ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ 151
นาลนั ทามหาวทิ ยาลยั แห่งแรก
นาลนั ทา เป็นช่ือของเมืองเล็กๆ คู่กบั เมืองราชคฤห์
บา้ นเกิดของคู่อคั รสาวก ที่มี ช่ือปรากฏในพระไตรปิ ฎก
และอรรถกถาหลายแห่ง เช่น พระพทุ ธเจา้ ตรัสเกวฏั ฏสูตร
แก่บุตรคฤบดีชื่อเกวฏั ฏะ และในอรรถกถาแก้ขอ้ ความ
พระสูตรเดียวกนั ว่า นาลนั ทาต้งั อยู่ห่างจากกรุงราชคฤห์
1 โยชน์ (ประมาณ16 กิโลเมตร) ดงั ขอ้ ความว่า อนฺตรา จ
ราชคห อนฺตรา จ นาฬนฺทฯลฯ หมายความว่า ระหว่างกรุง
ราชคฤหก์ บั เมืองนาลนั ทา
ความรุ่งเรืองหลงั พทุ ธกาล
ต่อมา กลายเป็ นสถานท่ีซ่ึงมีชื่อเสียงดา้ นกาศึกษา
เพราะเป็ นท่ีเกิดและท่ีดบั ของพระธรรมเสนาบดี ซ่ึงพระ
เจ้าอโศกมหาราชได้สร้างสถูป ณ จิตกาธาน เพื่อเป็ น
เครื่องระลึกถึงบุคคลผูม้ ีปัญญา สังฆารามน้ีเจริญรุ่งเรือง
เร่ือยมาถึงช่วงสมยั หน่ึง ช่ือเสียงของเมืองนาลนั ทาก็เงียบ
หายไป อาจเป็ นเพราะอยู่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ๆ ซ้าทุร
กนั ดาน
ถึงราว พ.ศ.944-953 หลวงจีนฟาเหียนซ่ึงจาริกมา
สืบศาสนาในชมพูทวีป บนั ทึกไวว้ ่าไดพ้ บเพียงสถูปองค์
หน่ึง ที่นาลนั ทา แต่ต่อมาไม่นาน กษตั ริยร์ าชวงศ์คุปตะ
152 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ
ทรงพระนามว่าศักราทิตย์ หรื อกุมารคุปตะที่ 1 ซ่ึง
ครองราชยป์ ระมาณ พ.ศ.958 - 998 ได้สร้างวดั อนั เป็ น
สถานศึกษาข้ึนที่นาลนั ทา และกษตั ริยพ์ ระองค์ต่อๆมา
ในราชวงศน์ ้ีก็ไดส้ ร้างวดั อื่นๆ โอกาสต่างๆ รวม 6 วดั อยู่
ในบริเวณใกล้กัน ในท่ีสุดได้มีการสร้างกาแพงใหญ่
ลอ้ มรอบ ทาใหว้ ดั ท้งั 6 รวมเป็นหน่ึงเดียว ต่อมากลายเป็น
ศูนย์กลางการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ และสาคัญย่ิง เรี ยกว่า
“มหาวิทยาลยั นาลนั ทา”
พระเจ้าหรรษะวรรธนะหรือ ศีลาทิตย์ ครองราชย์
ระหว่าง พ.ศ.1149-1191 ก็ได้ทรงอุปถมั ภ์มหาวิทยาลยั
นาลันทา ตามที่หลวงจีนถังซาจ๋ัง ซ่ึงจาริกมาสืบพระ
ศาสนาในอินเดียในช่วงรัชกาลน้ี ราว พ.ศ. 1172-1187
ได้มาศึกษาท่ีนาลันทามหาวิหาร และบันทึกว่า อาคาร
สถานที่ใหญ่โตและศิลปกรรมท่ีวิจิตรงดงาม ท่านเล่าถึง
กิจกรรมทางการศึกษา ท่ีรุ่งเรือง มีนักศึกษาประมาณ
10,000 คน และมีอาจารย์ 1,500 คน พระมหากษตั ริย์
พระราชทานหมู่บา้ น โดยรอบ 200 หมู่ให้ โดยยกภาษีท่ี
เก็บไดใ้ ห้เป็ นค่าบารุงมหาวิทยาลยั ผูเ้ ล่าเรียนไม่ตอ้ งเสีย
ค่าใช้จ่ายใดๆ ท้ังสิ้น วิชาท่ีสอนมีท้ังปรัชญา โยคะ
ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ 153
ตนั ตระ ตรรกะ ไสยศาสตร์ นิติศาสตร์ เวชชศาสตร์ นิรุกติ
ศาสตร์ ตลอดจนโหราศาสตร์
แต่ท่ีเด่นชัด คือ นาลนั ทาเป็ นศูนยก์ ลางการศึกษา
พุทธศาสนาฝ่ ายมหายาน และมีนักศึกษาเดินทางมาจาก
ต่างประเทศหลายแห่ง เช่น จีน ญี่ป่ ุน สุมาตรา ชวา ทิเบต
และมองโก เป็ นตน้ หอสมุดของนาลนั ทา มี 3 แห่ง คือ
รัตนสาคร, รัตโนธิ, รัตนรัญชกะ เม่ือคราวที่ถูกเผาทาลาย
มีบนั ทึกกลา่ ววา่ หอสมดุ ท้งั 3 น้ี ถกู ไฟไหมน้ านนบั เดือน
หลวงจีนอ้ีจิงซ่ึงจาริกมาในราว พ.ศ. 1223 ก็ไดม้ า
ศึกษาที่นาลันทาและได้เขียนบนั ทึกเล่าไวอ้ ีก นาลนั ทา
แผลงมาจากคาว่า นาคนันทะ ซ่ึงอาจต้ังช่ือตามช่ือ
พญานาคที่ยดึ ครองท่ีน้นั และต่อมาพญานาคน้ีเป็นท่ีรู้จกั
กนั ดีว่า นาคแห่งนาลนั ทา สมัยที่ท่านธรรมสวามี พระ
ชาวธิเบต ซ่ึงเดินทางมาเยย่ี มท่ีน่ี เมื่อ พ.ศ. 1777 บนั ทึกไว้
วา่ นาลนั ทา หมายถึง เจา้ แห่งมนุษย์ (Lord of men)
นาลันทา เจริญรุ่งเรืองจนถึงสมัยราชวงศ์ปาละ
(พ.ศ. 1303-1685) กษตั ริยร์ าชวงศ์น้ีก็ทรงอุปถมั ภ์บารุง
มหาวิหารแห่งน้ี เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ โดย
เฉพาะท่ีทรงสร้างข้ึนใหม่ ชื่อโอทนั ตปรุ ะ
154 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ
การลม่ สลายของนาลนั ทา
มหาวิทยาลยั นาลนั ทา เจริญรุ่งเรืองอยู่ ราว 700 ปี
จึงเร่ิมเส่ือมซาลง แมว้ ่า จะกาหนดระยะเวลาท่ีแน่นอน
ไม่ได้ก็ตาม แต่ก็พอมีหลกั ฐาน ที่จะกล่าวว่า ความร่วง
โรย ของมหาวิทยาลยั นาลนั ทาน้นั ไดเ้ กิดข้ึนพร้อมกบั การ
ท่ีพระพุทธศาสนาเร่ิมเส่ือมสูญ ไปจากอินเดีย ท้งั ความ
เสื่อมในภายในของพุทธศาสนาเอง ที่เกิดมีนิกายตนั ตระ
ซ่ึงนาลทั ธิโยคะผสมผสานกบั การบชู าบวงสรวง
นอกจากน้ี ความเสื่อมสลาย ของพระพุทธศาสนา
อาจจะเกิดจาก นกั ปรัชญาผยู้ ิง่ ใหญ่ ของศาสนาพราหมณ์
คือ ท่านศงั กราจารย์ ท่ีได้ทาให้วงการพระพุทธศาสนา
สนั่ สะเทือน กลืนพระพทุ ธศาสนากลบั ไปสู่พราหมณ์ฮินดู
ดว้ ยการต้งั ทฤษฎี “อวตาร”49 และสร้างนักบวชคลา้ ยกบั
พระพุทธศาสนา ทาให้มีนักบวชเพิ่มมาก และสามารถที่
จะเขา้ เรียนที่มหาวิทยาลนั นาลนั ทาไดส้ ะดวก
แต่เหตุการณ์ ท่ีทาลาย มหาวิทยาลยั นาลนั ทาอย่าง
รุนแรงท่ีสุด คือ ถกู นกั รบมสุ ลิมเขา้ มาทาลายลา่ อาณานิคม
ซ่ึงท่านตารนาถ และท่านธัมมสวามิน ภิกษุชาวธิเบต
49 พทุ ธาวตาร คือ พระพทุ ธเจา้ เป็นเพียงอวตารปางที่ 9 ของพระนารายณ์
ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ 155
ผูเ้ ห็นเหตุการณ์ไดบ้ นั ทึกว่า ว่า พ.ศ.1766 กองทพั มุสลิม
ซ่ึงมีแม่ทพั ใหญ่ ช่ือภคั ทิยาร์ ขิลจิ50 และอิคเทีย ขิลจิ ลูก
ชาย พร้อมทหาร 200 คน ไดบ้ ุกเขา้ มาฆา่ พระสงฆ์ บรรดา
นกั ศึกษา ครู อาจาย์ พอทราบข่าวก็พากนั เก็บขา้ วของหนี
เอาตวั รอด แต่บางท่าน ก็หนีพอซ่อนกาย บางท่านไม่หนี
ก็ยงั คงนั่งกันเฉย ไม่ต่อสู้ ถูกฆ่าตายจานวนนับไม่ได้
นอกจากน้ันไดเ้ อาไฟเผาตาราท้งั เก่าและใหม่เกือบหมด
สิ้น แลว้ ยกทพั กลบั ไปยงั เมืองภคั ทยั ปูร์
พระพทุ ธองคด์ า
จากบนั ทึกของท่าน รามปิ ลา ซิงห์ ระบุวา่ หลวงพ่อ
พระพุทธองคด์ า เป็ นพระพุทธรูปที่ศกั ด์ิสิทธ์ิที่สุด ปาง
มารวิชยั ศิลป์ ปาละ แกะสลกั ดว้ ยหินแกรนิตสีดา หนา้ ตกั
กว้างประมาณ 59 นิ้ว สร้างสมัยพระเจ้าเทวะปาละ
ระหวา่ ง พ.ศ.1353-1393
ปั จ จุ บัน ป ร ะ ดิ ษ ฐ า น อ ยู่ด้า น ทิ ศ เ ห นื อข อง
มหาวิทยาลยั นาลนั ทา เป็ นพระพุทธรูปองค์เดียวที่เหลือ
จากการทาลายของคนต่างศาสนา กล่าวคือเม่ือ พ.ศ.1766
พวกต่างศาสนา ไดใ้ ชว้ ิธีเผยแผ่ศาสนาโดยใชก้ าลงั อาวุธ
50 มนิ ฮชั (Minhaj) นกั ประวตั ิศาสตร์มสุ ลมิ ไดเ้ ลา่ ถึง โมฮมั เมด็ บุชเตียร์
(Mohammed Bukhtiar) ว่าเป็นผทู้ ่ีมาทาลายแห่งวชิ าการพุทธศาสนาท่ีนาลนั ทา
156 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ
ถ้ า ใ ค ร ไ ม่ นั บ ถื อ ศ า ส น า ข อ ง ต น จ ะ ต้ อ ง ถู ก ท า ร้ า ย
โดยเฉพาะผูท้ ี่นับถือศาสนาพุทธ ถือว่าเป็ นศัตรูจะต้อง
ถูกทาลาย ไม่ว่าจะเป็ นคน หรื อ ทรัพย์สมบัติใน
พระพทุ ธศาสนาก็ตาม
จากบนั ทึกของทา่ น ตารนาท/ธรรมสวามี เขียนไวว้ า่
เมื่อกองกาลงั ติดอาวุธบุกมาหมายบดขย้ีมหาวิทยาลยั นา
ลันทา ท้ังพระนักศึกษาและพระคณาจารย์ พร้อมด้วย
ชาวพุทธพากนั ไปหลบภยั อยู่หลงั พระพุทธองค์ดา ด้วย
อภินิหารทาให้กองกาลงั ต่างศาสนาเหล่าน้ัน ไม่สามารถ
มองเห็นชาวพุทธท้งั หลายได้
พอพวกกองทัพต่างศาสนากลับไปแล้ว พระ
นกั ศึกษา และพระอาจารยม์ หาวิทยาลยั สงฆน์ าลนั ทา กพ็ า
กนั ออกมาจากที่ซ่อน ทาการฟ้ื นฟูบูรณะ และท่านมุทิตา
ภัทร รัฐมนตรีของกษตั ริย์ ในสมัยน้ัน ได้จัดทุนทรัพย์
จานวนหน่ึง ส่งไปจากแควน้ มคธ เพ่ือช่วยเหลือซ่อมแซม
ปฏิสังขรณ์วดั วาอารามท่ีนาลนั ทาข้ึนมาใหม่ แต่ก็ทาได้
บางส่วนเท่าน้นั
โบราณคดี
นักโบราณคดีจานวนมากไดม้ าสารวจขุดคน้ พุทธ
สถานต่างๆ ในอินเดียโดยอาศยั บนั ทึกของท่านเฮี่ยนจัง
ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ 157
(ถงั ซาจง๋ั ) ถือเป็นยคุ ฟ้ื นคืนชีพของนาลนั ทา ซ่ึงเป็นมงั กร
หลบั อยูใ่ ตด้ ินอย่างสงบเงียบนาน 624 ปี เพราะมีการขดุ
คน้ ซากของมหาวิทยาลยั 2 คร้ัง เริ่มขดุ คน้ คร้ังแรกโดยนกั
โบราณคดีชาวองั กฤษ ชื่อ หลอด ฮามินตนั (LordHaminton)
ใน พ.ศ. 2358 พบซากเมืองนาลันทา ต้ังอยู่ใกล้หมู่บ้าน
บาร์กอน และพบพระพุทธรูปและเทวรูป 2 องค์ แต่การ
ขดุ คน้ ตอ้ งหยดุ ลง เพราะตอ้ งเดินทางกลบั ประเทศองั กฤษ
ต่อมา พ.ศ. 2403 เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คนั นิ่งแฮม
พร้อมด้วย เอ.เอ็ม.พรอดเล่ย์ และ ดร.สปูนเนอร์ เขา้ ไป
ค้นหาปูชนียวตั ถุ ได้ขุดคน้ ใหม่ ก็ประสพความสาเร็จ
ตามบนั ทึก คือ ไดพ้ บบริเวณพ้ืนท่ีนาลนั ทามหาวหิ าร ที่
อยูใ่ นลกั ษณะซากกองอิฐขนาดใหญ่ เหมือนเป็นเมืองเก่า
มีร้ัวประตูเขา้ ออกดงั ป้อมปราการ มีอาคารท่ีสร้างดว้ ยอิฐ
เรียงต้งั เป็นช้นั ๆ เป็นที่ต้งั มหาวทิ ยาลยั ที่อยขู่ องนกั ศึกษา
ศาลา หอประชุม สถูป เจดีย์ และอ่ืนๆในเน้ือท่ี 80 ไร่เศษ
ภายในองคส์ ถูปบางองคข์ ดุ พบแผน่ โลหะทนไฟ มี
รอยถูกไฟเผา ในบางแห่งพบพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์
เป็ นโลหะ และเครื่องป้ัน ในสังฆารามท่ี 5-6 พบดินเผา
เป็นรูปเตาไฟ ก่อดว้ ยแผน่ อิฐใหญ่ คาดว่าต้งั ไวย้ อ้ มสบง
จีวรของภิกษุสงฆ์ ดว้ ยวา่ กิจน้ีภิกษุสมยั โนน้ ตอ้ งทาเอง
158 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ
พระถงั ซาจงั๋
พระถงั ซัมจง๋ั หมายถึง “พระธรรมาจารยผ์ ูแ้ ปล
พระไตรปิ ฏกในราชวงศ์ถงั ” เพราะคาว่า “ซาจงั๋ ” แปลว่า
พระไตรปิ ฏก ถา้ เรียกให้ถูก ควรเป็ น “ถงั ซาจง๋ั ฮวบซือ”
ซ่ึงฮวบซือน้ีแปลว่าธรรมาจารย์ ท่านเกิดในสกุลเฉิน
เดิมชื่อฮุย หรือ เฉิน ฮุย ในสมัยพระเจ้าสุยเหวินต้ี (Sui
Wen Di) ท่ีนครลว่ั หยาง มณฑลเหอหนาน บิดาชื่อเฉิน หุย้
เคยรับราชกาลเป็นนายอาเภอในสมยั ราชวงศส์ ุย เน่ืองจาก
การเมือง จึงลาออก กลบั ไปใชช้ ีวิตที่บา้ นเกิด บรรพบุรุษ
เป็นเช้ือสายขุนนางในราชวงศฮ์ นั่ ป่ ูทวดเฉินซิน ป่ ูเฉินคงั
ลว้ นเคยเป็ นอามาตย์ ท่านเป็ นบุตรชายคนสุดทอ้ ง จาก 4
คน เม่ือเยาวว์ ยั ไดต้ ิดตามพ่ีชายคนที่สอง ซ่ึงบวชเป็นภิกษุ
ในเมืองลั่วหยาง และได้รับเลือกให้เป็ นนาคหลวง
บรรพชาเป็นสามเณรเม่ืออายุ 13 ปี และมีความสามารถใน
การแสดงธรรมเป็ นอย่างมาก เม่ือสิ้นราชวงศ์สุย และ
เปลี่ยนเป็นราชวงศ์ถงั ท่านจึงตดั สินใจเดินทางไปอินเดีย
เม่ือเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ.1170 โดยลักลอบออกนอก
ประเทศ เพียงคนเดียวในตอนกลางคืน เน่ืองจากช่วงน้ัน
เป็นช่วงสงครามเปลี่ยนราชวงศ์ ตลอดแนวชายแดนยงั ถกู
ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ 159
อิทธิพลของชนชาติเติร์กคุกคาม จึงมีกฎห้ามประชาชน
เดินทางออกนอกพรมแดน ถา้ ไมม่ ีหนงั สืออนุญาต
พระถังซัมจั๋ง ได้ศึกษาพระธรรมในอินเดีย ท่ี
มหาวิทยาลยั นาลนั ทา นานถึง 14 ปี มีความรู้ อนั ดบั ตน้ ๆ
และมีฐานะเป็ นรองอธิการบดี มหาวิทยาลยั นาลนั ทาใน
สมยั น้นั
ท่านเดินทางกลบั จีนพร้อมดว้ ยพระไตรปิ ฎกฉบบั
ภาษาสันสกฤต ถึงเมืองฉางอาน มีการตอ้ นรับ เมื่อวนั ท่ี
24 เดือน 1 ปี พ.ศ.1188 ในสมยั พระเจา้ ถงั ไท่จง พระองค์
ทรงเป็นปราชญผ์ ูเ้ ลื่อมใสพระพุทธศาสนา จึงทรงอุปถมั ภ์
การแปลพระไตรปิ ฎก จากภาษาสันสกฤตเป็ นภาษาจีน
และ พระเจ้าถงั ไท่จง ได้ทรงอาราธนาพระถงั ซัมจงั๋ ให้
เขียนบนั ทึกการเดินทางไปอินเดีย จึงปรากฏหนงั สือเร่ือง
ตา้ ถงั ซีวีจ้ี ต่อมาในสมยั พระเจา้ ถงั เกาจง พระองคท์ รงรับ
อปุ ถมั ภง์ านแปลพระไตรปิ ฎกตอ่ พระถงั ซมั จงั๋ ดาเนินงาน
ต่อไปจนมรณภาพในปี พ.ศ. 1207 จากบันทึกที่ท่านได้
เขียนไว้น้ีเองที่เป็ นเสมือนลายแทงขุมสมบัติที่นัก
โบราณคดีชาวอังกฤษได้ยึดเป็ นแนวทางในการขุดคน้
โบราณสถานในดินแดนพทุ ธภูมิ
160 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ
ไวสำลฉี ัฎฐมบทแห่งควำมงดงำม
เมือง มหาเจดยี ์งามสง่า
เมือง เสาศิลาอโศกสมบูรณ์
เมือง เทิดทูนวัชชีธรรม
เมือง เลิศลา้ วดั ป่ ามหาวนั
เมือง กาเนิดภิกษณุ ีองค์ปฐม
เมือง พระโคดมปลงอายสุ ังขาร
เมือง ราชาสามัคคีมีมานาน
เมือง ตานานนา้ มนต์ต้นพิธิ
เมือง พิสูจน์บ่อมรุ ธาภิเศกศรี
เมือง ยกย่องคุณวิเศษลกู สตรี
เมือง สังคายนามีครั้งสองต้องปรากฏ
เมือง นักพรตแก้ผ้าน่าเวทนาฯ
ท่ีมา..คู่มือพระธรรมวิทยากรฯ
ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ 161
ความรู้เรื่องเมืองไวสาลี
ไวสาลี เป็ นเมืองหลวงแควน้ วชั ชี ปกครองโดย
กษตั ริยล์ ิจฉวี51 7,700 พระองค์ เป็ นระบอบราชาสามคั คี
คือมีพระราชาหลายพระองคป์ กครองพร้อมๆกนั ทกุ อยา่ ง
ข้ึนอยูก่ บั การประชุม เรียกว่า ราชสภา เป็ นเมืองท่ีมีความ
เขม้ แขง็ ทางการรบ เพราะมีกาแพง 3 ช้นั เรียกวา่ “ตรีบูร”
แต่ละช้ันห่างกันพอประมาณ เป็ นเมืองท่ีอุดมสมบูรณ์
ปัจจุบนั เหลือแต่ซากแห่งความเจริญรุ่งเรือง ต้งั อยูท่ ี่ตาบล
บาสาร์ท จงั หวดั ไวสาลี เขตติดต่ออาเภอสดาร์กบั หาชิปูร์
ห่างเมืองหาชิปูร์ 35 ก.ม. และ ห่างจากเมืองมูซฟั ฟาร์ปูร์
ประมาณ 37 ก.ม.
แต่เดิมเมืองไวสาลี นบั ถือศาสดามหาวีระ หรือพวก
นิครนถน์ าฎบุตร ปัจจุบนั คือศาสนาเชน เพราะศาสดาคือ
มหาวีระ เป็ นกษัตริ ย์ลิจฉวี ที่ออกบวชปฏิบัติอย่าง
เคร่งครัดไม่นุ่งผา้ เป็นท่ีศรัทธาของชาวเมืองไวสาลี เม่ือ
คราวท่ีไวสาลีประสบภยั ผูค้ นล้มตายจานวนมาก พระ
พุทธองคเ์ สด็จมาระงบั ภยั หลงั พรรษาที่ 2 เม่ือภยั สงบลง
ก็เสด็จกลบั เวฬุวนั และมาจาพรรษาท่ีน่ี ในพรรษาที่ 5
51 ลจิ ฉวี แปลว่า ผมู้ ผี ิวงามใชเ้ รียกกษตั ริยผ์ ปู้ กครองแควน้ วชั ชี แต่มใิ ช่พระนาม
162 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ
รัตนสูตรตน้ น้าพุทธมนต์
ช่วงหลงั พรรษาท่ี 2-3 ท่ีเมืองราชคฤห์มีความสุข
เพราะอานุภาพแห่งพระพุทธองค์ แต่เมืองไวสาลี กลบั มี
ความทุกข์ เพราะเกิดภัยพิบตั ิคร้ังร้ายแรงท่ีสุด คือ เกิด
ทุพภิกขภยั ขา้ วยากหมากแพง ฝนไม่ตกตอ้ งตามฤดูกาล,
เกิดพยาธิภยั มีโรคระบาด คนยากจน อดอยาก ลม้ ตาย
เป็นจานวนมาก ซากศพถูกนาไปทิ้งไวน้ อกเมือง และเกิด
อมนุษภัย คือพวกภูตผีปี ศาจ พากนั เข้าเมืองเพราะกลิ่น
แห่งซากศพ ประชาชนเกิดความหวาดกลวั ทกุ ขร์ ะทม ไม่
มีท่ีพ่งึ กโ็ ทษพระราชาวา่ ปกครองผิดประเพณี
กษตั ริยล์ ิจฉวี จึงสั่งให้ประชุมร่วมกนั ในสัณฐาคาร
เพื่อพิจารณาสอดส่องความประพฤติของบรรดากษตั ริย์
ท้งั หลายว่า ได้ทาความผิดอนั ใด จึงทาให้เกิดภยั ต่าง ๆ
เม่ือไม่เห็นวา่ ทาผิดอนั ใด จึงหาทางระงบั ภยั โดยเชิญเจา้
ลทั ธิท้งั หลายมาปราบภยั ภยั ก็ไม่ระงบั เจา้ ลิจฉวีนามว่า
มหาลิ จึงเสนอว่า ไดย้ ินว่าพระพุทธเจา้ อุบตั ิในโลก และ
ประทบั อยทู่ ่ีกรุงราชคฤห์ ควรไปทลู นิมนตใ์ หม้ าปราบภยั
เพอื่ ความสงบสุขของปวงประชา
พระพุทธองคท์ รงรับนิมนต์แลว้ ชาวเมืองไวสาลีก็
ตระเตรียมตอ้ นรับต้งั แต่ฝ่ังแม่น้าคงคา ถึงเมืองไวสาลี
ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ 163
และสร้างวิหารไว้ 3 หลงั พระเจา้ พิมพิสารตามส่งเสดจ็ ที่
ฝ่ังแม่น้าคงคา พระพุทธเจ้าเสด็จดาเนิน เป็ นเวลา 3 วนั
เมื่อพระบาทของพุทธองค์ เหยยี บแผน่ ดินเขตเมืองไวสาลี
กเ็ กิดฝนตกใหญ่ พดั พาเอาส่ิงสกปรกลงคงคา พระอินทร์
ไดเ้ สดจ็ พร้อมดว้ ยเหล่าทวยเทพ ทาใหพ้ วกอมนุษย์ เกรง
กลวั อานาจบารมีพากนั หนีหายไป
พระพุทธเจา้ เสด็จถึงประตูเมืองไวสาลี ในเวลาเยน็
ตรัสเรียกให้พระอานนทเ์ รียน “รัตนสูตร” เพ่ือทาน้ามนต์
และให้เดินจาริกทาพระปริตรในระหว่างกาแพง 3 ช้ัน
เมื่อพระอานนทเ์ รียนรัตนสูตร ก็เอาบาตรของพระพทุ ธเจา้
ใส่น้าถือไปยืนที่ประตูเมือง คร้ันทาพระปริตรอารักขา
ทวั่ พระนครแลว้ ก็กลบั มาเฝ้าพระพุทธเจา้ พระพุทธองค์
จึงตรัสรัตนสูตรอีกคร้ังหน่ึง รวม 14 คาถา แลว้ พระอินทร์
ไดผ้ กู คาถา(ฉนั ท)์ ต่ออีก 3 คาถา พระพทุ ธเจา้ ประทบั อยทู่ ่ี
เมืองไวสาลี แสดงรัตนสูตรทุกวนั รวม 7 วนั ภูตผีปี ศาจ
ที่แอบซ่อน เม่ือโดนน้ามนตก์ ็พากนั หนีหายไป
เม่ือทรงเห็นวา่ ภยั ท้งั 3 สงบเรียบร้อยดี ประชาชนมี
ความสุขสาราญแลว้ จึงเสด็จกลับกรุงราชคฤห์ คร้ังน้ัน
มีประชาชนมาบูชาสักการะพระพุทธองค์เป็ นจานวนมาก
164 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ
เรียกว่า "คงั โคโรหณสมาคม" คือการชุมนุมคร้ังยิ่งใหญ่
ในโอกาสท่ีพระพุทธองคเ์ สด็จลงแมน่ ้าคงคา
ปฐมภิกษุณี
สมยั ที่พระพุทธองค์ เสด็จกรุงกบิลพสั ดุ์ เพื่อโปรด
พระบิดาและประยรู ญาติ ประทบั ท่ีนิโครธาราม ขณะน้นั
พระนางปชาบดี แสดงความประสงคจ์ ะขอออกบวช แต่
พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาต โดยตรัสวา่ “ดูก่อนโคตมี เธอ
อย่ายินดีในการที่สตรีออกจากเรือนบวชเป็ นบรรพชิต ใน
พระธรรมวินัยท่ีตถาคตประกาศน้ันเลย” พระนางทูลขอ 3
คร้ัง พระพุทธองคก์ ็มิทรงอนุญาต เม่ือพระเจ้าสุทโธทนะ
เสด็จสวรรคตแลว้ พระนางพร้อมดว้ ยเหล่าสากิยานี 500
ผูเ้ ป็ นพระชายาของเจา้ ศากยะ และเจา้ โกลิยะฝ่ ายละ250
พากนั ปลงเกศา ห่มผา้ กาสาวะ เสด็จตามพระพุทธองคไ์ ป
ยงั กูฏาคาร ป่ ามหาวนั เมืองไวสาลี เพ่ือทูลขออุปสมบท
โดยพระนางไดท้ รงแจง้ พระประสงคต์ ่อพระอานนท์ให้
นาความไปกราบทูลพระพุทธเจ้า ซ่ึงพระอานนท์ ก็
พยายามจนพระพทุ ธองคย์ อมรับดว้ ยการถามถึงการบรรลุ
ธรรมของสตรี ว่าสตรีสามารถบรรลุธรรมได้หรือไม่?
พระพุทธองคต์ อบว่าได้ จึงประทานการบวชดว้ ยวิธีพิเศษ
ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ 165
สาหรับสตรี คือ ครุธรรม 8 ประการ52 ซ่ึงพระนางปชาบดี
ทรงยินดีรับปฏิบัติตาม จึงได้รับการอุปสมบทใน
พระพุทธศาสนา พร้อมเหล่านางสากิยานี บาเพ็ญเพียร
ไมน่ านก็สาเร็จพระอรหนั ตท์ ้งั หมด
วันหน่ึง ขณะท่ีพระนางมีพระชนมายุได้ 120
พรรษา พิจารณาเห็นสังขารจะสิ้นลงในวนั น้ี จึงดาริว่า
“เราควรไปเขา้ ฝ้าพระพุทธเจา้ เพื่อทลู ลาปรินิพพาน และ
ถือโอกาสอาลาพระมหาเถระ กบั ท้งั สพรหมจารี แลว้ จะ
กลบั มาปรินิพพาน ณ ภิกขณุ ูปัสสยาราม อนั เป็นที่อยแู่ ห่ง
เราน้ี จึงจะเป็ นการดี” จึงเขา้ เฝ้าทูลลาพระพุทธองค์ ว่า
“ขา้ แต่พระสุคต หมอ่ มฉนั เป็นเช่นกบั มารดาของพระองค์
52ครุธรรม 8 ประการ คอื
1.แมบ้ วช 100 ปี กต็ อ้ งกราบไหวภ้ ิกษุ แมบ้ วชในวนั น้นั
2.ตอ้ งจาพรรษาอยใู่ นวดั ท่ีมีภกิ ษุ
3.ตอ้ งไปถามวนั อโุ บสถและรับฟังโอวาทจากภิกษทุ กุ ก่ึงเดือน
4.ตอ้ งปวารณาในสงฆส์ องฝ่ายหลงั จาพรรษาแลว้
5.ตอ้ งประพฤติมานตั ในสงฆส์ องฝ่ ายเมือ่ ตอ้ งอาบตั ิหนกั
6.ตอ้ งเป็นสิกขมานา 2 ปี กอ่ นจึงขออปุ สมบทในสงฆส์ องฝ่ ายได้
7.ตอ้ งไม่บริภาษดา่ วา่ ภิกษุไมว่ ่ากรณีใด ๆ
8.จะวา่ กลา่ วตกั เตือนภกิ ษุไมไ่ ด้ แต่ภิกษวุ า่ กล่าวตกั เตือนได้
166 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ
แต่พระองค์กลบั เป็ นพระบิดาของหม่อมฉัน พระรูปกาย
ของพระองค์น้ี อันหม่อมฉันเคยฟูมฟักให้เจริ ญแล้ว
ส่วนพระธรรมกาย ของหม่อมฉัน อนั พระองค์ฟูมฟักให้
เจริญแลว้ เช่นกนั การเล้ียงดูแมห้ ากจะมีโทษอย่างหน่ึง
อยา่ งใด ขอพระองคไ์ ดโ้ ปรดยกโทษแก่หมอ่ มฉนั ดว้ ยเถิด
พระบรมศาสดา ไดส้ ดบั มธุรกถาแห่งพระมาตุจฉา
ก็ทร งมี พระกรุ ณาแสดง พระสรี ระอันสมบูรณ์ บริ บูรณ์
ดว้ ยมหาปุริสลกั ษณะ 32 ประการ และอนุพยญั ชนะ 80
เปล่งพระรัศมีออกประมาณขา้ งละวา ระดาดาษไปดว้ ยสี
อ่อนเย็นตาให้ปรากฏแก่พระมาตุจฉา และพุทธบริษทั
ท้งั หลาย ขณะน้ันพระมหาปชาบดีเถรี มีพระทยั เต็มไป
ดว้ ยพระปี ติธรรม
พระสัมมาสัมพุทธเจา้ ไดส้ ดบั คาขอขมาลาดงั กลา่ ว
จึงตรัสว่า “ดูกรพระมาตุจฉา อนั ว่ามหาปชาบดีน้ี มีคุณ
แก่ตถาคตเป็นเอนกอนนั ต์ ส่วนโทษผิดน้นั ตถาคตอดโทษ
ให้ท้งั สิ้น แมโ้ ทษผิดของตถาคตหากจะพึงมีบา้ งแลว้ ไซร้
ขอพระมาตุจฉาเจ้า จงได้อดโทษให้เช่นกัน การจะ
นิพพาน หากเห็นสมควร กจ็ งนิพพานไปก่อนเถิด”53
53 ข.ุ อป. (มจร.ไทย)33/143/406 (มหาปชาบดีโคตรมีเถริยาปทาน)
ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ 167
จากน้ันพระนางได้ตรัสเตือน ภิกษุเช้ือสายศากยะ
เช่น พระนันทะ อานนท์ และราหุล ว่า “แม่เบ่ือหน่าย
ร่างกายน้ี ซ่ึงเหมือนที่อยขู่ องอสรพิษ เป็นรังแห่งโรค เป็น
ที่เกิดทกุ ข์ มีชรามรณะเป็นที่โคจร เกลื่อนกล่นดุจซากศพ”
ลาดบั น้ัน พระพุทธองค์ ตรัสขอให้พระนางแสดง
ปาฎิหาริยเ์ พ่ือปราบทิฎฐิความสงสัยของคนพาล ท่ีสงสัย
การบรรลุธรรมของสตรี และห้ามบวชในศาสนาของตน
พระนางมหาปชาบดีเถรี จึงไดเ้ หาะข้ึนสู่อากาศ แสดง ปาฎิ
หาริ ย์ 16 อย่าง54 ลงมากราบพุทธองค์และเหาะไป
ปรินิพพาน ณ ท่ีอยูข่ องตน ภายหลงั พุทธองค์ ทรงยกยอ่ ง
พระนางวา่ เป็นผเู้ ลิศกวา่ ภิกษุณีท้งั หลาย ผรู้ ู้ราตรีนาน
วชั ชีธรรมล้าค่าคูไ่ วสาลี
พระพุทธเจา้ ประทบั อยู่ ณ เขาคิชกูฏ กรุงราชคฤห์
ตอนน้นั เทวทตั ถูกธรณีสูบไปแลว้ พระเจา้ อชาตศตั รู นบั
ถือพระพุทธเจา้ แลว้ แต่ตอ้ งการแผพ่ ระราชอานาจ สู่เมือง
ไวสาลี จึงส่งวสั สการพราหมณ์ไปทูลถามเก่ียวกบั ธรรมะ
54 แปลงกายเป็นหลายกาย, หายตวั แลว้ ไปปรากฏที่ภเู ขา, ดาดินโดยไม่ติดขดั ,
ดาดินแลว้ โผล่ในน้า, ดาน้าแลว้ บนดิน,เดินบนน้า, เหาะไปถงึ พรหมโลก, เนรมิต
แผน่ ดินเป็นร่ม เดินถอื อยใู่ นอากาศ,กาภูเขาดว้ ยมือ,แสดงครุฑ ชา้ ง ราชสีห์ เป็น
ตน้
168 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ
ประจาของเจา้ ลิจฉวี เพื่อหยง่ั พระทยั ว่า จะทรงพยากรณ์
อยา่ งไร พระพุทธองค์ ตรัสถามพระอานนทว์ า่ อานนท์
ธรรมะ 7 ขอ้ ชาววชั ชียงั ประพฤติกนั อยู่หรือไม่? พระ
อานนทก์ ราบทูลวชั ชีธรรมท่ีชาววชั ชียงั คงปฏิบตั ิมน่ั ทีละ
ขอ้ ๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี
1.หมน่ั ประชุมกนั เนืองนิตย์
2.พร้อมกนั ประชุม พร้อมกนั เลิกประชุม
3.ไม่บญั ญตั ิสิ่งท่ีมิไดบ้ ญั ญตั ิไว้ ไม่ลม้ ลา้ งสิ่งที่ได้
บญั ญตั ิ ถือปฏิบตั ิมนั่ ตามวชั ชีธรรม
4.ท่านเหล่าใดเป็ นผูใ้ หญ่ ชาววชั ชี เคารพนบั ถือ
ท่านเหลา่ น้นั เห็นถอ้ ยคาของทา่ นวา่ เป็นส่ิงอนั พึงรับฟัง
5. กุลสตรีท้งั หลาย มิใหอ้ ยอู่ ยา่ งถกู ข่มเหงรังแก
6. เคารพสักการบูชาเจดียข์ องชาววชั ชี ท้งั ภายใน
และภายนอก ไม่ละเลยการทามิกพลี
7. จดั ให้ความอารักขาคุ้มครองแก่พระอรหันต์
ท่านท่ียงั มิได้มา พึงมาสู่แว่นแควน้ ที่มาแลว้ พึงอยู่โดย
ผาสุก ธรรมเหล่าน้ี มีช่ือเรียกวา่ “อปริหานิยธรรม”
วสั สการพราหมณ์กราบทูลวา่ เพียงขอ้ หน่ึงขอ้ ใด ก็
หวงั ความเจริญได้ จะกล่าวไปไยถึง 7 ข้อพระเจ้าอชาต
ศตั รูไม่ควรรบกบั ชาววชั ชี ยกเวน้ แต่จะใชว้ ิธียุยงและทา
ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ 169
ให้แตกสามัคคี หลงั พุทธปรินิพพานไม่นาน วสั สการะ
พราหมณ์ ก็เร่ิมแผน แสร้งทาเป็ นถูกพระเจา้ อชาตศตั รู
โบยตี หนีไปพ่ึงกษตั ริยว์ ชั ชี ยุแยงตะแคงร่ัว จนเกิดความ
บาดหมางใจกนั เอง วนั ท่ีกองทพั ของมคธไปถึงประตูเมือง
ก็เขา้ ยึดเมืองไดโ้ ดยง่าย เพราะกษตั ริยว์ ชั ชีเก่ียงกนั ถึงข้นั
ไมม่ ีใครออกไปปิ ดประตูเมือง
ปลงอายสุ งั ขาร
พระพุทธเจา้ ประทบั ณ ปาวาลเจดีย์ เมืองไวสาลี
ตรัสแก่พระอานนท์ว่า อานนท์ เมืองไวสาลีน้ีเป็ นรัมณีย
สถาน ท้ังปาวาลเจดีย์ และโคตมเจดีย์ เป็ นที่รื่นรมณ์
สาราญ ถา้ บุคคลใดเจริญอิทธิบาทธรรม 4 ประการ และมี
กมลสันดาน ปรารถนาจะให้อายดุ ารงอยปู่ ระมาณ 1 กปั ป์
หรือมากกวา่ น้นั บุคคลน้นั ก็สามารถจะมีอายยุ นื ตอ่ ไปได”้
พระอานนทไ์ ม่ทราบพุทธอธั ยาศยั ในการทานิมิตโอภาส
จึงมิได้ทูลอาราธนา แม้พระพุทธองค์จะทรงทานิมิต
โอภาสถึง 3 คร้ังก็ตาม พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “อานนท์
เธอจงไปยงั วเิ วกสถาน เจริญฌานสมาบตั ิโดยควรเถิด”
ขณะน้นั พญามาร ก็ถือโอกาสเขา้ มาทูลอาราธนา
โดยปรารภถึงความหลังเม่ือคร้ังตรัสรู้ใหม่ๆพระองค์
ประทบั ที่ตน้ อชปาลนิโครธ คร้ังน้นั พญามารไดเ้ ขา้ ไปทลู
170 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ
ใหป้ รินิพพาน แตพ่ ทุ ธองคต์ รัสวา่ “ตราบใดท่ีบริษทั 4 คือ
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา สาวกของเรายงั ไม่เจริญ
มนั่ คงดี ศาสนายงั ไม่แผ่ไพศาล ไปทว่ั โลกธาตุ ตราบน้นั
เราจะยงั ไม่ปรินิพพาน” บดั น้ี บริษทั 4 ไดเ้ จริญแพร่หลาย
แลว้ พระศาสนาได้ดารงมั่นคงเป็ นหลกั ฐานสมดงั มโน
ปณิธานแลว้ จึงขออาราธนาพระองคเ์ สด็จปรินิพพานเถิด
พระพุทธเจา้ ตรัสตอบวา่ “ดูกรพญามาร ท่านจงขวนขวาย
นอ้ ยเถิด อยา่ ทุกขร์ ้อนใจไปเลย ไมช่ า้ แลว้ กาหนดเวลาแต่
น้ีล่วงไปอีก 3 เดือน เราตถาคต จกั ปรินิพพานท่ีเมืองกุสิ
นารา”
เมื่อพระพุทธองค์ กาหนดปลงพระชนมม์ ายุสังขาร
ณ ปาวาลเจดีย์ ในวันมาฆปุณมี เพ็ญเดือน 3 ก็เกิด
มหัศจรรยแ์ ผ่นดินหวน่ั ไหว พระอานนท์ ตกใจรีบเขา้ มา
เฝ้า และทูลถามถึงสาเหตุแผน่ ดินไหว55 พระพุทธองคไ์ ด้
ตรัสวา่ อานนท์ เราไดป้ ลงอายสุ ังขารแลว้ อานนท์ วยั ของ
ตถาคตล่วงถึงความชราแลว้ ชีวิตของตถาคตเหลืออยนู่ อ้ ย
แลว้ ไม่ช้าก็จะละท่านท้งั ปวงไป พวกท่านจงมีสติ อย่า
55 เหตุแผน่ ดินไหว 8 ประการคอื ลมกาเริบ, ผมู้ ีฤทธ์ิบนั ดาล, พระโพธิสตั วจ์ ุติ,
ประสูติ, ตรัสรู้, ประกาศธรรม, ปลงอายสุ งั ขาร, ปรินิพพาน.
ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ 171
ประมาท อานนท์ เราพร้อมจะไปบา้ นภณั ฑุคาม,หตั ถีคาม
,อมั พคาม ชัมพุคาม และโภคนคร เพ่ือหมู่โปรดเวไนย
สัตวต์ ามลาดบั โดยมีเป้าหมาย คือ เมืองกสุ ินารา
โบราณคดี
พ.ศ. 2405 ทา่ นเซอร์คนั น่ิงแฮม สารวจเมืองไวสาลี
พ.ศ. 2446–47 ท่านบลอ็ ก เป็นหวั หนา้ ทาการขดุ คน้ ไดพ้ บ
วัตถุโบราณมากมาย เช่น ประตูเมือง ล้อรถรบ
พระพุทธรูป ไดเ้ กบ็ ไวท้ ี่พพิ ธิ ภณั ฑเ์ มืองปัตตนะ
ท่ีปัตนะ พ.ศ. 1760 ถูกมุสลิมยดึ และเปล่ียนช่ือเป็ น
“อชิมาบดั ” พ.ศ.2455 ดร.อนั เตกา้ ขุดพบโบราณสถาน
และเสาหิน 8 แถวๆ ละ 25 ตน้ คือ อโศการาม
นางอมั พปาลี
นางอมั พปาลี เป็ นสตรีท่ีงดงาม เจ้าลิจฉวีท้งั หลาย
หวงั ปองตอ้ งการนางไปเป็ นชายา จนเกิดการทะเลาะกนั
ท่ีสุดตกลง มอบตาแหน่งหญิงคณิกา ประจาเมืองไวสาลี
ให้ ใครตอ้ งการอภิรมยก์ บั นางตอ้ งจ่ายทรัพย์ นางเม่ือ
ทราบว่าพระพุทธเจา้ เสด็จมาประทบั ณ สวนมะม่วงของ
ตน จึงเดินทางไปเฝ้า ทรงแสดงธรรมใหน้ างเห็นแจง้ อาจ
หาญ ร่าเริงในธรรม ก่อนกลบั นางทูลนิมนตพ์ ระพุทธองค์
และภิกษสุ งฆใ์ หไ้ ปฉนั ภตั ตาหารที่บา้ นของนาง
172 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ
ฝ่ ายเจา้ ลิจฉวีท้งั หลาย ทราบว่าพระพุทธเจา้ เสด็จมา
ประทบั ณ สวนมะม่วงของนางอมั พปาลีใกลก้ รุงไวสาลี
ก็ประสงค์จะถวายอาหารบิณฑบาตรเหมือนกัน ออก
เดินทางไปเข้าเฝ้า สวนทางกับยานของนางอัมพปาลี
ทราบว่านางอมั พปาลีนิมนตพ์ ระพุทธเจา้ พร้อมดว้ ยภิกษุ
สงฆแ์ ลว้ จึงขอร้องให้มอบให้ตนเป็ นผถู้ วายอาหารแทน
โดยจะให้เงินหน่ึงแสนกหาปณะ นางตอบว่าแม้จะให้
เมืองไวสาลี พร้อมท้งั อาหาร กไ็ ม่ยอม เมื่อเจา้ ลิจฉวไี ปเฝ้า
พระพุทธเจ้า และกราบทูลนิมนต์ฉันในวนั รุ่งข้ึน พระ
พุทธองคต์ รัสวา่ นางอมั พปาลีนิมนตไ์ วแ้ ลว้ ก็ดีดมือแสดง
ความเสียดาย รุ่งข้ึนนางอมั พปาลี ก็ไดถ้ วายอาหาร พร้อม
สวนมะม่วงของตน เป็นสงั ฆาราม
ต่อมา นางได้ฟังธรรมจากพระวิมลโกณฑญั ญะ ผู้
เป็ นบุตรชาย ก็เกิดศรัทธาออกบวชเป็ นภิกษุณี นาง
พิจารณาเห็นอนิจจงั ของสังขารตวั เอง ไดส้ าเร็จอรหันต์
กล่าวคาถามากมาย เช่น แต่ก่อน..ผมเราดาดุจสีปี กแมลงภู่
ปลายงอน บดั น้ี..ขาวกลายเป็ นป่ านปอ.. แต่ก่อน..เราพูด
เสียงไพเราะดุจเสียงดุหว่า บดั น้ี..สั่นเคลือ ผิดๆเพ้ียนๆ
เพราะความชรา เป็นตน้ .
ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ 173
พระเจา้ อโศกมหาราช56
พระเจา้ อโศกเป็ นหน่ึงในจกั รพรรด์ิผูย้ ่ิงใหญ่ของ
อินเดีย ท่ีชาวโลกยกยอ่ งว่า เป็น 1 ใน 6 ของอคั รมหาบุรุษ
ของโลก57 พระองค์เป็ นพระโอรสของพระเจ้าพินทุสาร
และพระนางธรรมา หรือ สุภทั ราวดี มีพระอนุชาร่วมอุทร
คือติสสะกมุ าร เมื่อเจริญวยั พระราชบิดาส่งไปเป็นอปุ ราช
ที่เมืองอุชเชน หรือ อุชเชนี มเหสีพระนามว่า อสันธิมิตตา
ซ่ึงมีพระโอรส-ธิดา 2 องค์ คือมหินทกมุ าร และสงั ฆมิตตา
และยงั มีพระสนม4 พระองค,์ พระโอรส-ธิดารวม11 พระองค์
เม่ือพระราชบิดาสวรรคต จึงกลบั เมืองปาฏลีบตุ ร พระองค์
รับสั่งให้สาเร็จโทษพระโอรสต่างมารดาท้งั หมด ยกเวน้
ติสสะกมุ าร ซ่ึงเป็นอนุชาร่วมอทุ ร เหตเุ กิดจากความเห็นท่ี
ขดั แยง้ ของมหาอามาตย์ ในการสืบราชวงศ์ในช่วง 4 ปี
แรก หลังจากน้ันจึงประกอบพิธีราชาภิเษก ข้ึน
56เร่ืองราวของ พ.ศ. น้ี นบั ตามฝรั่ง พ.ศ.240- 312 หมายถงึ ปี ประสูติและสวรรค
57 H. G. Wells (เฮอร์เบริต์ จอร์จ เวลส์; 1866 – 1946) นกั เขยี นชาวองั กฤษ ยกยอ่ ง
พระเจา้ อโศกมหาราชว่าทรงเป็นอคั รมหาบุรุษ 1 ใน 6 ของประวตั ิศาสตร์โลก
คือ พระพุทธเจา้ โสกราตีส อาริสโตเติล รอเจอร์ เบคอน และอบั ราฮมั ลิงคอลน์ .
174 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ
ครองราชย์ พ.ศ. 218 (ฝร่ังนับ พ.ศ. 270 - พ.ศ. 311)
นบั เป็นกษตั ริยอ์ งคท์ ่ี 3 แห่งราชวงศโ์ มริยะ
หลงั ประกอบพิธีราชาภิเษก ทรงแผพ่ ระเดชานุภาพ
ดว้ ยการรบ เขา้ ตีเมืองนอ้ ยใหญ่สามารถรวบรวมแผ่นดิน
ชมพูทวีปไดก้ วา้ งไกล เป็นที่เกรงขามของเมืองตา่ งๆ
ราวพ.ศ. 283 (13 ปี หลงั ครองราชย)์ พระเจา้ อโศกทา
สงครามทาลายลา้ งอยา่ งยดื เย้ือกบั แควน้ กาลิงคะ(รัฐ โอริ
สาในปัจจุบัน) พระองค์เอาชนะแควน้ กาลิงคะได้ แต่
พระองค์กลบั ไม่รู้สึกยนิ ดีกบั ชยั ชนะ ทรงคิดถึงแต่ผลของ
สงครามที่มีคนตายมากกว่า 100,000 คน และตอ้ งไร้ที่อยู่
อาศยั ความทุกขใ์ จไม่เคยหายไปจากพระทยั ของพระองค์
วนั หน่ึง ขณะประทบั ท่ีสีหบญั ชร ไดเ้ ห็นนิโครธสามเณร58
เดินบิณฑบาตรดว้ ยอาการสงบ จึงให้อามาตยไ์ ปนิมนตม์ า
และถวายอาหารบิณฑบาต เม่ือฉันเสร็จก็สนทนาธรรมวา่
“พอ่ เณรรู้โอวาทที่พระศาสดาทรงประทานแก่พวกพ่อเณร
บ้างไหม” สามเณรก็ตอบว่า “มหาบพิตร อาตมาย่อมรู้
บางส่วนเท่าน้ัน” พระเจา้ อโศก ก็ตรัสว่า “ขอพ่อเณรจง
แสดงโอวาทที่พอ่ เณรรู้แก่โยมบา้ ง” นิโครธสามเณร ได้
58 ประสูติจากพระชายา ของเจา้ ชายสุสิมะ ซ่ึงไดห้ นีไปในขณะท่ีพระครรภแ์ ก่
อาศยั อยทู่ ่ีตน้ ไทร เมื่อประสูติกุมาร จึงไดต้ ้งั ช่ือว่า นิโครธ = ตน้ ไทร
ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ 175
แสดงอปั ปมาทธรรม ว่า “ความไม่ประมาท เป็ นทาง ไม่
ตาย ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย”
พระเจา้ อโศกเกิดความรักและเลื่อมใส จึงขอถวาย
ภตั รประจา 8 ท่ี สามเณรก็ทูลว่าจะนาไปถวายพระภิกษุ
พระราชาก็ถามวา่ คนเช่นไรเรียกว่า ภิกษุสงฆ์ สามเณรก็
อธิบายให้ทราบ พระเจา้ อโศก ตรัสส่ังให้ถวายนิตยภตั ร
แก่พระภิกษุสงฆ์ ในพระราชนิเวศน์ และให้ยกเลิกภตั ร
ต่างๆ แก่นักบวชอื่นๆ น้ีอาจเป็ นสาเหตุหน่ึง ท่ีทาให้เกิด
การปลอมบวช เพื่อหวงั ลาภสักการะ และเพื่อทาลาย
คณะสงฆ์ เพราะมีหลายเหตกุ ารณ์ท่ีสนบั สนุนคาพดู น้ี เช่น
ไม่ร่วมสังฆกรรม บาเรอไฟ หมุนตวั ไปตามอาทิตย์ แมถ้ ูก
ปรามจากพระสงฆก์ ็ไม่ยอมฟัง พระแทไ้ มย่ อมทาอโุ บสถ
และสังฆกรรมร่วม จนพระโมคคลั ลีบุตรเถระ เห็นว่า
อธิกรณ์เกิดข้ึน จึงปลีกวิเวกไปอยู่ที่อโธคังคบรรพต
ปลอ่ ยการคณะสงฆ์ ใหเ้ ป็นหนา้ ท่ีของพระมหินทเถระ
พระเจ้าอโศก จึงส่งอามาตย์ไประงับอธิกรณ์
อามาตย์เข้าใจว่าคงเหมือนกับการไปปราบโจร คิดว่า
พระราชาประสงค์ให้ฆ่าภิกษุที่ไม่ทาอุโบสถ จึงจัดการ
พระไปหลายรูป พระติสสะเถระ จึงเขา้ ขดั ขวาง อามาตย์
จาได้ กลบั ไปทูลแก่พระราชา ๆ ก็ผิดหวงั ต่อการกระทา
176 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ
ของอามาตย์ คิดว่าจะมีกรรมหรือไม่ ก็ถามพระสงฆ์ ได้
คาตอบที่สับสน เป็นกรรมบา้ ง ไมเ่ ป็นกรรมบา้ ง เกิดความ
ทุกข์ใจ จึงมีพระราชสาสน์ไปนิมนต์พระโมคคลั ลีบุตร
ติสสะเถระ ถึง 2 คร้ัง ท่านก็ไม่มา จนถึงวาระที่ 3 ท่านจึง
มา เพราะตอ้ งการจะชาระพระธรรมวนิ ยั ใหบ้ ริสุทธ์ิ พระ
เจา้ อโศกเสด็จไปรับดว้ ยพระองคเ์ อง ณ แม่น้าคงคา แลว้
นาเขา้ พกั ท่ีอโศการาม พระองค์ขอให้พระโมคคลั ลีบุตร
ติสสะทาปาฏิหาริย์ ท่านกแ็ สดงฤทธ์ิคือทาแผน่ ดิน ใหไ้ หว
เพียงบางส่วน จากน้นั กม็ ีการนาพระมาถามธรรมวินยั เมื่อ
ทรงทราบว่า มิใช่สมณะ ก็ให้ผา้ ขาวและกาจัดออกจาก
ศาสนา จานวนถึง 60,000 เม่ือเห็นวา่ พระศาสนาบริสุทธ์ิดี
จึงโปรดใหม้ ีการสังคายนา
ราว พ.ศ.234 ไดจ้ ดั สังคายนาคร้ังที่ 3 ที่อโศการาม
โดยมีพระโมคคลั ลีบุตรติสสะเถระ เป็นประธานฯ ปรารภ
เหตุ การปลอมบวชของคนนอกศาสนา ต่อมาพระองคไ์ ด้
เกิดศรัทธาสร้างอารามและเจดีย์ 84000 แห่ง หลงั จากทรง
ทราบถึงจานวนของหลกั คาสอนของพระพุทธองคท์ ่ีทรง
สอนหมู่เวไนยสัตวต์ ลอดเวลา 45 ปี
ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ 177
พระนามวา่ ธรรมาโศก ก็ปรากฎเป็นท่ีประจกั ษแ์ จง้
และต้ ังอยู่ในหัวใจของพระพุทธศาสนิ กชนเร่ื อยมาถึง
ปัจจุบนั พระองค์ ครองราชย์ 37 ปี สวรรคต 72 พรรษา
กสุ ินาราสัตตมบทแห่งความอาลัย
เมือง ตรัสสอนสังเวชฯ 4 สถาน
เมือง เสดจ็ ดับขนั ธปรินิพพาน
เมือง ประทานปัจฉิมวาจา
เมือง สุทัสสนะจอมจักรพรรดิ์
เมือง นกั ปราชญ์โทณพราหมณ์งามภาษา
เมือง สตรีใจเพชรมัลลิกา
เมือง เสนาบดศี รีนาคร
เมือง ทรงโปรดปัจฉิมสาวก
เมือง มรดกพินัยกรรมคาสั่งสอน
เมือง สิ้นสุดพุทธกิจพระบิดร
เมือง อนุสรณ์มกฏุ พนั ธนเจดยี ์
เมือง ปฐพรี ่าไห้อาลัยพระศาสดาฯ
178 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ
ท่ีมา..คู่มือพระธรรมวิทยากรฯ
กสุ ินารามหานคร
สมยั พุทธกาล แควน้ มลั ละเป็น 1 ใน 16 แควน้ ซ่ึงมี
อาณาเขตปกครองแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือฝ่ ายเหนือ และ
ฝ่ ายใต้ กุสินาราเป็นเมืองหลวงของแควน้ มลั ละฝ่ ายเหนือ
มีเจา้ มลั ละนามวา่ โกสินากา ส่วนปาวา เป็นเมืองหลวงของ
แควน้ มลั ละฝ่ ายใต้ มีเจา้ มลั ละนามว่า ปาเวยยกะ ท้งั สอง
ต่างมีอานาจในการบริหารปกครอง แยกออกจากกัน59
โดยมีแม่น้าหิรัญญวดี คน่ั อยรู่ ะหวา่ งเมืองท้งั สอง
กุสินาราเป็ นแผ่นดินศกั ด์ิสิทธ์ิที่พระพุทธองค์ทรง
เลือกที่จะนาสรีระสังขารมาวางท่ีนี่ แมจ้ ะถูกพระอานนท์
คดั คา้ น ใหท้ รงเลือกเมืองใหญ่ ๆ เช่น ราชคฤห์ จาปา สา
เกต สาวตั ถี โกสัมพี หรือพาราณสี เมืองใดเมืองหน่ึง เพ่ือ
เป็นท่ีเสด็จดบั ขนั ธปรินิพพาน แต่พุทธองคต์ รัสปฏิเสธวา่
ดูกรอานนท์ เธออย่าได้กล่าวว่า กุสินาราเป็ นเมืองเล็ก
เมืองกิ่ง เมืองกา้ น เมืองดอน เพราะในอดีต กุสินารา
59 หลกั ฐานที่บอกวา่ ท้งั สองแยกจากกนั คือ หลงั พุทธปรินิพพาน เจา้ มลั ละแห่ง
เมอื งปาวา ไดส้ ่งทูตมาขอแบง่ พระบรมสารีริกธาตุ
ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ 179
คือ เมืองกุสาวดี เป็ นเมืองมงั่ คง่ั อุดมสมบูรณ์ มีพระเจา้
จักรพรรด์ิ พระนามว่า มหาสุทสั สนะ ผูค้ รองนคร เป็ น
เมืองที่กึกก้องไปดว้ ยเสียงท่ีไพเราะ10 ชนิด ท้งั กลางวนั
และกลางคืน คือเสียงช้าง,ม้า,รถ,กลอง,ตะโพน, พิณ,
กงั สดาล เสียงขบั ร้องประโคม, และเช้ือเชิญว่า “ท่าน
ท้งั หลายจงดื่มจงบริโภคใหม้ ีสุข เมืองน้ีมีกาแพง 7 ช้นั คือ
กาแพงทอง,เงิน,โกเมน,ไพทูลย,์ ผลึก,บุษราคมั และรัตนะ
อานนท์ พระเจ้ามหาสุทสั สนะ คือ เราตถาคต เราย่อมรู้
สถานท่ีที่ควรปรินิพพาน การทอดทิ้งร่างสังขารคร้ังน้ี
เป็นคร้ังที่ 7
พ ร ะ พุ ท ธ อ ง ค์เ ส ด็ จ ม า เ มื อ ง กุ สิ น า ร า ห ล า ย ค ร้ ั ง
ชาวเมืองกุสินารามีความจงรักภกั ดีในพุทธองค์เป็ นท่ีย่ิง
ถึงกับต้ังเป็ นกฎว่า ราษฎรผู้ไม่มารับเสด็จ หรื อไม่
อาราธนาเขา้ เมือง จะถูกปรับสินไหม ขอ้ ความน้ีปรากฏใน
พระวินยั คร้ังหน่ึงพระพุทธเจา้ ประทบั ท่ีพลิหลณวนั ใกล้
เมืองกุสินารา แสดงกสุ ินาราสูตร มหาสุทสั สนะสูตร
หลังจากท่ีพระพุทธองค์ปลงอายุสังขารท่ีปาวาล
เจดียจ์ ากน้นั เสด็จสู่ป่ ามหาวนั ตรัสเรียกประชุมสงฆท์ รง
แสดง อภิญญาเทสิตธรรม อนั ย่ิงใหญ่ 37 ประการคือ สติ
ปัฏฐาน 4 สัมมปั ปธาน 4 (ความเพียรชอบ) อิทธิบาท 4
180 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ
อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และมรรค 8 แลว้ ทรงเตือน
ภิกษุท้งั หลายใหต้ ้งั อยใู่ นความไม่ประมาท
พระพุทธองคเ์ สด็จอาลาเมืองไวสาลี มองจนสุดสาย
พระเนตร ประดุจดงั พญาชา้ งเหลียวหลงั เสด็จสู่กณั ฑคาม
หตั ถีคาม ชมั พคุ าม โภคนคร เสดจ็ ถึงเมืองปาวาในยามเยน็
ประทับที่สวนมะม่วงของนายจุนทะ ซ่ึงพุทธองค์เคย
แสดงธรรมโปรด เม่ือทราบข่าว นายจุนทะจึงมาเขา้ เฝ้าถึง
ที่ประทบั พระพุทธองค์ทรงให้เห็นแจง้ ให้สมาทานอาจ
หาญร่าเริงด้วยธรรมกถา นายจุนทะได้ทูลนิมนต์ว่า ขอ
พระพุทธองค์พร้อมด้วยหมู่สงฆ์ จงรับภัตตาหารในวนั
พรุ่งน้ี
รุ่งเช้า พระพุทธเจ้า เสด็จยงั บ้านของนายจุนทะ
ประทบั นง่ั บนอาสนะ รับส่ังกะนายจุนทะว่า จุนทะ ท่าน
จงองั คาสเราดว้ ยสุกรมทั ทวะ60 ท่ีตระเตรียมไว้ จงองั คาส
ภิกษสุ งฆด์ ว้ ยอาหารอยา่ งอ่ืน นายจุนทะรับพระดารัสแลว้
พระพุทธองคต์ รัสส่งั อีกวา่ จุนทะ ทา่ นจงฝังสุกรมทั ทวะที่
เหลือเพราะเรายงั ไม่เห็นบุคคลในโลก ท้ังเทวดาและ
60 สุกรมทั ทวะ หมายถึง อาหารชนิดออ่ นที่กระทาอยา่ งประณีต (สุ+กร+มทั ทวะ)
ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ 181
มนุษยซ์ ่ึงบริโภคอาหารชนิดน้ีแล้ว จะพึงให้ย่อยไปได้
ดว้ ยดี นอกจากเราตถาคต
หลงั จากฉันภตั ตาหารแลว้ พระพุทธองค์ประชวร
เกิดลงปั กขันธิ กาพาธ ออกเป็ นพระโลหิ ต ได้รับ
ทุกขเวทนา นายจุนทะเสียใจว่า อาหารของตนทาใหพ้ ระ
พุทธองค์อาพาธหนัก พระพุทธเจ้าตรัสเรียกนายจุนทะ
และตรัสสรรเสริญอาหารบิณฑบาตร 2 คร้ัง คือ ม้ือแรก
ก่อนตรัสรู้ และม้ือสุดทา้ ยก่อนปรินิพพาน วา่ มีผลานิสงส์
เสมอกนั 61 พทุ ธองคย์ งั นายจุนทะ ใหอ้ าจหาญในทาน แลว้
เสด็จจากไป ระหวา่ งทางพระพุทธองค์ กระหายน้า จึงให้
พระอานนทไ์ ปตกั มาถวาย คร้ังแรกพระอานนท์ มิไดต้ กั
มา เพราะน้าข่นุ เนื่องจากมีเกวียน 500 เล่มผา่ นไป ต่อเมื่อ
ตรัสย้าให้ไปตักใหม่ จึงได้น้ามา (กรรมสมัยเป็ นนาย
โคบาล ตอ้ นโคไปหากิน แลว้ บงั คบั ให้โคด่ืมน้าขุ่น ท้งั ท่ี
ไม่ไกลก็มีน้าใส)
61 1. เสมอในการปรินิพพาน คือวนั ตรัสรู้ เป็นอุปาทิเสสนิพพาน (กิเลสนิพพาน)
วนั ปรินิพพาน เป็น อนุปาทิเสสนิพพาน (ขนั ธนิพพาน)
2. เสมอกนั ในสมาบตั ิ เพราะวนั ตรัสรู้ และวนั ปรินิพพาน
พทุ ธองคเ์ ขา้ สมาบตั ิ 2,400,000 โกฎิคร้ัง.
182 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ
พุทธองค์เสด็จขา้ มแม่น้ากกุธานที ดว้ ยพระกาลงั ที่
เหลือนอ้ ยนิด ระหว่างทางไดพ้ บกบั ปุกกุสะมลั ลบุตร ได้
ถวายผา้ สิงคีวรรณ 2 ผืน คือ ผืนหน่ึงถวายพระพุทธเจ้า
และผืนหน่ึงถวายพระอานนท์ ๆ ไดถ้ วายพระพุทธองค์ ๆ
ทรงนุ่งห่มแลว้ เกิดรัศมี พระอานนทท์ ูลว่า พระฉวีวรรณ
ของพระพทุ ธองคผ์ อ่ งใสยงิ่ นกั พระพุทธองคต์ รัสตอบวา่
พระฉวีวรรณจะผ่องใสเป็นพิเศษอยู่ 2 คราว คือ ในคืนที่
จะตรัสรู้ และในคืนที่จะปรินิพพาน
พระพุทธองค์เสด็จขา้ มแม่น้าหิรัญวดี ถึงอุทยาน
ของเจ้ามลั ละ (สาลวโนทยาน) สายณั ห์ยงั ไม่ลบั ขอบฟ้า
ตรัสขอให้พระอานนท์จดั ท่ีนอน ด้วยการปูผา้ สังฆาฏิ 4
ช้นั ผินพระเศียรไปทางทิศเหนือ62ระหว่างไมส้ าละ63ท้งั คู่
เม่ือพระองคป์ ระทบั สีหไสยาสน์ ก็ปรากฏส่ิงอศั จรรยข์ ้ึน
กล่าวคือ ต้นสาละได้ผลิดอก พล่ังพรูหล่นลงมาบูชา
สักการะพระตถาคต พุทธองค์จึงตรัสแก่พระอานนท์ว่า
“อานนท์ การบูชาก็เท่าน้ีแหละ ตถาคตมิได้ยินดีเท่ากบั
62 คนอนิ เดียเช่ือวา่ “คนเป็น หนั หวั ทางใต้ คนตายหนั หวั ทางเหนือ”
ถา้ หนั หวั ทางทิศเหนือ ต่ืนมาจะโชคไมด่ ี เพราะตอ้ งพบกบั พระยม ซ่ึงอยทู่ างทิศใต้
ถา้ หนั ทางทิศใต้ ตื่นมาจะโชคดี เพราะไดพ้ บกบั เขาพระสุเมรุท่ีประทบั พระศิวะ
63 สาละ เป็นไมย้ นื ตน้ ตระกลู เตง็ รัง อินเดียเรียกว่า ซอล (Sal)
ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ 183
ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผูไ้ ด้ประพฤติตาม ปฏิบตั ิ
ชอบ การปฏิบตั ิเป็นการบชู าอยา่ งสูงตอ่ พระตถาคต” ตรัส
สั่งให้พระอานนท์ไปแจ้งแก่กษัตริย์มัลละ ให้เข้ามา
สักการะ ก่อนท่ีพระองคจ์ ะเสดจ็ ดบั ขนั ธปรินิพพาน ใน
คืนน้ี
พระอานนท์ทูลถามการปฏิบัติต่อพุทธสรี ระ
พระองคท์ รงตรัสว่า “อานนท์ ชนท้งั หลายปฏิบตั ิตอ่ สรีระ
แห่งพระเจ้าจกั รพรรดิอย่างไร ก็พึงปฏิบตั ิต่อสรีระแห่ง
ตถาคตอยา่ งน้นั เถิด” “ทายา่ งไรเล่า พระเจา้ ขา้ ”“อานนท์ !
คืออย่างน้ี เขาจะพนั สรีระแห่งพระเจา้ จกั รพรรดิดว้ ยผา้
ใหม่ แล้วซับด้วยสาลี แล้วพนั ดว้ ยผา้ ใหม่อีก ทาอย่างน้ี
ถึง 500 คู่ หรือ 500 ช้นั แลว้ บรรจุในหีบทองอนั เต็มไป
ดว้ ยน้ามนั หอม เชิญข้ึนบนจิตกาธาน อนั ทาดว้ ยไมจ้ นั ทน์
หอม และปิ ดครอบดว้ ยรางเหลก็ เพ่ือถวายพระเพลิง แลว้
อญั เชิญพระอฐั ิธาตุไปทาพระสถูปบรรจุไว้ ณ ท่ีประชุม
แห่งทางสี่แพร่ง และสรีระแห่งตถาคตก็พึงทาเช่นเดียวกนั
เพอ่ื เป็นท่ีสกั การะแก่มหาชนตราบสิ้นกาลนาน
ปัจฉิมสาวก
ในปฐมยามสุภัททะปริพาชก ทราบข่าวว่า พระ
สมณโคดมจกั ปรินิพพานในคืนน้ี จึงคิดวา่ เรามีความสงสยั
184 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ
อยู่ ควรจะรีบบรรเทาความสงสัยในใจของเราเสีย จึง
เดินทางมาพบพระอานนท์ เพื่อขอโอกาสเขา้ เฝ้า แต่พระ
อานนทไ์ ดห้ า้ มวา่ “สุภทั ทะ ท่านอยา่ เบียดเบียนพระตถาคต
เจา้ เลย”
ขณะน้ัน พระพุทธองค์ได้สดับเสียงพระอานนท์
และท่านสุภทั ทะ เจรจากนั อยู่ จึงตรัสวา่ “อานนทอ์ ยา่ ห้าม
สุภทั ทะเลย ให้เขาไดเ้ ห็นตถาคตเถิด แมส้ ุภทั ทะจะถาม
ปัญหาอนั ใด ก็จะไม่เบียดเบียนตถาคตให้ลาบาก สุภทั ทะ
จกั ตรัสรู้ ถึงธรรมในปัญหาท่ีตถาคตไดพ้ ยากรณ์แลว้ ”
พระอานนทจ์ ึงบอกสุภทั ทะวา่ “บดั น้ี พระพุทธองค์
ทรงประทานโอกาสใหแ้ ก่ท่านแลว้ ท่านจงเขา้ ไปเฝ้าเถิด
”สุภทั ทปริพาชก มีความเบิกบานใจ เขา้ เฝ้าพระพทุ ธองค์
ทูลถามวา่ ครูท้งั 6 มีปูรณกสั สปะเป็นตน้ ปฏิญญาวา่ เป็น
ผู้วิเศษได้ตรัสรู้ย่ิงด้วยปัญญา สมจริ งดังคาปฏิญญา
หรือไม่?
พระผูม้ ีพระภาคเจา้ ตรัสว่า “อย่าเลย สุภทั ทะ เรา
จกั แสดงธรรมแก่ท่าน ท่านจงต้งั ใจฟัง แลว้ จทาไวใ้ นใจ
ให้สาเร็จประโยชน์เถิด” พระผูม้ ีพระภาคเจ้าได้ตรัส
อริยมรรค 8 ประการ ว่าเป็ นมรรคาอนั ประเสริฐ มีอยูใ่ น
ธรรมวินยั สมณะคือผูส้ งบ ดบั กิเลสไดจ้ ริง ยอ่ มมีอยู่ใน
ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ 185
ธรรมวินยั น้ัน อน่ึง อริยมรรคท้งั 8 น้นั ก็มีอยู่เฉพาะใน
ธรรมวนิ ยั น้ีเทา่ น้นั แมส้ มณะดงั กล่าวแลว้ ก็มีอยใู่ นธรรม
วินยั แห่งเดียว “สุภทั ทะ หากภิกษุท้งั หลายปฏิบตั ิดีปฏิบตั ิ
ชอบ ในธรรมวินัยแลว้ ไซร้โลกน้ี ก็จักไม่ว่างจากพระ
อรหนั ต์ ”
สุภทั ทปริพาชกมีความเชื่อเลื่อมใส ทูลสรรเสริญ
พระธรรมเทศนา และทูลขอบวช พระพุทธองค์ตรัสให้
พระอานนท์ รับธุระจัดการบวชให้ เมื่ออุปสมบทแล้ว
หลีกไปบาเพ็ญสมณธรรม ก็ได้บรรลุพระอรหัตผลใน
ราตรีน้ัน นับเป็ นพระอรหันต์ปัจฉิมสาวกของพระพุทธ
องค์ ท่ีทนั พระชนมช์ ีพ
ปัจฉิมโอวาท
ก่อนจะเสด็จดบั ขนั ธปรินิพพาน พระพุทธองคต์ รัส
ถึงสถานที่เพื่อการระลึกถึง และเจริญในกุศลท้ังหลาย
ให้กุลบุตรผูม้ ีศรัทธาควรเห็น ได้แก่ สังเวชนียสถาน 4
แห่ง คือ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสงดปฐมเทศนา และ
ปรินิพพาน ผูจ้ าริกไปยงั เจดียส์ ถาน ด้วยความเลื่อมใส
แลว้ จกั เขา้ ถึงสุคติโลกสวรรค์ เม่ือคราวทากาละ และทรง
ประทานโอวาทรับสั่งกับพระอานนท์ว่า “เมื่อเรา
186 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ
ปรินิพพานไปแลว้ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดวา่ พระ
บรมศาสดาของเราไม่มี ขอ้ น้ีพวกเธอไมค่ วรเห็นอยา่ งน้นั
“โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วนิ โย จ
เทสิโต จ ปญฺ ตฺโต โส โว มมจฺจเยน สตฺถาฯ”
ดูก่อนอานนทธ์ รรมและวินยั ใด ท่ีเราไดแ้ สดงและบญั ญตั ิ
แลว้ แก่เธอท้งั หลาย ธรรมและวินยั น้นั แล จกั เป็ นศาสดา
ของเธอท้งั หลายโดยกาลที่เราล่วงลบั ไปแลว้
หลงั จากน้ันพระพุทธองค์ตรัสปัจฉิมวาจา ฝากภิกษุ
ท้งั หลายวา่
“หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว
วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ”
ดูก่อนภิกษุท้ังหลาย บัดน้ี เราขอเตือนท่าน
ท้งั หลายวา่ สังขารท้งั หลาย มีความเสื่อมไป เป็นธรรมดา
พวกเธอจงยงั กิจ ใหถ้ ึงพร้อม ดว้ ยความไม่ประมาทเถิดฯ
โบราณคดี
หลงั พุทธปรินิพพาน กุสินารากลายเป็นเมืองสาคญั
ท้งั เจา้ มลั ละกษตั ริยแ์ ละพุทธศาสนิกชนก็พร้อมใจกนั ทา
สันฐานสถูปเจดียท์ ี่สักการะบูชา ต่อมาเจ้ามลั ละกษตั ริย์
ท้งั หลายก็อ่อนกาลงั และตกอยู่ในอานาจของปาฏลีบุตร
แห่งแควน้ มคธ ความเจริญรุ่งเรืองก็ลดลง
ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ 187
ต่อมาประมาณ พ.ศ.310 พระเจ้าอโศกมหาราช
เสด็จมายังกุสินารา เม่ือทรงทราบชัดว่า ณ จุดน้ีเป็ น
สถานท่ีพระบรมศาสดาเสด็จดบั ขนั ธปรินิพพาน พระองค์
โศกพระทยั เศร้าสลด เป็ นลมสิ้นสติสมปฤดี ณ ท่ีน้ี จึงได้
ทรงบริจาคพระราชทรัพยห์ น่ึงแสนกหาปณะ เพื่อก่อสร้าง
สถูปเจดีย์ และเสาศิลา
ราวศตวรรษที่ 10 พ.ศ.942-947 หลวงจีนฟาเหียน
เดินทางมาที่กุสินารา ในช่วงรัชสมยั ของพระเจ้าจันทร
คุปต(์ พระเจา้ วิกรมาทิตย)์ แห่งราชวงศค์ ุปตะ ไดบ้ นั ทึกวา่
“กุสินารา มีแต่เมืองท่ีทรุดโทรม หมู่บา้ นเป็นหยอ่ มๆ ห่าง
กนั ไป โบสถ์ วิหาร และปูชนียวตั ถุ ปรักหักพงั โดยมาก
สังฆารามที่อยูอ่ าศยั ก็ไม่มีพระสงฆ์ ไดเ้ ห็นศิลาจารึกพระ
เจา้ อโศก 2 หลกั ในอุทยานสาลวนั จารึกน้นั บอกวา่ ณ ที่น้ี
เป็นสถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจา้ ”
ในราวพุทธศตวรรษที่ 13 หลวงจีนเฮียนจงั (Hiuen-
Tsang)ไดบ้ นั ทึก เกี่ยวกบั กุสินาราไว้ เหมือนกนั กบั หลวง
จีนฟาเหียนแตกต่างกันไปบ้าง มีข้อความตอนหน่ึงว่า
“กาแพงหักพงั ตวั เมืองและหมู่บา้ นรกร้าง มีประชาชนอยู่
นอ้ ยมาก ภายในเมืองรกร้างเป็นป่ า”
188 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ
ต่อมาพุทธสถานเหล่าน้ีมีการยบุ พงั ลงมา และมีการ
ก่อสร้างใหม่หลายคร้ัง จนถึงตน้ พุทธศตวรรษท่ี 13 กุสิ
นารากลบั เจริญรุ่งเรืองข้ึนมาอีกระยะหน่ึง ซ่ึงอาจจะเป็ น
สมยั ของพระเจา้ หรรษวรรธนะทรงใหค้ วามอุปถมั ภ์บารุง
พระพทุ ธศาสนาอยา่ งดี.
การขุดค้น ในปี พ.ศ. 2397 ท่านวิลสันได้ทาการ
พสิ ูจน์ กสุ ินาราเป็นอนั เดียวกบั หม่บู า้ นกาเซียร์ในปัจจุบนั
พ.ศ.2404 ท่านเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คนั น่ิงแฮม มา
พบนครกุสินารา หรือหมู่บา้ นกาเซียร์ พบสถานท่ีสาคญั
เป็ นกองหินเรียกว่ามถากัวร์ (มาธา-กัวร์-กา-โกต) ซ่ึง
ชาวบา้ นเชื่อวา่ เป็นสถานท่ีเจา้ ชายสิ้นชีพ
ในปี พ.ศ. 2418-2420 นายเอ ชี แอล คาร์เลยเ์ ล่ ผชู้ ่วย
ของเซอร์คนั น่ิงแฮม ได้ทาการขุดคน้ ต่อพบโครงสร้าง
สถูปขนาดใหญ่สูงรวมถึงยอด 45.72 เมตร ต้งั อยูบ่ นฐาน
ยกสูง 2.74 เมตร พบเคร่ืองเคลือบวสั ดุต่างๆ จานวนมาก
ไดพ้ บแผ่นทองแดงในสถูปท่ีจารึกว่า (ปรินิ รวาณ ไจตย
ตามร ปัตต..แปลวา่ แผน่ ทองแดงท่ีบรรจุไวใ้ นปรินิพพาน
เจดีย์) และท่ีสาคัญ คือ การค้นพบพระพุทธรูปปาง
ปรินิพพานท่ีฝังอยูใ่ นกองปรักหักพงั ของห้องสีเหลี่ยมท่ี
ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ 189
อยูท่ างดา้ นหนา้ ของสถูปซ่ึงพระพุทธรูปองคน์ ้ีกลายเป็ น
สัญลกั ษณ์ของเมืองกุสินารา
ในปี พ.ศ. 2419 ผแู้ สวงบุญชาวพม่ามีบทบาทสาคญั
ในการร้ือฟ้ื นซ่อมแซมอนุสรณ์สถาน
ในปี พ.ศ. 2479 ท่าน อู.พี.คยู และ อู.พี.หเลง ชาว
พม่าได้ทาการบูรณปฏิสังขรณ์พระสถูปมหาปริ นิ พพาน
จนมีสภาพสมบูรณ์
ในปี พ.ศ. 2498 รัฐบาลอินเดียไดต้ ้งั คณะกรรมการ
เพ่ือบูรณะพฒั นาพุทธปูชนียสถานแห่งน้ี เพื่อเฉลิมฉลอง
ก่ึงพุทธกาล โดยมีการออกแบบโครงสร้างข้ึนใหม่ ให้
เหมาะสมกบั ความสาคญั ของอนุสรณ์สถานน้นั
ในปี พ.ศ. 2507 วิหารมหาปรินิพพานได้พงั ลงมา
และทางการของอินเดียไดบ้ ูรณะปฏิสงั ขรณ์
มกฏุ พนั ธนเจดีย์
มกุฎพนั ธนเจดีย์ (The Cremation Stupa-Ramabhar)
ท่ีถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระท้องถิ่นว่า รามภาร์
(Rambhar) เดิมเป็นสถานที่ประกอบพิธีอภิเษกในการเขา้
รับตาแหน่งเจา้ มลั ละกษตั ริยไ์ ดย้ กข้ึนเป็นที่ถวายพระเพลิง
โดยต้งั จิตกาธานข้ึนในบริเวณมกุฎพนั ธนเจดีย์ เมื่อถวาย
พระเพลิงแลว้ จึงก่อเป็ นพระสถูป ณ ที่ถวายพระเพลิงน้นั
190 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ
ปัจจุบนั เป็นเจดียอ์ ิฐแดงเก่าเรียงเป็นช้นั ๆ มีขนาดใหญม่ าก
ส่วนทางดา้ นขวามือ มีซากอิฐก่อฐานซ่ึงเป็ นสถานท่ีๆจดั
ไวต้ อ้ นรับ ผทู้ ่ีมาประชุมเพลิง ซ่ึงมีท้งั พระสงฆส์ าวกและ
ราชา มหากษตั ริย์แว่นแควน้ ต่างๆและต่อมามีการสร้าง
เป็ นสังฆารามในบริเวณน้ันด้วย ก่อนท่ีจะถูกทาลายไป
และกลายเป็นสถานที่รกร้างว่างเปลา่ ในภายหลงั ปัจจุบนั
เหลือแตซ่ ากปรักหกั พงั เทา่ น้นั .
การขดุ คน้ มกฏุ พนั ธนเจดีย(์ ที่สวมมงกฎุ )
ในปี พ.ศ. 2453 ท่านหรินนั ท์ ศาสตรี เป็ นผูค้ น้ พบ
สถูปถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระหรือมกุฏพนั ธนเจดีย์
อยู่ห่างจากวิหารปริ นิพพานไปทางทิศตะวันออก 1
กิโลเมตร องคเ์ ดิมของสถูปน้ีเป็นเนินดิน ในปี พ.ศ. 2493
ไดม้ ีการขุดรอบบริเวณฐานของสถูป และบูรณซ่อมแซม
ใหม้ ีความสมบรู ณ์ดงั ปัจจุบนั มกุฎพนั ธนเจดียเ์ ป็ นสถานที่
ถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบรมศาสดา เม่ือได้
จัดการเผาเสร็จแล้ว เจ้ามัลลกษตั ริยท์ ้ังหลาย โปรดให้
สร้างเจดีย์ ครอบทบั ท้งั พระอฐั ิและเถา้ องั คารท้งั หลายไว.้
ท่านเซอร์คนั น่ิงแฮม ได้เคยเจาะลงไปตรงกลางเจดียน์ ้ี
พบว่ามีแต่เถ้า ซ่ึงก็แน่ใจไดว้ ่าเป็ นสถานท่ีประชุมเพลิง
จริงๆ.
ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ 191
ปรินิพพานสถปู
เป็ นสถานที่ๆพระพุทธองค์ เสด็จดับขันธปริ
นิพพานต่อมาพระเจ้าอโศก ได้สร้างสถูปไวเ้ ป็ นรูปทรง
กลม มีขนาดใหญม่ าก มียอดแหลมคลา้ ยฉตั ร 3ช้นั สถูปน้ี
อยู่ดา้ นหลงั ของปรินิพพานวิหาร ต่อมาทรุดโทรมลงจึง
ได้มีการสร้าง พระสถูปองคใ์ หม่ ครอบไวพ้ ระสถูปน้ี มี
ลกั ษณะเหมือนระฆงั ควา่ ทาสีขาวดงั ที่เห็นในปัจจุบนั
ดา้ นหนา้ เป็ นวิหารที่สร้างข้ึนหลงั สมยั ของพระเจา้
อโศกภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปหินแกะสลกั
ปางปรินิพพาน พระพุทธรูปน้ี สร้างราว พ.ศ.950 โดยช่าง
ชาวมถุรา เป็นพุทธรูปสมยั คุปตะ แต่ศิลปะมถุรา มีขนาด
ใหญ่ ความยาววดั ได้ ประมาณ 20 ฟุต พระพกั ตร์งดงาม
สงบนิ่ง เยือกเย็น เหมือนกาลังจะหลับ หรือกาลังจะ
ปรินิพพาน พระพกั ตร์ดูอ่อนโยน ราวกบั คนที่มีชีวิตจริง
ไม่เหมือนพระพุทธรูปเลย พระกรขา้ งขวา วางรองพระ
เศียร ในลกั ษณะราบกบั พ้ืนซ่ึงเป็ นท่านอนของคน ท่ียงั มี
ชีวิตจริงๆไมเ่ หมือนพระพทุ ธรูป ปางไสยาสนท์ วั่ ไป ที่มกั
วางขอ้ ศอกต้งั ข้ึน และใชฝ้ ่ามือรองพระเศียรไว้
ที่แท่นรององคพ์ ระพุทธรูปน้นั มีภาพหินแกะสลกั
ของพระสาวกหลายองค.์ มีพระสุภทั ทะ สาวกองคส์ ุดทา้ ย
192 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ
ตรงกลาง คือพระอนุรุทธะ นั่งหันหน้า เขา้ หาพระพุทธ
องค์ หรือน่ังเข้าฌานติดตามวาระจิตขณะดับขันธปริ
นิพพาน และสุดทา้ ย เป็นพระอานน์ นง่ั เศร้าโศกอาดูร
โทณพราหมณ์เจดีย์
การแบ่งพระบรมสารีริกธาตุน้ัน โทณพราหมณ์
รับคาสั่งของกษตั ริยเ์ หล่าน้ันแล้วจัดการแบ่งพระบรม
สารีริกธาตุของพระพุทธองค์ เป็น 8 ส่วน คือ
กษตั ริยม์ คธ นาไปบรรจุในเมืองราชคฤห์
กษตั ริยล์ ิจฉวี นาไปบรรจุในเมืองไวสาลี
กษตั ริยศ์ ากยะ นาไปบรรจุในเมืองกบิลพสั ดุ์
กษตั ริยถ์ ูลี นาไปบรรจุในเมืองอลั ลกปั ปะ
กษตั ริยโ์ กลิยะ นาไปบรรจุในเมืองรามคาม
กษตั ริยม์ ลั ละกุสินารา นาไปบรรจุในเมืองกสุ ินารา
กษตั ริยม์ ลั ละปาวา นาไปบรรจุในเมืองเวฏฐีปะ
กษตั ริยโ์ มริยะ เมืองปิ ปผลิวนั ส่งทูตมาขอทีหลงั
จึงไดพ้ ระองั คารไป สร้างสถปู บรรจุในเมืองปิ ปผลิวนั
พระบรมสารี ริ กธาตุ ท้ังหมด รวม16 ทะนาน
กษตั ริยแ์ ต่ละพระองค์ ได้ไป 16 ทะนานพอดี เม่ือโทณ
พราหมณ์กาลงั แบ่งพระธาตุอยู่ ทา้ วสักกะจอมเทพสารวจ
ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ 193
ดูว่าใครหนอฉวยเอาพระเข้ียวแก้วเบ้ืองขวาของพระผูม้ ี
พระภาคเจา้ ไปทรงเห็นวา่ โทณพราหมณ์ เป็นผฉู้ วยเอาไป
ทรงดาริว่า แมพ้ ราหมณ์ก็ไม่อาจทาสักการะอนั ควรแก่
พระเข้ียวแกว้ เบ้ืองขวาได้จึงทรงถือ พระเข้ียวแกว้ เบ้ือง
ขวา ท่ีพราหมณ์ซ่อนไวน้ ้ันออกจากระหว่างผา้ โพกแลว้
บรรจุไวใ้ นผอบทองคานาไปยงั เทวโลกประดิษฐานไว้
ณ พระจุฬามณีเจดีย์
ฝ่ ายโทณพราหมณ์คร้ันแบ่งพระบรมธาตุแล้วไม่
เห็นพระเข้ียวแกว้ ที่ตนฉวยเอามาดว้ ยกิริยาอนั มิชอบ จึง
ไม่อาจจะถามวา่ ใครฉกเอาพระเข้ียวแกว้ ของเราไป ไดแ้ ต่
เพียงคิดว่าเราจกั ขอทะนานทองคาที่ตวงพระบรมธาตุ จึง
ทูลกษตั ริยเ์ หล่าน้นั วา่ ท่านผูเ้ จริญท้งั หลายโปรดประทาน
ทะนานลูกน้ี แก่ขา้ พเจ้าเถิดแลว้ ก็นาไปสร้างสถูปบรรจุ
และทาการฉลองเช่นเดียวกนั .
พนั ธุละใจกลา้ -มลั ลิกาใจเพชร
พระนางมลั ลิกาเป็ นราชบุตรีของเจา้ มลั ละ มีสามี
ช่ือ “พนั ธุละ” ผเู้ ป็นราชบุตรของเจา้ มลั ละเช่นกนั ท้งั สอง
เป็ นชาวเมืองกุสินารา แต่ต่อมาย้ายไปอยู่ท่ีสาวัตถี
เพราะวา่ พนั ธุละหลงั จบการศึกษาท่ีตกั ศิลา ก็แยกทางกบั
สหายรัก คือ พระเจา้ ปเสนทิ และ เจา้ ลิจฉวีนามว่ามหาลิ
194 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ
กลบั บา้ นเกิดคือกุสินารา และไดม้ ีโอกาสแสดงศิลปะการ
ฟันดาบซ่ึงท่านถนัดมาก ในท่ามกลางเจ้ามลั ละท้งั หลาย
แต่เจ้ามัลละบางคนไม่ซื่อ ต้องการทดสอบ จึงแอบใส่
เหล็กไวใ้ นลาไผ่ ที่มดั รวมกนั 80 ลา ปกติพนั ธุละจะฟัน
เพียงคร้ังเดียวก็ขาด คร้ังน้ีก็ขาดเหมือนกนั แต่ไดย้ นิ เสียง
กริ๊ก ของเหลก็ จึงเขา้ ไปหาแม่ๆ ก็บอกวา่ น่ีเป็นวิธีการของ
เจ้ามลั ละ จึงคิดว่าเจ้ามลั ละไม่ซ่ือ อาจหาทางฆ่าเราใน
อนาคต จึงลาแม่พ่อ พาภรรยาไปหาเพื่อนรักคือพระเจา้ ป
เสนทิ และไดร้ ับแตง่ ต้งั ใหเ้ ป็นเสนาบดี ท้งั สองอยรู่ ่วมกนั
มานานแตไ่ ม่มีบุตร พนั ธุละจึงไดบ้ อกใหภ้ รรยากลบั ไปสู่
เรือนของตนเพราะคิดวา่ เป็นหญิงหมนั ก่อนจะกลบั พระ
นางไปวดั พระเชตวนั เพื่อกราบลาพระพุทธเจ้า ทูลบอก
สาเหตุ ท่ีจะกลบั เรือน พระพุทธองค์จึงตรัสว่า “ถา้ อย่าง
น้ันเธอจงกลับไปอยู่กับพันธุลเสนาบดีเถิด” นางจึง
กลับไปอยู่กับพันธุลเสนาบดี เล่าเร่ืองท่ีตนไปเข้าเฝ้า
พระพุทธเจา้ ใหส้ ามีฟัง ตอ่ มาไม่นานนางมลั ลิกากต็ ้งั ครรภ์
เกิดอาการแพท้ อ้ งตอ้ งการไปลงสรงน้าท่ีสระโบกขรณี ใน
เมืองไวสาลี ซ่ึงเป็ นสระมธุราภิเษก ของเจา้ วชั ชี พนั ธุล
เสนาบดี ก็รับคาแลว้ อุม้ นางข้ึนราชรถ พร้อมดว้ ยธนูคู่กาย
(ซ่ึงตอ้ งใชก้ าลงั ของบุรุษ 1000 คนโก่ง) พาไปถึงเมืองไว
ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ 195
สาลี ณ ที่ประตูน้ันเจา้ มหาลีซ่ึงตาบอด นั่งเก็บภาษีเขา้ -
ออก ได้ยินเสียงล้อรถกระทบธรณีประตูเมืองก็ คิดว่า
หายนะจกั มีแน่ ฝ่ ายพนั ธุลเสนาบดี เอาดาบฟันขา่ ยเหลก็ ที่
ป้องกนั สระพานางมลั ลิกาอาบกินจนสมใจแลว้ ก็กลบั ไป
เจา้ ลิจฉวีท้งั หลาย พากนั ออกตามล่า เจา้ มหาลิจึงร้องห้าม
ว่าอยา่ ตามไป เพราะน่นั คือพนั ธุละ แต่ถา้ พวกเจา้ ตามไป
เมื่อเห็นรอยรถยุบลง และเสียงดุจสายฟ้า พวกเจา้ จงกลบั
หรือเห็นธงเรียงกนั เป็ นแนวเดียว พวกเจ้าตอ้ งกลบั ห้าม
ตามไปเด็ดขาด ขณะน้ันพนั ธุละไดย้ กธนูข้ึน และดีดสาย
รอยรถก็ยุบลงดิน และมีเสียงดงั สายฟ้า ตามที่เจา้ มหาลิบ
อก แต่ด้วยความโกรธพวกเจ้าลิจฉวีท้งั 500 คิดว่าเรามี
พวกมากพากนั ตามไป และเมื่อธงเรียงกนั พนั ธุละกป็ ล่อย
ศร ทะอกของเจา้ ลิจฉวลี ม้ ตายท้งั หมด
ตอ่ มานางไดใ้ หก้ าเนิดลูกแฝดถึง 16 คร้ังรวม 32 คน
ตามลาดบั และไดเ้ รียนศิลปวิทยาสาเร็จทกุ คนแตล่ ะคนกม็ ี
บรุ ุษบริวารพนั คน
วนั หน่ึง พนั ธุละไดท้ ราบว่าพวกอามาตยผ์ ูว้ ินิจฉัย
คดี วินิจฉัยคดีดว้ ยความไม่ยตุ ิธรรมเก่เจา้ ทุกข์ จึงวินิจฉัย
เสียเอง ทาให้ประชาชนมีความยุติธรรม พระเจ้าปเสนทิ
โกศล จึงทรงมอบหนา้ ใหเ้ ป็นผวู้ นิ ิจฉยั คดี
196 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภมู ิ
พวกอามาตย์ไม่พอใจ จึงยุยงให้พระเจ้าปเสนทิ
โกศลส่งให้พนั ธุละไปปราบโจรที่ชายแดน และส่งทหาร
ไปดักฆ่าพันธุละพร้อมบุตรชาย ๓๒ คน เสียชีวิตที่
ระหวา่ งภูเขา
วนั ท่ีพนั ธุละและบุตรท้ังหมดถูกฆ่า นางมัลลิกา
นิมนต์พระอคั รสาวกท้งั สอง พร้อมภิกษุ ๕๐๐ รูปไปฉัน
ภัตตาหารที่บา้ น ขณะน้ันนางทาสีได้ทาภาชนะตกแตก
พระเถระคิดว่านางจะตาหนิ แต่หาได้เป็ นเช่นน้ันไม่
เพราะนางนาจดหมายออกจากชายพก และเรียนต่อพระ
เถระว่า “ดิฉันไดข้ ่าวว่าสามีและบุตรท้งั ๓๒ คน ไดต้ าย
เสียแลว้ เมื่อเชา้ น้ี ยงั ไมค่ ิดอะไร เพียงแค่ภาชนะแตกจะคิด
อะไร”
นางมัลลิกาเรียกสะใภ้ท้ัง 32 คน มาให้โอวาทว่า
สามีของพวกเธอไม่มีความผิด แค่ไดร้ ับผลกรรมที่ทาไว้
แต่ปางก่อน พวกเธออยา่ ไดเ้ ศร้าโศกไปเลย คนสอดแนม
ไดน้ าขอ้ ความท่ีนางมลั ลิกาสอนแก่สะใภไ้ ปกราบทูลให้
พระเจ้าปเสนทิโกศลทราบ พระองค์ทรงสลดพระราช
หฤทยั ท่ีหลงเช่ือคนผดิ ทาใหพ้ นั ธุละเพอ่ื นผซู้ ื่อสัตยพ์ ร้อม
บตุ ร ตอ้ งเสียชีวติ
ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ 197
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ลงโทษประหารพวก
อามาตยท์ ี่ทูลความเท็จและทรงไปกล่าวขอโทษกบั นาง
มลั ลิกาพร้อมลูกสะใภด้ ้วยพระองค์เอง นางไม่ไดโ้ กรธ
อะไรแต่ขออนุญาตกลบั ไปยงั มาตุภูมิพร้อมกบั ลูกสะใภ้
ท้งั หมด พระองคก์ ็ทรงอนุญาต และขอให้รับทีฆการาย
นะผเู้ ป็นหลานชายของพนั ธุละเป็นอามาตย์
เรื่องราวของนางหายไป กระทง่ั พุทธปรินิพพาน
เจา้ มลั ละกษตั ริย์ ไดอ้ ญั เชิญพทุ ธสรรีระไปถวายพระเพลิง
ณ มกฏุ พนั ธนเจดีย์ ระหวา่ งทาง ขบวนเคลื่อนพุทธสรีระ
นางมัลลิกาได้ขอให้ขบวนหยุดแล้วถวาย มหาลดาป
สาธน์ คลมุ พระสรีระสงั ขารของพระพทุ ธองค์
198 ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภมู ิ
ก้าวสิบก้าวในแดนพุทธภูมิ 199
สำวตั ถีอฎั ฐมบทแห่งสุขพรรษำ
เมือง เศรษฐีลือนาม เมือง หญิงงามลือช่ือ
เมือง มหาวิหารลา่ ลือ
เมือง เล่ืองลือโพธ์ิอานนท์
เมือง เดียรถยี ์เสียท่า เมือง 25 จากาลฝน
เมือง ปราบโหราจารย์พาลชน
เมือง แสดงมงคล 38 ประการ
เมือง กฐินถกู ยอยก
เมือง แสดงยมกปาฏิหาริย์
เมือง จอมโจรองคลุ มี าล
เมือง ตานานพระสีวลี เมือง ธรณีสูบคนบาป
เมือง การาบคนหมองศรี เมือง มากหม่พู ระกฎุ ี
เมือง บาเพญ็ บารมี ทาน ศีล ภาวนาฯ
ที่มา..คู่มือพระธรรมวิทยากรฯ
200 ก้าวสิบก้าวในแดนพทุ ธภูมิ
ประวตั ิเมืองสาวตั ถี
สาวตั ถีเมืองหลวงแควน้ โกศล เป็นเมืองมหาอานาจ
มีความเจริญรุ่งเรืองมากในชนบท 16 แควน้ ของชมพทู วปี
มีช่ืออีกอยา่ งวา่ อูธะ หรือ อโยธยา เป็นเมืองศกั ด์ิสิทธ์ิของ
ชาวอินเดีย หรือ เมืองพระลักษณ์พระราม ตามคมั ภีร์
“รามายะณะ”
สมยั พุทธกาลแควน้ โกศลมีความเจริญรุ่งเรืองมาก
และเป็ นมหาอานาจ แม้แคว้นกาสี และสักกะ ก็อยู่ใต้
อานาจของแคว้นโกศล ท้ังแผ่นดินก็อุดมสมบูรณ์ดี
การทหารก็มีแสนยานุภาพที่เกรียงไกร พระพุทธองคท์ รง
ประกาศพระศาสนาอยู่ที่เมืองสาวตั ถีนานกว่าเมืองใดๆ
คือท่ีวดั พระเชตวนั 19 พรรษา และวดั บุพพาราม 6 พรรษา
ในอรรถกถาสุมงั คลวิลาสินี ท่านพุทธโฆษาจารย์
ได้อธิบายว่า แควน้ โกศลมาจากคาว่า โกศล หรือ กุศล
แปลว่า สุขสมบูรณ์ หรือ สบายดี และไดเ้ ล่าเรื่องเจา้ ชาย
มหาปนาทไม่ยมิ้ พระบิดาทรงเป็นทกุ ข์ ป่ าวร้องวา่ ถา้ ใคร
ทาใหย้ ิม้ ได้ จะใหร้ างวลั พระอินทร์ส่งคนมาช่วยทาใหย้ มิ้
ใครๆ ก็แสดงความยินดีต่อคนเก่ง ด้วยการทักทายว่า
สบายดี และ เขาก็ตอบว่า กุศลๆ จนกลายเป็นเมืองโกศล
ในท่ีสุด