เพื่อน�ำเสนอข่าวสารด้านสิทธิมนุษยชน สังคม ศาสนา และสิ่งแวดล้อม ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๑๒๑ มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ HOPE ชวิตวิถีใหม่ ี อยู่รอดได้...ก้าวไปด้วยกัน ผู้ไถ่ วารสาร วารสาร "ผู้ไถ่" พิมพ์ด้วยหมึกถั่วเหลือง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
วารสาร ผู้ไถ่ (ฉบับย้อนหลัง) บนชันหนังสือของท้่านมีหนังสือเหล่านี้ หรือยัง? วารสาร "ผู้ไถ่" แหล่งข้อมูลความรู้ที ่ ไม่ขึ้ นกับเวลา แบบส�ำรวจความพึงพอใจของผู้อ่าน วารสาร “ผู้ไถ่” แผนกยุติธรรมและสันติ (ยส.) มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบความคิดเห็นและความพึงพอใจของ ผู้อ่านต่อ วารสาร “ผู้ไถ่” จึงขอความกรุณาจากท่าน ตอบแบบสอบถามความพึงพอใจ โดย สแกนคิวอาร์โค้ด นี้ และตอบค�ำถามต่างๆ แล้วกด ส่ง เพื่อให้วารสาร “ผู้ไถ่” ได้พัฒนาและ ปรับปรุงเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ควบคู่ไปกับการน�ำเสนอข้อเท็จจริง วิเคราะห์ และไตร่ตรองบนจุดยืนของคุณค่าทางศาสนา รวมถึงเป็นสื่อกลางในการกระตุ้นให้ผู้อ่านได้ ใช้วิจารณญาณในการเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ตลอดจนเคารพคุณค่าและ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ต่อไป
มโนมนุษย์เบื้องหน้า ศิวกานท์ ปทุมสูติ เฝ้าแต่คอยนัคราอุษาฟ้าสาง มิอ�ำพรางอัมพรซุกซ่อนสวรรค์ ดาวได้เอื้อนเดือนได้กล่าวกับตะวัน เรามีกันและกันมิใกล้มิไกล เฝ้าแต่รอเวลาม่านฟ้าจะเผย โลกได้เงยหน้าประสบพบวันใหม่ เมฆได้ปรนฝนได้โปรยดับโพยภัย มวลดอกไม้ผลิพราวทั้งด้าวทั้งแดน เฝ้าแต่หวังตั้งตาว่าเมฆฟ้าหลัว จะเปลี่ยนขั้วเป็นฟ้าครามงดงามแสน เปลี่ยนทุ่งทุกข์เป็นทุ่งทองผุดผ่องแทน เปลี่ยนแร้นแค้นเป็นมั่งคั่งของชาวชน เฝ้าแต่วาดปรารถนาวันฟ้าจะโปร่ง เปิดอุโมงค์ความคิดที่มืดมิดหม่น ที่แคบคับกลับกว้างทิศทางมณฑล ได้ยินยลเสียงพิสุทธิ์ของบุตรธิดา เฝ้าแต่ปองเดือนปีที่ฟ้าจะโปรด นิรโทษตรมและตรอมทุกหย่อมหญ้า หรือชีวิตลิขิตเรามิเฝ้ารอฟ้า มโนมนุษย์เบื้องหน้า...ท้าทายนัก เปิดปก ภาพ: https://pngtree.com
ผู้ไถ่ ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๑๒๑ ๑/๒๕๖๖ ผู้ก่อตั้ง บิชอปบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ ที่ปรึกษา บิชอปบรรจง ไชยรา รศ.ดร.วไล ณ ป้อมเพชร อัจฉรา สมแสงสรวง จักรชัย โฉมทองดี ชื่นสุข อาศัยธรรมกุล นริศ มณีขาว ศราวุฒิ ประทุมราช บรรณาธิการ องอาจ เดชา กองบรรณาธิการ เอมมิกา ค�ำทุม สนธยา ตั้วสูงเนิน ชุติมา ศรีเสน ปริณฑร วาปีกัง ฝ่ายสมาชิกและการเงิน ปริญดา วาปีกัง ภาพปกหน้า จันเจ้าค่ะ รูปเล่ม ปริณฑร วาปีกัง โรงพิมพ์ ศูนย์การพิมพ์แก่นจันทร์ โทร. ๐ ๒๒๗๖ ๖๕๔๕ จัดพิมพ์โดย แผนกยุติธรรมและสันติ (ยส.) ในคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม ๑๑๔ (๒๔๙๒) ซ.ประชาสงเคราะห์ ๒๔ ดินแดง กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทรศัพท์ ๐ ๒๒๗๕ ๗๗๘๓, ๐ ๒๒๗๗ ๔๖๒๕ เว็บไซต์ www.jpthai.org อีเมล [email protected] Line official: JPThai ราคา ๖๐ บาท วารสาร “ผู้ไถ่” ถือก�ำเนิดขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยก�ำลังประสบ วิกฤติทางการเมืองและสังคม จากเหตุการณ์เดือนตุลาคม ปี ๒๕๑๖ และ ๒๕๑๙ โดยมีคนกลุ่มเล็กๆ จ�ำนวน ๓ – ๔ ท่าน ที่ตระหนักดีว่าเป็นความ จ�ำเป็นที่พระศาสนจักรคาทอลิกต้องอยู่ในความเป็นจริงของสังคม เข้าใจ ปัญหาและความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นกับประชาชน จากกรณีความขัดแย้ง ทางลัทธิอุดมการณ์ และเพื่อช่วยมิให้พระศาสนจักรถูกใช้เป็นเครื่องมือ ทางการเมือง หากสมาชิกพระศาสนจักรไม่เข้าใจว่า อะไรคือความเป็น จริง ความยุติธรรม และความถูกต้องที่แท้ของสังคมในขณะนั้น การเลือกใช้ค�ำว่า “ผู้ไถ่” ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากพระ คัมภีร์ไบเบิล ในสมัยที่โมเสสเป็นผู้น�ำชาวยิวอพยพจากประเทศอียิปต์ เป็นการปลดปล่อยชาวยิวให้เป็นอิสระจากการอยู่ใต้อ�ำนาจของต่าง ชาติ และจากการตกเป็นทาสและเชลย ซึ่งมีนัยถึงการไถ่กู้ การช่วยให้ ประชาชนหลุดพ้นจากพันธนาการที่เป็นอุปสรรคของการพัฒนาความเป็น คน และได้รับอิสรภาพ เสรีภาพ เพื่อบรรลุถึงความเป็นคนที่ครบครันทั้ง ทางด้านจิตใจและสังคม ด้วยเหตุนี้ เหตุการณ์ตุลาคมวิปโยคจึงเป็นบทเรียนที่สะท้อนถึง การต่อสู้ของภาคประชาชนเพื่อให้ตนเองและสังคมหลุดพ้นจากการถูก กดขี่ข่มเหง จากกลุ่มผู้มีอ�ำนาจในการปกครอง และโครงสร้างทางสังคม ที่อยุติธรรม วารสาร “ผู้ไถ่” ในยุคเริ่มต้นนั้น จึงท�ำหน้าที่เสมือน “สื่อ” น�ำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น วิเคราะห์และไตร่ตรองบนจุดยืนของคุณค่า ศาสนา เพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่าน ได้ใช้วิจารณญาณในการเข้าใจเหตุการณ์ ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และส�ำนึกถึงบทบาทการมีส่วนร่วมสร้างความเป็น ประชาธิปไตย การเคารพสิทธิของประชาชนให้เกิดขึ้นในสังคม และถึงแม้เส้นทางของการท�ำหน้าที่เป็นสื่อของวารสาร “ผู้ไถ่” ยาวนานมากว่า ๔๐ ปี แต่เราก็ยังยืนยันที่จะสืบสานต่อภารกิจการไถ่กู้ ด้วยความเชื่อมั่นว่า เราแต่ละคนและทุกคนต่างมีหน้าที่ในการสร้างสรรค์ สังคมให้ด�ำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมและสันติ เพราะเรามีศักดิ์ศรี มีอิสรภาพ และเสรีภาพ ที่เท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นมนุษย์ วารสาร “ผู้ไถ่” จัดพิมพ์โดยแผนกยุติธรรมและสันติ (ยส.) ใน คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม เพื่อเสนอข่าวสารด้าน สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ศาสนา สิ่งแวดล้อม และสาระทางสังคมที่ นอกเหนือไปจากข่าวสารกระแสหลักตามหน้าหนังสือพิมพ์ โดยไม่ได้มุ่ง แสวงหาก�ำไรมากไปกว่าความรับผิดชอบต่อสังคม “ผู้ไถ่” ยินดีรับความคิดเห็นของผู้รักความเป็นธรรม นักคิด นักเขียน นักวิชาการ ศิลปิน ในทุกรูปแบบที่สอดคล้องตามแนวของ วารสาร โดยบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไขขัดเกลาต้นฉบับตาม ความเหมาะสม แต่จะรักษาไว้ซึ่งเจตนารมณ์ของผู้ผลิตงาน อนึ่ง ข้อเขียนทั้งหมดที่ตีพิมพ์ใน “ผู้ไถ่” เป็นทัศนะเฉพาะของ ผู้เขียน รับผิดชอบร่วมกันระหว่างนักเขียนและบรรณาธิการ แต่ไม่จ�ำเป็น ว่าผู้จัดท�ำต้องเห็นด้วย และไม่ผูกพันกับแผนกยุติธรรมและสันติ (ยส.) ใน คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม ภาพและข้อเขียนใน “ผู้ไถ่” ยินดีให้คัดลอก เผยแพร่ เพียงแต่ โปรดแจ้งให้เราทราบด้วย
แบบส�ำรวจความพึงพอใจของผู้อ่านวารสาร แผนกยุติธรรมและสันติ (ยส.) มีความประสงค์ที่จะรับทราบความคิดเห็นและความ พึงพอใจของผู้อ่านต่อวารสาร "ผู้ไถ่" ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๑๒๑: HOPE ชีวิตวิถีใหม่ อยู่รอด ได้...ก้าวไปด้วยกัน จึงขอความกรุณาจากท่าน ตอบแบบส�ำรวจความพึงพอใจดังต่อไปนี้ เพื่อให้วารสาร "ผู้ไถ่" ได้พัฒนาและปรับปรุงเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ควบคู่ไปกับการน�ำเสนอ ข้อเท็จจริง วิเคราะห์ และไตร่ตรอง บนจุดยืนของคุณค่าทางศาสนา รวมถึงเป็นสื่อกลางในการกระตุ้นให้ผู้อ่าน ได้ใช้ วิจารณญาณในการเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ตลอดจนเคารพคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ต่อไป กรุณากรอกรายละเอียดทางกูเกิลฟอร์ม โดยสแกนคิวอาร์โค้ดด้านบน แล้วกดส่ง หรือ กรอกรายละเอียดด้านล่างนี้ ถ่ายภาพส่งทาง Facebook: ยส. (ยุติธรรมและสันติ), Line Official: @006auzbe หรือ ส่งทางไปรษณีย์ แผนกยุติธรรมและสันติ (ยส.) ๑๑๔(๒๔๙๒) ซ.ประชาสงเคราะห์ ๒๔ ถ.ประชาสงเคราะห์ ดินแดง กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทรศัพท์ ๐ ๒๒๗๗ ๔๖๒๕, ๐ ๒๒๗๕ ๗๗๘๓ - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - ส่วนที่ ๑ ข้อมูลทั่วไป ชื่อ - นามสกุล...............................................................................เพศ ชาย หญิง อื่นๆ................................... อายุ................ศาสนา......................................ระดับการศึกษา................................................อาชีพ............................... หน่วยงาน/องค์กร/สังกัด...............................................................................เบอร์โทรศัพท์.............................................. ส่วนที่ ๒ โปรดแสดงความคิดเห็นของท่านต่อวารสาร "ผู้ไถ่" ๑. ท่านรู้จักวารสาร "ผู้ไถ่" ได้อย่างไร............................................................................................................................. ๒. ท่านรู้จักวารสาร “ผู้ไถ่” มานานเพียงใด น้อยกว่า ๑ ปี ๑-๓ ปี ๔-๖ ปี ๗-๙ ปี เกิน ๑๐ ปี ๓. ท่านเป็นสมาชิก(จ่ายค่าสมาชิกรายปี) ของวารสาร "ผู้ไถ่" หรือไม่ เป็นสมาชิก ไม่ได้เป็นสมาชิก ๔. ท่านมีความประทับใจ / ชื่นชอบ, ประเด็น / บทความใดในวารสารฉบับนี้ (ฉบับที่ ๑๒๑) เพราะอะไร ........................................................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................................................ ๕. ประโยชน์ที่ท่านได้รับจากวารสารฉบับนี้ มีอะไรบ้าง (โปรดยกตัวอย่าง เช่น น�ำเนื้อหาในวารสารไปประกอบการ ท�ำวิจัย, น�ำไปสอนในห้องเรียน, น�ำไปเผยแพร่ในรายการวิทยุ ฯลฯ) ........................................................................................................................................................................................ ๖. สิ่งที่ควรปรับปรุงเพื่อให้ วารสาร "ผู้ไถ่" มีประสิทธิภาพมากขึ้น /ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม / ประเด็นที่สนใจอยากให้มีใน ฉบับต่อไป.....................................................................................................................................................................
4 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ใบสมัครสมาชิก / สั่งซื้อ วารสาร “ผู้ไถ่” ชื่อ-สกุล.................................................................................... อายุ.............. การศึกษา .................................................. อาชีพ / องค์กร................................................................................................................................................................... ที่อยู่ .................................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. รหัสไปรษณีย์ ...................................... โทรศัพท์......................................................... โทรสาร................................ E-Mail ......................................................... สมาชิกวารสาร “ผู้ไถ่” สมาชิกใหม่ ต่ออายุสมาชิก รหัส .................................................. ระยะเวลา ๑ ปี (๓ ฉบับ) ๑๕๐ บาท ๒ ปี (๖ ฉบับ) ๓๐๐ บาท สมัครสมาชิก มากกว่า ๒ ปี กรุณาระบุจ�ำนวน ............................................................................................................. สั่งซื้อวารสาร “ผู้ไถ่” ฉบับที่ ........................................................................................................................................ ขอร่วมสนับสนุนการจัดพิมพ์วารสาร “ผู้ไถ่” เป็นจ�ำนวนเงิน ....................................................................................... รวมจ�ำนวนเงิน ....................................... บาท (...........................................................................................................) ช�ำระโดย ธนาณัติ สั่งจ่ายในนาม “ปริญดา วาปีกัง” ปณ. สุทธิสาร ๑๐๓๒๑ โอนเข้าบัญชี ในนาม “คณะกรรมการคาทอลิกฯ แผนกยุติธรรมและสันติ” ธนาคารกสิกรไทย สาขาห้วยขวาง บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี ๐๘๔-๒-๐๗๖๓๙-๒ (กรุณาส่งส�ำเนาการโอนเงินทาง Line Official: @006auzbe หรือ ส่งทางไปรษณีย์) ฝ่ายเผยแพร่เพื่อการมีส่วนร่วม คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม แผนกยุติธรรมและสันติ (ยส.) ๑๑๔ (๒๔๙๒) ซ.ประชาสงเคราะห์ ๒๔ ดินแดง กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐ โทรศัพท์ ๐ ๒๒๗๕ ๗๗๘๓, ๐ ๒๒๗๗ ๔๖๒๕ เว็บไซต์: www.jpthai.org อีเมล: [email protected] Line JPThai
ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 5 World Economic Forum เผยเเพร่รายงานความเสี่ยงโลกประจ�ำปี ๒๕๖๖ โดยระบุว่า โลกก�ำลังเผชิญ ความเสี่ยงรูปแบบ ‘ใหม่’ และวนเวียนความเสี่ยง ‘เก่า’ ที่กลับมาอีกครั้ง แต่อาจเด่นชัดและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ได้เผยแพร่ รายงานความเสี่ยงโลกประจ�ำปี ๒๕๖๖ (Global Risks Report ๒๐๒๓) กล่าวถึง ความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ และ สงครามในยูเครนที่ยังส่งผลกระทบต่อโลก โดยเฉพาะ เรื่อง “ค่าครองชีพ” ที่อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ในช่วง ๒ ปีข้างหน้า รวมถึงประเด็นความล้มเหลวใน การจัดการกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ ความซบเซาทาง เศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และประเด็น เกี่ยวกับเทคโนโลยี รายงานความเสี่ยงโลกประจ�ำปี ๒๕๖๖ น�ำ เสนอผลจากการเก็บข้อมูลผ่านการส�ำรวจ Global Risks Perception Survey (GRPS) ล่าสุด โดยได้ ส�ำรวจความเห็นผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนที่มีต่อ ความเสี่ยงโลกที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะสั้น (๒ ปี) และความเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นในระยะยาว (๑๐ ปี) และเพื่อท�ำความเข้าใจความเสี่ยงโลก World Economic Forum ได้วิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยง ผ่าน ๕ มิติ ประกอบด้วย มิติเศรษฐกิจ (economic) มิติสังคม (societal) มิติสิ่งแวดล้อม (environmental) มิติภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical) และมิติเทคโนโลยี (technological) จากเนื้อหารายงานการส�ำรวจในปี ๒๕๖๕ – ๒๕๖๖ สามารถสรุปประเด็นส�ำคัญได้ ดังนี้ ความเสี่ยงมิติสังคม “วิกฤตค่าครองชีพ” ติด อันดับ ๑ ของความเสี่ยงโลกมีโอกาสรุนแรงที่สุดในอีก ๒ ปีข้างหน้า ขณะที่ ความเสี่ยงมิติสิ่งแวดล้อม ติด อันดับความเสี่ยงที่มีแนวโน้มจะรุนแรงในระยะยาว ๑๐ ปี ถึง ๖ อันดับ จาก ๑๐ อันดับ ได้แก่ อันดับ ๑ ความล้มเหลวในการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ อันดับ ๒ ความล้มเหลวในการปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันดับ ๓ ภัยพิบัติทาง ธรรมชาติเหตุสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว อันดับ ๔ การสูญ เสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของ ระบบนิเวศ อันดับ ๖ วิกฤตด้านทรัพยากรธรรมชาติ และ อันดับ ๑๐ เหตุความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ขนาดใหญ่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากโควิด-๑๙ และ สงครามในยูเครน ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ซึ่ง รัฐบาลและธนาคารกลาง อาจต้องเผชิญกับแรงกดดัน ด้านเงินเฟ้อในอีก ๒ ปีข้างหน้า ขณะที่ การแยกส่วน ของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical tensions) และการปรับโครงสร้างทาง เศรษฐกิจ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาหนี้สินอย่างเป็นวง กว้างในระยะยาว สงครามเศรษฐกิจ จะกลายเป็นเรื่องปกติ ใน ๒ ปีข้างหน้า การปะทะระหว่างมหาอ�ำนาจโลกจะ ทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงการแทรกแซงตลาดโดยรัฐ ขณะที่ ผู้ตอบแบบสอบถาม GRPS คาดหวังว่าการ ปะทะกันระหว่างรัฐ จะคงอยู่ในลักษณะสงครามทาง เศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า เทคโนโลยี จะท�ำให้ความไม่เท่าเทียมรุนแรง ขึ้น ขณะที่ความเสี่ยงจากความปลอดภัยทางไซเบอร์ ยังคงเป็นปัญหาที่น่ากังวล วิกฤตอาหาร เชื้อเพลิง และต้นทุน ท�ำให้ ความเปราะบางทางสังคมรุนแรงขึ้น ขณะที่การ ลงทุนลดลง ด้านการพัฒนามนุษย์ท�ำให้ความสามารถ ตั้งรับปรับตัว (resilience) ในอนาคตลดลงตามไปด้วย เปิดเล่ม
6 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ จากรายงานดังกล่าว ความเสี่ยงในประเด็น ต่าง ๆ ทั้งความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคม ล้วนมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน ทั้งสิ้น โลกจึงจ�ำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกันและมอง ถึงวิธีการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ในการสร้างเส้นทาง สู่โลกที่ดีขึ้น ครอบคลุม และมั่นคงต่อไป เมื่อหันมาดูประเทศไทย หลังวิกฤติโควิด-๑๙ ประเทศไทยและคนไทย จะก้าวเดินไปในทิศทางใด และ เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวแบบไหน? บทความเรื่อง เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยหลัง โควิด-๑๙ : โรคปฏิวัติโลก ยกเครื่องสู่อนาคตวิถีชีวิต ใหม่ ในเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้อธิบาย ว่า…เราต้องยอมรับกันว่า ประเทศไทยนั้นได้รับผล กระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากสาเหตุหลัก ๆ คือ (๑) ไทยถือเป็นประเทศที่มีระดับการพึ่งพาเศรษฐกิจ ต่างประเทศสูง มูลค่าความเสียหายในครั้งนี้จึงสูง โดย ข้อมูลล่าสุด ณ เมษายน ๒๕๖๓ พบว่า ภาคส่งออกซึ่ง มีขนาดใหญ่คิดเป็นร้อยละ ๖๐ ของ GDP หดตัวสูงร้อย ละ ๑๖ ขณะที่ภาคท่องเที่ยวซึ่งมีขนาดร้อยละ ๑๗ ของ GDP หดตัวร้อยละ ๑๐๐ นอกจากนี้(๒) ปัจจัยพื้นฐาน ทางโครงสร้างเศรษฐกิจไทยก่อนเกิดวิกฤติโควิด-๑๙ มี ความเปราะบางอยู่แล้ว ทั้งจากการลงทุนในประเทศที่ อยู่ในระดับต�่ำยาวนาน ธุรกิจ SMEs และแรงงานส่วน ใหญ่ไม่สามารถแข่งขันได้ และมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ซึ่งถือเป็นข้อจ�ำกัดส�ำคัญของการฟื้นตัวในระยะต่อไป ในมิติด้านแรงงาน การปิดสถานประกอบการ ท�ำให้แรงงานบางส่วนถูกเลิกจ้าง โดยแรงงานในเมือง ใหญ่ที่ท�ำงานในภาคบริการ โรงแรม และภัตตาคาร ปรับตัวโดยตัดสินใจกลับภูมิล�ำเนา ประกอบด้วยกลุ่ม ที่จ�ำเป็นต้องกลับเพราะถูกเลิกจ้าง กลุ่มที่กลับดีกว่าไม่ กลับเพราะสถานประกอบการปิดชั่วคราว และกลุ่มที่ กลับเพื่อไปตั้งหลักหรือท�ำงานจากบ้านในต่างจังหวัด ขณะที่แรงงานกลุ่มตอนต้น (อายุ ๑๕ - ๒๙ ปี) อาจได้รับผลกระทบในระยะยาว เพราะหากเศรษฐกิจไม่ ฟื้นตัวจะท�ำให้กลุ่มนี้หางานได้ยากขึ้น บทความนี้ ได้ทิ้งท้ายด้วยวลีที่รู้จักกันดีของ Dr. Viktor Frankl นักประสาทวิทยาและจิตแพทย์ที่มี ชื่อเสียงชาวออสเตรียผู้รอดชีวิตจากความโหดร้ายของ ค่ายกักกันที่ว่า “When we are no longer able to change a situation, we are challenged to change ourselves.” “เมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้ นั่น หมายถึงเวลาที่เราต้องเปลี่ยนตัวเอง” ซึ่งคงจะใช้ได้ดี ในสถานการณ์เวลานี้ สอดคล้องกับสารของสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ในโอกาสเฉลิมฉลองวันสันติสากล ครั้งที่ ๕๖ ที่ เน้นย�้ำว่า “ไม่มีใครสามารถรอดโดยล�ำพังได้ การต่อสู้ กับโควิด-๑๙ อย่างไม่หยุดยั้ง และก้าวเดินไปด้วยกัน บนเส้นทางแห่งสันติภาพ” วารสาร “ผู้ไถ่” ฉบับนี้ จึงได้น�ำเสนอบอกเล่าเรื่องราวในบางพื้นที่ของสังคมไทย ว่าหลังวิกฤตโควิด-๑๙ ใน ช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ได้ปรับตัวตั้งรับกับชีวิตวิถีใหม่กันอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะปัญหาความไม่ยุติธรรม ความไม่เท่า เทียม ปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ปัญหาแรงงานข้ามชาติ รวมไปถึงการค้นหาทางออกของชุมชน ด้วยการสร้าง พื้นที่ความมั่นคงทางอาหารร่วมกัน ซึ่งอาจจะเป็นหนทางแห่งความอยู่รอดได้ในอนาคต ข้อมูลอ้างอิง ๑. World Economic Forum เผยเเพร่รายงานความเสี่ยงโลกประจ�ำปี ๒๕๖๖, Praewpan Sirilurt, https://www.sdgmove. com/2023/01/24/wef-global-risks-report-2023/ ๒. เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทยหลังโควิด-๑๙ : โรคปฏิวัติโลก ยกเครื่องสู่อนาคตวิถีชีวิตใหม่, ดร.เสาวณี จันทะพงษ์ และ ทศพล ต้องทุ้ย, ธนาคารแห่งประเทศไทย, https://www.bot.or.th/Thai/BOTMagazine/Pages/256303_CoverStory.aspx
ศาสนา บทสรุป สารวันสันติสากล ๒๐๒๓ ๘ ไม่มีใครสามารถรอดโดยล�ำพังได้ ....การต่อสู้กับ โควิด-๑๙ ....ก้าวเดินไปด้วยกันบนเส้นทางแห่ง สันติภาพ สามสอ สิทธิมนุษยชน - สังคม หลักกฎหมาย และข้อไตร่ตรอง: ๑๑ สิทธิของผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยในคดีอาญา แผนกยุติธรรมและสันติ กฎหมายห้ามการทรมานและอุ้มหาย: ๔๓ ความหวังในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ศราวุฒิ ประทุมราช กิจกรรม ย.ส. ๗๙ ชาติพันธุ์ “ไร่ส้มวิทยา” ๒๖ การศึกษาทางเลือก บนหนทางอยู่รอดและ ความหวัง ของเด็กชาติพันธุ์ แรงงานข้ามชาติ องอาจ เดชา สารคดี เวียงแหง...เมืองชายแดน ๕๑ เกษตรอินทรีย์-ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ... การค้นหาหนทางอยู่รอดของชีวิต องอาจ เดชา ปกิณกะ - วรรณกรรม บทกวีเปิดปก: มโนมนุษย์เบื้องหน้า (หน้าแรก) ศิวกานท์ ปทุมสูติ ปักดอกไม้ในแจกันใจ: ๗๑ การเปลี่ยนภาพความเป็นศัตรู นริศ มณีขาว พื้นที่เล็ก เล็ก: ๑๕ คนส�ำคัญของลมหายใจสุดท้าย... ของใครสักคน น�้ำค้าง ค�ำแดง เนื้อในหนัง: ๒๓ CODA โคด้า หัวใจไม่ไร้เสียง maday เราจึงรู้ค่าของความผูกพัน: ๔๗ จิเว...ลูกสาวกวี สุวิชานนท์ รัตนภิมล เรื่องสั้น: เครือออนบานแล้ว ๓๙ โถ่เรบอ สารบัญ ผู้ไถ่ ปีที่ ๔๔ ฉบับที่ ๑๒๑ ๑/๒๕๖๖ ภาพ: https://pngtree.com
8 เริ่มต้นปีใหม่ ๒๐๒๓ / ๒๕๖๖ นี้ สมเด็จ พระสันตะปาปาฟรังซิส ส่งสารโอกาสวันสันติสากล ครั้งที่ ๕๖ มายังทุกคน กระตุ้นให้เรียนรู้ประสบการณ์ ที่ได้จากการรับมือกับการแพร่ระบาดใหญ่ ในช่วง ๓ ปี ที่ผ่านมา และเป็นบทเรียนชี้เตือนมนุษย์ว่า ไม่มีใคร สามารถรอดได้เพียงล�ำพัง ทุกคนต้องเปลี่ยนแปลงทั้ง ในระดับส่วนตัว และร่วมมือกัน จากระดับที่เล็กที่สุด ไปสู่สังคมใหญ่ และนานาประเทศ ในพระคัมภีร์ นักบุญเปาโล เคยเตือน ชาว เธสะโลนิกา ว่า “วันขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะมาเหมือน ขโมยในเวลากลางคืน” (๑ธส ๕,๑-๒) และ เราอย่า หลับใหลเหมือนคนอื่น จงตื่นอยู่เสมอ และต้องรู้จัก ประมาณตน (๕:๖) สะท้อนว่า เราไม่รู้ว่าภัยอันตราย จะเกิดขึ้นเมื่อไร เช่นเดียวกับ การแพร่ระบาดของ ไวรัสโควิด-๑๙ ฉะนั้น เราต้องตื่นตัว เตรียมพร้อม ไม่ ประมาท ไม่ยอมจ�ำนน ต้องค�ำนึงถึงกันและกัน และ ไม่เห็นแก่ตัว สารวันสันติสากล ๒๐๒๓ ตั้งค�ำถามเรา ๓ เรื่อง คือ (๑) ได้เรียนรู้อะไรจากการระบาดใหญ่? (๒) มี เส้นทางใหม่ใดบ้าง ที่เราควรเดินตาม เพื่อละทิ้งนิสัย เดิม ๆ ที่ไม่ดี และแก้ไขให้ดีขึ้น รวมถึงกล้าปฏิบัติ ในสิ่งใหม่ๆ และ (๓) เรามองเห็นสัญญาณแห่งชีวิต และความหวังอะไรบ้าง ที่ช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้า และช่วยกันท�ำให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้น กล่าวง่ายๆ คือ บทสรุป สารวันสันติสากล ๒๐๒๓ ไม่มีใครสามารถรอดโดยล�ำพังได้....การต่อสู้กับโควิด-๑๙ ....ก้าวเดินไปด้วยกันบนเส้นทางแห่งสันติภาพ บทความ สามสอ
ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 9 แต่ละคนต้องไตร่ตรอง และถามตนเองว่า สามปีที่ผ่าน มา ฉันได้เรียนรู้อะไรหรือไม่ได้เรียนรู้อะไร? ฉันดีขึ้น หรือแย่ลง ชีวิตของฉันจะเปลี่ยนไปจากจุดนั้นอย่างไร เราเรียนรู้อะไรจากการระบาดใหญ่? โควิด-๑๙ ท�ำให้สังคมตกอยู่ในความมืด กิจวัตร ประจ�ำวันของมนุษยชาติเปลี่ยนแปลงไป มีผู้เสียชีวิต ทั่วโลกประมาณ ๖.๖ ล้านคน การถูกจ�ำกัดเสรีภาพ ต่าง ๆ ผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยว สภาพความยากจน และ ความไม่เท่าเทียมเพิ่มขึ้น ในเรื่องการเข้าถึงอาหาร ยา การดูแลสุขภาพ การศึกษา และเทคโนโลยี รวมทั้ง ครอบครัวแรงงานนอกระบบจ�ำนวนมากที่ต้องตกงาน บทเรียนส�ำคัญจากการระบาดใหญ่คือ การ ตระหนักว่า “ไม่มีใครสามารถรอดได้โดยล�ำพัง” ทุกคนต่างต้องการกันและกัน ชีวิตมนุษย์นั้นเปราะ บาง เช่นเดียวกับโลกที่เป็นบ้านของเรา ฉะนั้น เรา ไม่สามารถจดจ่อกับการรักษาตัวเองเพียงล�ำพังอย่าง เดียวต่อไปได้ ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน รักษา ฟื้นฟู และวางรากฐาน เพื่อสังคมโลกที่ยุติธรรม และสงบสุข นอกจากนี้ เรายังได้เรียนรู้ว่า การพึ่งพิงความ ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างมากเกินนั้น ได้ส่งผล กระทบในเชิงศีลธรรม และจริยธรรม ปัญหาทุจริตที่ เกิดขึ้นในสังคม การกลั่นแกล้งกัน การปฏิบัติความ อยุติธรรมต่อกัน การแข่งขันกันเพื่อผลประโยชน์ และ เบียดขับคนไปอยู่ชายขอบสังคม ได้บั่นทอนความหวัง สังคมที่มีสันติภาพ บทเรียนอีกประการหนึ่งจากมุมมองด้าน สาธารณสุขหรือโรคติดเชื้อ คือการเรียนรู้และจดจ�ำ ประวัติศาสตร์ของเรา เพราะโรคระบาดร้ายแรงที่เคย ปรากฏหลายครั้งหลายคราในอดีต เมื่อถูกควบคุมได้ ก็ มักจางหายไปอย่างรวดเร็วจากความทรงจ�ำของมนุษย์ ประสบการณ์ของผู้คนเกี่ยวกับโรคระบาด การปิดเมือง การตกงานและความไม่มั่นคงในอาชีพ และการเลือก ปฏิบัติต่อการเข้าถึงวัคซีน ในพื้นที่ต่าง ๆ หากน�ำ มาสู่การแบ่งปันและไตร่ตรอง ก็จะกลายเป็นพลังขับ เคลื่อนสังคมต่อไป ในแง่บวก โรคระบาดได้ท�ำให้มนุษย์ทบทวน ตัวเองใหม่ต่อพฤติกรรมบริโภคนิยม มีความอ่อนน้อม ถ่อมตน หันกลับไปสู่ความพอเพียง และเป็นน�้ำหนึ่ง ใจเดียวกัน ไวต่อความทุกข์ยากของผู้อื่น และลงมือ ลงแรงช่วยเหลือกันมากขึ้น ท�ำให้เรารอดพ้นจาก หายนะครั้งใหญ่ที่สุดนี้ เส้นทางใหม่ ในขณะที่ เราพบวัคซีนและหวังว่า โควิด-๑๙ ใกล้สิ้นสุดลง แต่กลับไม่พบทางออกที่เหมาะสมส�ำหรับ สงคราม สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนเกิดขึ้นต้นปี ๒๐๒๒ ขับเคลื่อนโดยการตัดสินใจของมนุษย์อย่างน่า ต�ำหนิ และได้ท�ำลายชีวิตของเหยื่อผู้บริสุทธิ์ในยูเครน จ�ำนวนมาก นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่ระบบ เศรษฐกิจโลก แม้คนที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร ก็ยังได้รับผลกระทบจากสงครามนี้ ภาวะการขาดแคลน ธัญพืช และราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ธนาคารพัฒนาแอฟริกา (African Development Bank) ระบุว่า สงครามนี้ท�ำให้มีการขาดแคลนอาหาร
10 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ราว ๓๐ ล้านตันในแอฟริกา ข้าวสาลี ๔๐% ของ แอฟริกา มาจากยูเครนและรัสเซีย การที่รัสเซียปิด ท่าเรือต่าง ๆ ตามชายฝั่งทะเลด�ำของยูเครน ท�ำให้ ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก และเกิดการขาดแคลน อาหารจ�ำนวนมากในประเทศที่ยากจนที่สุดของโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประมาณการว่า ค่าใช้จ่ายในการน�ำเข้าอาหารส�ำหรับ ๖๒ ประเทศที่เปราะบางที่สุดในโลกเพิ่มขึ้น ๒๕ พัน ล้านเหรียญสหรัฐ อันเป็นผลมาจากสงครามในยูเครน การท�ำสงครามในยูเครนและความขัดแย้ง อื่น ๆ ทั้งหมดในโลก แสดงถึงความพ่ายแพ้ของมวล มนุษยชาติ พระสันตะปาปาฟรังซิส กล่าวว่า ไวรัส แห่งสงครามเอาชนะได้ยากกว่าไวรัสโควิด-๑๙ ที่ ยอมจ�ำนนต่อร่างกายของเรา เพราะไวรัสแห่งสงคราม ไม่ได้มาจากภายนอกตัวเรา แต่มาจากภายในจิตใจ ของมนุษย์ที่เสื่อมทรามด้วยบาป (อ้าง มก ๗:๑๗-๒๓) อย่างไรก็ดี ในเส้นทางใหม่แห่งการเยียวยา โลก มนุษย์ต้องทบทวนตนเอง โดยอาศัยพระเจ้า หรือ หลักความเชื่อในศาสนาของตน เพื่อปรับเปลี่ยนจิตใจ ของตนเอง เปลี่ยนวิธีคิด และเกณฑ์ที่เรายึดถือต่อการ มองสังคมโลก มนุษย์จะรอดไปด้วยกันได้ ก็มาจาก การไม่คิดเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวหรือของชาติอีก ต่อไป แต่คิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นอันดับแรก เพราะเราแต่ละคน ต่างเป็นพี่น้องกัน และเป็นส่วน หนึ่งของสังคม พระสันตะปาปาฟรังซิสเรียกร้องว่า ในเส้นทาง ใหม่ที่เราต้องร่วมเดินไปด้วยกัน ยังมีประเด็นท้าทาย อยู่ อาทิ เรื่อง หลักประกันด้านสุขภาพเป็นจริงส�ำหรับ ทุกคน การยุติความขัดแย้งและสงคราม การดูแล สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นบ้านของทุกคน และสร้างความ มั่นคงทางอาหาร การช่วยให้คนมีงานท�ำ มีอาชีพที่ เหมาะสม และนโยบายของประเทศ เพื่อต้อนรับผู้ย้าย ถิ่น ผู้ลี้ภัย และผู้ที่สังคมทอดทิ้ง สัญญาณแห่งความหวัง สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสตั้งข้อสังเกตว่า การระบาดของโควิด-๑๙ ท�ำให้กลุ่มสังคม สถาบัน ภาค รัฐและเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ละทิ้งผล ประโยชน์ส่วนตน หันมาร่วมมือ ร่วมพลังกัน รับมือ กับปรากฎการณ์ที่ท้าทายนี้ และถือเป็นสัญญาณ แห่งความหวังของสังคมมนุษย์ ในการต่อกรกับวิกฤติ ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคต ในฐานะที่เราทุกคนสามารถเป็นช่างฝีมือแห่ง การสร้างสันติภาพ เราต้องตื่นอยู่เสมอ ซึ่งมิใช่เรื่อง ของวิกฤตสุขภาพอย่างเดียว การตื่นในที่นี้ คือการหัน มาสนใจ เปิดใจเพื่อท�ำความเข้าใจต่อปัญหา เปิดใจ รับความรักและพระเมตตาจากพระเจ้า เป็นพลังหล่อ เลี้ยง ผลักดันให้เรามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ตาม ความสามารถที่แต่ละคนกระท�ำได้
บทความ 11 แผนกยุติธรรมและสันติ จากเหตุการณ์การอดน�้ำและอาหารของเยาวชนนักกิจกรรมการเมือง ที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการ ประท้วงต่อกรณีการไม่ได้รับสิทธิที่เป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะผู้ต้องหาและจ�ำเลยในคดี ทางการเมือง ที่ออกมาชุมนุมและใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว ซึ่งเป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานที่ผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยในความผิดคดีอาญาพึงจะได้รับ ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเคลื่อนไหวของ นักกิจกรรมการเมืองหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการยุติธรรม ก�ำลังเป็นเรื่องอ่อน ไหวทางสังคม ผู้คนมีความคิดเห็นที่ต่างกัน และมีความโน้มเอียงไปสู่อคติ ความเกลียดชัง ขณะเดียวกันก็มีคน บางกลุ่ม ไม่สนใจ ไม่รับรู้ คู่ขนานไปกับอีกขั้วความคิดที่เข้าใจ เห็นอกเห็นใจ ต่อการกระท�ำของกลุ่มคนที่อยาก เห็นสังคมมีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น บทความนี้ ขอน�ำเสนอหลักทางสิทธิมนุษยชน และกฎหมาย เพื่อ ความเข้าใจที่ถูกต้องต่อเรื่องที่เยาวชนนักกิจกรรมเรียกร้อง และ เชิญชวนให้เราไตร่ตรองโดยอาศัย ค�ำสอนด้าน สังคมของพระศาสนจักร และเพื่อปฏิบัติในหนทางแห่งการผดุงความยุติธรรม (๑) ตามประมวลกฎหมายอาญา เมื่อมีบุคคล ถูกกล่าวหาว่า ได้กระท�ำความผิดหรือถูกฟ้องเป็น จ�ำเลยต่อศาล บุคคลนั้นมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครอง ตามกฎหมาย โดยหลักการ สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็น หลักกฎหมาย และข้อไตร่ตรอง: สิทธิของผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยในคดีอาญา ภาพ: www.rivoluzioneanarchica.it
12 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ผู้บริสุทธิ์ และมีสิทธิในการประกันตัว ซึ่งเป็นหลัก การที่ปรากฎอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมาย รัฐธรรมนูญ และกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ดังนี้ หลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นหลักสิทธิมนุษยชนสากล ถือเป็นเครื่องมือส�ำคัญ ในการปกป้องสิทธิของบุคคลผู้ที่ถูกกล่าวหา จนกว่าจะ ได้รับการพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัยว่าบุคคลนั้นได้กระท�ำ ความผิดจริง เพื่อให้บุคคลนั้นได้รับความเป็นธรรมใน ระหว่างการพิจารณาคดี ได้ถูกรับรองไว้ในกฎหมาย ดังปรากฏใน • ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ ที่ ๑๑ “ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่ากระท�ำความผิดทาง อาญา มีสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมายในการ พิจารณาคดีที่เปิดเผย ซึ่งตนได้รับหลักประกันที่จ�ำเป็น ทั้งปวงส�ำหรับการต่อสู้คดี” • กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ข้อที่ ๑๔ ระบุว่า “บุคคลทุก คนซึ่งต้องหาว่ากระท�ำความผิดทางอาญา ต้องมีสิทธิ ได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ ตามกฎหมายได้ว่ามีความผิด” • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙ วรรค ๒ “ในคดีอาญา ให้ สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีค�ำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้ กระท�ำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้ กระท�ำความผิดมิได้” สิทธิในการประกันตัว หรือ สิทธิในการได้รับ การปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี ก่อนที่ ศาลจะพิพากษาจนถึงที่สุด เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน มีที่มา จากหลักการที่จะต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหา หรือจ�ำเลยที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าศาล จะมีค�ำพิพากษาถึงที่สุด เพราะการคุมขังเป็นการจ�ำกัด ภาพ: www.facebook.com/nhrct (สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) ภาพ: twitter.com/iLawclub
ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 13 สิทธิเสรีภาพอย่างร้ายแรง กระทบต่อเสรีภาพและความ มั่นคงในชีวิตและร่างกายของมนุษย์ สิทธินี้ได้ถูกรับรอง ไว้ในกฎหมาย ดังนี้ • กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ข้อที่ ๙ – ๓ “บุคคลใดที่ถูก จับกุมหรือควบคุมตัวในข้อหาทางอาญา จะต้องถูกน�ำ ตัวโดยพลันไปยังศาลหรือเจ้าหน้าที่อื่นที่มีอ�ำนาจตาม กฎหมายที่จะใช้อ�ำนาจตุลาการ และจะต้องมีสิทธิได้ รับการพิจารณาคดีภายในเวลาอันสมควร หรือได้รับ การปล่อยตัวไป มิให้ถือเป็นหลักการทั่วไปว่าจะต้อง ควบคุมบุคคลที่รอการพิจารณาคดี แต่ในการปล่อยตัว อาจก�ำหนดให้มีการประกันว่าจะมาปรากฏตัวในการ พิจารณาคดี ในขั้นตอนอื่นของกระบวนพิจารณา และ จะมาปรากฏตัวเพื่อการบังคับตามค�ำพิพากษา เมื่อถึง วาระนั้น” • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๙ วรรค ๓ “การควบคุมหรือคุมขัง ผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยให้กระท�ำได้เพียงเท่าที่จ�ำเป็น เพื่อ ป้องกันมิให้มีการหลบหนี” • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา มาตรา ๑๐๗ “เมื่อได้รับค�ำร้องให้ปล่อยตัวชั่วคราว ให้เจ้าพนักงานหรือศาลรีบมีค�ำสั่งอย่างรวดเร็ว และ ผู้ต้องหาหรือจ�ำเลยทุกคนพึงได้รับอนุญาตให้ปล่อย ชั่วคราว ... ” หลักการเหล่านี้ มีปรากฏอยู่อย่างชัดแจ้งใน กฎหมายระดับสากล และกฎหมายภายในประเทศ แต่ในบางครั้ง การปฏิบัติของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังคง ไม่สอดคล้องต่อหลักการที่ถูกก�ำหนดไว้ในกฎหมาย จึงยังมีภาพของบุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือจ�ำเลยในคดี อาญา ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการ ยุติธรรมปรากฎอยู่ (๒) หากพิจารณาในมุมมองของคริสตชน ที่ อยู่ในสังคมไทย และเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมพัฒนา สังคมการเมือง เราต้องเปิดใจรับฟัง และพิจารณา อย่างรอบคอบ ถึงปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่ ผู้ก้าวเข้า มามีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคม มิใช่เพียงเพื่อ ผลลัพธ์ ที่มาจากการเรียกร้อง อย่างเดียว แต่ยังส่ง ผลต่อการพัฒนาสังคม การกระท�ำเชิงสัญลักษณ์ของ นักกิจกรรมการเมืองที่ใช้วิธีการอดอาหารอดน�้ำ ซึ่ง เป็นหนึ่งในหลายรูปแบบของการเรียกร้องสิทธิ เพื่อ หวังการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและกลไกที่ผดุงความ ยุติธรรมในสังคมให้ดีขึ้น การก้าวเดินไปด้วยกัน ด้วย การมีความเข้าใจในหลักการสิทธิมนุษยชน และความ รู้ทางกฎหมาย ที่เป็นสิ่งชี้บอกว่าอะไรถูกต้องหรือไม่ถูก ต้อง และมีหลักความรักเมตตาแบบพี่น้องกัน ถือเป็น แนวปฏิบัติส�ำคัญที่คริสตชนพลเมืองไทย ต้องยึดถือใน ช่วงที่สังคมเต็มไปด้วยความกังวล และความคับข้องใจ การแสดงออกของเยาวชน ก็เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ของมนุษย์ในทางการเมือง ที่แต่ละคนมีความคิดเห็นต่อภาพ: dondaniele.blogspot.com
14 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ เรื่องของส่วนรวม และมีเสรีภาพในการแสดงออกซึ่ง ความคิดเห็นทางการเมือง เพื่อความดีของส่วนรวม๑ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส กล่าวว่า เราทุกคน ต้องมีส่วนร่วมในทางการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และได้ยืนยันว่า ค�ำสอนในพระคัมภีร์ ก็มีมิติทางการ เมือง ซึ่งช่วยการเปลี่ยนแปลงสังคม แม้กระทั่งศาสนา และความคิดของผู้คน เพื่อมุ่งไปสู่ประโยชน์ส่วนรวม๒ พระองค์ ทรงกระตุ้นเราทุกคน ถึงการเปิดหัวใจ รับ ฟังเยาวชนคนรุ่นใหม่ ก้าวเดินร่วมไปกับพวกเขา เพื่อ เข้าใจสิ่งที่พวกเขาต้องการสื่อ๓ การติดตาม รับฟังอย่าง ใจกว้าง ใช้หลักศีลธรรมเพื่อพยายามเข้าใจข้อเรียกร้อง ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ก็เพื่อป้องกันความโน้มเอียงต่อ การมีอคติ ต่อคนรุ่นใหม่ ที่มีส่วนร่วมทางการเมือง ก็ เป็นมิตรภาพระหว่างพลเมืองในทางการเมือง๔ แบบ อย่างของชาวสะมาเรียผู้ใจดี ผู้ท�ำหน้าที่เป็นมโนธรรม ทางสังคม ยังสามารถน�ำมาปฏิบัติได้ในบริบทและเส้น ทางแห่งการเป็นพี่น้องกัน แผนกยุติธรรมและสันติ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ๑ ประมวลหลักค�ำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ข้อ ๓๘๕๒ https://www.vaticannews.va/en/pope/news/2023-02/pope-francis-book-politics-common-goodargentina.html ๓ อ้าง สมณลิขิตเตือนใจ พระคริสตเจ้าทรงพระชนม์ (Christus Vivit) ข้อ ๘๔ อ้าง ประมวลหลักค�ำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ข้อ ๓๙๐ ภาพ: ncc.org.au
15 ต้อนรับปี ๒๕๖๖ อย่างเป็นทางการค่ะ อยาก จะถามคุณผู้อ่านให้เหมือนกับเราได้นั่งคุยกัน “สบายดี กันใช่ไหมคะ” ตอบออกเสียงก็ได้นะคะ แม้ว่าฉันจะไม่ ได้ยินเสียงนั้น แต่ฉันจะรับรู้ได้ด้วยความตั้งใจค่ะ ยินดี กับการก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งความเหน็ดเหนื่อย ยุ่งเหยิงมาได้ เวลา ๓ ปีที่ผ่านมา กับสถานการณ์โค วิด-๑๙ เราต่างก็ได้เรียนรู้ ต่อสู้กันไปในแต่ละรูปแบบ พอมองย้อนกลับไปชวนให้ได้คิดทบทวนว่าเราผ่านมัน มาได้อย่างไรกันหนอ พร้อมกับบอกตัวเองว่า “ฉันก็ เก่งไม่ใช่เล่นเลยนะ” จะถือเป็นการให้ก�ำลังใจตัวเอง ปลอบโยนหัวใจตัวเอง เข้าข้างตัวเอง หรืออะไรก็แล้ว แต่ ฉันเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นดีเสมอ ในฐานะที่วันนี้ทั้ง ฉัน และคุณผู้อ่าน คือผู้ที่อยู่รอด ฉันจึงอยากชวนมาเปิดพื้นที่เล็กๆ เพื่อแบ่งปัน เรื่องราวของกลุ่มคนที่มีความหวัง และ เป็นผู้ส่งมอบ ความหวังนั้นให้กับผู้คน ๓ ปีที่ผ่านมา เราคงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงใน หลากหลายมิติ หลากหลายสังคม หลากหลายกลุ่มคน หรือแม้แต่ตัวเราเอง ก็อยู่ในจุดที่มีความหลากหลาย ทางอารมณ์ เมื่อวานยิ้มได้ วันนี้ร้องไห้ เช่นเดียวกับ คุณกฤตภาส ต๊ะประจ�ำ (พี่ลิป) ผู้ประกอบกิจการร้านอาหาร ที่จริงฉันรู้จักพี่ลิปใน ฐานะนักจัดรายการวิทยุชุมชน และจิตอาสารุ่นพี่ ย้อนกลับไปก่อนที่จะเกิดโควิด-๑๙ พี่ลิปเป็น เจ้าของร้านอาหารที่อยู่ระหว่างการขยายกิจการ มี ร้านอาหารเป็นของตัวเอง ๓ ร้าน ที่จังหวัดนนทบุรี พื้นที่เล็กเล็ก น�้ำค้าง ค�ำแดง คนส�ำคัญของลมหายใจสุดท้าย...ของใครสักคนภาพ: www.prevention.com
16 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ท�ำหน้าที่เป็นนักการตลาดให้กับแบรนด์สินค้าหลาย แบรนด์ และยังแบ่งเวลามาจัดรายการวิทยุ ท�ำงาน จิตอาสาซึ่งทั้งหมดเป็นความฝันและความสุขของพี่ ลิป แต่แล้วเมื่อโควิด-๑๙ เข้ามา พี่ลิปก็เป็นเหมือนกับ หลายๆ คนที่เจอวิกฤตครั้งใหญ่ในชีวิต พี่ลิปเล่าว่า “ต้องบอกก่อนว่าพี่ชอบงาน จิตอาสา ชอบเจอผู้คน มันเป็นความสุขความฝันของ พี่ พี่เลยต้องท�ำงานให้เยอะ เพื่อที่จะได้มาท�ำงาน จิตอาสาแบบไม่กระทบชีวิตครอบครัว ในขณะเดียวกัน ภรรยาของพี่ก็ชอบการท�ำอาหาร ร้านอาหารจึงเป็น ค�ำตอบของครอบครัว ร้านอาหารของพี่มีความพิเศษ ตรงที่พนักงานในร้านของเราล้วนแต่เป็นเด็กมัธยม ที่ต้องการหารายได้ระหว่างเรียน เงื่อนไขของพี่กับ น้องๆ คือ ๑.ต้องมาท�ำงานอย่างตั้งใจ ๒.การเรียนต้อง ไม่ตกไปกว่าก่อนหน้าที่จะเข้ามาท�ำงาน ๓.ต้องแบ่ง ปัน มีน�้ำใจ กับงาน กับเพื่อนร่วมงาน พี่ไม่รู้หรอกว่า วันหนึ่งน้องๆ เหล่านี้จะเติบโตไปด้วยอาชีพอะไร แต่ ระหว่างที่ท�ำงานกับครอบครัวพี่ น้องต้องเป็นเด็กที่มี น�้ำใจ เป็นคนที่รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง นี่คือ ความตั้งใจในการเปิดร้านอาหาร ช่วงโควิด-๑๙ รอบ แรก ผลกระทบยังไม่มากเท่าไร เรายังพอท�ำมาหากิน ได้ ยังมีเงินเก็บ มีทรัพย์สินที่พอประคองกันไปได้ แต่ ความยืดเยื้อของสถานการณ์ท�ำให้ทางร้านไม่มีรายได้ สินค้าที่ตลาดให้ลูกค้าขายได้น้อยลง หันไปมองญาติพี่ น้องคนรู้จักก็ติดโควิด ในขณะที่พี่ก�ำลังแก้ปัญหาเรื่อง รายได้ให้ครอบครัวตัวเอง ให้น้องๆ พนักงานของร้าน พี่ก็ต้องออกไปช่วยเหลือประสานงานหาโรงพยาบาล ในฐานะจิตอาสา มันยากและหนักมากนะ บ้านเราก็ เจอวิกฤต คนข้างนอกก็มองเราเป็นที่พึ่ง ซึ่งความจริง เราก็ยินดีที่จะท�ำ เพียงแต่ปัญหามันมาพร้อมๆ กัน ความยาวนานของสถานการณ์ครั้งนี้ท�ำให้ภาระหนี้ สินที่เกิดจากการด�ำเนินธุรกิจร้าน ร้านต้องปิดเพราะ โควิด-๑๙ แต่หนี้สินไม่ได้หยุดตามโควิด-๑๙ ช่วงเวลา ๓ ปี นอกจากโควิด-๑๙ แล้ว ร้านของพี่ก็เกิดน�้ำท่วม พอรัฐบาลเริ่มผ่อนปรนให้เปิดร้านอาหารได้ ร้านพี่ก็ เจอน�้ำท่วม พอน�้ำแห้งเตรียมจะเปิดร้าน โควิด-๑๙ รอบใหม่ก็มา วนไปมาแบบนี้ ๓ รอบ เดิมพี่มีรถยนต์ทั้ง เบนซ์ และ ๔ ประตู ก็โดนยึดไป มีตัวแทนของธนาคาร มาทวงเงิน น�้ำ ไฟ โดนตัด ตอนนั้นสถานการณ์ที่พี่ เจอก็อาจจะคล้ายกับหลายๆ คน แต่ในฐานะหัวหน้า ครอบครัว และเจ้าของร้าน พี่รู้สึกว่าตัวเองท�ำหน้าที่ ได้แย่มาก ท�ำความฝันของตัวเอง ของภรรยา และของ เด็กพังไปหมด พี่ไม่สามารถรักษาอะไรไว้ได้เลย การปิด ร้านมันไม่ยาก แต่การแยกย้ายของพนักงานซึ่งคือเด็กๆ ที่ก็อยู่ในวิกฤตเดียวกัน มันเป็นความรู้สึกที่แย่มากๆ”
ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 17 พี่ลิปเล่าอีกว่า ในระหว่างนั้นพี่ยังคงท�ำงาน อาสาเท่าที่จะท�ำได้ ไม่มีเงินก็ใช้แรง ใช้เครือข่ายที่เรา รู้จักเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาของคนอื่น พี่ได้เห็นภาพ ของคนที่เขาไม่เหลืออะไร เห็นการสูญเสียคนที่รักของ ครอบครัวอื่นๆ มันท�ำให้เรากลับมาคิดอีกครั้งว่า เฮ้ย! เรายังหายใจ เรายังไม่ตาย มันต้องดีขึ้นสิ! มันต้องดี กว่านี้ ไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้ว อะไรท�ำได้เราต้องท�ำ เหนือสิ่งอื่นใดก�ำลังใจจากครอบครัว จากคนรอบข้าง จากคนแปลกหน้าที่เราเคยช่วยเหลือในช่วงที่เราเป็น จิตอาสา ท�ำให้เรามีแรงสู้ต่อ เพื่อนที่รู้ว่าเราเจอวิกฤต เขาก็มาช่วยเหลือ เอารถมาให้ใช้ ให้พี่พอท�ำมาหากิน ประคับประคองกันให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้ “มาถึงตอนนี้สิ่งที่พี่ได้รู้คือ...เราไม่ควรมีอาชีพ เดียว เราท�ำอะไรได้ควรท�ำ ชีวิตมันประมาทไม่ได้เลย เราไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นอีก มนุษย์เป็น สัตว์สังคม เราเก่งพอที่จะเอาตัวรอด เก่งพอที่ปรับ ตัว เราเห็นประโยชน์ของการแบ่งปันแล้วว่า ไม่มีอะไร เสียเปล่า เราช่วยเขา วันหนึ่งเขาช่วยเรา เราต่างก็ ประคับประคองจับมือก้าวผ่านช่วงวิกฤตไปด้วยกัน สุดท้าย มันต้องเริ่มจากวิธีคิดของตัวเอง ตราบใดที่ ยังหายใจความหวังต้องมี พอเราคิดได้เราจะยิ่งช่วยคน อื่นได้ ตอนนี้ พี่กลับมาเปิดร้านอีกครั้ง เราเห็นปัญหา แล้วว่าคืออะไร เราพยายามหาวิธีปิดรูรั่วปัญหานั้น และยังคงเปิดพื้นที่ส่งเสริมอาชีพให้กับน้องๆ นักเรียน เหมือนเช่นเดิม เราเจอวิกฤต พวกเขายิ่งวิกฤต มัน ไม่ใช่เวลาที่จะเอาตัวรอดคนเดียว เราอยู่ในจุดที่เห็น คุณค่าของกันและกัน พี่ไม่ยึดติดตัวตน ไม่ยึดติดสิ่ง ที่มี เพราะมันผ่านจุดที่ไม่มีมาแล้ว วันนี้เรากินแค่ให้ อิ่ม เรามีรถแค่ให้เป็นเครื่องมือในการเดินทาง พี่คิด ว่า ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดคือสังคมเล็กๆ ดูแลแบ่งปันกัน กระจายความปรารถนาดี ส่งมอบสิ่งดีๆ ให้กันและกัน แล้วเราจะผ่านทุกวิกฤตไปได้” ตลอดการพูดคุย พี่ลิปพูดถึงการช่วยเหลือจาก ภาคสังคมใหญ่น้อยมาก แม้ว่าเราแอบคาดหวังที่จะ เห็นการเยียวยาไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม แต่สิ่งที่พี่ลิป เน้นย�้ำมากๆ คือ การเริ่มต้นจากตัวเอง จากสมองสอง มือของสังคมเล็กๆ ซึ่งก็ตรงกับความตั้งใจของคอลัมน์ พื้นที่เล็กๆ ของฉัน เราไม่รู้เลยว่า เราสามารถคาดหวัง ให้ใครมาช่วยเราได้ เราเปลี่ยนโลกทั้งใบนี้ไม่ได้ แต่เรา เริ่มสร้างได้ด้วยตัวเราในฐานะคนเล็กๆ คนหนึ่ง
18 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ คุณเคยได้ยิน ประโยคนี้ไหมคะ “ความปรารถนา สุดท้ายของชีวิต” ที่จริงฉันเพิ่ง ได้ดูซีรีส์เกาหลีเรื่อง If You Wish Upon Me เรื่องราวของการ สานฝันให้ผู้ป่วยเป็น ครั้งสุดท้ายก่อนหมด ลมหายใจ ฉันไม่เคยรู้เลยว่า ประเทศไทยก็มีกลุ่มคนที่ ท�ำอะไรคล้ายๆ เนื้อหาในซีรีส์เรื่องนี้ จนวันหนึ่งเจอบท สัมภาษณ์ทางเว็บไซต์ของ ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร เลขาธิการมูลนิธิสายธาร แห่งความหวัง (แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเลือด และมะเร็งในเด็ก) คุณหมอ พูดถึงการผลักดันให้ทุกคน ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด ในระยะท้าย โดยมูลนิธิสายธารแห่งความหวัง ที่มี พันธกิจท�ำความฝันครั้งส�ำคัญของผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง ที่รักษายากให้เป็นจริง นี่แหละค่ะที่ฉันพูดถึงชีวิตที่อาจไม่รู้ด้วยซ�้ำว่า ตัวเองก�ำลังเผชิญหน้ากับวิกฤต คุณหมอได้เล่าที่มาที่ ไปการด�ำเนินงานที่น่าสนใจไว้ดังนี้ค่ะ “มะเร็งในเด็กมีโอกาสหายมากที่สุดแล้ว ประมาณ ๘๕% นั้นหมายความว่ามีบางคนซึ่งส่วน ใหญ่หายขาด และก็มีบางส่วนที่รักษาไม่หายอาจจะมี เซลล์ที่ดื้อยา อย่างไรก็ตาม เมื่อรู้ว่าเด็กป่วยด้วยมะเร็ง ก็เข้ารับการรักษา ถ้าหายก็ใช้ชีวิตตามปกติได้เลย ใน กรณีที่หายแล้วกลับมาเป็นซ�้ำนั้นแปลว่ามีการดื้อยา ถึง ตอนนี้พยายามที่จะกลับมารักษาอีก ซึ่งอาจไม่ส�ำเร็จ แล้ว การรักษาไม่หายเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังของพ่อแม่ และหมอ ส่วนเด็กๆ เขาไม่รู้หรอกว่ารักษาหายหรือ ไม่ เขารู้ว่าเขาไม่ได้เจอเพื่อน ไม่ได้ไปโรงเรียน ไม่ได้ กินขนม ไม่ได้ออกไปเล่น อยู่แต่ที่โรงพยาบาล ท�ำอัน โน้นไม่ได้ ท�ำอันนี้ไม่ได้ และสุดท้ายก็จบลงด้วยความ ผิดหวังครั้งใหญ่คือเสียชีวิต เคยมีคุณแม่ท่านหนึ่งพา ลูกมารักษา ๓ ครั้งแล้ว สุดท้ายน้องเสียชีวิต คุณแม่ บอกว่า ถ้ารู้แบบนี้พาน้องไปทะเลก่อนดีกว่า หมอเลย คิดว่า ถ้าอย่างนั้น หลังจากรับการรักษาครั้งที่ ๑ ไม่ หาย เราควรถามความต้องการของเด็ก ถ้าหนูหายหนู ขอบคุณการแบ่งปันเรื่องราวชีวิตจากพี่ลิป ซึ่ง เป็นตัวแทนของคนที่อยู่รอดปลอดภัยและยังคงหายใจ โดยมีสถานการณ์โควิด-๑๙ เป็นบทดสอบชีวิต ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกหลายชีวิตที่รู้ตัวด้วยซ�้ำ ว่า ตัวเองก�ำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตของชีวิต ภาพ: facebook.com/viuthailand
ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 19 อยากท�ำอะไร ความฝันของเด็กไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน บางคนอยากไปทะเล บางคนอยากไปเจอนักฟุตบอลที่ เขาชอบ บางคนอยากไปกินของอร่อย บางคนอยากไป ดูหมีแพนด้า ที่ผ่านมา เราไม่เคยถามเด็ก แต่ก็เพราะ ความปรารถนาดีที่อยากให้ลูกหายป่วย และเชื่อว่าอยู่ ใกล้หมอลูกจะหาย ในกรณีการกลับมาเป็นซ�้ำ หรือ รักษาไม่หายในครั้งแรก ให้โอกาสเด็กๆ ได้ท�ำในสิ่งที่ เขาต้องการน่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า” ศ.นพ.อิศรางค์ บอก อีกว่า หมอจะเริ่มจากการ ถามเด็กว่า หนูอยากท�ำ อะไร? เด็กตอบ หนูอยาก ไปทะเล / หมอถามต่อ ไป ท�ำอะไรดี? เด็กตอบ ไปเล่น ทราย เล่นน�้ำ... / หมอจะ ชวนคุยเพื่อให้เด็กบอกความต้องการ ไปกับใคร? จะ กินอะไร? หลังจากนั้น เราจะบอกผู้ปกครองให้พาลูก ไปตามที่เขาบอก พอเด็กกลับมาแล้วยังแข็งแรงอยู่ หมอจะชวนคุยต่อว่าเขาอยากท�ำอะไรอีก สุดท้ายเขา จะมีความสุขในขณะที่ใช้ชีวิตร่วมกับมะเร็งอย่างสันติ ก่อนถึงเวลาสุดท้ายในชีวิต ถึงตอนนั้นผู้ปกครองจะ เข้าใจ จะได้เห็นความสุขของลูกก่อนจากไป และมอง ข้ามการพยายามรักษาทั้งที่รู้ว่าไม่มีโอกาส “ทีนี้ก็มีค�ำถามว่า แล้วพ่อแม่จะยอมให้ลูกได้ ท�ำความต้องการนั้นได้อย่างไร หมอก็จะชวนคุยว่า ท�ำไมถึงไม่ท�ำตามความปรารถนาของลูก เรามักได้ค�ำ ตอบว่า “กลัวลูกติดเชื้อ” หมอก็จะให้ยาฆ่าเชื้อไว้เลย กลับมาจากเที่ยวแล้วค่อยมาคุยกันใหม่ ติดเชื้อในขณะ ที่ร่างกายยังไม่ได้รับคีโม รักษาง่ายกว่า เพราะยังไงเด็ก ก็ยังมีแรง แต่เมื่อไหร่ที่รับคีโมร่างกายก็จะอ่อนแอ และ อาจสู้กับเชื้อโรคไม่ไหว เพราะฉะนั้นจึงควรให้เด็กได้ท�ำ ในสิ่งที่เขาอยากท�ำขณะที่ร่างกายยังไหว เคยมีเด็กที่มา รับการรักษาร่างกายไม่มีแรง เขาอยากไปดูหมีแพนด้า พอบอกจะพาไป เขาก็ลุกขึ้นได้ทันทีเพราะนั่นคือสิ่งที่ เค้าต้องการ ความเจ็บปวดที่สุดคือ...ความทรมานใน การพยายามที่จะรักษา เปลี่ยนความหวังที่จะหายเพื่อ ใช้ชีวิต มาเป็นเอาเวลาที่เหลือมาใช้ชีวิตก่อน โดยส่วน ใหญ่หมอจะชวนคุยทั้งเด็ก คุยกับพ่อแม่ เพื่อให้เข้าใจ โรค เข้าใจขั้นตอนการรักษา เข้าใจความต้องการของ เด็ก อย่าเสียเวลาไปกับการรักษาที่โรงพยาบาลเลย และให้ครอบครัวด�ำเนินการสานฝันให้กับลูก แต่ก็จะ มีอีกหลายครอบครัวที่ไม่มีเงิน ไม่สามารถท�ำฝันให้ ลูกได้ เราก็จะประสานงานกับอาสาสมัคร เครือข่าย ต่างๆ ที่เรามี เพื่อช่วยท�ำฝันของเด็กคนนั้นให้เป็นจริง ซึ่งถือว่าเป็นกรณีเร่งด่วน บางทีเราอาจไม่มีเวลามาก พอที่จะประกาศหาคนช่วย แต่พยายามติดต่ออาสา สมัครเท่าที่เรามี” คุณหมออิศรางค์ บอกอีกว่า การสานฝันราย บุคคลก็เป็นเรื่องหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างเฉพาะมีข้อจ�ำกัดด้วย เวลาและอื่นๆ ทางมูลนิธิจึงท�ำกิจกรรมค่ายมะเร็งเด็ก ชวนเด็กๆ ที่เข้ารับการรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ ให้สมัครมาเข้าร่วม เช่น ท�ำค่ายจัดกิจกรรมพาเด็กผู้ ป่วยมะเร็งไปเที่ยวทะเล ให้เด็กได้ใช้ชีวิต ได้เจอเพื่อน
20 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ได้สนุก ได้หัวเราะ ได้เจอคนที่เหมือนกับเขา หัวโล้น เหมือนกัน ใส่หมวกเหมือนกัน โดยที่ไม่รู้สึกแปลกแยก แตกต่าง ได้ออกมาใช้ชีวิตแทนที่จะอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม รวมถึงให้ผู้ปกครองมีโอกาสได้เจอกัน ได้แลกเปลี่ยน ที่ ส�ำคัญได้ผ่อนคลายจากการดูแลลูก มันมีผลทั้งกับตัว เด็กเอง และผู้ปกครอง ซึ่งกิจกรรมจะจัดขึ้นทุกปีใน ช่วงประมาณเดือนตุลาคม (ช่วงโควิด-๑๙ ที่ผ่านมาไม่ ได้ด�ำเนินการจัดกิจกรรม) ทั้งนี้เราก็มีพี่ๆ อาสาสมัคร ที่จะเข้ามาช่วยดูแลน้องๆ อาสาสมัครกลุ่มนี้ส่วนหนึ่ง ก็เป็นอดีตผู้ป่วยมะเร็งในผู้ใหญ่ หรือคนที่สนใจอยากมี ส่วนร่วม โดยทางมูลนิธิจะแนะน�ำการเข้าไปดูแลน้องๆ เช่น ไม่พูดถึงอาการป่วย เน้นท�ำให้น้องๆ มีความสุข เป็นหลัก แต่จะคอยสังเกตอาการระหว่างท�ำกิจกรรม “หลายๆ ครั้ง ความหวังเกิดจากการไม่มีหวัง เราพยายามให้ความหวังนั้นส�ำเร็จ ที่จริงเราควรให้ โอกาสเด็กได้บอกความต้องการ และเคารพในสิ่งที่เด็ก เลือก สุดท้าย ความหวังที่เราพยายามอาจเป็นเพียง การได้เห็นเขามีความสุขในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต” ขอขอบคุณ คุณหมออิศรางค์ กับแนวคิดและ วิธีการสานฝันครั้งส�ำคัญของผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็ง ที่รักษายากให้เป็นจริง เป็นวิธีคิด เป็นแนวทาง หรืออาจบอกได้ว่าเป็นทางเลือกที่อยากให้ท�ำ โดย ครอบครัวสามารถปรึกษาขอค�ำแนะน�ำจากแพทย์ที่ ดูแล หรือหากคุณผู้อ่านอยากมีส่วนร่วมกับทางมูลนิธิ สามารถติดต่อไปได้ที่ มูลนิธิสายธารแห่งความหวัง https://wishingwellthailand.org เด็กๆ อาจไม่รู้ว่าตัวเองเหลือเวลาเล่นสนุกไม่ มากแล้ว แล้วผู้ใหญ่อย่างเราล่ะคะ หากรู้ว่าเวลาในชีวิตเหลือไม่มากแล้ว เราจะท�ำ อย่างไร หรือหากต้องดูแลคนใกล้ตัวที่ก�ำลังจะหมดลม หายใจ เราจะเตรียมตัวอย่างไร ฉันอยากจะชวนคุณผู้อ่านลงลึกกันไปอีกสัก นิดค่ะ เตรียมตัวรับมือในวันที่เราเหลือเวลาใช้ชีวิต อย่างจ�ำกัด ฉันเองก็น่าจะเป็นอีกคนที่พอจะเข้าใจความ รู้สึกของคนที่ก�ำลังจะหมดลมหายใจ ย้อนไปเมื่อ ๗ ปีที่แล้ว ฉันเองก็ป่วยด้วยโรค มะเร็ง ช่วงเวลาของการต่อสู้กับคีโม ฉันพูดได้ว่าเป็น ช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิต ความทรมานที่เกิดจากผล ข้างเคียงของการรักษา ท�ำให้มีช่วงเวลาหนึ่งคิดว่า ถ้า คืนนี้ฉันอดทนกับความทรมานครั้งนี้ไม่ไหว ฉันอยาก ท�ำอะไร ค�ำตอบคือ “ฉันอยากให้ลมหายใจสุดท้าย รับรู้ด้วยสติ” นี่คือความหวังสุดท้าย ที่ไม่ท้ายสุด เพราะหลัง จากที่ฉันรู้สึกทรมานกับผลข้างเคียงของการรักษา ฉัน ตั้งสติและมาสังเกตความเจ็บที่เกิดขึ้น “ความเจ็บนี้เป็นแบบไหน เจ็บนานไหม เจ็บ ตรงไหน” แล้วฉันก็ค่อยๆ สัมผัสความรู้สึกเจ็บแบบ เข้าใจ ๗ ปี ผ่านมา ฉันไม่รู้ว่า ฉันท�ำความหวังสุดท้าย ส�ำเร็จไปหรือยัง และไม่รู้ว่าถ้าต้องเจอคนที่ก�ำลังเจ็บ แบบฉัน จะบอกเขาว่าอะไร จนได้มีโอกาสพูดคุยกับ นพ.ศิริโรจน์ กิตติ- สารพงษ์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ผู้มีประสบการณ์ ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย คุณหมอให้ความรู้กับฉันเรื่อง
ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 21 ของการตายดี หรือการเตรียมตัวก่อนตาย ไว้น่าสนใจ “อันดับแรก เราต้องท�ำความเข้าใจและยอมรับ ความจริงก่อนว่า ความตายคือเรื่องธรรมชาติที่เรา ทุกคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ หรือ อุบัติเหตุก็ตาม การตายมี ๒ ลักษณะคือ ๑. การตายแบบ ฉับพลัน กะทันหัน ทันทีทันใด เช่น อุบัติเหตุ ๒. การ ตายแบบมีระยะ เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ที่ผ่านๆ มา เราเชื่อว่าวาระสุดท้ายอยู่ในโรงพยาบาลน่าจะเป็นที่พึ่ง ที่ดีที่สุด แต่เราเคยได้ยินไหมว่า ผู้สูงอายุจ�ำนวนมากไม่ อยากมีวาระสุดท้ายที่โรงพยาบาล ถ้าเรายอมรับว่าการ ตายคือธรรมชาติ การให้ผู้ป่วยตัดสินใจเลือกการตาย สถานที่ที่จะใช้วาระสุดท้ายของชีวิต จะเป็นทางเลือก ที่ดีส�ำหรับผู้ป่วย เราใช้ค�ำว่า ตายดี* ค�ำถามคือแล้ว ระหว่างที่ผู้ป่วยกลับมาอยู่บ้าน เราควรพูด หรือดูแล อย่างไร สิ่งส�ำคัญคือการรับฟัง เคารพความต้องการ ของผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยชอบท�ำบุญ อาจจะนิมนต์พระ ให้ผู้ป่วยได้ท�ำบุญ ขึ้นอยู่กับความเชื่อ ความศรัทธา ปรับให้เหมาะสม ไม่จ�ำเป็นที่จะต้องยัดเยียดบทสวด มนต์ ท�ำในสิ่งที่คนป่วยต้องการ ได้กิน ได้อยู่ในแบบ ที่เขาชอบ ในขณะเดียวกันเราอยากส่งจิตเค้าให้ไปใน ทางที่ดี (ขึ้นอยู่กับความศรัทธา) ชวนคุยเรื่องดีๆ ชวน คุยเรื่องบุญกุศลที่เขาเคยท�ำ อันนี้ในกรณีที่เป็นการตาย แบบมีระยะเวลา ส�ำหรับการตายแบบฉับพลันไม่มีเวลา เตรียมตัว เราอาจบอกเขาตามความศรัทธาการนับถือ ของแต่ละศาสนา เช่น ให้เขาอยู่กับลมหายใจ ตามดู ลมหายใจเข้าออก หรือให้คิดถึงพระเจ้า หรือ ศาสนา ที่เค้านับถือ อะไรก็ตามที่เป็นเรื่องดีๆ เป็นการส่งท้าย ลมหายใจสุดท้ายของผู้ป่วย” คุณหมอศิริโรจน์ บอกว่า อันนี้ส�ำหรับการดูแล ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะท้ายของชีวิต แต่ความเป็นจริงเรื่อง การท�ำความเข้าใจ การยอมรับความตาย การฝึกที่ จะอยู่กับลมหายใจ การรู้ตัวทั่วพร้อม ถ้าเราได้ฝึกฝน ยอมรับการเกิด ดับ ที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่ว่าเราจะ ป่วยด้วยโรคอะไร หรือประสบอุบัติเหตุเราก็จะเข้าใจ ยอมรับการเกิดดับนั้นได้แบบไม่เป็นทุกข์ “หมอเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ แต่มีความ สนใจเรื่องของศาสนา เพราะความเป็นจริงมันเป็นเรื่อง ธรรมชาติ เช่น ถ้าเรารู้ว่าป่วย แล้วเราก็อยู่กับความ ป่วย คิดถึงแต่ความเจ็บป่วย เราก็จะจ�ำได้ว่าป่วย แต่ ถ้าเรายอมรับว่าเราป่วย และแบ่งเวลาไปคิดเรื่องอื่น ความจ�ำของเราก็จะไม่ได้มีแค่ความเจ็บป่วย ศาสนา จึงสอนให้เรายอมรับความตายเป็นเรื่องปกติ ในอาชีพ หมอเราเห็นคนไข้ที่เสียชีวิตมาไม่น้อย หลายคนญาติ ขอให้เจาะคอเพื่อยื้อชีวิต ความจริงคือยิ่งท�ำให้คนไข้ เจ็บตัวเพิ่มขึ้นอีก หมอมีคนไข้ที่อายุ ๙๐ กว่าปี นอน รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เราให้ค�ำแนะน�ำว่ากลับไป ใช้วาระสุดท้ายกับลูกหลานดีกว่า ผลคือร่างกายมันก็ เสื่อมไปตามปกติ แต่ใจที่มีความสุขท�ำให้คนไข้อยู่ได้จน อายุ ๑๐๓ ปี ความหวัง ที่เรามอบให้กัน อาจ ไม่ใช่ความปรารถนาให้ อีกฝ่ายหายจากอาการ ป่วย แต่เป็นความหวัง ที่ไม่คาดหวัง เราเพียง ปรารถนาให้ผู้ป่วยฝึก ยอมรับ ปล่อยวาง ท�ำให้ ชีวิตเบาสบายก่อนหมด ลมหายใจ”
22 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ คุณหมอยังอธิบายเพิ่มเติมในวิธีการที่ฉันใช้กับ ตัวเอง ด้วยการไม่บวกความรู้สึกลงไปในความเจ็บ แต่ เป็นการพิจารณาความเจ็บ การตามดูความเจ็บ เพราะ สุดท้ายความเจ็บมันก็จะเจ็บที่สุดได้เท่านี้แหละ ขอบคุณคุณหมอศิริโรจน์ ด้วยนะคะ แม้วันนี้เราจะผ่านวิกฤตโควิด-๑๙ แล้ว เราได้ เห็นการเกิดดับของธุรกิจ การเกิดดับของอารมณ์ แม้ กระทั่งการเกิดดับของชีวิต และชีวิตก็อาจจะต้องเจอ กับวิกฤตอื่นๆ ที่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไร การฝึกฝนที่จะ ยอมรับความจริง ฝึกที่จะปรับตัว เพื่อก้าวไปข้างหน้า ให้ได้ เป็นความท้าทายของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์” ฝึกที่จะอยู่อย่างมีความหวังแบบไม่คาดหวัง เพื่อไม่พา ใจไปเจอความผิดหวัง สิ่งที่พี่ลิป คุณหมออิศรางค์ และคุณหมอ ศิริโรจน์ เล่าผ่านเรื่องราวทั้งหมด ท�ำให้ฉันมองเห็น ภาพของคนเล็กๆ ที่ท�ำหน้าที่ของตัวเองอย่างมีคุณค่า ส่งมอบความปรารถนาดีทั้งตอนมีชีวิตและการจากโลก ใบนี้ไป ไม่ว่าจะก้าวไปในทางไหน ฉันรู้ได้ว่าฉันไม่ได้ เดินอยู่ล�ำพัง มีหลายคนที่ก้าวไปพร้อมกับฉัน ในชีวิต ของคนที่เฉียดความตาย การให้คุณค่า การให้สติ คือ การให้ทางรอดที่จะใช้ชีวิตต่อไปได้อีก ชีวิตที่ก�ำลัง “เติบโต” สร้างฐานะ สร้างรายได้ มีเส้นทางคู่ขนานที่บอกเราว่าปลายทางข้างหน้านั้นมี ค�ำว่า “ตาย” อยู่ด้วย ไม่ว่าจะเติบโต หรือ ตาย เป็น เรื่องธรรมชาติที่ทุกชีวิตต้องเผชิญ ไม่จ�ำเป็นต้องปฏิเสธ ความล้มเหลว ไม่จ�ำต้องปฏิเสธชีวิตที่ก�ำลังเบ่งบาน และไม่จ�ำเป็นต้องปฏิเสธความตาย เราฝึกฝนเพื่อที่จะ ยอมรับสถานการณ์ข้างหน้าอย่างเข้าใจ บางทีในชีวิตหนึ่ง ฉันอาจเป็นคนส�ำคัญของ ลมหายใจสุดท้ายของใครสักคน... หมายเหตุ*ตายดี หรือ การมีสุขภาวะในระยะท้ายของชีวิต (Good death) หมายถึงการตายที่ ก่อนผู้ป่วยจะเสียชีวิต ได้รับการบรรเทาอาการและความทุกข์ทรมาน ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจอย่างเพียงพอเหมาะสม ได้รับการดูแลทาง จิตวิญญาณตรงกับความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรมของตนเอง รวมถึง การได้ท�ำสิ่งต่างๆ ที่คั่งค้าง สามารถแสดงเจตนาของ ตนเองว่าต้องการให้มีการดูแลอย่างไรในระยะท้าย เพื่อให้เสียชีวิตอย่างสงบ สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
23 ท่ามกลางผืนน�้ำทะเลอันกว้างใหญ่ เสียงลม เสียงน�้ำ และเสียงร้องเพลงอันแสนสดใสก�ำลังเคล้า คลอกันไป รูบี้รอสซี่ สาวน้อยวัย ๑๗ ปี เธอก�ำลังช่วย ที่บ้านออกหาปลา ธุรกิจประมงเป็นอาชีพที่เลี้ยงดูชีวิต ของครอบครัวเธอ รูบี้เป็นทั้งผู้ช่วยและล่ามภาษามือให้ พ่อแม่และพี่ชาย ที่มีความพิการทางการได้ยิน รูบี้รู้ดีว่า ครอบครัวของเธอแตกต่างจากครอบครัวอื่นในชุมชน ครอบครัวที่มีคนหูหนวก สื่อสารกับใครไม่ได้ ไม่มีใคร เข้าใจ ท�ำให้เธอมักจะโดนคนรอบข้างล้อเลียนอยู่เสมอ รูบี้ รู้ตัวเองว่ารักการร้องเพลงเธอมีความสุขที่ ได้ใช้เวลาไปกับมัน ท�ำให้เธอเลือกเข้าชมรมประสาน เสียงของโรงเรียน แต่เพราะความไม่มั่นใจและกลัว การถูกล้อเลียนท�ำให้เธอไม่กล้าแม้แต่จะร้องเพลงให้ ใครฟัง อาจารย์เบอร์นาโด อาจารย์สอนร้องเพลง พยายามผลักดันให้รูบี้แสดงความสามารถที่ซ่อนอยู่ ในตัวเธอ เขามองเห็นแววบางอย่างในตัวของรูบี้ที่ยัง ไม่ถูกใครค้นพบ และเธอได้พบกับ ไมล์ส เพื่อนร่วม ชั้นเรียน คนที่รูบี้แอบสนใจเขามานาน ทั้งคู่ถูกเลือกให้ เนื้อในหนัง maday CODA โคด้า หัวใจไม่ไร้เสียงภาพ: sahamongkolfilm.com/saha-news/coda-poster-trailer-thai
24 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ร้องเพลงคู่กันในงานโรงเรียน ยิ่งสร้างความประหม่าให้ รู้บี้เพิ่มมากขึ้น อาจารย์เบอร์นาโดอยากจะผลักดันรูบี้ ให้ได้ท�ำตามความฝันในการร้องเพลง เขาอยากให้เธอ เข้าวิทยาลัยดนตรี ทางด้านธุรกิจประมงของครอบครัวรูบี้ก�ำลังอยู่ ในช่วงฝืดเคือง พวกเขาพบปัญหาการถูกกดราคาปลา และอุปสรรคมากมายจากพ่อค้าคนกลางกับหน่วยงาน ของภาครัฐที่คอยเก็บค่าส่วนกลางมากขึ้น ครอบครัว ของเธอพยายามผลักดันให้พ่อค้าปลาขายปลากันเอง มากกว่าขายให้พ่อค้าคนกลาง พวกเขาจึงเริ่มท�ำธุรกิจ ร่วมกับคนในชุมชนตลาดปลา แม่ของรูบี้ แจ็กกี้ รอสซี่ เธอมักจะไม่คุ้นเคยกับการเข้าสังคมกับคนปกติ เธอ รู้สึกแปลกแยกจากแม่บ้านคนอื่นที่มาช่วยงานสามี รู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งกับพวกเขา อยากจะพูดคุยร่วมวง สนทนาแต่ก็ท�ำไม่ได้ ไม่มีใครสนใจที่จะคุยกับเธอ เธอ ไม่หวังพึ่งพวกเขาเพราะเธอยังมีลูกสาวที่คอยให้ความ ช่วยเหลือ รูบี้คอยช่วยเหลือในงานประมงและประสาน งานกับคนอื่น ๆ ในชุมชน ในขณะที่ธุรกิจครอบครัว ก�ำลังไปได้ดี รูบี้ต้องท�ำงานและเรียนร้องเพลงควบคู่ กันไป แม้มันจะออกมาไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แต่เธอก็ไม่ อยากละทิ้งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รูบี้ไม่อยากทิ้งความฝัน แต่จะ ท�ำอย่างไรในเมื่อเธอต้องเป็นที่พึ่งให้กับครอบครัวด้วย รูบี้บอกกับครอบครัวว่าเธออยากเข้าวิทยาลัย ดนตรี แต่พ่อแม่ไม่เห็นด้วย แจ็กกี้อยากให้รูบี้อยู่ช่วย งานพวกเขา ส่วน แฟงก์ รอสซี่ พ่อของเธอก็อยากให้ เธอได้ท�ำตามความฝัน แต่มันก็คงจะเป็นไปได้ยาก ถ้า ไม่มีเธอพวกเขาก็ต้องเสียเงินจ้างคนอื่น ซึ่งครอบครัว ไม่ได้มีเงินพอที่จะจ้างคนอื่นได้ รูบี้รู้สึกเสียใจที่ไม่มีใคร เข้าใจในตัวเธอ จึงตัดสินใจที่จะไม่ไปช่วยงานครอบครัว ท�ำให้บนเรือไม่มีคนที่สื่อสารกับเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ ได้เลย พวกเขาถูกยามชายฝั่งเข้ายึดเรือ ถูกแจ้งระงับ ใบอนุญาตในการจับปลา เพราะการที่ไม่มีคนสื่อสาร ได้อาจจะสร้างอันตรายต่อผู้อื่น ยิ่งท�ำให้รูบี้รู้สึกสับสน ว่าต้องเลือกที่จะท�ำตามความฝันหรืออยู่ช่วยเหลือ ครอบครัว แม้ว่าใจของเธออยากจะออกไปผจญภัย กับสิ่งที่ตัวเองใฝ่ฝัน แต่อีกใจหนึ่งเธอก็อยากอยู่เป็นที่ พึ่งให้กับครอบครัว การก้าวเดินในเส้นทางของตัวเธอเองจะเดินต่อ ไปคนเดียวก็คงจะยากล�ำบาก แต่ถ้าเธอเสียสละละทิ้ง ความฝันแล้วยอมเดินไปพร้อมกับครอบครัวเพื่อให้ ธุรกิจได้ไปต่อก็เป็นเรื่องที่ส�ำคัญ คงเป็นการตัดสินใจที่ ยากล�ำบาก แต่รูบี้ตัดสินใจที่จะอยู่กับครอบครัว พี่ชาย ของรูบี้ ลีโอ รอสซี่ ไม่เห็นด้วยที่น้องสาวจะต้องมาทิ้ง ความฝันเพื่อครอบครัว เขาอยากให้เธอได้ท�ำตามความ ฝัน ได้ใช้ชีวิตปกติเหมือนเด็กสาวทั่วไป ไม่ต้องเหนื่อย ที่จะแบกภาระเพื่อครอบครัว ครอบครัวรอสซี่ได้เข้าร่วมรับชมการแสดงร้อง เพลงในงานโรงเรียนของรูบี้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ยิน เสียงอันไพเราะของลูกสาว แต่แฟงก์ก็สังเกตเห็นความ สุขที่ออกมาจากตัวของรูบี้ที่ได้ท�ำในสิ่งที่เธอชอบ เขา ไม่เคยสังเกตเลยว่าลูกชอบหรือไม่ชอบอะไร คงเป็น จุดในใจที่ท�ำให้เขาได้ทบทวนกับตัวเองอีกครั้งว่า อยากจะฉุดรั้งความฝันของลูกสาวไว้อีกหรือไม่ แฟงก์ และแจ็กกี้ยอมเปิดใจให้รูบี้ได้ออกไปท�ำตามความฝัน พวกเขาพร้อมจะเป็นก�ำลังใจส�ำคัญให้กับเธอ พร้อม ทั้งยอมปรับตัวเข้ากับสังคมรอบข้าง ยอมที่จะเปิดใจ เรียนรู้ไปพร้อมกับคนในชุมชน แม้ว่าจะมีปัญหาด้าน Emilia Jones ในบท Ruby Rossi ภาพ: pantip.com/topic/41479947
ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 25 การสื่อสารแต่พวกเขาก็พยายามเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ก้าวเดินไปพร้อมกัน ไม่ท�ำให้ใครต้องรู้สึกแปลกแยก หรือรู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะสะท้อนภาพของสังคม ในปัจจุบันได้ไม่มากก็น้อย หรือสะท้อนภาพปัญหาของ ครอบครัว ไม่ว่าใครที่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวหรือแปลกแยก จากสิ่งรอบข้าง อย่างน้อยให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ช่วย เยียวยาหัวใจของคุณผู้อ่าน ให้ลองปรับใจ เรียนรู้ผู้อื่น รอบข้าง รับฟังกันและกัน ให้เกียรติกัน และคงปฏิเสธ ไม่ได้ว่าไม่มีใครสามารถอยู่รอดในสังคมได้เพียงล�ำพัง เราต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน แม้จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ แต่ก็เป็นห่วงโซ่ที่ต่อกันไปไม่รู้จักจบ จากจุดเล็ก ๆ รวม กันเราก็จะเป็นจุดใหญ่ที่ขับเคลื่อนให้สังคมน่าอยู่ และ เป็นไปในทิศทางที่ดีมากยิ่งขึ้น “CODA” เป็นผลงานก�ำกับและเขียนบทโดย “ฌาน เฮเดอร์” (Orange Is the New Black) หนัง ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากการออกฉายใน “เทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ ๒๐๒๑” ได้รับรางวัล “Grand Jury, รางวัลขวัญใจผู้ชม, รางวัลผู้ก�ำกับยอด เยี่ยม และ รางวัลพิเศษส�ำหรับทีมนักแสดง” คว้า ๒ รางวัลใหญ่ “Screen Actors Guild Awards ครั้งที่ ๒๘” #SAGAwards2022 สาขา “ทีม นักแสดงยอดเยี่ยม” และ “นักแสดงสมทบชายยอด เยี่ยม” (ทรอย คอตเซอร์) ชนะรางวัล “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” บนเวที “รางวัลสมาพันธ์ผู้อ�ำนวยการสร้างแห่งอเมริกา” (Producers Guild Awards – PGA Awards ๒๐๒๒) และ “บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม” จาก “สมาคมนักเขียนแห่งอเมริกา” (74th Writers Guild of America Awards) ล่าสุด หนังกวาดเรียบ ๓ รางวัลใหญ่ (จากการเข้าชิง ๓ สาขา) #Oscars2022 “ออสการ์ ครั้งที่ ๙๔” (The 94th Academy Awards) ในสาขา “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม – บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม – นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (ทรอย คอตเซอร์)” ภาพ: pantip.com/topic/41479947
26 เราเดินทางไปถึงในช่วงใกล้เที่ยง ฉากแรกที่เรา พบเห็น เด็กๆ ภายในศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา คือเสียง หัวเราะ ร่าเริง วิ่งเล่นกันไปมา กลุ่มหนึ่งก�ำลังเล่นดีดลูก แก้ว อีกกลุ่มหนึ่งก�ำลังเล่นกระโดดหนังยาง เด็กเล็กๆ หลายคนก�ำลังหัดปีนป่ายวงล้อยางรถยนต์เหมือน พยายามป่ายปีนไปให้สูงที่สุดเท่าที่ตัวเองจะท�ำได้ สีหน้าแววตาของเด็กทุกคนที่นี่มีความสุขและเบิกบาน เมื่อเดินเข้ามาภายในโรงอาหาร เรามองเห็น เด็กตัวโตอีกกลุ่มหนึ่ง ก�ำลังสาละวนท�ำอาหารกลาง วัน ร่วมกับครูอาสา และพี่ๆ นักศึกษาฝึกงาน ช่วยกัน เตรียมอาหารมื้อเที่ยงให้กับทุกคน ภาพการเข้าแถว มือถือถาดหลุม ยื่นให้ครูอาสา นักศึกษาฝึกงาน นักเรียนคนโตช่วยตักข้าว ผัดกะหล�่ำ ใส่หมู ให้เด็กๆ ทุกคนไปนั่งทานกัน ดูอบอุ่นและอิ่ม เอมยิ่งนัก เช้าเช้า นั่งเรียนในห้องเรียน วิชาสามัญพื้นฐาน ใกล้เที่ยงแล้ว ช่วยกันเก็บผัก ท�ำอาหาร เลี้ยงกัน บ่ายบ่าย เด็กๆ เริงร่าดีใจ เลือกวิชาทักษะชีวิต ที่แต่ละคนสนใจ ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบและเรียนรู้ลงมือท�ำ ภาคบ่าย ถือว่าเป็นการเรียนรู้ตามความ สมัครใจ หรือเรียนรู้ตามอัธยาศัย ที่นี่เรียกกันว่า ชมรม บทความ องอาจ เดชา เรื่อง/สัมภาษณ์ “ไร่ส้มวิทยา” การศึกษาทางเลือก บนหนทางอยู่รอดและความหวัง ของเด็กชาติพันธุ์ แรงงานข้ามชาติ
ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 27 เราก็จะมองเห็นเด็กๆ พากันเรียนตามชมรมต่างๆ ภายในศูนย์การเรียน และบ้านพักครู เช่น กลุ่มหนึ่ง สนใจเรียนรู้การท�ำเบเกอรี่ ขนมปังและแยมส้ม อีก กลุ่มหนึ่งสนใจศิลปะการถ่ายรูป อีกกลุ่มสนใจเรียนรู้ เรื่องคอมพิวเตอร์ อีกกลุ่มหนึ่งสนใจเรียนรู้เรื่องการ ถ่ายท�ำวิดีโอและการตัดต่อ เพื่อท�ำหนังสั้นและเป็นยู ทูปเบอร์ เป็นต้น แม้ว่าเด็กๆ จะดูมีความสุข ใบหน้าเปื้อนยิ้ม แต่ จ้องมองลึกๆ ลงไป เราจะมองเห็นความเศร้าและความ หวาดวิตกซุกซ่อนเอาไว้อยู่ แน่นอน เพราะชีวิตหลาย คนที่ผ่านมานั้นต้องเผชิญกับปัญหามาต่างๆ นานา บาง คน ต้องหนีตาย เสี่ยงภัย เดินทางข้ามน�้ำ ข้ามป่าข้าม ดอย ข้ามประเทศมาจนถึงที่นี่ ครูเอ๋ ฐิตินันท์ ติณตกานนท์ ครู ศูนย์การเรียน ไร่ส้มวิทยา บอกเล่าให้ฟัง ว่า จริงๆ เด็ก กลุ่มนี้ก็คือเด็กผู้ลี้ภัย หรือเด็กแรงงานข้ามชาติ สาเหตุ หลักๆ ที่เด็กๆ และผู้ปกครองกลุ่มนี้ ต้องอพยพ ลี้ภัย เข้ามาท�ำงานรับจ้างตามไร่ส้มในฝั่งไทย ก็เนื่องจากที่ ประเทศพม่า มีสถานการณ์การสู้รบกันระหว่างกลุ่ม ชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น ทหารไทใหญ่กับทหารพม่า หรือ ทหารพม่ากับทหารว้า จนท�ำให้มีการกวาดต้อนชาว บ้าน โดยเฉพาะกลุ่มชาวไทใหญ่ ผู้ชายถูกกวาดต้อน ไปเป็นทหารตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี ส่วนผู้หญิงถูกจับไปใช้ แรงงานในค่าย บางรายนั้นถูกกดขี่ มีการข่มขืน... ซึ่ง ท�ำให้เด็กๆ ทั้งชาย-หญิงอยู่กันอย่างหวาดหวั่น สุดท้าย ก็พากันหนีข้ามมายังฝั่งไทยกันอย่างต่อเนื่อง การ ลี้ภัยหนีเข้ามา ถ้าผ่านนายหน้า ส่วนใหญ่มักจะไม่รอด สุดท้ายก็จะถูกจับตัวและผลักดันออกนอกประเทศ แต่กลุ่มที่พากันแอบหนีเล็ดลอดเข้ามาตามช่องทาง ธรรมชาติ ส่วนใหญ่ก็จะรอด และอาศัยเป็นแรงงาน ในสถานที่ต่างๆ หรือตามไร่ส้มแถบนี้ “ยกตัวอย่าง ปีที่ผ่านมา ตนได้ไปลงพื้นที่ท�ำ ข้อมูลผู้ลี้ภัย เนื่องจากสถานการณ์การเมืองภายใน ของประเทศพม่า ระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์กับรัฐบาล พม่า จึงท�ำให้มีผู้ลี้ภัยหลบหนีเข้าเมืองเข้ามาฝั่งไทย มีจ�ำนวนเยอะมาก ตม.จับ แต่ไม่มีที่ขัง ก็ไปฝากตาม ห้องขังในโรงพัก พอเราไปดูจึงเห็นว่า ห้องขังมันเล็ก มาก แต่มีผู้ลี้ภัยที่ถูกจับไปแออัดอยู่ในห้องขัง ๒๐๐ กว่าคน ท�ำให้อากาศไม่พอหายใจ ไหนจะกลิ่นฉี่กลิ่น อะไรอีก จนท�ำให้หลายคนทรุด ต้องเรียกกู้ภัยมาช่วย เหลือกันเลย เพราะฉะนั้น ก็ต้องหาทางช่วยเหลือกัน เบื้องต้น ซึ่งตามหลักสากล เราก็เข้าใจว่า ทาง ตม.ก็ ต้องผลักดันออกนอกประเทศ แต่ละครั้งก็ต้องมีค่าใช้ จ่าย เพราะบางคนรอผลักดัน ต้องใช้เวลาเป็น ๓๐ วัน เลยนะ ทางมูลนิธิกระจกเงา ก็ได้น�ำสิ่งของข้าวปลา อาหาร เครื่องยังชีพเอาไปให้ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ที่ถูกผลักดัน ออกไป ตรงช่องทางธรรมชาติ ก็ได้ให้ความช่วยเหลือ ด้านมนุษยธรรม แต่เมื่อเราและคณะเดินทางมาถึงฝาง ก็พบว่า ผู้ลี้ภัยกลุ่มนี้ ได้เดินทางย้อนกลับเข้ามาฝั่งไทย อีกเหมือนเดิม นั่นท�ำให้จ�ำนวนประชากรของกลุ่มผู้ลี้ ภัย และแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย มีจ�ำนวนเพิ่ม มากขึ้นทุกปี เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นว่า นโยบายการ ผลักดันกลุ่มผู้ลี้ภัยออกนอกประเทศนั้น ไม่มีผลอะไร มากเลย เพราะถึงยังไง พวกเขาก็ยังเล็ดลอดเข้ามาได้ เรื่อยๆ อยู่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ ก็จะมีคนอยู่สองกลุ่มหลักๆ ที่เข้ามา คือกลุ่มที่มีญาติอาศัยอยู่ในเมืองไทยอยู่แล้ว กับกลุ่มที่ไม่มีญาติในเมืองไทยเลย หรือมีกลุ่มคนที่เคย เข้ามาท�ำงานในเมืองไทยแล้วกลับบ้านไป แล้วแนะน�ำ ให้คนกลุ่มใหม่เดินทางเข้ามาฝั่งไทย แล้วมารับจ้างอยู่ ตามไร่ส้ม แบบนี้ก็มีหลายราย ที่หิ้วเอาลูกเอาหลานพา กันเข้ามาท�ำงานในไร่ส้มกัน”
28 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ปัจจุบัน ส่วนใหญ่ประมาณ ๙๐% เด็กนักเรียน ในศูนย์การเรียนฯ จะมีที่พักอยู่กับครอบครัวภายในไร่ ส้ม อีกส่วนหนึ่ง ประมาณ ๑๐% พ่อแม่ได้ย้ายออกจาก สวน มาตั้งถิ่นฐานอยู่ภายในหมู่บ้านใกล้ๆ กับศูนย์การ เรียน ก็จะเป็นครอบครัวที่อยู่มานาน มาท�ำงานกันนาน แล้ว จนพอเก็บเงินสร้างบ้านในชุมชนได้ “เมื่อเราถามพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กนักเรียน ส่วนมากพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อได้มาท�ำงานอยู่ ในฝั่งไทยแล้ว ก็ไม่มีใครอยากกลับไปพม่ากันอีกเลย นอกเสียจากว่า จะกลับไปหาพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ยังอยู่ ฝั่งโน้น เอาเงินไปให้พ่อแม่ แล้วก็กลับมาท�ำงานกันต่อ หรือบางครั้งก็ชวนกันเข้ามาท�ำงานในฝั่งไทยกัน เพราะ ถึงแม้จะมาอยู่อย่างผิดกฎหมาย แต่ก็รู้สึกปลอดภัยกว่า อยู่ที่ฝั่งพม่า ซึ่งถ้ายังอยู่ก็จะถูกกวาดต้อนไปเป็นทหาร หรือไปเป็นแรงงานในค่าย” เหมือนกับที่ จายส่า วัย ๑๖ ปี เด็กนักเรียนศูนย์ การเรียนไร่ส้มวิทยา ที่บอกเล่าให้เราฟังด้วยสีหน้ายัง หวาดหวั่นอยู่ “ ต อ น นั้ น ผ ม อายุได้ ๘ ปี แต่ตัดสิน ใจหนีออกจากหมู่บ้าน ข้ามมาฝั่งไทยกับพี่ ชายอีกคนหนึ่ง ส่วน พ่อกับแม่ยังอยู่ที่โน่น ต้องหนีมา เพราะรู้ดี ว่า ถ้าอายุครบ ๑๒ ปี เขาจะมาจับตัวไปเป็น ทหารอยู่ในค่าย ก็เลยเหมารถให้เขามาส่งท่าน�้ำใกล้ ชายแดน แล้วล่องเรือข้ามน�้ำกก บริเวณแถวท่าตอน อ�ำเภอแม่อาย จนมาอาศัยอยู่และรับจ้างอยู่ในไร่ส้ม แถวแม่อาย อยู่ได้ ๓-๔ ปี พอรู้ข่าวว่า เขามีโรงเรียน มีศูนย์การเรียนไร่ส้มที่ฝาง ก็เลยมาสมัครเรียน จนถึง ตอนนี้ ผมอยู่ชั้น ป.๕ แล้วครับ” ทุกวันนี้ จายส่า พักอาศัยอยู่ในสวนส้ม บนเนิน เขาใกล้ๆ กับศูนย์การเรียน ลักษณะเป็นห้องแถวอยู่กัน หลายครอบครัว เมื่อถามถึงความฝัน ความหวังของจายส่า ใน อนาคตอันใกล้ เขาบอกว่า “ขอเรียนให้จบ ป.๖ ที่ศูนย์ การเรียนไร่ส้ม หลังจากนั้น วางแผนจะเรียนต่อ กศน. ให้จบชั้น ม.ต้น จากนั้นก็จะหางานท�ำครับ” ครูสายลม พลวัฒน์ ล้วนศรี ครูประจ�ำศูนย์การ เรียนไร่ส้มวิทยา บอกเล่าให้ฟังว่า เริ่มแรก เราท�ำใน นามของมูลนิธิกระจกเงา โดยได้เข้ามาท�ำงานในเรื่อง ของแรงงานข้ามชาติ เรื่องสิทธิ แล้วเรามีความเชื่อ ในเรื่องของการศึกษา ว่าจะช่วยให้เขาเรียนรู้ และ สามารถเอาตัวรอดได้ในสังคม เอาตัวรอดปลอดภัยได้ ในประเทศไทย อย่างน้อย การศึกษาน่าจะตอบโจทย์ ส�ำหรับเด็กกลุ่มนี้ได้ ก็พยายามหารูปแบบกัน “โดยก่อนหน้านั้น ก่อนจะมาเป็นศูนย์การเรียน ไร่ส้มวิทยา มีจุดเริ่มต้นจาก ครูแสงดาว วงปา ซึ่งเป็น หญิงสาวชาวไทใหญ่ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อ�ำเภอฝาง มีจิต อาสาไปสอนหนังสือเด็กๆ ตามสวนส้ม ตามใต้ต้นไม้ จนกระทั่งเด็กที่มาเรียนเริ่มมีจ�ำนวนมากขึ้นๆ ครูแสง ดาวจึงคิดว่า ควรน�ำเด็กเหล่านี้เข้าไปอยู่ในระบบของ กระทรวงศึกษาธิการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็เริ่ม ค้นหาทางออกกัน พอดี ครูโอ๊ต วีระ อยู่รัมย์ แกพอมี ข้อมูลเรื่องนี้อยู่บ้าง เพราะเคยเป็นอนุกรรมการ กสม. ก็เลยมาปรึกษากัน จนกระทั่งขอจัดตั้งเป็นศูนย์การ เรียนฯ ตามมาตรา ๑๒ ของ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ซึ่งเป็น
ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 29 ช่องทางให้เราขอจดเป็นศูนย์การเรียนในรูปแบบนี้ได้” ครูโอ๊ต วีระ อยู่รัมย์ ผู้อ�ำนวย การมูลนิธิกระจกเงา ส�ำนักงานฝาง และเป็น ผู้อ�ำนวยการศูนย์การ เรียนไร่ส้มวิทยา บอก เล่าว่า อย่างที่รู้กันนั่น แหละว่า เราเริ่มจากจุด เล็กๆ เป็นโครงการเล็กๆ คือมีการจัดการศึกษาให้กับ กลุ่มเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ในไร่ส้ม ที่ไม่ได้ไปเรียน หนังสือในโรงเรียน โดยการจ้างครูไปสอนตามสวนส้ม ในช่วงเวลาเย็นๆ วันละหนึ่งชั่วโมง โดยกระจายอยู่ ในพื้นที่ฝาง แม่อาย ไชยปราการ แต่พอท�ำมาได้เป็น สิบปี มันไม่ค่อยเห็นผลในระยะยาว โดยตอนแรกนั้น เราจะเน้นให้เด็กอ่านออกเขียนได้ สุดท้ายมันก็หาย ไป บวกกับงบประมาณที่เราท�ำตอนนั้นมันหมดพอดี “เราก็เลยมาคิดกันว่า น่าจะท�ำเป็นรูปแบบ โรงเรียนให้เป็นเรื่องเป็นราวไปเลยดีกว่า ให้เด็กๆ มี พื้นที่เรียนเป็นรูปธรรม สามารถออกวุฒิการศึกษาให้ ได้ และสามารถให้เป็นพื้นที่ต้นแบบได้ ก็เลยมาเลือก เปิดในพื้นที่อ�ำเภอฝาง เนื่องจากมีการส�ำรวจข้อมูล เด็กแรงงานข้ามชาติในพื้นที่อ�ำเภอฝางและใกล้เคียง เยอะมาก” ครั้งแรก มีเด็กมาเรียนที่ศูนย์การเรียนไร่ส้ม วิทยา จ�ำนวน ๔๐ คน ซึ่งเป็นเด็กเก่าที่ครูแสงดาวเคย ตระเวนไปสอนตามสวนส้มต่างๆ หลังจากนั้น จ�ำนวน เด็กนักเรียนก็เพิ่มขึ้นทุกปี ปีละประมาณ ๔๐-๕๐ คน จนถึงปัจจุบันนี้ ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา มีจ�ำนวนเด็ก นักเรียนทั้งหมด ๑๖๘ คนด้วยกัน อาจเป็นเพราะว่า ศูนย์การเรียนฯ ไม่ได้แค่ดู เรื่องการศึกษาอย่างเดียว แต่ต้องไปดูหลังบ้านเขา ด้วย ว่าแต่ละครอบครัวของเด็กเป็นอย่างไรบ้าง เรื่อง ชีวิตความเป็นอยู่ การรักษาพยาบาล เพราะทุกคนนั้น ไม่มีบัตร ไม่มีสัญชาติ จนท�ำให้มีคนบอกเล่าบอกต่อ ปากต่อปากว่าศูนย์การเรียนที่นี่เป็นมากกว่าโรงเรียน เป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยของเด็กๆ จึงท�ำให้มีจ�ำนวน นักเรียนเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี “ศูนย์การเรียนที่นี่ไม่ได้สนใจว่าเด็กมาจาก ไหน และ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ก็บอกไว้ชัดเจน ว่าต้องจัดการศึกษาให้เด็กทุกคนในประเทศ เด็กๆ กลุ่มนี้มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ติดตามครอบครัวเข้า มาท�ำงานอยู่ในไร่ส้ม เป็นเด็กที่เคลื่อนย้ายแรงงานใน พื้นที่ชายแดน ดังนั้น เราควรหาช่องทางให้พวกเขาได้ เรียน เพราะพวกเขาคืออนาคต” ครูโอ๊ต วีระ อยู่รัมย์ ผู้อ�ำนวยการศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา บอกถึงภารกิจ ในการจัดการศึกษาให้เด็กกลุ่มนี้ ค้นหารูปแบบการเรียนรู้ที่เด็กนักเรียนสนใจ ผ่าน Project-based Learning จุดเด่น ของศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยาก็คือ การ เรียนรู้ที่เด็กนักเรียนสนใจ โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิธีการ จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส�ำคัญ ช่วยพัฒนาผู้ เรียนให้ได้รับความรู้โดยผ่านการท�ำงานที่มีการค้นคว้า อย่างเป็นขั้นตอน มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การ สืบค้นข้อมูลและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ร่วมกับการ แก้ปัญหาได้ ช่วยเพิ่มทักษะการใช้ความรู้ในชีวิตจริง สร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงานหรือชิ้นงานด้วยตัวผู้ เรียนเอง พัฒนาและแสดงออกถึงความสามารถของ การท�ำงานตามที่ผู้เรียนต้องการน�ำเสนอ
30 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ครูสายลม บอกเล่าว่า เราพยายามค้นหารูป แบบในการจัดการเรียนการสอน ปีแรกๆ เราพยายาม ท�ำแบบ โปรเจกต์ เลิร์นนิ่ง คือให้เด็กได้เรียนรู้ได้หลาก หลายรูปแบบ โดยในช่วงเช้าให้เด็กเรียนตามวิชาพื้น ฐานทั่วไป เช่น ภาษาไทย อังกฤษ คณิตศาสตร์ ที่มี ความจ�ำเป็นในชีวิตประจ�ำวัน บ่ายเป็นทักษะชีวิต เป็น การบูรณาการวิชาอื่นๆ ผ่านกิจกรรมชมรม เลือกเรียน ในสิ่งที่ตนเองอยากเรียน ที่ชอบและสนใจ ซึ่งเราก�ำลัง คิดว่า การเรียนในลักษณะโปรเจกต์ เลิร์นนิ่ง น่าจะ เหมาะสมกับเด็กๆ ที่นี่มากกว่า “อย่างวันนี้ เด็กๆ จะรวมตัวกันท�ำเบเกอรี่ มี การอบขนมปัง การท�ำแยมส้ม นอกจากนั้นก็จะมีชมรม ที่เด็กๆ สนใจกันก็คือ ชมรมไร่ส้มชาแนล เพราะว่าใน ยุคนี้เรื่องของสื่อเทคโนโลยีมันไปไกล และมีเด็กค่อน ข้างสนใจกันเยอะ เราก็มาท�ำเป็นชมรมเรื่องไอที มีการ ผลิตสื่อ การใช้สื่อ การรู้และเท่าทันสื่ออย่างปลอดภัย เราก็พยายามสอนให้เด็กได้เรียนรู้ จนตอนนี้ เด็กๆ มี ช่องยูทูป มีช่องติ๊กต็อกเป็นของตัวเอง รวมไปถึงการใช้ คอมพิวเตอร์ หรือกระทั่งเรื่องการท�ำอาหาร เด็กๆ ก็มี ความสนใจกัน โดยช่วงก่อน เราจะให้เด็กๆ หมุนเวียน ผลัดเปลี่ยนกันไปมีส่วนร่วมในการท�ำอาหารกลางวัน เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ วิธีการท�ำอาหาร หรือการท�ำขนม ได้คล่องมากยิ่งขึ้น ซึ่งจากการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนรูปแบบนี้ ท�ำให้เรารู้ว่า เด็กๆ แต่ละคนนั้นมี ทักษะการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกัน เด็กคนหนึ่งอาจชอบ เรียนภาษาไทย อีกคนเก่งคณิตศาสตร์ บางคนจะเก่ง ศิลปะ สามารถนั่งวาดแรเงาภาพเหมือนได้สวยมาก ซึ่งท�ำให้เรามองไปถึงระบบการศึกษาไทย ว่าอยากให้ ความส�ำคัญในเรื่องนี้ให้มากกว่าโครงสร้าง หลักสูตร ที่ส่วนกลางพยายามวางกรอบไว้ให้เหมือนกัน อย่าง เดียวกันทั้งประเทศแบบนั้น ซึ่งตนเองเชื่อว่า ถ้าเรา ใส่ใจ และให้ความส�ำคัญกับเด็กว่าเด็กนั้นมีความพิเศษ มีความสนใจไม่เหมือนกันแบบนี้ ผมว่าฟินแลนด์ก็ ฟินแลนด์เถอะ เด็กไทยเราก็สู้ได้เหมือนกันแหละ ก็ เลยสนุกที่จะเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับพวกเขา” ที่ส�ำคัญ ให้เด็กๆ มีเสรีภาพในการเรียนรู้ “บางที เราจะปล่อยให้เด็กไปเรียนรู้ตามความ ชอบความสนใจ กว้างๆ สามารถพลิกแพลงได้ เสร็จ แล้วค่อยกลับมาสรุปร่วมกันว่า ได้เรียนรู้อะไรกันอยู่ หรือกระทั่งสามารถให้พี่สอนน้องได้ ดูแลน้องได้ เด็ก ทุกคนช่วยเหลือดูแลกัน ซึ่งการจัดการศึกษาแบบนี้ เราถือว่าไม่ได้เป็นการปล่อยทิ้งใครไว้ข้างหลังจริงๆ ยกตัวอย่าง เด็กคนหนึ่ง ถูกเพื่อนล้อว่าโง่เรียนภาษา อังกฤษไม่ได้ แต่เราจะให้ก�ำลังใจว่า เดี๋ยวๆ ไม่เป็นไร ตอนบ่ายนี้ครูจะให้แข่งซิทอัพกันดู ซึ่งเด็กคนนี้สามารถ ซิทอัพ วิดพื้นได้ดีกว่าทุกคนเลย ท�ำให้เด็กคนนี้ดีใจใหญ่ เลย และสามารถอยู่ร่วมกับเพื่อนๆ ได้ไม่มีปัญหาอะไร เลย ถือว่าเป็นการเติมพลังให้กัน ซึ่งการจัดการศึกษา ในลักษณะนี้ มันท�ำให้เด็กรู้จักตนเองได้ไวขึ้น ว่าชอบ อะไร ถนัดเรื่องไหน” เช่นเดียวกับ ครูโอ๊ต ก็บอกว่า ที่ผ่านมา เรา เลือกรูปแบบศูนย์การเรียน มีการท�ำแผนการเรียน การสอนยื่นให้กับทาง สพฐ. เชียงใหม่ เขต ๓ แต่ใน กระบวนการจัดการเรียนการสอน เราก็มาปรับเอา ว่าจะจัดการเรียนการสอนในรูปแบบอย่างไร ก็ขึ้นอยู่ กับเรา ในฐานะศูนย์การเรียนฯ จะด�ำเนินการอย่างไร
ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 31 “ซึ่งจริงๆ แล้ว ๘ สาระการเรียนรู้ที่ทาง สพฐ. ท�ำกันมา มันก็อิงได้หมดเลย เพียงแต่เราไม่จ�ำเป็น ต้องสอนให้เหมือนโรงเรียนทั่วไป ที่จะต้องเป็นคาบ วิชา รายวิชา แต่เราพยายามจะจัดการเรียนการสอน โดยประยุกต์เอาว่า สอนอย่างไรถึงจะท�ำให้เด็กไม่ เครียด ตอนเช้า ก็จะเน้นวิชาการ พอตอนบ่าย ก็จะ เน้นกิจกรรมที่สนใจเป็นหลัก ซึ่งจะเห็นได้ว่าเด็กๆ มี ความสุขกับการเรียนรู้กันมากขึ้น เราเพิ่งท�ำรูปแบบนี้ มาได้ ๔ ปี เข้าปีที่ ๕ แล้ว ซึ่งตนคิดว่า มันต้องรอให้ เด็กเรียนจบ ป.๖ สักรุ่นหนึ่งก่อน เราจึงจะประเมินได้ ว่าผลมันเป็นอย่างไรบ้าง โดยเราจะท�ำการประเมินผล ทั้งตัวเด็ก ครู และผู้ปกครองร่วมกันด้วย ซึ่ง ณ เวลานี้ ถ้ามีการประเมินจากสายตาคนข้างนอกเข้ามาสัมผัสใน ศูนย์การเรียนฯ ตอนนี้ ก็จะเห็นว่า เด็กๆ ที่นี่จะมีความ สดใส ร่าเริง มีความสุขกันมากกับการเรียนหนังสือที่นี่ จะไม่มีความเครียดเหมือนกับไปโรงเรียนทั่วไปเลย ซึ่ง อาจจะเป็นเพราะว่าเด็กไร่ส้มนั้นมีอิสระที่จะเล่นที่จะ เรียนรู้มากกว่าโรงเรียนปกติทั่วไปหรือเปล่า” ล่าสุด ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ที่ผ่านมา เด็กนักเรียนกลุ่มนี้ และคณะครู ได้เดิน ทางลงไปกรุงเทพฯ ไปร่วมงาน “นับเราด้วยคน” ณ อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี ในงานนี้ได้น�ำเอา ผลิตภัณฑ์แบรนด์ “เด็กไร่ส้ม” อาทิ ขนมปัง แยมส้ม ส้มอบแห้ง ซึ่งเด็กๆ ร่วมกันท�ำขึ้นภายในศูนย์การเรียน ไปเปิดตัวด้วย ซึ่งท�ำให้คนที่ไปร่วมงานให้ความสนใจ กันอย่างล้นหลาม สร้างพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร คือหนทางการอยู่รอด หลังเกิดวิกฤติเรื่องสถานการณ์โควิด-๑๙ ท�ำให้ ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน พยายามปรับตัวและค้นหา ทางออกร่วมกัน ว่าท�ำอย่างไรถึงจะให้เด็กนักเรียนภาย ในศูนย์ฯ นั้นอยู่รอดปลอดภัย และด�ำรงชีวิตอยู่ได้ ต่อไปอย่างยั่งยืน จนกลายมาเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ ก็คือ การท�ำนา ปลูกข้าว และพืชผักสวนครัว เพื่อเป็นการ สร้างพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร “เนื่องจากที่ผ่านมา ในช่วงเวลา ๑ ปี เราต้อง ใช้ข้าวประมาณ ๔ ตันครึ่ง ในการเลี้ยงดูเด็กๆ ในศูนย์ เด็กไร่ส้ม ออกบูธจ�ำหน่ายเบเกอรี่แบรนด์“เด็กไร่ส้ม” ส้มอบแห้ง ฝีมือ เด็กไร่ส้ม ในงาน “นับเราด้วยคน” ณ อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี
32 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ การเรียน รวมทั้งบุคลากรครูด้วย ซึ่งก่อนหน้านั้น เรา ได้อาศัยการบริจาค ๑๐๐% เลย ต่อมาทุกคนเริ่มมอง ในเรื่องของความมั่นคง ความยั่งยืนทางอาหาร แต่ถ้า เราไปรอรับบริจาคอย่างเดียวมันอาจไม่มีความยั่งยืน ตลอดไป ยิ่งในช่วงที่เราเจอกับสถานการณ์โควิด-๑๙ ซึ่งมันส่งผลกระทบกันไปหมด คนบริจาคก็ได้รับผล กระทบ ล่มกันไปหมดเหมือนๆ กัน ดังนั้น เราจึงมา นั่งคุยกันว่า เราต้องช่วยเหลือตนเองภายในศูนย์การ เรียนไร่ส้ม แล้วมาคุยกันว่า ใครจะมาหนุนช่วยเราได้ ดีที่สุด ซึ่งก็คือพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนนั่นเอง เนื่องจากพ่อแม่ทุกคนนั้นเป็นแรงงานภาคเกษตรอยู่ แล้ว และถือว่าพ่อแม่นั้นเป็นครูที่ดีที่สุดให้กับลูกหลาน ตัวเองอยู่แล้ว ก็เลยยกระดับพ่อแม่ให้มาเป็นครู โดยได้ จัดกิจกรรมการด�ำนาปลูกข้าว ปลูกพืชผักสวนครัว ขึ้น มาในรอบปีที่ผ่านมา โดยน�ำกิจกรรมตรงนี้ ไปบูรณา การกับการเรียนได้ ท�ำให้เด็กได้เรียนรู้ และสุดท้ายทุก คนก็มีข้าวปลาพืชผักมาเป็นอาหารเลี้ยงดูตนเองได้ ซึ่ง ได้รับความร่วมมือจากพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างดีเลย ยกตัวอย่าง การด�ำนา เกี่ยวข้าว พ่อแม่เด็กมาช่วยกัน เยอะมาก ๒๐๐ กว่าคน ลงมือท�ำแป๊บเดียว ชั่วโมง เดียวก็เสร็จแล้ว จากนั้นก็ไปช่วยกันขึ้นแปลงปลูกผัก สวนครัวกันต่อเลย ถือว่าเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครอง เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ของเด็กๆ ไป พร้อมๆกัน และเป็นการสร้างแหล่งอาหารขึ้นมาด้วย” ครูสายลม บอกเล่าให้ฟัง ความหวัง และความฝัน ของเด็กๆ ไร่ส้ม ครูเอ๋ - ฐิตินันท์ เล่าให้ฟังว่า เราเคยมีการ ถอดกระบวนการของเด็กๆ ไร่ส้ม พบว่า ทุกคนไม่ได้ ต้องการอะไรมากมาย เด็กกลุ่มนี้ ไม่เคยคิดฝันว่าจะ ไปเป็นต�ำรวจ ทหาร ส่วนใหญ่จะบอกว่า ต้องการมี บ้าน มีที่ดินไว้ให้พ่อแม่ ให้มีความมั่นคงแค่นี้ก็เพียง พอแล้วในเวลานี้ “เพราะที่ผ่านมา ยังไม่มีความเท่าเทียม ซึ่ง จริงๆ แล้ว บรรทัดฐานของค�ำว่า แรงงาน ไม่ว่าจะ เป็นแรงงานข้ามชาติหรือแรงงานคนไทยทั่วไป น่าจะ มีค่าแรงขั้นต�่ำที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน มันไม่ควรแบ่ง แยกว่า คนไทยมีค่าแรงวันละ ๓๔๐ บาทต่อวัน ใน ขณะที่แรงงานข้ามชาติ แรงงานต่างด้าว ให้เขาวันละ ๑๕๐ บาท ซึ่งมาตรฐานความเป็นมนุษย์มันอยู่ตรง ไหน ทั้งๆ ที่ พวกเขาอาจท�ำงานหนักกว่าคนไทยด้วย ซ�้ำ ท�ำให้พวกเขารู้สึกว่าก�ำลังถูกกดขี่ ก�ำลังถูกรังแก ผู้ปกครอง ครู นักเรียน ช่วยกันเกี่ยวข้าว ภาพ: transbodernews.in.th แปลงพืชผักสวนครัวในศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา
ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 33 จากนายจ้างหรือพ่อเลี้ยงของเขา ซึ่งมุมมองของเด็กๆ สะท้อนออกมาว่า พวกเขาไม่ควรจะเหนื่อยเหมือนพ่อ แม่ที่เป็นมาแบบนี้ นั่นท�ำให้เด็กทุกคน เลือกจะเข้ามา เรียนที่ศูนย์การเรียนฯ แห่งนี้ ทั้งๆ ที่มีหลายคน มีอายุ เกินเกณฑ์แล้ว บางคนอายุ ๑๕-๑๖ ปี ซึ่งจริงๆ พวกเขา ควรต้องออกไปใช้ชีวิตข้างนอกแล้ว แต่ก็ต้องมาเรียน” ทางศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา จึงพยายามหา ทางออกให้กับเด็กๆ กลุ่มนี้ พยายามหากระบวนการ ต่างๆ ว่าท�ำอย่างไรจะให้เด็กกลุ่มนี้เรียนจบออกไป และใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ไปท�ำงานหรือไปเรียน ต่อในระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้ “คือที่ผ่านมา เราจะพาคนจากข้างนอกเข้า มาในศูนย์การเรียนฯ และก็จะพาเด็กออกไปเรียนรู้ จากโลกข้างนอกเยอะพอสมควร ดังนั้น ท�ำให้ความ หวัง ความฝันของเด็กไร่ส้ม เริ่มมีมากขึ้น ว่าอยากจะ เป็นอะไร อยากจะท�ำอะไรมากขึ้น ยกตัวอย่าง บางคน อยากเป็นช่างเสริมสวย บางคนอยากท�ำเบเกอรี่ขาย บางคนอยากเป็นช่างซ่อมรถ คือตอนนี้เด็กๆ มีความ ฝันเพิ่มมากขึ้น มากกว่าจะอยากไปท�ำสวนส้ม ในไร่ส้ม เหมือนกับพ่อแม่ของเขา” ครูโอ๊ต บอกย�้ำ เหมือนกับ หอมเครือ วัย ๑๒ ปี เด็กหญิงไทใหญ่ นักเรียนศูนย์การ เรียนไร่ส้มวิทยา ที่เธอจะชื่นชอบ เรียนท�ำขนมปัง เบเกอรี่เป็นพิเศษ บอกด้วยสีหน้าอิ่ม เอิบว่า “ถ้าจบจาก ศูนย์การเรียนไร่ส้ม หนูก็อยากเรียน กศน.ต่อเลย ความ ฝันของหนู คือ อยากเปิดร้านขายของเป็นของตนเอง” ครูสายลม เล่าให้เห็นภาพชัดเจนเลยว่า จริงๆ ความฝันของเด็กงดงามมาก ไม่ได้เหมือนเด็กในยุค ก่อน ยุคของเรา ที่มักจะตีความจ�ำกัดความฝันกันได้ แค่ อยากเป็นทหาร ต�ำรวจ เท่านั้น แต่เด็กไร่ส้มที่นี่ บางคนฝันอยากจะเป็นยูทูปเบอร์ หลังจากที่เราหา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องยูทูปเบอร์ การผลิตสื่อมาสอนเด็กๆ หลังจากนั้น เราได้ให้เด็กทดลอง ลงมือท�ำ โดยให้ไป เขียนโครงเรื่องมา ว่าจะน�ำเสนอบอกเล่าความเป็นมา ของเด็กไร่ส้ม ว่าอพยพเดินทางข้ามมาฝั่งไทยยังไง แล้ว ให้อีกทีมหนึ่งมาสอนเรื่องการตัดต่อ สุดท้าย ก็กลาย มาเป็นหนังสั้นเล็กๆ ที่บอกเล่าเรื่องราวของตนเอง ได้ หรืออีกกลุ่มหนึ่ง ไปเรียนวิชาละครชุมชนกับกลุ่ม ละครกั๊บไฟ กลับมาแสดงละครเรื่องราวของตนเอง ผ่านค�ำบอกเล่า เรียกร้องให้รัฐบาลลงมาช่วยดูแลใน ด้านสวัสดิการ การรักษาพยาบาลให้คนทุกกลุ่มทุก ชาติพันธุ์ ไม่ใช่แค่คนที่มีสัญชาติไทย หรือคนที่มีสถานะ หมายเลข ๐ แต่ให้รวมไปถึงคนทุกกลุ่มที่ไม่มีสถานะ แต่อาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย ที่รัฐจะต้องเข้ามาดูแล ในเรื่องของสาธารณสุข เพราะว่าโรคภัยไข้เจ็บนั้น มัน ไม่ได้เลือกสัญชาติ ไม่ว่าคุณจะเป็นพม่าหรือชาติอื่น จะไม่รักษาไม่ได้เพราะอยู่ในประเทศไทย หรือจะอยู่ ที่ไหนก็ต้องได้รับการรักษาในฐานะพลเมืองของโลก ซึ่งเด็กๆ แสดงได้ดีมาก ดูจากสีหน้าแววตาของเด็กๆ ที่แสดงนั้นมาจากเรื่องจริงที่พวกเขาเผชิญอยู่ ซึ่งผล งานเหล่านี้ จะอยู่ในช่องยูทูป RaisomChannel ศูนย์
34 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ การเรียนไร่ส้มวิทยา “คือเราก�ำลังท�ำในสิ่งที่คนมองไม่เห็น ได้มอง เห็นในสิ่งที่มองไม่เห็นนั่นแหละว่า การท�ำเรื่องการ ศึกษา มันไม่ได้ตีกรอบเพียงแค่หลักสูตรกระทรวงปี โน้นปีนี้ แต่การศึกษามันควรเกิดจากการเรียนรู้จาก ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวหรือใกล้ตัว และกลั่นออกมาเป็นตัว องค์ความรู้ อีกสิ่งหนึ่งที่อยากจะบอกคือ ความเป็นครู นั้นมีอยู่ในตัวของทุกคน ครูบางคนไม่จ�ำเป็นต้องมีวุฒิ ครูก็ได้ แต่สามารถถ่ายทอดจิตวิญญาณ องค์ความรู้ที่มี อยู่ให้กับเด็กๆ ได้เกิดแรงบันดาลใจ น�ำไปใช้ต่อในชีวิต ประจ�ำวัน ในอนาคตได้” ครูสายลม บอกย�้ำและยืนยัน ปัญหาที่ยังรอการแก้ไข กับทางออกที่อยากให้มีการเยียวยา ผ่านมากี่ยุคกี่สมัย สายตาของรัฐส่วนใหญ่ ยัง มองเด็กชายขอบ เด็กแรงงานข้ามชาติ เด็กไร้สัญชาติ คือตัวปัญหา กระนั้น เมื่อเรามองอีกมุมหนึ่ง ก็จะรับรู้ได้ว่า เด็กกลุ่มนี้ก็ยังไม่ได้รับสิทธิเท่าที่พึงมี ยังเจอกับปัญหา เรื่องสิทธิเด็ก ความไม่เท่าเทียม เนื่องจากยังเป็นเด็กไร้ สัญชาติ เป็นเด็กแรงงานข้ามชาติกันอยู่ ครูเอ๋ ฐิตินันท์ เล่าให้เห็นภาพวิถีของเด็กๆ ลูก หลานแรงงานข้ามชาติ กรณีเกิดอุบัติเหตุ ล้มป่วย แต่ ไม่กล้าไปโรงพยาบาล กลับมาให้ครูที่ศูนย์การเรียนฯ ช่วยดูแลรักษา ล้างแผลให้ “บางวัน เด็กขับมอเตอร์ไซค์ชนกันตรงทางโค้ง รถแฉลบ บาดเจ็บ เลือดอาบ แต่ก็ไม่กล้าไปรักษาที่ โรงพยาบาล ก็กลับมารักษาตัวที่บ้าน ให้หมอผีรักษา บ้าง เด็กบางคนรถแฉลบ ก็กลับมาที่ศูนย์การเรียนฯ มาให้ครูท�ำแผล แม้กระทั่ง ถ้าเด็กป่วย ถ้าครูไม่พาไป ก็ไม่กล้าไปโรงพยาบาล ซึ่งสิ่งที่เราเห็นก็คือ ทางโรง พยาบาลไม่ได้ปฏิเสธการรักษาพยาบาลนะ แต่เมื่อไป โรงพยาบาล ก็มักจะเรียกเงินมัดจ�ำค่ารักษาพยาบาล อยู่ ถ้าเป็นเคสที่ป่วยหนัก จนทางครูศูนย์การเรียนฯ ต้องไปเซ็นรับสภาพหนี้ให้ ซึ่งถ้ามาดูสถิติข้อมูล ก็จะ รู้ว่าในรอบหนึ่งปี ทางศูนย์การเรียนฯ เข้าไปเซ็นรับ สภาพหนี้ให้กับลูกหลานแรงงานข้ามชาติเป็นจ�ำนวน เงินมากเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ในอนาคตตนคิดว่าเรา ควรจะเข้าไปดูไปแก้ไขกฎหมายตัวไหนกันได้บ้าง” ทุกวันนี้ เด็กทุกคนรู้ดีว่า ศูนย์การเรียนฯ คือ พื้นที่ปลอดภัยส�ำหรับพวกเขา แต่ถ้าเด็กกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษา เมื่อไหร่ อนาคตของพวกเขาจะอยู่ตรงไหน?! “ถ้าประตูโรงเรียนปิดเมื่อไหร่ ประตูคุกก็จะ เปิดเมื่อนั้น คือถ้าไม่ติดคุก ก็ติดยา” ครูเอ๋ ย�้ำให้เห็น ภาพชัดเจน
ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 35 ดังนั้น ทางศูนย์การเรียนฯ จึงพยายามหา ทางออกให้กับเด็กๆ กลุ่มนี้ ว่าท�ำอย่างไรถึงจะให้ชีวิต ของพวกเขามีความปลอดภัย มีความมั่นคงในชีวิต และ สามารถใช้ชีวิตเหมือนกับปกติทั่วไปได้ นอกจากนั้น ทางศูนย์การเรียนฯ จะเน้น กระบวนการเรียนรู้ในเรื่องสิทธิเด็ก ให้พวกเขาได้เรียน รู้สิทธิพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ว่ามีอะไรบ้าง ที่พวก เขาสามารถเรียกร้องสิทธิที่พึงจะมีในชีวิต “ยกตัวอย่าง เด็กนักเรียนของเรา เดินทางจะไป เชียงใหม่กับญาติของเขา แต่พอไปถึงด่านแก่งปันเต๊า ที่เชียงดาว ก็ถูกจับ ถูกกักตัวไว้ แต่ญาติของเด็กเดิน ทางต่อไปได้ สุดท้าย ครูก็รีบขับรถไปเจรจากับทางเจ้า หน้าที่ต�ำรวจ และยืนยันสิทธิบอกว่า นี่คือเด็กนักเรียน ศูนย์การเรียนฯ ของมูลนิธิกระจกเงา มีชื่อมีหลักฐาน การขึ้นทะเบียนนักเรียนถูกต้อง สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ ปล่อยตัว ซึ่งกรณีแบบนี้ ก็จะท�ำให้เด็กๆ รู้จักปกป้อง รักษาสิทธิของตนเองได้” ปัญหาเด็กอายุเกินเกณฑ์ ท�ำให้ต้องออกนอก ระบบการศึกษา จนเกิดช่องว่างทางการศึกษา ก็เป็น อีกประเด็นหนึ่ง จนท�ำให้เกิดปัญหาอื่นตามมา “มีเด็กบางคน ออกกลางคัน ไปท�ำงานที่อื่น แล้วไปไม่รอด ซึ่งก็เจอปัญหาในหลายๆ เรื่อง ได้กลับ มาบ่นกับครูว่า รู้อย่างนี้ เรียนหนังสือให้จบยังดีกว่า เพราะครูก็บอกแต่แรกแล้วว่า ไปท�ำงานที่ไหนก็ยาก ล�ำบาก ไม่มีใครที่ไหนจะรับเข้าท�ำงานหรอก เพราะ อายุยังไม่ถึง ๑๘ ปี นายจ้างอาจโดนข้อหาใช้แรงงาน เด็กได้ หรือถ้าได้ท�ำงาน ก็จะถูกกดขี่ค่าแรงอีก ดังนั้น เราก็จะบอกย�้ำกับเด็กๆ ทุกคนว่า การศึกษานั้นมีความ ส�ำคัญกับเด็กๆ ทุกคนนะ” ปกติ เด็กนักเรียนที่จะมาเรียนในศูนย์การ เรียนฯ นี้ จะมีช่วงชั้นอายุอยู่ตั้งแต่ระดับอนุบาลไป จนถึงระดับประถมศึกษา ซึ่งจะมีอายุมากสุดประมาณ ๑๔-๑๕ ปี พออายุ ๑๖ ปี พ่อแม่ของเด็กก็มักจะให้เด็ก ไปท�ำงานรับจ้างในสวนส้มกันแล้ว แต่ในข้อเท็จจริง กฎหมายแรงงานในประเทศไทยนั้นท�ำไม่ได้ เพราะ ระบุว่าต้องอายุ ๑๘ ปีถึงจะท�ำงานได้ ถ้าต�่ำกว่า ๑๘ ปี ถือว่าละเมิดสิทธิเด็ก ใช้แรงงานเด็ก เป็นต้น “ซึ่งพ่อแม่ไม่เข้าใจตรงนี้ แต่เราก็พยายาม หาทางออกให้กับเด็กกลุ่มนี้ เด็กโตอายุเกินเกณฑ์ที่ จะเรียนในรูปแบบโรงเรียนหรือศูนย์การเรียน เราก็ พยายามหาทางออกให้ โดยมีการท�ำบันทึกข้อตกลง MOU กับ กศน. ฝาง โดยร่วมกับ ศศช. บ้านห้วยเดื่อ ที่อยู่ในชุมชนแห่งนี้ โดยจะมีการเปิดห้องเรียนพิเศษที่ ศูนย์การเรียนฯ นี้ทุกวันอังคาร แล้วก็พาไปสอบ ตอนนี้ ก็ใกล้จะจบในระดับประถมศึกษา แล้วยังสามารถเรียน ต่อกับทาง กศน. ในระดับ ม.ต้น ม.ปลาย อย่างน้อยถ้า
36 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ เรียนจบ กศน. พวกเขาก็ยังไปท�ำงานอื่นๆ เช่น ท�ำงาน ที่ปั๊ม หรืออู่ซ่อมรถอะไรก็ได้ ซึ่งถือว่าเป็นทางออกให้ เขา เพราะถ้าเราไม่ช่วยตรงนี้ สุดท้ายเด็กกลุ่มนี้ก็จะ กลับไปสู่วังวนเดิมๆ กับพ่อแม่ กลับไปท�ำงานอยู่ในสวน ส้มเหมือนเดิม” ครูเอ๋ เล่าถึงทางออกร่วมกัน การผลักดันเพื่อให้เด็กๆ ได้รับสัญชาติ ก็เป็น อีกภารกิจหนึ่งของศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยาและมูลนิธิ กระจกเงา ครูเอ๋ บอกว่า ทุกวันนี้ เด็กๆ ที่เข้าเรียนในศูนย์การ เรียนฯ ก็จะมีการท�ำทะเบียนผู้เรียน ท�ำให้ถูกต้องตาม กฎหมาย ตาม พ.ร.บ.การศึกษา พ.ศ.๒๕๔๒ ส่วนเด็ก คนไหนที่เกิดในไทยและเข้าเกณฑ์การพิจารณา ก็ต้อง มีการผลักดันให้ได้รับสัญชาติไทย “ยกตัวอย่าง มีเด็กดาวน์ซินโดรมคนหนึ่ง ซึ่ง เกิดในไทย ก็พาไปขึ้นทะเบียนจนได้รับสัญชาติไทย ประเด็นแบบนี้ กรณีที่เด็กเกิดในไทย เราก็จะต้องให้เขา ได้รู้สิทธิของตนเองที่จะต้องได้รับสัญชาติไทย ซึ่งที่ผ่าน มา เราต้องพาไป ถ้าครูไม่พาไป พวกเขาก็ไม่กล้าหรอก ซึ่งการต่อสู้ในเรื่องสัญชาติ เรื่องสถานะของเด็กไร่ส้ม ก็ต้องท�ำไปเรื่อยๆ เนื่องจากเด็กมีการอพยพเข้ามา จริง ตามหลักนั้นก็ผิดกฎหมาย ฉะนั้น เรื่องในอนาคต ที่เราต้องท�ำกันต่อ ก็คือการผลักดันให้เด็กๆ กลุ่มนี้ได้ รับสิทธิ เพราะว่าตอนนี้ เด็กๆ ยังไม่มีสถานะใดๆ เลย อย่างน้อยเราก็อยากผลักดันให้เด็กมีสถานะ ได้ท�ำบัตร เลข ๐ เพื่อจะพัฒนาไปสู่กระบวนการขอใช้สิทธิที่จะ อยู่ในพื้นที่ถาวรอย่างถูกกฎหมายเหมือนกับคนไทย ทั่วไปได้ เพียงแต่ยังไม่มีสัญชาติ และต่อไปก็อาจน�ำ ไปสู่การยื่นขอแปลงสัญชาติ ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลา ๑๐-๑๕ ปี” “ใช่ เด็กนักเรียนที่นี่ ถือว่าเป็นเด็กอพยพ เด็กแรงงานข้ามชาติทั้งหมด มีเพียง ๓ คนเท่านั้น ที่ เรายื่นเรื่องขอสัญชาติไทย เนื่องจากเกิดในไทย ก็ ต้องได้รับสิทธิ ได้สัญชาติไทยตามกฎหมาย และเรา พยายามผลักดันไปในหลายช่องทางที่จะท�ำได้ เพื่อ ให้เด็กได้รับสิทธิของตนเอง เช่น ถ้าผลักดันให้เด็ก ได้บัตรเลข ๐ ก็จะช่วยให้เด็กเข้าถึงสิทธิในเรื่องของ การรักษาพยาบาลหรือการเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้น” ครูโอ๊ต วีระ กล่าว
ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 37 ท�ำไมเด็กไร่ส้ม ไม่ได้รับเงินอุดหนุนรายหัว?! คือค�ำถามดังก้องถึงความเหลื่อมล�้ำ ไม่เท่าเทียม?! อีกประเด็นหนึ่งที่ส�ำคัญและเป็นปัญหาใหญ่ ในขณะนี้ นั่นคือทุกวันนี้ เด็กนักเรียนศูนย์การเรียนฯ ยังไม่ได้รับสิทธิในการรับเงินอุดหนุนงบประมาณราย หัว เงินอุดหนุนอาหารกลางวันและอาหารเสริมแก่ เด็ก เยาวชนในศูนย์การเรียน ตามพระราชบัญญัติการ ศึกษา พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งแน่นอนว่า ส่งผลกระทบต่อชีวิต การกินการอยู่ของเด็กๆ ที่นี่เป็นอย่างมาก ครูสายลม บอกว่า มันเป็นเรื่องของการตีความ ของกระทรวงศึกษาธิการ ตาม พ.ร.บ.การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ในวรรคท้าย เขาระบุเอาไว้ว่า อาจจะให้หรือ ไม่ให้ ซึ่งสุดท้ายเขาก็ไม่ได้ให้เงินอุดหนุนเด็กนักเรียน ศูนย์การเรียนฯ “แต่พอปัญหามันล่วงเลยมาระยะหนึ่ง จึงท�ำให้ เรารู้ว่า แล้วท�ำไมศูนย์การเรียนของปัญญาภิวัฒน์ ที่จด ทะเบียนโดยบริษัทยังได้งบอุดหนุน ทั้งที่มีงบประมาณ ขององค์กรบริษัทสนับสนุนมากมาย แต่ท�ำไมเด็ก นักเรียนของศูนย์การเรียนฯ ซึ่งจัดโดยองค์กรเอกชน และชุมชนช่วยกันท�ำ กลับไม่ได้รับงบอุดหนุนตรงนี้ ซึ่ง ตนมองว่า มันแย่มากๆ ท�ำให้เรามองเห็นว่ามันมีความ เหลื่อมล�้ำเกิดขึ้นแล้ว” ล่าสุด เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ที่ผ่าน มา ตัวแทนครู นักเรียน ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา กว่า ๒๐ คน พากันเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อยื่นข้อเสนอต่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ว่าด้วย เรื่องการจัดการสิทธิในการรับเงินอุดหนุนงบประมาณ รายหัว เงินอุดหนุนอาหารกลางวันและอาหารเสริมแก่ เด็ก เยาวชน ในศูนย์การเรียน ตามพระราชบัญญัติการ ศึกษา พ.ศ.๒๕๔๒ ให้ทาง กสม.ช่วยตีความว่าการไม่ ให้เงินอุดหนุนแก่เด็กในศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยานั้น ท�ำถูกต้องหรือไม่ หรือเป็นการละเมิดสิทธิเด็กกลุ่มนี้ หรือไม่อย่างไร? โดยมีนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และนาง ปรีดา คงแป้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มารับฟังเสียงของเด็กและรับปากว่าจะด�ำเนินการแก้ ปัญหาสิทธิให้แก่เด็กต่อไป “ที่เราพาเด็กมายื่นหนังสือร้องเรียนกับทาง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ในเรื่องของการไม่ ได้รับงบอุดหนุนค่าหัวของนักเรียนของศูนย์การเรียนฯ ซึ่งในขณะที่เด็กในโรงเรียนทั่วไป หรือในรูปแบบบ้าน เรียนหรือโฮมสคูล นั้นจะได้รับเงินอุดหนุนค่าหัวจาก รัฐอยู่แล้ว หรือกรณีอย่างศูนย์การเรียนที่จดทะเบียน ขึ้นโดยเอกชน เช่น ศูนย์ปัญญาภิวัฒน์ ก็ยังได้รับเงิน อุดหนุนค่าหัว หรือโรงเรียนปริยัติธรรม ที่จดทะเบียน กับทางกรมการศาสนา ก็ยังได้รับเงินอุดหนุนค่าหัวจาก รัฐ แต่ท�ำไมศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา ซึ่งจัดโดยองค์กร เอกชนและคนในชุมชน ท�ำไมไม่ได้รับเงินอุดหนุนตรงนี้ ซึ่งตนมองว่าอย่างนี้เป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างหนึ่ง เลยนะ” ครูโอ๊ต สะท้อนถึงภาพความเหลื่อมล�้ำชัดเจน ครูและเด็กศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา เข้าร้องเรียน กสม. กรณีไม่ได้รับเงินอุดหนุนรายหัว (ภาพโดย ศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา)
38 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ย�้ำสังคมไทย รัฐไทย ควรมองเด็กคือพลเมืองของโลก ที่เสมอภาคและเท่าเทียม “ทุกวันนี้ ตนคิดว่าเราก�ำลังท�ำงานอยู่กับเด็ก ชายขอบ ขอบของการพัฒนาที่หลายคนมองไม่เห็น และพยายามผลักดันให้พวกเขาได้กลับคืนมาสู่ความ เท่าเทียม ซึ่งมันอาจไม่ได้เห็นผลชัดในวันนี้ แต่ถ้าทุกคน ร่วมด้วยช่วยกันเป็นกระบอกเสียง ช่วยกันในเรื่องของ การอุดหนุนเงินค่ารายหัว ให้เด็กมีอาหารกลางวัน ช่วย กันเสริมสร้างพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ร่วมกัน ผมว่า วันหนึ่งเด็กๆ กลุ่มนี้ก็จะสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ อย่างเท่าเทียมและมีความสุข” ครูสายลม บอกกับเรา เช่นเดียวกับ ครูโอ๊ต ที่กล่าวย�้ำๆ หนักแน่น และจริงจัง “อยากให้มองเด็กๆ กลุ่มนี้ ว่าเป็นคนเหมือน กันก่อน แล้วเราถึงจะช่วยแก้ปัญหานี้กันได้ถูกจุด ถ้า มองว่าเป็นเขาเป็นเราเมื่อไหร่ มันก็จะท�ำงานด้วยกัน ยากมาก อย่างแรกเลยก็คือ ต้องมองว่าเด็กเป็นเหมือน กันทั่วโลก ต้องได้รับความคุ้มครอง ได้รับการพัฒนา เหมือนๆ กัน เป็นหลัก เราถึงจะหาทางแก้ปัญหานี้ได้ รวดเร็วขึ้นและดีขึ้นได้ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ยังมองเป็นเขา เป็นเรา มองว่าเด็กคือต่างด้าวเมื่อไหร่ มันก็เป็นเรื่อง ยากมากที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ ถ้ามองว่าเด็กๆ นั้น เหมือนกันทั่วโลก ก็จะท�ำงานร่วมกันง่ายขึ้น” ซึ่งสอดคล้องกับสารของสมเด็จพระสันตะ ปาปาฟรังซิส โอกาสเฉลิมฉลองวันสันติสากล ครั้งที่ ๕๖ ใจความตอนหนึ่งว่า “...เปิดความคิดและหัวใจ ของเราสู่ความเป็นมนุษย์ที่เป็นพี่น้องกันในทางสากล เราไม่สามารถจดจ่อกับการปกป้องรักษาตัวเราเองได้ อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องพยายามเยียวยา สังคมและโลกของเรา เพื่อวางรากฐานส�ำหรับโลกที่มี ความยุติธรรมและสงบสุขมากยิ่งขึ้น และมุ่งมั่นอย่าง จริงจัง ในการแสวงหาความดีที่เป็นของเราร่วมกัน อย่างแท้จริง” ....ในเส้นทางใหม่แห่งการเยียวยาโลก มนุษย์ ต้องทบทวนตนเอง โดยอาศัยพระเจ้า หรือหลักความ เชื่อในศาสนาของตน เพื่อปรับเปลี่ยนจิตใจของตนเอง เปลี่ยนวิธีคิด และเกณฑ์ที่เรายึดถือต่อการมองสังคม โลก มนุษย์จะรอดไปด้วยกันได้ ก็มาจากการไม่คิด เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัวหรือของชาติอีกต่อไป แต่ คิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นอันดับแรก เพราะเรา แต่ละคน ต่างเป็นพี่น้องกัน และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ...ในเส้นทางใหม่ที่เราต้องร่วมเดินไปด้วยกัน ยังมีประเด็นท้าทายอยู่ อาทิ เรื่อง หลักประกันด้าน สุขภาพเป็นจริงส�ำหรับทุกคน การยุติความขัดแย้ง และสงคราม การดูแลสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นบ้านของทุก คน และสร้างความมั่นคงทางอาหาร การช่วยให้คนมี งานท�ำ มีอาชีพที่เหมาะสม และนโยบายของประเทศ เพื่อต้อนรับผู้ย้ายถิ่น ผู้ลี้ภัย และผู้ที่สังคมทอดทิ้ง ข้อมูลประกอบ ๑. เรียนรู้ “วาดฝัน” ของเด็กไร่ส้มวิทยา, ส�ำนักข่าวชายขอบ, ๐๙/๑๒/๒๐๒๒
39 ดอกอูนป่าโชยกลิ่นหอมมากับลมปลายหนาว เข้า ฤดูแล้งแล้วใบไม้เฉาแห้งเปลี่ยนสีผลัดใบ เสี้ยวป่าเริ่ม บานดอกสีขาวแต้มภูเขา นกตัวน้อยส่งเสียงร้องบิน เกาะไปมาบนต้นงิ้วดอกแดงตามแนวห้วย สลับพุ่ม เครือออนสีม่วงอ่อน เดือนกุมภาพันธ์มาถึง *พะตีปอ เดาะตื่นแต่เช้ามืด หยิบแบตเตอรี่ลูกเล็กมาสะพายข้าง พร้อมกดสวิตช์ฉายไฟเดินลงจากบ้านไปปลุกส่าพอที่ บ้านอยู่ใกล้ๆ กัน **“โพโดะ...โพโดะ...บอกว่าเช้านี้จะตีมีดกับลุง ไม่ใช่หรือ” พะตีปอเดาะยืนเรียกหลานชายตรงเชิง บันได ***“โพควาลุงมาเรียก ลูกตื่นได้แล้ว...” เสียงแม่ ของส่าพอปลุกเรียกลูกชายดังจากห้องครัวไฟ “ได้ยินแล้ว...” ส่าพอตอบรับ แม่บ่นอะไรงึมง�ำ ตามด้วยเสียงเป่าลมก่อกองไฟในเตา “พี่ขึ้นมารอหลานบนบ้านก่อนมั้ย” แม่ส่าพอถาม พะตีปอเดาะ “ฮื้ออือ...ถ้าโพโดะตื่นแล้ว ฉันจะไปก่อไฟรอ” พะตี ปอเดาะบอก แล้วเดินอ้อมไปยังหลังบ้านตรงเพิงตีมีด พะตีปอเดาะส่องไฟฉายส�ำรวจดูสภาพเส่า กระบอกสูบลมอยู่ในที่ตั้งพร้อมใช้งาน หยิบมีดถากเอา ท่อนเกี๊ยะเป็นเชื้อก่อไฟฟืนแก่นไม้รักตรงปลายท่อเป่า ลม เสร็จแล้วลุกขึ้นเตรียมคีม ค้อน เหล็กแหนบรถยนต์ “โพโดะช่วยไปเอาน�้ำมาใส่ในกระบะให้หน่อย” พะตีปอเดาะบอกพร้อมก้มหยิบกระบะไม้ไผ่ยื่นให้ ส่าพอเดินดุ่มลงไปตักน�้ำยังล�ำห้วยข้างบ้าน ไต้เกี๊ยะ ข้างกองไฟเส่าสูบลม สว่างทั่วบริเวณตีมีด ส่าพอกลับ มามือถือกระบะน�้ำมาวางข้างทั่งเหล็ก เขาเป็นชาย หนุ่มรูปร่างดี หน้าตาหล่อคมคงเค้าความเป็นหนุ่ม ในเมือง แปลกต่างจากหนุ่มบนดอย บ้างล�่ำเตี้ย บ้าง โก้งเก้ง ไม่สมส่วน เรื่องสั้น โถ่เรบอ เครือออนบานแล้ว... *พะตี = ลุง, น้า **โพโดะ = หลาน ***โพควา = ลูกชาย ภาพ: pin.it/TD87HuY
40 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ขอบฟ้าเหนือยอดดอยร�ำไร นกตัวเล็กตัวน้อย ตามป่ารอบหมู่บ้านออกบินร้องเคล้าเสียงไก่ขันตาม บ้านแต่ละหลัง ไก่ป่าขันรับไกลออกไปที่ป่าไร่ร้างชาย หมู่บ้าน แล้วแสงไต้ตามบ้านที่มีหญิงสาวก็สว่างขึ้น “สูบเข้าไปอีกหน่อย แผ่นเหล็กยังแดงไม่เต็มที่...” พะตีปอเดาะบอกพร้อมเบี่ยงตัวหลบกองไฟ มือซ้าย ป้องข้างแก้ม มือขวาจับคีมยื่นคีบพลิกแผ่นเหล็กร้อน แดงในเตาไฟ มือซ้ายขวาจับด้ามเส่าสูบลมด้วยแรงเร็วสม�่ำเสมอ การออกแรงและไฟร้อนท�ำให้ใบหน้าซอกคอล�ำแขน เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ “สูบเส่าก็เหนื่อยแล้ว คงต้องตีเหล็กอีกแรงพอ ไหวนะ...” พะตีปอเดาะบอกกับหลานชายด้วยน�้ำเสียง เกรงใจอยู่ในที “พอไหวหรอกลุง” ส่าพอพูดกลบความเหนื่อย หอบ พะตีปอเดาะใช้คีมคีบแผ่นเหล็กแดงวางบนทั่ง บอกหลานชายหยิบค้อนตีลงไปตามต้องการให้แผ่น เหล็กเปลี่ยนรูปทรง เสียงทุบเหล็กดังรับเสียงครกต�ำ ข้าวจากบ้านสาวบาดลึกลงในหัวใจส่าพอ เมื่อนึกถึง วันที่เขาไปเก็บแตงกวาในไร่กับเธอ ทางเท้าสายเล็ก ทอดพาดไปบนผา ลาดสันดอย เขารู้สึก ถึงความสุขที่ได้เดิน คลอตามหญิงสาว พวกเธอแต่ละคน สะพายก๋วยตะกร้า บนหลังคนละใบ พูดคุยกันด้วยเรื่อง สัพเพเหระหยอก เย้าล้อกันสนุกสนาน ระหว่างก�ำลังเดินลัดไร่ไปยังกระท่อม แดดปลายฤดู หนาวอ่อนอุ่นแผ่กว้างทั่วภูเขา “เออ ! ดูนั่นซิ พอทีแพะออกดอกแล้ว...” หญิง สาวคนเดินน�ำหน้าหยุดกึก อุทานขึ้นพร้อมชี้มือไปยัง แนวห้วยชายไร่ “โอ ! จริงด้วย เครือออนบานแล้ว ฉันยังไม่หาย เจ็บหูเลยนะ” เธอพูดขึ้นด้วยน�้ำเสียงแหบเศร้า เอามือ ลูบหูตัวเองเบาๆ ช�ำเลืองมองส่าพอด้วยสายตาแวบนั้น ค�ำพูดและสายตาของเธอท�ำเอาเขางุนงง ดอก เครือออนบานมันเกี่ยวอะไรกับอาการเจ็บหูของเธอ เขาเกือบจะพลั้งปากถามเธอออกไปในทันที แต่ยั้งเก็บ ความสงสัยนี้ไว้กับตัวเอง ถึงกระท่อมนั่งพักแล้วแยกย้ายกันหาเก็บแตงกวา ในไร่ ระหว่างนั้นเองส่าพอฉวยโอกาสที่หญิงสาวอยู่ห่าง ออกจากเพื่อน ท�ำทีเดินไปใกล้ หญิงสาวรู้ทันเหลี่ยม เดินห่างหาแตงกวาไปอีกทาง “เฮ้...รอด้วยซิ” ส่าพอร้องบอกพร้อมยิ้มน้อยๆ เมื่อรู้ว่าหญิงสาวท�ำไก๋เล่นตัว “ท�ำไมหรือ” เธอหันมามองถามยิ้มๆ เขินอายกับ เสียงตะโกนหยอกเย้าโหวกเหวกดังมาจากกลุ่มเพื่อน “จะหาเก็บแตงกวาด้วยไม่ได้หรือ” ส่าพอว่า “ก็เก็บไปซิ แตงกวาอยู่ตรงหน้านั่นลูกนึง...” เธอ บอกและชี้มือ ส่าพอเก็บแตงกวายื่นให้ “ถือไว้เองซิ” หญิงสาวเล่นตัว “ฉันจะปอกแตงลูกนี้เธอจะกินด้วยมั้ย” ส่าพอไต่ ขอนไม้เข้าใกล้เธอ นั่งลงผ่าแตงกวาลูกเหมาะมือ “ถ้าให้ก็กิน” เธอตอบเสียงห้วน จ้องหน้ายืนยิ้มๆ “มานั่งตรงขอนไม้นี้ซิ ตรงนั้นมันชันเดี๋ยวกลิ้งตกไร่ หรอก...” ส่าพอว่า พลางยื่นซีกแตงกวาในมือ “นี่...มาเอาแล้วนั่งตรงนี้เถอะน่า ไม่ต้องมายียวน ฉันรู้หรอกนะว่าเธอก�ำลังคิดอะไร” ส่าพอว่าให้เมื่อเห็น
ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 41 เธออยู่ในอาการประหม่าขวยเขิน “รู้ได้ยังไง” หญิงสาวพูดกลบเกลื่อน “ฉันสงสัยที่พวกเธอคุยกันเมื่อตะกี้ เครือออน ออกดอกมันไปเกี่ยวอะไรกับอาการเจ็บหูของเธอ เหรอ” ส่าพอถามพลางผ่าแตงกวาอีกซีกปอกเปลือก แล้วกัดเคี้ยวกินด้วยใบหน้าครุ่นคิด “พ่อของฉันตายไปนานแล้ว...” หญิงสาวตอบ อย่างเลื่อนลอย ส่าพอเห็นแววตาเศร้าลง พร้อมคิด เธอจะมาไม้ไหนอีก เขารู้ว่าพ่อของเธอเสียไปตั้งนาน แล้ว ในครอบครัวของเธอ พี่สาวก็ออกเรือน ในบ้าน อยู่เพียงเธอกับแม่ ส่วนน้องชายไปเรียนหนังสืออยู่ โรงเรียนมัธยมในตัวอ�ำเภอ “แล้วเรื่องมันเกี่ยวกันยังไง” ส่าพอถามด้วย น�้ำเสียงจริงจัง เธอเงียบอยู่ครู่หนึ่งหันมามองเขา แล้วชายตามองออกไปไกล “เธอออกจากบ้านนาน แต่ละปีแทบไม่ได้กลับ หมู่บ้าน ฉันเชื่อว่าเธอไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับ หมู่บ้าน แต่ท�ำไมเธอถึงมาเลือกถามฉัน...” เธอเล่าแล้ว ถามค�ำถามหยั่งความจริงบางอย่างจากเขา ส่าพอเงย ขึ้นมองหญิงสาวร่างเพรียวบาง อยู่แต่ป่ากับดอย ไม่น่า เชื่อเลยว่าเธอเลือกใช้ค�ำพูดเค้นความจริงจากใจเขาได้ อย่างน่าทึ่ง รู้สึกชอบเธออย่างจริงจัง “ไม่รู้ซิ ฉันมักได้ยินค�ำพูดของเธอชวนให้คิดหาค�ำ ตอบเสมอ” เขาตอบด้วยน�้ำเสียงจ�ำนนในความรู้สึก นึกคิดที่มีต่อเธอ หญิงสาวนั่งบนขอนไม้เยื้องเขา มองออกไปไกล จากไร่ข้าว เครือออนหลายพุ่มก�ำลังออกดอกสีม่วงอ่อน ที่เชิงเขาตรงแนวห้วย “หน้าหนาวก�ำลังจะผ่านไป...” เธอบอก “ฉันคิดถึงบรรยากาศตอนเกี่ยวข้าว...” เขายิ้มให้ เธอ มั่นใจในความสนิทสนมตลอดช่วงเวลาเกี่ยวข้าว ที่ผ่านมา “ดอกเครือออนบานแล้ว...” เธอบอกขณะมองไป ที่แนวห้วย “ฉันเห็นอยู่ แต่ฉันไม่รู้ว่าเธอก�ำลังพูดถึงอะไร” เขาพูด “เมื่อตะกี้ ฉันใจหายที่เห็นเครือออนออกดอก และ ที่ฉันยังเจ็บหู เพราะตั้งแต่ตีข้าวเสร็จ ฉันเทินข้าวแบก ข้าวกลับบ้านแทบไม่หยุดพัก หัวฉันต้องแบกรับน�้ำหนัก ข้าวเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า ท�ำให้ฉันเจ็บแก้วหู...เธอเข้าใจ หรือยัง...” เธอเล่าแล้วหันมาพร้อมยิ้มให้ “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเครือออนออกดอกล่ะ...” เขาถาม “เราขนข้าวกลับบ้านเพิ่งเสร็จแค่อาทิตย์เดียว ยังไม่ได้พักไม่ได้ผ่อนกันเต็มที่ แต่นี่ดอกเครือออน ออกดอกอีกแล้ว ถ้ามันบานเต็มที่ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ หมายความว่าเราต้องเหนื่อยในงานไร่อีกรอบแล้ว ดอก เครือออนบาน มันบอกถึงเวลาลงมือฟันไร่...” “ฟันไร่น่าสนุกดีเน๊าะ” ส่าพอพูดขึ้นลอยๆ “เธอไม่เคยกลับมาฟันไร่สักปี เธอคงคิดอย่างนั้น ส�ำหรับฉันมันเหนื่อยและงานหนักมาก ยิ่งช่วงฟันไร่ เราต้องคอยระวัง ดูทางหนีทีไล่ เจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ม งวดขึ้นทุกปี...” เธอบอกแล้วถอนหายใจ เขาพอรับรู้ ความรู้สึกนี้ ต่างพลันเงียบ เสียงระลอกลมพัดผ่านป่า บนภูเขา เสียงน�้ำไหลจากผาสูง เสียงนกเปล้า นกตั้งล้อ แว่วดังบนยอดไม้ใหญ่ เสียงชะนีโหยหวนมาแต่ไกลๆ “ปีนี้ฉันว่า ฉันจะไม่ท�ำไร่ข้าวแล้ว ฉันตั้งใจจะไป รับจ้างอยู่ในเมือง...” เธอบอก ใจส่าพอหล่นวูบ เป็น ห่วงเธอขึ้นมา พร้อมสัมผัสถึงลางสังหรณ์แห่งความ อาลัยต่อเธออย่างจับใจ...
42 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ประวัติผู้เขียน “โถเรบอ่ ” นามปากกาของ นายสมศกดั ิ์ สรุยมณฑลินกเขั ยนปกาเกอะญอ ีเกดิ และเตบโตในหม ิบู่ านท้แมีเก่อฬา่ “มเสูค่ ี” ต.บานจ้นทรั ์ อ.กลยาณัวิฒนาัจ.เชยงใหม ี ่ อันเป็นหมู่บ้านต้นก�ำเนิดศาสนาคริสต์ ในเขตพื้ นท ี่ แถบนี้ ชีวิตต ั้ งแต่วัยเด็กของเขา จึงถูกหล่อหลอมให้เติบโตในแนวทางศาสนาคริสต์ โดยมีมิชชันนารีซ ึ่งไม่เพียงวาง รากฐานเพียงความเช ื่ อเท่าน ั้ นยังวางรากฐานทางการศึกษาให้กับคนบนมูเส่คีอีก ด้วย มิชชันนารีได้สร้างโรงเรียนสหมิตรวิทยาให้กับพ ี่ น้องชาวปกาเกอะญอบนมูเส่คี พอเขาเรียน จบ ม.๓ อายุ ๑๕ ปี เขาลงดอยเข้าเมืองเชียงใหม่เพ ื่ อเรียนหนังสือจบระดับปริญญาตรี คณะ ครุศาสตร์ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ช่วงน ั้ นมีเหตุสถานการณ์เป็นจุดเปลี่ ยนทางความคิดคร ั้งส�ำคัญ เม ื่ อเห็นพ ี่ น้องชาว บานจากถ้นเก ิ่ ดได ิล้กฮุอขืนค ึ้ ดคัานการส้ มปทานต ั ดปัาสนว่ดจันทรั ์ ของอ.อ.ป.(องคการอ์ ตสาหกรรมปุ่าไม้) ชาว บ้านได้คัดค้านให้ อ.อ.ป.ร ื้อถอนโรงเลื่ อยท ี่ มาสร้างกลางป่าสนวัดจันทร์ได้ส�ำเร็จ และ อ.อ.ป.ยุติ การตัดป่าสน วัดจันทร์ การไดเข้าร้วมร่บรัเหต ู้ การณุด์งกลั าวได ่ กลายเป ้นบทเร็ยนครี งใหญ ั้ ่ เมอคนบนดอยเจอสถานการณ ื่ ์ “นโยบาย อพยพคนออกจากป่า” พะตีจอนิ โอ่โดเชา ได้น�ำพ ี่ น้องคนบนดอยโดยเฉพาะคนปกาเกอะญอ ลงจากดอย เข้ามาชุมนุมประท้วงรัฐบาลให้ยกเลิกนโยบายอพยพคนออกจากป่า และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา การ ประกาศเขตปาอน่รุกษัท์บทัอย ี่ ทู่ ท� ี่ ำกนของพิน ี่ องบนดอย้เขาจงโดดเข ึาร้วมขบวนก่บพะตัจอนี ิ โอโดเชา่อยางไม ่ ่ ลังเลไปชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกนโยบายอพยพคนออกจากป่าดังกล่าวไกลถึงกรุงเทพฯชุมนุม นอนรอค�ำตอบจากรัฐบาล ณ หน้าท�ำเนียบรัฐบาลยาวนานถึง ๙๙ วัน ในนามการรวมกลุ่มปัญหาช ื่ อ “สมัชชา คนจน” ในที่ สุดรัฐบาลออกมติการแก้ไขปัญหาให้เป็นกระดาษหน ึ่ งแผ่น เอากลับไปบนดอย ลดกระแสการ ร ื้อไล่จับกุมจากเจ้าหน้าท ี่ป่าไม้ในพื้ นท ี่ลงได้บ้าง แต่ไม่อาจแก้ปัญหาอะไรได้เลย การใชช้วีตในช ิวงว่นเวลาดังกลัาว่ ไดกลายเป ้นช็วงเวลาแห่งการเร่ยนรี ู้ ท�ำใหเขาได ้ส้มผั สได ัร้จู้กกับผั น� ู้ำการ เคล ื่อนไหวจากกลุ่มปัญหาต่างๆ ได้เข้าไปรับฟังเวทีนักวิชาการน�ำเสนอปัญหาชาวบ้าน และเขาได้รู้จักกับเหล่า ศิลปิน กวี นักคิด นักเขียน และพ ี่ ๆ เหล่าศิลปินได้แนะน�ำให้อานหน่ ังสือ เจอหนังสือตามแนวทางของตัวเองท ี่ เคยคิดฝันมา จึงท�ำเอาเขาอ่านหนังสืออย่างบ้าคล ั่ ง พออ่านมากเข้าก็อยากจะเขียนบ้าง ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เร ื่ องส ั้ น ‘การกลับบ้านของเด็กปั๊ ม’ ได้ตีพิมพ์ใน สยามรัฐ ‘ชาวกรุง’ เป็นเร ื่องแรกในชีวิต ของเขา หลังจากน ั้ น เขาได้ไปสมัครสอบเป็นครูดอย ประจ�ำอยู่ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านเสาแดง ต.แจ่มหลวง อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เขาได้รวมเล่มหนังสือเร ื่ องส ั้ น ช ื่ อชุด ‘เชวาตัวสุดท้าย’ จัดพิมพ์โดยส�ำนักพิมพ์สานใจคน รักป่า หนังสือเล่มน ี้ได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทงานเขียน คร ั้ งท ี่ ๙ ปี ๒๕๕๐ ล่าสุด มีนาคม ๒๕๖๖ เขามีหนังสือเร ื่ องส ั้ นเล่มใหม่ ในชื่ อชุด “ความรักและเผ่าพันธุ์ ปอเลอเปลอ” จัดพิมพ์โดย ส�ำนักพิมพ์หุบเขาครีบปลาวาฬ
43 กรณีผู้ก�ำกับโจ้ซ้อมทรมานผู้ต้องหาโดยใช้ถุงด�ำคลุมศีรษะจนผู้ต้องหาหายใจไม่ออกเสียชีวิตเพราะขาด อากาศหายใจ ยังคงเป็นภาพและข่าวที่หลายท่านสะเทือนใจ หลายท่านอาจสะใจ และคิดกันไปต่างๆ นานา เช่น ว่า เป็นผู้ร้ายปากแข็งก็ต้องเจอแบบนี้บ้าง หรือสงสารญาติพี่น้องของผู้ต้องหาที่เสียชีวิตบ้าง ฯลฯ อย่างไรก็ตามใน แง่สิทธิมนุษยชน การซ้อมทรมานและการกระท�ำให้บุคคลสูญหายโดยเกิดจากการกระท�ำของเจ้าหน้าที่รัฐถือเป็น อาชญากรรมและการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกาย ที่ต้องมีมาตรการในการป้องกันและปราบปรามให้เจ้าหน้าที่ รัฐ ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง โดยการเคารพ ปกป้องและท�ำให้ทุกคนได้รับสิทธิ อันเป็นหน้าที่พื้นฐานของรัฐใน การด�ำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน บทความนี้จึงขอน�ำเสนอประเด็นเกี่ยวกับกฎหมายฉบับใหม่ ที่ตราขึ้นเพื่อป้องกันและปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐมิให้กระท�ำการซ้อมทรมาน ลงโทษอย่างโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย�่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และกระท�ำให้บุคคลสูญหาย ความเป็นมา ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาต่อต้าน การทรมาน และการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหด ร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย�่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment: CAT) ตั้งแต่ วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ และได้ลงนามรับรอง อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคล ทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: ICPPED) เมื่อ วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๕ ซึ่งคณะรัฐมนตรี และสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติเห็นชอบในหลัก การ การให้สัตยาบันต่ออนุสัญญา ICPPED เมื่อวัน ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙ และเมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๐ ตามล�ำดับส่งผลให้ประเทศไทยต้องปฏิบัติ ตามเงื่อนไขของสนธิสัญญาทั้งสองฉบับ กล่าวคือ การจัดให้มีมาตรการป้องกันมิให้เกิดการกระท�ำการ ทรมานฯ และการจัดให้มีการเยียวยาผ่านกลไกของ กฎหมายห้ามการทรมานและอุ้มหาย: ความหวังในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม สิทธิมนุษยชน ศราวุฒิ ประทุมราชภาพ: The101.world)
44 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่า ใช้จ่ายแก่จ�ำเลยในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ และ พ.ร.บ. กองทุนยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๕๘ การจัดท�ำรายงานและ การน�ำเสนอรายงานการปฏิบัติตามอนุสัญญา CAT ฉบับแรกในปี ๒๕๕๗ และจัดท�ำรายงานฉบับที่ ๒ ไป ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๑ โดยน�ำข้อสังเกตเชิงสรุป (Concluding Observations) และค�ำแนะน�ำต่างๆ ของคณะกรรมการประจ�ำอนุสัญญาฯ มาพิจารณาร่วม ด้วย ที่ส�ำคัญประเทศไทยต้องจัดท�ำกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทรมานและการท�ำให้ บุคคลสูญหายด้วย ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่พระราชบัญญัติ ป้องกัน และปราบปรามการทรมาน และการกระท�ำให้ บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ ได้มีการประกาศใช้ในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๕ โดยมาตรา ๒ ได้บัญญัติว่า พระราช บัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกาหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับ ํ แต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งจะมี การบังคับใช้ในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ประเด็นส�ำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระท�ำให้บุคคลสูญหาย ตาม พ.ร.บ. นี้ ก. มาตรการป้องกันการทรมานและการถูกอุ้มหาย ๑. กฎหมายนี้ได้นิยามความหมายของ “ผู้เสีย หาย” ไว้กว้างกว่าในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กล่าวคือ โดยให้รวมถึง สามี ภริยา ทั้งที่จดและไม่จด ทะเบียน (แต่ไม่รวมถึงคู่ชีวิตที่ยังไม่มีกฎหมายรองรับ) บุพการี ผู้สืบสันดาน และผู้อยู่ในอุปการะ ทั้งที่จดและ ไม่จดทะเบียน ถือเป็น “ผู้เสียหาย” คือให้ดูตามสภาพ ความเป็นจริงว่าผู้นั้นเป็นครอบครัวเดียวกัน อุปการะ เด็กตามความเป็นจริง แม้ไม่จดทะเบียนรับเป็นบุตร บุญธรรม ก็สามารถมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม และให้ได้รับการเยียวยาได้ด้วย ๒. ฐานความผิดตามกฎหมายนี้มี ๓ ประการ คือ ๑. เจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอ�ำนาจจับกุมและสอบสวน กระท�ำการทรมานต่อร่างกายหรือจิตใจ ๒. กระท�ำ การลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมและย�่ำยีศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ เช่น จับไปแล้วเรียกมาสอบสวนตี สาม เพื่อไม่ให้ได้หลับได้นอน เอาไปตากแดดนานๆ จับไปขังในห้องแอร์ที่เย็นจัดโดยไม่ให้ใส่เสื้อผ้า เป็นต้น และ ๓. การท�ำให้บุคคลที่ถูกจับหายตัวไป โดยไม่แจ้ง ให้ญาติทราบว่าควบคุมตัวไว้ที่ไหน โดยการกระท�ำดัง กล่าวต้องมีเจตนาที่จะรีดเอาข้อมูลเพื่อให้บุคคลนั้นรับ สารภาพ หรือซัดทอดคนอื่นว่าเป็นผู้กระท�ำผิด ๓. เมื่อถูกจับกุมกฎหมายบัญญัติให้เจ้าหน้าที่ผู้ จับกุมต้อง “บันทึกภาพและเสียง” อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ การจับกุมจนกระทั่งน�ำตัวมาส่งพนักงานสอบสวนหรือ ว่าปล่อยตัวไป ๔. เจ้าหน้าที่ที่จับกุมต้องท�ำบันทึกว่าใครเป็น หัวหน้าที่สั่งการให้ท�ำการจับกุม เจ้าหน้าที่ที่รับตัวผู้ ถูกจับมาควบคุมต่อจากการจับกุมต้องท�ำบันทึกสภาพ ร่างกายและจิตใจก่อนน�ำตัวเข้าห้องขังและภายหลังน�ำ ตัวออกจากห้องขัง ข. การสอบสวนและการเข้าถึงการใช้สิทธิทางศาล ๕. กฎหมายบัญญัติให้มีหน่วยงาน ๔ หน่วย งาน ที่สามารถท�ำการสอบสวนเมื่อมีการร้องเรียนว่า ตัวอย่างคดีซ้อมทรมานและอุ้มหาย ในรอบ ๑๕ ปีที่ผ่านมา (ที่มาภาพ : The101.world)
ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 45 มีการทรมานหรืออุ้มหาย คือ พนักงานสอบสวนของ ต�ำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองระดับนายอ�ำเภอหรือผู้ อ�ำนวยการส�ำนักการสอบสวนและนิติการ อัยการและ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI โดยให้ผู้เสียหายสามารถไปแจ้งความที่หน่วยงาน ใดก็ได้ให้ท�ำการสอบสวน และหน่วยงานนั้นต้องแจ้ง ให้พนักงานอัยการทราบ เพื่อให้พนักงานอัยการเข้า มาเป็นผู้ก�ำกับดูแลการสอบสวน ๖. ญาติ ตัวผู้เสียหายและผู้เสียหายเอง สามารถ ร้องต่อศาลให้ท�ำการไต่สวนฝ่ายเดียว เมื่อมีการร้องว่า มีการทรมานหรือจะมีการอุ้มหาย และศาลมีอ�ำนาจสั่ง ให้เปลี่ยนสถานที่ควบคุม สั่งให้พบญาติ สั่งให้เข้ารับ การรักษาพยาบาล หรือสั่งปล่อยบุคคลนั้น ๗. บุคคลใดก็ได้หากทราบว่ามีการทรมาน หรืออุ้มหายให้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทรมานและการกระท�ำให้บุคคล สูญหาย เพื่อให้ตรวจสอบกรณีร้องเรียนนั้นๆ และ มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายจากคณะ กรรมการฯ ๘. ให้ศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็น ศาลรับฟ้องและพิจารณาคดีทรมานและอุ้มหาย โดย ศาลนี้ให้ใช้ระบบไต่สวนในการค้นหาความจริง ซึ่ง ศาลสามารถเรียกให้หน่วยงานส่งตัวผู้ถูกจับกุมหรือ ให้ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่นบันทึกการจับกุม มาให้ ศาลพิจารณาได้ ท�ำให้การด�ำเนินคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ๙. เจ้าหน้าที่ทหารที่ถูกหาว่ากระท�ำการทรมาน หรืออุ้มหายบุคคลใด ให้น�ำตัวมาขึ้นศาลคดีทุจริตและ ประพฤติมิชอบ ไม่ใช่ขึ้นศาลทหาร ๑๐. ผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลยหรือมี ส่วนรู้เห็นในการทรมานหรืออุ้มหาย หรือทราบการ กระท�ำทรมานและอุ้มหายแต่นิ่งเฉยไม่ด�ำเนินการใดๆ ต้องรับผิดชอบต่อการกระท�ำของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ ด�ำเนินการอันเป็นความผิดตามกฎหมายนี้ ๑๑. ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับทราบความคืบหน้า ของกรณีที่ร้องเรียน หรือข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการ จับกุม บันทึกการจับกุม จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย หน่วยงานนั้นๆ ต้องเปิดเผยให้ทราบ เช่น รวมถึงได้รับ ทราบความคืบหน้าของการด�ำเนินคดีด้วย ค. การเยียวยา ๑๒. ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ ในการแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่าตน มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายและการเยียวยา และผู้เสีย หายต้องแจ้งให้อัยการทราบว่าตนประสงค์ขอใช้สิทธิ ได้รับการเยียวยา ๑๓. ผู้เสียหายสามารถร้องศาลขอให้มีการ เยียวยาความเสียหายเบื้องต้นได้ โดย ขอให้ยุติการ ทรมาน หรือการกระท�ำที่โหดร้ายฯ ให้เปลี่ยนสถาน ที่ควบคุม ขอให้ญาติ ทนายความ หรือบุคคลที่ไว้ใจ ได้พบเป็นส่วนตัว ขอให้มีการรักษาพยาบาลและการ ประเมินโดยแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์และแพทย์ทาง นิติจิตเวชศาสตร์ ท�ำบันทึกทางการแพทย์และการฟื้นฟู ร่างกายและจิตใจ ข้อห่วงใยต่อการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ตามในวันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ รัฐบาลได้ตราพระราชก�ำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราช บัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการ กระท�ำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ โดยอ้างว่าภาพ: The Matter.co
46 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ส�ำนักงานต�ำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการ ปฏิบัติการตามกฎหมายและหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่รับ ผิดชอบการควบคุมตัว ยังมีปัญหาและอุปสรรคเกี่ยว กับความพร้อมด้านงบประมาณ การจัดหาเครื่องมือ และอุปกรณ์ และขั้นตอนการปฏิบัติงาน ในการก�ำหนด มาตรการป้องกันการทรมานและการกระท�ำให้บุคคล สูญหาย ซึ่งการขอขยายระยะเวลาบังคับใช้นั้น หมาย ถึง ใน ๔ กรณี คือ ๑. การให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบการ ควบคุมตัวยังไม่ต้องบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการควบคุม ตัว และแจ้งให้พนักงานอัยการและเจ้าพนักงานฝ่าย ปกครองในท้องที่ทราบโดยทันที ๒. เจ้าหน้าที่ไม่ต้องบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูก ควบคุมตัว เช่น ชื่อ นามสกุล หรือตาหนิรูปพรรณ ฯลฯ ํ ๓. เจ้าหน้าที่สามารถปฏิเสธที่จะเปิดเผยข้อมูล เกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัวได้ เพื่อมิให้ผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ญาติ หรือทนายความ ใช้สิทธิยื่นคําร้องต่อศาลที่ให้ ตรวจสอบว่ามีการทรมาน การกระท�ำที่โหดร้าย ไร้ มนุษยธรรม หรือย�่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือ กระท�ำให้สูญหาย และ ๔. เจ้าหน้าที่มีสิทธิไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยว กับผู้ถูกควบคุมตัวได้ โดยขอบังคับใช้กฎหมายห้าม ทรมานฯ เต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เป็นต้นไป การขอขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎหมาย เช่นนี้ น่าเป็นห่วงว่าในการตรวจค้นจับกุมบุคคล หาก เจ้าหน้าที่ต�ำรวจไม่ติดกล้องติดตามตัวเจ้าหน้าที่หรือ Body Cam แล้ว จะเกิดการซ้อมทรมานหรือการ ปฏิบัติโดยมิชอบและยังเป็นการท�ำให้การตรวจ ค้น จับประชาชน อาจมีการรังแก รีดไถ หรือการประพฤติ โดยมิชอบได้ ทั้งๆ ที่มาตรการที่กฎหมายก�ำหนดเช่นนี้ ย่อมเป็นการป้องกันตัวเจ้าหน้าที่เองว่าได้ด�ำเนินการ ตรวจค้นจับ โดยถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติ ต่อประชาชนโดยสุภาพ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ บังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายต�ำรวจจะขอขยายระยะ เวลาบังคับใช้กฎหมาย ๔ มาตรา ออกไป แต่กฎหมาย ห้ามการทรมานและอุ้มหายนี้ ก็ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ เพราะส่วนราชการอื่นที่กฎหมายก�ำหนดให้มีหน้าที่ ยัง คงต้องปฏิบัติตามกฎหมายนี้ โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และส�ำนักงานอัยการสูงสุด ได้ ประกาศจัดตั้ง “ศูนย์รับแจ้งเหตุ ทรมาน-อุ้มหาย” หรือ ศูนย์รับแจ้งการควบคุมตัวและด�ำเนินการตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการ กระท�ำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ ประชาชนที่พบ เหตุเจ้าหน้าที่รัฐ กระท�ำการทรมาน โหดร้าย หรือท�ำให้ บุคคลสูญหาย แก่บุคคลใด สามารถแจ้งได้ที่ l กรมการปกครอง ใน กทม. ตั้งอยู่ที่ส�ำนักการ สอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง (วัง ไชยา) ถ.นครสวรรค์ เขตดุสิต ในภูมิภาคแจ้งที่ ที่ว่าการอ�ำเภอที่เกิดเหตุ สอบถามเพิ่มเติม โทร. ๐ ๒๓๖๕ ๙๕๕๔ l ส�ำนักงานอัยการสูงสุด รับแจ้งเหตุตลอด ๒๔ ชั่วโมง โทร. ๐ ๒๔๓๔ ๘๓๒๕-๒๗ ต่อ ๖๐๑ – ๖๐๕ หรือแจ้งได้ที่ ศูนย์ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระท�ำให้บุคคลสูญหาย ณ ส�ำนักงานอัยการสูงสุด อาคารถนนบรมราช ชนนี ชั้น ๑ แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กทม. และ ในทุกจังหวัด รวม ๑๑๓ แห่งทั่วประเทศภาพ: www.thaigov.go.th
47 พอรถจิ๊ปแล่นข้ามแม่น�้ำเงาผ่านไปได้ ฝั่งแม่น�้ำไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้ว ผมค่อยๆ ขับ รถคืบคลานขึ้นฝั่งอย่างระมัดระวัง เครื่องยนต์ โฟร์วีลไดร์ฟขับเคลื่อนสี่ล้อส่งเสียงดังหนักๆ ผ่านบ้านไม้สี่ห้าหลังก็ถึงประตูบ้านไม้ ผมคุ้นหน้า คุ้นตากับฉากมุมบ้าน จะมีเปลี่ยนไปบ้างคือสะตอ ต้นใหญ่ยืนต้นตายอยู่ใกล้ชายคา บ้านไม้หลังนั้นเงียบ เหมือนไม่มีคนอยู่ ผม เดินไปไม่กี่ก้าวเท่านั้น เด็กหญิงคนหนึ่งก็วิ่งฉิวตัด ผ่านหน้า ก้มหน้าก้มตารีบเดินน�ำไปก่อน ไม่ใช่ จิเวนี่นะ ผมนึกในใจ ไม่นานเธอเดินลัดตัดสวนมุ่งตรง ไปยังฝั่งแม่น�้ำ เธออาจมาหาใครสักคนในบ้าน แล้วไม่ เห็นใคร ผมนึกในใจ อะไรท�ำให้ผม มาถึงบ้านไม้หลังนี้อีก ครั้ง หากไม่ใช่สิ่งที่เรียก ว่า ความผูกพัน ไม่มีอื่น ใดมากกว่านั้น ผมถาม ตอบตัวเองเสร็จสรรพ พลันได้ยินเสียงเรียกมา แต่ไกล “อานนท์ อานนท์” เสียงนั้นร่าเริง เสียงดัง ฟังชัด “จิเว” ผมส่งเสียงออกไป ผมจ�ำเสียงนั้นได้ เราจึงรู้ค่าของความผูกพัน สุวิชานนท์ รัตนภิมล จิเว...ลูกสาวกวี
48 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ “ไม่มีใครรู้ว่าอานนท์จะมา” จิเวช่างพูด “อานนท์ก็ไม่รู้ว่าจะมาถึงบ้านจิเวตอนนี้” ผม พูดพลางคว้าจิเวมาโอบกอด เด็กหญิงวัย ๑๓ ปี กิริยา ท่าทางเกินอายุ ฉลาด แข็งแกร่ง มีชีวิตชีวา แววตา เป็นประกาย ใสซื่อสะอาดเหลือเกิน “แม่อยู่มั้ย” ผมถาม “แม่ไปงานที่สบโขง” หมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไป ทางเหนือของแม่น�้ำราวห้ากิโลเมตร “อานนท์มาคนเดียว” จิเวพูด “ใช่ๆ” “แม่นึกว่าอานนท์จะไม่หยุด อานนท์จะรีบไป เล่นดนตรีแล้วรีบกลับ ไม่มีเวลา เลยไปรอพบอานนท์ ในงาน” เสียงจิเวพูดจาฉะฉานชัดถ้อยชัดค�ำ “อานนท์ต้องหยุดก่อนสิ” ผมรีบชิงพูด “อานนท์มาถึงจนได้นะ” เด็กหญิงวัย ๑๓ ยิ้มกว้างส่งแววตาวับวาวมี ความสุข “นั่นเพื่อนจิเวเหรอ” ผมถาม “ใช่ ปิโพ” เด็กน้อยที่วิ่งลิ่วไปก่อนหน้ายิ้มอายๆ “ไปช่วยอานนท์ขนของในรถก่อนนะ” ผมพูด ต่อ ของในรถที่ผมหมายถึงนั้น เป็นทุกสิ่งอย่างที่หยิบ จับมาได้ ทั้งจากต้นทางและระหว่างทาง บ้านน้อย กลางป่าริมฝั่งแม่น�้ำเงา มีเด็กอยู่ 6 ชีวิต รวมแม่ของเด็ก อีกหนึ่งเป็นเจ็ดคน ทั้งเสื้อผ้าส�ำหรับทุกคนที่ผมเตรียม ล่วงหน้า แป้งท�ำขนม เครื่องปรุงอาหารอย่างซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ผักสดที่หาจากระหว่างทาง เต้าหู้ในตลาด ขนมปังแถวยาวสามแถว เด็กชอบขนมปังมาก ขนมห่อ ใบตองอีกจ�ำนวนหนึ่ง ส้มเขียวหวานอีกสามกิโลกรัม รวมถึงเต็นท์และเครื่องนอน รถจิ๊ปคันน้อยๆ ก็เบียด เสียดอัดแน่นไปด้วยข้าวของจ�ำเป็นส�ำหรับทุกคน “อานนท์จะมากางเต็นท์นอนด้วยนะ” สีหน้า แววตาของจิเวยิ่งบอกถึงความดีใจ เราช่วยกันขนข้าวของที่จ�ำเป็นจนหมด