โครงงานเกลือหอมดับกลิ่น นางสาวสตรีรัตน์ ลิ้มเจริญ นางสาวสถาพร นาบำรุง โครงงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาการบัญชี ประเภทวิชาบริหารธุรกิจ วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี ปีการศึกษา 2566
โครงงานเกลือหอมดับกลิ่น นางสาวสตรีรัตน์ ลิ้มเจริญ รหัสประจำตัว 65302010021 นางสาวสถาพร นาบำรุง รหัสประจำตัว 65302010024 โครงงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาการบัญชี ประเภทวิชาบริหารธุรกิจ วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี ปีการศึกษา 2566
ก ใบรับรองโครงงาน วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี โครงงานเรื่อง เกลือหอมดับกลิ่น โดย นางสาวสตรีรัตน์ ลิ้มเจริญ นางสาวสถาพร นาบำรุง ได้รับอนุมัติให้นับเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาการบัญชี ประเภทวิชาบริหารธุรกิจ ประจำปีการศึกษา 2566 .......................................หัวหน้าแผนก ..........................................รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ (นางนิพร จุทัยรัตน์) (นางสาวปัญจาภา ส่งเสริม) วันที่.......เดือน...................พ.ศ.......... วันที่.......เดือน...................พ.ศ........... คณะกรรมการสอบโครงการ ......................................................ประธานกรรมการ (อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน) (...............................................) ......................................................กรรมการ (...............................................) ......................................................กรรมการ (...............................................) ......................................................กรรมการ (...............................................)
ข ชื่อ : นางสาวสตรีรัตน์ ลิ้มเจริญ นางสาวสถาพร นาบำรุง ชื่อโครงงาน : เกลือหอมดับกลิ่น สาขาวิชา : การบัญชี ประเภทวิชา : บริหารธุรกิจ ที่ปรึกษา : นางนิพร จุทัยรัตน์ ปีการศึกษา : 2566 บทคัดย่อ โครงงานเรื่อง เกลือหอมดับกลิ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่น่าสนใจและ เป็นที่รู้จัก เพื่อศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อผลิตภัณฑ์เกลือหอมดับกลิ่น เพื่อเป็นช่อง ทางการจัดจำหน่ายและสามารถต่อยอดเป็นอาชีพเสริมได้กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามเพื่อศึกษา ความพึงพอใจที่มีต่อผลิตภัณฑ์เกลือหอมดับกลิ่น แบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ด้าน บรรจุภัณฑ์และการใช้งาน และด้านส่งเสริมการจำหน่าย สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ผลการศึกษา พบว่า 1. ด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ โดยรวมมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.747 และ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้ว มีขนาดที่เหมาะสม มีความทันสมัยและน่าสนใจ มีสีสันสวยงาม ผลิตภัณฑ์มีกลิ่นหอม และมีกลิ่นหอมให้เลือกหลากหลาย 2. ด้านบรรจุภัณฑ์และการใช้งาน โดยรวมมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.633 บรรจุภัณฑ์มีความแข็งแรงทนทาน มีให้เลือกหลากหลาย สามารถพกพาได้ง่าย มีความทันสมัย และมีความสวยงามน่าใช้
ค 3. ด้านส่งสริมการจำหน่าย โดยรวมมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.580 และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้ว ผลิตภัณฑ์มีความทันสมัย รูปแบบตราผลิตภัณฑ์มีความน่าสนใจ สินค้ามีปริมาณที่เหมาะสม ตราผลิตภัณฑ์มีลักษณะจดจำง่าย และผลิตภัณฑ์มีราคาที่เหมาะสม (โครงงานวิชาชีพนี้มีจำนวน 97 หน้า) คำสำคัญ : เกลือ,หอมระเหย,กลิ่น .....................................................อาจารย์ที่ปรึกษา
ฆ กิตติกรรมประกาศ การศึกษาเรื่อง โครงงานเกลือหอมดับกลิ่น ในครั้งนี้ สามารถสำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์ด้วย ความเมตตา จากอาจารย์นิพร จุทัยรัตน์ ที่ปรึกษาโครงงานที่ให้คำปรึกษาแนะนำแนวทางที่ถูกต้อง และเอาใจใส่ด้วยดีตลอดระยะในการทำการศึกษา ผู้ศึกษารู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง จึงขอกราบ ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณบิดา มารดา และเพื่อน ๆ ทุกคนที่ได้ให้คำแนะนำช่วยเหลือสนับสนุนผู้ศึกษา โครงงานมาตลอด โครงงานจะสำเร็จลุล่วงไปไม่ได้ หากไม่มีบุคคลดังกล่าวในการจัดทำโครงงาน คุณค่าและประโยชน์ของการศึกษาโครงงานนี้ ผู้ศึกษาขอมอบเป็นกตัญญูกตเวทีแด่บุพการี บูรพาจารย์และผู้มีพระคุณทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ได้อบรม สั่งสอน ชี้แนะแนวทางในการศึกษา จนทำให้ผู้ศึกษาประสบความสำเร็จจนตราบทุกวันนี้ สตรีรัตน์ ลิ้มเจริญ สถาพร นาบำรุง
ง สารบัญ หน้า ใบรับรองโครงงาน ก บทคัดย่อ ข กิตติกรรมประกาศ ฆ สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ สารบัญภาพ ช บทที่ 1 บทนำ 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 2 1.3 ขอบเขตของโครงงาน 2 1.4 นิยามศัพท์เฉพาะ 2 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2 บทที่ 2 เอกสาร ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 3 2.1 จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และคำอธิบายรายวิชา 3 2.2 แนวคิดการวิเคราะห์การตลาดแบบการจัดองค์กรอุตสาหกรรม 4 2.3 แนวคิดเกี่ยวกับการขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน 6 2.4 ทฤษฎีกลยุทธ์การตลาด (4Ps) และ (8Ps) กลยุทธ์ตลาดออนไลน์ 14 2.5 การบริโภคและทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค (ฺBuyer Behavior’s Model ) 22 2.6 แนวคิดการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 25 2.7 ทฤษฎีกลไกราคา 29 2.8 แนวความคิดของหลักการบัญชีต้นทุน 31 2.9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 38
จ สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 3 วิธีดำเนินโครงงาน 39 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 39 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 39 3.3 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 40 3.4 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการศึกษา 40 บทที่ 4 ผลการดำเนินโครงงาน 43 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 43 4.2 การนำเสนอผลการศึกษา 43 4.3 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 44 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 56 5.1 สรุปผลการศึกษา 56 5.2 อภิปรายผล 58 5.3 ข้อเสนอแนะ 59 บรรณานุกรม 60 ภาคผนวก 61 ภาคผนวก ก แบบฟอร์มขออนุมัติโครงงาน และแบบเสนอโครงงาน 62 ภาคผนวก ข แบบสอบถาม 68 ภาคผนวก ค วิธีการดำเนินโครงงาน 71 ประวัติผู้จัดทำ 81
ฉ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 4-1 แสดงความถี่และร้อยละของกลุ่มเป้าหมายจำแนกตาม เพศ 44 4-2 แสดงความถี่และร้อยละของกลุ่มเป้าหมายจำแนกตาม ช่วงอายุ 45 4-3 แสดงความถี่และร้อยละของกลุ่มเป้าหมายจำแนกตาม สถานภาพ 46 4-4 แสดงความถี่และร้อยละของกลุ่มเป้าหมายจำแนกตาม ระดับชั้น 47 4-5 แสดงความถี่และร้อยละของกลุ่มเป้าหมายจำแนกตาม สาขาวิชา 48 4-6 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย 49 ที่มีต่อผลิตภัณฑ์เกลือหอมดับกลิ่น สรุปเป็นรายด้าน 4-7 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย 50 ที่มีต่อผลิตภัณฑ์เกลือหอมดับกลิ่น ด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ 4-8 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย 52 ที่มีต่อผลิตภัณฑ์เกลือหอมดับกลิ่น ด้านบรรจุภัณฑ์และการใช้งาน 4-9 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย 54 ที่มีต่อผลิตภัณฑ์เกลือหอมดับกลิ่น ด้านส่งเสริมการจำหน่าย
ช สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 4-1 แสดงความถี่และร้อยละของกลุ่มเป้าหมายจำแนกตาม เพศ 44 4-2 แสดงความถี่และร้อยละของกลุ่มเป้าหมายจำแนกตาม ช่วงอายุ 45 4-3 แสดงความถี่และร้อยละของกลุ่มเป้าหมายจำแนกตาม สถานภาพ 46 4-4 แสดงความถี่และร้อยละของกลุ่มเป้าหมายจำแนกตาม ระดับชั้น 47 4-5 แสดงความถี่และร้อยละของกลุ่มเป้าหมายจำแนกตาม สาขาวิชา 48 4-6 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย 49 ที่มีต่อผลิตภัณฑ์เกลือหอมดับกลิ่น สรุปเป็นรายด้าน 4-7 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย 51 ที่มีต่อผลิตภัณฑ์เกลือหอมดับกลิ่น ด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ 4-8 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย 53 ที่มีต่อผลิตภัณฑ์เกลือหอมดับกลิ่น ด้านบรรจุภัณฑ์และการใช้งาน 4-9 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย 55 ที่มีต่อผลิตภัณฑ์เกลือหอมดับกลิ่น ด้านส่งเสริมการจำหน่าย ค-1 ออกแบบตราผลิตภัณฑ์ 72 ค-2 ออกแบบบรรจุภัณฑ์ กล่องกระดาษ 72 ค-3 สั่งซื้อวัสดุและอุปกรณ์ 73 ค-4 สั่งซื้อบรรจุภัณฑ์ 73 ค-5 เตรียมวัสดุ 74 ค-6 เตรียมอุปกรณ์ 74 ค-7 เทเกลือลงภาชนะ 75 ค-8 ใส่น้ำมันทานตะวัน 1/3 ช้อนโต๊ะ 75 ค-9 หยดสีตามที่ต้องการ 76 ค-10 ใส่น้ำมันหอมละเหยตามกลิ่นที่ใช้ 76 ค-11 ผสมให้เข้ากัน 77
ซ สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า ค-12 นำไปพักทิ้งไว้ให้เกลือดูดกลิ่น 77 ค-13 ซีนและนำไปตากแดดให้แห้ง ประมาณครึ่งชั่วโมง 78 ค-14 นำมาใส่บรรจุภัณฑ์ที่เตรียมไว้ 78 ค-15 นำตราผลิตภัณฑ์มาติดบนสินค้า 79 ค-16 นำเสนอผลิตภัณฑ์ 79 ค-17 จำหน่ายผลิตภัณฑ์ 80 ค-18 กลุ่มเป้าหมายทำแบบสอบถาม 80
บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของการศึกษา การทำเกลือยุคแรกที่สุดย้อนไปถึง 6,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช เมื่อคนต้มน้ำเพื่อสกัดเกลือ การ ทำนาเกลือก็เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน เกลือถูกตีราคาขึ้นสูง เกลือกลายเป็นวัตถุสำคัญและใช้เกลือเพื่อ เพิ่มภาษีเงินได้ เกลือยังถูกใช้ในพิธีทางศาสนา ประเพณี วัฒนธรรมต่าง ๆ รวมไปถึงการประกอบ อาหารและยังสามารถช่วยขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เกลือเป็นแร่ธาตุส่วนใหญ่ประกอบด้วยโซเดียมคลอ ไรด์ เกลือในธรรมชาติก่อตัวเป็นแร่ผลึกรู้จักกันว่า เกลือหินหรือแฮไลต์ เกลือพบได้ในปริมาณมหาศาล ในทะเลซึ่งเป็นองค์ประกอบแร่ที่สำคัญ เกลือเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต เกลือผลิตจากเหมืองเกลือ หรือจากการระเหยน้ำทะเล หรือน้ำซับที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุในบ่อตื้น ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหลักของ เกลือคือโซดาไฟ และคลอรีน และใช้ในกระบวนการทางอุตสาหกรรมและในการผลิตโพลีไวนิลคลอ ไรด์พลาสติก เยื่อกระดาษ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จากการผลิตเกลือปริมาณสองล้านตันต่อปี จนถึงปัจจุบัน “เกลือ” ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตมนุษย์ ตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบันมนุษย์จำเป็นต้องใช้เกลือทั้งด้านการบริโภคและอุปโภค ไม่ว่าจะเป็นด้านการปรุงอาหาร การ ถนอมอาหาร หรือจะใช้เป็นยารักษาโรคก็ได้ จึงได้อาจกล่าวว่าชีวิตมนุษย์ขาดเกลือไม่ได้ จนมีคน คิดค้นนำเกลือมาปรับเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อลดกลิ่นอับและเห็นผลดี สามารถปรับอากาศและลดกลิ่นอับ ได้จริง มีการนำมาพัฒนามากมาย หลากหลายกลิ่น ทั้งกลิ่นที่สกัดมาจากเปลือกผลไม้ ดอกไม้ หรือ สมุนไพร ในชีวิตประจำวันมีการนำสิ่งต่าง ๆ มาปรับใช้ในการระบายอากาศ หรือลดกลิ่นอับมากมาย หลากหลาย เช่น ถุงหอมที่ทำจากดอกไม้อบแห้ง หินหอม สเปรย์ปรับอากาศ เป็นต้น ดังนั้น ผู้จัดทำโครงงานจึงทำการศึกษาที่จะนำ สมุนไพรและกลิ่นดอกไม้มาพัฒนาเป็น “เกลือ หอมดับกลิ่น” เนื่องจากสมุนไพรเป็นพืชที่มีประโยชน์และสรรพคุณมากมาย เช่น ช่วยปรับอากาศ ลด กลิ่นเหม็นอับ เป็นต้น จึงนำมาพัฒนาเป็นรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น ผู้จัดทำจึงได้คิดยกเอาความนิยม ของแต่ละช่วงวัยมาปรับ ปรับสิ่งต่าง ๆ ให้อยู่ในรูปแบบที่สวยงามน่าสนใจน่าดึงดูดมากขึ้นตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน และผู้สูงวัย ก็สามารถใช้ผลิตภัณฑ์เกลือหอมดับกลิ่นได้อย่างดี
2 1.2 วัตถุประสงค์ของโครงงาน 1.2.1 เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่น่าสนใจและเป็นที่รู้จัก 1.2.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อผลิตภัณฑ์เกลือหอมดับกลิ่น 1.2.3 เพื่อเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายและสามารถต่อยอดเป็นอาชีพเสริมได้ 1.3 ขอบเขตของโครงงาน 1.3.1 ด้านเนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ การศึกษาครั้งนี้มุ่งพัฒนาเกลือด้วยการนำกลิ่น จากสมุนไพรหรือดอกไม้เพื่อนำไปใส่ในส่วนประกอบของเกลือหอมเพื่อดับกลิ่น 1.3.2 ด้านกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู และ บุคคลากรทางการศึกษา วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 30 คน 1.3.3 ด้านระยะเวลาและสถานที่ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1.3.3.1 ระยะเวลา 4 เดือน ระหว่าง 15 พฤษภาคม 2566 ถึง 15 กันยายน 2566 1.3.3.2 วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี 388 บ้านสวน-สุขุมวิท ม.5 ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี 20000 1.4 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.4.1 เกลือ หมายถึง วัตถุที่มีรสเค็ม มีสีขาว ส่วนใหญ่ได้มาจากน้ำทะเล ใช้ประกอบอาหาร หรือสารประกอบซึ่งประกอบด้วยโลหะ หรือหมู่ธาตุที่เทียบเท่าโลหะกับอนุมูลกรด 1.4.2 กลิ่น หมายถึง อนุภาคทางเคมีที่กระจายตัวอยู่ในอากาศ โดยสามารถรับรู้ได้ด้วยอวัยวะ รับกลิ่น อวัยวะรับกลิ่นของมนุษย์และสัตว์คือ จมูก กลิ่นโดยทั่วไปแล้วแบ่งเป็นกลิ่นหอมและกลิ่น เหม็น โดยส่งผลต่อระดับความพึงพอใจของทั้งมนุษย์และสัตว์ 1.4.3 หอมระเหย หมายถึง ของเหลวที่ระเหยได้ง่าย ไม่ละลายในน้ำ มีกลิ่นหอม แยกออกได้ โดยสารสกัด โดยการกลั่นด้วยไอน้ำหรือการกลั่นด้วยน้ำ 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.5.1 ได้ผลิตภัณฑ์เป็นที่น่าสนใจและรู้จักมากยิ่งขึ้น 1.5.2 ทราบความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อผลิตภัณฑ์เกลือหอมดับกลิ่น 1.5.3 เป็นช่องทางการจัดจำหน่ายและสามารถต่อยอดเป็นอาชีพเสริมได้
บทที่2 เอกสาร ทฤษฏี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การดำเนินงานโครงงาน เกลือหอมดับกลิ่น ผู้ดำเนินโครงงานได้ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีเนื้อหาสาระดังต่อไปนี้ 2.1 จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชาและคำอธิบายรายวิชา 2.2 แนวคิดการวิเคราะห์การตลาดแบบการจัดองค์กรอุตสาหกรรม 2.3 แนวคิดเกี่ยวกับการขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน 2.4 ทฤษฏีกลยุทธ์การตลาด (4Ps) และ (8Ps) กลยุทธ์ตลาดออนไลน์ 2.5 การบริโภคและทฤษฏีพฤติกรรมผู้บริโภค (Buyer Behavior’s Model) 2.6 แนวคิดการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 2.7 ทฤษฏีกลไกราคา 2.8 แนวความคิดของหลักการบัญชีต้นทุน 2.9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชาและคำอธิบายรายวิชา 2.1.1 จุดประสงค์รายวิชา 2.1.1.1 เข้าใจหลักการและขั้นตอนกระบวนการจัดทำโครงงาน สร้างและหรือพัฒนา งานอาชีพอย่างเป็นระบบ 2.1.1.2 สามารถบูรณาการความรู้และทักษะในการสร้างและหรือพัฒนางานในสาขา วิชาชีพตามกระบวนการวางแผน ดำเนินงาน แก้ไขปัญหา ประเมินผล ทำรายงานและนำเสนอผลงาน 2.1.1.3 มีเจตคติและกิจนิสัยในการศึกษาค้นคว้าเพื่อสร้างและหรือพัฒนางานอาชีพ ด้วยความรับผิดชอบ มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ขยันอดทนและสามารถ ทำงานร่วมกับผู้อื่น
4 2.1.2 สมรรถนะรายวิชา 2.1.2.1 แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักการและกระบวนการวางแผนจัดทำโครงงานสร้าง และหรือพัฒนางานอาชีพอย่างเป็นระบบ 2.1.2.2 เขียนโครงงานสร้างและหรือพัฒนางานตามหลักการ 2.1.2.3 ดำเนินงานตามแผนงานโครงงานตามหลักการและกระบวนการ 2.1.2.4 วิเคราะห์ สรุป ประเมินผลการดำเนินงานโครงงานตามหลักการ 2.1.2.5 รายงานผลการปฏิบัติงานโครงงานตามรูปแบบ 2.1.2.6 นำเสนอผลงานด้วยรูปแบบวิธีการต่าง ๆ 2.1.3 คำอธิบายรายวิชา ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับการบูรณาการความรู้และทักษะในระดับเทคนิคที่สอดคล้องกับ สาขาวิชาชีพที่ศึกษาเพื่อสร้างและหรือพัฒนางานด้วยกระบวนการทดลอง สำรวจ ประดิษฐ์คิดค้น หรือการปฏิบัติงานเชิงระบบ การเลือกหัวข้อโครงงาน การศึกษาค้นคว้าข้อมูลและเอกสารอ้างอิง การ เขียนโครงงาน การดำเนินงานโครงงาน การเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และแปลผล การสรุปจัดทำ รายงาน การนำเสนอผลโครงงาน โดยดำเนินการเป็นรายบุคคลหรือกลุ่มตามลักษณะของงานให้แล้ว เสร็จในระยะเวลาที่กำหนด 2.2 แนวคิดการวิเคราะห์การตลาดแบบการจัดองค์กรอุตสาหกรรม 2.2.1 การตลาด คือ การกระทำกิจกรรมต่าง ๆ ในทางธุรกิจที่มีผลให้เกิดการนำสินค้าหรือ บริการจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคหรือ ผู้ใช้บริการนั้น ๆ ให้ได้รับความพึงพอใจ ขณะเดียวกัน ก็บรรลุ วัตถุประสงค์ของกิจการ เป็นการจัดการตลาดเพื่อก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่สามารถตอบสนองความ จำเป็นและความอยากของบุคคลได้หรือหมายถึงการดำเนินการทางการตลาดใด ๆ ที่มีการ แลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ หรือบริการ เพื่อให้บุคคลได้ตอบสนองความจำเป็นและความอยากของตน 2.2.2 ความสำคัญทางการตลาด การตลาดมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต และ ยกระดับความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสังคมทำให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกันอย่างเป็นระบบในสังคมมนุษย์ แต่ละคนสามารถประกอบอาชีพที่ตนเองถนัดและได้ใช้ความรู้ความสามารถของแต่ละบุคคลได้อย่าง เต็มกำลังความสามารถ และการตลาดมีบทบาทอย่างใหญ่หลวงต่อความเจริญเติบโต และ พัฒนาการ ทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากการตลาดเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการวิจัย และพัฒนาหาสิ่งแปลก
5 ใหม่มาสนองความต้องการของตลาดและสังคมทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ต้องการได้ หลายทางและ ผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการ สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภค จึงมี ผลทำให้เกิด การจ้างงาน เกิดรายได้กับแรงงาน และธุรกิจ ทำให้ประชาชนมีกำลังการซื้อ และ สามารถสนองความต้องการในการบริโภค ซึ่งทำให้มาตรฐานการครองชีพของบุคคล ในสังคมมี ระดับสูงขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 2.2.3 การวิเคราะห์ตลาด (Market Analysis) เป็นการรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อดูว่า ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่จะปล่อยออกสู่ตลาดสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หรือไม่ นอกจากนี้การวิเคราะห์ตลาดที่ดีจะช่วยให้เรามีข้อมูลเชิงลึก สำหรับดูความเคลื่อนไหว หรือแนวโน้ม การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ, คู่แข่ง, แนวโน้มของตลาดอย่างต่อเนื่อง, ประชากรและพฤติกรรมการ ใช้จ่ายของลูกค้า ดังนั้นการวิเคราะห์ตลาดจึงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจมีข้อมูลที่ จำเป็นและสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจได้ 2.2.4 พฤติกรรมของหน่วยธุรกิจ หมายถึง แบบแผนที่หน่วยธุรกิจจะปฏิบัติเพื่อปรับตัวเองเข้า กับตลาดที่ตนเป็นผู้ซื้อหรือผู้ขาย พฤติกรรมการดำเนินงานของหน่วยธุรกิจ ได้แก่ 2.2.4.1 วิธีการที่หน่วยธุรกิจหรือกลุ่มธุรกิจกำหนดราคาและปริมาณการผลิต 2.2.4.2 นโยบายเกี่ยวกับผลผลิต 2.2.4.3 นโยบายการส่งเสริมการขาย 2.2.4.4 การปรับตัวเองในด้านราคา นโยบายการผลิตและการส่งเสริมการขาย 2.2.4.5 กลยุทธ์ในการรับมือคู่แข่งขันและผู้ที่มีแนวโน้มจะเข้าสู่วงการ 2.2.5 ผลการดำเนินงาน หมายถึงผลพวงทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรม ซึ่งได้มาจากผลรวม ของหน่วยอุตสาหกรรมนั้น ๆ และมีผลกระทบต่อสังคมในที่สุด ส่วนผลการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ 2.2.5.1 ประสิทธิภาพของการผลิตที่ได้รับอิทธิพลจากขนาดของหน่วยธุรกิจ 2.2.5.2 ขนาดค่าใช่จ่ายในการส่งเสริมการขายโดยเปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิต 2.2.5.3 ลักษณะของสินค้า 2.2.5.4 อัตราความก้าวหน้าของหน่วยธุรกิจและอุตสาหกรรมในการพัฒนาสินค้าและ วิธีการผลิตโดยเปรียบเทียบกับต้นทุนของความก้าวหน้า
6 2.3 แนวคิดเกี่ยวกับการขอรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน 2.3.1 มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) หมายถึง ข้อกำหนดด้านคุณภาพที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เป็นที่เชื่อถือ เป็นที่ ยอมรับ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนา อย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กําหนดและสอดคล้อง กับนโยบาย OTOP 2.3.2 วัตถุประสงค์โครงการมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้จัดทำโครงการมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ชุมชนขึ้น เพื่อรองรับการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือระดับพื้นบ้านที่ยังไม่ได้รับ การพัฒนาเท่าที่ควร ขณะเดียวกันรัฐบาลมีนโยบายจัดตั้งโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์เพื่อ เสริมสร้างให้แต่ละชุมชนได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เพื่อผลิตจำหน่ายสู่ตลาดผู้บริโภค ฉะนั้นโครงการมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) จึงเป็นแนวทางที่ สอดคล้องและสนับสนุนในด้านมาตรฐานและการรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากโครงการหนึ่ง ตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับและสามารถประกันคุณภาพให้กับผู้บริโภค ซึ่ง เป็นแนวทางหนึ่งที่เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์จากชุมชนสู่ตลาดผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยมี วัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ 2.3.2.1 ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ได้รับการรับรองและแสดง เครื่องหมายการรับรอง 2.3.2.2 เพื่อส่งเสริมด้านการตลาดของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายและ สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ 2.3.2.3 เพื่อเน้นให้มีการพัฒนาแบบยั่งยืน อีกทั้งสนับสนุนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ในโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เป็นการรับรองการพัฒนาคุณภาพ ผลิตภัณฑ์ชุมชน ก่อนที่จะมีการพัฒนาปรับปรุงระดับคุณภาพให้เข้าสู่มาตรฐานระดับประเทศและ ระดับสากล ซึ่งเป็นแนวทางที่เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์จากชุมชนสู่ตลาดผู้บริโภคทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ มีแนวคิดดังนี้ ก เป็นการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยสู่สากล
7 ข เกิดมาจากหลักการพึ่งตนเองและการคิดอย่างสร้างสรรค์ของชุมชนการ ตัดสินใจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน ให้เกิดเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นที่มีคุณค่า ฃ เป็นการผลักดันผลิตภัณฑ์ให้เข้าสู่การผลิตที่มีมาตรฐานและได้รับการรับรอง คุณภาพผลิตภัณฑ์ ค เป็นการสร้างผลิตภัณฑ์โดยใช้แรงงานและทรัพยากรในท้องถิ่น ต่อมา กระทรวงอุตสาหกรรม โดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนตาม ความเห็นของคณะอนุกรรมการวิจัยพัฒนาคุณภาพและพัฒนาเทคโนโลยีโดยมีกรมส่งเสริม อุตสาหกรรมเป็นผู้ประสานงานและสนับสนุนข้อมูลของการดำเนินการในเรื่องนี้ 1) การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน สำนักงานมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจะกำหนดมาตรฐาน โดยมีข้อกำหนดที่เหมาะสมกับสภาพของผลิตภัณฑ์ เป็น ที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีแนวทางปฏิบัติไม่ซับซ้อน เพื่อให้ผู้ผลิตเข้าถึงมาตรฐานชุมชนได้ง่าย และคำนึงถึงระยะเวลาในการกำหนดมาตรฐานโดยใช้ข้อมูลจากประชุมสัมมนา เพื่อจัดทำมาตรฐาน โดย สมอ. หรือจัดจ้างกลุ่มนักวิชาการและให้ผ่านการวิจารณ์จากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายก่อนประกาศใช้ 2) การรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนใช้หลักการรับรองสากลซึ่งพิจารณา ทั้งคุณภาพสินค้าและการควบคุมคุณภาพโดยเปิดกว้างในเรื่องวิธีการตรวจสอบรับรองเพื่อให้สามารถ รองรับผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อให้เกิดความคล่องตัวให้ทางปฏิบัติไม่นำข้อกฎหมายมาเป็นข้อจำกัด ในการรับรองผลิตภัณฑ์ 3) การส่งเสริมและสนับสนุนด้านวิชาการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุก ฝ่าย จะต้องมุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืนให้วิสาหกิจชุมชนมีขีดความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์ให้ได้ ตามมาตรฐานและรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอซึ่งนอกจากส่งเสริมสนับสนุนให้วิสาหกิจ ชุมชนที่ยังไม่พร้อมในการดำเนินการตามข้อกำหนดของมาตรฐานให้มีความรู้เรื่องการมาตรฐานโดย การให้คำปรึกษาแนะนำ แต่ปัจจุบันยังขาดผู้เชี่ยวชาญ จึงควรสร้างผู้เชี่ยวชาญไปพร้อม ๆ กันโดยอาจ ได้จากการระดมบุคลากรที่มีประสบการณ์ในสาขาต่าง ๆ และมีเวลาเพียงพอเพื่อทำหน้าที่เป็นที่ ปรึกษา ให้คำแนะนำทางวิชาการด้านต่าง ๆ
8 4) การเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคใน การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน พร้อมสนับสนุนช่องทางการจัดจำหน่ายในเบื้องต้น เพื่อจูงใจให้วิสาหกิจ ชุมชนผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพขอรับการรับรองตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน 2.3.3 การดำเนินงานของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 2.3.3.1 ดำเนินการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (กมช.) เมื่อวันที่ 8 และวันที่ 28 พฤศจิกายน 2545 เพื่อพิจารณากำหนดแนวทางขั้นตอนการปฏิบัติงานในด้านการ กำหนดมาตรฐานการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับรองเครื่องหมาย มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนรายชื่อที่เห็นสมควรจัดทำมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนปี 2546 จำนวน 60 เรื่องและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 2.3.3.2 จัดให้มีการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “รับฟังข้อมูลและข้อคิดเห็นด้าน การกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน” จากผู้ที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย คือผู้ผลิตในชุมชนผู้บริโภค และ นักวิชาการระหว่างวันที่ 16 ถึง 17 มกราคม 2546 เพื่อรับฟังข้อมูลและข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนรายสินค้าจำนวน 13 เรื่อง ก่อนที่จะมีการประกาศเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ชุมชน รายละเอียดของการสัมมนาเชิงปฏิบัติการฯ ดังนี้ รายสาขาผลิตชุมชนทั้ง 13 เรื่อง โดยให้ ผู้เข้าร่วมสัมมนาฯ แสดงข้อคิดเห็นได้อย่างอิสระเป็นไปตามที่ปฏิบัติจริง ซึ่งจะเน้นผู้ผลิตในชุมชนที่ เกี่ยวข้องตามรายสาขาผลิตภัณฑ์ชุมชนข้างต้น เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาดำเนินการจัดทำมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีข้อกำหนดที่เหมาะสมกับสภาพผลิตภัณฑ์ชุมชนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่ เกี่ยวข้อง มีแนวทางปฏิบัติที่ไม่ซับซ้อนเพื่อให้ผู้ผลิตในชุมชนเข้าถึงมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนได้ง่าย 2.3.3.3 การเปิดให้บริการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน เริ่มต้นการเปิดรับคำขอ ใบรับรองเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนสำหรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน 13 เรื่องดังกล่าวได้ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2546 เป็นต้นมา โดยผู้ยื่นคำขอไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนผลิตภัณฑ์ ชุมชนอื่นตามประกาศบัญชีรายชื่อผลิตภัณฑ์ดีเด่น สินค้าชุมชนของคณะกรรมการอำนวยการหนึ่ง ตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติจะดำเนินการ ซึ่งมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ ก ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ชุมชน ให้ได้รับการรับรองและ แสดงเครื่องหมายการรับรอง 1) เป็นผู้ผลิตในชุมชนของโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ได้รับการ คัดเลือกจากคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ
9 2) เป็นกลุ่มหรือสมาชิกของกลุ่มเกษตรกรกลุ่มสหกรณ์หรือกลุ่มอื่น ๆ ตาม กฎหมายวิสาหกิจชุมชน เช่น กลุ่มอาชีพ กลุ่มอาชีพก้าวหน้ากลุ่มธรรมชาติ เป็นต้น ข การรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ชุมชน ประกอบด้วยการดำเนินการ ดังนี้ 1) ตรวจสอบสถานที่ผลิตและเก็บตัวอย่างจากสถานที่ส่งตรวจสอบ เพื่อ พิจารณาออกใบรับรอง 2) ตรวจติดตามผลคุณภาพผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้รับการรับรอง โดยสุ่มซื้อตัวอย่างที่ได้รับการรับรองจากสถานที่จำหน่ายเพื่อตรวจสอบ ฃ การขอการรับรองให้ยื่นคำขอต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดหรือ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือจังหวัดพร้อมหลักฐานและเอกสารต่าง ๆ ตามแบบที่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกำหนด ค เมื่อได้รับคำขอแล้วสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมจะนัดหมาย การตรวจสอบสถานที่ผลิตเก็บตัวอย่างส่งทดสอบ หรือทดสอบ ณ สถานที่ผลิต ฅ ประเมินผลการตรวจสอบว่าเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้ กำหนดไว้หรือไม่ ฆ ใบรับรองผลิตภัณฑ์มีอายุ 3 ปีนับตั้งแต่วันที่ระบุในใบรับรอง ง การขอต่ออายุใบรับรองหรือการออกใบรับรองฉบับใหม่ จ เงื่อนไขและการตรวจติดตาม 1) ผู้ได้รับการรับรองต้องรักษาไว้ซึ่งคุณภาพตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ชุมชนที่กำหนดไว้ตลอดระยะเวลาที่ได้รับการรับรอง 2) การประเมินผลการตรวจสอบตัวอย่างที่สุ่มซื้อ เพื่อตรวจติดตามผล ต้องเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนที่กำหนด ฉ การตรวจติดตามผลทำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง 2.3.4 ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน 2.3.4.1 เป็นการสนับสนุนผู้ผลิตรายย่อยให้ทำผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและสนับสนุนด้าน การตลาดโดยการให้เครื่องมือรับรองซึ่งจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและยกระดับการผลิตต่อไป 2.3.4.2 เป็นการสนองตอบนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล หนึ่งผลิตภัณฑ์ในด้านคุณภาพ ผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ให้ผ่านการรับรองเพื่อสามารถแสดงสัญลักษณ์
10 2.3.4.3 เป็นการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับให้มีการปรับปรุง การผลิตให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจโดยเฉพาะในโครงการหนึ่งตำบล หนึ่ง ผลิตภัณฑ์ทั่วประเทศ 2.3.4.4 เป็นการส่งเสริมด้านการตลาดให้เป็นที่ยอมรับและเพิ่มความเชื่อถือของผู้ซื้อใน และต่างประเทศ 2.3.5 หลักเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน 2.3.5.1 ผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่มได้กำหนดหลักเกณฑ์ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ ดังนี้ ก สถานที่ เครื่องมือและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์เหมาะสมและสะอาด ข กรรมวิธีการผลิตถูกสุขลักษณะ ฃ ผลิตภัณฑ์ไม่มีส่วนผสมที่เป็นสิ่งแปลกปลอม ค ส่วนผสมผลิตภัณฑ์อยู่ในปริมาณที่กำหนด และไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ฅ สีที่เป็นส่วนผสมผลิตภัณฑ์เป็นสีผสมอาหารตามชนิด ฆ บรรจุภัณฑ์ต้องสะอาดปิดมิดชิด สามารถป้องกันความชื้น ไม่มีรอยรั่วซึม ไม่ มีสนิม และไม่มีรอยบุบหรือบวม ง ผลิตภัณฑ์ต้องมีสี กลิ่น รสที่ดีตามธรรมชาติของวัตถุดิบ 2.3.5.2 ผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย มีหลักเกณฑ์มาตรฐาน ดังนี้ ก ผลิตภัณฑ์อยู่ในสภาพเรียบร้อยประณีตและสวยงาม ข ผลิตภัณฑ์ที่มีกรรมวิธีที่ผลิตด้วยมือต้องมีข้อบกพร่องน้อยที่สุดและ ข้อบกพร่องนั้นต้องเป็นที่ยอมรับได้ ฃ ผลิตภัณฑ์ต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อยตลอดทั้งผืน ค ผู้ผลิตต้องศึกษารายละเอียดแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และขั้นตอนการแปรรูป ฅ ผ้าและผลิตภัณฑ์จากผ้าต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะทางตามชนิดของผลิตภัณฑ์ ฆ เส้นด้ายที่ใช้ในการทอต้องระบุชนิดของด้ายในการทอให้ชัดเจน ง ผลิตภัณฑ์จากผ้าต้องมีฝีเย็บเรียบร้อย ประณีต จ ผลิตภัณฑ์ต้องมีขนาดกว้างและยาวไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ในฉลาก
11 2.3.5.3 ผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทเครื่องใช้ของประดับตกแต่งศิลปะประดิษฐ์และของที่ ระลึก มีหลักเกณฑ์มาตรฐาน ดังนี้ ก ผลิตภัณฑ์ต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อย ประณีตและเก็บรายละเอียดของ ผลิตภัณฑ์ได้ดีสวยงาม ข วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ ฃ ผลิตภัณฑ์ไม่ฉีกขาด ไม่มีเชื่อราและสิ่งสกปรก ค ส่วนประกอบหรือตกแต่งผลิตภัณฑ์ด้วยวัสดุอื่น ต้องประณีตคงทนสวยงาม สม่ำเสมอกลมกลืนเหมาะสมกับชิ้นงาน ฅ นำผลิตภัณฑ์ไปใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ ฆ ผลิตภัณฑ์ต้องมีขนาดกว้างและยาวไม่น้อยกว่าที่ระบุไว้ในฉลาก ง สีที่ใช้ในการทำตกแต่งผลิตภัณฑ์ต้องมีคุณภาพไม่ลอกเป็นคราบ จ การต่อลวดลายของผลิตภัณฑ์ต้องแนบเนียนสม่ำเสมอ ฉ การเคลือบเงาผลิตภัณฑ์ต้องเรียบร้อย สม่ำเสมอ ไม่เป็นเม็ดเป็นคราบ 2.3.5.4 ผลิตภัณฑ์ชุมชนประเภทสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารและยา มีมาตรฐานดังนี้ ก สถานที่เครื่องมือและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเหมาะสมและสะอาด ข กรรมวิธีการผลิตถูกสุขลักษณะ ฃ ผลิตภัณฑ์ต้องไม่มีสิ่งแปลกปลอมเป็นส่วนผสม ค ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ฅ วัตถุดิบและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตต้องสะอาด ฆ ผู้ผลิตต้องมีสุขลักษณะที่ดี ง กรรมวิธีการผลิตต้องถูกสุขลักษณะ การกวนส่วนผสมไปในทางเดียวกัน จ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไขมันพืชถูกต้องตามสัดส่วน 2.3.5.5 การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ชุมชน ด้วยพฤติกรรมการเลือกซื้อหรือแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคทั้งใน ประเทศและต่างประเทศส่วนใหญ่ต้องการความมั่นใจว่าสินค้าที่ซื้อไปจะปลอดภัยต่อการใช้งานหรือ การบริโภคมีคุณภาพสม่ำเสมอหรือไม่ด้อยไปกว่าเดิม นอกจากนี้ผู้บริโภคยังต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ
12 มีการควบคุมกระบวนการผลิตที่ดี จึงถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ ซึ่งไม่เพียงแต่การ “ยกระดับ” ของสินค้าแต่หมายถึง “การอยู่รอด” ของกิจการในอนาคตด้วย ดังนั้นการนำเทคนิคการควบคุมคุณภาพไปใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อให้ได้ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ผู้ผลิตชุมชนสามารถสร้างความพึงพอใจ สร้างความ มั่นใจและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคคุณภาพ คือคุณสมบัติต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ ผู้บริโภคเกิดความพึงพอใจ ก คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคใช้เป็นเกณฑ์ มีดังนี้ 1) คุณภาพที่สังเกตได้คือลักษณะที่ผู้บริโภคเห็นได้ด้วยตนเอง เช่น ความ สวยงาม ความเรียบร้อยขนาดสม่ำเสมอ 2) คุณภาพซ่อนเร้น คือลักษณะที่ผู้บริโภคไม่สามารถเห็นได้ด้วยตนเองต้อง ใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ทดสอบ เช่น ความชื้น ความเป็นกรด-ด่าง ความบริสุทธิ์ของเงิน เป็นต้น ข คุณภาพที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการ มีดังนี้ 1) ต้องมีความปลอดภัย 2) มีลักษณะเฉพาะที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค 3) ความสะดวกในการบริโภคเท่านั้น 4) ประโยชน์ที่ได้รับจากผลิตภัณฑ์ ระบบการผลิตคอระบบที่ประกอบด้วยกระบวนการในการสร้างสรรค์สิ่ง ต่าง ๆ ให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และ ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ดังนั้นหากต้องการให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค มีคุณภาพได้ มาตรฐานจึงต้องมีการควบคุมคุณภาพในระบบการผลิตกระบวนการผลิต ฃ สาเหตุที่ต้องมีการควบคุมคุณภาพในระบบการผลิต เพราะปัจจัยต่าง ๆ 1) ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดี 2) ผู้บริโภคพึงพอใจ 3) ของเสียน้อยลง 4) ลดต้นทุนการผลิต 5) มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ
13 6) เพิ่มรายได้สร้างแรงงาน 7) ยกระดับผลิตภัณฑ์ ค การควบคุมคุณภาพในระบบการผลิต การควบคุมคุณภาพ คือกระบวนการที่ทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นไป ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้มาตรฐาน คือข้อกำหนดสิ่งที่นำมาใช้ในการเปรียบเทียบ ซึ่งอาจเป็น ข้อกำหนดข้อเดียวหรือหลายข้อ โดยที่ข้อกำหนดนั้นต้องเป็นที่ยอมรับของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ข้อกำหนดที่กำหนดขึ้นสำหรับใช้ในการควบคุมคุณภาพในกระบวนการผลิต ดังนี้ 1) ข้อกำหนดคุณภาพ มาตรฐานของวัตถุดิบแต่ละชนิด 2) ข้อกำหนดการตรวจสอบ วิธีการตรวจสอบวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปข้อกำหนดการสุ่มตัวอย่าง ตรวจสอบทุกชิ้นหรือสุ่มตัวอย่างมาตรวจสอบ โดย กำหนดจุดที่จะต้องสุ่มตัวอย่างจำนวนของตัวอย่าง การยอมรับหรือปฏิบัติสิ่งที่ตรวจว่าอย่างไรจึง ยอมรับได้อย่างไรจึงไม่ยอมรับ ฅ มาตรการในการควบคุมคุณภาพในระบบการผลิต ที่ต้องทำเป็นประจำ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพตรงตามที่ต้องการคุณภาพสม่ำเสมอและมีของเสียน้อยที่สุด มีดังนี้ 1) ควบคุมวัตถุดิบด้วยการตรวจสอบวัตถุดิบทุกชนิด โดยการตรวจสอบทุก ชิ้น หรือสุ่มตัวอย่างมาตรวจตามวิธีทดสอบที่กำหนดไว้ว่า มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ หรือไม่ หากพบว่ามีข้อบกพร่องให้ดำเนินการแก้ไขก่อนที่จะนำเข้าสู่กระบวนการผลิต 2) ควบคุมกระบวนการผลิต ด้วยการควบคุมกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ ผลิตผลในแต่ละขั้นตอนที่มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพที่กำหนดไว้หากพบว่ามีข้อบกพร่อง ให้ดำเนินการแก้ไขก่อนที่จะทำการผลิตขั้นตอนต่อไป 3) ตรวจสอบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ด้วยการตรวจสอบผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปทุก ชิ้นหรือสุ่มตัวอย่างมาตรวจสอบตามวิธีทดสอบที่กำหนดไว้ว่ามีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ไว้หรือไม่หากพบข้อบกพร่องให้ดำเนินการแก้ไขก่อนที่จะนำไปจำหน่ายระบบการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ จะตรวจสอบความสมบูรณ์ของผลิตภัณฑ์โดยการเปรียบเทียบผลการตรวจสอบผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นกับ ผลของผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการตรวจสอบความสมบูรณ์แล้ว สมบูรณ์จะแตกต่างกันออกไป โดยขึ้นอยู่ กับคุณลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์ วิธีการผลิต เกณฑ์มาตรฐานด้านคุณภาพ
14 2.4 ทฤษฎีกลยุทธ์การตลาด (4Ps) และ (8Ps) กลยุทธ์ตลาดออนไลน์ 2.4.1 กลยุทธ์การตลาด (Marketing Strategy) หมายถึง แบบแผนพื้นฐานหรือแนวทางที่ถูกกำหนดขึ้นสำหรับสร้างผลิตภัณฑ์ เพื่อ ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและตลาดเป้าหมาย โดยผู้ประกอบการจะต้องจัดสรร ทรัพยากรของประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผลผลิต แบ่งใช้สัดส่วนต่างๆ ทางการตลาดให้ เหมาะสมสำหรับการดำเนินงาน รวมทั้งดำเนินงานในขั้นตอนต่างๆ 2.4.2 ทฤษฎีกลยุทธ์การตลาด (4Ps) ส่วนประสมทางการตลาด 4P คือ4P หรือส่วนผสมทางการตลาด คือ แนวคิดปัจจัย 4 อย่างที่ธุรกิจต้องวิเคราะห์เพื่อช่วยในการวางแผนการทำงานการตลาดซึ่ง 4P จะประกอบไปด้วย Product (สินค้า), Price (ราคา), Place (ช่องทางการจำหน่าย) และ Promotion (การส่งเสริมการ ขาย) ซึ่งปัจจัยทั้ง 4 อย่างที่กล่าวไปนั้นจะเข้ามาช่วยให้นักธุรกิจและนักการตลาดทุกคนได้สามารถ วิเคราะห์กลยุทธ์ออกมาได้อย่างละเอียดเพื่อการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้มากที่สุด 2.4.1.1 องค์ประกอบ 4P ส่วนผสมทางการตลาด ที่ประกอบด้วย 4 ปัจจัย คือ Product, Price, Place และ Promotion หลักการ 4P มีดังนี้ ก ผลิตภัณฑ์ (Product) คือสิ่งที่ธุรกิจของคุณต้องการขายให้กับผู้บริโภค และต้องเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ โดยผลิตภัณฑ์ในที่นี้อาจเป็นสินค้าหรือบริการก็ได้ ซึ่งต้องมี ประโยชน์ (Utility) และสร้างคุณค่า (Value) ให้กับผู้บริโภค ตอบสนองต่อการใช้งานและสร้างความ พึงพอใจกับผู้บริโภคได้ดี ซึ่งเหตุผลนี้จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์สามารถขายได้ หรือในกรณีที่คุณมีผลิตภัณฑ์ มาอยู่ก่อนแล้วก็ต้องเน้นในเรื่องของการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ ต้องมีความเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ของเรา คืออะไร อะไรคือสิ่งที่เราควรเพิ่มหรือปรับปรุงตัวผลิตภัณฑ์ของเรา ซึ่งต้องพิจารณาจากองค์ประกอบ ของผลิตภัณฑ์ (Product Component) ดังนี้ 1) หน้าที่และประโยชน์ใช้สอยพื้นฐาน (Function) 2) รูปร่างลักษณะ (Feature and Design) 3) คุณภาพ (Quality Level) 4) การบรรจุภัณฑ์ (Packaging) 5) ตราสินค้า (Brand) : ชื่อ (Name) คำ (Term) สัญลักษณ์ (Symbol) การออกแบบ (Design)
15 ข ราคา (Price)คือคุณค่าหรือมูลค่าของตัวผลิตภัณฑ์ที่แสดงออกมาในรูป ของตัวเงิน ซึ่งราคาถือเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคหรือผู้ใช้เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์แต่ละแบรนด์เป็นอันดับแรก โดยผู้บริโภคจะเปรียบเทียบระหว่างคุณค่าที่ได้รับว่าเหมาะสมกับราคาหรือไม่ ดังนั้นในฐานะเจ้าของ ธุรกิจและผู้ประกอบการก็ควรต้องกำหนดราคาให้เหมาะสมกับสิ่งที่ผู้บริโภคได้รับก่อนที่จะปล่อย ผลิตภัณฑ์ออกสู่ท้องตลาดเสมอ โดยการกำหนดราคาสามารถพิจารณาจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1) ต้นทุน (Cost) – ค่าวัสดุ ค่ากำลังการผลิต ค่าแพคเกจจิ้ง ค่าสถานที่ เงินเดือนพนักงานหรือลูกจ้าง และค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (เช่น ยิงแอด ทำโฆษณาออนไลน์ ฯลฯ) 2) ราคาของคู่แข่ง – ควรตั้งราคาให้เหมาะสมหรือใกล้เคียงกัน เพื่อไม่ให้ เกิดการเปรียบเทียบกันจนเกินไป ฃ ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) คือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับที่ตั้งและรูปแบบ สถานที่ให้บริการ โดยต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของเราเพื่อให้เกิดการเพิ่มมูลค่าของ ธุรกิจ ซึ่งต้องวิเคราะห์จาก 2 องค์ประกอบดังนี้ 1) รูปแบบสถานที่ขายผลิตภัณฑ์หรือบริการ – ต้องกำหนดตามความ เหมาะสมของผลิตภัณฑ์หรือการให้บริการ และกลุ่มผู้ใช้หรือผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งรูปแบบ ต่าง ๆ เช่นสินค้าแบบไหนควรขายที่สถานที่ใด Supermarket, ตลาดสด, ร้านสะดวกซื้อ, ร้านแผงลอยริมทาง, ช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ เช่นเว็บไซต์ E-Commerce, Facebook Page, Instagram ฯลฯ 2) สถานที่ตั้งของร้านค้า – ต้องวิเคราะห์ก่อนลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของ ธุรกิจคือใคร ฃ มีคู่แข่งขันหรือร้านค้าที่มีผลิตภัณฑ์หรือบริการประเภทเดียวกันหรือ ใกล้เคียงกันในบริเวณนั้นหรือไม่ แล้วจึงค่อยตัดสินใจเลือกสถานที่ตั้งของร้านค้า ค การส่งเสริมการตลาด (Promotion) คือการสื่อสารกันระหว่างธุรกิจและ ผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นการขายผ่านช่องทางและกลยุทธ์ต่าง ๆ เข้ามาช่วยไม่ว่าจะเป็นการใช้กลยุทธ์ด้าน Digital Marketing กลยุทธ์ Social Media Marketing ซึ่งประกอบไปด้วย การยิงแอด , สร้างเพจ Facebook , การใช้งาน Influencer หรือการคิดโปรโมชันตามช่องทางต่าง ๆ ก็ล้วนเป็นวิธีการ ส่งเสริมการตลาดที่น่าสนใจ โดยผ่านเครื่องมือส่งเสริมการตลาดไม่ว่าจะเป็น
16 1) การโฆษณา (Advertising) 2) การขายโดยใช้พนักงานขาย (Personal Selling) 3) การตลาดทางตรง (Direct Marketing) 4) การให้ข่าวและประชาสัมพันธ์ (Publicity and Public Relation) 5) การส่งเสริมการขาย (Sale Promotion) 2.4.2 ทฤษฎีกลยุทธ์การตลาด (8Ps) กลยุทธ์ทางการตลาดจัดเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจของผู้บริหาร ซึ่งปัจจุบันมีรูปแบบกลยุทธ์ให้เลือกมากมายสำหรับนำมาปรับใช้เพื่อความเหมาะสมของธุรกิจ แต่กล ยุทธ์ที่ต้องถือเป็นต้นแบบทางการตลาดอย่างแท้จริงคงเห็นจะหนีไม่พ้นกลยุทธ์ 8P เพราะนักธุรกิจทั่ว โลกต่างยกนิ้วและให้การยอมรับว่ามีประสิทธิภาพในการทำการตลาดค่อนข้างสูงสามารถเห็นผลได้ อย่างชัดเจนอีกทั้งยังถือว่ากลยุทธ์นี้เป็นแม่บทในการพัฒนากลยุทธ์ซีรี่ย์ต่าง ๆ ตามหลังออกมาใน ปัจจุบันอีกด้วย จึงเป็นสิ่งสมควรที่ผู้ประกอบการจะต้องทำความรู้จักและศึกษาเรียนรู้ความหมาย เกี่ยวกับกลยุทธ์ดังกล่าวนี้อย่างที่สุด 2.4.2.1 รายละเอียดของกลยุทธ์การตลาดแบบ 8P (8 P’s Strategy) ก กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ (Product strategy) หมายถึง ผลิตภัณฑ์นั้นมีผลต่อการ ตัดสินใจของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่จะต้องสร้างความพึงพอใจ และตรงกับความต้องการของผู้บริโภคหรือกลุ่มเป้าหมายได้ ดังนั้นควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ต้อง ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ รวมไปถึงสามารถนำไปเปรียบเทียบกับ คู่แข่งทางการตลาด เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ โดยกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์นั้น จะเกี่ยวข้องกับ กระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภค ทั้งคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ ส่วนประสมผลิตภัณฑ์ และสายผลิตภัณฑ์ ซึ่งต้องพิจารณาแนวคิดด้านผลิตภัณฑ์ คุณสมบัติผลิตภัณฑ์ ลักษณะเด่นของสินค้าหรือบริการ และ ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ดังนี้ 1) แนวความคิดด้านผลิตภัณฑ์ (Product Concept) เป็นคุณสมบัติที่ สำคัญของผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค Product ได้ ต้องมีความชัดเจน ในตัวผลิตภัณฑ์นั้น ๆ 2) คุณสมบัติผลิตภัณฑ์ (Product attribute) จะต้องทราบว่าผลิตภัณฑ์ นั้นผลิตมาจากอะไร มีคุณสมบัติอย่างไร ลักษณะทางกายภาพ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ
17 3) ลักษณะเด่นของสินค้า (Product Feature) การนำสินค้าของบริษัทไป เปรียบเทียบกับสินค้าของคู่แข่งขันแล้วมีคุณสมบัติแตกต่างกัน และจะต้องรู้ว่าสินค้าเรามีอะไรเด่น กว่า เช่นลักษณะเด่นของ Dior คือเป็นผลิตภัณฑ์ชันนำจากปารีส 4) ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ (Product Benefit) พิจารณาว่าสินค้ามี ลักษณะเด่นอย่างไรบ้าง และสินค้าให้ประโยชน์อะไรกับลูกค้าบ้าง ระหว่างการให้สัญญากับลูกค้า กับ การพิสูจน์ด้วยลักษณะเด่นของสินค้า ข กลยุทธ์ราคา (Price strategy) หมายถึง โดยกลยุทธ์ทางด้านราคานั้น จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงเรื่องของต้นทุนของการผลิต และจะต้องมีราคาขายที่เหมาะสมกับ กลุ่มเป้าหมาย เหมาะสมกับงบประมาณของผู้บริโภค โดยที่จะต้องคำนึงถึงสภาพการแข่งขันของ สินค้าชนิดนั้น ๆ ในตลาดด้วย สำหรับราคาของผลิตภัณฑ์ ธุรกิจสามารถหาทางแก้ปัญหานี้ได้อย่าง น้อยคือ 2 ทางหลัก ๆ คือลดราคาให้ต่ำกว่าธุรกิจในตลาดคู่แข่งเพื่อให้ได้ฐานลูกค้า หรือจะเลือกทำ สินค้าให้มีคุณภาพ มีคุณสมบัติมากกว่า และกำหนดราคาให้สูงกว่า เพื่อยกระดับสินค้าให้อยู่เหนือกว่า ตลาดคู่แข่งก็ได้ การกำหนดกลยุทธ์ด้านราคามีประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาดังนี้ 1) ตั้งราคาตามตลาด (On going price) หรือตั้งราคาตามความพอใจ (Leading price) เหมาะสำหรับสินค้าที่สร้างความแตกต่างได้ยากจึงไม่สามารถจะตั้งราคาให้แตกต่าง จากตลาดคู่แข่งขันได้ นั่นคือ การตั้งราคาตามคู่แข่งขัน 2) ตั้งราคาตามความพอใจ (Leading price) เป็นการตั้งราคาตามความ พอใจโดยไม่คำนึงถึงคู่แข่งขัน เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างในตราสินค้า สินค้าที่มี เอกลักษณ์ส่วนตัวมีภาพพจน์ที่ดี จะตั้งราคาเท่าไรก็ไม่มีใครเปรียบเทียบสินค้าจะออกเป็นแบบราคา สูง (Premium price) เมื่อแน่ใจในคุณภาพที่เหนือกว่า และการยอมรับในราคาของลูกค้า หรือราคา มาตรฐาน (Standard) เมื่อใช้การตั้งราคาโดยพิจารณาจากราคาของคู่แข่งขัน หรือตราสินค้าเพื่อการ แข่งขัน (Fighting brand) เป็นสินค้าด้อยคุณภาพกว่าคู่แข่งขันเล็กน้อยจะลงตลาดล่าง การตั้งราคา เท่ากันหมด (One pricing) คือสินค้าหลายอย่างที่มีราคาติดอยู่บนกล่องหมายถึง ไม่ว่าจะขายอยู่ที่ใด ฤดูหนาวหรือฤดูร้อนราคาก็เท่ากันหมด หรือราคาแตกต่างกัน (Discriminate price) ข้อดี คือ สามารถเรียกราคาได้หลายราคา แต่ข้อเสียก็คือ เราต้องหาเหตุผลในการตั้งราคาหลายอย่าง เพื่อให้ คนยอมรับได้
18 3) การขยายสายผลิตภัณฑ์ (Line extension) ในกรณีนี้การนำเสนอสินค้า เริ่มต้นด้วยราคาหนึ่ง แล้วมีกลยุทธ์เผยแพร่ความนิยมไปยังตลาดบน หรือตลาดล่าง 4) การขยับซื้อสูงขึ้น (Trading up) เป็นการปรับราคาสูงขึ้นทำให้ได้กำไร มากขึ้นจึงพยายามขายให้ปริมาณมากขึ้นหรือการขยับซื้อต่ำลง (Trading down) เป็นการผลิตสินค้า ที่มีราคาแพงให้มีคุณภาพกว่าสินค้าที่ราคาถูกเล็กน้อยแต่ ตั้งราคาสูงกว่า เพื่อให้คนซื้อสินค้าที่ รองลงมาการใช้กลยุทธ์ด้านขนาด (Size) คือไม่ทำขนาดเท่ากับผู้ผลิตรายอื่น ๆ ฃ กลยุทธ์สถานที่ (Place strategy) หมายถึง สถานที่จัดจำหน่าย หรือช่อง ทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยที่ผู้ประกอบการนั้นจะต้องวิเคราะห์ หรือพิจารณาให้ดี เนื่องจาก ช่องทางที่จะเลือกใช้ในการจัดจำหน่ายสินค้าหรือกระจายสินค้านั้น ส่งผลโดยตรงต่อผลกำไรโดยรวม ของธุรกิจ โดยช่องทางการขายหรือกระจายสินค้านั้นจะต้องอยู่ในสถานที่ที่หาซื้อได้สะดวก มีทั้งแบบ ขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ที่จะช่วยสร้างยอดขายได้มาก และการขายให้ผู้บริโภคโดยตรง ที่จะสามารถ สร้างผลกำไรได้มากกว่า และในปัจจุบันนี้มีทั้งการขายแบบหน้าร้าน การขายแบบออนไลน์ และการ ขายแบบทั้งมีหน้าร้านและจำหน่ายออนไลน์ด้วย เพราะการขายแบบออนไลน์เป็นกลยุทธ์การเข้าถึง ผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพอย่างมากในปัจจุบันนี้ ค กลยุทธ์โปรโมชั่น (Promotion strategy) หมายถึง โปรโมชั่น หรือการ ส่งเสริมการตลาด เป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญอย่างมากในการขายสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการ ขายได้เป็นอย่างดี แต่จะต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์การตลาดอื่น ๆ เช่น การลด แลก แจก แถมสินค้า เป็นต้นโดยโปรโมชั่นที่เลือกใช้ จะต้องเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภค ดึงดูดใจ และสามารถ ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ กลยุทธ์นี้เป็นการส่งเสริมการตลาดจะต้องใช้ให้เกิดผล ประโยชน์สูงสุดกับคู่ค้า เพื่อให้เกิดการสนับสนุน และเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้าหรือบริการ ฅ กลยุทธ์บรรจุภัณฑ์ (Packaging strategy) หมายถึง แม้แต่ในส่วนของ บรรจุภัณฑ์นั้น ก็มีความสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอย่างมาก เพราะเปรียบเสมือนหน้าตา หรือเอกลักษณ์ของแบรนด์หรือของสินค้านั้น ๆ รวมถึงยังเป็นสิ่งแรกที่ผู้บริโภคเห็น จึงสามารถสร้าง ความประทับใจครั้งแรกได้ บรรจุภัณฑ์ที่ดึงดูดใจ มีความสวยงาม ออกแบบมาอย่างใส่ใจ และสัมพันธ์ กับชนิดของสินค้า จะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น จะต้องมีความสวยงามโดดเด่น มีเอกลักษณ์ และสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคได้
19 1) กลยุทธ์บุคลากร (Personal strategy) หมายถึง บุคลากร เป็นกลยุทธ์ แบบเฉพาะตัวบุคคล โดยเกิดขึ้นเฉพาะบุคคลนั้น ๆ หรือมีแพทเทิร์นที่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ ง่าย โดยพนักงานขายนั้นจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับสินค้าที่จะขายเป็นอย่างดี มีศิลปะในการพูดโน้ม น้าว และสามารถดึงดูดลูกค้าได้ และในเรื่องของประสบการณ์ก็มีส่วนที่ช่วยให้บรรลุผลได้มาก เรา สามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถส่วนบุคคลของพนักงานขายมาเป็นกลยุทธ์ในการเพิ่มยอดขาย 2) กลยุทธ์ข้อมูลข่าวสาร (Public relation strategy) หมายถึง โดย ข่าวสารนั้นเป็นสิ่งที่จะช่วยสร้างทัศนคติที่ดีต่อสินค้าและธุรกิจ เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถนำมาใช้เป็นกล ยุทธ์ในการชักจูงผู้บริโภคได้ และเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของผู้คนในตอนนี้ ผู้คนในตอนนี้นั้นจะ ดูสื่อหรือข่าวสารกันมากขึ้น และสามารถเข้าถึงสื่อได้อย่างง่าย จากหลากหลายช่องทาง เป็นยุคที่สื่อมี อิทธิพลต่อผู้คนและผู้บริโภคอย่างมาก 3) กลยุทธ์ด้านพลัง (Power strategy) หมายถึง กลยุทธ์ด้านพลังนี้ เกี่ยวข้องกับอำนาจในการต่อรองแลกเปลี่ยนทางการค้า รวมถึงข้อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้า กับคู่แข่งในตลาดด้วย เพื่อให้สามารถสร้างข้อเสนอที่ดีที่สุดมากระตุ้นให้เกิดการดีลได้ 2.4.2.2 เครื่องมือที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์ทางการตลาด 8P (8 P’s Strategy) มี องค์ประกอบดังนี้ ก หน้าที่หรือภารกิจ (Mission) คือ เป็นภารกิจของธุรกิจ (Business mission) เป็นพื้นฐานในการกำหนดการจัดเรียงลำดับของกลยุทธ์แผนในการดำเนินงาน และในการ ออกแบบงาน โดยในจุดเริ่มต้นของการออกแบบงานการบริหารนั้น การออกแบบโครงสร้างการ บริหารนั้นไม่มีสิ่งใดง่าย หรือจะปรากฏชัดเจนที่จะทราบว่าธุรกิจของบริษัทและหรือองค์กรนั้น คือ ข วัตถุประสงค์การตลาด (Marketing objectives) คือ วัตถุประสงค์ของทาง การตลาดนั้นจะต้องมีความเฉพาะเจาะจง หรือมีเป้าหมายเน้นเฉพาะ ไม่ใช่การกำหนดเป้าหมายในวง กว้าง ๆ และไม่สามารถวัดได้ ฃ วัตถุประสงค์การเงิน (Financial objectives) คือ เป็นวัตถุประสงค์ของ การเงินในด้านการให้ข้อมูลเกี่ยวกับฐานะทางการเงินของบริษัทและหรือองค์กร เช่น เงินทุน หมุนเวียน และผลของการดำเนินงานขององค์กรในลักษณะโครงสร้างของบริษัทและหรือองค์กร ค ตลาดเป้าหมาย (Target Markets) คือ จากการที่มีการกำหนดกลุ่มตลาด เป้าหมายอย่างชัดเจน โดยที่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก และมีกลุ่มเป้าหมายรอง
20 ฅ การวางตำเเหน่ง (Positioning) คือ เป็นการกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ (Product position) เป็นการรับรู้ของผู้บริโภค ในเชิงความรู้สึกนึกคิดหรือทัศนคติที่มีต่อผลิตภัณฑ์ สินค้า และบริการ ของบริษัทและหรือองค์กรเมื่อเปรียบเทียบกับต่อผลิตภัณฑ์ ฆ กลยุทธ์ (Strategies) คือเป็นการสร้างตลาดที่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรใน ด้านการเงิน เวลา และความพยายาม โดยเริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภคและความ พยายามในการพัฒนาจนถึงการซื้อสินค้าและบริการ ดังนั้นกลยุทธ์ทางการตลาดนั้นจะต้องการ กำหนดรายละเอียดของวัตถุประสงค์ทางการตลาดที่เฉพาะ กำหนดขอบเขตต่าง ๆ อย่างชัดเจน และ เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ง การตลาด (Marketing plan) คือเป็นโปรแกรมทางการตลาดหลังจากการ ดำเนินส่วนของประหลาดที่เหมาะสมแล้ว บริษัทและหรือองค์กรนั้นอาจเลือกหนึ่งส่วนตลาดหรือ หลายส่วนตลาดเป็นเป้าหมาย จ การวิจัยตลาด (Marketing research) เป็นกระบวนการในการเก็บรวบรวม ข้อมูล วิเคราะห์ ตีความ และรายงานผลงานทางด้านวิชาการทางการตลาดที่เกี่ยวข้องกับการขาย สินค้าหรือบริการ 2.4.3 กลยุทธ์การขายแบบออนไลน์ 2.4.3.1 ช่องทางการขายหรือจำหน่ายสินค้า (Channels) มีบทบาทต่อการเลือกซื้อ สินค้าเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Facebook page ที่มีฟังก์ชันรายการสินค้าที่สามารถให้ผู้บริโภค เลือกซื้อได้ Line เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ รวมถึงการรับคำ สั่งซื้อจากผู้บริโภคได้ หรือ E-Marketplace รูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถลงขายสินค้าและบริการได้ เช่น Lazada, Shopee 2.4.3.2 การสื่อสารกับลูกค้าหรือผู้ติดตามบนช่องทางออนไลน์ของคุณ เป็นอีกหนึ่งกล ยุทธ์ที่ดี เพราะนอกจากจะช่วยด้านสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ยังมีความสำคัญในการบริการที่ดีได้ด้วย การ สื่อสารกับลูกค้านั้นอาจจะเป็นการทำคอนเทนต์ในลักษณะคำถาม เชิญชวนให้คนมาคอมเม้นท์หรือ แสดงความคิดเห็น รวมถึงการตอบคำถามผ่าน Chat message กับลูกค้าโดยตรง ความเร็ว การให้ ข้อมูลกับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ 2.4.3.3 Omni Channel Marketing หรือ การผสมผสานระหว่างการขายแบบ ออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นกลยุทธ์ที่นำ
21 การตลาดทางออนไลน์ (Online) เชื่อมโยงกับช่องทางออฟไลน์ (Offline) และในเมื่อเรามีทั้งหน้าร้าน และช่องทางออนไลน์ในการขายสินค้า จึงสามารถเพิ่มบทบาทของทั้งสองช่องทางเข้าด้วยกันได้ 2.4.3.4 การซื้อโฆษณาบนโปรแกรมการค้นหา (Search engine) อย่าง Google และ Social media รูปแบบต่าง ๆ ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายได้เป็นอย่างมาก รวมถึงเพิ่มความ รับรู้ต่อแบรนด์ (Brand awareness) การรับรู้ถือเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างธุรกิจในระยะยาวได้อีกด้วย 2.4.3.5 กลยุทธ์การกำหนดราคา (Price strategic) เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงในกรณีที่ มีสินค้าหรือบริการเฉพาะ จึงต้องมีการกำหนดราคาพร้อมทั้งต้องพิจารณาในเรื่องความเหมาะสมของ ราคานั้นคุ้มค่าต่อประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้าหรือบริการของคุณหรือไม่และสินค้านั้นเป็นที่ ต้องการของตลาดมากแค่ไหน 2.4.3.6 คอนเทนต์ (Content) โดยคอนเทนต์ที่ดีนั้นจะต้องสอดคล้องกับสินค้าและ บริการ แน่นอนว่าการเลือกซื้อสินค้าของผู้ใช้งานบนออนไลน์ในปัจจุบันนั้นอาศัยการดึงดูดด้วยการ รีวิว (review) จากผู้บริโภคที่เคยทดลองใช้หรือใช้งานจริง ซึ่งการเขียนรีวิวสินค้านั้นมีความ หลากหลาย แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือความสอดคล้องเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ 2.4.3.7 ผู้มีอิทธิพลบนสื่อออนไลน์ (Online influencer) คือเป็นบทบาทกับธุรกิจที่ ต้องการกระแสนิยม ซึ่งอินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลบน Social media เช่น Twitter, Instagram เป็น หลักและจะเน้นการโปรโมทสินค้าและบริการ ในลักษณะของการทำให้เกิดกระแสนิยมบนสื่อออนไลน์ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายและเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดของการทำการตลาด รูปแบบนี้ คือการเลือก Influencer ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์สินค้าหรือบริการให้เหมาะสม 2.4.3.8 กลยุทธ์การศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย (Customer behavior) การ วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายเป็นกลยุทธ์พื้นฐานในการทำการตลาดออนไลน์ เพราะเป็นสิ่งสำคัญในการ กำหนดช่องทางขายหลัก การทำคอนเทนต์ในรูปแบบที่เหมาะสมกับช่องทางนั้น ๆ ซึ่งการวิเคราะห์นี้ ยังเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างหรือปรับเปลี่ยนข้อมูลการให้บริการในอนาคตได้อีกด้วย เช่น การศึกษา พฤติกรรมของผู้ใช้ที่เข้ามาเว็บไซต์ มักจะเข้าอ่านคอนเทนต์ประเภทโปรโมชั่นมากที่สุด ก็สามารถที่ จะนำเอามาปรับใช้ในการอัพเดทข้อมูลข่าวสารของธุรกิจได้ เป็นต้น 2.4.3.9 การอัพเดทข้อมูลที่สดใหม่ (Information updates) นอกจากจะยังเป็นตัว แปรสำคัญในการเลือกซื้อสินค้า ยังเป็นสิ่งสำคัญในการจัดอันดับการค้นหาบน Google ตามมาด้วย โอกาสในการขายที่จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นการทำคอนเทนต์ต้องมีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ วัน
22 2.5 การบริโภคและทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค ( Buyer Behavior’s Model ) 2.5.1 พฤติกรรมผู้บริโภค ( Consumer Behavior) หมายถึง กระบวนการ หรือพฤติกรรมใน การตัดสินใจซื้อ ใช้ และประเมินผลการใช้สินค้าหรือบริการของผู้ซื้อ ทั้งที่เป็นปัจเจกบุคคลและกลุ่ม บุคคล อันจะมีความสำคัญต่อการซื้อสินค้าและบริการทั้งในปัจจุบันและอนาคตพฤติกรรมผู้บริโภคมี ผลต่อความสำเร็จของธุรกิจ ดังนั้นการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคจะทำให้สามารถสร้างกลยุทธ์ทาง การตลาดที่สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภคและความสามารถในการค้นหาทางแก้ไข พฤติกรรมใน การตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคในสังคมได้ถูกต้อง 2.5.2 ความหมายและความสำคัญของการบริโภค การบริโภค (Consumption) หมายถึง มนุษย์ก็เช่นเดียวกับสัตว์โลกโดยทั่วไป ที่มีความ หิว และความต้องการ แต่มนุษย์จะระงับความหิวและความต้องการนั้นด้วยการอุปโภคและบริโภค สินค้าและบริการที่มนุษย์นั้นเองเป็นผู้ผลิตขึ้น เราทราบว่าอุปสงค์หรือความต้องการที่มีต่อสินค้าและ บริการมีได้ทั้งที่เป็นอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการขั้นสุดท้าย และอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการขั้นกลาง การบริโภคจัดเป็นอุปสงค์ที่มีต่อสินค้าและบริการในขั้นสุดท้าย สินค้าดังกล่าวเรียกว่าสินค้าบริโภค ซึ่ง มีทั้งที่เป็นสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ ทีวี วิทยุ ฯลฯ และที่เป็นสินค้าไม่คงทนหรือเสียง่าย เช่น เนื้อสัตว์ พืชผัก ผลไม้ ฯลฯ 2.5.3 ลักษณะทั่วไปของผู้บริโภค 2.5.3.1 สิ่งเร้า (stimuli) ในทางการตลาดนั้น เราแบ่งสิ่งเร้าออกเป็น 2 ประเภท คือ สิ่ง เร้าทางการตลาดกับสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ทางการตลาด ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและพฤติกรรมของ ผู้บริโภคสิ่งเร้าทางการตลาด ได้แก่ สิ่งที่เราเรียกว่า ส่วนประสมทางการตลาดหรือ 4'Ps อันได้แก่ ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่ายและการส่งเสริมการตลาดนั่นเองสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ทาง การตลาด ที่อยู่อยู่ล้อมรอบผู้บริโภคได้แก่ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี สังคม การเมือง / กฎหมาย และ วัฒนธรรม ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคสิ่งเร้าเหล่านี้นับเป็นตัวนำเข้าหรือ input ที่จะเข้า ไปยังกล่องดำของผู้บริโภคและส่งผลให้มีการตอบสนองออกมาเป็น output 2.5.3.2 กล่องดำ (black box) คำคำนี้เป็นนามธรรม โดยสมมติว่ากล่องดำเป็นที่รวม เอาปัจจัยต่าง ๆ ที่ว่านี้ได้แก่ วัฒนธรรม สังคม ลักษณะ ส่วนบุคคล และลักษณะทางจิตวิทยาของ ผู้บริโภคแต่ละคนเอาไว้ นอกไปจากนี้ในกล่องดำยังมีกระบวนการตัดสินใจซื้ออยู่อีกด้วย สิ่งเร้าเมื่อ มาถึงกล่องดำจะถูกปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวตกแต่งขัดเกลาแปรรูปออกมาเป็นการตอบสนอง ถ้าการ
23 ตอบสนองเป็นไปในทางบวก กระบวนการตัดสินใจซื้อทำงาน จนกระทั่งมีการซื้อเกิดขึ้นตามมา ถ้า ตอบสนองเป็นไปในทางลบ ผู้บริโภคคงไม่ลงมือซื้อ 2.5.3.3 การตอบสนอง (response) เป็นผลลัพธ์จากอิทธิพลของปัจจัยและกลไกการ ทำงานของกระบวนการตัดสินใจซื้อที่อยู่ในกล่องดำของผู้บริโภค ถ้าการตอบสนองเป็นไปในทางบวก จะสังเกตเห็นผู้บริโภคไปเลือกผลิตภัณฑ์ที่จะซื้อ เลือกตราผลิตภัณฑ์ที่จะซื้อเลือกร้านค้าที่จะซื้อ เลือก จังหวะเวลาที่จะซื้อ และเลือกจำนวนที่จะซื้อ เป็นต้น 2.5.4 ปัจจัยที่มีผลต่อการบริโภคและผลของการบริโภค ปัจจัยทางวัฒนธรรม (cultural factors) เป็นปัจจัยที่อิทธิพลออกที่กระทบต่อพฤติกรรม ของผู้บริโภคได้กว้างขวางที่สุด ลึกล้ำที่สุด ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็นวัฒนธรรมหลัก แล้วก็อนุวัฒนธรรม และชั้นทางสังคม วัฒนธรรมหลัก เป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกกลุ่มหรือในทุกสังคมของมนุษย์ และเป็นตัว ก่อให้เกิดค่านิยม การรับรู้ ความอยากได้ ไปจนถึงพฤติกรรมของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ ถ่ายทอดให้แก่กันและกันมา และด้วยเหตุที่แต่ละสังคมก็มีวัฒนธรรมหลักเป็นของตนเอง ชั้นทางสังคม หมายถึง คนจำนวนหนึ่งที่มีรายได้ อาชีพ การศึกษา หรือชาติตระกูลอย่าง ใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเหมือนกัน ชั้นทางสังคมของผู้บริโภค แบ่งออกแล้วจะมีลักษณะ ดังนี้ 2.5.4.1 กลุ่มอ้างอิง (reference group) กลุ่มอ้างอิงของผู้บริโภคคนใด หมายถึง กลุ่ม บุคคลซึ่งผู้บริโภคคนนั้น ยึดถือหรือไม่ยึดถือเอาเป็นแบบอย่างในการบริโภคหรือไม่บริโภคตาม โดยที่ ผู้บริโภคคนนั้นจะเป็นสมาชิกของกลุ่มหรือไม่ก็ได้ 2.5.4.2 ครอบครัว (family) สมาชิกในครอบครัวหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยพ่อแม่ และลูก สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวมีอิทธิพลอย่างสำคัญในพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค และยังมี ผลการวิจัยที่ยืนยันว่าครอบครัวเป็นองค์กรซื้อที่สำคัญที่สุดในสังคม 2.5.4.3 บทบาทและสถานภาพของบุคคล (role and status) สถานภาพ หมายถึง ฐานะ ตำแหน่งหรือเกียรติยศของบุคคลที่ปรากฏในสังคม ส่วน บทบาท หมายถึง การทำตามหน้าที่ที่ สังคมกำหนดไว้ ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมหลายหน่วย บุคคลทุกคนย่อมมีสถานภาพได้หลาย อย่าง สถานภาพเป็นสิ่งที่สมาชิกในสังคมหนึ่ง ๆ กำหนดขึ้นเป็นบรรทัดฐานสำหรับกระจายอำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และสิทธิต่าง ๆ ให้แก่สมาชิก
24 2.5.4.4 ปัจจัยส่วนบุคคล (personal factors) ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งอิทธิพลต่อ กระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภคที่สำคัญ ๆ ได้แก่ อายุ วัฏจักรชีวิตครอบครัว อาชีพ รายได้ รูปแบบ การดำเนินชีวิต บุคลิกภาพและมโนทัศน์ที่มีต่อตนเอง 2.5.4.5 อายุ (age) พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อหรือตัดสินใจบริโภคของบุคคลย่อม แปรเปลี่ยนไปตามระยะเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ ขณะอยู่ในวัยทารกหรือวัยเด็ก พ่อแม่จะเป็นผู้ตัดสินใจซื้อ ผลิตภัณฑ์มาให้บริโภคเกือบทั้งหมด เมื่ออยู่ในวัยรุ่นบุคคลจะตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ด้วนตนเองใน บางอย่าง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ลับหลังพ่อแม่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่มีรายได้เป็นของตนเอง อำนาจในการตัดสินใจ ซื้อจะมีมากที่สุด ต่อเมื่อเข้าสู่วัยชรา ความคิดเห็นจากบุคคลอื่น ๆ เช่น ญาติพี่น้อง บุตรหลาน จะ หวนกลับเข้ามาอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออีก 2.5.4.6 วัฏจักรชีวิตครอบครัว (family life cycle) หมายถึง รอบแห่งชีวิตครอบครัว นับตั้งแต่การเริ่มต้นชีวิตครอบครัวไปจบลงที่การสิ้นสุดชีวิตครอบครัว แต่ละช่วงของวัฏจักรชีวิต ครอบครัวผู้บริโภคจะมีรูปแบบและพฤติกรรมการซื้อที่แตกต่างกันออกไป วัฏจักรชีวิตครอบครัวของ บุคคลแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนใหญ่ ๆ คือ ก ระยะที่ยังเป็นหนุ่มสาวและโสดแยกตัวจากบิดามารดามาอยู่อย่างอิสระ ข ระยะที่ก้าวเข้าสู่ชีวิตครอบครัว ฃ ระยะที่ก่อกำเนิดและเลี้ยงดูบุตร ค ระยะที่บุตรแยกออกไปตั้งครอบครัวใหม่ ฅ ระยะสิ้นสุดชีวิตครอบครัว 2.5.4.7 อาชีพ (Occupation) อาชีพของบุคคลจะมีลักษณะเฉพาะบางประการที่ทำให้ ต้องบริโภคผลิตภัณฑ์แตกต่างไปจากผู้ประกอบอาชีพอื่น ๆ 2.5.4.8 รายได้ส่วนบุคคล (Personal income) รายได้ส่วนบุคคลของผู้บริโภคที่มี อิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อ ได้แก่ รายได้ส่วนบุคคลที่ถูกหักภาษีแล้วหลังจากถูกหัก ภาษี ผู้บริโภคจะนำเอารายได้ส่วนหนึ่งไปเก็บออมไว้และอีกส่วนหนึ่งไปซื้อผลิตภัณฑ์อันจำเป็นแก่การ ครองชีพ และรายได้ส่วนนี้นี่เองที่ผู้บริโภคจะนำไปซื้อสินค้าประเภทฟุ่มเฟือย 2.5.4.9 รูปแบบการดำเนินชีวิต (life styles) รูปแบบการดำเนินชีวิตของบุคคลใด หมายถึง พฤติกรรมการใช้ชีวิต ใช้เงิน และใช้เวลา ของบุคคลคนนั้น ซึ่งแสดงออกมาให้ปรากฏซ้ำ ๆ กัน ในสี่มิติต่อไปนี้ คือ มิติทางด้านลักษณะประชากรที่ประกอบกันเข้าเป็นตัวคนคนนั้นกิจกรรมที่เขา
25 เข้าไปมีส่วนร่วม ความสนใจที่เขามีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และความคิดเห็นที่เขามีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มิติทั้ง 3 อย่างหลังนี้ มักนิยมรียกว่า AIO Demographics ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา ที่ส่งอิทธิพลต่อ กระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคได้แก่ การจูงใจ การรับรู้ การเรียนรู้ความเชื่อและทัศนคติ 2.5.5 ทฤษฎีพฤติกรรมของผู้บริโภค พฤติกรรมผู้บริโภค เป็นการศึกษาปัจเจกบุคคล กลุ่มบุคคล หรือองค์การและ กระบวนการที่พวกเขาเหล่านั้นใช้เลือกสรร รักษา และกำจัด สิ่งที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ บริการ ประสบการณ์ หรือแนวคิด เพื่อสนองความต้องการและผลกระทบที่กระบวนการเหล่านี้มีต่อผู้บริโภค และสังคมพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นการสมผสานจิตวิทยา สังคมวิทยา มานุษยวิทยาสังคม และ เศรษฐศาสตร์ เพื่อพยายามทำความเข้าใจกระบวนการการตัดสินของผู้ซื้อ ทั้งปัจเจกบุคคลและกลุ่ม บุคคล พฤติกรรมผู้บริโภคศึกษาลักษณะเฉพาะของผู้บริโภคปัจเจกชน 2.6 แนวคิดการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 2.6.1 บรรจุภัณฑ์ หมายถึง สิ่งที่ผลิตขึ้นมาเพื่อจะนำมาห่อหุ้มสิ่งของหรือสินค้าชนิดต่าง ๆ เพื่อ ทำการปกป้องหรือป้องกันสินค้าเหล่านั้นจากการขนส่ง และยังเป็นการช่วยเก็บรักษาสินค้าจากปัจจัย ภายนอกที่อาจทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งยังสามารถยืดอายุสินค้าเหล่านั้นได้ นอกเหนือจากนั้นบรรจุ ภัณฑ์ยังมีประโยชน์อื่น ๆอีกมาก ทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ 2.6.2 หลักการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ นักออกแบบต้องคำนึงถึงศาสตร์และศิลป์สำหรับใช้ แก้ปัญหาการออกแบบบรรจุภัณฑ์แต่ละด้านให้เกิดผลลัพธ์การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ ในการบรรลุวัตถุประสงค์หลักของบรรจุภัณฑ์สองข้อคือ การออกแบบโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ และการ ออกแบบกราฟิกบรรจุภัณฑ์ ที่ล้วนมีรายละเอียดที่ต้องคำนึงทฤษฎีและหลักการที่เกี่ยวข้อง 2.6.2.1 ข้อกำหนดในการออกแบบโครงการบรรจุภัณฑ์ ก ชนิดของวัสดุมีความเหมาะสม ป้องกันสินค้าได้ตลอดอายุการวางขาย ข รูปแบบกลมกลืนสอดคล้องกับสินค้า ฃ ขนาดพอดีและสามารถรับน้ำหนักสินค้าได้ ค การขึ้นรูป การบรรจุ เปิด-ปิดสะดวก ไม่ยุ่งยาก 2.6.2.2 การออกแบบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์
26 การออกแบบและการจัดวางรูปประกอบตัวอักษร ลวดลาย ถ้อยคำ เครื่องหมายหรือตราสัญลักษณ์ทางการค้า โดยใช้หลักวิชาการทางศิลปะ การจัดภาพองค์ประกอบ ศิลป์เพื่อให้ผลงานมีความประสานกลมกลืนกันอย่างสวยงามและสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ก ข้อมูลประกอบการออกแบบบรรจุภัณฑ์ข้อมูลด้านการตลาด ได้แก่ สถานที่จัดจำหน่าย ฤดูกาลรูปแบบการกระจายสินค้า (ปลีก/ส่ง) พฤติกรรมผู้บริโภค ปริมาณและ มูลค่าของสินค้าในตลาด ( ส่วนแบ่งทางการตลาด ) ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ประวัติความ เป็นมา คำอธิบาย จุดเด่น ประโยชน์ ขนาดปริมาณบรรจุ ความถี่/ปริมาณการใช้ที่ใช้ต่อครั้ง ราคาและ ต้นทุน ข้อควรระวัง 2.6.3 ขั้นตอนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 2.6.3.1 กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ถือเป็นเรื่องสำคัญของการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพราะ กลุ่มเป้าหมายสามารถส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ได้โดยตรง ผู้ประกอบการจะต้องศึกษาและเรียนรู้ ความต้องการของตลาดและความต้องการของผู้บริโภค โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อที่จะ ได้สามารถออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ตรงต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด ตัวอย่าง กลุ่มเป้าหมาย เช่น วัยรุ่น วัยทำงาน แม่บ้าน เด็ก ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งทำให้ลักษณะของบรรจุภัณฑ์ก็ต้อง มีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มเป้าหมายนั้น ๆ หรือบางครั้งผลิตภัณฑ์บางอย่างผลิตขึ้นมาเพื่อผู้บริโภค กลุ่มหนึ่ง แต่ผู้บริโภคอีกกลุ่มหนึ่งกลับเป็นผู้เลือกและตัดสินใจซื้อ เช่น อาหารเสริมสำหรับเด็กหรือ นมผงสำหรับทารก จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ทารกและเด็กมิได้เป็น ผู้เลือกซื้อ แต่ผู้เลือกและ ตัดสินใจซื้อกลับเป็นผู้ปกครอง ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าก่อนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ผู้ประกอบการ จำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมาย 2.6.3.2 กำหนดชื่อตราสินค้า (Brand) ตราสินค้าใช้เป็นชื่อหรือเครื่องหมายสำหรับการ เรียกขานผลิตภัณฑ์ ผู้ประกอบการจะต้องทำการกำหนดชื่อตราสินค้าให้เรียบร้อยก่อนการออกแบบ บรรจุภัณฑ์ โดยกำหนดให้ชื่อตราสินค้ามีความเป็นเอกลักษณ์ ชัดเจน น่าสนใจ ที่สำคัญจะต้องเป็นที่ จดจำได้ง่ายแก่ผู้บริโภค ก ลักษณะที่ดีของตราสินค้าที่ดีสั้น กะทัดรัด จดจำได้ง่าย ออกเสียงได้ง่ายมี ความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แปลเป็นภาษาต่างประเทศได้ง่ายมีความหมายที่เหมาะสม สามารถบอกถึงคุณสมบัติที่สำคัญของผลิตภัณฑ์สอดคล้องกับค่านิยมและวัฒนาธรรมของกลุ่มลูกค้า เป้าหมายสามารถนำไปจดทะเบียนการค้าได้ต้องไม่ซ้ำกับของเดิมที่มีอยู่
27 2.6.3.3 วัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ วัสดุมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การที่ผู้ประกอบการตัดสินใจว่าจะใช้วัสดุอะไรมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์นั้น ท่านควรคำนึงถึงความ ปลอดภัยของผู้บริโภค ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และคุณสมบัติของวัสดุแต่ละประเภท ที่จะ นำมาผลิตบรรจุภัณฑ์เป็นสำคัญ 2.6.3.4 รูปทรง บรรจุภัณฑ์ ที่มีรูปร่างสวยงาม สามารถสร้างความประทับใจให้กับ ผู้บริโภค ถึงแม้ผู้บริโภคจะยังมิได้สัมผัสกับตัวผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใน รูปทรงของบรรจุภัณฑ์สามารถ สร้างความเป็นเอกลักษณ์ได้ กล่าวคือเมื่อผู้บริโภคเห็นรูปทรงสามารถรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นผลิตภัณฑ์ อะไรและมีชื่อตราสินค้าอะไร หรือจะเป็นผลิตภัณฑ์เดียวแตกต่างกันที่ชื่อตราสินค้า 2.6.3.5 สีสันและกราฟิก สีสันและกราฟิกนี้คือการรวมของการใช้สัญลักษณ์ ตัวอักษร ภาพประกอบ ลวดลายและพื้นผิว ซึ่งส่วนประกอบทั้งหมดสามารถบ่งบอกถึงชื่อตราสินค้า ลักษณะ ผลิตภัณฑ์ ที่บรรจุอยู่ภายในได้และสามารถแสดงถึงแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ได้ด้วย 2.6.4 การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดี การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ให้มีความสวยงามและความแปลกตาเท่านี้คงไม่เพียงพอ สำหรับบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหารเพราะหัวใจของบรรจุภัณฑ์ คือ การเก็บรักษาคุณภาพของ ผลิตภัณฑ์ให้คงอยู่ยืนยาว ดังนั้นการออกแบบที่ดีควรคำนึงถึงหน้าที่ของบรรจุภัณฑ์เป็นสำคัญ ดังนี้ 2.6.4.1 ป้องกันผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมในการบรรจุอาหารจะต้องสามารถ ป้องกันไม่ให้อาหารสัมผัสกับบรรยากาศภายนอก ซึ่งอาจจะเกิดการรั่ว การซึม แสง ความร้อนเย็น 2.6.4.2 เก็บรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ที่ต้องสามารถรักษาคุณภาพของ ผลิตภัณฑ์มิให้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นหรือรสชาติ 2.6.4.3 ยืดอายุผลิตภัณฑ์ จะต้องสามารถนำเทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนมาช่วยในการ ออกแบบ เพื่อให้บรรจุภัณฑ์สามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ให้มีอายุยืนยาว 2.6.4.4 ความสะดวกในการใช้งาน 2.6.4.5 ความประหยัดในการขนส่ง 2.6.5 งานพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ในการพิมพ์สิ่งพิมพ์ประเภทบรรจุภัณฑ์ ควรให้ความสำคัญในการเลือกใช้หมึกพิมพ์ที่ ปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นบรรจุภัณฑ์ประเภทอาหาร ควรเลือกสีชนิด Food grade และ ควรเป็นสีที่คงทนต่อการใช้งานที่ต้องการพิมพ์บนวัสดุใช้พิมพ์ที่ต้องการได้
28 2.6.5.1 กล่องเป็นบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง (The Box as Transit Container) ก เป็นบรรจุภัณฑ์พื้นฐานที่มุ่งเน้นการใช้งาน ข เน้นเรื่องราคา ในการตัดสินใจซื้อ 2.6.5.2 กล่องเป็นเครื่องมือทางการตลาด (The Box as a Marketing Tool) ก เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้เป็นสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์นอกเหนือการใช้งาน ข การวางแนวคิดจะสอดคล้องกันระหว่างสินค้าบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ฃ ออกแบบสวยงามเน้นตราสินค้าและความเด่นเมื่อโชว์ตามร้านค้า 2.6.5.3 หลักการออกแบบบรรจุบรรจุภัณฑ์ ประกอบด้วยการออกแบบที่สำคัญ 2 ส่วน ก การออกแบบโครงสร้าง – เน้นคุณสมบัติของวัสดุใช้ทำบรรจุภัณฑ์ ข การออกแบบกราฟิก – เน้นการสื่อความหมายด้วยภาพวาดสัญลักษณ์ 2.6.6 สีบนบรรจุภัณฑ์ 2.6.6.1 ข้อควรคำนึงในการเลือกใช้สีบนบรรจุภัณฑ์ ก สีที่ใช้ควรเป็นสีที่จำง่าย สามารถทำให้นึกถึงยี่ห้อหรือผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ได้ ทันที ใช้สีจดจำได้ง่ายดีกว่าใช้สีแปลก ๆ ไม่คุ้นตา ข ถ้าการขายเป็นลักษณะแบบช่วยตนเองสีแท้เป็นสีที่ควรเลือกใช้สำหรับการ ขายแบบตัวต่อตัว ก็ควรเลือกสีที่แตกต่างกันไปสีสว่างหรือสีที่คล้าย ๆ กันมักให้ความรู้สึกที่ดีสีนุ่ม ๆ เหมาะกับสินค้าราคาค่อนข้างสูง ฃ สีที่เลือกใช้บนบรรจุภัณฑ์ควรใช้สีเพื่อทำการเน้นส่วนที่ต้องการจะเน้นให้ เด่นชัดนอกจากนั้นใช้สีที่สามารถดึงดูดได้รองๆ ลงมาตามลำดับความสำคัญ ค สีที่เลือกควรเข้ากันได้กับวัสดุที่เลือกใช้ด้วย ฅ สีที่ใช้บนบรรจุภัณฑ์ควรเป็นสีที่เหมาะกับผู้บริโภคในทุก ๆ สถานการณ์ 2.6.6.2 ประโยชน์ของสีบรรจุภัณฑ์ ก ข้อความชัดเจนอย่างง่าย ข จดจำได้ง่าย ฃ ช่วยแยกความแตกต่างในผลิตภัณฑ์ที่เป็นชุด ค โน้มน้าวและให้ความมั่นใจแก่ผู้ซื้อ ฅ บ่งบอกถึงสิ่งที่บรรจุ
29 2.6.6.3 การใช้สีบนบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก มักเป็นสีที่แสดงความรู้สึกอ่อนโยน ไม่แข็งมาก เช่น สี ขาว ชมพู ฟ้า เขียวอ่อน เหลืองอ่อน ฯลฯ เป็นส่วนที่พื้นที่ใหญ่ ๆ และอาจมีสีสดใสบางจุดบนบรรจุ ภัณฑ์ เช่น ตัวหนังสือกราฟิกต่าง ๆ ให้ดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น สีที่สามารถบ่งบอกถึงสถานะผู้บริโภคให้ เป็นกลุ่มตามความเข้าใจทั่วไปแบ่งได้ดังนี้ ก สีฟ้า หรือ สีน้ำเงิน แสดงถึง ผลิตภัณฑ์ของเด็กผู้ชาย ข สีชมพูหรือแดง แสดงถึง ผลิตภัณฑ์ของเด็กผู้หญิง แต่บางกรณีการใช้สีก็อาจจะไม่เป็นไปตามนี้ก็ได้ ในกรณีที่เป็นสินค้าที่ไม่มีการ แบ่งเพศเช่น บรรจุภัณฑ์สีชมพู หมายถึง ผลิตภัณฑ์ธรรมดา แต่บรรจุภัณฑ์สีขาว หมายถึง ผลิตภัณฑ์ ชนิดพิเศษ สำหรับสีที่เป็นที่นิยมในการใช้เป็นสีบนบรรจุภัณฑ์มากที่สุดคือ สีขาว เนื่องจากให้ ความรู้สึกสะอาด ปลอดภัย บริสุทธิ์ เหมาะสมสำหรับเด็กการเลือกใช้สีบนบรรจุภัณฑ์ จึงมี ความสำคัญต่อการเลือกซื้อของผู้บริโภคไม่น้อยไปกว่าองค์ประกอบอื่น ๆ 2.7 ทฤษฎีกลไกราคา 2.7.1 กลไกราคา หมายถึง ภาวการณ์เปลี่ยนแปลงในระดับราคาสินค้าและบริการอันเกิดจาก แรงผลักดันของอุปสงค์และอุปทานเมื่อผู้ผลิตพยายามปรับปรุงการผลิตและบริการให้สอดคล้องกับ ความต้องการของผู้บริโภค ดังนั้นจะเห็นได้ว่าราค่าสินค้าและบริการเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนด อุปสงค์และอุปทานตลอดจนเป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนราคาให้เข้าสู่จุดดุลยภาพ 2.7.1.1 กลไกราคาจะพบได้ในทุกตลาดยกเว้นตลาดแบบผูกขาดเพราะกลไกราคาจะ เกิดได้เฉพาะตลาดที่มีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะของตลาดเสรีหรือประเทศที่ใช้ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือเสรีนิยมหรือระบบเศรษฐกิจแบบผสมเท่านั้นโดยระบบเศรษฐกิจ เหล่านี้จะมีกลไกราคาเป็นตัวกำหนดว่าจะผลิตสินค้าปริมาณเท่าใดและราคาเท่าใดการกำหนดราคา สินค้าและบริการในทางเศรษฐกิจ กำหนดไว้ 2 วิธีคือ ก ให้กลไกราคาเป็นเครื่องมือในการกำหนดราคาสินค้าและบริการซึ่งจะ เปลี่ยนแปลงไปตามแรงผลักดันของอุปสงค์และอุปทาน ข รัฐบาลกำหนดราคาสินค้าและบริการด้วยการควบคุมและแทรกแซงราคา สินค้าและบริการด้วยวิธีกำหนดราคาเมื่อสินค้าที่จำเป็นขาดตลาด เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภคการประกัน
30 ราคาขั้นต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตการพยุงราคาสินค้าไม่ให้ตกต่ำมากเกินไป เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตหรือ ผู้ขายไม่ให้ขาดทุน 2.7.2 อุปสงค์ (Demand) หมายถึง ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหนึ่ง ของผู้บริโภคที่เต็มใจจะซื้อและซื้อหามาได้ ณ ระดับราคาต่าง ๆ ที่ตลาดกำหนดให้กล่าวคือเมื่อ ผู้บริโภคมีความต้องการที่จะซื้อสินค้าและบริการนั้นแล้ว ก็จะสามารถมีกำลังซื้อได้แต่ถ้าผู้บริโภคไม่ สามารถที่จะซื้อหรือไม่มีกำลังซื้อ ก็จะไม่ถือว่าเป็นอุปสงค์ตามความหมายในทางเศรษฐศาสตร์ 2.7.2.1 กฎของอุปสงค์ (Law of Demand) หมายถึง ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อสินค้า และบริการในราคาต่ำ (ราคาถูก) ในปริมาณมากกว่าซื้อสินค้าในราคาสูง (ราคาแพง) 2.7.2.2 ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุปสงค์การที่ผู้บริโภคจะทำการซื้อสินค้าชนิด ใดชนิดหนึ่งในขณะใดขณะหนึ่งเป็นจำนวนเท่าใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้ ก ราคาสินค้าและบริการ (ตามกฎของอุปสงค์) ข รายได้ของผู้บริโภค ฃ รสนิยมของผู้บริโภค ค การโฆษณาและเทคนิคการตลาด ฅ ราคาสินค้าหรือบริการอื่น ๆ ที่ต้องใช้ร่วมกันหรือแทนกันได้ ฆ การคาดคะเนการขึ้นลงของราคาของผู้บริโภค ง การคาดคะเนการขึ้นลงของราคำของผู้บริโภค จ พฤติกรรมของผู้บริโภค เช่น ฤดูกาล การศึกษา ฉ ภาวะเศรษฐกิจขณะนั้น ๆ 2.7.3 อุปทาน (Supply) หมายถึง ปริมาณสินค้าและบริการที่ผู้ขายหรือผู้ผลิตยินดีขายหรือ ผลิตให้แก่ผู้ซื้อ ณ ระดับราคาต่าง ๆ ตามที่ตลาดกำหนดให้กล่าวคือ เมื่อราคาสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง เพิ่มสูงขึ้นผู้ผลิตก็ยินดีที่จะเสนอขายมากขึ้น แต่ถ้าราคาสินค้าชนิดนั้นลดลงปริมาณของอุปทานก็จะ ลดลงตามไปด้วย 2.7.3.1 กฎของอุปทาน (Law of Supply) หมายถึง ผู้ผลิตมีความต้องการเสนอขาย สินค้าและบริการในราคาสินค้าและบริการที่สูง ในปริมาณมากกว่าราคาสินค้าและบริการที่ต่ำ 2.7.3.2 ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุปทานการที่ผู้ผลิตจะผลิตสินค้าเพื่อสนอง ความต้องการของผู้บริโภคหรือผู้ซื้อมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการดังนี้
31 ก ราคาสินค้าและบริการในขณะนั้น ๆ (กฎของอุปทาน) ข ต้นทุนการผลิตที่เปลี่ยนแปลง (วัตถุดิบ) ฃ เทคโนโลยีการผลิตที่นำมาใช้ ค ฤดูกาล ฅ สภาวะของตลาด และภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น ฆ การคาดคะเนการขึ้นลงของราคาสินค้าและบริการของผู้ผลิต ง จำนวนผู้ผลิตที่เป็นคู่แข่ง 2.7.4 ดุลยภาพ (Equilibrium) กลไกราคาทำงานโดยได้รับอิทธิพลจากทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งเราจะสังเกตเห็นได้ว่า ณ เวลาใดเวลาหนึ่งถ้าปริมาณความต้องการหรือปริมาณอุปสงค์ต่อสินค้าใน ตลาดมีมากเกินกว่าปริมาณสินค้าที่ผู้ผลิตจะยินดีขายให้ราคาสินค้าก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากการขาดแคลนของสินค้าแต่ถ้าปริมาณสินค้าที่ผู้ผลิตประสงค์จะขายให้ผู้บริโภคหรือปริมาณ อุปทานของสินค้ามีมากกว่าปริมาณสินค้าที่ผู้บริโภคประสงค์จะซื้อราคาสินค้านั้นก็จะมีแนวโน้มลด ต่ำลง เมื่อปริมาณอุปสงค์และปริมาณอุปทานเท่ากันราคาสินค้าจึงจะอยู่นิ่งหรือที่เรียกว่ามีเสถียรภาพ ไม่ปรับขึ้นลงอีก ยกเว้นว่า จะมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้ตลาดต้องเปลี่ยนแปลงไป 2.8 แนวความคิดของหลักการบัญชีต้นทุน 2.8.1 ความหมายของต้นทุน 2.8.1.1 ต้นทุน (Cost) หมายถึง มูลค่าของทรัพยากรที่ได้ใช้ไป เพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า หรือบริการซึ่งจะให้ประโยชน์แก่กิจการในอนาคตและมูลค่าของทรัพยากรที่ใช้ไปนั้นสามารถวัดได้ เป็นหน่วยเงินตรา โดยต้นทุนที่ยังไม่หมดประโยชน์หรือส่วนที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์จะถือว่าเป็น สินทรัพย์แต่ต้นทุนใดได้ให้ประโยชน์แก่กิจการหรือกิจการได้ใช้ประโยชน์ทั้งหมดไปแล้วในงวดบัญชี นั้น ๆ จะถูกตัดเป็นต้นทุนสำหรับงวดซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ 2.8.1.2 ค่าใช้จ่าย (Expense) คือ ต้นทุนที่ก่อให้เกิดรายได้แก่กิจการซึ่งโดยปกติ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับรายได้ที่เกิดขึ้นในงวดบัญชีเดียวกันเพื่อวัดผลการ ดำเนินงานหรือคำนวณหากำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ 2.8.2 ประเภทของต้นทุน
32 โดยปกติกิจกรรมการดำเนินงานของธุรกิจจะก่อให้เกิดต้นทุนขึ้นมากมายหลายลักษณะ ซึ่งตามหลักการบัญชีต้นทุนก็ได้กำหนดให้มีการจำแนกต้นทุนเหล่านั้นออกเป็นประเภท ให้สอดคล้อง กับวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของการนำข้อมูลต้นทุนที่เกิดขึ้นไปใช้ ซึ่งการจะใช้ข้อมูลต้นทุนที่ เกิดขึ้นให้เป็นประโยชน์ต่อการบริหารงานในกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นก็จะต้องสามารถระบุได้ อย่างถูกต้องว่าต้นทุนแต่ละชนิดที่เกิดขึ้นในกิจการนั้นเป็นต้นทุนประเภทใด จึงควรที่จะต้องศึกษา และทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทของต้นทุนซึ่งจำแนกตามวัตถุประสงค์ของต้นทุน ดังต่อไปนี้ 2.8.2.1 ต้นทุนที่จำแนกตามลักษณะของทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต ก ต้นทุนวัตถุดิบทางตรง (Direct Material Cost) หมายถึง วัตถุหรือสิ่งของที่ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ใช้ในการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นโดยตรงและสามารถกำหนดปริมาณที่ ใช้ในการผลิตได้ชัดเจนแน่นอน ข ต้นทุนแรงงานทางตรง (Direct Labor Cost) หมายถึง ค่าจ้างหรือ ค่าแรงงานที่ใช้ในกระบวนการผลิตวัตถุดิบให้กลายเป็นสินค้าสำเร็จรูปโดยตรง ฃ ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิต (Manufacturing Overhead Cost) หมายถึง ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตเป็นส่วนที่อยู่นอกเหนือจากต้นทุน วัตถุดิบทางตรงและต้นทุนค่าแรงงานทางตรง เป็นต้น ทุนหรือค่าใช้จ่ายที่ระบุได้ยากหรือไม่อาจระบุ ได้โดยตรงว่าเป็นต้น ทุนของผลิตภัณฑ์ชิ้นใด เช่น ค่าน้ำค่าไฟโรงงาน ค่าเบี้ยประกันภัยโรงงาน 2.8.2.2 ต้นทุนที่จำแนกตามหน้าที่ของการเกิดต้นทุน ก ต้นทุนการผลิต (Production Cost) หมายถึง ต้นทุนทั้งทางตรงและทาง อ้อมที่เกิดขึ้นในการผลิตซึ่งประกอบด้วย วัตถุดิบทางตรง ค่าแรงงานทางตรงและค่าใช้จ่ายในการผลิต ข ค่าใช้จ่ายในการขาย (Selling Expense) หมายถึง ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่ จ่ายไปเพื่อให้ได้คำสั่งซื้อจากลูกค้าซึ่งเกี่ยวข้องกับการขายผลิตภัณฑ์โดยตรง เช่น ค่านายหน้า ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา ฃ ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (Administration Expense) หมายถึง ต้นทุนหรือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการบริหารกิจการโดยรวมเพื่อให้กิจการสามารถดำเนินงานโดยทั่วไปได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เช่น เงินเดือนพนักงานฝ่ายบัญชี เงินเดือนผู้บริหาร ค่าเช่าสำนักงาน 2.8.2.3 ต้นทุนที่จำแนกตามลักษณะของแหล่งต้นทุน
33 ก ต้นทุนขั้นต้น (Prime Cost) หมายถึง ต้นทุนเบื้องต้นที่เป็นหลักสำคัญใน การผลิตซึ่งประกอบด้วยต้นทุนวัตถุดิบทางตรงและต้นทุนแรงงานทางตรง ข ต้นทุนแปรสภาพ (Conversion Cost) หมายถึง ต้นทุนที่เกี่ยวกับการ เปลี่ยนสภาพวัตถุดิบทางตรงให้กลายเป็นสินค้าสำเร็จรูปประกอบไปด้วย ต้นทุนแรงงานทางตรงและ ค่าใช้จ่ายในการผลิตซึ่งในปัจจุบันต้นทุนประเภทนี้ได้รับความสำคัญมากกว่าต้นทุนขั้นต้น เนื่องจาก ระบบการผลิตส่วนใหญ่มีการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรทำให้ค่าใช้จ่ายในการผลิต เช่น ค่าเสื่อม ราคาค่าซ่อมบำรุง มีจำนวนมากขึ้น ฃ ต้นทุนการปฏิบัติงาน (Operation Cost) หมายถึง ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายที่ เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของกิจการ แต่ไม่เกี่ยวกับการผลิตประกอบไปด้วยค่าใช้จ่ายในการขาย และค่าใช้จ่ายในการบริหาร 2.8.2.4 ต้นทุนที่จำแนกตามลักษณะของการใช้ต้นทุน ก ต้นทุนสำหรับงวด (Period Cost) หมายถึง ต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยตรง จากการผลิต (นอกจากต้นทุนขาย) ซึ่งกิจการได้ใช้ประโยชน์ไปแล้วในงวดบัญชีนั้นเพื่อก่อให้เกิด รายได้แก่กิจการต้นทุนประเภทนี้คือต้นทุนขาย และค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารที่นำไปหัก จากรายได้ในงบกำไรขาดทุนเพื่อวัดผลการดำเนินงาน ข ต้นทุนผลิตภัณฑ์ (Product Cost) หมายถึง ต้นทุนที่เกิดขึ้นในการผลิต สินค้าเมื่อสินค้าของกิจการถูกจำหน่ายออกไป จะกลายเป็นต้นทุนงวดเวลาในรูปของต้นทุนขาย 2.8.2.5 ต้นทุนที่จำแนกตามพฤติกรรมของต้นทุน ก ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) คือต้นทุนที่มีพฤติกรรมคงที่หมายถึงต้นทุนรวมที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามระดับของการผลิตในช่วงการผลิตระดับหนึ่งแต่หากถัวเฉลี่ยเป็นต้นทุนต่อ หน่วยก็จะเปลี่ยนแปลงในทางลดลงเมื่อปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น ข ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) หมายถึง ต้นทุนที่จำนวนรวมเปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางเดียวกันกับปริมาณการผลิตและเป็นต้นทุนที่มีต้นทุนต่อหน่วยคงที่ ฃ ต้นทุนผสม (Mixed Cost) หมายถึง ต้นทุนที่มีลักษณะผสมระหว่างต้นทุน คงที่และต้นทุนผันแปร คือ จะเปลี่ยนแปลงไปตามกิจกรรมแต่การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นไปตาม อัตราส่วนของการเปลี่ยนแปลงปริมาณการผลิต เช่น ผลตอบแทนพนักงานขายจะเป็นต้นทุนผสมจะมี เงินเดือนเป็นต้นทุนคงที่และมีค่านายหน้าในการขาย
34 2.8.2.6 ต้นทุนที่จำแนกตามความสัมพันธ์กับหน่วยต้นทุน ก ต้นทุนทางตรง (Direct Cost) หมายถึง ต้นทุนที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการ ปฏิบัติงานหรือภายในหน้าที่ของหน่วยต้นทุนที่สามารถระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นต้นทุนของสินค้าใดเกิด จากหน่วยงาน เช่น ค่าแรงงานทางตรง และค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรเป็นต้นทุนทางตรงของโรงงาน ข ต้นทุนทางอ้อม (Indirect Cost) หมายถึง ต้นทุนที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถระบุ ได้โดยตรงว่าเป็นของสินค้าใดเกิดจากหน่วยงานใดหรือเป็นจำนวนเท่าใด แต่ต้องใช้การประมาณการ การจัดสรรหรือการปันส่วนต้นทุน เช่น เงินเดือนประธานกรรมการบริหารของบริษัท เป็นต้นทุน ทางอ้อมของทุกแผนกงานในกิจการที่ต้องใช้การจัดสรรเงินเดือนไปเป็นต้นทุนของแต่ละแผนกด้วย เกณฑ์ที่เหมาะสม 2.8.2.7 ต้นทุนที่จำแนกตามลักษณะของความรับผิดชอบ ก ต้นทุนที่ควบคุมได้ (Controllable Cost) หมายถึง ต้นทุนที่มีบุคคลหรือ หน่วยงานเป็นผู้รับผิดชอบมีอำนาจหน้าที่หรือสามารถตัดสินใจทำการควบคุมกำหนด และ เปลี่ยนแปลงจำนวนต้นทุนนั้นได้ เช่น ผู้จัดการสาขาของธนาคารพาณิชย์สามารถควบคุมค่าไฟฟ้า ภายในสำนักงานสาขาที่ตนรับผิดชอบได้ ข ต้นทุนที่ควบคุมไม่ได้ (Uncontrollable Cost) หมายถึง ต้นทุนที่ไม่อยู่ใน อำนาจหน้าที่ที่หน่วยงานหรือบุคคลจะกำหนดหรือควบคุมได้ เช่น ผู้จัดการสาขาของธนาคารพาณิชย์ ไม่สามารถควบคุมต้นทุนที่ต้องรับปันส่วนมาจากเงินเดือนประธานกรรมการบริหารจากสำนักงานใหญ่ 2.8.2.8 ต้นทุนที่จำแนกตามลักษณะการวิเคราะห์ปัญหาเพื่อการตัดสินใจ ก ต้นทุนจม (Sunk Cost) หมายถึง ต้นทุนที่ไม่มีผลต่อการตัดสินใจในปัจจุบัน หรืออนาคตเนื่องจากต้นทุนได้เกิดขึ้นแล้วในอดีตและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถือเป็นต้นทุนที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าผู้บริหารจะทำการตัดสินใจอย่างไร เช่น ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ข ต้นทุนหลีกเลี่ยงได้ (Avoidable Cost) หมายถึง ต้นทุนที่สามารถประหยัด ได้จากการตัดสินใจเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง เป็นต้นทุนประเภทที่มีบทบาทสำคัญต่อการ ตัดสินใจของผู้บริหารเสมอ ฃ ต้นทุนเสียโอกาส (Opportunity Cost) หมายถึง ผลประโยชน์ที่สูญเสียไป หรือต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเลือกทางเลือกหนึ่งแทนที่จะเลือกอีกทางเลือกหนึ่ง
35 ค ต้นทุนส่วนแตกต่าง (Differential Cost) หมายถึง ต้นทุนส่วนที่แตกต่างกัน ระหว่างสองทาง เลือกซึ่งส่วนแตกต่างนั้นอาจเป็นไปได้ทั้งในทางเพิ่มขึ้นหรือลดลง 2.8.2.9 ต้นทุนคุณภาพ (Quality Cost หรือ Cost of Quality) จากต้นทุนทั้ง 8 ประเภทที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจาก การดำเนินงานตามปกติของกิจการโดยทั่ว ๆ ไปซึ่งนักบัญชี เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร และผู้ที่ต้อง เกี่ยวข้องกับการใช้การบัญชีทั้งด้านบัญชีการเงิน บัญชีบริหาร และบัญชีต้นทุน คุ้นเคยกันมานานแล้ว แต่ในปัจจุบัน จากการที่ธุรกิจต่าง ๆ มีการแข่งขันกันสูงขึ้นผู้บริโภคหรือลูกค้าจึงมีอำนาจต่อรองมาก ขึ้นทำให้มีการแข่งขันกันด้านคุณภาพของสินค้าหรือบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ดังนั้นกิจการต่าง ๆ ในปัจจุบันจึงมีต้นทุนคุณภาพที่เกิดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด ต้นทุนสูญเสียจากสินค้าหรือบริการที่ไม่ได้คุณภาพ และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ ด้อยคุณภาพ เช่น การสูญเสียโอกาสทางการตลาด ซึ่งต้นทุนคุณภาพสามารถจำแนกได้เป็น ก ต้นทุนเพื่อการป้องกัน (Prevention Cost) หมายถึง ต้นทุนที่เกิดขึ้นเพื่อลด จำนวนสินค้าไม่ได้คุณภาพลง เช่น ต้นทุนการจัดฝึกอบรมพนักงานด้านคุณภาพ ต้นทุนจากกิจกรรม QC (Quality Circles) ต้นทุนจากการพัฒนาระบบการผลิต ข ต้นทุนเพื่อการประเมิน (Appraisal Cost) เป็นต้นทุนที่เกิดจากการ ตรวจสอบหรือค้นหาสินค้าไม่ได้คุณภาพในระหว่างการผลิต เพื่อลดต้นทุนที่ต้องสูญเสียไปจากการ ผลิตสินค้าไม่ได้คุณภาพให้น้อยลงและเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าไม่ได้คุณภาพถูกจัดส่งไปยังลูกค้า ต้นทุน จากการตรวจสอบคุณภาพวัตถุดิบ ต้นทุนจากการตรวจสินค้าระหว่างกระบวนการผลิต เป็นต้น 2.8.2.10 ต้นทุนสิ่งแวดล้อม (Environmental Cost) ปัจจุบันปัญหาและผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้ประชาชน หรือสังคมมีความตื่นตัวที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการหรือผู้บริหาร ของกิจการต่างก็ตระหนักถึงความรับผิดชอบที่พึงจะมีต่อสังคม ด้วยการพยายามมิให้การดำเนินงาน ระบบการผลิต หรือผลิตภัณฑ์ของธุรกิจของตนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นกิจการเหล่านี้จึง ต้องมีต้นทุนเกิดขึ้นจากกิจกรรมที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม หรือกิจกรรมที่จะลดหรือหลีกเลี่ยงการ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม
36 2.8.3 การจัดการต้นทุน โดยปกติการดำเนินธุรกิจทุกประเภทมีวัตถุประสงค์สำคัญคือเพื่อให้การดำเนินงานได้รับ ผลกำไร ซึ่งผลกำไรที่ต้องการจะมาจากการมีผลตอบแทนหรือรายได้มากกว่าต้นทุนหรือค่าใช้จ่าย ดังนั้นหากกิจการสามารถเพิ่มรายได้หรือสามารถควบคุมต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะทำให้กิจการมีผลกำไรเพิ่มมากขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตามภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในยุค โลกาภิวัฒน์ เช่นปัจจุบันนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปิดเสรีทางการค้าแบบไร้ พรมแดน ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจต่าง ๆ ทั่วโลกต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างรุนแรงจากคู่แข่งทั้งในประเทศ และต่างประเทศรวมทั้งต้องรับมือกับอำนาจต่อรองของลูกค้าหรือผู้บริโภคที่มีทางเลือกและโอกาส มากขึ้น ดังนั้นการสร้างความอยู่รอดและการเพิ่มการเติบโต ในปัจจุบันระบบการจัดการต้นทุนจะถูก แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ 2.8.3.1 ระบบต้นทุนแบบดั้งเดิม (Traditional Cost Management Systems) ก ระบบบัญชีต้นทุน (Cost Accounting Systems) ระบบนี้จะแยกต้นทุน ออกเป็นแบบคงที่และผันแปรและคำนวณต้นทุนสินค้าโดยใช้จำนวนหน่วยหรือปริมาณการผลิตเป็น ฐานในการจัดสรรต้นทุนการผลิตไปยังสินค้า ส่วนข้อมูลต้นทุนสินค้าที่คำนวณได้จะถูกนำไปใช้สำหรับ รายงานต้นทุนสินค้าคงเหลือและสินค้าขายเมื่อมีการจัดทำรายงานทางการเงินเท่านั้น ข ระบบการควบคุมการปฏิบัติงาน (Operational Control Systems) เป็น ระบบที่ใช้ต้นทุนสำหรับการควบคุมการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ในองค์กรโดยมอบหมายให้ ผู้จัดการของแต่ละหน่วยเป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมต้นทุนของหน่วย ซึ่งระบบนี้จะวัดประสิทธิผล ของการปฏิบัติงานโดยประเมินผลการดำเนินงานที่ทำได้จริงเปรียบเทียบกับผลตามเกณฑ์มาตรฐาน หรือตามงบประมาณที่ตั้งไว้ 2.8.3.2 ระบบต้นทุนแบบใหม่ (Contemporary Cost Management Systems) แนวทางระบบต้นทุนแบบเดิมเป็นการจัดการต้นทุนแบบที่จัดสรรบนฐาน ปริมาณ เช่น ชั่วโมงแรงงานทางตรงหรือค่าวัสดุทางตรงซึ่งแนวทางจัดสรรค่าใช้จ่ายเช่นนี้จะเกิด ประสิทธิผลก็ต่อเมื่อค่าแรงงานหรือค่าวัตถุดิบทางตรง เป็นส่วนประกอบหลักของต้นทุนโดยรวมแต่ใน ปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกี่ยวกับการผลิต โดยระบบต้นทุนแบบใหม่จะมีแนวคิดที่ แตกต่างจากระบบบัญชีต้นทุนทั่วไป ดังนี้
37 ก การบัญชีกิจกรรม (Activity Accounting) การบัญชีแบบนี้มีแนวความคิด ว่าต้นทุนผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นผลรวมของค่าใช้จ่ายในการผลิตและส่งมอบผลิตภัณฑ์ ซึ่งค่าใช้จ่าย จะเกิดขึ้นจากการจัดสรรทรัพยากรให้กับกิจกรรม ข การใช้ตัวผลักดันต้นทุน (Cost Drivers) เป็นตัววัดการใช้ทรัพยากรและ แสดงในสัดส่วนของต้นทุนรวมสำหรับกิจกรรม โดยองค์ประกอบหลักของตัวผลักดันต้นทุนก็คือตัว ผลักดันทรัพยากรที่ใช้เป็นกลไกในการกำหนดทรัพยากรให้แต่ละกิจกรรม และตัวผลักดันกิจกรรมที่ เป็นกลไกในการจัดสรรต้นทุนกิจกรรมให้กับผลิตภัณฑ์ตามสัดส่วนของปริมาณกิจกรรม 2.8.4 ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการต้นทุน 2.8.4.1 การบริหารธุรกิจแบบเน้นให้ความสำคัญกับลูกค้า กิจการที่ใช้กลยุทธ์นี้จะ ดำเนินธุรกิจด้วยใช้กระบวนการโซ่เพิ่มคุณค่าผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นลำดับหน้าที่ทางธุรกิจที่จะเพิ่ม อรรถประโยชน์ให้แก่สินค้าและบริการของกิจการ ทั้งนี้จะประกอบไปด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะสร้าง ความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าทั้งก่อนและหลังการขาย โดยกิจกรรมในกระบวนการจะเริ่ม ตั้งแต่การออกแบบการพัฒนาการผลิตการจำหน่ายจนถึงการให้บริการหลังการขาย ซึ่งกิจกรรม ทั้งหมดควรต้องสัมพันธ์และส่งเสริมกัน เพื่อให้สามารถส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าหรือสร้างความพอใจ ให้กับลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 2.8.4.2 การมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพ การดำเนินธุรกิจในยุคที่มีการแข่งขันกันสูงเช่นปัจจุบัน นั้น นโยบายการแย่งชิงตลาดและแย่งชิงลูกค้าของกิจการต่าง ๆ เปิดโอกาสให้ลูกค้ามีทางเลือกในการ ใช้สินค้าคุณภาพดีในราคาแข่งขันได้มากขึ้น ดังนั้นการผลิตสินค้าหรือบริการที่มีคุณภาพจึงนับเป็น กิจกรรมหนึ่งที่จะสร้างคุณค่าและความพอใจให้แก่ลูกค้าได้เป็นอย่างดี ทำให้กิจการต่าง ๆ ต้องให้ ความสำคัญกับการปรับปรุง พัฒนา และเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตในกิจการของตน 2.8.4.3 การมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับเวลา ในกระบวนการสร้างคุณค่า ในกิจการนั้น ทุก ๆ กิจกรรมในกระบวนการล้วนให้ความสำคัญกับ “เวลา” ตั้งแต่ต้องพยายามลดเวลาในการผลิต ให้สั้นลง บริหารเวลาในการขนส่งสินค้าให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถส่งมอบสินค้าให้ถึงมือลูกค้าด้วย ความรวดเร็ว และตรงตามกำหนดเวลาหรือทันเวลาตามความต้องการของลูกค้า โดยแนวคิดของกล ยุทธ์นี้คือต้องพยายามกำจัดหรือลดกิจกรรมที่ไม่เพิ่มมูลค่าออกไปเพื่อไม่ให้กิจการต้องสูญเสียเวลา 2.8.4.4 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การพัฒนาทางเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้ระบบ สารสนเทศสามารถให้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ในขณะเดียวกันการติดต่อสื่อสารก็
38 สามารถแพร่ขยายไปได้อย่างทั่วถึงกันทั้งโลกในช่วงเวลาอันสั้น และเนื่องจากกิจการที่สามารถรับรู้ และใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารได้ก่อนกิจการอื่นจะมีโอกาสอยู่รอดและมีความได้เปรียบในการ แข่งขันได้มากกิจการที่ไม่สามารถจัดหาข้อมูลได้ทันเวลา 2.8.4.5 การพัฒนาทางการผลิต การผลิตที่มีคุณภาพระดับโลก คือ ระบบการผลิตที่เน้น สินค้าคุณภาพดีด้วยวิธีการผลิตเป็นแบบอัตโนมัติมีกระบวนการผลิตที่รวดเร็วและสามารถจัดการให้ ระดับสินค้าคงเหลือมีน้อยที่สุด ซึ่งการผลิตที่มีประสิทธิภาพเช่นที่กล่าวมาแล้วนั้น ต้องใช้เทคโนโลยี ทางการผลิตที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดีและทันสมัย เช่น การใช้เครื่องจักรที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ การใช้หุ่นยนต์ในการผลิต การผลิตแบบทันเวลาพอดีและในวิธีการผลิตเช่นนี้ได้ทำให้กิจกรรมและ ขั้นตอนการผลิตแตกต่างไปจากเดิม 2.8.4.6 การก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ เป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และ การติดต่อสื่อสารที่ทำให้การรับส่งข้อมูลข่าวสารสามารถติดต่อถึงกันได้ทั่วโลกภายในชั่วกระพริบตา โลกจึงก้าวเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน การทำธุรกิจหรือการค้าขายสามารถติดต่อเจรจาและเกิดการ แลกเปลี่ยนกันได้ทั่วโลก ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ ทางธุรกิจขึ้นมากมาย เช่น การเปิดเสรีทางการค้า การรวมกลุ่มทางการค้า และการทำธุรกิจผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ที่ส่งผลให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจที่ รุนแรงมากขึ้นทั้งระดับในประเทศและระดับนานาชาติ 2.9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นางอัจฉรัตน์ สุวรรณภักดี และคณะ (2555) ได้ทำการศึกษาเรื่อง เกลือหอม ผลการศึกษาพบว่า เกลือหอมสามารถดับกลิ่นได้จริงมากที่สุด (ร้อยละ 69) รองลงมา คือ ความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ มากที่สุด (ร้อยละ 61) กลิ่นของเกลือหอมมากที่สุด (ร้อยละ 57) ความหลากหลากหลายของกลิ่นที่ เลือกใช้มากที่สุด (ร้อยละ 46) และระยะเวลาในการเก็บรักษามากที่สุด (ร้อยละ 32) นายกิตติเทพ เฟื่องขจร และคณะ (2560) ได้ทำการศึกษาเรื่อง เกลือหอมดับกลิ่น ผลการศึกษา พบว่า ด้านลดต้นทุนมากที่สุด (ร้อยละ 63.33) รองลงมา คือ ด้านประโยชน์จากผลิตภัณฑ์มากที่สุด (ร้อยละ 56) ด้านสีสันของผลิตภัณฑ์มากที่สุด (ร้อยละ 51) ด้านผลการพึงพอใจจากกลิ่นมากที่สุด (ร้อยละ 45) และด้านความสวยงามของบรรจุภัณฑ์มากที่สุด (ร้อยละ 31)