Page | 8 นักวิจัยพี่เลี้ยงช่วยในการพัฒนาความตั้งใจในการท าวิจัยและการเผยแพร่ ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ (Research mentor) ก าหนดกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ( Sharing Knowledge and Skills) เพื่อให้อาจารย์ประจ าเกิดแรงบันดาลใจในการท าผลงาน ประชาสัมพันธ์ชื่นชมผู้ที่ได้รับทุนหรือตีพิมพ์เผยแพร่ได้ส าเร็จเพื่อกระตุ้นและ สร้างความกระตือรือร้น สนับสนุน ส่งเสริม ผลักดันให้ท าผลงานวิจัยเพื่อขอผลงานวิชาการ T: Team สร้างทีมวิจัยตามความเชี่ยวชาญตามรายสาขาวิชา และประเด็นความเชี่ยวชาญ ผลักดันให้ร่วมทีมวิจัยกับภายนอกหน่วยงานเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพ H: Honest สร้างความซื่อสัตย์ จริยธรรมการวิจัย โดยการอบรมจริยธรรมวิจัย และให้ อาจารย์ประจ าทุกคนผ่านการอบรมจริยธรรมวิจัยและมีใบประกาศรับรองทุก 2 ปี มีระบบการแนบเอกสารรับรองจริยธรรมของผู้วิจัยทุกคน เมื่อด าเนินการขอ จริยธรรมวิจัย E: Encourage กระตุ้นให้ก าลังใจในการประชุมอาจารย์ ประชาสัมพันธ์ชื่นชมผู้ที่ได้รับทุนวิจัย หรือตีพิมพ์เผยแพร่ได้ส าเร็จเพื่อกระตุ้น และสร้างความกระตือรือร้น สนับสนุน/ติดตาม ( Supporting & Monitoring) การผลิตผลงานวิจัยและการ ตีพิมพ์เผยแพร่รายบุคคล ผ่านสาขาวิชา งานวิจัยและคณะกรรมการบริหาร วิทยาลัย R: Rewards กิจกรรมสร้างขวัญก าลังใจ (Reinforcement & Rewards) มอบรางวัลนักวิจัยดีเด่นประจ าปี สนับสนุนค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ รางวัลพิเศษการตีพิมพ์เผยแพร่วารสารที่มีคุณภาพระดับต่างๆ จัดท าเอกสารประชาสัมพันธ์ชื่นชมให้กับผู้ที่ตีพิมพ์เผยแพร่รายบุคคลทุกครั้งที่ เผยแพร่ DCA เพื่อพัฒนาคุณภาพ
Page | 9 8. ผลกระทบที่เป็นประโยชน์หรือสร้างคุณค่า ตัวชี้วัดความส าเร็จ ค่าเป้าหมาย ผลการด าเนินงาน 2562 2563 2564 2565 1.ร้อยละของอาจารย์ประจ าได้รับ การพัฒนาศักยภาพการเขียน ผลงานวิจัย/ผลงานวิชาการเพื่อ ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่อยู่ในฐาน TCI หรือวารสารวิชาการที่ได้รับการ ยอมรับโดยส านักงานปลัดกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม มากกว่าหรือ เท่ากับ ร้อยละ 80 ร้อยละ 100 ร้อยละ 100 ร้อยละ 100 ร้อยละ 100 2.ผลงานวิจัย/ผลงานวิชาการที่ตีพิมพ์ เผยแพร่ต่ออาจารย์ประจ าทั้งหมด (ผลรวมถ่วงน้ าหนัก) มากกว่าหรือ เท่ากับ ร้อยละ 30 ร้อยละ 53.89 ร้อยละ 59.29 ร้อยละ 70.36 ร้อยละ 57.88 25 เรื่อง 36 เรื่อง 40 เรื่อง 35 ค่าน้ าหนัก 19.40 ค่าน้ าหนัก 25.20 ค่า น้ าหนัก 29.20 ค่า น้ าหนัก 24.60 จ านวน อาจารย์ ประจ า 36 จ านวน อาจารย์ ประจ า 42.50 จ านวน อาจารย์ ประจ า 41.50 จ านวน อาจารย์ ประจ า 42.50 3.ร้อยละของอาจารย์ประจ ามี แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการเขียน ตีพิมพ์เผยแพร่ผ่านกิจกรรมการ จัดการความรู้ มากกว่าหรือ เท่ากับ ร้อยละ 80 ร้อยละ 100 ร้อยละ 100 ร้อยละ 100 ร้อยละ 100 ผลลัพธ์ของการใช้แนวปฏิบัติที่ดี
Page | 10
Page | 11 จากการใช้แนวปฏิบัติตามหลักการด าเนินงาน “PCK together” ผ่านกระบวนการจัดการความรู้ของ CoP พันธกิจวิจัย ท าให้อาจารย์ประจ าเกิดการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยที่ชัดเจน ดังนี้ ล าดับ รายละเอียดผลลัพธ์ จ านวน 1 สร้างแรงบันดาลใจให้อาจารย์ประจ าเขียนบทความวิจัยและ วิชาการ เพื่อตีพิมพ์เป็นชื่อแรกและเป็นเรื่องแรก จ านวน 15 คน 2 พัฒนาให้อาจารย์ประจ ามีการพัฒนาศักยภาพโดยเป็นหัวหน้า โครงการวิจัย และเขียนโครงการวิจัยอนุมัติร่วมกับมีนักวิจัยพี่ เลี้ยง จ านวน 12 คน 4 อาจารย์ประจ าได้รับทุนวิจัย Fundamental fund ของ ววน. ปีงบประมาณ 2565-2566 จ านวน 15 คน ( 13 เรื่อง ) 5 อาจารย์ประจ าได้รับทุนวิจัยภายนอก จาก สถาบันวิจัยระบบ สาธารณสุข (สวรส.) ปีงบประมาณ 2562-2565 จ านวน 13 เรื่อง 6 อาจารย์ประจ าได้รับทุนวิจัยภายนอก จาก สสส. และ สปสช. และสมาคมศิษย์เก่าพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข จ านวน 5 เรื่อง ผลลัพธ์อื่นๆ
Page | 12 โดยมีตัวอย่างของ ผลจากการสะท้อนความรู้สึก ต่อผลความส าเร็จจากการเข้าร่วมกิจกรรมการ จัดการความรู้ ดังนี้ -การสร้างเสริมขวัญและก าลังใจในการตีพิมพ์เผยแพร่ ทั้งในส่วนการพัฒนาศักยภาพ การให้ความรู้ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการจัดการความรู้ ตัวอย่างค าพูดของผู้ให้ข้อมูลที่เป็นอาจารย์ประจ า ต่อไปนี้ “การได้รับความรู้ท าให้มีแนวทางในการท างานวิจัยและมั่นใจในการท าวิจัยและการเขียนตีพิมพ์เผยแพร่เพิ่มมากขึ้น” “มีก าลังใจในการจัดหาวารสารเพื่อตีพิมพ์ และพยายามเลือกวารสารที่ได้คุณภาพระดับสูง เพื่อความคุ้มทุนและประโยชน์ สูงสุดในการเผยแพร่ผลงานวิจัย” “มีแรง มีก าลังใจในการท า มีคนเข้าใจช่วยเหลือ” “สามารถเพิ่มความก้าวหน้าในการท าการวิจัยได้มากขึ้น การมีพี่ดีๆ คอยช่วยน้อง จะเพิ่มสัมพันธภาพระหว่างพี่น้อง” “รู้สึกดีใจและมีความพยายามในการเผยแพร่ผลงานวิจัย นับว่าเป็นการสร้างขวัญก าลังใจที่ดีมากๆ รวมทั้งได้รับการพัฒนา ตนเอง” “ท าให้กล้าที่จะท างานวิจัยอีกครั้ง ไม่ต้องกลัวว่างานวิจัยจะไม่ส าเร็จเพราะมีระบบช่วยผลักดัน กระตุ้น ให้ค าปรึกษา และมี แบบอย่างที่ดีในการเขียนตีพิมพ์เผยแพร่” -คณะกรรมการบริหารวิทยาลัย ได้สะท้อนให้เห็นคุณค่าของแนวปฏิบัติที่ดี ดังนี้ “เป็นสิ่งที่อาจารย์ทุกท่านต้องร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันท า และต้องถือเป็นพันธกิจส าคัญ” “เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างอาจารย์ ท าให้ได้แนวปฏิบัติที่ดีในการพัฒนางาน” “มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน และมีการสร้างสรรค์ผลงานดีๆ แลกเปลี่ยนกันด้วย” 9. ปัจจัยแห่งความส าเร็จ ปัจจัยที่มีผลต่อความส าเร็จ (Key Success Factors) ของการใช้แนวปฏิบัติที่พัฒนาและปรับปรุง แก้ไขให้เป็นแนวปฏิบัติที่ดี สรุปได้ดังนี้ 1.เปิดใจยอมรับ : บุคลากรเปิดใจยอมรับการด าเนินการจัดการความรู้ในองค์กร และการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ มีการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างสม่ าเสมอ การยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน รวมทั้งความสนิทสนม คุ้นเคยกันระหว่างเพื่อนพ้อง พี่น้องที่ร่วมงานกันของอาจารย์ในวิทยาลัยช่วยให้นักวิจัยที่มีประสบการณ์และมี ผลงานเชิงประจักษ์ได้รับการยอมรับ ใช้สุนทรียสนทนาในกระบวนการวิพากษ์เชิงสร้างสรรค์ในการให้ ข้อเสนอแนะ มีการเปิดรับข้อคิดเห็นโดยใช้หลักจิตปัญญา และ Growth Mindset เปิดรับสิ่งต่างๆ อย่างเข้าใจ ให้คุณค่าในตนเองและผู้อื่น 2.ผู้บริหาร : ผู้บริหารของวิทยาลัยเห็นความส าคัญ มีนโยบายที่ชัดเจน ช่วยแก้ไขปัญหา เสนอ ทางเลือก ขั้นตอน ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเป็นรูปธรรม และมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาองค์กรไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ เช่น กิจกรรมระดมสมองของผู้บริหารจากผลการประกันคุณภาพ การศึกษาและผลการประเมินจากสภาการพยาบาลเพื่อก าหนดกลยุทธ์ในการจัดท าแผนยุทธศาสตร์ของ วิทยาลัย ให้การสนับสนุนทั้งด้านการจัดสรรงบประมาณ การสนับสนุนให้ใช้วันหยุดในการด าเนินการวิจัยและ เตรียมบทความวิจัย เสริมสร้างขวัญและก าลังใจและสนับสนุนงบประมาณในการเผยแพร่ผลงานวิจัยอย่าง
Page | 13 เหมาะสม เช่น ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ การตรวจสอบการเขียนภาษาอังกฤษ ช่วยเหลือเอื้ออ านวยความ สะดวกในการเผยแพร่ผลงานวิจัยในระดับชาติและนานาชาติ 3.พัฒนาผ่านกระบวนการคุณภาพ PDCA (Plan Do Check Act) : เพื่อให้การด าเนินการส่งเสริม การตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการผ่านกระบวนการจัดการความรู้ มีการด าเนินการอย่าง ต่อเนื่องเป็นพลวัตร และพัฒนาอย่างมีคุณภาพ ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการและงานจัดการความรู้ใช้หลัก PDCA (Plan Do Check Act) มาใช้ในการด าเนินการกิจกรรมต่างๆ ของระบบกลไกการพัฒนาผลงานวิจัย และผลงานวิชาการผ่านกระบวนการจัดการความรู้ในองค์กร เริ่มตั้งแต่มีกระบวนการวางแผนการจัดการ ความรู้ มีการปฏิบัติการตามแผน มีการน าองค์ความรู้สู่การปฏิบัติ มีการวิเคราะห์ปรับปรุงการด าเนินงาน มี คณะท างานติดตามอย่างจริงจัง มีการรายงานต่อผู้บริหารและบุคลากรทุกระดับอย่างทั่วถึง และมี คณะกรรมการประสานงาน เพื่อแก้ไขปัญหา 4.พัฒนาทีมขับเคลื่อน : วิทยาลัยก าหนดโครงสร้างองค์กร โดยมีงานจัดการความรู้อยู่ภายใต้ฝ่าย วิจัยและบริการวิชาการ มีการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการความรู้ โดยมีประธานสาขาวิชาทุกสาขา และ หัวหน้ากลุ่มงานของฝ่ายต่างๆตามโครงสร้างการบริหาร เพื่อให้การด าเนินการจัดการความรู้ในองค์กร มีการ ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้วิทยาลัยจัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อปูพื้นฐาน การจัดการความรู้ในองค์กรและพัฒนาบุคลากรให้เป็นผู้ที่สามารถด าเนินการการจัดการความรู้ได้ เช่น การ อบรมบุคลากรเพื่อท าหน้าที่เป็น คุณอ านวย (Knowledge Facilitator) คอยอ านวยความสะดวกและกระตุ้น การด าเนินการจัดการความรู้ นอกจากนี้การด าเนินการจัดการความรู้ของคณะพยาบาลศาสตร์ที่ด าเนินการ มี ส่วนช่วยกระตุ้นและผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ชัดเจนขึ้น ท าให้อาจารย์ของวิทยาลัยมีการตื่นตัว และตะหนักถึงความส าคัญของการน าการจัดการความรู้มาใช้ในการพัฒนาด้านการเขียนตีพิมพ์เผยแพร่ จึงท า ให้วิทยาลัยมีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด บรรลุเป้าหมายและตัวชี้วัดความส าเร็จ 5.การสื่อสารภายในองค์กร : เพื่อให้บุคลากรในองค์กรทุกคน ทุกระดับสามารถติดตามข้อมูล ข่าวสาร การด าเนินการจัดการความรู้ในวิทยาลัยได้อย่างต่อเนื่อง จึงสื่อสารกับบุคลากร โดยการจัดท าเว็บไซต์ การจัดการความรู้ การรวบรวมความรู้จัดเก็บอย่างเป็นระบบใน Google classroom จัดระบบการ แลกเปลี่ยนเรียนผ่าน Facebook KM PCKCN 6.จิตอาสา/สุนทรียสนทนา/กัลยาณมิตร : การด าเนินการจัดการความรู้ในวิทยาลัย มีการส่งเสริม และพัฒนาการท างานแบบจิตอาสาโดยเปิดโอกาสให้บุคลากรที่มีความตั้งใจและสนใจในการการพัฒนาองค์กร ไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ เข้ามามีบทบาทในการด าเนินงานจัดการความรู้เช่น ประธานและเลขาของ CoP 7.การจัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ : วิทยาลัยส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Forum) เพื่อสกัดขุมความรู้ออกมาจากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และบันทึกไว้ใช้งานต่อ และเกิดการตื่นตัวในการเรียนรู้ โดยด าเนินการด้วย KM tools แบบต่างๆ เช่น ชุมชนแห่งการเรียนรู้หรือ ชุมชนนักปฏิบัติ (Communities of Practice : CoP) การเล่าเรื่องแบบ SST ( Success Story Telling ) กระบวนการสุนทรียสนทนา (Dialogue)
Page | 14 8.การให้รางวัล ยกย่องชมเชย : วิทยาลัยสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการ มีส่วนร่วมของบุคลากรในทุกระดับ ได้แก่ จัดท าบอร์ดประชาสัมพันธ์แสดงความชื่นชมในการตีพิมพ์เผยแพร่ ผลงานวิชาการ การสนับสนุนค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เผยแพร่ การให้รางวัลยกย่องด้านการวิจัย ในระดับ นักวิจัยอาวุโสและนักวิจัยรุ่นใหม่ภายในวิทยาลัย ผลักดันผู้ที่มีผลงานสูงสุดเข้ารับการแข่งขันในระดับเครือข่าย คณะพยาบาลศาสตร์ และสถาบันพระบรมราชชนก โดยมีการก าหนดแนวทางการคัดเลือกที่ชัดเจน นอกจากนี้มีการมอบเงินรางวัลพิเศษตามจ านวนเรื่องให้กับผู้ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารระดับ นานาชาติ TCI 1 และ 2 เป็นประจ าทุกปี 10. ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการแก้ไข จากการใช้แนวปฏิบัติที่ดีพบปัญหาอุปสรรคของอาจารย์ประจ ารายบุคคล ด้านวิจัยและบริการวิชาการ และอาจารย์ประจ าทุกคน ได้ร่วมจัดท า AAR ระหว่างด าเนินการจัดการความรู้ และปรับเปลี่ยนระบบและ กลไกสนับสนุกการพัฒนาพัฒนาผลงานวิจัย ผลงาวิชาการและการตีพิมพ์เผยแพร่ให้สอดคล้องกับปัญหาที่พบ ดังตารางต่อไปนี้ ปัญหาและอุปสรรค แนวทางแก้ไข ทักษะด้านภาษาอังกฤษใน การเขียนบทคัดย่อ/Manuscript จัดระบบให้ค าปรึกษาจากอาจารย์ที่จบจากต่างประเทศในรูปแบบจิตอาสา/ กัลยาณมิตร ผ่าน Research clinic ช่วยตรวจสอบ Abstract ก่อน Submission หรือช่วยปรับแก้หลังจากได้รับค าแนะน าจาก Reviewer การเกิดความสับสนและการท าความ เข้าใจกับค าแนะน าของ Reviewers ท า ให้การแก้ไขกลับล่าช้า จนให้การตีพิมพ์ เผยแพร่ไม่เป็นไปตามระยะเวลาที่ ก าหนด จัดระบบให้ค าปรึกษาจากอาจารย์ที่มีประสบการณ์ในรูปแบบจิตอาสา/ กัลยาณมิตร ผ่าน Research clinic ช่วยพิจารณาข้อเสนอแนะจาก Reviewer และช่วยเหลือในการปรับแก้ ภ า ร ะง า น ข อง อ า จ า ร ย์ ป ร ะ จ า โดยเฉพาะพันธกิจด้านการสอน ท าให้ อาจารย์ไม่มีเวลา จนท าให้เกิดความ เหนื่อยล้าในการผลิตผลงานวิจัยเพื่อ ตีพิมพ์เผยแพร่ สนับสนุน ส่งเสริมการจัดทีมการท าวิจัยรายสาขาวิชา ประมาณ 2-4 คน/ 1 โครงร่าง โดยให้สมาชิกทีมผลัดเปลี่ยนกันเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย มีการ ก าหนดเป็นแผนการด าเนินรายเดือนของแต่ละกิจกรรมของกระบวนการวิจัย เพื่อให้ทีมวิจัยสามารถมอบหมายงานตามช่วงเวลาที่เหมาะสมของแต่ละคน เช่น ช่วงที่ไม่มีภาระงานสอน/นิเทศ เป็นการช่วยแบ่งภาระงานการท าวิจัย และการเขียนตีพิมพ์เผยแพร่ ลดความเหนื่อยล้าและการบริหารเวลาของ อาจารย์แต่ละคน การประสานเพื่อตีพิมพ์ในวารสาร ระดับชาติ/นานาชาติมีความแตกต่างกัน ท าให้อาจารย์ต้องศึกษารูปแบบของ วารสารอย่างละเอียด เช่น บางวารสาร ต้องสมัครสมาชิกล่วงหน้าก่อนได้รับการ ตีพิมพ์ การเขียนอ้างอิง การจ ากัด จ านวนหน้า ซึ่งเพิ่มความยุ่งยากในการ มีระบบให้ค าปรึกษาเพื่อเลือกวารสารส าหรับตีพิมพ์เผยแพร่ และพิจารณาแนว ทางการส่งผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ของแต่ละวารสารนั้น จากผู้ที่มีประสบการณ์ การตีพิมพ์เผยแพร่ และบรรณาธิการและผู้ช่วยบรรณาธิการของวารสาร วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี
Page | 15 ปัญหาและอุปสรรค แนวทางแก้ไข ท าความเข้าใจให้กับผู้ไม่มีประสบการณ์ การตีพิมพ์เผยแพร่ ขาดการวางแผนการท าวิจัยเพื่อ ให้ส าเร็จส าหรับตีพิมพ์เผยแพร่ ฝ่ายวิจัยและบริการมีการจัดท าระบบการติดตาม ผ่านประธานสาขาวิชา ใน ประเด็นการเสนอโครงร่างวิจัยปีเว้นปี เพื่อให้มีผลการวิจัยส าหรับเขียนตีพิมพ์ เผยแพร่ และเพิ่มการพัฒนาทักษะการเขียนบทความวิชาการ ( Academic article) ผ่านกิจกรรมการจัดการความรู้ 11. แนวทางในการจัดการความรู้ ขั้นตอน ที่ ขั้นตอนการ จัดการความรู้ กิจกรรมการจัดการความรู้และเครื่องมือที่ใช้ 1 การบ่งชี้ความรู้ (Knowledge Identification) 1.1 ประชุมร่วมกันเพื่อชี้แจงแนวทางการพัฒนาองค์ความรู้ของวิทยาลัยด้านการวิจัย เพื่อก าหนดเป็นประเด็นการจัดการความรู้ ( KM Focus area) คือ “การตีพิมพ์เผยแพร่ ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ” โดยพิจารณาจากความสอดคล้องกับทิศทางและ ประเด็นยุทธศาสตร์ของคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนกและวิทยาลัย เกิดการปรับปรุงที่เห็นได้ชัดเจนเป็นรูปธรรม มีโอกาสท าได้ส าเร็จสูงเมื่อพิจารณาจาก ความพร้อมด้านคน งบประมาณ เทคโนโลยี วัฒนธรรมองค์กร ระยะเวลาที่เหมาะสม เป็นประเด็นที่ทุกคนในองค์กรต้องท าและต้องการ ผู้บริหารให้การสนับสนุน และเป็น ความรู้ที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน เนื่องจากต้องรับการประเมินจากสภาการพยาบาล ในช่วงต้นปี พ.ศ.2565 1.2 ก าหนดเป็นชุมชนนักปฏิบัติ (Community of Practice: CoP) โดยวิทยาลัย ได้ ก าหนดเป็น 1 CoP มีสมาชิกเป็นอาจารย์ประจ าทั้งหมด 44 คน -ก าหนดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัย/ผลงานวิชาการ (KM-focus area) 1.3 ก าหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมายและตัวชี้วัดความส าเร็จ โดย คณะกรรมการจัดการความรู้ 1.4 งานจัดการความรู้ จัดท าแผนการจัดการความรู้ เสนอต่อคณะกรรมการบริหาร วิทยาลัย เพื่อพิจารณาอนุมัติ 1.5 มีการใช้เครื่องมือการจัดการความรู้ ( KM tool) ที่หลากหลาย - KM tool: การเรียนรู้จากบทเรียนที่ผ่านมา (Lesson Learned) เป็นการเรียนรู้โดย อาศัยข้อมูลความส าเร็จและความผิดพลาดจากการด าเนินการที่ผ่านมา เพื่อหาแนวทาง ในการวางแผนการท างานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุดหรืออย่าง น้อย ไม่เกิดความผิดพลาดในประเด็นที่เคยผิดพลาดมาแล้ว โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังปี การศึกษา 2559-2563 ในประเด็นการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงาน ได้แก่ ผลการประเมินตาม เกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษาระดับหลักสูตรและระดับสถาบัน ผลการประเมินจาก
Page | 16 ขั้นตอน ที่ ขั้นตอนการ จัดการความรู้ กิจกรรมการจัดการความรู้และเครื่องมือที่ใช้ สภาการพยาบาลในการพัฒนาผลงานวิชาการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่ได้รับการ ยอมรับ ลดจ านวนการเผยแพร่แบบ Proceeding -KM tool : การทบทวนหลังปฏิบัติงาน (After Action Review : AAR) เพื่อร่วมกัน ทบทวนกระบวนการท างานแต่ละขั้นตอนของ COP ในแต่ละครั้งว่ามีจุดดี จุดด้อย รวมทั้งค้นหาโอกาสและอุปสรรคในการด าเนินการ เพื่อเป็นข้อมูลในการปรับปรุง CoP ให้เกิดผลงานที่ดีขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้สมาชิกในกลุ่มได้เสนอแนะข้อคิดเห็นต่างๆ เพื่อการปรับปรุงการท า CoP ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของกลุ่มและสมาชิก -KM tool : ชุมชนนักปฏิบัติ (Communities of Practice หรือ CoP) ตั้งเป็นชุมชนนัก ปฏิบัติเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประเด็นการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัย/ผลงานวิชาการใน วารสารที่ได้รับการยอมรับ 2 การสร้างและ แสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition) 2.1 การส ารวจ/วิเคราะห์ว่าความรู้ที่เราต้องการรู้นั้นอยู่ที่ใคร อยู่ในรูปแบบอะไร แล้ว จะน ามาเก็บรวมกันได้อย่างไร โดยการค้นคว้าจากต ารา อินเตอร์เน็ต จากการ สัมภาษณ์ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ จากภายในและภายนอกเพื่อน ามาจัดท าเนื้อหา ให้ตรงกับความต้องการ 2.2 แสวงหาความรู้จากบุคลากรภายในวิทยาลัย โดยการกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากอาจารย์ผู้ประสบการณ์ในด้านการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการให้กับอาจารย์ ประจ าของวิทยาลัยผ่านกิจกรรม Journal club/ Research club 2.3 แสวงหาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผ่านกิจกรรม Visiting professor และ โครงการการจัดการความรู้ ( Explicit knowledge ) 2.4 จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยและ ผลงานวิชาการ จากวิทยากรและบรรณาธิการวารสารทางการพยาบาลต่างๆ 2.5 เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกิจกรรมการจัดการความรู้ของคณะพยาบาลศาสตร์ KM Sharing/KM Day 3 การจัดการความรู้ ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) 3.1 การน าความรู้ที่รวบรวมมาจัดหมวดหมู่ แบ่งประเภทของความรู้เพื่อจัดท าให้ง่าย เป็นระบบ สะดวกต่อการค้นหาและใช้งาน 3.2 จัดระบบความรู้โดยการวิเคราะห์/สังเคราะห์ความรู้ที่ได้มาทั้งจากภายในและ ภายนอกองค์กรและจัดเก็บความรู้ให้เป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน โดยใช้เครื่องมือในการ จัดการความรู้ ดังนี้ -KM tool : ฐานความรู้ (Knowledge Bases) โดยการเก็บข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่ได้จาก กิจกรรมไว้ไว้เป็นคลังความรู้ ในระบบ Google classroom ชื่อ “งานสนับสนุนการสร้างผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ” -KM tool : Intranet, Web มีระบบเครือข่ายสื่อสารที่รองรับส าหรับการจัดเก็บองค์ ความรู้ที่ท าให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายจากทุกที่ ทุกเวลา เพื่อให้สมาชิกของ CoP ทบทวน และค้นหาข้อมูลความรู้ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ตลอดเวลาเพื่อน าความรู้ไปใช้ประโยชน์
Page | 17 ขั้นตอน ที่ ขั้นตอนการ จัดการความรู้ กิจกรรมการจัดการความรู้และเครื่องมือที่ใช้ 4 การประมวลและ กลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification and Refinement) 4.1 มีการบันทึกความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้ง Explicit Knowledge และ บันทึกความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เป็น Tacit Knowledge บันทึกการ แบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากวิทยากร บันทึกรายงานการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จัดท า เอกสารสรุปสาระความรู้ที่ได้รับ โดยใช้แบบฟอร์มตามคู่มือการจัดการความรู้ของคณะ พยาบาลศาสตร์ 4.2 พิจารณาเนื้อหาความถูกต้องขององค์ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญภายที่มาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ในช่วง Explicit Knowledge เช่น คู่มือการเขียนตีพิมพ์เผยแพร่ 4.3 สังเคราะห์และเรียบเรียงเนื้อหาตามประเด็นความรู้ที่ก าหนดไว้ สรุปแนวปฏิบัติ โดยมีการปรับปรุงรูปแบบ เนื้อหาเอกสารหรือองค์ความรู้ให้เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ มี มาตรฐาน และใช้ภาษาเดียวกัน 4.4 จัดท าเป็นคู่มือ การเขียนตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการระดับชาติและ นานาชาติ จ านวน 1 เล่ม และแนวปฏิบัติที่ดี เรื่อง การส่งเสริมการตีพิมพ์เผยแพร่ บทความวิจัยและบทความวิชาการง จ านวน 1 เรื่อง โดยได้รับการวิพากษ์โดย ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกและสมาชิกของ CoP ก่อนการได้รับอนุมัติจากผู้บริหารและ ประกาศใช้ 5 การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Access) เป็นการท าให้ผู้ใช้ความรู้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่ต้องการได้ง่ายสะดวก โดยใช้ระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT), Web board มาช่วยเพื่ออ านวยความสะดวก ดังนี้ 5.1 จัดท าเอกสารคลังความรู้ได้ เอกสารบันทึกและสรุปความรู้ คลิปวีดีโอการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ power point presentation ฯลฯ ใส่ไว้ใน google classroom ชื่อ “งานสนับสนุนการสร้างผลงานวิจัยและผลงานวิชาการ ในระดับชาติและ นานาชาติ” ซึ่งมีคลังความรู้ได้แก่ การตรวจสอบคุณภาพวารสาร การคัดลอกผลงาน คืออะไร ตีพิมพ์วารสารนานาชาติเริ่มต้นอย่างไร และมีการปรับเนื้อหาให้ทันสมัยอยู่ เสมอ 5.2 น าเอกสารคลังความรู้เข้าสู่ระบบเทคโนโลยีเผยแพร่องค์ความรู้ทางเว็ปไซต์การ จัดการความรู้ของวิทยาลัย และประชาสัมพันธ์ให้บุคลากรทราบ 6 การแบ่งปัน แลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing) ก าหนดชุมชนนักปฏิบัติ ( CoP): พันธกิจด้านการวิจัย ใช้เครื่องมือการจัดการความรู้(KM tools) ที่หลากหลายส าหรับการแบ่งปันแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ประกอบด้วย 6.1 KM tool : การถ่ายทอดความรู้โดยการเล่าเรื่อง (Success Storytelling) คือ การ ถอดความรู้ฝังลึกโดยการมอบหมายให้ผู้ที่มีผลงานหรือมีวิธีการท างานที่ดี มาเล่าให้คน อื่นๆ ฟังว่าท าอย่างไร ผ่าน “กิจกรรม Journal club/Research Club” ผู้เล่าจะเล่า ให้เห็นการปฏิบัติใช้ภาษาเชิงปฏิบัติจริง และมีการบันทึกเก็บไว้อย่างเป็นระบบ โดยผู้ เล่าเป็นบุคลากรทั้งภายในและภายนอก 6.2 KM tool : Knowledge Forum เวทีส าหรับการแลกเปลี่ยนความรู้โดยการ จัดการประชุมหรือกิจกรรมอย่างเป็นกิจจะลักษณะอย่างสม่ าเสมอ เพื่อเปิดพื้นที่ให้
Page | 18 ขั้นตอน ที่ ขั้นตอนการ จัดการความรู้ กิจกรรมการจัดการความรู้และเครื่องมือที่ใช้ บุคลากรในองค์กรมีโอกาสพบปะพูดคุยกัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างกันได้ โดย 1) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพนักวิจัยให้มีขีดความสามารถสูงเพื่อการ ผลิตงานวิจัยและเผยแพร่ในระดับชาติและนานาชาติ ในระดับคณะพยาบาลศาสตร์ เป็นประจ าทุกปี 2) จัดให้มีศาสตราจารย์รับเชิญ ( visiting professor) หัวข้อ “ Ideas on publishing and writing an empirical journal articles” โดย Anna-Lena Almqvist, Associated Profressor Malardalen University, Sweden เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.64 3) แสวงหาความรู้จากผู้เชี่ยวชาญภายนอกมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Explicit Knowledge) ผ่านโครงการ การจัดการความรู้เพื่อพัฒนาสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ โดย เชิญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วงจันทร์ เพชรพิเชฐเชียร กองบรรณาธิการวารสาร Pacific Rim International Journal of Nursing Research มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้ ข้อเสนอแนะในการเขียนตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการในระดับชาติ และนานาชาติ 4) สนับสนุน/กระตุ้นให้สมาชิกใน COP เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกิจกรรมการ จัดการความรู้ของคณะพยาบาลศาสตร์ 6.3 KM tool : การเรียนรู้โดยการปฏิบัติ (Action Learning) โดยสมาชิก COP การ เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริงในการเขียนตีพิมพ์เผยแพร่เพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุและ น าไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยสามารถพัฒนาวิธีการท างานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นได้ 6.4 KM tool: เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist) สมาชิกของ COP สามารถขอรับ ค าแนะน า จากอาจารย์ที่ประสบความส าเร็จในการตีพิมพ์เผยแพร่ เพื่อช่วยพัฒนา ต้นฉบับ ( Manuscript) ก่อน submission 6.5 KM tool : การสอนงาน (Coaching) โดยสมาชิก COP ที่เป็นนักวิจัยรุ่นใหม่จะ ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นพี่ที่มีผลงานมาแนะน า สอนให้คนที่มาใหม่หรือคนที่ต้องการ เรียนรู้ปรับปรุงต้นฉบับ ( Manuscript) จนท าให้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ ทั้งชื่อแรก และผู้เขียนร่วม 6.6 KM tool : พี่เลี้ยง (Mentoring) โดยฝ่ายวิจัยฯ จัดให้มีระบบพี่เลี้ยงแต่ละสาขาวิชา ช่วยแนะน าวิธีทุกขั้นตอนของกระบวนการวิจัยช่วยเหลือสนับสนุน คอยให้ค าปรึกษา ชี้แนะ จนสามารถตีพิมพ์เผยแพร่ได้ส าเร็จ 6.7 KM tool : ก าหนดแหล่งผู้รู้ในองค์กร (Center of Excellence) วิทยาลัยจัดตั้ง Research clinic ก าหนดแหล่งผู้รู้/ผู้เชี่ยวชาญด้านการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการ ทั้งรายสาขาวิชาและภาพรวมของวิทยาลัย ให้ค าปรึกษาในประเด็นต่างๆ เช่น การ เลือกใช้สถิติ การค านวณกลุ่มตัวอย่าง การเขียนบทคัดย่อภาษาอังกฤษ มีการนัด หมายวัน-เวลา ที่เหมาะสม รวมทั้งมีห้องให้ค าปรึกษาที่เป็นสัดส่วน เงียบสงบ นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่รับผิดชอบงานวารสารให้ค าปรึกษาด้านการ submission
Page | 19 ขั้นตอน ที่ ขั้นตอนการ จัดการความรู้ กิจกรรมการจัดการความรู้และเครื่องมือที่ใช้ ผ่านระบบ Thaijo และการตรวจสอบวารที่มีคุณภาพและเงื่อนไขการส่งตีพิมพ์เผยแพร่ เฉพาะของแต่ละวารสาร เช่น การสมัครสมาชิก การเขียนรายการอ้างอิง การปรับแก้ไข จาก Reviewers เป็นต้น 7 การเรียนรู้ (Learning) จากการด าเนินการจัดการความรู้ของ CoP พันธกิจด้านวิจัย ท าให้อาจารย์ประจ าเกิด การเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยที่ชัดเจน ดังนี้ 1.สร้างแรงบันดาลใจให้อาจารย์ประจ าเขียนบทความวิจัยและวิชาการ เพื่อตีพิมพ์เป็น ชื่อแรกและเป็นเรื่องแรก 2.พัฒนาให้อาจารย์ประจ ามีการพัฒนาศักยภาพโดยเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย และเขียน โครงการวิจัยอนุมัติร่วมกับมีนักวิจัยพี่เลี้ยง 3.อาจารย์ประจ าได้รับทุนวิจัยจากหน่วยวิจัยภายนอก มากกว่าทุกภายใน 4.อาจารย์ประจ าได้รับทุนวิจัย Fundamental fund ของ ววน. เพิ่มขึ้น โดยมีตัวอย่างของ ผลจากการสะท้อนความรู้สึก ต่อผลความส าเร็จจากการเข้าร่วม กิจกรรมการจัดการความรู้ ดังนี้ -การสร้างเสริมขวัญและก าลังใจในการตีพิมพ์เผยแพร่ ทั้งในส่วนการพัฒนาศักยภาพ การให้ความรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการจัดการความรู้ ตัวอย่างค าพูดของผู้ให้ ข้อมูลที่เป็นอาจารย์ประจ า ต่อไปนี้ “การได้รับความรู้ท าให้มีแนวทางในการท างานวิจัยและมั่นใจในการท าวิจัยและการ เขียนตีพิมพ์เผยแพร่เพิ่มมากขึ้น” “มีก าลังใจในการจัดหาวารสารเพื่อตีพิมพ์ และพยายามเลือกวารสารที่ได้คุณภาพ ระดับสูง เพื่อความคุ้มทุนและประโยชน์สูงสุดในการเผยแพร่ผลงานวิจัย” “มีแรง มีก าลังใจในการท า มีคนเข้าใจช่วยเหลือ” “สามารถเพิ่มความก้าวหน้าในการท าการวิจัยได้มากขึ้น การมีพี่ดีๆ คอยช่วยน้อง จะ เพิ่มสัมพันธภาพระหว่างพี่น้อง” “รู้สึกดีใจและมีความพยายามในการเผยแพร่ผลงานวิจัย นับว่าเป็นการสร้างขวัญ ก าลังใจที่ดีมากๆ รวมทั้งได้รับการพัฒนาตนเอง” “ท าให้กล้าที่จะท างานวิจัยอีกครั้ง ไม่ต้องกลัวว่างานวิจัยจะไม่ส าเร็จเพราะมีระบบช่วย ผลักดัน กระตุ้น ให้ค าปรึกษา และมีแบบอย่างที่ดีในการเขียนตีพิมพ์เผยแพร่”
Page | 1 แนวปฏิบัติที่ดี ด้านแนวปฏิบัติ: ด้านกิจการนักศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏราชภัฏนครปฐม 1. ชื่อเรื่อง / แนวปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อพัฒนานักศึกษาสู่นักจัดการภัยพิบัติ 2. ชื่อหน่วยงาน คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม 3. คณะทำงาน คณะกรรมการกิจการนักศึกษาและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม 4. บทสรุปโครงการ กิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อพัฒนานักศึกษาสู่นักจัดการภัยพิบัติเป็นกิจกรรมที่นอกเหนือจากการ จัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพนักศึกษาสู่การเป็นบัณฑิตนักปฏิบัติ(Nursing Student Practitioner) โดยเน้นทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสู่การดำรงชีวิตและทำงานใน ยุคปัจจุบันให้ประสบความสำเร็จ โดยการให้นักศึกษานำความรู่ไปสู่การปฏิบัติ มาพัฒนาต่อยอดและนำไปเป็น องค์ความรู้ในการบริการวิชาการแก่สังคม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้นักศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะชีวิต มีการริเริ่มสร้างสรรค์เรียนรู้ทักษะสังคม สร้างภาวะผู้นำและให้มีความรับผิดชอบเชื่อถือได้ เป็นผลงานบูรณา การพันธกิจด้านบริการวิชาการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัย และส่งเสริมพัฒนามหาวิทยาลัยให้มี ศักยภาพด้านบริการวิชาการเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน สังคมนอกจากนี้ยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง มหาวิทยาลัยและชุมชน ผลการดำเนินการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อพัฒนานักศึกษาสู่นักจัดการภัยพิบัติ 1) มีคะแนนประเมินผลการฝึกปฏิบัติการจัดการภัยพิบัติในภาพรวมที่สูงขึ้น 2) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือผลิตบัณฑิตสาขาพยาบาลศาสตร์โครงการฝึกอบรมพัฒนาทักษะการ รับมือภัยพิบัติ (อุทกภัย) ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมกับศูนย์ต้นแบบเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชน เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ตำบลเกาะขันธ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช 3) ได้คุณลักษณะบัณฑิตด้านการจัดการภัยพิบัติ 3) ชุดความรู้ด้านการจัดการภัยพิบัติ (คลิปวิดีโอ) 6 ชุดความรู้ 5. ที่มาและความสำคัญของโครงการ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม มีแนวทางในการพัฒนานักศึกษาให้เป็นบัณฑิต ที่มีคุณสมบัติพร้อมและทักษะที่พึงประสงค์มีความเป็นมืออาชีพและนักปฏิบัติ ให้มีคุณภาพของบัณฑิตใน
Page | 2 ศตวรรษที่ 21 เป็นบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการทำงาน และมีทักษะในการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการ ปรับตัว สามารถดำรงชีวิตและยืนหยัดในโลกอนาคตได้อย่างมีความสุขและประสบความสำร็จได้นั้น ในการ จัดการเรียนรู้โดยการปรับกระบวนทัศน์ปรับกระบวนการเรียนการสอนและปรับกระบวนการพัฒนาการดูแล แบบองค์รวม ด้านกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม มีศักยภาพในการดูแลตนเอง ใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการปฏิบัติการพยาบาลแบบองค์รวมกับชีวิตและสุขภาพของมนุษย์ทุกช่วงวัย ทุกภาวะ สุขภาพ ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยบูรณาการความรู้ หลักฐานเชิงประจักษ์ และศาสตร์ที่ เกี่ยวข้อง มีคุณธรรม จริยธรรม ยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ คิดอย่างมีวิจารณญาณอย่างเป็นระบบ ใช้ เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งมีการมุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง โดยเป็นหลักสูตรที่เน้น การสร้างประสบการณ์และความเชี่ยวชาญให้ผู้เรียน เข้าใจสภาพจริงของการประยุกต์ใช้ความรู้ในการปฏิบัติงาน โดยจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยกระบวนการ จัดการเรียนรู้เชิงรุกหลากหลายรูปแบบ พัฒนาให้เป็นบัณฑิตพยาบาลนักปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพพยาบาล โดดเด่นในการเป็นนักจัดการสุขภาพ ให้การดูแลผู้สูงอายุ และการพยาบาลในสถานการณ์ภัยพิบัติได้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงของสังคม” ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาการศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เป็นการจัด การศึกษาตามแนวทางพิพัฒนาการนิยม (Progressivism) คือ "มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียน ให้เกิดการเรียนรู้ ตลอดชีวิต รองรับความเปลี่ยนแปลง มุ่งเน้นการผลิตและพัฒนาบัณฑิตนักปฏิบัติที่มีความรู้ ความสามารถ ทักษะและสมรรถนะทางวิชาชีพอย่างรอบด้าน มีคุณธรรม จริยธรรม นำไปสู่การสร้างสรรค์ ประยุกต์ใช้ให้ สอดคล้อง เหมาะสมกับบริบทของสังคม และชุมชน จึงมีกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อพัฒนานักศึกษาสู่นักจัดการภัยพิบัติ โดยเน้นการการจัดกิจกรรมให้ลง มือฝึกปฏิบัติจริงในสถานการณ์จริง โดยได้เห็นมีคุณลักษณะผู้นำด้านการจัดการภัยพิบัติจากหน่วยงานที่มี ชื่อเสียงระดับประเทศเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การผลิตบัณฑิตพยาบาลนักปฏิบัติที่เป็นต้นแบบด้าน การจัดการภัยพิบัติ 6. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาสมรรถนะนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ให้มีความพร้อม ในการจัดการภัยพิบัติ 2. เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้จากต้นแบบการจัดการภัยพิบัติระดับประเทศ
Page | 3 3. เพื่อส่งเสริมการผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ เสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยใช้ชุมชนเป็นห้องเรียนใน การพัฒนาทักษะการเรียนรู้อย่างยั่งยืน 4. เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีในการต่อยอดนำผลการดำเนินงานไปบูรณาการในศาสตร์อื่นๆ 5. เพื่อให้ได้คุณลักษณะบัณฑิตด้านการจัดการภัยพิบัติ 7.แนวปฏิบัติที่ดี วงรอบที่ 1 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมได้ดำเนินการพัฒนานักศึกษาสู่นักจัดการภัย พิบัติแสดงดังแผนภาพดังนี้ 7.1 ขั้นวางแผน (P1) เป็นการวางแผนการดำเนินกิจกรรม ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่สำคัญที่สุดจะต้องกำหนดการปฏิบัติเป็น ขั้นตอนครอบคลุมวัตถุประสงค์โดยมีกิจกรรมดังต่อไปนี้
Page | 4 1.1 วางแผนกิจกรรมในโครงการเพื่อนำเสนอในกรรมการคณะ 1.2 แจ้งวัตถุประสงค์ของโครงการให้กับนักศึกษาทุกชั้นปี 1.3 แบ่งกลุ่มนักศึกษา 1.4. กำหนดเป้าหมายพัฒนานักศึกษาสู่นักจัดการภัยพิบัติ 1.5 กำหนดแนวทางในการพัฒนานักศึกษาสู่นักจัดการภัยพิบัติ 7.2 ขั้นดำเนินการ (D1) ดำเนินการตามกิจกรรมที่ออกแบบไว้ โดยทำกิจกรรมที่ค่ายพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะ และทะเลไทย เขาหมาจอ ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ช่วงเวลาที่กำหนด เป็นช่วงเวลาที่ สอดคล้องกับปฏิทินการศึกษา ของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครปฐมโดยนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ดำเนินการวันที่ 19-20 ธันวาคม 2565 นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ดำเนินการวันที่ 28-29 ธันวาคม 2565 นักศึกษาชั้น ปีที่ 3 ดำเนินการวันที่ 3-4 เมษายน 2566 โดยกิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมฝึกดำน้ำแบบผิวน้ำ ฝึกการใช้ อุปกรณ์ดำน้ำแบบผิวน้ำ ฝึกทักษะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางทะเล การช่วยฟื้นคืนชีพผู้ประสบภัย พิบัติทางทะเล 7.3 ขั้นตรวจสอบ (C1) จากการดำเนินการในนักศึกษาทั้ง 3 ชั้นปี ที่ค่ายพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย พบว่ากิจกรรมการจัดการพัฒนานักศึกษาสู่นักจัดการภัยพิบัติยังไม่ครอบคลุมคุณลักษณะผู้ด้านการจัดการภัย พิบัติ ซึ่งต้องประกอบด้วยกิจกรรมการผูกเชือกเพื่อใช้ในการโหนข้ามฝั่ง กิจกรรมการช่วยเหลือเคลื่อนย้าย ผู้ประสบภัยด้วยไม้ไผ่และเชือก ฝึกปฏิบัติการขนย้ายด้วยเชือก(โรยตัวทางราบ) การสรุปการเรียนรู้จากการฝึก ปฏิบัติ และการสรุปคุณลักษณะผู้นำการจัดการภัยพิบัติ ฝึกปฏิบัติการทางน้ำ ขับเรือ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ด้วยเรือกู้ภัยในการพัฒนาต้นแบบผู้นำด้านการจัดการภัยพิบัติ และการฝึกปฏิบัติยัง เพื่อนำผลไปใช้ประโยชน์ ในการปรับปรุงแก้ไขของแต่ละขั้นต่อไป 7.4 ขั้นปรับปรุง (A1)
Page | 5 การพัฒนาปรับปรุงแนวทางจัดการพัฒนานักศึกษาสู่นักจัดการภัยพิบัติ โดยการเข้าร่วมกิจกรรม โครงการพัฒนาสมรรถนะบัณฑิตเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศไทย 4.0 กิจกรรมเปลี่ยนครูต้นแบบการ พยาบาลภัยพิบัติ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในระหว่างวันที่ 19-23 มีนาคม พ.ศ.2566 วงรอบที่ 2 ได้ดำเนินการ แสดงดังแผนภาพดังนี้ การวางแผน (P2) นำผลจากฝึกปฏิบัติที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทยที่ไม่บรรลุ วางแผนร่วมกับคณะกรรมดำเนินงานวางแผนการดำเนินกิจกรรมเปลี่ยนครูต้นแบบการพยาบาลภัยพิบัติ ร่วมกับเครือข่ายศูนย์จัดการภัยพิบัติตำบลเกาะขันธ์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อดำเนินการ พัฒนาต้นแบบด้านจัดการภัยพิบัติ การแบ่งกลุ่มนักศึกษากำหนดเป้าหมายพัฒนานักศึกษาสู่นักจัดการภัย พิบัติและแนวทางในการพัฒนานักศึกษาสู่นักจัดการภัยพิบัติ ดำเนินการ (D2) ดำเนินการตามกิจกรรมที่ศูนย์จัดการภัยพิบัติตำบลเกาะขันธ์ อำเภอชะอวด จังหวัด นครศรีธรรมราช ในวันที่ 19-23 มีนาคม พ.ศ.2566 โดยกิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมการผูกเชือกเพื่อใช้ใน การโหนข้ามฝั่ง กิจกรรมการช่วยเหลือเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยด้วยไม้ไผ่และเชือก ฝึกปฏิบัติการขนย้ายด้วย เชือก โรยตัวทางราบ การสรุปการเรียนรู้จากการฝึกปฏิบัติ และการสรุปคุณลักษณะผู้นำการจัดการภัยพิบัติ ฝึกปฏิบัติการทางน้ำการขับเรือช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยเรือกู้ภัย การตรวจสอบการนำแนวทางฯ ไปใช้ (C3)
Page | 6 จากการดำเนินการกิจกรรมที่ศูนย์จัดการภัยพิบัติตำบลเกาะขันธ์ อำเภอชะอวด จังหวัด นครศรีธรรมราช พบว่านักศึกษาการพัฒนาต้นแบบผู้นำด้านการจัดการภัยพิบัติ และคุณลักษณะผู้ด้านการ จัดการภัยพิบัติ การพัฒนาปรับปรุงแนวทางฯ (Act) 1) ได้คุณลักษณะบัณฑิตด้านการจัดการภัยพิบัติ 2) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือผลิตบัณฑิตสาขาพยาบาลศาสตร์โครงการฝึกอบรมพัฒนา ทักษะการรับมือภัยพิบัติ (อุทกภัย) ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมกับศูนย์ต้นแบบเครือข่ายเตือนภัย พิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ตำบลเกาะขันธ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช 3) ชุดความรู้ด้านการจัดการภัยพิบัติ (คลิปวิดีโอ) 6 ชุดความรู้ 8. ผลกระทบที่เป็นประโยชน์หรือสร้างคุณค่า 1.1 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม มีรูปแบบการเรียนการสอน ภาคทฤษฎีแบบออนไลน์ ที่สอดคล้องกับทิศทางการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบัน 1.2 อาจารย์มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนจากแบบบรรยายเพียงอย่าง เป็นการสอนแบบ ออนไลน์ที่มีกิจกรรมการสอนที่หลายหลาย 1.3 นักศึกษามีทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยมากขึ้น 9. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ 1. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ 1) ได้คุณลักษณะผู้นำการจัดการภัยพิบัติ 2) บันทึกข้อตกลงความร่วมมือผลิตบัณฑิตสาขาพยาบาลศาสตร์โครงการฝึกอบรมพัฒนา ทักษะการรับมือภัยพิบัติ (อุทกภัย) ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐมกับศูนย์ต้นแบบเครือข่ายเตือนภัย พิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ตำบลเกาะขันธ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช 3) ชุดความรู้ด้านการจัดการภัยพิบัติ (คลิปวิดีโอ) 6 ชุดความรู้ ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนดังต่อไปนี้คือ 1. ปัจจัยภายนอก
Page | 7 1) พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย เขาหมาจอ ตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรีให้ความอนุเคราะห์นักเรียนให้เข้าร่วมโครงการ และอำนวยสะดวกสถานที่ในการจัดกิจกรรม 2) ศูนย์จัดการภัยพิบัติตำบลเกาะขันธ์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช 3) อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใส อำเภอป่าพยอม จังหวัดพัทลุง 2. ปัจจัยภายใน 1) คณะพยาบาลศาตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม สนับสนุนงบประมาณภายใต้โครงการ 2) สโมสรนักศึกษาและคณะกรรมการกิจการนักศึกษา 10. ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการแก้ไข ในการจัดกิจกรรมให้นักศึกษาในครั้งที่ 2 ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช นักศึกษายังไม่สามารถเข้าร่วมได้ ครบทุกคน เนื่องจากข้อจำกัดด้านสถานที่ในการจัดกิจกรรมอยู่ไกล การแก้ไขโดยการประสานงานกับหน่วยที่ เกี่ยวข้องอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อขอความร่วมมือการร่วมมือในการจัดกิจกรรมครั้งต่อไป 11. แนวทางในการจัดการความรู้ 1. การพัฒนานักศึกษาสู่นักจัดการภัยพิบัติ โดยการบูรณาการงานบริการวิชาการกับกับรายวิชาในการ เรียนการสอน การเลือกวิชาที่นำมาบูรณาการงานบริการวิชาการควรเป็นวิชาที่มีกิจกรรมสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ของรายวิชาและมีการปฏิบัติจริง 2. สามารถบูรณาการการเรียนการสอนกับการบริการวิชาการได้ในรายวิชาอื่น 3. การบูรณาการการเรียนการสอนกับการบริการวิชาการสามารถนำไปเป็นองค์ความรู้ในการบริการ ทางวิชาการแก่สังคมและงานวิจัยเพื่อการพัฒนาต่อยอด และเป็นแนวปฏิบัติที่ดีได้ 4. อาจจัดเป็นกิจกรรมภาคบังคับจนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนจนเกิดเป็นแนวปฏิบัติที่ดี
Page | 1 แนวปฏิบัติที่ดีด้านแนวปฏิบัติ : การจัดการความรู้พันธกิจการผลิตบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี คณะพยาบาลศาสตร์สถาบันพระบรมราชชนก 1. ชื่อเรื่อง / แนวปฏิบัติ การจัดการความรู้เรื่องการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอน ด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) 2. ชื่อหน่วยงาน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี คณะพยาบาลศาสตร์สถาบันพระบรมราชชนก 3. คณะทำงาน ชุมชนนักปฏิบัติการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน รับผิดชอบโดย อ.ดร.รัศมี ศรีนนท์ และ อ.ดร.พิชฌาย์วีร์ สินสวัสดิ์ 4. บทสรุปโครงการ การจัดการความรู้เรื่องการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์ จำลอง (Simulation Based Learning: SBL)ใช้กระบวนการดำเนินงานวงจรบริหารที่มีคุณภาพ ได้แก่ Plan (วางแผน), Do (ปฏิบัติ), Check (ตรวจสอบ) และ Act (การดำเนินการให้เหมาะสม) และการจัดการความรู้ ตามขั้นตอนการการทำงานการจัดการความรู้ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี(วิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนี ราชบุรี,2465) ได้มีการรวบรวมองค์ความรู้จากสมาชิกชุมชนนักปฏิบัติการพัฒนาการจัดการ เรียนการสอนที่เป็นอาจารย์ทุกคนขององค์กรตามนโยบายของผู้บรหารสูงสุด จัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้ง ภายในและภายนอกองค์กรทั้งระบบออนไซด์(On-site) และระบบออนไลน์(On-line) จนได้องค์ความรู้ เกี่ยวกับการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) นำมาใช้ในการเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนออกฝึกภาคปฏิบัติการสอบนักศึกษา ที่จบหลักหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต และสอบรวบยอดชั้นปี ในนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 2 และ 3 ผลการดำเนินงานบรรลุเป้าหมายทั้งเชิงปริมาณและเชิงคณภาพ ดังนี้ ร้อยละ 100 ของอาจารย์มีส่วน ร่วมในการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) ร้อยละ 100 ของนักศึกษาที่มีการเรียนภาคปฏิบัติได้รับการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วย สถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) ผ่านกระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนฝึก ภาคปฏิบัติและวิทยาลัยได้แนวทางการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์ จำลอง (Simulation Based Learning: SBL)
Page | 2 5. ที่มาและความสำคัญของโครงการ การจัดการศึกษาสาขาพยาบาศาสตร์ในศตวรรษที่ 21 ให้ความสำคัญการนำรูปแบบการเรียนรู้สู่การ เปลี่ยนแปลง (Transformative learning) มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนอาจารย์พยาบาล ซึ่งเป็นบุคคลที่มี บทบาทหน้าที่ในการการจัดการเรียนการสอนให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและมีบทบาทสำคัญ ในการพัฒนา ศักยภาพนักศึกษาพยาบาลให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ มีคุณภาพและมีศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยเท่าทัน การเปลี่ยนแปลงทำให้นักศึกษาจะต้องเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์คิดอย่างมีวิจารณญาณ ผ่านกระบวนการ สะท้อนคิด สามารถดึงประสบการณ์ที่มีอยู่เดิม เชื่อมโยงกับระบบความคิดใหม่ ใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่าง เหมาะสม ทันต่อวิกฤตการณ์ของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา ตลอดจนสามารถเรียนรู้ร่วมกับ สหสาขาวิชาชีพ (วิจารณ์ พานิช, 2558) ดังนั้น วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี ได้มีแนวทางในการการ จัดการเรียนการสอนการจัดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformation Learning) โดยการส่งเสริมทักษะ ทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง(Simulation-Based Learning : SBL) เนื่องมาจากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าการเรียนการสอนวิธีดังกล่าวจะช่วยให้นักศึกษาเกิดการคิดวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหาส่งผลทำให้เกิดทักษะทางปัญญากับผู้เรียนสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน(สุพรรณี กัณหดิลก และตรีชฎา ปุ่นสําเริง. 2559; ละมัด เลิศล้ำ และคณะ,2562; ศรีประไพ อินทร์ชัยเทพ, 2562; Jeffries, 2005) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรีเห็นว่าความสำคัญของการจัดการความรู้ของคนในองค์กร เนื่องจากการจัดการความรู้ในองค์กร เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัว บุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้ เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดย วิทยาลัยคำนึงถึงความรู้มี 2 ประเภท คือความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จาก ประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาตญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เป็นความรู้ที่ไม่ สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือ การคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้งจึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม และความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือ ต่างๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม โดยวิทยาลัยมีแนวคิดที่จะจัดทำแผนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Action Plan) เพื่อนำแนวคิดเรื่องกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process) และกระบวนการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง (Change Management
Page | 3 Process) มาประยุกต์ใช้ในการจัดทำแผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan) ซึ่งจะนำสู่การพัฒนางานจึง แผนการจัดการความรู้ที่แสดงเป้าหมายด้านการจัดการความรู้ของวิทยาลัยและกระบวนการการจัดการความรู้ ขอบเขต KM (KM Focus Area) และมีการบ่งชี้ความรู้ (Knowledge Identification) สำรวจความรู้ที่บุคลากร และองค์กรณ์จำเป็นต้องใช้เพื่อให้การทำงานบรรลุเป้าหมาย โดยดำเนินงานตามคู่มือขั้นตอนการทำงานการ จัดการความรู้สู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ (วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี, 2465) ดังนั้น ในปีการศึกษา 2565 งานวิชาการ จึงการจัดการเรียนรู้เรื่องการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วย สถานการณ์จำลอง (Simulation-Based Learning: SBL) รับผิดชอบโดยชุมชนนักปฏิบัติการพัฒนาการ จัดการเรียนการสอน 6. วัตถุประสงค์ของการจัดการความรู้ 1. อาจารย์มีความรู้และความเข้าใจการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วย สถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) 2. นักศึกษาได้รับการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) 7.เป้าหมายของการจัดการความรู้ เชิงปริมาณ 1. เพื่อให้อาจารย์มีความรู้และความเข้าใจการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอน ด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) 2. เพื่อให้นักศึกษาได้รับการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์ จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) เชิงคุณภาพ เพื่อสร้างการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) 8.แนวปฏิบัติที่ดี แนวทางการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี สรุปได้ดังนี้ 1. รูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง(Simulation Based Learning: SBL)
Page | 4 เป็นวิธีการสอนทางการพยาบาลใช้เพื่อเพิ่มประสบการณ์การให้การพยาบาลผู้ป่วยโดยใช้สถานการณ์ที่ได้รับ การออกแบบให้เสมือนจริง การออกแบบการเรียนรู้ ประกอบด้วย การกำหนดวัตถุประสงค์ สถานการณ์และ สิ่งแวดล้อมเสมือนจริงการให้ข้อมูลสื่อสัญญาณเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน การอภิปราย การสะท้อนคิด และการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ซึ่งผู้เรียนสามารถปฏิบัติการ ตัดสินใจ ลงมือทำด้วยตนเองภายใต้ สิ่งแวดล้อมปลอดภัย ขั้นตอนการเรียนรู้แบบSBL ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) Pre –brief 2) Scenario 3) Debrief จากผลการวิจัยผลการเรียนรู้โดยใช้ SBL ต่อความสามารถในการแก้ปัญหาทางการพยาบาลและ ความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพของนักศึกษาพยาบาล ผลการวิจัยพบว่าภายหลัง การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองจะทำให้นักศึกษามีความสามารถในการแก้ปัญหาทางการพยาบาลและ ความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพของนักศึกษาพยาบาลเพิ่มขึ้นกว่าก่อนการเรียน การเลือกใช้การเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองควรเลือกใช้การเรียนการสอนวิธีนี้ในสถานการณ์ที่ จำเป็นต้องรู้แต่พบเจอได้น้อยในสถานการณ์จริง เช่น ภาวะ cardiac arrest, Septic shock, Advance CPR, Multiple trauma, การตกเลือดหลังคลอด เป็นต้น 2. การสร้างโจทย์สถานการณ์จำลอง ต้องเหมาะสมกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน โดยต้องกำหนด วัตถุประสงค์และสร้างโจทย์ให้ชัดเจน โดยโจทย์ต้องมีความท้าทาย เพื่อให้นักศึกษาเกิดการคิดวิเคราะห์และ คิดอย่างมีวิจารณญาณในการตัดสินใจในการให้ความช่วยเหลือ ควรแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ระยะที่ยังไม่มีอาการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้นักศึกษาได้ทำการประเมินผู้ป่วยและวิเคราะห์ ปัญหาที่เกิดขึ้น ระยะที่ 2 ระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงที่เลวลงเพื่อให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์สัญญาณเตือนของผู้ป่วย เพื่อวินิจฉัยปัญหาและจัดลำดับความสำคัญและตัดสินใจในการให้ความช่วยเหลือ ระยะที่ 3 ระยะที่ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นภายหลังการได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้องและทันท่วงที ดังนั้น โจทย์สถานการณ์จำลอง ควรมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1) วัตถุประสงค์2) ความเสมือนจริงกับเคส ผู้ป่วยจริง 3) ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วย อาการสำคัญ ประวัติการเจ็บป่วยปัจจุบัน สัญญาณชีพ ผลทาง ห้องปฏิบัติการ การตรวจพิเศษ การตอบสนองของผู้ป่วยเมื่อได้รับการช่วยเหลือ 4) สถานที่ของสถานการณ์ จำลอง 5) บทบาทของนักศึกษาในการลงปฏิบัติสถานการณ์จำลอง 6) ความซับซ้อนในการแก้ปัญหา (ความ ยากง่ายตามระดับสมรรถนะของชั้นปี) 7) ผู้สอนต้องทดลองหรือเล่นโจทย์ตามสถานการณ์ก่อนนำไปใช้จริง เพื่อประเมินจุดด้อยของโจทย์
Page | 5 3. การเตรียมข้อมูลสื่อสถานการณ์ของผู้ป่วย เป็นการให้ข้อมูลที่เป็นทางอ้อมที่ผู้สอนตอบสนองหรือ แสดงออก เช่น อาการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะวิกฤต (Early warning sign) หาก นักศึกษาไม่สามารถประเมินได้ ผู้สอนจะให้สัญญาณหรือให้ข้อมูลเพิ่ม เพื่อให้นักศึกษารับรู้อาการเพื่อทำให้ ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายในการเรียนรู้ 4. ขั้นตอนการเรียนรู้สถานการณ์จำลอง(Simulation Based Learning: SBL) 4.1 Pre–brief ชี้แจงวัตถุประสงค์การเรียนรู้ บทบาทผู้เรียนและการเตรียมความพร้อมด้านความรู้- ทักษะการพยาบาลที่สำคัญล่วงหน้า ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิด การรู้จักสถานที่และการใช้งานอุปกรณ์ ต่างๆ หุ่นจำลองเสมือนจริง โจทย์สถานการณ์ และเน้นย้ำในเรื่องของการใช้อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ นั้นๆ 4.2 Scenario จำนวนผู้เรียนในสถานการณ์จำลอง ควรมีประมาณ 4-5 คน ระยะเวลาควรอยู่ระหว่าง 15-20 นาที ขณะที่ผู้เรียนกำลังฝึกปฏิบัติผู้สอนต้องคอยสังเกตพฤติกรรม อำนวยการปฏิบัติผู้เรียนให้ผู้เรียน ดำเนินการไปได้ด้วยดี หากผู้เรียนไม่สามารถปฏิบัติได้หรือต้องการความช่วยเหลือผู้สอนต้องควบคุม สถานการณ์โดยให้ข้อมูลเพิ่ม หรือปรับเปลี่ยนข้อมูล หรือกระตุ้นบางอย่างเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามผลลัพธ์การ เรียนรู้ที่ตั้งไว้ 4.3 Debrief ควรทำทันทีภายหลังสิ้นสุดสถานการณ์จำลองเป็นรายกลุ่มย่อย ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียน ทุกคนได้สะท้อนคิด โดยผู้สอนต้องสร้างบรรยากาศในการสะท้อนคิด เพื่อให้นักศึกษารู้สึกปลอดภัย ขั้นตอนใน การ debrief เริ่มให้นักศึกษาบอกความรู้สึกที่เกิดขึ้น การเรียนรู้ที่เกิดขึ้น การสะท้อนคิดสิ่งที่ทำได้ดีหรือสิ่งที่ ต้องพัฒนาให้ดีขึ้น สรุปความรู้และความคิดรวบยอด หลักการนำไปสู่การประยุกต์ใช้ ผู้สอนต้องตั้งคำถามนำ กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดเชื่อมโยงความรู้และสะท้อนการปฏิบัติ ผู้สอนชื่นชมสิ่งที่นักศึกษาทำได้ดีและจะไม่ตำหนิใน สิ่งที่นักศึกษาทำบกพร่อง การคำนึงถึงความรู้สึกของผู้เรียน คุณธรรมจริยธรรม และการเคารพความเป็นบุคคล ในขณะปฏิบัติการพยาบาลกับหุ่นมนุษย์จำลองให้เหมือนกับการพยาบาลผู้ป่วยจริง 5. การจัดเตรียมห้องและอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการพยาบาลโดยสถานการณ์จำลองรวมทั้งสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องกับโจทย์สถานการณ์ โดยให้มีความเสมือนจริงมากที่สุด สามารถใช้งานได้จริง อุปกรณ์ครบถ้วน และเพียงพอ และควรให้ความรู้เกี่ยวกับหุ่นจำลองมนุษย์กับนักศึกษาก่อนการเข้าสถานการณ์จำลอง เช่น การ ใช้งาน การควบคุม การใช้มอนิเตอร์หน้าจอ การฟังเสียงแต่ละตำแหน่ง ฟังก์ชันการทำงานของหุ่นทั้งหมด
Page | 6 6. การประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้โดยสถานการณ์จำลอง(Simulation Based Learning: SBL) ส่วน ใหญ่เป็นการประเมินที่ไม่มีแบบฟอร์มการประเมินวัดผลการเรียนรู้ที่ชัดเจนและไม่มีการกำหนดสัดส่วนคะแนน ของการประเมินในรายวิชา เนื่องจากเป็นการเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนการฝึกปฏิบัติ จึงเป็นการ ประเมินการปฏิบัติในภาพรวมในด้านความรู้และทักษะปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมใน การให้การพยาบาลและการปฏิบัติการพยาบาลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ 9. แนวคิด/โมเดลที่นำมาใช้ในการพัฒนาวิธี/แนวปฏิบัติที่ดี/ที่เป็นเลิศ 10. ขอบเขตและระยะเวลาดำเนินการ ปีการศึกษา 2565 ระหว่าง วันที่ 20 มิถุนายน 2565 -31 พฤษภาคม 2566 11. กระบวนการที่ทำให้เกิดวิธี/แนวปฏิบัติที่ดี/ที่เป็นเลิศ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรีมีการจัดการความรู้เรื่องการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการ จัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) เพื่อให้อาจารย์มีความรู้ และความเข้าใจการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) และนักศึกษาได้รับการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียน Input • นโยบายของผู้บริหาร • การรวบรวมปัญหาในทาง การ จัดการเรียนการสอน • สถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 • ผลการสอบขึ้นทะเบียน ประกอบวิชาชีพ • วิจัยคุณภาพบัณฑิต • มคอ.7 • สิทธิผู้ป่วย Process Output • แผนปฏิบัติการ ประจำปีงบประมาณ 2565 • โครงการการจัดการความรู้ สู่ องค์กรแห่งการเรียนรู้ (KM for learning organization) - จัดทำการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใน องค์กร(การบรรยาย,การใช้เทคนิคการ เล่าเรื่อง (Story telling),การอภิปราย กลุ่ม,การสรุปข้อมูล,การประชุม • จัดทำการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายนอก องค์กร • แนวทางการส่งเสริม ทักษะทางปัญญาผ่านการ จัดการเรียนการสอนด้วย สถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL)
Page | 7 การสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) มีระบบกลไกการจัดความรู้โดยเขียน เป็นขั้นตอนการการทำงานการจัดการความรู้ (วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี, 2465) ดังนี้ 11.1การสร้างและแสวงหาความรู้(Knowledge Creation and Acquisition) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรีสร้างและแสวงหาความรู้(Knowledge Creation and Acquisition) การออกแบบการเรียนการสอนให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) โดยการใช้การพัฒนาการเรียนรู้แก่นักศึกษาโดยการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียน การสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation-Based Learning: SBL) โดยรวบรวมมีการความรู้รวบรวมจาก บุคคลากรที่มีองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการจัดการเรียนการสอนเริ่มต้นที่ระดับภาควิชา โดยแบ่งเป็น 5 สาขาวิชาตามที่โครงสร้างของวิทยาลัย ได้แก่ สาขาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ สาขาการพยาบาลมารดา ทารกและผดุงครรภ์ สาขาการพยาบาลเด็ก สาขาการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต สาขาการพยาบาลอนามัย ชุมชน โดยให้แต่ละภาควิชารวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation-Based Learning: SBL)ที่ใช้ในภาควิชาและมีการค้นคว้าหนังสือ ตำรา สื่ออินเตอร์เน็ต และสรุป องค์ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation-Based Learning: SBL) 11.2 การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรีมีการจัดความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) จัดเก็บความรู้ที่ได้ในขั้นที่ 2 จัดเก็บแบ่งชนิด/ ประเภท ตามแหล่งที่มา เช่น 1) รายงานการประชุมการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ 2) เอกสาร/หนังสือตำราที่ไปค้นคว้า 3) การบันทึกองค์ความรู้เป็นรายบุคคล (one page) เพื่อให้สืบค้น เรียกคืน และใช้งานได้ง่าย 11.3 การประมวลและกลั่นกรองความรู้(Knowledge Codification and Refinement) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรีประมวลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification and Refinement) รวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ องค์ความรู้ที่ได้รับมาจากการจัดการความรู้ระดับภาควิชา มาเรียบเรียงนำเสนออย่างเป็นระบบตามลำดับ ที่แสดงความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน และใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย จะได้การออกแบบการเรียนการสอนให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) โดยการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง
Page | 8 (Simulation-Based Learning: SBL) สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช สถานการณ์เสมือนจริง: การ ออกแบบการเรียนรู้ทางการพยาบาล(สุพรรณี กัณหดิลก และตรีชฎา ปุ่นสําเริง, 2559). ดังแผนภาพที่ 1 11.4 การดำเนินการแลกเปลี่ยนเรียนรู้(Knowledge Sharing) การแบ่งปันและแลกเปลี่ยนรู้เรื่องการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วย สถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี มีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ จะมีอาจารย์เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียรู้ จำนวน 4 ครั้ง โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับ สาขาวิชา จำนวน 2 ครั้ง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับองค์กร (วิทยาลัย) จำนวน 1 ครั้ง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 1 ครั้ง และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับวิทยาลัยอื่นๆที่สังกัดคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก ในเวที KM Contest โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ครั้งที่/ วัน เดือน ปี ประเภทของ กิจกรรมการ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ กิจกรรมการดำเนินการ ห้อง/ระบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่1/ 2 ธ.ค.65 ระดับสาขาวิชา การใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง (Story telling),การอภิปรายกลุ่ม ห้องประชุมภาควิชา/ระบบออนไซด์ (on-site)
Page | 9 ครั้งที่/ วัน เดือน ปี ประเภทของ กิจกรรมการ แลกเปลี่ยน เรียนรู้ กิจกรรมการดำเนินการ ห้อง/ระบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่2/ 13 ม.ค.66 ระดับสาขาวิชา การใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง (Story telling),การอภิปรายกลุ่ม ห้องประชุมภาควิชา/ระบบออนไซด์ (on-site) ครั้งที่3/ 15 ก.พ.66 (13.00-16.00 น.) ระดับองค์กร (วิทยาลัย) การใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง (Story telling),การบรรยาย,การอภิปรายกลุ่ม ห้องประชุมราชาวดี/ระบบออนไซด์ (on-site) และ ระบบออนไลน์ (on-line) ครั้งที่4/ 17 มี.ค.66 (13.00-16.00 น.) การแลกเปลี่ยน เรียนรู้กับ ผู้ทรงคุณวุฒิ ภายนอก วิทยาลัย การบรรยาย,การใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง (Story telling),การอภิปรายกลุ่ม ห้องประชุมชัยพฤกษ์/ระบบออนไซด์ (on-site) และระบบออนไลน์ (online) ครั้งที่5/19 พฤษภาคม 2566 (08.30-16.30 น.) การแลกเปลี่ยน เรียนรู้กับ วิทยาลัยอื่นๆที่ สังกัดคณะ พยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรม ราชชนก การบรรยาย,การใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง (Story telling) ระบบออนไลน์ (on-line) หมายเหตุ เข้าร่วมประกวด KM Contest ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์ จำลอง ระหว่างอาจารย์ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี กับผู้ทรงคุณวุฒิภาย จัดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ในวันที่ 17 มีนาคม 2566 เวลา 13.00-16.00 น. ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 2 ท่าน ได้แก่ 1.)อ.ดร.นิกร จันภิลม รองผู้อำนวยการด้านยุทธศาสตร์และคุณภาพการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่ คณะ พยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก 2.)รอ.หญิง ลลิดา เสนอใจ Simulation Educator/ Simulation Operation Specialist โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ในปีการศึกษา 2565 วิทยาลัยได้ร่วมการแลกเปลี่ยน
Page | 10 เรียนรู้กับวิทยาลัยอื่นๆที่สังกัดคณะพยาบาลศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก วันที่ 19 พฤษภาคม 2566 (08.30 - 16.30 น.)ร่วมประกวด KM Contest ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 11.5 การเรียนรู้และการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ภายในหน่วยงาน 11.5.1การนำแนวทางการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วย สถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) ไปใช้ในการเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนออก ฝึกภาคปฏิบัติจำนวน 8 วิชา ดังนี้1) ปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ 2) ปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และ ผู้สูงอายุ3) ปฏิบัติการพยาบาลเด็ก 1 4) ปฏิบัติการพยาบาลเด็ก 2 5)ปฏิบัติสุขภาพจิตและการพยาบาลจิต เวช 6.)ปฏิบัติการพยาบาลอนามัยชุมชน 2 7) ปฏิบัติการรักษาพยาบาลขั้นต้น 8.)ปฏิบัติการพยาบาลมารดา ทารกและการผดุงครรภ์2 11.5.2การนำแนวทางการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วย สถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) ไปใช้ในการสอบที่จบหลักหลักสูตรพยาบาลศาสตร บัณฑิตและสอบรวบยอดชั้นปี ในนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 2 และ 3 พันธกิจผลิตบัณฑิต วิทยาลัยลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี
Page | 11 12. ผลการดำเนินการตามตัวชี้วัด/ผลสัมฤทธิ์/ประโยชน์ที่ได้รับ 12.1 ร้อยละ 100 ของอาจารย์มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) 12.2 ร้อยละ 100 ของนักศึกษาที่มีการเรียนภาคปฏิบัติได้รับการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการ จัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) ผ่านกระบวนการเตรียม ความพร้อมก่อนฝึกภาคปฏิบัติ 12.3 ได้แนวทางการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) 13. ผลกระทบที่เป็นประโยชน์หรือสร้างคุณค่า ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้ ในปีการศึกษา 25665 ทำให้วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี ได้แนวทางการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) ซึ่งการใช้สถานการณ์นั้นสร้างจากสถานการณ์จริงชวนให้นักศึกษาได้คิดและได้ลงมือ ปฏิบัติการพยาบาลกับกรณีศึกษา/หุ่นจนกระทั่งมีอาการดีขึ้น เพื่อให้นักศึกษาเกิดทัศนคติเติบโต (Growth Mindset) มีมุมมองหรือความเชื่อที่ว่าเราทุกคนสามารถเรียนรู้และเก่งขึ้นได้ในด้านการพยาบาล 14. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ปัจจัยภายในองค์กร 1. บุคลากร: อาจารย์ผู้ที่เคยได้รับการอบรมการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) เป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วย สถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) นำมาแบ่งปันของความรู้แก่สมาชิกในวิทยาลัย ทำให้อาจารย์ความร่วมแรงร่วมใจในการแลกเปลี่ยนความรู้จนมีความไว้วางใจและความสัมพันธ์ระหว่าง สมาชิกที่จะร่วมการสร้างแนวทางปฏิบัติในการจัดการความรู้ ส่วนบุคลากรที่เป็นสายสนับสนุนที่มีส่วนช่วยใน การจัดเตรียมห้องทำให้สามารถจัดการเรียนรู้ระบบระบบออนไซด์ (on-site) รวมทั้งบุคลากรที่เป็นสาย สนับสนุนที่เป็นงานเทคโนโลยีก็มีความชำนาญในการจัดเตรียมเทคโนโลยีทำให้สามารถจัดการเรียนรู้สามารถ ระบบออนไลน์ (on-line) ได้
Page | 12 2. กระบวนการในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีการประชาสัมพันธ์ชี้แจงเกี่ยวกับวิธีการจัดความรู้ กำหนดการ การจัดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นระยะๆทำให้การส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอน ด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) สำเร็จตามกำหนดเวลา 3. เทคโนโลยี: เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหนึ่งของการจัดการความรู้เทคโนโลยีทำให้สามารถจัดการ เรียนรู้สามารถระบบออนไลน์ (on-line) แม้ว่าบุคลากรจะมีภาระกิจนอกสถาบัน ปัจจัยภายนอกองค์กร การได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) กับผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่มีความเป็นกัลยาณมิตร มีความรู้ ความสามารถ และได้รับการยอมรับในวงกว้างเรื่องการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) ทำให้อาจารย์ของวิทยาลัยได้เปิดโลกทัศน์ มีทัศนคติที่ดี มีความรู้ เกี่ยวกับการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) ในแต่ละสาขาวิชาได้ 15. ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการแก้ไข 15.1 อาจารย์บางส่วนยังขาดความชำนาญการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) ปรับแนวทางการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่านการจัดการเรียนการสอน ด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 15.2 นักศึกษายังมีส่วนร่วมในจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) ยังไม่สมบทบาทจึงจัดทำแนวทางสำหรับอาจารย์ในการชี้แจงนักศึกษาในการร่วมกิจกรรมการ เรียนให้ชัดเจนเกี่ยวกับ 15.3 แบบประเมินที่ใช้ประเมินนักศึกษาในการด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) ยังที่ไม่สะท้อนความสามารถที่แท้จริงนักศึกษาได้ครอบคลุมมีการหาความเชื่อมั่นของแบบ ประเมินโดยอาจารย์ผู้สอนแต่ละสาขาและมีการปรับปรุงก่อนที่นำไปใช้ประเมินนักศึกษาจริง 16. แนวทางในการจัดการความรู้ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรีมีแนวคิดที่ใช้ในการพัฒนาการส่งเสริมทักษะทางปัญญาผ่าน การจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation Based Learning: SBL) ใช้กระบวนการ ดำเนินงานวงจรบริหารที่มีคุณภาพ PDCA คือ วงจรการบริหารงานคุณภาพ ได้แก่ Plan (วางแผน), Do (ปฏิบัติ), Check (ตรวจสอบ) และ Act (การดำเนินการให้เหมาะสม) ซึ่งรายละเอียดในแต่ละขั้นตอนมีดังนี้
Page | 13 8.1 ขั้นวางแผน (P) ครอบคลุมถึงการกำหนดประเด็นการเรียนการสอนที่ต้องการพัฒนา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการจัดการเรียนการสอน 8.2 ขั้นดำเนินการ (D) เป็นการลงมือปฏิบัติปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตามทางเลือกที่ได้กำหนดไว้ใน ขั้นตอนการวางแผน ในการดำเนินงานจะมีการตรวจสอบระหว่างการปฏิบัติด้วยว่าได้ดำเนินไปในทิศทางที่ วางแผนไว้หรือไม่เพื่อทำการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามแผนการที่ได้วางไว้ 8.3 ขั้นตรวจสอบ (C) เป็นการประเมินผลที่ได้รับจากการปฏิบัติ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการ ปฏิบัติงานสามารถบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ สิ่งสำคัญต้องให้รู้งานที่ปฏิบัติขาด อะไรบ้างและบ่อยครั้งแค่ไหน เพื่อให้ข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบเป็นประโยชน์สำหรับขั้นตอนถัดไป 8.4 ขั้นปรับปรุง (A) การดำเนินงานให้เหมาะสมจะพิจารณาผลที่ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามแผนที่วางไว้ หรือไม่ กรณีที่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ให้นำแนวทางหรือกระบวนการปฏิบัตินั้นมาจัดทำให้เป็นมาตรฐานพร้อม ทั้งหาวิธีการที่จะปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไปอีกและทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายได้ดีกว่าเดิม 17.เอกสารอ้างอิง ละมัด เลิศล้ำ, ชนิดา ธนสารสุธี, สุภาเพ็ญ ปานะวัฒนพิสุทธิ์ และชัชรีย์ บำรุงศรี.(2562). การพัฒนารูปแบบ การจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง.วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและ การสาธารณสุขภาคใต้. 6(ฉบับพิเศษ) :43-58. วิจารณ์ พานิช. (2558). การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง Transformative Learning. กรุงเทพฯ: บริษัท เอส. อาร์.พริ้นติ้ง แมสโปรดักส์ จำกัด. วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี.(2465).คู่มือขั้นตอนการทำงานการจัดการความรู้สู่องค์กรแห่งการ เรียนรู้.ราชบุรี. ศรีประไพ อินทร์ชัยเทพ.(2562). การเรียนรู้สการเปลี่ยนแปลง : การจัดการเรียนรู้ทางการพยาบาลในคลินิก. วารสารวิชาการสุขภาพภาคเหนือ.6(1):1-10. สุพรรณี กัณหดิลก และตรีชฎา ปุ่นสําเริง. (2559). การจัดการเรียนรู้โดยใช สถานการณ์เสมือนจริง : การ ออกแบบการเรียนรู้ทางการพยาบาล.วารสารการพยาบาลและการศึกษา.9(1):1-14. Jeffries PR. (2005). A framework for design, implement, and evaluation simulation used as teaching strategies in nursing. Nurs Educ Perspect.26(2):96-103.
แนวปฏิบัติการพัฒนาสมรรถนะทีมแกนนําชุมชน/อาสาสมัครสาธารณสุขในการบริหารจัดการ โครงการแบบบูรณาการเพื่อรองรับสังคมสูงอายุระดับสุดยอด วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีราชบุรีคณะพยาบาลศาสตร์สถาบันพระบรมราชชนก 1. ชื่อเรื่อง / แนวปฏิบัติแนวปฏิบัติการพัฒนาสมรรถนะทีมแกนนําชุมชน/อาสาสมัครสาธารณสุขในการ บริหารจัดการโครงการแบบบูรณาการเพื่อรองรับสังคมสูงอายุระดับสุดยอด 2. ชื่อหน่วยงาน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีราชบุรีคณะพยาบาลศาสตร์สถาบันพระบรมราชชนก 3. คณะทํางาน อาจารย์บุญทิพย์ลิขิตพงษ์วิทย์งานบริการวิชาการ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีราชบุรีอาจารย์สุริยะ จงแพ งานบริการวิชาการ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีราชบุรีอาจารย์พรทิพย์สินประเสริฐ งานบริการวิชาการ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีราชบุรีนางรจนา มังคลรังษีผู้อํานวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลดอนตะโก นายบุญแวง สุขงาม ประธานขมรมผู้สูงอายุตําบลดอนตะโก 4. บทสรุปโครงการ ผลการดําเนินงานตามแนวปฏิบัติการพัฒนาสมรรถนะทีมแกนนําชุมชน/อาสาสมัครสาธารณสุขในการ บริหารจัดการโครงการแบบบูรณาการเพื่อรองรับสังคมสูงอายุระดับสุดยอด จะทําให้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสุขภาวะ ของชุมชน เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาวะผู้สูงอายุและประชาชนในพื้นที่เป้าหมายตามบริบทของชีวิตวิถีใหม่ที่มีการ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นําไปสู่การรองรับสังคมสูงอายุและชุมชนพึ่งตนเองอย่างยั่งยืน ดังนี้ -ทีมแกนนํา/อาสาสมัครสาธารณสุขสามารถบริหารจัดการโครงการตามแนวปฏิบัติสามารถขอ งบประมาณจากสํานักงานสวัสดิการสังคม พัฒนาการสังคมจังหวัดราชบุรีในโครงการเก๋าแก๊งร่วมแรงส่งเสริมความสุข 5มิติดูแลกลุ่มเสี่ยงผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ผลการดําเนินการบริหารจัดการตามแนวปฏิบัติทําให้โรงพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพตําบล ผ่านเกณฑ์การมีชุมชนบริหารจัดการโครงการดูแลผู้สูงอายุส่งเสริมสุขภาพและดูแลระยะยาว ผ่านเกณฑ์กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข -คณะกรรมการชมรมผู้สูงอายุและทีมแกนนําได้บริหารจัดการโครงการตามแนวปฏิบัติสามารถขอ งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นของตําบล ในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและ โครงการดูแลผู้สูงอายุส่งเสริมสุขภาพและดูแลระยะยาวในช่วงสถานการณ์โควิด แกนนําได้ติดตามดูแลช่วยเหลือ ผู้สูงอายุที่ติดเตียงและช่วยเหลือตนเองไม่ได้และประสานงานองค์การบริหารส่วนตําบลและเครือข่ายให้ช่วยเหลือ ผู้สูงอายุร่วมกัน ทําให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลครอบคลุม ทุกด้าน ลดอัตราการป่วยตายด้วยโรคต่างๆของผู้สูงอายุ-ทีมนําและเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งเป้าหมายร่วมวางแผนการของบประมาณรองรับสังคมสูงวัยระดับ สุดยอดโดยทีมนําผู้สูงอายุขอจากหน่วยงานภายนอกในปีงบประมาณถัดไปจากกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับ ท้องถิ่นของตําบล และหน่วยงานภายนอก 5. ที่มาและความสําคัญของโครงการ ประเทศไทยเข้าสู่สังคมประชากรสูงวัยระดับสุดยอด (super aged society) จากรายงานสํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่า โครงสร้างประชากรในประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่“สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์” (aged society) ในปีพ.ศ. ๒๕๖๔ โดยอัตราประชากรสูงอายุจะเท่ากับร้อยละ ๒o ของ ประชากรทั้งหมดและภายในปี๒๕๗๔ ประชากรสูงวัย จะเพิ่มเป็นร้อยละ ๒๘ จึงทําให้ประเทศไทย ก้าวเข้าสู่สังคม
ผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทั้ง จํานวนและอายุขัย โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อวง การแพทย์และสาธารณสุข เนื่องจากวัยสูงอายุเป็นกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงทางสุขภาพสูง เห็นได้จาก จากการศึกษา ประชากรไทยก่อนวัยสูงอายุกว่าร้อยละ 40 ยังคงไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในอนาคต ทั้งด้านสุขภาพและความมั่นคงทางรายได้สอดคล้องกับงานวิจัยชองงานวิจัยทีดีอาร์ไอ ที่พบว่า ถ้ารัฐบาลไม่ควบคุม มาตรการใช้ชีวิตในแต่ละกลุ่มวัยแล้ว ในปี๒๕๗๕ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะเพิ่มขึ้นมากกว่า ๒.๒ ล้านล้านบาท (กรม กิจการผู้สูงอายุ,2562) จากสถานการณ์ปัญหาดังกล่าวรัฐบาลได้ให้ความสําคัญโดยมีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับประชากรผู้สูงอายุมากขึ้น ทําให้ท้องถิ่นตื่นตัวกับเรื่องสังคมผู้สูงอายุ (Aging society) มีการจัดบริการและทําโครงการที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาผู้สูงอายุแห่งชาติ(พ.ศ.๒๕๔๕-พ.ศ.๒๕๖๔) ในยุทธศาสตร์ที่๒ เรื่องยุทธศาสตร์ด้านการส่งเสริม ผู้สูงอายุอีกทั้งในปัจจุบันรัฐบาลมีมาตรการ ขับเคลื่อนระเบียบวาระแห่งชาติเรื่อง สังคมสูงอายุ (สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ,๒๕๖๓) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณา การในการทํางานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม และเพื่อให้คนทุกวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในสังคมสูงอายุ (กรมกิจการผู้สูงอายุกระทรวงการพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์,๒๕๖๒) ดังนั้น การเข้าสู่สังคมสูงอายุจึงเป็นความท้าทายสําหรับภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง มีการเตรียมการวางแผนรับมือ ปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่มีการเตรียมความพร้อมและวางแผนไว้รองรับอาจจะส่งผลต่อการ ดูแลผู้สูงอายุในอนาคต (สํานักงานพัฒนาการสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ,2563) แกนนําชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขถือเป็นกลไกที่สําคัญในการขับเคลื่อนงานสุขภาพ ภาคประชาชนเพื่อการรองรับสังคมสูงวัย และยังเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน ควรมีการส่งเสริม สนับสนุนให้แกนนําชุมชนและอสม. มีความรอบรู้และเป็นผู้นําในการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ ซึ่งการพัฒนาแกนนําชุมชน/อสม.เป็นนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ที่มีความสําคัญเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศ โดยมีเป้าหมายและ กระบวนการพัฒนา มีวิธีการที่หลากหลายในการพัฒนาศักยภาพ แต่ยังไม่มีการกําหนดแนวทางหรือแนวทางปฏิบัติใน การพัฒนาสมรรถนะที่ชัดเจนในการฝึกการบริหารจัดการโครงการอย่างมีส่วนร่วมด้วยแกนนํา/อาสาสมัครสาธารณสุข ทําให้การวางแผนงาน/โครงการเป็นบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในชุมชน ของบประมาณจากหน่วยงานภายนอกได้จากความสําคัญดังกล่าวจึงมีความจําเป็นที่จะพัฒนาสมรรถนะทีมนําตามแนวปฏิบัติทีมนําผู้สูงอายุให้มีความชัดเจน และเกิดการมีส่วนร่วมในชุมชนทุกขั้นตอน และทีมนําสามารถบริหารจัดการโครงการรองรับสังคมสูงวัยด้วยองค์กร ชุมชนเองอย่างต่อเนื่อง 6. วัตถุประสงค์6.1 เพื่อให้แกนนํา/อสม.ในชุมชนมีทักษะการเขียนโครงการเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด 6.2 เพื่อให้แกนนํา/อสม.ในชุมชนสามารถบริหารจัดการโครงการด้วยกลุ่มเองและของบประมาณจาก หน่วยงานภายนอกได้6.3 เพื่อวางแผนการของบประมาณรองรับสังคมสูงวัยระดับสุดยอดโดยทีมนําผู้สูงอายุจากหน่วยงาน ภายนอกในปีงบประมาณถัดไป 7.แนวปฏิบัติที่ดี (วิธีการ/กระบวนการ/แนวทางการดําเนินงานตาม PDCA) Plan : 1.รวบรวมความรู้ด้านการพัฒนาสมรรถนะทีมแกนนําชุมชน/อาสาสมัครสาธารณสุขในการบริหารจัดการ โครงการแบบบูรณาการเพื่อรองรับสังคมสูงอายุระดับสุดยอด จากเอกสารการอบรม การประชุมวิชาการผู้สูงอายุใน ประเทศไทย ระเบียบปฏิบัติผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงาน ภายนอก ผู้เชี่ยวชาญภายในวิทยาลัย ผู้ปฏิบัติงานที่มีประสบการณ์ด้านงานผู้สูงอายุและคณาจารย์ที่มีความรู้ด้านการบริหารจัดการชุมชนสุขภาวะ
2.ประชุมร่วมกับเครือข่ายชุมชนเพื่อระดมความคิดเห็น ร่วมจัดทําและหาแนวทางการพัฒนาแนวปฏิบัติการ พัฒนาสมรรถนะทีมแกนนําชุมชน/อาสาสมัครสาธารณสุขในการบริหารจัดการโครงการแบบบูรณาการเพื่อรองรับ สังคมสูงอายุระดับสุดยอด Do : มีกิจกรรมพัฒนาสมรถนะแกนนําและอสม ดังนี้1.ทีมนําศึกษาบริบทชุมชน/ค้นหาทุนทางสังคม 1.1 ให้ความรู้กับทีมนําเกี่ยวกับการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลนโยบาย วิสัยทัศน์แหล่งทุน สภาพทางด้าน สังคม เศรษฐกิจและการเมือง ปัญหาที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการดําเนินงานสร้างสุขภาพ ก ารพัฒนา คุณภาพชีวิต 1.2 ทีมนําประชุมร่วมกับเครือข่ายชุมชน ร่วมศึกษาข้อมูลบริบทชุมชน/ค้นหาทุนทางสังคม 2.พัฒนาทีมนําร่วมบริหารจัดการโครงการ ดําเนินการโดยบุคลากรสาธารณสุข ชมรมอาสาสสมัคร แกนนําชุมชน ชมรมผู้สูงอายุและอาจารย์2.1 เตรียมการพัฒนาทีมนําโดยบุคลากรสุขภาพและการมีส่วนร่วมกับเครือข่าย 2.1.1 วิธีการ/รูปแบบการพัฒนาศักยภาพสมรรถนะอสม.แบบชุมชนเป็นฐาน/ออนไลน์2.1.2 เอกสารประกอบการอบรมการบริหารจัดการโครงการในกูเกิลคลาสรูม 2.1.3 วิธ๊การวัดและประเมินผล 2.2 การพัฒนาสมรรถนะแกนนําและอาสาสมัครสาธารณสุข 2.2.1 กระบวนการศึกษาสถานการณ์ปัญหาแนวโน้มของผู้สูงอายุค้นหาทุนทางสังคมที่เอื้อต่อ สุขภาพ โดยเครือข่ายและทีมนําอาสาสมัครสาธารณสุข 2.2.2 กระบวนการสร้าง อสม.ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากความคิดเดิมสู่การสร้างความคิดใหม่ใน การบริหารจัดการชุมชนสุขภาวะรองรับสังคมผู้สูงอายุดําเนินการอบรมโดยบุคลากรและอาจารย์2.2.3 กระบวนการฝึกการเขียนโครงการโดยการมีส่วนร่วมกับชุมชน ดําเนินการโดยบุคลากรและ อาจารย์2.2.4 บุคลากรและอาจารย์นําตัวแทนทีมนําแกนนําชุมชนไปนําเสนอของบประมาณจากกองทุน สํานักงานพัฒนาการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดราชบุรีและกองทุนประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น Check : ติดตามประเมินผลสมรรถนะทีมนําอาสาสมัครสาธารณสุขในการเขียนโครงการและการบริหารจัดการ โครงการและการของบประมาณต่อกองทุนพัฒนาการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดราชบุรีดําเนินการโดย อาจารย์ร่วมกับเครือข่ายชุมชนและบุคลากรสุขภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลดอนตะโก Act: ประเมินปัญหา อุปสรรค ข้อจํากัด ความเสี่ยง สะท้อนข้อมูลกลับเพื่อการพัฒนาทีมนําแกนนําชุมชน/อาสาสมัครสาธารณสุขโดยอาจารย์บุคลากรสุขภาพ และ เครือข่ายชุมชน
วิธีการ/กระบวนการ แนวปฏิบัติขั้นตอนการพัฒนาสมรรถนะทีมแกนนําชุมชน/อาสาสมัคร สาธารณสุขในการบริหารจัดการโครงการเพื่อรองรับสังคม สูงอายุระดับสุดยอด การประเมิน การดําเนินการ บุคลากรสาธารณสุขที่รับ ผิดชอ บ งา น การ พัฒ น า บุคลากรดําเนินการค้นหาทุน ทางสังคมและค้นหาแกนนํา โดยประเมินข้อมูลพื้นฐาน ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดและ สอบถามความต้องการบริการ การฝึกอบรม ตรวจสอบ ห ลักเกณฑ์และ บ ท บ า ท รว ม ทั้งการเสริม สร้าง สมรรถนะทีมนํารายบุคคล 1. กลวิธีในการ เสริมสร้าง สมรรถนะทีม นํา 1) กําหนดหลักเกณฑ์และบทบาทหน้าที่วิธีการดําเนินงาน ของทีมนําผู้สูงอายุ2) ปรับกระบวนทัศน์ทีมนําด้านการบริหารจัดการโครงการ ในชุมชนโดยใช้เรื่องเล่าและสะท้อนคิดในกลุ่มและสะท้อน คิดตนเอง 3) จัดสรรงบประมาณ หรือจัดหาแหล่งเงินทุนสนับสนุน การบริหารจัดการโครงการจากในและนอกหน่วยงาน ภายนอก ด้วยรูปแบบวิธีการต่างๆ 4) สนับสนุนหลักการ และแนวคิดในการดูแลผู้สูงอายุตาม แบบวิถีชีวิตใหม่และการบริหารจัดการโครงการในชุมชนและ การเสนอของบประมาณจากหน่วยงานภายนอก 5) มีการสนับสนุนจากเครือข่ายชุมชนให้เกิดการบริหาร จัดการการดูแลผู้สูงอายุและการบริหารจัดการโครงการที่สามารถแก้ไขปัญหาผู้สูงอายุได้อย่างบูรณาการมากขึ้น 6) มีการติดตามการดําเนินงานของทีมนําและปรับปรุง พัฒนาให้ได้ประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น 7) พัฒนาการสื่อสารสาธารณะที่ใช้ในการบริหารจัดการ โครงการในชุมชน บุคลากรสาธารณสุขประเมิน คุณสมบัติทีมนําให้เป็นตาม ข้อกํา ห น ดและเกณ ฑ์ที่กําหนดไว้ 2. การจัดการ พัฒนา สมรรถนะทีม นําในการ บริหารจัดการ โครงการของ ชุมชน 1) มีการกําหนดคุณสมบัติทีมนํา และหลักเกณฑ์ในการ พัฒนาทีมนําที่ชัดเจน 2) สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการการพัฒนา สมรรถนะในการบริหารจัดการโครงการกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง บุคลากรสาธารณสุขและ ตัวแทนแกนนําชุมชนร่วม ประเมินบทบาทหน้าที่ภารกิจ ของคณะทํางานให้เหมาะสม กับงานและแต่ละบุคคล 3. การจัด โครงสร้างการ บริหาร โครงการของ ชุมชนโดยทีม 1) กําหนดให้มีโครงสร้างการบริหารจัดการโครงการและมีการแบ่งบทบาทหน้าที่รับผิดชอบการบริหารจัดการโครงการ ตามความเหมาะสม 2) กําหนดให้มีการจัดการโครงการแก้ไขปัญหาในชุมชน โดยมีผู้รับผิดชอบตามผังโครงสร้าง 3) กําหนดบทบาทหน้าที่คณะทํางานการบริหารโครงการ
แนวปฏิบัติขั้นตอนการพัฒนาสมรรถนะทีมแกนนําชุมชน/อาสาสมัคร สาธารณสุขในการบริหารจัดการโครงการเพื่อรองรับสังคม สูงอายุระดับสุดยอด การประเมิน การดําเนินการ แกนนํา ของชุมชน 4) ภารกิจในการดําเนินงานบริหารจัดการโครงการในระดับ ตําบลและหมู่บ้าน 4) จัด ห าผู้รับ ผิดชอ บ งา น /โครงการ ที่มีควา ม รู้ความสามารถด้านบริหารจัดการโครงการ บุคลากรสาธารณสุขและ ตัวแทนแกนนําชุมชน ร่วม คัดเลือกและประเมินแกนนํา ที่เข้าร่วมตามคุณสมบัติของ การเป็นทีมนําที่เป็นแกนนํา ชุมชน/อาสาสมัครรองรับ สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด มี เกณฑ์และคุณสมบัติดังนี้1) มีจิตอาสาและเป็นผู้นําการ เปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ 2) มีความรอบรู้ด้านสุขภาพ 3) สมัครใจที่เข้าร่วมและ สามารถรับการฝึกปฏิบัติการ ได้ตลอดระยะเวลาอบรม 4. สร้างทีม แกนนํา/ อาสาสมัคร สาธารณสุข 1) กําหนดคุณสมบัติของการเป็นทีมนําที่เป็นแกนนําชุมชน/ อาสาสมัครรองรับสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด 2) สร้าง ความตระหนัก ปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดการใช้ชุมชนเป็นฐาน ให้แกนนําชุมชน/อาสาสมัครสาธารณสุขเห็น ความสําคัญและประโยชน์ในการจัดการสุขภาพชุมชนด้วย ตนเองโดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากเครือข่ายที่ทําพันธะ สัญญา 3) ส่งเสริม สนับสนุนกิจกรรมการศึกษาผ่านออนไลน์และ การค้นคว้าหาความรู้ที่ทันสมัยในการดูแลผู้สูงอายุตามแบบ วิถีชีวิตใหม่และการบริหารจัดการโครงการรองรับสังคมสูงวัย ระดับสุดยอดแบบบูรณาการ 4) สร้างความเข้มแข็งด้านความรู้ความเข้าใจการบริหาร จัดการโครงการ การวางแผนงาน/โครงการ วิธีการเขียน โครงการอย่างมีประสิทธิภาพ การของบประมาณจาก หน่วยงานภายนอก เพื่อให้แกนนําชุมชน/อาสาสมัคร สาธารณสุขได้พัฒนาตนเ องไปสู่ความเป็นทีมนําผู้สูงอายุ5) ประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาสมรรถนะแกนนําในการ บริหารจัดการโครงการ และจัดทํา โครงการระดับหมู่บ้าน หรือตําบลและ 6) รับสมัครทีมนําจากแกนนําชุมชน/อาสาสมัครสาธารณสุข เข้าร่วมเป็นคณะทํางานในการบริหารจัดการโครงการใน ระดับตําบล เพื่อเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการโครงการ แก้ไขปัญหาของชุมชน 7) ส่งเสริมให้ทีมนําแกนนํา/อาสาสมัครสาธารณสุขได้ประสานของบประมาณและเสนอโครงการต่อหน่วยงาน ภายนอก 8) ส่งเสริมให้ทีมนําแกนนํา/อาสาสมัครสาธารณสุขได้บริหาร จัดการโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวปฏิบัติขั้นตอนการพัฒนาสมรรถนะทีมแกนนําชุมชน/อาสาสมัคร สาธารณสุขในการบริหารจัดการโครงการเพื่อรองรับสังคม สูงอายุระดับสุดยอด การประเมิน การดําเนินการ บุคลากรสาธารณสุข/ ผู้รับผิดชอบโครงการที่เป็น แกนนําทีมนําผู้สูงอายุประเมินการสนับสนุน งบประมาณและทรัพยากร ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 5. สนับสนุน ทรัพยากรและ ระบบ เทคโนโลยีสาร สนแทศเพื่อ การดูแล ผู้สูงอายุตาม แนววิถีชีวิต ใหม่และการ บริหารจัดการ โครงการของ ทีม 1) จัดให้มีงบประมาณสนับสนุนการจัดกิจกรรม/โครงการ เพื่อการรองรับสังคมสูงวัยที่เพียงพอ 2) พัฒนาระบบข้อมูลการบริหารจัดการโครงการเพื่อการ รองรับสังคมสูงวัย โดยคณะทํางานของทีมนําผู้สูงอายุ บุคลากรสาธารณสุข 1)ประเมินการเขียนโครงการ 2)ประเมินจากการสังเกตและ การเข้าร่วมกิจกรรม 6. การ ประเมินผล สมรรถนะทีม นําการบริหาร จัดการ โครงการ 1) ส่งเสริมการเขียนโครงการที่ไปใช้ในการแก้ปัญหา/ พัฒนาการเขียนโครงการ อย่างต่อเนื่อง 2) ประเมินผลจากแบบประเมินผลสมรรถนะทีมนําในการ บริหารจัดการโครงการ คณะทํางานเพื่อโดย บุคลากร สุขภาพ เครือข่ายชุมชนและ อาจารย์วพบราชบุรี1)ประเมินผลความก้าวหน้า ของโครงการที่เสนอขอ งบประมาณจากหน่วยงาน ภายนอก โดยการสอบถาม การบริหารจัดการโครงการ และผลการดําเนินงานจาก ผู้เกี่ยวข้องและและสังเกตจาก รายงาน ภาพถ่ายการทํา กิจกรรม 2)ประเมินผลสมรรถนะการ บริหารจัดการโครงการใน ชุมชนโดยแกนนํา/อาสาสมัคร สาธารณสุข ผ่านตามเกณฑ์ที่ 7. การ ประเมินผลการ ดําเนินงานของ ทีมนําแกนนํา ชุมชน/ อาสาสมัคร สาธารณสุข 1) การติดตามเยี่ยมสร้างขวัญและกําลังใจแก่ทีมนํา โดย คณะทํางาน 2) ติดตามความก้าวหน้าและผลลัพธ์ของการบริหารจัดการ โครงการของทีมนําแกนนําชุมชน/อาสาสมัครสาธารณสุข โดยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในทีมแกนนํา เพื่อหาแนวทางแก้ไข และข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาการบริหารจัดการโครงการ ในชุมชนครั้งต่อไป 3) ติดตามการจัดทํารายงานตามแบบฟอร์มรายงานผลการ ดําเนินโครงการที่ได้ทําพันธะสัญญากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4)สะท้อนข้อมูลกลับเพื่อการพัฒนาทีมนําแกนนําชุมชน/ อาสาสมัครสาธารณสุขรองรับสังคมสูงวัยในระดับสุดยอด โดยอาจารย์วพบราชบุรีบุคลากรสุขภาพ และเครือข่าย ชุมชน
แนวปฏิบัติขั้นตอนการพัฒนาสมรรถนะทีมแกนนําชุมชน/อาสาสมัคร สาธารณสุขในการบริหารจัดการโครงการเพื่อรองรับสังคม สูงอายุระดับสุดยอด การประเมิน การดําเนินการ กําหนด (ร้อยละ 70) โดยผู้ที่จะผ่านเกณฑ์จะต้องผ่าน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่กํา ห น ด ดัง นี้1)มีมุมมองและทัศนคติต่อ ผู้สูงอายุ: ผู้สูงอายุเป็นพลัง ไม่ใช่ภาระ มีศักดิ์ศรีมีคุณค่า ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุทํากิจกรรม ในชีวิตประจําวันตามความ ต้องการและศักยภาพของ ผู้สูงอายุ2)เข้าใจหลักการทํางาน ผู้สูงอาย:ุใช้บริบทพื้นที่เป็น ฐาน และผู้สูงอายุเป็น ศูนย์กลางการพัฒนา หนุน เสริมงานด้วยศักยภาพและ บทบาทองค์กรภาคี3)เข้าใจถึงสถานการณ์และ ความต้องการของผู้สูงอายุใน พื้นที่4) สามารถประเมิน และ บริหารจัดการทรัพยากรที่มีใน พื้นที่โดยเฉพาะแหล่ง งบประมาณ และทรัพยากร อื่นๆ ที่มีในชุมชนและนอก ชุมชน เพื่อการใช้ประโยชน์ได้สูงสุดอย่างเหมาะสม 5) การออกแบบวิธีทํางาน พิจารณาตามปัญหาและความ ต้องการเฉพาะรายบุคคล ราย กลุ่ม แต่ละครอบครัว แต่ละ ชุมชน รวมทั้งเงื่อนไขปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อลําดับ ความสําคัญของปัญหา
แนวปฏิบัติขั้นตอนการพัฒนาสมรรถนะทีมแกนนําชุมชน/อาสาสมัคร สาธารณสุขในการบริหารจัดการโครงการเพื่อรองรับสังคม สูงอายุระดับสุดยอด การประเมิน การดําเนินการ 6) มีทักษะปฏิบัติการเขียน โครงการ และหรือนําทีม นําเสนอของบประมาณ โครงการต่อหน่วยงาน ภายนอก 8. ผลกระทบที่เป็นประโยชน์หรือสร้างคุณค่า จากการดําเนินงานตามแนวปฏิบัติที่ดีเกิดผลกระทบที่เป็นประโยชน์หรือสร้างคุณค่าต่อชมรมผู้สูงอายุชุมชนเข้มแข็งเป้าหมายของวิทยาลัย และวิทยาลัย ดังนี้ -ชมรมผู้สูงอายุผ่านเกณฑ์คุณภาพชมรมระดับดีเด่น และทีมนําที่เป็นผู้สูงอายุของชมรมได้รับรางวัล ผู้สูงอายุดีเด่น จากสมาคมผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย -ชุมชนเป้าหมายของวิทยาลัยผ่านเกณฑ์คุณภาพชุมชนเข้มแข็งที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่องของสถาบันพระ บรมราชชนก -วิทยาลัยผ่านเกณฑ์การประเมินคุณภาพตามมาตรฐานด้านบริการวิชาการและมีชื่อเสียงได้รับการยอมรับ จากหน่วยงานภายนอกเป็นอย่างดีในด้านบริการวิชาการในการจัดการสุขภาวะชุมชนเป้าหมาย เพื่อการรองรับสังคม สูงวัย 9. ปัจจัยแห่งความสําเร็จ 9.1.ทีมนําผู้สูงอายุเครือข่ายชุมชนเพื่อการรองรับสังคมสูงวัยเข้าใจสถานการณ์และแนวโน้มปัญหา - มีข้อมูลพื้นฐานของชุมชน - ทีมนําเข้าใจปัญหาของประชาชนเชิงลึก - เครือข่ายให้การดูแลทีมนําอย่างใกล้ชิดตามแนวปฏิบัติที่กําหนดไว้ทําให้เห็นศักยภาพด้านการเขียน โครงการของผู้สูงอายุและร่วมพัฒนาและแก้ไขปัญหาได้อย่างต่อเนื่อง - ทีมแกนนําชุมชน/อาสามสมัครสาธารณสุขมีส่วนร่วมกับคณะกรรมการชมรมผู้สูงอายุร่วมแนวทางการ พัฒนาการปฏิบัติพัฒนาทีมนําผู้สูงอายุสู่การวางแผนงาน/โครงการที่เน้นสาเหตุของปัญหามากขึ้นและมีการ แก้ไขร่วมกันกับทีมแกนนําและกรรมการชมรมผู้สูงอายุที่ชัดเจนร่วมกับเครือข่ายชุมชน 9.2 เครือข่ายมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน - มีส่วนร่วมในการกําหนดต้นเหตุของปัญหาที่จะร่วมกันแก้แล้ววางแผนร่วมกันตามแนวปฏิบัติทําให้ เครือข่าย ทีมนําและอาจารย์เข้าใจตรงกัน 9.3 มีกลไก/คน/การทํางานที่ต่อเนื่องในกลุ่มเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งเป้าหมาย
10. ปัญหาอุปสรรคและแนวทางการแก้ไข ปัญหาอุปสรรค แนวทางการแก้ไข ทีมนําที่มีคุณสมบัติครบตามแนวปฏิบัติส่วน ใหญ่มีอายุมาก ทําให้การประเมินผลตามแนว ปฏิบัติอาจไม่บรรลุตามวัตถุประสงค์และ เป้าหมายที่ตั้งไว้ -คณะทํางานเครือข่ายชุมชนร่วมประชุมพิจารณา คุณสมบัติการกําหนดอายุให้ชัดเจน -มีการประชุมแก้ไขแนวปฏิบัติเพื่อให้เกิดความทันสมัย มากขึ้นเหมะสมกับสภาพปัจจุบันของชุมชน 11. แนวทางในการจัดการความรู้11.1 นําแนวปฏิบัติการพัฒนาสมรรถนะทีมแกนนําชุมชน/อาสาสมัครสาธารณสุขในการบริหารจัดการ โครงการแบบบูรณาการเพื่อรองรับสังคมสูงอายุระดับสุดยอด ที่มีการปฏิบัติงานชัดเจนและเป็นระบบ โดยมีขั้นตอน การปฏิบัติงานที่สามารถนํามาเป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพแกนนําชุมชนอื่นๆให้มีความเข้มแข็ง ชุมชน พึ่งตนเองได้อีกทั้งทําให้แกนนํา คณะกรรมการชมรมผู้สูงอายุชุดใหม่ที่เข้ามา สามารถดําเนินการด้วยตนเองได้11.1 นําแนวปฏิบัตินําไปใช้ในการพัฒนาอาจารย์เพื่อการพัฒนาสมรรถนะแก่ทีมนําผู้สูงอายุเพื่อรองรับ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด โดยเผยแพร่ความรู้ที่ได้จากการให้บริการวิชาการสู่อาจารย์สังกัดสถาบันพระบรมราชชนก และภาคีที่เกี่ยวข้องในเวทีประชุมวิชาการต่างๆเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมนําแนวปฏิบัติที่ดีใช้เป็นแนวทางการดําเนินงาน หนุนเสริม เชื่อมโยง ต่อยอดการพัฒนาสมรรถนะแกนนําในชุมชนอื่นๆ
แนวปฏิบัติที่ดีด้านแนวปฏิบัติ: การสร้างเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการเพื่อเตรียมความพร้อม เป็นพยาบาลวิชาชีพ : แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้BCNR-4P Model 1. ชื่อเรื่อง / แนวปฏิบัติการสร้างเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการเพื่อเตรียมความพร้อมเป็นพยาบาลวิชาชีพ : แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้BCNR-4P Model 2. ชื่อหน่วยงาน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีราชบุรีคณะพยาบาลศาสตร์สถาบันพระบรมราชชนก 3. คณะทํางาน คณะกรรมการบริหารหลักสูตร งานกิจการนักศึกษา งานทะเบียนวัดและประมวลผล 4. บทสรุปโครงการ BCNR-4P Model เป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนร่วมกับกิจกรรมเสริมหลักสูตร มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อพัฒนาผลการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้น 1 โดยออกแบบให้มีจุดเน้นเฉพาะตามรายชั้นปีประกอบด้วยขั้นการพัฒนาดังนี้ชั้นปีที่1 B:Building Passion (รู้รักคุณค่าศรัทธา พยาบาล) สร้างแรงบันดาลใจ ให้นักศึกษาเห็นคุณค่าของวิชาชีพการพยาบาล ชั้นปีที่2 C:Content Preparation (สั่งสมวิชาการเป็นพื้นฐาน) เน้นการพัฒนาความรู้ในรายวิชา และทักษะการคิดวิเคราะห์เพื่อเตรียมนําสู่การ ประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติชั้นปีที่3 N:Nurturing Performance (ปฏิบัติพยาบาลอย่างมุ่งมั่น) วางแผนการพัฒนา ความรู้และทักษะการคิดวิเคราะห์เชื่อมโยง TBP กับการฝึกปฏิบัติชั้นปีที่4 R:Reunite for Purpose (จับมือกันสู่เป้าหมาย) เน้นการวิเคราะห์เชื่อมโยงความรู้นําสู่การประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา ภายใต้กระบวนการ peer support จะเห็นได้ว่าแนวปฏิบัติเน้นกลยุทธ์การสอน เสริมการคิดวิเคราะห์พร้อมไปกับการ เสริมสร้างความรักและศรัทธาในวิชาชีพ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษามุ่งมั่น เตรียมความพร้อมการเรียนจน สําเร็จเป็นบัณฑิต และสามารถสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ผ่านในครั้งแรก ทั้งนี้วิทยาลัยได้เริ่มนํามาใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 โดยมีการปรับปรุงพัฒนาการดําเนินงานตามกระบวนการ PDCA อย่างต่อเนื่อง มีบัณฑิตสําเร็จการศึกษาไป 2 รุ่น ผลการดําเนินการพบว่าร้อยละของบัณฑิตที่สอบผ่านทุกรายวิชา ปีการศึกษา 2563-2565 เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 33.33 เป็นร้อยละ 61.49 และร้อยละ 77.57 ตามลําดับ 5. ที่มาและความสําคัญของโครงการ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีราชบุรีเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่ทําหน้าที่ในการผลิตบัณฑิตพยาบาลเพื่อ ให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชน ตามพันธกิจที่1 คือ การผลิตพยาบาลที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลและ สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐ ซึ่งในปีงบประมาณ 2565 วิทยาลัยได้กําหนดแผนพัฒนามาตรฐานการศึกษาและ คุณภาพบัณฑิตให้มีสมรรถนะเชิงวิชาชีพและมีอัตลักษณ์ของวิทยาลัย โดยกําหนดตัวชี้วัดแผนงานคือ ร้อยละ 100 ของผู้สําเร็จการศึกษาสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ผ่านในปีแรก ซึ่ง ผลการดําเนินงานที่ผ่านมาพบว่า ไม่สามารถดําเนินการได้บรรลุตามตัวบ่งชี้ที่กําหนด โดยเฉพาะในปีการศึกษา 2563 พบว่า ผลการสอบลดลงจากปีที่ผ่านๆมา เหลือเพียงร้อยละ 33.33 ผลการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาพบว่าสาเหตุมา จากทั้งการจัดการเรียนการสอน อาจารย์และตัวนักศึกษา ได้แก่ทัศนคติของผู้เรียนต่อการเรียนพยาบาล ส่วนใหญ่ไม่ได้ชอบ หรือต้องการจะเรียน ทําให้ขาด passionในการเรียน ขาดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองสู่ความสําเร็จ ขาด ทักษะการคิดวิเคราะห์เชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุเป็นผล ขาดการทบทวนความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมด้านวิชาการที่ต้อง ใช้เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ชั้นปีที่1 ส่งผลให้ฐานความรู้ในเชิงวิชาการและวิชาชีพ ไม่เพียงพอสําหรับนําไปใช้ในการสอบ รวมถึงแนวทางที่จะส่งเสริมให้นักศึกษาสอบผ่านการสอบขึ้นทะเบียนฯ ตาม เป้าหมายนั้น ยังไม่มีการวางระบบชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ชั้นปีที่1 ถึงชั้นปีที่4 กอปรกับใน 2-3 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด (Covid-19) ส่งผลกระทบต่อกระบวนการเรียนการสอน โดยเฉพาะใน ภาคปฏิบัติรวมถึงการดําเนินโครงการเตรียมความพร้อมที่วิทยาลัยจัดให้นักศึกษา ทําให้ไม่สามารถดําเนินการได้อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น เพื่อให้บัณฑิตที่สําเร็จการศึกษาของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีราชบุรีมีความพร้อมในการก้าวสู่วิชาชีพ มีความรู้ที่จะนําไปใช้เพื่อการสอบ ทั้งการสอบรวบยอดของสถาบันพระบรมราชชนก และการสอบขึ้น ทะเบียนรับใบอนุญาตจากสภาการพยาบาล บรรลุตามเกณฑ์ที่กําหนด และมีแนวโน้มการพัฒนาผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่สูงขึ้น คณะกรรมการบริหารหลักสูตรจึงได้จัดทําโครงการเสริมสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการเพื่อเตรียมความพร้อม เป็นพยาบาลวิชาชีพ ตามแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน BCNR-4P model ครอบคลุมทั้ง 4 ชั้นปีโดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อพัฒนาผลการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้น 1 ทั้งนี้เพื่อให้บัณฑิตที่สําเร็จการศึกษาเป็นพยาบาลวิชาชีพอย่างสมบูรณ์สามารถนําความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการ ปฏิบัติต่อผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดคุณค่าต่อตนเอง สถาบันวิชาชีพ และสังคม โดยดําเนินการ ร่วมกับกลุ่มงานกิจการนักศึกษา ภายใต้โครงการพัฒนานักศึกษาด้วยกิจกรรมเสริมหลักสูตร กิจกรรมที่2 ครอบครัว คนดีBCNR และโครงการสืบสานวัฒนธรรมตามเอกลักษณ์เชิงวิชาชีพการพยาบาล :พยาบาลดีศรีเข็มเหลือง 6. วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้น 1 ของ นักศึกษาให้ผ่านในครั้งแรก โดยจําแนกวัตถุประสงค์การดําเนินงาน เป็นรายชั้นปีดังนี้ชั้นปีที่1 B:Building Passion (รู้รักคุณค่าศรัทธาพยาบาล) มีวัตถุประสงค์ดังนี้ เพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงคุณค่าวิชาชีพ เกิดความตระหนักและเห็นความสําคัญของการสอบขึ้น ทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้น 1 ชั้นปีที่2 C:Content Preparation (สั่งสมวิชาการเป็นพื้นฐาน) มีวัตถุประสงค์ดังนี้ เพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงความสําคัญของการเรียนการสอน ในรายวิชาพื้นฐานวิชาชีพ และ รายวิชาชีพการพยาบาล ที่เกี่ยวข้องกับการสอบขึ้นทะเบียนฯ ชั้นปีที่3 N:Nurturing Performance (ปฏิบัติพยาบาลอย่างมุ่งมั่น) มีวัตถุประสงค์ดังนี้ เพื่อให้นักศึกษากําหนดเป้าหมายและดําเนินการพัฒนาตนเองด้านวิชาการ เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนฯ อย่าง ต่อเนื่องเป็นรูปธรรม ชั้นปีที่4 R:Reunite for Purpose (จับมือกันสู่เป้าหมาย) มีวัตถุประสงค์ดังนี้ เพื่อให้นักศึกษาได้รับการเตรียมความพร้อมในการสอบขึ้นทะเบียนฯ โดยวางแนวทางการ เตรียมพร้อมทั้งรายบุคคล และรายกลุ่ม โดยเน้นการวิเคราะห์เชื่อมโยงความรู้นําสู่การประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา และวิเคราะห์โจทย์ในข้อสอบ 7.แนวปฏิบัติที่ดีขั้นตอนการทํางาน ผู้รับผิดชอบ ขั้นตอน/ กิจกรรม รายละเอียดขั้นตอน คณะกรรมการ บริหารหลักสูตร ขั้นวางแผน (P) 1. คณะกรรมการบริหารหลักสูตรวิเคราะห์root cause ของผลการ สอบขึ้นทะเบียนฯ ที่ลดลง และออกแบบแนวทางการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาที่แท้จริง 2. จัดประชุมเพื่อเปิดโอกาสให้คณาจารย์และนักศึกษามีส่วนร่วมในการ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการปรับปรุงแก้ไข เพื่อนําสู่การ
ผู้รับผิดชอบ ขั้นตอน/ กิจกรรม รายละเอียดขั้นตอน ดําเนินการต่อไป คณะกรรมการ บริหารหลักสูตร /ครูประจําชั้น/ งานกิจการ นักศึกษา/ อาจารย์ที่ปรึกษา/ ผู้รับผิดชอบ โครงการ เสริมสร้างความ เป็นเลิศทาง วิชาการฯ ขั้นดําเนินการ (D) 1. คณะกรรมการบริหารหลักสูตร และครูประจําชั้น เข้าพบนักศึกษาในวัน เปิดภาคการศึกษา เพื่อชี้แจง สร้างความเข้าใจวัตถุประสงค์และผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดกับนักศึกษาตามรายชั้นปี2. อาจารย์ที่ปรึกษาดูแลให้คําปรึกษาทั้งด้านวิชาการ ร่วมกับส่งเสริมความ รักและศรัทธาในวิชาชีพ และการเตรียมความพร้อมการเป็นพยาบาล วิชาชีพ ตามลําดับขั้นของแต่ละชั้นปี3. งานกิจการนักศึกษาดูแลการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่ส่งเสริมเจตคติที่ดีและศรัทธาต่อวิชาชีพที่ออกแบบให้นักศึกษาเข้าร่วมตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดรายชั้นปี4. ผู้รับผิดชอบโครงการเสริมสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการฯ จัดกิจกรรม เตรียมความพร้อมแก่นักศึกษาชันปี4 ที่จะส่งเสริมให้เกิดความมุ่งมั่นตาม แนวทางเตรียมความพร้อมทั้งรายบุคคล และรายกลุ่มเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 5. คณะกรรมการบริหารหลักสูตรกําหนดกลยุทธ์การจัดการเรียนการสอน มอบหมายแก่หัวหน้าสาชาวิชา ผู้รับผิดชอบรายวิชา และผู้สอนเพื่อ ดําเนินการในระดับรายวิชาตามแต่ละชั้นปี งานทะเบียน วัด และประมวลผล /ผู้รับผิดชอบ/ อาจารย์ผู้รับผิดชอบ หลักสูตร ขั้นตรวจสอบ (C) 1.จัดสอบข้อสอบ Progress Test ให้ครบทั้ง 8 รายวิชา ก่อนและเมื่อ สิ้นสุดดําเนินการจัดการเรียนการสอนของแตละชั้นปีเพื่อเป็นข้อมูล พื้นฐานในการพัฒนาในปีต่อไป 2.ประกาศคะแนนให้นักศึกษาทราบภายใน 1 สัปดาห์หลังสอบ และให้นักศึกษาบันทึกสะท้อนคิดเพื่อให้เกิดความตระหนัก และทบทวนตนเอง เพื่อปรับปรุงพัฒนา 3 จัดทําฐานข้อมูลของนักศึกษารายบุคคล และแจ้งประธานสาขาวิชา นําไปใช้เป็นข้อมูลนําเข้าเพื่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา ที่เกี่ยวข้อง ในปีการศึกษาต่อไป 4.ผู้รับผิดชอบ/อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรดําเนินการกํากับติดตามการ ดําเนินการและนําเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการบริหารหลักสูตรเมื่อ สิ้นสุดแต่ละภาคการศึกษา (ตามระบบและกลไกการบริหารหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง) คณะกรรมการ บริหารหลักสูตร ขั้นปรับปรุง (A) รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ผลการสอบรายวิชา ผลการสอบรวบยอด ผลการสอบขึ้นทะเบียนใบประกอบวิชาชีพฯ ผลการประเมินความพึงใจ ของโครงการ การวิเคราะห์ผลการดําเนินการ เพื่อนําไปวางแผนการ ปรับปรุงพัฒนาแนวปฏิบัติเพื่อดําเนินการในปีการศึกษาต่อไป
รายละเอียดการปฏิบัติงาน แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน (BCNR-4P Model) รายชั้นปีชั้นปีที่1 B:Building Passion (รู้รักคุณค่าศรัทธาพยาบาล) 1.1. คณะกรรมการบริหารหลักสูตร และครูประจําชั้น เข้าพบนักศึกษาในวันเปิดภาคการศึกษา เพื่อสร้างแรง บันดาลใจ ให้นักศึกษาเห็นคุณค่าของวิชาชีพการพยาบาล และตระหนักถึงความสําคัญของการสอบขึ้น ทะเบียนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นด่านแรกของการก้าวเข้าสู่วิชาชีพ รวมถึงให้ข้อมูลเรื่อง TBP การ สอบรวบยอด ที่มีความเกี่ยวข้องกับวิชาพื้นฐานที่เรียน (ผู้กํากับติดตาม: อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร) 1.2. งานกิจการนักศึกษาจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร ที่ส่งเสริมให้เกิดความภูมิใจและศรัทธาในวิชาชีพพยาบาล การปลูกฝังความกตัญญูกตเวทีต่ออาจารย์และสถาบันการศึกษา การสร้างความสัมพันธ์และเอื้ออาทรระหว่าง อาจารย์และนักศึกษารวมทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง (ภายใต้โครงการเกี่ยวกับการพัฒนานักศึกษาเพื่อสืบสาน วัฒนธรรมของวิชาชีพการพยาบาล) 1.3. อาจารย์ที่ปรึกษาดูแลให้คําปรึกษา ส่งเสริมความรักและศรัทธาในวิชาชีพ โดยพบนักศึกษาอย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง (ผู้กํากับติดตาม: งานกิจการนักศึกษา) 1.4 คณะกรรมการบริหารหลักสูตร วางกลยุทธ์การจัดการเรียนการสอน มอบหมายแก่หัวหน้าสาขาวิชา ผู้รับผิดชอบรายวิชา และผู้สอนเพื่อดําเนินการในรายวิชา (เน้น Case Based Learning หรือ active learning อื่นๆ โดยกระบวนการสะท้อนคิดและ power question) ภาคการศึกษาที่1 รายวิชา จุดเน้น ผลที่คาดหวังต่อนักศึกษา แนวทางการ ประเมินผล ภาษาไทยเชิงวิชาการ *เน้นการอ่านเพื่อจับ ประเด็นสําคัญ การสรุป ความเพื่อทําความเข้าใจ -ส่งเสริมทักษะการอ่าน จับประเด็นสําคัญใน เนื้อหา และในโจทย์ข้อสอบ -ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษา กายวิภาคศาสตร์และ สรีรวิทยา 1 โครงสร้าง หน้าที่และ กระบวนการการทํางาน ของเซลล์เนื้อเยื่อและ อวัยวะ ตลอดจน ความสัมพันธ์ของระบบ ต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ -เป็นพื้นฐานสําคัญในการ เรียนรายวิชาชีพทางการ พยาบาล (สัมพันธ์กับ TBP 8 รายวิชา) -ผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชาจากการสอบ กลางภาค และปลาย ภาค ภาคการศึกษาที่2 เราคือสบช. เน้นการเข้าใจตนเอง เข้าใจ ผู้อื่น -เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น นําไปสู่การดูแล ผู้รับบริการด้วยหัวใจความ เป็นมนุษย์นําสู่ความ ศรัทธาในคุณค่าวิชาชีพ -ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาจากใบ งาน และบันทึก สะท้อนคิด
แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน (BCNR-4P Model) รายชั้นปีจุลชีววิทยาฯ จุลินทรีย์และปรสิตที่มีผลต่อ สุขภาพ การติดเชื้อ การเกิด โรค กลไกการป้องกันและการ ตอบสนองของภูมิคุ้กัน การ ป้องกันและการควบคุมการติด เชื้อ -เป็นพื้นฐานสําคัญในการ เรียนรายวิชาชีพทางการ พยาบาล (สัมพันธ์กับ TBP 8 รายวิา) -ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาจากการ สอบกลางภาค และ ปลายภาค ชีวเคมีและโภชน ศาสตร์การทํางานของเอนไซม์เมตา โบลิซึมของสารอาหาร การ ควบคุมการเมตาโบลิซึม แนวคิดโภชนาการ -ความสําคัญของโภชนาการ ต่อภาวะสุขภาพ โภชนะ บําบัด -เป็นพื้นฐานสําคัญในการ เรียนรายวิชาชีพทางการ พยาบาล ได้แก่การ พยาบาลผู้ใหญ่ผู้สูงอายุเด็ก -สัมพันธ์กับ TBP วิชาการ พยาบาลเด็ก (หัวเรื่อง 1) การพยาบาลมารดาฯ (หัวเรื่อง 3,5) -ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาจากจาก การสอบกลางภาค และปลายภาค จิตวิทยาพัฒนาการ และกระบวนการคิด ทฤษฎีทางจิตวิทยา สรีรจิต วิทยาพื้นฐานของพฤติกรรม การรับรู้การเรียนรู้การคิด และการจํา เชาวน์ปัญญา แรงจูงใจ อารมณ์บุคลิกภาพ การประยุกต์ใช้การคิดขั้นสูง การคิดอย่างเป็นระบบ การ คิดอย่างมีวิจารณญาณ การ คิดวิเคราะห์การคิดเชื่อมโยง การคิดอย่างสร้างสรรค์และ การคิดเชิงออกแบบ (Design thinking) -เป็นพื้นฐานสู่การเรียน วิชาการพยาบาล สุขภาพจิต (สัมพันธ์กับ TBP สุขภาพจิต หัวเรื่องที่2 4 5) -เป็นพื้นฐานการคิด วิเคราะห์การตัดสินใจ แก้ปัญหา -ผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชาจากการสอบ กลางภาค และปลาย ภาค 1.5. งานทะเบียน วัดและประมวลผลดําเนินการ 1.5.1 จัดสอบข้อสอบ Progress Test โดยเชื่อมโยงการนําความรู้ที่ได้จากวิชาการศึกษาทั่วไป และ พื้นฐานวิชาชีพ ประยุกต์ใช้ในการพยาบาลเมื่อสิ้นสุดการจัดการเรียนการสอนชั้นปีที่1 เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการพัฒนาในปีการศึกษาต่อไป 1.5.2 ประกาศคะแนนภายใน 1 สัปดาห์หลังสอบ และให้นักศึกษาบันทึกสะท้อนคิดเพื่อให้เกิดความ ตระหนัก และทบทวนตนเองเพื่อปรับปรุงพัฒนา 1.5.3 จัดทําฐานข้อมูลของนักศึกษารายบุคคล และแจ้งหัวหน้าสาขาวิชา นําไปใช้เป็นข้อมูลนําเข้าเพื่อการ พัฒนาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่เกี่ยวข้อง ในปีการศึกษาต่อไป 1.5.4 พิจารณาผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษารายบุคคลเมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษา ผู้ที่ได้คะแนนต่ํา (ปรับ จาก E เป็น C) ในแต่ละรายวิชาให้แจ้งหัวหน้าสาขาวิชาในรายวิชาที่เกี่ยวข้อง ในภาคการศึกษาถัดไป เพื่อให้
แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน (BCNR-4P Model) รายชั้นปีนักศึกษามีโอกาสได้รับการดูแล และพัฒนาโดยคํานึงถึงปัจเจกอย่างต่อเนื่อง (ผู้กํากับติดตาม: หัวหน้าสาขาวิชา และอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรรายสาขา) การประเมินผล: ผู้กํากับติดตาม/อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรนําเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการบริหาร หลักสูตรเมื่อสิ้นสุดแต่ละภาคการศึกษา (ตามระบบและกลไกการบริหารหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง) ชั้นปีที่2 C:Content Preparation (สั่งสมวิชาการเป็นพื้นฐาน) 2.1. คณะกรรมการบริหารหลักสูตร และครูประจําชั้น เข้าพบนักศึกษาในวันเปิดภาคการศึกษา เพื่อให้นักศึกษาตระหนักถึงความสําคัญของการเรียนการสอนในรายวิชาพื้นฐานวิชาชีพ และรายวิชาชีพการพยาบาล ที่เกี่ยวข้องกับการสอบขึ้นทะเบียนฯ และแจก TBP ให้แก่นักศึกษาทุกคน ในสัปดาห์แรกของการเปิดภาค การศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการเรียนรู้ (ผู้กํากับติดตาม: อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร) 2.2. งานกิจการนักศึกษาจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร ที่ก่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ และปลูกฝังความ ภาคภูมิใจในสถาบันการศึกษาวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีราชบุรีเช่น ไหว้ครูพิธีมอบสัญลักษณ์วิชาชีพ พิธีมอบตะเกียงไนติงเกล วันพยาบาลแห่งชาติเป็นต้น (ภายใต้โครงการเกี่ยวกับการพัฒนานักศึกษาเพื่อสืบ สานวัฒนธรรมของวิชาชีพการพยาบาล) 2.3. อาจารย์ที่ปรึกษาดูแล ส่งเสริมเพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงความสําคัญของการเรียนการสอน ในรายวิชา พื้นฐานวิชาชีพ และรายวิชาชีพการพยาบาลที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการสอบขึ้นทะเบียนฯ โดยพบนักศึกษา อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง (ผู้กํากับติดตาม: งานกิจการนักศึกษา) 2.4. หัวหน้าสาขาวิชากํากับติดตามอาจารย์ในสาขาวิชาให้จัดการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่เชื่อมโยงเนื้อหาในหัวข้อที่สอน ในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการสอบขึ้นทะเบียนฯ โดยจะต้องเชื่อมโยงให้ผู้เรียน มองเห็นและเข้าใจว่า การจัดการเรียนการสอนในหัวข้อนั้นๆเกี่ยวข้องกับ Test Blue Print สภาการพยาบาล อย่างไร ภาคการศึกษาที่1 รายวิชา จุดเน้น ผลที่คาดหวังต่อนักศึกษา การติดตาม ประเมินผล เภสัชวิทยา ความรู้พื้นฐานทางเภสัช จลนศาสตร์บทบาทและ ความรับผิดชอบของ พยาบาลในการบริหารยา อย่างสมเหตุผล -เป็นพื้นฐานในการเรียนราย วิชาชีพ สัมพันธ์กับ TBP วิชาการ พยาบาลเด็ก (หัวเรื่อง 8) การ ผดุงครรภ์(หัวเรื่อง 7) การ พยาบาลมารดาฯ (หัวเรื่อง 3) การพยาบาลผู้ใหญ่ (หัวเรื่อง 4) การพยาบาลจิตเวช (หัว เรื่อง 6) การพยาบาลผู้สูงอายุ(หัวเรื่อง 8) การพยาบาลอนามัยชุมชนและ รักษาพยาบาลขั้นต้น (หัวเรื่อง 8) -ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาจาก การสอบกลางภาค และปลายภาค
แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน (BCNR-4P Model) รายชั้นปีพยาธิสรีรวิทยา แนวคิดและหลักการของ การเปลี่ยนแปลงของ ร่างกาย สาเหตุและปัจจัย การเกิดโรค พยาธิสภาพ ของโรค -เป็นพื้นฐานการเรียนในราย วิชาชีพการพยาบาลต่อยอด มาจากวิชากายวิภาคฯ 1 และ 2 (สัมพันธ์กับ TBP 8 รายวิชา) -ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาจาก การสอบกลางภาค และปลายภาค ชีวสถิติฯ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับชีว สถิติสถิติชีพ และดัชนีอนามัย แนวคิดพื้นฐาน ของระบาดวิทยา -เป็นพื้นฐานการเรียนในราย วิชาชีพการพยาบาลอนามัย ชุมชนฯ (TBP หัวเรื่อง 3) การ พยาบาลมารดา (TBP หัว เรื่อง 1 สถิติชีพ) -ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาจากใบ งานที่1 ชีวสถิติและ วิทยาการระบาด และการสอบกลาง ภาค การสื่อสารฯ แนวคิดและหลักการของ การสื่อสาร การสอนและการให้คําปรึกษาทางสุขภาพ สัมพันธภาพเชิงสังคมและ เชิงวิชาชีพ (สัมพันธ์กับ TBP รายวิชาการ พยาบาล และวิชาสุขภาพจิต หัวเรื่อง 3 6) -ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาจากใบ งานการให้คําปรึกษา และการ สอบปลายภาค ภาคการศึกษาที่2 รายวิชา ข้อพึงตระหนัก บทบาท ผู้รับผิดชอบ รายวิชา/ผู้สอน บทบาทนักศึกษา การติดตามประเมินผล การ พยาบาล ขั้น พื้นฐาน -การสอนเน้นให้มีพื้นฐาน ดีในเรื่อง health assessment:ซึ่งสัมพันธ์กับ TBP รายวิชาการ พยาบาล -ผู้รับผิดชอบ รายวิชา ปฐมนิเทศการ เรียนการสอน รายวิชา และเน้น ย้ําว่าเนื้อหาการ เรียนนั้นเกี่ยวข้อง กับ TBP สอบ รวบยอดวิชาใด หัวเรื่องใด -ผู้สอนออก ข้อสอบเน้น เข้าใจ-และ นําไปใช้ให้สอดคล้องตาม TBP สบช. ซึ่งวัด -นักศึกษาทําความ เข้าใจ TBP ที่เกี่ยวข้อง -นักศึกษาเริ่มอ่าน หนังสือสั่งสมเนื้อหา ทําความเข้าใจ core concept ตาม TBP และฝึกทําโจทย์ข้อสอบ -ในกรณีมีการ แบ่งกลุ่มการทํางาน นักศึกษาต้องมีการ บริหารจัดการเพื่อ เรียนรู้ร่วมกันอย่าง เท่าเทียม -ผลลัพธ์การเรียนรู้ของ นักศึกษาจากใบงานการ ประเมินสภาพ และการ บันทึก (head to toe) และการสอบกลางภาค และปลายภาค หัวเรื่อง health assessment การ พยาบาล ผู้ใหญ่ 1 สัมพันธ์กับ TBP รายวิชา การพยาบาลผู้ใหญ่ (ตามที่matrix ไว)้ -ผลลัพธ์การเรียนรู้ของ นักศึกษาจากการสอบ กลางภาคและปลายภาค การ พยาบาล ผู้สูงอายุ -สัมพันธ์กับ TBP รายวิชา การพยาบาลผู้สูงอายุ-เน้นวิเคราะห์case ตาม ทฤษฎีการดูแลโรคการ พยาบาลที่สําคัญในโรคที่ -ผลลัพธ์การเรียนรู้ของ นักศึกษาจากใบงาน และการสอบ
แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน (BCNR-4P Model) รายชั้นปี รู้จําน้อยมาก เพียง 0-3 ข้อ ส่วนเข้าใจ: นําไปใช้เป็น สัดส่วน 1: 2 -ในกรณีมีการ แบ่งกลุ่มการ ทํางานนักศึกษา ผู้สอนควรมีการ กํากับติดตามให้นักศึกษามีการ เรียนรู้ร่วมกัน อย่างเท่าเทียม ผู้สูงอายุเป็นโรค การ พยาบาล อนามัย ชุมชน 1 สัมพันธ์กับ TBP รายวิชา การพยาบาลอนามัยชุมชน และการรักษาพยาบาล ขั้นต้น (ตามที่matrix ไว้) -ผลลัพธ์การเรียนรู้ของ นักศึกษาจากใบงาน และการสอบ ภาคฤดูร้อน รายวิชา บทบาทผู้รับผิดชอบรายวิชา/ผู้สอน บทบาทนักศึกษา การติดตาม ประเมินผล ปฏิบัติการพยาบาล พื้นฐาน *เน้นการเก็บทักษะ ประกอบการ วิเคราะห์เหตุผล เชื่อมโยงกับพยาธิสภาพโรค -จัดกิจกรรม pre-clinic (BAR) -เน้นการมอบหมาย case ให้สอดคล้อง กับ Test Blue Print ให้นักศึกษาได้เห็น ปัญหา และการพยาบาล -เน้นการ pre-post conference -ระหว่างการฝึกปฏิบัติกําหนดวันที่จะ conference (ลักษณะเป็น DAR) ได้ครึ่ง ถึง 1 วัน/สัปดาห์-จัดให้มีการอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้กรณีศึกษาที่มีความหลากหลายและ สอดคล้องร่วมกันระหว่างหอผู้ป่วย ในแต่ละรายวิชาเพื่อให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลาย ในสัปดาห์สุดท้ายของการฝึกปฏิบัติ1-2 วัน (AAR) -นักศึกษาทํา ความเข้าใจ TBP ที่เกี่ยวข้อง -นักศึกษาอ่าน หนังสือทบทวน ตําราสม่ําเสมอ -นักศึกษาตั้งใจหา ประสบการณ์การ เรียนรู้ในสภาพ จริง ไม่หลบเลี่ยง มีปัญหาอุปสรรค อะไรให้ปรึกษากับ ผู้สอน เพื่อนําสู่การแก้ไข -ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาจาก การสอบ post-test ปฏิบัติการพยาบาล อนามัยชุมชน 1 -ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาจากใบ งาน การสอบ post- test ปฏิบัติการพยาบาล ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ1 -ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษาจากใบ งาน การสอบ post- test 2.5.หัวหน้าสาขาวิชากํากับให้อาจารย์ในสาขาวิชา วิเคราะห์ข้อสอบรวบยอด สบช.ในรายวิชาที่รับผิดชอบ และนํามาใช้เป็นแนวทางในการสร้างข้อสอบเพื่อวัดให้สอดคล้องกับ TBP และปรับเนื้อหารายวิชาให้ทันสมัย สอดคล้องกับ TBP 2.6.อาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาชีพทางการพยาบาลจัดให้มีการอธิบาย concept ของข้อสอบหลังสอบทุกครั้ง 2.7.งานทะเบียนและประมวลผลดําเนินการ 2.7.1 จัดสอบข้อสอบ Progress Test ให้ครบทั้ง 8 รายวิชา เพื่อให้ผู้เรียนได้เห็นพัฒนาการของตนเอง เปรียบเทียบกับฐาน ความรู้เดิมจากชั้นปีที่1
แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน (BCNR-4P Model) รายชั้นปี2.7.2 ประกาศคะแนนให้นักศึกษาทราบภายใน 1 สัปดาห์หลังสอบ และให้นักศึกษาบันทึกสะท้อนคิด เพื่อให้เกิดความตระหนัก และทบทวนตนเองเพื่อปรับปรุงพัฒนา 2.7.3 จัดทําฐานข้อมูลของนักศึกษารายบุคคล ที่ต่อเนื่องจากชั้นปีที่1 และแจ้งประธานสาขาวิชา นําไปใช้ เป็นข้อมูลนําเข้าเพื่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่เกี่ยวข้อง ในปีการศึกษาต่อไป 2.7.4 พิจารณาผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักศึกษารายบุคคลเมื่อสิ้นสุดภาคการศึกษา ผู้ที่ได้คะแนนต่ํา (ที่ปรับจาก E เป็น C ในทฤษฎีหรือ C ปฏิบัติ) ในแต่ละรายวิชาให้แจ้งประธานสาขาที่เกี่ยวข้อง ในภาค การศึกษาถัดไป เพื่อให้นักศึกษามีโอกาสได้รับการดูแล และพัฒนาโดยคํานึงถึงปัจเจกอย่างต่อเนื่อง (ผู้กํากับติดตามข้อ 2.5-2.7: หัวหน้าสาขาวิชา และอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรรายสาขา) การประเมินผล: ผู้กํากับติดตาม/อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรนําเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการบริหาร หลักสูตรเมื่อสิ้นสุดแต่ละภาคการศึกษา (ตามระบบและกลไกการบริหารหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง) ชั้นปีที่3 N:Nurturing Performance (ปฏิบัติพยาบาลอย่างมุ่งมั่น) 3.1. คณะกรรมการบริหารหลักสูตร และครูประจําชั้น เข้าพบนักศึกษาในวันเปิดภาคการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียน ตระหนักถึงความสําคัญของการเรียนการสอนภาคปฏิบัติรายวิชาชีพการพยาบาล ที่เกี่ยวข้องกับการสอบขึ้น ทะเบียนฯ (ผู้กํากับติดตาม: อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร) 3.2. งานกิจการนักศึกษาร่วมกับสโมสรนักศึกษา จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร เพื่อส่งเสริมศักยภาพด้านวิชาการ โดยมีชมรมวิชาการเป็นแกนนํา 3.3. อาจารย์ที่ปรึกษาดูแล ส่งเสริมเพื่อให้ผู้เรียนมุ่งมั่นในการเรียน การฝึกภาคปฏิบัติเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ เตรียมพร้อมสอบรวบยอด ช่วยกระตุ้น ให้กําลังใจ แก้ไขอุปสรรคโดยพบนักศึกษาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง (ผู้กํากับติดตาม: งานกิจการนักศึกษา) 3.4. หัวหน้าสาขาวิชากํากับอาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาและผู้สอนในสาขาให้จัดประสบการณ์ภาคปฏิบัติให้ครอบคลุม TBP ในรายวิชาดังนี้ภาคการศึกษาที่1 (จํานวน 5 รายวิชา) 1. จริยศาสตร์และกฎหมายวิชาชีพการพยาบาล 2. การพยาบาลผู้ใหญ่ 2 3. การพยาบาลเด็ก 4. การพยาบาลมารดาทารกและผดุงครรภ์1 5. สุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช ภาคการศึกษาที่2 –ฤดูร้อน (จํานวน 6 รายวิชา) 1. ปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ2 2. ปฏิบัติการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ3 3. ปฏิบัติการพยาบาลเด็ก 1 4. ปฏิบัติการพยาบาลเด็ก 2 5. ปฏิบัติการพยาบาลมารดาทารก 1 6. ปฏิบัติสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช 3.4.1 จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อม pre-clinic ก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติ1-2 วัน (BAR) โดยเน้น SBL 3.4.2 สําเนาเอกสาร TBP สบช มอบแก่อาจารย์พี่เลี้ยงแหล่งฝึก และอธิบายว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรกับ