕ ม. ๔-6/๖ ท ๕.๑ ม. ๔-6/๑ ม. ๔-6/๒


๑๑๓ คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย๔ รหัสวิชา ท๓๒๑๐๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ภาคเรียนที่ ๒ จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต เวลาเรียน ๔๐ ชั่วโมง ศึกษาการอ่าน การเขียน การฟัง การดู และการพูด หลักการใช้ภาษา และวรรณคดีวรรณกรรม เกี่ยวกับ การอ่านจับใจความสำคัญ การคาดคะเนเหตุการณ์และการประเมินค่า การวิเคราะห์ วิจารณ์ แสดง ความคิดเห็นโต้แย้ง การตอบคำถาม การเขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึกความคิด บันทึกย่อความและ รายงาน การสังเคราะห์ความรู้จากการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์สื่ออิเล็กทรอนิกส์และแหล่งเรียนรู้ต่างๆจากวรรณกรรม พื้นบ้าน วรรณคดีในบทเรียนและสารคดี การเขียนโต้แย้ง การเขียนโน้มน้าวใจ การเขียนสารคดี การประเมิน คุณค่างานเขียน การวิเคราะห์แนวคิดการใช้ภาษาและความน่าเชื่อถือ การประเมินเรื่องแล้วกำหนดแนวทาง นำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต การพูดอภิปราย พูดในที่ชุมชน การแต่งบทร้อยกรองประเภท ฉันท์ การ วิเคราะห์และประเมินคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรม โดยใช้ทักษะกระบวนการทางภาษาฟัง พูด อ่าน เขียน เพื่อฝึกทักษะอ่านจับใจความ คาดคะเน แสดง ความคิดเห็น ตอบคำถาม เขียนกรอบแนวคิด ผังความคิด บันทึกความคิด เขียนโต้แย้ง เขียนโน้มน้าว เขียน สารคดี พูดสรุปแนวคิด ประเมินเรื่อง พูดอภิปราย พูดในที่ชุมชน แต่งบทร้อยกรอง วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรม เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการทางภาษา ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และมีเหตุผล และเห็นคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติเกิดความสามารถในการคิด ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา และความสามารถในการใช้ทักษะชีวิตได้อย่างมี ประสิทธิภาพ รวมตัวชี้วัด 2๔ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม. ๔-6/๒ ม. ๔-6/5 ม. ๔-6/๖ ม.๔-6/๗ ม. ๔-6/๘ ม.4-6/9 ท ๒.๑ ม. ๔-6/๑ ม. ๔-6/3 ม. ๔-6/๔ ม. ๔-6/๕ ม.๔-6/๗ ม. ๔-6/๘ ม.4-6/9 ท ๓.๑ ม. ๔-6/3 ม. ๔-6/4 ม. ๔-6/๕ ม.๔-6/6 ท ๔.๑ ม. ๔-6/3 ม. ๔-6/4 ม. ๔-6/๕ ม.๔-6/6 ม.๔-6/๗ ท ๕.๑ ม. ๔-6/1 ม. ๔-6/๒ ม. ๔-6/3 ม. ๔-6/๔ ม.๔-6/๕


๑๑๔ คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย๕ รหัสวิชา ท๓๓๑๐๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๑ จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต เวลาเรียน ๔๐ ชั่วโมง ศึกษาการอ่าน การเขียน การฟัง การดู และการพูด หลักการใช้ภาษา และวรรณคดีวรรณกรรม เกี่ยวกับ การอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วที่เป็น ความเรียง และบทร้อยกรองประเภท ร่าย ลิลิต การอ่านจับ ใจความสำคัญ การวิเคราะห์และวิจารณ์การสังเคราะห์ความรู้จากวรรณคดีมีมารยาทในการอ่าน การเขียน ประกาศ การเขียนโครงการ การเขียนบันทึก การใช้ภาษาเหมาะสมแก่โอกาสกาลเทศะและบุคคล การแต่งบท ร้อยกรองประเภท ฉันท์อธิบายหลักการสร้างคำในภาษาไทย โดยใช้ทักษะกระบวนการทางภาษาการอ่าน การฟัง การดูการพูด การเขียน เพื่อฝึกทักษะอ่านออก เสียง อ่านจับใจความ วิเคราะห์ วิจารณ์ เขียนประกาศ เขียนโครงการ เขียนรายงานโครงการ เขียนบันทึก เลือกใช้ภาษาเหมาะสม แต่งบทร้อยกรอง อธิบายหลักการสร้างคำ สังเคราะห์ข้อคิดเห็นจากวรรณคดีและ วรรณกรรม เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการทางภาษา ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม อย่างมี เหตุผลอย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์อย่างเห็นคุณค่า รักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ มีมารยาทใน การอ่าน การเขียน การฟัง การดูและการพูด เกิดความสามารถในการคิด ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิตและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีได้อย่าง มีประสิทธิภาพ รวมตัวชี้วัด ๒๘ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม. ๔-๖/๑ ม. ๔-๖/๒ ม.๔-๖/๓ ม. ๔-๖/๕ ม. ๔-๖/๖ ท ๒.๑ ม. ๔-๖/๑ ม. ๔-๖/๓ ม. ๔-๖/๕ ม. ๔-๖/๖ ม. ๔-๖/๗ ม. ๔-๖/๘ ท ๓.๑ ม. ๔-๖/๑ ม. ๔-๖/๒ ม.๔-๖/๓ ม. ๔-๖/๔ ม. ๔-๖/๕ ม. ๔-๖/๖ ท ๔.๑ ม. ๔-๖/๑ ม. ๔-๖/๓ ม. ๔-๖/๔ ม. ๔-๖/๖ ม. ๔-๖/๗ ท ๕.๑ ม. ๔-๖/๑ ม. ๔-๖/๒ ม.๔-๖/๓ ม. ๔-๖/๔ ม. ๔-๖/๕ ม. ๔-๖/๖


๑๑๕ คำอธิบายรายวิชาพื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย๖ รหัสวิชา ท๓๓๑๐๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๒ จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต เวลาเรียน ๔๐ ชั่วโมง ศึกษาการอ่าน การเขียน การฟัง การดู และการพูด หลักการใช้ภาษา และวรรณคดีวรรณกรรม เกี่ยวกับ การเขียนสื่อสาร การกรอกแบบรายการ การวิเคราะห์ การวิจารณ์ การสังเคราะห์ข้อคิดเห็น การ ประเมินคุณค่างานเขียน แนวคิดการใช้ภาษาได้เหมาะสมกับโอกาสกาลเทศะและความน่าเชื่อถือจากเรื่องที่ฟัง ที่ดูจากสื่อต่าง วรรณคดีและวรรณกรรม กำหนดแนวทางนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยใช้ทักษะกระบวนการทางภาษาฟัง พูด อ่าน เขียน เพื่อฝึกทักษะ วิเคราะห์ วิจารณ์ สังเคราะห์ และประเมินคุณค่าข้อคิดเห็นจากวรรณคดีและวรรณกรรมและเลือกใช้ภาษาในการสื่อสารได้เหมาะสมใน ฐานะที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการทางภาษา ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม อย่างมี เหตุผลมีมีมารยาทในการอ่าน การเขียน การฟัง การดูและการพูด เกิดความสามารถในการคิด ความสามารถ ในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิตและความสามารถในการใช้ เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมตัวชี้วัด ๒๑ ตัวชี้วัด ท ๑.๑ ม. ๔-๖/๔ ม. ๔-๖/๖ ท ๒.๑ ม. ๔-๖/๑ ม. ๔-๖/๔ ม. ๔-๖/๕ ม.๔-๖/๘ ท ๓.๑ ม. ๔-๖/๑ ม. ๔-๖/๒ ม. ๔-๖/๓ ม. ๔-๖/๔ ม. ๔-๖/๕ ม.๔-๖/๖ ท ๔.๑ ม. ๔-๖/๒ ม. ๔-๖/๕ ม. ๔-๖/๗ ท ๕.๑ ม. ๔-๖/๑ ม. ๔-๖/๒ ม. ๔-๖/๓ ม. ๔-๖/๔ ม. ๔-๖/๕ ม.๔-๖/๖


๑๑๖ คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม


๑๑๗ คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม รายวิชาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ รหัสวิชา ท๓๒๒๐๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ภาคเรียนที่ ๑ จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต เวลาเรียน ๔๐ ชั่วโมง เข้าใจรูปแบบการเขียนเชิงสร้างสรรค์การศึกษาตัวอย่างงานเขียนการระบุถ้อยคำ สำนวนโวหารเข้าใจ รูปแบบขั้นตอนการเขียนเชิงสร้างสรรค์เข้าใจการวางโครงเรื่องการเขียนหนังสือเล่มเล็กการอภิปราย วัตถุประสงค์การวิเคราะห์องค์ประกอบของการเขียนเรื่องการเขียนความเข้าใจภาพที่ใช้เป็นองค์ประกอบการ เขียนหนังสือเล่มการทำหนังสือเล่มเล็กการเสนอผลงานหนังสือเล่มเล็กการเผยแพร่ผลงาน โดยใช้การสืบเสาะหาความรู้ แสดงความคิดเห็น ระบุ สรุปรูปแบบขั้นตอน วิเคราะห์ อภิปราย รวบรวมภาพเป็นตัวอย่างปฏิบัติเพื่อพัฒนาตนเองสร้างผลงานหนังสือเล่มเล็กด้วยทักษะการเขียนเชิง สร้างสรรค์ในการสื่อสาร เพื่อพัฒนาการเขียนอย่างสร้างสรรค์ถูกต้องเหมาะสม และมีเหตุผลเกิดความภาคภูมิใจและเห็น คุณค่าทางภาษาไทยการสื่อสารด้วยภาษาการรับสารและเคารพคิดเห็นที่แตกต่าง การผลิตสื่อและสื่อสารให้ บรรลุเป้าหมาย มีมารยาทในการเขียนสามารถนำไปปรับใช้ในงานอาชีพต่อไป ผลการเรียนรู้ 1. ศึกษารูปแบบการเขียนเชิงสร้างสรรค์จากสื่อโฆษณาออนไลน์อย่างเหมาะสม 2. สนทนาสืบค้นตัวอย่างการเขียนสร้างสรรค์จากสื่อต่าง ๆอย่างเหมาะสม 3. ระบุถ้อยคำ สำนวนโวหารที่ไพเราะ สละสลวยในงานเขียนนั้น ๆอย่างเหมาะสม 4. ศึกษารูปแบบขั้นตอนการเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นระบบ 5. วิเคราะห์รูปแบบการวางโครงเรื่องการเขียนหนังสือเล่มเล็ก 6. อภิปรายเนื้อหาสาระตามวัตถุประสงค์ในการเขียนเรื่อง 7. วิเคราะห์องค์ประกอบของการเขียนเรื่องตัวละคร ฉาก เหตุการณ์ ข้อคิด 8. ฝึกเขียนเรื่องสร้างสรรค์จากการวางโครงเรื่องและองค์ประกอบ 9. ศึกษาภาพที่ใช้เป็นองค์ประกอบการเขียนหนังสือเล่มเล็กอย่างเหมาะสม 10. จัดทำผลงานหนังสือเล่มเล็ก 11. นำเสนอผลงานหนังสือเล่มเล็กจากการเขียนเชิงสร้างสรรค์หน้าชั้นเรียน 12. เผยแพร่ผลงานหนังสือเล่มเล็ก รวมผลการเรียนรู้ ๑๒ ข้อ


๑๑๘ คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม รายวิชาการแต่งคำประพันธ์ รหัสวิชา ท๓๒๒๐๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ภาคเรียนที่ ๒ จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต เวลาเรียน ๔๐ ชั่วโมง ศึกษาเข้าใจคำคล้องจอง คำไวพจน์ เพื่อนำไปใช้ในการแต่งคำประพันธ์เข้าใจลักษณะบังคับการแต่ง คำประพันธ์กาพย์ห่อโคลง สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ลักษณะบังคับการแต่งคำประพันธ์โคลงสี่สุภาพ กาพย์ ยานี๑๑ และเลือกใช้ภาษาในการแต่งคำประพันธ์อย่างสร้างสรรค์ โดยศึกษาหาความรู้ ความเข้าใจ อธิบาย วิเคราะห์ อภิปราย ฝึกปฏิบัติแต่งคำประพันธ์เลือกใช้ คำคล้องจอง คำไวพจน์ ประโยคแต่งคำประพันธ์ได้ถูกต้องเหมาะสม เพื่อแต่งคำประพันธ์อย่างถูกต้อง เลือกใช้คำคล้องจอง คำไวพจน์ สร้างสรรค์และเห็นคุณค่า การสื่อสารด้วยภาษา การรับสารและเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง การผลิตสื่อและสื่อสารให้บรรลุเป้าหมาย ชื่นชมผลงานอย่างเห็นคุณค่า ผลการเรียนรู้ 1. ศึกษาลักษณะคำคล้องจองอย่างถูกต้อง 2. ศึกษาคำไวพจน์อย่างถูกต้อง 3. อภิปรายความหมายของคำไวพจน์ได้อย่างหลากหลายถูกต้อง 4. ศึกษาลักษณะบังคับการแต่งคำประพันธ์อย่างถูกต้อง 5. อภิปรายโครงสร้างลักษณะบังคับการแต่งคำประพันธ์ 6. รวบรวมผลงานคำประพันธ์จากวรรณคดีวรรณกรรมไทย 7. อภิปรายแสดงความคิดเห็นผลงานคำประพันธ์จากวรรณคดีวรรณกรรมไทยเพื่อเป็นแบบอย่าง ๘. เลือกใช้ภาษาถ้อยคำ สำนวนโวหาร ที่สละสลวยในการแต่งคำประพันธ์ ๙. แต่งคำประพันธ์ที่มีเนื้อหาสาระเป็นประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ ๑๐. นำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน ๑๑. อภิปรายแสดงความชื่นชมและข้อเสนอแนะจากการนำเสนอผลงานหน้าชั้น ๑๒. เผยแพร่ผลงานการแต่งคำประพันธ์ รวมผลการเรียนรู้ 12 ข้อ


๑๑๙ คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม รายวิชาภาษาถิ่นโคราช รหัสวิชา ท๓๓๒๐๑ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๑ จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต เวลาเรียน ๔๐ ชั่วโมง ศึกษาประวัติความเป็นมาของภาษาโคราช ลักษณะ หน่วยเสียง คำวิเศษณ์ของภาษาไทย กับภาษาโคราช สำเนียง คำนาม คำกริยา สำนวนภาษาโคราช การเขียนเล่าเรื่อง ภาษาโคราชสัปดาห์ละคำ สมุดบันทึกนำเสนอภาษาโคราช โดยใช้ทักษะทางภาษา บอก อธิบาย วิเคราะห์ เปรียบเทียบ จำแนก รวบรวม ตีความ นำไปใช้นำเสนอ พูด จัดทำและนำเสนอภาษาโคราช เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ภาษาถิ่นโคราช อย่างถูกต้องเหมาะสม เป็นระบบ เห็นคุณค่าและมี มารยาทเพื่อให้เกิดการรับสารและเคารพคิดเห็นที่แตกต่างและการผลิตสื่อและสื่อสารให้บรรลุเป้าหมาย ผลการเรียนรู้ 1. บอกประวัติความเป็นมาของภาษาโคราชได้ถูกต้อง 2. อธิบายลักษณะของภาษาโคราชได้อย่างถูกต้อง 3. วิเคราะห์หน่วยเสียงของภาษาโคราชได้ 4. เปรียบเทียบคำวิเศษณ์ของภาษาไทยกับภาษาโคราช 5. จำแนกสำเนียงภาษาโคราชได้อย่างถูกต้อง 6. รวบรวมคำนามของภาษาโคราชได้อย่างเป็นระบบ 7. รวบรวมคำกริยาของภาษาโคราชอย่างเป็นระบบ 8. ตีความสำนวนภาษาโคราชได้อย่างเหมาะสม 9. ใช้ภาษาโคราชในการเขียนเล่าเรื่องอย่างถูกต้องเหมาะสม 10. นำเสนอภาษาโคราชสัปดาห์ละคำได้อย่างมีประสิทธิภาพ 11. พูดภาษาโคราชได้อย่างมีมารยาท 12. จัดทำสมุดบันทึกนำเสนอภาษาโคราชได้อย่างเป็นระบบ รวมผลการเรียนรู้ 12 ข้อ


๑๒๐ คำอธิบายรายวิชาเพิ่มเติม รายวิชาภาษาเพื่ออาชีพ รหัสวิชา ท๓๓๒๐๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ภาคเรียนที่ ๒ จำนวน ๑.๐ หน่วยกิต เวลาเรียน ๔๐ ชั่วโมง ศึกษาความสำคัญของภาษาไทยและหลักการใช้ภาษา เครื่องมือสื่อสารในงานอาชีพสื่อสาร ในงานอาชีพ ถ้อยคำสำนวน ระดับภาษา ความสำคัญหลักการและแนวทางการใช้ภาษาเพื่อเขียนสื่อสารใน งานอาชีพ โครงสร้างและความสำคัญของเอกสารต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับการอาชีพเขียนติดต่อกิจธุระ การเขียน โฆษณาและการเขียนประชาสัมพันธ์ การฟังการดูการอ่านสารในงานอาชีพแล้วสามารถนำทักษะการฟังการดู และการอ่านไปพัฒนาตนเองในงานอาชีพ รูปแบบขั้นตอนการเตรียมและวิธีพูดนำเสนอในงานอาชีพ การพูดในโอกาสต่างๆ การอ่านคู่มือการปฏิบัติงานและการเขียนรายงาน การเขียนบทสัมภาษณ์ การ นำเสนอผลงาน โดยใช้ทักษะทางภาษา อ่าน เขียน ฟังและพูด บอก อธิบาย ประเมินค่าและนำเสนอ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ภาษาเพื่อการอาชีพ อย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์และมีมารยาทเพื่อให้ เกิดการรับสารและเคารพคิดเห็นที่แตกต่างและการผลิตสื่อและสื่อสารให้บรรลุเป้าหมาย ผลการเรียนรู้ 1. บอกความสำคัญของภาษาไทยและอธิบายหลักการใช้ภาษาได้ 2. นำภาษาไทยไปใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารในงานอาชีพสื่อสารในงานอาชีพได้อย่างถูกต้อง 3. เลือกถ้อยคำสำนวน ระดับภาษา ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ เหมาะสมกับกาลเทศะ บุคคล โอกาส และสถานการณ์การ 4. อธิบายความสำคัญหลักการและแนวทางการใช้ภาษาเพื่อเขียนสื่อสารในงานอาชีพ 5. อธิบายโครงสร้างและความสำคัญของเอกสารต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับการอาชีพเขียนติดต่อกิจธุระ 6. เขียนโฆษณาและเขียนประชาสัมพันธ์ 7. ประเมินค่าการฟังการดูการอ่านสารในงานอาชีพแล้วสามารถนำทักษะการฟังการดูและการอ่าน ไปพัฒนาตนเองในงานอาชีพ 8. อธิบายรูปแบบขั้นตอนการเตรียมและวิธีพูดนำเสนอในงานอาชีพได้ 9. พูดในโอกาสต่าง ๆ ของสังคมตามหลักการการพูด 10. อ่านคู่มือการปฏิบัติงานและเขียนรายงานการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง 11. เขียนบทสัมภาษณ์นำเสนอผลงาน 12. นำเสนอผลงานของตนเองโดยใช้วิธีที่เหมาะสมและใช้ทักษะการพูดนำเสนอผลงานไปพัฒนา ตนเองในงานอาชีพ รวมผลการเรียนรู้ 12 ข้อ


๑๒๑ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้นำองค์ความรู้ ทักษะจากการเรียนรู้และประสบการณ์ของผู้เรียนมาปฏิบัติกิจกรรม พัฒนาตนเองเพื่อเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัยและมีจิตสำนึกสาธารณะที่ดีงาม เป็นคนดีมีปัญญาใน การใช้ทักษะชีวิต การคิด การสื่อสาร การแก้ปัญหาและการใช้เทคโนโลยีและเป็นคนมีความสุขในการดำเนิน ชีวิตอย่างพอเพียงโดยอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างสร้างสรรค์ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา 2552,2) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็นการตนเองอย่างรอบด้าน มุ่งเน้นการพัฒนาองค์รวมของความเป็น มนุษย์เพื่อเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคมเสริมสร้างเยาวชนของชาติให้เป็นผู้มี ศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของการทำประโยชน์เพื่อสังคมสามารถบริหาร จัดการตนเองได้และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนแบ่งออกเป็น ๓ ลักษณะ ดังนี้ ๑. กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมที่ใช้กระบวนการทางจิตวิทยาและการแนะแนวในการ ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถคิดตัดสินใจ คิดแก้ปัญหา กำหนดเป้าหมาย วางแผนชีวิต ทั้งด้านการเรียนและอาชีพ สามารถปรับตนเองได้อย่างเหมาะสม ให้สอดคล้องกับ ความสามารถ ความถนัดและความสนใจ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ที่สอดคล้อง ครอบคลุมด้าน การศึกษา อาชีพส่วนตัวและสังคม กิจกรรมสำคัญในการพัฒนาได้แก่ กิจกรรมการรู้จัก เข้าใจและเห็นคุณค่า ในตนเองและผู้อื่น กิจกรรมการปรับตัวและดำรงชีวิต กิจกรรมแสวงหาและใช้ข้อมูลสารสนเทศ กิจกรรมการ ตัดสินใจและแก้ปัญหา เป็นต้น กิจกรรมแนะแนวจะช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจผู้เรียน ช่วยเหลือและให้คำปรึกษา แก่ผู้ปกครองในการมีส่วนร่วมพัฒนาผู้เรียน ๒. กิจกรรมนักเรียน เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาความมีระเบียบวินัย ความเป็นผู้นำ ผู้ตามที่ดี ความรับผิดชอบ การทำงานร่วมกัน การรู้จักแก้ปัญหา การตัดสินใจที่เหมาะสม ความมีเหตุผลการช่วยเหลือแบ่งปัน กัน เอื้ออาทรและสมานฉันท์ โดยจัดให้สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียน ให้ ผู้เรียนได้ปฏิบัติด้วยตนเองในทุกขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาวิเคราะห์ วางแผน ปฏิบัติตามแผน ประเมินและ ปรับปรุงการทำงาน เน้นการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มตามความเหมาะสม และสอดคล้องกับวุฒิภาวะของผู้เรียน บริบทของสถานศึกษาและท้องถิ่น กิจกรรมนักเรียนประกอบด้วย ๒.๑ กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์และนักศึกษาวิชา ทหาร เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาความมีระเบียบวินัย ความเป็นผู้นำผู้ตามที่ดี ความรับผิดชอบ การทำงาน ร่วมกัน การรู้จักแก้ปัญหา การตัดสินใจที่เหมาะสม ความมีเหตุผล การช่วยเหลือแบ่งปันกัน การ ประนีประนอม เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสมบูรณ์ พร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา เป็นต้น ๒.๒ กิจกรรมชุมนุม ชมรม เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับ ความสามารถ ความถนัด และความสนใจ โดยเน้นให้ผู้เรียนปฏิบัติด้วยตนเอง ตั้งแต่การศึกษาวิเคราะห์ วางแผน ปฏิบัติตามแผน ประเมินและปรับปรุงการทำงาน เน้นการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม กิจกรรมสำคัญใน การพัฒนา ได้แก่ ชุมนุมหรือชมรมต่างๆ ที่สถานศึกษากำหนดขึ้นตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับวุฒิ ภาวะของผู้เรียนและบริบทของสถานศึกษาและท้องถิ่น ๓. กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน บำเพ็ญตน


๑๒๒ ให้เป็นประโยชน์ ต่อครอบครัว สังคม ชุมชนและต่อท้องถิ่น ตามความสามารถ ความถนัดและความสนใจใน ลักษณะอาสาสมัคร เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบ ความดีงาม ความเสียสละต่อสังคม มีจิตสาธารณะ สังคม โดยการจัดกิจกรรมอาสาพัฒนาต่าง ๆ และกิจกรรมสร้างสรรค์สำคัญได้แก่ กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ กิจกรรม สร้างสรรค์สังคม กิจกรรมดำรงรักษา สืบสานศาสนา ศิลปะและวัฒนาธรรม กิจกรรมพัฒนานวัตกรรมและ เทคโนโลยีเพื่อสังคม การวัดผลและประเมินผล จุดมุ่งหมายของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการ คือเป็นการวัด และประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียนรู้ การที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายแรกได้จะต้องมีการเก็บ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้เรียน ในระหว่างการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง บันทึก วิเคราะห์ แปล ความหมายข้อมูล แล้วนำมาใช้ในการส่งเสริมหรือปรับปรุงแก้ไขการเรียนรู้ของผู้เรียนและการสอนของครู การวัดและประเมินผลกับการสอนจึงเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กัน หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดการเรียนการสอนก็ขาด ประสิทธิภาพ การประเมินระหว่างการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้เช่นนี้ เรียกว่า Formative assessment เป็นการวัดและประเมินผลที่เกิดขึ้นในห้องเรียนทุกวัน เป็นการประเมินเพื่อให้รู้จุดเด่น จุดที่ต้อง ปรับปรุง จึงเป็นข้อมูลเพื่อใช้ในการพัฒนา ซึ่งในปัจจุบันงานวิจัยบ่งชี้ว่าถ้าใช้การประเมินผลย่อยอย่างถูกวิธี การประเมินผลย่อยจะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการกำหนดเป้าหมาย การเรียนการสอน แต่ทั้งนี้ผู้สอนต้องมี ทักษะในการใช้วิธีการและเครื่องมือการประเมินที่หลากหลาย เช่น การสังเกต การซักถาม การระดมความ คิดเห็นเพื่อให้ได้มติข้อสรุปของประเด็นที่กำหนด การใช้แฟ้มสะสมงาน การใช้ภาระงานที่เน้นการปฏิบัติ การ ประเมินความรู้เดิม การให้ผู้เรียนประเมินตนเอง การให้เพื่อนประเมินเพื่อน การใช้เกณฑ์การให้คะแนน (Rubrics) และที่สำคัญการให้ข้อมูลย้อนกลับโดยผู้สอนต้องสามารถให้คำแนะนำ เพื่อเชื่อมโยงความรู้เดิมกับ ความรู้ใหม่ทำให้การเรียนรู้พอกพูน นอกจากนี้ยังต้องรู้จักใช้ผลที่ได้จากการประเมินมาวางแผนและทบทวน การสอนของตนอีกด้วย สำหรับจุดมุ่งหมายที่สองคือ การวัดและประเมินผลเพื่อตัดสินผลการเรียนรู้ เป็นการประเมินสรุปผล การเรียนรู้ เรียกว่า Summative assessment เมื่อเรียนจบหน่วยการเรียน หรือจบรายวิชาเพื่อตัดสินให้ คะแนนหรือให้ระดับผลการเรียน หรือให้การรับรองความรู้ความสามารถของผู้เรียนว่าผ่านรายวิชาหรือไม่ ควร ได้รับการเลื่อนชั้นหรือไม่ หรือสามารถจบหลักสูตรหรือไม่ โดยสถานศึกษามีหน้าที่ในการอนุมัติและรายงานผล การเรียน งานวิจัยเสนอแนะว่าการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียนที่ดีต้องให้โอกาสผู้เรียนแสดงออกซึ่งความรู้ ความสามารถ ด้วยวิธีการที่หลากหลายและพิจารณาตัดสินบนพื้นฐานของเกณฑ์ผลการปฏิบัติมากกว่าใช้ เปรียบเทียบระหว่างนักเรียน


๑๒๓ หลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็น กระบวนการเก็บรวบรวม ตรวจสอบ ตีความผลการเรียนรู้ และพัฒนาการด้านต่างๆ ของผู้เรียนตามมาตรฐาน การเรียนรู้/ตัวชี้วัดของหลักสูตร นำผลไปปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนรู้และใช้เป็นข้อมูลสำหรับการตัดสิน ผลการเรียน เพื่อให้การดำเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ผล การประเมินตรงตามสภาพความรู้ ความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน ถูกต้องตามหลักการวัดและประเมินผล การเรียนรู้ รวมทั้งสามารถรองรับการประเมินภายในและการประเมินภายนอก ตามระบบประกันคุณภาพ การศึกษาได้จึงกำหนดหลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ ดังนี้ 1. เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม 2. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ต้องสอดคล้อง และครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่กำหนดในหลักสูตรและจัดให้มีการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3. การประเมินผู้เรียนพิจารณาจาก พัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรม การเรียนรู้ การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอน ตามความเหมาะสมของแต่ ละระดับและรูปแบบการศึกษา 4. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนการสอน ต้อง ดำเนินการด้วยเทคนิควิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถวัดและประเมินผลผู้เรียนได้อย่างรอบด้านทั้งด้าน ความรู้ ความคิด กระบวนการ พฤติกรรมและเจตคติ เหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการวัด ธรรมชาติวิชา และระดับชั้น ของผู้เรียน โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานความเที่ยงตรง ยุติธรรม และเชื่อถือได้ 5. การประเมินผลการเรียนรู้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงพัฒนาผู้เรียน พัฒนาการจัดการเรียนรู้ และตัดสินผลการเรียน 6. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตรวจสอบผลการประเมินผลการเรียนรู้ 7. ให้มีการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างสถานศึกษาและรูปแบบการศึกษาต่างๆ องค์ประกอบของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 1. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามรายวิชา ผู้สอนทำการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ผู้เรียนเป็นรายวิชา ตามตัวชี้วัดที่กำหนดใน หน่วยการ เรียนรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ให้ได้ผลการประเมินตามความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียนโดยทำการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ไปพร้อมกับการจัดการเรียนการสอน ได้แก่การสังเกตพัฒนาการ และความประพฤติของ ผู้เรียน การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบซึ่งผู้สอนต้องนำนวัตกรรมการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ที่หลากหลายเช่น การประเมินสภาพจริง การประเมินการปฏิบัติงาน การประเมินจาก โครงงานและการประเมินจากแฟ้มสะสมงาน ไปใช้ในการประเมินผลการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการใช้แบบทดสอบ แบบต่าง ๆ และต้องให้ความสำคัญกับการประเมินระหว่างภาคมากกว่าการประเมินปลายภาค


๑๒๔ 2. การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน เป็นการประเมินศักยภาพของผู้เรียนในการอ่าน การฟัง การดูและการรับรู้ จากหนังสือ เอกสารและสื่อต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง แล้วนำมาคิดวิเคราะห์เนื้อหา สาระที่นำไปสู่การแสดงความคิดเห็น การสังเคราะห์สร้างสรรค์ในเรื่องต่าง ๆ และถ่ายทอดความคิดนั้นด้วย การเขียนซึ่งสะท้อนถึงสติปัญญา ความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาและ สร้างสรรค์จินตนาการอย่างเหมาะสมและมีคุณค่าแก่ตนเอง สังคมและประเทศชาติ พร้อมด้วยประสบการณ์ และ ทักษะในการเขียนที่มีสำนวนภาษาถูกต้อง มีเหตุผลและลำดับขั้นตอนในการนำเสนอ สามารถสร้างความ เข้าใจแก่ผู้อ่านได้อย่างชัดเจนตามระดับความสามารถในแต่ละระดับชั้น การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน สรุปผลเป็นรายภาค เพื่อวินิจฉัยและใช้เป็นข้อมูลเพื่อประเมินการเลื่อนชั้นเรียนและการจบ การศึกษาระดับต่าง ๆ 3. การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และตามที่สถานศึกษากำหนดเพิ่มเติม เป็นการประเมินรายคุณลักษณะแล้วรวบรวมผล การประเมินจากผู้ประเมินทุกฝ่ายนำมาพิจารณาสรุปผลเป็นรายภาค เพื่อใช้เป็นข้อมูลประเมิน การเลื่อนชั้น เรียนและการจบการศึกษาระดับต่างๆ เกณฑ์การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ สัดส่วนการประเมินผลระหว่างภาคกับการประเมินผลปลายภาค รายวิชาภาษาไทย คะแนนระหว่างภาค : คะแนนปลายภาค = 80 : 20 คะแนนระหว่างภาค 70 คะแนน ประเมินดังนี้ ประเมินโดยการทดสอบตามตัวชี้วัดและภาระงาน = 70 คะแนน การทดสอบระหว่างภาค = 10 คะแนน คะแนนสอบปลายภาค = 20 คะแนน รวมคะแนนทั้งหมด ตลอดภาค = 100 คะแนน การตัดสินผลการเรียน การตัดสินผลการเรียนมีการตัดสินในหลายลักษณะคือ การผ่านรายวิชากำหนดเป็นภาคเรียน การ เลื่อนชั้นปีกำหนดเป็นปีการศึกษา และการจบระดับชั้นกำหนดเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับ มัธยมศึกษาตอนปลาย หลักเกณฑ์การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เพื่อตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีดังนี้ 1) ตัดสินผลการเรียนเป็นรายวิชา ผู้เรียนต้องมีเวลาเรียนตลอดภาคเรียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมดในรายวิชานั้นๆ 2) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินทุกตัวชี้วัดและผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด 3) ผู้เรียนต้องได้รับการตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชา 4) ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินและมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดใน การอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน


๑๒๕ การให้ระดับผลการเรียน ในการตัดสินเพื่อให้ระดับผลการเรียนรายวิชาของกลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้ใช้ตัวเลขแสดงระดับผล การเรียนเป็น 8 ระดับ รายวิชาที่จะนับหน่วยกิตได้จะต้องได้ระดับผลการเรียนตั้งแต่ 1 ขึ้นไป โดยมีแนว การให้ระดับผล การเรียนดังนี้ คะแนนร้อยละ ระดับผลการเรียน ความหมายของผลการประเมิน 80-100 4 ดีเยี่ยม 75-79 3.5 ดีมาก 70-74 3 ดี 65-69 2.5 ค่อนข้างดี 60-64 2 ปานกลาง 55-59 1.5 พอใช้ 50-54 1 ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ 0-49 0 ต่ำกว่าเกณฑ์ การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ให้ระดับผลการประเมินเป็นผ่านและไม่ผ่าน กรณีที่ผ่านให้ระดับผลการเรียนเป็นดีเยี่ยม ดี และผ่าน ความหมายของผลการประเมินคุณภาพเป็นดีเยี่ยม ดี และผ่าน ซึ่งสามารถใช้ดังนี้ 1) การประเมินอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ดีเยี่ยม หมายถึง สามารถจับใจความสำคัญได้ครบถ้วน เขียนวิพากษ์วิจารณ์ เขียนสร้างสรรค์ แสดงความคิดเห็นประกอบอย่างมีเหตุผลได้ถูกต้องและสมบูรณ์ ใช้ภาษาสุภาพและเรียบเรียงได้สละสลวย ดี หมายถึง สามารถจับใจความสำคัญได้ เขียนวิพากษ์วิจารณ์และเขียนสร้างสรรค์ ได้โดยใช้ภาษาสุภาพ ผ่าน หมายถึง สามารถจับใจความสำคัญและเขียนวิพากษ์วิจารณ์ได้บ้าง 2) การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดีเยี่ยม หมายถึงผู้เรียนมีคุณลักษณะในการปฏิบัติจนเป็นนิสัยและนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวันเพื่อประโยชน์สุขของตนเองและสังคม ดี หมายถึง ผู้เรียนมีคุณลักษณะในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ผ่าน หมายถึงผู้เรียนรับรู้และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่สถานศึกษากำหนด


๑๒๖ วิธีการประเมินผลการเรียนรู้ ในการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนผู้สอนควร ใช้วิธีการวัดและประเมินผลอย่างหลาก หลาย เหมาะสม สอดคล้องกับตัวชี้วัด/มาตรฐานการเรียนรู้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สะท้อนความรู้ความ สามารถและ ศักยภาพของผู้เรียน โดยผู้สอนสามารถเลือกวิธีการประเมินจากวิธีต่างๆ ต่อไปนี้ 1. การสังเกตพฤติกรรม เป็นการเก็บข้อมูลจากการดูการปฏิบัติกิจกรรมของผู้เรียนโดยไม่ ขัดจังหวะการทำงานหรือการคิดของผู้เรียน การสังเกตพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ทำได้ตลอดเวลา แต่ควรมี กระบวนการที่ชัดเจนและมีจุดประสงค์ที่ชัดเจนว่าต้องการประเมินอะไร โดยอาจใช้เครื่องมือ เช่น แบบ ประเมินค่า แบบตรวจสอบรายการ สมุดจดบันทึก เพื่อประเมินผู้เรียนตามตัวชี้วัด และควรทำการสังเกต บ่อยครั้งเพื่อขจัดความลำเอียง 2. การสอบปากเปล่า เป็นการให้ผู้เรียนได้แสดงออกด้วยการพูด ตอบประเด็นเกี่ยวกับการ เรียนรู้ตามมาตรฐาน ผู้สอนเก็บข้อมูล จดบันทึก รูปแบบการประเมินนี้ผู้สอนและผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน สามารถมีการอภิปราย โต้แย้ง ขยายความ ปรับแก้ไขความคิดกันได้ มีข้อที่พึงระวังคือ อย่าเพิ่งขัดความคิด ขณะที่ผู้เรียนกำลังพูด 3. การพูดคุย เป็นการสื่อสาร 2 ทางอีกประเภทหนึ่งระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน สามารถ ดำเนินการเป็นกลุ่มหรือรายบุคคลก็ได้ โดยทั่วไปมักใช้อย่างไม่เป็นทางการเพื่อติดตามตรวจสอบว่าผู้เรียนเกิด การเรียนรู้เพียงใด เป็นข้อมูลสำหรับพัฒนา วิธีการนี้อาจใช้เวลา แต่มีประโยชน์ต่อการค้นหา วินิจฉัยข้อปัญหา ตลอดจนเรื่องอื่น ๆ ที่อาจเป็นปัญหา อุปสรรคต่อการเรียนรู้ เช่น วิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เป็นต้น 4. การใช้คำถาม การใช้คำถามเป็นเรื่องปกติมากในการจัดการเรียนรู้ แต่ข้อมูลงานวิจัยบ่งชี้ว่า คำถามที่ครูใช้เป็นด้านความจำ และเป็นเชิงการจัดการทั่ว ๆ ไปเป็นส่วนใหญ่ เพราะถามง่าย แต่ไม่ท้าทายให้ ผู้เรียนต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้ให้ลึกซึ้ง การพัฒนาการใช้คำถามให้มีประสิทธิภาพแม้จะเป็นเรื่องที่ยาก แต่สามารถทำได้ผลรวดเร็วขึ้น หากผู้สอนมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการประเมินในชั้นเรียน โดยทำการประเมินเพื่อ พัฒนาให้แข็งขัน (Clarke, 2005) Clarke ยังได้นำเสนอวิธีการฝึกถามให้มีประสิทธิภาพ 5 วิธี ดังนี้ วิธีที่ 1 ให้คำตอบที่เป็นไปได้หลากหลาย เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้นเปลี่ยนการถามแบบ ความจำให้เป็นคำถามที่ต้องใช้การคิดบ้างเพราะมีคำตอบที่เป็นไปได้หลายคำตอบ (แต่พึงระวังว่าการใช้คำถาม หมายความว่าผู้เรียนต้องผ่านการเรียนรู้ มีความเข้าใจพื้นฐานตามตัวชี้วัดที่กำหนดให้เรียนรู้มาแล้ว) คำถาม แบบนี้ทำให้ผู้เรียนต้องใช้การตัดสินใจว่า คำตอบใดถูก หรือใกล้เคียงที่สุดเพราะเหตุใด และที่ไม่ถูกเพราะเหตุ ใด นอกจากนี้ การใช้คำถามแบบนี้จะทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ยิ่งขึ้นอีกหากมีกิจกรรมให้ผู้เรียนทำเพื่อพิสูจน์คำตอบ วิธีที่ 2 เปลี่ยนคำถามประเภทความจำให้เป็นคำถามประเภทที่ผู้เรียนต้องแสดงความคิดเห็น พร้อมเหตุผล การใช้วิธีนี้จะต้องให้ผู้เรียนได้อภิปรายกัน ผู้เรียนต้องใช้การคิดที่สูงขึ้นกว่าวิธีแรก เพราะผู้เรียน จะต้องยกตัวอย่างสนับสนุนความเห็นของตน เมื่อให้ประโยคที่ผู้เรียนจะต้องสะท้อนความคิดเห็น ผู้เรียน จะต้องปกป้องหรืออธิบายทัศนะของตน การฝึกด้วยวิธีการนี้บ่อย ๆ จะเป็นการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้ฟังที่ดี มี จิตใจเปิดกว้างพร้อมรับฟัง และเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นโดยผ่านกระบวนการอภิปราย ครูใช้วิธีการนี้กดดันให้ เกิดการอภิปรายอย่างมีคุณภาพสูงระหว่างเด็กต่อเด็ก และให้ข้อมูลเพื่อการพัฒนาแก่ทุกคนในชั้นเรียน วิธีที่ 3 หาสิ่งตรงกันข้าม หรือสิ่งที่ใช่/ถูก สิ่งที่ไม่ใช่/ผิด และถามเหตุผล วิธีการนี้ใช้ได้ดีกับ เนื้อหาที่เป็นข้อเท็จจริง เช่น จำนวนในวิชาคณิตศาสตร์ การสะกดคำ โครงสร้างไวยากรณ์ในวิชาภาษา เป็นต้น เมื่อได้รับคำถามว่าทำไมทำเช่นนี้ถูก แต่ทำเช่นนี้ผิด หรือทำไมผลบวกนี้ถูก แต่ผลบวกนี้ผิด หรือทำไมประโยคนี้


๑๒๗ ถูกไวยากรณ์แต่ประโยคนี้ผิดไวยากรณ์ เป็นต้น จะเป็นโอกาสให้ผู้เรียนคิดและอภิปรายมากกว่าเพียงการถาม ว่าทำไมโดยไม่มีการเปรียบเทียบกัน และวิธีการนี้จะใช้กับการทำงานคู่มากกว่าถามทั้งห้อง แล้วให้ยกมือตอบ วิธีที่ 4 ให้คำตอบประเด็นสรุปแล้วตามด้วยคำถามให้คิด เป็นการให้ผู้เรียนต้องอธิบาย เพิ่มเติม วิธีที่ 5 ตั้งคำถามจากจุดยืนที่เห็นต่าง เป็นวิธีที่ต้องใช้ความสามารถมากทั้งผู้สอนและผู้เรียน เพราะมีประเด็นที่ต้องอภิปรายโต้แย้งเชิงลึกเหมาะที่จะใช้อภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ปัญหาสุขภาพ ปัญหาเชิงจริยธรรม เป็นต้น นอกจากนี้ การใช้ Bloom’s Taxonomy เป็นกรอบแนวคิดในการตั้งคำถามก็เป็นวิธีการที่ดี ในการเก็บข้อมูลการเรียนรู้จากผู้เรียน 5. การเขียนสะท้อนการเรียนรู้(Journals) เป็นรูปแบบการบันทึกการเขียนอีกรูปแบบหนึ่งที่ให้ ผู้เรียนเขียนตอบกระทู้ หรือคำถามของครู ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับความรู้ ทักษะที่กำหนดในตัวชี้วัด การเขียน สะท้อนการเรียนรู้นี้นอกจากทำให้ผู้สอนทราบความก้าวหน้าในผลการเรียนรู้แล้ว ยังใช้เป็นเครื่องมือประเมิน พัฒนาการด้านทักษะการเขียนได้อีกด้วย 6. การประเมินการปฏิบัติ (Performance assessment) เป็นวิธีการประเมินงานหรือกิจกรรม ที่ผู้สอนมอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติงานเพื่อให้ทราบถึงผลการพัฒนาของผู้เรียน การประเมินลักษณะนี้ ผู้สอน ต้องเตรียมสิ่งสำคัญ 2 ประการ คือ ภาระงาน (Tasks)หรือกิจกรรมที่จะให้ผู้เรียนปฏิบัติ เช่น การทำโครงการ /โครงงาน การสำรวจ การนำเสนอ การสร้างแบบจำลอง การท่องปากเปล่า การสาธิต การทดลอง วิทยาศาสตร์ การจัดนิทรรศการ การแสดงละคร เป็นต้น และเกณฑ์การให้คะแนน (Scoring Rubrics)การ ประเมินการปฏิบัติ อาจจะปรับเปลี่ยนไปตามลักษณะงานหรือประเภทกิจกรรม ดังนี้ ภาระงานหรือกิจกรรมที่เน้นขั้นตอนการปฏิบัติและผลงาน เช่น การทดลองวิทยาศาสตร์ การ จัดนิทรรศการ การแสดงละคร แสดงเคลื่อนไหว การประกอบอาหาร การประดิษฐ์การสำรวจ การนำเสนอ การจัดทำแบบจำลอง เป็นต้น ผู้สอนจะต้องสังเกตและประเมินวิธีการทำงานที่เป็นขั้นตอนและผลงานของ ผู้เรียน ภาระงานหรือกิจกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างลักษณะนิสัย เช่น การรักษาความสะอาด การรักษาสาธารณสมบัติ/สิ่งแวดล้อม กิจกรรมหน้าเสาธง เป็นต้น จะประเมินด้วยวิธีการสังเกต จดบันทึก เหตุการณ์เกี่ยวกับผู้เรียน ภาระงานที่มีลักษณะเป็นโครงการ/โครงงาน เป็นกิจกรรมที่เน้นขั้นตอนการปฏิบัติและผลงาน ที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ จึงควรมีการประเมินเป็นระยะๆ เช่นระยะก่อนดำเนินโครงการ/โครงงาน โดย ประเมินความพร้อมการเตรียมการและความเป็นไปได้ในการปฏิบัติงานระยะระหว่างดำเนินโครงการ/โครงงาน จะประเมินการปฏิบัติจริงตามแผน วิธีการและขั้นตอนที่กำหนดไว้ และการปรับปรุงระหว่างการปฏิบัติสำหรับ ระยะสิ้นสุดการดำเนินโครงการ/โครงงาน โดยการประเมินผลงาน ผลกระทบและวิธีการนำเสนอผลการ ดำเนินโครงการ/โครงงาน ภาระงานที่เน้นผลผลิตมากกว่ากระบวนการขั้นตอนการทำงาน เช่น การจัดทำแผนผัง แผน ที่ แผนภูมิ กราฟ ตาราง ภาพ แผนผังความคิด เป็นต้น อาจประเมินเฉพาะคุณภาพของผลงานก็ได้ ในการประเมินการปฏิบัติงาน ผู้สอนต้องสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ประกอบการประเมิน เช่น แบบ มาตรประมาณค่า แบบบันทึกพฤติกรรม แบบตรวจสอบรายงาน แบบบันทึกผลการปฏิบัติ เป็นต้น 7. การประเมินด้วยแฟ้มสะสมงาน (Portfolio assessment) แฟ้มสะสมงานเป็นการเก็บ รวบรวมชิ้นงานของผู้เรียนเพื่อสะท้อนความก้าวหน้าและความสำเร็จของผู้เรียน เช่น แฟ้มสะสมงานที่แสดง


๑๒๘ ความก้าวหน้าของผู้เรียน ต้องมีผลงานในช่วงเวลาต่างๆที่แสดงถึงความก้าวหน้าของผู้เรียนหาก เป็นแฟ้ม สะสมงานดีเด่นต้องแสดงผลงานที่สะท้อนความสามารถของผู้เรียน โดยผู้เรียนต้องแสดงความคิดเห็นหรือ เหตุผลที่เลือกผลงานนั้นเก็บไว้ตามวัตถุประสงค์ของแฟ้มสะสมงาน แนวทางในการจัดทำแฟ้มสะสมงาน มีดังนี้ กำหนดวัตถุประสงค์ของแฟ้มสะสมงานว่าต้องการสะท้อนเกี่ยวกับความก้าวหน้าและ ความสำเร็จของผู้เรียนในเรื่องใดด้านใด ทั้งนี้อาจพิจารณาจากตัวชี้วัด/มาตรฐานการเรียนรู้ วางแผนการจัดทำแฟ้มสะสมงานที่เน้นการจัดทำชิ้นงาน กำหนดเวลาของการจัดทำแฟ้ม สะสมงาน และ เกณฑ์การประเมิน จัดทำแผนแฟ้มสะสมงานและดำเนินการตามแผนที่กำหนด ให้ผู้เรียนเก็บรวบรวมชิ้นงาน ให้มีการประเมินชิ้นงานเพื่อพัฒนาชิ้นงาน ควรประเมินแบบมีส่วนร่วม โดย ผู้ประเมิน ได้แก่ ตนเอง เพื่อน ผู้สอน ผู้ปกครอง บุคคลที่เกี่ยวข้อง ให้ผู้เรียนคัดเลือกชิ้นงาน ประเมินชิ้นงาน ตามเงื่อนไขที่ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันกำหนด เช่น ชิ้นงานที่ยากที่สุด ชิ้นงานที่ชอบที่สุด เป็นต้น โดยดำเนินการเป็นระยะ อาจจะเป็นเดือนละครั้งหรือ บทเรียนละครั้งก็ได้ ให้ผู้เรียนนำชิ้นงานที่คัดเลือกแล้วจัดทำเป็นแฟ้มที่สมบูรณ์ ซึ่งควรประกอบด้วย หน้าปก คำนำ สารบัญ ชิ้นงาน แบบประเมินแฟ้มสะสมงาน และอื่นๆ ตามความเหมาะสม ผู้เรียนต้องสะท้อนความรู้สึกและความคิดเห็นต่อชิ้นงานหรือแฟ้มสะสมงาน สถานศึกษาควรจัดให้ผู้เรียนแสดงแฟ้มสะสมงานและชิ้นงานเมื่อสิ้นภาคเรียน/ ปีการศึกษาตามความเหมาะสม 8. การวัดและประเมินด้วยแบบทดสอบ เป็นการประเมินตัวชี้วัด ด้านองค์ความรู้ (Knowledge)เช่น ข้อมูล ความรู้ ขั้นตอน วิธีการ กระบวนการต่าง ๆ เป็นต้น ผู้สอนควรเลือกใช้แบบทดสอบ ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการวัดและประเมินนั้นๆ เช่น แบบทดสอบเลือกตอบ แบบทดสอบถูก-ผิด แบบทดสอบจับคู่ แบบทดสอบเติมคำ แบบทดสอบความเรียงเป็นต้น ทั้งนี้แบบทดสอบที่จะใช้ต้องเป็น แบบทดสอบที่มีคุณภาพ มีความเที่ยงตรง (Validity) และเชื่อมั่นได้ (Reliability) 9. การประเมินด้านจิตพิสัย (Affective Domain) เป็นการประเมินคุณธรรม จริยธรรม คุณลักษณะและเจตคติ ที่ควรปลูกฝังในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งวัดและประเมินเป็นลำดับขั้นจากต่ำสุดไปสูงสุด ดังนี้ ขั้นรับรู้ เป็นการประเมินพฤติกรรมที่แสดงออกว่ารู้จัก เต็มใจ สนใจ ขั้นตอบสนอง เป็นการประเมินพฤติกรรมที่แสดงว่าเชื่อฟัง ทำตาม อาสาทำ พอใจที่จะ ทำ ขั้นเห็นคุณค่า (ค่านิยม) เป็นการประเมินพฤติกรรมที่แสดงความเชื่อ ซึ่งแสดงออกโดยการ กระทำหรือปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ยกย่องชมเชย สนับสนุน ช่วยเหลือหรือทำกิจกรรมที่ตรงกับความเชื่อของตน ทำด้วยความเชื่อมั่น ศรัทธา และปฏิเสธที่จะกระทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับความเชื่อของตน ขั้นจัดระบบคุณค่า เป็นการประเมินพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรม อภิปราย เปรียบเทียบ จนเกิดอุดมการณ์ในความคิดของตนเอง ขั้นสร้างคุณลักษณะ เป็นการประเมินพฤติกรรมที่มีแนวโน้มว่าจะประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น อยู่เสมอในสถานการณ์เดียวกัน หรือเกิดเป็นอุปนิสัย


๑๒๙ การวัดและประเมินผลด้านจิตพิสัย ควรใช้การสังเกตพฤติกรรมการปฏิบัติเป็นหลักและสังเกต อย่างต่อเนื่องโดยมีการบันทึกผลการสังเกต ทั้งนี้อาจใช้เครื่องมือการวัดและประเมินผล เช่น แบบประเมิน ค่า แบบตรวจสอบรายการ แบบบันทึกพฤติกรรม แบบรายงานพฤติกรรมตนเอง เป็นต้น นอกจากนี้อาจใช้แบบวัดความรู้และความรู้สึก เพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม เช่น แบบวัดความรู้ โดยสร้างสถานการณ์เชิงจริยธรรม แบบวัดเจตคติ แบบวัดเหตุผลเชิงจริยธรรม แบบวัดพฤติกรรมเชิง จริยธรรม เป็นต้น 10. การประเมินตามสภาพจริง (Authentic assessment) เป็นการประเมินด้วยวิธีการที่ หลากหลายดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อให้ได้ผลการประเมินที่สะท้อนความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน จึง ควรใช้การประเมินการปฏิบัติ (Performance assessment) ร่วมกับการประเมินด้วยวิธีการอื่น ภาระงาน (Tasks) ควรสะท้อนสภาพความเป็นจริงหรือใกล้เคียงกับชีวิตจริงมากกว่าเป็นการปฏิบัติกิจกรรม ทั่ว ๆ ไปดังนั้นการประเมินสภาพจริงจะต้องออกแบบการจัดการเรียนรู้และการประเมินผลไป ด้วยกัน และกำหนดเกณฑ์การประเมิน (Rubrics) ให้สอดคล้องหรือใกล้เคียงกับชีวิตจริง 11. การประเมินตนเองของผู้เรียน (Student self - assessment)การประเมินตนเองนับเป็น ทั้งเครื่องมือประเมินและเครื่องมือพัฒนาการเรียนรู้ เพราะทำให้ผู้เรียนได้คิดใคร่ครวญว่าได้เรียนรู้อะไร เรียนรู้อย่างไร และผลงานที่ทำนั้นดีแล้วหรือยัง การประเมินตนเองจึงใช้เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาผู้เรียนให้ เป็นผู้ที่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้การประเมินตนเองของผู้เรียนให้ประสบความสำเร็จได้ดีจะต้องมี เป้าหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจน มีเกณฑ์ที่บ่งบอกความสำเร็จของชิ้นงาน / ภาระงาน และมาตรการการปรับปรุง แก้ไข ตนเอง เป้าหมายการเรียนรู้ที่กำหนดชัดเจนและผู้เรียนได้รับทราบหรือร่วมกำหนดด้วย จะทำให้ ผู้เรียนทราบว่าตนถูกคาดหวังให้รู้อะไร ทำอะไร มีหลักฐานใดที่แสดงการเรียนรู้ตามความคาดหวังนั้น หลักฐานที่มีคุณภาพควรมีเกณฑ์เช่นไรเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้เรียนพิจารณาประเมิน ซึ่งหากเกิดจาก การทำงานร่วมกันระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนด้วยจะเป็นการเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น การที่ผู้เรียน ได้ใช้การประเมินตนเองบ่อยๆ โดยมีกรอบแนวทางการประเมินที่ชัดเจนนี้ จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนประเมินได้ ค่อนข้างจริงและซื่อสัตย์ คำวิจารณ์ คำแนะนำของผู้เรียนมักจะจริงจังมากกว่าของครู การประเมิน ตนเองจะเกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น หากผู้เรียนทราบสิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไขได้ตั้งเป้าหมาย การปรับปรุง แก้ไขของตน แล้วฝึกฝน พัฒนาโดยการดูแล สนับสนุนจากผู้สอนและความร่วมมือของครอบครัว เครื่องมือที่ ใช้ในการประเมินตนเองมีหลายรูปแบบ เช่น การอภิปราย การเขียนสะท้อนผลงาน การใช้แบบสำรวจ การ พูดคุยกับผู้สอน เป็นต้น 12. การประเมินโดยเพื่อน (Peer assessment) เป็นเทคนิคการประเมินอีกรูปแบบหนึ่งที่ น่าจะนำมาใช้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เข้าถึงคุณลักษณะของงานที่มีคุณภาพ เพราะการที่ผู้เรียนจะบอกได้ว่า ชิ้นงานนั้นเป็นเช่นไร ผู้เรียนต้องมีความเข้าใจอย่างชัดเจนก่อนว่าเขากำลังตรวจสอบอะไรในงานของเพื่อน ฉะนั้น ผู้สอนต้องอธิบายผลที่คาดหวังให้ผู้เรียนทราบก่อนที่จะลงมือประเมิน การที่จะสร้างความมั่นใจว่าผู้เรียนเข้าใจการประเมินรูปแบบนี้ ควรมีการฝึกผู้เรียนโดยผู้สอน อาจหาตัวอย่าง เช่น งานเขียน ให้นักเรียนเป็นกลุ่มตัดสินใจว่าควรประเมินอะไร และควรให้คำอธิบายเกณฑ์ ที่บ่งบอกความสำเร็จของภาระงานนั้น จากนั้นให้นักเรียนประเมินภาระงานเขียนนั้นโดยใช้เกณฑ์ที่ช่วยกัน สร้างขึ้น หลังจากนั้นครูตรวจสอบการประเมินของนักเรียนและให้ข้อมูลย้อนกลับแก่นักเรียนที่ประเมินเกิน จริง


๑๓๐ การใช้การประเมินโดยเพื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องสร้างสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่ สนับสนุนให้เกิดการประเมินรูปแบบนี้ กล่าวคือ ผู้เรียนต้องรู้สึกผ่อนคลาย เชื่อใจกัน และไม่อคติ เพื่อการให้ ข้อมูลย้อนกลับจะได้ซื่อตรง เป็นเชิงบวกที่ให้ประโยชน์ ผู้สอนที่ให้ผู้เรียนทำงานกลุ่มตลอดภาคเรียนแล้วใช้ เทคนิคเพื่อนประเมินเพื่อนเป็นประจำ จะสามารถพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่ การให้ข้อมูลย้อนกลับที่เก่งขึ้นได้


๑๓๑ เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง 2560). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด. สำนักวิชาและมาตรฐานการศึกษา กระทรวงศึกษาการ. (2560). แนวทางการบริหารจัดการหลักสูตร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจำกัด.


๑๓๒ ภาคผนวก


๑๓๓


๑๓๔


๑๓๕


๑๓๖


๑๓๗


๑๓๘


๑๓๙


๑๔๐


๑๔๑


Click to View FlipBook Version