The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พุทธภูมิศึกษา โดย เก็บ สะแกกรัง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by suphakitth2537, 2022-06-05 09:11:42

พุทธภูมิศึกษา โดย เก็บ สะแกกรัง

พุทธภูมิศึกษา โดย เก็บ สะแกกรัง

ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ 1

2 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ

รวบรวม : พระมหาทองเกบ็ ญาณพโล (สุขพล)
พมิ พ์คร้ังท่ี 2 : 19 กมุ ภาพนั ธ์ 2562
จำนวน : 500 เลม่
พสิ ูจน์อกั ษร : เกบ็ สะแกกรัง
จัดรูปแบบ : หมู เมืองอุบล

: ศุภกิตต์ิ คามลู ตรี
ปก : โอ อภิรูปากร

: วรไกร กญุ ชนะรงค์
พมิ พ์ท่ี : รุ่งเจริญการพมิ พ์
พสิ ูจน์อกั ษร : กญั ณฏั ฐ์ เจียมรุจีกลุ

: ศุภฤกษ์ ตติยะชยากุล
ประสำนงำน : สุรเชษฎพงศ์ ตตยิ ะชยากลุ

: ณฎั ฐนนั ท์ ตติยะชยากุล
: พมิ พณ์ ฏั ชยา ตติยะชยากลุ
: สุภา จนั ทะยาสาคร
ข้อมูลตดิ ต่อ : วดั ปากน้า ภาษีเจริญ กรุงเทพฯ
โทร : 082 456 5190
Email : [email protected]

คำนำ

ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ 3

(พมิ พ์คร้ังที่ ๒)
ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ เป็ นตน้ กลา้ ท่ีผลิผล
จากการไปศึกษาและปฏิบัติธรรมเชิงลึกของสถาบัน
โพธิคยาวิชชาลยั ๙๘o และวดั ไทยกุสินาราเฉลิมราชยซ์ ่ึง
เป็ นความสาเร็จแห่งฝันท่ีอยากจะไปกราบสักการะพุทธ
สถาน ณ ประเทศอินเดียสักคร้ังหน่ึงในชีวิต ผูเ้ ขียนได้
รวบรวมขอ้ มูลบรรยายตามเส้นทางไหวพ้ ระในสังเวชนีย
สถานอินเดีย-เนปาล พร้อมท้ังเอกสารอื่นๆ จากครูบา
อาจารย์ โคยเฉพาะอย่างย่ิงคือพระเดชพระคุณพระราช
รัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทฺโธ) และ ดร. พระมหาปรีชา กต
ปญุ โญ
นับเป็ นพลงั บุญแห่งศรัทธาของครอบครัวอภิรูปา
กร ท่ีเห็นคุณค่าปรารถนาจะสนับสนุนและเผยแผ่ จึง
อุปถมั ภก์ ารพิมพใ์ นคร้ังน้ี ขอผลานิสงส์แห่งบุญจงสาเร็จ
แก่ครอบครัวอภิรูปากรทุกประการ และขอจงเป็ นบารมี
ประดบั ประคองส่องทางใหด้ วงจิตของขา้ พเจา้ สะอาดผ่อง
ใสทุกภพทกุ ชาติตลอดไป เทอญ.

พระมหาทองเกบ็ ญาณพโล (สุขพล)
สำรบัญ

4 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ

เรื่อง หน้ำ

ความเบ้ืองตน้ 1

อารัมภพจน์ 11

ลุมพินีปฐมบทแห่งการกา้ วเดิน 13

ประสูติพระโพธิสตั ว์ 15

เสด็จออกบรรพชา 21

พุทธคยาทตุ ิยบทแห่งพลงั ศรัทธา 47

การตรัสรู้ 57

ตน้ พระศรีมหาโพธ์ิ 74

พาราณสีตติยบทแห่งธรรมภาษติ 85

แม่น้าคงคา 89

ธมั เมกขสถปู 70

พพิ ธิ ภณั ฑส์ ารนาถ 103

ราชคฤห์จตดุ ถบทแห่งความเจริญรุ่งเรือง 117

พระเจา้ พิมพิสาร 119

อคั รสาวกซา้ ย-ขวา 127

โอวาทปาติโมกข์ 130

นาลนั ทาปัญจมบทแห่งความยงิ่ ใหญ่ 147

ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ 5

เร่ือง หน้ำ
มหาวิทยาลยั นาลนั ทา 148
พระพทุ ธองคค์ า 153
ไพสาลีฉฏั ฐมบทแห่งความงดงาม 158
กูฎาคาร ป่ ามหาวนั 160
ภิกษุณีสงฆร์ ูปแรก 162
ปาวาลเจดีย์ 167
กุสินาราสัตตมบทแห่งความอาลยั 176
มหาปรินิพพานสูตร 177
มกุฎพนั ธนเจดีย์ 192
สาวตั ถีอฏั ฐมบทแห่งสุขพรรษา 198
วดั พระเชตวนั มหาวิหาร 203
ยมกปาฏิหาริย์ 207
สรุป 45 พรรษา 237
บรรณานุกรม
เก่ียวกบั ผรู้ วบรวม

6 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ

ลูก..เขำเรียกไป เขำใช้ทำ น่ะ
เขำไม่เรียก อย่ำไป เขำไม่ใช้ อย่ำเสือก
ท่ีนน่ั ..ผ้ใู หญ่มันเยอะ เรำมนั ผ้นู ้อย

พ่ออยู่มำเก่ำ พ่อรู้...
พระอปุ ัชฌำย์

อย่ำพองลมนะลกู นะ
เรำมันจน มกี เ็ กบ็ ไว้บ้ำง
สี่ส่วน ใช้สักสำม เกบ็ สักส่วนกย็ งั ดนี ่ะ
ถูกอยู่คนเดยี ว เดย๋ี วเจ็บป่ วยจะไม่มีรักษำ..

พ่อ-แม่

ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ 7

ควำมเบือ้ งต้น
อินเดีย เป็ นดินแดนแห่งอารยธรรมที่สาคัญและ
เก่าแก่ท่ีสุดแห่งหน่ึงของโลก ซ่ึงมีอาณาเขตกวา้ งใหญ่
ไพศาล ดงั คาว่า “อินเดีย เป็ นอนุทวีปแห่งเอเชีย” ด้วยมี
ความหลากหลาย ท้ังเช้ือชาติ ศาสนา ภาษา วฒั นธรรม
และประเพณีต่างๆ ตลอดจนวิถีชีวิต อุปนิสัยใจคอ ที่
มีอตั ตลกั ษณ์เฉพาะ ไม่เหมือนกบั ประเทศใกลเ้ คียง
พระพุทธศาสนาเรียกอินเดียวา่ “ชมพูทวีป” แต่ชาว
อินเดียเรียกตนเองว่า “ภารตวรรษ” หมายถึง ท่ีอยูข่ องชาว
ภารตะ หรือ ฮินดูสถาน ส่วนคาว่า “อินเดีย” เกิดจากช่ือ
ของแม่น้าสินธุ ท่ีชาวเปอร์เซียเรียกเพ้ียนว่า “ฮินดู”
ชาวกรีกเรียกวา่ “อินดสั ” องั กฤษ เรียกวา่ “อินเดีย”
อินเดีย ต้งั อยใู่ นเอเชียใต้ มีพ้ืนที่ประมาณ 3,287,590
ตารางกิโลเมตร (อนั ดบั 7 ของโลก) ทิศเหนือติดเนปาล ธิ
เ บ ต จี น แ ล ะ ภู ฏ า น ต ะ วัน ต ก ติ ด กับ ป า กี ส ถ า น
ตะวนั ออกเฉียงเหนือติดพม่า ตะวนั ออกติดบังคลาเทศ
ทิศใตต้ ิดศรีลงั กา ท่ีเหลือติดคาบสมุทรอินเดีย ปัจจุบัน
เมืองหลวงช่ือ กรุงนิวเดลี (New Delhi)

8 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ

เมืองสาคัญ เช่น มุมไบ เป็ นศูนยก์ ลางทางการค้า
การเงิน เป็ นเมืองท่าที่สาคญั เป็ นแหล่งผลิตภาพยนตร์,
บังกาลอร์ เป็ นเมืองศูนยก์ ลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
โดยเฉพาะอิเลก็ ทรอนิกส์ ดา้ นการบินและอวกาศ, เจน
ไน เป็นศูนยก์ ลางธุรกิจในภาคใตข้ องอินเดีย อุตสาหกรรม
หลกั คือรถยนต์

สภาพภูมิอากาศแตกต่างกันมาก เน่ืองจากตอน
เหนืออยู่ในเขตหนาว ขณะที่ตอนใตอ้ ยู่ในเขตร้อน ทาง
เหนือมีแมน่ ้าสินธุ และคงคาไหลผา่ น จึงอดุ มสมบรู ณ์กวา่
ตอนใต้ ซ่ึงมีแตแ่ มน่ ้าสายส้นั ๆ อุณหภมู ิเฉล่ีย 40 องศา ใน
ฤดูร้อน และฤดูหนาว ประมาณ 10 องศา ประชากร
ประมาณ 1,120 ลา้ น(อนั ดบั 2 ของโลก)

อินเดียใชภ้ าษาฮินดีเป็นส่วนใหญ่ ภาษาองั กฤษเป็น
ภาษาราชการและธุรกิจ นอกจากน้ันยงั มีภาษาทอ้ งถ่ิน
มากมาย เช่น ภาษาอรู ดู เตลูกู เบงกาลี ทมิฬ ปัญจาบีฯลฯ

ดา้ นเช้ือชาติ เป็นอินโดอารยนั 72%, ดราวิเดียน 25%,
มองโกลอยด์ 2%, และอ่ืนๆ 1%,

ดา้ นศาสนา อินเดียเป็นฮินดู 81.3%, มุสลิม 12
พทุ ธและเชน 2.5%,คริสต์ 2.3%, ซิกข์ 1.9%, อื่นๆ

เงินตรา ใช้ รูปี (1 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 60 รูปี )

ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ 9

สินคา้ ส่งออก อญั มณี ผลิตภณั ฑซ์ อฟตแ์ วร์ เส้ือผา้
สาเร็จรูป เคมีภัณฑ์ เวชภัณฑ์ เครื่องหนัง, สินค้านาเขา้
ปิ โตรเลียม น้ามนั เครื่องใชไ้ ฟฟ้า เครื่องจกั ร เหล็ก และ
ป๋ ุยการเกษตร

ตลาดส่งออก สหรัฐฯ ฮ่องกง เยอรมนี องั กฤษ ญี่ป่ นุ
ตลาดนาเขา้ สหรัฐฯ เบลเย่ียม องั กฤษ เยอรมนี สิงคโปร์
มาเลเซีย และญี่ป่ นุ

การเมือง เป็ น ประชาธิ ปไตยระบบรัฐสภา
(Parliamentary Democracy) การปกครอง เป็ นระบบ
สาธารณรัฐ (Federal Republic)มีประธานาธิ บดีเป็ น
ประมุขของรัฐ และเป็นประมุขของฝ่ายบริหาร แต่อานาจ
การบริ หารท่ีแท้จริ งอยู่ท่ีนายกรัฐมนตรี อานาจการ
ปกครองแบ่งเป็นรัฐต่างๆ 29 รัฐ และอีก 7 สหภาพ ซ่ึงจะ
ข้ึนตรงกบั รัฐบาลกลาง (Union Territories)

อินเดียแยกศาสนาออกจากการเมือง (secular state)
เคร่ืองหมายประจาชาติ (National Emblem) คือ จตุรสิงห์
(สิงห์ 4 ตัวหันหลังชนกนั ) ซ่ึงเป็ นส่วนยอดของเสาหิน
ท่ีพระเจา้ อโศกทรงสร้างข้ึน ในศตวรรษท่ี 3 พบท่ีสารนาถ
สิงโตท้งั 4 คือกาฬสิงห์ บณั ฑุสิงห์ ติณสงห์ และเกสรสิงห์

10 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ

สถิตอยู่บนแท่นกลม ล้อมรอบด้วยสัตว์บริวาร 4 ชนิด
เปรียบดงั ผพู้ ิทกั ษท์ ิศท้งั 4 ซ่ึงมีความหมายดงั น้ี

ชา้ ง หมายถึง การปฏิสนธิ ตะวนั ออก (ปัญญา)
ววั หมายถึง เดือนประสูติ ตะวนั ตก (อดทน)
สิงโต หมายถึง ประกาศธรรม เหนือ (อานาจ)
มา้ หมายถึง ออกบวช ใต้ (ความคล่องแคล่ว)
สัณฐานน้ีต้งั อยู่บนดอกบวั ซ่ึงเป็ นสัญลกั ษณ์แทน
แหล่งอนั เป็ นตน้ กาเนิดแห่งชีวิต และแรงบนั ดาลใจใน
การสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม และความเจริญรุ่งเรือง ส่วน
ดา้ นล่างจารึกดว้ ยอกั ษรเทวนาครีวา่ “สตั ยะเมวะ ชะยะเต”
(Satayameva Jayate) หมายถึง “ความจริงชนะทุกอยา่ ง”
เครื่องหมายประจาชาติน้ี ฯพณฯ ศรีเยวาห์ลาล
เนรูห์ นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ได้ประกาศใช้
เม่ือพุทธศกั ราช 2493
ธงชาติ เป็ นธงไตรรงค์แนวนอน มี 3 สี คือ สีส้ม
(กล้าหาญ และเสียสละ) สีขาว(บริสุทธ์ิ และความจริง)
และสีเขียว (ศรัทธา และอุดมสมบูรณ์) ตรงกลางมีวงลอ้
ธรรมจกั ร มี 24ซ่ี ดร.ราธ กฤษณนั (Dr.S.Radha krishnan)
ประธานาธิบดีอินเดียกลา่ ววา่ “วงลอ้ น้ี คือ การเคล่ือนไหว
อินเดียไม่ควรจะต่อตา้ นความเปล่ียนแปลง อินเดียต้อง

ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ 11

เคลื่อนไหวและก้าวไปขา้ งหน้า วงลอ้ น้ี เป็ นสัญลกั ษณ์
แทนการเปลี่ยนแปลงอยา่ งสนั ติ”

จุดกลางหน้าผาก เป็ นสัญลักษณ์เฉพาะของชาว
อินเดียที่ตา่ งชาติสนใจเป็นอยา่ งมาก โดยเฉพาะสุภาพสตรี
จะนิยมแตม้ หรือ จุด ที่กลางหน้าผาก จุดน้ี เรียกว่า ติกะ
(tika) หรือ ติลลัก (tillak) หรือ บินดี (Bindi) โดยท่ัวไปจะ
นิยมใช้สีแดง เขาเชื่อว่า จุดน้ี เป็ นเสมือนขุมหรือแหล่ง
พลงั ของชีวิต และที่ตอ้ งจุดไวก้ ลางหน้าผาก ก็เพราะว่า
กลางหน้าผาก หรืออุณาโลม คือ ตาท่ีสาม อนั เป็ นแหล่ง
ขุมทรัพยท์ างด้านปรัชญาชีวิต และความจริงที่ซ่อนอยู่
ภายใน ตาที่สาม จึงเป็ นกาลงั แห่งปัญญา ส่วนผูห้ ญิงท่ี
แต่งงานแล้ว จะเจิมสีแดง ลากยาวจากชายผมข้ึนไป
เรียกวา่ สินธูล ผชู้ ายอาจเจิมเป็นเส้นรากยาวแนวนอน 2
เส้นบา้ ง 3 เส้นบา้ ง อนั น้นั คือสัญลกั ษณ์ของผูน้ ับถือศิวะ
ส่วนแนวต้ังเป็ นพวกนับถือวิษณุ เรียกว่า “วีหาสาน์”
หมายถึง แท่นท่ีประทบั ของเทพเจา้ นน่ั เอง

เอกลักษณ์การแต่งกายของชาวอินเดีย คือ กูรตี
กูรต้า ชุดสูท หญิง-ชาย ที่ยาวถึงเข่า หรือสตรีนิยมชุด
สาหรี (Sahri) บุรุษนิยมชุด โดธี (Dhoti) โดยเฉพาะผสู้ ูงวยั
ซ่ึงจะแตกต่างกันไปบ้าง ก็เฉพาะสีสันความประณีต

12 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ

เท่าน้ัน เฉพาะสาหรี จะมีความยาวหลายเมตร และกวา้ ง
ประมาณหน่ึงเมตร วิธีการนุ่ง จะใชป้ ลายขา้ งหน่ึงซุกไว้
ในกระโปรงคลา้ ยชุดซับใน ส่วนชายอีกขา้ งหน่ึงจะพนั
รอบเอว แลว้ พบั เป็ นตะเข็บด้านหน้า แลว้ ตวดั ขา้ มไหล่
ซ้ายทิ้งชายห้อยลงไปดา้ นหลงั เช่นเดียวกบั การพาดสะไบ
เฉวียงบา่ หรืออาจจะนุ่งแบบโจงกระเบนก็ได้ แลว้ ดึงชาย
มาคลุมศีรษะ อนั น้ีเป็นเอกลกั ษณ์เฉพาะของชาวอินเดีย

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็ นศาสนาท่ีเก่าแก่ท่ีสุดใน
อินเดีย ซ่ึงเป็นเทวนิยม ไม่สามารถบอกนามผกู้ ่อต้งั ได้ ซ่ึง
ชาวฮินดู จะบูชาเทพเจา้ ผูย้ ่ิงใหญ่ หรือ มหาเทพ 3 องค์
ไดแ้ ก่

1. พระพรหม พระผสู้ ร้าง (Creator)
2. พระวษิ ณุ (นารายณ์) พระผรู้ ักษา (Preserves)
3. พระศิวะ (อิศวร) พระผทู้ าลาย (Destroyer)
ลักษณะของเทพท้ัง 3 องค์น้ี แสดงให้เห็นเป็ น
ธรรมาธิษฐานว่า “โลกมีการเกิดข้ึน (อุปาทิ) ดารงอยู่ หรือ
การรักษา (ฐิติ) และมีการสลายไป (ภงั คะ)” การบูชาเทพ
ท้ัง 3 ในรูปของปุคคลาธิษฐาน จึงถือว่าเป็ นการบูชา
เพ่อื ใหเ้ ขา้ ถึงสภาวะธรรมท้งั 3 ซ่ึงเป็นส่ิงที่มีอยคู่ ู่กบั โลกน้ี
มหาเทพท้ัง 3 จะผลัดเปลี่ยนกันเป็ นใหญ่ตามยุคสมัย

ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ 13

แลว้ แต่ผูเ้ คารพจะยกเทพองค์ใดข้ึนเป็ นใหญ่ในยุคน้ัน ๆ
และเทพองค์น้ันๆ ก็จะมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและความ
เป็นอยู่ ขณะน้ีมีนิกายหลกั ใหญ่ ๆ 2 นิกาย คือ

1. ไศวะนิกาย (Shiva Sects) นบั ถือพระศิวะ
2.ไวษณพนิกาย (Vishnu Sects) นบั ถือพระวษิ ณุ
สัญลกั ษณ์ที่สาคญั ของศาสนาฮินดู คือ อกั ษรคาว่า
“โอม” อนั หมายถึงมหาเทพท้งั 3 องค์ ซ่ึงรวมอยูด่ ว้ ยกนั
เรียกว่า “ตรีมูรติ” ชาวฮินดูจะถือว่าเป็ นอกั ษรศักด์ิสิทธ์ิ
และเช่ือวา่ เป็นอกั ษรตวั แรกท่ีเกิดข้ึนมาในโลก

1. โ. หมายถึง พระวษิ ณุ
2. อ. หมายถึง พระศิวะ
3. ม. หมายถึง พระพรหม
ศาสนาฮินดู มีคมั ภีร์สาคญั ช่ือ “พระเวท” (Vedic)
ซ่ึงมีอยู่ 3 คมั ภีร์ เรียกวา่ “ไตรเพท” ไดแ้ ก่
1. ฤคเวท (Rigveda) เป็ นคมั ภีร์ประเภทคาฉันท์ ซ่ึง
เป็นบทร้อยกรองสาหรับใชใ้ นพิธีสวดสรรเสริญเทพองค์
ตา่ ง ๆ และถือวา่ เป็นคมั ภีร์ที่เก่าแก่ท่ีสุด
2. ยชุรเวท (Yajurveda) เป็นคมั ภีร์ประเภทร้อยแกว้
ว่าดว้ ยกฎระเบียบวิธีในการประกอบพิธีกรรมการบูชายญั
และพธิ ีบวงสรวงสังเวยเทพเจา้

14 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ

3. สามเวท (Samveda) เป็ นคมั ภีร์ประเภทคาฉันท์
สาหรับสวดในพธิ ีกรรมถวายน้าโสม (สุรา) แด่พระอินทร์
และใชข้ บั กล่อมเทพองคอ์ ่ืน ๆ

นอกจาก 3 คมั ภีร์น้ีแลว้ ยงั มีอีกคมั ภีร์หน่ึงซ่ึงเกิดข้ึน
ภายหลงั ช่ือวา่ “อถรรพเวท” (Atharvaveda) เป็นที่รวบรวม
บทคาถาหรือเวทมนต์ต่าง ๆ สาหรับร่ายเพื่อขจดั เสนียด
จญั ไร นาสวสั ดิมงคล มาสู่บคุ คล และกาจดั ศตั รูปัจจามิตร
เป็ นเรื่ องเก่ี ยวกับ “ไสยศาสตร์ ”ชาวฮิ นดูถือว่ามี
ความสาคญั จึงนับรวมเขา้ เป็ นหน่ึงในพระเวท กลายเป็ น
พระเวทที่ 4 เรียกวา่ “จตุรเวท”

ชาวฮินดูเชื่อว่า “พระเวท” ไม่ใช่ผลงานท่ีมนุษย์
สร้าง แต่เป็นวจนะของพระเป็นเจา้ ผสู้ ูงสุด ที่ถ่ายทอดผา่ น
ฤาษี ในสมัยโบราณ แล้วพวกฤาษีเหล่าน้ันก็ได้นามา
ถ่ายทอด แก่ศิษยใ์ นสานกั และไดส้ ืบทอดต่อ ๆ มา และมี
ขอ้ บญั ญตั ิไวใ้ นคมั ภีร์พระเวทว่า พวกพราหมณ์ที่บริสุทธ์ิ
คือ เป็นพราหมณ์ท้งั ทางฝ่ายบิดาและมารดาเท่าน้นั จึงจะมี
สิทธ์ิได้เรียนหรือได้รับการถ่ายทอด คือ จะต้องเป็ น
พราหมณ์โดยกาเนิดเท่าน้ัน และเพราะความสาคญั ของ
คมั ภีร์พระเวทน้ีทาให้ชาวฮินดู ต้งั แต่สมยั โบราณไดแ้ บ่ง
บคุ คลออกเป็นวรรณะ (Class) 4 วรรณะ คือ

ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ 15

1. พราหมณ์ ถือวา่ เป็นวรรณะที่สูงสุด เพราะเชื่อวา่
เกิดจากพระโอษฐ์ของพระพรหม มีหน้าที่ศึกษาทรงจาคมั ภีร์
พระเวท รวมท้งั เป็นผปู้ ระกอบพิธีกรรมต่าง ๆ

2. กษตั ริย์ เป็นวรรณะท่ีรองลงมา เพราะเชื่อวา่ เกิด
จากพระพาหา(แขน)ของพระพรหม มีหน้าท่ีในการ
ปกครอง และทาสงคราม ป้องกนั เขตแดนของตน

3. แพศย์ เป็นวรรณะของคนส่วนมากในสังคม เช่ือ
ว่าเกิดจากพระโสณี (สะโพก)ของพระพรหม มีหน้าท่ี
ประกอบอาชีพคา้ ขายและทาเกษตรกร

4. ศูทร มีหน้าท่ีทางานทว่ั ไป แมง้ านหนัก งานเบา
ก็ตอ้ งทา ถือวา่ เกิดจากเทา้ ของพระพรหม

ฝ่ ายนิติบัญญัติ เป็ นระบบรัฐสภา ประกอบด้วย
ราชยสภา มีสมาชิก 245 คน ส่วนใหญ่มาจากการเลือกต้งั
อีกส่วนมาจากการแต่งต้งั โดยประธานาธิบดี และโลก
สภา อยใู่ นวาระคราวละ 5 ปี (เวน้ แต่จะมีการยบุ สภา)

ฝ่ายบริหาร คณะรัฐมนตรี มีทา่ นนายกเป็นหวั หนา้ ฯ
ฝ่ ายตุลาการ ศาลฎีกาเป็ นศาลสูงสุด แต่งต้ังโดย
ประธานาธิบดี และในระดบั รัฐ จะมีศาลสูงเป็นศาลสูงสุด
ของแต่ละรัฐ รองลงมาเป็ นศาลบริ วาร (Subordinate
Courts) ซ่ึงแตกตา่ งกนั ในแตล่ ะรัฐ

16 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ

ได้ยินว่า…อนั ว่า เมืองอนิ เดีย?

เมือง คนใช้หัว
เมือง ผวั เฝ้าห้าง
เมือง เดินทางต้องทาใจ
เมือง วัวเป็นใหญ่นกั เลงโต
เมือง สุดโอ่เร่ืองวรรณะ
เมือง พระแก้ผ้า
เมือง ศาสนาปรัชญา
เมือง บ้าคิคเกท็
เมือง เวจข้างถนน
เมือง คนขขี้ อ
เมือง พอไม่เป็น
เมือง เห็นสัจจะธรรมฯ

ดร.พระมหาน้อย.

ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ 17

อำรัมพจน์
ชมพูทวีป คือ ดินแดนแห่งอารยธรรมท่ีมีความ
เจริญรุ่งเรือง และมีอิทธิพลทางความคิด เร่ืองศาสนา
ปรัชญา ซ่ึงมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล มีความม่ันคง
ทางดา้ นสังคม วฒั นธรรม เศรษฐกิจ และการศึกษา ปัจจุบนั
คือ กลุ่มประเทศอินเดีย เนปาล ปากีสถาน และ ศรีลงั กา ซ่ึง
ศาสนาสาคญั ๆ ในโลก ลว้ นมีถิ่นกาเนิดมาจากดินแดน
แห่งน้ี
คร้ังพุทธกาล ชมพูทวีป มีแควน้ ใหญ่ 16 แควน้ ซ่ึง
มีช่ือปรากฏในอุโบสถสูตร คือ องั คะ, มคธ, กาสี,โกศล,
วชั ชี, เจตี, มลั ละ,วงั สะ, กุรุ, ปัญจาละ, มจั ฉะ, สุรเสนะ,
อสั สกะ, อวนั ตี, คนั ธาระ, และกมั โพชะ ใน16 แควน้ น้นั
มีเมืองใหญท่ ี่สาคญั 6 เมือง คือ ราชคฤห์ จาปา สาเกต สา
วตั ถี พาราณสี และโกสัมพี
ในฐานะที่เป็ นพุทธบุตร การเขา้ ใกลพ้ ระพุทธองค์
ท้งั ทางกายวาจาและใจ โดยอาศยั แผ่นดินในแดนพุทธภูมิ
ท้งั 4 แห่ง ซ่ึงเรียกวา่ สังเวชนียสถาน เพื่อเป็นสื่อยกระดบั
จิตใจให้เข้าถึงความเป็ นพุทธะที่แทจ้ ริง เป็ นส่ิงท่ีควร
กระทาสักคร้ังหน่ึงในชีวิต ซ่ึงสมดงั พุทธภาษิต ในมหา

18 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ

ปรินิพพานสูตรว่า “ดูก่อนอานนท์ สังเวชนียสถาน1 ท้งั 4
เป็ นสิ่งท่ีกุลบุตร ผูม้ ีความเลื่อมใส ศรัทธา ควรเห็น ดว้ ย
ระลึกว่าพระตถาคต ประสูติท่ีน้ี, พระตถาคตตรัสรู้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ที่น้ี, พระตถาคต ยงั พระ
ธรรมจกั รให้เป็นไปแลว้ ท่ีน้ี, และพระตถาคตเสด็จดบั ขนั ธ์
ปรินิพพานดว้ ยอนุปาทิเสสนิพพานท่ีน้ี, ดูก่อนอานนท์ ชน
เหลา่ ใดเท่ียวจาริกไปยงั เจดียเ์ หล่าน้นั แลว้ มีจิตเล่ือมใส มีใจ
ศรัทธา ชนเหล่าน้นั ท้งั หมด เบ้ืองหนา้ แต่ตายมลายไป จกั
เขา้ ถึงสุคติ โลกสวรรค”์ 2

จากพุทธภาษิตน้ัน เป็ นเสมือนการยืนยนั ความ
ศักด์ิสิทธ์ิของแผ่นดินท้ัง 4 แห่ง และเป็ นการช้ีบอก
ขุมทรัพยท์ ี่ทรงคุณค่าให้แก่ลูก ๆ ท้งั 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก อบุ าสิกา ใหเ้ ขา้ มากราบสักการะบชู า และร่วมกนั รับ
มรดกพินัยกรรมคาสอนของพระพุทธบิดร เพื่อนาไป
ป ร ะ พ ฤ ติ ป ฏิ บัติ เ ป็ น ทุ น ห นุ น น า ใ ห้ชี วิ ต มี ค ว า ม
เจริญรุ่งเรือง และมีความสุขเกษมสาราญตามแต่กาลงั
ของผปู้ ฏิบตั ิสืบไป.

1 สถานที่อนั บุคคลพงึ รู้แจง้ พร้อมวา่ พระพุทธเจา้ ประสูติที่นี่, ตรัสรู้ที่นี่,
ประกาศธรรมท่ีน่ี, และปรินิพพาน ที่น่ี. (ส+วิ+ชา+อนีย)

2สุตตนั ตปิ ฏก ทีฆนิกาย มหาวรรค เลม่ 2 ภาค 1, 2525.

ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ 19

ลุมพนิ ปี ฐมบทแห่งการก้าวเดนิ

เมือง พุทธอทุ ยานลมุ พินี
เมือง มายาเทวีวิหาร
เมือง มหาบุรุษประสูติกาล
เมือง ปาฎิหารย์ ๗ ก้าวเดินจร
เมือง เปล่งอาสภิวาจา
เมือง เสาศิลาอโศกอนสุ รณ์
เมือง เสดจ็ นิวตั ิพระนคร
เมือง เวสสันดรบาเพญ็ บารมี
เมือง โบกขรณีสุขเกษมศานต์
เมือง มรดกโลกจักรวาล
เมือง ภาพโบราณลา้ ค่าคู่บุรินทร์
เมือง น้อมจินต์กราบท่ีประสูติพุทธองค์ฯ

ที่มา..คู่มือพระธรรมวิทยากรฯ

20 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ

ลมุ พนิ ีปฐมบทแห่งการกา้ วเดิน
ลุมพินี คือสถานท่ีประสูติของพระพุทธเจา้ ปัจจุบนั
ต้งั อยู่ในตาบลลุมมินเด ประเทศเนปาล ซ่ึงอินเดียภายใต้
การปกครองขององั กฤษได้ยกพ้ืนที่บริเวณสวนลุมพินี
ให้แก่เนปาล หลงั สิ้นสุดสงครามปราบกบฎซีปอย3 พ.ศ.
2400 แต่ในคร้ังพุทธกาล ลุมพินีอยรู่ ะหว่างกรุงกบิลพสั ดุ์
และกรุงเทวทหะ
ประเทศเนปาล เป็ นชนเผ่าเนวารี เป็ นประเทศที่ไม่มี
ทางออกสู่ทะเล พ้ืนท่ีส่วนใหญ่เป็ นภูเขาและป่ าไม้ มี
ประชากรราว30ลา้ น(พ.ศ.2559) ส่วนมากใชภ้ าษาเนปาลี มี
พ้ืนท่ี 145,319 ตร.กม. ส่วนมากเป็ นภูเขา 32% ป่ า 14%
พ้ืนท่ีเพาะปลูก 13% ประชากรส่วนใหญ่เป็ นฮินดู 86%
พทุ ธ 8%,อิสลาม 3%, คริสตร์ประมาณ 50,000
แต่องคก์ รอิสระสารวจพบวา่ มีผนู้ ับถือศาสนาพุทธ
มากกว่า 40% เพราะท้งั ศาสนาพุทธและฮินดู ผสมผสาน
กลมกลืน และให้เกียรติซ่ึงกนั และกนั แมว้ ่าจะมีวชั รยาน

3ซีปอย เพ้ียนมาจากภาษาเปอร์เซีย ว่า ซีปาร์ หมายถึง ทหาร

ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ 21

และตนั ตระก้นั ระหวา่ งท้งั สอง แต่ไม่สามารถจะแยกออก
จากกนั ไดอ้ ยา่ งชดั เจน

พระโพธิสัตวป์ ระสูติ
คร้ังน้นั พระโพธิสัตว4์ สถิต ณ รัตนวิมาน ช้นั ดุสิต
ทรงพระนามว่า เสตเกตุเทพบุตร5 ท้าวมหาพรหมและ
เทวราชในสวรรคท์ ้งั 6 ไดอ้ าราธนาให้จุติในโลกมนุษย์
เพ่ือตรัสรู้เป็ นพระพุทธเจ้า ประกอบกับบุพนิมิตท้ัง 5
ปรากฏ คือดอกไมป้ ระดบั เห่ียวแหง้ ,ผา้ อาภรณ์เศร้าหมอง,
เหง่ือไหลออกจากรักแร้,ผิวพรรณเศร้าหมอง,และเทวดาก็
ไม่ยินดีในทิพยอาสน์, จึงทรงพิจารณา ปัญจมหาวิโลกนะ
คือ กาล ทวปี ประเทศ ตระกลู และมารดา6
กาล คือช่วงเวลาชีวิต เพราะมนุษย์ ถ้ามีอายุมาก
เกินไป ก็ไม่อาจเห็นไตรลกั ษณ์ หรือหากส้ันเกินไป ก็ไม่
อาจเห็นสจั ธรรม แต่น้ีเป็นยคุ ที่มนุษยม์ ีอายรุ าว 100 ปี จึง
เป็ นกาลสมควรท่ีจะลงมาตรัสรู้ธรรม

4 พระโพธิสัตว์ คอื ผูบ้ าเพญ็ บารมีเพื่อตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ
5อรรถกถาภยเภรวสูตร มชั ฌิมนิกาย มลู ปัณณาส์ เลม่ 1
6สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส, ปฐมสมโพธิกถา

22 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ

ทวีป ทรงเห็นว่า ชมพูทวีปเป็ นทวีปท่ีเหมาะสม
เพราะเป็นทวีปท่ีเจริญรุ่งเรืองมงั่ คงถาวร และพระพุทธเจา้
ในอดีตลว้ นประสูติในชมพูทวีป และกรุงกบิลพลั ดุ์แควน้
สักกะ ก็ต้งั อยใู่ นชมพูทวีป

ประเทศ ทรงเห็นว่า มชั ฌิมประเทศ คือ ทอ้ งถิ่นที่
เป็ นศูนย์กลางของชมพูทวีป ซ่ึงบัดน้ีอยู่ในอินเดีย
ปากีสถาน เนปาล เป็นสถานที่เหมาะที่จะลงมาตรัสรู้

ตระกูล ทรงเห็นวา่ ตระกูลเจา้ ศากยะวงศเ์ ป็นตระกลู
ที่เหมาะสม และพระเจา้ สุทโธทนะ กส็ ร้างบารมีปรารถนา
ท่ีจะเป็ นพระราชบิดา

มารดา ทรงเห็นพระนางสิริมหามายา ผูท้ รงศีล และ
สะสมบารมีมาหน่ึงอสงไขย ซ่ึงสมควรเป็นพระมารดา ท้งั
จะมีพระชนมส์ ืบไป หลงั จากพระโอรสประสูติเพียง 7วนั
สตั วอ์ ่ืนไมอ่ าจอาศยั คพั โภทร(ครรภ)์ บงั เกิดไดอ้ ีก

ในวนั อาสาฬหปูรณมี ปี ระกา ก่อนพุทธศก 80 ปี
พระองค์เสด็จลงสู่ครรภพ์ ระมารดา ขณะน้นั พระนางสิริ
มหามายา ไดท้ รงพระสุบินนิมิตว่า ทา้ วมหาราชท้งั 4ได้
ยกแท่นบรรทมของพระนางไปวางท่ีมโนศิลา ใตต้ น้ สาละ
ณ ป่ าหิมพานต์ มีเทพธิดาพานางไปสรงสนานในสระ
อโนดาต เพอ่ื ชาระมลทิน ขณะน้นั มีเศวตกญุ ชร(ชา้ งเผือก)

ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ 23

ถือดอกบวั ขาว (ปณุ ฑริก) เขา้ มากระทาประทกั ษณิ 3 รอบ
และเขา้ สู่พระอุทรเบ้ืองขวาของนาง จากน้ัน ก็ทรงพระ
ครรภจ์ นครบทสมาส (10 เดือน)

ประเพณีนิยมของชนอินเดีย คือ ฝ่ ายหญิงจะกลบั
ไปคลอดบตุ ร ณ ถ่ินกาเนิดของตน ดว้ ยเหตนุ ้ีเมื่อเวลาใกล้
จะประสูติกาล พระนางสิริมหามายา จึงเสด็จกลบั กรุง
เทวทหะโดยสีวิกามาส(วอทอง) แวดลอ้ มดว้ ยหมู่มุขเสนา
อามาตยข์ า้ ราชบริพาร ถึงลุมพินีวนั พระนางทรงประชวร
พระครรภ์ จึงโปรดให้หยุดพักที่ใต้ต้นสาละ และทรง
ประทบั ยนื หนั พระปฤษฎางคพ์ ิงเขา้ กบั ตน้ สาละ พระหตั ถ์
ขวาเหนี่ยวกิ่งสาละ ทอดพระเนตรไปยงั ทิศปาจีน กาลน้นั
พระโพธิสัตว์ ก็ประสูติจากคพั โภทร ณ วนั ศุกร์ ข้ึน 15 ค่า
เดือน 6 เวลาใกลเ้ ที่ยง (ตะวนั ยงั ไม่ตรงศีรษะ) และทรง
เพียบพร้อมดว้ ยมหาบรุ ุษลกั ษณะ 32 ประการ

การประสูติน้ัน ไม่เปรอะเป้ื อนด้วยครรภ์มลทิน
ด้วยมีหมู่เทพยดามารองรับ และมีท่อธารน้าทิพยอ์ นั อุ่น
สบายสนานพระวรกาย ดงั ที่พระพุทธองคต์ รัสว่า “ดูกร
อานนท์ ในกาลใด พระโพธ์ิสัตวอ์ อกจากครรภข์ องมารดา
ในกาลน้ันเป็ นผูส้ ะอาด ไม่เป้ื อนดว้ ยมลทิน เหมือนแก้ว
มณีบนผา้ เน้ือเกล้ียงอนั นามาแต่แควน้ กาสี แกว้ ก็ไม่เป้ื อน

24 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ

ผา้ ผา้ ก็ไม่เป้ื อนแกว้ เพราะสะอาดท้งั สองฝ่าย”7 มหาบุรุษ
ไดว้ างพระบาทท้งั สองพร้อมกนั บนพ้ืนโลก8 จากน้นั ผิ
นพระพกั ตร์ไปทางทิศอุดร และเสด็จดาเนินได้ 7 ก้าว
เหลียวดูทิศท้ัง 4 พร้อมเปล่ง อาสภิวาจาว่า “อคฺโคหมสฺมิ
โลกสฺส เชฎฺ โฐหมสฺมิ โลกสฺส เสฎฺ โฐหมสฺมิ โลกสฺส อยมนฺ
ติมา เม ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ9 ความว่า เราเป็ นผูเ้ ลิศ
ที่สุด เราเป็ นผูเ้ จริญที่สุด เราเป็ นผูป้ ระเสริฐที่สุด ใน
โลก การเกิดคร้ังน้ีเป็นคร้ังสุดทา้ ย ภพต่อไปไมม่ ีอีก”

พระบาทแรกท่ีย่าง คือ พระบาทขวา ซ่ึงเป็ นธรรมดา
ของพระมหาบุรุษ ท่ีปรากฏตามอนุพยญั ชนะ 80 (ขอ้ ท่ี13)
พระประยูรญาติ พร้อมกันขนานพระนามว่า “อังคีรส”
แปลวา่ “ผมู้ ีรัศมีแผซ่ ่านออกจากสรีระ”

วนั น้ันมีส่ิงอศั จรรยท์ ี่เกิดข้ึนพร้อมกบั พระองค์ คือ
พระนางพิมพา, พระอานนท์, นายฉันนะ, กาฬุทายี, ม้า
กณั ฐกะ, ตน้ ศรีมหาโพธ์ิ, ขุมทรัพย์ 4 คือ สังขนิธิ, เอลนิธิ,
อุบลนิธิ,ปณุ ฑริกนิธิ เรียกวา่ สหชาติ 7 ประการ

7ที.ม.10/22,ท.ี อ.2/1-99,ม.อ.3/591
8พระสุตตนั ตปิ ฎก ขทุ ทกนิกาย ปฏิสมั ภทิ ามรรค เลม่ 7 ภาค 1
9ที.มหา. 10/26/17

ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ 25

เมื่อประสูติได้ 3 วนั อสิตะดาบส หรือ กาฬะเทวิล
ผไู้ ดฌ้ านสมาบตั ิ เป็นกุลุปกาจารยข์ องพระเจา้ สุทโธทนะ
ไดท้ ราบขา่ วการประสูติ จึงเขา้ เฝ้าเมื่อเห็นพระบาท ท้งั
สอง ของพระกมุ าร ก็ทราบดว้ ยญาณวา่ พระกุมารน้ี จะได้
ตรัสรู้เป็นศาสดาเอกของโลก จึงดีใจหัวเราะ ประนมหตั ถ์
อภิวาทยุคลบาท แต่กลบั คิดไดว้ า่ ตนจะสิ้นชีพก่อน ไม่ได้
ฟังธรรม ก็ร้องใหเ้ สียใจ ขณะน้นั พระเจา้ สุทโธทนะ ก็กม้
กราบพระกมุ ารตามอสิตดาบส10 (กราบคร้ังท่ี 1)

ประสูติได้ 5 วนั พระเจา้ สุทโธทนะและประยูรญาติ
ไดเ้ ชิญพราหมณ์ 108 เขา้ เฝ้า และไดค้ ดั เลือกพราหมณ์ ผู้
ทรงคุณวิเศษ 8 ท่าน ไดแ้ ก่ รามพราหมณ์, ลกั ษณะพราหมณ์,
ยญั ญพราหมณ์,ธุชพราหมณ์, โภชพราหมณ์, สุทตั ตพราหมณ์,
สุยามพราหมณ์, และโกณฑัญญพราหมณ์ เพ่ือทานาย
ลกั ษณะ พราหมณ์ท้งั 8 เวน้ โกณฑญั ญะ ทานายเป็น 2 นยั
คือ ถา้ อยูใ่ นฆราวาสวิสัย จะไดเ้ ป็นพระเจา้ บรมจกั รพรรด์ิ
แต่ถา้ ออกบวชจะไดต้ รัสรู้เป็ นพระสัมมาสัมพุทธเจา้ แต่
โกณฑญั ญะ ทานายเป็นคติเดียววา่ จะออกบวช และจะได้

10พระสุตตนั ตปิ ฎก ขทุ ทกนิกาย เถรคาถา เลม่ 2

26 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ

ตรัสรู้เป็ นพระสัมมาสัมพุทธเจา้ พากนั ขนานพระนามว่า
สิทธตั ถะ11 แปลวา่ “ผมู้ ีความปรารถนาอนั สาเร็จได”้

ประสูติได้ 7 วนั พระนางสิริมหามายา ก็เสด็จ
สวรรคตไปบงั เกิดในสวรรค์ช้ันดุสิต พระเจา้ สุทโธทนะ
ได้มอบให้เป็ นภาระของพระนางปชาบดี (พระน้านาง)
เป็นผเู้ ล้ียงดู แมว้ า่ พระนางจะมีพระโอรสและพระธิดา คือ
นนั ทะ และรูปนนั ทา แต่ก็ทรงมอบให้นางนมเล้ียงดู ส่วน
พระนางไดเ้ ล้ียงดูสิทธตั ถะกุมารดว้ ยพระองคเ์ อง

ในพิธีวปั ปมงคล เมื่อมีอายุ 7 ขวบ พระเจา้ สุทโธทนะ
โปรดให้พระกุมารร่วมพิธี จดั ให้พกั อยูใ่ ตต้ น้ หวา้ ถึงเวลา
พวกพ่ีเล้ียงไปร่วมพิธี ปล่อยให้อยู่ตามลาพงั เม่ือโอกาส
สงดั จึงเจริญอานาปานสติ ยงั ปฐมฌานใหเ้ กิดข้ึน ธรรมดา
เงาแห่งตน้ ไม้ ยอ่ มคลอ้ ยไปตามแสงพระอาทิตย์ แต่เงาตน้
หวา้ ยงั ปรากฏเป็นปกติไมเ่ คลื่อนไปตาม12 ปรากฏเป็นเหตุ
อศั จรรยแ์ ก่บรรดาพี่เล้ียงที่กลบั มา จึงกราบทลู ใหพ้ ระเจา้ สุ
ทโธทนะทราบ พอเสด็จมาเห็นปาฏิหาริย์ ก็ยกพระหัตถ์
อภิวาทตรัสวา่ เมื่อวนั ท่ีเราเชิญท่านอสิตดาบส กท็ รงทา

11อา้ งแลว้
12พระสุตตนั ตปิ ฎก มชั ฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม 1 ภาค 3 - หนา้ 140

ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ 27

ปาฏิหาริย์ ปรากฎบนชฎาของพระดาบสเราก็ไหวค้ ร้งั หน่ึง
คร้ังน้ีก็อญั ชลีเป็นวาระท่ีสอง และเชิญพระกุมารเขา้ พระ
นครดว้ ยความเบิกบานพระทยั

ตอ่ มาพระเจา้ สุทโธทนะ โปรดใหข้ ดุ สระ 3 สระ คือ
ปลูกปทุมชาติบัวหลวง,ปลูกปุณฑริกบัวขาว, และปลูก
อุบลบวั สาย, ให้พระกุมารทรงสาราญ ทรงจดั เคร่ืองหอม
และผา้ โพกพระเศียร อนั มีค่าจากแควน้ กาสี เพ่อื จะบาเรอ
ใหล้ ุ่มหลงในกามารมณ์ จากน้นั ไดส้ ่งไปศึกษาศิลปวิทยา
ในสานกั ครูวิศวามิตร ซ่ึงพระราชกุมารก็สนพระทยั และ
ทรงศึกษาศิลปวิทยาต่างๆ รวม 18 ศาสตร์ ไดค้ ล่องแคล่ว
แม่นยา ท้งั ยงั ทรงแสดงศิลปะการยิงธนู ในท่ามกลางหมู่
ประยรู ญาติ ไดอ้ ยา่ งองอาจแกลว้ กลา้ สมพระเกียรติ

เม่ือมีพระชนั ษา 16 ปี พระเจา้ สุทโธทนะ ทรงเห็น
ว่าควรจะมีพระเทวี จึงสั่งให้สร้างปราสาท 3 หลงั คือ
รัมยปราสาท, สุรัมยปราสาท, สุภปราสาท, เพ่ือเป็ นที่
ประทบั ในแต่ละฤดู และตรัสขอพระนางยโสธรา(พิมพา)
พระราชบุตรีของพระเจ้าสุปปพุทธะแห่งเทวทหะ ซ่ึง
ประสูติแต่พระนางอมิตา (พระกนิษฐภคินีของพระองค์)
มาอภิเษกเป็ นพระชายา

มลู เหตุเสด็จออกบวช

28 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ

ด้วย เหตุท่ี พร ะร าช บิ ด าปร าร ถ นา จะ ใ ห้สื บ ร า ช
บลั ลงั ก์ จึงบาเรอให้เพลิดเพลินในวยั ดว้ ยกามคุณ วนั หน่ึง
มีโอกาสเสด็จประพาสพระนคร ทอดพระเนตรเห็นเทวทตู
คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ เกิดการเบื่อหน่ายชีวิต
คิดหาทางออกโดยดาริว่า สรรพส่ิง ยอ่ มมีของที่เป็นขา้ ศึก
ต่อกนั คือ เมื่อมี มืด ก็มีสวา่ ง,มีทกุ ข์ ก็ตอ้ งมีสุข,จึงนอ้ มใจ
ที่จะออกบวชแสวงหาโมกขธรรมอนั จะนาไปสู่ความสุข

วนั น้นั พระนางกีสาโคตรมี ราชกญั ญาแห่งศากยะ
ทอดพระเนตรเห็นมหาบรุ ุษลกั ษณะ ทรงเกิดจิตปฏิพทั ธ์
กล่าวสรรเสริญคุณสมบตั ิ วา่

นิพฺพตุ า นูน สา มาตา นิพฺพุโต นูน โส ปิ ตา
นิพฺพตุ า นูน สา นารี ยสฺสาย อีทิโส ปตีติ ฯ
แปลวา่ หญิงใดเป็นมารดาของพระกุมารน้ี หญิงน้นั
ดบั ทุกขไ์ ดแ้ น่ ชายใดเป็นบิดาของพระกุมารน้ี ชายน้นั ดบั
ทุกข์ได้แน่ พระกุมารน้ี เป็ นสามีของนางใด นางน้ันดบั
ทกุ ขไ์ ดแ้ น่ฯ
เจา้ ชายสิทธัตถะทรงสดบั คาว่า นิพฺพุตา ความดบั
ทุกข์ อนั หมายถึง นิพพาน ทรงดาริวา่ นางผนู้ ้ีทาใหเ้ ราได้
สดบั คุณบทแห่งพระนิพพาน จึงถอดสร้อยมุกดาประทาน
เป็ นรางวลั ยามเย็นวนั น้ันมหาบุรุษได้รับข่าวมงคลว่า

ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ 29

พระชายาของพระองค์ไดป้ ระสูติพระกุมาร จึงทรงดาริว่า
ห่วงได้เกิดแล้ว และขนานนามพระกุมารว่า “ราหุล”
แปลวา่ “บว่ ง”

เม่ือตกลงท่ีจะบวช ก็เห็นมีทางเดียวคือตอ้ งเสดจ็ หนี
ณ ราตรีน้ันพระองค์ตื่นบรรทมเห็นนางบาเรอผูฟ้ ้อนรา
นอนหลบั เกลื่อนกล่ายไม่งดงาม ปรากฏเป็ นดุจซากศพ
ในป่ าชา้ จึงควา้ พระขรรค์ และเรียกนายฉนั นะ ให้เตรียม
ม้า กัณ ฐ ก ะ จ า ก น้ ั น เ ส ด็ จ ไ ป ป ร า ส า ท พ ร ะ น า ง พิ ม พ า
ทอดพระเนตรเห็น พระนางบรรทมสนิทพระกรกอด
พระโอรสอยู่ ดาริจะอุม้ โอรส ก็เกรงว่าพระนางจะตื่น จึงตดั
พระทัยอาลัยรัก ทรงม้ากัณฐกะ เสด็จหนีออกบวชทาง
ประตูดา้ นทิศบูรพาพร้อมดว้ ยนายฉนั นะ

เมื่อเสด็จพน้ พระนคร พญาวสั สวดีมารเห็นมหา
บุรุษ สละราชสมบตั ิออกบวชจึงหา้ มว่า “ชา้ ก่อนสิทธตั ถะ
ท่านอย่ารีบร้อนออกบวชเลย เพราะอีก 7 วนั รัตนจกั ร
จะปรากฏแก่ท่าน ๆ จะเป็ นบรมจกั รพรรด์ิ เสวยราชสมบตั ิ
เป็นอิสราธิบดี มีทวีปท้งั 4 เป็นเขตแดน จงกลบั นครเถิด”

มหาบุรุษตอบวา่ “ดูกรพญามาร แมเ้ ราก็ทราบ แต่เรา
ไม่ปรารถนาบรมจกั รพรรด์ิเหล่าน้นั เพราะจะอยูใ่ นอานาจ
แห่งไตรลักษณ์ไม่อาจพน้ ทุกข์ได้ ท่านจงหลีกไปเถิด”

30 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ

พอใกล้สว่าง ก็ถึงฝ่ังอโนมานที เสด็จลงจากม้ากัณฑกะ
ประทบั นงั่ เหนือหาดทราย ตรัสส่ังฉันนะวา่ “ฉันนะเราจกั
อธิษฐานเพศบรรพชิต ณ ท่ีน้ี ท่านจงนาเครื่องประดบั
กลบั พระนคร” ทรงจบั พระโมลีดว้ ยพระหตั ถซ์ า้ ย และ พระ
หตั ถข์ วาทรงพระขรรค์ ตดั พระโมลีขาด ทรงอธิษฐานขวา้ ง
ไปในอากาศ ว่า “ถา้ เราจะได้ตรัสรู้ ขอให้จุฬาโมลีน้ีจง
ลอยต้งั อยใู่ นอากาศ ถา้ จะไม่บรรลุสิ่งซ่ึงประสงค์ ก็ขอให้
ตกยงั พ้ืนพสุธา” ทันใดน้ัน พระโมลีก็ลอยอยู่ในอากาศ
ปรากฏเป็ นสิ่งอัศจรรย์ องค์อัมรินทร์ ได้นาผอบแก้วมา
รองรับ แลว้ นาไปบรรจุไว้ ที่จุฬามณีเจดีย์ ในเทวโลก

ขณะน้ันทา้ วฆฏิกาพรหม เสด็จนาผา้ กาสาวพสั ตร์
และบาตรมาถวาย พระองค์รับและทรงผา้ กาสาวพสั ตร์
ทรงเพศเป็ นบรรพชิต พร้อมกับมอบผา้ เม่ือคร้ังยงั เป็ น
คฤหัสถ์ให้แก่ฆฏิกาพรหม ซ่ึงทา้ วฆฏิกาพรหมก็นอ้ มรับ
และนาไปบรรจุไวใ้ นทุสสเจดีย์ ในพรหมโลก

โบราณคดี
พ.ศ.2373-80 นายเจมส์ ปรินเซป นกั โบราณคดีชาว
องั กฤษ เป็นผอู้ ่านอกั ขระอกั ษรพรหมี(Prahmi) ซ่ึงเป็นคา
จารึกที่เสาหินพระเจา้ อโศก โดยพยายามถอดความหมาย
จากอกั ษรโบราณใชเ้ วลานานถึง 7 ปี ซ่ึงแปลเป็นภาษาไทย

ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ 31

ความว่า “พระเจา้ เทวานัมปิ ยทสั สี เม่ืออภิเษกแลว้ 20 ปี
ไดเ้ สด็จมาสักการะ ณ ท่ีน้ี ดว้ ยว่าพระพุทธเจา้ ประสูติ ณ
ท่ีน่ี โปรดใหป้ ักหลกั ศิลาไวเ้ ป็นที่หมาย” 13

พระเจ้าอโศกเสด็จมาที่นี่ ในปี ที่ 20 แห่งการ
ครองราชย์ ภายหลังพุทธปรินิพพานได้ 238 ปี เม่ือทา
สังคายนาคร้ังท่ี 3 ท่ีอโศการาม เสร็จเรียบร้อยแลว้ โดยมี
พระโมคคลั ลีบุตรติสสะเถระ (พม่า เรียกว่า พระอุปคุต)
เป็นผนู้ าทาง เมื่อเสดจ็ ถึงลุมพินีวนั พระเจา้ อโศกดีพระทยั
ทรงพระองค์ราบกับพ้ืน แล้วลุกข้ึนประนมพระหัตถ์
กระทาประทกั ษิณบูชา ทรงโปรดให้เวน้ ภาษีแก่หมู่บา้ น
ลุมพินี และทรงบริจาคทรัพยแ์ สนกหาปณะ แก่พระญาติ
วงศ์ของพระพุทธเจ้าอีกดว้ ย โปรดให้สร้างเสาศิลา และ
แกะรูปสลกั หินไวเ้ ป็นอนุสรณ์

เสาอโศก (the pilla of ashoka)
พ.ศ.2438 ดร.อลอยด์ แอนต้ัน ฟูห์เรอร์ นัก
โบราณคดีชาวเยอรมนั เป็ นผูค้ น้ พบเสาศิลาเป็ นคนแรก
ถูกทบั ถมอยหู่ ลายฟตุ ส่วนสูงของเสา 26 ฟตุ 6 นิ้ว ซ่ึงฝัง
อยใู่ ตด้ ิน 8 ฟตุ 6 นิ้ว วดั ส่วนกลมได้ 7 ฟุตเศษ

13 พระราชธรรมมนุ ี (เกียรติ สุกิตฺติ) วดั จกั รวรรดิราชาวาส กรุงเทพฯ ผแู้ ปลฯ

32 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ

ประมาณ พ.ศ.942 หลวงจีนฟาเหียนเดินทางมาจาริก
ธรรม มีบนั ทึกวา่ มาถึงลุมพนิ ี เห็นพระสงฆท์ รงวตั รปฏบิ ตั ิ
น่าศรัทธาเล่ือมใสอยู่เป็ นจานวนมาก เห็นเจดียเ์ ก่าและ
สังฆาราม บอ่ น้าสะอาด ขา้ งๆ มีเสาอโศกปักอยู่

ประมาณ พ.ศ.1181 หลวงจีนถังซาจง๋ั เดินทางมา
สักการะลุมพินี ไดพ้ บรูปวิคฑะ(มา้ ) ซ่ึงต้งั อยู่บนฐานบวั
บนยอดเสาหิน ซ่ึงแปลกกว่าท่ีอ่ืน ๆ เนื่องจากรูปท่ีพระ
เจา้ อโศกทรงสร้างบนยอดเสาศิลาอโศกมกั เป็นรูปหัวสิงห์
4 หัว,สิงห์ตวั เดียว,ววั และรูปชา้ ง ที่นี่คงหมายถึงพาหนะ
คู่ใจท่ีพาเสดจ็ ออกผนวชนน่ั เอง

ปัจจุบนั มายาเทวีวิหาร ภายในมีรูปสลกั หินโบราณ
คือพระนางสิริมหามายาใหป้ ระสูติกาล แกะสลกั ดว้ ยหิน
ทรายแดงทรงประทบั ยืนเหน่ียวกิ่งสาละ พร้อมดว้ ยสนม
และขา้ งหน้าเป็ นรูปเจ้าชายสิทธัตถะ กาลงั ก้าวพระบาท
บนดอกบวั ซ่ึงสร้างในสมยั คุปตะ ตอนตน้ ราว พ.ศ.800
บริเวณโดยรอบมีโบราณสถานอยูเ่ รียงรายที่สาคญั คือ มี
เสาอโศกประดิษฐานอยูด่ ้านทิศใต้ สระน้าโบราณ และ
ตน้ โพธ์ิขนาดใหญอ่ ยทู่ างทิศตะวนั ออก ณ ท่ีน้ีมีการขดุ คน้
โบราณวตั ถุและพบแผ่นศิลาขนาด 5×5 เมื่อ 4 กุมภาพนั ธ์
2539 และเชื่อว่าเป็นหลกั ฐานสาคญั ที่สร้างสมยั พระเจา้

ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ 33

อโศกมหาราช และถือเป็ นหลกั ฐานที่ยืนยนั ว่าพระกุมาร
เสด็จดาเนินได้ 7 กา้ ว และพ.ศ.2540 องค์กรยูเนสโก ได้
ประกาศยกยอ่ งใหเ้ ป็นมรดก ทางวฒั นธรรม

กรุงกบิลพสั ดุ์
กบิลพสั ดุ์ ต้งั อยู่ขา้ งภูเขาหิมพานต์ ตอนเหนือของ
ชมพูทวีป จดั อยใู่ นมชั ฌิมชนบทข้ึนอยกู่ บั แควน้ โกศล เดิม
เป็นดงไมส้ ักกะ ซ่ึงพระราชบุตรและพระราชธิดา ของ
พระเจา้ โอกากราช เป็ นผรู้ ่วมกนั สร้างข้ึน หลงั จากท่ีพระ
เจ้าโอกากราชประทานพระราชสมบตั ิให้แก่พระโอรส
ของมเหสีใหม่ พระนามว่าชนั ตุกุมาร และรับส่ังให้พระ
ราชโอรสและพระธิดาพากันไปสร้างเมืองใหม่ ตาม
คาแนะนาของกบิลดาบส ซ่ึงอรรถกถากล่าวว่า ผูน้ ้ีเป็ น
พระโพธิสัตว์ท่ีทรงวิชาภูมิบาล ว่าด้วยการทาให้คน
มองเห็นคุณโทษ ในทิศานุทิศ และไดท้ านายวา่ ชายท่ีเกิด
ในเมืองน้ีสามารถเอาชนะคนร้อยคนพนั คน และใหช้ ่ือวา่
“กบิลพสั ดุ”์
ก่อนพุทธกาลเมืองน้ีเคยเป็นมหานคร ดงั ท่ีปรากฏ
ในเวสสนั ดรชาดก ที่กลา่ วถึงกรุงเชตดุ ร อนั เป็นที่บาเพญ็
บารมีของพระโพธ์ิสัตว์ คู่กบั เมืองพาราณสีของพระเจ้า

34 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ

พรหมทัต ในคมั ภีร์ต่างๆ ท้งั มหายานและเถรวาท เห็น
ตรงกันว่า พระพุทธองค์ก่อนออกผนวช เคยประทับอยู่
ในกรุงกบิลพสั ดุแ์ ห่งน้ีนานถึง 29 ปี

ปัจจุบนั เรียกว่า ติเลาราโกต อยู่ห่างจากลุมพินีไป
ทางทิศใตป้ ระมาณ 27 ก.ม.ยงั คงเหลือซากปรักหักพงั ซ่ึง
เป็ นโบราณสถานท่ีรัฐบาลรักษาไวใ้ ห้เห็นร่องรอยแห่ง
ความเจริญรุ่งเรืองในอดีต

ราวพ.ศ. 942-957 หลวงจีนฟาเหียน จาริกมาที่นี่ ยงั
เห็นซากปรักหักพงั ของกบิลพสั ดุ์ แต่ไม่มีกษตั ริยค์ รอง
และไม่มีพลเมืองอาศยั อยู่ มองดูเวิ้งวา้ งน่าใจหาย เห็นมี
พระภิกษุ 2-3 รูป และมีบา้ นเรือนเป็นหยอ่ มๆ ราว 20 หลงั
นอกน้นั เป็นที่วา่ งเปล่าและแหง้ แลง้

ราว พ..ศ. 1181 หลวงจีนถงั ซมั จงั๋ เดินทางมา เล่าวา่
เมืองน้ีโดยรอบประมาณ 400 ล้ี มีเมืองรกร้างอยู่สิบหัว
เมือง ทุกเมืองเหลือแต่ซากปรักหักพงั หัวเมืองใหญ่คือ
กบิลพสั ดุ์ มองเห็นอิฐหกั และกากปูน ภายในยาวประมาณ
14-15 ล้ี ตวั เมืองก่อดว้ ยอิฐ รากกาแพงยงั แขง็ แรง ต้งั เป็น
แนวยาว มีสังฆารามร้างอยู่ประมาณ 1,000 หลงั มีสงฆ์
อาศยั อยู่ มีเทวสถาน 2 แห่ง มีเทวรูป มากมาย ภายในแนว

ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ 35

พระราชฐานมีกาแพงก้นั เป็นสัดส่วน พระราชวงั ของพระ
เจา้ สุทโธทนะยงั เหลือเป็นซากอยู่

เทวทหะนครแห่งโกลิยวงศ์
นครเทวทหะแห่งโกลิยวงศ์ เป็นนครเลก็ ๆ ใกลเ้ ชิง
เขาหิมาลัย บริ เวณน้ีเป็ นถ่ินที่สมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์
ธญั ญาหาร ดว้ ยมีแม่น้าโรหิณี ไหลหล่อเล้ียงชาวเทวทหะ
ทาให้เจริญรุ่งเรือง และคนั่ ระหวา่ งเทวทหะกบั กบิลพสั ดุ์
อนั เป็นแดนกาเนิดของพระนางสิริมหามายา และพระนาง
ยโสธรา เป็ นหน่ึงใน 8 นคร ที่ได้รับส่วนแบ่งพระบรม
สารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ
นามาประดิษฐานท่ีรามคามสถูปนน่ั เอง
ปัจจุบันเรี ยกว่าDavedaha อาเภอรู ปันเวหิ ตาม
เส้นทางจากลุมพินีไปกาฐมัณฑุ เม่ือผ่านแม่น้าโรหิณี มี
ป่ าสาละใหญ่จานวนมาก ก่อนถึงหมู่บา้ นเทวทหะ จะมี
เนินดิน กองหินมองเห็นไดจ้ ากถนนหลวง ก่อนถึงประตู
เข้านครเทวทหะ จะเป็ นคูเมืองยาวประมาณ 3 กม.
ด้านหน้าจะมีเสาหินพระเจ้าอโศกปรากฏอยู่ แต่ว่าหัก
โผล่จากดินประมาณเมตรคร่ึง ในบริเวณโดยรอบ ๆ มี

36 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ

ลกั ษณะเป็นเนินดินกวา้ งขวาง มีเศษอิฐหินดินทรายปะปน
แสดงให้เห็นถึงความรกร้างทางโบราณคดี ท่ียงั มิได้รับ
การบูรณะซ่อมแซม

พระเจ้าโอกากราช คือปฐมกษตั ริยแ์ ห่งเทวทหะ14
มีพระราชโอรสและธิดา 9 พระองค์ ต่อมาไดพ้ ระโอรส
จากมเหสีใหม่ 1 องค์ เป็ นเหตุให้พระโอรสและธิดาจาก
มเหสีเก่าท้งั 9 ตอ้ งไปสร้างเมืองใหม่ และไดอ้ ภิเษกกนั เอง
ด้วยกลัวจะปะปนกันกับคนต่างวรรณะ โดยยกพระเชษฐ
ภคินี (พ่ีสาวคนโต) ไวใ้ นฐานะมารดา ต่อมาอภิเษกกบั
พระเจ้ากรุงพาราณสี นามว่า รามะ ที่เป็ นโรคเร้ือนสละ
ราชสมบตั ิเขา้ ป่ า เสวยรากไมโ้ กละ จนหายโรค วนั หน่ึง
เสด็จเที่ยวไปพบพระเชษฐภิคินี ที่ส่งเสียงร้อง เพราะเห็น
เสือโคร่งกาลงั คุย้ ดิน และจะเขา้ มากดั กินทรงเขา้ ช่วยเหลือ
ตอ่ มาอยรู่ ่วมกนั และมีพระโอรส 32 พระองค์

รามคามสถปู
เป็นหน่ึงใน 8 สถูป ที่โกลิยะวงศไ์ ดร้ ับแบ่งพระบรม
สารีริกธาตุ และนามาประดิษฐานไวท้ ่ีสถปู แห่งน้ี

14 ชื่อเดิมของเทวทหะ คอื โกลนคร เพราะตดั ตน้ กระเบาออกแลว้ สร้างพระนคร
และชื่อพยคั ฆบถ เพราะสร้างข้นึ ในทางท่ีเสือโคร่งเดินผา่ น

ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ 37

พ.ศ. 295 พระเจ้าอโศกมหาราชทรงมีพระราช
ศรัทธาเล่ือมใสอย่างยิ่งต่อพระพุทธศาสนา เมื่อเสร็จ
สังคายนาก็ทรงโปรดให้ค้นหาพระบรมสารี ริ กธาตุ
ตามเมืองต่าง ๆ เสด็จมาถึงรามคามดว้ ยพระองคเ์ อง และ
เตรียมการจะขดุ สถูป พญานาคซ่ึงเฝ้าสถูปอยไู่ ดแ้ ปลงร่าง
เป็ นพราหมณ์ ขอร้องว่าอย่าขุดทาลายพระสถูปน้ีเลย
ฉะน้นั พระสถปู ท้งั 7 แห่ง จึงถูกขดุ และสร้างเป็น 84,000
องค์ พร้อมนาพระบรมสารีริกธาตุท่ีคน้ พบไปบรรจุ

นิโครธาราม
คร้ังพุทธกาลเป็ นวัดที่ประยูรญาติสร้างเป็ นที่
ประทบั รับรอง การเสด็จนิวตั พระนครของพระพุทธองค์
และเป็นที่ใหก้ ารบวชแก่พระนนั ทะ ราหุล และแสดงพระ
สูตรสาคญั เช่นมหาเวสสันดรชาดก ปัจจุบนั เรียกวา่ กุดาน
(Kudan) มีสถูปขนาดใหญ่ ฐานโดยรอบสมบูรณ์มาก

ปิ ปราหวะ (กบิลพสั ดุใ์ หม)่
ตามเส้นทางสู่สาวตั ถี จากด่านโสเนารีซ่ึงแยกจาก
ทางหลัก ประมาณ 40 ก.ม. จะมีโบราณสถานท่ีสาคญั
คือปิ ปราหวะ(Piprahwa) เป็ นเมืองใหม่ ท่ีเจา้ ศากยะสร้าง
ข้ึน หลงั ถูกพระเจา้ วฑิ ูฑภะทาลายลา้ งตระกลู

38 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ

เมื่อ พ.ศ.2441 ท่านวิลเล่ียม แคนต้นั เปปเป้ ไดข้ ุด
ไถทาการเกษตรในพ้ืนท่ีเช่าของตน ไดพ้ บฐานเจดียโ์ ดย
บงั เอิญ และหีบเหล็กภายในบรรจุผอบหิน15สบู่ 2 ใบ และ
เคร่ืองอุทิศบูชาจานวนมาก ดา้ นบนมีจารึกอกั ษรหรมมี
“นี่เป็ นส่วนพระสรีระของพระพุทธเจา้ แห่งศากยะวงค”์
คือ ส่วนไดร้ ับแบง่ จากกสุ ินารา

ขณะน้ัน มาเครส เคอสัน เป็ นอุปราชครองอินเดีย
และเคยอยทู่ ่ีกรุงเทพฯ มีความคุน้ เคยกบั ลน้ เกลา้ แห่งสยาม
รัชกาลที่ 5 จึงเสนอขอนาสมบตั ิชิ้นน้ีสู่สยาม ท่ีสุด ร.5
โปรดให้ พระยาสุขุมนัยวินิต (ป้ัน สุขุม) เป็ นผู้แทน
พระองคไ์ ปรับที่เมืองโครักขปรู ์ และนามาบรรจุที่สุวรรณ
บรรพต (ภเู ขาทอง) วดั สระเกศ เม่ือ 23 พ.ค.2442

พระเจา้ สุทโธทนะ
พระเจา้ สุทโธทนะแห่งศากยวงศเ์ ป็นโอรสของพระเจา้
สีหนุกับพระนางกญั จนา มีพระอนุชาและพระกนิษฐา
รวม 6 องค์ คือ สุกโกทนะ/อมิโตทนะ/โธโตทนะ/ฆนิโตท
นะ/ปมิตา/และอมิตา ทรงราชาอภิเษกกบั พระนางสิริมหา

15 ผอบหินสบู่ ทางวชิ าการเรียกว่า N.B.F. (Northern Black Polish )

ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ 39

มายา ราชกญั ญาแห่งโกลิยะวงค์ แห่งเทวทหะนคร และมี
พระโอรส 1 พระองค์ คือ “สิทธตั ถะ”

เม่ือพระนางสิริมหามายาเสด็จสวรรคต พระองคจ์ ึง
ราชาอภิเษกกบั พระนางปชาบดีโคตมี ซ่ึงเป็นพระกนิษฐา
ของพระนางสิริมหามายา มีโอรสพระนามว่า“นันทะ”
และธิดาพระนามวา่ “รูปนนั ทา”

พระเจ้าสุทโธทนะ เป็ นมหากษตั ริย์ ผูท้ รงธรรม
ยึดมนั่ ในราชประเพณี ปกครองบา้ นเมือง อยู่เยน็ เป็ นสุข
พระองค์หวงั ท่ีจะให้เจา้ ชายสิทธัตถะสืบราชบลั ลงั ก์ แต่
เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช ก็ทรงคิดถึงอยู่เสมอ
พอทราบว่าพระโอรสได้บรรลุพระสัมมาสัมโพ ธิ ญาณ
และประกาศธรรมจกั รอนั บวร ที่พระเวฬวุ นั กรุงราชคฤห์
จึงรับส่ังให้อามาตยพ์ ร้อมบริวาร 1,000 คน ไปนิมนต์
ให้เสด็จกลบั พระนคร อามาตยเ์ หล่าน้ันไดฟ้ ังธรรมและ
สาเร็จเป็ นพระอรหันต์ พากันออกบวช (ส่งไป 9 คร้ัง)
สุดทา้ ยส่งกาฬุทายีอามาตย์ สหชาติของพระพุทธองค์ไป
กาฬุทายีรับพระดารัสและทูลขอบวช พระเจา้ สุทโธทนะ
รับสั่งว่า เธอจะบวชหรือไม่ก็ตาม แต่ตอ้ งนาลูกเรากลบั มา
กาฬุทายพี ร้อมบริวารฟังธรรมและไดบ้ รรลุอรหตั ตผล และ
รอเวลา เพ่อื ท่ีจะทลู นิมนตใ์ หเ้ สดจ็ กลบั พระนคร

40 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ

จนถึงวนั เพญ็ กลางเดือน 4 ก่อนเขา้ พรรษาที่ 2 เห็น
วา่ เป็นกาลสมควร จึงกราบทลู ใหเ้ สดจ็ นิวตั พระนคร พระ
พทุ ธองคเ์ สดจ็ พร้อมพระอรหนั ต์ 20,000 (กุลบตุ รชาว องั
คะและมคธ 10,000 และกุลบุตรชาวกบิลพสั ดุ์ 10,000)
ประยูรญาติได้เห็นการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า และ
พระสาวก ดว้ ยฤทธ์ิท่ีพระกาฬทุ ายี ซ่ึงเดินทางไปก่อนเพอื่
แจง้ ข่าว แสดงใหด้ ู เกิดความเลื่อมใส และเห็นวา่ ปราสาท
ของเจา้ ชายนิโครธร่ืนรมยด์ ี จึงจดั ไวเ้ ป็ นสถานที่ประทบั
และถวายเป็นอาราม เรียกวา่ “นิโครธาราม” ภายหลงั พทุ ธ
องค์ ยกย่องพระกาฬุทายีเถระไวใ้ นตาแหน่งเอตทคั คะ
ดา้ นทาตระกลู ใหเ้ ล่ือมใส

เมื่อเสด็จถึงพระญาติผูใ้ หญ่แสดงอาการไม่เคารพ
จึงกระทาปาฎิหาริย์ ราวกบั ว่าจะโปรยธุลีพระบาทลงบน
เศียรแห่งพระญาติเหล่าน้ัน พระเจ้าสุทโธทนะเห็น
อศั จรรย์ ก็ตรัสว่าเราเห็นอศั จรรยแ์ ละกราบแล้ว 2 คร้ัง
บดั น้ีเห็นปาฏิหาริยซ์ ่ึงไม่เคยเห็นมาก่อน จึงถวายบงั คม
พระบาท เป็นคร้ังที่ 3 พระญาติจึงพากนั กราบ และพร้อม
กนั นง่ั ประชุม

ขณะน้ันฝนโปกขรพรรษได้ตกลงมา แม้น้าหยด
หน่ึงก็ไม่ตกลงบนสรีระของผใู้ ด ปรารภฝนโปกขรพรรษ

ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ 41

จึงตรัสเวสสันดรชาดก16 พระญาติท้ังปวงสดับธรรม
เทศนาแลว้ ลากลบั ไปโดยไม่มีผใู้ ดนิมนตใ์ หร้ ับบิณฑบาต

รุ่งเชา้ วนั ท่ี 2 จึงเขา้ ไปบิณฑบาต ในกรุงกบิลพสั ดุ์
ประชาชนแตกต่ืนวา่ สิทธตั ถะราชกุมาร เที่ยวขอกอ้ นขา้ ว
พระนางพิมพาทอดพระเนตรเห็นตลอด จึงทูลพระราชา
พระเจา้ สุทโธทนะ เสด็จออกมาคดั คา้ นวา่ เพราะเหตไุ รจึง
ทาใหห้ ม่อมฉนั อบั อาย เราเป็นกษตั ริย์ ไม่มีกษตั ริยอ์ งคใ์ ด
ออกเท่ียวภิกขาจาร พระพุทธองค์ ตรัสตอบว่าน้ีเป็ นการ
ปฏิบตั ิตามพุทธวงศ์ มิใช่ขตั ติยวงศ์ พระพุทธเจา้ ท้งั ปวง
เล้ียงพระชนมด์ ว้ ยภิกขาจาร เป็ นการประกาศต้งั วงศใ์ หม่
และทรงแสดงเทศนาโปรดพระบิดาว่า “บุคคลไม่ควร
ประมาทในกอ้ นขา้ วที่ตนรับ พึงประพฤติธรรมให้สุจริต
ผปู้ ระพฤติธรรมเป็นปกติ ยอ่ มอยเู่ ป็นสุขท้งั ในโลกน้ี และ
โลกหนา้ ” จนพระบิดาไดบ้ รรลุโสดาบนั

วนั ท่ี 3 เสด็จพระราชนิเวศน์หลงั ภตั ตกิจตรัสสอน
ว่า “บุคคลควรประพฤติธรรมให้สุจริต ผูป้ ระพฤติธรรม
เป็นปกติ ยอ่ มอยูเ่ ป็นสุข ท้งั โลกน้ีและโลกหนา้ ” คราวน้ี

16 การบาเพญ็ บารมีในชาติสุดทา้ ย เตม็ บริบูรณ์ ในกณั ฑท์ ี่ 10 สกั กบรรพ์
เมื่อทา้ วพระอินทร์ มาทดสอบขอพระนางมทั รี ไดแ้ ลว้ คืนให้ แลว้ ให้พร 8 ประการ

42 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ

พระพุทธบิดาไดส้ กทาคามิผล พระนางปชาบดี ไดส้ าเร็จ
โสดาปัตติผล

วนั น้นั พระพทุ ธองคป์ ระทานบาตรแก่พุทธบิดาแลว้
เสดจ็ ไปยงั ปราสาทของพระนางพมิ พา พร้อมดว้ ยอคั รสาวก
โดยตรัสวา่ “มารดาของราหุล มีคุณแก่เรามาก ในขณะท่ีพระ
นางถวายบงั คมไม่พึงกล่าวความใด” เม่ือเสด็จถึง พระ
นางพิมพาถวายบงั คมพระบาท กลิ้งเกลือก ด้วยความรัก
ในพระองค์ พระพุทธบิดาตรัสว่า “พระสุณิสาของหม่อม
ฉัน ฟังข่าวว่า พระองค์ปฏิบตั ิอย่างไร ก็ทรงละเวน้ ตามที่
ได้สดบั ทุกประการ” พุทธองค์ตรัส จนั ทกินรีชาดก ว่า
ด้วยความจงรักภกั ดีในอดีต จนไดส้ าเร็จโสดาบนั ต่อมา
ภายหลงั ไดอ้ อกบวชเป็ นภิกษุณี และสาเร็จพระอรหันต์
มีชื่อวา่ “ภทั ทากจั จานาเถรี”

วนั ที่ 4 พระประยูรญาติ ได้ประกอบพิธีอภิเษก
มงคลให้แก่นันทะกุมาร พระพุทธองค์เสด็จไปฉัน
ภัตตาหาร เวลากลับทรงประทานบาตรให้นันทะ ด้วย
ประสงคจ์ ะให้บวช นนั ทะก็เดินตามโดยคิดว่า พอถึงที่ใด
ท่ีหน่ึง พระพุทธเจ้ารับบาตรก็จะรีบกลับ ฝ่ ายพระนาง
ชนบทกลั ยาณี ก็ตะโกนบอกว่า “รีบกลบั มาเร็วๆ” คร้ังถึง
วิหาร พระพุทธองคต์ รัสถามวา่ “นนั ทะเธอจะบวชหรือ?”

ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ 43

นนั ทกุมาร ดว้ ยความรักและเคารพในพระบรมศาสดา แม้
ไม่อยากบวช แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธจึงทูลว่า “จะบวช”
พระพุทธองค์ให้การอุปสมบทแก่นันทะ และแสดง
เทพธิดาที่งดงามกว่า เปรียบเทียบพระนางชนบทกลั ยาณี
เป็ นดง่ั นางลิงรุ่น และทรงแสดงกุณาลชาดก ทาลายราคะ
จนสาเร็จเป็นพระอรหนั ต์

วันท่ี 7 พระนางพิมพาได้ส่งราหุลกุมาร มาขอ
ราชสมบัติ พระพุทธองค์ทรงดาริว่า กุมารน้ีปรารถนา
โลกิยะสมบตั ิ เอาเถอะ เราจะให้โลกุตตรสมบตั ิ อนั เป็ น
อริยทรัพย์ ซ่ึงเราได้เฉพาะที่โพธิบัลลังก์ จึงตรัสส่ังว่า
สารีบตุ ร เธอจงใหร้ าหุลน้ีบวช พระมหาโมคคลั ลานเถระ
ปลงพระเกศา และถวายผา้ กาสายะ พระมหากสั สปเถระ
ไดเ้ ป็นโอวาทาจารย์

ราหุลเป็ นผู้ใคร่ต่อการศึกษามาก ลูกข้ึนแต่เช้า
กาทรายเตม็ มือ ต้งั จิตปรารถนา ขอให้ไดร้ ับคาแนะนาจาก
พระพุทธเจา้ และอุปัชฌาย์ เน่ืองจากเป็นเด็ก ชอบพูดเลน่
พระพุทธองคส์ อนให้สารวมในการพูด อายุ 18 ตรัสสอน
เร่ืองไตรลกั ษณ์อายุ 20 เห็นว่าปัญญาแก่กลา้ จึงตรัสสอน
ทางพน้ ทุกข์ว่า “เธอจงละกามคุณ 5 ที่สุดก็ไดส้ าเร็จเป็น
พระอรหนั ตไ์ ดร้ ับยกยอ่ งวา่ “เป็นผใู้ คร่ต่อการศึกษา”

44 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ

ท้งั พระนนั ทะและสามเณรราหุลบวชโดยไม่ไดร้ ับ
อนุญาตจากบิดามารดา พระเจ้าสุทโธทนะจึงทูลขอ ว่า
“ถา้ จะบวชใคร ขอให้ไดร้ ับอนุญาตจากบิดามารดาของผู้
บวชเสียก่อน” พระพุทธเจา้ ทรงเห็นชอบตามพุทธบิดา

วนั ที่ 8 ทรงแสดงมหาธรรมปาลชาดก ว่า “ธรรม
ยอ่ มรักษาผปู้ ระพฤติธรรม ธรรมท่ีบุคคลประพฤติดีแลว้
ย่อมนาสุขมาให้ ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ”
ทรงยงั พระพทุ ธบิดา ใหส้ าเร็จอนาคามิผล

หลังพรรษาที่ 4 พระเจ้าสุทโธทนะ ทรงประชวร
พระพุทธองค์จึงเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงแสดง
อนิจจาทิธรรมสูตร ว่าด้วยสังขารท้ังหลายไม่เท่ียง เป็ น
ทุกข์ ธรรมท้งั หลายเป็นอนตั ตา ยงั พระพุทธบิดาให้สาเร็จ
อรหัตตผล ไม่นานก็นิพพาน โปรดให้พระมหากสั สปะ
พิจารณาสถานท่ีทาจิตกาธาน พระสารีบุตรดูแลเรื่องน้า
สรงพระบรมศพ ทรงประคองเศียรพระบิดา สรงน้าและ
ตรัสกบั พระสารีบตุ รวา่ “บุคคลใดมีจิตปรารถนาโพธิญาณ
จงอุตสาหะอภิบาลบารุงบิดามารดา ประพฤติกุศลจริต
ธรรม จักสมปรารถนาทุกประการ” ทรงเป็ นประธาน
จุดเพลิงถวายพระบรมศพพุทธบิดา และเสด็จกลบั ไป
จาพรรษาท่ี 5 ที่กูฎาคาร ป่ ามหาวนั เมืองไวสาลี

ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ 45

พระปณุ ณมนั ตานีบุตร
ท่านเป็ นบุตรพราหมณ์มหาศาล หมู่บา้ นโทณวตั ถุ
กรุงกบิลพสั ดุ์ ท่านเขา้ มาบวชในพระพุทธศาสนา ก็เพราะ
อาศยั ลุง คือ พระอญั ญาโกณฑญั ญะ
เ ม่ื อ ค ร า ว ที่ พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ป ร ะ ทับ อ ยู่ ท่ี ร า ช ค ฤ ห์
พระอญั ญาโกณฑญั ญะ เดินทางกลบั ไปที่กรุงกบิลพสั ดุ์
ได้พบกับปุณณมาณพ ผู้เป็ นหลาน จึงชวนให้บวชใน
พระพุทธศาสนา คร้ันบวชแล้ว กลับไปอยู่ที่มาตุภูมิ
บาเพ็ญเพียรไม่นาน ก็สาเร็จพระอรหัตต์ ต้ังอยู่ใน
คุณธรรม 10 ประการ คือ มกั นอ้ ย สันโดษ ชอบสงดั ไม่
เก่ียวขอ้ งดว้ ยหมู่ ปรารภความเพียร บริบูรณ์ดว้ ยศีล สมาธิ
ปัญญา วิมุตติ ความรู้เห็นในวิมุตติ และส่ังสอนบริวารให้
ต้งั อยูใ่ นคุณธรรม 10 ประการ เรียกว่า “ปฏิบตั ิตนอยา่ งไร
ก็สอนอยา่ งน้นั ” (ยถาวาที ตถาการี)
ต่อมา ภิกษุบริวารของท่าน ไปเขา้ เฝ้าพระพุทธเจา้
ต่างก็พรรณนาคุณของพระอุปัชฌายว์ ่า ต้งั อยูใ่ นคุณธรรม
10 ประการ ซ่ึงพระสารีบุตรเถระ มีความประสงค์
อยากจะรู้จกั และสนทนา แต่ไม่มีโอกาส เม่ือพุทธองค์
ประทบั ท่ีเมืองสาวตั ถี ท่านพระปุณณะมาเขา้ เฝ้าที่ประทบั
พระสารีบตุ ร จึงเขา้ ไปสนทนาธรรม ถามถึงวสิ ุทธิ 7 ทา่ น

46 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ

พระปุณณะ กว็ ิสัชนาดว้ ยอุปมาอปุ มยั เปรียบเทียบดว้ ยรถ
ท่ีสุดท้งั สองก็อนุโมทนาภาษิตซ่ึงกนั และกนั ต่อมาพระ
พุทธองค์ ทรงยกย่องว่า “เป็ นผูเ้ ลิศกว่าภิกษุท้งั หลายดา้ น
ธรรมกถึก”

เจา้ หญิงโรหิณี
พระพุทธองค์ประทบั อยทู่ ี่นิโครธาราม ทรงปรารภ
เจา้ หญิงโรหิณี ว่าสมยั หน่ึง พระอนุรุทธะ ผูม้ ีอายุไดไ้ ป
เมืองกบิลพสั ดุ์ พร้อมดว้ ยภิกษุ 500 คร้ังน้นั พวกพระญาติ
ของทา่ นทรงสดบั วา่ พระเถระมาจึงไดไ้ ปสู่สานกั พระเถระ
เวน้ แต่พระน้องนางของพระเถระ ช่ือโรหิณี พระเถระจึง
ถามวา่ “พระนางโรหิณี ประทบั อยไู่ หน?” พวกพระญาติ.
อยใู่ นตาหนกั พระเถระ. เหตุไร? จึงไม่เสด็จมา.พวกพระ
ญาติ. พระนางไม่เสด็จมาเพราะละอายว่า “โรคผิวหนงั
เกิดข้ึนที่สรีระของพระนาง” เจา้ ขา้
พระเถระกล่าวว่า “ท่านท้งั หลายจงเชิญนางมาเถิด”
เมื่อพระนางเสด็จมาแลว้ จึงถามพระนางผทู้ รงฉลองพระองค์
วา่ “โรหิณี เหตุไร เธอจึงไม่มา”

ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ 47

พระนางโรหิณี. ท่านผูเ้ จริญโรคผิวหนังเกิดข้ึนที่
สรีระของหม่อมฉนั ๆมิไดม้ าเพราะความละอาย

พระเถระบอกว่า ก็เธอทาบุญไม่ควรหรือ?พระนาง
โรหิณีจะทาอะไรเจ้าขา้ ?พระเถระ เธอจงสร้างโรงฉัน.
ทรัพยเ์ ธอมีอยูห่ รือ พระนางโรหิณี. มีอยู่ เจา้ ขา้ .พระเถระ
ราคาเท่าไร? พระนางโรหิณี จักมีราคาหมื่นหน่ึง.พระ
เถระ.ถา้ กระน้นั จงขายเคร่ืองประดบั น้นั สร้างโรงฉันเถิด.
พระนางโรหิณี. ใครเล่า? จกั ทาให้ พระเถระแลดูพระญาติ
ในท่ีใกลแ้ ลว้ กลา่ ววา่ “ขอจงเป็นภาระของท่านท้งั หลาย”

เมื่อสร้างโรงฉัน พระเถระ จึงกล่าวกะพระนาง
โรหิณีว่า “เธอจงกวาดพ้ืนปูอาสนะและต้งั หมอ้ น้าด่ืมไว้
เสมอๆ.”พระนางรับคาว่า “ดีละ เจ้าขา้ ” และทรงทากิจ
มีการกวาดพ้ืน เป็นตน้ โรคผวิ หนงั ก็คอ่ ยๆ หายไปๆ พอ
โรงฉันเสร็จ พระนางนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจา้ เป็ น
ประธาน ไดถ้ วายขาทนียะและโภชนียะท่ีประณีตแก่ภิกษุ
สงฆม์ ีพระพทุ ธเจา้ เป็นประธาน ซ่ึงนงั่ เตม็ โรงฉนั เป็นการ
ฉลองโรงฉนั

ในอดีตกาลพระนางเป็ นอคั รมเหสีของพระราชา
เมืองพาราณสีผูกอาฆาตในหญิงนกั ฟ้อนคนหน่ึง ทรงดาริ
ว่า “เราจกั ให้ทุกขเ์ แก่หญิงน้นั ” แลว้ ส่ังใหน้ าผลเต่าร้างมา

48 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ

รับสั่งใหเ้ รียกหญิงนกั ฟ้อนมาแลว้ และสั่งให้ใส่ผงเต่าร้าง
บนท่ีนอนผา้ ห่ม โดยท่ีนางไมท่ นั รู้ตวั ส่วนหน่ึงก็โปรยลง
ที่ตวั ของนาง ราวกะทาความเยย้ หยนั ทนั ใดน้นั สรีระของ
หญิงน้ันได้พุพองข้ึนเป็ นตุ่มน้อยใหญ่ นางเกาอยู่และ
กลบั ไปนอนบนที่นอน เม่ือนางถูกผงเต่าร้างกดั แมบ้ นท่ี
นอนน้ัน เวทนากล้าย่ิงนักเกิดข้ึนแลว้ ได้รับความทุกข์
ทรมานแสนสาหสั นี่เป็นผลกรรมที่เกิดจากความริษยา

พระเจา้ มหานามะ-อนุรุทธะ
พระเจา้ มหานามะเป็นโอรสของพระเจา้ อมิโตทนะ
มีพระอนุชาพระนามว่า พระอนุรุทธะ เม่ือเจริญวยั ได้
ศึกษาศิลปวทิ ยาในสานกั ของอาจารยต์ ่างๆ เช่นเดียวกบั เจา้
ศากยะอื่นๆ เมื่อพระเจา้ สุทโธทนะ สิ้นพระชนม์ พระเจา้
ภทั ทิยะได้ครองราชยแ์ ทน ต่อมาภายหลงั ไดอ้ อกผนวช
พระเจา้ มหานามะจึงไดข้ ้ึนครองราชยส์ ืบต่อมา
คร้ังน้นั พระพุทธเจา้ ประทบั ที่อนุปิ ยนิคม เจา้ ศากยะ
ต่างก็ส่งโอรสของตนออกผนวช พระเจ้ามหานามะ
จึงปรึกษากบั พระอนุรุทธะวา่ สกุลของเราไม่มีใคร ออก
บวชเลย น้องจกั บวชหรือให้พี่บวช พระอนุรุทธะ เป็ น
สุขุมาลชาติ ไม่รู้แมก้ ระทง่ั ว่าขา้ วเกิดจากท่ีใด รู้แต่ว่าขา้ ว
เกิดในถาดทองเทา่ น้นั เมื่อไดย้ นิ คาวา่ ผนวช จึงถามว่าการ

ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ 49

บวชน้นั เป็นอยา่ งไรพระเจา้ มหานามะตอบวา่ การบวชน้นั
ตอ้ งโกนผม และหนวด ตอ้ งนุ่งห่มผา้ กาสายะ ตอ้ งนอน
บนเคร่ืองลาดด้วยไม้ หรือบนเตียงท่ีถกั ด้วยหวาย เท่ียว
บิณฑบาตเป็นประจา นี่แหละคือการบวช

พระอนุรุ ทธะได้ยินเช่นน้ันก็ตอบว่า พ่ี ฉันไม่
สามารถจะบวชได้ พ่ีจงออกบวชเถิด พระเจ้ามหานามะ
กล่าวว่าถา้ เช่นน้ันเจา้ จงเรียนรู้การงานเพ่ืออยู่ครองเรือน
พระอนุรุทธะทูลถามวา่ การครองเรือนเป็นอยา่ งไร? พระ
เจา้ มหานามะกล่าวว่าการอยู่ครองเรือนน้นั ในข้นั ตน้ ตอ้ ง
ไถนา คร้ันไถแลว้ ใหห้ วา่ น หวา่ นแลว้ ให้ไขน้าเขา้ เมื่อน้า
มากเกินไปให้ระบายน้าออก เม่ือระบายน้าออกแล้วให้
ถอนหญา้ คร้ันฤดูฝนก็ตอ้ งทาเช่นน้ีอีก พระอนุรุทธะถาม
ว่าท่ีสุดของการงานอยู่ท่ีไหน เมื่อไหร่การงานจกั หมด
พระเจ้ามหานามะตอบว่า ที่สุดของการงานไม่มี ตอ้ งทา
อย่างน้ีเร่ือยไป เม่ือพระอนุรุทธะไดฟ้ ังดงั น้ัน จึงกล่าวว่า
ถา้ เช่นน้นั พจ่ี งอยคู่ รองเรือนเถิด ฉนั จกั ออกบวช

สมัยต่อมา พระเจ้ามหานามะทรงทราบว่าพระ
ศาสดาเสด็จมาประทบั ที่วดั นิโครธาราม จึงเขา้ เฝ้าถวาย
บังคมแล้วกราบทูลนิมนต์ ขอให้ได้มีโอกาสบารุ ง
พระภิกษสุ งฆต์ ลอด 4 เดือน พระศาสดาทรงรับนิมนตน์ ้นั

50 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ

พระเจ้ามหานามะบารุงพระภิกษุสงฆ์ซ่ึงมีพระพุทธเจา้
ทรงเป็ นประธาน ดว้ ยโภชนะอนั ประณีตตลอด 4 เดือน
และเพ่ิมเป็ น 8 เดือน จากน้ันจึงรับอาสาบารุงตลอดปี
ข่าวการบารุงพระภิกษุสงฆข์ องพระเจา้ มหานามะขจรไป
ทวั่ ท้งั ในชมพูทวีป ดว้ ยเหตุน้ี พระพุทธเจา้ จึงทรงยกยอ่ ง
พระเจ้ามหานามะว่า “เป็ นผูเ้ ลิศกว่าอุบาสกที่ถวายทาน
ดว้ ยโภชนะอนั มีรสประณีต”

พระเจ้ามหานามะได้เป็ นผู้มีส่วนในการเช่ือม
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งกรุงสาวตั ถีกบั กรุงกบิลพสั ดุ์ เพราะ
พระเจ้าปเสนทิโกศล ต้องการมีความเป็ นพระญาติ กับ
พระพุทธเจา้ จึงส่งราชทูตมาขอขตั ติยกญั ญาจากศากยะ
เพื่ออภิเษกเป็นมเหสี แต่เจา้ ศากยะท้งั หลายไมต่ อ้ งการให้
สายเลือดของตนปะปนกบั บุคคลอ่ืน จึงปฏิเสธ แต่ก็กลวั
พระเจา้ ปเสนทิซ่ึงเป็ นผมู้ ีอานาจเหนือพวกตน จะทรงไม่
พอพระทยั และอาจยกทพั มาตีเมืองกบิลพสั ดุ์ ดงั น้นั เพ่ือ
ระงบั ไฟแต่ตน้ ลม จึงเสนอให้ส่งนางวาสภขตั ติยาซ่ึงเกิด
จากนางสนมไปอภิเษกสมรส กบั พระเจา้ ปเสนทิโกศล

ต่อมาพระนางวาสภขตั ติยา ประสูติโอรสองคห์ น่ึง
ช่ือ "วิฑูฑภะ" และเมื่อเจริญวยั ไดเ้ สด็จกลบั กรุงกบิลพสั ดุ์
เพื่อเย่ียมพระญาติ หลงั จากประทบั อยู่ในกรุงกบิลพสั ดุ์


Click to View FlipBook Version