The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 63040186226, 2024-02-08 23:13:00

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียน

การเปรียบเทียบทักษะการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า จุฑาภรณ์ มั่งมูล รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2567


การเปรียบเทียบทักษะการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า จุฑาภรณ์ มั่งมูล รายงานการวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2567


สารบัญ บทคัดย่อ..................................................................................................................... ................. ก กิตติกรรมประกาศ.............................................................................................................. ......... ข สารบัญ......................................................................................................................................... ค สารบัญตาราง............................................................................................................................... ฉ สารบัญภาพ ............................................................................................................................... ฌ บทที่ หน้า 1 บทน า.................................................................................................................... 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา................................................................ 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย.............……………….….................................................. 3 สมมติฐานของการวิจัย…………………................………............................................. 3 ขอบเขตของการวิจัย……………….......................….................................................. 3 นิยามศัพท์เฉพาะ………………................................................................................. 5 ประโยชน์ที่ได้รับ………………..........................……................................................. 7 กรอบแนวคิดการวิจัย………………..........................………....................................... 7 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.......…………………………………………...................... 8 ทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย................................................................................ 9 ความหมายของการพูด………………........................................................................ 9 ความส าคัญของการพูด......................................................................................... 10 ประเภทของการพูด………………………………………................................................. 11 กระบวนการพูด..................................................................................................... 14 ทฤษฎีเกี่ยวกับการพูด…………………………………………………………………………………. 16 กิจกรรมการเล่านิทาน........................................................................................... 18


สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 2 (ต่อ) ความหมายของนิทาน........................................................................................... ความส าคัญของนิทาน........................................................................................... ประเภทของนิทาน................................................................................................. หลักการเลือกนิทาน.............................................................................................. เทคนิคการเล่านิทาน............................................................................................. 18 19 21 24 25 บัตรภาพ............................................................................................................ ความหมายบัตรค า........................................................................................ ความส าคัญของบัตรค า................................................................................. 27 27 28 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..............….......................................................................... 28 งานวิจัยในประเทศ………………………………………………………………….. 28 งานวิจัยต่างประเทศ…………………………………………………………………… 32 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานวงล้อเสริมด้วยบัตรภาพ……………………. 34 3 วิธีด าเนินการวิจัย..............…….…………..……………...…............................................ 36 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง...........…………………….................................................. 36 แบบแผนการทดลอง..........…………….….................................................................. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..........……………………....................................................... การด าเนินการจัดกิจกรรม.......………………….......................................................... การวิเคราะห์ข้อมูล..........……………………............................................................... สถิติที่ใช้ในการวิจัย..........……………………............................................................... 36 37 44 44 44


สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………..... สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………. 46 46 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………………………………………………………….. 46 5 สรุปอภิปรายผล และข้อเสนอแนะ………………………………………………….……….. วัตถุประสงค์ของการวิจัย………………………………………………………………………… สมมติฐานของการวิจัย....................................................................................... ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย......................................................... เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย.................................................................................... การด าเนินการจัดกิจกรรม................................................................................. การวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................ สรุปผลการวิจัย................................................................................................ .. อภิปรายผลการวิจัย........................................................................................... ข้อเสนอแนะ..................................................................................................... . 48 48 48 48 49 49 49 49 50 51 บรรณานุกรม............................................................................................................................. . 52


สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า ภาคผนวก…………………………………………………………………………………………………………………….. 56 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบข้อมูล…………………………………….. 57 ภาคผนวก ข ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบสังเกตทักษะการพูดของ เด็กปฐมวัย…………………………………………………………………………………………. 58 ภาคผนวก ค ค่าอ านาจจ าแนก (r) และค่าความเชื่อมั่นของแบบสังเกต ทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย………………………………………………………………… 61 ภาคผนวก ง ตัวอย่าง แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานวงล้อเสริมด้วยบัตร ภาพ…………………………………………………………………………………………………… 63 ภาคผนวก จ แบบสังเกตทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย……………………………. 73 ภาคผนวก ฉ ภาพการจัดกิจกรรมการเล่านิทานวงล้อเสริมด้วยบัตรภาพ 76 ประวัติย่อผู้วิจัย…………………………………………………………………………………………………………….. 83


สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 2 3 4 5 เนื้อหาสาระที่ใช้ในการทดลองการจัดกิจกรรมการเล่านิทานวงล้อเสริมด้วยบัตรภาพ..... แบบแผนการวิจัย............................................................................................................. เนื้อหาสาระที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วย บัตรค าต่อทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย......................................................................... ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของทักษะการพูดของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการ จัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า.......................... การเปรียบเทียบคะแนนทักษะการพูดของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการ เล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัต.............................................................. 5 37 38 47 47


สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดการวิจัย……….……………………………………………………………..……………….......... 7 2 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตร.................... 35 3 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตร ............................................................................................................................. .................. 40 4 ขั้นตอนการสร้างแบบสังเกตทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย................................................ 43


ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบทักษะการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า ผู้วิจัย นางสาวจุฑาภรณ์ มั่งมูล มั่งมูล อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ กัลยกร ภักดี ที่ปรึกษาร่วม คุณครู เสาวลักษณ์ สวัสดี ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2567 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการพูดของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับ การจัดกิจกรรมการเล ่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า กลุ ่มตัวอย ่างที ่ใช้ใน การศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กนักเรียนชาย - หญิง อายุระหว่าง 5 - 6 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ต าบลบ้านแดง อ าเภอเพ็ญ จังหวัด อุดรธานี สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 3 จ านวน 21 คน ที่ได้มาโดยการสุ่ม แบบกลุ ่ม รูปแบบการวิจัยคือ แบบกลุ ่มเดียวทดสอบก ่อนและหลัง เครื ่องมือที ่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค าและแบบ สังเกตทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการ ทดสอบทีแบบไม่อิสระผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบ ค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค ามีทักษะการพูดหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม


กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ส าเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาจาก อาจารย์ กลัยกร ภักดี อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย และนางเสาวลักษณ์ สวัสดีที่ปรึกษาร่วม ที่ได้กรุณาให้ค าปรึกษาชี้แนะ แนวทางต่างๆ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณท่านผู้เชี่ยวชาญ นางฉันทนา ต้นสียา ครูช านาญการพิเศษ โรงเรียน อนุบาลพิบูลย์รักษ์นางสาวกรรนิการ์ ปราบพาล นางสาวชนากานต์ ผ่านนอก ครู โรงเรียนอนุบาล พิบูลย์รักษ์นางสาวเวธกา สุภวีรฤทธิ์ โรงเรียนบ้านเชียงงาม ที่ให้ค าแนะน าปรึกษา และเป็น ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ แก้ไขเครื่องมือวิจัยให้มีคุณภาพ ขอขอบพระคุณผู้อ านวยการสถานศึกษาและคณะครูโรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ทุกท่าน ที่อ านวยความสะดวก ให้ความร่วมมือช่วยเหลือและเป็นก าลังใจโดยตลอด ขอขอบใจนักเรียน ชั้นปฐมวัยปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ปีการศึกษา 2566 ทุกคนที่ให้ความร่วมมือ ในการ ทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา สมาชิกทุกคนในครอบครัวของผู้วิจัย ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง แห่งความส าเร็จครั้งนี้ คอยช่วยเหลือและให้ก าลังใจผู้วิจัย คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีของงานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่คุณบิดา มารดา ผู้เป็นบุพการี ตลอดจนบูรพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ผู้วิจัยและผู้มีพระคุณทุกท่าน สืบไป จุฑาภรณ์ มั่งมูล


1 บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ การส ารวจพัฒนาการของเด็กปฐมวัยอายุต ่ากว่า 5 ปี ของกรมอนามัยพบว่า เด็กไทย มีพัฒนาการตามวัยร้อยละ 70 และร้อยละ 30 มีพัฒนาการล่าช้าผิดปกติส่วนใหญ่ล่าช้าด้านภาษามาก ที่สุดเฉลี่ยร้อยละ 16 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสารความเข้าใจและมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการใน การเรียนรู้ด้านอื่นๆ และการวิจัยในด้านการเลี้ยงดูเด็กของพ่อแม่ที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร 400 คน ในปีเดียวกันพบว่า แม่ร้อยละ 50 เน้นการพัฒนาสมองของบุตร ส่วนแม่ร้อยละ 46 หรือเพียง1 ใน 4 คนเท่านั้นที่เน้นการสอนพูดและฟังด้วยการเล่านิทานหรืออ่านนิทานให้ลูกฟัง งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า พ่อแม่หรือผู้ปกครองส่วนใหญ่เน้นพัฒนาการ โดยไม่ส่งเสริมประสบการณ์ทางภาษา (ดวงพร สัตนันท์ , 2557) ซึ่งสอดคล้องกับ สถิติการส ารวจพัฒนาการเด็กอายุ 1-5 ปี ของศูนย์อนามัยที่ 3 กรมอนามัย โดยใช้แบบประเมินพัฒนาการเดนเวอร์ทู (Denver II) พบว่า เด็กมีพัฒนาการรวมทุกด้านปกติร้อยละ 72.5 เป็นเด็กที ่มีพัฒนาการล ่าช้ากว ่าวัย ร้อยละ 27.5 หรือประมาณ 1 ล้านคนทั ่วประเทศ โดย พัฒนาการที่มีความล่าช้ามากที่สุด คือ พัฒนาการทางด้านภาษา (กัญญพัชร พงษ์ช้างอยู่ , 2559) จาก ปัญหาดังกล่าวข้างต้น หากไม่ได้รับการแก้ไข จะส่งผลให้พัฒนาการด้านภาษาของเด็กล่าช้าการมี พัฒนาการด้านภาษาล่าช้า จะส่งผลกระทบเชิงลบต่ออารมณ์และบุคลิกภาพ ขัดขวางการเรียนรู้ท าให้ พัฒนาการด้านสติปัญญา และพัฒนาการด้านอื่นๆล่าช้าด้วย นอกจากนี้ยังพบความสัมพันธ์ระหว่าง พัฒนาการด้านภาษาล่าช้ากับความเสี่ยงที่จะมีพัฒนาการด้านภาษาราชการต่อเนื่อง การมีต้นทุนด้าน ภาษาที่แตกต่างกันตั้งแต่วัยทารก ท าให้ขาดโอกาสในการเรียนรู้สิ่งรอบตัว ความเข้าใจภาษาน้อยกว่า การสื่อสารบอกความต้องการได้น้อยกว่า ส่งผลถึงช่วงวัยประถมศึกษาจะท าให้เรียนรู้ได้น้อยกว่าเด็ก จะมีปัญหาด้านการเรียนรู้ ปัญหาพฤติกรรม ปัญหาการเรียน ทั้งการอ่าน การเขียน การคิดค านวณ และระดับสติปัญญาต ่า (ยุวดี พงษ์สาระนันทกุล, สุดาภรณ์ พยัคฆเรือง , 2559) ทักษะการพูด สามารถส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีในช่วงปฐมวัย ซึ่งเป็นวัยที่ก าลังเติบโต ในทุกๆด้าน โดยเฉพาะด้านภาษาเรียกได้ว่า เป็นวัยทองของภาษา เพราะระยะนี้พัฒนาการด้านภาษา เจริญขึ้นอย่างมาก (วรรณภา หารชุมพล. 2530: 1-2) ถ้าเด็กได้รับการส่งเสริมอย่างเพียงพอจะท าให้ การเรียนรู้ของเด็กพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่มีเด็กจ านวนไม่น้อยที่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาการทาง ภาษาจากทางบ้านและโรงเรียนไม่มากเท่าที่ควรเป็นผลให้เด็กขาดประสบการณ์ทางภาษา


2 (ทิศนา แขมมณี. 2545: 137) ประสบการณ์ทางภาษาที่จัดให้กับเด็กยังไม่ได้ผลดีนักเพราะการสอนยัง ไม่ถูกวิธีและไม่โน้มน้าวให้เห็นความส าคัญของภาษา (กาญจนา สุวรรณธาร. 2539: 37) พัฒนาการ ทางภาษาของเด็กปฐมวัยเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีความเจริญงอกงามเป็นขั้นตอนอย่างต่อเนื่องกัน (พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์. 2521: 96-98) โดยเฉพาะพัฒนาการทางด้านการพูดและการฟังซึ่งเป็น ทักษะพื้นฐานที่ส าคัญของการอ่าน การเขียนและการติดต่อสื่อสาร การเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกพูด การฟังอย่างเหมาะสม จะเป็นพื้นฐานของความสามารถ้านการอ่านและการเขียนอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไป ดังเช่น เด็กที่มีความพร้อมในการพูดและการออกเสียง การเล่านิทานเป็นวิธีที่ง่ายและนิยมกันแพร่หลาย ในการส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยเกิดทักษะ ทางภาษา Malkina (1995: 38) กล่าวว่า การเล่านิทานเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิผลต่อผู้เริ่มเรียน ภาษาเพราะสามารถแสดงถึงอารมณ์ต่างๆ การรับรู้ และความต้องการได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็ก เพราะการเล่านิทาน สามารถกระตุ้นความสนใจของเด็ก เพราะเรื่องที่น ามาเล่านั้น เด็กสามารถรับรู้ อารมณ์ และเรียนรู้วัฒนธรรมจากเรื ่องที ่ฟังได้ การเล ่านิทานจึงเป็นกิจกรรมหนึ ่ง ที ่ครูสามารถ น ามาใช้ในการพัฒนาทักษะด้านการใช้ภาษาของนักเรียน เมื่อนักเรียนได้ฟังครูเล่านิทานจะจดจ า ความต่อเนื่องของเรื่องราว ตลอดจนได้เรียนรู้ต าศัพท์ใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีความสามารถทางการ พูดเพิ่มขึ้นด้วย เช่น ในงานวิจัยของ นภาภรณ์ อันทะผลา (2547) ที่ศึกษาผลของกิจกรรมการเล่า นิทานที่มีต่อทักษะการพูดของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลรัชนีบูล เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน มีทักษะทางการพูดมากกว่า นักเรียนที่ไม่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ และการเปิดโอกาสให้เด็ก ได้จินตนาการโดยใช้นิทานเป็นสื่อ ยังเป็นการกระตุ้นให้เด็กรู้จักคิด และพูดออกมาด้วย ส าหรับกิจกรรมที่ส่งเสริมความสามารถด้านการพูดส าหรับเด็กปฐมวัยนั้น มีหลากหลาย กิจกรรม เช่น การเล่านิทาน การเล่นบทบาทสมมุติ การสนทนา การอภิปราย การร้องเพลง การพูดค าคล้องจอง การใช้ปริศนาค าทาย การใช้นิทานภาพ หรือสื ่อประกอบการเล ่านิทานซึ่ง กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้ฟัง ได้พูดโต้ตอบ และแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถทางภาษาดีขึ้น วิชัย วงษ์ใหญ่ (2537: 20) กล่าวว่า ถ้านิทาน ได้รับการส ่งเสริมสร้างให้น ่าสนใจด้วยเทคนิคใหม ่ๆ ก็จะได้ผลในการสอนเด็กเหลือคณานับซึ ่งมี งานวิจัยหลายเรื่องที่พบ ผลยืนยันว่า การเล่านิทานประกอบกับการใช้สื่อต่างๆ สามารถช่วยให้เด็กมี พัฒนาการด้านการพูดสูงขึ้น เช ่น งานวิจัยของ จีรวรรณ นนทชัย (2555) ที ่ศึกษาการจัด ประสบการณ์เล่านิทานประกอบการวาดภาพ งานวิจัยของ กณิการ์ พงศ์พันธุ์สถาพร (2553) ที่ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการแสดงประกอบการเล่านิทาน และงานวิจัยของ ณัฐธยาน์ ยิ่งยงค์ (2553) ที่ศึกษาผลการเล่านิทานพื้นบ้านจังหวัดสุโขทัยประกอบภาพ งานวิจัยทั้งสามเรื่องนี้ต่างก็


3 พบว่า การเล่านิทานประกอบสื่อต่างๆ ท าให้ความสามารถด้านการพูดของเด็กปฐมวัยสูงขึ้นอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติ จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยในฐานะนักศึกษาฝึกปฏิบัติการในสถานศึกษา จึงสนใจศึกษาว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค ามีทักษะ การพูดสูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมหรือไม่ โดยผลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริม ทักษะการพูดของเด็กปฐมวัยต่อไป วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย เพื่อเปรียบเทียบทักษะการพูดของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรม การเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า สมมติฐำนกำรวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตร ค ามีทักษะการพูดหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม ขอบเขตของกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดขอบเขตการวิจัย ดังนี้ 1. ประชำกร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลที่อยู่ในจังหวัดอุดรธานี 2. กลุ่มตัวอย่ำง เด็กนักเรียนชาย - หญิง อายุระหว่าง 5 - 6 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ต าบลบ้านแดง อ าเภอเพ็ญ จังหวัด อุดรธานี สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 3 จ านวน 21 คน ที่ได้มาโดยการ สุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)


4 3. ตัวแปร 3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ กิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริม ด้วยบัตรค า 3.2 3.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการพูด - ด้านการพูดเป็นค า - ด้านการพูดเป็นประโยค - ด้านการพูดเป็นเรื่องราว 4. ระยะเวลำที่ใช้ในกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ใช้เวลาการทดลองจ านวน 24 แผน โดยมีระยะเวลาในการท ากิจกรรม 8 สัปดาห์ 5. เนื้อหำกำรวิจัย เนื้อหาการทดลองในครั้งนี้เป็นแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบ ค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า ซึ่งประกอบด้วยนิทานจ านวน 18 แผน ดังแสดงในตารางที่ 1


5 ตารางที่ 1 เนื้อหาสาระที่ใช้ในการทดลองการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิด เสริมด้วยบัตรค า สัปดำห์ วัน เวลำ (ครั้งละ 40 นำที) หน่วยกำรเรียนรู้ 1 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. วันลอยกระทง 2 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. บ้านสวนลูกนกในกอ ตระไคร้ 3 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. หิงห้อยใต้ต้นล าพู 4 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. รถไฟใต้ดินที่รัก 5 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. ความดี 6 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. โรงเรียนของครูช้าง 7 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. ของขวัญวันเกิดของ แม่ 8 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. กระติกน ้าแห่งความดี


6 นิยำมศัพท์เฉพำะ เพื่อให้การด าเนินการวิจัยในครั้งนี้มีความชัดเจน ผู้วิจัยได้ก าหนดความหมายของค าศัพท์ที่ ใช้ในการวิจัย ดังนี้ 1. ทักษะการพูด หมายถึง ความสามารถของเด็กปฐมวัยในการเปล่งเสียงออกมาเป็นค าที่มี ความหมายหรือประโยคที่แสดงความคิด ความรู้สึกเล่าเรื่องเป็นประโยคอย่างต่อเนื่อง บอกชื่อสิ่งต่างๆ สัญลักษณ์ ที่แสดงความคิด ความรู้สึก เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจและสามารถใช้ค าพูด ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านดังนี้ 1.1 การพูดเป็นค า หมายถึง ความสามารถของเด็กปฐมวัยในการเปล่งเสียงออกมาเป็น ค าที่มีความหมาย ได้แก่ การออกเสียงที่ถูกต้อง การบอกชื่อสิ่งต่างๆ และการบอกค าศัพท์ใหม่ที่ได้ เรียนรู้ 1.2 การพูดเป็นประโยค หมายถึง ความสามารถของเด็กปฐมวัยในการเรียบเรียงและน า ค ามาต่อกันและสื่อความหมายอย่างเหมาะสม ได้แก่ การพูดโต้ตอบเป็นประโยคสั้นๆ การพูดเป็น ประโยคได้อย่างมีความหมาย และการพูดแสดงความต้องการของตนเอง 1.3 การพูดเป็นเรื่องราว หมายถึง ความสามารถของเด็กปฐมวัยในการเลือกและเรียบ เรียงค าและประโยคมาต่อกันให้เป็นเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้แก่ การเล่าเรื่องในนิทาน การเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง และการเล่า เหตุการณ์ต่างๆ 2. การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า หมายถึง การ ถ่ายทอดเรื่องราวที่ผู้วิจัยคัดเลือกมาเล่าประกอบสื่อนิทานให้เด็กฟัง โดยเมื่อเด็กฟังนิทานจบจะมีการ น าบัตรค ามาส่งเสริมทักษะการพูด ด้านพูดเป็นค า การพูดเป็นประโยค และการพูดเป็นเรื่องราว โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบ่งออกเป็น 3 ขั้นได้แก่ 2.1 ขั้นน า 2.1.1 ครูน าเด็กเข้าสู่กิจกรรม โดยการสนทนา การร้องเพลง การท่องค าคล้องจอง 2.1.2 ครูและเด็กร่วมกันสร้างข้อตกลงในการท ากิจกรรม 2.2 ขั้นสอน 2.2.1 ครูเล่าหรือทบทวนนิทานให้เด็กๆฟัง 2.2.2 ครูและเด็กร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับเนื้อหาในนิทาน 2.2.3 ครูและเด็กร่วมกันออกเสียงค าศัพท์แต่งประโยคตามบัตรค า หรือเล่าเรื่องราว จากบัตรค า 2.2.4 เด็กออกเสียงค าศัพท์แต่งประโยค หรือเล่าเรื่องราวจากบัตรค าด้วยตนเอง


7 ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย 2.2.5 ครูให้สัญญาณเก็บอุปกรณ์ 2.3 ขั้นสรุป 2.3.1 ครูและเด็กร่วมกันทบทวนเนื้อหาค าศัพท์ประกอบบัตรค า 2.3.2 ครูและเด็กร่วมกันสรุปกิจกรรม ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้ทราบผลการเปรียบเทียบทักษะด้านการพูดของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า ได้แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถาม ปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า ของเด็กปฐมวัย 2. ได้แนวทางในการจัดประสบการณ์ส าหรับครูผู้สอนระดับปฐมวัยในการจัดกิจกรรม การเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้าน อื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป กรอบแนวคิดในกำรวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม การเล่านิทาน ประกอบค าถาม ปลายเปิดเสริมด้วย บัตรภาพ ทักษะการพูด - ด้านการพูดเป็นค า - ด้านการพูดเป็นประโยค - ด้านการพูดเป็นเรื่องราว


8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ด าเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยแยกการ น าเสนอเนื้อหาตามล าดับ ดังนี้ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย 1.1. ความหมายของการพูด 1.2. ความส าคัญของการพูด 1.3. ประเภทของการพูด 1.4. กระบวนการพูด 1.5. ทฤษฎีเกี่ยวกับการพูด 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทานและการเล่านิทาน 2.1. ความหมายของนิทาน 2.2. ความส าคัญของนิทาน 2.3. ประเภทของนิทาน 2.4. หลักการเลือกของนิทาน 2.5. เทคนิคการเล่านิทาน 3. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบัตรค า 3.1. ความหมายของบัตรค า 3.2. ความส าคัญของบัตรค า 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1. งานวิจัยในประเทศ 4.2. งานวิจัยต่างประเทศ 5. ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า


9 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการพูด 1.1. ความหมายของการพูด วราลี ศรัทธา (2552 : 6) กล่าวถึง การพูดคือกระบวนการถ่ายทอดความคิดความรู้สึกและ ประสบการณ์ของผู้พูดไปสู ่ผู้ฟังโดยอาศัยการใช้เสียง น ้าเสียง กิริยาท่าทางในการสื ่อความหมาย การพูดจึงมีความส าคัญกับชีวิตประจ าวันเพราะต้องใช้การพูดเพื่อเป็นการส่งสารติดต่อกับบุคคลอื่นๆ ดังนั้นจึงควรเข้าใจวิธีและศิลปะการพูดด้วย จิรวัฒน์ เพรชรัตน์และอัมพร ทองใบ (2555 : 152) กล่าวถึง การพูด คือ การสื่อสารของผู้ พูด เพื ่อให้ผู้ฟังรับรู้สารตามความประสงค์ของตนซึ ่งอาจจะต้องประกอบด้วยบุคลิกรวมทั้งกิริยา อาการท่าทาที่ชวนฟังชวนติดตาม ท าให้ผู้ฟังสามารถรับรู้และเข้าใจจุดมุ่งหมายของผู้พูดได้อย่างเข้าใจ และกระจ่างชัดจนสามารถแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบและการพูดที่ดีจึงหมายถึงการพูดที่มีวัตถุประสงค์ที่ แน่ชัดและควรได้รับการตอบสนองจากผู้ฟัง ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้รวมทั้งผู้พูดควรมีความจริงใจ และมีความรับผิดชอบต่อการพูดของตน พิมพาภรณ์ บุญประเสริฐ (2558 : 8) กล่าวถึง การพูดเป็นพฤติกรรมการแสดงออกเป็นหนึ่ง ในหลายๆวิธีของการสื่อสาร โดยอาศัยถ้อยค า น ้าเสียง และท่าทางถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด และ ความต้องการด้วยจุดมุ่งหมายอย่างไรอย ่างหนึ ่งไม ่ว่าจะเพื ่อให้ทราบให้เข้าใจ ให้ปฏิบัติตามและ ก่อให้เกิดอารมร์ความรู้สึก เกตน์นิภา ฮาดคันทุง (2561 : 34) กล่าวถึง การพูดเป็นการสื่อสารของมนุษย์โดยการเปล่ง เสียงออกมาเป็นถ้อยค า น ้าเสียง ภาษา และอากัปกิริยาเพื่อถ่ายทอดความรู้สึก ความคิด และความ ต้องการของผู้พูดไปสู ่ผู้ฟังให้เข้าใจอาจเป็นการแสดงความรู้สึกนึกคิดความต้องการความรู้และ ประสบการณ์ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการต่างๆ ท างานอย่างต่อเนื่องและประสานกัน วนิดา โรจนอุดมศาสตร์(2563 : 56) กล่าวถึง การพูดเป็นการติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นโดยการ เปล่งเสียงออกมาเป็นถ้อยค าเพื่อส่งสารให้ผู้ฟังเข้าใจความต้องการ ความรู้สึกนึกคิดของตนเองซึ่งการ พูดของเด็กปฐมวัยในการวิจัยครั้งนี้เป็นการบอกชื่อค าศัพท์การสนทนาโต้ตอบและการเล่าเรื่องจาก ภาพ จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การพูดคือ การถ่ายถอดความรู้สึกนึกคิดเป็นการสื่อสารเพื่อให้เกิด วัตุประสงค์ตามความต้องการและจะได้รับการตอบกลับจากผู้ฟัง


10 1.2. ความส าคัญของการพูด กอบกาญจน์ วงศ์วิสิทธิ์ (2551 : 164-166) กล่าวถึง การพูดเป็นกระบวนการที ่มีความ จ าเป็นส าหรับมนุษย์เพราะมนุษย์ต้องติดต่อสื่อสารกันในวิถีการด าเนินชีวิตอันจะก่อให้เกิดประโยชน์ ต่างๆขึ้นมาเพื่อจรรโลงสังคมให้คงอยู่นอกจากนั้นยังท าให้ผู้ฟังได้รับผลแห่งการพูดนั้นสรุปความส าคัญ ได้ดังนี้ 1. ด ารงตนในสังคมอย ่างมีความสุขการพูดเป็นวิธีการสื่อสารส าคัญอย ่างหนึ่งที่เปิด โอกาสให้คนในสังคมได้เรียนรู้ เพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ดีให้เกิดขึ้น และให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่าง สงบสุข ทั้งในด้านการประกอบอาชีพการสนทนาพูดคุย และการด าเนินชีวิตประจ าวันในแง่มุมอื่น 2. สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่มีคุณค่าผู้พูดจะน าเสนอสิ่งที่ตนเองคิดออกมาเพื่อให้ผู้อื่นได้ ทราบหรืออาจอิบายข้อมูลต ่างๆที ่ตนเองคิด หรืออาจแลกเปลี ่ยนความคิดเห็นกับผู้อื ่นเพื ่อความ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้เกิดขึ้นทั้งสิ่งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม โดยใช้การพูดเป็นการสื่อสารความ เข้าใจหรือผลจากการพูดนั้นอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นน าไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ 3. จรรโลงจิตใจมนุษย์การพูดมีส่วนช่วยส าคัญที่ช่วยให้ทั้งผู้พูดและผู้ฟังที่มีสุขภาพจิตที่ ดี ทั้งการถ่ายทอด และรับฟังเรื่องราวที่กล่อมเกลาจิตใจ สร้างความบันเทิง ผ่อนคลายความตึงเครียด ลารให้ข้อคิดคติเตือนใจแก่ผู้อื่น จีรวรรณ นนทะชัย (2555 : 25) กล่าวถึง การพูดเป็นทักษะทางภาษาที่ส าคัญอย่างหนึ่งที่ใช้ ในการสื่อสาร การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความคิดเห็นเพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในเด็กปฐมวัย หากผู้ที่เกี่ยวข้องคือพ่อแม่ ครู รู้จักหาวิธีการที่จะส่งเสริมพัฒนาการทางการ พูดที่เหมาะสมและให้เด็กได้ฝึกบ่อยๆ ก็จะท าให้เด็กพูดได้อย่างชัดถ้อยชัดค ากล้าแสดงออกทางการ พูด รู้จักเรียงล าดับการพูดเรื่องราวก่อนหลังไม่วกวนไปมา ท าให้การสื่อสารถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด และความต้องการของตนเองถูกต้องและชัดเจนขึ้น พิมพาภรณ์ บุญประเสริฐ (2558 : 9-10) กล่าวถึง มนุษย์อาศัยการพูดในการสื่อสารเพื่อ ด าเนินกิจกรรมต่างๆ ซึ่งจ าเป็นต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม การพูดจึงมีความส าคัญทั้งต่อการด าเนิน ชีวิตประจ าวัน การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ระว่าง บุคคล การประกอบอาชีพ และการบริหาร จัดการองค์กร การพูดมีความส าคัญต่อมนุษย์ดังนี้ 1. ความส าคัญต่อการด้านชีวิตประจ าวัน การพูดมีความส าคัญอย่างยิ่งต่อการด าเนิน ชีวิต ในกระบวนการสื่อสารในกิจกรรมต่างๆ นับตั้งแต่ตื่นนอน 2. ความส าคัญต่อการสร้างและรักษาและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เมื่อมนุษย์ อยู ่ร ่วมกันเป็นสังคม การด ารงกฎเกณฑ์ตลอดจนสถาบันทางสังคมไว้ส ่วนหนึ ่งก็ด้วยการสื ่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสื่อสารในรูปแบบของการสนทนาจะมีบทบาทส าคัญที่ช่วยให้สร้างและรักษา ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล บุคคลกับกลุ่ม และหน่วยงานกับหน่วยงาน


11 3. ความส าคัญต่อการประกอบอาชีพ การพูดเป็นบุคลิกภาพที่ส าคัญประการหนึ ่งของ มนุษย์ การพูดเป็นการแสดงออกถึงลักษณะของบุคลซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความส าคัญต่อการรับรู้ของ ผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง ผู้มีศิลปะในการพูด พูดถูกจังหวะเวลา มีทักษะการพูดเพ่อเล่าเรื่อง ย่อมได้รับความ เชื่อถือ อยู่ท่ามกลางการยอมรับและไว้วางใจจะส่งผลต่อความส าเร็จในอาชีพ 4. ความส าคัญต่อการบริหารจัดการณ์องค์กร สัมพันธภาพที่ดีในองค์กรเป็นจุดเริ่มต้น ส าคัญของการติดต่อประสานงานและผลงานที่มีประสิทธิภาพ การพูดคือเครื่องมือพื้นที่ส าคัญอันจะ ช่วยสร้างสัมพันธภาพของสมาชิกในองค์กรน าสู่ความร่วมมือกันในการท างานต่อไป สมชาติ กิจยรรยง (2559 : 18) กล่าวถึง การพูดเป็นการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ ความ คิดเห็น หรือข้อคิดต่อผู้ฟังโดยใช้เสียงภาอากัปกิริยา ภาพ ฯลฯ เพื่อให้คนฟังรับรู้ พัชรินทร์ จันทร์ส่องแสง (2560 : 134) กล่าวถึง การพูดเป็นการสื่อสารที่ส าคัญ ใช้ในการ ถ่ายทอดความรู้ ความคิดเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจได้สะดวกและรวดเร็ว การพูดบ่งบอกสถานะ ศักยภาพ ความเป็นผู้น า นิสัยและบุคลิกภาพของผู้พูดได้อีกด้วย การพูดที่ดีช่วยสร้างมนุษย์ สัมพันธ์ ผู้ฟังเกิด ความเชื่อมัน ศรัทธา สร้างแรงบันดาลใจ โน้มน้าวใจผู้ฟังให้ยอมรับได้โดยง่าย ฉะนั้นการพูดจึงมี ความส าคัญต่อชีวิตมนุษย์ตลอดเวลา จากที่กล่าวมาสรุปได้ว ่า การพูดเป็นการถ ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด การถ่ายทอดน ้าสียง ภาษา ความเข้าใจ ความคิดเห็นเป็นการติดต่อสื่อสารท าความเข้าใจกันในชีวิตประจ าวันของมนุษย์ไม่ ว่าชาติใด ภาใดก็จะต้องใช้การติดต่อสื่อสารความหมายกัน เพราะการพูดสามารถสื่อสารได้สะดวก รวดเร็วแต่การสื่อสารจะเข้าใจกันดีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถในการพูด 1.3. ประเภทของการพูด วนิดา บ ารุงไทย (2551: 18) กล่าวถึง ประเภทของการพูดการพูดสื่อสารทั้งในการสนทนา ระหว่างบุคคล และการพูดต่อกลุ่มชุมชนนั้น จัดแบ่งเป็น 3 ประเภท ตามจุดมุ่งหมายของการพูดดังนี้ 1. การพูดให้สาระความรู้การพูดแบบให้สาระความรู้หรือข้อมูลที่เป็นการพูดขั้นพื้นฐาน ที่สุด ไม่จ าเป็นต้องใช้ลีลาหรือหลักการซับซ้อนมากนัก สิ่งส าคัญคือ ความสามารถน าเสนออย ่าง ชัดเจนแจ่มแจ้ง ความพอเพียงหรือสมบูรณ์ของข้อมูล และเนื้อหาความรู้ที่ควรเป็นความรู้ใหม่เป็น ปัจจุบัน นอกจากนี้โดยทั ่วไป การพูดใหสาระความรู้บางเรื ่องอาจมีเรื ่องของทัศนะความคิดเห็น ประกอบด้วยประเด็นความคิดที่สอดแทรกนี้ ควรมีแง่คิดมุมมองที่ลุ่มลึกและน่าสนใจ 2. การพูดโน้มน้าวหรือชักชวนการพูดโน้มน้าวหรือชักชวน โดยทั ่วไปมีลักษณะหรือ จุดมุ่งหมายประการใดประการหนึ่งหรือหลายประการดังต่อไปนี้ 1. เสนอความเชื่อหรือทัศนะคติใหม่ 2. เปลี่ยนทัศนะคติเดิมที่มีอยู่ 3. เพิ่มความเข้มของทัศนะคติเดิม


12 4. กระตุ้นหรือเรียกร้องให้เกิดพฤติกรรมหรือปฏิกิริยาอย่างไรอย่างหนึ ่ง โดยลักษณะ ดังกล่าว การพูดได้โน้มน้าวหรือชักชวนจึงเป็นการพูดที่มีโอกาสใช้เสมอๆ ทั้งในการสนทนาปกติทั่วไป และในการพูดต่อชุมชน 3. การพูดเพื่อจรรโลงใจ การพูดเพื่อจรรโลงใจเป็นลักษณะของการพูดเพื่อให้ผู้ฟังเกิด ความเพลิดเพลิน ผ่อนคลายอารมร์ อาจด้วยการเล่าเรื่องที่น่าสนใจหรือสนุกๆ ตลอดจนการเล่าเรื่อง ข าขัน หรือการบอกเล่าพูดคุยทั่วๆไปและในการพูดต่อชุมชน พิกุล พูลสวัสดิ์ (2552 : 61) กล่าวถึง การพูดแบ่งได้หลายประเภท ทั้งแบ่งตามวิธีการพูด ได้แก่พูดโดยกะทันหัน พูดโดยการเตรียมตัวมาล่วงหน้า ลัดดา แพรภัทรพิศุทธ์ (2552 : 19) กล่าวถึง ประเภทของการพูดว่ามีวิธีการแบ่งได้หลายวิธี 1. แบ่งตามจ านวนของผู้พูด เป็นการพูดเดี่ยว และการพูดกลุ่ม 2. แบ่งตามจุดมุ่งหมายของการพูด เป็นการพูดเพื่อให้ความรู้ การพูดเพื่อโน้มน้าว การ พูดเพื่อเพบิดเพลินและจรรโลงใจ และการพูดเพื่อค้นหาค าตอบ 3. แบ่งตามพิธีการ เป็นการพูดแบบเป็นทางการ และการพูดแบบไม่เป็นทางการ 4. แบ่งตามวิธีการพูด เป็นการพูดโดยไม่เตรียมตัวมาก่อน การพูดโดยอ่านจากต้นฉบับ การพูดโดยการท่องจ า และการพูดโดยมีการเตรียมตัวล่วงหน้า สมบูรณ์ นิยมศิลป์ (2554 : 36-39) กล่าวถึง ประเภทการพูดแบ่งเป็น 4 ประเภทดังนี้ 1. การพูดระหว่างบุคคล (พูดเดี่ยว) เป็นการพูดทักทายโอภาปราศรัยกันควรพูดจาด้วย น ้าเสียงที่เป็นมิตร แสดงออกถึงความยินดีที่ได้พบปะพูดคุยกันการพูดทักทายนี้ผู้พูดจะต้องพูดจา สุภาพ โดยใช้ค าพูดที่ให้ผู้รับฟังทราบความหมายได้ง่าย 2. การพูดในกลุ่ม (พูดหมู่) การพูดในกลุ่มหรือพูดหมู่นั้น ในชีวิตประจ าวันพบเห็นกันอยู่ เป็นประจ า ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวใหญ่ กลุ่มเพื่อนบ้านหมู่บ้าน สถานศึกษา หรือในการประชุมกับ เพื่อนร่วมงาน หรือการประชุมสัมมนา 3. การพูดในที่ชุมชน ตามโอกาสต่างๆ ได้แก่ 3.1. การพูดอย ่างเป็นทางการ เป็นการพูดในการพีการต ่างๆ มีการวางแผนแนว ปฏิบัติไว้อย่างชัดเจน 3.2. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ เป็นการพูดที่ให้บรรยากาศเป็นกันเอง หรือการเล่า เรื่องสนุกสนานก็ได้ 3.3. การพูดกึ่งทางการ เป็นการพูดที่ลดหลักเกณฑ์จากการพูดอย่างเป็นทางการ 4. เป็นการพูดสื่อมวลชน การพูดสื่อมวลชนนั้น เป็นการพูดผ่านรายการโทรทัศน์ วิทยุ ภาพยนตร์ และในปัจจุบันออนไลน์ หรือทางอินเตอร์เน็ตด้วย ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวขอนายกรัฐมนตรี ในโอกาสส าคัญต่างๆ การรายงานข่าวของสื่อมวลชนอการอ่านประกาศต่างๆ


13 พิมพาภรณ์ บุญประเสริฐ (2558 : 10-13) กล่าวถึง ประเภทของการพูดโดยอาศัยเกณฑ์ 4 ประการ คือ จ านวนของผู้สื่อสาร ลักษณะการพูด วัตถุประสงค์ของการพูด และโอกาสดังนี้ 1. การแบ่งประเภทการพูดโดยใช้จ านวนของผุ้สื่อสารเป็นเกณฑ์ เกณฑ์แรกที่สามารถ น ามาพิจารณาแบ่งประเภทของการพูดคือ จ านวนของผู้สื่อสาร ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือกการสื่อสารรระหว่างบุคคล 1.1. การสื่อสารระหว่างบุคคล คือ การพูดที่ประกอบด้วยจ านวนคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แต่ไม่มากจนไม่สามารถสื่อสารกันแบบตัวต่อตัวได้ โดยจะท าหน้าที่เป็นทั้งผู้ฟังและผู้พูด สามารถ แลกเปลี่ยนข่าวสารกันได้โดยตรง มีลักษณะที่ไม่เป็นทางการได้แก่ การสนทนา การพูดคุยโทรศัพท์ เป็นต้น 1.2. การพูดในกลุ่มเล็ก เป็นการสื่อสารในกลุ่มขนาดเล็กที่มีจ านวนไม่มาก โดยในขณะ ที่คนหนึ่งท าหน้าที่เป็นผู้พูด คนอื่นๆ ก็จะท าหน้าที่เป็นผู้ฟัง และอาจร่วมซักถามเสนอแนะในจังหวะที่ เหมาะสม ลักษณะที่ผู้พูดและผู้ฟังสามารถเปลี่ยนข่าวสารกันได้โดยแบบตัวต่อตัว ได้แก่ การประชะ ชุม การเสวนา การอภิปรายแบบระดมสมอง เป็นต้น 1.3. การพูดต่อหน้าที่ชุมชน เป็นการพูดต่อหน้าสาธารณชนซงมีผู้ฟังจ านวนมากผู้พูด และผู้ฟังมีระยะห ่างค ่อนข้างมากท าให้ลักษณะความเป็นส ่วนตัวและโอกาสความเป็นส ่วนตัวและ โอกาสที่จะแลกเปลี่ยนข่าวสารกันได้แบบตัวต่อตัว ค่อนข้างจะกระท าได้ยาก เช่น การอภิปรายการ สัมมนา เป็นต้น 2. การแบ่งประเภทของการพูดโดยใช้ลักษณะการพูดเป็นเกณฑ์ แบ่งแกได้ 3 ประเภทคือ 2.1. การพูดจากความทรงจ า มี 2 ลักษณะ ลักษณะแรกเป็นการพูดถึงสิ ่งที ่เป็น ประสบการณ์ตรงซึ่งเกิดขึ้นในอดีตเหมือนเรื่องเล่าจากความทรงจ าซึ่งจะเป็นลักษณะของการพูดที่มี ความเป็นธรรมชาติผู้พูดสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก ผ่านทางสีหน้า สายตา และท่าทีไปสู่ผู้ฟัง ได้อย่างเป็นธรรมชาติดูน่าเชื่อถือการสร้างความรู้สึกร่วมก็เป็นไปได้โดยดยง่ายเนื่องจากทั้งผู้พูดและมี้ อองเสียสมาธิกับบทพูดส่วนอีกลักษณะหนึ่งเป็นการพูดโดยเขียนบทพูดและพยายามท่องจ าข้อความ ทั้งหมดในบทพูดนั้นเพื ่อให้พร้อมส าหรับการน าเสนอซึ ่งจะเป็นการพูดที ่ขาดความเป็นธรรมชาติ เนื่องจากผู้พูดมักจะมีความกังวลและนึกถึงข้อความที่เขียนไว้สมาธิจึงอาจจะไม่ได้อยู่ที่ผู้ฟังอย่างเต็มที่ 2.2. การพูดแบบอ่านจากร่างหรือพูดจากต้นฉบับ เป็นการที่ผู้พูดถือบทพูดปรกอบ ด้วยโดยบทพูดจะมี2 ลักษณะ คือบทพูดละเอียด แบบที่ใช้อ่านในงานพิธีการหรือในโอกาสต่างๆผู้พูด จะมีหน้าที่เป็นผู้อ่านซึ่งจะต้องฝึกฝนทั้งทักษะในการสะกดค าและการอ่านเนื่องจากถ้อยค าที่ใช้ใน โอกาสนี้มักจะเป็นถ้อยค าที่สละสลวยหรืออาจมีศัพท์เฉพาะอีกทั้งยังต้องมีทักษะในการใช้เสียงรู้จัก ควบคุม บังคับเสียง รวมถึงการหยุดเว้นจังหวะในการอ่านที่ถูกต้องเป็นธรรมชาติ ส่วนบทลักษณะที่ 2


14 บทพูดแบบคร่าว ที่อาจจะมีเฉพาะหัวข้อประเด็นส าคัญหรือข้อมูลส าคัญที่ช่วยเตือนความจ า หรือช่วย ให้การพูดในครั้งนั้นสามารถถ่ายทอดเนื้อหาได้ครบถ้วน 2.3. การพูดแบบฉับพลัน คือ การพูดที่ผู้พูดไม่มีโอกาสเตรียมตัวก่อนอาจจะเป็นการ ตอบค าถามการพูดแสดงความคิดเห็น การพูดแสดงความรู้สึกในโอกาสต่างๆ ซึ่งมักจะเป็นการพูด ระยะสั้นๆแต่สามารถสร้างความประหม่าให้กับผู้พูดไว้มากที่สุดเนื่องจากขาดการเตรียมตัวล่วงหน้าซึ่ง หากผู้พูดสนใจความรู้รอบตัวทันโลกทันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมมีกทักษะในการเลือกสรรถ้อยค า ที่สื่อความหมายและสื่อความรู้สึกผู้พูดก็จะได้รับความประทับใจและความชื่นชมจากผู้ฟังได้มากกว่า การพูดประเภทอื่นๆเนื่องจากเป็นการพูดที่แสดงความเป็นธรรมชาติ 3. แบ ่งประเภทของการพูดโดยใช้วัตถุประสงค์ของผู้พูดเป็นเกณฑ์ แบ ่งออกเป็น 4 ประเภทดังนี้ 3.1. เพื่อแจ้งให้ทราบ (Inform) ในการพูดนั้น ผู้พูดต้องการที่จะบอก แจ้งหรือชี้แจง ข่าวสาร เรื่องราว เหตุการณ์ ข้อมูล และสิ่งอื่นใดให้ผู้ฟังได้ทราบหรือเกิดความเข้าใจ 3.2. เพื่อสอนหรือให้การศึกษา (Teach or Educate) โดยที่ผู้พูดมีความต้องการที่จะ สอบวิชาความรู้หรือเรื่องราวที่มีลักษณะเป็นวิชาการเพื่อให้ผู้ฟังรับความรู้เพิ่มขึ้นจากเดิม 3.3. เพื่อสร้างความพอใจหรือความบันเทิง (Please Entertain) เป็นการพูดที่ผู้พูดมี ความต้องการจะท าให้ผู้รับสารเกิดความรื่นเริงบันเทิงใจจากสารที่ตนเองส่งออกไปไม่ว่าจะในรูปแบบ ของการพูด การเขียน หรือการแสดงกิริยาท่าทาง 4. การแบ่งประเภทของการพูดโดยใช้โอกาสเป็นเกณฑ์ สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่ 4.1. การพูดในโอกาสที่แสดงความยินดีและอวยพร เช่น การกล่าวเปิดงาน การกล่าว ต้อนรับ การกล่าวมอบรางวัล การกล่าวในงานมงคลสมรส กล่าวในโอกาสงานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น 4.2. การพูดในโอกาสที่แสดงความรู้สึกเสียดาย เสียใจ เช่น การกล่าวอ าลาในวาระ ต่างๆ การกล่าวเพื่อไว้อาลัยงานศพ เป็น จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การพูดแบ่งได้หลายประเภท ทั้งแบ่งตามจ านวนของผู้ฟัง ได้แก่การ พูดรายบุคคล การพูดในที่ชุมชน หรือการพูดแบ่งตามวิธีการพูด ได้แก่การพูดกะทันหัน พูดโดยเตรียม ตัวมาล่วงหน้า 1.4. กระบวนการพูด สุภาวดี ศรีวรรธนะ (2542 : 68-70) กล่าวถึง กระบวนการในการพูดของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย กระบวนการ 3 ขั้นตอน คือ 1. การออกเสียง 2. การสร้างค า 3. การสร้างประโยค


15 ทั้ง 3 ขั้นตอนนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน ขั้นตอนใดเป็นไปได้จะมีผลเสียต่อขั้นตอนอื่น 1. การออกเสียงท าได้โดยการเลียนแบบเด็กเลียนแบบเสียงค าและเนืองจากบุคคลที่เด็ก ติดต่อเกี่ยวข้องด้วยเด็กจะเปลี่ยนภาษาพูดไปตามสิ่งแวดล้อมใหม่นั้นเพราะกลไกการออกเสียงและ นิสัยการพูดยังไม่มีรูปแบบแน่นอน ด้วยเหตุนี้พ่อแม่และนักการศึกษาบางคนจึงเห็นว่าวัยเด็กเล็กเป็น ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเรียนภาษาต่างประเทศ เด็กจะพูดได้เหมือนเจ้าของภาษาแต่ถ้ารอไปเรียน ต่อเมื่อเด็กอยู่ชั้นมัธยมเด็กจะพูดภาษาด้วยส าเนียงภาษาแม่ของตน 2. การสร้างค า คือ การเชื ่อมโยงกับความหมายค าหลายๆค าที ่มีเสียงเหมือนกันแต่ ความหมายต่างกันเช่น สาด สารท ศาสน์ การสร้างค าจึงยากกว่าการออกเสียง ทั้งการเชื่อมโยงเสียง กับความหมายมีโอกาสผิดได้ง่ายเมื่อเด็กไปโรงเรียนเด็กจะทราบศัพท์ใหม่และความหมายใหม่เพิ่มขึ้น เรื่อยๆเพราะครูสอนได้โดยตรงและจากประสบการณ์ของเด็กเองจากการอ่านหนังสือฟังวิทยุหรือดู โทรทัศน์นอกจากนี้เด็กอายุเท่ากันทราบศัพท์จ านวนไม่เท่ากัน เนื่องจากความแตกต่างระหว่างบุคคล ด้านสติปัญญา อิทธิพลของสิ่งแวดล้อมโอกาสในการเรียนรู้และแรงจูงใจ 3. การสร้างประโยค ระยะแรกเด็กอายุ 12-18 เดือน พูดประโยคที่มีค าเพียงค าเดียวใช้ ท่าทางประกอบ เช่น “ขอ” และชี้ไปที่ตุ๊กตา หมายความว่า ขอตุ๊กตาให้หนู อายุ 2 ปีเด็กใช้ประโยค สั้น ๆ ได้แล้ว อายุ 4 ปี เด็กจะพูดประโยคต่างๆได้ดีขึ้นเด็กชอบใช้ประโยคค าถามมากพอเด็กพูดได้ เด็กจะพูดไม่หยุดเหมือนกับตอนที่เด็กเดินได้จะเดินไม่หยุดเช่นเดียวกัน ดังนั้นสรุปได้ว่า การพูดของ เด็กปฐมวัยนั้นเด็กเริ่มเปล่งเสียงร้องที่ไม่มีความหมายก่อน จากนั้นเด็กจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นค าพูด เดียวก่อนแล้วค่อยๆพัฒนาเป็นประโยคสั้นๆและมีความ นงลักษณ์ งามข า (2551:20) กล่าวถึง พัฒนาการพูดของเด็กปฐมวัยเริ่มจากการพูดออก เสียงพูดทีละค าแทนประโยค 1 ประโยค เมื่อเด็กโตขึ้นความพร้อมทางด้านภาษาดีขึ้นสามารถที่จะน า ค่าที่ท าหน้าที่ต่างๆกันมารวมประกอบกันเป็นประโยในที่สุดเด็กจะสามารถเรียนรู้การผูกประโยค ต่างๆเป็นการสื่อความหมายความคิดความต้องการของตนเองให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจได้เป็นอย่างดี ศศิธร เวียงวะลัย (2556-27) กล่าวถึง ภาษาพูด พัฒนาการที ่ชัดที ่สุดของเด็กในวัยนี้คือ พัฒนาการทางภาษาพูด เมื่ออายุประมาณ 2 ปี จะเริ่มใช้ค าพูดแทนสิ่งต่างๆเริ่มแรกเด็กจะพูดเป็นค า ค าเดียวต่อมาภาษาของเขาจะพัฒนาเร็วมากจนอายุ 4 ปี เด็กจะพูดได้มากสามารถเข้าใจภาษาที่ ผู้อื่น พูด เพียเจต์ (Piaget) สรุปจากการศึกษาภาษาของเด็กไว้ว ่าภาษาพูดของเด็กจะมี 2 ประเภท คือ ภาษาพูดแบบยึดตนเอง (Egocentric Speech)กับภาษาพูดแบบสื ่อสังคม (Socialized Speech) โดยที่ภาษาพูดแบบยึดตัวเองเป็นภาษาที่ขาดการสื่อความหมายที่แท้จริงเด็กจะพูดอื่นโดยไม่ใสใจว่า ผู้อื ่นจะเข้าใจหรือไม ่ หรือจะพูดโต้ตอบอะไร ส ่วนภาษาพูดแบบสื ่อสังคมนั้นเป็นภาษาพูดที ่สื่อ ความคิดระหว่างเด็กกับผู้อื่นเพราะเด็กไม่เพียงแต่พูดหรือถามแต่เขายังสนใจว่าผู้อื่นคิดอย่างไรหรือ


16 โต้ตอบอย่างไร ค าพูดของเขา เพียง ให้ข้อสังเกตว่า เด็กในขั้นก่อนการคิดแบบ เหตุผล อายุประมาณ 2-4 หรือ 5 ปี จะใช้ภาษาพูดแบบยึดตนเอง เมื่ออายุได้ประมาณ 6-7 ปี จะใช้ แบบสื่อสังคม พัชรินทร์ จันทร์ส ่องแสง (2560:138) กล ่าวถึง เด็กมีพัฒนาการพูดเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนที่จะพูดเป็นค าซึ่งเป็นช่วงอายุแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ เป็นขั้นการออกเสียงเพื่อสื่อความหมาย ให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการและเริ่มพูดค าซ ้าระยะของการพูดเป็นช่วงอายุ 2 ขวบขึ้นไปซึ่งพัฒนาการ ทางด้านการพูดเป็นไปอย่างรวดเร็วเด็กสามารถพูดค าที่มีความหมายได้มากขึ้นเรียนรู้ค าศัพท์ใหม่ๆได้ มากขึ้นและเมื่อเด็กอายุได้ประมาณ 5 ปี เด็กจะสามารถเข้าใจหลักไวยากรณ์เรียนรู้การผูกประโยค ต่างๆเพื่อน ามาใช้ในการพูดสื่อความหมายความคิดความต้องการของตนเองให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจได้ เหมาะสมกับสถานการณ์ นางสาววนิดา โรจนอุดมศาสตร์ (2562 : 59) กล่าวถึง การพูดของเด็กปฐมวัยนั้นเด็กเริ่ม เปล่งเสียงร้องที่ไม่มีความหมายก่อนจากนั้นเด็กจะค่อยๆพัฒนาเป็นค าพูดเดียวก่อนแล้วค่อยพัฒนา เป็นประโยคสั้นๆและมีความ60 ซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้นกระบวนการพูดของเด็กปฐมวัยจึง ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ การออกเสียง การสร้างค าและการสร้างประโยค การจัดกิจกรรมส่งเสริม การพูดที่เหมาะสมกับวัยมากที่สุด จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การะบวนการพูดของเด็กปฐมวัยการพูดของเด็กจะพัฒนาไปตาม อายุของเด็กจากการเริมแรกคือเสียงอ้อแอ้ เมื ่อมีอายุเพิ ่มขึ้นจะพัฒนาเป็นค าศัพท์หรือประโยค ตามล าดับของการเจริญเติบโตของเด็ก 1.5. ทฤษฎีเกี่ยวกับการพูด จรรยา สุวรรณทัต และคณะ (Suvannathat; et al. 1985: 122) กล่าวถึง กระบวนการ เรียนรู้ทางภาษาว่า เกิดขึ้นจากความช านาญ (Empricist Approach) ซึ่งเด็กจะเริ่มเรียนรู้ภาษาอย่าง ไม่เป็นกฎเกณฑ์แต่เรียนรู้ภาษาในลักษณะเดียวกับการฝึกทักษะความช านาญและความสามารถด้าน อื่นๆการเรียนรู้ค าได้จากการได้ยินคนอื่นพูดซ ้าๆแล้วน ามาพูดซึ่งเด็กจะเรียนรู้ได้เร็วถ้าค าที่เด็กเรียนรู้ เป็นประสบการณ์ใกล้ตัวเด็กรูปแบบการเรียนรู้ที่ส าคัญส าหรับเด็กปฐมวัย คือ ต้องมีการ ปฏิสัมพันธ์ กับวัตถุ เช่น ครูน าวัตถุสิ่งของ ของเล่น มาจัดวางในห้องเรียนและตั้งค าถามเพื่อเร้าให้เด็กหาค าตอบ ซึ่งเป็นการให้เด็กส ารวจวัตถุนั้นด้วยตัวเอง ศรียา และ ประภัสสร นิยมธรรม (2541: 27 - 30) ได้กล่าวถึง ทฤษฎีพัฒนาการทางภาษา และการพูดไว้ ดังนี้ 1. ทฤษฎีเสริมก าลัง (Reinforcement Theory) ทฤษฎีนี้อาศัยจากหลักทฤษฎีการ เรียนรู้ซึ ่งถือว ่า พฤติกรรมทั้งหลายถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยการวางเงื ่อนไข ไรน์โกลด์ (Rheingold) และคณ พบว่า เด็กจะพูดมากขึ้น เมื่อให้รางวัลหรือเสริมก าลัง วินิทซ์ (Winitz) ได้อธิบายถึงการที่เด็ก เกิดการรับรู้ในระยะการเล่นเสียงตอนต้นๆว่า เป็นการกระท าตามธรรมชาติของมนุษย์ในการที่จะมี


17 จุดหมายปลายทางตัวอย่างเช่นเมื่อเด็กหิวก็เคลื่อนไหวปากซึ่งมีจุดหมายปลายทางที่การดูดและการ กินต่อมาเมื่อโตขึ้นก็อาจใช้วิธีท าเสียงอ้อแอ้โดยหวังว่าแม่จะเข้ามาหาและเล่นเสียงคุยตามไปด้วย 2. ทฤษฎีการรับรู้ (Motor Theory of Perception) ในบางครั้งเด็กจะพูดค าที่ไม่เคยพูด หรือไม่เคยถูกสอนให้พูดมาก่อนเลยแม้แต่ในระยะเล่นเสียงก็มิได้เปลี่ยนแปลงเสียงที่คล้ายกับค านั้นจึง สงสัยว่าเด็กเรียนรู้ได้อย่างไรทฤษฎีนี้ให้ค าตอบในแง่นี้ซึ่งลิเบอร์แมน (Liberman) ตั้งสมมติฐานไว้ว่า การรับรู้ทางการฟังขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงเสียงจึงเห็นได้ว่าเด็กมักจ้องหน้าเวลาเราพูดด้วยท านอง เดียวกับเด็กหูตึงการท าเช่นนี้อาจเป็นเพราะเด็กฟังพูดซ ้าด้วยตนเองหรือหัดเปล่งเสียงโดยใช้อ่านริม ฝีปากแล้วจึงเรียนรู้ค า 3. ทฤษฎีสภาวะติดตัวมาแต ่ก าเนิด (Innateness Theory) ซอมสกี้ (Charnsity) นักภาษาศาสตร์อเมริกันผู้คิดทฤษฎีนี้เขาอธิบายว่าเด็กทุกคนเกิดมาพร้อมกับเครื่องมือในการเรียนรู้ ภาษา (Language Acquisition Devic) ซึ ่งเรียกว ่า แอล เอ ดี (L.A.D.) เครื ่องมือนี้จะเป็นฝ ่ายรับ ข้อมูลทางภาษาซึ่งมาจากประโยคต่างๆเด็กก็จะเกิดการเรียนรู้กฎต่างๆ ทางไวยากรณ์ที่มีใช้ในภาษา กฎทางไวยากรณ์ต่างๆนี้ก็คือความรู้ในภาษา (Competence) 4. ทฤษฎีความสัมพันธ์ (Interaction Theory) ได้มีนักสังคมวิทยาภาษาศาสตร์และ นักจิตวิทยากลุ่มหนึ่งเสนอขึ้นโดยกล่าวว่าคนเราเกิดมานั้นจะต้องมีบางสิ่งบางอย่างติดตัวมาท าให้คน ผิดไปจากสัตว์อื่นแต่ไม่ใช่แอล เอ ดี สิ่งนั้นคือความสามารถในการเรียนภาษา (Language Capacity) และความรู้เกี่ยวกับโลก (Cognitive Knowledges) 5. ทฤษฎีความบังเอิญจากการเล่นเสียง (Babble Luck) ซึ่งธอร์นไดค์ (Thardike)เป็นผู้ คิดโดยอธิบายว่าเมื่อเด็กก าลังเล่นอยู่นั้นเผอิญมีบางเสียงไปคล้ายกับเสียงที่มีความหมายในภาษาพูด ของพ่อแม่พ่อแม่จึงให้รางวัลในทันทีด้วยวิธีนี้เด็กจะมีพัฒนาการทางภาษาไปเรื่อย 6. ทฤษฎีชีววิทยา (Biological Theory) ของอีริค เลนเนเบอร์ก (Enic Lenneberg) เชื่อว่าพัฒนาการทางภาษานั้น มีพื้นฐานทางชีววิทยาเป็นส าคัญกระบวนการที่คนพูดได้ ก็เกิดจากการ ที่คนสามารถถ่ายทอดภาษากันได้ 7. ทฤษฎีการให้รางวัลของแม ่ (Mother Reward Theory) จอห์น ดอลลาร์ด (John Dollard) และ นีล มิลเลอร์ (Neel Miller) เป็นผู้คิดตั้งทฤษฎีนี้โดยเกี่ยวกับบทบาทของแม ่ในการ พัฒนาภาษาของเด็กว่าภาษาที่แม่ใช้ในการเลี้ยงดูเพื่อสนองความต้องการของลูกจะเป็นเหตุให้เกิด ภาษาพูดแก่ลูก สุณี บุญพิทักษ์ (2557 : 18) ได้กล่าวทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพูดไว้ดังนี้ 1. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา เพียเจต์ (Jean Piaget) เพียเจต์ (Jean Piaget) เป็น นักการศึกษาชาวอเมริกันเชื้อชาติสวิส เจ้าของทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาเขาเชื่อว่าเด็กอายุ 2-7 ปี สติปัญญาก าลังพัฒนาอยู่ในขั้นก่อนปฏิบัติการ (Pre- Operational Stage) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก


18 วัย 4-6 ปี เป็นวัยที่พัฒนาการทางภาษาเป็นไปในลักษณะยังเข้าใจความหมายของค าและเรื่องราวไม่ แจ่มแจ้ง (คู่มือการอบรมเลี้ยงดูเด็กก่อนประถมศึกษา, 2541 : 13) ฉะนั้นควรให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการ สัมผัสส ารวจทดลองและลงมือกระท าต่อวัตถุด้วยตนเองซึ่งพัฒนาการด้านสติปัญญาของเพียเจต์ที่ เกี่ยวข้องในช่วงวัยเด็กปฐมวัยมี 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1.1. ขั้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว (Sensormotor Stage) อยู่ในช่วงอายุ 0-2 ปี เด็กในวัยนี้จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวจากการสัมผัสจับต้องผ่านประสาทสัมผัสของเด็กทุกด้าน จะสังเกตเห็นได้ว่าเด็กไม่ชอบอยู่นิ่ง ชอบเคลื่อนไหวตลอดเวลามือจับต้องสิ่งของต่างๆที่อยู่ใกล้ตัว อยากเล่นอยากลองสิ่งที่พบที่เห็น ผู้เลี้ยงดูถ้าไม่เข้าใจพฤติกรรมที่เกิดขึ้นสนับสนุนส่งเสริมย่อมส่งผลที ดีต่อการพัฒนาเด็ก 1.2. ขั้นความคิดก่อนปฏิบัติการ (Preoperational Stage) อยู่ในช่วงวัย 2 - 7 ปี เด็ก เริ่มเรียนรู้ภาษาพูดและภาษาท่าทางในการสื่อสารแต่ไม่สามารถคิดหาเหตุผลได้ดี ณัฐวดี ศิลากรณ์ (2556 : 19 ) กล่าวถึง การศึกษาทฤษฎีและกระบวนการการเรียนรู้ภาษา ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าพัฒนาการทางภาษาหรือการพูดของเด็กปฐมวัยนั้นจะต้องผ่ากระบวนการพัฒนา มาเป็นล าดับขั้นเด็กสามารถเรียนรู้ภาษาได้อย่างรวดเร็วหลายรูปแบบแตกต่างกันไปทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบต่างๆทางสังคม เช่น สิ่งแวดล้อมตัวเด็กเองตลอดจนปฏิกิริยาตอบสนองจากสิ่งเร้าโดย กระบวนการเรียนรู้เริ่มจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ และบุคคลใกล้ตัว ในลักษณะการเลียนแบบ หรือการลองผิดลองถูกการเรียนรู้ภาษาจะดียิ่งขึ้นถ้าเด็กได้รับการเสริมแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็น การเชื่อมโยงความรู้ใหม่เข้ากับความรู้เดิมก็จะท าให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษา หรือพัฒนาการทางการ พูดดียิ่งขึ้น จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การเรียนรู้ทางภาษาจะเห็นได้ว่าการพัฒนาทางภาษาหรือการพูด ของเด็กปฐมวัยนั้นจะต้องผ ่านกระบวนการพัฒนามาเป็นล าดับเด็กสามารถเรียนรู้ภาษาได้หลาย รูปแบบและการเรียนรู้จะเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆทางสังคมเช่นสิ่งแวดดล้อม ตัวเด็กเองและบุคลใกล้ตัวลักษณะการเลียนแบบหรือการปฏิบัติแบบลองผิดลองถูกและเมื่อได้รับการ เสริมแรงจะเกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทานและการเล่านิทาน 2.1. ความหมายของนิทาน จารุณี ศรีเผลือก (2554 : 17) กล่าวถึง นิทานคือเรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาเพื่อให้เกิดความ สนุกสนานและความบันเทิงซึ่งนิทานเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องสมมุติติดขึ้นท าให้เกิดจินตนาการจากเรื่อง ให้แง่คิดคติสอนใจเด็กสามารถน าไปเป็นต้นแบบได้


19 ชุติมา ประจวบสุข ( 2556 : 31) กล่าวถึง นิทานหมายถึงเรื่องที่เราสืบต่อกันมาเนื้อเรื่อง ของนิทานอาจเป็นเรื่องที่แสดงความคิดความเชื่อเฟสกูนะท าให้ความรู้และสร้างจินตนาการให้กับผู้ฟัง นิทานจึงนับเป็นสื่อที่ดีอย่างหนึ่งในการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านภาษาและการเรียนรู้ของเด็ก จิตตพัฒน์ มักกรพันธ์ (2558 : 32) กล่าวว่านิทานหมายถึงเรื่องราวหรือเรื่องที่เล่าที่แต่งขึ้นเพื่อมุ่งให้ ความสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นหลักและแสงคุณธรรมข้อคิดคติสอนใจและให้ความรู้ให้กับผู้ฟังผู้อ่าน ได้รับ จุฬาภัคษณ์ อนุศักร (2561 : 20) กล่าวถึง นิทานเป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นมาด้วยการผูกเรื่อง ขึ้นโดยอาศัยประวัติความจริงบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงบ้างหรืออาจเป็นเรื่องราวที่แต่งขึ้นมาจาก จินตนาการหรืออิงความจริงมีวัตถุประสงค์เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินสอดแทรกแง่คิดคติสอนใจ และแฝงด้วยคุณธรรมจริยธรรมดีงามเพื่อให้ผู้ฟังน าไปเป็นแนวทางปฏิบัติตน ศรัญญา พิมเสน ( 2562 : 20) กล่าวถึง นิทานหมายถึงเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาเพื่อให้ เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินบันเทิงมีการสอดแทรกคติธรรมคุณธรรมจริยธรรมสามารถน าความรู้ มาปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันและแนวทางในการด าเนินชีวิตได้ บุษนีย์ สมญาประเสริฐ (2551 :21) กล ่าวถึง ได้ให้ความหมายของนิทานว่าเป็นสื ่อการ เรียนการสอนของ ครูที่สามารถน าไปสู่การเรียนการสอนในรูปแบบมากมาย ทั้งด้านการใช้ภาษา คณิตศาสตร์ การสังเกต นิทานสามารถสร้างจินตนาการความฝันความคิดความเข้าใจและการรับรู้ ให้กับเด็ก และยังเป็นสื่อที่จะช่วยปลูกฝังให้เด็กรักการอ่านมากยิ่งขึ้น ปราณี ปริยวาที (2551 :24) กล่าวถึง ได้ให้ความหมายของนิทานว่า นิทานเป็นเรื่องราวที่ แต ่งขึ้นมาด้วยการผูกเรื่องขึ้นโดยอาศัยประวัติของความจริงบ้างเหตุการณ์ที ่เกิดขึ้นจริงบ้างหรือ อาจจะเป็นเรื ่องที ่แต ่งขึ้นมาจากจินตนาการหรืออิงความจริงมีวัตถุประสงค์เพื ่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน สอดแทรกแง่คิดคติสอนใจ และแฝงด้วยการปลูกฟังคุณธรรมจริยธรรมอันดีงาม เพื่อให้ ผู้ฟังน าไปเป็นแนวทางปฏิบัติตนที่ดีในการอยู่ร่วมกันในสังคม จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า นิทานหมายถึงเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาหรือมีผู้แต่งขึ้นเพื่อให้ ผู้ฟังได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินและซึ่งสอดแทรกคุณธรรมคติสอนใจที่สามารถน าความคิดไป ปรับใช้ในชีวิตประจ าวัน 2.2. ความส าคัญของนิทาน ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550 : 11-16) กล ่าวถึง ความส าคัญของนิทานว่า นิทานเป็นสิ่งที่ส าคัญต่อชีวิตทั้งเด็กและผู้ใหญ่เพราะนอกจากนิทานจะช่วยให้เด็กๆมีความสุขสนุก หรรษาแล้วยังเป็นโลกแห ่งจินตนาการที ่สมบูรณ์แบบที ่คอยช ่วยถักทอสายใยความรักความสาน สัมพันธ์อันอบอุ่นความละมุนละไมในกลุ่มสมาชิกของครอบครัวอีกทั้งนิทานยังให้แง่คิดคติสอนใจและ ปรัชญาชีวิตอันล้าลึกแก่เด็ก


20 ปราณี ปริยวาที (2551 : 29) กล่าวถึง นิทานมีความส าคัญ คือ เป็นวิธีการให้ความรู้ที่จะ ท าให้เด็กสนใจเรียนรู้สามารถจดจ าและกล้าแสดงออกปลูกฝังนิสัยรักการอ่านแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่พึง ประสงค์ของเด็กจากตัวแบบในนิทานที่เด็กประทับใจ สร้างสมาธิผ่อนคลายอารมณ์สร้างความสัมพันธ์ ใกล้ชิดระหว่างผู้เล่าและผู้ฟัง กรรณิการ์ ท านองดี (2553 : 21) กล่าวถึง นิทานมีความส าคัญคือนิทานเป็นสื่อที่สามารถ ช ่วยให้เด็กมีพัฒนาการในทุกด้านนอกจากนี้ นิทานยังเป็นเครื่องมือก ่อให้เกิดการเรียนรู้สามารถ น ามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่เด็กได้อย่างดีเพราะเป็นสิ่งที่เด็กชื่นชอบดังนั้นนิทานจึงช่วยให้เด็กเรียนรู้ ภาษาได้ดีตามวัยพร้อมๆกันกับการปลูกฝังคุณธรรม ความดี สร้างความคิดริเริ่มและการเลียนแบบที่ดี ให้แก่เด็กอีกด้วย ธริตา นาคสวัสดิ์ (2558 : 22) กล่าวถึง นิทานมีความส าคัญ คือ สามารถช่วยในการพัฒนา ทักษะทางการฟังคิดวิเคราะห์ผ่านเรื่องราวต่างๆช่วยให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านภาษาโดยผ่านการฟัง และสายตาด้วยความสนุกสนานช่วยสร้างจินตนาการไปพร้อมกับคุณธรรมที่ดีในการด ารงชีวิต ศรัญญา พิมเสน (2562 : 27) กล่าวว่า นิทานมีความส าคัญต่อเด็กปฐมวัย คือ เป็นวิธีการ ให้ความรู้ที่จะท าให้เด็กสนใจเรียนรู้สามารถจดจ าและกล้าแสดงออกปลูกฝังนิสัยรักการอ่านช ่วย พัฒนาเด็กทางด้านลักษณะชีวิตพัฒนาเด็กด้านบุคลิกภาพด้านความรู้และสติปัญญาด้านทักษะและ ความสามารถและด้านสุขภาพ บวร งามศิริอุดม (2556) ให้ความหมายความส าคัญที่ได้จากการเล่านิทาน 1. ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก 2. ให้รู้จักค าเรียกชื่อสิ่งของต่างๆจากรูปภาพในนิทาน 3. เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออก พัฒนาความคิด จินตนาการ 4. ให้ความรู้สึกที่ดีต่อเด็ก 5. มีความตลกขบขันให้ความสนุกสนานช ่วยแก้ปัญหาให้กับตัวเด็กเมื ่อเปรียบเทียบ ตนเองกับตัวละคร ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550 :11-16) ได้ระบุถึงความส าคัญของนิทานว่า นิทานเป็นสิ่งที่ส าคัญต่อชีวิตทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนอกจากนิทานจะช่วยให้เด็กๆมีความสุขสนุก หรรษาแล้ว ยังเป็นโลกแห ่งจินตนาการที ่สมบูรณ์แบบที ่คอยช ่วยถักทอสายใยความรักความสาน สัมพันธ์อันอบอุ่น 21 ความละมุนละไมในกลุ่มสมาชิกของครอบครัว อีกทั้งนิทานยังให้แง่คิดคติสอนใจ และปรัชญาชีวิตอันล้าลึก แก่เด็ก นิทานมีความส าคัญต่อการพัฒนาการของเด็ก ดังนี้ 1. ช ่วยพัฒนาเด็กทางด้านลักษณะชีวิตเด็กได้เรียนรู้ถึงลักษณะชีวิตที่ดีผ ่านนิทานที่ ปรารถนาให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดี เช่น มีคุณธรรมจริยธรรม มีความกล้าหาญ มีความยุติธรรม


21 2. การพัฒนาเด็กด้านบุคลิกภาพบุคลิกภาพเป็นองค์ประกอบที่มีอยู่มากในนิทานซึ่งเด็ก จะได้รับรู้ถึงบุคลิกภาพที่ดีที่จะช่วยให้อยู่ในสังคมได้อย่างดี เช่น ความเชื่อมั่น การรักษาตน ความ สุภาพอ่อนน้อม ความมีมารยาทที่ดีความเป็นผู้น า 3. การพัฒนาเด็กด้านความรู้และสติปัญญา 4. การพัฒนาเด็กในด้านทักษะและความสามารถ 5. การพัฒนาเด็กในด้านสุขภาพนิทานเป็นกระบวนการหนึ่งที่ก าหนดบทบาทในด้าน สุขภาพให้เกิดแก่เด็กเพราะเมื่อเด็กได้อ่านหรือฟังนิทานแล้วจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ในการที่จะรักษา สุขภาพกาย และสุขภาพจิตของตน จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า นิทานมีความส าคัญส าหรับเด็กช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาในทุกด้าน เช่นด้านการฟัง การคิดวิเคราะห์และยังปลูกฝังให้เด็กรักในการฟังและการอ่านและยังช่วยส่งเสริม จินตนาการ 2.3. ประเภทของนิทาน วิไล มาศจรัศ (2551: 13-14) กล ่าวถึง นิทานแบ ่งออกเป็นหลายประเภทโดยแบ ่งจาก เกณฑ์ต่างๆเช่น อาศัยรูปแบบเป็นเกณฑ์หรืออาศัยแบบเรื่องและแบ่งตามเกณฑ์พื้นฐานของสังคมไทย เป็น 8 ประเภทเทพนิยายนิทานชีวิตนิทานวีระบุรุษนิทานประจ าถิ่นนิทานอธิบายสาเหตุต านานและ เทปกรณ์เรื่องสัตว์มุขตลก สุกันยา อินทร์นุรักษ์ (2553:37) กล่าวถึง การจัดแบ่งประเภทของนิทานที่แตกต่างกัน ด้วยเป็นเพราะการศึกษาและส ารวจนิทานด้วยจุดมุ ่งหมายและเกณฑ์ที ่ต ่างกันอย ่างไรก็ตามการ การศึกษาและการส ารวจนิทานนี้ท าให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับนิทานมากมายและการจัดแบ่งประเภท ของนิทานก็ท าให้ผู้เล ่าหรือนักเล ่านิทานได้รับความสะดวกในการเลือกนิทานมาใช้และสามารถ ดัดแปลงแต่งเติมนิทานที่เล่าให้สมบูรณ์และเหมาะกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการน าเสนอแก่ผู้ฟังได้อย่างมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ชนาธิป บุบผามาศ (2553: 18) กล่าวว่า ประเภทของนิทานแบ่งออกได้หลายประเภทโดย ใช้หลักเกณฑ์การแบ่งที่ต่างกันไปตามรูปแบบและเนื้อหาของนิทาน สุกันยา อินทร์นุรักษ์(2553: 37) กล่าวว่า การจัดแบ่งประเภทของนิทานที่แตกต่างกันด้วย เป็นเพราะการศึกษาและส ารวจนิทานด้วยจุดมุ่งหมายและเกณฑ์ที่ต่างกันอย่างไรก็ตามการการศึกษา และการส ารวจนิทานนี้ท าให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับนิทานมากมายและการจัดแบ่งประเภทของนิทานก็ ท าให้ผู้เล่าหรือนักเล่น จิระประภา บุญยนิตย์ (2526;อ้างถึงใน พัณณ์ชิตา สิรภัทรศรีเสมอ, 2555: 11) การแบ่ง ประเภทของนิทานอาจแบ่งอย่างกว้างๆ ออกได้เป็น 5 ประเภทดังนี้ คือ


22 1. นิทานปรัมปรา นิทานประเภทนี้มีลักษณะที่เห็นได้ชัดคือเป็นเรื่องค่อนข้างยาวเป็น เรื่องสมมุติว่าเกิดขึ้นในที่ใดที่หนึ่งแต่สถานที่เลื่อนลอยไม่ก าหนดชัดเจนว่าที่ไหน เช่นเรื่องที่ขึ้นต้นว่า “ในกาลครั้งหนึ่ง” (ไม่ทราบว่าเมื่อใด) เนื้อเรื่องจะประกอบด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ 2. นิทานท้องถิ่น นิทานชนิดนี้มีขนาดสั้นกว่านิทานปรัมปรามักเป็นเรื่องแหตุการณ์เดียว และเกี่ยวกับความเชื่อขนบธรรมเนียมประเพณีโชคลางหรือคตินิยม เช่น นิทานประเภทอธิบายนิทาน ที่เกี่ยวกับความเชื่อต่างๆ 3. นิทานเทพนิยาย นิทานประเภทนี้หมายถึงนิทานที่มีเทวดา นางฟ้าเป็นตัวบุคคลใน เรื่องเช่น เรื่องเมขลารามสูร ท้าวมหาสงกรานต์ 4. นิทานเรื่องสัตว์นิทานประเภทเรื่องสัตว์เป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วไปตัวเอกของนาน ประเภทนี้จะเป็นสัตว์เสมอซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ นิทานเรื่องสัตว์ประเภทสอนคติธรรม เช่น นิทานอีสปชาดกต่างๆ 5. นิทานตลกขบขัน นิทานประเภทนี้มักเป็นเรื่องสั้นๆจุดส าคัญของเรื่องอยู่ที่ไม่น่าจะ เป็นไปได้ต่างๆอาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความโง่กลโกงการแก้เผ็ดแก้ข าการพนันขันต่อการแสดงปฏิพาน ไหวพริบตลอดจนการเดินทางและการผจญภัยที่ก่อเรื่องผิดปกติในแง่ ขบขันต่าง ๆ เกริก ท่วมกลาง และจินตนา ท่วมกลาง (2555 :78-81) กล่าวถึงการแบ่งประเภทของนิทาน ตาม โดยใช้เกณฑ์เนื้อหาสาระของนิทานเป็นหลัก สามารถแบ่งได้ 11 ประเภท ดังนี้ 1. เทวต านาน เป็นเรื่องราวการอธิบายการก าเนิดเทพจักรวาล โลก มนุษย์ สัตว์ สรรพสิ่งในโลกโครงสร้างของความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ และกฎเกณฑ์การควบคุมความประพฤติให้อยู่ ร่วมกันอย่างมีความสุขรูปแบบนิทานเป็นการตัดชุดปฏิบัติที่ผิดศีลธรรมและละเมิดกฎที่วางไว้สาเหตุ มาจากความโลภความเห็นแก่ตัวแก่ได้ความประมาทท าให้เกิดความเสียหายผู้เกี่ยวข้องได้รับความ เดือดร้อนเทพหรือเทวดาผู้มีบทบาทดูแลความทุกข์สุขหรือควบคุมกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันจึงลงโทษ วิธีต่างๆที่เป็นคติเตือนใจไม่ให้มีการปฏิบัติละเมิดกฎข้อบังคับอีก เช่น เรื่องมนูกับน ้าท่วมโลกเรื่องแม่ โพสพเทพีแห่งต้นข้าว 2. นิทานศาสนา เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับศาสนา ความศรัทธา พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์ บุคคลส าคัญในพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล รวมถึงบุคคลส าคัญด้าน ศาสนาที่มีผู้เลื่อมใสศรัทธาลักษณะนิทาน เป็นเรื่องประวัติพระพุทธเจ้าเสด็จไปในที่ต่างๆการปราบ มารการท ากิจที่ส าคัญซึ่งเรื่องเล่าที่มักเกี่ยวกับสถานที่ส าคัญที่ประชาชนนับถือ และในปัจจุบันยังมี นิทานที่เกี่ยวข้องกับบุคคลส าคัญในพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการเล่าถึงประวัติหรือผลงานที่ส าคัญของ พระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เช่น องคุลีมาล นางวิสาขา พระธาตุดอยตุง เป็นต้น 3. นิทานคติ เป็นนิทานที่เกี่ยวกับศาสนาเรื่องกฎแห่งกรรมหรือการท าดีได้ดีท าชั่วได้ชั่ว ลักษณะนิทานเป็นการฝึกแบบไม่เหมาะสมกับความโลภมักง่ายแก้แค้นอิจฉาต้องการให้ผู้อื่นได้รับทุกข์


23 และผู้กระท าได้รับความทุกข์ความเสียหายจากการกระท าของตนเองเรียกว่าให้ทุกแก่ท่านทุกข์นั้นถึง ตัวในตอนท้ายมีแนวคิดสั่งสอนเป็นคติสอนใจแก่ผู้อ่านไม่ให้ประพฤติปฏิบัติตามเนื้อเรื่อง 4. นิทานชีวิตเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักการต่อสู้ การผจญภัยของมนุษย์ สัตว์ สิ่งของ ซึ่งตัว เอกของเรื่องต้องใช้ความอดทนกล้าหาญเสียสละการประพฤติดี มีคุณธรรมความฉลาดกลโกง ในการแก้ปัญหาจึงได้รับผลส าเร็จในการแก้ปัญหาเรื่องราวนั้นได้ซึ่งนิทานประเภทนี้บางครั้งลักษณะ เหมือนจริงเกี่ยวกับความเชื่อสถานที่และเวลาที่มีรายละเอียดแน่นอน เช่น คุณช้างขุนแผน ไกรทอง พระอภัยมณีเป็นต้น 5. นิทานมหัศจรรย์หรือเทพนิยาย เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ความมหัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นจากของวิเศษรูปแบบนิทานตัวละครมักเป็นกษัตริย์ที่เจ้าหญิง ยักษ์ เกี่ยวข้องกับจักรๆ วงๆ การด าเนินเรื่องมักเป็นเรื่องความรัก ความอิจฉา การพลัดพราก การผจญภัย การต่อสู้ การค้นหา สิ่งของที่ส าคัญที่ตัวเอกของเป็นเรื่องจะต้องเอาชนะให้ได้ฉากดินแดนที่อาจเป็นแดนมหัศจรรย์ที่แดน ในฝัน เช่น ปลาบู่ทอง พระสุทน สังข์ทอง เป็นต้น 6. นิทานประจ าถิ ่นเป็นเรื ่องราวขนบธรรมเนียมประเพณีและบุคคลส าคัญในแต ่ละ ท้องถิ่นซึ่งแต่ละเรื่องมีความเชื่อเกี่ยวข้องกับสถานที่สิ่งของบุคคลที่มีชื่อจริงในแต่ละท้องถิ่นรูปแบบ นิทานเล่าประวัติบุคคลสถานที่ในแต่ละท้องถิ่นที่น ามาเล่าติดต่อกันจนถึงปัจจุบัน เช่น พญากง พญาพาน กล่องข้าวน้อยฆ่า แม่ เป็นต้น 7. นิทานอธิบายเหตุ เป็นเรื่องราวที่อธิบายความเป็นมาของสรรพสิ่งต่างๆของคน สัตว์ สิ่งของ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ พิธีกรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี รูปแบบนิทานมักอธิบายอะไรเป็น อย่างไรท าไมต้องเป็นอย่างนั้นการด าเนินเรื่องเป็นการตอบข้อสงสัยอธิบายค าตอบที่สงสัยของสิ่งต่างๆ อย่างสมเหตุสมผลหรือหาเหตุผลมาสนับสนุนให้มีความน่าเชื่อ เช่น ท าไมน ้าทะเลจึงเค็ม ท าไมถึงเกิด ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง เป็นต้น 8. นิทานสัตว์ เป็นเรื่องราว ที่เกี่ยวกับความฉลาดเจ้าปัญญาความเก่งความโง่เขลา ความ เจ้า เล่ห์ กลโกงของสัตว์ที่มีโครงเรื่องแสดงลักษณะคล้ายมนุษย์พฤติกรรมชิงความเป็นผู้ชนะในด้าน การเป็น ผู้น าเจ้าป่า ไหวพริบ เพื่อให้ได้รับการยกย่องยอมรับจากสัตว์ทั้งหลายเรื่องมักจบแบบมีคติ เตือนให้ทุกชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เช่น กระต่ายกับเต่า จระเข้กับลิง แม่ครัวกับแม่เสือ เป็นต้น 9. นิทานผี เป็นเรื่องราวลึกลับที่เกี่ยวกับภูตผีปีศาจที่มีประวัติยาวนานเป็นที่ชื่นชอบของ ผู้ฟังที่พิเศษได้อิทธิฤทธิ์กระท าให้เกิดความกลัวต่อมนุษย์ตามลักษณะของผีแต่ละประเภทที่มีลักษณะ การแสดงหลอกการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ตลอดทั้งมีรูปร่างหน้าตาอาการแสดงให้เกิดควา มน่า ตื่นเต้น ขยาด กลัว ตามธรรมชาติของผีประเภทนั้นๆ เช่น ผีปอบ เสือสมิง แม่นาคพระโขนง ผีกระสือ ผีตานี ผีนาง ตะเคียน เป็นต้น


24 10. นิทานตลกอาจเป็นเรื่องราวตลกขบขัน ลักษณะนิทานที ่น ามาเล ่าแสดงถึงความ ฉลาด ความ โง่ กลลวง กลโกง มีความฉลาดเกมโกง การด าเนินเรื่องจะสนุกสนานอยู่ที่ความไม่น่าจะ เป็นไปได้แต่ เพราะพฤติกรรมของตัวละครที่แสดงความฉลาดความโง่ออกมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าท า ให้เกิดมุกตลก ขบขันขึ้น บางเรื่องน ามาเสนอเกี่ยวกับการชิงไหวพริบของพ่อตากับลูกเขยความผิดการ ของบุคคล และ แสดงความเปิ่น ความเซ่อออกมาจนเป็นมุขให้สนุกสนานและนิทานประกอบประเภท ตลกหยาบโลน เกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศของพระ แม่ชี สามเณร นักบวชจะเป็นเรื่องที่น ามาเล่า เฉพาะกลุ่มเพื่อความ สนุกสนานบางทีเรียกว่า นิทานก้อม นิทานตลกมีมากมาย เช่น พ่อตากับลูกเขย ไอ้ขาติดกับไอ้ตาบอด หลวงพ่อกับสามเณร 11. นิทานเข้าแบบ เป็นเรื่องราวที่สร้างแล้ววางโครงเรื่องเป็นพิเศษเฉพาะตัวในการเล่า ให้มีความคล้องจอง สามารถพูดหรือเล่าได้ง่ายในรูปประโยคที่ใช้ภาษาเรียบง่ายเพื่อให้เล่าง่ายๆได้ ถูกต้อง นิทาน ประเภทนี้มีการแต่งไว้น้อยเพราะต้องใช้รูปแบบเฉพาะ เช่น นิทานเรื่องตากับยายปลูก ถั่วปลูกงาให้หลาน เฝ้า เป็นต้น จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ประเภทของนิทานแบ่งได้หลายประเภทและแตกต่างกันไปในแต่ ละยุคสมัย ประเภทของนิทานตามรูปแบบของนิทานออกเป็น 8 ประเภทด้วยกัน คือ นิทานปรัมปรา นิทานท้องถิ่น นิทานเทพนิยาย นิทานตลกขบขัน นิทานสร้างเสริมคุณธรรม นิทานเกี่ยวกับสัตว์และ การเลือกนิทานที ่เหมาะสมกับวัย เพื ่อให้เด็กได้ใช้จินตนาการได้เต็มที ่ความเหมาะสมของนิทาน ส าหรับเด็กปฐมวัย 2.4. หลักการเลือกนิทาน ขวัญนชุ บุญยูฮง (2546 : 27) กลวถึง สรุปหลักในการเลือกนิทานที่จะน ามาเลาใหเด็กฟัง ได้วาควรเป็นนิทานที ่เหมาะสมกับวัยและความสนใจของเด็กเนื้อเรื ่องเใจสนุกสนานถามีค าซ ้าๆ ประโยคซ ้าๆก็จะเป็นที ่สนใจของเด็กมากถาเป็นหนังสือควรมีภาพประกอบชัดเจน มีบทสนทนา มากกว่าความเรียงเนื้อหาของเรื่องมีคุณค่าสร้างสรรค์ส่งเสริมคุณค่าทางจิตใจ อุไรวรรณ โชติชุษณะ (2547 : 53) กล่าวถึง ในการเล่าเรื่องหรือการเล่านิทานให้แก่เด็กผู้ เล่าสามารถเลือกใช้วิธีการเล่าที่หลากหลายไดโดยเลือกวิธีการเล่าด้วยปากเปลาการเล่าประกอบทา การเล่าประกอบภาพการเล่าประกอบเสียงโดยเลือกใชวิธีการอย่างใดอ่างหนึ่งหรือใชวิธีการเล่าหลายย ยอย่างประกอบก็ไดเพื่อเปนการกระตุนความสนใจให้แก่เด็กและเป็นการสงเสริมจินตนาการให้แก่เด็ก ด้วย สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2549 : 40 – 41) กล ่าวว ่า หลักการเลือกนิทานส าหรับเด็ก ปฐมวัยมีหลักปฏิบัติ ดังต่อไปนี้


25 1. การเลือกนิทานส าหรับเด็กปฐมวัยการเลือกนิทานส าหรับน ามาเล่าหรืออ่านให้เด็ก ปฐมวัยฟังเป็นเรื่องที่ครูจะต้องพิถีพิถันและพิจารณาให้รอบคอบทั้งนี้เพราะการฟังนิทานเป็นกิจกรรม ที่จะส่งผลกระทบถึงจิตใจและพฤติกรรมของเด็ก 2. นิทานที่ครูเลือกจะต้องเหมาะสมกับวัย ความพร้อมและวุฒิภาวะส าหรับเด็ก 3. นิทานเรื่องนั้นสนองความต้องการพื้นฐานและความต้องการตามธรรมชาติของเด็ก 4. นิทานควรจะได้มีส่วนในการกระตุ้นปลุกเร้าจินตนาการของเด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่เด็กอายุ 4 – 6 ปี เป็นช่วง ที่เด็กก าลังพัฒนาความคิดและจินตนาการ 5. นิทานที่น ามาเล่าหรืออ่านให้เด็กปฐมวัยฟังจะต้องเป็นวรรณกรรมที่ดีทั้งโครงเรื่อง และพฤติกรรมมีภาษาเหมาะสมชัดเจนง่ายและเสนอแนะวิธีแก้ปัญหาแก่เด็กๆในการเผชิญอุปสรรค และความยากล าบากด้วยวิธีการสร้างสรรค์ ใช้ความเพียร มานะอดทนและสติปัญญาในการแก้ไข ปัญหา 6. ในการเลือกควรเลือกนิทานที่มีเนื้อหาหลากหลายในการเล่าแต่ละครั้งควรจะมีเนื้อหา เรื่องที่แตกต่างกันออกไปหลายๆแนว พัชรี คุมชาติ (2553 : 23) กล ่าวว ่า การเลือกเรื ่องผูเลานิทานจะตองเปนผู้ใชความรู ความสามารถและประสบการณในการพิจารณาเรื่องใหเหมาะสมกับเด็กและน าเรื่องที่เลือกสรรแล้ว ปรุงแต่งด้วยเทคนิคกระบวนการและสรงสรรคใหเรื่องนิทานที่เลือกนั้นมีเสนหนาสนใจเร้าความสนใจ และเหมาะสมส าหรับเด็กตามแต่ละโอกาส ศศิพรรณ ส าแดงเดช (2553 : 29) กล่าวว่า หลักในการเลือกนิทานที่จะน ามาเลาใหเด็ก ฟงได้วา ควรจะเป็นนิทานที่เหมาะสมกับความสนใจของเด็กแต่ละวัยเลือกเรื่องที่ผู้เล่าอยากเล่าเลือก เรื่องที่เหมาะสมกับวิธีการเล่ามีสาระขอคิด ใหความสนุกสนาน เนื้อเรื่องเร้าใจ มีค าซ ้าๆข้อความซ ้าๆ และคลองจองกันส าหรับเด็ก หนังสือที่น ามาเลานั้นควรมีภาพประกอบที่ชัดเจนสีสันสวยงามและเสนอ ภาพที่สะทอนความคิดเด็กในทางที่ดีงาม จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การเลือกนิทานาควรเป็นนิทานที่เหมาะสมกับวัยและความสนใจ ของเด็กมีสาระ ขอคิดใหความสนุกสนานฟังนิทานเป็นกิจกรรมที ่จะส ่งผลกระทบถึงจิตใจและ พฤติกรรมของเด็กภาษาเหมาะสม ชัดเจน 2.5. เทคนิคการเล่านิทาน ไพพรรณ อินทนิล (2546: 148) กล่าวถึง ได้สรุปเทคนิคการเล่านิทาน ดังนี้ 1. พิจารณาเลือกหนังสือเหมาะสมแก่วัยผู้ฟัง 2. ไม่จ าเป็นต้องใช้ภาษาตามตัวหนังสือจินตนาการจากการอ่านและท่องแตกต่างกันผู้ เล่าควรเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้วน ามาเรียบเรียงเล่าด้วยภาษาพูดของตนเองจะเกิดความมั่นใจ เล่าได้ คล่องแคล่วกว่าส านวนการเขียน


26 3. การเล่านิทานมีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นเด็กๆให้เกิดความสนใจแล้วไปติดตามอ่าน ต่อไปเป็นการส่งเสริมการอ่านซึ่งบรรณารักษ์ห้องสมุดควรจัดกิจกรรมแบบนี้เป็นประจ าฉะนั้นเทคนิค การเล่านิทานที่ส าคัญอย่างหนึ่งก็คือไม่เล่าตอนจบของเรื่องให้ฟังนอกเสียจากว่านักเล่านิทานบางคน แน่ใจว่าสนุกเร้าใจหรือน่าสนใจเสียจนกระทั่งถึงฟังตอนจบแล้วก็ยังอยากจะตามไปอ่าน สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์ (2549 : 40 - 41) กล่าวถึง หลักการเลือกนิทานส าหรับเด็กปฐมวัย มีหลักปฏิบัติดังต่อไปนี้ 1. การเลือกนิทานส าหรับเด็กปฐมวัยการเลือกนิทานส าหรับน ามาเล่าหรืออ่านให้เด็ก ปฐมวัยฟังเป็นเรื่องที่ครูจะต้องพิถีพิถันและพิจารณาให้รอบคอบทั้งนี้เพราะการฟังนิทานเป็นกิจกรรม ที่จะส่งผลกระทบถึงจิตใจและพฤติกรรมของเด็ก 2. นิทานที่ครูเลือกจะต้องเหมาะสมกับวัยความพร้อมและวุฒิภาวะส าหรับเด็ก 3. นิทานเรื่องนั้นสนองความต้องการพื้นฐานและความต้องการตาม ธรรมชาติของเด็ก 4. นิทานควรจะได้มีส่วนในการกระตุ้นปลุกเร้าจินตนาการของเด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่เด็กอาย4 - 6ปีเป็นช่วงที่เด็กก าลังพัฒนาความคิดและจินตนาการ 5. นิทานที่น ามาเล่าหรืออ่านให้เด็กปฐมวัยฟังจะต้องเป็นวรรณกรรมที่ดีทั้งโครงเรื ่อง และพฤติกรรมมีภาษาเหมาะสมชัดเจนง่ายและเสนอแนะวิธีแก้ปัญหาแก่เด็กๆ ศศิพรรณ ส าแดงเดช (2553:31) กล่าวถึง วิธีการเล่านิทานนั้นจะตองประกอบไปด้วยการ เลือกเรื่องที่จะใชเล่า การดัดแปลงเนื้อเรื่องให้เหมาะสมกับผู้ฟังการเตรียมตัวและจัดเตรียมสื่อการเล่า นิทานของผู้เล่าการลงมือเล่านิทานผู้เล่าจะตองเล่าใหราบรื่นโดยตลอดด้วยรูปแบบและเทคนิคเฉพาะ ผู้เล่าจะต้องพิจารณาเพื่อความเหมาะสมและมีกระบวนการเล่าที่ดีตั้งแต่การเริ่มเรื่องการด าเรื่องและ การจบเรื่อง ปรีดา ปัญญาจันทร์ และชีวัน วิสาสะ (2548 :38 ; อ้างอิงใน เยาวลักษณ์ สมบัตินิมิต, 2553 : 33) กล ่าวถึง เทคนิคการเล ่าเรื ่องมีหลากหลายรูปแบบซึ ่งผู้เล่าสามารถน าผลมาใช้เล ่าให้ เหมาะสมกับสถานการณ์หรือวัตถุประสงค์อีกทั้งผู้เล่าสามารถคิดประดิษฐ์เทคนิคการเล่าแบบใหม่ๆมี หลายเทคนิคดังต่อไปนี้ 1. การเล่าปากเปล่าวิธีนี้จุดสนใจจะอยาที่ผู้เล่าซึ่งต้องเตรียมตัวให้พร้อม เช่น อ่านเนื้อ เรื่องมาก่อนจับประเด็นที่สาระส าคัญของเรื่องไม่จ าเป็นต้องเหมือนกับที่อ่านเสมอไป 2. การเล่าโดยใช้หนังสือประกอบวิธีนี้ผู้เล่าต้องอ่านนิทานให้ขึ้นใจศึกษาภาพประกอบ ว่าหน้าใดมีเนื้อหาอย่างไรการถือและพลิกหนังสือต้องไม่บังรูปภาพ 3. การเล่าโดยใช้ภาพประกอบต้องใช้ภาพที่มีขนาดเห็นได้ชัดเจนมีจ านวนภาพที่อาจ ปรับให้พอเหมาะกับการเล่าการ


27 4. การเล ่าโดยใช้สื ่อใกล้ตัวเป็นการหยิบฉวยเอาของใกล้ตัวมาใช้เป็นสื ่อเพราะเด็ก สามารถใช้จินตนาการให้สอดคล้องกับเนื้อหาของนิทานั้นๆ 5. เล่าโดยใช้ศิลปะได้แก่เล่าไปพับไปโดยน าเอาขั้นตอนการพับกระดาษมาเลาประกอบ นิทานเล่าไปตัดไปเป็นการเล่าที่ใช้การตัดกระดาษให้ออกมาเป็นตัวละครหรือฉากระหว่างที่ผู้เล่าจะตัด กระดาษออกเป็นรูปต่างๆ พัณณ์ชิตา สิรภัทรศรีเสมอ (2555: 24) กล่าวถึง การเล่านิทานที่มีประสิทธิภาพนั้นผู้เล่า ต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมโดยศึกษาเนื้อหาในนิทานให้เข้าใจและเตรียมสื่อประกอบการเหล้าให้ พร้อมนั่งให้สูงกว่าเด็กเล็กน้อยเตรียมเด็กด้วยการให้ดูภาพหรือร้องเพลงก่อนเล่าโดยใช้ภาษาที่เด็ก สามารถเข้าใจง่ายในการเล่านิทานเมื่อเราจบขวัญมีการสรุปเรื่องและซักถามเกี่ยวกับใจความส าคัญ ของเรื่องรายละเอียดของตัวละครและมีกิจกรรมเพิ่มเติมหลังจากจบนิทาน จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การที่จะเลือกนิทานมาเล่าให้เด็กฟังนั้นต้องสังเกตว่าควรเป็นนิทาน เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการของเด็กเพื่อการเสริมสร้างทักษะสติปัญญาและจิตใจ 3. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบัตรค า 3.1. ความหมายของค า คณาจารย์โสตทัศนศึกษา วิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร (2515: 62) กล่าวถึง บัตรค าเป็นวัสดุประกอบการสอนที่ครูสามารถท าได้เองด้วยวิธีการง่ายๆอาจจะเป็นรูปภาพ ค า หรือ ข้อความก็ได้แล้วแต่วัตถุประสงค์ของครูผู้ใช้ว่าต้องการจะให้เด็กทราบสิ่งที่ส าคัญๆเกี่ยวกับเรื่องหรือ วิชาที่ก าลังจะสอนอย่างไรบัตรภาพเป็นสื่อที่เหมาะส าหรับประกอบการสอนที่ต้องอธิบายเรื่องราว ต่อเนื่องกันหรือต้องใช้ซ ้าหลายๆครั้งจึงเหมาะส าหรับการสอนเด็กชั้นปฐมวัย ประถม และ มัธยม ตอนต้นมาก ลี และ ทง (Li & Tong, 2019, ออนไลน์) กล่าวว่า บัตรค าเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ช ่วย ส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้ค าศัพท์ได้มากขึ้นซึ่งค าศัพท์นั้นอาจเป็นค าศัพท์ที่เกี่ยวกับ วัตถุ สิ่งของ สัตว์ค าคุณศัพท์ สถานที่ ฯลฯ โดยบัตรค าศัพท์ยังแสดงให้เห็นความหมายที่เฉพาะเจาะจงของค าศัพท์ นั้นครูผู้สอนสามารถใช้บัตรค าศัพท์ในการสอนได้หลายรูปแบบ เช ่น การใช้บัตรภาพในการสอน ค าศัพท์การใช้บัตรภาพในการฝึกฝนค าศัพท์การใช้บัตรภาพอ่านและฝึกเขียน เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับ ค ากล่าวของทอร์นบอรี่ (Thronberry, 2546 : 189-192) ที่กล่าวว่าการใช้บัตรภาพมีประสิทธิภาพ มากกว่ากลวิธีการใช้ค าส าคัญเพราะมีผู้เรียนบางคนที่พบว่าการสร้าง “จินตภาพ” นั้นยากแต่ผู้เรียน ทุกคนสามารถถูกฝึกให้เตรียมและใช้ชุดบัตรค าศัพท์ได้


28 สาธิต โภค (2565 : 18) กล่าวถึง บัตรค าหมายถึงบัตรที่ท าจากกระดาษขาด 4x6 นิ้ว ประกอบด้วย รูปภาพที่มีสีสันสวยงามภาพเสมือนจริงและค าศัพท์อยู่ในบัตรเดียวกันโดยรูปภาพอยู่ ด้านบนและค าศัพท์อยู่ใต้รูปภาพใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ค าศัพท์ใหม่ฝึกฝนและทบทวน จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า บัตรค าหมายถึง เป็นบัตรที่สร้างขึ้นจากกระดาษสามารถ สอนได้หลายรูปแบบได้ทั้งการรู้ค าศัพท์และฝึกการพูดให้กับเด็กและเป็นที่น่าดึงดูดความสนใจจากเด็ก เพื่อที่จะเกิดการเรียนรู้ในหลายๆด้าน 3.2. ความส าคัญของบัตรค า krumam 28 ตุลาคม 2562 สืบค้นเมื่อ วันที่ 31 สิงหคม พ.ศ 2566 กล่าวถึงความส าคัญ ของบัตรภาพ เนื่องจากสมองของเด็ก 2-6 ปี สามารถเรียนรู้และซึมซับได้อย่างรวดเร็วบัตรค าบัตร ภาพจึงเป็นเครื ่องมือที ่ช ่วยกระตุ้นให้เด็กมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้เพราะในบัตรค าจะมี ค าศัพท์ที่หลากหลายประกอบกับรูปภาพต่างๆที่ช่วยกระตุ้นการท างานของสมองซีกขวาในด้านการ จดจ าให้เด็กมีความเข้าใจในค าศัพท์ค านั้นๆได้ง่ายยิ่งขึ้นเพื่อเป็นพื้นฐานของพัฒนาการด้านต่างๆใน อนาคตของเด็กต่อไป จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า บัตรค าจะมีความส าคัญกับเด็กปฐมวัย เพราะเด็กในไวนี้จะเริ่ม จดจ าได้ดีและจะจดจ าจากค าหรือภาพมีความเข้าใจค าศัพท์ได้ง่ายขึ้น 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1. งานวิจัยในประเทศ ณัฐวดี ศิลากรณ์ (2556 : 1- 62) ได้ท าการวิจัยเรื่อง ความสามารถทางการพูดของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบหุ่น การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อศึกษาระดับ ความสามารถทางการทูตของเด็กปฐมวัย และ เปรียบเทียบความสามารถทางการพูดของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบหุ่น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียน ชาย - หญิง อายุระหว่าง 4 – 5 ปี ซึ่งก าลังศึกษาอยู่ ระดับชั้นอนุบาล 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนสตรีวิทยา สังกัดสานักงานเขตวัฒนา กรุงเทพฯ จ านวน 20 คน ซึ่งได้มาจากการจับ สลากมา 1 ห้องเรียน จาก 2 ห้องเรียน และสุ่มนักเรียน โดย การจับสลากมาจ านวน 20 คน เพื่อนา มาเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง จัดกิจกรรมเล่านิทาน ประกอบหุ่น การทดลองในครั้งนี้ ใช้ ระยะเวลาทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วันๆ ละ 30 - 45 นาที รวม 24 ครั้ง เรื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบหุ่น และแบบทดสอบ วัดความสามารถทางการ ต ซึ่งมีค่า ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 875 ในการศึกษา ครั้งนี้


29 ใช้แบบแผนการวิจัยแบบ One – Group Pretest - Posttest design และวิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้ ค่าสถิติ t-test แบบ Dependent Sample ผลการวิจัยพบว่า หลังการทดลอง ระดับความสามารถทางการพูดของเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบหุ่นโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับสูง และความสามารถด้านการ พูดของเด็กปฐมวัย หลังการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบหุ่นมีค่าสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 แสดงว่า แผนการจัดกิจกรรมเล่านิทานประกอบหุ่น สามารถพัฒนาให้ เด็กปฐมวัยมีความสามารถ ทางการพูดสูงขึ้นอย่างชัดเจน สรุปผลการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบหุ่นส่งเสริมให้ความสามารถของการพูดของ เด็กปฐมวัยโดยรวมและรายด้านสูงขึ้นอย่างชัดเจน เกตน์นิภา ฮาดคันทุง (2561 : 1-203) การพัฒนาการจัดประสบการณ์โดยการเล่านิทาน ด้วยเทคนิคที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมทักษะทางด้านการฟังและการพูดส าหรับเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้ใช้ ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ มีจุดมุ่งหมายเพื่อ1. เพื่อสร้างและตรวจสอบคุณภาพของการจัดประสบการณ์ โดยการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมทักษะทางด้านการฟังและการพูดส าหรับเด็ก ปฐมวัยที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ 2. เพื่อทดลองใช้การจัดประสบการณ์โดยการเล่านิทานด้วย เทคนิคที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมทักษะทางการฟังและการพูดส าหรับเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทย เป็นภาษาแม่ 3.เพื่อศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยการเล่านิทาน ด้วยเทคนิคที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมทักษะทางด้านการฟังและการพูดส าหรับเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้ใช้ ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่ กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 (อายุ 5-6 ปี) สังกัด ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลกเขต 3 โรงเรียนบ้านน ้าจวง อ าเภอชาติ ตระการ จังหวัดพิษณุโลก ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จ านวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1. การจัดประสบการณ์โดยการเล ่านิทานด้วยเทคนิคที ่หลากหลาย ประกอบด้วยแผนการจัด ประสบการณ์จ านวน 19 แผน 2. แบบทดสอบวัดทักษะการฟังและการพูดสรุปผลการวิจัยผลการ ด าเนินการวิจัยตามขั้นตอน ปรากฏผลดังนี้ 1. ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพของการจัด ประสบการณ์โดยการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมทักษะทางด้านการฟังและการพูด ส าหรับเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้ใช้ ภาษาไทยเป็นภาษาแม่1.1 ผลการสร้างการจัดประสบการณ์โดยการเล่า นิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมทักษะทางด้านการฟังและการพูดส าหรับเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้ ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ประกอบด้วยแผนการจัดประสบการณ์จ านวน 19 แผน ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ขั้นกิจกรรมการเล่านิทานเป็นขั้นที่ผู้สอนด าเนินกิจกรรมเล่านิทานที่จัดเตรียมไว้ โดย การใช้เทคนิคการเล ่าที ่หลากหลาย ได้แก ่ 1. เล ่าปากเปล ่า 2.เล ่าไปวาดไป 3 เล ่าโดยใช้หนังสือ ภาพประกอบและ 4.เล่าโดยมีอุปกรณ์ช่วยและให้เด็กท ากิจกรรมที่แสดงออกถึงทักษะทางด้านการฟัง และการพูด เช่น การฟังนิทานจากครูและเพื่อนๆการเล่านิทานด้วยตนเองโดยใช้สื่อที่หลากหลายการ


30 แสดงความคิดเห็นต ่อเรื ่องที ่ฟังและการเล่าเรื่องราวต่างๆขั้นทบทวนเป็นขั้นที ่ผู้สอนกับเด็กสรุป ความคิดเกี่ยวกับนิทานทบทวนกิจกรรมที่ได้ท าร่วมกันฝึกการใช้ภาษาด้านการฟังและการพูดจากบัตร ภาพค าศัพท์ที่เกี่ยวกับนิทานเรื่องนั้นๆประกอบด้วยนิทานจ านวน 8 เรื่อง ได้แก่ 1. เป็ดก้าบไม ่เป็น ระเบียบ 2. ทาโร่เดินทาง 3. ขอบคุณนะสายสม 4. ต้นไม้ใหญ่ ใหญ่ ในเมืองเล็ก เล็ก 5. กระสือนคร 6. คุณกัมปี้ไปเที่ยว 7. สุนัขกับเงา 8. นิทานจากจินตนาการ1.2 ผลการตรวจสอบคุณภาพของการจัด ประสบการณ์โดยการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมทักษะทางด้านการฟังและการพูด ส าหรับเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ 1.2.1 ผลการตรวจสอบความเหมาะสมของการจัด ประสบการณ์โดยการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมทักษะทางด้านการฟังและการพูด ส าหรับเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน พบว่าการจัดประสบการณ์ โดยการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมทักษะทางด้านการฟังและการพูดส าหรับเด็ก ปฐมวัยที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (X = 4.51, SD=0.19) 1.2.2 ผลการหาดัชนีประสิทธิผลของการจัดประสบการณ์โดยการเล่านิทานด้วย เทคนิคที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมทักษะทางด้านการฟังและการพูดส าหรับเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ พบว่า มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0 8468 แสดงว่านักเรียนมีความรู้ เพิ่มขึ้น 0.0468 หรือคิดเป็น ร้อยละ 64.58 2. ผลการทดลองใช้การจัดประสบการณ์โดยการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมทักษะทางด้านการฟังและการพูดส าหรับเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ พบว่าคะแนนการทดสอบด้วยแบบทดสอบวัดทักษะทางด้านการฟังและการพูดส าหรับเด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดประสบการณ์โดยการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมทักษะทางด้านการ ฟังและการพูดส าหรับเด็กปฐมวัยที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการศึกษาพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์ โดยการเล่านิทานด้วยเทคนิคที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมทักษะทางด้านการฟังและการพูดส าหรับเด็ก ปฐมวัยที ่ไม ่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม ่จากการสัมภาษณ์พบว ่าเด็กปฐมวัยส ่วนใหญ ่รู้สึกชอบมี ความสุขสนุกสนานที่ได้เข้าร่วมการจัดประสบการณ์โดยการเล่านิทานเด็กชอบที่ได้ใช้สื่อที่หลากหลาย ในการร่วมกิจกรรมเล่านิทานเด็กชอบฟังนิทานจากครูและเพื่อนๆชอบที่ได้เล่านิทานหรือเรื่องราว ต่างๆให้เพื่อนและครูฟังและมีความสนุกสนานในการเล่านิทานให้เพื่อนและครูฟัง พิกุล พูลสวัสดิ์ (2561 : 1- 100) ได้ท าการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถทางด้านการ ฟังและการพูดของอนุบาลชั้นปีที ่ 1 โดยการจัดกิจกรรมการเล ่านิทานอีสปร ่วมกับกิจกรรมเกม การศึกษาการวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1. เปรียบเทียบความสามารถทางด้านการฟังนักเรียนอนุบาลชั้นปีที่ 1 โดยการจัดกิจกรรมการเล่านิทานไปร่วมกับกิจกรรมเกมการศึกษาก่อนและหลังการจัดกิจกรรม 2. เปรียบเทียบความสามารถทางด้านการพูดของนักเรียนอนุบาลชั้นปีที่ 1 โดยการจัดกิจกรรมการเล่า นิทานอีสปร่วมกับกิจกรรมเกมการศึกษาก่อนและหลังการจัดกิจกรรม 3. ศึกษาความพึงพอใจของ


31 นักเรียนอนุบาลชั้นปีที่ 1 ที่มีการจัดกิจกรรมการเล่านิทานอีสปร่วมกับกิจกรรมเกมการศึกษากลุ่ม ตัวอย่างเป็นนักเรียนอนุบาลชั้นปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านทับ ซ้อน สังกัดองค์การบริหารส่วนต าบลทุ ่งกง อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฏร์ธานี สุ ่มตัวอย ่างแบบกลุ่ม จ านวน 40 คน เครื่องมือการวิจัย คือ แผนการจัด กิจกรรมเสริมประสบการณ์การเล ่านิทานอีสปร ่วมกับกิจกรรมเกมศึกษาจ านวน 12 แผน แบบ ประเมินพัฒนาการความสามารถทางด้านการฟังและการพูดและแบบประเมินความ พึงพอใจ สถิติที่ ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1. ความสามารถทางานการฟังของนักรียนอนุบาลชั้นปีที่ 1โดยการจัดกิจกรรมการเล่า นิทานอีสปร่วมกับกิจกรรมเกมการศึกษา สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติระดับ .05 2. ความสามารถทางด้านการพูดของนักเรียนอนุบาลชั้นปีที่ 1 โดยการจัดกิจกรรมการ เล่านิทานอีสปร่วมกับกิจกรรมเกมการศึกษา สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชันอนุบาลปีที ่ 1 ที ่มีต ่อกิจกรรมการเล ่านิทานอีสป ร่วมกับกิจกรรมเกมการศึกษาอยู่ในระดับมาก สิริรัตน์ แย้มสวน (2563 : 1- 100) ได้ท าการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะทางภาษาของเด็ก ปฐมวัยโดยใช้นิทานค ากลอน การพัฒนาทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัยโดยใช้นิทานค ากลอนมี วัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อการเปรียบเทียบพัฒนาการทางภาษาของนักเรียนชั้นเตรียมอนุบาลที่ ได้รับการจัดประสบการณ์ด้วยนิทานค ากลอนตามเรื่องนิทาน 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีผลต่อ ประเมินทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัยโดยใช้นิทานค ากลอน โดยประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียน ชาย – หญิง อายุ 3-4 ปี ชั้นเตรียมอนุบาล ศูนย์สาธิตการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครปฐม ปีการศึกษา 2563 จ านวน 1 ห้อง เด็กจ านวน 21 คน ผลการศึกษาพบว ่า 1) เมื ่อเปรียบเทียบพัฒนาการทางภาษาของนักเรียนชั้นเตรียม อนุบาลสรุปผลในการการ ประเมินทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัยในสัปดาห์แรกพบว ่ามีผลการ ประเมินหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทุกครั้ง โดยครั้งที่ดีที่สุดได้แก่ครั้งที่ 2 เรื่อง กุ๋งกิ๋งเที่ยวลาว สัปดาห์ ที่สองพบว่ามีผลการประเมินหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทุกครั้ง โดยครั้งที่ดีที่สุดได้แก่ครั้งที่ 6 เรื่อง แม่ จ๋าหนูอยู่นี่ สัปดาห์ที่ 3 พบว่า มีผลการประเมินหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทุกครั้ง โดยครั้งที่ดีที่สุด ได้แก่ครั้งที่ 7 เรื่อง ขอโทษอย่าโกรธนะจ๊ะ 2) ผลการวัดประเมินความพึงพอใจที ่มีผลต่อประเมิน ทักษะทางภาษาของเด็กปฐมวัยโดยใช้นิทานค ากลอนพบว่าอยู่ในระดับพอใช้ (Mean = 2.19 SD. = 0.41)


32 นภาปิย สิริกรกาญจนา (2553 : 1 - 71) ได้ท าวิจัยเรื่อง ผลของการจัดกิจกรรมนิทานค า กลอนที่มีตอความสามารถในการแกปญหาของเด็กปฐมวัย การวิจัยครั้งนี้ มีความมุงหมายเพื่อศึกษา ผลของการจัดกิจกรรมนิทานค ากลอนที่มีตอความสามารถในการแกปญหาของเด็กปฐมวัย กลุมตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นเด็กนักเรียนชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ป ซึ ่งก าลังเรียนอยูใน ระดับชั้นอนุบาลปที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2552 โรงเรียนสุขฤทัย สังกัดส านักงานสงเสริม การศึกษาเอกชน เขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานครเขต 2 กระทรวงศึกษาธิการ ได้มาโดยการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Selection) โดยเลือกตัวอย่าง นักเรียนมา 1 หอง แลวเลือกนักเรียนที่มี ผลสัมฤทธิ์ทางความสามารถในการแกปัญหาต ่ามา จ านวน 15 คน เพื่อจัดกิจกรรมนิทานค ากลอน จ านวน 8 สัปดาห สัปดาหละ 3 วัน รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง เครื่องมือที่ใชในการวิจัยครั้งนี้คือ แผนการจัด กิจกรรมนิทานค ากลอนและแบบทดสอบวัดความสามารถในการแกปัญหาของเด็กปฐมวัยที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นมีค่าความเชื่อมั่น .71 แบบแผนการ วิจัยใชแบบ The One - Group Pretest - Posttest Design วิเคราะหขอมูลโดยใชคาเฉลี่ย และ t-test แบบ Dependent Samples ผลการวิจัยพบวา เด็กปฐมวัยที่ไดรับการจัดกิจกรรมนิทานค ากลอน หลังการจัดกิจกรรม นิทานค ากลอน เด็กปฐมวัยมีคะแนนความสามารถในการแกปญหาของตนเอง และการแกปญหาของ ตนเองที่เกี่ยวของกับผูอื่นมีคาสูงขึ้นอยางมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และคะแนนความ สามารถ ในการแกปญหาของเด็กปฐมวัยหลังการจัดกิจกรรมนิทานค ากลอนมีคาสูงกวากอนการจัด กิจกรรม นิทานค ากลอนอยางมีนัยส าคัญทางสถิตที่ระดับ .01 ทัศนีย์ อินทรบ ารุง (2539 : บทคัดย่อ) ศึกษาเปรียบเทียบวินัยในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานก่อนกลับบ้าน และเด็กปฐมวัยที่จัดกิจกรรมก่อนกลับบ้านปกติ พบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่านิทานก่อนกลับบ้าน มีวินัยในตนเองสูงกว่าเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมก่อนกลับบ้านแบบปกติ 4.2. งานวิจัยในต่างประเทศ ซิมสัน ( Simpson. 2002 อ้างถึงใน นงลักษณ์ งามข า. 2551 : 14). ศึกษาลักษณะภาษา พูดของเด็กปฐมวัย 4 ปี ได้รับการจัดประสบการณ์เล่านิทานแบบเล่าเรื่อง พบว่า การเล่าเรื่องซ ้าช่วย ส่งเสริมความสามารถด้านการสื่อสารมากขึ้นอย่างมีนัยส าคัญ กล่าว ช่วยให้เด็กพัฒนาความสามารถ ในการถ่ายทอดภาษาให้ชัดเจนละเอียดละออ ครอบคลุมความหมายที่ต้องการให้สื่อผู้อื่นได้รับรู้และ เข้าใจซึ่งความสามารถนี้สามารถวัดได้เป็นจ านวนค าต่อประโยค (Length of a Tunit) ไม่ได้วัดกันที่ ปริมาณค า จอนห์สโทน ( Johnston. 1995 อ้างถึงใน วนิดา โรจน์อุดมศาสตร์. 2562 : 73)ได้ ท าการศึกษาความสามารถทางด้านการพูด และพฤติกรรมการอ่านหนังสือของเด็กปฐมวัยต่อการมี ปฏิสัมพันธ์การอ่านกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากการศึกษาพบว่าการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ท าให้มี


33 พัฒนาการความสามารถทางการพูดของเด็ก ปฐมวัยอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ เมื่อเด็กได้ใช้เวลาอย่าง น้อย 45 นาทีต่อสัปดาห์ แต่การใช้โปรแกรม คอมพิวเตอร์ให้เด็กไม่มีผลต่อพฤติกรรมการอ่านของเด็ก ปฐมวัย บลัด ( Blood. 1996 อ้างถึงใน วนิดา โรจน์อ ุดมศาสตร์ 2562 : 73 ) ได้ศึกษ า ความสามารถทางภาษาของเด็กอายุ 3 – 5 ปี จ านวน 67 โรงเรียนโดยการทดสอบพัฒนาการทาง ภาษา การรับรู้ การเขียนและมีการศึกษาระยะยาวมีผู้ปกครองของเด็กจ านวน 6 คน เข้ามามีส่วนร่วม ในการเรียนของเด็ก จากการศึกษาพบว่าการเรียนรู้ทางภาษาของเด็กขึ้นอยู่กับความสนใจของเด็ก และเจตคติของผู้ปกครองในกระบวนการเรียนรู้เพื่อการอ่านออกเขียนได้และส่งเสริมให้เด็กเขียนชื่อ ตนเองจะท าให้มีความสามารถในการเรียนรู้การสอนอ่านเขียนได้อย่างมีความหมายเพราะชื่อของเด็ก จะถูกเรียกอยู่เป็นประจ าและเป็นค าที่นึกภาพได้หากเด็กสามารถเขียนชื่อตนเองได้จะเป็นแนวทาง ขยายความสามารถในการรับรู้ค าอ่านต่อไป ฟอนทานา (Fontana, 1995 อ้างถึงใน กุลยา ตันติผลาชีวะ 2559 : 77)ได้กล่าวว่า ภาษา เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาการทาง สติปัญญา เด็กวัยก่อนเรียนเป็นวัยที่มีพัฒนาการ ทางภาษามาก ขึ้น รู้ค าศัพท์มากขึ้น พัฒนาค าพูดเดี่ยวสู่ ค าพูดเป็นวลีและเป็นประโยคมากที่สุด เช่น เด็กเล็กเริ่มมา จากค าว่าแม่ ต่อมาเป็นแม่จ๋า ต่อมาเป็นแม่ไป ไหน เป็นต้น ในช่วงระยะเวลาของการ และพัฒนาการ ทางภาษานี้การพูดคุยการสนทนากับเด็กเป็นการกระตุ้น ที่ดี เด็กสามารถพัฒนา 11 ความคิดได้เต็มที่ สังเกตจากที ่ เด็กดูทีวีมาก จะพูดเองเป็นเรื่องเป็นราว เพราะเด็ก ได้ใช้ค าสนทนาและ ภาษาจาก โทรทัศน์ อย่างไรก็ตามการปล่อยให้เด็กเรียนรู้ภาษาเองตามธรรมชาติเด็กจะมี พัฒนาการ ทางภาษา อย่างมาก ค าถามของเด็กที่ถามว่า “ท าไม “ คือการค้นหาค าศัพท์ ค้นหาภาษา ฝึก ความจ า และ เหตุผล การตอบค าถามของผู้ใหญ่ตอบเด็กจะสนุกสนานและเรียนรู้ไปพร้อมกัน นอกจากนี้เด็ก ยัง สามารถเรียนรู้ ภาษาจากการสัมผัส การได้ฟัง การได้โต้ตอบ เด็กที่มาจากครอบครัวที่สนใจพูดกับ เด็ก ไม่ว่าเด็กจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจบ้างก็ตาม เด็กสามารถแสดงออกได้และได้ประโยชน์มากกว่าเด็กที่ มาจาก ครอบครัวที่พูดน้อย ทั้งที่การเด็กได้พูด สนทนาบ่อยๆ ท าให้เด็กได้เรียนรู้ค าศัพท์ได้คิด ได้ สื่อสาร ได้แสดงออก ซึ่งมีผลต่อพฤติกรรม สติปัญญาและรวมถึงพัฒนาการทาง ลาร์ท และ มาสัน (Lartz; & Mason. 1998 อ้างถึงใน ณัฐวดี ศิลากรณ์. 2556 : 1 – 62) ศึกษากรณีเด็กคนหนึ่งที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก เขียนยังไม่ได้ ได้เล่าเรื่องที่ตนเองได้ยิน เรื่องที่สมบูรณ์ ในครั้งแรก และมีการเล่าซ ้าในแต่ละสัปดาห์รวมเวลา 8 สัปดาห์ มีการบันทึกเทป เพื่อวิเคราะห์ดูการ เปลี่ยนแปลงและธรรมชาติของเด็กในการเล่าเรื่องนั้นๆกลับอีกครั้งผลพบว่า เด็กสามารถเล่าเรื่องราว ต่างๆได้ดยการเล่ากลับในช่วงแรก 2 สัปดาห์แรกจะสั้นๆ จากนั้นเด็กจะพยายามจะเล่าเรื่อง โดย พยายามที่จะอ่านหนังสือตัวโตๆในเรื่อง จากผลการวิจัยได้แนะน าว่า เด็กที่มีการอ่านเรื่องให้ฟังที่บ้าน


34 สามารถใช้กิจกรรมการอ่านซ ้าช่วยได้ และในที่สุดเด็กก็จะเล่าเรื่องนั้นกลับได้ใกล้เคียงกับเรื่องที่ได้ฟัง จริงๆ จนน าไปสู่การอ่านเองได้ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าในการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางการพูดของเด็ก ปฐมวัยนั้นจัดได้หลากลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีกาจัดประสบการณ์ทางภาษาเปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกฝนช้าๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมเสริมประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้เด็กได้พูดคุยซักถามและแสดงความ คิดเห็นอย่างอิสระในค าศัพท์และเนื้อหา เพื่อให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงจากการฟังและการพูดจน ท าให้เกิดการเรียนรู้มีการพัฒนาทักษะทางด้านภาษาในขั้นต่อไป 5. ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานวงล้อเสริมด้วยบัตรคำ จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้จัดกิจกรรมการเล่านิทาน ประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า ที่มีต่อทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย ซึ่งมีขั้นตอนการจัด กิจกรรม 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นน า 1.1 ครูน าเด็กเข้าสู่กิจกรรม โดยการสนทนา การร้องเพลง การท่องค าคล้องจอง 1.2 ครูและเด็กร่วมกันสร้างข้อตกลงในการท ากิจกรรม ขั้นที่ 2 ขั้นสอน 2.1 ครูเล่าหรือทบทวนนิทานให้เด็กๆฟัง 2.2 ครูและเด็กร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับเนื้อหาในนิทาน 2.3 ครูและเด็กร่วมกันออกเสียงค าศัพท์ แต่งประโยคตามบัตรค า หรือเล่าเรื่องราว จากบัตรค า 2.4 เด็กออกเสียงค าศัพท์ แต่งประโยค หรือเล่าเรื่องราวจากบัตรค าด้วยตนเอง 2.5 ครูให้สัญญาณเก็บอุปกรณ์ ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป 3.1 ครูและร่วมกันทบทวนเนื้อหาค าศัพท์ประกอบบัตรค า 3.2 ครูและเด็กร่วมกันสรุปกิจกรรม ดังแสดงในภาพที่ 2


35 บัตรค า ภาพที่ 2 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า ขั้นที่ 1 ขั้นน า ขั้นที่ 2 ขั้น สอน ขั้นที่ 3 ขั้นสรุป 1.1 ครูน าเด็กเข้าสู่กิจกรรม โดยการสนทนา การร้องเพลง การท่องค า คล้องจอง 1.2 ครูและเด็กร่วมกันสร้างข้อตกลงในการท ากิจกรรม 2.1 ครูเล่าหรือทบทวนนิทานให้เด็กๆฟัง 2.2 ครูและเด็กร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับเนื้อหาในนิทาน 2.3 ครูและเด็กร่วมกันออกเสียงค าศัพท์ แต่งประโยคตามบัตรค าหรือ เล่า 3.1 ครูและร่วมกันทบทวนเนื้อหาค าศัพท์ประกอบบัตรค า 3.2 ครูและเด็กร่วมกันสรุปกิจกรรม


36 บทที่ 3 วิธีการด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมทักษะพูดของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรม นิทานวงประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมนิทานประกอบ ค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า โดยมีหัวข้อในการด าเนินการวิจัย ดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลที่อยู่ในจังหวัดอุดรธานี 2. กลุ่มตัวอย่าง เด็กนักเรียนชาย - หญิง อายุระหว่าง 5 - 6 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ต าบลบ้านแดง อ าเภอเพ็ญ จังหวัด อุดรธานี สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เขต 3 จ านวน 21 คน ที่ได้มาโดยการ สุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบบแผนการทดลอง การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการจัดกิจกรรม นิทานวงล้อ (One Group Pretest – Posttest Design) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60-62) ดังแสดงในตารางที่ 2


37 ตารางที่ 2 แบบแผนการวิจัย สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการวิจัย T1 แทน การทดสอบก่อนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถาม ปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า X แทน การจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วย บัตรค า T2 แทน การทดสอบหลังการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถาม ปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ประเภทเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ 1.1 แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วย บัตรค า จ านวน 24 แผน แผนละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 แผน รวม 8 สัปดาห์ 1.2 แบบสังเกตทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย ประกอบด้วย แบบประเมิน ดังนี้ 1.2.1 ด้านการพูดเป็นค า 5 ข้อ 1.2.2 ด้านการพูดเป็นประโยค 5 ข้อ 1.2.3 ด้านการพูดเป็นเรื่องราว 5 ข้อ 2. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย 2.1 การสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วย บัตรค า 2.1.1 ศึกษาคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 2.1.2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน 2.1.3 ด าเนินการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิด เสริมด้วยบัตรค า จ านวน 24 แผน โดยมีแผนการจัดกิจกรรม 1 แผนใช้ในการจัดกิจกรรม 1 วัน โดยมีระยะเวลาในการจัดกิจกรรม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์


38 ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ที่สอดคล้องกับหน่วยการจัดประสบการณ์ที่ใช้ในการทดลองการจัด กิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า ดังแสดงใน ตารางที่ 3 ตาราง 3 เนื้อหาสาระที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเล่านิทานเสริมประสบการณ์ของเด็กปฐมวัย สัปดาห์ วัน เวลา (ครั้งละ 30 นาที) นิทานเรื่อง 1 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. วันลอยกระทง 2 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. บ้านสวนและลูกนกใน กอตระไคร้ 3 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. หิงห้อยใต้ต้นล าพู 4 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. รถไฟใต้ดินที่รัก 5 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. ความดี 6 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. โรงเรียนของครูช้าง 7 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. ของขวัญวันเกิดของ แม่ 8 จันทร์ พุธ ศุกร์ 09.00 - 09.30น. กระติกน ้าแห่งความดี


39 2.1.4 น าแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริม ด้วยบัตรค า เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อปรับปรุงแก้ไข 2.1.5 น าแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริม ด้วยบัตรค า เสนอผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาตรวจสอบความเหมาะสม 2.1.6 น าแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริม ด้วยบัตรค า ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วน าเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง 2.1.7 น าแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริม ด้วยบัตรค า ที่แก้ไขปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างแล้วน ามาปรับปรุงแก้ไข จากนั้นน าไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างตามเนื้อหาที่ก าหนดต่อไป โดยขั้นตอนการสร้าง แผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริม ด้วยบัตรค า ผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้างตามล าดับ ดังแสดงในภาพที่ 3


40 ภาพที่ 3 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริม ด้วยบัตรค า ศึกษาคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน ด าเนินการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า จ านวน 24 แผน โดยมีแผนการจัดกิจกรรม 1 แผนใช้ในการจัดกิจกรรม 1 วัน โดยมีระยะเวลาในการจัดกิจกรรม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ทุกวันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ที่สอดคล้องกับ หน่วยการจัดประสบการณ์ที่ใช้ในการทดลองการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริม ด้วยบัตรค า น าแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า เสนอผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 ท่านเพื่อพิจารณาตรวจสอบความเหมาะสม น าแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานวงประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อปรับปรุงแก้ไข น าแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตรค า ที่แก้ไขปรับปรุงแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างแล้วน ามาปรับปรุงแก้ไข จากนั้นน าไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ตามเนื้อหาที่ก าหนดต่อไป น าแผนการจัดกิจกรรมการเล่านิทานประกอบค าถามปลายเปิดเสริมด้วยบัตร ค า ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วน าเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาตรวจสอบความถูกต้อง อีกครั้ง


Click to View FlipBook Version