The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ

การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ

Keywords: กาแฟ

ประโยชน์ของการตดั แตง่ กิง่
การตดั แต่งก่งิ กาแฟมปี ระโยชน์ ดังน้ี
1. ช่วยรักษาระดับปริมาณผลผลิตให้สม่�ำเสมอทุกปี ไม่เกิดปัญหาการให้ผลผลิต
แบบปเี ว้นปี เน่อื งจากเกดิ ความสมดุลระหวา่ งการเจรญิ เตบิ โตของกิ่ง ก้าน ใบ และการสรา้ งดอก
ออกผล ทำ� ให้ต้นกาแฟแขง็ แรงสมบรู ณ์
2. ช่วยควบคุมปริมาณโรคและแมลงในสวนกาแฟ อันเนื่องมาจากการตัดแต่งและ
จัดทรงต้นให้ต้นกาแฟโปรง่ แสงแดดส่องท่ัวถึง การระบายอากาศดี ท�ำใหโ้ อกาสการเป็นโรคและ
การสะสมของแมลงลดลง
3. ช่วยทำ� ให้การเก็บเก่ียวผลผลิตสะดวกขึน้ เน่อื งจากผลกาแฟไม่อยู่สงู เกินไป ท�ำให้
ลดเวลาในการเก็บเกี่ยวและป้องกันกิ่งหักเสียหายจากการโน้มกิ่งให้ต่�ำเพื่อเก็บผลผลิต รวมทั้ง
สามารถเลือกเกบ็ เฉพาะผลทส่ี ุกเหมาะสมได้งา่ ยข้นึ
4. ช่วยท�ำให้ต้นกาแฟเกิดต้นหรือก่ิงใหม่ที่เป็นหนุ่มเป็นสาวและพร้อมให้ผลผลิต
สูงสมำ�่ เสมอ สามารถยดื อายกุ ารให้ผลผลติ ไดย้ าวนานข้นึ

ระบบการตดั แตง่ กง่ิ กาแฟ

การตดั แตง่ กิง่ กาแฟ ท่นี ิยมปฏิบัติกันมอี ยู่ 2 ระบบ คือ
1. การตัดแตง่ กิ่งแบบตน้ เดย่ี ว
การตัดแต่งกิ่งแบบต้นเด่ียว คือ การตัดแต่งแบบให้ต้นกาแฟมีเพียงล�ำต้นเดียว
โดยจะปล่อยให้ต้นกาแฟเจริญเติบโตอยู่ในระดับความสูงท่ีต้องการ จึงท�ำการตัดยอด ดังนั้น
การเจริญเติบโตของต้นกาแฟจะขยายไปทางกิ่งนอนหรือกิ่งให้ผล เริ่มจากก่ิงนอนท่ี 1
กิ่งนอนที่ 2 กิ่งนอนที่ 3 จนถึงก่ิงนอนท่ี 4 ตามล�ำดับ และเม่ือต้นกาแฟเร่ิมให้ผลผลิตลดลง
(อายุประมาณ 8 – 10 ปี) จึงปล่อยให้ยอดแตกข้ึนมาใหม่จากส่วนยอดให้เจริญเติบโต
ทางความสงู เมอ่ื ถงึ ระดบั ทต่ี อ้ งการกจ็ ะตดั ยอดจำ� กดั ความสงู อกี ครงั้ หนอ่ หรอื กง่ิ ตง้ั ทแี่ ตกออกจาก
ล�ำตน้ ส่วนอน่ื ๆ จะต้องปลิดทง้ิ อย่างสมำ�่ เสมอ มกั ใช้กับกาแฟท่ีปลกู ใต้ร่มเงา หรือปลกู ในบรเิ วณ
ท่ีมีน�้ำค้างแข็ง หรือในบางประเทศที่เก็บเกี่ยวผลกาแฟด้วยเครื่องจักร ส่วนประเทศไทยนิยม
ตัดแตง่ กิ่งแบบน้ีในกาแฟอาราบิกา้
2. การตัดแต่งแบบหลายกิง่ หลัก
การตัดแต่งแบบหลายก่ิงหลัก คือ การตัดแต่งแบบให้ต้นกาแฟมีกิ่งต้ังหลายกิ่ง
โดยทั่วไปประมาณ 3– 5 กิ่ง ซึ่งกิ่งหลักแต่ละกิ่งจะเจริญเติบโตให้กิ่งนอนหรือก่ิงให้ผล
เริ่มจากกิ่งนอนท่ี 1 กิ่งนอนท่ี 2 ก่ิงนอนท่ี 3 จนถึงกิ่งนอนที่ 4 ตามล�ำดับ ท�ำให้ต้นกาแฟ

การเพม่ิ ประสิทธภิ าพการผลิตกาแฟ 45

มีกิ่งให้ผลมากกว่าการตัดแต่งกิ่งแบบลำ� ต้นเด่ียว จึงให้ผลผลิตสูงกว่าในช่วงปีแรกๆ ประเทศไทย
นิยมตัดแต่งกิง่ แบบนี้ในกาแฟโรบสั ตา้
การตดั แตง่ กิ่งกาแฟโรบสั ต้าแบบหลายก่ิงหลกั
วิธีการตัดแตง่ ทรงต้นกาแฟในช่วงทีย่ งั ไม่ใหผ้ ลผลิต
1. เมื่อเลี้ยงต้นกาแฟจนมีใบ 5 – 6 คู่แรก และใบคล่ีโตเต็มท่ีแล้ว หรือมีความสูง
ประมาณ 50 – 70 เซนตเิ มตร ตดั ยอดใหเ้ หลือตน้ สงู ประมาณ 30 – 50 เซนตเิ มตร
2. ประมาณ 1 – 2 เดือน ต้นกาแฟจะสร้างกิ่งแขนงที่เป็นก่ิงตั้งออกมาจำ� นวนมาก
ใหเ้ ลอื กก่ิงท่ีแขง็ แรงและไมเ่ บียดกัน เว้นระยะหา่ งกนั และอยตู่ รงข้ามกนั 3 – 5 กงิ่
3. ใชก้ รรไกรตัดแต่งกง่ิ หรอื มดี คมๆ ตัดกงิ่ อ่นื ๆ ท่ไี ม่ต้องการท้งิ เสีย ไมค่ วรใช้มอื ดึง
รอยแผลทีต่ ัดทกุ รอย ควรมหี นา้ ตัดเอียงเล็กน้อย เพ่อื ไมใ่ หน้ ำ้� ขังตรงรอยแผล อาจทำ� ใหก้ ง่ิ เนา่ ได้
4. ถ้ารอยแผลใหญ่ มีเส้นผ่าศนู ย์กลางมากกว่า 2 – 2.5 เซนตเิ มตร หรือประมาณ
1 นิ้ว ควรทาปูนแดงหรือสีก็ได้
5. สว่ นในปีท่ี 2 และ 3 ดแู ลกงิ่ หลกั 3 – 5 กง่ิ ใหส้ มบรู ณแ์ ขง็ แรง ไมม่ ีโรคแมลงรบกวน
และตัดแต่งก่ิงท่ีไม่ต้องการออก เช่น ก่ิงแขนง กิ่งท่ีแน่นทึบ ก่ิงอ่อนแอ กิ่งที่มีโรคแมลงท�ำลาย
กิง่ ด�ำ ก่งิ นอนท่ียาวระพื้น กง่ิ ไขว้ กิ่งทอี่ ยผู่ ิดที่ กง่ิ ชี้เขา้ ในพุ่มต้น เปน็ ตน้
วิธกี ารตดั แต่งก่งิ กาแฟในช่วงทีใ่ หผ้ ลผลติ แลว้
ตน้ กาแฟสว่ นใหญ่จะเรมิ่ ให้ผลผลิตเม่อื อายุ 2 ปีคร่งึ – 3 ปี หลังปลกู อายตุ ้นกาแฟ
ที่สมควรตัดแต่งกิ่งหลัก ควรดูว่ากิ่งหลักให้ผลผลิตดีอยู่นานกี่ปี โดยท่ัวไปประมาณ 2 – 3 ปี
ผลผลิตจะลดลง โดยมีผลกระจุกเฉพาะตรงส่วนปลายยอด ดังนั้น การตัดแต่งก่ิงหลักจะเร่ิม
อย่างเร็วท่ีสุดเม่ือส้ินปีท่ี 5 หลังปลูก แต่หากต้นได้รับการบ�ำรุงรักษาอย่างดี อาจเลื่อนเวลาการ
ตัดแต่งกิ่งออกไป ขึ้นอยู่กับว่าผลผลิตไม่ลดลงและกิ่งไม่ยาวจนเกินไป โดยมีหลักการง่ายๆ คือ
ในแตล่ ะปีตดั กง่ิ หลกั 1 ก่งิ และไวก้ ง่ิ หลกั ใหม่ทดแทน 1 กง่ิ
ก่อนท่ีจะท�ำการตัดแต่งกิ่ง ควรพิจารณาทรงพุ่มโดยรวม เลือกกิ่งหลักที่แก่และ
ใหผ้ ลผลิตน้อยท่ีสดุ เพ่อื ตัดไว้ 1 กิง่ เลือกกิ่งหลักใหมท่ ีแ่ ข็งแรงเล้ยี งไว้ 1 กง่ิ ตรงจุดทจ่ี ะตัดกิ่งแก่
กิ่งแขนงอื่นตัดออกให้หมด แล้วท�ำการตัดแต่งก่ิงที่ไม่ต้องการตามปกติ รอจนเก็บเก่ียวแล้วจึง
ตัดก่ิงแก่ทีเ่ ลอื กไว้ออก สว่ นกิง่ ท่ีไมเ่ ปน็ ประโยชน์ เชน่ กง่ิ แขนง กง่ิ ทแี่ น่นทึบเพอื่ ให้แสงแดดผ่าน
ก่งิ ออ่ นแอ ก่ิงที่มโี รคแมลงทำ� ลาย กง่ิ ด�ำ กง่ิ นอนที่ยาวระพื้น ก่ิงไขว้ ก่งิ ที่อยผู่ ดิ ที่ กิ่งชเี้ ข้าในพุม่ ตน้
เป็นตน้ ตดั ท้ิงตามปกติ ปีต่อๆไป เล้ยี งกิ่งหลกั ใหมเ่ พ่ิม 1 กิง่ ตดั กิง่ แกอ่ อก 1 กิง่ ทำ� เรอื่ ยไปเช่นนี้
เกษตรกรกจ็ ะมผี ลผลิตเกบ็ เก่ยี วไดส้ มำ�่ เสมอทกุ ปี

46 การเพิม่ ประสทิ ธภิ าพการผลิตกาแฟ

ปุย๋ และการจัดการ

ธาตอุ าหารอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ

ความสำ� คญั ของการจดั การธาตุอาหารในดนิ

การท่ีต้นกาแฟจะแข็งแรงสมบูรณ์ได้น้ัน ปัจจัยส�ำคัญคือสภาพของดิน เช่น ความ
อุดมสมบรู ณ์และความสมดุลของธาตุอาหารในดิน ความเปน็ กรด – ดา่ ง โครงสร้างของดิน เปน็ ต้น
ดังน้ัน การให้ธาตุอาหารท่ีจำ� เป็นควบคู่กับการปรับปรุงสภาพดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโต
ของกาแฟจึงมีความสำ� คัญมาก สว่ นใหญ่ธาตุอาหารในดินจะสญู เสียไปได้หลายทาง เช่น ตดิ ไปกับ
ผลผลติ ทเี่ กบ็ เกย่ี ว ถกู ชะลา้ งไปกบั ดนิ และนำ�้ หรอื การระเหย เกษตรกรจงึ จำ� เปน็ ตอ้ งใหธ้ าตอุ าหาร
ทดแทนส่วนท่ีสูญเสยี ไปดว้ ยการใส่ปยุ๋
อย่างไรก็ตาม ปุ๋ยเป็นต้นทุนการผลิตท่ีส�ำคัญของเกษตรกรในปัจจุบัน รองลงมาจากค่า
แรงงาน การใส่ปุ๋ยจึงควรใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพ่ือช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร
การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและค่ามาตรฐานวิเคราะห์ดินเป็นวิธีที่ดีที่สุดและทำ� ให้ได้ก�ำไรสูงสุด
เนื่องจากผลวิเคราะห์สามารถช่วยในการตัดสินใจการใส่ปุ๋ยได้ถูกต้อง ลดการใส่ปุ๋ยที่เกินความ
ตอ้ งการของกาแฟ มีผลท�ำให้คา่ ใช้จา่ ยเร่อื งปุย๋ ลดลง และตน้ ทนุ การผลิตต่อไร่ลดลง

ความต้องการธาตอุ าหารของกาแฟ

ธาตุอาหารท่ีจ�ำเป็นต่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตของกาแฟ มีจ�ำนวน 16 ธาตุ
ประกอบด้วย ธาตุอาหารท่ีได้จากอากาศและน�้ำเพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสง 3 ธาตุ ซึ่งมักมี
ปริมาณมากและไมข่ าดแคลน ได้แก่ ธาตคุ ารบ์ อน (C) ธาตุไฮโดรเจน (H) และธาตุออกซิเจน (O)
ส่วนธาตุอาหารอีก 13 ธาตุ จะได้จากปุ๋ยที่ใส่ให้แก่กาแฟ และจากปูนทางการเกษตรที่ใช้ในการ
ปรับปรุงดิน เชน่ ปูนขาว ปนู โดโลไมต์ ปนู ยิปซม่ั เป็นต้น

การเพิม่ ประสทิ ธภิ าพการผลติ กาแฟ 47

ธาตุอาหาร 13 ธาตุ กาแฟต้องการในปริมาณมากนอ้ ยตา่ งกนั แบง่ เปน็ 3 กลุ่ม ได้แก่
1. ธาตุอาหารหลัก หมายถึง ธาตุอาหารที่กาแฟต้องการในปริมาณมากและไม่ค่อย
เพียงพอต่อความตอ้ งการ ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซยี ม (K)
2. ธาตุอาหารรอง หมายถึง ธาตุอาหารท่ีกาแฟต้องการในปริมาณมากรองลงมา
โดยทว่ั ไปมักมีเพยี งพอกับความต้องการ ไดแ้ ก่ แคลเซยี ม (Ca) แมกนเี ซยี ม (Mg) และกำ� มะถัน (S)
3. จุลธาตุ หมายถึง ธาตุอาหารท่ีกาแฟต้องการในปริมาณน้อย แต่มีความส�ำคัญ
ไม่นอ้ ยกวา่ ธาตหุ ลัก ไดแ้ ก่ แมงกานสี (Mn) สังกะสี (Zn) โบรอน (B) เหลก็ (Fe) คลอรนี (Cl)
ทองแดง (Cu) และโมลบิ ดนิ มั (Mo)

บทบาทของธาตอุ าหารทม่ี ีต่อกาแฟ

ไนโตรเจน : ช่วยในการเจริญเติบโตของกิ่ง ก้าน ต้น ใบ ทำ� ให้ต้นกาแฟต้ังตัวได้เร็ว
ชว่ ยควบคุมการออกดอก ท�ำให้ดอกสมบรู ณ์ และเพ่มิ ผลผลติ
ฟอสฟอรัส : ช่วยในการเจริญเติบโตของราก และเพ่ิมประสิทธิภาพในการดูดธาตุ
โพแทสเซียม ชว่ ยกระตุ้นการออกดอก สรา้ งเมลด็ เพ่มิ ความตา้ นทานตอ่ โรคและแมลง
โพแทสเซยี ม : ชว่ ยให้ผลเติบโต มคี ุณภาพดี และต้นแขง็ แรง ทนทานต่อโรค
ส่วนธาตุอาหารรอง และจุลธาตุ ต่างก็มีบทบาทส�ำคัญต่อการเจริญเติบโตของกาแฟ
เช่นกัน หากต้นกาแฟขาดธาตุอาหารท่ีจำ� เป็นจะเกิดอาการผิดปกติ โดยต้นกาแฟขาดธาตุอาหาร
ชนดิ ใด สามารถพจิ ารณาจากใบกาแฟได้

ขาดฟอสฟอรัส ขาดสงั กะสี

ขาดแมกนเี ซียม ขาดโพแทสเซียม ขาดไนโตรเจน
48 การเพิม่ ประสทิ ธภิ าพการผลติ กาแฟ

อาการผิดปกติทางใบทีเ่ กิดจากการขาดธาตอุ าหาร

อาการเกิดทีใ่ บแก่

ใบเหลอื ง ใบไหม้/แหง้
เหลอื งท้งั ใบ ขาดไนโตรเจน ขาดโพแทสเซยี ม ไหม้ทป่ี ลายและขอบใบ

มสี ีเหลอื ง แดง มว่ ง ขาดฟอสฟอรัส ขาดแมกนเี ซียม ไหม้ระหว่างเสน้ ใบ
ปรากฏระหว่างเสน้ ใบ

ขอบใบเหลือง ขาดแมกนีเซียม
กลางใบเขียว
เป็นรูปหัวลูกศร

เหลอื งระหวา่ งเสน้ ใบ ขาดแมงกานสี

อาการเกิดทใี่ บออ่ นและใบยอด

ใบเหลอื ง ขาดเหลก็ ใบไหม/้ แห้ง รูปร่างใบผิดปกติ
เหลอื งท้ังใบ กำ� มะถัน
ขาดแคลเซยี ม ขาดแคลเซยี ม
โบรอน โมลบิ ดนิ มั
ทองแดง

เหลืองระหว่างเสน้ ใบ ขาดแมงกานสี
ใบขนาดปกติ

เหลืองระหวา่ งเส้นใบ ขาดสังกะสี
ใบขนาดเลก็ กว่าปกติ

การเพิม่ ประสทิ ธภิ าพการผลติ กาแฟ 49

หลกั การใหธ้ าตุอาหารแกก่ าแฟ

กาแฟเปน็ พชื ทมี่ ผี ลอยบู่ นตน้ นานประมาณ 9 – 11 เดอื นตอ่ ปี ตง้ั แตเ่ ดอื นธนั วาคม – ตลุ าคม
ต้นกาแฟต้องการธาตุอาหารสูงมากตลอดช่วงท่ีติดผล เพ่ือช่วยในการเจริญเติบโตและการ
สะสมนำ้� หนกั แหง้ ของผล ดังน้ันจงึ ตอ้ งใส่ป๋ยุ อย่างสม�ำ่ เสมอ และเม่อื เกบ็ เกีย่ วแล้ว ต้องใสป่ ยุ๋ บ�ำรุง
ต้นเพอ่ื ให้ตน้ แขง็ แรง และมีอาหารสะสมไว้เพ่อื สรา้ งผลผลิตทดี่ ีในปถี ดั ไป
การใหธ้ าตอุ าหารแกก่ าแฟอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ ควรดำ� เนินการท้ัง 3 ข้อ ร่วมกัน ดงั นี้
1. การวเิ คราะหต์ ัวอยา่ งดนิ
2. การปรบั สภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน
3. การใสป่ ุย๋ ตามสภาพดนิ และความตอ้ งการพชื กาแฟ
1. การวิเคราะหต์ ัวอยา่ งดนิ
ประโยชน์ของการวิเคราะหต์ วั อยา่ งดนิ
● เพอื่ ใหท้ ราบถงึ ความอดุ มสมบรู ณ์ และปญั หาของดนิ ในแปลงปลกู กาแฟทถี่ กู เกบ็
ตวั อยา่ งดนิ ของเกษตรกร
● เพอื่ ให้ทราบคำ� แนะนำ� ในการแกไ้ ข ปรบั ปรุง บำ� รงุ ดิน ทีเ่ หมาะสมส�ำหรับแปลง
กาแฟแปลงน้ัน เช่น การใช้ปุ๋ย การใช้วัสดุปรับปรุงดินกรดหรือดินเปร้ียวจัด
หรืออ่ืนๆ ตามความจ�ำเป็น เพื่อให้สามารถปลูกกาแฟ ได้ผลผลิตเพ่ิมมากข้ึน
และมคี ณุ ภาพดีข้นึ
ข้อควรคำ� นึงก่อนเก็บตวั อย่างดนิ
● การเก็บตัวอย่างดินควรเก็บให้กระจายทั่วทั้งแปลง เพ่ือให้ได้ค่าวิเคราะห์ และ
คำ� แนะนำ� ในการแกไ้ ขปรบั ปรงุ บำ� รงุ ดนิ ทถี่ กู ตอ้ ง สำ� หรบั แปลงปลกู กาแฟแปลงนน้ั
● ควรเกบ็ ตวั อยา่ งดนิ หลงั การเกบ็ เกยี่ ว หรอื กอ่ นการบ�ำรงุ รกั ษาตน้ กาแฟฤดกู าลตอ่ ไป
● ควรเกบ็ ตัวอยา่ งดินหลงั การใสป่ ๋ยุ หรือปนู อย่างนอ้ ย 30 วัน
● เกบ็ ตัวอย่างดนิ ในขณะดินมคี วามชนื้ เล็กนอ้ ย จะทำ� ให้ขดุ และเกบ็ ได้งา่ ยขน้ึ
● จุดท่ีเก็บตัวอย่างดินควรอยู่ห่างไกลจากที่อยู่อาศัย คอกสัตว์ จอมปลวก และ
บรเิ วณจดุ ท่ีมีป๋ยุ ตกคา้ งอยู่
● อุปกรณ์เก็บตัวอย่างดินต้องสะอาด ไม่เปื้อนดิน ปุ๋ย สารป้องกันก�ำจัดศัตรูพืช
และสารเคมีอนื่ ๆ
● ในกรณเี กบ็ ตวั อยา่ งดนิ เพอื่ ตดิ ตามการเปลย่ี นแปลงของธาตอุ าหารในดนิ ใหเ้ กบ็
ตวั อย่างดนิ บริเวณต้นกาแฟเดิมทุกครั้ง

50 การเพิม่ ประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ

วธิ ีการเก็บตัวอยา่ งดนิ
● เตรยี มอปุ กรณ์ทจ่ี �ำเปน็ ไดแ้ ก่ เคร่อื งมือสำ� หรับขุดหรือเจาะเก็บดิน (เช่น พล่วั
จอบ และเสียม) ภาชนะใส่ดิน เช่น ถังพลาสตกิ กลอ่ งกระดาษแข็ง ผา้ ยางหรือ
ผ้าพลาสติก ฯลฯ และถุงพลาสตกิ ส�ำหรับใส่ตัวอย่างดิน สง่ ไปตรวจวเิ คราะห์
● ก่อนขุดดินเพื่อเก็บตัวอย่าง จะต้องถากหญ้า กวาดเศษพืช หรือวัสดุท่ีอยู่
ผวิ หน้าดนิ ออกเสยี ก่อน (อย่าแซะหรอื ปาดหน้าดนิ ออก)
● ใช้จอบ เสียม หรือพลวั่ ขดุ หลมุ เป็นรปู V ให้ลกึ 20-30 เซนติเมตร เกบ็ เฉพาะ
ส่วนท่อี ยูต่ รงกลางของพลวั่ เสียมหรือจอบใสภ่ าชนะ
● สุ่มเก็บตัวอย่างดนิ ให้กระจายคลอบคลมุ ทั่วท้ังแปลง โดยเก็บดินบริเวณทรงพุ่ม
ต้นกาแฟ ต้นละ 2 จุด เลือกจุดเก็บตัวอย่างตรงด้านท่ีอยู่ตรงข้ามกัน ส�ำหรับ
พื้นที่ท่ีมคี วามลาดเทใหเ้ กบ็ ดนิ ขา้ งทรงพุม่ ด้านบน และด้านลา่ ง (แปลงสง่ เสรมิ
การเพ่ิมประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตกาแฟ ในโครงการปรับโครงสร้าง
สินคา้ กาแฟ ขนาดพ้นื ที่ 1 ไร่ แนะนำ� ให้เกบ็ จำ� นวน 10 ต้น ต้นละ 2 จุด รวม
ทั้งแปลง 20 จดุ )
● น�ำตัวอย่างดินมาผ่ึงให้แห้งในท่ีร่ม โดยเทดินลงบนแผ่นผ้ายางหรือผ้าพลาสติก
เกลี่ยดินให้กระจายออกจากกัน ดินท่ีเป็นก้อนให้ใช้มือบิ หรือใช้ไม้ทุบให้เป็น
ก้อนเล็กๆ แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันจนทั่ว ผึ่งจนแห้ง (ใช้เวลาประมาณ
3 วัน - 2 สปั ดาห์ แลว้ แตส่ ภาพอากาศ และสภาพความชนื้ ของดินท่เี กบ็ )
● หลังตัวอย่างดินแห้ง คลุกเคล้าดินให้เข้ากัน จากนั้นเก็บตัวอย่างดินประมาณ
ครึ่งกิโลกรัม ใส่ถุงพลาสติกที่สะอาด แนบแบบฟอร์มบันทึกรายละเอียด
ตวั อย่างดิน ปิดปากถุงให้แน่น เพอ่ื ส่งไปตรวจวิเคราะห์
● แบบฟอร์มบันทึกรายละเอียด
ควรแยกใส่ถุงพลาสติกต่างหาก
เพื่อป้องกันการเปียกชื้น ซึ่งจะ
ทำ� ใหร้ ายละเอยี ดเลอื นหายไปได้

การเพ่ิมประสิทธภิ าพการผลติ กาแฟ 51

ตวั อย่างใบบันทกึ รายละเอยี ดสง่ ตัวอย่างดิน
1. ชอ่ื ผสู้ ง่ ตวั อยา่ ง.............................................................................................................................
ท่อี ยูเ่ ลขท่.ี ...............................................หม.ู่ .......................................ต�ำบล............................
อำ� เภอ...............................................................................จังหวัด..............................................
2. ตวั อยา่ งดนิ ท.่ี ...............................................................................รหสั ตวั อยา่ ง.............................
สถานท่เี ก็บตัวอยา่ ง หม.ู่ ...............................................................ต�ำบล..................................
อ�ำเภอ........................จงั หวัด..........................................................เน้ือท่ี.............ไร่
จุดพกิ ดั ที่เก็บตัวอย่างดิน..........................................................................................
ลักษณะของพื้นที.่ ...............................................................ท่รี าบ.............................
ที่ลาดเท............................................ทส่ี งู ๆ ตำ่� ๆ......................................ทภ่ี เู ขา................
เกบ็ ตัวอย่างเม่อื วนั ท่ี..............เดอื น........................................พ.ศ............................
ชน้ั ความลกึ ของดนิ ท่เี กบ็ ...........................(0-15 ซม.)...........................(15-30 ซม.)
เนอ้ื ดนิ /สีดนิ ท่ีความลกึ 0-15 ซม. ............................................................................................
เนอ้ื ดนิ /สดี นิ ท่คี วามลึก 15-30 ซม. ..........................................................................................
สภาพพนื้ ท.ี่ ...........................................................ความลาดชนั ................................เปอรเ์ ซน็ ต์
การระบายน�ำ้ ของดิน : ดนิ บน........................................ดินล่าง................................................
การทว่ มขังของน�ำ้ (ระดบั ความลึก ระยะเวลา ความบ่อยคร้ัง) ................................................
ความสูงจากระดบั น�้ำทะเล...................................................เมตร
3. เคยปลกู พืช.....................................................................ผลผลติ ตอ่ ไร.่ ......................................
ใสป่ ุ๋ยเคมสี ูตร...................................................................อตั รา.................................................
ใสป่ ยุ๋ อนิ ทรยี .์ ...................................................................อัตรา.................................................
ใสป่ นู ครั้งสุดทา้ ยเม่อื เดอื น............................................. พ.ศ. .................................................
ชนดิ ปนู ............................................................................อตั รา.................................................
ใส่วัสดุอื่น.........................................................................อตั รา.................................................
ปญั หาทเ่ี กดิ ................................................................................................................................
พ้ืนท่ตี อ้ งการจะปลกู ..................................................................................................................
ปญั หานำ�้ เพือ่ การเกษตร............................................................................................................
4. ปัญหาเฉพาะท่ตี ้องการคำ� แนะนำ� ..............................................................................................
...................................................................................................................................................
5. ชื่อเจ้าของที่ดนิ (ถ้าทราบ).........................................................................................................

52 การเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการผลติ กาแฟ

การบนั ทึกรายละเอียดตัวอย่างดิน
เกษตรกรควรบันทึกรายละเอียดตัวอย่างดินให้มากท่ีสุด เพ่ือเป็นประโยชน์ต่อการ
ให้ค�ำแนะน�ำการจดั การดินให้ถูกต้องทสี่ ดุ รายละเอียดตวั อยา่ งดนิ ควรประกอบดว้ ย
1. ขอ้ มูลผูส้ ง่ ตวั อยา่ งดิน เชน่ ชอ่ื ผสู้ ่ง หรือช่ือเกษตรกรเจ้าของแปลง ท่อี ยู่ ฯลฯ
2. ข้อมูลตัวอย่างดิน เช่น สถานที่เก็บตัวอย่างดิน เน้ือที่ จุดพิกัดท่ีเก็บตัวอย่างดิน
ลักษณะพน้ื ที่ (เชน่ ทร่ี าบ ท่ีลาดเท ที่สูงๆต�่ำๆ ที่ภเู ขา ฯลฯ) วนั ทเี่ ก็บตัวอย่าง ชน้ั ความลกึ ของดนิ
ทเี่ กบ็ ตัวอยา่ ง เนือ้ ดนิ /สีดิน ความลาดชนั การระบายนำ้� การท่วมขังของน้ำ� ฯลฯ
3. ข้อมูลการปฏิบัติดูแลกาแฟและพืชอ่ืนๆในแปลง เช่น พืชท่ีเคยปลูกในแปลง
ผลผลิตกาแฟที่ได้ต่อไร่ สูตรปุ๋ยเคมีและอัตราท่ีใส่ ชนิดปุ๋ยอินทรีย์และอัตราที่ใส่ ชนิดปูน
อัตราการใส่ และวันที่ใส่ปูนครั้งสุดท้าย วัสดุอ่ืนๆที่ใส่ ปัญหาที่เกิดข้ึน พืชที่ต้องการจะปลูก
ปัญหาน้�ำเพอื่ การเกษตร
4. ข้อมลู ปัญหาเฉพาะท่ีต้องการคำ� แนะนำ� ฯลฯ
สถานทใ่ี หบ้ ริการตรวจวิเคราะหต์ วั อยา่ งดิน
ปัจจุบันมีหน่วยงานที่ให้บริการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างดิน ท้ังท่ีเป็นหน่วยงานราชการ
และหนว่ ยงานเอกชน ซงึ่ อาจใช้เวลาในการตรวจวเิ คราะห์มากนอ้ ยตา่ งกัน ฉะนน้ั หากเกษตรกร
เก็บตัวอยา่ งดนิ สง่ ตรวจ ควรเผ่อื เวลาสำ� หรบั รอผลการตรวจวิเคราะห์ดว้ ย
ตัวอยา่ งหนว่ ยงานราชการที่ใหบ้ ริการตรวจวเิ คราะหต์ วั อยา่ งดนิ ได้แก่
กรมพัฒนาท่ีดิน : สถานีพัฒนาท่ีดิน ส�ำนักงานพัฒนาที่ดินเขต หรือส�ำนักวิทยาศาสตร์
เพอื่ การพัฒนาท่ีดนิ โทรศัพท์ 02-561-4179 (สายตรง) หรอื 02-562-5100 ต่อ 3120
กรมวิชาการเกษตร : ส�ำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต หรือส�ำนักวิจัยพัฒนาปัจจัย
การผลิตทางการเกษตร โทรศัพท์ 02-579-8600 ตอ่ 201
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ : ภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์
โทรศพั ท์ 02-942-8104-5
การแปลผลวเิ คราะห์ตวั อยา่ งดนิ
การวเิ คราะหต์ วั อยา่ งดนิ ในหอ้ งปฏบิ ตั กิ าร สามารถวเิ คราะหล์ กั ษณะและคณุ สมบตั ขิ องดนิ
ไดห้ ลายประการ และใหค้ า่ ทล่ี ะเอยี ด แตต่ ้องใช้เวลานาน และเสียค่าใชจ้ ่ายมากกว่าการวเิ คราะห์
ดินด้วยชุดตรวจสอบดินอย่างง่าย ซ่ึงเกษตรกรสามารถใช้ทดสอบตัวอย่างดินได้ด้วยตัวเอง
และสามารถทราบผลได้ทันที ชุดตรวจสอบตัวอย่างดินอย่างง่าย ในปัจจุบันมีวางจ�ำหน่ายทั่วไป
เชน่ ทภี่ าควชิ าปฐพวี ทิ ยา คณะเกษตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ หรอื ผปู้ ระกอบการเอกชนตา่ งๆ
โดยปกติจะสามารถทดสอบและประมาณการข้อมูลดินที่จ�ำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช
เช่น ความเปน็ กรด –ด่างของดิน ปรมิ าณธาตไุ นโตรเจน ฟอสฟอรสั และโพแทสเซียม

การเพมิ่ ประสิทธภิ าพการผลิตกาแฟ 53

เมื่อทราบผลการวิเคราะห์แล้ว เกษตรกรสามารถประเมินค่าความเป็นกรด–ด่าง ระดับ
ธาตุอาหารแต่ละชนิดได้ด้วยตนเอง ว่ามีระดับสูง ปานกลาง หรือตำ�่ จากค่ามาตรฐานที่ได้มีการ
ก�ำหนดไว้เป็นเกณฑก์ ลาง
การส่งตัวอย่างดินเพ่ือตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ โดยท่ัวไปจะให้ผลการวิเคราะห์
ขอ้ มูลตัวอยา่ งดนิ ดังน้ี
1. ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน หรือค่าพีเอช (pH) หมายถึง ค่าที่บอกความเป็น
กรดเป็นด่างของดิน มีค่าต้ังแต่ 0 จนถึง 14 และมีค่าเป็นกลาง อยู่ท่ี 7 โดยค่าพีเอชย่ิงน้อย
แสดงว่าเป็นกรดมาก ค่าพีเอชยิ่งมาก แสดงว่าเป็นด่างมาก เช่น 0 คือเป็นกรดอย่างแรง และ
14 คือเป็นด่างอยา่ งแรง ระดบั ความเปน็ กรดเป็นดา่ งของดนิ ไมไ่ ด้มผี ลโดยตรงต่อการเจริญเติบโต
ของพืช แต่เป็นตัวควบคุมการละลายของธาตุอาหารพืช และการละลายของสารอ่ืนๆ ให้อยู่ใน
รปู ทพ่ี ชื จะดดู ไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้ บางครงั้ ดนิ มธี าตอุ าหารเพยี งพอตอ่ การเจรญิ เตบิ โตของพชื แตพ่ ชื
ยังแสดงอาการขาดธาตุได้ แสดงวา่ ดินอาจเปน็ กรดหรอื เป็นดา่ งมากเกินไป หรือระบบรากเสยี หาย
2. อินทรียวัตถุในดิน (OM) หมายถึง อินทรียสารทุกชนิดที่มีอยู่ในดิน ซ่ึงได้จาก
ซากพืช ซากสัตว์ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในดิน
สิ่งขับถ่ายของมนุษย์และสัตว์ เกิดการสลายตัวทับถม
อยู่ในดิน รวมถึงอินทรียสารที่รากพืชปลดปล่อย
ออกมา และที่จลุ นิ ทรยี ส์ งั เคราะหข์ ึ้น ซึง่ อนิ ทรียวตั ถุ
ในดินจะสลายตัวโดยจุลินทรีย์ดินจนได้เป็นฮิวมัส
ท่ีเป็นของแข็งอนุภาคละเอียดมาก มีบทบาท
ส�ำคัญในการดูดยึดธาตุอาหารพืชท่ีมีประจุบวก

54 การเพิ่มประสิทธภิ าพการผลิตกาแฟ

สามารถดูดซับน�้ำได้ดี รวมท้ังการเกาะยึดกันของอนุภาคดินเป็นเม็ด โดยมีค่ามาตรฐาน
ปรมิ าณอนิ ทรียว์ ัตถใุ นดิน ดังนี้

ระดับ ปริมาณอนิ ทรยี วตั ถใุ นดนิ (ร้อยละ)
ต�่ำมาก ‹ 0.5

ต่�ำ 0.5 - 1.0
คอ่ นขา้ งตำ�่ 1.0 – 1.5
ปานกลาง 1.5 – 2.5
ค่อนขา้ งสงู 2.5 – 3.5

สงู 3.5 – 4.5
สูงมาก › 4.5

3. ความเค็มของดนิ (EC) หมายถึง ความเขม้ ขน้ ของสารละลายเกลือในดิน ดนิ ที่มีความ
เคม็ มากจะทำ� ใหร้ ากพชื ไมส่ ามารถดดู นำ�้ และอาหาร หรอื ดดู ไปใชไ้ ดน้ อ้ ย ความเคม็ ของดนิ สามารถ
ตรวจสอบไดโ้ ดยการวัดความสามารถในการนำ� ไฟฟ้าของดิน โดยมีคา่ มาตรฐาน ดงั นี้

ค่าการนำ� ไฟฟา้ ของดิน ระดบั ความเคม็ ผลกระทบตอ่ กลมุ่ พืช
(dS/m)
0–2 ไม่เค็ม ไมก่ ระทบตอ่ การปลูกพชื ทุกชนิด
2-‹4 เคม็ นอ้ ย พชื ทไ่ี วตอ่ ความเคม็ มกี ารเจรญิ เตบิ โตลดลงบา้ ง
4–8 เคม็ ปานกลาง พืชทนเค็มเท่าน้ันทีเ่ จรญิ เติบโตไดด้ ี
8 – 16 เคม็ มาก พืชทนเคม็ บางชนิดเท่านนั้ ทีเ่ จริญเตบิ โตไดด้ ี
› 16 เค็มมากที่สดุ พชื ทุกชนิดไม่สามารถเจรญิ เตบิ โตไดเ้ ลย

4. ธาตอุ าหารพชื หมายถงึ ปรมิ าณธาตอุ าหารส�ำคญั ของพชื ทมี่ อี ยใู่ นดนิ ขอ้ มลู ธาตอุ าหาร
พชื ทีน่ ยิ มวเิ คราะห์โดยทวั่ ไป ไดแ้ ก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรสั (P) โพแทสเซยี ม (K) แคลเซยี ม (Ca)
และแมกนเี ซยี ม (Mg) ทเี่ ปน็ ประโยชนต์ อ่ พชื ซง่ึ พชื แตล่ ะชนดิ จะมปี รมิ าณความตอ้ งการธาตอุ าหาร
แตล่ ะชนดิ มากนอ้ ยแตกตา่ งกนั การใสป่ ยุ๋ ปรบั ปรงุ บ�ำรงุ ดนิ จงึ ควรพจิ ารณาขอ้ มลู ความตอ้ งการธาตุ
อาหารของพชื แตล่ ะชนดิ ควบคกู่ บั ขอ้ มลู ปรมิ าณธาตอุ าหารพชื ทอ่ี ยใู่ นดนิ ทไ่ี ดจ้ ากผลตรวจวเิ คราะห์
การจัดการตามผลวเิ คราะหด์ ิน
เมื่อได้รับผลวิเคราะห์ดินแล้วพบว่า ดินมีความเป็นกรดเป็นด่างมากเกินไป หรือมี
อนิ ทรียวัตถุ ธาตอุ าหารพชื เช่น ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรสั (P) โพแทสเซยี ม (K) ตำ่� ควรมกี ารแกไ้ ข

การเพิม่ ประสิทธิภาพการผลติ กาแฟ 55

ปรบั ปรงุ ดนิ ดว้ ยวธิ กี ารตา่ งๆ ตามสภาพปญั หาของดนิ เชน่ การใสป่ นู เพอ่ื ปรบั สภาพความเปน็ กรด
หรือเพม่ิ ค่าพเี อชของดนิ การใสป่ ยุ๋ เพือ่ เพ่ิมธาตุอาหารพชื อินทรียวัตถุ และปรับปรงุ โครงสร้างดิน
รวมทงั้ วิธอี ่นื ๆ เพอ่ื ปรับปรงุ ดนิ ให้สามารถใชใ้ นการปลกู กาแฟให้ได้ผลผลติ คุ้มคา่ ตอ่ การลงทุน

2. การปรบั สภาพความเป็นกรดเปน็ ด่างของดนิ

คา่ ความเป็นกรดเปน็ ดา่ งท่ีเหมาะสมสำ� หรบั กาแฟ
ดนิ ทที่ ำ� การเพาะปลกู มานานในบา้ นเรา สว่ นใหญเ่ ปน็ ดนิ กรด เนอื่ งจากอยใู่ นเขตทมี่ ฝี นตก
มาก ฝนจะชะเอาธาตุแคลเซียม แมกนเี ซยี ม โซเดียม และโพแทสเซยี มออกจากดนิ เหลอื สดั ส่วน
ธาตุที่เป็นกรดไว้มากกว่าเดิม ส�ำหรับกาแฟชอบดินที่เป็นกรดเล็กน้อย ค่าพีเอชท่ีเหมาะสม คือ
5.5 – 6.0 ดินท่ีปลูกกาแฟโรบัสต้าในภาคใต้ท่ีวิเคราะห์ได้ มักพบว่าเป็นกรดรุนแรง ค่าพีเอช
ประมาณ 4.0 – 4.5 ซึ่งไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของกาแฟ จึงจ�ำเป็นต้องปรับให้ค่า
พเี อชสูงข้นึ ดว้ ยการใส่ปูน
การเลอื กใช้ชนิดปูนสำ� หรับปรบั สภาพดิน
“ปูน” ในการเกษตร หมายถึง สารที่ใส่ลงไปในดินแล้วสามารถลดปริมาณกรดในดินได้
ท่ีใชท้ ่วั ๆ ไป ได้แก่ หนิ ปนู บด ปูนขาว ปนู มาร์ล ปูนโดโลไมท์ แมกนเี ซียมซัลเฟต เป็นตน้
การใส่ปนู ในสวนกาแฟ แบ่งออกไดเ้ ปน็ 2 กรณี ดงั นี้
1. กรณมี ีผลตรวจวิเคราะหด์ ิน
การเลือกใชป้ นู ชนดิ ไหน ให้ดทู ่ีค่าแคลเซียมและแมกนีเซยี มในผลวเิ คราะหด์ ิน ดงั น้ี

ผลวิเคราะหด์ ินเทยี บกับค่ามาตรฐาน ชนิดปูนที่ต้องใช้
ดนิ มีคา่ แคลเซียมและแมกนเี ซยี มตำ่� ปูนโดโลไมต์
ปนู ขาว
ดนิ มคี า่ แคลเซยี มต�่ำอย่างเดยี ว
ดนิ มีคา่ แมกนเี ซยี มต่�ำอย่างเดยี ว แมกนีเซียมซลั เฟต

2. กรณไี ม่มผี ลตรวจวิเคราะห์ดิน
ควรเลือกปนู ทห่ี าไดง้ ่ายและราคาถกู โดยเทยี บจากปริมาณความต้องการปูน ดังนี้
ปริมาณความต้องการปูน 100 กิโลกรัม = หินปูนบด 105 กิโลกรัม = ปูนขาว
78 กโิ ลกรมั = ปนู มารล์ 120 กโิ ลกรัม = ปูนโดโลไมท์ 109 กโิ ลกรัม
วิธีการใส่ปูน
ควรใส่ปูนแล้วจึงพรวนดิน หรือหว่านเป็นผิวบางๆ ให้ท่ัวบริเวณใต้ทรงพุ่มจนถึง
ชายพุ่ม โดยให้ดินมีความชื้น การใส่ต้องพยายามให้ปูนนั้นสัมผัสกับดินให้มากที่สุด เพ่ือให้ปูน

56 การเพม่ิ ประสทิ ธิภาพการผลติ กาแฟ

ได้ผสมคลุกเคล้าเข้ากับดินได้อย่างท่ัวถึง หากมีการใส่ปุ๋ยคอก
ให้กบั ดนิ ด้วย สามารถผสมปนู รวมกับปยุ๋ คอกได้
ระยะเวลาการใสป่ ูน
● ควรใส่ปูน ก่อนการใสป่ ยุ๋ เคมีอย่างนอ้ ย 2 สัปดาห์
หรอื ถา้ ใหด้ ีควรกอ่ นอยา่ งนอ้ ย1เดอื นเพอื่ ใหป้ นู ไดม้ ี
เวลาในการปรบั สภาพความเปน็ กรดของดนิ ใหล้ ดลง
ก่อนทีจ่ ะใสป่ ุ๋ยเคมี
● ใส่ปูน 1 – 2 คร้ังตอ่ ปี คร้งั ละ 0.5 – 1.0 กิโลกรมั
ต่อต้น ในดินท่ีเป็นกรดจัด แนะน�ำให้แบ่งปูนเป็น
2 สว่ น ใส่ 2 คร้งั
● ผลของการใส่ปูนปรับพีเอชไม่ได้อยู่ถาวร ดังนั้น
ควรตรวจพีเอชของดินเป็นประจ�ำอย่างน้อย
ทกุ 3 – 4 ปี
ปัจจัยทีเ่ กย่ี วข้องกับการใสป่ นู
การปรับพีเอชดินได้ผลเร็วหรือช้า ขึ้นกับชนิดของดิน
และอินทรยี ์วตั ถใุ นดนิ ดงั นี้
● ดินเหนียว ต้องการปูนสูง และเมอ่ื ใสป่ นู แล้วจะมีผลอยู่ไดน้ าน
● ดินทราย ตอ้ งการปนู น้อยกว่า และเมือ่ ใส่ปนู แล้วจะมีผลอยไู่ ม่นาน
● ดินที่มอี ินทรียว์ ตั ถมุ าก ต้องการปนู มากกว่าดินทมี่ อี ินทรียว์ ัตถนุ ้อย
3. การใสป่ ุ๋ยตามสภาพดนิ และความต้องการพชื กาแฟ
ชนดิ ของป๋ยุ
“ปุ๋ย” คือสารอินทรีย์หรือสารอนินทรีย์ท่ีเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือสังเคราะห์ข้ึน
ทใ่ี สล่ งไปในดนิ แลว้ เป็นธาตุอาหารพชื ไดแ้ ก่
1. ปยุ๋ เคมี
ปุ๋ยเคมีเป็นสารประกอบท่ีให้ธาตุอาหารพืชโดยผ่านกระบวนการผลิตทางเคมี
พืชสามารถดูดไปใช้ประโยชน์ได้ทันที และมีธาตุอาหารพืชมากกว่าปุ๋ยอินทรีย์ โดยท่ัวไปให้
ธาตุอาหารหลกั ดงั น้ี
● ไนโตรเจน (N: เอ็น) – ปุ๋ยตัวหน้า ช่วยในการเจริญเติบโตของก่ิง ก้าน ต้น
ใบ ชว่ ยในการสังเคราะห์แสง
● ฟอสฟอรัส (P: พี) – ปุ๋ยตัวกลาง ช่วยในการเติบโตของราก การออกดอก
การสกุ ของผล

การเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการผลิตกาแฟ 57

● โพแทสเซยี ม (K: เค) – ปุ๋ยตัวท้าย ชว่ ยให้ผลเตบิ โต มีคุณภาพดี และตน้ แข็งแรง
ทนทานต่อโรค
ปุ๋ยเคมแี บ่งออกเป็น
1.1 ปุ๋ยท่ีให้ธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซยี ม (K)
มีทั้งแม่ปุ๋ยท่ีให้ธาตุอาหารเพียงธาตุเดียว หรือ 2 ธาตุ เช่น 15-0-0, 21-0-0, 46-0-0,
18-46-0, 0-0-50, 0-0-60 และปุ๋ยผสมท่ีให้ธาตุอาหารหลักครบท้ัง 3 ธาตุ เช่น 15-15-15,
16-16-16
1.2 ปุ๋ยทใ่ี ห้ธาตอุ าหารรอง ไดแ้ ก่ แคลเซียม (Ca) แมกนีเซยี ม (Mg) และกำ� มะถัน (S)
ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของปูนท่ีใช้ทางการเกษตร เช่น ปูนขาว ปูนโดโลไมท์ ปูนยิปซ่ัม เป็นต้น
1.3 ปยุ๋ ท่ีให้ธาตุอาหารเสรมิ หรอื จลุ ธาตุ ได้แก่ แมงกานีส (Mn) สังกะสี (Zn) โบรอน (B)
เหลก็ (Fe) คลอรนี (Cl) ทองแดง (Cu) และโมลบิ ดินัม (Mo) โดยปกติควรใหท้ างดินอยา่ งนอ้ ย
ปีละครั้ง หรือพ่นทางใบทุกคร้ังท่ีมีการแตกใบอ่อน เกษตรกรอาจเลือกใช้ปุ๋ยจุลธาตุรวม หรือ
จุลธาตุเด่ียวก็ได้ จุลธาตุรวมที่มีขายโดยทั่วไปมักเป็นปุ๋ยพ่นทางใบ เช่น ยูนิเลท นิคสเปรย์
เฟตรลิ อน สำ� หรบั จลุ ธาตเุ ดี่ยวจะมขี ายในรปู ของเกลือซลั เฟตเป็นสว่ นใหญ่

2. ปุย๋ อินทรีย์
ปุ๋ยอินทรีย์เป็นสารประกอบที่ได้มาจากส่ิงท่ีมีชีวิต
ที่ผ่านกระบวนการผลิตตามธรรมชาติ ได้แก่ ปุ๋ยคอกจาก
มูลสัตว์ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และวัสดุเหลือใช้จากโรงงาน
อุตสาหกรรม โดยมีปริมาณธาตุอาหารพชื มากนอ้ ยแตกต่าง
กนั ไปตามวสั ดทุ ใี่ ชท้ ำ� ปยุ๋ โดยปกตปิ ยุ๋ อนิ ทรยี จ์ ะมธี าตอุ าหาร
น้อยเมื่อเทียบกับปุ๋ยเคมี แต่มีคุณสมบัติท่ีช่วยให้ดินโปร่ง
และร่วนซุย ทำ� ใหด้ นิ มีการระบายน�้ำดี การถ่ายเทอากาศดี
ชว่ ยในการดดู ซบั นำ�้ และธาตอุ าหารไดม้ ากขนึ้ เหมาะแกก่ าร
เจริญของรากพืช เมื่ออินทรียวัตถุย่อยสลายตัวจะให้
ธาตุอาหารพืช รวมทง้ั ธาตอุ าหารรองและจลุ ธาตุ
3. ปยุ๋ ชวี ภาพ
ปุ๋ยชีวภาพเป็นปุ๋ยท่ีมีจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิต ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของรากพืช โดย
อาศัยอยู่บริเวณรากหรือในรากพืช ช่วยเพ่ิมพ้ืนที่ผิวในการดูดน�้ำและธาตุอาหาร และช่วยให้
พืชทนทานต่อโรครากเน่าได้ เชน่ ป๋ยุ ชวี ภาพไมโคไรซา่ กาแฟของกรมวิชาการเกษตร โดยใชเ้ พียง
1 ช้อนโต๊ะ โรยรอบโคนต้นขณะที่ดินชื้น เช้ือไมโคไรซ่าจะเจริญเติบโต และเพ่ิมประสิทธิภาพ
การดดู ธาตอุ าหารในดนิ ของต้นกาแฟ ท�ำให้ต้นทนุ การใช้ปุ๋ยเคมลี ดลงได้

58 การเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการผลิตกาแฟ

4. ป๋ยุ อินทรีย์ชวี ภาพ
ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพเป็นปุ๋ยอินทรีย์ท่ีผ่านกระบวนการความร้อนเพ่ือฆ่าสิ่งที่มีชีวิตก่อน
แลว้ นำ� เชอ้ื จลุ นิ ทรยี ท์ เี่ ปน็ ปยุ๋ ชวี ภาพมาผสม แลว้ ทำ� การหมกั ตอ่ ไป จนกระทงั่ จลุ นิ ทรยี เ์ จรญิ เตบิ โต
เตม็ ทีก่ ่อนนำ� ไปใช้
5. น้ำ� หมักชวี ภาพ
น�้ำหมักชีวภาพเป็นน้�ำหมักท่ีได้จากการหมักเศษช้ินส่วนของพืชและสัตว์ กากน้�ำตาล
และนำ้� โดยใชจ้ ลุ นิ ทรยี เ์ ปน็ ตวั ยอ่ ยสลาย นำ้� หมกั ชวี ภาพจะมธี าตอุ าหารพชื มากหรอื นอ้ ยขน้ึ อยกู่ บั
วัสดุท่ีนำ� มาใชห้ มกั น�้ำหมกั ชีวภาพท่ผี ลติ จากสัตวจ์ ะมีธาตุอาหารพชื มากกว่าผลติ จากพืช

ข้อควรพิจารณาในการให้ป๋ยุ

ในการให้ปุ๋ยกาแฟ ควรค�ำนึงถึงปัจจยั ตอ่ ไปนี้
อายุของต้นกาแฟ ความต้องการปุ๋ยของต้นกาแฟท่ีให้ผลผลิตแล้ว จะมากกว่าต้นที่ยัง
ไม่ให้ผล ส�ำหรับต้นกาแฟที่ให้ผลแล้ว ช่วงที่ต้องการปุ๋ยมากท่ีสุดหรือท่ีเรียกว่าช่วงวิกฤต คือ
ช่วงที่ผลขยายตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผลขยายตัวได้มากท่ีสุดและมีผลร่วงน้อยที่สุด ช่วงที่สำ� คัญ
รองลงมาคอื ช่วงกอ่ นเกบ็ เกี่ยวผล 2 – 3 เดือน ซ่ึงจะทำ� ให้ผลมีคณุ ภาพและน้�ำหนักดี ถา้ ในชว่ งนี้
ธาตอุ าหารไมเ่ พียงพอ ผลจะเหลอื ง ผลรว่ ง ใบเหลือง และอาจมีกิง่ แหง้ ตายเป็นจ�ำนวนมาก
ความเปน็ กรด – ด่างของดนิ (pH) ดนิ ทีส่ ามารถปลกู กาแฟไดม้ ีค่าความเปน็ กรด – ดา่ ง
อย่รู ะหวา่ ง 4.5 – 6.5 แต่ค่าความเป็นกรด – ด่างทีเ่ หมาะสมต่อการเจรญิ เติบโตของกาแฟ คอื
5.5 – 6.0 เพราะจะควบคุมความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดินให้อยู่ในรูปท่ีพืชสามารถ
นำ� ไปใชไ้ ด้
ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดินท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ต่�ำจ�ำเป็นต้องให้ปุ๋ยในปริมาณที่
เหมาะสม ต้องมีผลค่าวิเคราะห์ดินเพ่ือวางแผนการให้ปุ๋ย ในการใส่ปุ๋ยทุกครั้งต้องแน่ใจว่าดิน
มีความชื้นเพียงพอ หรือมิฉะน้ันต้องให้นำ�้ ตามทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใส่ปุ๋ยยูเรีย ไม่เช่นนั้น
จะท�ำใหใ้ บไหม้ และยังมโี อกาสทธ่ี าตอุ าหารจะสูญเสยี ไปในอากาศ นอกจากนกี้ ารใหป้ ๋ยุ ทีถ่ ูกตอ้ ง
ยงั ช่วยให้ตน้ กาแฟมคี วามทนทานตอ่ โรคและแมลงได้ดีขึ้นดว้ ย
ความลาดชันของพ้ืนที่ เพ่ือป้องกันการสูญเสียของปุ๋ย ในการใส่ปุ๋ยกาแฟที่ปลูกบน
พ้นื ทลี่ าดชนั ควรขุดหลมุ หรือขดุ ร่องบรเิ วณชายพุ่มเพ่อื ฝงั ปุ๋ย

การเพม่ิ ประสิทธภิ าพการผลติ กาแฟ 59

การใสป่ ุย๋ ในสวนกาแฟ
การใส่ปุ๋ย เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด และมีต้นทุนตำ�่ สุด เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยเคมี ร่วมกับ
ปยุ๋ อินทรยี ์ และปุ๋ยชีวภาพ เพ่ือใหไ้ ดป้ ระโยชน์ทงั้ การเพ่มิ ธาตอุ าหารในดิน การปรบั ปรงุ โครงสร้าง
ดนิ และการเพิม่ ประสิทธิภาพการดูดน�้ำและธาตุอาหารของรากต้นกาแฟ
การใส่ปุ๋ยในสวนกาแฟ แบ่งออกไดเ้ ปน็ 2 กรณี ดงั น้ี

1. กรณมี ีผลตรวจวเิ คราะห์ดิน
เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยตามค�ำแนะน�ำ
ท่ีได้รับจากหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เช่น กรม
พัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร เป็นต้น หรือ
อาจประเมินการใส่ปุ๋ยด้วยตัวเอง จากผลการ
ตรวจวเิ คราะหด์ นิ ของเกษตรกร และคา่ มาตรฐาน
ความต้องการของกาแฟ เช่น ต้นกาแฟต้องการ
คา่ pH 5.5 อินทรียวัตถุ 2.5 – 3.0% ฟอสฟอรสั
30 – 40 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โพแทสเซียม
100 – 130 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แคลเซียม
800 – 1,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แมกนีเซียม

100 – 130 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หากดินมีธาตุ
อาหารชนิดใดต่�ำ ให้ใส่ปุ๋ยเฉพาะท่ีมีธาตุอาหาร
น้ัน ไม่จ�ำเป็นต้องใส่ปุ๋ยท่ีมีธาตุอาหารไนโตรเจน
ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ครบทุกชนิด ซึง่ จะ
ท�ำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายการใส่ปุ๋ยที่เกินความ
จ�ำเปน็ ลงได้
ดังนั้น เกษตรกรไม่ควรใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ
เช่น 15-15-15 แต่ควรใช้ปุ๋ยเชิงเด่ียว โดยใส่
เฉพาะธาตอุ าหารที่ขาด เช่น ขาดไนโตรเจน ใช้ป๋ยุ
46-0-0 ขาดฟอสฟอรัส ใช้ปุย๋ 18-46-0 , 0-46-0
ขาดโพแทสเซียม ใชป้ ยุ๋ 0-0-60,0-0-50 และควร
ใส่ปยุ๋ อนิ ทรีย์ และปุ๋ยชวี ภาพร่วมดว้ ย

60 การเพ่ิมประสทิ ธิภาพการผลิตกาแฟ

ตวั อยา่ งรายงานผลการวเิ คราะห์ตัวอย่างดิน
และค�ำแนะน�ำการปรบั ปรงุ บ�ำรงุ ดนิ ของกรมพฒั นาทด่ี นิ

โครงการปรับโครงสรา้ งการผลิตสนิ ค้ากาแฟแบบครบวงจร
ผลการวิเคราะห์ดนิ ของเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ

ขอ้ มลู ดิน ผลการตรวจวิเคราะห์ ค่าประเมนิ
อนิ ทรยี ์วตั ถใุ นดนิ - -
ธาตอุ าหารพชื ไนโตรเจน - -
ธาตุอาหารพชื ฟอสฟอรสั
ธาตอุ าหารพืชโพแทสเซยี ม 1 มิลลกิ รมั /กิโลกรัม ตำ�่ มาก
ธาตอุ าหารพืชแคลเซียม 37 มลิ ลกิ รมั /กิโลกรมั ปานกลาง
ธาตุอาหารพืชแมกนเี ซียม 86 มลิ ลกิ รัม/กโิ ลกรัม
คา่ ความเปน็ กรดเปน็ ด่างของดิน (pH) ต่�ำ
- -
4.4 กรดรุนแรง

คำ� แนะน�ำการปรบั ปรุงบำ� รุงดนิ
การใส่ปนู : ปริมาณ “ความต้องการปูน” ในการปรับสภาพความเป็นกรดในดนิ = 1,440
ก โิ ลก รมั CaCหOร3อื /ปไรูน่ เบทด่าก2ับ,16ป0ูนขกาโิ ลวก1ร,1มั 2/ไ3ร่ กโิ ลกรมั /ไร่ หรอื ปนู มาร์ล 1,728 กิโลกรัม/ไร่
หรอื ปนู โดโลไมท์ 1,570 กโิ ลกรมั /ไร่
(เลอื กใช้ตามความจำ� เป็นชนิดใดชนิดหนึง่ เพียงอยา่ งเดยี ว)
การใส่ปุย๋ อินทรีย์ : เชน่ ปุย๋ หมัก ปยุ๋ คอก อตั รา 15-20 กิโลกรัม/ตน้
การใส่ปยุ๋ เคมี : พชื กาแฟ ตอ้ งการธาตุอาหาร
● N 420 กรมั /ต้น/ปี สตู รปยุ๋ ท่แี นะนำ� ให้ใช้ 46-0-0 อตั รา 615 กรมั /ต้น/ปี
อัตร●●าป ุ๋ยทKPแ่ี 22นOOะ53น35�ำ50จ0ากกกรผรัมลมั /ก/ตตา้นน้ร/ว/ปเิปคี ี ร าะสสหตูตู ์ดรรินปปนยุุ๋๋ยท้ีท:่ีแ่ีแนนะะนนำ� �ำใใหห้ใใ้ชช้ ้108--04-64-60ออตั ัตรราา 760 กรัม/ตน้ /ปี
583 กรัม/ตน้ /ปี

1. สำ� หรับพืชกาแฟ อายุตั้งแต่ 5 ปีข้ึนไป ถ้าเป็นพืชกาแฟที่เริ่มปลูก หรืออายุน้อยกว่า
5 ปี ใหล้ ดปริมาณปุ๋ยลงตามสว่ นของแตล่ ะปี เชน่ แนะนำ� ใหใ้ สป่ ุย๋ 1 กิโลกรัม (10 ขดี ) ถ้าเป็น
พชื กาแฟเรมิ่ ปลูก ปแี รกให้ใส่เพยี ง 2 ขีด/ตน้ /ปี ถ้าพืชกาแฟอายุ 3 ปี ใหใ้ ส่ 6 ขดี /ต้น/ปี
2. เป็นปริมาณปุ๋ยเคมีที่ใช้ส�ำหรับดินและพืชกาแฟที่คาดว่าจะให้ผลผลิตสูงสุด ดังนั้น
การใช้จริงๆ จะต้องค�ำนึงถึงผลก�ำไร ซึ่งข้ึนอยู่กับราคาผลผลิต ราคาปุ๋ย และค่าใช้จ่ายอ่ืนๆ
ในการผลิต ถ้าราคากาแฟต�่ำหรือต้นทุนการผลิตสูง ก็ลดปริมาณปุ๋ยที่จะใช้ลง แต่ปริมาณ
ปยุ๋ เคมีทีใ่ ชไ้ มค่ วรตำ่� กว่า 60% ของปริมาณทแี่ นะนำ� ไวน้ ต้ี ิดต่อกัน 3-4 ปี ตอ่ จากนน้ั อีก 2-3 ปี
ต่อไป ให้ลดปริมาณปุ๋ยลงเหลือเพียง 2/3 – 1/2 ส่วน ควรเก็บตัวอย่างดินส่งไปตรวจใหม่
ทุก 3-4 ปี จะทำ� ให้การใช้ปยุ๋ และการปรบั ปรงุ ดินได้ถูกตอ้ งย่งิ ขึ้น

การเพ่ิมประสทิ ธภิ าพการผลติ กาแฟ 61

2. กรณไี มม่ ผี ลตรวจวเิ คราะห์ดนิ
2.1 การใสป่ ยุ๋ กาแฟอาราบิกา้

ปที ่ี ปุ๋ย ปริมาณปยุ๋ พฤษภาคม สิงหาคม ตุลาคม
(กรมั /ตน้ /ป)ี (กรัม/ต้น) (กรมั /ต้น) (กรัม/ต้น)
15-15-15 100 100
1 46-0-0 100 50 - -
50 -
2 46-0-0 150 50 50 50
46-0-0 150 50 100 -
3 13-13-21 100 50 50 -
0-0-60 50 - - 50
46-0-0 200 100 100 -
4 13-13-21 150 50 100 -
0-0-60 50 - - 50
46-0-0 200 100 100 -
5 13-13-21 150 - 100 50
0-0-60 150 - 50 100
46-0-0 200 100 100 -
6 13-13-21 200 50 100 50
0-0-60 150 - 100 50
46-0-0 200 100 100 -
7 13-13-21 250 100 100 50
0-0-60 150 - 100 50
46-0-0 200 100 100 -
8 13-13-21 300 50 100 150
0-0-60 150 - 100 50

62 การเพ่มิ ประสิทธภิ าพการผลิตกาแฟ

2.2 การใสป่ ยุ๋ กาแฟโรบัสต้า
โดยทั่วไปแล้วเกษตรกรมักใส่ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ปุ๋ยสูตร 15-15-15 และ 13-13-21
ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการธาตุอาหารหลักของกาแฟ เนื่องจากความต้องการธาตุอาหาร
ของต้นกาแฟท่ีให้ผลผลิตแล้ว จะมีความต้องการธาตุไนโตรเจน และโพแทสเซียมสูงมาก
แตต่ ้องการฟอสฟอรัสตำ่� จงึ ควรใส่แม่ปุ๋ย เชน่ ยูเรีย , 18-46-0 , 0-0-60 เพ่ือให้ได้ธาตุอาหาร
ทจ่ี ำ� เป็นตอ่ ระยะการเจริญเตบิ โตของพืช และเป็นการลดต้นทุนการผลิต

ระยะยังไมใ่ ห้ผลผลิต

ปที ่ี 1 ปยุ๋ ที่ใช้
หลงั ปลกู ฟน้ื ตวั แลว้ จงึ เรม่ิ ใหป้ ยุ๋ และ ●ยเู รยี :18-46-0:0-0-60อตั รา1:1:1ผสมกนั ใหค้ รงั้ ละ
ใหท้ กุ 1-2 เดอื น ในชว่ งทีย่ ังมฝี น 25 – 30 กรมั ตอ่ ตน้ (กรณใี ชป้ ยุ๋ สตู รเสมอใช้ 15-15-15
อัตรา 100-300 กรมั /ต้น/ปี)
● ปุย๋ อนิ ทรยี ์ 1 – 2 กิโลกรัมตอ่ ตน้ ใส่ 1 ครงั้ ตอ่ ปี ให้
ช่วงไหนก็ได้
ปีท่ี 2 ปุ๋ยทใ่ี ช้
เรม่ิ ใหเ้ มอ่ื มฝี นครง้ั แรก และใหท้ กุ 1-2 ● ยเู รีย : 18-46-0 : 0-0-60 อตั รา 1 : 1 : 1 ผสมกัน ให้
เดอื น ช่วงทย่ี ังมฝี น คร้ังละ 30 – 50 กรัม ต่อต้น (กรณีใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ
ใช้ 15-15-15 อัตรา 100-300 กรมั /ตน้ /ป)ี )
● ปุย๋ อนิ ทรีย์ 1 – 2 กโิ ลกรัมต่อตน้ ใส่ 1 ครง้ั ต่อปี ให้
ช่วงไหนกไ็ ด้

ระยะใหผ้ ลผลิตแลว้

ปที ี่ 3 เป็นตน้ ไป ระยะการเจรญิ เติบโต ชนดิ และปรมิ าณป๋ยุ ตอ่ ตน้
กมุ ภาพนั ธ์ – มนี าคม หลังเก็บเก่ียว และตัด ● ปยุ๋ อินทรีย์ เชน่ ขี้ไก่แห้ง ขี้ววั 2 – 5 กิโลกรมั
แตง่ กิ่งแล้ว ● ยเู รีย 75 – 100 กรมั
● แอมโมเนียมฟอสเฟต หรอื ไดแอมโมเนยี ม
ฟอสเฟต (เช่น สูตร 18-46-0) 20 – 30 กรมั
(เฉพาะดินทไ่ี ม่มฟี อสฟอรัสสะสม)
พฤษภาคม–มถิ นุ ายน ผลขยายตวั อยา่ งรวดเรว็ ● ยเู รีย 100 – 150 กรัม
(หรอื เม่อื เริม่ มีฝน) เปลี่ยนจากเม็ดลักษณะ ● แอมโมเนียมฟอสเฟต หรือไดแอมโมเนียม
แบบพริกไทยใหญ๋ข้นึ ๆ ฟอสเฟต (เช่น สูตร 18-46-0) 20 – 30 กรมั
● โพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60) 150 -
200 กรัม
● ปุ๋ยอินทรีย์ เชน่ ขไี้ กแ่ หง้ ขวี้ ัว 2 – 5 กโิ ลกรมั

การเพ่มิ ประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ 63

สิงหาคม ชว่ งผลสะสมนำ�้ หนกั หรอื ● ยูเรีย 75 – 100 กรัม
หลังจากใส่ช่วงผลขยาย ● โพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60) 75 - 100 กรมั
ตวั ประมาณ 2 เดือน
กันยายน – ตุลาคม กอ่ นเกบ็ เกยี่ วผลประมาณ ● ยูเรยี 50 – 100 กรมั
2 เดอื น ● โพแทสเซยี มคลอไรด์ (0-0-60) 75 - 100 กรมั
หมายเหตุ :
1. ปีที่ 1 ถา้ ดินมคี วามอุดมสมบรู ณ์ตำ�่ ใหใ้ สเ่ พิ่มได้ถงึ 50 กรมั ตอ่ ตน้ ตอ่ ครั้ง
2. ควรใส่ปุ๋ยชีวภาพของกรมวิชาการเกษตรร่วมด้วย ต้นละ 1 ช้อนโต๊ะ ใส่เพียงคร้ังเดียว
โรยรอบต้นขณะดนิ ช้ืน
3. ถา้ ใช้ปุ๋ยชนดิ อื่นๆ ใหค้ ำ� นวณปรมิ าณธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรสั โพแทสเซียม เทา่ กบั ปรมิ าณ
ทบ่ี อกไวใ้ นตารางขา้ งบน

วธิ กี ารใส่ปยุ๋

ปุ๋ยเคมี
n หลักการใส่ปุ๋ยเคมี
ควรใส่เม่ือดินช้ืน แต่ไม่แฉะ หรือหลังจากฝนตกไปแล้ว 1-2 วัน ควรให้ปริมาณน้อย
แตบ่ อ่ ยครง้ั ดกี วา่ การใหใ้ นปรมิ าณมากแตน่ อ้ ยครง้ั (ใสป่ ยุ๋ ถกู ชนดิ ในปรมิ าณเหมาะสม อยา่ งถกู วธิ )ี
n พนื้ ทีร่ าบ
● ป๋ยุ 18-46-0 หวา่ นใต้ทรงพมุ่ ใหท้ วั่ จนถงึ ชายพมุ่
● ปยุ๋ ยเู รยี และปยุ๋ 0-0-60 ซง่ึ สญู เสยี งา่ ย ใหใ้ สเ่ ปน็ วงรอบชายพมุ่ ตน้ โดยพรวนดนิ
เป็นแถบแคบๆ ใส่ปุ๋ยเคมแี ล้วกลบดว้ ยปุ๋ยอนิ ทรีย์หรอื ดิน
n พื้นทลี่ าดชัน
● ปุย๋ ยูเรยี ป๋ยุ 0-0-46 และปุ๋ย 18-46-0 ให้ใส่ป๋ยุ ทช่ี ายพ่มุ ต้นกาแฟด้านทไี่ หล่สูง
โดยขุดหลุมลึก 5-10 เซนตเิ มตร จำ� นวน 2-3 จดุ หรือพรวนดนิ เป็นแถบแคบๆ
คร่ึงทรงพมุ่ ด้านบน ใสป่ ยุ๋ แลว้ กลบดนิ ให้แนน่
ข้อสังเกตในการใสป่ ๋ยุ เคมี
พืชจะตอบสนองต่อธาตุอาหารที่ใส่เม่ือดินขาดธาตุน้ัน หรือมีธาตุน้ันไม่พอเพียง เช่น
ใบเขียวมากข้ึน ถ้าใส่ปุ๋ยตามที่ควรใส่ให้แล้ว พืชไม่ตอบสนอง แสดงว่า อาจขาดธาตุตัวอื่น
(ไม่ใช่ตัวท่ีใส่) หรือธาตุตัวท่ีใส่ให้มีพอแล้วในดิน แต่รากพืชดูเอาไปใช้ไม่ได้ หรืออาจเกิดจากค่า
ความเปน็ กรดเป็นดา่ งในดนิ ไม่เหมาะสม หรือระบบรากของพชื เสียหาย

64 การเพ่ิมประสทิ ธิภาพการผลติ กาแฟ

ป๋ยุ อินทรีย์
n หลกั การใส่ป๋ยุ อินทรยี ์
ใส่ห่างจากต้นกาแฟประมาณ 30 เซนตเิ มตร ใสเ่ ปน็ วงรอบโคนตน้ พรวนให้เข้ากับดิน
ข้อควรระวงั ในการใส่ป๋ยุ อนิ ทรยี ์
● ปยุ๋ คอกสด : ไมค่ วรใสถ่ กู ตน้ โดยตรง เพราะอาจทำ� ใหต้ น้ กาแฟเลก็ ไหมต้ ายได้ และ
มีข้อเสยี ท่ีอาจมีเมล็ดวัชพชื ตดิ มาแพร่ในสวนได้
● แกลบกาแฟ : ถ้าโรยหนาเกนิ ไปและใกล้โคนตน้ จะทำ� ให้ร้อน ตน้ อาจตายได้
● วิธีที่ดีท่ีสุด คือ เอาแกลบกาแฟและปุ๋ยคอกมาท�ำปุ๋ยหมักก่อนน�ำไปใช้ ในการ
ท�ำปุ๋ยหมัก กองปุ๋ยจะเกิดความร้อน ช่วยฆ่าเช้ือโรคและเมล็ดวัชพืชได้
นอกจากน้ีการท�ำปุ๋ยหมักยังเป็นการช่วยก�ำจัดสิ่งเหลือใช้ เช่น หญ้า ใบไม้
และเศษพืชตา่ งๆ ด้วย

การทำ� ปยุ๋ หมักแกลบกาแฟ

เปลือกกาแฟแห้งที่ได้มาจากการสีผลกาแฟท่ีตากแห้งแล้ว หรือท่ีชาวบ้านเรียกกันว่า
“แกลบกาแฟ” สามารถใช้เป็นวัสดุอินทรีย์และใช้ทำ� ปุ๋ยหมักได้ดี ใช้บ�ำรุงดิน ช่วยท�ำให้พืชปลูก
มีการเจริญเติบโตดี เน่ืองจากมีธาตุโพแทสเซียมสูง ซึ่งเป็นธาตุท่ีส�ำคัญต่อการให้ผลผลิต
ของกาแฟ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้แกลบกาแฟใส่โดยตรง เพราะอาจจะมีความเส่ียงต่อการแพร่
ของเช้ือราบางชนิดได้ เนื่องจากพบว่ามีเชื้อราในส่วนของเปลือกผลมากกว่าส่วนอ่ืนๆ ของผล
จึงควรใช้ปุ๋ยหมักจากแกลบกาแฟจะปลอดภัยกว่า เนื่องจากเชื้อโรครวมทั้งไข่แมลง และ
เศษวัชพืชเกือบทั้งหมด จะถูกท�ำลายในกระบวนการหมัก ซ่ึงมีความร้อนเกิดขึ้นถึง 50 – 75
องศาเซลเซียส
ปยุ๋ หมกั แกลบกาแฟ คอื ปยุ๋ หมกั ทไ่ี ดจ้ ากแกลบกาแฟ หรอื เปลอื กกาแฟแหง้ รวมกบั มลู สตั ว์
เอามากองรวมกัน เกดิ การย่อยสลายตัวผพุ ังจากการกระท�ำของจุลินทรยี ์ จนได้เปน็ ปยุ๋ หมัก และ
ฮวิ มสั ทง้ั น้ี ควรมกี ารวางแผนดำ� เนนิ การทำ� ปยุ๋ หมกั ตงั้ แตเ่ นนิ่ ๆ เพราะการหมกั กนิ เวลาไมน่ อ้ ยกวา่
4 เดอื น เพือ่ ใหไ้ ดป้ ๋ยุ หมกั จากแกลบกาแฟไว้ใชต้ ามความต้องการ
สถานที่ท�ำปยุ๋ หมกั
● ควรอยใู่ กลท้ ่จี ะน�ำปยุ๋ หมักไปใช้ และควรห่างบ้านพักอาศัยไมน่ ้อยกว่า 15 เมตร
● ควรเป็นพื้นเรียบ ไม่เป็นหลุมเปน็ บ่อ น�้ำไมข่ ัง
● ควรเป็นพ้ืนที่ยาวไม่น้อยกว่า 4 เมตร กว้างประมาณ 4-6 เมตร เพ่ือเป็นที่
กองปุย๋ หมกั และเปน็ ทว่ี ่างเพอื่ วางกองปุ๋ยเม่อื กลับกองปุ๋ยดว้ ย

การเพมิ่ ประสิทธิภาพการผลติ กาแฟ 65

วสั ดุอุปกรณ์
1. เชื้อเร่งปยุ๋ หมกั ของกรมวิชาการเกษตร หรือกรมพฒั นาที่ดนิ 1 ซอง
2. ปยุ๋ คอก หรือมลู สัตว์ 200 กโิ ลกรัม
3. ยเู รยี 2 กิโลกรมั
4. แกลบกาแฟ 1,000 กโิ ลกรัม
5. น�้ำ และพลวั่
6. ผา้ พลาสติกหรอื ถุงปุย๋ ทางมะพรา้ วแหง้ ใช้เปน็ วัสดุปิดคลุมกอง
วธิ ีการท�ำป๋ยุ หมกั แกลบกาแฟ
1. เตรียมแกลบกาแฟใหช้ ้ืนดว้ ยการรดนำ้� และคลุกเคลา้ ใหท้ วั่ ถึง ควรท�ำ 1-2 วัน กอ่ นทำ�
กองป๋ยุ หมัก
2. ใส่เชื้อเร่งปุย๋ หมกั ลงในถังนำ�้ ใส่นำ้� 20 ลิตร กวนและท้งิ ไว้ 10-15 นาที
3. นำ� แกลบกาแฟทเ่ี ตรยี มไว้มากอง ให้กวา้ ง 2 เมตร ยาวประมาณ 2-3 เมตร ย่�ำให้แน่น
พอสงู 30-40 เซนติเมตร โรยป๋ยุ คอก หรือมลู สัตว์ให้ทว่ั บนพน้ื ผวิ ถ้าปุ๋ยคอกแห้ง ควรรดนำ�้ ให้ชนื้
ทั่วถงึ โรยยูเรียแลว้ ราดนำ�้ ละลายสารเร่งใหท้ ัว่ ผวิ หน้ากอง

66 การเพ่มิ ประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ

4. ทำ� ซำ�้ ขอ้ 3 จนไดค้ รบ 4-5 ชนั้ หรือสูง 1-1.5 เมตร
5. ชนั้ บนสดุ ใหป้ ิดทับดว้ ยแกลบกาแฟ หรือดิน เพือ่ กกั ความชนื้
6. คลมุ ผ้าพลาสตกิ เพื่อรักษาความชืน้ และกันฝนชะล้าง
7. กลับกองปุ๋ยทุก 7-10 วัน ในช่วงเดือนแรก และกลับเมื่อครบ 2 และ 3 เดือน
รวมแล้วกลับไม่น้อยกว่า 5 คร้ัง เน่ืองจากกองปุ๋ยมีความร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง
8 – 50 วนั แรก จงึ ควรกลบั กองเพอ่ื เปน็ การเพม่ิ อากาศ กระจายความรอ้ น และกระจายเชอื้ จลุ นิ ทรยี ์
ใหส้ ม�ำ่ เสมอทัว่ กอง โดยกลบั นอกกองเขา้ ในกอง
8. ถ้ากองปุ๋ยแห้งเกินไป ให้รดน้�ำด้วยขณะกลับกอง กองปุ๋ยควรช้ืน 50-60%
โดยน�้ำหนัก เม่ือเริ่มท�ำกองปุ๋ยหมัก หากปุ๋ยหมักแห้งเกินไป ปุ๋ยจะไม่ย่อยสลายหรือย่อยสลาย
ช้ามาก แตห่ ากปยุ๋ หมกั แฉะเกินไป อากาศไม่พอ ปยุ๋ ไมย่ อ่ ยสลาย ทำ� ใหไ้ ดป้ ุ๋ยคุณภาพต่�ำ
9. ปุ๋ยหมักแกลบกาแฟจะใช้ได้ต่อเมื่อปุ๋ยยุ่ย ไม่เหม็น ไม่ร้อน และไม่ยุบตัวอีกแล้ว
โดยทั่วไปการหมกั กินเวลาไม่นอ้ ยกวา่ 4 เดอื น
ธาตอุ าหารในปยุ๋ หมักแกลบกาแฟ
ไนโตรเจน : เกือบท้ังหมดอยู่ในรูปสารอินทรีย์ ส่วนที่อยู่ในรูปแอมโมเนียและไนเตรท
มนี ้อยมาก ดงั น้ันไนโตรเจนจะถูกปลดปล่อยอยา่ งชา้ ๆ
ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม : อยู่ในรูปท่ีพืชน�ำไปใช้ได้ โดยเฉพาะแกลบกาแฟเป็น
แหลง่ โพแทสเซียมที่ดี
ธาตรุ องและจลุ ธาตุ : อยู่ในรูปทีจ่ ะปลดปล่อยธาตุอาหารออกมาอยา่ งช้าๆ
พีเอชของปุ๋ยหมกั
พีเอชของปุ๋ยหมักอยรู่ ะหว่าง 6.7-8.1
ประโยชนข์ องปุ๋ยหมัก
● ช่วยปรับโครงสร้างดินให้ดีข้ึนช่วยในการระบายน�้ำ และถ่ายเทอากาศในดิน
สง่ เสริมให้รากพืชเตบิ โตดี ดดู นำ�้ และอาหารไดม้ ากขนึ้
● ชว่ ยเพิม่ ชนดิ และปริมาณจลุ ินทรีย์ในดิน เพิ่มจำ� นวนไสเ้ ดอื น
● ลดความรุนแรงของโรคพืชบางชนิด เช่น โรครากเนา่ คอดิน
ข้อดขี องป๋ยุ หมักแกลบกาแฟ
● ปุ๋ยหมักแกลบกาแฟมีธาตุโพแทสเซียมสูง สามารถใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีที่ให้
ธาตุโพแทสเซียมได้ ท�ำให้เกษตรกรประหยดั ค่าปุ๋ยลงได้
● มรี าคาถูก เนื่องจากตน้ ทนุ ในการทำ� ปุ๋ยหมกั แกลบกาแฟต่�ำ
● เปน็ ป๋ยุ อนิ ทรีย์ที่สะอาด เพราะเมลด็ วชั พืชและเช้ือโรคถูกท�ำลายด้วยความรอ้ น
ในกระบวนการหมกั

การเพิม่ ประสทิ ธภิ าพการผลติ กาแฟ 67

ปริมาณการใช้ปยุ๋ หมกั แกลบกาแฟ
ใชป้ ริมาณ 3-5 กโิ ลกรัมตอ่ ตน้ ใส่ใหต้ น้ กาแฟปลี ะคร้งั ไมค่ วรใสม่ ากกวา่ น้ี เพราะจะท�ำให้
มธี าตโุ พแทสเซยี มตกคา้ งอยใู่ นดนิ มากเกนิ ไป อาจมผี ลตอ่ การดดู ใชธ้ าตอุ าหารอนื่ ๆ ได้ อาจใชเ้ พยี ง
ทดแทนปุ๋ยอินทรยี ์บางส่วนเพอ่ื ลดต้นทนุ คา่ ป๋ยุ อนิ ทรยี ์
ขอ้ ควรระวงั
ปุ๋ยที่หมักได้ท่ีแล้ว ควรรีบน�ำไปใช้ มิฉะนั้นอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของด้วงบางชนิด
เช่น ด้วงแรดมะพรา้ ว

การจัดการดนิ และนำ้� ในพนื้ ที่ลาดชนั

ปจั จุบนั กาแฟท่ปี ลูกในภาคเหนือและภาคใต้ สว่ นใหญจ่ ะอยู่บนพน้ื ที่ลาดชัน จำ� เป็นต้องมี
การจัดการทแี่ ตกตา่ งจากพนื้ ราบ ทัง้ นีเ้ พือ่ ลดการสญู เสียหน้าดิน มิให้ถูกน้�ำชะลา้ งพัดพาไป และ
ชว่ ยคงความอดุ มสมบรู ณข์ องดนิ ไว้ได้นาน รวมท้งั การรักษาน�้ำในดนิ และบนผวิ ดินให้คงอยู่
วิธีการจดั การหนา้ ดินและน้ำ�
1. ไม่เปิดผิวดนิ และรบกวนดินใหน้ ้อยทีส่ ดุ
1.1 ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าหรือใช้ให้น้อยท่ีสุด เพราะเมื่อหญ้าแห้งตาย ผิวดินจะเปิดโล่ง
เม่ือเม็ดฝนตกกระทบผิวหน้าดิน เม็ดดินกระจายและถูกน�้ำพัดพาไป ผิวหน้าดินท่ีอุดมสมบูรณ์
จะหมดไป
1.2 ปลกู พชื คลุมดิน เชน่ ถวั่ พนิ โต หรือใชว้ ัสดคุ ลมุ ดินระหวา่ งต้นกาแฟ เชน่ ฟางขา้ ว
เศษหญ้า เพ่ือลดการกัดเซาะหน้าดิน เมล็ดฝนตกกระทบถูกใบพืชหรือวัสดุแล้วซึมลงสู่ดิน
จึงไม่ท�ำใหเ้ มด็ ดนิ กระเด็นหลุดไป
1.3 ถ้าไม่ปลูกพืชคลุมดิน ควรปล่อยให้หญ้าข้ึนคลุมพ้ืนท่ีระหว่างต้นกาแฟบ้าง
โดยเฉพาะหน้าฝนไม่ควรตัดหญ้าให้เตียน ส่วนใต้พุ่มต้นควรถอนหญ้าแล้ววางคลุมดินรอบพุ่มต้น
เพ่ือเป็นอนิ ทรียว์ ตั ถแุ กด่ นิ ตอ่ ไป
2. ปรบั พนื้ ที่ปลกู เปน็ แบบข้ันบันได
2.1 ถา้ ยงั ไม่ไดป้ ลูกต้นกาแฟ
● ให้หาแนวระดับหรือคอนทัวร์ แล้วขุดขั้นบันไดกว้าง 1 เมตร ขุดจาก
ด้านนอกเข้าด้านใน ให้ขอบนอกสูงกว่าด้านในเล็กน้อย ปลูกหญ้าแฝก
ที่ขอบนอก และปลูกกาแฟท่ีระยะ 50 เซนติเมตร เข้าไปจากขอบ
ถา้ มนี ำ้� ขังท่โี คนตน้ ให้เจาะชน้ั ดินดานให้ทะลเุ พอ่ื ระบายนำ้� ดว้ ย

68 การเพิ่มประสทิ ธิภาพการผลิตกาแฟ

● ต้นกาแฟที่ปลูกบนคอนทัวร์ถัดไป ควรปลูกสับหว่างกับต้นท่ีปลูกบน
คอนทัวร์ก่อนเสมอ
2.2 ถา้ ปลกู ต้นกาแฟไปแลว้ โดยไมไ่ ดท้ �ำแนวระดบั
● ปลูกแถวหญา้ แฝกระหวา่ งแถวกาแฟ เพอื่ ใหห้ ญ้าแฝกเกบ็ กกั ตะกอนดิน
เกิดเป็นข้ันบันไดอย่างช้าๆ หรือปลูกหญ้าแฝกเป็นรูปคร่ึงวงกลมที่
โคนตน้ กาแฟ ห่างจากโคนต้น 0.5 – 1.5 เมตร ขนึ้ กับขนาดของพุม่ ตน้
3. การยกร่องปลูกพืช
ในพื้นท่ีมีความลาดชันไม่มากนกั ใหย้ กร่องตามแนวระดบั ขวางทางลาดเท แตห่ ากความ
ลาดชันมาก ควรยกร่องปิดหัวท้าย หรือสองทิศทาง คือ กลุ่มหนึ่งยกร่องไปทางความลาดเท อีก
กลุ่มหน่ึงยกร่องในแนวต้ังฉากกับความลาดเท ท�ำให้เกิดเป็นรูปสี่เหล่ียมผืนผ้าเล็กๆ เต็มพื้นท่ี
ช่วยเพ่ิมการกักเก็บน�้ำ ลดปริมาณน�ำ้ ไหลบา่ และลดการชะล้างพังทลายของดนิ
4. ทำ� ร่องตามแนวระดบั เพ่อื ระบายนำ�้
ขุดร่องขวางความลาดเทของพื้นท่ี ความลึกของร่องนำ้� อยู่ระหว่าง 25 – 40 เซนติเมตร
ขึ้นอยู่กับเน้ือดิน ส่วนระยะห่างของร่องน้�ำข้ึนกับความลาดเทของพ้ืนที่และปริมาณน�้ำไหลบ่า
เพ่ือรับน้�ำและระบายน�้ำออกจากพ้ืนที่ ควรปลูกหญ้าแฝกชะลอความเร็วน�้ำในร่องน�้ำ โดยปลูก
ชดิ ขอบรอ่ งทง้ั สองดา้ น
5. ทำ� ฝายชะลอความเรว็ ของน้�ำ
ถ้ารอ่ งระบายนำ้� ยังไมส่ ามารถแก้ไขปญั หาได้ ควรท�ำฝายกั้นนำ�้ เพ่ือชะลอความเร็วของน�ำ้
การท�ำฝายสามารถท�ำไดห้ ลากหลายแบบ ข้ึนกับสถานการณแ์ ละวสั ดทุ ี่ใช้
6. การปลกู พืชเพอ่ื อนุรกั ษด์ นิ และนำ�้
เป็นวิธีการเพิ่มความหนาแน่นของพืช การคลุมดินป้องกันเม็ดฝนตกกระทบผิวดิน
ตลอดจนการปรบั ปรงุ บำ� รงุ ดนิ โดยการปลกู พชื ตระกลู ถวั่ บำ� รงุ ดนิ หญา้ เลย้ี งสตั ว์ หรอื หญา้ ธรรมชาติ
ขวางความลาดเทของพื้นท่ี หรือปลูกพืชรวมท้ังใช้เศษวัสดุอื่นๆ คลุมดิน หรือการใช้ระบบการ
ปลกู พชื แบบผสมผสาน เช่น ปลูกพืชแซม พืชหมนุ เวยี น ไมบ้ ังลม เปน็ ตน้
การปลูกและบ�ำรุงรักษาหญ้าแฝก
● หน่อหญ้าแฝกช�ำถุงพลาสติกท่ีมีรากแล้ว สามารถถอดถุงออกแล้วน�ำลงปลูก
ไดเ้ ลย หากเปน็ กอหญา้ แฝกทข่ี ดุ ขน้ึ จากดนิ น�ำมาตดั ใบเหลอื 20 – 30 เซนตเิ มตร
ตัดรากเหลือ 5 เซนตเิ มตร แยกทลี ะ 1 – 3 หนอ่ ลอกกาบแหง้ และใบแกอ่ อก
ลา้ งนำ้� และมัดรวมกนั เป็นมัดๆ พกั ไว้ประมาณ 3 – 4 วนั ในทร่ี ม่ โดยให้โคน
แช่น้�ำไว้ จนมีป่มุ รากเลก็ ๆ จงึ นำ� ไปปลูกได้

การเพมิ่ ประสิทธิภาพการผลติ กาแฟ 69

● ถ้าดินไม่ดี ลงก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 1 ก�ำมือ และหลังปลูก 1 – 2 เดือน
ใหป้ ุ๋ย 15-15-15 จ�ำนวน 1 ชอ้ นชาตอ่ ตน้
● ควรปลูกก่อนหนา้ ฝน 3 เดือน ปลูกเม่ือดินชน้ื และไมป่ ลูกลึก
● หลังปลกู หญา้ แฝกแลว้ 3 – 4 เดอื น ควรตัดใบใหแ้ ตกหนอ่ และตดั สม�่ำเสมอ
1 – 2 เดือน/ครง้ั และใบหญา้ แฝกที่ตัดแล้ว ควรใช้เป็นวัสดคุ ลุมดนิ
● ถ้ามีต้นตายต้องรีบซ่อม เพราะจุดน้ันจะมีน้�ำไหลแรง และเกิดการกัดเซาะ
เปน็ รอ่ งนำ้� ได้
● หญ้าแฝกพันธุ์ท่ีเหมาะสมส�ำหรับภาคใต้ ควรใช้พันธุ์สงขลา 3 และพันธุ์
สรุ าษฎร์ธานี
70 การเพิ่มประสทิ ธิภาพการผลิตกาแฟ

โรคแมลง

ศัตรกู าแฟ

โรคและแมลงศัตรูมีความส�ำคัญมากต่อระบบการผลิตกาแฟในเชิงการค้า เนื่องจาก
ทำ� ให้ผลผลติ ลดลงกว่าภาวะทไ่ี ม่มกี ารทำ� ลายของโรคแมลงอย่างมาก ความรนุ แรงจากการท�ำลาย
ของโรคและแมลงศัตรูกาแฟข้ึนกับสภาพแวดล้อม ระบบการปลูก และการดูแลรักษา หากมีการ
เฝ้าระวังและการจัดการอย่างถูกต้องเหมาะสม จะสามารถควบคุมการระบาดได้ในระดับที่
ไมท่ �ำความเสยี หายทางเศรษฐกิจ

โรคกาแฟ

โรคใบจดุ ตากบ
เช้ือสาเหตุ :
เชื้อรา Cercospora spp.
อาการทำ� ลาย : เรมิ่ แรกใบกาแฟจะมี
จุดกลมสีน�้ำตาล ต่อมาจุดนี้จะกลายเป็นสีเทา
หรอื เทาออ่ น จนถงึ สขี าวตรงกง่ึ กลางของแผล
ขอบแผลจะมีสนี ำ�้ ตาลแดง ถกู ลอ้ มรอบดว้ ยวง
สเี หลอื ง สว่ นตรงกลางของแผลทม่ี สี เี ทาจะเหน็
เป็นจุดเล็กๆ สีดำ� กระจายอยู่ทั่วไป จุดเล็กๆ เหล่านี้ คือ สปอร์ของเชื้อรา เชื้อราชนิดน้ีสามารถ
ท�ำให้เกิดโรคกับผลกาแฟได้ ในระยะรุนแรงผลกาแฟจะมีสีด�ำและเห่ียวย่น ท�ำให้ผลร่วงก่อนสุก
ในบางครัง้ โรคนี้ระบาดทุกฤดู แต่จะพบมากในฤดแู ล้ง ระบาดทวั่ ไปทกุ ระยะ โดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง
ในระยะกล้าที่ปลูกในเรอื นเพาะช�ำท่ขี าดการดแู ลรกั ษาอย่างถูกตอ้ ง

การเพมิ่ ประสิทธิภาพการผลติ กาแฟ 71

การป้องกันกำ� จดั
1. เรือนเพาะชำ� ควรมีรม่ เงาประมาณ 50% วางตน้ ให้หา่ งกนั เพ่อื ใหม้ ีการระบายอากาศ
2. แปลงกาแฟควรมีร่มเงาเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในแปลงกาแฟที่ปลูกใหม่ เพ่ือ
หลีกเล่ยี งความรุนแรงของโรค
3. ใหป้ ุ๋ยไนโตรเจนและโพแทสเซยี มเพยี งพอ จะช่วยลดความรนุ แรงของโรคได้
โรคราสนมิ
เช้อื สาเหตุ : เชือ้ รา Hemilia vastatrix
อาการท�ำลาย : เร่ิมแรกจะเห็น
จุดสีเหลืองเล็กๆ ใต้ใบ แผลเหล่าน้ีจะขยาย
ใหญข่ ้ึน และเปลยี่ นเปน็ สสี ม้ ผงสีส้มคอื สปอร์
ของเช้ือรา บนใบที่อยู่ตรงข้ามกับจุดที่เป็น
แผลจะมีลักษณะแห้งเป็นสีน้�ำตาล เมื่อเช้ือ
เจริญเต็มที่ สีส้มจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และ
อาจเป็นจุดสนิมแต้มไปหมดท้ังใบ ส่งผลให้
ใบรว่ ง ผลรว่ ง กง่ิ แหง้ ผลออ่ นไมส่ กุ และเปลยี่ น
เป็นสีดำ�
การป้องกนั กำ� จัด
1. หลีกเล่ียงการปลูกกาแฟโรบัสต้า
พนั ธท์ุ ม่ี ลี กั ษณะใบเลก็ เรยี วยาว ควรเลอื กปลกู
เฉพาะพันธุ์ที่มีใบใหญ่ซึ่งมีความทนทานต่อ
โรคราสนิมมากกว่า
2. ก�ำจัดวัชพืช เพ่ือลดความชื้นใน
แปลง
3. ให้ปุ๋ยพอเหมาะ เพื่อเสริมความ
แข็งแรงให้ตน้ กาแฟ
4. ตดั แต่งกิง่ ใหโ้ ปร่ง เพือ่ ใหต้ ้นแข็งแรง และลดความชนื้ ในทรงพมุ่
5. หากระบาดรุนแรง พ่นสารป้องกันก�ำจัดเช้ือรา เช่น คูปราวิท ออกซีคาร์บอกซิน
โปรพิโคนาโซล เปน็ ตน้

72 การเพิม่ ประสิทธภิ าพการผลิตกาแฟ

โรคใบไหม้สนี ำ�้ ตาล
เชือ้ สาเหตุ : เชอ้ื รา Colletotrichum coffeanum Noack.
อาการท�ำลาย : เร่ิมแรกจะเกิดจุดกลมสีนำ้� ตาล แล้วขยายใหญ่ขึ้น เน้ือเย่ือกลางแผล
จะตาย มีสีน�้ำตาลไหม้ เม่ือแผลแต่ละจุดขยายจนติดกัน จะมีอาการเหมือนใบไหม้ โรคน้ี
จะพบเห็นได้ท่ัวไปในสภาพแห้งแล้งติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือเกิดจากพืชได้รับบาดแผล
เนื่องจากปัจจัยอ่ืนๆ ท�ำให้เปน็ ชอ่ งทางของเชอื้ ในการเขา้ ทำ� ลาย
การปอ้ งกนั กำ� จดั
1. ตัดแตง่ กิง่ ทเ่ี ปน็ โรคเผาทำ� ลาย เพอื่ ลดการแพร่ระบาดของโรค
2. หากระบาดรุนแรง พ่นด้วยสารเคมีแคปตาโฟล แมนโคเซบ หรือสารเคมีที่มีทองแดง
เปน็ ส่วนประกอบ เพอื่ ลดการแพร่ระบาดของโรค

โรคผลเน่า (แอนแทรคโนสที่ผล)
เชอื้ สาเหตุ : เชอื้ รา Colletotrichum
coffeanum Noack. และ C. gloeosporioides
(Penz.) and Sacc.
อาการทำ� ลาย : เร่ิมแรกจะเห็นเป็น
จุดสีน้�ำตาลเข้มบนด้านใดด้านหนึ่งของผล
จุดแผลเหล่านี้จะขยายใหญ่ข้ึนและติดกัน
เป็นแผลที่มีรูปร่างไม่แน่นอน และมีอาการ
เนื้อเยื่อยุบ ต่อมาผลจะหยุดการเจริญเติบโต
และเปลย่ี นเปน็ สดี ำ� แตผ่ ลยงั ตดิ อยบู่ นกง่ิ กาแฟ
การป้องกันกำ� จัด
1. เก็บผลและตัดแต่งก่ิงที่เป็นโรคเผา
ทำ� ลาย
2. หลังเก็บเกี่ยวกาแฟ ควรตัดแต่งกิ่ง
และใส่ปยุ๋ เพิ่มความแข็งแรงใหก้ บั ตน้ พชื
3. หากระบาดรุนแรง พ่นดว้ ยสารเคมี
แคปตาโฟล แมนโคเซบ หรอื สารเคมที ม่ี ที องแดง
เปน็ สว่ นประกอบ เพอ่ื ลดการแพรร่ ะบาดของโรค

การเพ่มิ ประสิทธภิ าพการผลติ กาแฟ 73

โรคก่ิงแห้ง
เชอื้ สาเหตุ : เชอ้ื รา Colletotrichum
coffeanum Noack. และ C. gloeosporioides
(Penz.) and Sacc.
ลกั ษณะอาการ : มีอาการไหมบ้ นกิ่ง
สีเขียว ข้อและปล้องของต้นมีสีเหลืองซีด
เน่ืองจากเน้ือเยื่อถูกท�ำลายและขยายไปตาม
ปลายก่ิง ใบเหลืองและร่วงในเวลาต่อมา กิ่ง
จะเห่ียวและแหง้ ตาดอกเหีย่ ว แผลเริม่ ตน้ อาจ
เกิดจากใบไหม้เพราะแดด หรือเกิดจากแมลง
หรือเกิดจากสาเหตุอ่ืนๆ ท่ีท�ำให้พืชอ่อนแอ
เหมาะต่อการเข้าท�ำลายของเช้ือ เช่น สภาพ
อากาศแล้งมาเป็นเวลายาวนาน หรือการ
ขาดรม่ เงา เปน็ ต้น
การปอ้ งกันกำ� จดั
1. ตดั แต่งกิ่งที่เปน็ โรคออก และพ่นสารบอรโ์ ดมกิ ซเ์ จอร์ หรือแมนโคเซบ
2. รักษาระดับรม่ เงาให้เหมาะสม และคลมุ ดินใต้ทรงพมุ่ เพื่อรกั ษาระดบั ความชื้นในดิน
3. บำ� รงุ ต้นพืชใหแ้ ขง็ แรง เพื่อป้องกันการเข้าท�ำลายของเชอ้ื

โรคเน่าคอดิน
เช้อื สาเหตุ : เชือ้ รา Pitium spp.
อาการท�ำลาย : ตรงคอต้นเน่า ต้นออ่ นคอพบั และเน่าตาย พบในต้นกลา้ ในแปลงเพาะ
ท้งั หลังจากงอกแล้ว จนถึงระยะก่อนยา้ ยปลกู
การป้องกนั กำ� จดั
1. อย่าใชด้ นิ เก่าจากแปลงเพาะหรือถุงเพาะ เพราะจะตดิ เชอ้ื โรคได้ ควรใชด้ นิ ใหม่
2. อยา่ รดน้�ำมากเกินไปจนแฉะ
3. อยา่ เพาะกล้าแน่นเกินไป
4. ใช้สารป้องกันก�ำจัดเช้ือรา เช่น เบนเลท แคพแทน คลุกเมล็ดก่อนน�ำลงเพาะ อัตรา
ใชต้ ามฉลากแนะนำ�

74 การเพิม่ ประสิทธภิ าพการผลิตกาแฟ

โรครากขาว
เช้ือสาเหตุ : เชื้อรา Rigidoporus
liginosis (Klotz.) lmazeki
อาการท�ำลาย : ใบกาแฟจะแสดง
อาการเหลอื งและเหี่ยวกอ่ นยนื ตน้ ตาย เมอื่ ขุด
ดูรากของต้นท่ีเป็นโรคจะเห็นเส้นใยสีขาวของ
เช้ือราที่บริเวณผิวรากท่ีถูกย่อยสลาย ภายใต้
สภาพแวดล้อมท่ีมีความช้ืนสูง การแพร่ระบาดของโรคเกิดจากการที่รากกาแฟเป็นโรคไปสัมผัส
กบั รากกาแฟปกติ
การป้องกนั กำ� จัด
1. กำ� จดั แหลง่ สะสมของเช้อื โรคให้หมด โดยการถอนและก�ำจดั รากต้นกาแฟท่ีเปน็ โรค
2. ตากหลุมปลูกกาแฟทเ่ี ป็นโรคเปน็ เวลา 2 – 3 เดือน ก่อนปลูกต้นใหม่แทน
3. ขดุ แนวรอบๆ หลุมปลกู กาแฟ เพ่ือกันรากเจรญิ สัมผัสกนั
4. ถ้าพบว่ารากกาแฟเริ่มเป็นโรค ให้ราดด้วยสารโปรพิโคนาโซล หรือไตรอะดิมีนอล
บรเิ วณโคนต้น เพอ่ื ปอ้ งกันโรคและการระบาดไปยังต้นอ่ืน

โรครากเนา่ แหง้
เชื้อสาเหตุ : เชือ้ รา Fusarium spp.
อาการท�ำลาย : ตน้ กาแฟมใี บเหลืองและเหีย่ ว ต่อมาใบจะร่วง ก่ิงที่อยู่เหนือดินแห้งตาย
สามารถถอนต้นกาแฟข้ึนจากดินได้ง่าย เพราะรากเน่าและแห้งตาย เมื่อปาดเปลือกของรากและ
โคนตน้ กาแฟทอี่ ยใู่ ตด้ นิ จะเหน็ เนอื้ ไมเ้ ปน็ สนี ำ�้ ตาล หรอื นำ�้ ตาลเทา รากสว่ นใหญจ่ ะแหง้ โรคนที้ ำ� ให้
ต้นกาแฟตายในระยะเวลาอันสั้น ระบาดรุนแรง ถ้าอุณหภูมิสูงสุดและอุณหภูมิตำ�่ สุดของอากาศ
แตกต่างกันมาก การปลูกกาแฟกลางแจ้ง และการปลูกกาแฟในดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์
ถา้ รากหรอื โคนตน้ ที่อยู่ใต้ผวิ ดนิ เกิดแผล จะทำ� ใหเ้ ช้ือราเข้าทางแผล
การปอ้ งกันกำ� จัด
1. ถอนตน้ กาแฟที่เป็นโรครากเน่าแห้งเผาไฟ เพือ่ ท�ำลายแหล่งเพาะเช้อื
2. ควรปลกู ไมบ้ งั ร่มในแหลง่ ท่ีมโี รครากเน่าระบาด
3. ในกรณีพบโรครากเน่าแหง้ และดนิ ทีป่ ลกู กาแฟมคี า่ ความเปน็ กรด – ดา่ งต่�ำกว่า 5.5
ควรใสป่ นู ขาวเพ่ือปรับสภาพดิน

การเพ่มิ ประสิทธิภาพการผลติ กาแฟ 75

แมลงศตั รูกาแฟ

หนอนเจาะลำ� ต้นกาแฟ (Red Branch)
ช่ือวิทยาศาสตร์ : Zeuzera coffeae
Nietn.
รูปร่างลักษณะและวงจรชีวิต : ตัว
หนอนสแี ดงหรอื นำ้� ตาลแดง มลี ายวงแหวนสเี หลอื ง
ที่ส่วนหัว มีขนสีขาวบนส่วนท้อง ตัวเต็มวัยเป็น
ผีเสื้อกลางคนื ขนาดปานกลาง ตัวสขี าวนวล มจี ดุ
ประสีด�ำอยู่เต็มบริเวณปีกคู่หน้า หลังจากผีเสื้อตัว
เมียได้รับการผสมพันธุ์จะวางไข่ติดไว้กับกิ่งและ
ล�ำต้นกาแฟ ไข่จะฟักออกมาเป็นตัวหนอนใน
เวลาประมาณ 10 วัน โดยมีใยปกคลุมตัวไว้ใน
ระยะแรก ต่อมาตัวหนอนจะกัดเจาะผิวเปลือก
ตรงบริเวณซอกก่ิงและล�ำต้นจนเข้าไปอยู่ในก่ิง
หรือล�ำต้นเป็นช่องยาว หนอนจะกัดกินจนมีรู
ทะลุเปลือกแล้วถ่ายมูลออกมาภายนอกเป็นขุย
คล้ายข้ีเลื่อยกองอยู่แถวๆ บริเวณโคนต้นและ
ปากรู เม่ือหนอนมีอายุ 2 – 3 เดือน ซ่ึงโตเต็มท่ี
จะกัดเจาะเปลือกจนเป็นรูกลมมองเห็นได้จาก
ภายนอก แล้วตัวหนอนจะเจริญเป็นดักแด้ตรง
ปากรูนั้น ใช้เวลาเป็นดักแด้ประมาณ 3 สัปดาห์
– 1 เดือน ก็จะเข้าระยะตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อ
อกี ครง้ั หน่งึ
อาการท�ำลาย : ต้นหรือกิ่งกาแฟที่ถูก
หนอนเจาะจะเปราะ หักโค่นง่าย ยอดแห้งและ
กิ่งหกั ตรงบริเวณทีห่ นอนกดั เจาะ ถา้ ตน้ มีขนาดเลก็
อาจตายได้

76 การเพ่ิมประสทิ ธิภาพการผลิตกาแฟ

การป้องกนั กำ� จดั
1. รักษาบริเวณแหล่งปลูกให้สะอาด ท�ำลายพืชอาศัยในบริเวณรอบๆ สวนกาแฟ
เพ่อื ไมใ่ ห้เป็นทีอ่ าศยั ขยายพันธุ์
2. หม่ันตรวจดูต้นกาแฟ โกโก้ ส้ม ลองกอง และไม้ป่าอื่นๆ ซึ่งเป็นพืชอาศัยของแมลง
ชนดิ น้ี ถ้าพบก่ิงที่มไี ขห่ รอื หนอน ใหเ้ ก็บเผาทำ� ลาย
3. หากพบรอยที่หนอนเจาะเข้าท�ำลาย ให้ตัดกิ่งท่ีมีหนอนออก แล้วเผาท�ำลาย หรือใช้
สารคลอไพริฟอสฉีดอัดเขา้ ไปในรูตรงบริเวณทห่ี นอนเจาะ
4. นก แตนเบียน และต๊ักแตนต�ำข้าวเข้าท�ำลายขณะหนอนชนิดน้ีออกจากไข่ได้ดี
จงึ ควรรกั ษาแมลงศัตรูธรรมชาตเิ หล่าน้ไี ว้ และควรใช้สารเคมเี ทา่ ที่จ�ำเปน็
มอดเจาะก่ิงกาแฟ (Twig Borer)
ชือ่ วิทยาศาสตร์ : Xyleborus morstatti Hag.
รูปร่างลักษณะและวงจรชีวิต : ตัวเต็มวัยเป็นด้วงปีกแข็ง ขนาดเล็กกว่าหัวหมุด
สีน้�ำตาลหรือสีด�ำ มีการขยายพันธุ์ด้วยการวางไข่ และเจริญเติบโตอยู่ภายในกิ่งกาแฟ โดยมีการ
บุผนังโพรงด้วยเส้นใยรา เพ่ือไว้เล้ียงตัวหนอน เมื่อผ่าก่ิงดูจะเห็นโพรงเล็กๆ มากมาย มีทั้ง
ตวั หนอนสขี าว และตัวดักแด้ ระบาดชว่ งหน้าฝนและลดลงช่วงหนา้ แลง้
อาการท�ำลาย : เจาะเข้าไปท�ำลายในก่ิงแขนง ก่ิงย่อย ก่ิงขนาดเล็ก จนเกิดเป็น
โพรง ท�ำให้ต้นกาแฟอ่อนแอ กิ่งส่วนท่ีเหนือรอยเจาะเหี่ยวและแห้งตาย รวมท้ังเป็นสาเหตุท�ำให้
เช้ือโรคเข้าท�ำลายในระยะต่อมา
การปอ้ งกนั กำ� จัด
1. ตัดกงิ่ แขนงท่ไี ม่ตอ้ งการทิ้ง โดยเฉพาะกอ่ นเขา้ หนา้ แล้ง
2. บำ� รุงรักษาต้นพชื ให้แข็งแรง เพื่อลดการเขา้ ท�ำลายของแมลง
3. อย่าให้สวนร่มเกินไป เพราะท�ำให้มีความช้ืนสูง เป็นการส่งเสริมการเจริญเติบโต
ของราทเ่ี ป็นอาหารของตัวหนอน
4. ตัดแต่งกิ่งที่ถูกเจาะท�ำลายและกิ่งแห้งเผาท�ำลาย เพ่ือไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของมอด
ควรตัดต�ำ่ กว่ารอยเจาะ 5 – 8 เซนตเิ มตร และท�ำทนั ทีเมื่อพบกิ่งเรมิ่ เหย่ี ว
5. ถ้าระบาดรุนแรง ฉีดพน่ ดว้ ยสารก�ำจัดแมลงดลี ดรนิ ผสมกับสารป้องกนั ก�ำจัดเชอ้ื รา

การเพม่ิ ประสิทธภิ าพการผลติ กาแฟ 77

มอดเจาะผลกาแฟ (Coffee Berry Borer)
ชอ่ื วิทยาศาสตร์ : Hypothenemus hampei
รปู รา่ งลกั ษณะและวงจรชวี ติ : ตวั เตม็ วยั เปน็ ดว้ งปกี แขง็ สดี ำ� ลกั ษณะคลา้ ยมอดขา้ วสาร
แต่ตัวเล็กกว่า ตัวเมียจะเจาะปลายผลกาแฟ ตั้งแต่ระยะผลอ่อน ผลสุก จนกระท่ังผลท่ีเก็บเกี่ยว
แล้ว เข้าไปถึงส่วนของเน้ือเมล็ด เม่ือวางไข่และขยายพันธุ์ ตัวหนอนจะกัดกินเน้ือเย่ือเป็นอาหาร
และเจรญิ เตบิ โตอยภู่ ายในผล ตวั เตม็ วยั สามารถอาศยั อยใู่ นผลกาแฟแหง้ สดี �ำทต่ี ดิ คา้ งหลงเหลอื อยู่
บนตน้ หลังเก็บเกยี่ วกาแฟ รวมทั้งผลทห่ี ล่นอยู่ใต้ทรงพุม่ ด้วย สามารถมีชวี ิตไดน้ านอาจถึง 5 เดอื น

อาการท�ำลาย : มอดเจาะผลกาแฟ
เปน็ ศตั รทู สี่ �ำคญั ของกาแฟ ผลกาแฟทถ่ี กู แมลง
เจาะท�ำลายอาจรว่ งกอ่ นถึงเวลาเกบ็ เกีย่ ว หรอื
อาจพัฒนาจนผลสุกได้ แตเ่ นื้อสารกาแฟจะถูก
ท�ำลายไป โดยท่ีตัวเตม็ วยั และตัวหนอนชอนไช
จนเกดิ เปน็ รพู รนุ อยูภ่ ายในเมล็ด ทำ� ใหป้ ริมาณ
ผลผลิตลดลง นอกจากน้ันคุณภาพทั้งทาง
กายภาพและการชงดื่มจะเสียไป

การป้องกันกำ� จดั
1. รดู ผลกาแฟใหห้ มดตน้ เมอื่ เกบ็ เกย่ี วผลรนุ่ สดุ ทา้ ย
และตรวจเก็บผลอ่อน ผลดำ� บนตน้ และผลหล่นตามพน้ื ดนิ
ให้หมด อย่าปล่อยเหลือทิ้งไว้ แล้วน�ำไปเผาท�ำลาย เพ่ือ
ไม่ให้มีมอดอาศัยในช่วงแล้ง และป้องกันการอาศัยอยู่ข้าม
ฤดขู องมอด ชว่ ยลดการระบาดได้ดที สี่ ดุ
2. ตดั แต่งให้ตน้ โปร่ง รักษาระดับความสูงของตน้ กาแฟไมใ่ ห้สูงมาก เพ่อื ใหเ้ กบ็ เก่ียวงา่ ย
ทำ� ใหไ้ มม่ ผี ลค้างอยบู่ นกง่ิ และไมม่ รี ่มเงามากเกนิ ไป ส�ำหรับเป็นท่ีอยอู่ าศัยของมอดกาแฟ
3. ควรใชก้ ระสอบใหม่ ถา้ เป็นกระสอบเกา่ กอ่ นนำ� มาใช้ควรอบด้วยสารกำ� จัดแมลง
4. ตากเมลด็ กาแฟให้แหง้ ความช้นื ไม่เกิน 12% ก่อนนำ� ไปเกบ็ รกั ษา
5. ทำ� กบั ดกั ลอ่ ตวั มอด โดยใชส้ าร “CMU – C1” ซง่ึ เปน็ สารเลยี นแบบฟโี รโมนรวมกลมุ่ ของ
ตวั มอด ทภ่ี าควชิ ากฏี วทิ ยาและโรคพชื คณะเกษตรศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ คดิ คน้ ขน้ึ (สนใจ
ตดิ ต่อ ภาควิชากีฏวทิ ยาและโรคพชื คณะเกษตรศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่ โทร 053-944025)

78 การเพิม่ ประสิทธิภาพการผลติ กาแฟ

หรอื ใชเ้ มธิลแอลกอฮอล์ผสมกับเอทธิลแอลกอฮอล์
อัตราส่วน 1:1 ซ่ึงเป็นวิธีที่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ
ในภาคใตน้ ิยมใช้ เปน็ สารลอ่ วธิ ีใช้ ใส่สารลอ่ แมลง
ในภาชนะ เชน่ ขวดพลาสตกิ เลก็ ๆ (ควรมฝี าปดิ เพอ่ื
ปอ้ งกันการระเหยเร็วเกนิ ควร) หรอื เอาส�ำลชี บุ สาร
ล่อใส่ถุงพลาสติกเล็กๆ รัดปากถุง เป็นต้น เจาะรู
ท่ีขวดหรือถุงพลาสติกท่ีใส่สารล่อ เพ่ือให้กลิ่นของ
สารลอ่ ดงึ ดดู ตวั มอด จากนนั้ น�ำขวดพลาสตกิ ทใ่ี หญ่
กว่าครอบขวดหรือถุงท่ีใส่สารล่อ เจาะรูหรือช่อง
เล็กๆ ที่ขวด 2 ข้าง เพื่อใหแ้ มลงบินเข้าไปในขวดได้
ท่ีก้นขวดเติมน�้ำเปล่า ถ้าให้ดีควรผสมสารลดแรง
ตงึ ผิวลงไป เพือ่ ไม่ใหแ้ มลงที่ตกลงไปบนิ หนีออกไป
ได้ หลังจากติดตั้งสารล่อไว้ในกับดักเรียบร้อยแล้ว
นำ� ไปแขวนไวบ้ นตน้ กาแฟ สงู จากพน้ื 1 – 1.5 เมตร
ซึ่งเป็นระยะท่ีแมลงบิน แขวนกระจายให้ท่ัวสวน
(1 ไร่ ประมาณ 20 จุด) หม่ันเติมสารล่อในขวด
และท�ำความสะอาดขวดทุกเดอื น
6. เชื้อรา Beauveria bassiana
ท�ำให้เกิดโรคกับมอดกาแฟภายใต้สภาพอากาศ
ที่ร้อนและชื้น โดยมีการพัฒนาการใช้เช้ือนี้ใน
เอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ในประเทศไทยมีการพบเชื้อราน้ีในธรรมชาติ
ปัจจุบนั ศูนยว์ ิจยั พืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร
ได้ท�ำการทดสอบและพัฒนาการใช้เช้ือราชนิดนี้
เพอื่ ควบคุมมอดกาแฟในสวนเกษตรกร
เพลย้ี แป้ง
ชือ่ วิทยาศาสตร์ : Pseudococcus spp.
รปู ร่างลกั ษณะและวงจรชวี ติ : ตวั อ่อนและตัวเต็มวัยมลี ำ� ตัวน่มิ เป็นขอ้ ปล้อง รูปรา่ ง
กลมหรือยาวรี สีเหลืองอ่อน มีผงสีขาวปกคลุม ปากเป็นแบบดูดกิน เพลี้ยแป้งจะระบาดในช่วง
แล้ง และมักระบาดรุนแรงในสวนท่ีใช้สารก�ำจัดแมลงมาก โดยเฉพาะสารพวกออแกโนฟอสเฟต

การเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการผลิตกาแฟ 79

ซง่ึ ฆา่ แมลงเกือบทุกชนิด นอกจากนม้ี ดยังมีส่วนสำ� คญั ต่อการระบาดดว้ ย เน่อื งจากมดชว่ ยปกป้อง
เพลย้ี แป้ง ฆา่ ตัวห�้ำของเพล้ีย และคอยทำ� ความสะอาด โดยเก็บซากเพลยี้ ท่ตี ายไปท้งิ จงึ ต้องกำ� จดั
มดกอ่ น
อาการท�ำลาย : มักพบเป็นกลุ่มอยู่ด้านใต้ใบ ใบอ่อน ยอดอ่อน ก่ิงรอบๆ ผล และ
แม้แต่รากแขนงใหญ่ๆ ตัวเพล้ียดูดกินน�้ำเล้ียง ท�ำให้ใบเหลือง ตาดอกร่วง ผลร่วง มักมีราด�ำ
และมีมดรว่ มด้วย
การป้องกันกำ� จดั
1. พ่นสารคลอไพริฟอสรอบโคนต้นเพื่อฆ่ามด หรือใช้มาลาไธออน และคาบาริล อัตรา
ท่ีใชต้ ามฉลากแนะน�ำ หรอื ใช้เหยอื่ พษิ ล่อ
2. ตัดแตง่ ก่งิ ที่ระพ้ืน หรือกิ่งที่จรดกนั ระหวา่ งต้นออก ตดั แต่งกง่ิ อย่าใหส้ วนร่มเกินไป
3. ด้วงเต่า แมลงช้างปีกใส และแตนเบียนบางชนิด สามารถเข้าท�ำลายเพลี้ยแป้งได้
ดังนน้ั ควรลดการใชส้ ารเคมี และใชเ้ ทา่ ทจี่ ำ� เปน็

เพล้ยี หอย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Coccus viridis
รปู รา่ งลกั ษณะและวงจรชวี ติ : เปน็
แมลงปากดดู ขนาดเลก็ ลำ� ตวั นม่ิ ตวั เพลยี้ เตม็ วยั
1 ตวั สามารถใหล้ ูกไดถ้ ึง 500 ตวั ไข่ฟักเปน็ ตวั
ภายในไมก่ ช่ี ว่ั โมง ระยะตวั ออ่ นนาน 4 – 6 สปั ดาห์
ตวั เตม็ วัยมอี ายนุ าน 2 – 5 เดอื น
อาการท�ำลาย : ดูดกินน�้ำเล้ียงบริเวณยอดออ่ น ใบอ่อน เปน็ เหตใุ หย้ อดและใบหงิกงอ
ผิดปกติ ใบรว่ ง ถา้ ระบาดขณะกาแฟก�ำลงั ตดิ ผล ทำ� ให้ผลอ่อนมขี นาดเลก็ ลง เมล็ดลีบ และผลรว่ ง
ผลผลิตลดลง ต้นกาแฟจะโทรมนาน นอกจากนี้เพล้ียหอยยังขับถ่ายน้�ำหวานขึ้นคลุมผิวใบ
เปน็ ผลใหพ้ ้ืนทีส่ ังเคราะห์แสงลดลง ต้นกาแฟชะงักการเจริญเตบิ โต
การปอ้ งกนั กำ� จัด
1. คอยริดกง่ิ แขนงท่ไี มต่ ้องการออก ไม่ใหเ้ ปน็ ทอ่ี าศัยของเพล้ยี
2. แมลงหางหนบี แมลงปอ ตก๊ั แตนตำ� ขา้ ว ดว้ งเตา่ และแมลงชา้ งปกี ใส สามารถเขา้ ทำ� ลาย
เพลย้ี หอยได้ ดงั นน้ั ควรลดการใช้สารเคมี และใชเ้ ทา่ ทจ่ี �ำเปน็
3. ใชย้ าเสน้ กลิ่นฉนุ 1 กโิ ลกรมั ใส่น�้ำ 2 ลติ ร แชค่ ้างไว้ 2 คนื เอาใบยาออก เติมผงซกั ฟอก
½ กิโลกรัม และเติมน�้ำจนได้ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกสัปดาห์จนกระทั่งหาย หรือใช้น้�ำยาล้างจาน
ผสมนำ�้ อัตรา 1:4 ฉีดพน่ ตน้ กาแฟท่มี ีการระบาด

80 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลติ กาแฟ

การปรับปรงุ

สวนกาแฟเส่อื มโทรม

การปรบั ปรงุ สวนกาแฟเสื่อมโทรม

สวนท่ีต้นกาแฟมีสภาพไม่แข็งแรงสมบูรณ์และให้ผลผลิตน้อย จนไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
หรือท่ีเรียกว่าสวนกาแฟเส่ือมโทรม อาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย เช่น การขาดการบำ� รุงรักษา
การท�ำลายของโรคแมลง ภัยธรรมชาติ รวมท้ังอายุของต้นกาแฟ ซ่ึงสามารถปรับปรุงสวนกาแฟ
ใหม้ ีสภาพสมบรู ณแ์ ละมผี ลผลิตดีข้นึ ได้
การปรับปรงุ สวนกาแฟเสอ่ื มโทรมใหไ้ ดผ้ ลผลติ สูง โดยท่วั ไปมีขอ้ พจิ ารณา ดังน้ี
1. กรณกี ง่ิ กาแฟเสอ่ื มโทรมเปน็ บางกงิ่ เชน่ กง่ิ ฉกี หกั จากการเกบ็ เกยี่ ว กง่ิ ทโ่ี ดนแมลงท�ำลาย
เฉพาะกงิ่ เป็นตน้ ควรใช้วธิ กี ารตัดแตง่ เฉพาะก่งิ ทเี่ สือ่ มโทรมแล้วเล้ียงกง่ิ ใหม่ทดแทน
2. กรณีก่ิงหลักเส่ือมโทรมหมดทั้งต้น หรือเกือบหมดท้ังต้น แต่ระบบรากและโคนต้นยัง
แขง็ แรงสมบรู ณด์ ี เชน่ ตน้ กาแฟทอี่ ายมุ าก เปน็ ตน้ ควรใชว้ ธิ กี ารตดั ฟน้ื ตน้ หรอื ทเี่ รยี กวา่ ตดั ท�ำสาว
แทนการตัดแต่งก่ิง เพ่ือให้ต้นกาแฟเกิดล�ำต้นและกิ่งก้านที่เป็นทรงพุ่มใหม่ท้ังหมด และให้
ผลผลิตท่สี งู ขนึ้ กวา่ เดิม
3. กรณตี น้ กาแฟเสอื่ มโทรมหมดทง้ั ตน้ โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ระบบรากและโคนตน้ ถกู ท�ำลาย
เสียหาย เช่น ต้นท่ีโดนปลวกเจาะ หรือโรคแมลงอื่นท�ำลายทั้งต้น ควรใช้วิธีปลูกกาแฟพันธุ์ดี
ตน้ ใหม่ทดแทนในสวนเดมิ
4. กรณตี อ้ งการเปลยี่ นพนั ธต์ุ น้ กาแฟในสวนเดมิ ใหเ้ ปน็ พนั ธด์ุ ี สามารถใชว้ ธิ ปี ลกู กาแฟพนั ธด์ุ ี
ต้นใหม่ทดแทนต้นเดิม หรือใช้วิธีเปลี่ยนยอดพันธุ์ดีบนต้นกาแฟต้นเดิม ซ่ึงสามารถท�ำได้หลัง
การตัดฟื้นต้น การเปล่ียนยอดพันธุ์ดีบนต้นกาแฟต้นเดิมจะให้ผลผลิตเร็วกว่า โดยจะให้ผลผลิต

การเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการผลิตกาแฟ 81

ในปีถัดไป แต่ต้องการการดูแลเอาใจใส่มากกว่าการปลูกใหม่ เน่ืองจากต้องคอยหมั่นริดก่ิงแขนง
ของต้นตอไมใ่ หข้ ึ้นปะปนกับกง่ิ พันธ์ดุ ี
การปรับปรุงสวนกาแฟทุกวิธีดังกล่าว ควรท�ำควบคู่กับการปรับปรุงบ�ำรุงดินและใส่ปุ๋ย
บำ� รงุ ใหต้ น้ กาแฟแขง็ แรงสมบรู ณข์ น้ึ มาใหม่ เพอ่ื ใหไ้ ดผ้ ลผลติ เพมิ่ สงู ขนึ้ และมคี ณุ ภาพดขี น้ึ กวา่ เดมิ
สำ� หรบั การปลูกกาแฟ และการตัดแตง่ กิง่ ได้กล่าวถึงในบทกอ่ นหน้านีแ้ ล้ว ดงั นั้น ในบทน้ี
จะกลา่ วถงึ เฉพาะการตัดฟ้ืนต้นกาแฟ และการเปลีย่ นยอดพันธด์ุ หี ลังการตัดฟนื้ ต้น

ความสำ� คัญของการตดั ฟนื้ ต้น

สวนกาแฟโรบัสต้าของประเทศไทยในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 15 ปี ข้ึนไป
ไม่มีการตัดปลายยอด ต้นกาแฟจะสูงไปเร่ือยๆ ตามอายุของต้น และมีผลกระจุกแต่เฉพาะ
ปลายกิ่งหรือปลายยอด ท�ำให้ได้ผลผลิตน้อยหรือแทบจะไม่ได้เลย จึงมีความจ�ำเป็นอย่างยิ่ง
ท่ีจะต้องท�ำการตดั ฟนื้ ต้น
การตัดฟื้นต้นกาแฟเป็นการตัดต้นกาแฟออกหมดหรือเกือบหมดท้ังพุ่ม เพ่ือกระตุ้นให้
ตน้ กาแฟมกี ารเตบิ โตสรา้ งระบบกง่ิ กา้ นใหม่ วธิ กี ารนเี้ ปน็ การปฏบิ ตั ทิ ยี่ อมรบั กนั ทว่ั โลกในการฟน้ื ตน้
กาแฟทม่ี อี ายมุ าก และเปน็ วธิ ที ไ่ี ดเ้ ปรยี บกวา่ การปลกู ตน้ ใหม่ เนอ่ื งจากใหผ้ ลผลติ จากตน้ ใหมเ่ รว็ กวา่
โดยเวน้ ชว่ งไมใ่ หผ้ ลผลติ เพยี งแคป่ เี ดยี ว เพราะตน้ เดมิ มรี ะบบรากสมบรู ณอ์ ยแู่ ลว้ ท�ำใหม้ กี ารสรา้ ง
กิ่งก้านสาขาใหม่ได้เร็วกว่าการปลูกใหม่ นอกจากน้ี หากต้องการเปล่ียนพันธุ์ต้นกาแฟเดิมให้
เป็นพันธุ์ที่ดีข้ึน สามารถทำ� ได้โดยการเปล่ียนยอดหลังจากการตัดฟื้นต้นประมาณ 1 – 2 เดือน

82 การเพ่มิ ประสทิ ธิภาพการผลติ กาแฟ

ตน้ กาแฟท่มี ีอายมุ าก และต้นกาแฟที่ตดั ฟื้นตน้ มที รงพุ่มใหม่
การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ 83

ส่วนกิ่งกาแฟท่ีตัดออก สามารถน�ำไปเป็นเช้ือเพลิงน�้ำส้มควันไม้ หรือท�ำเป็นถ่านเพื่อใช้ใน
ครัวเรอื น หรอื น�ำไปจำ� หนา่ ยได้
อย่างไรก็ตาม หากพบว่าระบบรากของต้นกาแฟหรือโคนต้นถูกท�ำลายเสียหายหนัก
เช่น โดนปลวกเจาะท�ำลาย หรือต้นกาแฟมีอายุมากเกินไปจนไม่สามารถฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้แล้ว
ควรใช้วิธีปลูกต้นใหม่ทดแทนจะให้ผลดีกว่า ท้ังนี้ อายุต้นกาแฟท่ีสมควรปลูกต้นใหม่ทดแทน
ต้นเดิมยังไม่มีการระบุแน่ชัด ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติดูแลรักษาต้นกาแฟของเกษตรกรด้วย ต้นท่ี
แข็งแรงสมบูรณ์และมีการปฏิบัติดูแลรักษาอย่างเหมาะสม จะให้ผลผลิตได้ยาวนานสม่�ำเสมอ
โดยทัว่ ไปอายุการให้ผลผลติ เชิงเศรษฐกจิ ของตน้ กาแฟไม่ต่�ำกวา่ 25 ปี

อายุทเ่ี หมาะสมในการตัดฟืน้ ต้นกาแฟ

อายุทเี่ หมาะสมในการตัดฟนื้ ตน้ กาแฟ มีหลกั การพจิ ารณา ดังนี้
● เมื่อต้นมีอายุมาก ตั้งแต่ 8 ปี ขึ้นไป หรือให้ผลผลิตติดต่อกันเกิน 5 ปี
ต้นสูงมาก มีจ�ำนวนก่ิงให้ผลน้อย โคนต้นโล่ง ใบและผลกระจุกกันอยู่ท่ี
ปลายก่ิงหรือปลายยอด ท�ำให้สิ้นเปลืองแรงงานและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา
รวมทั้งไม่สะดวกในการปฏิบัติงาน เช่น การพ่นสารป้องกันก�ำจัดศัตรูพืช
การตัดแต่งกง่ิ การเก็บเกีย่ ว เปน็ ต้น
● เมื่อผลผลิตลดลงมาก ไมค่ มุ้ กับค่าใชจ้ า่ ย
● เมอ่ื ตน้ เสยี หายอยา่ งมาก เชน่ จากพายหุ รอื ภยั ธรรมชาตติ า่ งๆ จากการเกบ็ เกยี่ ว
หรือจากการท�ำลายของโรคและแมลง

ช่วงเวลาท่ีเหมาะสมในการตดั ฟ้นื ต้น

ควรท�ำการตัดฟื้นต้นเม่ือย่างเข้าฤดูฝน เพ่ือให้มีน�้ำเพียงพอที่จะกระตุ้นการเจริญเติบโต
ของกง่ิ ทแ่ี ตกยอดใหม่ แตส่ วนทมี่ รี ะบบการใหน้ ำ�้ อาจทำ� การตดั ฟน้ื ตน้ ในชว่ งใดของปกี ไ็ ด้ เกษตรกร
ไม่ควรตัดฟื้นต้นทีเดยี วพร้อมกนั ทง้ั สวน เพราะจะท�ำใหข้ าดรายไดจ้ ากกาแฟ เนอ่ื งจากตน้ ที่ถูกตดั
ฟื้นต้นจะไม่ได้ผลผลิตในปีท่ีตัด แต่จะเริ่มให้ผลผลิตในปีถัดไป ดังนั้น จึงควรแบ่งพ้ืนที่ตัดฟื้นต้น
ทลี ะสว่ น แตล่ ะสว่ นควรมพี ื้นที่ประมาณรอ้ ยละ 20 – 25 ของพนื้ ทท่ี ้ังหมด ตดั ฟืน้ ต้นต่อเนอ่ื งไป
4 – 5 ปี เรือ่ ยไปจนครบทง้ั สวน เชน่ มีตน้ กาแฟอยู่ 12 ไร่ อาจจะทยอยตัดปีละ 3 – 4 ไร่ ทุกปี
จนกวา่ จะหมด การทำ� เชน่ นจ้ี ะทำ� ใหผ้ ลผลติ ในแตล่ ะปไี มล่ ดลงมากและรายไดไ้ มข่ าดหายไปมากนกั

84 การเพิ่มประสทิ ธิภาพการผลิตกาแฟ

วิธกี ารตดั ฟ้นื ตน้

1. การตดั แบบหมดต้น
การตัดวิธีน้ีจะตัดทุกก่ิงหลักให้เหลือ
แต่ตอ โดยตัดสูงจากพ้ืนดินประมาณ 50 เซนติเมตร
ไมค่ วรตำ�่ กวา่ นี้ เพราะจะทำ� ใหจ้ ำ� นวนตาทจ่ี ะแตกแขนง
มีนอ้ ยเกินไป
2. การตดั แบบไวก้ ่งิ พเ่ี ลย้ี ง
การตัดวิธีนี้ ตดั กิ่งทร่ี ะดับ 50 เซนตเิ มตร
เช่นกัน แต่จะไม่ตัดหมดต้น เหลือก่ิงพ่ีเล้ียงไว้ 1 ก่ิง
กิ่งพ่ีเล้ียงควรเป็นก่ิงตั้งหรือก่ิงกระโดง รอจนก่ิงใหม่
เติบโตดีแล้ว ค่อยตัดกิ่งพี่เล้ียงออก วิธีน้ีเหมาะกับ
ต้นโทรม ไมแ่ ข็งแรง หรอื พ้ืนทีท่ แ่ี ลง้ ฝนมาไมแ่ น่นอน

ขน้ั ตอนการตดั ฟ้ืนต้นกาแฟ

1. ตัดโคนกิ่งแต่ละก่ิงด้วยเลื่อยมือที่ความ
สูงเหนือพ้ืนดินประมาณ 50 เซนติเมตร รอยตัด
เอยี งท�ำมมุ 30 – 45 องศา เพอื่ ไมใ่ หน้ �้ำขงั ตรงรอยแผล
2. ถ้าต้องการไว้กิ่งพ่ีเลี้ยง เลือกก่ิงหลักท่ีอยู่
นอกพุ่มที่สุด 1 กิ่ง ท้ิงไว้ให้เป็นก่ิงพ่ีเลี้ยง ส่วนกิ่งอ่ืน
ตัดให้หมด
3. หากตัดเป็นจำ� นวนมาก อาจใชเ้ ลือ่ ยไฟฟา้ ขนาดเล็กแทนเล่ือยมือ แตค่ วรระวังอย่าให้
ตน้ โยกคลอน ระบบรากจะเสียหาย และอาจทำ� ใหต้ ้นกาแฟตายได้
4. ทาสหี รอื ปนู แดงตรงรอยแผลทต่ี ดั เพอ่ื ปอ้ งกนั โรค ถา้ มตี อผตุ อ้ งตดั แตง่ ใหแ้ ผลเรยี บดว้ ย
5. ประมาณ 1 – 2 เดือน ตน้ จะสรา้ งกงิ่ แขนงออกมาเปน็ จ�ำนวนมาก เม่อื กิ่งแขนงใหม่
ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร เลือกกิ่งที่แข็งแรงและไม่เบียดกัน เว้นระยะห่างกันและอยู่
ตรงขา้ มกนั 3 – 5 กงิ่ ไวเ้ ป็นกง่ิ หลกั
6. กำ� จัดกิง่ แขนงที่ไมต่ ้องการออกทุกเดือน โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ ในชว่ ง 3 เดอื นแรก
7. ควรสังเกต หากก่ิงพ่ีเล้ียงบังร่มกิ่งที่เกิดใหม่ ต้องโน้มกิ่งพี่เล้ียงออกห่าง หรือตัดก่ิง
พ่เี ลย้ี งทิ้งไป

การเพมิ่ ประสิทธิภาพการผลิตกาแฟ 85

การดแู ลตน้ กาแฟหลงั การตัดฟื้นต้น

ต้นกาแฟตอ้ งได้รับการปฏบิ ัตดิ แู ลทดี่ ีหลงั การตัดฟน้ื ต้น มฉิ ะนน้ั ต้นอาจตายได้ การปฏบิ ัติ
ดูแลมีดงั น้ี
1. ตัดหรอื ถอนวัชพืชรอบโคนตน้ บ่อยๆ
2. ถ้าดนิ มคี า่ ความเปน็ กรดเปน็ ด่าง (pH) ตำ�่ กวา่ 5.5 ใหใ้ ชโ้ ดโลไมต์หรอื ปูนขาว 0.5 –
1 กิโลกรัมต่อต้น หว่านบางๆ ให้ทั่วใต้บริเวณทรงพุ่มต้นในขณะที่ดินมีความช้ืน และต้องให้ปูน
กอ่ นใสป่ ๋ยุ เคมีอย่างน้อย 15 – 30 วัน
3. ใส่ปยุ๋ คอกหรอื ปยุ๋ หมกั 3 – 5 กโิ ลกรัม ตอ่ ต้น
4. ให้ปุ๋ยครบสูตร เชน่ 15-15-15 50 – 100 กรมั ตอ่ ต้น หรือยเู รยี ผสมกับ 18-46-0 และ
0-0-60 ในอัตราส่วน 1:1:1 คลุกเคล้าให้เข้ากันดี ใส่ 30-50 กรัม/ต้น ทุก 1 – 2 เดือน โดย
พรวนดินเป็นวงรัศมีห่างจากโคนต้น 30 – 50 เซนติเมตร รอบต้น ใส่ปุ๋ยแล้วกลบดินด้วยดิน
หรือปุ๋ยคอก/ปุ๋ยหมกั
5. หากมีโรคแมลงรบกวน ควรทำ� การปอ้ งกันก�ำจดั ด้วยหลังจากตดั ฟน้ื ต้น
ต้นใหผ้ ลผลิตแล้ว 5 ปี ข้นึ ไป หรอื ทกุ ๆ 5 – 7 ปี ควรทำ� การตดั ฟนื้ ต้น ท้งั น้คี วรพิจารณา
ถึงความอุดมสมบูรณ์ของต้นและการให้ผลผลิตเป็นส�ำคัญ หากผลผลิตเร่ิมลดลงจนไม่คุ้มค่า
ควรทำ� การตดั ฟ้ืนต้นใหมอ่ ีกครง้ั ตามวธิ ีการข้างต้น

86 การเพ่ิมประสทิ ธิภาพการผลิตกาแฟ

การเปลีย่ นยอดเปน็ พนั ธ์ดุ ีพรอ้ มตัดฟนื้ ต้น

หากต้นกาแฟท่ีท�ำการตัดฟื้นต้นเป็นพันธุ์กาแฟไม่ดี หรือต้องการเปล่ียนยอดให้เป็นพันธุ์
ทดี่ ขี น้ึ เกษตรกรสามารถเปลย่ี นยอดตน้ กาแฟทไ่ี ดท้ ำ� การตดั ฟน้ื ตน้ แลว้ ใหเ้ ปน็ พนั ธท์ุ ต่ี อ้ งการไดเ้ ลย
ต้นท่ีเปล่ียนยอดจะให้ผลผลิตตรงตามพันธุ์ที่ต้องการ แต่เน่ืองจากกาแฟโรบัสต้าเป็นพืชผสม
ขา้ มต้น จึงควรปลูกกาแฟโรบสั ต้าในสวนเดียวกนั อย่างนอ้ ย 3 สายพนั ธุ์ โดยเปลยี่ นยอดเป็นแถว
เรียงสลับกันไป ควรเปล่ียนยอดแต่ละต้นด้วยพันธุ์ดีเพียงพันธุ์เดียว และเปลี่ยนเป็นพันธุ์เดียวกัน
ทั้งแถวในแต่ละแถว เพือ่ จะไดส้ ะดวกในการท�ำงาน
วธิ กี ารเปลยี่ นยอดพนั ธุ์ดีหลงั ตดั ฟื้นตน้
1. หลงั ตดั ฟน้ื ตน้ เลอื กกงิ่ แขนงทส่ี มบรู ณ์ 3 – 5 กงิ่ รอบตอ ไว้
เปน็ กง่ิ หลกั และอกี 1 – 2 กงิ่ ไวเ้ ปน็ กงิ่ ใหร้ ม่ กง่ิ ทเ่ี หลอื รดิ ออกใหห้ มด
2. ให้ปุ๋ย กำ� จดั วัชพชื รอบโคนตน้ กาแฟให้เตยี น ดูแลไม่ให้มี
โรคแมลงรบกวน
3. รอจนโคนก่ิงแขนงท่ีเลือกไว้มีขนาดเท่าแท่งดินสอ
โคนกิ่งกลม ผิวมีสีเขียว จนถึงเร่ิมเปล่ียนเป็นสีน้�ำตาล ซ่ึงเป็น
ระยะท่ีเหมาะสมในการเปลี่ยนยอด ให้ตัดกิ่งแขนงบนต้นตอ
ตั้งฉากหา่ งจากโคนกง่ิ 4 – 6 น้ิว หลังจากนัน้ ใชม้ ีดผ่ากึง่ กลางกงิ่ ลกึ
ประมาณ 1 นว้ิ
4. นำ� ก่ิงพันธ์ุดีทเ่ี ฉือนปลายเป็นปากฉลามทัง้ 2 ดา้ น ไปเสียบ
บนรอยแผลของต้นตอ โดยใช้มีดน�ำร่องเปิดรอยแผล ดูให้รอยแผล
ระหวา่ งกง่ิ พนั ธด์ุ ีและตน้ ตอแนบสนทิ อยา่ งนอ้ ย 1 ดา้ น (รายละเอยี ด
การเตรียมกิง่ พันธด์ุ ี ไดก้ ล่าวถึงแล้วในหัวข้อ “การเสยี บยอด”)
5. ผูกเชือกพันให้แนน่ ตรงรอยแผล
6. ใช้ถุงพลาสติกคลุม อย่าให้กิ่งแตะถูกด้านในของถุง แล้ว
ผูกเชอื กฟางให้แน่น อยา่ ใหอ้ ากาศเข้า
7. พรางแสงด้วยการเลยี้ งกิ่งบนตน้ ตอ เพอ่ื ไวเ้ ป็นกิ่งใหร้ ม่ เงา
หรือใช้วัสดุอ่ืนๆ เช่น ถุงปุ๋ย กระดาษหนังสือพิมพ์ ใบมะพร้าวแห้ง
เปน็ ตน้ ทำ� เปน็ โครงคุมไว้
8. ควรทาสีขาวบริเวณรอยต่อหรือเหนือรอยต่อกิ่งเพ่ือเป็น
จุดสังเกต หากมีก่ิงแขนงเกิดจากส่วนของต้นตอ หรือส่วนใต้บริเวณ
สีขาว ให้ริดออกให้หมด เพื่อไม่ให้กิ่งของต้นตอปะปนกับก่ิงพันธุ์ดี
เมื่อเปลี่ยนยอดพันธุ์ดีหลังตัดฟื้นต้นแล้ว ต้นกาแฟจะให้ผลผลิตที่มี
คณุ ลักษณะตรงตามความตอ้ งการ และพร้อมเกบ็ เกยี่ วไดใ้ นปีถดั ไป

การเพ่มิ ประสทิ ธภิ าพการผลิตกาแฟ 87

ตน้ กาแฟท่ตี ดั ฟ้นื ต้นแลว้
88 การเพ่มิ ประสทิ ธิภาพการผลิตกาแฟ

การเก็บเก่ียว

และวิทยาการหลงั การเกบ็ เก่ียว

การเก็บเก่ยี ว

ระยะเกบ็ เกี่ยวทเ่ี หมาะสม
โดยปกตกิ าแฟจะใหผ้ ลผลติ หลงั ปลกู ประมาณ 3 ปี ในประเทศไทยผลกาแฟจะสกุ ประมาณ
เดอื นตลุ าคม – เมษายน ผลกาแฟจะทยอยสกุ ไมพ่ รอ้ มกนั จงึ ควรแบง่ รอบการเกบ็ อยา่ งนอ้ ย 3 ครง้ั
แต่ละคร้ังห่างกันประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ ควรเก็บเก่ียวผลกาแฟท่ีมีความสุกแก่เหมาะสม โดย
เก็บเก่ยี วผลกาแฟทีม่ สี แี ดง หรือสเี หลือง หรือสีสม้ แดง (ขน้ึ กับพันธ)์ุ ไม่น้อยกว่า 90 เปอรเ์ ซน็ ต์
ของพื้นท่ีผิวท้ังผล ไม่ควรเก็บผลอ่อนที่มีสีเขียว
ผลร่วง หรือผลท่ีสุกเกินไป ยกเว้นการเก็บเกี่ยว
คร้ังสุดท้าย ให้เก็บผลกาแฟสุกท่ีเหลือและผล
ตกค้างท้ังหมด ซ่ึงจะมีทั้งผลสุก ผลอ่อน และ
ผลด�ำปะปนกันมา แล้วคัดเฉพาะผลสุกแยกไป
แปรรูปต่างหาก เพ่ือให้ได้สารกาแฟท่ีมีคุณภาพ
แต่ถ้าน�ำมาแปรรูปรวมกัน แนะน�ำให้แปรรูป
เป็นสารกาแฟด้วยกระบวนการแบบแห้ง ซ่ึงเป็น
วิธีที่ง่ายและต้นทุนต�่ำ แล้วเก็บรักษา และบรรจุ
แยกจากการเกบ็ เกยี่ วครั้งอ่นื ๆ
วธิ ีการเกบ็ เกยี่ ว
1. วางแผนการเก็บเกี่ยว โดยพิจารณา
ก�ำลังความสามารถในการผลิตเมล็ดกาแฟด้วย

การเพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการผลิตกาแฟ 89

เนื่องจากการผลิตเมล็ดกาแฟควรท�ำในวันที่เก็บเก่ียว
ทนั ที ผลกาแฟทเ่ี กบ็ เกย่ี วในรอบการเกบ็ เกยี่ ว หรอื แปลง
ทตี่ า่ งกนั ถอื เปน็ คนละรนุ่ การปฏบิ ตั หิ ลงั การเกบ็ เกย่ี ว
ต้องแยกจากกนั
2. กำ� จดั วัชพชื กงิ่ ไม้ และผลกาแฟทรี่ ว่ งใตต้ น้
ก่อนเกบ็ เก่ยี ว
3. ควรหาวสั ดุท่เี หมาะสม เช่น ผ้าใบ ปูใตต้ น้ กาแฟ เพ่ือปอ้ งกันผลกาแฟทเ่ี กบ็ เก่ียวใหม่
ปนเปอื้ นกบั ผลกาแฟสุกเก่าทห่ี ล่นใต้ตน้
4. ใชม้ อื ปลดิ ผลกาแฟทส่ี กุ แกเ่ หมาะสมใสภ่ าชนะ เชน่ ถงุ ตาขา่ ยไนลอ่ น หรอื กระสอบปา่ น
ท่สี ะอาด และเกบ็ ผลกาแฟสกุ ที่ร่วงลงบนส่งิ ปรู อง
5. ไม่ควรเก็บผลกาแฟสกุ ทร่ี ่วงบนพืน้ ดินเกนิ 1 วนั เนือ่ งจากผลกาแฟอาจปนเป้ือนเชือ้ รา
6. น�ำผลกาแฟไปคัดเลือกและเข้าสู่กระบวนการผลิตเมล็ดกาแฟโดยเร็ว หรืออย่างช้า
ไมเ่ กนิ 24 ช่วั โมง

การจดั การในแปลงปลูกภายหลังการเกบ็ เกี่ยว

ควรท�ำความสะอาดแปลงปลูกภายหลังการเก็บเกี่ยว โดยก�ำจัดผลกาแฟสุก หรือผลแห้ง
ทต่ี ดิ คา้ งบนกงิ่ หรอื รว่ งหลน่ ใตต้ น้ เพอ่ื ปอ้ งกนั การระบาดของมอดเจาะผลกาแฟ รวมทง้ั ตดั แตง่ กง่ิ
ที่ไมต่ ้องการออก เพ่ือใหท้ รงพุม่ โปรง่ ต้นกาแฟแข็งแรงสมบูรณ์ พร้อมใหผ้ ลผลติ ในปีตอ่ ไป

การผลิตเมล็ดกาแฟและกาแฟกะลา

ผลผลิตกาแฟ มีการซื้อขาย 2 แบบ
ดงั นี้
เมล็ดกาแฟ (Green Coffee
Bean) หรือที่เรียกทั่วไปว่า กาแฟสาร
หมายถึง เมล็ดกาแฟแห้งท่ีได้จากผลกาแฟสุก
ท่ีเอาส่วนของเปลือกชั้นนอก เนื้อ และกะลา
ออกแล้ว

90 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลติ กาแฟ

กาแฟกะลา (Parchment
Coffee) หมายถึง เมล็ดกาแฟแห้ง
ท่ีได้จากผลกาแฟสุกท่ีเอาส่วนของเปลือก
ชน้ั นอก และเน้ือออก แต่ยงั คงมีกะลาตดิ อยู่
กระบวนการผลติ เมลด็ กาแฟ โดยทวั่ ไป
มี 2 แบบ คอื
1. กระบวนการแบบแห้ง (Dry
Process) กระบวนการนี้นิยมใช้กับกาแฟ
โรบสั ต้า ผลผลติ ทไี่ ดจ้ ากกระบวนการ คือ เมล็ดกาแฟ มขี น้ั ตอน ดังน้ี
1.1 การคัดเลอื กผลกาแฟสด
เทผลกาแฟสดลงในภาชนะที่บรรจุน�้ำสะอาด คัดผลกาแฟที่ลอยน�้ำทิ้ง และ/หรือ
คัดเลือกผลกาแฟที่สุกไม่เหมาะสม หรือผลกาแฟสดท่ีมีร่องรอยการเข้าท�ำลายของมอดเจาะ
ผลกาแฟออก เมอื่ คัดแยกแลว้ ควรน�ำผลกาแฟไปตากและสแี ยกกนั ท�ำใหค้ ณุ ภาพของกาแฟสงู ขนึ้
และลดตน้ ทนุ ค่าแรงงานในการคดั แยกเมลด็ กาแฟในภายหลงั
1.2 การตาก
1.2.1 น�ำผลกาแฟสดที่ผ่านการคัดเลือกไปตากบนลานตาก เช่น ลานซีเมนต์ หรือ
แครไ่ มไ้ ผ่ ท่สี ะอาด และควรมีวัสดปุ รู อง เชน่ ตาขา่ ยไนลอ่ น เพ่ือสะดวกในการเกบ็ ถ้ามีฝนตก
1.2.2 สถานท่ีตากผลกาแฟต้องสะอาด มีอากาศถ่ายเทได้ดี มีแสงแดดตลอด
ท้ังวัน ห่างไกลจากแหล่งปนเปื้อน ควรมีระบบการป้องกันและเฝ้าระวังการระบาดของมอด
เจาะผลกาแฟและศตั รพู ชื อนื่ ๆ โดยการตดิ กบั ดกั กาวเหนยี วรอบๆ ลานตาก นอกจากนค้ี วรปอ้ งกนั
ไมใ่ ห้สัตว์เขา้ มาในลานตาก
1.2.3 ควรเกลยี่ ผลกาแฟใหม้ คี วามหนาไมเ่ กนิ 5 เซนตเิ มตร หรอื มปี รมิ าณผลกาแฟไมเ่ กนิ
30 กิโลกรัม ต่อตารางเมตร
และพลิกกลับผลกาแฟอย่าง
สม�่ำเสมอวันละ 4 คร้งั แต่ถา้
ไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้
ลดความหนาของการตาก
ผลกาแฟ เพ่ือป้องกันไม่
ให้ผลกาแฟที่อยู่ด้านล่าง
เกิดเช้อื รา

การเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการผลิตกาแฟ 91

1.2.4 ช่วงแรกท่ีตากผลกาแฟยังคงมีความช้ืนสูงอยู่ ควรนำ� ผลกาแฟเข้าท่ีร่มในตอน
เยน็ แตไ่ มต่ อ้ งคลมุ ดว้ ยผา้ พลาสตกิ เพอ่ื ปอ้ งกนั การควบแนน่ ของหยดน้�ำ ซงึ่ จะทำ� ใหผ้ ลกาแฟเปยี ก
หลงั จากตากโดยไดร้ บั แสงแดดเตม็ ที่ 5-7 วนั ระวงั อยา่ ใหผ้ ลกาแฟเปยี กฝนหรอื นำ้� คา้ ง ตอ้ งเกบ็ ผล
กาแฟเขา้ ทร่ี ่ม และ/หรอื คลุมด้วยผา้ พลาสตกิ ในเวลากลางคืน หรอื เม่อื ฝนตก
1.2.5 ผลกาแฟจะแหง้ เหมาะสมเมอื่ ไดร้ บั แสงแดดเตม็ ทป่ี ระมาณ 15 วนั ไมค่ วรตากผล
กาแฟจนแหง้ เกนิ ไป จนเมล็ดกาแฟมีความชน้ื ตำ�่ กว่า 9 เปอรเ์ ซ็นต์ เมลด็ กาแฟควรมคี วามชืน้ ตาม
ข้อก�ำหนดในมาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 5700 เรื่องเมลด็ กาแฟโรบัสตา้ หรอื มกษ.5701 เร่ือง
เมลด็ กาแฟอาราบิก้าดังนี้
● เมล็ดกาแฟท่ีไม่ต้องเก็บรักษา และ/หรือขนส่งเป็นระยะเวลาไม่นาน ต้องมี
ความช้นื ไม่เกนิ ร้อยละ 13 (สดั ส่วนโดยน้�ำหนกั )
● เมล็ดกาแฟหรือกาแฟกะลาที่ต้องเก็บรักษา และ/หรือขนส่งเป็นระยะเวลา
นาน ตอ้ งมคี วามชน้ื ไม่เกินรอ้ ยละ 12.5 (สดั ส่วนโดยนำ้� หนัก)
1.2.6 วัดความช้ืนของเมล็ดกาแฟ โดยสุ่มตัวอย่างผลกาแฟแห้งในต�ำแหน่งต่างๆ
ของแต่ละรุ่น น�ำมาสีเปลือกออก และวัดด้วยเคร่ืองวดั ความชืน้ หรอื เกษตรกรสามารถตรวจสอบ
เบื้องต้น โดยก�ำผลกาแฟแห้งแล้วเขย่า จะเกิดเสียงจากการกระทบของเมล็ดและเปลือกกาแฟ
หรอื แกะกะลาออกแลว้ ใชเ้ ลบ็ จกิ จะไมเ่ ขา้ หรอื ถา้ ลองใชฟ้ นั กดั เมลด็ กาแฟทยี่ งั ไมแ่ หง้ จะรสู้ กึ เหนยี ว
1.3 การสผี ลกาแฟแหง้
เกษตรกรควรให้ความส�ำคัญกับการสีด้วยเคร่ืองสีผลกาแฟแห้งที่มีคุณภาพดี และ
หากยังไม่ต้องการสีเปลือก ควรเก็บผลกาแฟแห้งตามค�ำแนะน�ำในการเก็บรักษา อย่างไรก็ตาม
หากต้องการเก็บรักษาเป็นเวลานาน ควรเก็บรักษาในรูปเมล็ดกาแฟดิบหรือกาแฟกะลามากกว่า
ผลกาแฟ เพราะจะคงคณุ ภาพได้นานกวา่

2. กระบวนการแบบเปียก (Wet Process) นิยมใช้กับกาแฟอาราบิก้า ผลผลิต
ท่ไี ดจ้ ากกระบวนการ คอื กาแฟกะลา หรือเมลด็ กาแฟ มีขน้ั ตอน ดงั นี้
2.1 การคดั เลอื กผลกาแฟสด
เทผลกาแฟสดลงในภาชนะที่บรรจุน้�ำสะอาด คัดผลกาแฟท่ีลอยน�้ำท้ิง และ/หรือ
คัดเลือกผลกาแฟที่สุกไม่เหมาะสม หรือผลกาแฟสดที่มีร่องรอยการเข้าท�ำลายของมอดเจาะ
ผลกาแฟออก เมอื่ คดั แยกแลว้ ควรนำ� ผลกาแฟไปตากและสแี ยกกนั ท�ำให้คณุ ภาพของกาแฟสูงขนึ้
และลดตน้ ทนุ ค่าแรงงานในการคดั แยกเมลด็ กาแฟในภายหลัง
2.2 การสีสด
2.2.1 น�ำผลกาแฟสดทีผ่ า่ นการคดั เลือกมาสแี ยกเปลือกด้วยเครอื่ งสีผลสด โดยใชน้ �้ำ
เป็นตวั ช่วยในการสีภายใน 24 ชั่วโมง ไมค่ วรเกบ็ ผลกาแฟไวก้ ่อนสีเกนิ 24 ชวั่ โมง เน่ืองจากจะเกดิ
การหมัก ซึ่งส่งผลให้เมล็ดกาแฟเสื่อมคุณภาพ นอกจากน้ีควรสุ่มตรวจประสิทธิภาพของเคร่ือง
สีผลสดอยา่ งสมำ่� เสมอด้วย

92 การเพม่ิ ประสิทธภิ าพการผลิตกาแฟ

2.2.2 น�ำกาแฟกะลา
ท่ีได้ไปก�ำจัดเมือกท่ีติดอยู่ออกไป
โดยหมักธรรมชาติในน�้ำสะอาด
เป็นเวลา 24-48 ชั่วโมง ในบ่อ
ซีเมนต์ที่มีรูระบายน�้ำด้านล่าง โดย
ใ ห ้ ร ะ ดั บ น้� ำ สู ง ก ว ่ า ก า แ ฟ ก ะ ล า
หากหมกั เกนิ 24 ชัว่ โมง ควรเปลย่ี น
น�้ำเมื่อเกิน 24 ช่ัวโมง จากน้ัน
ปล่อยน�้ำท้ิง แล้วน�ำกาแฟกะลา
มาล้างนำ�้ ให้สะอาด และขัดอกี ครง้ั ในตะกร้าตาถ่ที มี่ ีปากตะกรา้ กวา้ งและก้นไม่ลึกมาก เมื่อขดั แลว้
กาแฟกะลาจะไมล่ ืน่ จากน้นั ล้างดว้ ยน้�ำสะอาดอีกครง้ั กอ่ นนำ� ไปตาก
2.3 การตาก
2.3.1 น�ำกาแฟกะลาท่ีผ่านการสีสดไปตากบนลานซีเมนต์ หรือแคร่ไม้ไผ่ ท่ีสะอาด
และมีวัสดุปูรอง เช่น ตาขา่ ยไนล่อน เพือ่ สะดวกในการเก็บถ้ามฝี นตก
2.3.2 สถานท่ีตากกาแฟกะลาต้องสะอาด มีอากาศถ่ายเทได้ดี ได้รับแสงแดดตลอด
ทั้งวัน ห่างไกลจากแหล่งปนเปื้อน ควรมีระบบการป้องกันและเฝ้าระวังการระบาดของมอดเจาะ
ผลกาแฟ และศตั รอู ่ืนๆ เชน่ การตดิ กับดกั กาวเหนยี วรอบๆ ลานตาก นอกจากนค้ี วรป้องกันไมใ่ ห้
สัตว์เข้ามาในลานตาก

การเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพการผลิตกาแฟ 93

2.3.3 ควรเกลี่ยกาแฟกะลาให้มี
ความหนาไม่เกิน 5 เซนติเมตรหรือมีปริมาณ
ผลผลิตไม่เกิน 30 กิโลกรัม ต่อตารางเมตร
และพลกิ กลบั ผลกาแฟอยา่ งสม�่ำเสมอวนั ละ 4 ครง้ั
แต่ถ้าไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้ลดความหนาของ
การตากกาแฟกะลา เพ่ือปอ้ งกนั ไมใ่ หก้ าแฟกะลา
ท่อี ยู่ดา้ นล่างเกดิ เชื้อรา
2.3.4 ช่วงแรกที่ตากกาแฟกะลา
ยังคงมีความช้ืนสูงอยู่ ควรน�ำกาแฟกะลาเข้าที่ร่มในตอนเย็น แต่ไม่ต้องคลุมด้วยผ้าพลาสติก
เพ่อื ป้องกันการควบแน่นของหยดน�้ำ ซึง่ จะท�ำให้กาแฟกะลาเปียก หลงั จากตากโดยได้รับแสงแดด
เต็มที่ 5-7 วนั ระวังอยา่ ใหก้ าแฟกะลาเปยี กฝนหรอื นำ�้ ค้าง ต้องเกบ็ กาแฟกะลาเขา้ ท่รี ่ม และ/หรอื
คลมุ ดว้ ยผา้ พลาสตกิ ในเวลากลางคืน หรอื เมอ่ื ฝนตก
2.3.5 กาแฟกะลาจะแห้งเหมาะสมเมื่อไดร้ ับแสงแดดเตม็ ท่ปี ระมาณ 15 วัน ไม่ควร
ตากกาแฟกะลาจนแห้งเกินไป จนกาแฟกะลามีความชื้นต่�ำกว่า 9 เปอร์เซ็นต์ กาแฟกะลาควรมี
ความชื้นตามขอ้ กำ� หนดในมาตรฐานสนิ ค้าเกษตร มกษ. 5700 เร่ืองเมลด็ กาแฟโรบัสตา้ หรือ มกษ.
5701 เรอ่ื งเมลด็ กาแฟอาราบกิ า้ ดังนี้
● เมลด็ กาแฟทไ่ี มต่ อ้ งเกบ็ รกั ษา และ/หรอื ขนสง่ เปน็ ระยะเวลาไมน่ าน ตอ้ งมคี วาม
ช้นื ไมเ่ กินร้อยละ 13 (สัดสว่ นโดยนำ�้ หนัก)
● เมลด็ กาแฟหรอื กาแฟกะลาทตี่ ้องเกบ็ รักษา และ/หรือขนส่งเปน็ ระยะเวลานาน
ต้องมีความชนื้ ไม่เกนิ ร้อยละ 12.5 (สัดส่วนโดยน�ำ้ หนัก)
2.3.6 วัดความช้ืนของกาแฟกะลา โดยสุ่มตัวอย่างผลกาแฟแห้งในต�ำแหน่งต่างๆ
ของกาแฟกะลาในลานตากแต่ละรุ่น น�ำมาสีกะลาออก และวัดด้วยเครื่องวัดความช้ืน หรือ
ตรวจสอบเบอื้ งต้นโดยวิธีชงั่ นำ�้ หนักกาแฟกะลาทอี่ ยู่ระหว่างการตาก
2.4 การสีกาแฟกะลา
เกษตรกรควรให้ความส�ำคัญกับการสีกาแฟกะลาด้วยเครื่องสีท่ีมีคุณภาพ มิฉะนั้น
จะท�ำใหเ้ กิดความเสียหายแกเ่ มล็ดกาแฟ เช่น เมล็ดแตก หรือเกิดแผลขน้ึ บนเมลด็ กาแฟ และหาก
ยงั ไมต่ ้องการสี ควรเกบ็ กาแฟกะลาแห้งตามค�ำแนะนำ� ในการเก็บรกั ษา

94 การเพิม่ ประสิทธภิ าพการผลติ กาแฟ


Click to View FlipBook Version