1
2
3 คำนำ เอกสารงานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ในงานวิจัยชั้นเรียนของการเรียนการสอนในรายวิชา วิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อพัฒนาปรับปรุงการเรียนการ สอนในโรงเรียนให้ดียิ่งขึ้น จากปัญหาการเรียนการสอนในห้องเรียนที่ครูผู้สอนได้พบเจอพบว่า ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียน เนื่องจากนักเรียนไม่สามารถคิดวิเคราะห์ปัญหาได้ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ครูผู้สอนจึงได้ใช้เทคนิคการ เรียนการสอนแบบกระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิดในการแก้ปัญหาดังกล่าวหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะเป็นเอกสารที่ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่าน นางดวงกมล เล็กสวาสดิ์ ผู้จัดทำ
4 สารบัญ เรื่อง หน้า บทที่ 1 บทนำ 1 บทที่ 2 เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 5 บทที่ 3 การดำเนินงาน 26 บทที่ 4 ผลการดำเนินงาน 37 บทที่ 5 สรุปผลการดำเนิน 41 บรรณานุกรม 44
5 บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง พลังงานความร้อน โดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบกระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด ชื่อผู้วิจัย นางดวงกมล เล็กสวาสดิ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้กิจกรรมการเรียน แบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน แก้ปัญหานักเรียนไม่ ตั้งใจเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความสนใจในวิธีการสอนก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้ กิจกรรมการเรียนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิดการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ในชั้นเรียน แก้ปัญหานักเรียนไม่ตั้งใจเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พัฒนาการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนให้มากขึ้น ผลการวิจัยพบว่า ในการทดสอบก่อนและหลังเรียนโดยวิธีปกติให้นักเรียนศึกษาจากในหนังสือและการ สอนตามปกติพบว่านักเรียนมีคะแนนก่อนทดสอบร้อยละ 35.00 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังการทดสอบร้อยละ 55.00 คิดเป็นคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2 คะแนน แต่เมื่อใช้แสดงผลการทดสอบก่อนและหลังเรียนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบการใช้กระบวนการกลุ่ม พัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน วิธีการสอนแบบร่วมมือ พบว่านักเรียนมีคะแนนก่อน ทดสอบร้อยละ 43.40 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังการทดสอบร้อยละ 76.30 คิดเป็นคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.90 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3-4 คะแนน ดังนั้นจากการศึกษาสรุปได้ว่าการสอนโดยใช้สื่อเทคนิคการสอนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการ คิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน วิธีการสอนแบบร่วมมือ มีผลทำให้ค่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ของ นักเรียนมีค่าสูงขึ้นมากกว่าการใช้วิธีการสอนแบบปกติทั่วไป
6 กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยชั้นเรียนฉบับนี้ เป็นการวิจัยเชิงพัฒนาเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 สำเร็จลุล่วงได้ด้วยคณะครู ผู้เชี่ยวชาญ และผู้อำนวยการโรงเรียน ที่กรุณาให้คำปรึกษาพร้อมทั้ง ช่วยเหลือ แนะนำตรวจสอบ แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ผู้รายงานขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ขอขอบคุณคณะครู นักเรียนในโรงเรียนทุกคน ที่ให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้สู่งานวิจัยใน ครั้งนี้ด้วยดี คุณค่าและประโยชน์ของรายงานฉบับนี้ ผู้รายงานขอมอบเป็นเครื่องแสดงความกตัญญูต่อบิดา มารดา ที่ให้การศึกษา อบรมสั่งสอน ให้มีสติปัญญาและคุณธรรมทั้งหลาย อันเป็นเครื่องมือนำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต ของผู้รายงาน นางดวงกมล เล็กสวาสดิ์ ผู้จัดทำ
7 บทที่1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ สาระสำคัญของการปฏิรูปการเรียนรู้ ก็คือการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมในการเรียนรู้ โดยมุ่งเน้นประโยชน์ที่ ผู้เรียนจะได้รับ พร้อมคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสิ่งสำคัญ ปลูกฝังให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ด้วย ตนเอง ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน มีนิสัยรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต รูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ มีความหลากหลาย เพื่อให้ ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ ในหลักการ รู้จักใช้ทักษะกระบวนการทางวิชาการที่แท้จริง สามารถปฏิบัติกิจกรรม เกี่ยวกับเรื่องการมีเจตคติที่ดีต่อวิชาที่เรียน และสามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในวิชาชีพ และชีวิตประจำวันได้จากสภาพปัจจุบันพบว่าวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นวิชาที่นักเรียนไม่ให้ความสำคัญ ส่งผลให้มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ มีจำนวนนักเรียนที่สอบผ่านแต่มีผลการเรียนอยู่ในระดับพอใช้ถึงปานกลาง นักเรียน ไม่ให้ความสนใจในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเห็นว่าเป็นวิชาที่ยากทำให้ไม่พยายามที่จะทำความเข้าใจ ไม่ซักถามข้อสงสัย ในฐานะที่ผู้วิจัย จึงได้คิดค้นรูปแบบนวัตกรรม ได้แก่วิธีการสอนแบบการใช้กระบวนการกลุ่ม พัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน เพื่อเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและพฤติกรรมขาดความสนใจเพื่อช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ในรูปแบบลักษณะและช่องทางของตัวสื่อ สนองตอบศักยภาพและความสนใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ ใน การจัดการเรียนการสอนแบบนี้ ครูผู้สอนจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสอนใหม่ ให้สอดคล้องกับกระบวนการศึกษาที่ เปลี่ยนไป ครูต้องใฝ่รู้ แสวงหา สาระเนื้อหาใหม่ๆ ครูผู้สอนต้องพัฒนาสื่อ นวัตกรรมการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่สำคัญ ครูผู้สอนต้องเข้าใจ ต้องเรียนรู้ และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการจัดการศึกษาได้ อย่างผสมผสานอีกด้วย แต่ความเป็นจริงแล้ว ยังมีครูผู้สอนอีกมาก ที่ไม่ยอมรับกระแสของเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ไม่สามารถ ก้าวตามหรือมีความรู้เพียงพอในการเข้าถึง รวมถึงตามทันการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ ทำให้ไม่ สามารถเฝ้าระวัง การเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ไม่ดี นำไปสู่ผลกระทบอย่างร้ายแรงของการศึกษาของเด็กผู้เรียน ปัญหา อีกประการที่นับวันจะทวีความรุนแรงมาก็คือ สิ่งมอมเมาออนไลน์ ที่อยู่ในรูปแบบต่างๆ ได้กลายเป็นอุปสรรคที่ สำคัญ ของการจัดการศึกษา ด้วยกระแสของเทคโนโลยีสารสนเทศ นับวันมีวิวัฒนาการมากขึ้น แต่กลับมีราคาถูก ลง ทำให้ดอกาสการเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ต ไปสู่สังคมออนไลน์ต่างๆ กระทำได้ง่ายขึ้น พ่อแม่ผู้ปกครอง หลายราย มีความเข้าใจในเทคโนโลยีที่น้อยมาก การที่จะเป็นเกราะปกป้องคุ้มภัยจึงกระทำได้ยาก การพัฒนาผู้เรียนให้ สามารถมีความรับผิดชอบต่อการเรียนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและครูผู้สอนต้องเอาใจใส่ และศึกษาค้นคว้าวิธีการสอนที่ เหมาะสมกับบริบทการสอนของตัวเองและบริบทการสอนนักเรียนที่ตนเองกำลังสอนอยู่อีกด้วย กิจกรรมการเรียนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้น เรียน แล้วนักเรียนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจ ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกัน การวิจัยในครั้ง นี้จึงเป็นการวิจัยที่ดำเนินตามแผนการสอนและแสดงการวิเคราะห์ผลการใช้แผนการสอน ดังกล่าว
8 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้กิจกรรมการเรียน แบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน แก้ปัญหานักเรียนไม่ ตั้งใจเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความสนใจในวิธีการสอนก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้ กิจกรรมการเรียนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิดการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ในชั้นเรียน แก้ปัญหานักเรียนไม่ตั้งใจเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พัฒนาการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนให้มากขึ้น สมมุติฐาน - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบการใช้กระบวนการ กลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกัน - ความสนใจในวิธีสอนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบการเรียน แบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ในชั้นเรียน แก้ปัญหานักเรียนไม่ ตั้งใจเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกัน ขอบเขตของการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนนักเรียนชั้น ม.1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน 35 คน เวลาที่ใช้ในการทดลอง 1 ภาคเรียน สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง เนื้อหาที่ใช้ใน การวิจัย คือเนื้อหาใน รายวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งนำกิจกรรมการเรียนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนของนักเรียนที่ได้จากการประเมินผลก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งเครื่องมือเป็นข้อสอบที่ครูสร้างขึ้นเองและได้ตรวจสอบคุณภาพแล้ว 2. ความสนใจ หมายถึง การที่นักเรียนแสดงออกถึงความรู้สึกชอบ และพอใจในวิธีสอน ที่ใช้การสอนโดย ใช้กิจกรรมการเรียนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน และเอาใจใส่ต่อวิชาวิทยาศาสตร์ด้วยการแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากการศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูล ต่างๆ การ ทำแบบฝึกหัด ด้วยความพอใจ มีความกระตือรือร้นและจดจ่อต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และสนใจซักถาม ปัญหา ในเรื่องที่ครูสอนเมื่อมีข้อสงสัย สนทนา โต้แย้งอภิปรายปัญหาในเรื่องที่เรียน ติดตามเอกสาร หนังสือพิมพ์ หรือตำราเรียนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนด้วยความสมัครใจ ซึ่งจะวัดได้จากการตอบแบบสอบถาม วัดความสนใจในวิธีสอนวิทยาศาสตร์ที่ผู้วิจัยได้ปรับปรุงข้อคำถามเพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการสอนการสอนโดยใช้ กิจกรรมการเรียนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน แบบสอบถามวัดความสนใจในวิธีสอนของ เรวัตร กีฏ วิทยา และ ปริยฉัตร พรหมศรีที่สร้างขึ้นตามหลักการสร้าง แบบสอบถาม มาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับของ ลิเคร์ท (Renniss Likert )
9 3. การวัดผล หมายถึง กระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่ง ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ ที่มีความหมายแทน คุณลักษณะ หรือคุณภาพของสิ่งที่วัด โดยใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพหารายละเอียดสิ่งที่วัดว่ามีจำนวนหรือ ปริมาณเท่าใด เช่น การวัดส่วนสูงของเด็กเป็นการแปลงคุณลักษณะด้านความสูงออกมาเป็นตัวเลขว่าสูงกี่ เซนติเมตรหรือนักเรียนสอบวิชาคณิตศาสตร์ได้ 20 คะแนน ก็เป็นการแปลงคุณภาพด้านความสามารถในวิชา คณิตศาสตร์ออกมาเป็นตัวเลข โดยใช้แบบทดสอบ เป็นต้น 4. กิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการจัด สภาพแวดล้อมทางการเรียนให้แก่ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยสมาชิกที่มี ความรู้ความสามารถแตกต่างกัน โดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้และในความสำเร็จของกลุ่ม ทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้รวมทั้งการเป็นกำลังใจแก่กันและกัน คนที่ เรียนเก่งจะช่วยเหลือคนที่อ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่รับผิดชอบต่อการเรียนของตนเองเท่านั้น หากแต่ จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มความสำเร็จของแต่ละบุคคล คือ ความสำเร็จของ กลุ่ม 5. เทคนิคการสอนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิดการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้น เรียน หมายถึง วิธีการสอนแบบร่วมมือและการถ่ายทอดความรู้ระหว่างเพื่อนในกลุ่ม ขั้นตอนกิจกรรมประกอบด้วย ขั้นที่1 ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ครูแนะนำทักษะในการเรียนรู้ร่วมกัน และจัดนักเรียนออกเป็นกลุ่ม ย่อย ๆ ประมาณ 3-4 คนครูแนะนำเกี่ยวกับระเบียบของกลุ่มบทบาทหน้าที่ของสมาชิกกลุ่มแจ้งวัตถุประสงค์ของบทเรียน และการทำกิจกรรมร่วมกัน และการฝึกฝนทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการทำกิจกรรมกลุ่ม ขั้นที่2 ขั้นดำเนินการสอน 2.1 แบ่งเนื้อหาเรื่องพลังงานความร้อน ออกเป็นหัวข้อย่อย ๆ จำนวน 5 หัวข้อ ให้เท่ากับจำนวน สมาชิกกลุ่มแล้วจัดกลุ่มผู้เรียนโดยให้มีความสามารถคละกัน 2.2 ครูมอบหมายงานให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มบ้านศึกษาเนื้อหาในหัวข้อที่ต่างกันพร้อมกับแนะนำ เนื้อหา แนะนำแหล่งข้อมูลที่สามารถศึกษาเพิ่มเติม 2.3 ผู้เรียนที่ได้รับหัวข้อเดียวกันจากกลุ่มบ้านแต่ละกลุ่มมานั่งด้วยกัน เพื่อทำงานและศึกษาร่วมกันใน หัวข้อนั้น 2.4 สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเชี่ยวชาญเมื่อได้ศึกษาร่วมกัน ได้ทำความเข้าในเนื้อหาและสรุปเป็น ความรู้เรียบร้อยแล้ว แต่ละคนออกจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลับไปยังกลุ่มบ้านของตนแล้วผลัดกันอธิบาย เพื่อ ถ่ายทอดความรู้ที่ตนได้ศึกษาให้สมาชิกในกลุ่มฟังจนครบทุกหัวข้อ ขั้นที่3 ขั้นสรุป ครูตรวจสอบว่าผู้เรียนได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนแล้วหรือยัง ผลการปฏิบัติเป็นอย่างไร เน้น การตรวจสอบผลงานกลุ่มและรายบุคคล ในกรณีที่ทีนักเรียนที่ยังไม่เข้าใจครูต้องซ่อมเสริมส่วนที่ยังขาดตก บกพร่อง ผู้เรียนและครูช่วยกันสรุปบทเรียน ถ้ามีสิ่งที่ผู้เรียนยังไม่เข้าใจครูอธิบายเพิ่มเติม
10 ขั้นที่4 ขั้นประเมินผล ผู้เรียนและครูช่วยกันประเมินผลการทำงานกลุ่มและพิจารณาว่าอะไรคือจุดเด่น ของงานและอะไรคือสิ่งที่ควรปรับปรุง จากนั้นครูทดสอบความรู้แล้วให้คะแนนกลุ่มและรายบุคคล ประโยชน์คาดว่าจะได้รับ ผลการศึกษาวิจัยจะเป็นแนวทางในการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยนำกิจกรรมการเรียนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน มาใช้กับนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทำให้นักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์แตกต่างกัน และเป็นวิธีการสอนที่สร้างความ สนใจทำให้นักเรียนรู้สึกว่าเนื้อหาวิชาที่จะเรียนไม่ได้ยากอีกต่อไป กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม การเรียนการสอนแบบการใช้ กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิดการ สอดแทรกคุณธรรม นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น และมีค่าผ่านเกณฑ์มาตรฐาน
11 บทที่2 หลักการ แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและได้นำเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการเรียนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน 3. กิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือ 4. ความหมายของการวัดผล กับการประเมินผล 5. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะและความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือประมวลประสบการที่บุคคลได้รับจากการเรียน หารสอนทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของสมรรถภาพสมอง ซึ่งสามารถวัดออกมาได้เป็นคะแนน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ปริญญานิพนธ์ของเกียรติศักดิ์ส่องแสง) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่างๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับประสบการณ์ จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผล การสร้างเครื่องมือวัดให้ มีคุณภาพนั้น ได้มีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ดังนี้ สมพร เชื้อพันธ์ (2547) สรุปว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึงความสามารถ ความสำเร็จและสมรรถภาพด้านต่างๆของผู้เรียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน การฝึกฝน หรือประสบการณ์ของแต่ละบุคคลซึ่งสามารถวัดได้จากการทดสอบด้วยวิธีการต่างๆ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหมายถึงขนาดของ ความสำเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอน ปราณี กองจินดา (2549) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถหรือผลสำเร็จที่ได้รับ จากกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและประสบการณ์เรียนรู้ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จำแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนที่ แตกต่างกัน
12 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2546) ให้ความหมายว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการวัด ความสำเร็จทางการเรียน หรือวัดประสบการณ์ทางการเรียนที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอน โดยวัดตาม จุดมุ่งหมายของการสอนหรือวัดผลสำเร็จจากการศึกษาอบรมในโปรแกรมต่าง ๆ ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คำจำกัดความผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะ รวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการ เรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่างๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย เพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมาก น้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่างๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และ สิ่งแวดล้อมอื่นๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่างๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่จะทำให้ นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความจำเป็นต่อการเรียนการสอน หรือการตัดสินผลการเรียน เพราะเป็น การวัดระดับความสามารถในการเรียนรู้ของบุคคลหลังจากที่ได้รับการฝึกฝน โดยอาศัยเครื่องมือประเภท แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นิยมมากที่สุด การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามแนวคิดของ Bloom (1982) ถือว่าสิ่งใดก็ตาม ที่มีปริมาณอยู่จริงสิ่งนั้น สามารถวัดได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็อยู่ภายใต้กรอบแนวคิดดังกล่าว ซึ่งผลการวัดจะเป็นประโยชน์ในลักษณะ ทราบและประเมินระดับความรู้ ทักษะและเจตคติของนักเรียน และระดับความรู้ความสามารถตามแนวคิดของ Bloom มี 6 ระดับ ดังนี้ 1) ความจำ คือ สามารถจำเรื่องต่าง ๆ ได้ เช่น คำจำกัดความสูตรต่าง ๆ วิธีการ เช่น นักเรียนสามารถ บอกชื่อสารอาหาร 5 ชนิดได้ นักเรียนสามารถบอกชื่อธาตุที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีนได้ครบถ้วน 2) ความเข้าใจ คือ สามารถแปลความ ขยายความ และสรุปใจความสำคัญได้ 3) การนำไปใช้ คือ สามารถนำความรู้ ซึ่งเป็นหลักการ ทฤษฎี ฯลฯ ไปใช้ในสภาพการณ์ที่ต่างออกไปได้ 4) การวิเคราะห์ คือ สามารถแยกแยะข้อมูลและปัญหาต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อยเช่น วิเคราะห์ องค์ประกอบ ความสัมพันธ์ หลักการดำเนินการ 5) การสังเคราะห์ คือ สามารถนำองค์ประกอบ หรือส่วนต่าง ๆ เข้ามารวมกันเป็นหมวดหมู่อย่างมี ความหมาย 6) การประเมินค่า คือ สามารถพิจารณาและตัดสินจากข้อมูล คุณค่าของ หลักการโดยใช้มาตรการที่ผู้อื่น กำหนดไว้หรือตัวเองกำหนดขึ้น
13 เยาวดี วิบูลย์ศรี (2540) ได้กล่าวถึงข้อตกลงเบื้องต้นที่ควรคำนึงถึงในการสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ไว้ ดังนี้ 1) เนื้อหา หรือทักษะภายในขอบเขตที่ครอบคลุมในแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์นั้น จะต้อง สามารถจำกัดอยู่ในรูปของพฤติกรรม ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงในลักษณะที่จะสื่อสารไปยังบุคคลอื่นได้ ถ้า เป้าหมายทางการศึกษาไม่สามารถจำกัดอยู่ในรูปของพฤติกรรมแล้ว ย่อมไม่สามารถที่จะวัดได้ในลักษณะ ของผลสัมฤทธิ์ได้อย่างชัดเจน 2) ผลิตผลที่แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์วัดนั้น จะต้องเป็นผลิตผลเฉพาะที่เกิดขึ้นจากการเรียนการ สอนตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการเท่านั้น จะวัดผลผลิตผลอย่างอื่นไม่ได้ 3) ผลสัมฤทธิ์หรือความรู้ต่าง ๆ ที่แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์วัดได้นั้น ถ้าจะนำไปเปรียบเทียบกัน แล้ว ผู้เข้าสอบทุกคนจะต้องมีโอกาสได้เรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ เท่าเทียมกัน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สมบูรณ์ ตันยะ (2545) ได้ให้ความหมายว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเป็นแบบทดสอบที่ใช้ สำหรับวัดพฤติกรรมทางสมองของผู้เรียนว่ามีความรู้ ความสามารถใน เรื่องที่เรียนรู้มาแล้ว หรือได้รับการฝึกฝน อบรมมาแล้วมากน้อยเพียงใด ส่วน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2544) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็น
14 แบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่ผู้เรียนได้เรียนรู้มาแล้ว ว่า บรรลุผลสำเร็จตาม จุดประสงค์ที่กำหนดไว้เพียงใด พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบที่ใช้วัด ความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่าบรรลุผลสำเร็จตามจุดประสงค์ที่กำหนด ไว้เพียงใด สิริพร ทิพย์คง (2545) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงชุดคำถามที่มุ่งวัด พฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามีความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านสมองด้านต่างๆ ในเรื่องที่เรียนรู้ไปแล้ว มากน้อยเพียงใด สมพร เชื้อพันธ์ (2547) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบหรือชุด ของข้อสอบที่ใช้วัดความสำเร็จหรือความสามารถในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนที่เป็นผลมาจากการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนว่าผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้เพียงใด ดังนั้นสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ และทักษะ ความสามารถจากการเรียนรู้ในอดีตหรือในสภาพปัจจุบันของแต่ละบุคคล ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ได้จัดประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (Teacher made tests) และแบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทจะถามเนื้อหาเหมือนกัน คือถามสิ่งที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอนซึ่งจัดกลุ่ม พฤติกรรมได้ 6 ประเภท คือ ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการ ประเมิน 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองเพื่อใช้ในการทดสอบผู้เรียนในชั้นเรียน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1.1 แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ได้แก่ แบบถูก – ผิด (True-false) แบบจับคู่ (Matching) แบบเติมคำให้สมบูรณ์ (Completion) หรือแบบคำตอบสั้น (Short answer) และแบบ เลือกตอบ (Multiple choice) 1.2 แบบอัตนัย (Essay tests) ได้แก่ แบบจำกัดคำตอบ (Restricted response items) และ แบบไม่จำกัดความตอบ หรือ ตอบอย่างเสรี (Extended response items) 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เป็นแบบทดสอบที่สร้าง โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ใน เนื้อหา และมีทักษะการสร้างแบบทดสอบ มีการวิเคราะห์หาคุณภาพของแบบทดสอบ มีคำชี้แจงเกี่ยวกับการ ดำเนินการสอบ การให้คะแนนและการแปลผล มีความเป็นปรนัย (Objective) มีความเที่ยงตรง (Validity) และ ความเชื่อมั่น (Reliability) แบบทดสอบมาตรฐาน ได้แก่ California Achievement Test, Iowa Test of Basic Skills, Standford Achievement Test และ the Metropolitan Achievement tests เป็นต้น
15 ส่วนพวงรัตน์ ทวีรัตน์ (2543) ได้จัดประเภทแบบทดสอบไว้ 3 ประเภท ดังนี้ 3. แบบปากเปล่า เป็นการทดสอบที่อาศัยการซักถามเป็นรายบุคคล ใช้ได้ผลดีถ้ามีผู้เข้าสอบจำนวนน้อย เพราะต้องใช้เวลามาก ถามได้ละเอียด เพราะสามารถโต้ตอบกันได้ 4. แบบเขียนตอบ เป็นการทดสอบที่เปลี่ยนแปลงมาจากการสอบแบบปากเปล่า เนื่องจากจำนวนผู้เข้า สอบมากและมีจำนวนจำกัด แบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ 1. แบบความเรียง หรืออัตนัย เป็นการสอบที่ให้ผู้ตอบได้รวบรวมเรียบเรียงคำพูดของตนเองใน การแสดงทัศนคติ ความรู้สึก และความคิดได้อย่างอิสระภายใต้หัวเรื่องที่กำหนดให้ เป็นข้อสอบที่สามารถ วัดพฤติกรรมด้านการสังเคราะห์ได้อย่างดี แต่มีข้อเสียที่การให้คะแนน ซึ่งอาจไม่เที่ยงตรง ทำให้มีความ เป็นปรนัยได้ยาก 2. แบบจำกัดคำตอบ เป็นข้อสอบ ที่มีคำตอบถูกใต้เงื่อนไขที่กำหนดให้อย่างจำกัด ข้อสอบแบบนี้ แบ่งออกเป็น 4 แบบ คือ แบบถูกผิด แบบเติมคำ แบบจับคู่ และแบบเลือกตอบ 5. แบบปฏิบัติ เป็นการทดสอบที่ผู้สอบได้แสดงพฤติกรรมออกมาโดยการกระทำหรือลงมือปฏิบัติจริงๆ เช่น การทดสอบทางดนตรี ช่างกล พลศึกษา เป็นต้น สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งได้ 2 ประเภท คือ แบบทดสอบมาตรฐาน ซึ่งสร้าง จากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและด้านวัดผลการศึกษา มีการหาคุณภาพเป็นอย่างดี ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการทดสอบในชั้นเรียน ในการออกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คำศัพท์เพื่อการสื่อสาร ผู้วิจัยได้เลือกแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบบปฏิบัติ ในการวัดความสามารถในการนำ คำศัพท์ไปใช้ในการสื่อสารด้านการการพูดและการเขียน และเลือกแบบทดสอบแบบเขียนตอบที่จำกัดคำตอบโดย การเลือกตอบจากตัวเลือกที่กำหนดให้ ในการวัดความรู้ความเข้าใจความหมายของคำศัพท์ และการนำคำศัพท์ไป ใช้ในการฟังและการอ่าน การวางแผนการสร้างและการเลือกชนิดของแบบทดสอบให้เหมาะสมกับเนื้อหา ในการสร้างแบบทดสอบให้ครอบคลุมเนื้อหาและสามารถวัดพฤติกรรมได้เหมาะสมกับเนื้อหา ควรมีการ สร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร (Developing the table of specifications) เพื่อเป็นแนวทางในการสร้าง เหมือนกับการเขียนแบบสร้างบ้าน ที่เรียกกันว่า Test blueprint ตารางวิเคราะห์หลักสูตรประกอบด้วยหัวข้อ เนื้อหา และวัตถุประสงค์การเรียนรู้กับพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด การสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตรเริ่มที่การสร้างตาราง 2 มิติ คือแนวตั้งเป็นพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด ประกอบด้วย ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า ส่วนแนวนอน เป็นหัวข้อเนื้อหาหรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งขึ้นอยู่กับเนื้อหาและ/หรือวัตถุประสงค์ของวิชานั้น จากนั้นจึง กำหนดน้ำหนักของเนื้อหา พิจารณาจากความสำคัญของเนื้อหานั้นๆ โดยอาจกำหนดน้ำหนักเป็นร้อยละ พร้อมกับ กำหนดพฤติกรรมที่ต้องการจะวัดและกำหนดความสำคัญ โดยพิจารณาจากจุดประสงค์การเรียนรู้ควบคู่ไปกับ เนื้อหา สุดท้ายจึงกำหนดแบบทดสอบที่จะใช้วัด เช่น แบบถูกผิด แบบจับคู่ แบบเติมคำ แบบเลือกตอบ หรือแบบ อัตนัย เป็นต้น
16 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการเรียนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน 2.1 การเรียนแบบร่วมมือ ( Cooperative Learning ) การเรียนแบบร่วมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรม การเรียนการสอนที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้แก่ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ แต่ละกลุ่ม จะประกอบด้วยสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน โดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้ และในความสำเร็จของกลุ่ม ทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้รวมทั้งการเป็น กำลังใจแก่กันและกัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือคนที่อ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่รับผิดชอบต่อการเรียน ของตนเองเท่านั้น หากแต่จะต้องร่วมรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของเพื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มความสำเร็จของแต่ละ บุคคล คือ ความสำเร็จของกลุ่ม 2.2 เทคนิคการสอนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้น เรียน หมายถึง วิธีการสอนแบบร่วมมือและการถ่ายทอดความรู้ระหว่างเพื่อนในกลุ่ม ขั้นตอนกิจกรรมประกอบด้วย 2.2.1 ครูแบ่งเนื้อหาที่จะเรียนออกเป็นหัวข้อย่อย ๆ ให้เท่ากับจำนวนสมาชิกกลุ่ม 2.2.2 จัดกลุ่มผู้เรียนโดยให้มีความสามารถคละกัน แล้วมอบหมายงานให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม บ้านศึกษาเนื้อหาในหัวข้อที่ต่างกัน 2.2.3 ผู้เรียนที่ได้รับหัวข้อเดียวกันจากกลุ่มบ้านแต่ละกลุ่มมานั่งด้วยกัน เพื่อทำงานและศึกษา ร่วมกันในหัวข้อนั้น 2.2.4 สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเชี่ยวชาญเมื่อได้ศึกษาร่วมกัน ได้ทำความเข้าในเนื้อหาและสรุป เป็นความรู้เรียบร้อยแล้ว แต่ละคนออกจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญกลับไปยังกลุ่มบ้านของตนแล้วผลัดกันอธิบายเพื่อ ถ่ายทอดความรู้ที่ตนได้ศึกษาให้สมาชิกในกลุ่มฟังจนครบทุกหัวข้อ 2.2.5 ครูทดสอบเนื้อหาที่ศึกษาแล้วให้คะแนนรายบุคคล (ฝ่ายวิชาการโรงเรียนหนองชุมแสง วิทยา. 2542: 19-21) ทฤษฎีกระบวนการกลุ่ม (GROUP PROCESS) กระบวนการกลุ่มเป็นวิทยาการที่ศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มคนเพื่อนำความรู้ไปใช้ในการปรับเปลี่ยนเจตคติและ พฤติกรรมของคน ซึ่งจะนำไปสู่การเสริมสร้างความสัมพันธ์และการพัฒนาการทำงานของกลุ่มคนให้มีประสิทธิภาพ จุดเริ่มต้นของค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ การศึกษากลุ่มคนด้านพลังกลุ่มและผู้ที่ได้เชื่อว่าเป็นบิดา ของกระบวนการกลุ่มก็คือ เคริร์ท เลวิน (Kurt Lewin) นักจิตวิทยาสังคมและนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน โดยเริ่มศึกษาตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ 1920 เป็นต้นมา และได้มีผู้นำหลักการของพลังกลุ่มไปใช้ในการพัฒนา พฤติกรรมการทำงานกลุ่ม การพัฒนาบุคลิกภาพและจุดประสงค์อื่น ๆ วงการ รวมทั้งในวงการศึกษา
17 1. หลักการและแนวคิดทฤษฎีกระบวนการกลุ่ม แนวคิดพื้นฐานของกระบวนการกลุ่มก็คือ แนวคิดในทฤษฎีภาคสนาน ของเคิร์ท เลวิน ที่กล่าวโดยสรุปไว้ ดังนี้ 1. พฤติกรรมของบุคคลเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ของสมาชิกในกลุ่ม 2. โครงสร้างของกลุ่มจะเกิดจากการร่วมกลุ่มของบุคคลที่มีลักษณะแตกต่างกัน และจะมีลักษณะแตกต่าง กันออกไปตามลักษณะของสมาชิกกลุ่ม 3. การรวมกลุ่มจะเกิดปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่มในด้านการกระทำ ความรู้สึก และความคิด 4. สมาชิกกลุ่มจะมีการปรับตัวเข้าหากันและจะพยายามช่วยกันทำงานโดยอาศัยความสามารถของแต่ละ บุคคลซึ่งจะทำให้การปฏิบัติงานลุล่วงไปได้ตามเป้าหมายของกลุ่ม 2. หลักการเรียนรู้แบบกระบวนการกลุ่ม ที่สำคัญมีดังนี้ 1. การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดจากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย การเรียนรู้ที่เกิดจากการบรรยายเพียง อย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาพฤติกรรม แต่การจัดการเรียนการสอนเพื่อ พัฒนาพฤติกรรมผู้เรียนโดยกระบวนการกลุ่มจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ศักยภาพของแต่ละคนทั้งในด้านความคิด การกระทำและความรู้สึกมาแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ซึ่งกันและกัน 2. การเรียนรู้ควรจะเป็นกระบวนการกลุ่มที่สร้างสรรค์บรรยากาศการทำงานการทำงานกลุ่มที่ให้ผู้เรียนมี อิสระในการแสดงความรู้สึกนึกคิด มีบทบาทในการรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนโดยมีส่วนร่วมในกิจกรรมการ เรียนการสอนจะช่วยให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีชีวิตชีวาและช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้นในการ เรียน 3. การเรียนรู้ควรเป็นระบวนการที่ผู้เรียนค้นพบด้วยตนเอง การเรียนรู้ด้วยการกระทำกิจกรรมด้วยตนเอง จะช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสเรียนรู้เนื้อหาวิชาหรือสาระจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความใจ อย่างลึกซึ้ง จดจำได้ดี อันจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนเจตคติและพฤติกรรมของตนได้รวมทั้งสามารถนำไปสู่การนำไป พัฒนาบุคลิกภาพทุกด้านของผู้เรียน 4. การเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้กระบวนการเยนรู้เป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการแสวงหาความรู้ที่เป็นต่อ การพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกด้าน ดังนั้นถ้าผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีระและมีขั้นตอนจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถใช้เป็น เครื่องมือในการแสวงหาความรู้หรือตอบคำถามการรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. หลักการสอนแบบกระบวนการกลุ่ม การเรียนแบบกระบวนการกลุ่ม คือ ประสบการณ์ทางการเรียนรู้ที่นักเรียนได้รับจากการลงมือร่วมปฏิบัติ กิจกรรมเป็นกลุ่ม กลุ่มจะมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของแต่ละคนแต่ละคนในกลุ่มมีอิทธิพลและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน และกัน หลักการสอนโดยวิธีกระบวนการกลุ่ม มีหลักการเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน สรุปได้ดังนี้ ( คณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ สำนักงาน 2540 )
18 1.เป็นการเรียนการสอนที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนโดยให้ผู้เรียนทุกคนมีโอกาสเข้าร่วม กิจกรรมมากที่สุด 2.เป็นการเรียนการสอน ที่เน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้จากกลุ่มให้มากที่สุด กลุ่มจะเป็นแหล่งความรู้สำคัญที่ จะฝึกให้ผู้เกิดความรู้ความใจ และสามารถปรับตัวและเข้ากับผู้อื่นได้ 3.เป็นการสอนที่ยึดหลักการค้นพบและสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตัวเองของนักเรียนเอง โดยครูเป็นผู้จัดการ เรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพยายามค้นหา และพบคำตอบด้วยตนเอง 4.เป็นการสอนที่ให้ความสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ ว่าเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการแสวงหาความรู้ และคำตอบต่าง ๆ ครูจะต้องให้ความสำคัญของกระบวนการต่าง ๆ ในการแสวงหาคำตอบ 4. รูปแบบและขั้นตอนการสอนแบบกระบวนการกลุ่ม รูปแบบการสอนแบบกระบวนการกลุ่ม รูปแบบการสอนแบบกระบวนการกลุ่ม (คณะกรรมการศึกษา แห่งชาติ สำนักงาน 2540 ) มีขั้นตอนดังนี้ 1.ตั้งจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน ทั้งจุดมุ่งหมายทั่วไปและจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม 2.การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยเน้นให้ผู้เรียนลงมือประกอบกิจกรรมด้วยตนเองและมีการเพื่อ ทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อให้มีประสบการณ์ในการทำงานกลุ่ม ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 2.1. ขั้นนำ เป็นการสร้างบรรยากาศและสมาธิของผู้เรียนให้มีความพร้อมในการเรียนการสอน การจัดสถานที่ การแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย แนะนำวิธีดำเนินการสอน กติกาหรือกฎเกณฑ์การ ทำงาน ระยะเวลาการทำงาน 2.2. ขั้นสอน เป็นขั้นที่ครูลงมือสอนโดยให้นักเรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้เกิด ประสบการณ์ตรง โดยที่กิจกรรมต่าง ๆ จะต้องคัดเลือกให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องในบทเรียน เช่นกิจกรรม เกมและเพลง บทบาทสมมติ สถานการณ์จำลอง การอภิปรายกลุ่ม เป็นต้น 2.3. ขั้นวิเคราะห์ เมื่อดำเนินการจัดประสบการณ์เรียนรู้แล้ว จะให้นักเรียนวิเคราะห์และแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมต่าง ๆ ความสัมพันธ์กันในกลุ่ม ตลอดจนความร่วมมือในการทำงาน ร่วมกัน โดยวิเคราะห์ประสบการณ์ที่ได้รับจาการทำงานกลุ่มให้คนอื่นได้รับรู้ เป็นการถ่ายทอด ประสบการณ์การเรียนรู้ของกันแนะกัน ขั้นวิเคราะห์จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และ มองเห็นปัญหาและวิธีการทำงานที่เหมาะสม เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงการทำงาน เป็นการถ่ายโอน ประสบการณ์การเรียนที่ดี จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถค้นแนวคิดที่ต้องการด้วยตนเอง เป็นการขยาย ประสบการณ์การเรียนรู้ให้ถูกต้องเหมาะสม 2.4. ขั้นสรุปและนำหลักการไปประยุกต์ใช้ นักเรียนสรุป รวบรวมความคิดให้เป็นหมวดหมู่ โดยครูกระตุ้นให้แนวทางและหาข้อสรุป จากนั้นนำข้อสรุปที่ค้นพบจากเนื้อหาวิชาที่เรียนไปประยุกต์ใช้ให้ เข้ากับตนเองและนำหลักการที่ได้ไปใช้เพื่อการปรับปรุงตนเอง ประยุกต์ใช้ให้เข้ากับคนอื่นประยุกต์เพื่อ
19 แก้ปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และดำรงชีวิตประจำวันเช่น การปรับปรุง บุคลิกภาพ เกิดความเห็นอกเห็นใจ เคารพสิทธิของผู้อื่น แก้ปัญหา ประดิษฐ์สิ่งใหม่ เป็นต้น 2.5. ขั้นประเมินผล เป็นการประเมินผลว่า ผู้เรียนบรรลุผลตามจุดมุ่งหมายมากน้อยเพียงใด โดย จะประเมินทั้งด้านเนื้อหาวิชาและด้านกลุ่มมนุษยสัมพันธ์ ได้แก่ ประเมินด้านมนุษย์สัมพันธ์ ผลสัมฤทธิ์ ของกลุ่ม เช่น ผลการทำงาน ความสามัคคี คุณธรรมหรือค่านิยมของกลุ่ม ประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่ม จากการให้สมาชิกติชมหรือวิจารณ์แก่กันโดยปราศจากอคติ จะทำให้ผู้เรียนสามารถประเมินตนเองได้และ จะทำผู้สอนเข้าใจนักเรียนได้ อันจะทำให้ผู้เรียนผู้สอนเข้าใจปัญหาซึ่งกันและกันอันจะเป็นหนทางในการ นำไปพิจารณาแก้ปัญหาและจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่นักเรียน 5. ขนาดของกลุ่มและการแบ่งกลุ่ม การแบ่งกลุ่มเพื่อให้นักเรียนปฏิบัติงานร่วมกันนั้น ผู้สอนอาจจะแบ่งกลุ่มโดยคำนึงถึงวัตถุประสงค์การ จัดการเรียนการสอน (คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ สำนักงาน 2534 : 230) เช่น 1. แบ่งกลุ่มตามเพศ ใช้ในกรณีครุมีวัตถุประสงค์ที่ชี้เฉพาะลงไป เช่น ต้องการสำรวจความระหว่างเพศ หญิงและชาย ในด้านต่าง ๆ เช่น ทัศนคติ ค่านิยม ฯลฯ 2. แบ่งตามความสามารถ ใช้ในกรณีที่ครูมีภาระงานมอบหมายให้แต่ละกลุ่มแตกต่างไปตามความสามรถ หรือต้องการศึกษาความแตกต่างในการทำงานระหว่างกลุ่มที่มีความสามารถสูงและต่ำ 3. แบ่งตามความถนัด โดยแบ่งกลุ่มที่มีความถนัดเรื่องเดียวกันไว้ด้วยกัน 4. แบ่งกลุ่มตามความสมัครใจ โดยให้สมาชิกเลือกเข้ากลุ่มดับคนที่ตนเองพอใจ ซึ่งครูทำได้แต่ไม่ควรใช้ บ่อยนักเพราะจะทำให้นักเรียนขาดประสบการณ์ในการทำงานกับบุคคลที่หลายหลาย 5. แบ่งกลุ่มแบบเจาะจง ครูเจาะจงให้เด็กบางคนอยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น ให้เด็กเรียนเก่งกับเด็กที่เรียน อ่อนเพื่อให้เด็กเรียนเก่งช่วยเด็กที่เรียนอ่อน หรือให้เด็กปรับตัวเข้าหากัน 6. แบ่งกลุ่มโดยการสุ่ม ไม่เป็นการเจาะจงว่าให้ใครอยู่ใครกับใคร 7. แบ่งกลุ่มตามประสบการณ์ คือ การรวมกลุ่มโดยโดยพิจารณาเด็กที่มีประสบการณ์คล้ายคลึงกันมาอยู่ ด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการช่วยกันวิเคราะห์หรือแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยเฉพาะ 7. วิธีการสอนที่สอดคล้องับหลักการการสอนแบบกระบวนการกลุ่ม 1. การระดมความคิด เป็นการรวมกลุ่มที่ประกอบด้วยสมาชิก 4 -5 คน และให้ทุกคนแสวงความคิดเห็น อย่างทั่วถึง เพื่อรวบรวมความคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้ได้หลายแง่มุม ทุกความคิดได้รับการยอมรับโดยไม่มีการ โต้แย้งกน แล้วนำความคิดทั้งมวลมาผสานกัน 2. ผู้สอนสร้างสถานการณ์สมมติขึ้นโดยให้ผู้เรียนตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีการสรุปผลในลักษณะ ของการแพ้การชนะ วิธีการนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้วิเคราะห์ความรู้สึกนึกคิด และพฤติกรรมต่าง ๆ วิธีการสอนนี้จะ ช่วยให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียนและเกิดความสนุกสนาน
20 3. บทบาทสมมติ เป็นวิธีการสอนที่มีการกำหนดบทบาทของผู้เรียนในสถานการณ์ที่สมมติขึ้นมาโดยให้ ผู้เรียนสวมบทบาทและแสดงออกโดยใช้บุคลิกภาพประสบการณ์และความรู้สึกนึกคิดของตนเป็นหลัก วิธีการสอน นี้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีโอกาสศึกษาวิเคราะห์ความรู้สึกและพฤติกรรมของตนอย่างลึกซึ้ง ทั้งยังช่วยสร้าง บรรยากาศการเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวา 4. สถานการณ์จำลอง เป็นวิธีกาสอนโดยการจำลองสถานการณ์จริงหรือสร้างสถานการณ์ให้ใกล้เคียงกับ ความเป็นจริงแล้วให้ผู้เรียนอยู่ในสถานการณ์นั้นพร้อมทั้งแสดงพฤติกรรมเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่กำหนดให้ วิธีนี้จะ ช่วยให้ผู้เรียนฝึกทักษะการแสดงพฤตอกรรมต่าง ๆ ซึ่งในสถานการณ์จริงผู้เรียนอาจจะไม่กล้าแสดงออก 5. กรณีตัวอย่าง เป็นวิธีการสอนที่ใช้การสอนเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขั้นจริง แต่นำมาดัดแปลงเพื่อให้ผู้เรียน ใช้เป็นแนวทางในการศึกษาวิเคราะห์และอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันอันจะนำไปสู่การสร้าง ความเข้าใจและฝึกทักษะการแก้ปัญหา การรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันซึ่งจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่มี ความหมายสำหรับผู้เรียนยิ่งขึ้น 6. การแสดงละคร เป็นวิธีการสอนที่ให้ผู้เรียนแสดงบทบาทตามบทที่มีผู้เขียนหรือกำหนดไว้ให้ โดยผู้แสดง จะต้องแสดงบทบาทตามที่กำหนดโดยไม่นำเอาบุคลิกภาพและความรู้สึกนึกคิดเข้ามาใส่ในการแสดงบทบาทนั้น ๆ วิธีนี้จะช่วยให้มีประสบการณ์ในการรับรู้เหตุผล ความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมของผู้อื่นซึ่งจะช่วยฝึกทักษะการ ทำงานร่วมกันและรับผิดชอบร่วมกัน 7. เป็นวิธีการสอนโดยการจัดผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อยที่มีสมาชิกประมาณ 6 -12 คน และมีกากำหนดให้มีผู้นำ กลุ่มทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย สมาชิกทุกคนมีสวนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแล้วสรุปหรือ ประมวลสาระที่ได้จากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน วิธีการนี้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนได้มีส่วนร่วมในการเสนอ ข้อมูลหรือประสบการณ์ของตนเองเพื่อให้กลุ่มได้ข้อมูลมากขึ้น วิธีการสอนที่สนับสนุนหลักการสอนแบบ กระบวนการกลุ่มเหล่านี้ เป็นวิธีการสอนที่ช่วยให้การจัดประสบการณ์การสอนที่หลากหลายแลผู้สอนอาจใช้วิธี สอนอื่น ๆ ได้อีก โดยยึดหลักสำคัญ คือ การเลือกใช้วิธีการสอนที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ของการสอนแต่ละครั้ง 8. การประเมินผลการสอนแบบกระบวนการกลุ่ม (ทิศนา แขมมณี และคณะ 2522) มีดังนี้ 1. การให้ผู้เรียนประเมินผลการเรียนรู้ของตนเอง ซึ่งผู้สอนควรสนับสนุน ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีโอกาส ประเมินผลการเรียนรู้ของตนเองจะช่วยให้การเรียนรู้มีความหมายและมีประโยชน์ต่อผู้เรียนยิ่งขึ้น 2. การให้ผู้เรียนร่วมประเมินผลการเรียนรู้จากการทำงานร่วมกัน ซึ่งสามารถประเมินผลได้ 2 ลักษณะ คือ 1. การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกลุ่ม 2. การประเมินผลความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม 9. บทบาทของครูและนักเรียนในการสอนแบบกระบวนการกลุ่ม บทบาทครู (คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ สำนักงาน 2540) มีดังนี้ 1.มีความเป้ฯกันเอง มีความเห็นอกเห็นใจนักเรียน สร้างบรรยากาศที่ดีต่อการเรียน สนใจ ให้กำลังใจ สนทนา ไถ่ถาม 2.พูดน้อย และจะเป็นเพียง ผู้ประสานงาน แนะนำ ช่วยเหลือเมือนักเรียนต้องการเท่านั้น
21 3.ไม่ชี้นำหรือโน้มน้าวความคิดของนักเรียน 4.สนับสนุน ให้กำลังใจ กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความกระตือรือร้นในการทำงานแสดงออกอย่างอิสระ และ แสดงออกซึ่งความสามารถของนักเรียนแต่ละคน 5.สนับสนุนให้นักเรียนสมารถวิเคราะห์ สรุปผลการเรียนรู้และประเมินผลการกระทำงานให้เป็นไปตาม จุดมุ่งหมายที่วางไว้
22
23 3. กิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนตั้งแต่สองคนขึ้นไปหรือ โดยการแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ส่งเสริมให้ผู้เรียนทำกิจกรรมร่วมกัน โดยในกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มี ความสามารถแตกต่างกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพากัน มีความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งใน ส่วนตนและส่วนรวม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งตรงข้าม กับการเรียนที่เน้นการแข่งขันและการเรียนตามลำพัง ความหมายและแนวคิดของการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative and Collaborative Learning) การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative and Collaborative Learning) เป็นคำที่มีความหมายใกล้เคียง กัน เพราะมีลักษณะเป็นกระบวนการเรียนรู้เป็นแบบร่วมมือ ข้อแตกต่างระหว่าง Cooperative Learning กับ Collaborative Learning อยู่ที่ระดับความร่วมมือที่แตกต่างกัน Sunyoung, J. (2003) ได้สรุปว่า ความแตกต่างที่ เห็นได้ชัดเจนระหว่าง Cooperative Learning กับ Collaborative Learning คือ เรื่องโครงสร้างของงาน ได้แก่ Pre – Structure , Task – Structure และ Content Structure โดย Cooperative Learning จะมีการกำหนด โครงสร้างล่วงหน้ามากกว่า มีความเกี่ยวข้องกับงานที่มีการจัดโครงสร้างไว้เพื่อคำตอบที่จำกัดมากกว่า และมีการ เรียนรู้ในขอบข่ายความรู้และทักษะที่ชัดเจน ส่วน Collaborative Learning มีการจัดโครงสร้างล่วงหน้าน้อยกว่า เกี่ยวข้องกับงานที่มีการจัดโครงสร้างแบบหลวมๆ (ill – Structure Task) เพื่อให้ได้คำตอบที่ยืดหยุ่นหลากหลาย และมีการเรียนรู้ในขอบข่ายความรู้และทักษะที่ไม่จำกัดตายตัว ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสภาพการเรียนการสอน ออนไลน์มักนิยมใช้คำว่า Collaborative Learning Nagata and Ronkowski (1998) ได้สรุปเปรียบว่า Collaborative Learning เป็นเสมือนร่มใหญ่ที่รวมรูปแบบหลากหลายของ Cooperative Learning จากกลุ่ม โครงการเล็กสู่รูปแบบที่มีความเฉพาะเจาะจงของกลุ่มการทำงานที่เรียกว่า Cooperative Learning กล่าวได้ว่า Cooperative Learning เป็นชนิดหนึ่งของ Collaborative Learning ที่ได้ถูกพัฒนาโดย Johnson and Johnson (1960) และ ยังคงเป็นที่นิยมใช้แพร่หลายในปัจจุบัน Office of Educational Research and Improvement (1992) ได้ให้ความหมายของ Cooperative Learning ว่าเป็นกลยุทธ์ทางการสอนที่ประสบ ผลสำเร็จในทีมขนาดเล็ก ที่ซึ่งนักเรียนมีระดับความสามารถแตกต่างกัน ใช้ความหลากหลายของกิจกรรมการ เรียนรู้ เพื่อการปรับปรุงความเข้าใจต่อเนื้อหาวิชา สมาชิกแต่ละคนในทีมมีความรับผิดชอบไม่เพียงแต่เฉพาะการ เรียนรู้แต่ยังรวมถึงการช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีมในการเรียนรู้ด้วย นอกจากนี้ยังมีการสร้างบรรยากาศเพื่อให้บังเกิด การบรรลุผลสำเร็จที่ตั้งไว้ด้วย Penn State University College of Education (2004) ได้ให้คำจำกัดความของ Collaborative Learning ว่ามีคุณลักษณะของการแบ่งปัน เข้าใจเป้าหมาย มีการยอมรับซึ่งกันและกัน เชื่อมั่น และมีขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจน มีการติดต่อสื่อสารในสิ่งแวดล้อมที่เป็นทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็น ทางการ มีการตัดสินใจจากการลงความเห็นร่วมกัน ซึ่งผู้สอนจะเป็นผู้เอื้ออำนวยและชี้แนะให้ นักเรียนได้มองเห็น ทางออกของปัญหานั้นๆ Thirteen Organization (2004) ได้สรุปว่า Collaborative Learning เป็นวิธีการหนึ่ง ของการสอนและการเรียนรู้ในทีมของนักเรียนด้วยกัน เป็นการเปิดประเด็นคำถามหรือสร้างโครงการที่เต็มไปด้วย ความหมาย ตัวอย่างเช่น การที่กลุ่มของนักเรียนได้มีการอภิปราย หรือการที่นักเรียนจากโรงเรียนอื่นๆทำงาน ร่วมกันผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อแบ่งปันงานที่ได้รับมอบหมาย ส่วนCooperative Learning เป็นการมุ่งเน้นโดย เบื้องต้นที่การทำกิจกรรมกลุ่ม เป็นแบบเฉพาะเจาะจงในชนิดของการร่วมมือ ซึ่งนักเรียนจะทำงานร่วมกันในกลุ่ม เล็กในโครงสร้างของกิจกรรม ทุกคนจะมีความรับผิดชอบในงานของพวกเขา โดยทุกคนสามารถเข้าใจถึงการ ทำงานเป็นกลุ่มเป็นอย่างดี และการทำงานกลุ่มแบบ Cooperative นั้นจะมีการทำงานแบบเผชิญหน้า (Face – to –face) และเรียนรู้เพื่อทำงานเป็นทีม
24 สรุปได้ว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning and Collaborative Learning) หรือ นักวิชาการบางท่านได้แปล Collaborative Learning ว่าคือ การเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งเป็นวิธีการจัดการเรียนการสอน รูปแบบหนึ่ง ที่เน้นให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติงานเป็นกลุ่มย่อย โดยมีสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถที่แตกต่างกัน เพื่อ เสริมสร้างสมรรถภาพการเรียนรู้ของแต่ละคน สนับสนุนให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนบรรลุตามเป้าหมายที่ วางไว้ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ หรือทีม ตามระบอบประชาธิปไตย และเป็น การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ ทำให้สามารถปรับตัวอยู่กับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข สำหรับวิธีการเรียนการสอนแบบการเรียนรู้จากกลุ่มนั้น มีหลากหลาย เช่น Jigsaw, Teams-GamesTournament (TGT) , Student Teams-Achievement Division (STAD) , Team Assisted Individualization (TAI) , Learning Together (LT) , Group Investigation (GI) ,Think-Pair-Square , Think-Pair-Share Pair Check , Three- Step-Interview , Number Head Together ฯลฯ โดยมีวิธีที่นิยมใช้อยู่ 6 วิธี คือ 1) Jigsaw 2) Teams-Games-Tournament (TGT) 3) Student Teams-Achievement Division (STAD) 4) Team Assisted Individualization (TAI) 5) Learning Together (LT) 6) Group Investigation (GI) รายละเอียดการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของแต่ละวิธีโดยสังเขป เป็นดังนี้ 1. แบบ Jigsaw ขั้นที่ 1 : ครูแบ่งหัวข้อที่จะเรียนเป็นหัวข้อย่อยๆ ให้เท่ากับจำนวนสมาชิกในกลุ่ม ขั้นที่ 2 : จัดกลุ่มนักเรียนโดยให้มีความสามารถคละกันภายในกลุ่มเป็น Home Groups กลุ่มละ 3-4 คน สมาชิกแต่ละคน ในกลุ่ม อ่านเฉพาะหัวข้อย่อยที่ตน ได้รับมอบหมายเท่านั้น เช่น นักเรียน A1 อ่านเฉพาะหัวข้อย่อยที่ 1 นักเรียน A2 อ่านเฉพาะหัวข้อย่อยที่ 2 นักเรียน A3 อ่านเฉพาะหัวข้อย่อยที่ 3 นักเรียน A4 อ่านเฉพาะหัวข้อย่อยที่ 4 ขั้นที่ 3 : Expert Groups นักเรียนที่อ่านหัวข้อย่อยเดียวกันมานั่งด้วยกัน เพื่อทำงาน ซักถาม และทำกิจกรรมกลุ่ม Expert Groups ตัวอย่าง คนที่ 1 อ่านโจทย์ คนที่ 2 จดบันทึกข้อมูลสำคัญที่โจทย์กำหนดให้ อธิบายว่าโจทย์ ต้องการให้อะไร คนที่ 3 คำนวณหาคำตอบ คนที่ 4 สรุปทบทวนขั้นตอนทั้งหมด ตรวจสอบคำตอบอีกครั้ง เมื่อนักเรียนทำแต่ละข้อเสร็จแล้ว ให้นักเรียนหมุนเวียน เปลี่ยนหน้าที่กัน แล้วทำโจทย์ข้อถัดไปจนครบทุก ข้อ ขั้นที่ 4 : นักเรียนแต่ละคนใน Expert Groups กลับมายังกลุ่มเดิม (Home Groups) ของตนเอง แล้วผลัดกัน อธิบายให้สมาชิกในกลุ่มฟัง เริ่มจากหัวข้อย่อยที่ 1, 2, 3 และ 4 ตามลำดับ ขั้นที่ 5 : ทำการทดสอบ (Quiz) หัวข้อ ย่อยที่ 1-4 แก่นักเรียนทุกคนทั้งห้อง (สอบเดี่ยว) แล้วนำคะแนนของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม มารวมกันเป็น “คะแนนกลุ่ม” ขั้นที่ 6 : กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดในการสอบครั้งนี้ จะติดประกาศเป็นมุม จดหมายของห้อง 2. แบบ Teams-Games-Tournaments (TGT) ขั้นที่ 1 : ครูทบทวนบทเรียนที่เรียนมาแล้วครั้งก่อน ด้วยการซักถาม และอธิบายตอบข้อสงสัยของนักเรียน ขั้นที่ 2 : จัดกลุ่มแบบคละกัน (Home Teams) กลุ่มละ 3- 4 คน ขั้นที่ 3 : แต่ละทีม ศึกษาหัวข้อที่เรียนจากแบบฝึก (Work Sheet and Answer Sheet) นักเรียนแต่ละคน ทำหน้าที่และปฏิบัติตาม กติกาของ Cooperative Learning เช่น เป็นผู้จดบันทึก ผู้คำนวณ ผู้สนับสนุน เป็นต้น เมื่อสมาชิกทุกคน เข้าใจและสามารถ ทำแบบฝึกหัดได้ถูกต้องทุกข้อ ทีมจะเริ่มทำการแข่งขันตอบปัญหา ขั้นที่ 4 : การแข่งขันตอบปัญหา (Academic Games Tournament) 4.1 ครูเป็นผู้จัดกลุ่มใหม่ แบ่งตามความสามารถของ นักเรียน เช่น โต๊ะที่ 1 แข่งขันนักเรียนในกลุ่มเก่ง โต๊ะที่ 2 และ 3 แข่งขันนักเรียนในกลุ่มปานกลาง โต๊ะที่ 4
25 แข่งขันนักเรียนในกลุ่มอ่อน 4.2 ครูแจกคำถามนักเรียน จำนวน 10 คำถามให้ทุกโต๊ะ (เป็นคำถามเหมือนกันทุก โต๊ะ) 4.3 นักเรียนเปลี่ยนกันหยิบซองคำถามทีละ 1 ซอง (1 คำถาม) อ่านคำถามแล้ววางลงกลางโต๊ะ 4.4 นักเรียน 3 คนที่เหลือ คำนวณหาคำตอบ จากคำถามที่อ่าน ในข้อ 4.3 เขียนคำถามลงในกระดาษคำตอบที่แต่ละคนมีอยู่ 4.5 นักเรียนที่ทำหน้าที่อ่านคำถามจะเป็นคนให้คะแนน โดยมีกติกาให้คะแนน ดังนี้ - ผู้ตอบถูกคนแรก จะได้ 2 คะแนน - ผู้ตอบถูกคนต่อไป จะได้คนละ 1 คะแนน - ถ้าตอบผิด ให้ 0 คะแนน 4.6 ทำขั้นตอน 4.3-4.5 โดยผลัด กันอ่านคำถามจนกว่าคำถาม จะหมด 4.7 นักเรียนทุกคนรวมคะแนนของตัวเอง โดยทุกคนควรได้ตอบ คำถามเท่า ๆ กัน จัดลำดับของคะแนนที่ได้ ซึ่งกำหนดโบนัส ของแต่ละโต๊ะ ดังนี้ โบนัส ผู้ให้คะแนนชุดที่ 1 ประจำโต๊ะแต่ละ โต๊ะ จะได้โบนัส 10 แต้ม ผู้ให้คะแนนชุดที่ 2 ประจำโต๊ะแต่ละโต๊ะ จะได้โบนัส 8 แต้ม ผู้ให้คะแนนชุดที่ 3 ประจำ โต๊ะแต่ละโต๊ะ จะได้โบนัส 6 แต้ม ผู้ให้คะแนนน้อยที่สุด ประจำโต๊ะแต่ละโต๊ะ จะได้โบนัส 4 แต้ม ขั้นที่ 5 : นักเรียน กลับมากลุ่มเดิม (Homes Team) รวมแต้มโบนัสของ ทุกคน ทีมใดที่มีแต้มโบนัสสูงสุด จะให้รางวัลหรือติด ประกาศ ไว้ในมุมข่าวของห้อง 3. แบบ Student Teams-Achievement Division (STAD) ขั้นที่ 1-3 : มีลักษณะเหมือนกับแบบ TGT คือ - จัดนักเรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ แบบคละกัน กลุ่มละ 3-4 คน - ใช้แบบฝึกหัด (worksheet) ชุดเดียวกับ TGT STAD ต่างกับแบบ TGT ตรงที่ ขั้นที่ 4 : สำหรับ STAD นักเรียนแต่ละคนจะทำการทดสอบแทนการแข่งขัน ตอบ ปัญหา ขั้นที่ 5 : ทีมที่ได้คะแนนสูงสุดจากการทดสอบจะติดประกาศไว้ในมุม จดหมายข่าวของห้อง 4. แบบ Teams-Assisted Individualization (TAI) ขั้นที่ 1 : จัดนักเรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ แบบคละกัน กลุ่มละ 2-4 คน ขั้นที่ 2 : ครูอธิบายทบทวนบทเรียนที่เรียนมาแล้ว และให้นักเรียนแต่ละคน ทำแบบฝึกหัดที่ 1 (worksheet No.1) ที่ครูเตรียมไว้แล้ว ขั้นที่ 3 : ให้นักเรียนจับคู่กันภายในกลุ่มของตนเอง - แลกเปลี่ยนแบบฝึกหัด ที่ 1 เพื่อตรวจสอบ อธิบายข้อสงสัย - ถ้านักเรียนคู่ใดทำแบบฝึกหัดได้ถูกต้อง 75% ขึ้นไป ให้ทำแบบฝึกหัดที่ 2 (worksheet No.2) - ถ้านักเรียนคนใดคนหนึ่งหรือทั้งคู่ ทำแบบฝึกหัดที่ 1 ได้ แต่น้อยกว่า 75% ให้นักเรียนทั้งคู่ ทำแบบฝึกหัดชุดที่ 3 หรือ 4 จนกว่าจะทำได้ถูกต้อง 75% ขึ้นไปจึงจะผ่าน ขั้นที่ 4 : นักเรียนทุกคนทำการทดสอบ คะแนนที่ได้จากการทดสอบของ นักเรียน แต่ละคนจะนำมารวมกันเป็นคะแนนกลุ่มหรือใช้คะแนน เฉลี่ย ในกรณีที่ สมาชิกในกลุ่มมีจำนวนไม่เท่ากัน ขั้นที่ 5 : กลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดจะติดประกาศไว้ที่มุมข่าวหน้าห้อง 5. แบบ Learning Together (LT) วิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะสมกับการสอนเรื่อง รูปทรงเลขาคณิตหรือการ ทำงานที่มี การทำ การทดลองมาเกี่ยวข้อง โดยมีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 : ครูและนักเรียน อภิปรายและสรุปเนื้อหา ขั้นที่ 2 : แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มคละกัน กลุ่มละ 4-5 คน ครูแจกใบงานกลุ่มละ 1 แผ่น (ถ้ามีอุปกรณ์ไม่พอ ให้ นักเรียนใช้ระบบการเวียนฐาน) ขั้นที่ 3 : แบ่งหน้าที่ของนักเรียนแต่ละคนในกลุ่ม ดังนี้ คนที่ 1 : อ่านโจทย์หรือ คำสั่งให้ดำเนินงาน คนที่ 2 : ฟังโจทย์ ดำเนินงานและจดบันทึกข้อมูล คนที่ 3 : อ่านคำถามและหาคำตอบ คนที่ 4 : ตรวจคำตอบ (ข้อมูล) ขั้นที่ 4 : แต่ละกลุ่มส่งกระดาษคำตอบเพียงแผ่นเดียว นับเป็นกิจกรรม ที่สำเร็จ - แต่ละ กลุ่มส่งงาน 1 ชิ้น ผลงานที่เสร็จแล้วเป็นผลงานที่ทุกคน ยอมรับ ซึ่งทุกคนในกลุ่มได้คะแนนเท่ากัน - กำหนดเกณฑ์ การตัดสินหรือเกณฑ์การให้คะแนน เพราะนักเรียนจะเป็นผู้ให้คะแนน ถ้ามีปัญหาครูจึงให้คำแนะนำ ขั้นที่ 5 : ปิด ประกาศชมเชยกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุด 6. Group Investigation (GI) ขั้นที่ 1 : ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย ทบทวนบทเรียนที่สอน ขั้นที่ 2 : แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มๆ ละ 2 – 4 คน แบ่งเรื่องที่สอนเป็นข้อย่อย แต่ละหัวข้อจะเป็นใบงานที่ 1 ใบงานที่ 2 ใบ
26 งานที่ 3 เป็นต้น ขั้นที่ 3: ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเลือกทำเพียงหัวข้อเดียว (ใบงานเพียงใบเดียว) โดยเปิดโอกาสให้ นักเรียนที่เรียนอ่อนเลือกหัวข้อก่อนการทำใบงาน อาจจะให้นักเรียนในกลุ่มแบ่งกันหาคำตอบ และนำคำตอบ ทั้งหมด มารวมเป็นคำตอบที่สมบูรณ์ ขั้นที่ 4 : นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายเรื่องจากใบงานที่ได้จนเป็นที่ เข้าใจของทุกคนในกลุ่ม ขั้นที่ 5 : ให้แต่ละกลุ่มรายงานผลเริ่มตั้งแต่กลุ่มที่ทำจากใบงานที่ 1 จนถึง ใบงานสุดท้าย โดยให้คำชมเชยและรางวัลแก่กลุ่มที่ถูกต้องที่สุด หมายเหตุ การสอนแบบ Cooperative Learning ควรเริ่มวิธี สอนแบบ Team Assisted Individualization (TAI) ไม่ควรเริ่มวิธีสอนแบบ Jigsaw การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือมีข้อดีหลายประการ อาทิ ช่วยพัฒนาความเชื่อมั่นของนักเรียน ช่วยพัฒนาความคิดของนักเรียน ช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ช่วยส่งเสริมบรรยากาศในการเรียน ส่งเสริมทักษะการทำงานร่วมกัน ทำให้นักเรียนมีวิสัยทัศน์หรือมุมมองกว้างขึ้น ช่วยการปรับตัวในสังคมดีขึ้น การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือมีรูปแบบอย่างหลากหลาย ดังต่อไปนี้ 1.คิดและคุยกัน(Think Pairs Share) , เพื่อนเรียน(Partners) , ผลัดกันพูด(Say and Switch) ทั้ง 3 รูปแบบเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่คล้ายคลึงกันให้นักเรียนจับคู่กันในการตอบคำถามอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นสถานการณ์หรือทำความเข้าใจเนื้อหาที่เป็นความคิดรวบยอดที่กำหนดให้ 2.กิจกรรมโต๊ะกลม(Roundtable หรือ Roundrobin) เป็นรูปแบบการสอนที่จัดกลุ่มนักเรียนที่มีจำนวน มากกว่า 2 คนขึ้นไป เปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคน เขียนความคิดเห็นของตน บอกเล่าประสบการณ์ความรู้หรือสิ่งที่ ตนกำลังศึกษาให้เพื่อนคนที่อยู่ถัดไปโดยเวียนไปทางด้านใดด้านหนึ่งสมาชิกทุกคนจะใช้เวลาเท่าๆกันหรือใกล้เคียง 3.คู่ตรวจสอบ(Pairs Check) , มุมสนทนา(Corners) , ร่วมกันคิด(Numbered Heads together) เป็น รูปแบบการสอนที่คล้ายคลึงกัน คือ เป็นการจัดการเรียนการสอนที่แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยๆให้ช่วยกันตอบ คำถาม แก้โจทย์ปัญหา หรือทำแบบฝึกหัดเมื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มย่อยสามารถตอบปัญหา หรือแก้โจทย์ได้แล้วให้ แลกเปลี่ยนกันตรวจสอบคำตอบ โดยการจับคู่ตรวจสอบหรือจัดมุมสนทนา 4.การสัมภาษณ์แบบสามขั้นตอน(Three Step Interview) รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบนี้มี 3 ขั้นตอน โดยครูกำหนดคำถามหรือประเด็นโจทย์ปัญหาให้นักเรียนตอบมีหลักการดังนี้ นักเรียนจับคู่กันคนที่ 1 เป็น ผู้สัมภาษณ์โดยถามคำถามให้คนที่ 2 เป็นผู้ตอบ นักเรียนสลับบทบาทกันจากผู้ถามเป็นผู้ตอบ และจากผู้ตอบเป็นผู้ ถาม นักเรียนในแต่ละกลุ่มย่อยผลัดกันเล่า สิ่งที่ตนรู้จากคู่ของตน ให้กลุ่มทราบ 5.การแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม(Team Games Tournament หรือ TGT) , การแบ่งกลุ่มสัมฤทธิ์ (Student Team Achievement Division หรือ STAD) เป็นรูปแบบการสอนที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอน คล้ายคลึงกันซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ การนำเสนอบทเรียน(Class Presentation) การจัดทีม(Team) การแข่งขัน/ การทดสอบ (TGT ใช้การแข่งขัน ส่วน STAD ใช้การทดสอบ) การยอมรับความสำเร็จของทีม(Team Recognition) 6.ปริศนาความรู้(Jigsaw)เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ทุกกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้ทำกิจกรรมเดียวกัน โดยครูผู้สอนแบ่งเนื้อหาของเรื่องที่จะเรียนออกเป็นหัวข้อย่อยเท่าจำนวนสมาชิกแต่ละกลุ่มและมอบหมายให้ นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มค้นคว้าคนละหัวข้อย่อยโดยนักเรียนแต่ละคนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องที่ตนได้รับ
27 มอบหมายจากกลุ่มสมาชิกต่างกลุ่มที่ได้รับมอบหมายในหัวข้อเดียวกันจะร่วมกันศึกษาจากนั้นแต่ละคนจะกลับเข้า กลุ่มเดิมของตนเพื่ออธิบายหัวข้อที่ตนศึกษาให้เพื่อนร่วมกลุ่มฟัง 7.การสืบสอบเป็นกลุ่ม(Group Investigation) เป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นบรรยากาศการทำงาน ร่วมกันเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และการเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างเหมาะสม กล่าวคือสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มจะเลือกหัวข้อย่อยและเลือกวิธีการแสวงหาคำตอบในเรื่องนั้นๆด้วยตัวเองหลังจาก นั้นสมาชิกแต่ละคนจะรายงานความก้าวหน้าและผลการทำงานให้กลุ่มตนเองทราบ 8.การเรียนรู้เป็นกลุ่มเพื่อช่วยเหลือเพื่อนเป็นรายบุคคล(Team Assisted Individualization หรือ TAI) เป็นการเรียนการสอนที่ผสมผสานระหว่างการจัดการเรียนแบบร่วมมือและการเรียนการสอนแบบรายบุคคลเข้า ด้วยกันเน้นการสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสามารถส่งเสริมความ ร่วมมือภายในกลุ่มมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเรียนรู้และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม 9.การเรียนรู้แบบร่วมมือผสมผสานการอ่านและการเขียน(Cooperative Integrated Reading and Composition หรือ CIRC) เป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีองค์ประกอบน่าสนใจ ได้แก่ การสร้าง กลุ่มอ่าน การจัดกลุ่มย่อยกิจกรรมการอ่านพื้นฐาน การหาเพื่อนช่วยตรวจสอบ การทดสอบ การสอนอ่านการสอน เขียน เป็นต้น รูปแบบจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือสามารถจัดได้อย่างหลากหลาย แต่ทุกแบบมีลักษณะร่วมกัน คือแบ่ง นักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยๆประมาณ 2-6 คน โดยสมาชิกทุกคนช่วยเหลือกัน มีการฝึกฝนการทำงานกลุ่ม กระบวนการกลุ่ม และการประเมินผลเป็นรายบุคคล
28 4. ความหมายของการวัดผล กับการประเมินผล ความหมายของการวัดผล ( measurement) การวัดผล หมายถึง กระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่ง ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ ที่มีความหมายแทนคุณลักษณะ หรือคุณภาพของสิ่งที่วัด โดยใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพหา รายละเอียดสิ่งที่วัดว่ามีจำนวนหรือปริมาณเท่าใด เช่น การวัดส่วนสูงของเด็กเป็นการแปลงคุณลักษณะด้านความ สูงออกมาเป็นตัวเลขว่าสูงกี่เซนติเมตรหรือนักเรียนสอบวิชาคณิตศาสตร์ได้ 20 คะแนน ก็เป็นการแปลงคุณภาพ ด้านความสามารถในวิชาคณิตศาสตร์ออกมาเป็นตัวเลข โดยใช้แบบทดสอบ เป็นต้น ความหมายของการประเมินผล ( evaluation) การประเมินผล หมายถึงกระบวนการที่กระทำต่อจากการ วัดผล แล้ววินิจฉัย ตัดสิน ลงสรุปคุณค่าที่ได้จากการวัดผลอย่างมีกฎเกณฑ์ และมีคุณธรรม เพื่อพิจารณาตัดสินใจ ว่าสิ่งนั้นดีหรือเลว เก่งหรืออ่อน ได้หรือตก เป็นต้น ดังนั้น การวัดผลและการประเมินผลมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ การวัดผลจะทำให้ได้ตัวเลข ปริมาณ หรือรายละเอียดของคุณลักษณะหรือพฤติกรรมของบุคคล จากนั้นจะนำเอาผลการวัดนี้ไปพิจารณาเปรียบเทียบกับ เกณฑ์ที่กำหนดไว้เพื่อตัดสิน หรือลงสรุปเกี่ยวกับสิ่งนั้น ซึ่งเรียกว่าการประเมินผล การวัดผลและประเมินผลการศึกษา เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนการสอนตลอดเวลา ซึ่งจุดมุ่งหมายของ การวัดผลและประเมินผลนั้น ไม่ใช่เฉพาะการนำผลการวัดไปตัดสินได้-ตก หรือใครควรจะได้เกรดอะไรเท่านั้น แต่ ควรนำผลการวัดและประเมินนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาในหลาย ๆ ลักษณะดังนี้ 1. เพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน หมายถึงการวัดผลและประเมินผลเพื่อดูว่านักเรียนบกพร่อง หรือไม่เข้าใจในเรื่องใด ตอนใด แล้วครูพยายามสอนให้นักเรียนเกิดความรู้ มีความเจริญงอกงามตามศักยภาพของ ตนเอง จุดมุ่งหมายข้อนี้สำคัญมาก หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็น ปรัชญาการวัดผลการศึกษา (ชวาล แพรัตกุล. 2516 : 34) 2. เพื่อจัดตำแหน่ง (placement) การวัดผลและประเมินผลวิธีนี้เพื่อเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นๆ โดย อาศัยกลุ่มเป็นเกณฑ์ว่าใครเด่น-ด้อย ใครได้อันดับที่ 1 ใครสอบได้-ตก หรือใครควรได้เกรดอะไร เป็นต้น การวัดผล และประเมินผลวิธีนี้เหมาะสำหรับการตัดสินผลการเรียนแบบอิงกลุ่ม และการคัดเลือกคนเข้าทำงาน
29 3. เพื่อวินิจฉัย (diagnostic) เป็นการวัดผลและประเมินผลที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาความบกพร่องของ ผู้เรียนว่าวิชาที่เรียนนั้นมีจุดบกพร่องตอนใด เพื่อที่จะได้นำไปปรับปรุงแก้ไข ซ่อมเสริมส่วนที่ขาดหายไปให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในกระบวนการเรียนการสอนเรียกว่าการวัดผลย่อย (formative measurement) 4. เพื่อเปรียบเทียบ (assessment) เป็นการวัดผลและประเมินผลเพื่อเปรียบเทียบตนเอง หรือ เพื่อดู ความงอกงามของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาที่ต่างกัน ว่าเจริญงอกงามเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากน้อยเพียงใด เช่น การ เปรียบเทียบผลก่อนเรียน(pre-test) และหลังเรียน (post-test) 5. เพื่อพยากรณ์ (prediction) เป็นการวัดผลและประเมินผลเพื่อทำนายอนาคตต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร นั่นคือเมื่อเด็กคนหนึ่งสอบแล้วสามารถรู้อนาคตได้เลยว่า ถ้าการเรียนของเด็กอยู่ในลักษณะนี้ต่อไปแล้วการเรียน จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในเรื่องของการแนะแนวการศึกษาว่านักเรียนควรเรียนสาขาใด หรือ อาชีพใดจึงจะเรียนได้สำเร็จ แบบทดสอบที่ใช้วัด จุดมุ่งหมายในข้อนี้ ได้แก่ แบบทดสอบวัดความถนัด (aptitude test) แบบทดสอบวัดเชาว์ปัญญา (intelligence test) เป็นต้น 6. เพื่อประเมินผล( evaluation) เป็นการนำผลที่ได้จากการวัดไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เพื่อ ตัดสินลงสรุปให้คุณค่าของการศึกษา หลักสูตรหรือ เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลว่าเหมาะสมหรือไม่ และควร ปรับปรุงแก้ไขอย่างไร ประโยชน์ของการวัดผลและประเมินผลการศึกษา การวัดผลและประเมินผลการศึกษา มีประโยชน์ต่อ กระบวนการเรียนการสอนเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการตัดสินใจของครู ผู้บริหารและนักการ ศึกษา ซึ่งพอจะสรุป ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (อนันต์ ศรีโสภา. 2522 : 1-2) 1. ประโยชน์ต่อครู ช่วยให้ทราบเกี่ยวกับพฤติกรรมเบื้องต้นของนักเรียน ครูก็จะรู้ว่านักเรียนมีความรู้ พื้นฐานพร้อมที่จะเรียนในบทต่อไปหรือไม่ ถ้าหากว่านักเรียนคนใดยังไม่พร้อมครูก็จะหาทางสอนซ่อมเสริม นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูปรับปรุงเทคนิคการสอนให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพอีกด้วย 2. ประโยชน์ต่อนักเรียน ช่วยให้นักเรียนรู้ว่าตัวเองเก่งหรืออ่อนวิชาใด เรื่องใด ความสามารถของตนอยู่ใน ระดับใด เพื่อที่จะได้ปรับปรุงตนเอง ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องทางการเรียนของตนให้ดียิ่งขึ้น 3. ประโยชน์ต่อการแนะแนว ช่วยให้แนะแนวการเลือกวิชาเรียน การศึกษาต่อ การเลือกประกอบอาชีพ ของนักเรียนให้สอดคล้องเหมาะสมกับความรู้ความสามารถและบุคลิกภาพตลอดจนช่วยให้สามารถแก้ปัญหาทาง จิตวิทยา อารมณ์ สังคมและบุคลิกภาพต่างๆของนักเรียน 4. ประโยชน์ต่อการบริหาร ช่วยในการวางแผนการเรียนการสอน ตลอดจนการบริหารโรงเรียน ช่วยให้ ทราบว่าปีต่อไปจะวางแผนงานโรงเรียนอย่างไร เช่น การจัดครูเข้าสอน การส่งเสริมเด็กที่เรียนดี การปรับปรุง รายวิชาของโรงเรียนให้ดีขึ้น เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วยังมีประโยชน์ต่อการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในตำแหน่ง ต่าง ๆ ตามความเหมาะสม 5. ประโยชน์ต่อการวิจัย ช่วยวินิจฉัยข้อบกพร่องในการบริหารงานของโรงเรียน การสอนของครูและ ข้อบกพร่องของนักเรียน นอกจากนี้ยังนำไปสู่การวิจัย การทดลองต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษามาก 6. ประโยชน์ต่อผู้ปกครอง (พิตร ทองชั้น. 2524 : 7) ช่วยให้ทราบว่าเด็กในปกครองของตนนั้น มีความ เจริญงอกงามเป็นอย่างไร เพื่อเตรียมการสนับสนุนในการเรียนต่อ ตลอดจนการเลือกอาชีพของเด็ก นอกจากนี้ ยัง พบว่าไม่มีรูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งสามารถใช้ได้กับบทเรียนได้ทุกลักษณะ ใน การเรียนการสอนเนื้อหาในบทหนึ่งๆครูผู้สอนอาจจะต้องใช้รูปแบบมากกว่าหนึ่งรูปแบบมาผสมผสาน
30
31
32 5. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดิวอี้( Dewey. 2018: 66) กล่าวว่า ความสนใจ คือความรู้สึกชอบหรือความพอใจที่มีต่อสิ่งหนึ่ง แนวคิด ใดแนวคิดหนึ่งหรือกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง โพเวลล (Powell. 2019: 330) กล่าวว่า ความสนใจ หมายถึง แรงผลักดันที่กระตุ้นให้บุคคลกระทำสิ่งใด ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี จากความหมายที่กล่าวมา สรุปได้ว่า ความสนใจ หมายถึง ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งทั้งที่ เป็นบุคคล สิ่งของ กิจกรรม ซึ่งแสดงออกโดยการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมการติดตามความ เปลี่ยนแปลงของสิ่งที่ สนใจนั้น สุโท เจริญสุข ( 2558 : 72 ) ให้แนวการจัดการเรียนตามความสนใจของผู้เรียนไว้ดังนี้ 1. คำนึงถึงสัญชาติญาณความอยากรู้อยากเห็นของผู้เรียนโดยนำเอาเรื่องราวหรือสิ่งแปลกใหม่มาเล่า หรือแสดงให้นักเรียนดู 2. ทำบทเรียนให้สนุกโดยใช้อุปกรณ์การสอนหรือเทคนิควิธีการสอนหลาย ๆ รูปแบบ 3. ทำให้บทเรียนกระจ่าง โดยใช้ถ้อยคำที่ง่าย ๆ หรือ เน้นรูปธรรมมากกว่านามธรรม 4. ให้นักเรียนมีโอกาสแสดงความคิดเห็น หรือกระตุ้นให้ผู้เรียนร่วมกิจกรรมการเรียนอยู่เสมอ ด้วย การใช้คำถาม ใช้กิจกรรม หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ามาช่วยสอน 5. จัดสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวให้ผู้เรียนน่าสนใจ เช่น จัดนิทรรศการ การอภิปรายจัดชุมนุม จัดการ แสดงหนังสือ ฯลฯ วนิช บรรจง และคนอื่น ๆ (2558 : 33-34) เสนอแนะวิธีการสร้างความสนใจไว้ดังนี้ 1. ก่อนจะสอนเรื่องใดก็จาม ต้องสร้างความรู้พื้นฐานในเรื่องนั้น ๆ ให้แก่นักเรียนก่อน 2. จัดบทเรียนให้เหมาะกับความสามารถในการเรียนของนักเรียน 3. จัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ทำงานได้สำเร็จเป็นชิ้นเป็นอัน 4. ชี้แจงให้นักเรียนเห็นความก้าวหน้าของตนเอง ซึ่งเป็นแรงจูงใจที่จะทำให้นักเรียนอยากเรียนและมี ความสนใจในงานนั้นมากขึ้น 5. ในการสอนครูควรชี้ให้นักเรียนได้เห็นความน่าสนใจของเรื่องที่เรียน 6. จัดสภาพในการเรียนให้เป็นที่น่ารื่นรมย์ 7. ในการสอนแต่ละครั้ง ครูควรจัดหาอุปกรณ์การสอนที่เหมาะสมมาใช้ 8. ในการสอนแต่ละครั้ง ครูต้องมุ่งสร้างเจตคติที่ดีต่อวิชานั้นควบคู่ไปด้วย 9. ควรจัดให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมให้มากที่สุด
33 สรุปได้ว่า การสร้างความสนใจในบทเรียน เป็นหน้าที่ที่สำคัญของครูผู้สอนที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งจะต้องใช้เทคนิคและวิธีการสอนที่เร้าความสนใจดึงดูดความสนใจของผู้เรียน ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้สึกอยากจะเรียนรู้ติดตาม แสวงหาคำตอบเพื่อที่จะทำให้ผู้เรียน ประสบความสำเร็จในการ เรียน และสามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ดีให้กับนักเรียนได้ มัทนิน วรมาลา (พ.ศ. 2559) ได้ทาวิจัยเรื่อง การจัดการเรียนการสอนโดยกระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด ใช้นักศึกษาเป็นศูนย์กลาง รายวิชา SDM452 ซึ่งที่ผู้วิจัยได้นาเอาแนวทางปฏิบัติบางส่วนมาประยุกต์ใช้ในงานวิจัย นั้นคือการให้นักศึกษาเป็นผู้ออกแบบการเรียนการสอนของตนเองและเพื่อน ๆ ในห้องโดยนำเนื้อหัวข้อการเรียนรู้ จากครูผู้สอน นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยของ ปราณี รัตนชูศรี (พ.ศ. 2556) ได้ทาวิจัยเรื่อง เสริมสร้างทักษะการ ทำงานเป็นทีม โดยวิธีการสอนแบบการปฏิบัติงานกลุ่ม นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 2 สาขาวิชา การตลาด ที่ทำให้ทราบว่าการร่วมกันทำงานหรือช่วยเหลือกันในงานต่าง ๆ นั้น ทำให้งานมีประสิทธิภาพ และ บุคคลในกลุ่มนั้น ๆ ก็ประสบความสำเร็จด้วย ทฤษฏีและงานวิจัยต่าง ๆ นี้ ผู้วิจัยได้นำมาประยุกต์ใช้กับนักศึกษา จึงทำให้นักศึกษาเกิดแรงจูงใจในการเรียน เกิดการเรียนรู้ กระตือรือร้นมากขึ้น และมีผลสัมฤทธิ์ที่ดีตามลำดับ บัญชา แสนทวี (2560, หนา 58-65) ไดศึกษารูปแบบการสอนโดยใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิดเชิง เหตุผลของตัวแปรที่สงผลตอประสิทธิภาพของครูผูสอนในการจัดประสบการณใหแกเด็กระดับกอนประถมศึกษา สังกัดสํานักงาน คณะกรรมการปฐมศึกษาแหงชาติ กลุมตัวอยางเปนครูผูสอนระดับกอนประถมศึกษาในโรงเรียน ประถมศึกษา สังกัดสํานักงานคระกรรมการการปฐมศึกษาแห งชาติ เพื่อนครูผูประเมินการสอนชั้น กอน ประถมศึกษา และผูบริหารโรงเรียนเดียวกันกับครูผูสอน กลุมละ 500 คน รวมทั้งสิ้น 1,500 คน จาก 24 จังหวัด ใน 12 เขตการศึกษา ผลการวิจัย พบวา ตัวแปรที่มีอิทธิพลทางตรงตอประสิทธิภาพการสอนในการจัดประสบกา รณใหแกเด็กนั้น มี 8 ตัวแปร คือ ความเปนผูนําทาง วิชาการของผูบริหารโรงเรียน สมรรถภาพการใชสื่อการสอน แรงจูงใจในการปฏิบัติงานบุคลิกภาพ ลักษณะของครูผูสอน บรรยากาศในชั้นเรียน สาขาปฐมวัยหรืออนุบาล สุขภาพจิตที่ดีของครูผูสอน และการไดรับการสนับสนุนทางสังคมของครูผูสอน และตัวแปรที่มีอิทธิพลทางออมได แก เจตคติของ ครูตอนักเรียน ตัวแปรทั้งหมดสงผลตอประสิทธิภาพของครูผูสอนในการจัดประสบการณแกเด็กอย าง มีนัยสําคัญ สมชัย เคนจัตุรัส (2561, หนา 61-67) ไดศึกษาการสอนโดยใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด และ สมรรถภาพการปฏิบัติงานของครูประถมศึกษาที่ทําการสอนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัด สํานักงานการปฐมศึกษา จังหวัดชัยภูมิ โดยกลุมตัวอยางเปนครูประถมศึกษาที่ทําการสอนระดับชั้นมัธยมศึกษา ตอนตนใน โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จํานวน 269 คน ผลการศึกษาพบวา ดานสมรรถภาพการ ปฏิบัติ งานดานการสอน มีความคิดเห็นวา ครูสามารถทําตนใหเปนแบบอยางในการอนุรักษคานิยมที่ พึงประสงคของ สังคมไทย และครูมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับโครงสรางและความสัมพันธกับวิชา ตางๆ ดานสมรรถภาพการ ปฏิบัติงานวิชาการ มีความคิดเห็นวาครูมีสรรถภาพการปฏิบัติงานวิชาการ 14 อยูในระดับมากและดานสมรรถภาพ การปฏิบัติงานดานการใหคําปรึกษา แนะนํา พบวา ครูมีการ บริการสุขภาพอนามัยและการบริการแนะแนวอยูใน ระดับมาก นาฏยา ปั้นอยู(2562, หนา 61-67) ทำการวิจัยเรื่อง ผลการเรียนโดยใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด กลุมผลสัมฤทธิ์ ที่มีผลต่อเชาว์อารมณ์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา
34 ปีที่ 1 ผลการวิจัยพบวา 1) นักเรียนที่เรียนโดยใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิดกลุมผลสัมฤทธิ์มีเชาวอารมณหลัง การทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอยางมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
35 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน คือ 1. การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การดำเนินการทดลอง 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 35 คน 2. เครื่องมือและการสร้างเครื่องมือ 2.1 แผนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องพลังงานความร้อน โดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบการใช้ กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน 2.2 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ ที่ครูสร้างขึ้นก่อนเริ่มเรียน 2.3 แบบสอบถามวัดความสนใจในวิธีสอนวิชาวิทยาศาสตร์เรื่องพลังงานความร้อน อนึ่งแผนการสอนโดย ใช้กิจกรรมการเรียนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน ผู้วิจัยได้นำเครื่องมือรายการที่ 1 คือแผนการสอนเรื่องพลังงานความร้อน โดยการใช้กิจกรรมการเรียนแบบการใช้ กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน จากเอกสารงานวิจัยของวิไลพร ดำ สะอาด (2549 : 25) ที่ได้ผ่านการตรวจสอบหาคุณภาพของเครื่องมือมาแล้ว โดยลำดับขั้นตอนพอสังเขปดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตรและจุดประสงค์การเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานความร้อนรายละเอียด เกี่ยวกับการสร้างแผนการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือ (เทคนิคการสอนแบบ Jigsaw) จากเอกสาร ตำราและงานวิจัยต่าง ๆ ตลอดจนตัวอย่างกิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือ (เทคนิคการสอนแบบ Jigsaw) 2. ศึกษาหลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการเรียนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน 3. จัดแบ่งเนื้อหา เรื่องพลังงานความร้อน โดยใช้เวลา 3 ชั่วโมง
36 4. สร้างแผนการสอน จำนวน 1 แผน เวลา 3 ชั่วโมง มีจุดประสงค์การเรียนรู้คือปริมาณทางวิทยาศาสตร์ เวลา 3 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในเรื่องพลังงานความร้อนสร้างขึ้นตามคำอธิบายรายวิชาและตาม ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง มีวิธีการดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาคำอธิบายรายวิชาและหลักสูตร วิชาวิทยาศาสตร์โดยการพิจารณา จากผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เป็นแนวทางในการทำแบบทดสอบ 2. ใช้การหาคุณภาพของแบบทดสอบโดยการใช้การวิเคราะห์ค่าวิเคราะห์ดัชนีความสอดคล้องระหว่าง ข้อสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้โดยเลือกข้อที่มีความเที่ยงตรงมากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 ไว้เป็นข้อสอบปรนัย จำนวน 10 ข้อและอัตนัย 1 ข้อ ตามตารางที่ปรากฏดังนี้ การวิเคราะห์ดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้สูตรของ ล้วน สายยศและ อังคณา สายยศ 2539 (197-198) รายวิชา ปริมาณทางวิทยาศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3. แบบทดสอบวัดความสนใจในวิธีการสอนวิชาปริมาณทางวิทยาศาสตร์ เรื่องพลังงานความร้อน มี ลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ผู้วิจัยได้ใช้แบบของวิไลพร ดำสะอาด ที่ผ่านการทดสอบหา คุณภาพเบื้องต้นมาแล้ว เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) โดย ผู้วิจัยสร้างจากแนวคิดที่ได้จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีเนื้อหาเกี่ยวกับการวิจัยของครู ในด้าน ความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมในการทำวิจัยของครู เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันด้านนโยบาย การบริหารงานวิจัย ปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยของครู และพัฒนาจากเครื่องมือการวิจัยของ ภัทรวดี เทพพิทักษ์ (2550 : 103 - 112) พงศ์พัชรินทร์ พุธวัฒนะ (2545 : 258 - 266) พฤกษวรรณ ทองมาก (2549 : 105) โดยแบ่งเป็น 5 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ปัจจัยส่วนบุคคลของครูแบบตรวจสอบรายการ (Check List) และแบบให้เติมคำในช่องว่าง รวม 7 ข้อ ตอนที่ 2 สภาพการทำวิจัยของครูแบบตรวจสอบรายการ (Check List) และแบบให้เติมคำ ในช่องว่าง รวม 22 ข้อ ตอนที่ 3 ความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมด้านการทำวิจัยของครู จำนวน 34 ข้อ แบบมาตราส่วนประมาณ ค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ โดยมีหลักเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ 1. กรณีที่ข้อความมีลักษณะในทางบวก (Positive) ซึ่งได้แก่คาถามข้อที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 15, 16, 17, 18, 20, 22, 26, 28, 30, 31, 32,34 มีหลักเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดับมากที่สุด เท่ากับ 5 คะแนน ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดับมาก เท่ากับ 4 คะแนน ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดับปานกลาง เท่ากับ 3 คะแนน ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดับน้อย เท่ากับ 2 คะแนน ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดับน้อยที่สุด เท่ากับ 1 คะแนน 2. กรณีที่ข้อความมีลักษณะในทางลบ (Negative) ซึ่งได้แก่คาถามข้อที่ 13, 14, 19, 21, 23, 24, 27, 29, 33 มีหลักเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้
37 ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดับมากที่สุด เท่ากับ 1 คะแนน ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดับมาก เท่ากับ 2 คะแนน ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดับปานกลาง เท่ากับ 3 คะแนน ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดับน้อย เท่ากับ 4 คะแนน ครูมีทัศนะต่อความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิยมการทำวิจัย ในระดับน้อยที่สุด เท่ากับ 5 คะแนน ตอนที่ 4 ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามแบบของลิคเอิร์ท (Likert, อ้างถึงในผ่องศรี วาณิชย์ศุภวงศ์, 2546 : 132) แบ่งเป็น 5 ระดับ โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง ครูมีทัศนะต่อปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยในระดับมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง ครูมีทัศนะต่อปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยในระดับมาก ระดับ 3 หมายถึง ครูมีทัศนะต่อปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยในระดับปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง ครูมีทัศนะต่อปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยในระดับน้อย ระดับ 1 หมายถึง ครูมีทัศนะต่อปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยในระดับน้อยที่สุด ตอนที่ 5 เป็นแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบสอบถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อเสนอแนะในการพัฒนา วัฒนธรรมวิจัยของครู การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีรายละเอียดการสร้างเครื่องมือ ดังนี้ 1. คู่มือการใช้เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้ฐานทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ในชุดกิจกรรม ของ นักเรียน ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างคู่มือตามขั้นตอน ดังนี้ 1.1 กำหนดเนื้อหาที่จะเขียนในคู่มือการใช้ชุดกิจกรรมต่างๆ 1.2 ศึกษารายละเอียดต่างๆ ของชุดกิจกรรมวาดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้ง 4 ชุด 1.3 ดำเนินการเขียนส่วนประกอบต่างๆ ที่กำหนดไว้ในคู่มือการใช้ชุดกิจกรรม ซึ่งมีรายละเอียด ตามขั้นตอนดังนี้ 1.3.1 ข้อแนะนำในการใช้ชุดกิจกรรม 1.3.2 กำหนดการจัดการเรียนรู้ สำหรับนักเรียน 1.3.3 แผนการจัดการเรียนรู้โดยกำหนดเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งในแต่ละแผน ประกอบด้วย - มาตรฐานการเรียนรู้ - สาระสำคัญของเนื้อหา - ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง - จุดประสงค์การเรียนรู้ - สาระการเรียนรู้ - กิจกรรมการเรียนรู้ - ภาระชิ้นงาน - สื่อการเรียนรู้
38 - การวัดผล และประเมินผล - เครื่องมือที่ใช้ประเมิน - เกณฑ์การให้คะแนน - บันทึกหลังสอน - ข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา 1.4 นำคู่มือการใช้ชุดกิจกรรมต่างๆ ที่ผู้ศึกษาได้จัดทำขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบคุณภาพ ของคู่มือการใช้แบบฝึกเสริมทักษะทางวิชาการในด้านต่าง ๆ ประกอบด้วย 1.4.1 ด้านความเหมาะสมของกำหนดการจัดการเรียนรู้ 1.4.2 ด้านข้อแนะนำในการใช้แบบตามความคิดสร้างสรรค์ 1.4.3 ด้านความเหมาะสมของเนื้อหาสาระการเรียนรู้ 1.4.4 ด้านความสอดคล้องของจุดประสงค์การเรียนรู้กับสาระการเรียนรู้ 1.4.5 ด้านความเหมาะสมของกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 1.5 นำผลการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญมาหาค่าเฉลี่ยของความสอดคล้อง หรือค่า IOC โดยใช้ เกณฑ์ คะแนน 1 สำหรับข้อความที่มีความสอดคล้องกับเนื้อหา คะแนน 0 สำหรับข้อความที่ไม่แน่ใจว่ามีความสอดคล้องกับเนื้อหา คะแนน -1 สำหรับข้อความที่ไม่มีความสอดคล้องกับเนื้อหา 3. การดำเนินการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองโดยรูปแบบของการวิจัยซึ่งใช้กลุ่มเดียวมีลักษณะของการทดสอบ ก่อนเรียน (Pre-test) และทดสอบหลังเรียน (Post-test) 3.1 แบบแผนงานวิจัย ตารางที่1 ตารางแบบแผนการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ทดสอบก่อนเรียน ทดลอง ทดสอบหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในงานวิจัย T1 แทน คะแนนทดสอบก่อนเรียน X แทน การจัดกระทำ คือการใช้กิจกรรมการเรียนแบบกระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด T2 แทน คะแนนทดสอบหลังเรียน
39 3.2 วิธีดำเนินการวิจัย 3.2.1 อธิบายถึงการเรียนโดยการใช้กิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือ (เทคนิคการสอนแบบ Jigsaw) แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้วิธีประเมินผลการเรียนรู้ 3.2.2 ทดสอบก่อนเรียน (Pert - test) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์และ แบบทดสอบวัดความสนใจในเรื่องงบการเงินซึ่งผ่านการตรวจสอบหาคุณภาพแล้ว 3.2.3 ดำเนินการวิจัยโดยทำการสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่างในรายวิชาวิทยาศาสตร์จำนวน 3 ชั่วโมง โดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือ (เทคนิคการสอนแบบ Jigsaw) 3.2.4 เมื่อสอนครบ 3 ชั่วโมงแล้ว ทำการทดสอบหลังการทดลอง (Post - test) ด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบทดสอบวัดความสนใจซึ่งเป็นฉบับเดียวกันกับฉบับที่ใช้ก่อนการ ทดลอง 3.2.5 ตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบทดสอบวัดความสนใจในเรื่องพลังงาน ความร้อน โดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือ (เทคนิคการสอนแบบ Jigsaw) แล้วนำผลการวิเคราะห์โดยใช้วิธี ทางสถิติเพื่อทดสอบสมมุติฐาน 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ภายในกลุ่มทดลองระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลองโดยใช้ t-test for Dependent Sample 2. เปรียบเทียบความสนใจ ภายในกลุ่มทดลองระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลอง โดยใช้t-test for Dependent Sample 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล มีวิธีการดังนี้ 1. การศึกษาผลการเรียนก่อนและหลังการทดสอบโดยการใช้สื่อแบบจำลองโครงสร้างโมเลกุล ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ใช้วิธีการคำนวณหาค่าเฉลี่ยร้อยละโดยใช้สูตร ดังนี้ เมื่อ % คือคะแนนเฉลี่ยร้อยละ คือคะแนนผลการทดสอบของนักเรียนทุกคนรวมกัน % 100 = n x X x n คือจำนวนนักเรียนกลุ่มประชากร
40 2. การศึกษาผลการเรียนก่อนและหลังการทดสอบโดยการใช้สื่อแบบจำลองโครงสร้างโมเลกุล ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ใช้วิธีการคำนวณหาค่าเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยใช้สูตรดังนี้ 2.1 ค่าเฉลี่ย เมื่อ คือ คะแนนเฉลี่ย คือ คะแนนของนักเรียนทุกคนรวมกัน n คือ จำนวนนักเรียนกลุ่มประชากร 2.2 ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน เมื่อ S.D. คือความเบี่ยงเบนมาตรฐาน X คือ คะแนนของนักเรียนแต่ละคน f คือ ความถี่ของแต่ละคะแนน คือ ผลรวมของคะแนนของเด็กนักเรียนทุกคนรวมกัน n คือ จำนวนนักเรียนกลุ่มประชากร 3. สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ = ∑ แทนค่า คือ ดัชนีความสอดคล้องระหว่าง -1 ถึง +1 ∑ คือ ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 4. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน ขั้นตอนการทดสอบสมมติฐานทางสถิติมีดังนี้ 1. ตั้งสมมติฐานหลัก (H0) และสมมติฐานทางเลือก (H1) ให้มีความหมายตรงข้ามกันเสมอ 2. กำหนดระดับนัยสำคัญ α n x x = ( ) ( ) ( 1) . . 2 2 − − = n n S D fx fx x fx
41 3. เลือกตัวสถิติทดสอบที่เหมาะสม แล้วหาจุดวิกฤตเพื่อกำหนดบริเวณปฏิเสธ H0 ให้ สอดคล้อง กับ H0 และ α 4. คำนวณค่าสถิติที่ใช้ทดสอบจากตัวอย่างขนาด n ที่สุ่มมา 5. ตัดสินใจยอมรับหรือปฏิเสธ H0 โดยพิจารณาจากเงื่อนไขนี้ ถ้าค่าสถิติทดสอบที่คำนวณได้จาก ขั้นตอนที่ 4 ตกอยู่ในบริเวณยอมรับ เราจะตัดสินใจยอมรับ H0 แต่หากตกอยู่บริเวณปฏิเสธ จะตัดสินใจ ปฏิเสธ H0 6. สรุปผล นำข้อมูลที่ได้จากการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและแบบทดสอบหลังเรียนมาสร้างตาราง เปรียบเทียบคะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนของนักเรียนรายบุคคลมา เพื่อดูพัฒนาการ ของนักเรียนและจุดบกพร่องและวิเคราะห์ความก้าวหน้า ค่าความยากง่ายของข้อสอบ เป็นการตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบเป็นรายข้อ เพื่อพิจารณาว่าข้อสอบแต่ละข้อนั้น มีระดับความ ยากหรือค่าความง่าย ( Difficulty index or Easiness ) และค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ ( Disciminant index ) เพียงใด รวมทั้งพิจารณาถึงประสิทธิภาพของตัวลวงในข้อเลือกตอบของข้อสอบข้อนั้นด้วย ผลการ วิเคราะห์จะทำให้ทราบว่าข้อสอบแต่ละข้อมีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด ข้อสอบที่มีคุณภาพจะสามารถนำไป วัดและประเมินผลได้อย่างเที่ยงตรงและเชื่อมั่นได้แบบทดสอบที่ดีต้องมีความยากง่ายพอเหมาะ คือ ไม่ยากเกินไป และไม่ง่ายเกินไป ความยากง่ายของ แบบทดสอบพิจารณาได้จากผลการสอบของแบบทดสอบฉบับนั้นเป็นสำคัญ การพิจารณาความยากง่าย พิจารณาดังนี้ 1. การพิจารณาความยากง่ายของแบบทดสอบทั้งฉบับ 1.1 พิจารณาจากคะแนนรวมของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยพิจารณาจากคะแนนเฉลี่ยของ คะแนนรวมทั้งฉบับ - หากคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็ม แสดงว่าแบบทดสอบฉบับนั้นง่ายหรือ ค่อนข้างง่าย - หากคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็ม แสดงว่าแบบทดสอบฉบับนั้นยากหรือ ค่อนข้างยาก 1.2 พิจารณาจากค่าความยากง่ายของข้อคำถามรายข้อ โดยพิจารณาค่าเฉลี่ยของความยากราย ข้อ ทั้งฉบับ ความยากง่ายของข้อสอบรายข้อมีค่าอยู่ระหว่า 0 – 1.00 - หากค่าเฉลี่ยค่าความยากง่ายรายข้อทั้งฉบับสูงกว่า .50 แสดงว่าแบบทดสอบฉบับนั้นง่าย หรือ ค่อนข้างง่าย - ถ้าค่าเฉลี่ยของค่าความยากง่ายรายข้อทั้งฉบับต่ำกว่า .50 แสดงว่าแบบทดสอบฉบับนั้น ยาก หรือค่อนข้างยาก 2. การพิจารณาความยากง่ายของแบบทดสอบรายข้อ พิจารณาจำนวนผู้ตอบถูกในแต่ละข้อ - ถ้าข้อใดที่มีผู้ตอบถูกมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้สอบ แสดงว่าเป็นผู้สอบที่ง่ายหรือค่อนข้างง่าย
42 - ถ้ามีจำนวนผู้ตอบถูกน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้สอบทั้งหมด แสดงว่ายากหรือค่อนข้างยาก ค่า ความยากง่ายของข้อสอบ หมายถึง สัดส่วนของผู้ที่ตอบข้อคำถามนั้นถูก ซึ่งนิยมให้แทนค่า “ P ” มีค่า ตั้งแต่ 0 ถึง 1.00 การแปลความหมายค่า P : อาจแบ่งได้เป็น 5 ช่วง ดังนี้ ค่า P ระดับความยาก ความหมายเทียบสอบจาก ผู้สอบ 100 คน การพิจารณา 0 - .19 ยากมาก มีผู้ตอบถูกไม่ถึง 20 คน ควรปรับปรุงหรือตัดทิ้ง .20 - .39 ค่อนข้างยาก มีผู้ตอบถูก 20 - 39 พอใช้ได้ .40 - .59 ยากพอเหมาะ มีผู้ตอบถูก 40 - 59 ใช้ได้ .60 - .80 ค่อนข้างง่าย มีผู้ตอบถูก 60 - 80 พอใช้ได้ .81 - 1.00 ง่ายมาก มีผู้ตอบถูก 81 - 100 ควรปรับปรุงหรือตัดทิ้ง ดังนั้น ค่า ความยากง่าย ( p ) ของข้อสอบที่ควรนามาใช้ควรมาค่าระหว่าง .20 - .80
43 บทที่ 4 ผลการศึกษาค้นคว้า ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบนักเรียนก่อนเริ่มการทดลองวิจัยด้วยการสอนกระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด โดยที่ผู้วิจัยแจกแบบทดสอบให้นักเรียนทำก่อนเรียนแล้วบันทึกผลคะแนนจากเรื่องที่สอบดังตาราง ตารางที่ 1 แสดงผลการทดสอบก่อนและหลังเรียนโดยใช้วิธีการสอนปกติ ที่ ชื่อ-สกุล ทดสอบก่อนเรียน ครั้งที่ 1 ทดสอบหลัง เรียน ความแตกต่างค่าคะแนน (10 คะแนน) (10 คะแนน) 1 เด็กชายกฤษดา อัลซาดจาลี 2 5 3 2 เด็กชายณัฐภาส ใจยิ้ม 5 6 1 3 เด็กชายภาฆิน วันยาเล 1 5 4 4 เด็กชายณัฐพล อาดัม 3 5 2 5 เด็กชายฎีกากรณ์ บริรักษ์ 3 5 2 6 เด็กชายศรชัย พรมใหม 3 5 2 7 เด็กชายพลากร อาดัม 3 5 2 8 เด็กชายธนัท บุญเหล็ง 2 5 3 9 เด็กหญิงอารียา มูฮำหมัด 2 5 3 10 เด็กหญิงศิริลักษณ์ ว่าบ้านพลับ 1 5 4 11 เด็กหญิงภัสร์สุชา เกาไศยนันท์ 5 7 2 12 เด็กหญิงอานาตาเซีย อาดัม 3 6 3 13 เด็กหญิงภัทรวดี วงศ์เจริญ 4 6 2 14 เด็กหญิงกชกร แดงประทุม 4 6 2 15 เด็กชายชัยภัทร แซ่ตั้ง 6 7 1 16 เด็กชายวรินธรณ์ สุขสุภาพ 4 5 1 17 เด็กชายสรวิช โตวาท 3 6 3 18 เด็กชายอาทิตย์ สุขปราโมทย์ 4 5 1 19 เด็กชายนิคม นามคำ 4 6 2 20 เด็กหญิงอนัญญา ดิษเจริญ 4 5 1 21 เด็กหญิงฐิดาธาร ช้างเดชา 5 6 1 22 เด็กหญิงสายชล ปานหลุมข้าว 6 7 1 23 เด็กชายภาณุพงศ์ขันขาว 5 7 2 24 เด็กชายณัฐนนท์ ทาหะพรม 5 7 2 25 เด็กชายธราธิป ภู่สงฆ์ 3 4 1 26 เด็กชายพิทักษ์ชัย แก้วลอย 3 4 1
44 ตารางที่ 1 (ต่อ) ที่ ชื่อ-สกุล ทดสอบก่อนเรียน ครั้งที่ 1 ทดสอบหลัง เรียน ความแตกต่างค่าคะแนน (10 คะแนน) (10 คะแนน) 27 เด็กชายอภิศักดิ์ ศรีโสภา 4 4 0 28 เด็กชายอาณัติ โสธรรมมงคล 2 4 2 29 เด็กหญิงณัฐติกาล สมภาร 3 5 2 30 เด็กหญิงพัชภรณ์ ปลื้มใจ 1 6 5 31 เด็กหญิงพัชรี อินเพ็ชร์ 3 4 1 32 เด็กหญิงพิมลพัส สาธราลัย 3 4 1 33 เด็กหญิงธัญภรณ์ ศรีอุบล 4 5 1 34 เด็กชายนฤภัทร จีจอม 4 6 2 35 เด็กหญิงอรอุมา สืบเทพ 4 5 1 ค่าเฉลี่ย 3.50 5.50 1.97 ค่า S.D. 1.19 0.87 1.09 จากตารางที่ 1 แสดงให้เห็นว่าผลการทดสอบก่อนและหลังเรียนนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 นั้น โดยใช้ วิธีการสอนปกตินั้น นักเรียนทดสอบก่อนเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.50 คะแนน และมีค่าความเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 1.19 จากนั้นทดสอบหลังเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 5.50 คะแนน และมีค่าความเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 1.09 โดยนักเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นประมาณ 1.97 คะแนน และมีค่าความเบี่ยงเบน มาตรฐานเท่ากับ 1.09 ตารางที่ 2 แสดงผลการทดสอบก่อนและหลังเรียนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการ คิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน ที่ ชื่อ-สกุล ทดสอบก่อน เรียนครั้งที่ 2 ทดสอบหลังเรียน กระบวนการกลุ่ม พัฒนาการคิด ความ แตกต่างค่า คะแนน (10 คะแนน) (10 คะแนน) 1 เด็กชายกฤษดา อัลซาดจาลี 2 8 6 2 เด็กชายณัฐภาส ใจยิ้ม 5 7 2 3 เด็กชายภาฆิน วันยาเล 1 9 8 4 เด็กชายณัฐพล อาดัม 3 9 6 5 เด็กชายฎีกากรณ์ บริรักษ์ 3 9 6 6 เด็กชายศรชัย พรมใหม 3 7 4 7 เด็กชายพลากร อาดัม 3 7 4 8 เด็กชายธนัท บุญเหล็ง 2 6 4
45 ตารางที่ 2 (ต่อ) ที่ ชื่อ-สกุล ทดสอบก่อน เรียนครั้งที่ 2 ทดสอบหลังเรียน กระบวนการกลุ่ม พัฒนาการคิด ความ แตกต่างค่า คะแนน (10 คะแนน) (10 คะแนน) 9 เด็กหญิงอารียา มูฮำหมัด 3 6 3 10 เด็กหญิงศิริลักษณ์ ว่าบ้านพลับ 2 6 4 11 เด็กหญิงภัสร์สุชา เกาไศยนันท์ 5 7 2 12 เด็กหญิงอานาตาเซีย อาดัม 3 7 4 13 เด็กหญิงภัทรวดี วงศ์เจริญ 4 7 3 14 เด็กหญิงกชกร แดงประทุม 4 7 3 15 เด็กชายชัยภัทร แซ่ตั้ง 6 8 2 16 เด็กชายวรินธรณ์ สุขสุภาพ 5 6 1 17 เด็กชายสรวิช โตวาท 3 7 4 18 เด็กชายอาทิตย์ สุขปราโมทย์ 4 6 2 19 เด็กชายนิคม นามคำ 4 8 4 20 เด็กหญิงอนัญญา ดิษเจริญ 4 7 3 21 เด็กหญิงฐิดาธาร ช้างเดชา 4 8 4 22 เด็กหญิงสายชล ปานหลุมข้าว 5 8 3 23 เด็กชายภาณุพงศ์ขันขาว 6 9 3 24 เด็กชายณัฐนนท์ ทาหะพรม 7 8 1 25 เด็กชายธราธิป ภู่สงฆ์ 6 8 2 26 เด็กชายพิทักษ์ชัย แก้วลอย 5 9 4 27 เด็กชายอภิศักดิ์ ศรีโสภา 6 7 1 28 เด็กชายอาณัติ โสธรรมมงคล 7 9 2 29 เด็กหญิงณัฐติกาล สมภาร 4 8 4 30 เด็กหญิงพัชภรณ์ ปลื้มใจ 6 9 3 31 เด็กหญิงพัชรี อินเพ็ชร์ 7 8 1 32 เด็กหญิงพิมลพัส สาธราลัย 7 9 2 33 เด็กหญิงธัญภรณ์ ศรีอุบล 6 9 3 34 เด็กชายนฤภัทร จีจอม 7 8 1 35 เด็กหญิงอรอุมา สืบเทพ 6 8 2 ค่าเฉลี่ย 4.34 7.63 3.28 ค่า S.D. 1.65 1.04 1.63 จากตารางที่ 2 แสดงให้เห็นว่าผลการทดสอบก่อนและหลังเรียนนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 นั้น โดยใช้ วิธีการเทคนิคการสอนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน
46 นักเรียนทดสอบก่อนเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.34 คะแนน และมีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.65 จากนั้นทดสอบหลังเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 7.63 คะแนน และมีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.04 โดยนักเรียนมีค่าคะแนนเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นประมาณ 3.28 คะแนน และมีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.63 ตารางที่ 3 แสดงค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) (N = 32 คน) วิธีการสอน กลุ่ม ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) ค่าเฉลี่ยคิดเป็น ร้อยละ คะแนนเฉลี่ยเพิ่มคิด เป็นร้อยละ วิธีปกติ ก่อนเรียน 3.50 1.19 35.00 20.00 หลังเรียน 5.50 0.87 55.00 วิธีสอน แบบกลุ่ม ก่อนเรียน 4.34 1.65 43.40 32.90 หลังเรียน 7.63 1.04 76.30 จากตารางที่ 3 แสดงให้เห็นว่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่าโดยใช้วิธีการสอนปกตินักเรียนจะมีคะแนนเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เปรียบเทียบวิธีการสอนโดยใช้กระบวนการ กลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียนนั้น คะแนนของนักเรียนจะมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ร้อยละ 32.90
47 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาวิทยาศาสตร์โดยใช้กิจกรรมการเรียน แบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน แก้ปัญหานักเรียนไม่ ตั้งใจเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความสนใจในวิธีการสอนก่อนเรียนและหลังเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้ กิจกรรมการเรียนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิดการสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ในชั้นเรียน แก้ปัญหานักเรียนไม่ตั้งใจเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พัฒนาการเรียนการสอนและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนให้มากขึ้น สมมุติฐาน - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบการใช้กระบวนการ กลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกัน - ความสนใจในวิธีสอนวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบการเรียน แบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ในชั้นเรียน แก้ปัญหานักเรียนไม่ ตั้งใจเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกัน ขอบเขตของการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนนักเรียนชั้น ม.1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรียน 35 คน เวลาที่ใช้ในการทดลอง 1 ภาคเรียน สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง เนื้อหาที่ใช้ใน การวิจัย คือเนื้อหาใน รายวิชาวิทยาศาสตร์ซึ่งนำกิจกรรมการเรียนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน การดำเนินการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองโดยรูปแบบของการวิจัยซึ่งใช้กลุ่มเดียวมีลักษณะของการทดสอบ ก่อนเรียน (Pre-test) และทดสอบหลังเรียน (Post-test) .
48 3.1 แบบแผนงานวิจัย ตารางที่1 ตารางแบบแผนการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่าง ทดสอบก่อนเรียน ทดลอง ทดสอบหลังเรียน กลุ่มตัวอย่าง T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในงานวิจัย T1 แทน คะแนนทดสอบก่อนเรียน X แทน การจัดกระทำ คือการใช้กิจกรรมการเรียนแบบกระบวนการกลุ่มพัฒนาการคิด T2 แทน คะแนนทดสอบหลังเรียน 3.2 วิธีดำเนินการวิจัย 3.2.1 อธิบายถึงการเรียนโดยการใช้กิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือ (เทคนิคการสอนแบบ Jigsaw) แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้วิธีประเมินผลการเรียนรู้ 3.2.2 ทดสอบก่อนเรียน (Pert - test) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์และ แบบทดสอบวัดความสนใจในเรื่องงบการเงินซึ่งผ่านการตรวจสอบหาคุณภาพแล้ว 3.2.3 ดำเนินการวิจัยโดยทำการสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่างในรายวิชาวิทยาศาสตร์จำนวน 3 ชั่วโมง โดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือ (เทคนิคการสอนแบบ Jigsaw) 3.2.4 เมื่อสอนครบ 3 ชั่วโมงแล้ว ทำการทดสอบหลังการทดลอง (Post - test) ด้วย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบทดสอบวัดความสนใจซึ่งเป็นฉบับเดียวกันกับฉบับที่ใช้ก่อนการ ทดลอง 3.2.5 ตรวจแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบทดสอบวัดความสนใจในเรื่องพลังงาน ความร้อน โดยใช้กิจกรรมการเรียนแบบร่วมมือ (เทคนิคการสอนแบบ Jigsaw) แล้วนำผลการวิเคราะห์โดยใช้วิธี ทางสถิติเพื่อทดสอบสมมุติฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล 1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ภายในกลุ่มทดลองระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลองโดยใช้ t-test for Dependent Sample 2. เปรียบเทียบความสนใจ ภายในกลุ่มทดลองระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลอง โดยใช้t-test for Dependent Sample
49 สรุปผลการศึกษา จากตารางบันทึก ในการทดสอบก่อนและหลังเรียนโดยวิธีปกติให้นักเรียนศึกษาจากในหนังสือและการ สอนตามปกติพบว่านักเรียนมีคะแนนก่อนทดสอบร้อยละ 35.00 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังการทดสอบร้อยละ 55.00 คิดเป็นคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2 คะแนน แต่เมื่อใช้แสดงผลการทดสอบก่อนและหลังเรียนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบการใช้กระบวนการกลุ่ม พัฒนาการคิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน วิธีการสอนแบบร่วมมือ พบว่านักเรียนมีคะแนนก่อน ทดสอบร้อยละ 43.40 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังการทดสอบร้อยละ 76.30 คิดเป็นคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.90 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3-4 คะแนน ดังนั้นจากการศึกษาสรุปได้ว่าการสอนโดยใช้สื่อเทคนิคการสอนแบบการใช้กระบวนการกลุ่มพัฒนาการ คิด การสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรมในชั้นเรียน วิธีการสอนแบบร่วมมือ มีผลทำให้ค่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ของ นักเรียนมีค่าสูงขึ้นมากกว่าการใช้วิธีการสอนแบบปกติทั่วไป ข้อเสนอแนะ 1. ควรมีการศึกษาใช้สื่อหลายๆแบบเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพที่มีผลต่อการเรียน และอาจจะเพิ่ม วิธีการใช้ให้หลากหลายมากขึ้น 2. การสอนด้วยกระบวนการกลุ่มควรมีการตั้งหัวหน้ากลุ่มเพื่อเป็นผู้นำความคิดให้กับเพื่อนในกลุ่ม เหมือนเป็นตัวแทนของครูในการกระตุ้นเพื่อนนักเรียนให้เรียนรู้ 3. การจัดกิจกรรมกลุ่มจะใช้เวลามาก คุณครูควรหาเวลาว่างจัดกลุ่มนักเรียนก่อนล่วงหน้าแล้วจึงจะเริ่ม กิจกรรมกลุ่มในเวลาที่สอนจริงจึงจะเหมาะสมและได้ผลดีขึ้น
50 บรรณานุกรม สถาบันส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. แนวการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2558. สลิลลา ชาญเชี่ยว. การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และแบบฝึกทักษะกระบวนการทาง กลุ่มพัฒนาการคิด. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2558. สิทธิพล ใจเย็น. การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะความรู้ 7 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้ ของนักเรียนขั้นพื้นฐาน ชั้นประถมศึกษา-มัธยมศึกษา. 2559. กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรประกาศนัยบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2559. สำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา, 2559. 346 หน้า. ประกอบ มณีโรจน์. เรียนรู้สู่การปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน. พิมพ์ครั้งที่2. กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์ B.E.C.,2544. 129 หน้า. นัยนา หิรัญญชาติธาดา. วิจัย : การปรับพฤติกรรมนักศึกษาขาดความรับผิดชอบต่อการเรียนวิชา สังคมศึกษา รหัส 35022211 โดยการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐานและปรับพฤติกรรม แบบยอมรับ ไพฑูรย์ สิลารัตน์. ปฏิรูปการศึกษา : แนวคิดและหลักการตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ:วิญญูชน, 2559. 240 หน้า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. วิธีการทางสถิติสำหรับการวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 4. กาฬสินธุ์ : สำนักพิมพ์ ประสานการพิมพ์, 2560. 168 หน้า กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. 2560. เอกสารชุดเทคนิคการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสำคัญ ที่สุดการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ. โรงพิมพ์การศาสนากรมศาสนา.กรุงเทพฯ. Savery, J. (2019) . What is Problem-based learning? : http.//edweb.sdsu.edu/ Clirt/learningtree/PBL/PBLadvantages.html Wilson, C. E. A. (2020). A Vision of a preferred curriculum for the 21st century : Action research in school administration : http://www. Samford.edu/pbl Woods, (2020). Problem-based learning and problem solving. In Russell Kenley (2019) . “Problem Based Learning : within a traditional teaching environment” , AUBEA conference, University of Technology Sydney, New South Wales.