The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

HOPE ชีวิตวิถีใหม่ อยู่รอดได้...ก้าวไปด้วยกัน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ccjpthai, 2023-04-11 05:38:21

วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 121 (มกราคม - เมษายน 2566)

HOPE ชีวิตวิถีใหม่ อยู่รอดได้...ก้าวไปด้วยกัน

Keywords: วารสารผู้ไถ่,ผู้ไถ่

ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 49 “จิเว เดินลงไปหาพ่อกันนะ” ผมพูดพลางหยิบ ส้มออกมาจากถุง “ขอจานหนึ่งใบให้อานนท์ด้วย” “ค่ะ” เราเดินลงไปยังพื้นที่ต�่ำกว่า ไล่ต�่ำลงไปหาแม่น�้ำ เงา เดินผ่านสวนกล้วย ผ่านต้นเงาะ ทุเรียน ลางสาด มะนาว สะตอ ล้วนเป็นไม้ผลที่มีพื้นถิ่นอยู่ทางใต้ เติบโต ได้ดีกลางป่าแม่น�้ำเงา ผมเห็นต้นไม้ใหญ่ยืนเรียงแถว อยู่กลางสวน “ตะเคียนหนูนะจิเว เดินระวังหนามนะ หนาม มันนี่แหละที่ต�ำเท้าพ่อ” ผมพูดต่อ จิเวหยุดมองขึ้นไปยังยอดไม้ใหญ่ “หนามมันแหลมคมมากนะ” ผมพูดพลางยืน มองยอดไม้ใหญ่ไปด้วยกัน ต้นไม้แดงอายุ ๑๐๐ ปี ยืนต้นตระหง่านอยู่ริม ฝั่งแม่น�้ำ ก้อนหินแม่น�้ำเรียงก้อนฝังดินอยู่ครึ่งหนึ่ง ขนาดเท่ารูปร่างตัวคน ผมล้วงเบียร์หนึ่งกระป๋อง (แอบ ใส่) กระเป๋าไว้ เปิดฝาแล้ววางลงบนหินก้อนหนึ่ง วาง จานผลส้ม ขนมปังแผ่น ช่วงเวลาแห่งการร�ำลึกนึกถึง กวีผู้ทอดร่างอยู่ใต้ผืนดิน “มะลิต้นนี้จิเวปลูก ต้นนั้นพี่โพธิ์ปลูก แม่ปลูก ต้นนั้น” เสียงจิเวไม่มีความเศร้าใดๆ สายตาผมเสียอีก เหมือนหรี่แสงหม่นลงมา เห็นกอว่านสี่ทิศ มองต้นใบ มะลิเครือคลุมพื้นที่อาณาบริเวณ “อานนท์เอาเบียร์มาให้พ่อด้วย” จิเวพูดยิ้มๆ “อานนท์มาหาพ่อทุกครั้ง มีเรื่องต้องคุยกัน เยอะ มีเบียร์มาฝากพ่อทุกครั้งนะ” ผมพูดพลางมอง ส�ำรวจต้นไม้แดงอายุ ๑๐๐ ปี ที่ยังดูเป็นไม้ใหญ่สง่า งามเหลือเกิน ป้ายแผ่นหินเขียนค�ำประกาศแนวทาง วิถีชีวิต “บินใต้ดิน” ผมนึกถึงบทกวีของเขา “นกเถื่อน เท่านั้นที่รู้ว่าฤดูใบไม้ผลิยังจะมา” ผมกางเต็นท์ไว้รอตัวเองเสร็จจากงาน ห่างจาก หลุมฝังกวีริมฝั่งแม่น�้ำเงาราว ๓๐ เมตร ใต้เงาไม้ใหญ่ หนึ่งในสามต้นคือตะเคียนหนู “อานนท์ไปดูแปลงผักกับบ้านจิเวกันมั้ย” จิเว พูดแล้วชี้นิ้วไปยังริมฝั่งแม่น�้ำหลังกอไผ่


50 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ “ไปสิ ไปดูกันนะ” ผมพูดแล้วลุกขึ้นเดินตามจิเว เดินไปไม่กี่ก้าว ผมเห็นสแลนสีด�ำขึงกั้นแปลง ผักสีเขียวก�ำลังขึ้นงาม เพิงไม้ไผ่มุงหลังคาหลังน้อยๆ อยู่ใกล้ๆ “นั่น บ้านจิเว จิเวท�ำเองนะ” จิเวเข้าไปนั่ง ให้ดูทันที “จิเวต้องกั้นสแลน กันสัตว์มากินผักใช่มั้ย” ผมถาม “ใช่ๆ ไม่อย่างนั้น ไก่ชาวบ้าน แพะชาวบ้าน มันมากินหมด จิเวต้องกั้นไว้อย่างนี้” ดึกสงัดคืนนั้น หลังจากผมเล่นดนตรีเสร็จ จิเวนั่งรถกลับมาด้วยกันหลับสนิทระหว่างทาง ผมขับ รถข้ามแม่น�้ำเงาในตอนใกล้เที่ยงคืน จิเวลงจากรถเดิน โงนเงนขึ้นไปนอนบนบ้าน ผมก่อกองฟืน นั่งมองเปลว ไฟจากฟืนแห้งอยู่นาน กาต้มน�้ำมีเสียงน�้ำเดือด ความ เงียบในดึกสงัดดังเหมือนบทกวีที่ดังกังวานมาจากใต้ดิน ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นเยือก ผมเลือกจะนอนหัน หัวไปในทิศเดียวกับกวีผู้นอนทอดร่างอยู่ใต้ดิน ‘นกเถื่อนเท่านั้นที่รู้ว่าฤดูใบไม้ผลิยัง จะมา’* * บทกวีของ วีระศักดิ์ ยอดระบ�ำ


51 ‘เวียงแหง’ เป็นอ�ำเภอเล็กๆ ของจังหวัด เชียงใหม่ ที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ง่ายๆ และงดงามใน หุบเขา มีพื้นที่อยู่ติดกับชายแดนไทย - พม่า ห่างจาก ตัวจังหวัด ประมาณ ๑๓๔ กิโลเมตร โดยใช้การเดิน ทางสายหลัก คือถนนโชตนา หมายเลข ๑๐๗ จาก เชียงใหม่ - อ.แม่ริม - อ.แม่แตง - อ.เชียงดาว แล้วแยก ไปตามถนนหมายเลข ๑๑๗๘ แยกเมืองงาย ผ่านชุมชน บ้านเมืองงาย ก่อนถึงทางแยกแม่จา - อ.เวียงแหง ทาง ซ้ายมือ เราค่อยๆ ไต่ไปตามถนนหมายเลข ๑๓๒๒ บน ระยะทาง ๕๘ กิโลเมตร ว่ากันว่าเป็นถนนที่งดงามสายหนึ่ง เมื่อก่อน เป็นทางลูกรัง ปัจจุบันเป็นเส้นทางลาดยาง บนความ คดเคี้ยวและสูงชัน มุ่งตรงไปยังอ�ำเภอเวียงแหง และ ไปสิ้นสุดถนนสายนี้ที่บ้านหลักแต่ง ต�ำบลเปียงหลวง บริเวณชายแดนไทย – พม่า เวียงแหง ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน�้ำทะเล โดยเฉลี่ยประมาณ ๗๕๐ เมตร แต่เมื่อยืนอยู่บนยอด สารคดี องอาจ เดชา รายงาน เวียงแหง...เมืองชายแดน เกษตรอินทรีย์-ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ...การค้นหาหนทางอยู่รอดของชีวิต


52 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ เขาสูงที่สุดคือดอยปักกะลา มีความสูงเหนือระดับน�้ำ ทะเล ๑,๙๐๕ เมตร บนความสูงระดับนี้ จึงท�ำให้เรา มองเห็นทิวทัศน์งดงามของเมืองในหุบเขา แน่นอน เวียงแหง มีเสน่ห์ที่น่าดึงดูดแก่นักท่อง เที่ยวในหลายมุมด้วยกัน อาทิเช่น เป็นเมืองชายแดน เมืองต้นน�้ำแม่แตง ก่อนไหลลงไปรวมกับแม่น�้ำปิง มี จุดชมวิวบนดอยด�ำ บนความสูง เราจึงมองเห็นความ งามของทะเลหมอก และยอดดอยหลวงเชียงดาวโผล่ ให้เห็นอย่างงดงาม และเมื่อเราเดินทางไปตามชุมชน ต่างๆ เราจะพบกับ วัด พระธาตุเก่าแก่ และคันคูเมือง โบราณ ตั้งอยู่ในหลายพื้นที่ นอกจากนั้นยังมีวัฒนธรรม ชนพื้นเมือง หลากหลายชนเผ่า อาทิ ลีซู ลาหู่ ปกาเกอะญอ ไทใหญ่ ปะโอ จีนคณะชาติ และคนพื้นเมือง เป็นต้น เรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เวียงแหงคือเมืองหน้าด่าน – เส้นทางเดินทัพพระนเรศวร เวียงแหงในอดีตนั้นถือว่าเป็นเมืองเล็กๆ เมือง หน้าด่านเมืองหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ โดยมีเจ้าเมือง เป็นชาวไทใหญ่ปกครองอยู่ ครั้นเมื่อหมดยุคสมัยของ การปกครองแบบเจ้าเมืองแล้ว บ้านเมืองแห่งนี้จึงถูก เรียกว่า ‘เมืองแหง’ และ ‘เวียงแหง’ ตั้งแต่นั้นเป็นต้น มา ปัจจุบัน ยังปรากฏร่องรอยคูน�้ำและคันก�ำแพง โบราณ อยู่บริเวณใจกลางบ้านเมืองแหง ทว่ายังไม่มี หน่วยงานใดท�ำการส�ำรวจขุดค้นอย่างเป็นระบบ ภาพมุมกว้างของอ�ำเภอเวียงแหง ที่มาภาพ www.autoinfo.co.th


ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 53 เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของพื้นที่ในเชิงลึก เวียงแหงหรือเมืองแหง เคยเป็นสถานที่ที่พระบาท สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มาพักทัพเพื่อเตรียมไปตี กรุงอังวะ ในหนังสือประวัติพระบรมธาตุแสนไห ที่ทาง อ�ำเภอเวียงแหงจัดพิมพ์ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ มีการ อ้างถึง เหตุการณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เกี่ยว โยงกับพระบรมธาตุแสนไห ฉบับพ่อครูบุญส่ง วิริยะตา นนท์ ค้นคว้าประกอบพระราชนิพนธ์ของสมเด็จกรม พระยาด�ำรงราชานุภาพ พอสันนิษฐานได้ว่า สมเด็จ พระนเรศวรมหาราชยกทัพขึ้นมาทางเชียงใหม่ เพื่อ ตีเมืองอังวะของพม่า เมื่อวันพฤหัสบดี เดือนยี่ แรม ๖ ค�่ำ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๑๔๗ โดยเสด็จร่วมกับสมเด็จ พระเอกาทศรถไปทางเมืองฝางทัพหนึ่ง สมเด็จพระ นเรศวรยกทัพไปทางเมืองห้างหลวง ครั้นปลายเดือน ๕ ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๑๔๘ สันนิษฐานว่า พระองค์เดิน ทัพผ่านสันเขาขุนคองไปถึงเมืองแหง และพักทัพที่ บริเวณลานหน้าพระบรมธาตุแสนไห เพราะเป็นท�ำเล ที่เหมาะสมมีแม่น�้ำแตงไหลผ่าน สามารถเรียกรวม พลและสะสมเสบียงอาหารได้สะดวก ขณะพักทัพ มี การขุดบ่อน�้ำเพื่อใช้ส่วนพระองค์ และส�ำหรับช้างศึก ก่อนจะยกทัพไปทางเมืองห้างหลวง ซึ่งปัจจุบันบริเวณ ดังกล่าวมีบ่อน�้ำเก่าแก่มีน�้ำใสสะอาด ที่ชาวบ้านเรียก กันว่า “บ่อน�้ำช้าง” หลังจากตั้งค่ายหลวงที่ทุ่งแก้ว เมืองห้าง หลวงแล้ว สมเด็จพระนเรศวรทรงพระประชวรเป็น หัวระลอก (ฝี) ขึ้นที่พระพักตร์ แล้วกลายเป็นบาด ทะพิษพระอาการหนัก จึงโปรดให้ข้าหลวงรีบไปเชิญ เสด็จสมเด็จพระเอกาทศรถมาเฝ้า สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จฯ มาถึงได้ ๓ วัน สมเด็จพระนเรศวรก็เสด็จ สวรรคต เมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๘ ค�่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ตรง กับวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๑๔๘ นั่นเป็นอีกหนึ่งห้วงประวัติศาสตร์ส�ำคัญ ที่นัก ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นได้เชื่อมโยงเอาเวียงแหงไปมีส่วน เกี่ยวข้องในเรื่องราวเหล่านั้น แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เมืองแหง แต่เดิมนั้นเคยมี สถานะเป็นต�ำบล ตามเขตปกครองที่ขึ้นอยู่กับอ�ำเภอ เชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ด้วยสภาพที่แวดล้อม ด้วยผืนป่า ภูเขาล้อมรอบ และยังมีพื้นที่อยู่ติดกับ ภาพคูเมืองโบราณของเมืองแหง บ่อน�้ำช้าง สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จมายั้งทัพใกล้แม่น�้ำแตง


54 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ชายแดนไทย-พม่า การคมนาคมในสมัยก่อนห่างไกล ทุรกันดาร เป็นไปด้วยความยากล�ำบาก โดยเฉพาะถนน หนทางในหน้าฝน การเดินทางเข้าออกไม่ได้ เวียงแหง จึงเหมือนเป็นเมืองปิด ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปกครอง และการป้องกันรักษาความสงบในเขตพื้นที่ดังกล่าว กระทั่ง ปี พ.ศ.๒๕๒๔ จึงได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น กิ่งอ�ำเภอ และตั้งเป็นอ�ำเภอเวียงแหง ในปี พ.ศ.๒๕๓๖ อีกจุดหนึ่งที่ส�ำคัญของเวียงแหงก็คือ เป็นเมือง ชายแดนที่ติดกับอาณาเขตรัฐฉานของประเทศพม่า ซึ่ง แต่เดิมนั้น คนไทยและชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน พ่อค้าแม่ค้า สองฟากฝั่ง สามารถเดินทางเข้าออกไปมาหาสู่และ ค้าขาย บริเวณชายแดนไทย - พม่า ที่ด่านบ้านหลักแต่ง จนกลายเป็นเสน่ห์ของเวียงแหงในยุคนั้น พี่น้องชาว ไทใหญ่ทั้งสองฝั่ง โดยการน�ำของเจ้ากอนเจิง อดีตผู้น�ำ ไทใหญ่ ผู้ก่อตั้งกองทัพปลดปล่อยรัฐฉาน (SSIA) และ ต่อมากลายเป็นกองทัพรัฐฉาน (SSA) ได้ร่วมกันสร้างวัด ฟ้าเวียงอินทร์ขึ้นมา เพื่อเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมและจิต วิญญาณของพี่น้องชาวไทใหญ่ทั้งสองฝั่ง ต่อมา สถานการณ์บ้านเมืองในพม่ามีความ ขัดแย้งภายใน จนเกิดสงครามการสู้รบกันระหว่าง ทหารพม่ากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ รวมถึงไทใหญ่ ซึ่ง อยู่ในพื้นที่รัฐฉาน จนท�ำให้กองทัพไทใหญ่ถอยร่น ย้าย ไปตั้งฐานที่มั่นบริเวณดอยไตแลง บริเวณแนวชายแดน ด้านอ�ำเภอปางมะผ้า ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในขณะ ที่ทหารพม่าได้บุกยึดพื้นที่ประชิดจนถึงแนวเขตบริเวณ บ้านหลักแต่ง อีกทั้งยังแบ่งพื้นที่ของวัดฟ้าเวียงอินทร์ ไปครึ่งหนึ่ง และเหลือไว้ให้ฝั่งไทยครึ่งหนึ่ง จนกลาย เป็นที่มาของค�ำว่า “วัดสองแผ่นดิน” ตั้งแต่นั้นมา เวียงแหง จึงกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มี ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ และมีวัฒนธรรมชนพื้นเมือง ที่มีเอกลักษณ์งดงามอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ที่ หลายคนสนใจอยากจะไปเยือน โดยมีพื้นที่อาณาเขตของอ�ำเภอเวียงแหง นั้น ด้านทิศเหนือ ติดต่อกับรัฐฉาน ประเทศเมียนมา หรือพม่า ทิศตะวันออกและทิศใต้ ติดต่อกับอ�ำเภอ เชียงดาว และทิศตะวันตก ติดต่อกับอ�ำเภอปาย จังหวัด แม่ฮ่องสอน ปัจจุบัน อ�ำเภอเวียงแหง แบ่งเขตการ ปกครองออกเป็น ๓ ต�ำบล คือ ต�ำบลเปียงหลวง ต�ำบล วัดฟ้าเวียงอินทร์ สุดเขตชายแดนไทย-พม่า เด็กหญิงชาวไทใหญ่ใน งานปอยส่างลอง


ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 55 แสนไห และต�ำบลเมืองแหง ซึ่งมีทั้งหมด ๒๓ หมู่บ้าน ปัจจุบัน อ�ำเภอเวียงแหง มีประชากรทั้งหมดจ�ำนวน ๕๒,๐๓๐ คน ๙,๑๖๔ ครัวเรือน (ข้อมูลจากส�ำนัก ทะเบียนอ�ำเภอเวียงแหง ปี พ.ศ.๒๕๖๖) เวียงแหง คือเมืองในหุบเขา อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่ส�ำคัญ เวียงแหง ถือว่าเป็นเมืองในหุบเขาอุดมไปด้วย ทรัพยากรธรรมชาติที่ส�ำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรดิน น�้ำ ป่า อยู่สูงกว่าระดับน�้ำทะเล เฉลี่ยประมาณ ๗๕๐ เมตร โดยยอดเขาที่สูงที่สุดคือดอยปักกะลา มีความสูง เหนือระดับน�้ำทะเล ๑,๙๐๕ เมตร บนความสูงระดับนี้ จึงท�ำให้เวียงแหงมีสภาพภูมิอากาศดี มีทิวทัศน์งดงาม ตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว เราจะพบ ทะเลหมอก กับสภาพป่าอันสมบูรณ์หลากหลาย มอง เห็นดอกบัวตองและดอกนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระ เมืองไทยบานอยู่รายรอบสองข้างทาง นอกจากนั้น อ�ำเภอเวียงแหง ถือว่าเป็นเมือง ที่มีความงดงามทางชาติพันธุ์ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะถิ่น เพราะมีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่รวมกัน ทั้งคนเมือง (ไตยวน) ลีซู ลาหู่ ไทใหญ่ ปกาเกอะญอ ปะโอ และคนจีนคณะชาติ ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่กระจัดกระจายไปตามไหล่เขาและราบหุบเขา เมื่อพูดถึงอาชีพของคนเวียงแหง ส่วนใหญ่จะ ยึดอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก จากการส�ำรวจพบว่า ชาวบ้านในพื้นที่อ�ำเภอเวียงแหงนั้นผูกพันกับระบบ พ่อเฒ่าแม่เฒ่าชาวปกาเกอะญอก�ำลังท�ำหลังคาใบตองตึง ภาพโดย พลศรี ศรีโยธา แม่ค้าชาวไทใหญ่ยืนขายของ ภายในลานวัดฟ้าเวียงอินทร์ ทหาร ยืนอยู่สุดเขตชายแดน ไทย-พม่า บ้านหลักแต่ง (ภาพโดย พลศรี ศรีโยธา) ยืนอยู่เขตแนวชายแดน อีกฝั่ง หนึ่งคือฐานที่มั่นของทหารพม่า


56 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ เศรษฐกิจ โดยการท�ำเกษตรแบบดั้งเดิม ผลผลิตที่ ส�ำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวไร่ กระเทียม หอมแดง ข้าวโพด ขิง ท้อ บ๊วย กาแฟ มะม่วง เผือก พริก กะหล�่ำ ปลี รวมไปถึงการเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย หมู ไก่ เป็ด และปลา เป็นต้น นอกจากนั้น เมื่อว่างจากการท�ำการ เกษตร ชาวบ้านบางกลุ่มยังหาเวลาว่างด้วยการทอผ้า และท�ำย่าม เป็นอาชีพเสริมอีกทางหนึ่งด้วย แต่พืชเกษตรที่ขึ้นชื่อและสร้างรายได้ให้กับ ชาวบ้านในอ�ำเภอเวียงแหงมากที่สุดก็คือ ‘กระเทียม’ เฉพาะพื้นที่อ�ำเภอเวียงแหง มีการปลูกกระเทียม มากกว่า ๖,๐๐๐ ไร่ ผลผลิตปีละกว่า ๑๖,๐๐๐ ตัน หรือเป็น ๑ ใน ๓ ของกระเทียมที่ปลูกใน จังหวัดเชียงใหม่ ว่ากันว่าแต่ละปีมีมูลค่าหลายร้อย ล้านบาท พระ ดร.ฐานี ฐิตวิริโย จากส�ำนักปฏิบัติธรรม ปลีกวิเวก วัดกองลม อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ เคยบอก เล่าให้ฟังพร้อมยกตัวอย่าง เฉพาะพื้นที่ปลูกกระเทียม บ้านม่วงป๊อก ซึ่งถือว่าเป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่มีศักยภาพ ในการปลูกกระเทียมสูงมาก ว่า “มีการท�ำส�ำรวจวิจัย เรื่องการปลูกกระเทียมกันเล่นๆ ว่าในปีหนึ่ง บ้านม่วง ป๊อกท�ำไร่กระเทียมกันมากน้อยเท่าไร ปรากฏว่า บ้านม่วงป๊อก พื้นที่ ๑ ไร่ ปลูกกระเทียมได้ ๘ ถัง ขาย ผลผลิตได้ ๔,๐๐๐ กิโลกรัม เมื่อผลผลิตออกมา ขาย กิโลกรัมละ ๑๐ บาท จะขายได้ประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาท ฉะนั้น รวมปลูกกระเทียมเฉพาะบ้านม่วงป๊อก ประมาณ ๕๐๐ ไร่ ดังนั้น จะขายกระเทียมได้ทั้งหมู่บ้าน ประมาณ ๒๐ ล้านบาท นี่เฉพาะบ้านม่วงป๊อก ที่ปลูก กระเทียม โดยใช้เวลาเพียง ๑ ปี ๕ เดือน มีรายได้เข้า หมู่บ้านได้ถึง ๒๐ ล้านบาท ฉะนั้นลองค�ำนวณต่อไป สิว่า ถ้า ๑๐ ปีกี่ล้านบาท แล้วถ้าเรารวมพื้นที่ปลูก กระเทียมทั้งหมด ทั้งอ�ำเภอเวียงแหง ชาวบ้านจะมี รายได้ทั้งหมดกี่พันล้านบาท” ชาวบ้านหาปลาในล�ำน�้ำแตง เวียงแหง ในหุบเขา ชาวสวนกระเทียมเวียงแหง


ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 57 นี่เป็นหนึ่งในอาชีพเกษตรกรรมของคนเวียง แหง ที่สะท้อนความผูกพันกับดิน น�้ำ ภูเขาและผืนป่า อย่างเห็นได้ชัด ว่าคนเวียงแหงนั้น มีวิถีชีวิตที่ปกติ สุข สันติสุข ไม่ได้เดือดร้อนหรือทุกข์ใจในเรื่องวิถีชีวิต และการด�ำรงอยู่ สมกับที่หลายคนให้ค�ำนิยามว่า เวียง แหง คือเมืองในหุบเขา เมืองแห่งวัฒนธรรม เมืองแห่ง การเกษตรกรรม เมืองแห่งชีวิต! จากเมืองสงบ กลายเป็นเมืองแปลกเปลี่ยนไม่เหมือนเดิม: เมื่อจู่ๆ มีโครงการเหมืองแร่ลิกไนต์คืบคลานเข้ามา ว่ากันว่า โครงการเหมืองถ่านหินเวียงแหง ได้ เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๖ โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่ง ประเทศไทย (กฟผ.) เข้ามาท�ำการส�ำรวจแหล่งถ่านหิน เวียงแหงเป็นครั้งแรก จากนั้น มีการด�ำเนินการส�ำรวจ อย่างเงียบๆ โดยที่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน ว่าจะเกิดผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน หรือไม่!? ทั้งๆ ที่พื้นที่ตั้งโครงการเหมือง ครอบคลุม พื้นที่ ๘ หมู่บ้าน ในเขตพื้นที่ ๓ ต�ำบล อีกทั้งพื้นที่ ของโครงการบางส่วนยังอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ บางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติและป่าลุ่มน�้ำฝาง และเส้นทางขนส่งหน้าดินและถ่านหินลิกไนต์บางช่วง อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ ที่ส�ำคัญก็คือ พื้นที่ตั้งโครงการเหมืองถ่านหิน อยู่ห่างจากตัวอ�ำเภอเวียงแหงเพียง ๗ กิโลเมตร และ มีชุมชนที่ผู้คนอาศัยอยู่ล้อมรอบ ซึ่งเป็นจุดเปราะบาง มาก เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงทราบข่าว จึงเกิดการ ตื่นตระหนกกับความแปลกเปลี่ยนที่จะเข้ามาในวิถีชีวิต จากนั้น ชาวบ้านจึงพยายามค้นหาข้อมูล จึง รู้ว่า การด�ำเนินการท�ำเหมืองแร่ถ่านหินเวียงแหง จะ ใช้วิธีท�ำเหมืองเปิด โดยการขุดเปิดเปลือกดิน แล้ว ขนดินไปยังที่ทิ้งในที่ก�ำหนดไว้ แล้วจึงขุดตักถ่านหิน ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งผลการศึกษาทางธรณีวิทยาพบว่า แหล่งถ่านหินที่เวียงแหง มีปริมาณส�ำรองรวมกันทั้ง สิ้น ประมาณ ๑๓๙ ล้านตัน มีปริมาณส�ำรองที่คุ้มทุน ประมาณ ๑๕ ล้านตัน ว่ากันว่า ถ่านหินที่เวียงแหงมีคุณภาพดีกว่าที่ เหมืองแม่เมาะ จังหวัดล�ำปางด้วยซ�้ำ คือเป็นถ่านหิน ประเภท Lignite และ Subbituminous คนเวียงแหง คัดค้านโครงการเหมืองถ่านหินลิกไนต์


58 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ นอกจากนั้น มีการกล่าวถึงเอกสารลับของ กฟผ. ที่รายงานอีกว่า ในพื้นที่เปิดเหมืองถ่านหินเวียง แหงนั้น เมื่อมีการเจาะลึกลงไปประมาณ ๘๐๐-๒,๔๐๐ เมตร มีก๊าซธรรมชาติอยู่ใต้ชั้นฐานลึกอยู่จ�ำนวนหลาย ล้านลูกบาศก์ฟุต และในโครงการศึกษาเพื่อจัดท�ำ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเหนือตอนบน ระบุ ว่า มีแผนการจะจัดตั้งโรงงานผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจาก ลิกไนต์เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อขายให้กับโรงงาน อุตสาหกรรมและใช้ในครัวเรือน นั่นคือเหตุผลที่ทาง กฟผ. และรัฐพยายามดึงดัน ให้มีเหมืองถ่านหินลิกไนต์ที่เวียงแหง และท�ำให้คนเวียง แหงต้องออกมาคัดค้านกันอย่างหนักและต่อเนื่องนับ ตั้งแต่นั้นมา... “เฮาบ่อยากล้มป่วยล้มตายเหมือนชาวบ้านที่ แม่เมาะ หากใครไปเห็นชาวบ้านที่นั่น พวกเขาทรมาน และน่าสงสารมาก…” หญิงวัยกลางคน พูดออกมาด้วย สีหน้าเคร่งเครียด “ขนาดชาวบ้านได้ส�ำรวจความคิดเห็นกันแล้ว ว่า ๙๕% ชาวบ้านคัดค้านไม่เห็นด้วย ไม่ให้สร้างเหมือง ที่เวียงแหง แล้วท�ำไมถึงดึงดันจะสร้าง ท�ำไมไม่ฟังเสียง ของชาวบ้านกันบ้าง…” แกนน�ำชาวบ้านคนหนึ่ง เอ่ย ออกมาด้วยความรู้สึกไม่เข้าใจในกระบวนการของรัฐ หากใครมีโอกาสมาเยือนเวียงแหง ก็จะพบว่า เวียงแหง เป็นอ�ำเภอเล็กๆ ตั้งอยู่ในหุบเขาคล้ายแอ่ง กระทะ โดยมีภูเขาสูงโอบล้อมรอบ อากาศจึงหนาว เย็นเกือบตลอดทั้งปี หน้าหนาวหมอกขาวปกคลุมเมือง ทั้งเมืองจนถึงเที่ยงวัน อากาศปิดเช่นนี้ท�ำให้กระแสลม หมุนวนอยู่ที่เดิมอยู่อย่างนั้น แน่นอน ท�ำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตและสงสัย กันว่า หากเกิดเหมืองลิกไนต์ขึ้นที่นั่น วิถีชีวิตของคน เวียงแหง เมืองในหมอก (ภาพโดย พลศรี ศรีโยธา)


ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 59 เวียงแหงจะเป็นเช่นไร!? หมอกขาวนวลตามธรรมชาติ ของเมืองในหุบเขานั้น อาจถูกปกคลุมด้วยหมอกควัน ที่เต็มไปด้วยมลพิษของเหมืองแร่ลิกไนต์แทนก็เป็นได้?! ด้วยความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ท�ำให้ ชาวบ้านในอ�ำเภอเวียงแหง ลุกขึ้นมาร่วมกันต่อสู้ คัดค้านโครงการสร้างเหมืองแร่ลิกไนต์เวียงแหงกันมา อย่างยาวนานหลายสิบปี จนท�ำให้ทาง กฟผ.ยอมถอย ชะลอโครงการนี้ไป ชุมชน ชาวบ้าน หันมาทบทวน ปกป้องฐานทรัพยากร และเฝ้าหาหนทางของความอยู่รอด เพื่อวิถีชีวิตที่ยั่งยืน จากประสบการณ์ การเคลื่อนไหวต่อสู้ที่ผ่านมา จึงท�ำให้คนเวียงแหงตระหนักรู้ และได้สรุปบทเรียนกัน ว่า ท�ำอย่างไร จึงจะปกป้องรักษาฐานทรัพยากรดิน น�้ำ ป่า ให้ด�ำรงคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน และท�ำอย่างไร จึงจะท�ำให้คนเวียงแหงนั้นมี สุขภาพดี มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และชุมชน มีวิถีชีวิตที่ดีมี คุณค่า นายอิสรภาพ คารมณ์กุล เครือข่ายทรัพยากร ลุ่มน�้ำแม่แตงตอนบน และสมาชิกกลุ่มเกษตรและป่า เพื่อการท่องเที่ยวอ�ำเภอเวียงแหง เปิดเผยว่า ที่ผ่าน มา มันเป็นความต่อเนื่องของการท�ำงานร่วมกัน หลัง จากที่เรามีการต่อสู้เรื่องเหมืองแร่กันมายาวนาน เรา ก็ได้มีการปรับวิธีคิด วิธีการท�ำงาน แสวงหาแนวร่วม สงวนจุดต่าง เพราะจะไปคัดค้านเคลื่อนไหวเหมือนเมื่อ ก่อนก็คงไม่ได้แล้ว ก็มาปรับเปลี่ยนเป็นการท�ำงานแบบ มีส่วนร่วมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน ผู้น�ำ องค์กร ท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ “ยกตัวอย่าง เรื่องการจัดการที่ดิน การจัดการ ป่าโดยชุมชนที่เราท�ำกันอยู่นี้ หลังจากที่มีการขึ้น ทะเบียนประวัติ ท�ำการรังวัดแนวเขต กันพื้นที่ท�ำกิน ออกจากแนวเขตป่าชัดเจน ชาวบ้านสามารถท�ำกินใน พื้นที่ของตนเองได้ แต่ต้องไม่มีการขยายเพิ่มเข้าไปใน พื้นที่ป่า ท�ำให้ชาวบ้านมีอิสระในการท�ำมาหากินใน พื้นที่ของตนเอง ไม่ต้องวิตกกังวลว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะ เข้ามาจับกุม ท�ำให้ความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ดีขึ้น มีข้อตกลงร่วมกัน อีกทั้งท�ำให้ชาว บ้านได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเรื่องไฟป่าหมอก ควันกันอีกด้วย เราเชิญชวนชาวบ้านมาช่วยกันอนุรักษ์ ดูแลรักษาป่า โดยได้เสนอให้ปรับพื้นที่ท�ำกิน มาเป็น แปลงเกษตร ปลูกไม้ผล ซึ่งชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ ในพื้นที่ตนเอง แล้วยังช่วยเป็นแนวกันชนกับพื้นที่ป่า และช่วยป้องกันไฟป่าไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะว่า ชาวบ้านต่างก็ระวังไฟตามพื้นที่แปลงของตนเองอยู่ แล้ว ท�ำให้ไฟไม่ไหม้ในพื้นที่ท�ำการเกษตร ก็เป็นผลดี ต่อคนเวียงแหง” นายอิสรภาพ คารมณ์กุล


60 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ต่อยอดวิถีคนกับป่าเพื่อความยั่งยืน สร้าง “กลุ่มเกษตรและป่าสู่การท่องเที่ยวโดยชุมชน” แน่นอนว่า ความฝันที่ทุกคนอยากเห็น ได้น�ำ มาสู่ความจริงในวันนี้ เมื่อเครือข่ายทรัพยากรลุ่มน�้ำ แม่แตงตอนบน ภาคีความร่วมมือการจัดการร่วมมา สู่แนวทางการพัฒนาพื้นที่เกษตรให้เป็นเกษตรผสม ผสาน วนเกษตร เกษตรพอเพียงและเป้าหมายปลาย ทางนั้นคือ วิถีเกษตรอินทรีย์ ในขณะที่พื้นที่ป่า “ป่า ชุมชน” ก็ได้มีการพัฒนาให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ แหล่งเรียน รู้ของเยาวชนและชุมชน อีกทั้งน�ำไปสู่การท่องเที่ยวเชิง นิเวศที่ยั่งยืน ปัจจุบัน ได้มีการรวมตัวกันในชื่อ “กลุ่ม เกษตรและป่าสู่การท่องเที่ยวโดยชุมชน อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่” เป็นการเริ่มต้นโดยกลุ่มเล็กๆ น�ำร่องแปลง ตัวอย่าง จ�ำนวน ๘ พื้นที่เกษตร กับ ๑ ป่าชุมชน และ พื้นที่ขยายอีก ๓ แปลงเกษตร ที่ได้ปรับระบบการผลิต ของตนเอง เมื่อเกิดพื้นที่เรียนรู้ ชุมชนเริ่มเข้าไปจัดการ ปลูกกล้วย สร้างตาน�้ำ ปลูกไม้แนวกันชนพื้นที่ป่า ท�ำ เสวียนในป่า ลดเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า น�ำเศษใบไม้มา ท�ำปุ๋ยหมัก และสร้างระบบการตลาดภายในที่จะท�ำให้ คนในอ�ำเภอเวียงแหงมีสุขภาพที่ดี อย่างน้อยได้กินพืช ผักปลอดภัย ปลอดสารพิษ และผักอินทรีย์ อาทิตย์ละ ๑ ครั้ง ผ่านรูปแบบตลาดที่เรียกว่า “ถนนสีเขียว” ที่ มีแผนจะด�ำเนินการต่อเนื่องไปสู่เป้าหมายร่วมกัน ให้ เป็น “เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว เมืองแห่งการอนุรักษ์ อ�ำเภอ เวียงแหง” ร้อยตรีกมล ปู่หลู่ ประธานกลุ่มเกษตรและ ป่าสู่การท่องเที่ยวโดยชุมชน อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ และเจ้าของห้วยเมี่ยงโมเดล ปู่หลู่ฟาร์ม บอกเล่าให้ ฟังว่า “ผมตัดสินใจลาออกจากราชการ เป้าหมายของ ผม ก็คือกลับมาบ้านเกิดที่บ้านแม่หาด เริ่มต้นที่ป่าเมี่ยง เก่าแก่ของพ่อ แล้วขอเปลี่ยนทุ่งนาเป็นฟาร์มปลูกผัก อินทรีย์ เราตั้งใจปลูกผัก เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ทุกอย่างออร์แกนิกล้วนๆ เอาไว้กินในครอบครัว และ ให้กับพี่น้องในชุมชนบ้านเกิดได้กินอาหารที่ปลอดภัย จริงๆ เป็นการสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยให้กับชุมชน และขยายไปยังชุมชนใกล้เคียง และน�ำไปจ�ำหน่ายใน กาดสีเขียวที่บ้านป่าไผ่ เมืองแหง ซึ่งตอนนี้ ผลผลิตยัง ไม่เพียงพอต่อกลุ่มเป้าหมายเลย” ประธานกลุ่มเกษตรและป่าเพื่อการท่องเที่ยว อ�ำเภอเวียงแหง อธิบายให้เข้าใจว่า ถ้าเราศึกษาเรื่อง การท�ำเกษตรอินทรีย์ จะรู้ว่าในบทหนึ่งจะระบุไว้ ชัดเจนเลยว่า เกษตรอินทรีย์จะห้ามเผาตอซัง ห้ามเผา


ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 61 เศษวัชพืชทุกชนิด ดังนั้น ถ้าเราหันมาท�ำเกษตรอินทรีย์ กันทั้งหมด หรือว่ามีชาวบ้านมาท�ำเกษตรอินทรีย์สัก ครึ่งหนึ่งของอ�ำเภอเวียงแหง เรื่องไฟป่าหมอกควันที่ เราเผชิญกันอยู่ในขณะนี้ เราก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลกัน แล้ว เพราะว่าการท�ำเกษตรอินทรีย์ในทุกพื้นที่ จะ ช่วยป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหาเรื่องหมอกควันไฟป่า ได้ เพราะเราไม่เผาเลย เศษผักเศษหญ้าทุกอย่างเรา เอามาท�ำปุ๋ยหมักหมดเลย “การที่เรารวมกลุ่มกัน เรียกว่า กลุ่มเกษตรและ ป่าเพื่อการท่องเที่ยวอ�ำเภอเวียงแหง ซึ่งตอนนี้ก็มีอยู่ ทั้งหมด ๙ รายด้วยกัน ก็ได้เข้าไปหนุนเสริมและสร้าง แรงบันดาลใจให้กับคนเวียงแหง ได้หันมาสนใจเรื่อง เกษตรอินทรีย์ และช่วยกันลดเลิกละในการเผาและ การใช้สารเคมีในการเกษตร ก็ได้ผลพอสมควร ถือว่า เป็นเครือข่ายองค์กรที่พอมีชื่อเสียงท�ำให้คนรู้จักกัน ในระดับหนึ่ง” ประธานกลุ่มเกษตรและป่าฯ ยังบอกอีกว่า ในส่วนการท�ำงานของกลุ่มเกษตรและป่าเพื่อการ ท่องเที่ยวอ�ำเภอเวียงแหง ส่วนใหญ่จะไปในแนวทาง เดียวกัน ไม่มีปัญหาในจุดนี้ แต่ตอนนี้ เรายังผลิตอาหาร เกษตรอินทรีย์ไม่เพียงพอต่อความต้องการ “ดังนั้น เราจึงอยากขยายแนวร่วมออกไปอีก ให้มากกว่านี้ โดยการน�ำผลงานที่เราได้ลงมือท�ำแล้ว ประสบความส�ำเร็จ ไปน�ำเสนอผ่านสื่อต่างๆ ให้คนได้ รู้ได้เห็น สร้างแรงบันดาลใจ แล้วมาเข้าร่วมกลุ่ม หรือ ถ้าไม่เข้าร่วมกลุ่ม แต่กลับไปท�ำเองที่บ้านของตัวเอง ก็ได้ บางคน อาจรู้สึกอาย ที่เมื่อก่อนเคยมองว่า ท�ำ เกษตรอินทรีย์แล้วเอาอะไรกิน สู้ปลูกข้าวโพดดีกว่า ปี หนึ่งได้เงินเป็นแสนๆ แต่พอเอาเข้าจริง ไปต่อไม่ไหว มี แต่ต้นทุน เป็นหนี้เป็นสินกัน ก็เริ่มปรับเปลี่ยน ลดพื้นที่ การปลูกข้าวโพด แล้วแบ่งพื้นที่มาท�ำเกษตรอินทรีย์กัน บ้างแล้วก็มี ทุกวันนี้ เกษตรกร ชาวบ้านในเวียงแหง ส่วนใหญ่ยังตีโจทย์ตรงนี้ไม่แตก ยังมีการเผาเศษวัสดุ ในพื้นที่ท�ำการเกษตรกันอยู่ ทั้งๆ ที่เราสามารถน�ำเอา มาเป็นปุ๋ยหมักอะไรได้หมด แม้กระทั่งหญ้า ท�ำไมต้อง ไปเกลียดชังหญ้า ต้องพ่นยาฆ่าหญ้า ท�ำไมไม่มองว่า หญ้าก็มีประโยชน์ ช่วยคลุมดินให้เรา หรือตัดเอามาท�ำ ปุ๋ยหมักได้หมด รวมไปถึง การไปพ่นยาฆ่าแมลง มองว่า เป็นศัตรูพืช ทั้งๆ ที่มีแมลงหลายตัวที่มีประโยชน์คอย ก�ำจัดศัตรูพืชบางตัว พอถูกยาก็ตายไปหมดเลย รวมไป ถึงสัตว์ที่เป็นอาหารให้เรา อย่าง ปู ปลา กบเขียดอะไร ก็ตายไปหมด ก็เพราะว่าชาวบ้านหลายคนยังไม่มองกัน ตรงนี้ จะคิดถึงตัวเงินมากเกินไป” ร้อยตรีกมล ปู่หลู่


62 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ วิกฤตโควิด-๑๙ ท�ำให้คนเวียงแหงหันมาใส่ใจสุขภาพ ปลูกผักอินทรีย์ สร้างตลาดสีเขียว จ�ำหน่ายอาหารปลอดภัย จากวิกฤตโควิด-๑๙ ในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ท�ำให้คนเวียงแหงเริ่มตระหนักเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น ในขณะเดียวกัน หลายคนมาสนใจเรื่อง “ผักพื้นบ้าน อาหารเป็นยา” กันมากขึ้น จนมีการรวมกลุ่มกัน ปลูก ผักอินทรีย์ ปลูกผักปลอดภัย แล้วสร้างตลาดสีเขียว ขึ้น มาเพื่อจ�ำหน่ายให้กับชาวบ้าน คนที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ โดยทุกวันที่ ๕ ของเดือน จะมีการรวมกลุ่มของ เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) เครือข่ายทรัพยากรลุ่ม น�้ำแม่แตงตอนบน อ�ำเภอเวียงแหง และสมาชิกกลุ่ม เกษตรและป่าเพื่อการท่องเที่ยวอ�ำเภอเวียงแหง จะน�ำ พืชผักอินทรีย์ ผักปลอดสาร อาหารปลอดภัย ผลผลิต จากฟาร์มของตนเองมาวางจ�ำหน่ายในตลาดสีเขียว หรือถนนสีเขียว บริเวณบ้านป่าไผ่ ใกล้ๆ โรงพยาบาล เวียงแหง โดยมีลูกค้าที่เป็นทั้ง ข้าราชการ ประชาชน และนักท่องเที่ยวแวะเวียนกันเข้ามาเลือกชมเลือกซื้อ ผักอินทรีย์ ผักพื้นบ้าน อาหารปลอดภัยกันอย่างคึกคัก “จากการสังเกต หลังจากเราเริ่มมีตลาดสี เขียว ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่รักสุขภาพ เช่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุข โรงพยาบาล ข้าราชการ ครูใน โรงเรียน รวมไปถึงชาวบ้าน ที่เป็นลูกหลานคนเวียง แหง ที่เคยเห็นพ่อแม่ท�ำสวน พ่นสารเคมี แล้วป่วย เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไปตรวจแล้วเกิดสารพิษตกค้าง ป่วยเป็นโรคไต มะเร็ง เหล่านี้ ก็จะเริ่มหันมาสนใจรัก สุขภาพกันมากขึ้น ประเมินได้ว่า ตลาดสีเขียว ที่ก�ำลัง ท�ำกันอยู่นี้ ถือว่ามีกระแสตอบรับที่ดีมาก ปัญหาตอน นี้คือ เครือข่ายของเรายังมีน้อย ไม่เพียงพอต่อผู้บริโภค เพราะปกติ ก็จ�ำหน่ายในชุมชนทุกวัน เหลือไว้แปลง สองแปลง เอาไว้เก็บมาวางขายที่ตลาดสีเขียว ซึ่งยัง ไม่เพียงพอ” เจ้าของ ห้วยเมี่ยงโมเดล ปู่หลู่ฟาร์ม บอก เล่าให้ฟัง หลายคนมักตั้งค�ำถามกันบ่อยครั้งว่า การปลูก ผักอินทรีย์จะมีตลาดรองรับหรือ? จะไปรอดหรือ? “ทุกวันนี้ ผมเองไม่เคยคิดหรือวิตกกังวลเลย ว่า ปลูกผักแล้วจะได้ขายมั้ย จะมีตลาดรองรับหรือ เปล่า คิดอยู่อย่างเดียว คือ ท�ำอย่างไรถึงจะมีคนเข้า มาร่วมเครือข่าย มาช่วยกันปลูกผักอินทรีย์ ให้พอเพียง ส�ำหรับลูกค้าสายรักสุขภาพของเรา ยกตัวอย่าง ลูกค้า เฉพาะโรงพยาบาลแห่งเดียว ที่ต้องการผักอินทรีย์ ไป ท�ำอาหารกลางวันในโรงพยาบาลก็ยังไม่พอเลย ขนาด ผมแค่ปลูกผักส่งให้เฉพาะโรงเรียนแห่งเดียว ก็ไม่พอ ไม่ไหวแล้ว แต่นี่ มีกลุ่มลูกค้า กลุ่มเป้าหมาย ทั้งหมด ๑๒ โรงเรียน กับอีก ๑ โรงพยาบาล ที่ยังต้องการพืช ผักอินทรีย์กันอีกเป็นจ�ำนวนมาก ซึ่งเขารับซื้อหมด เพราะว่าทุกวันนี้ เรายังขายในราคาพอๆ กับพืชผักตาม


ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 63 ตลาดทั่วไป ยกตัวอย่าง ผมขายกะหล�่ำอินทรีย์ กิโลละ ๓๐ บาท เท่ากับราคากะหล�่ำทั่วไปที่ใส่สารเคมี แล้ว ให้ลูกค้าเขาเลือกว่าจะซื้อที่ไหนดี ซึ่งบางทีกะหล�่ำใน ตลาดทั่วไป ราคาอาจบวกแพงขึ้นไปอีกด้วยซ�้ำ เพราะ แม่ค้าต้องลงไปรับซื้อจากในเมือง ขนขึ้นมาขายที่เวียง แหงอีกที ซึ่งผมรู้สึกหดหู่มาก แต่ราคาพืชผักอินทรีย์ บางครั้งอาจมีราคาสูงกว่าไปบ้างก็ยังได้ เนื่องจากมัน เป็นผักที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และถือว่าเป็นราคาความ ใส่ใจ เพราะบางครั้งดึกดื่นค่อนคืน ตีหนึ่ง เราตั้งนาฬิกา ปลุกเอาไว้ ต้องตื่นไปดูพืชผักว่ามีความเปลี่ยนแปลง อย่างไรบ้าง ซึ่งเราใส่ใจกันอย่างนี้ กว่าจะได้พืชผักที่มี คุณภาพสมค่ากับราคาจริงๆ” ร้อยตรีกมล ปู่หลู่ กล่าว เช่นเดียวกับ นายอิสรภาพ คารมณ์กุล เจ้าของ อิสรภาพฟาร์ม ที่เปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มา ปลูกพืชผสมผสาน ปลูกผักอินทรีย์ในสวนหลังบ้าน อีกทั้งยังมีการศึกษาเรียนรู้เพาะเลี้ยงไส้เดือน จนกลาย เป็นปุ๋ยไส้เดือนอิสรภาพฟาร์ม ออกจ�ำหน่ายให้กับ เกษตรกรที่ปลูกผักอินทรีย์ รวมไปถึงหน่วยงานองค์กร ของรัฐที่เป็นลูกค้าสั่งซื้อปุ๋ยไส้เดือนครั้งหนึ่งเป็นจ�ำนวน มาก เล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ คนเวียงแหงเริ่มให้ความส�ำคัญ เรื่องผักอินทรีย์กันมากขึ้น ก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนกันไป “เป้าหมายต่อไป เรามองไปถึงการขยาย พื้นที่แนวร่วมในการท�ำเกษตรอินทรีย์ มีการรับรอง มาตรฐาน เพื่อจะน�ำไปสู่ตลาดที่มีความมั่นคงมั่นใจ ของผู้บริโภคต่อไป โดยวางแผนกันไว้ว่า ต่อไปนักท่อง เที่ยวที่มาเยือนเวียงแหง มาพักตามโฮมสเตย์ ฟาร์ม สเตย์ต่างๆ ได้ทานอาหารปลอดภัยจากเรา รวมไปถึง การสร้างข้อตกลงกับโรงแรมและที่พักต่างๆ ในเวียง แหง รวมถึงโรงเรียน โรงพยาบาล รวมทั้งเทศบาล และ อบต.ที่ทางเครือข่ายจะร่วมกันผลิตอาหารปลอดภัย ผักอินทรีย์ ป้อนให้กับองค์กรเหล่านี้ต่อไป” ปัจจุบัน ผู้คนในอ�ำเภอเวียงแหงและสังคมข้าง ล่าง เริ่มให้ความสนใจ ผลผลิตและกิจกรรมของกลุ่ม เกษตรและป่าสู่การท่องเที่ยวโดยชุมชน อ�ำเภอเวียง แหง กันมากขึ้น นอกจากจะจัดจ�ำหน่ายสินค้าในตลาด สีเขียวแล้ว ทางกลุ่มฯ ยังได้น�ำผลผลิต สินค้า เกษตร อินทรีย์ อย่างเช่น ชาอินทรีย์ กระเจี๊ยบแดงอินทรีย์ (ห้วยเมี่ยงโมเดล) กาแฟอากิปุ น�้ำมันงา (งาใบบุญ) มูลไส้เดือน และไส้อั่ว (อิสรภาพฟาร์ม) อาโวคาโด (ประสิทธิ์ฟาร์ม) ไปจัดแสดงจัดจ�ำหน่ายในงานแสดง สินค้าที่กรุงเทพฯ มาแล้วด้วย ขณะที่ในพื้นที่ต�ำบลเปียงหลวง และต�ำบลแสน ไห ก็มีการสร้างพื้นที่ กาดแลง ส�ำหรับจ�ำหน่ายผัก อินทรีย์ พืชผักพื้นบ้านกันด้วยเช่นกัน นายธนกร วงศ์ษาวิชัย ผู้ใหญ่บ้าน บ้าน มหาธาตุ แกนน�ำผู้ริเริ่มก่อตั้ง “กาดแลงแสนไห” เล่าว่า เริ่มจากการไปเห็นเครือข่าย ทสม. เครือข่ายทรัพยากร ลุ่มน�้ำแม่แตงตอนบน อ�ำเภอเวียงแหง และสมาชิก กลุ่มเกษตรและป่าเพื่อการท่องเที่ยวอ�ำเภอเวียงแหง รวมกลุ่มกันเป็นตลาดอินทรีย์ ถนนสีเขียว ขึ้นที่ต�ำบล นายธนกร วงศ์ษาวิชัย


64 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ เมืองแหง แล้วไปเห็นทางต�ำบลเปียงหลวงก็ท�ำตลาดสี เขียวกัน จึงอยากจะท�ำตลาดชุมชน หรือกาดแลงแสน ไหขึ้นมา ซึ่งในพื้นที่ของเรามีจุดเด่นตรงนี้ก็คือ ท�ำเล ที่ตั้ง เพราะอยู่ในพื้นที่ด้านหน้าของพระธาตุแสนไห แล้วยังอยู่ติดกับล�ำน�้ำแตงด้วย ตอนเริ่มต้น ก็ได้เชิญ ผู้น�ำท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นนายก อบต. ก�ำนัน ผู้ใหญ่ บ้าน สท. มานั่งคุยกัน แล้วตกลงร่วมกัน จนกลายมา เป็น กาดแลงแสนไห “ทุกวันอาทิตย์ จะมีพี่น้องชาวบ้านในพื้นที่ ต�ำบลแสนไหและพื้นที่ใกล้เคียง น�ำสินค้าทางการ เกษตร พืชผักพื้นบ้านที่อยู่ตามไร่ตามสวน มาวางขาย ให้กับชาวบ้านที่สนใจ รวมถึง นักท่องเที่ยวที่เดินทาง ไปมา โดยจะเปิดบริการทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ช่วงบ่าย ไปจนถึงช่วงเย็น ซึ่งพืชผักที่ชาวบ้านเอามาขาย จะมี ทั้งผักที่ปลูกตามไร่ตามสวน รวมถึงผักที่ขึ้นเองตาม ธรรมชาติตามไร่ตามป่า ไม่ว่าจะเป็นผักกูด ผักหวาน ผักแซ่ว ต�ำลึง ผักฮี้ ผักเชียงดา หน่อไม้ มีผักที่ขึ้นตาม ฤดู อย่างผักส้มปี้ ผักเฮือด ที่ขึ้นตามหัวไร่ปลายนา ซึ่ง ได้กระแสตอบรับดีขึ้นๆ ชาวบ้านก็ได้มีรายได้ ในขณะ ที่พื้นที่ตรงนี้ก็ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ได้ ด้วย เพราะตั้งอยู่ใกล้พระธาตุแสนไห คู่บ้านคู่เมือง เวียงแหง และอยู่ติดกับล�ำน�้ำแตงด้วย ก็ก�ำลังวางแผน กับชาวบ้าน จะช่วยกันท�ำซุ้มไม้ไผ่ไว้นั่งผ่อนคลายกันที่ แม่น�้ำด้วย ที่ผ่านมา เราก็มีการประกวดการแข่งท�ำลาบ พื้นเมืองกันด้วย และเชิญนักร้องไทใหญ่ เด็กนักเรียน มัธยม เวียงแหงวิทยาคม มาร้องเพลงขับกล่อมด้วย ก็ กลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ร่วมกันได้” เรียนรู้ ค่อยๆ เติบโต ต่อยอดจาก “ตลาดสีเขียว” น�ำไปสู่ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ยั่งยืน เมื่อพูดถึงการท่องเที่ยวของอ�ำเภอเวียงแหง จริงๆ ก่อนหน้านั้น ก็เคยมีการรวมกลุ่มกันท�ำเป็น ชมรมการท่องเที่ยวอ�ำเภอเวียงแหง ขึ้นมาแล้ว แต่ก็ เงียบหายไป


ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 65 “อาจจะเป็นเพราะหลายสาเหตุปัจจัยจึงท�ำให้ ชะงักหายไป แต่ทุกวันนี้ ก็เริ่มมีนักท่องเที่ยว มีคนมา เที่ยวเวียงแหงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการจะสร้างกระแสให้ เวียงแหงเป็นเมืองท่องเที่ยว ก็จะต้องมีคนกล้าลงมือ ท�ำให้เห็นเสียก่อน เหมือนอย่างที่เราท�ำตลาดอินทรีย์ กาดสีเขียวนี้ก็เหมือนกัน คือต้องลงมือท�ำกันก่อน จะ มีคนมาแอ่วมาซื้อหรือไม่ก็ค่อยเป็นค่อยไป หลายฝ่าย ช่วยสนับสนุนกันไป” นางเฉลิมชัย โปธา ผู้ใหญ่บ้าน บ้านป่าไผ่ บอกเล่า “แต่ก็กลัวเหมือนกันนะเรื่องการท่องเที่ยว กลัวจะเป็นเหมือนเมืองปาย เหมือนเมืองคอง เพราะ ได้ข่าวว่าตอนนี้ชุมชนดั้งเดิมเริ่มจะอยู่กันไม่ได้แล้วนะ เริ่มเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิมแล้ว ซึ่งผลกระทบนั้น จะเริ่มเหมือนที่อ�ำเภอปาย ที่คนท้องถิ่นอยู่ไม่ได้ มีแต่ คนนอกเข้าไปอยู่แทน ซึ่งประเด็นนี้ คนเวียงแหงก�ำลัง เฝ้าระวังกันอยู่ ไม่อยากให้เป็นเหมือนปาย หรือเมือง คอง เพราะผมมีญาติอยู่ที่นั่น รู้มาว่าตอนนี้คนเมือง คองเริ่มมีชีวิตไม่มีความสุขกันแล้ว จะมีปัญหาเรื่อง เสียงของรถที่เดินทางเข้าออก รวมไปถึงเรื่องอุบัติเหตุ และอีกอย่างหนึ่งที่เราไปเห็นเมืองคองในตอนนี้ จาก เดิม เวลาเราเดินทางไปแอ่วหาญาติพี่น้องที่เมืองคอง เราสามารถไปหาปูหาปลาในล�ำน�้ำแตงกันได้ แล้วก็ไป นอนพักบ้านชาวบ้านหลังใดก็ได้ เป็นเครือญาติเป็นพี่ เป็นน้องกันหมด ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว จะต้องไปนอน พักโฮมสเตย์กัน ทุกอย่างเริ่มเป็นธุรกิจ เป็นเงินเป็น ทองกันไปหมด วิถีชุมชนเริ่มไม่เหมือนเดิมแล้ว” นาย บุญ ปู่หลู่ ผู้ใหญ่บ้านแม่หาด กล่าว ผู้ใหญ่บ้านแม่หาด เสริมอีกว่า “อย่างพื้นที่ ห้วยเมี่ยงโมเดล ปู่หลู่ฟาร์ม ของหมวดกมล ถ้าจะท�ำ เป็นที่พักให้นักท่องเที่ยวมาเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ ก็สามารถท�ำได้เลย เพราะตอนนี้มีแต่คนอยากไปพัก กัน ซึ่งมีคนมาเสนอกันแล้วว่า อาจเริ่มต้นให้นักท่อง เที่ยวไปพักที่เลาวู คืนหนึ่ง อีกคืนหนึ่งมาพักที่ห้วยเมี่ยง โมเดล แล้วค่อยไปพักต่อที่ดอยด�ำ ซึ่งก็มีความเป็นไป ได้ แต่ตอนนี้ชุมชนเรายังไม่พร้อม ยังไม่อยากเปิดรับ เพราะยังหวั่นๆ กลัวจะไปกระทบกับการท�ำเกษตร อินทรีย์ในพื้นที่ ยังหวั่นๆ เรื่องความเปลี่ยนแปลง กันอยู่ ” ตรงนี้ ท�ำให้เรามองเห็นว่า คนเวียงแหง ก�ำลัง ตั้งรับ และพยายามให้การท่องเที่ยวในเวียงแหงนั้น เดินช้าๆ “ยกตัวอย่าง การท�ำตลาด ถนนสีเขียวที่เรา ท�ำอยู่นี้ เราพยายามเฉพาะเจาะจง ว่าจะเน้นเกษตร


66 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ อินทรีย์ อาหารปลอดภัย จึงท�ำให้เราเดินได้ช้า อืดอาด มาก การท่องเที่ยวก็เหมือนกัน ถ้าเราท�ำให้บูมเหมือน ปาย มันก็อาจจะเกิดผลเสีย ธรรมชาติก็จะเสียหาย ซึ่ง จริงๆ เราก็เคยเล็งไว้เหมือนกัน เริ่มจากเมื่อครั้งที่เราพา ชาวบ้านไปลาดตระเวนเส้นทางไฟป่า พอมันลงตัวแล้ว เราก็มาคุยกันว่า เราน่าจะท�ำพื้นที่แถวนี้เป็นพื้นที่ท่อง เที่ยว ให้คนมาเที่ยวมาพักกันได้นะ พัฒนาเป็นแหล่ง เรียนรู้ แหล่งศึกษาธรรมชาติ เนื่องจากภายในพื้นที่ ป่ามีจุดส�ำคัญๆ อาทิเช่น ดงมะกอก ดงสมุนไพร ดง กล้วยไม้ โดยเฉพาะกระเช้าสีดา มีอยู่จ�ำนวนมาก แต่ ถ้าเราจะเอาป่านี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มันต้องท�ำอย่าง นี้นะ มันต้องมีกฎระเบียบให้ชัด ไม่ใช่ท่องเที่ยวเหมือน ที่ดอยด�ำ ใครอยากไปก็ไป ใครจะนอนก็นอน ซึ่งปัญหา ที่ตามมาที่เห็นกันก็คือ เรื่องขยะ เพราะหากไม่มีระบบ การจัดการที่ดี สุดท้ายก็จะเกิดความเสียหายตามมาได้ แน่นอน ถ้าเราต้องการการท่องเที่ยวให้มันมีชื่อเสียง โด่งดังอย่างนั้น มันก็ต้องแลกกับความสูญเสียที่จะได้ รับ ดังนั้น เครือข่ายของเราที่ก�ำลังท�ำกันอยู่นี้ เรา พยายามที่จะต้องเป็นเจ้าของพื้นที่ได้ขับเคลื่อน ซึ่งค�ำ ว่าเจ้าของพื้นที่ ก็หมายถึงชาวบ้านในอ�ำเภอเวียงแหง ไม่ใช่นายทุน เพราะถ้ามีนายทุนเข้ามาเมื่อไหร่ ก็จะ เปลี่ยนแปลงไว และมีความขัดแย้งกัน” ประธานป่า ชุมชนบ้านป่าไผ่ บอกย�้ำถึงความตั้งใจ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ ร้อยตรีกมล ปู่หลู่ ประธานกลุ่มเกษตรและป่าฯ ที่วิเคราะห์ถึงเรื่องการ ท่องเที่ยวทั่วโลกหลังโควิด-๑๙ เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า คิดว่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรนี้ จะมาแรง โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ เชื่อว่ากระแสการท่องเที่ยวแบบนี้จะมาแรง แน่ๆ แต่มันมีประเด็นอยู่ที่ว่า คุณจะท�ำการท่องเที่ยว ในเชิงไหน ถ้าจะเป็นการท่องเที่ยวโดยชุมชน จะโดย ชุมชนจริงไหม หรือมีเพียงแค่คนไม่กี่คนที่จะได้รับผล ประโยชน์ แล้วไปกระทบกับชุมชนหมู่บ้าน จนถึงขั้น รถสัญจรแน่นไปหมด จนเข้าออกหมู่บ้านไม่ได้ เหมือน ที่ม่อนแจ่ม ซึ่งนี่คือปัญหาที่อาจจะตามมาได้ “เพราะฉะนั้น เราจะต้องมาคิด มาตั้งค�ำถาม กันให้ได้ว่า การท่องเที่ยวนั้นจะช่วยสร้างรายได้ให้กับ ชุมชน หรือว่ามาสร้างปัญหาให้กับชุมชน เราจะต้อง วางระบบกันให้ดีๆ ก่อนที่จะท�ำการท่องเที่ยว ก็ต้อง มองไปถึงอนาคต ว่าท�ำแล้ว จะเกิดปัญหาอะไรตามมา บ้าง เราจะต้องหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน ไม่ใช่ลงมือท�ำ ไปแล้วมาคิดแก้ปัญหากันทีหลัง ถ้าเจอรูปแบบนี้ การ ครอบครัวนักท่องเที่ยวมาเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ภายใน ห้วยเมี่ยงโมเดล ปู่หลู่ฟาร์ม (ที่มาภาพ: ห้วยเมี่ยงโมเดล ปู่หลู่ฟาร์ม)


ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 67 ท่องเที่ยวเวียงแหง อาจจะแค่บูมปีเดียวแล้วจบเลยก็ เป็นไปได้ สมมุติถ้าเกิดเป็นกระแสขึ้นมา แล้วเกิดมี นักท่องเที่ยวเกิดอุบัติเหตุ รถตกเหว มีคนโดนปล้นชิง ฆ่า เรามีทีมดูแลเรื่องความปลอดภัยกันดีหรือยัง สิ่ง เหล่านี้ เราจะต้องมาช่วยกันคิดและวางแผนกันให้ดีๆ เพราะโดยส่วนตัวผมคิดว่า การท่องเที่ยวมันไม่ใช่แค่ คิดว่าจะสร้างรายได้ ชาวบ้านจะได้ประโยชน์นั้น ผม ไม่ค่อยเชื่อ ซึ่งจริงๆ มันอาจจะสร้างปัญหามากกว่า จะได้ประโยชน์ จะเห็นได้จากหลายๆ พื้นที่ที่จัดการ ท่องเที่ยว ถามว่า อยากท�ำมั้ย ถ้าจะท�ำการท่องเที่ยว จริงๆ ก็ต้องให้ชาวบ้านได้ประโยชน์จริงๆ โดยเราจะ ต้องมีการวางแผนในเรื่องการบริหารจัดการ ไม่ให้เกิด ปัญหาตามมา ต้องมีกฎกติกาที่ชัดเจน ยกตัวอย่าง บาง ชุมชนบางหมู่บ้านนับถือศาสนาคริสต์ เขาจะห้ามเรื่อง สุราของมึนเมา แต่ถ้ามีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มเข้าไปแล้ว ดื่มเหล้าเมายาเสียงดังในหมู่บ้าน ซึ่งย่อมท�ำให้ชาวบ้าน มีความล�ำบากใจกัน” ประธานกลุ่มเกษตรและป่าฯ บอกอีกว่า ดัง นั้น ถ้าจะท�ำการท่องเที่ยวเวียงแหงกันจริงๆ ก็ต้องมี การวางแผนจัดการกันให้ดี จะท�ำเป็นโฮมสเตย์ ก็ต้อง จัดการกันให้เหมาะสมตามสภาพก�ำลังของแต่ละบ้าน แต่ละครอบครัว ไม่ใช่ไปกู้หนี้ยืมสินมาท�ำ จนเกินก�ำลัง ของตัวเอง ท�ำซุ้ม สร้างที่พักไว้รองรับ แบบนั้นมันไม่ใช่ แนวทาง เพราะนั่นมันก็คือรีสอร์ตดีๆ นั่นเอง “แต่ถ้าจะท�ำการท่องเที่ยวในเชิงเกษตร เหมือน กับของผม ก็ไม่ได้กระทบต่อชุมชน เพราะพื้นที่ฟาร์ม ของเรานั้นอยู่นอกชุมชน ห่างจากชุมชน แล้วถ้ามี นักท่องเที่ยวเข้ามาเรียนรู้ศึกษาเรื่องเกษตรอินทรีย์ ให้อาหารหมู อาหารไก่ มาเก็บผัก ตกปลา แล้วท�ำ อาหารทานด้วยกัน เราก็จะจ�ำกัดรองรับได้ไม่เกิน ๓ ครอบครัว หรือไม่เกิน ๒๐ คน ถ้ามากกว่านี้ เราก็ไม่ ไหว ก็จะแนะน�ำส่งต่อไปยังฟาร์มอื่นๆ ที่เป็นสมาชิก เครือข่ายด้วยกัน ที่ส�ำคัญ ก่อนที่เราจะท�ำการท่อง เที่ยวแนวนี้ อันดับแรก เราต้องท�ำครอบครัวของเรา ให้มีอยู่มีกินก่อน ไม่ใช่จะมารอรับรายได้จากนักท่อง เที่ยวอย่างเดียว แบบนั้นไม่รอด แต่ถึงแม้ไม่มีนักท่อง เที่ยว เราก็อยู่ได้ มีแหล่งอาหารปลอดภัยไว้กิน เหลือ ก็น�ำไปขายข้างนอก แบบนี้เราถึงจะอยู่รอดและไป ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าจะท�ำท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือท่อง เที่ยวโดยชุมชน เราจะต้องมาตีโจทย์ ตีความหมายกัน จริงๆ การท่องเที่ยวโดยชุมชน เราจะต้องให้ชุมชนมี ส่วนร่วม ช่วยกันคิด วางแผน บริหารจัดการกันเอง และเจ้าหน้าที่รัฐจะต้องไม่ไปก้าวก่ายเข้าไปยุ่งกับชาว บ้าน แต่อาจมาแนะน�ำมาเป็นที่ปรึกษาให้ได้ แต่ต้อง ให้ชุมชนจัดการกันเอง” ในขณะที่ นายศรีทน แก้วฟั่น ก�ำนันต�ำบลเมือง แหง และประธานป่าชุมชนอ�ำเภอเวียงแหง ก็บอก เล่าให้ฟังว่า หลังจากเราจัดการเรื่องป่าชุมชน เรื่อง หมอกควันไฟป่าได้แล้ว เราก็อยากต่อยอดไปอีก เช่น การปลูกป่าเสริมขึ้นทุกปี รวมไปถึงการปลูกป่าที่ใช้ ประโยชน์และกินได้ หรือที่เรียกว่า Food Bank รวม ไปถึงการท�ำฝายกั้นน�้ำ


68 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ “และที่อยากท�ำต่อไปก็คือ อยากมุ่งเน้นไปใน การด้านการส่งเสริมพัฒนาด้านท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่ง ในพื้นที่ของเมืองแหง มีน�้ำตกห้วยละ ซึ่งยังมีความเป็น ธรรมชาติสมบูรณ์ดีอยู่ เพียงแต่อาจต้องมีการพัฒนา ถนนทางเข้าไปหาน�้ำตกได้ง่ายสะดวกมากยิ่งขึ้น รวม ไปถึงการล่องแพแม่น�้ำแตงไปที่เมืองคอง ซึ่งทุกวันนี้ก็ มีการล่องแพกันอยู่แล้ว” เช่นเดียวกับ นายอิสรภาพ คารมณ์กุล เล่า ว่า หลังจากที่เราได้จัดการเรื่องไฟป่าหมอกควัน การ จัดการเรื่องแนวเขตกันเรียบร้อยแล้ว เราก็ได้มีการ ต่อยอด ก�ำลังวางแผนต่อยอดกับกิจกรรมโครงการฯ กับกลุ่มเกษตรและป่าเพื่อการท่องเที่ยวอ�ำเภอเวียง แหง เรามองไปถึงเรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยมอง ว่า ต่อไปน่าจะมีรายได้ หลังจากที่ได้ลงทุนลงแรงใน เรื่องการท�ำแปลงเกษตรผสมผสาน มีการเลี้ยงไส้เดือน ปลูกผักอินทรีย์ ก�ำลังวางแผนเรื่องท�ำหมูหลุมอินทรีย์ ที่ผ่านมาก็ได้น�ำผักอินทรีย์ อาหารปลอดภัยที่ปลูกไป วางจ�ำหน่ายในตลาดสีเขียว ซึ่งเป็นตลาดกลางระหว่าง ผู้ผลิตกับผู้บริโภค โดยที่ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง “ซึ่งการส่งเสริมเรื่องท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรนั้น เราพยายามเชื่อมโยงกับ เด็กๆ เยาวชนในเวียงแหง ที่ผ่านมา มีการเชื่อมกับ สถานศึกษาในพื้นที่อ�ำเภอเวียงแหง ทั้งโรงเรียนประถม มัธยม และ กศน. ด้วย นอกจากนั้นยังได้เชื่อมโยงกับ ทางส�ำนักงานเกษตรอ�ำเภอเวียงแหง โดยมีการจด ทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจเพื่อการท่องเที่ยวในชุมชน ซึ่งตอนนี้ ในกลุ่ม ๘-๙ แห่ง ที่ก�ำลังวางแผนนี้กัน อยู่ ในนามของกลุ่มเกษตรและป่าเพื่อการท่องเที่ยว อ�ำเภอเวียงแหง เป้าหมายต่อไป เรามองไปถึงการขยาย พื้นที่แนวร่วมในการท�ำเกษตรอินทรีย์ มีการรับรอง มาตรฐาน เพื่อจะน�ำไปสู่ตลาดที่มีความมั่นคงมั่นใจ ของผู้บริโภคต่อไป ยกตัวอย่าง ในส่วนของหมู่บ้าน ป่าไผ่ ก็จะเน้นในเรื่องการปลูกฝังการอนุรักษ์ป่าและ สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการพัฒนาพื้นที่ป่าชุมชน เป็น พื้นที่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อย่างที่บอกไปนั่นแหละว่า ต่อไปนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเวียงแหง มาพักตามโฮม สเตย์ ฟาร์มสเตย์ต่างๆ จะต้องได้ทานอาหารปลอดภัย จากเรา รวมไปถึงการสร้างข้อตกลงกับทางโรงแรมและ ที่พักต่างๆ ในเวียงแหง รวมไปถึงโรงเรียน โรงพยาบาล รวมทั้ง เทศบาล อบต. ที่ทางเครือข่ายจะร่วมกันผลิต อาหารปลอดภัย ผักอินทรีย์ ป้อนให้กับองค์กรเหล่านี้ ต่อไปด้วย” เช่นเดียวกับที่โรงเรียนบ้านนามน ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ก็เป็นหนึ่งหน่วยงานในพื้นที่ ที่ขานรับกับแนวคิดแนวทางนี้ นางจีรนันท์ กันป้อ ผู้อ�ำนวยการโรงเรียน บ้านนามน เล่าให้ฟังว่า โรงเรียนของเรามีทั้งเด็ก เรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ไปจนถึงมัธยมต้น มีนักเรียน ๒๐๐ กว่าคน ซึ่งเป็นโรงเรียนพึ่งตนเอง มีนักเรียน กลุ่มชาติพันธุ์ ที่มาเรียนทั้งแบบไป-กลับ และนักเรียน


ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 69 ประจ�ำกินนอน ดังนั้น เราจึงเน้นในเรื่องทักษะชีวิต รู้จัก พึ่งพาตนเอง ให้เด็กได้เรียนรู้ลงมือท�ำเรื่องการจักสาน การท�ำตะกร้า รวมไปถึงการท�ำเกษตร ล่าสุด ก็มีการพา เด็กนักเรียนไปศึกษาดูงานที่ ห้วยเมี่ยงโมเดล ปู่หลู่ ฟาร์ม แล้วกลับมาท�ำเกษตรอินทรีย์กันภายในโรงเรียน ซึ่งมีทั้งปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา รวมไปถึง การปลูกดอกเก๊กฮวย ด้วย “ที่ผ่านมา นอกจากเด็กนักเรียน คุณครูจะได้ อาหารสุขภาพที่ปลูกไว้ทานกันเองแล้ว เรายังน�ำดอก เก๊กฮวยอินทรีย์ ที่ให้เด็กนักเรียนปลูกไว้ นอกจากเอา ไว้ประดับสวยงามแล้ว เรายังสามารถแปรรูปเป็นชา เก๊กฮวย ท�ำแบรนด์วางจ�ำหน่ายในพื้นที่อ�ำเภอเวียง แหงและผ่านตลาดออนไลน์อีกด้วย ท�ำให้เด็กได้เรียน รู้ทักษะชีวิต สามารถน�ำไปปรับใช้ในครอบครัวได้ต่อ ไป อีกทั้งในโรงเรียนบ้านนามน ยังได้ปลูกกระท่อม ท�ำโฮมสเตย์ เอาไว้รองรับนักท่องเที่ยวหรือผู้มาเยี่ยม เยือนได้พักผ่อน ชมวิวธรรมชาติของบ้านนามน ก็ถือ เป็นการส่งเสริมเรื่องท่องเที่ยวของอ�ำเภอเวียงแหงได้ อีกทางหนึ่งด้วย” ผลิตภัณฑ์ฝีมือนักเรียน ร.ร.บ้านนามน นางจีรนันท์ กันป้อ โฮมสเตย์ ร.ร.บ้านนามน มองเห็นทิวทัศน์ภูเขา ล�ำน�้ำ ทุ่งนา และหมู่บ้าน


70 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ นายอิสรภาพ ได้บอกอีกว่า ในส่วนของตน นั้น มิติเรื่องการท่องเที่ยวของเวียงแหง เราพยายาม จะชูเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อีกหลายกลุ่มก็จะ เน้นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรม โดยเน้นเรื่องอัตลักษณ์ท้องถิ่น และจะ พยายามปลูกฝังให้กับน้องๆ เยาวชน ได้รู้จักรากเหง้า ของตนเอง ซึ่งเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้คนเวียงแหง หากมีการท่องเที่ยวในเวียงแหงมากขึ้น ก็จะช่วยตั้ง รับและไม่เละเทะเหมือนกับเมืองปายหรือพื้นที่อื่นๆ “แน่นอน เราคงไม่อาจปฏิเสธเรื่องการท่อง เที่ยว หรือกระแสความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ แต่เรา ก็พยายามจะให้เวียงแหงนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่าง ช้าๆ ดีกว่า อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องยอมรับกับความ เปลี่ยนแปลง และอาจต้องเจอกับปัญหาหลายอย่าง ตามมา ดังนั้น ทุกฝ่ายก็ต้องหาทางตั้งรับกับมันให้ได้” ในตอนท้าย นายธนกร วงศ์ษาวิชัย ได้กล่าว สื่อสารไปยังนักท่องเที่ยว นักเดินทาง ให้เดินทางมา ท่องเที่ยว มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชุมชนคนเวียงแหงกัน “ก็ฝากเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องต่างถิ่นต่างจังหวัด ได้มาเที่ยวที่เวียงแหงกันเยอะๆ ตอนนี้ถนนหนทางมา เวียงแหง ก็ดีขึ้นเยอะแล้ว เพราะเวียงแหงมีเสน่ห์ คือ วัฒนธรรมประเพณีที่มีความหลากหลาย เช่น การร�ำนก กิ่งกะหร่า ฟ้อนโต งานปอยส่างลอง นอกจากนั้นยังมี ชนเผ่าที่หลากหลายและยังเป็นเอกลักษณ์ เช่น คนไท ใหญ่ ไตลื้อ ลีซู ลาหู่ ปะโอ คนจีน ยังมีวัฒนธรรมการ แต่งตัวที่คงเดิมไว้อยู่ ที่ส�ำคัญ ยังมีความเอื้อเฟื้อเผื่อ แผ่กัน ยังมีความเกื้อกูล แบบพริกบ้านเหนือ เกลือ บ้านใต้กันอยู่” และนี่อาจเป็นหนทางของการอยู่รอดของ คนเวียงแหง แม้ว่าสังคมโลกเริ่มเปลี่ยนไป หลังเกิด วิกฤติโควิด-๑๙ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่เหมือนเดิม สงคราม ความอดอยาก ความยากจน สุขภาพและ การสูญเสียมีมากขึ้น ในขณะที่คนเวียงแหงนั้นได้หัน กลับมาค้นหาทางออก ค้นหารากเหง้าของตน สร้าง ความมั่นคงทางอาหาร และหันมาสนใจใส่ใจเรื่อง ของสุขภาพกันมากขึ้น ในขณะที่กระแสการท่อง เที่ยวเชิงนิเวศนั้นก็อาจจะเป็นกระแส เป็นทางออก อีกทางหนึ่งได้ในอนาคต ข้อมูลประกอบ ๑. โครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ทสม.ในการจัดการปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ต�ำบลเมืองแหง อ�ำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่, เครือข่ายทสม. ต�ำบลเมืองแหง, ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ๒. โครงการสานพลังชุมชนต้นแบบในการแก้ไขปัญหาไฟป่า ฝุ่นควัน จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ต้นแบบอ�ำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่, มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคเหนือ, ๒๕๖๕ ๓. เวียงแหง : การคืบคลานของสิ่งแปลกปลอมที่ชื่อ ‘เหมืองแร่’, องอาจ เดชา, ประชาไท, ๒๒ เมษายน ๒๕๕๔ ๔. https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระนเรศวรมหาราช


71 ข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจและมีผลกระทบต่อ สังคมไทยทั้งในด้านสังคม การเมือง ศาสนา วัฒนธรรม รวมถึงการใช้ชีวิตทั้งแบบชีวิตจริงและแบบออนไลน์ใน ช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมานี้คือ การแบ่งข้างทางความ คิดและการกระท�ำแบบ “พวกเรากับพวกเขา” เช่น “พวกเขา” ผิด “พวกเรา” ถูก “พวกเขา” เลว “พวก เรา” ดี “พวกเขา” ไร้คุณค่า สมควรได้รับการลงโทษ “พวกเรา” มีคุณค่า สมควรได้รับการชื่นชม ในมุมมองของ “การสื่อสารอย่างสันติ” หรือ “การสื่อสารด้วยความกรุณา” (NVC: Nonviolent Communication, Compassionate Communication) เรียกสิ่งนี้ว่า “ภาพความเป็น ศัตรู” (Enemy Images) ซึ่งหมายถึง การตัดสิน วิจารณ์ ต�ำหนิ ต่อว่า ตีตราคนอื่น อาจเป็นในรูปแบบ ของการใช้ค�ำพูดหรือการกระท�ำที่แสดงความเกลียดชัง ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สร้างความแตกแยก หรือสร้างความร�ำคาญ เมื่อเราเห็นการกระท�ำ หรือเราได้ยินค�ำพูดของ ใครบางคน กลุ่มคน องค์กร ฯลฯ ที่กระตุ้นความโกรธ กลัว เศร้า เจ็บปวดของเรา ท�ำให้ความต้องการของเรา ไม่ได้รับการตอบสนอง เราอาจสร้างภาพความเป็นศัตรู ขึ้นในหัวสมองของเรา ภาพความเป็นศัตรูที่เกิดขึ้นในหัวสมองของเรา ต่ออีกฝ่าย ต่อกลุ่มคน ต่อองค์กรนี้ ท�ำให้เราไม่ได้มอง ปักดอกไม้ในแจกันใจ นริศ มณีขาว การเปลี่ยนภาพความเป็นศัตรู ภาพ: www.passiongen.com/wisdom/2020/27/enemy


72 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ การเปลี่ยนภาพความเป็นศัตรู (Transform Enemy images) เขาเป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึก ความต้องการ แต่เรามอง เขาว่า เขาเป็น “คนที่ท�ำร้ายฉัน” ภาพความเป็นศัตรู เกิดขึ้นเพราะความ ต้องการของฉันไม่ได้รับการตอบสนอง เช่น ความ เคารพ ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ ความเท่าเทียมกัน... เมื่อเรายึดติดภาพความเป็นศัตรู เราก็ไม่ สามารถเติมเต็มความต้องการอื่นอีกหลายอย่าง เช่น การเชื่อมความสัมพันธ์ ความเข้าอกเข้าใจ สันติในจิตใจ อิสระในการเลือก... ผลก็คือท�ำให้เรามีอารมณ์ทางลบเมื่อได้รับ ข่าวสาร หรือเมื่อท�ำงานร่วมกับอีกฝ่าย ที่ส�ำคัญคือ ภาพความเป็นศัตรูที่อยู่ในหัวสมองของเรานี้ มีผลให้ เรามีท่าทีที่แสดงออกมาทางกาย การกระท�ำ ค�ำพูดที่ ไม่ส่งเสริมต่อความรู้สึกที่ดีต่อตัวเราเอง ความสัมพันธ์ ความร่วมมือในการท�ำงานร่วมกัน และในทางตรง ข้ามพลังงานจากตัวเรา อาจกระตุ้นให้อีกฝ่ายรับรู้และ ตอบโต้เราด้วยความเป็นศัตรูกลับมาเช่นเดียวกัน ถ้าเช่นนั้น เรามีหลักคิดและกระบวนการ ฝึกฝนตนเองอย่างไรให้เราเปลี่ยนภาพความเป็นศัตรู ให้กลายเป็นความเข้าใจและท�ำงานร่วมกันได้ภาพ: thaiza.com ในสื่อสารอย่างสันติมีวิธีการฝึกฝนตนเอง เพื่อเปลี่ยนภาพความเป็นศัตรู (Transform Enemy images) ซึ่งหมายถึง การก้าวพ้นความคิดหรือความ รู้สึกไม่เป็นมิตรหรือความเป็นศัตรูกับอีกฝ่ายหนึ่ง การ เปลี่ยนภาพความเป็นศัตรูนี้เป็นการเชื่อมโยงกับความ เป็นมนุษย์ของเขา แม้เราอาจไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขา พูดหรือท�ำก็ตาม การเปลี่ยนภาพความเป็นศัตรูอาศัยหลักการ ท�ำงานภายในตัวเองก่อน ด้วยการให้ความเข้าใจ ตนเอง (Self-Empathy) ตามด้วย การให้ความเข้าใจ อีกฝ่าย (Empathy to Others) เราสามารถเข้าใจ


ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 73 อีกฝ่ายหนึ่งได้โดยเราไม่จ�ำเป็นที่จะต้องเห็นด้วยกับ สิ่งที่เขาพูดหรือท�ำ ซึ่งช่วยให้เราสามารถหาวิธีการ หรือทางเลือกที่หลากหลายเพื่อตอบความต้องการ ของเราและของอีกฝ่ายแบบส่งเสริมชีวิตกันได้ในที่สุด (Enrich Life) การเปลี่ยนภาพความเป็นศัตรูนี้ช่วยให้เรา • สามารถละวางความเจ็บปวดที่ถ่วงเราไว้ • เพิ่มความสามารถในการมองเขาเป็นมนุษย์ • เราเข้าใจและเห็นใจเขาได้มากขึ้น โดยที่เรา อาจยังคงไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูดหรือท�ำก็ได้ หลักคิดเพื่อการเปลี่ยนภาพความเป็นศัตรู ภาพ: www.facebook.com/GreenwaveOfficial ๑) แยกแยะความแตกต่างระหว่างการ “สังเกต” กับ “การประเมิน” การสังเกต คือการที่เราได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูด ด้วยหูของเรา หรือเห็นสิ่งที่อีกฝ่ายท�ำจากดวงตาของ เรา หรือผ่านประสาทสัมผัสของเราโดยปราศจากการ ประเมินใดๆ เปรียบเสมือนเราถ่ายสิ่งที่เขาพูดหรือท�ำ ด้วยกล้องวิดีโอนั่นเอง การประเมิน เกิดจากการที่เราเห็นหรือได้ยินสิ่ง ที่อีกฝ่ายท�ำหรือพูดแล้วเราแสดงความคิดเห็น ประเมิน ว่า เป็นสิ่งที่ดี ไม่ดี ใช้ได้ ใช้ไม่ได้ เปรียบเสมือนการรีวิว สินค้าที่เราซื้อมาใช้ ๒) ท�ำไมเราจึงแยกสังเกต ออกจากการ ประเมิน เพื่อเปลี่ยน “ความรับผิดชอบจากเขา” เป็น “ความรับผิดชอบของเรา” เพื่อเปลี่ยนจาก “เรามอบ อ�ำนาจให้เขา” เป็น “เรามอบอ�ำนาจให้ตัวเราเอง” ๓) เปลี่ยนจาก “เรามอบอ�ำนาจให้เขา” หมายความว่าอย่างไร? หมายถึงการเปลี่ยนจากการที่ฉันมอบอ�ำนาจ ให้ค�ำพูดหรือการกระท�ำของเขาว่า เป็นเพราะเขาพูด หรือท�ำแบบนี้จึงท�ำให้เรารู้สึกแย่ หรือท�ำให้ชีวิตของ เราล�ำบาก ตกต�่ำ


74 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติเปลี่ยนภาพความเป็นศัตรู ๔) “เรามอบอ�ำนาจคืนให้ตัวเราเอง” หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า การตระหนักรู้ว่า เราเป็นเจ้าของ ความรู้สึกของเรา เราเป็นผู้รับผิดชอบความรู้สึกและ ความต้องการของเราด้วยตนเอง ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูด หรือท�ำอะไรก็ตาม ๕) เพราะค�ำพูดหรือการกระท�ำของคนอื่น เป็นเพียง “สิ่งกระตุ้น” เพราะค�ำพูดหรือการกระท�ำจากคนที่เราให้เห็น ภาพความเป็นศัตรูนั้น เป็นเพียง “สิ่งกระตุ้น”ความ รู้สึกโกรธ กลัว เศร้า หรือเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในตัวเรา... แต่ไม่ได้เป็นสาเหตุให้เราเกิดความรู้สึกนั้น ๖) สาเหตุที่แท้จริงมาจากความต้องการของ ฉัน เนื่องจากสาเหตุที่แท้จริงของความรู้สึกโกรธ กลัว เศร้า หรือเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในตัวเรานั้นมาจาก ความต้องการของเรา ที่ไม่ได้รับการตอบสนอง เช่น ความต้องการความเคารพ การเห็นคุณค่า ความ ซื่อสัตย์ ความจริงใจ ๗) เราเป็นผู้รับผิดชอบต่อความต้องการของ เราเอง เราจึงมีอ�ำนาจในตนเอง ในการรับผิดชอบต่อ ความรู้สึกของเราโดยการหาวิธีเติมเต็มความต้องการ ที่ไม่ได้รับการตอบสนองของเรา ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติเปลี่ยนภาพความเป็นศัตรูนี้ ผู้เขียนพัฒนามาจาก Jim Manske และ Mary MacKenzie บนพื้นฐานของ Marshall Rosenberg’s theory of Nonviolent Communication การฝึกปฏิบัติ นี้มีความเรียบง่าย แต่มีผลต่อการเปลี่ยนภาพความเป็นศัตรูได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อเราปฏิบัติด้วย ความตั้งใจ และมีเพื่อนช่วยรับฟังเราอย่างใส่ใจและช่วยสะท้อนความรู้สึกและความต้องการของเรา โดยปราศจาก การแสดงความคิดเห็น วิจารณ์ เสนอแนะ หรือแนะน�ำใดๆทั้งสิ้น ภาพ: www.passiongen.com


ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 75 อย่างไรก็ตาม ท่านผู้อ่านสามารถไตร่ตรองและเขียนด้วยตนเองตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ ๑) คิดถึงเหตุการณ์ที่ฉันมีภาพความเป็นศัตรูกับใครคนหนึ่ง บอก ๑ พฤติกรรมที่ฉันรับไม่ได้ หรือรับได้ยาก …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒) อะไรคือค�ำประเมินหรือตัดสินที่ฉันมีต่อคนนี้ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓) ขอให้ฉันพูดค�ำประเมินหรือตัดสิน ๓ ครั้ง หรือจนกว่าจะชัดเจนในตัวฉัน …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔) รับรู้ความรู้สึกทางกาย และทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในตัวฉัน “ฉันรู้สึก......” …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๕) เชื่อมโยงกับความต้องการ/คุณค่าส�ำคัญของฉัน “ฉันต้องการ.....” …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………


76 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ ๖) พูดกับตัวฉันเองอย่างน้อย ๓ ครั้ง หรือจนกว่าจะชัดเจนในตัวฉันว่า ฉันรัก... ความต้องการ/คุณค่านั้นไม่ผูกติดกับใคร เช่น ฉันรักความเคารพ, ฉันรักความจริงใจ, ฉันรักความซื่อสัตย์ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๗) ฉันรู้สึกอย่างไรบ้างในกาย ในอารมณ์ของฉัน (เช่น รู้สึกสงบ เศร้า ซาบซึ้ง) อยู่กับความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตัวฉันอย่างเต็มที่ …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๘) สังเกตว่ามีอะไรที่เกิดขึ้นในใจฉัน อะไรที่ฉันอยากขอให้ตนเองท�ำ... ๑-๓ อย่างเพื่อเปลี่ยนภาพความเป็นศัตรู (ถ้ามี) …………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตัวอย่าง (จากประสบการณ์จริง) ๑) คิดถึงเหตุการณ์ที่ฉันมีภาพความเป็นศัตรูกับใครคนหนึ่ง บอก ๑ พฤติกรรมที่ฉันรับไม่ได้ หรือรับได้ยากคือ เขาพูดถึงเร ื่ องของฉันกับคนอ ื่นในทางลบ และมีคนท ี่ ฉันไว้วางใจได้มาเล่าให้ฉันฟัง ๒) อะไรคือค�ำประเมินหรือตัดสินท ี่ ฉันมีต่อคนน ี้ เขาเป็นคนไม่จริงใจ ไม่ซ ื่ อตรง ๓) ขอให้ฉันพูดค�ำประเมินหรือตัดสิน ๓ คร ั้ ง หรือจนกว่าจะชัดเจนในตัวฉัน เขาเป็นคนไม่จริงใจ ไม่ซ ื่ อตรง เขาเป็นคนไม่จริงใจ ไม่ซ ื่ อตรง เขาเป็นคนไม่จริงใจ ไม่ซ ื่ อตรง


ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ 77 ๔) รับรู้ความรู้สึกทางกาย และทางอารมณ์ท ี่ เกิดข ึ้นในตัวฉัน ฉันหัวใจเต้นแรงกว่าปกติ และฉันรู้สึกโกรธมาก ๕) เช ื่อมโยงกับความต้องการ/คุณค่าส�ำคัญของฉัน ฉันต้องการความจริงใจ, ความซ ื่ อตรง,ความเคารพ ๖) พูดกับตัวฉันเองอย่างน้อย ๓ คร ั้ ง หรือจนกว่าจะชัดเจนในตัวฉันว่า ฉันรัก... ความต้องการ/คุณค่าน ั้นไม่ผูกติดกับใคร ฉันรักความจริงใจ, ฉันรักความซ ื่ อตรง, ฉันรักความเคารพ ฉันรักความจริงใจ, ฉันรักความซ ื่ อตรง, ฉันรักความเคารพ ฉันรักความจริงใจ, ฉันรักความซ ื่ อตรง, ฉันรักความเคารพ ๗) ฉันรู้สึกอย่างไรบ้างในกาย ในอารมณ์ของฉัน ฉันรู้สึกสงบ, โล่งใจ, ผ่อนคลาย เกิดความเข้าใจว่า เขาไม่ได้เจตนาจะท�ำร้ายฉัน เขาแคร์ความสัมพันธ์ จึงไม่พูดกับฉันโดยตรง ๘) สังเกตว่ามีอะไรที่ เกิดข ึ้นในใจฉัน อะไรที่ ฉันอยากขอให้ตนเองท�ำ... ๑ - ๓ อย่างเพ ื่อเปลี่ยนภาพความเป็นศัตรู + ฉันจะท�ำงานร่วมกับเขาตามปรกติ + ฉันจะขอความคิดเห็นจากเขาโดยมีเพ ื่ อนร่วมงานอยู่ด้วย เพ ื่อท�ำความเข้าใจให้ตรงกัน + ฉนจะบอกเขาวั ่าฉนอยากได ั ้ความช่วยเหลอื ขอให้เขาช่วยบอกฉนโดยตรง ัถาต้ องการปร ้ บปร ังการุ ท�ำงานร่วมกันจะได้ไหม หลังจากท ี่ ท่านฝึกแล้ว ท่านอาจบันทึกว่า ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง ท่านเรียนรู้อะไร และท่านอยากน�ำไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตของท่านต่อไปอย่างไรบ้าง …………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………


78 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ หวังว่าท่านผู้อ่านคงได้รับประโยชน์จากการฝึกเปลี่ยนภาพความเป็นศัตรู ขอให้ท่านผู้อ่านและทุกคนใน ครอบครัวมีความสุข และได้ท�ำตามความต ั้งใจของท่านเพ ื่ อสร้างสันติให้เกิดข ึ้นในครอบครัว ท ี่ท�ำงาน ชุมชน องค์กรในทุกๆ วันของชีวิตนะครับ ส�ำหรับท่านท ี่สนใจฝึกฝนเองเพื่ อสร้างความรัก ความเข้าใจ และสันติท ี่ บ้าน ท ี่ท�ำงาน ชุมชนวัด ฯลฯ ๑) ท่านท ี่สนใจรับเคล็ดลับสร้างความรัก ความเข้าใจ และสันติฟรี สามารถเข้ามาได้ที่ Line Official ID: @carefor.org ๒) ท่านท ี่สนใจฝึกปฏิบัติเพ ื่ อสร้างความรัก ความเข้าใจ และสันติ ด้วยส ื่ อสารอย่างสันติบนพ ื้ นฐานของ NVC: Nonviolent Communication มีรายการ Empathy Sundayฝึกทุกวันอาทิตย์ ๑๘:๐๐-๒๑:๐๐ ผ่าน Zoom Online สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.carefor.org หัวใจส�ำคัญของการฝึกคือ การเข้าถึงและเช ื่อมโยงความรู้สึกและความต้องการส�ำคัญของเรา การเช ื่อมโยง ความรู้สึกและความต้องการของเราเช่นนี้ ช่วยให้เราเกิดความชัดเจนในคุณค่าท ี่ส�ำคัญใน ตนเอง มผลท� ีำใหเราได ้ร้บการเตัมเติมความต็องการหร้อคืณคุาของเราท่ ไมี่ ได่ร้บการตอบั สนองอารมณ์ความรู้สึกของเราจึงสงบ โล่งใจและผ่อนคลายการประเมินตัดสินอีกฝ่ายหน ึ่ ง ลดลง วิธีการจะเกิดข ึ้นมาในใจของเราได้อย่างเป็นธรรมชาติ และยังช่วยให้เรามีทางเลือกท ี่ ตอบความต้องการของเราและอีกฝ่ายหน ึ่ ง (ถ้าเรามีความยินดี) เพ ิ่ มมากย ิ่ งข ึ้ นอีกด้วย ภาพ: www.passiongen.com


กิจกรรม ยส. 79 ก ิจกรรม ยส. ๒๕๖๖ วันที่ ๑๒-๑๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๖ แผนกยุติธรรมและ สันติ (ยส.) จัด “อบรมพัฒนาศักยภาพผู้น�ำชาติพันธุ์เรียนรู้ สิทธิชุมชน” ให้แก่ผู้น�ำชาติพันธุ์ ในเขตพื้นที่ชุมชนพนาเสรี ณ วัดแม่พระรับสาร พนาเสรี อ�ำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เพื่อศึกษาประเด็นปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินท�ำกิน เนื่องจากพื้นที่พนาเสรีตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนและเขตอุทยาน ชาว บ้านส่วนใหญ่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ท�ำให้ชาวบ้านถูกคุกคาม จากเจ้าหน้าที่รัฐ และไม่มีอ�ำนาจในการต่อรองต่อกฎหมาย ส่งผล กระทบต่อวิถีการด�ำเนินชีวิตและชุมชน โดยมีทนายสุมิตรชัย หัตถสาร และทีมงานจากศูนย์ พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น (CPCR) ได้ให้เกียรติมาเป็น วิทยากรแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับสิทธิชุมชน และการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินและป่าไม้ ซึ่งการอบรมฯ ในครั้งนี้ ได้รับการประสานงานจากคุณพ่อ เอกชัย ผลวารินทร์ ผู้อ�ำนวยการฝ่ายสังคม สังฆมณฑลเชียงราย และคุณพ่อชาญ กุ๊นุ เจ้าอาวาสวัดพระแม่รับสาร พนาเสรี จังหวัดเชียงราย อบรมพัฒนาศักยภาพผู้น�ำชาติพันธุ์เรียนรู้สิทธิชุมชน


80 ผู้ไถ่ ฉบับที่ ๑๒๑ : มกราคม - เมษายน ๒๕๖๖ วันที่ ๑๕-๑๖ มีนาคม ๒๕๖๖ แผนกยุติธรรม และสันติ (ยส.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเยาวชนผู้ พิทักษ์สิทธิมนุษยชน ให้แก่นักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) วิทยาลัยอาชีวศึกษาผดุงประชายะลา จ�ำนวน ๓๑ คน ณ ห้องปะการัง โรงแรมปาร์ควิว อ�ำเภอ เมืองยะลา จังหวัดยะลา โดยได้รับการประสานงานและความร่วมมือ จาก นางอัญชลี คงศรีเจริญ ประธานชุมชุนมะลิสัมพันธ์ เทศบาลนครยะลา และนางสมพร กิติสาธร ผู้อ�ำนวยการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาผดุงประชายะลา อบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเยาวชนผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชน


ขอขอบคุณ ผู้สนับสนุน การจัดท�ำวารสาร “ผู้ไถ่” ฉบับที่ ๑๒๑ ขอพระเจ้าทรงอ�ำนวยพรแด่ท่าน หอสมุดวิทยาลัยแสงธรรม ๑๕๐ บาท ส�ำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ๑๕๐ บาท คุณพจน์ เลาหเกียรติ ๑,๐๐๐ บาท คุณพวงเพ็ญ อินทรวิศิษฏ์ ๗๐๐ บาท นายแพทย์ค�ำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ๖๐๐ บาท ส�ำนักวิทยบริการฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม ๑๕๐ บาท มูลนิธิบ้านมารีนา จ.เชียงใหม่ ๑๕๐ บาท ส�ำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยรังสิต ๑๕๐ บาท คุณพอล แมรี่ สุวิช สุวรุจิพร ๕,๐๐๐ บาท คุณเกรียงไกร วงษ์มาลีวัฒนา ๓๐๐ บาท


“ไร่ส้มวิทยา” การศึ กษาทางเล ื อก บนหนทางอยู่รอดและความหวัง ของเด ็กชาติพันธุ์ แรงงานข้ามชาติ


Click to View FlipBook Version