ชอื่ หนงั สือ : ศลิ ปะการแสดงฟ้อนไทลื้อตาํ่ หูก
ผู้เรียบเรียง : วริศรา บุญซื่อ
ผ้พู ิมพ์ : สํานกั งานวฒั นธรรมจังหวดั นา่ น
พิมพค์ ร้งั ที่ ๑ : กันยายน ๒๕๕๕
จํานวนพิมพ์ : ๕๐๐ เล่ม
จดั พิมพ์โดย : สํานักงานวฒั นธรรมจงั หวัดน่าน
ขอขอบคณุ
๑. คณุ พรพรรณ เชอ้ื กรุง ผ้สู าธิตการฟ้อนไทลื้อตํา่ หูกในวซี ีดี
๒. คุณกิตยิ า จารุจนิ ดา ผู้สาธิตการฟ้อนไทล้อื ต่ําหูกในวีซีดี
๓. คุณจีรภัทร จตุมงคลภทั ร ผถู้ า่ ยภาพน่ิง
๔. คุณโยธนิ พันธ์พุ าณชิ ย์ ผถู้ ่ายภาพเคลอ่ื นไหว
๕. คุณวรวุฒิ ธรรมสอน ผูถ้ า่ ยภาพเคลือ่ นไหว
๖. คณุ ธนกฤต พงษ์สภุ า ผูถ้ า่ ยภาพเคล่อื นไหว
๗. คุณประทวน สอนศิริ อนเุ คราะหภ์ าพสําหรับทําปกหลัง
๘. คณุ พีระพงศ์ มณีรัตน์ อนุเคราะห์ภาพลายผ้าสําหรับทําปก
พิมพท์ ่ี : โรงพิมพ์แม็กซ์พร้ินต้ิง (MaxxPRINTING)
๑๔ ซ.สายนํ้าผึ้ง ต.สเุ ทพ อ.เมือง จ.เชยี งใหม่ ๕๐๒๐๐
Hotline : ๐๘๙ ๖๓๕๖๔๑๓, ๐๕๓ ๒๒๑๐๙๗
E-mail : [email protected]
๒
คาํ นาํ
ในปีงบประมาณ ๒๕๕๕ สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน ได้รับการจัดสรร
งบประมาณผลผลิตที่ ๑ เครือข่ายด้านศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรมได้รับการส่งเสริมให้มี
ความเข้มแข็ง กิจกรรมท่ี ๓ ส่งเสริมสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนและท้องถ่ิน ดําเนิน
กิจกรรมฟ้ืนฟูอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม จากสํานักงานปลัดกระทรวง
วัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่านจึงได้แต่งตั้งคณะทํางาน
ดําเนนิ โครงการถา่ ยทอดองค์ความรู้ศิลปะการแสดงฟ้อนไทลื้อต่ําหูกขึ้นดังมีรายชื่อในท้าย
หนังสือเล่มนี้ ในการนี้คณะทํางานได้ร่วมกันคิดประดิษฐ์การแสดงชุดใหม่ข้ึนคือ “ฟ้อน
ไทลื้อตํ่าหูก” เดิมใช้ชื่อว่า “ฟ้อนไตล้ือต่ําหูก” แต่ต่อมาได้ปรับเปล่ียนคําว่า ไตล้ือ มา
เป็น ไทล้ือ เพราะเป็นชื่อที่ใช้แพร่หลายในทางวิชาการมากกว่า การฟ้อนชุดน้ีเป็นการ
จาํ ลองวิธีการทอผ้าของชาวไทลอื้ จงั หวดั น่าน ซง่ึ นอกจากจะนําเสนอท่าฟ้อนและชุดไทล้ือ
อันงดงามแล้ว ยังได้นําเสนอวิธีทอผ้าตั้งแต่ข้ันตอนแรกจนถึงข้ันตอนสุดท้าย จึงนับเป็น
การอนรุ กั ษ์และสืบทอดวิถีการทอผา้ ของชาวไทล้อื อีกทางหนึ่งด้วย
ในงบประมาณเดียวกันนี้ทางคณะทํางานได้ดําเนินการจัดพิมพ์หนังสือจํานวน
๕๐๐ เลม่ โดยให้คุณวริศรา บุญซ่ือ เป็นผู้เรียบเรียง พร้อมท้ังจัดทําซีดีการแสดงฟ้อนไทล้ือ
ต่ําหูกอีก ๕๐๐ ชุด สําหรับแจกแก่สถานศึกษาในพ้ืนที่จังหวัดน่าน เพ่ือใช้เป็นสื่อการเรียนรู้
ศิลปะการแสดงของท้องถน่ิ
สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่านได้รับความร่วมมือจากคณะทํางานโครงการทุก
ท่านเป็นอย่างดี และยังได้รับความกรุณาจากอาจารย์ยุทธพร นาคสุข ผู้ทรงคุณวุฒิทาง
วัฒนธรรม ที่ท่านได้มอบเพลงที่แต่งข้ึนให้สําหรับใช้ประกอบการแสดงชุดนี้ และยังช่วย
ตรวจต้นฉบับของหนังสือเล่มนี้ด้วย ทางสํานักงานวัฒนธรรมจึงขอขอบพระคุณทุกท่านมา
ณ โอกาสน้ี
(นางสายร้งุ ธาดาจันทน์)
วัฒนธรรมจังหวดั น่าน
๓
สารบัญ
เรือ่ ง หนา้
ความรู้ทว่ั ไปเก่ียวกับกลุ่มชาติพันธุ์ไทลอ้ื ………………………………………. ๖
การตง้ั ถน่ิ ฐานของชาวไทลอ้ื ในเมืองน่าน……………………………………… ๙
ขนั้ ตอนการตํ่าหูกหรือการทอผา้ ของชาวไทล้ือ……………………….………… ๑๑
ศลิ ปะการแสดงฟ้อนไทล้ือต่ําหูก……………………………………………….. ๑๖
๑. ความเป็นมาของศิลปะการแสดงฟอ้ นไทล้อื ตํ่าหูก……………..…... ๑๖
๒. เครือ่ งดนตรีท่ใี ชป้ ระกอบฟอ้ นไทล้อื ตาํ่ หูก……………………....... ๑๗
๒.๑ พิณหรอื ซึง………………………………………………... ๑๗
๒.๒ สะล้อ……………………………………………………... ๑๘
๓. เพลงทใ่ี ช้ประกอบฟ้อนไทลอ้ื ตา่ํ หูก……………………………....... ๑๙
๔. เครือ่ งแต่งกายในการแสดงฟ้อนไทลอ้ื ต่าํ หูก……………………..... ๒๐
๕. ทา่ ฟอ้ นไทล้ือตํ่าหูก………………………..............………………. ๒๒
๑. ท่าไหว้……………………........................………………. ๒๒
๒. ท่าปลูกฝ้าย…………………….................………………. ๒๓
๓. ทา่ เก็บฝา้ ย……………………..................………………. ๒๓
๔. ทา่ อดี ฝ้าย (หบี ฝา้ ย) …………..….………....……………. ๒๔
๕. ท่าปดฝ้าย (ยงิ ฝ้าย) …………..…….........………………. ๒๕
๖. ทา่ คลฝ่ี ้าย……...…………..……...............………………. ๒๕
๗. ทา่ ลอ้ ฝ้าย…………...……..……..............………………. ๒๖
๘. ท่าปัน่ ฝา้ ย………………….……..............………………. ๒๖
๙. ทา่ เปยี ฝา้ ย………………………..............………………. ๒๗
๑๐. ท่าผัดหลอด………..……………….……………………. ๒๗
๔
๑๑. ท่าเขน็ หกู ……...………………..............…….…………. ๒๙
๑๒. ท่าต่ําหูก (ทอผ้า)……...………..............…….…………. ๓๐
๑๓. ท่าแสดงผา้ ท่ที อสาํ เรจ็ แล้ว…………………...….....……. ๓๐
๑๓.๑ ท่าคลี่ผ้า………….…………..............…….…… ๓๐
๑๓.๒ ท่าคล้องผ้า……………………..............…….… ๓๑
๑๓.๓ ทา่ พาดผ้า……………………..............…….….. ๓๑
๑๓.๔ ท่าเอาผ้าคลุมไหล…่ …………………................ ๓๒
๑๓.๕ ท่าฟ้อนแงน้ ………………….................……… ๓๒
บรรณานุกรม…………………..............…….……………………………....... ๓๔
ภาคผนวก ก ประวตั ิผู้ที่รว่ มสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงฟ้อนไทลอื้ ต่ําหกู ......... ๓๕
ภาคผนวก ข คําบรรยายศลิ ปะการแสดงฟ้อนไทล้ือต่ําหูก……………………. ๕๑
ภาคผนวก ค ภาพการประชุมเชิงปฏบิ ัติการโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้
ศลิ ปะการแสดงฟ้อนไทลือ้ ต่าํ หูก………………………........... ๕๔
ทีม่ าของภาพประกอบในหนังสือ…..............…….………………………….… ๖๑
คณะทํางานโครงการถา่ ยทอดองค์ความรศู้ ลิ ปะการแสดงฟ้อนไทล้ือตาํ่ หกู
ประจําปี ๒๕๕๕…..............…….………………………….…….................... ๖๔
๕
ความรทู ั่วไปเกี่ยวกับกลมุ ชาตพิ ันธุไ ทลื้อ๑
ไทลื้อ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทกลุ่มหนึ่งท่ีตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ในหลาย
ประเทศ ได้แก่ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐฉานในประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ภาคเหนือ
ของประเทศสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว และภาคเหนอื ของประเทศไทย
ภาพทภ่ีา๑พทชาี่ ๑วไชทาลวอ้ืไททลอี่ อื้าํ ทเภีอ่ อาํ เทภา อวทงั า่ผวาังผจางั หจวังหัดวนัดา นนา่ น
กลุ่มชาติพนั ธ์ุไทลอ้ื เรียกตนเองตามสําเนียงท้องถิ่นว่า “ไตล้ือ” หรือเรียกแต่
เพียงส้ันๆ ว่า “ล้ือ” แต่เดิมชาวไทลื้อมีถิ่นฐานอยู่บริเวณเมืองลื้อหลวง ต่อมาได้
อพยพเข้าไปต้ังถ่ินฐานอยู่บริเวณพ้ืนที่เมืองหนองแสหรือคุณหมิง ในประเทศ
๑ ปรับจาก ไทล้ือ [Online]. Accessed 26 July 2012. Available from http://th.wikipedia.org
/wiki/ไทลื้อ และ บันทึกประวัติศาสตร์-เล่าเรื่องถ่ินเหนือ [Online]. Accessed 26 July 2012.
Available from http://historicallanna01.blogspot.com/2011/06/blog-post_10.html
๖
๖
สาธารณรฐั ประชาชนจนี หลงั จากนน้ั จงึ ไดเ ขา ไปตง้ั ถน่ิ ฐานอยบู รเิ วณสองฝง แมน าํ้ โขง
เมอ่ื ประมาณศตวรรษท่ี ๑๒ โดยมวี รี บรุ ษุ ชาวไทลอ้ื ชอ่ื “เจา เจอื งหาญ” เปน ผรู วบรวม
หวั เมอื งตา งๆ ตงั้ ขนึ้ เปน อาณาจกั ร “แจล อ้ื ” หรอื ทคี่ นจนี เรยี กวา “เซอล”่ี โดยจดั ตงั้
เปน ศนู ยอ าํ นาจการปกครองไวท ห่ี อคาํ เมอื งเชยี งรงุ เปน เวลานานกวา ๗๙๐ ป ลว งมาถงึ
สมยั ของเจา อนิ่ เมอื งครองราชสมบตั ใิ นปร ะหวา งปพ ทุ ธศกั ราช๒๑๒๒-๒๑๒๖ไดท รง
แบง เขตการปกครองออกเปน สบิ สองหวั เมอื ง โดยแตล ะหวั เมอื งจะตอ งจดั สรรพนื้ ที่
สาํ หรบั ทาํ นาใหเ พยี งพอตอ การเพาะปลกู ตน กลา จากเมลด็ เชอื้ พนั ธขุ า ว ๑,๐๐๐ หาบ
จงึ เปนทีม่ าของช่ือ “เมืองสิบสองพันนา” พนั นาท้งั สิบสองหวั เมืองมดี ังตอไปนี้
๑. พนั นาเชยี งรงุ มี ๒ เมอื ง ไดแก เมืองเชียงรุงและเมอื งฮาํ
๒. พันนาเมืองแช มี ๓ เมือง ไดแ ก เมอื งออง เมืองงาด และเมืองแช
๓. พนั นาเมอื งหน มี ๒ เมอื ง ไดแ ก เมืองพานและเมอื งหน
๔. พันนาเมืองเชยี งเจงิ มี ๒ เมือง ไดแก เมืองฮายและเมืองเชยี งเจิง
๕. พนั นาเชยี งลอ มี ๔ เมอื ง ไดแ ก เมอื งมาง เมอื งอาง เมอื งลวงเหนอื และ
เมืองเชยี งลอ
๖. พนั นาเมอื งลวง มี ๑ เมอื ง ไดแ ก เมอื งลวง
๗. พันนาเมืองลา มี ๒ เมือง ไดแก เมอื งวังและเมืองลา
๘. พนั นาเมอื งฮิง มี ๒ เมอื ง ไดแก เมอื งบางและเมอื งฮิง
๙. พันนาเมอื งลา มี ๒ เมือง ไดแ ก เมืองบานและเมอื งลา
๑๐. พนั นาเมืองพง มี ๓ เมอื ง ไดแก เมืองหยวน เมอื งพง เมืองมาง
๑๑. พันนาเมอื งอู มี ๒ เมอื ง ไดแก เมืองอูใตและเมืองอูเหนอื (พนั นาน้ี
ปจจุบันอยใู นเขตประเทศสาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว)
๑๒. พนั นาชียงทอง มี ๔ เมือง ไดแก เมอื งบอ ลา เมอื งอีงู เมอื งอีปง และ
เมอื งเชียงทอง
๗
ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ระหว่างปี พ.ศ.๒๓๒๕–๒๓๒๖ พระยากาวิละ
เจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้ไปกวาดต้อนเอาชาวไทล้ือจากรัฐไททางตอนเหนือลงมายังเมือง
เชียงใหม่และหัวเมืองต่างๆ ในล้านนา หรือที่นิยมเรียกยุคนั้นว่ายุค “เก็บผักใส่ซ้า
เก็บข้าใส่เมือง” สําหรับทางเมืองน่าน เจ้าเมืองน่านในอดีตก็ได้ทําสงครามกวาด
ต้อนชาวไทลื้อจากดินแดนสิบสองพันนาเข้ามาในพ้ืนท่ีเมืองน่านเป็นจํานวนมาก
เช่นเดียวกัน ดังมีบันทึกประวัติการอพยพของชาวไทล้ือเข้ามาอยู่ในเมืองน่าน
เรียงลําดบั ตามเวลาดงั นี้
ในปี พ.ศ.๒๓๔๗ เจ้าฟ้าอัตถวรปัญโญ เจ้าเมืองน่าน ได้จัดกองทัพขึ้นไป
สบิ สองพันนา แตเ่ จา้ เมอื งเชยี งรุ่งและเจา้ เมืองทัง้ สิบสองพันนายอมสวามภิ ักดิ์
ในปี พ.ศ.๒๓๕๕ เจ้าสุมนเทวราช เจ้าเมืองน่าน ได้กวาดต้อนชาวไทลื้อจาก
เมอื งลา้ เมอื งพง เชยี งแขง็ และเมอื งหลวงพคู า ลงมาไว้เมืองน่านถงึ ๖,๐๐๐ ครอบครัว
ในปี พ.ศ.๒๓๙๖ สมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๖๒
ขณะมียศเป็นเจ้ามงคลวรยศ ได้ยกกองทัพไปตีเมืองเชียงตุงและเชียงรุ่ง และได้กวาด
ต้อนเอาชาวไทล้ือจากเมืองพง เมืองมาง เมืองหย่วนและเมืองล้าลงมาตั้งถิ่นฐานอยู่ท่ี
เมอื งเชียงมว่ นและเมืองเชยี งคํา ซ่ึงในขณะนั้นเป็นหวั เมืองท่อี ยกู่ บั เมอื งน่าน
ในปี พ.ศ.๒๓๙๘ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ท่ี ๖๓ ขณะ
ยังเป็นเจ้าอุปราชได้ยกกองทัพไปยังเมืองเชียงรุ่ง และได้นําพญาหลวงบังคม เจ้าเมือง
เชียงรงุ่ ไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอย่หู ัว รัชกาลท่ี ๔ ท่ีกรงุ เทพมหานคร
ในปี พ.ศ.๒๓๙๙ พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ท่ี ๖๓
ขณะยังเป็นเจ้าอุปราช ได้ไปกวาดต้อนครอบครัวไทลื้อจากเมืองพงในเขตสิบสอง
พันนามาตัง้ ถ่นิ ฐานในเมอื งนา่ นประมาณพันคนเศษ โดยให้ตั้งถิ่นฐานอยู่ท่ีเมืองเชียงม่วน
และเมอื งเชียงคํา
๘
๘
การต้งั ถ่นิ ฐานของชาวไทลือ้ ในเมืองนาน
จากข้อมูลของ “ชมรมไตลื้อจังหวัดน่าน” ท่ีสํารวจเม่ือปี พ.ศ.๒๕๓๓ มี
หมู่บ้านไทล้อื ที่สมคั รเป็นสมาชกิ ของชมรมอยจู่ ํานวน ๗๒ หมบู่ ้าน ประกอบไปดว้ ย
๑. อําเภอทงุ่ ช้างมี ๗ หมู่บ้าน ประกอบไปด้วย
ตําบลงอบ จํานวน ๖ หมู่บา้ น ไดแ้ ก่ บา้ นงอบเหนอื บา้ นงอบศาลา
บา้ นงอบกลาง บ้านงอบใต้ บ้านใต้ร่มโพธิท์ อง และบา้ นทุ่งสนุ
ตําบลปอน จํานวน ๑ หม่บู า้ น คือ บ้านหล่ายทุ่ง
๒. อาํ เภอเชียงกลางมี ๖ หมู่บ้าน ประกอบไปด้วย
ตําบลเชยี งกลาง ๓ หมู่บ้าน ได้แก่ บา้ นศรีอดุ ม บา้ นเชียงโคม และ
บา้ นงิ้ว
ตําบลพระพทุ ธบาท ๒ หม่บู ้าน ได้แก่ บา้ นเหลา่ และบา้ นแควง้
๓. อําเภอปัวมี ๒๕ หมู่บ้าน ประกอบไปด้วย
ตําบลปวั ๒ หมู่บา้ น ไดแ้ ก่ บ้านขอนและบา้ นปา่ ลาน
ตาํ บลศิลาแลง ๖ หมบู่ า้ น ได้แก่ บ้านเฮี้ย บ้านดอนไชย บ้านตีนตก
บ้านหวั นาํ้ บา้ นฝาย และบา้ นหวั ดอย
ตาํ บลศลิ าเพชร ๘ หม่บู ้าน ไดแ้ ก่ บ้านนาคํา บ้านทงุ่ ศรีบุญยืน บ้าน
ป่าตอง บ้านดอนแกว้ บา้ นดอนไชย บา้ นทงุ่ รัตนา บา้ นปา่ ตองดอนทรายทอง
ตาํ บลวรนคร ๔ หมู่บา้ น ได้แก่ บ้านเก็ต บ้านมอน บ้านร้องแง และ
บ้านดอนแก้ว
ตําบลสถาน ๒ หมบู่ า้ น ไดแ้ ก่ บ้านนาปา่ น และบา้ นสันตสิ ขุ
ตําบลเจดียช์ ยั ๔ หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านสบปัว บ้านศาลา บ้านวังม่วงและ
บ้านทงุ่ ชัย
๙
๔. อําเภอทา วงั ผามี ๑๔ หมูบา น ประกอบไปดว ย
ตาํ บลปา คา ๒ หมบู าน ไดแ ก บานหนองบัวและบา นตน ฮาง
ตําบลศรภี มู ิ ๑ หมบู าน ไดแ ก บานดอนมลู
ตาํ บลยม ๓ หมบู า น ไดแ ก บา นทงุ ฆอ ง บา นเสยี้ ว และบา นหนอง
ตาํ บลแสนทอง ๒ หมูบาน ไดแ ก บานฮวกและบา นแฮะ
ตําบลจอมพระ ๕ หมูบาน ไดแก บานถอ น หมทู ี่ ๑ บานถอ น
หมทู ี่ ๙ บา นยู หมทู ่ี ๕ บา นยู หมูท่ี ๑๐ และบานยู หมทู ่ี ๑๑
ตาํ บลทา วงั ผา ๑ หมูบาน คอื บา นดอนชยั
๕. อําเภอสองแควมี ๙ หมูบา น ประกอบไปดว ย
ตําบลนาไรหลวง ๕ หมูบาน ไดแก บานปางปุก บานหางทุง
บา นใหม บานสองแคว และบา นปางไฮ
ตําบลชนแดน ๑ หมบู า น คือ บานปางกอม
ตําบลยอด ๓ หมูบาน ไดแก บานผาหลัก บานปางสาน
บา นผาสิงห และบานยอด
๖. อาํ เภอเฉลิมพระเกียรติมี ๑ หมบู า น คือ บา นหวยโกน ตําบลหวยโกน
๗. อาํ เภอสนั ติสุขมี ๑๐ หมูบา น ประกอบไปดวย
ตําบลปาแลวหลวงมี ๑๐ หมูบาน ไดแก บานปาแลวหลวง
บา นอภยั ครี ี บา นดอนอภยั บา นปา ออ ย บา นสบยาง บา นดอนไชย บา นนา นมน่ั คง
บา นแกง โสภา บา นหลวง เจรญิ ราษฎร และบานพนาไพร
๑๐
ขนั้ ตอนการตํา หกู หรือการทอผา ของชาวไทลื้อ
สตรีไทล้ือในสมัยก่อนจะต้องทอผ้าใช้เองในครัวเรือน กว่าจะได้ผ้าผืนหน่ึง
จะต้องใช้เวลานานถึงแรมปีเลยทีเดียว เร่ิมตั้งแต่การปลูกฝ้ายไปจนทอสําเร็จเป็นผืน
ผ้า รวมท้ังตัดเย็บสวมใส่เองด้วย ต่อไปจะกล่าวถึงข้ันตอนการปลูกฝ้ายและข้ันตอน
การทอผา้ ตามลําดบั ดังนี้
๑. การไหว้ผีเสื้อไร่ บางคร้ังก็ออกเสียงว่า “ผีเส้ียวไร่” หมายถึง อารักษ์ท่ี
ปกปักรักษาไร่ฝ้าย การไหว้ผีเส้ือไร่ถือเป็นการขออนุญาตเจ้าท่ีเจ้าทาง มีข้ันตอนคือ
เจ้าของไร่จะนําดอกไม้ ธูป เทียน หมาก พลู ไปวางไว้บนห้ิงที่ทําขึ้นในพื้นที่ไร่ฝ้าย
แล้วบอกกลา่ วใหผ้ ีเสือ้ ไรช่ ่วยดูแลรกั ษาไรแ่ ละชว่ ยดลบนั ดาลให้ไดผ้ ลผลิตทด่ี ี
๒. การปลูกฝ้าย เริ่มจากการใช้เครื่องมือขุดดินที่เรียกว่า “ขอแวก” หรือใช้
จอบเล็กๆ ขุดดินให้เป็นหลุม แล้วจึงหยอดเมล็ดฝ้ายลงไปในหลุมๆ ละ ๒ – ๓ เมล็ด
จากน้ันไม่นานต้นฝ้ายก็จะค่อยงอกและเจริญเติบโตจนออกดอกบานเต็มต้น รวม
ระยะเวลาทัง้ หมดนับต้ังแต่ปลูกจนถงึ การเก็บผลผลติ จะใช้เวลาประมาณ ๔ - ๕ เดือน
๓. การเก็บฝ้าย เป็นการเก็บผลผลิตจากการทําไร่ฝ้าย คือ ดอกฝ้าย ชาวไทลื้อ
จะเกบ็ ดอกฝ้ายใสถ่ งุ ย่ามขนาดประมาณ ๒๐ x ๓๒ น้ิว เรียกว่า “ถงุ ขะปอ๋ื ”
ภภาาพพทที่่ี ๒๒ กกาารรเเกก็บ็บฝฝ้าายย
๑๑
๔. การอีดฝ้าย คือ การหีบหรือแยกเมล็ดออกจากดอกฝ้าย โดยใช้เคร่ืองหีบ
ฝ้ายหรือ “อีด” ซึ่งเป็นเคร่ืองมือที่ทําจากไม้เนื้อแข็ง กลึงให้เป็นท่อนกลมเส้นผ่าน
ศูนย์กลางประมาณ ๑ น้ิว ยาวประมาณ ๑๒ น้ิว จํานวน ๒ ท่อน โดยวางเรียงชิด
ขนานกันตามยาว ตรงปลายด้านหน่ึงของไม้ท้ังสองท่อนนี้ ทําเป็นฟันเฟืองให้หมุน
ตรงข้ามกัน และปลายของไม้อีกท่อนหน่ึงย่ืนยาวออกไปแล้วต่อเข้ากับไม้อีกท่อนหนึ่ง
สําหรับใช้หมุน เมื่อเอาฝ้ายท้ังเมล็ดป้อนเข้าตรงกลางท่อนไม้คู่นั้นแล้วหมุนฟันเฟือง
เส้นใยฝ้ายจะถูกรีดไปทางด้านหน้าของเครื่องหีบฝ้าย ส่วนเมล็ดก็จะถูกรีดหลุดมา
ทางด้านหลงั
ภาพที่ ๓ การอดี ฝา้ ยหรือการหีบฝ้าย
๕. การปดฝ้ายหรือการยิงฝ้าย คือ การนําปุยฝ้ายที่ผ่านการแยกเมล็ดออก
แล้ว มาดีดด้วยกงดีดฝ้ายให้เป็นปุยละเอียดและเป็นเน้ือเดียวกัน โดยดีดในภาชนะท่ี
สานดว้ ยไม้ไผ่ คลา้ ยกระบงุ แต่มีขนาดใหญ่กว่า ชาวไทลื้อเรียกภาชนะชนิดนี้ว่า “โก้น
ฝา้ ย”
๑๒
ภาพท่ี ๔ การปดฝา้ ยหรือการยงิ ฝา้ ยในภาชนะท่ีเรียกว่า “โก้นฝ้าย”
๖. การล้อฝ้าย คือ การม้วนปุยฝ้ายที่ผ่านการยิงแล้วด้วยแกนไม้ขนาดเล็กให้
เปน็ หลอดหรอื เปน็ “หาง” ให้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๑ เซนติเมตร ยาว
ประมาณ ๖ – ๙ เซนตเิ มตร
ภาพท่ี ๕ การล้อฝา้ ย ภาพที่ ๖ หางฝา้ ย (ฝา้ ยทล่ี ้อเสรจ็ แลว้ )
๗. การป่ันฝ้าย คือ การนําหลอดฝ้ายท่ีล้อไว้แล้ว นํามาป่ันให้เป็นเส้นฝ้าย
โดยใช้เครอ่ื งมอื ในท่เี รียกว่า “กวงปัน่ ฝ้าย”
๑๓
ภาพที่ ๗ การป่ันฝ้าย
๘. การเปียฝ้าย หรือออกเสียงแบบไทลื้อว่า “เป๋ฝ้าย” หมายถึง การนําเส้น
ฝ้ายท่ีได้จากการป่ัน ซ่ึงยังพันอยู่กับเหล็กในของกวงป่ันฝ้าย นําออกมาพันอุปกรณ์ที่
เรียกว่า “เปย๋ี ” หรือ “เป๋” เพื่อมว้ นเส้นฝ้ายให้เปน็ ไจหรอื เปน็ “ตอ่ ง”
ภาพท่ี ๘ การเปียฝา้ ย
หรือการเป๋ฝ้าย
๑๔
๙. การผัดหลอด คือ การเอาเส้นฝ้ายที่ทําเป็นไจแล้ว มาใส่ในอุปกรณ์อีก
ชนิดหนึ่งเรียกว่า “โกงกว้าง” เป็นอุปกรณ์สําหรับกรอด้ายใส่หลอดเล็กๆ สําหรับ
นาํ ไปใสใ่ นกระสวยซงึ่ ใชเ้ ป็นดา้ ยพุ่งสําหรับทอผ้า
๑๐. การเข็นหูก คือ การติดต้ังด้ายเส้นยืนของหูกหรือก่ีทอผ้า เพื่อจะใช้
สําหรับเป็นเสน้ ยนื ในการทอผา้ ทง้ั น้จี ะสลับสอี ยา่ งไรก็ได้ตามความตอ้ งการ
๑๑. การตํ่าหูก คือ การทอผ้าให้เป็นผืนโดยใช้หูกหรือกี่ทอผ้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์
ผลิตผืนผ้าโดยใช้เส้นดา้ ยพงุ่ และเสน้ ดา้ ยยนื มาขัดประสานกันจนไดเ้ ปน็ ผืนผ้า
ภาพที่ ๙ การตํ่าหูกหรือการทอผา้ ของชาวไทล้ือ
ภาพที่ ๑๐ ผ้าทอของชาวไทล้ือ
๑๕
ศิลปะการแสดงฟอนไทลื้อตาํ หูก
๑. ความเป็นมาของศิลปะการแสดงฟอ้ นไทลือ้ ตํ่าหกู
สืบเนื่องจากการที่สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน ได้รับการจัดสรร
งบประมาณผลผลิตท่ี ๑ เครอื ขา่ ยด้านศิลปะ ศาสนา และวัฒนธรรมได้รับการส่งเสริมให้
มีความเข้มแข็ง กิจกรรมที่ ๓ ส่งเสริมสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนและท้องถิ่น
ดําเนินกิจกรรมฟื้นฟูอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม จากสํานักงาน
ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สํานักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่านจึงได้
แต่งต้ังคณะทํางานดําเนินโครงการถ่ายทอดองค์ความรู้ศิลปะการแสดงฟ้อนไทล้ือต่ําหูก
ซึ่งกรรมการชุดดังกล่าวประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทางวัฒนธรรมไทล้ือและ
ผ้เู ชีย่ วชาญทางด้านดนตรีและนาฏศิลป์ ได้แก่ อาจารย์วิทูร อินยา ประธานชมรมไตล้ือ
จังหวัดน่าน อาจารย์ศรีแพร อินยา ชมรมไตลื้อจังหวัดน่าน ครูศรีสวลัย คํารังษี ครู
ภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ ๑ ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม (การทอผ้า) อาจารย์ลําใย
หานิพัฒน์ ผู้อํานวยการโรงเรียนศรีสระวงค์ อาจารย์จินตนา อําขํา อาจารย์นงนุช
วงศ์วิเศษ นางสาวพรพรรณ เช้ือกรุง และนางสาวกิติยา จารุจินดา จากโรงเรียน
ท่าวังผาพิทยาคม คณะทํางานได้ร่วมกันประดิษฐ์ท่าฟ้อนขึ้นเมื่อครั้งที่มีการจัดการ
ประชุมเชิงปฏิบัติการ ตามโครงการถ่ายองค์ความรู้ศิลปะการแสดงฟ้อนไทลื้อต่ําหูก
เมือ่ วันท่ี ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ ณ ห้องประชมุ โรงเรียนท่าวังผาพิทยาคม อําเภอ
ทา่ วังผา จงั หวัดนา่ น
คณะทาํ งานร่วมกันประดิษฐ์ท่าฟ้อนขึ้นท้ังหมด ๑๓ ท่า ผู้ท่ีคิดประดิษฐ์ท่าฟ้อน
แต่ละทา่ มรี ายละเอยี ดดงั นี้
๑. ทา่ ไหว้ ประดษิ ฐท์ ่าฟ้อนโดย ครูศรสี วลัย คาํ รงั ษี
๒. ทา่ ปลูกฝา้ ย ประดิษฐท์ า่ ฟอ้ นโดย ครูศรสี วลัย คาํ รังษี
๓. ทา่ เกบ็ ฝ้าย ประดิษฐท์ า่ ฟ้อนโดย อาจารย์ศรีแพร อินยา
๑๖
๔. ท่าอีดฝ้าย (หีบฝ้าย) ประดิษฐท์ า่ ฟ้อนโดย อาจารย์ศรีแพร อนิ ยา
๕. ทา่ ปดฝ้าย (ยงิ ฝ้าย) ประดษิ ฐ์ทา่ ฟอ้ นโดย อาจารย์ศรแี พร อนิ ยา
๖. ทา่ คลีฝ่ า้ ย ประดิษฐ์ท่าฟอ้ นโดย อาจารยล์ าํ ใย หานิพัฒน์
๗. ทา่ ล้อฝา้ ย ประดิษฐ์ทา่ ฟอ้ นโดย อาจารย์ลําใย หานิพัฒน์
๘. ทา่ ปั่นฝา้ ย ประดิษฐท์ า่ ฟอ้ นโดย อาจารยน์ งนุช วงศ์วิเศษ
๙. ท่าเปยี ฝ้าย (เป๋ฝ้าย) ประดิษฐ์ท่าฟอ้ นโดย อาจารยน์ งนุช วงศว์ ิเศษ
๑๐. ทา่ ผัดหลอด ประดิษฐท์ า่ ฟ้อนโดย อาจารยน์ งนุช วงศ์วเิ ศษ
๑๑. ท่าเข็นหกู ประดษิ ฐ์ท่าฟ้อนโดย อาจารย์จนิ ตนา อาํ ขํา
๑๒. ทา่ ตํา่ หกู (ทอผ้า) ประดิษฐท์ ่าฟอ้ นโดย ครูศรสี วลยั คํารงั ษี
๑๓. ทา่ แสดงผ้าทที่ อสําเรจ็ แล้ว ประดษิ ฐท์ า่ ฟอ้ นโดย อาจารยจ์ ินตนา อาํ ขํา
๒. เคร่อื งดนตรีท่ใี ชป้ ระกอบการแสดงฟ้อนไทลอื้ ตํา่ หกู
วงดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงฟ้อนไทล้ือตํ่าหูกใช้เคร่ืองดนตรีพื้นบ้านของ
เมอื งน่านซ่งึ ประกอบไปด้วยพิณหรือซึงกับสะล้อ และมีเครื่องประกอบจังหวะได้แก่ ฉ่ิง
ฉาบ และกลอง ในที่น้ีจะกล่าวถึงเฉพาะพิณและสะล้อซ่ึงเป็นเครื่องดนตรีอันเป็น
เอกลักษณเ์ ฉพาะของเมืองน่าน ดงั นี้
๒.๑ พิณหรือซึง เป็นเคร่ืองดนตรีล้านนาประเภทหน่ึง ใช้วิธีการเล่นโดย
การดีด เป็นเคร่ืองดีดสายคู่ แบ่งเป็นสายคู่บนและสายคู่ล่าง รูปลักษณ์ของพิณเมือง
น่านจะมีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์คือจะมีรูปทรงรีแหลม ในขณะที่ซึงของจังหวัดอื่นจะ
นิยมรปู ทรงกลมมน สว่ นประกอบของพิณเมืองนา่ นดงั ภาพท่ี ๑๑๒
๒ ยทุ ธพร นาคสขุ , “พิณและสะล้อเมอื งน่าน,” ใน ดนตรีไทยอุดมศึกษา เทิดไท้ ๘๐
พรรษา มหาราชัน (กรงุ เทพฯ : มหาวิทยาลยั แม่ฟา้ หลวง, ๒๕๕๐), ๕๒ - ๕๘.
๑๗
ภาพที่ ๑๑ ส่วนประกอบของพิณเมืองนา่ น
๑. สายสะพาย ๒. หัวพณิ ๓. แซ่พิณ
๔. คอพิณ
๗. โกง้ พณิ ๕. ก๊อบนมหรือลูกนับ ๖. สายพิณ
๑๐. ไมเ้ ขี่ยพิณ
๘. ตาดพิณ ๙. ก๊อบหรอื กอ๊ บโก้ง
๒.๒ สะล้อ เป็นเคร่ืองดนตรีประเภทสีมี ๒ สาย สายทําจากโลหะ มีคันชัก
อิสระ คือ มีคันชักอยู่นอกสาย สะล้อของเมืองน่านท่ีนิยมเล่นกันอยู่ในปัจจุบันมี
รูปลักษณ์ต่างจากสะล้อของจังหวัดอ่ืนๆ เรียกว่า “สะล้อก๊อบ” คําว่า “ก๊อบ” คือแท่ง
ไม้เต้ียๆ ท่ีติดเรียงลดหลั่นกันตามระดับเสียงที่ต้องการ มีหลักการเช่นเดียวกับการติด
นมของจะเข้ สะล้อประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในเมืองน่าน ต่อมาได้
แพรห่ ลายไปสจู่ ังหวัดใกล้เคียงด้วย เช่น แพร่ พะเยา เป็นต้น ส่วนประกอบของสะล้อก๊อบ
เปน็ ดงั ภาพที่ ๑๒๓
๓ ยุทธพร นาคสุข, “พิณและสะล้อเมืองน่าน,” ใน ดนตรีไทยอุดมศึกษา เทิดไท้ ๘๐
พรรษา มหาราชนั , ๕๘ - ๖๐.
๑๘
ส่วนปรสะว่กนอปบรขะอกงอสบะลข้อกงส๊อะบล้อก๊อบ
๑. หวั สะ๑ล.้อหวั สะล้อ
๒. แซ่สะ๒ล.้อแซ่สะล้อ
๓. คันส๓ะล. อ้ คันสะล้อ
๔. สายส๔ะ.ลส้อายสะล้อ
๕. ก๊อบ๕น.มกห๊อรบือลนกู มนหบั รือลูกนบั
๖. โก้งส๖ะล. ้อโกหง้ รสือะกละ้อโหรลือง้ กสะโลห้อลง้ สะล้อ
๗. ตาดส๗ะ.ลต้อาดสะลอ้
๘. กอ๊ บ๘หร. ือกกอ๊ อ๊บบหโรกือ้งก๊อบโก้ง
ภาพที่ ๑๐ สว่ นประกอบของสะล้อก๊อบ
๓. เพลงทีใ่ ช้ประกอบการแสดงฟ้อนไทล้ือต่ําหูก
เพลงที่ใช้ในการประกอบการแสดงฟ้อนไทล้ือต่ําหูกใช้ “เพลงเสียงน่าน”
เป็นเพลงบรรเลง ไม่มีคําร้อง เพลงน้ีอาจารย์ยุทธพร นาคสุขแต่งข้ึน เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๑
ขณะกําลังศึกษาในชั้นปีท่ี ๓ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยได้รับแรง
บันดาลใจจากสําเนียงการพูดอันเป็นเอกลักษณ์ของคนเมืองน่าน เพลงนี้อาจารย์
ยุทธพรเคยได้สอนให้แก่ลูกศิษย์อยู่ในวงจํากัดเมื่อคร้ังท่ีแต่งใหม่ๆ แล้วไม่ได้นํามา
บรรเลงอีกเลย ต่อมาเมื่อมีการคิดประดิษฐ์ฟ้อนไทลื้อต่ําหูกขึ้น ท่านจึงได้มอบเพลงนี้
ให้ใชส้ าํ หรบั ประกอบการแสดง โนต้ เพลงเสยี งน่านเปน็ ดังนี้
๑๙
เพลงเสียงนาน
---- ---- -ล-ล ซลดร ---- -ม-ร มรดล -ด-ด
- - - - - - - - - ม - ร ด ล - ด - - - - - ล - ด - ร - ม - ซ- ม
---- ---- -ซ-ร -ม-ร ---- -ด-ร -ม-ซ -ล-ซ
---- ---- -ด-ล ซม-ซ ---- -ม-ร -ม-ร -ด-ล
---- ---- -ด-ร มรดล ---- -ด-ล -ด-ม -ด-ร
- - - - - - - - - ซ - ซ -ล - ซ - - - - - ดํ - ล - ซ - ม - ร - ซ
- - - - - - - - - ซ - ซ - ล - ซ - - - - - ดํ - ล - ซ - ม - ร - ด
๔. เครื่องแตง่ กายในการแสดงฟอ้ นไทลอื้ ตาํ่ หกู
เคร่ืองแต่งกายในการแสดงฟ้อนไทลื้อตํ่าหูก ประกอบไปด้วยเสื้อของสตรี
ไทลื้อสีดํา แขนยาว เส้ือชนิดนี้เรียกว่า “เสื้อปั๊ด” เป็นเส้ือท่ีไม่มีกระดุม แต่จะผูก
สาบเสือ้ ปา้ ยเฉยี งไวท้ ่ขี ้างเอว นงุ่ ผา้ ซนิ่ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวจังหวัดน่านคือ
“ซิน่ ม่าน” เกลา้ ผมมวย โพกศีรษะด้วยผ้าสีขาว พาดผ้าสไบที่เป็นลวดลายเฉพาะของ
ผ้าไทลือ้ การแตง่ กายของช่างฟ้อนไทลอื้ ตํา่ หกู เปน็ ดังภาพในหนา้ ถดั ไป
๒๐
การกแารตแงตกง่ ากยายขขอองงชช่าา งงฟฟ้ออ นนไทไลทื้อลตอื้ ํ่าตหําู่กหดูก้านดหานนา้ หนา
การกแาตรแงตก่งากยายขขอองงชช่าางงฟฟ้ออนนไทไทลื้อลตอื้ าํ่ ตหา่ํกู หดูก้านดหา ลนังหลัง
๒๑
๕. ท่าฟ้อนไทลอ้ื ต่ําหูก
ทา่ ฟ้อนไทล้อื ตา่ํ หูกที่ประดษิ ฐ์ขึน้ มที ั้งหมด ๑๓ ทา่ ดังต่อไปนี้
ทา่ เตรียม
๑. ทา่ ไหว้ มี ๔ จังหวะ ประกอบไปดว้ ย
จังหวะท่ี ๑ จงั หวะท่ี ๒ จังหวะท่ี ๓ จงั หวะที่ ๔
ก้าวเทา้ ไปทางซา้ ย ๔ กา้ ว และกา้ วไปทางขวา ๔ กา้ ว (ทาํ ทั้งหมด ๒ รอบ)
๒๒
๒. ทา่ ปลกู ฝ้าย มี ๔ จังหวะ ประกอบไปดว้ ย
จังหวะที่ ๑ จงั หวะที่ ๒ จงั หวะท่ี ๓ จังหวะที่ ๔
ทา่ จบั จอบ ทา่ แบกจอบ ท่าลงจอบ ท่าหว่านฝา้ ย
กา้ วเทา้ ไปทางซา้ ยและทางขวาสลบั ไปมา (ทาํ ทงั้ หมด ๒ รอบ)
๓. ทา่ เกบ็ ฝ้าย มี ๔ จังหวะ ประกอบไปด้วย
จงั หวะที่ ๑ จงั หวะที่ ๒ จังหวะท่ี ๓ จังหวะที่ ๔
ทา่ เดด็ ดอกฝา้ ย ท่าใส่ถงุ ย่าม ทา่ เดด็ ดอกฝ้าย ท่าใสถ่ ุงยา่ ม
ทําท่าบิดมอื ๓ ระดบั คือ ระดบั บน ระดับกลาง และระดับลา่ ง (ทาํ ทัง้ หมด ๒ รอบ)
๒๓
ทา่ เช่ือมจากท่าท่ี ๓ ไปสูท่ ่าที่ ๔
จงั หวะท่ี ๑ จงั หวะที่ ๒ จงั หวะท่ี ๓ จังหวะที่ ๔
ค่อยๆ ย่อตัวลงเพ่ือเปลี่ยนจากท่ายืนไปสู่ท่าน่ัง มือซ้ายและขวาก็ฟ้อนไป
พร้อมกนั (ทําทง้ั หมด ๒ รอบ)
๔. ทา่ อดี ฝา้ ย (หบี ฝ้าย) มี ๔ จงั หวะ ประกอบไปดว้ ย
จังหวะท่ี ๑ จงั หวะที่ ๒ จงั หวะท่ี ๓ จงั หวะที่ ๔
ทําท่าหมุนแขนขวาไปด้านหน้าเป็นวงกลม เหมือนกําลังอีดฝ้าย (หีบฝ้าย)
พร้อมกับโยกตวั ไปขา้ งหน้าเล็กน้อย ส่วนมือซ้ายทําท่าสอดเหมือนสอดดอกฝ้ายเข้าไป
ในเครอ่ื งหีบฝา้ ย (ทําทง้ั หมด ๒ รอบ)
๒๔
๕. ท่าปดฝ้าย (ยิงฝ้าย) มี ๔ จังหวะ ประกอบไปด้วย
จังหวะท่ี ๑ จังหวะท่ี ๒ จงั หวะท่ี ๓ จงั หวะท่ี ๔
มือซ้ายทําท่าถือกงยิงฝ้าย ส่วนมือขวาทําท่าเหมือนดีดกงยิงฝ้ายไปด้านข้าง
ลําตัว ๓ ครั้ง แล้วจบด้วยท่าตัง้ วงในจงั หวะที่ ๔ (ทําท้ังหมด ๒ รอบ)
๖. ทา่ คล่ีฝา้ ย มี ๔ จังหวะ ประกอบไปดว้ ย
จังหวะที่ ๑ จงั หวะท่ี ๒ จังหวะที่ ๓ จังหวะที่ ๔
ทําท่าคลี่ปุยฝ้ายให้เป็นแผ่น โดยเล่ือนมือท้ังสองที่วางขนานกันเกือบติดพ้ืน
จากซา้ ยไปขวา (ทําทัง้ หมด ๔ รอบ)
๒๕
๗. ท่าลอ้ ฝา้ ย มี ๔ จงั หวะ ประกอบไปด้วย
จังหวะที่ ๑ จังหวะที่ ๒ จงั หวะที่ ๓ จงั หวะที่ ๔
มือซ้ายทําท่าถือแท่งไม้ขนาดเล็ก มือขวาทําท่าม้วนฝ้ายไปข้างหน้าด้วยไม้ท่ี
อยู่มอื ซ้าย เพื่อใหฝ้ ้ายทแ่ี ผอ่ ยู่ม้วนตัวจนเปน็ หลอด (ทาํ ทง้ั หมด ๒ รอบ)
๘. ทา่ ปั่นฝ้าย มี ๔ จงั หวะ ประกอบไปดว้ ย
จงั หวะท่ี ๑ จงั หวะที่ ๒ จงั หวะที่ ๓ จังหวะที่ ๔
มือขวาทําท่าหมุนกวงปั่นฝ้ายหรือไนปั่นด้ายเป็นวงกลม มือซ้ายทําท่าถือ
หลอดฝ้ายหรือหางฝ้ายที่ล้อแล้ว ในจังหวะที่ ๓ ให้ทําท่าดึงด้ายขึ้นระดับศีรษะ และ
จังหวะท่ี ๔ ให้ลดมือขวาลงมาในระดบั เดิม (ทาํ ทงั้ หมด ๒ รอบ)
๒๖
๙. ท่าเปยี ฝ้าย (เปฝ๋ า้ ย) มี ๔ จงั หวะ ประกอบไปดว้ ย
จงั หวะท่ี ๑ จังหวะที่ ๒ จังหวะท่ี ๓ จงั หวะท่ี ๔
ทาํ ทา่ ม้วนดา้ ยโดยใชม้ ือซ้ายถือเปยี ฝา้ ยหรือเป๋ฝ้ายซึง่ อปุ กรณ์สําหรับม้วนด้าย
ให้เปน็ ไจ แล้วไขว้มือขวาและมือซ้ายสลับกนั ไปมา แล้วเตรียมลงสู่ท่านั่งในจังหวะที่ ๔
ในรอบท่ี ๒
๑๐. ทา่ ผดั หลอด มี ๔ จังหวะ ประกอบไปดว้ ย
จงั หวะที่ ๑ จงั หวะที่ ๒ จงั หวะที่ ๓ จังหวะที่ ๔
มอื ขวาทาํ ท่าหมุนโกงกว้างเป็นวงกลม น้ิวช้ีและนิ้วหัวแม่มือของมือซ้ายทําท่า
จับด้ายที่กําลังกรอเข้าไปในหลอดไม้ไผ่ แล้วกระดิกปลายน้ิวไปข้างหน้าและถอยหลัง
(ทําท้งั หมด ๒ รอบ)
๒๗
ทา่ เชือ่ มจากท่าท่ี ๑๐ ไปสู่ท่าที่ ๑๑
จงั หวะท่ี ๑ จังหวะท่ี ๒
จงั หวะที่ ๓ จังหวะท่ี ๔
ทําท่าหยิบเส้นด้ายแล้วค่อยๆ ลุกขึ้น เพ่ือนําเส้นด้ายไปสู่ขั้นตอนการเข็นหูก
ตอ่ ไป (ทําเพยี ง ๑ รอบเท่าน้ัน)
๒๘
๑๑. ทา่ เข็นหกู มี ๘ จังหวะ ประกอบไปดว้ ย
จังหวะที่ ๑ จงั หวะที่ ๒ จังหวะที่ ๓ จังหวะที่ ๔
จงั หวะท่ี ๕ จงั หวะท่ี ๖ จังหวะที่ ๗ จงั หวะที่ ๘
ในจังหวะที่ ๑-๔ ทําท่าถือด้ายในมือขวาแล้วเดินไปทางขวา ๔ ก้าว จากนั้น
ทาํ ท่าเอาดา้ ยลงหลกั ที่เขน็ หูกในจังหวะที่ ๔
ในจงั หวะที่ ๕-๖ ทําท่าถือด้ายในมือซ้ายแล้วเดินไปทางซ้าย ๔ ก้าว จากนั้น
ทําท่าเอาดา้ ยลงหลักทเ่ี ข็นหูกในจังหวะที่ ๘
(ตัง้ แต่จังหวะที่ ๑-๘ ทําทั้งหมด ๒ รอบ)
๒๙
๑๒. ท่าตํา่ หูก (ทอผ้า) มี ๔ จงั หวะ ประกอบไปด้วย
จงั หวะท่ี ๑ จงั หวะท่ี ๒ จังหวะท่ี ๓ จงั หวะท่ี ๔
ท่าพุ่งกระสวย ทา่ กระทบหนา้ ผ้า ทา่ พุ่งกระสวย ท่ากระทบหน้าผ้า
ขณะฟ้อนให้ก้าวไปข้างหน้าด้วย และให้ถอยหลังในจังหวะท่ี ๔ ของรอบ
สุดท้าย เพ่อื เขา้ สทู่ ่าแสดงผ้าท่ที อสาํ เรจ็ แล้ว (ทําท้ังหมด ๒ รอบ)
๑๓. ทา่ แสดงผ้าทท่ี อสําเร็จแลว้ มี ๒๐ จังหวะ โดยแบง่ เปน็ ท่ายอ่ ยอกี ๕ ทา่ ไดแ้ ก่
๑๓.๑ ท่าคล่ีผา้ มี ๔ จังหวะ ประกอบไปดว้ ย
จงั หวะท่ี ๑ จงั หวะท่ี ๒ จังหวะที่ ๓ จงั หวะท่ี ๔
คล่ผี า้ ทีไ่ ดจ้ ากการทอในแนวเฉยี งกับลําตัว โดยยกแขนขวาข้ึนสูงกว่าแขนซ้าย
พรอ้ มเดินเฉียงไปทางขวาเปน็ จงั หวะแลว้ ชดิ เทา้ ในจงั หวะท่ี ๔
๓๐
๑๓.๒ ท่าคล้องผ้า มี ๔ จังหวะ ประกอบไปด้วย
จงั หวะที่ ๕ จงั หวะท่ี ๖ จงั หวะที่ ๗ จงั หวะท่ี ๘
เอาผ้าคลอ้ งท่แี ขนขวา แล้วเดนิ เฉยี งไปทางดา้ นซ้าย ๔ ก้าว
(ต้งั แตจ่ ังหวะที่ ๑-๘ ทําทั้งหมด ๒ รอบ)
๑๓.๓ ทา่ พาดผ้า มี ๔ จังหวะ ประกอบไปดว้ ย
จังหวะที่ ๙ จังหวะท่ี ๑๐ จงั หวะที่ ๑๑ จังหวะที่ ๑๒
เอาผ้าพาดบ่าซ้าย ยกมือทั้งสองวางบนบ่าเหนือผ้าน้ัน พร้อมเดินเฉียงไป
ทางขวาเปน็ จังหวะแลว้ ชดิ เทา้ ในจงั หวะที่ ๑๒
๓๑
๑๓.๔ ทา่ เอาผ้าคลมุ ไหล่ มี ๔ จงั หวะ ประกอบไปด้วย
จังหวะท่ี ๑๓ จงั หวะที่ ๑๔ จงั หวะท่ี ๑๕ จงั หวะท่ี ๑๖
เอาผา้ คลุมไหล่ แล้วเดนิ หมุนตวั ๔ จังหวะ สูท่ ่าหนั หลงั
๑๓.๕ ท่าฟ้อนแง้น เป็นท่าแสดงถึงความสบายใจหลังจากที่ทอผ้าสําเร็จ
เรยี บรอ้ ยแลว้ มี ๔ จังหวะ ประกอบไปด้วย
จงั หวะที่ ๑๗ จังหวะท่ี ๑๘ จังหวะท่ี ๑๙ จงั หวะที่ ๒๐
ทําท่าฟอ้ นแง้น คอื ฟอ้ นคลา้ ยทา่ สะพานโคง้ ไปทางดา้ นซา้ ยและด้านขวา
(ตง้ั แตจ่ ังหวะท่ี ๑-๒๐ ทาํ เพียง ๑ รอบเท่านั้น)
๓๒
ท่าจบ
ทําทา่ ไหว้แลว้ เดินออกขา้ งเวทจี นลับสายตาผู้ชม
๓๓
บรรณานกุ รม
บทความ
ยุทธพร นาคสุข. “พิณและสะล้อเมืองน่าน.” ใน ดนตรีไทยอุดมศึกษา เทิดไท้ ๘๐
พรรษา มหาราชัน. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง, ๒๕๕๐. (งาน
ดนตรีไทยอุดมศกึ ษา ครั้งที่ ๓๕ มหาวทิ ยาลยั แม่ฟา้ หลวง จงั หวดั เชียงราย)
สอ่ื อเิ ล็กทรอนิกส์
บนั ทกึ ประวตั ิศาสตร์ - เลา่ เรอ่ื งถิน่ เหนอื [Online]. Accessed 26 July 2012.
Available from http://historicalanna01.blogspot.com/2011/06/blog-post_10.html
ไทลอื้ [Online]. Accessed 26 July 2012. Available from http://th.wikipedia.org/wiki/ไทลอื้
๓๔
ภาคผนวก ก
ประวตั ิผูทร่ี ว มสรา งสรรค
ศลิ ปะการแสดงฟอ นไทลือ้ ตาํ หกู
๓๕
นายวทิ รู อนิ ยา
ประวัตสิ ่วนตวั และประวัติการศึกษา
ชือ่ -นามสกุล นายวิทรู อนิ ยา
อายุ ๖๕ ปี
วุฒิการศกึ ษา ปรญิ ญาตรี (ค.บ.)
อาชพี ในปัจจุบนั ขา้ ราชการบํานาญ
ท่อี ยู่ บ้านเลขที่ ๗๑ หมู่ที่ ๕ ต.งอบ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน
ประวัติการทาํ งาน
พ.ศ.๒๕๑๑ – ๒๕๑๘ ทําหน้าที่เป็นครูผู้สอนโรงเรียนบ้านงอบ ต.งอบ
อ.ทงุ่ ชา้ ง จ.นา่ น
พ.ศ.๒๕๑๙ – ๒๕๔๔ ทําหน้าที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา ตําแหน่งสุดท้าย
เป็นผู้อํานวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๙๘ (บ้านงอบ) เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๔
ได้ลาออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุก่อนกําหนด รุ่นท่ี ๓ (เหลือเวลาราชการ
อีก ๗ ปี)
๓๖
งานทท่ี ําหลังเกษียณอายุราชการ
พ.ศ.๒๕๔๔ – ปจั จุบนั ทําหน้าที่เป็นประธานชมรมดรุณธรรมน่าน ได้
ร่วมกับธรรมสถานว่องวานิชเมืองศาสนา อ.เชียงกลาง จ.น่าน ทําการอบรมคุณธรรม
และจริยธรรมให้แกน่ กั เรียนและเยาวชนเปน็ ประจําทกุ ปๆี ละ ๕-๖ รุ่น
พ.ศ.๒๕๔๔ - ปัจจุบัน ทําหน้าท่ีเป็นรองประธานชมรมข้าราชการครู
บาํ นาญอาํ เภอทงุ่ ช้าง
พ.ศ.๒๕๔๔ – ปัจจุบนั ทําหน้าท่ีเป็นประธานสภาวัฒนธรรมตําบลงอบ
และรองประธานสภาวัฒนธรรมอาํ เภอทุ่งชา้ ง
พ.ศ.๒๕๕๐ – ปจั จุบัน ทําหน้าท่ีเป็นประธานชมรมไตล้ือจังหวัดน่าน เป็น
ผู้ทําการเชิญชวนใหช้ าวไตลื้อ ๗ อําเภอ ๗๒ หมู่บ้าน ในจังหวัดน่านให้ร่วมมาดําเนิน
กิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมไตล้ือ และยังได้สานสัมพันธ์กับชาวไตล้ือใน ๗ จังหวัด
ภาคเหนืออีกดว้ ย
พ.ศ.๒๕๕๐ – ปัจจบุ นั ได้จัดต้ังศูนย์การเรียนรู้ด้านดนตรีพื้นเมือง ข้ึนที่
บ้านของตนเอง โดยเปิดบรกิ ารให้เด็กเยาวชนมาเรียนโดยไมต่ ้องเสียค่าใช้จ่าย
พ.ศ.๒๕๕๓ - ปจั จุบัน ไ ด้ รั บ ก า ร คั ด เ ลื อ ก ใ ห้ เ ป็ น ผู้ ท ร ง คุ ณ วุ ฒิ ใ น
อนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษา น่าน เขต ๒
เกยี รติคุณท่เี คยไดร้ บั
พ.ศ.๒๕๓๘ ได้รับโล่และเกียรติบัตรผู้บริหารสถานศึกษาท่ีมีคุณธรรม
จริยธรรมดีเด่น อันดับ ๑ จากสํานักงานการประถมศึกษาจังหวัดน่าน พร้อมเงิน
รางวลั ๔,๐๐๐ บาท
พ.ศ.๒๕๔๐ ได้รับโล่และเกียรติบัตรเป็นผู้มีผลงานด้านการสอนจริยศึกษา
ดีเด่น ประจําปี ๒๕๔๐ จากปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
๓๗
พ.ศ.๒๕๔๑ ได้รับเกียรติบัตรเป็นผู้มีจรรยามารยาทดีเด่นจากคุรุสภา
จงั หวัดนา่ น
พ.ศ.๒๕๔๑ ได้รับเคร่ืองหมายเชิดชูเกียรติ ผู้มีจรรจามรรยาทดีเด่น
“เขม็ ครุ ุสดุด”ี ของครุ สุ ภา จากรฐั มนตรีวา่ การกระทรวงศึกษาธิการ
พ.ศ.๒๕๔๓ ได้รับเกียรติบัตรเป็นผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่นของอําเภอ
ทุง่ ช้าง จากสาํ นักงาน การประถมศึกษาอําเภอท่งุ ช้าง
พ.ศ.๒๕๕๑ ได้รับเกียรติบัตร ยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นคนดี ศรีเมืองน่าน
ตามโครงการเมืองไทย เมอื งคนดี ประจาํ ปี ๒๕๕๑ จากผ้วู า่ ราชการจังหวดั น่าน
พ.ศ.๒๕๕๒ ได้รับเกียรติบัตร ผู้ทําคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม
ระดับจงั หวัด ด้านวัฒนธรรม จากปลดั กระทรวงวฒั นธรรม
๓๘
นางศรแี พร อินยา
ประวัตสิ ่วนตัวและประวัติการศกึ ษา
ชื่อ-นามสกุล นางศรแี พร อินยา
วนั เดอื นปีเกิด ๒ สงิ หาคม พ.ศ.๒๔๙๔
อายุ ๖๑ ปี
วฒุ กิ ารศกึ ษา ปรญิ ญาตรี (ค.บ.) จากวิทยาลัยครอู ุตรดิตถ์ จ.อุตรดิตถ์
อาชีพในปจั จบุ ัน ข้าราชการบํานาญ
ท่อี ยู่ บา้ นเลขที่ ๗๑/๑ หมู่ท่ี ๕ ต.งอบ อ.ทุ่งช้าง จ.นา่ น
ประวตั กิ ารทาํ งาน
พ.ศ.๒๕๑๓ เขา้ รับราชการครทู ี่โรงเรียนบา้ นงอบ ต.งอบ อ.ทุง่ ช้าง จ.น่าน
พ.ศ.๒๕๒๑ ย้ายไปสอนทโ่ี รงเรยี นบ้านทุ่งสนุ ต.งอบ อ.ทุ่งช้าง จ.นา่ น
พ.ศ.๒๕๔๐ ไปชว่ ยราชการทีส่ าํ นกั งานการประถมศกึ ษาอําเภอทุ่งชา้ ง
พ.ศ.๒๕๔๒ ลาออกจากราชการในโครงการเกษียณอายุก่อนกําหนด
รนุ่ ที่ ๑ (เหลือเวลาราชการ ๑๒ ป)ี
๓๙
งานที่ทําหลงั เกษียณอายุราชการ
๑. เป็นผู้ช่วยครูภูมิปัญญาไทย(คุณศรีสวลัย คํารังษี)ครูภูมิปัญญาไทย รุ่นที่ ๑
(ด้านการทอผ้า)
๒. เปน็ ผู้ประสานงานของอําเภอทุ่งช้างในการนําเด็กนักเรียนและเยาวชนเข้า
รับการอบรมหลกั สูตร “ดรณุ ธรรม” ของมลู นิธิว่องวานิช ทีเ่ มอื งศาสนา อ.เชียงกลาง
เปน็ ประจําทุกปๆี ละประมาณ ๑๐๐ คน
๓. เป็นคณะกรรมการก่ิงกาชาด อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน เพ่ือช่วยเหลืองานสังคม
ต้งั แตป่ ี พ.ศ.๒๕๓๖ จนถึงปจั จุบัน
๔. เป็นคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมตําบลงอบ และเป็นกรรมการต่อต้าน
ยาเสพติด ต.งอบ อ.ทุ่งชา้ ง จ.นา่ น
๕. เปิดบ้านเป็นศูนย์การเรียนรู้ดนตรีพ้ืนเมืองแก่เด็กและเยาวชนโดยไม่ต้อง
เสียค่าใช้จา่ ย มีหน้าทฝ่ี ึกสอนและชว่ ยควบคมุ ดแู ลการฝึกซอ้ ม
เกียรติคณุ ทไ่ี ด้รบั
๑. ได้รับการคดั เลอื กใหเ้ ปน็ แมด่ เี ดน่ ระดับอําเภอ “ยอดสตรีศรีเมืองน่าน”
ประจําปี ๒๕๔๘ รับเกียรติบัตรจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เม่ือวันท่ี ๕ สิงหาคม
พ.ศ.๒๕๔๘
๒. ได้รับเกียรติบัตร “ผู้มีคุณูปการต่องานวัฒนธรรมของชาติ” จาก
กระทรวงวฒั นธรรม ปี ๒๕๕๗
๓. ได้รบั การคัดเลือกใหเ้ ปน็ “แม่ดีเด่นแห่งชาติ” (ประเภทผู้บําเพ็ญประโยชน์
ตอ่ สังคม) ประจาํ ปี ๒๕๕๐
๔. ได้รบั พระราชทานเหรยี ญกาชาดสมนาคุณ ช้นั ที่ ๒ เม่อื วนั ท่ี ๑ กันยายน
พ.ศ.๒๕๕๕
๔๐
๕. ได้รับเกียรติบัตรเป็นผู้ทําคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม ระดับจังหวัด
ด้านวัฒนธรรม ประจาํ ปี ๒๕๕๕ จากกระทรวงวฒั นธรรม
ความสามารถพิเศษ
- การถักโคร์เชต์ ถักนติ ต้ิง และถกั แทตต้ิง
- การทาํ บายศรี และการเย็บแบบตา่ งๆ จากใบตอง
- การร้อยมาลยั ดอกไมส้ ด
- การทําดอกไม้ประดษิ ฐจ์ ากเศษวสั ดุ
- สามารถอา่ น – เขยี น ตัวอักษรธรรมลา้ นนาได้
๔๑
นางสาวศรีสวลัย คาํ รงั ษี
ประวัตสิ ่วนตัว นางสาวศรสี วลยั คํารังษี
ชอ่ื -นามสกุล ๓ เมษายน พ.ศ.๒๕๐๐
วนั เดือนปเี กิด นายสม คาํ รังษี
ช่อื บดิ า นางคําหลา้ คาํ รงั ษี
ช่อื มารดา บา้ นเลขที่ ๒๗ หม่ทู ่ี ๔ ต.งอบ อ.ทงุ่ ช้าง จ.นา่ น
ทีอ่ ยู่
ประวัติการศกึ ษา
- สําเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนบ้านทุ่งสุน ตําบลงอบ
อาํ เภอทุง่ ชา้ ง จงั หวดั น่าน
- สําเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายจากการศึกษา
นอกโรงเรียน อําเภอทงุ่ ชา้ ง จงั หวดั นา่ น
- ไดร้ ับอนปุ ริญญา สาขาศิลปศาสตร์ ภาควิชาบริหารธุรกิจ จากสถาบันราชภัฎ
อตุ รดติ ถ์ เมอ่ื ปี พ.ศ.๒๕๔๔
- ได้รับปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักด์ิ (คหกรรมศาสตร์) จาก
มหาวิทยาลัยรามคําแหง เมือ่ ปี พ.ศ.๒๕๔๖
๔๒
การเรยี นรใู้ นดา้ นการทอผา้
๑. เรียนการทอผ้าประเภทกี่พื้นบ้านจากมารดา คือ นางคําหล้า คํารังษี
และจากป้า คือ นางคําเอ้ย คํารังษี นอกจากนี้ยังเรียนรู้การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ
จากยายคํา เทพจันตาอีกด้วย บุคคลเหล่านี้ล้วนแต่เป็นชาวไทลื้อที่ชํานาญการทอผ้า
เปน็ อย่างย่งิ
๒. ศกึ ษาลวดลายจากผ้าทอเก่าและผ้าทอโบราณ และประยุกต์การสร้างสรรค์
ลายผ้าด้วยตนเอง
๓. ศึกษาด้วยการสังเกตเปรียบเทียบ แล้วนํามาประยุกต์ให้เข้ากับงานที่ทํา
และได้เรียนรู้จากการไปศึกษาดูงานตามโรงงานทอผ้าท่ีทันสมัย ตามท่ีหน่วยงาน
ราชการจดั ให้ และไปดงู านตามโรงงานขนาดใหญ่เปน็ การสว่ นตัวอีกหลายคร้งั
ผลงานท่ีโดดเด่นและความภาคภูมิใจของชวี ิต
- พ.ศ.๒๕๓๑ ได้รบั รางวลั ผู้นาํ อาสาพฒั นาชมุ ชนดเี ด่นของกรมพฒั นาชมุ ชน
- พ.ศ.๒๕๓๒ ได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นแห่งปี ด้านหัตถกรรมดีเด่น จาก
พระเจา้ วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ
- พ.ศ.๒๕๓๒ ไดร้ ับประกาศเกียรติคุณเป็นอาสาสมัครดีเด่นจากสาธารณสุข
อําเภอทงุ่ ช้าง
- พ.ศ.๒๕๓๓ ไดร้ ับรางวัลผมู้ ผี ลงานดเี ดน่ ดา้ นวัฒนธรรม สาขาศิลปกรรม
การช่างฝมี ือ จากศนู ย์วัฒนธรรม จังหวดั นา่ น
- พ.ศ.๒๕๓๔ ได้รับรางวัลผู้นํากลุ่มอาชีพก้าวหน้า รางวัลสิงห์ทอง จาก
กระทรวงมหาดไทย
- พ.ศ.๒๕๓๔ ได้รับรางวัลกลุ่มอาชีพทอผ้าฝ้ายมีผลงานดีเด่น จาก
กระทรวงอุตสาหกรรม
๔๓
- พ.ศ.๒๕๓๕ ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ ๑ การประกวดทอผ้าล้านนา
เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในมหามงคลเจริญพระ
ชนมายุครบ ๕ รอบ จากสาํ นักงานคณะกรรมการวฒั นธรรมแหง่ ชาติ
- พ.ศ.๒๕๓๗ ได้รับพระราชทานรางวัลผู้นําสตรีดีเด่นจากพระหัตถ์ของ
สมเดจ็ พระนางเจ้าสิริกติ ิ์ พระบรมราชินนี าถ
- พ.ศ.๒๕๓๗ ได้รับโล่รางวลั สตรีท่ีมีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์และมีผลงาน
ดเี ด่นจากสภาสตรแี หง่ ชาติ
- พ.ศ.๒๕๔๒ ไดร้ บั ยกยอ่ งจากสํานกั คณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ ให้เป็น
“ครูภูมิปัญญาไทย” สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม (ทอผ้าพื้นเมือง) ในเขต
ภาคเหนอื
- พ.ศ.๒๕๔๖ ได้รับพระราชทานปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์
(คหกรรมศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยรามคาํ แหง
๔๔
นางนงนชุ วงศ์วิเศษ
ประวตั กิ ารทาํ งานและประวตั ิการศกึ ษา
ตําแหน่ง ครูวิทยฐานะชํานาญการ โรงเรียนท่าวงั ผาพิทยาคม อ.ท่าวังผา
วฒุ กิ ารศึกษา จ.น่าน สาํ นกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษามัธยมศกึ ษาเขต ๓๗
ศกึ ษาศาสตรมหาบัณฑิต (ศษ.ม.) วิชาเอกการบรหิ าร
การศกึ ษามหาวทิ ยาลัยรามคําแหง
เกียรติคณุ ทเี่ คยไดร้ ับ
- ไดร้ บั เข็มเครือ่ งหมายเชิดชูเกยี รติคุรุสดดุ ี จากครุ สุ ภา ปี พ.ศ.๒๕๕๒
- ได้รับยกย่องเป็นผู้ท่ีปฏิบัติหน้าท่ีด้วยความมุมานะ อุตสาหะ เสียสละ อดทน
และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้เป็นแบบอย่างท่ีดี จากสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริม
สวสั ดิการและสวัสดภิ าพครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา ประจําปี พ.ศ.๒๕๕๒
- ไดร้ ับคัดเลือกใหเ้ ปน็ ผูม้ ีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมจังหวดั นา่ น สาขา
ศลิ ปะการแสดง จากสภาวัฒนธรรมจังหวัดนา่ น ประจําปี พ.ศ.๒๕๕๒
- ไดร้ ับการยกย่องเป็นคนดี ศรีเมืองน่านตามโครงการเมืองไทย เมอื งคนดี
จากจงั หวัดนา่ น ประจาํ ปี พ.ศ.๒๕๕๑
- ไดร้ บั ยกย่องเปน็ ต้นแบบคนดี ศรีเมืองนา่ น จากกระทรวงการพฒั นาความ
ม่นั คงของสงั คมและมนษุ ย์ประจําปี พ.ศ.๒๕๕๑
๔๕
นางลาํ ใย หานิพฒั น์
ประวัตกิ ารทํางาน
ตําแหน่ง ผ้อู าํ นวยการโรงเรยี นศรสี ระวงค์ สํานักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษา
ประถมศกึ ษา น่านเขต ๒ วิทยฐานะ ผอู้ าํ นวยการชาํ นาญการพเิ ศษ
รางวลั ท่ีเคยไดร้ ับ
- ไดร้ บั โลร่ างวลั ให้เปน็ ข้าราชการดีเดน่ จากอาํ เภอปวั ปี พ.ศ.๒๕๓๘
- ได้รับเกียรติบตั รให้เป็นผู้บริหารสถานศึกษาผู้พัฒนาระบบนิเทศภายในได้
ตามมาตรฐานระดบั ๑ จาก สปช. ปี พ.ศ.๒๕๓๙
- ได้รับเกียรติบัตรครูผู้มีจรรยามารยาทดีเด่น จากคุรุสภาจังหวัดน่าน ปี
พ.ศ.๒๕๔๐
- ได้รบั เข็มคุรุสดุดี “ครูผ้มู จี รรยามารยาทดเี ด่น” จากคุรสุ ภา ปี พ.ศ.๒๕๔๐
- ไดร้ ับเกียรติบัตร “ครูดีทหี่ นูรกั ” จาก สปช. ปี พ.ศ.๒๕๔๒
- ไดร้ ับเกยี รตบิ ตั รบุคคลตัวอยา่ งจากหนังสอื พมิ พส์ ่ือสารธรุ กจิ ปี พ.ศ.๒๕๔๒
- ได้รับเกียรติบัตรเป็นบุคคลต้นแบบปฏิรูปการเรียนรู้ จาก สปจ.น่าน ปี
พ.ศ.๒๕๔๔
๔๖
- ได้รับรางวัลท่องเที่ยวทั่วไทย สําหรับผู้บริหารสถานศึกษาท่ีมีผลงานเด่น
จาก สปช. ปี พ.ศ.๒๕๔๖
- ได้รับเกียรติบัตร “สตรีดีเด่น” เนื่องในวันสตรีสากล จากอําเภอปัว
ปี พ.ศ.๒๕๔๗
- ได้รับเกยี รติบตั รเป็นผู้บรหิ ารยอดนักอา่ น ของสพท.น่านเขต ๒ ปี พ.ศ.๒๕๕๐
- ได้รับโล่รางวัล “หนึ่งโรงเรียนหนึ่งนวัตกรรม” ระดับเหรียญเงินจาก
คุรสุ ภา ปีพ.ศ.๒๕๕๑
- ได้รับโล่รางวลั Best Practice จาก สพฐ. ปี พ.ศ.๒๕๕๓
- ได้รับโล่รางวัล “หน่ึงโรงเรียนหนึ่งนวัตกรรม” ระดับเหรียญเงินจาก
ครุ สุ ภา ปพี .ศ. ๒๕๕๔
- ได้รับเกียรติบัตร “สตรีตัวอย่าง” สาขาบริหารการศึกษาเนื่องในวันสตรี
สากล จากอาํ เภอปวั ปี พ.ศ.๒๕๕๕
- ได้รบั เกียรติบตั ร Best Practice จาก สพป.น่านเขต ๒ ปี พ.ศ.๒๕๕๕
วิสยั ทัศน์ในการทํางาน “จริงจัง จรงิ ใจ รับผดิ ชอบ”
๔๗
นางสาวจนิ ตนา อําขาํ
ประวัตสิ ่วนตวั และประวัติการศกึ ษา
ช่อื – สกุล นางสาวจนิ ตนา อําขํา
วนั เดอื น ปี เกิด ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๙
วุฒิการศกึ ษา ศษ.ม. (เทคโนโลยีการศึกษา)
ที่อยู่ บา้ นเลขท่ี ๑๗๘ หมู่ ๒ ต.ศรภี ูมิ อ.ทา่ วังผา จ.น่าน
โทรศพั ท์ ๐๘ – ๙๕๕๘ - ๐๕๕๕
E-mail
[email protected]
ประวัติการทํางาน ครูอันดับ คศ.๒
ครูชาํ นาญการ
ตาํ แหน่ง โรงเรียนท่าวังผาพิทยาคม
วทิ ยฐานะ สาํ นกั งานเขตพื้นที่การศกึ ษามัธยมศึกษา เขต ๓๗
สังกดั
๔๘
นายยุทธพร นาคสขุ
ประวัติการศึกษา
พ.ศ.๒๕๔๒ ปริญญาวทิ ยาศาสตรบัณฑิต (คณติ ศาสตร์) มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
พ.ศ.๒๕๔๔ ปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต (ภาษาไทย) มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม่
พ.ศ.๒๕๔๗ ปรญิ ญาศลิ ปศาสตรบัณฑติ (ไทยคดศี ึกษา)
มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช
พ.ศ.๒๕๔๘ ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑติ (จารกึ ภาษาไทย)
มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร
ผลงานทางวิชาการ
๑. งานวิจัย
- การชําระปฏิทินและหนังสือปีใหม่เมืองล้านนา (ประกาศสงกรานต์)
(รว่ มกบั คณะ) โดยการสนับสนุนของสาํ นักงานกองทนุ สนับสนนุ การวจิ ยั (สกว.)
- การศกึ ษาวิเคราะห์คัมภีร์สุริยยาตรฉบับภาคกลาง ฉบับล้านนา และฉบับไทลื้อ
(วิทยานิพนธศ์ ลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ สาขาจารกึ ภาษาไทย มหาวิทยาลยั ศิลปากร)
- การศึกษาจารกึ ทพ่ี บทีอ่ ําเภอนาน้อยและอาํ เภอนาหมน่ื จงั หวดั น่าน
โดยทนุ วิจัยของศนู ย์มานษุ ยวทิ ยาสริ ินธร (องค์การมหาชน)
๔๙
Ĝ. ùçÕÿ øąû (êóÕĀçèĀÕøõř ç)
- ÒñřĀõñèÿ ĊøâÖđ ìñþĊÖŚĀçûŚ ÕðĀĊæû ÏñïùïçąĒ ìĂØãĂ éñăØĀÏñ (èññáĀæÏĂ Āñ)
- õÕÏóûÕĊïûą ÕçĀř ç : õÕÏóûÕÒïĆ õÕÏóûÕûâą õÕÏóûÕóřûÕçřĀç (ïÕøâą øēÕĄ )
ċóþíŕûçóûř ÕçřĀç
- éñþõãÿ ĂĊñûą ċÐÕř ĊïąûÕçřĀçÖĀÏĊûÏøĀñ ãĀė çĀç ċóþĊñąûĒ ÕĊóřĀ
- ČÒóÕñŚûðÏóûç ×èèÿ õãĆ Čã
ĝ. èåÒõĀï
- éÞïÏ÷ãÿ ñðĂ óŝ ĀŚ ççĀĊÏâĂ õçÿ čâċç?ř (ñřõïÏèÿ öĀøãñĀÖĀñðŝ âñ.éñþĊøñÞĂ á çÒñ)
- ÏĀñčØŚÒõĀïñŚćĊÏăĒðõÏÿèñþèèéÝĂåçĂ ùçĎåčçÏĀñöÏĄ ÷ĀÖĀñÏĄ ċóþĊûÏøĀñČèñĀá
- ÒĀė ìïĀř čçîĀ÷ĀċóþõññáÏññïóĀŚ ççĀ
- ìáĂ ċóþøþóûŚ Ċïûą ÕçřĀç
- îĀìñõïÐûÕÖĀñĄÏåìăĒ èčçÖÕÿ ùõÿâçĀř ç (ÕĀçñõř ï)
- ÖĀñÏĄ õÿâìñþæĀãĆĊìăðÕčÖ èĀŚ çéĀŔ ÐĀï ã.éĀŔ ÐĀï û.ÏĀâíĀŕ Ö.ĊØăðÕãĆÕ
éñþĊåöøùîĀììïřĀ
- ÖĀñĄÏõÿâöñâă ûçÒĀė (ùõŚ ðûŚû) ã.ùŚõðûûŚ û.óûÕ Ö.ċìñř
- ÖĀñĄÏåùĒă óÕÿ ìñþïùĀÏÖÿ ÖĀðçĊäñþ õÿâöñìă ÿçãçŚ ã.čçĊõðă Õ û.Ċïûą ÕçĀř ç
Ö.çĀř ç Ö.ö.ěĜģě (ì.ö.ĜĞġĜ)
- öĂóĀÖĀñĄÏõâÿ ČéÕŔ ÒĀė ã.çĀēė ĊÏðăĕ ç û.îćĊìăðÕ Ö.çřĀç Ö.ö.ěĜĞĢ (ì.ö.ĜĞĜģ)
- ìñþðĀûçĂ åõÕ÷Ā (ĊÖĀŚ ùóõÕĊõăðÕøĀ)
Ğ. êóÕĀçÏĀñéñþìÿçæĊŝ ìóÕ (ĊìóÕìąçē Ċïûą ÕøþóûŚ - ÙÕĄ )
- ĊìóÕĊøðă ÕçĀř ç
- ĊìóÕĊèÏĂ íĀŕ
ğĚ
๕๐