The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nurse lamphun, 2023-07-26 08:22:42

E Book

E Book

1 การประช ุ มว ิ ชาการเคร ื อข่ายพ ั ฒนาค ุ ณภาพบร ิ การพยาบาล เขตส ุ ขภาพท ี่๑ ประจ ํ าปี ๒๕๖๖ “ พยาบาลไทย ค ุ ณภาพก ้ าวไกล ใส่ใจท ุ กบร ิ การ ก ้ าวส ู่มาตรฐานสากล” ว ั นท ี่๓-๔ ส ิ งหาคม ๒๕๖๖ ณ ห ้ องประช ุ มโรงแรมแกรนด ์ปา อ ํ าเภอเม ื อง จ ั งหว ั ดล ํ าพ ู น บทค ั ดย ่ อและสาระส ํ าค ั ญ การน ํ าเสนอผลงานว ิ ชาการ


2 ห้องประชุมย่อยที่๑ นําเสนอและวิพากษ์ผลงานวิจัย/ผลงานพัฒนาคุณภาพการพยาบาล ผู้วิพากษ์๑. ดร. สุทธิพันธ์ถนอมพันธ์ โรงพยาบาลนครพิงค์๒. พว ศรีวรรณ เรืองวัฒนา โรงพยาบาลลําพูน ๓. พว.จุฬารัตน์สุริยาทัย โรงพยาบาลท่าวังผา จังหวัดน่าน ลําดับ ชื่อเรื่อง ผู้นําเสนอ หน่วยงาน ลําดับที่1 ผลการพัฒนาระบบ “NSTEMI - Standby CAG ปลอดภัย รักษาโรคหัวใจใกล้บ้าน”เพื่อ รอการตรวจสวนหัวใจ ในกลุ่มผู้ป่วย NSTEMI จังหวัดเชียงราย – พะเยา พว.อมรรัตน์คํามั่น รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ลําดับที่2 การศึกษาความแตกต่างของการวัดเลนส์แก้วตาเทียม ด้วยเครื่องวัดเลนส์แก้วตาเทียม ด้วยเลเซอร์(IOLs Master) โดยวิธีใช้และไม่ใช้นํําตาเทียมในผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่รับการ ผ่าตัดโรงพยาบาลศรีสังวาลย์พว.เสาวลักษณ์ตานะเศรษฐ์รพ.ศรีสังวาลย์จ.แม่ฮ่องสอน ลําดับที่3 ผลของหลายกลยุทธ์ต่อการปฏิบัติการป้องกัน การติดเชืํอและอุบัติการณ์การติดเชืํอของผู้ป่วย ล้างไตทางช่องท้อง พว.วาสนา สวนพุฒ โรงพยาบาลสอง จังหวัดแพร่ลําดับที่4 การพัฒนานวัตกรรม MISSWARMER สําหรับ ป้องกันภาวะหนาวสั่นในหญิงตัํงครรภ์ที่มารับ การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องโดยการระงับ ความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังใน โรงพยาบาลพะเยา พว. ทองศรีมีชัย โรงพยาบาลพะเยา ลําดับที่5 ผลการให้ความรู้รายบุคคลต่อการเสื่อมของไต ในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง พว.จันทร์จิรา อาภัย รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ลําดับที่6 .ผลการพัฒนาแนวปฏิบัติในการป้องกันการใส่ท่อช่วยหายใจซํําในผู้ป่วยหลังระงับความรู้สึก และผ่าตัดไทรอยด์พว.อรุณีย์ไชยชมภูรพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ลําดับที่7 การพัฒนาเครือข่าย Telemedicine ในพืํนที่ห่างไกล โรงพยาบาลแพร่ พว.ณรงค์ศักดิ์สุธรรม รพ.แพร่


3 ห้องประชุมย่อยที่2 นําเสนอและวิพากษ์ผลงานวิจัย/ผลงานพัฒนาคุณภาพการพยาบาล ผู้วิพากษ์๑. พว. วรางคณา ธุวะคํา โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์๒. พว.ชนกพร อุตตะมะ โรงพยาบาลนครพิงค์๓. พว.วิภาพรรณ หมื่นมา โรงพยาบาลบ้านโฮ่ง เวลา ชื่อเรื่อง ผู้นําเสนอ หน่วยงาน ลําดับที่1 ผลของโมบายแอปพลิเคชันการให้ความรู้การ ปฏิบัติตัวในการให้ยาระงับความรู้สึกของผู้ป่วย ที่มารับการผ่าตัดแบบ วันเดียวกลับ พว. วันทนา บุญคง รพ.ลําปาง ลําดับที่2 การประยุกต์ใช้แนวคิดลีนในการปรับปรุง กระบวนการรับผู้ป่วยใหม่งานห้องผู้ป่วยหนัก 2 โรงพยาบาลลําพูน พว.เยาวเรศ ไชยอุปละ รพ.ลําพูน ลําดับที่3 การพัฒนารูปแบบการป้องกันและดูแลผู้ป่วย โรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง อําเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน พว.ธมภร โพธิรุด รพ.เชียงกลาง จ.น่าน ลําดับที่4 .ประสิทธิผลการใช้แนวปฏิบัติการวางแผน จําหน่ายผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ได้รับ การดึงถ่วงนํําหนักที่บ้าน โรงพยาบาลนครพิงค์จังหวัดเชียงใหม่พว.อําภา ขันอัศวะ โรงพยาบาลนครพิงค์ลําดับที่5 .ประสิทธิผลการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจ โดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อ ความร่วมมือในการกินยาขับเหล็กในเด็กโรค ธาลัสซีเมียที่มีค่าเหล็ก( Serum ferritin ) สูง คลินิกโรคเลือด รพ.พะเยา พว.ชุติมา รักเหล่า โรงพยาบาลพะเยา ลําดับที่6 ผลของการใช้นวัตกรรม safety glove กับการ ป้องกันผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะ Delirium ขณะ ใส่ท่อช่วยหายใจหรือสายระบายใน หอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง พว.พิมประภา มีมานะ รพ.ลําปาง ลําดับที่7 ประสิทธิผลและความถูกต้องของระดับ venous pH จากการส่งตัวอย่างเลือดโดยใช้นวัตกรรม“กระสวย blood gas” เปรียบเทียบกับวิธีดัํงเดิม พว.สุวดีคงพลอย รพ.ลําปาง


4 ห้องประชุมย่อยที่3 นําเสนอและวิพากษ์ผลงานวิจัย/ผลงานพัฒนาคุณภาพการพยาบาล ผู้วิพากษ์๑. ดร.สุรีรักษ์อจลพงศ์ โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์๒. ดร.เชษฐา แก้วพรม วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีแพร่๓. พว ยุพิน ตันอนุชิตติกุล โรงพยาบาลลําปาง เวลา ชื่อเรื่อง ผู้นําเสนอ หน่วยงาน ลําดับที่1 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ต่อเนื่องที่บ้านด้วยแนวคิดการดูแลแบบเอืํอ อาทรและพุทธจิตวิทยา พว.กชพร เขื่อนธนะ รพ. เชียงกลาง จ.น่าน ลําดับที่2 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยทวาร เทียมรายใหม่จังหวัดลําพูน พว.ศศิธร พิชัยพงศ์รพ.ลําพูน ลําดับที่3 ผลของการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วย ประคับประคอง ต่อ ผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิต และ ความพึงพอใจ ของผู้ป่วย ประคับประคอง และญาติผู้ดูแล ใน โรงพยาบาลนครพิงค์พว.ปภัสรา พบจันอัด โรงพยาบาลนครพิงค์ลําดับที่4 .การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการ ป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด ห้องคลอด รพ.พะเยา พว.สุทธิพร พรมจันทร์ โรงพยาบาลพะเยา ลําดับที่5 .ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ตามแนวทาง 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อ ไม่เรืํอรัง ศูนย์สุขภาพชุมชนเขตเมืองร่องซ้อ โรงพยาบาลแพร่อ.เมือง จ.แพร่พว.กุลธิดา อินตา โรงพยาบาลแพร่ลําดับที่6 ผลของโปรแกรมหลักสูตรโรงเรียนเบาหวาน วิทยาต่อระดับฮีโมโกบินเอวันซี(HbA1C)ใน ผู้ป่วยเบาหวานที่คุมระดับนํําตาลไม่ได้ โรงพยาบาลบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน พว.วงจันทร์นันทวรรณ รพ.บ้านโฮ่ง จ.ลําพูน


5 สารบัญ หน้า -ผลการพัฒนาระบบ “NSTEMI - Standby CAG ปลอดภัย รักษาโรคหัวใจใกล้บ้าน”เพื่อรอการตรวจสวน หัวใจ ในกลุ่มผู้ป่วย NSTEMI จ.เชียงราย – พะเยา พว.อมรรัตน์คํามั่น 7 -การศึกษาความแตกต่างของการวัดเลนส์แก้วตาเทียม ด้วยเครื่องวัดเลนส์แก้วตาเทียมด้วยเลเซอร์(IOLs Master) โดยวิธีใช้และไม่ใช้นํําตาเทียมในผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่รับการผ่าตัดรพ.ศรีสังวาลย์พว.เสาวลักษณ์ตานะเศรษฐ์10 -ผลของหลายกลยุทธ์ต่อการปฏิบัติการป้องกันการติดเชืํอและอุบัติการณ์การติดเชืํอของผู้ป่วยล้างไตทาง ช่องท้อง พว.วาสนา สวนพุฒ 13 -การพัฒนานวัตกรรม MISSWARMER สําหรับป้องกันภาวะหนาวสั่นในหญิงตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัด คลอดทางหน้าท้องโดยการระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังในโรงพยาบาลพะเยา พว. ทองศรีมีชัย 16 -ผลการให้ความรู้รายบุคคลต่อการเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง พว.จันทร์จิรา อาภัย 20 -ผลการพัฒนาแนวปฏิบัติในการป้องกันการใส่ท่อช่วยหายใจซํําในผู้ป่วยหลังระงับความรู้สึกและผ่าตัด ไทรอยด์พว.อรุณีย์ไชยชมภู23 -การพัฒนาเครือข่าย Telemedicine ในพืํนที่ห่างไกล โรงพยาบาลแพร่พว.ณรงค์ศักดิ์สุธรรม 26 -ผลของโมบายแอปพลิเคชันการให้ความรู้การปฏิบัติตัวในการให้ยาระงับความรู้สึกของผู้ป่วย ที่มารับการ ผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ พว. วันทนา บุญคง 29 -การประยุกต์ใช้แนวคิดลีนในการปรับปรุงกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่งานห้องผู้ป่วยหนัก 2 โรงพยาบาล ลําพูน พว.เยาวเรศ ไชยอุปละ 38 -การพัฒนารูปแบบการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง อําเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน พว.ธมภร โพธิรุด 43 -ประสิทธิผลการใช้แนวปฏิบัติการวางแผนจําหน่ายผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ได้รับการดึงถ่วงนํําหนักที่บ้าน โรงพยาบาลนครพิงค์จังหวัดเชียงใหม่พว.อําภา ขันอัศวะ 47


6 สารบัญ หน้า -ประสิทธิผลการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจโดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือใน การกินยาขับเหล็กในเด็กโรคธาลัสซีเมียที่มีค่าเหล็ก( Serum ferritin ) สูง คลินิกโรคเลือด รพ.พะเยา พว.ชุติมา รักเหล่า 51 ผลของการใช้นวัตกรรม safety glove กับการป้องกันผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะ Delirium ขณะใส่ท่อช่วย หายใจหรือสายระบายใน หอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง พว.พิมประภา มีมานะ 55 -ประสิทธิผลและความถูกต้องของระดับ venous pH จากการส่งตัวอย่างเลือดโดยใช้นวัตกรรม“กระสวย blood gas” เปรียบเทียบกับวิธีดัํงเดิม พว.สุวดีคงพลอย 58 -การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้านด้วยแนวคิดการดูแลแบบเอืํออาทรและพุทธ จิตวิทยา พว.กชพร เขื่อนธนะ 59 -การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยทวารเทียมรายใหม่จังหวัดลําพูน พว.ศศิธร พิชัยพงศ์65 -ผลของการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต่อ ผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิต และ ความพึงพอใจของผู้ป่วยประคับประคอง และญาติผู้ดูแล ในโรงพยาบาลนครพิงค์พว.ปภัสรา พบจันอัด 69 -การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดห้องคลอด รพ.พะเยา พว.สุทธิพร พรมจันทร์78 -ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรืํอรัง ศูนย์สุขภาพชุมชนเขตเมืองร่องซ้อ โรงพยาบาลแพร่อ.เมือง จ.แพร่พว.กุลธิดา อินตา 81 -ผลของโปรแกรมหลักสูตรโรงเรียนเบาหวานวิทยาต่อระดับฮีโมโกบินเอวันซี(HbA1C)ในผู้ป่วยเบาหวานที่คุมระดับนํําตาลไม่ได้โรงพยาบาลบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน พว.วงจันทร์นันทวรรณ 85


7 ชื่อเรื่อง ผลการพัฒนาระบบ “NSTEMI - Standby CAG ปลอดภัย รักษาโรคหัวใจใกล้บ้าน” เพื่อรอการตรวจสวนหัวใจ ในกลุ่มผู้ป่วย NSTEMI จังหวัดเชียงราย - พะเยา น.ส.อมรรัตน์คํามั่น พว. น.ส.ศศิวิมล ใจเอื้อ พบ. นายโอษิษฐ์บําบัด พบ.และคณะ หน่วยตรวจสวนหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ความสําคัญของปัญหาวิจัย จากสถานการณ์ระบาดของโรค Covid-19 ในปี2563 เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโรงพยาบาลแต่ละแห่งต้องพยายามลดความแออัดของผู้ป่วย ที่นอนรักษาตัวในโรงพยาบาล โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์เป็น โรงพยาบาลระดับตติยภูมิมีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบฉับพลันแบบเอสทีไม่ยก (Acute Non ST-elevation myocardial infarction: NSTEMI) ซึ่งมีความจําเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจสวนหัวใจ (Coronary Angiography – CAG) จํานวน 285 ราย พบว่ามีเพียง 65.26% ที่ได้รับการทํา CAG ภายใน admission และ 43.15% ที่ได้ทํา CAG ภายใน 72 ชั่วโมง โดยมีLOS เพื่อรอ CAG เฉลี่ย 6.68 วัน ซึ่งในจํานวนนีํเป็นผู้ป่วย NSTEMI ที่ถูกส่งตัวมาจาก รพ.ชุมชน และประเมิน Risk score อยู่ในกลุ่ม High Risk แต่มีอาการคงที่(stable) จํานวน 134 ราย (47.02%) มีLOS ที่รพศ.เชียงรายฯ 5.57 วัน และมีเพียงร้อยละ 52.24 ที่ได้รับการตรวจสวน หัวใจภายใน 72 ชั่วโมง เพื่อลดความแออัดใน รพศ.เชียงรายฯ ทางหน่วยตรวจสวนหัวใจและเครือข่ายโรคหัวใจ จึงได้พัฒนาระบบ “NSTEMI-Standby CAG ปลอดภัย รักษาโรคหัวใจใกล้บ้าน วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาผลการใช้ระบบ “NSTEMI-Standby CAG ปลอดภัย รักษาโรคหัวใจใกล้บ้าน” ต่อระยะเวลาการ นอนโรงพยาบาลและการได้รับการตรวจสวนหัวใจตามมาตรฐาน (72 ชั่วโมง) ของผู้ป่วย stable NSTEMI ที่standby รอ CAG อยู่ที่รพ.ชุมชน วิธีการศึกษา การวิจัยนีํเป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ผู้ป่วย stable NSTEMI ที่ผ่านระบบการ consult cardiologist และได้ทํา CAG ช่วง ต.ค. 2562 - มิ.ย. 2563 และ ช่วง ต.ค. 2564 - ก.ย. 2565 และคัดออก ในกรณีที่ผู้ป่วยที่ปฏิเสธการทําหัตถการตรวจสวนหัวใจ และผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่ม unstable NSTEMI ( Very High Risk ) เช่น Ongoing chest pain , มีภาวะ Respiratory failure , Cardiogenic shock หรือ Cardiac arrest โดย ระบบ NSTEMI-Standby CAG แบบใหม่พัฒนาจากการลงคิว Standby CAG แบบเดิมที่ผู้ป่วย NSTEMI จาก รพ.ชุมชน ทุกรายต้องมานอนรอ CAG ที่รพ.เชียงรายฯ ปรับระบบเป็น 1. ผู้ป่วย NSTEMI กลุ่ม Very High Risk หรืออาการไม่คงที่ให้ส่งต่อตามระบบเดิม ส่วน ผู้ป่วย High Risk ที่อาการคงที่(Stable) เมื่อ Consult Cardio staff แล้วจะให้นอนรักษาตัวที่รพ.ชุมชน และใช้แนวทางการรักษาเดียวกับผู้ป่วยในรพ.เชียงรายฯ 2. พยาบาลเจ้าของไข้ส่งข้อมูล ผ่านทาง Application Line “ Standby CAG” โดยทีม Cath lab และ Cardiologist จะรับปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง 3. ใช้ระบบส่งต่อ Pass ER for standby CAG โดยเริ่มโครงการนีํ1 ก.ค. 2563 ใน 7 รพ.ชุมชนจังหวัด เชียงรายและ 2 รพท.ในจังหวัดพะเยา


8 รูปภาพที่1 : ระบบ standby CAG แบบเดิม รูปภาพที่2 : ระบบ standby CAG แบบใหม่


9 ผลการศึกษา หลังขยายโครงการครอบคลุม 17 รพ.ชุมชนใน จ.เชียงราย-พะเยา ในปี2565 พบว่า มีผู้ป่วยที่อยู่ในระบบ Standby รอ CAG ที่รพ.ชุมชน 252 ราย เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนพัฒนาระบบนัด Standby CAG แล้ว พบว่า หลังการพัฒนาระบบนัด จํานวนวันนอนโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์น้อยกว่า (เฉลี่ย 2.79 ± 3.22 vs 5.57± 4.06 วัน; p<0.001) เวลาเริ่มมีอาการกระทั่งได้รับการตรวจสวนหัวใจน้อยกว่า (เฉลี่ย 1.05 ± 2.46 vs 3.50± 2.29 วัน; p<0.001) และได้รับการตรวจสวนหัวใจ ภายใน 72 ชั่วโมงมากกว่า (ร้อยละ 86.91 vs 52.24; p<0.001) ส่วนการเกิดภาวะแทรกซ้อน cardiac death ขณะรอตรวจสวนหัวใจก่อนพัฒนาระบบนัดไม่มีการ Standby CAG ที่โรงพยาบาลทั่วไป/ชุมชน แต่หลังการพัฒนาระบบนัดพบร้อยละ 1.59 (p=0.303) อภิปรายผล ระบบ Standby CAG แบบใหม่ช่วยลดระยะเวลาวันนอน ( LOS ) ในโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์และเพิ่มการได้รับการตรวจสวนหัวใจภายใน 72 ชั่วโมงได้อย่างมีนัยยะสําคัญทางสถิติพบภาวะแทรกซ้อนขณะ รอตรวจสวนหัวใจ ( Cardiac death ) ที่ร้อยละ 1.59 แต่ไม่มีนัยยะสําคัญทางสถิติสรุปและข้อเสนอแนะ จากผลการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วย Stable NSTEMI ที่stand by CAG รอที่รพ. ชุมชน จะแสดงถึงการเพิ่มขึํน ของการได้รับการตรวจสวนหัวใจภายใน 72 ชั่วโมง และจํานวนวันนอน LOS ของผู้ป่วยกลุ่มนีํที่รพศ.ชร ที่ลดลง อย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามการศึกษานีํยังพบ complication cardiac death ระหว่างรอคิวตรวจสวนหัวใจ แม้ว่า จะไม่มีนัยยะสําคัญทางสถิติแต่เป็น Gap ที่ต้องพัฒนาในเรื่องการดูแลผู้ป่วย รูปแบบและเทคนิคการบริหารยา การเฝ้า ระวังอาการเปลี่ยนแปลงที่คุกคามชีวิต ยังต้องมีการกํากับติดตาม และส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ของบุคลากร เพื่อ สร้างความเชื่อมั่นให้กับทีมสุขภาพและผู้รับบริการ นอกจากนีํการเพิ่มการศึกษาปัจจัยด้านอื่นๆที่มีผลต่อคุณภาพชีวิต เช่นการใช้ยา การตรวจพิเศษ หรือการประเมิน Viability ของหัวใจ รวมถึงติดตามประเมินความพึงพอใจของ ผู้รับบริการ จะนํามาสู่การวางแผนและการพัฒนาการดูแลรักษาให้ดียิ่งขึํน


10 การศึกษาความแตกต่างของการวัดเลนส์แก้วตาเทียม ด้วยเครื่องวัดเลนส์แก้วตาเทียมด้วยเลเซอร์(IOLs Master) โดยวิธีใช้และไม่ใช้น้ําตาเทียมในผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่รับการผ่าตัดโรงพยาบาลศรีสังวาลย์นางเสาวลักษณ์ตานะเศรษฐ์โรงพยาบาลศรีสังวาลย์บทคัดย่อ งานวิจัยนีํมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความแตกต่างของการวัดเลนส์แก้วตาเทียมด้วยเครื่องวัดเลนส์แก้วตาเทียม ด้วยเลเซอร์(IOLs Master) โดยการใช้และไม่ใช้นํําตาเทียมในผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่รับการผ่าตัด โดยทําเก็บข้อมูล ผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ารับการรักษาที่หน่วยจักษุโรงพยาบาลศรีสังวาลย์ระหว่างเดือนมีนาคม 2564-กันยายน 2564 ผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการวัดค่าหักเหของแสงที่กระจกตาและคํานวนค่ากําลังเลนส์โดยเครื่อง IOLs Master ทัํงก่อนได้รับนํําตาเทียมและอีกครัํงที่5 นาทีหลังจากการหยอดนํําตาเทียม ผลการศึกษาพบว่าจากการเก็บข้อมูล จากผู้ป่วย 109 ราย เป็นชาย 53 ราย (48.6%) และหญิง 56 ราย (51.4%) ผู้ป่วยมีอายุระหว่าง 42-93 ปี เป็นผู้ที่มีอายุเท่ากับหรือต่ํากว่า 60 ปีจํานวน 29 ราย (26.6%) และมีอายุมากกว่า 60 ปีจํานวน 70 ราย (73.4%) ค่ามัธยฐานของค่าสายตาเอียงก่อนและหลังการหยอดนํําตาเทียมในตาข้างขวามีค่าเท่ากับ -0.70 และ -0.72 ตามลําดับ และค่ามัธยฐานของค่าสายตาเอียงก่อนและหลังหยอดนํําตาเทียมในตาข้างซ้ายมีค่าเท่ากันคือ -0.87 ส่วนค่ามัธยฐานของกําลังเลนส์เทียมก่อนและหลังหยอดนํําตาเทียมมีค่าเท่ากันทัํงในตาข้างขวาคือ 20.50 ไดออพเตอร์ซึ่งทัํงค่าสายตาเอียงและค่ากําลังเลนส์แก้วตาเทียมต่างมีค่าไม่แตกต่างกันเมื่อทดสอบที่นัยสําคัญทางสถิติ0.05 งานวิจัยนีํจึงสรุปได้ว่าการใช้และไม่ใช้นํําตาเทียมในคนไข้ต้อกระจกจะให้ค่ากําลังเลนส์ที่เท่ากันในการวัดด้วยเครื่องวัด เลนส์แก้วตาเทียมด้วยเลเซอร์ความสําคัญของปัญหาการวิจัย ประชากรทั่วโลกมีปัญหาทางด้านการมองเห็นประมาณ 285 ล้านคน ซึ่งเป็นสาเหตุให้ประชากรตาบอด ถึง 39 ล้านคน โดยมีโรคต้อกระจกเป็นสาเหตุหลักที่ทําให้เกิดภาวะตาบอด ร้อยละ 90 พบมากในประเทศที่กําลังพัฒนา และเป็นโรคตาที่พบสูงถึงร้อยละ 94.34 ในผู้ที่มีอายุตัํงแต่60 ปีขึํนไป เนื่องจากเลนส์แก้วตาเสื่อมสภาพ ไปตามอายุที่เพิ่มขึํน จนทําให้เลนส์เกิดความขุ่นมัวบดบังแสงที่จะผ่านเข้าไปยังประสาทตา (สายจิตและคณะ, 2564) สําหรับกลุ่มประชากรในภาคเหนือนัํนมีข้อมูลจากการคัดกรองของเขตบริการสุขภาพที่1 รวม 8 จังหวัด คือเชียงราย พะเยา แพร่น่าน ลําปาง ลําพูน เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ว่าสถิติการเป็นต้อกระจกของผู้ที่มีอายุ60 ปีขึํนไป ใน ปี2562, ปี2563 และ ปี2564 มีค่าเป็นร้อยละ 2.49, 2.59 และ 3.00 ตามลําดับ โดยสถิติของผู้สูงอายุในจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่เป็นโรคต้อกระจกใน 3 ปีดังกล่าวมีค่าสูงถึงร้อยละ 4.25, 4.47 และ 6.65 ตามลําดับ (กระทรวงสาธารณสุข, 2564)ผู้ที่เป็นโรคต้อกระจกในระยะเริ่มต้นการมองเห็นยังลดลงไม่มาก อาจไม่จําเป็นต้องผ่าตัด แต่จะใช้วิธีหยอดยาชะลอต้อกระจก และใช้แว่นสายตาเพื่อปรับการมองเห็นดีขึํน แต่ในกรณีที่การมองเห็นลดลง ในระดับรุนแรงจนถึงระดับบอดจะต้องรักษาโดยการผ่าตัดเอาเลนส์ที่เป็นต้อกระจกออกและใส่เลนส์แก้วตาเทียม (Intra Ocular Lens; IOLs) เข้าไปทดแทน โดยทั่วไปหลังการผ่าตัดต้อกระจกแล้วผู้ป่วยจะมีการมองเห็นที่ดีขึํนกว่าเดิม และมีคุณภาพชีวิตดีขึํน จากสถิติของโรงพยาบาลศรีสังวาล จังหวัดแม่ฮ่องสอนพบว่าผู้ป่วยที่มารับการตรวจโรคทางตา ในปี2561, 2562, 2563 และ 2564 มีผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่ต้องรับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดจํานวน 342, 404, 352 และ 415 รายตามลําดับ อัตราการมองเห็นหลังผ่าตัดต้อกระจกดีขึํนมากกว่าก่อนผ่าตัดจํานวน 98.54 %, 98.27 %, 98.01 % และ 99.04% ตามลําดับ (กลุ่มงานจักษุวิทยาโรงพยาบาลศรีสังวาลย์, 2562-2564)


11 ทัํงนีํกระบวนการก่อนผ่าตัดต้อกระจกจะต้องมีการวัดเลนส์แก้วตาก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมกําลังเลนส์เทียม ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย ขัํนตอนนีํเป็นขัํนตอนที่ละเอียดอ่อนและต้องการข้อมูลที่มีความแม่นยําสูง ทัํงนีํหน่วยงานห้อง ตรวจจักษุรพ.ศรีสังวาลย์แม่ฮ่องสอนได้มีการวัดเลนส์แก้วตาโดยใช้เครื่องวัดเลนส์แก้วตาเทียมด้วยเลเซอร์(IOLs master) ซึ่งเป็นเครื่องวัดเลนส์แก้วตาเทียมโดยไม่สัมผัสกระจกตา เครื่องมือนีํใช้แสงเลเซอร์ในการวัดความยาวลูกตา และยังสามารถวัดค่าต่างๆที่ต้องใช้ในการคํานวณค่าเลนส์แก้วตาเทียมได้ทุกค่า คือ ค่าความยาวลูกตา ค่าความยาว ช่วงหน้าลูกตา ค่าความโค้งกระจกตา ค่าความยาวกระจกตาดํา ค่าการหักเหแสงของนัยน์ตา และค่าขนาดรูม่านตา จึงทําให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และลดการใช้เครื่องมือแพทย์ในการวัดเลนส์แก้วตาเทียม และที่สําคัญคือสามารถ คํานวณค่าสายตาเอียงและค่ากําลังเลนส์ได้อย่างอย่างแม่นยํา (Saad et al., 2019) 1.5 วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างของการวัดเลนส์แก้วตาเทียมด้วยเครื่องวัดเลนส์แก้วตาเทียมด้วยเลเซอร์ (IOLs Master) โดยวิธีใช้และไม่ใช้นํําตาเทียมในผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่รับการผ่าตัด โรงพยาบาลศรีสังวาลย์วิธีการศึกษา อธิบายเชิงรูปแบบ การกําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างและวิธีคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล/สถิติที่ใช้การศึกษาความแตกต่างของการวัดเลนส์แก้วตาเทียมด้วยเครื่องวัดเลนส์แก้วตาเทียมด้วยเลเซอร์(IOLs Master) โดยวิธีใช้และไม่ใช้นํําตาเทียมในผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่รับการผ่าตัด รพ.ศรีสังวาลย์จังหวัด แม่ฮ่องสอน ได้กําหนด ขอบเขตในการดําเนินการวิจัย ดังนีํขอบเขตพืํนที่การศึกษาวิจัย คือ ห้องตรวจตา รพ.ศรีสังวาลย์แม่ฮ่องสอน ระยะเวลาในการศึกษาตัํงแต่เดือน มีนาคม 2564-กันยายน 2564 กลุ่มประชากรโรคต้อกระจกต้องรักษาด้วย การผ่าตัด ที่มารับบริการในเวลาราชการ รพ.ศรีสังวาลย์แม่ฮ่องสอน จํานวน 109 คน การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา (descriptive statistics) ในการอธิบายลักษณะข้อมูลเบืํองต้นของผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่เข้ารับการรักษา สามารถแบ่ง จําแนกเป็นข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น ค่าสายตาเอียงถูกนําเสนอด้วยค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ในส่วนข้อมูล ที่แสดงถึงความถี่ถูกนําเสนอด้วยจํานวน และร้อยละ ตรวจสอบข้อสมมติเบืํองต้นของการวิเคราะห์Wilcoxon signed rank test และทําการวิเคราะห์Wilcoxon signed rank test ถัดไป ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครัํงนีํคือผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่รับการตรวจในโรงพยาบาลศรีสังวาลย์และ ต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดจํานวนทัํงหมด 109 คน พบว่าผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงจํานวน 56 ราย คิดเป็นร้อยละ 51.4 ส่วนอายุพบว่าอยู่ในกลุ่มอายุน้อยกว่าหรือเท่ากับ 60 ปีจํานวน 29 ราย คิดเป็นร้อยละ 26.6 ส่วนผู้ที่อยู่ในกลุ่มอายุมากกว่า 60 ปีมีสูงถึง 70 ราย คิดเป็นร้อยละ 73.4 เมื่อพิจารณาค่าสายตาเอียงพบค่ามัธยฐาน ของก่อนการหยอดนํําตาเทียมในตาข้างขวาและซ้ายเท่ากับ -0.70 และ -0.87 ส่วนหลังการหยอดนํํา ตาเทียมในตา ข้างขวาและซ้ายเท่ากับ -0.72 และ -0.87 ตามลําดับ และการพิจารณาค่ากําลังเลนส์แก้วตาเทียมพบค่ามัธยฐานของ ก่อนและหลังการหยอดนํําตาเทียมในตาทัํงข้างขวาและซ้ายเท่ากับ 20.50 จากผลการวิเคราะห์ค่าสายตาเอียงและ ค่ากําลังเลนส์แก้วตาเทียมเปรียบเทียบก่อนและหลังการหยอดนํําตาเทียมของผู้เข้าร่วมโครงการพบว่า เมื่อพิจารณาใน มิติของตาข้างซ้ายและตาข้างขวา ทัํงค่าสายตาเอียงและค่ากําลังเลนส์แก้วตาเทียม ต่างมีค่ามัธยฐานที่ไม่แตกต่างกันที่ระดับนัยสําคัญ 0.05


12 อภิปรายผล การผ่าตัดต้อกระจกจะทําเมื่อการมองเห็นลดลงจนไม่สามารถปฏิบัติงานหรือดํารงชีพได้เมื่อได้รับ การรักษาด้วยการผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์เทียม ด้วยวิธีผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยอัลตร้าซาวด์หรือวิธีผ่าตัด เอาเลนส์แก้วตาออกโดยเหลือถุงหุ้มเลนส์ไว้บางส่วนก็จะทําให้การมองเห็นดีขึํนและมีคุณภาพชีวิตดีขึํน ในการนีํทางโรงพยาบาลศรีสังวาลย์ได้เตรียมเลนส์เทียมให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายโดยใช้เครื่องวัดเลนส์แก้วตาเทียม ด้วยเลเซอร์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ให้ค่าการวัดค่าต่างๆด้วยความแม่นยําสูงและสามารถคํานวนค่ากําลังแก้วตาเทียมได้ดีที่สุด (Kunavisarut et al., 2012) อย่างไรก็ตามความแม่นยําของการวัดค่าต่างๆ เพื่อคํานวนค่าสายตาเอียงและ ค่ากําลังเลนส์ยังขึํนอยู่กับสภาพของกระจกตาด้วย ดังที่มีรายงานว่าผู้ที่เป็นโรคตาแห้งนัํนจะแผ่นฟิล์มนํําตาจะสูญเสีย สมดุลโดยมีความเข้มข้นของสารสูงกว่าปกตินอกจากนีํกระจกตายังเกิดการอักเสบและก่อแผลเป็นบนผิวกระจกตา ลักษณะเช่นนีํจะทําให้ค่าสายตาที่วัดได้ผิดเพีํยนไปจากปกติ(Singh et al., 2020) เนื่องจากผู้ป่วยที่มารักษาโรคต้อ กระจกที่โรงพยาบาลศรีสังวาลส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีความเสี่ยงต่ออาการตาแห้ง ดังนัํนการหยอด นํําตาเทียมก่อนการวัดเลนส์ตาอาจจะช่วยให้ผิวกระจกตามีความเรียบมากขึํนและวัดค่าสายตาได้แม่นยําขึํน อย่างไรก็จากผลการวิเคราะห์ค่าสายตาเอียงและค่ากําลังเลนส์แก้วตาเทียมเปรียบเทียบก่อนและหลังการ หยอดนํําตาเทียมที่วัดได้จากเลนส์2 ตา ของผู้เข้าร่วมโครงการพบว่าทัํงค่าสายตาเอียงและค่ากําลังเลนส์แก้วตาเทียม ต่างมีค่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ (ตาราง 4.2) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดต้อกระจกที่โรงพยาบาล ศรีสังวาลย์จังหวัดแม่ฮ่องสอนยังไม่มีอาการตาแห้ง หรืออาจจะมีอาการตาแห้งเพียงระยะต้นที่ยังไม่มีผลกระทบต่อผิว กระจกตา ดังนัํนจึงไม่จําเป็นต้องหยอดนํําตาเทียมก่อนการวัดด้วยเครื่องวัดเลนส์แก้วตาเทียมด้วยเลเซอร์ทัํงนีํการ หลีกเลี่ยงการหยอดนํําตาเทียมโดยไม่จําเป็นอาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนางานเตรียมเลนส์แก้วตาเทียม เนื่องจากสามารถประหยัดงบประมาณ และยังลดระยะเวลาที่สูญเสียไปในกระบวนการหยอดนํําตาเทียม รวมถึง การป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนหรืออาการแพ้จากการใช้นํําตาเทียมที่อาจเกิดขึํน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ทัํงหน่วยงานและทัํงผู้ป่วย สรุปและข้อเสนอแนะ 1. จากผลการวิจัยที่พบว่าค่าสายตาเอียงและค่ากําลังเลนส์แก้วตาเทียมของผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่เข้ารับการ รักษาในโรงพยาบาลศรีสังวาลย์ไม่มีความแตกต่างกันระหว่างค่าที่วัดก่อนและหลังการหยอดนํําตาเทียม ทําให้ได้ข้อสรุป และข้อเสนอแนะว่าการวัดค่าสายตาด้วยด้วยเครื่องวัดเลนส์แก้วตาเทียมด้วยเลเซอร์สามารถให้ค่าสายตาเอียงและค่า กําลังเลนส์แก้วตาเทียมได้อย่างแม่นยําโดยที่ไม่ต้องหยอดนํําตาเทียมก่อนวัด 2. ผลการวิจัยทําให้ได้แนวปฏิบัติในการวัดเลนส์เพื่อเตรียมเลนส์แก้วตาเทียมในกลุ่มงานจักษุซึ่งเป็นการลด งบประมาณ และสามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็ว รวมทัํงสามารถหลีกเลี่ยงอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้นํําตาเทียม ในผู้ป่วยบางราย 3. เผยแพร่เป็นผลงานวิชาการคุณภาพในหน่วยงานและโรงพยาบาลศรีสังวาลย์


13 ผลของหลายกลยุทธ์ต่อการปฏิบัติการป้องกันการติดเชืํอและอุบัติการณ์การติดเชืํอของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง นางวาสนา สวนพุฒ นางอําพร พุธทรง และนางเมธยา อ่อนน้อม โรงพยาบาลสอง จังหวัดแพร่บทคัดย่อ โรคไตเรืํอรังเป็นภาวะแทรกซ้อนที่สําคัญของผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง จากสถานการณ์เพิ่มขึํน ของผู้ป่วยโรคเรืํอรังทําให้ผู้ป่วยโรคไตเรืํอรังมีแนวโน้มสูงขึํนด้วย ผู้ป่วยโรคไตเรืํอรังระยะสุดท้ายต้องรักษาด้วยการ บําบัดทดแทนไต ซึ่งมีอยู่3 วิธีคือ การล้างไตทางช่องท้อง การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และการปลูกถ่ายไต การ ล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง เป็นวิธีการล้างไตทางช่องท้องวิธีหนึ่งมีข้อดีคือ ผู้ป่วยสามารถทําเองที่บ้าน ลด ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ส่วนข้อเสียคือหากขาดความระวังเรื่องความสะอาดในการเปลี่ยนนํํายาอาจเกิดการติดเชืํอและ เสียชีวิตได้การป้องกันการติดเชืํอจึงเป็นกิจกรรมที่สําคัญของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องที่ต้องปฏิบัติอย่างถูกต้อง การศึกษาครัํงนีํมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของหลายกลยุทธ์ต่อการปฏิบัติการป้องกันการติดเชืํอและอุบัติการณ์การติด เชืํอในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง เป็นการวิจัยกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียววัดก่อน-หลัง กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือผู้ป่วยล้างไต ทางช่องท้องที่บ้าน ในพืํนที่อําเภอสอง จังหวัดแพร่ระหว่างมีนาคม– กรกฎาคม 2566 จํานวน 21 ราย เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบเฝ้ารังการติดเชืํอ แผนการเสริมพลัง คู่มือการปฏิบัติสําหรับผู้ป่วยล้างไต ทางช่องท้อง โปสเตอร์การล้างมือและชุดป้องกันแผลบริเวณท่อล้างไตถูกนํําขณะอาบนํํา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิง พรรณนา และสถิติแมนน์-วิทนีย์ยูผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 57.14 อายุเฉลี่ย 63.28 ปีมีโรคประจําตัว คือความดันโลหิตสูงร้อยละ 52.38 ระยะเวลาล้างไตทางหน้าท้องเฉลี่ย 5.45 ปีผู้ดูแลส่วนใหญ่คือผู้ป่วยและญาติร้อยละ 57.14 อายุของผู้ดูแลเฉลี่ย 45.27 ปีความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นสามีหรือภรรยา ร้อยละ 61.90 เคยมีประวัติติดเชืํอมาก่อนร้อยละ 52.38 และได้รับความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชืํอจากคลินิก ล้างไตโรงพยาบาลแพร่ร้อยละ 100 การปฏิบัติการป้องกันการติดเชืํอในภาพรวมพบว่า ก่อนการใช้หลายกลยุทธ์ค่า มัธยฐานคะแนนการปฏิบัติของกลุ่มตัวอย่างคิดเป็น198 คะแนนจากคะแนนเต็ม 300 คะแนนหลังได้รับหลายกลยุทธ์ค่ามัธยฐานคะแนนการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชืํอเพิ่มขึํนเป็น268 คะแนนสูงกว่าก่อนได้รับหลายกลยุทธ์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ( p<0.001) และไม่พบการติดเชืํอในกลุ่มตัวอย่างหลังการได้รับหลายกลยุทธ์ในการป้องกันการติด เชืํอ การศึกษาครัํงนีํแสดงให้เห็นว่าการใช้หลายกลยุทธ์ในการส่งเสริมและสนับสนุน สามารถทําให้ผู้ป่วยล้างไตทาง ช่องท้องมีการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชืํอที่ดีขึํนส่งผลให้อุบัติการณ์การติดเชืํอของผู้ป่วยลดลง จึงควรมีการนํากล ยุทธ์ต่างๆไปประยุกต์ใช้เพื่อลดการติดเชืํอในผู้ป่วยล้างไตทางช่องได้อย่างยั่งยืน


14 ความสําคัญของปัญหาการวิจัย โรคไตเรืํอรัง เป็นภาวะแทรกซ้อนที่สําคัญของผู้ป่วยโรคเบาหวานและ ความดันโลหิตสูง และเป็นปัญหา สาธารณสุขที่สําคัญระดับโลกและของประเทศไทย จากสถานการณ์การเพิ่มขึํนของผู้ป่วยโรคเรืํอรังทําให้ผู้ป่วยไตเรืํอรัง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึํนซึ่งผู้ป่วยไตเรืํอรังระยะสุดท้ายมีวิธีการรักษาด้วยการบําบัดทดแทนไต อยู่3 วิธีคือ การล้างไตทาง ช่องท้อง (Peritoneal dialysis) การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemo Dialysis) และการปลูกถ่ายไต (Kidney Transplantation :KT) การรักษาแบบการล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis : CAPD) เป็นวิธีการล้างไตทางช่องท้องวิธีหนึ่งมีข้อดีคือผู้ป่วยสามารถทําเองที่บ้านได้โดยไม่ต้องมา โรงพยาบาล ส่วนข้อเสียคือหากไม่ระมัดระวังเรื่องความสะอาดโดยเฉพาะในขัํนตอนการเปลี่ยนถุงนํํายาอาจเกิดการติด เชืํอขึํน ทําให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ครัํงละประมาณ 15,000 บาท ต่อราย จากสถิติผู้ป่วยความ ดันโลหิตสูงของโรงพยาบาลสองในปีงบประมาณ 2564 -2565 มีจํานวน 7,937 ราย และ 8,332 ราย ตามลําดับ และจํานวนผู้ป่วยเบาหวานในปีงบประมาณ 2564 -2565 มีจํานวน 2,984 ราย และ 3,114 ราย ตามลําดับ ส่งผลให้มีผู้ป่วยไตเรืํอรังจํานวน 1,269 ราย และ 1,118 ราย ตามลําดับ (งานโรคไม่ติดต่อ โรงพยาบาลสอง , 2565 ) ส่งผลให้มีผู้ป่วยไตเรืํอรังระยะสุดท้ายที่ต้องรักษาด้วยวิธีบําบัดทดแทนไตโดยการล้างไตทางช่องท้อง แบบต่อเนื่องที่ที่บ้านมีจํานวน 31 รายและ 34 รายตามลําดับ (งานโรคไม่ติดต่อ โรงพยาบาลสอง , 2565 ) และพบ ผู้ป่วยติดเชืํอในช่องท้อง จํานวน 12 ราย และ 11 ราย ตามลําดับ (หน่วยบริการไตเทียมโรงพยาบาลแพร่, 2565 ) จากการติดตามเยี่ยมบ้านผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง พบว่าผู้ป่วยปฏิบัติไม่ถูกต้องในประเด็นสถานที่ล้างไต การทําความ สะอาดมือ การป้องกันการปนเปื้อนในอุปกรณ์ทําความสะอาดแผล และการคัดแยกขยะ การส่งเสริมการปฏิบัติการป้องกันการติดเชืํอในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องนัํนต้องคํานึงถึงปัจจัยหลายด้านทัํง ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกในการกระตุ้นให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงควรใช้หลายวิธีเพื่อให้ครอบคลุมปัจจัย ดังกล่าวมีหลายศึกษาที่ใช้หลายวิธีประกอบกันซึ่งจะมีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้วิธีเดียว เช่นการศึกษาของลอร์สัน พบว่า การอบรมให้ความรู้การให้ข้อมูลย้อนกลับทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์การใช้แผ่นพับ การจัดบอร์ดให้ความรู้ทํา ให้บุคลากรสุขภาพมีการปฏิบัติในการป้องกันปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจถูกต้องเพิ่มขึํน (Larson &Kretzer,1995) การส่งเสริมการปฏิบัติโดยใช้กลยุทธ์หลายวิธีเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรรมตามแนวคิด The PRECEDE-PROCEED Model (Predisposing Reinforcing and Enabling Cause in Education Diagnosis and Evaluation Model (The PRECEDE-PROCEED Model) ของกรีนและครูเตอร์(Green &Kreuter, 1991) ที่กล่าวว่าการปรับพฤติกรรมสุขภาพของบุคคลนัํนมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปัจจัยนํา ร่วมกับปัจจัยเสริม และ ปัจจัยเอืํอ ดังนัํนผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษาผลของหลายกลยุทธ์ต่อการปฏิบัติการป้องกันการติดเชืํอและอุบัติการณ์การติดเชืํอของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องเพื่อพัฒนาระบบการป้องกันการติดเชืํอในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์การศึกษา 1.เพื่อเปรียบเทียบคะแนนการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชืํอของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง ก่อนและหลัง ได้รับกลยุทธ์หลายวิธีร่วมกัน 2. เพื่อเปรียบเทียบอุบัติการณ์การติดเชืํอของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง ก่อนและหลังการได้รับกลยุทธ์หลายวิธีร่วมกัน


15 วิธีการศึกษา: อธิบายรูปแบบการศึกษา การกําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างและวิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง วิธีการ วิเคราะห์ข้อมูล/สถิติที่ใช้การศึกษาครัํงนีํเป็นการวิจัยกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียววัดก่อน-หลังห่างกัน 12 สัปดาห์กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือ ผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องที่บ้าน ในพืํนที่อําเภอสอง จังหวัดแพร่ระหว่างมีนาคม– กรกฎาคม 2566 ซึ่งมีเกณฑ์คัดออก คือ เปลี่ยนวิธีการรักษาเป็นการฟอกไต มีปัญหาการได้ยิน ย้ายที่อยู่หรือเสียชีวิต จํานวน 21 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัยประกอบด้วย แบบสอบถาม แบบเฝ้าระวังการติดเชืํอ แผนการเสริมพลังอํานาจ คู่มือการปฏิบัติสําหรับผู้ป่วยล้างไต ทางช่องท้อง โปสเตอร์การล้างมือและชุดป้องกันแผลบริเวณท่อล้างไตถูกนํําขณะอาบนํํา วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิง พรรณนาและแมนนี่-วิทนีย์ยูผลการศึกษา ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 57.14 อายุเฉลี่ย 63.28 ปีมีโรคประจําตัว คือความดันโลหิตสูงร้อยละ 52.38 ระยะเวลาล้างไตทางหน้าท้องเฉลี่ย 5.45 ปีผู้ดูแลส่วนใหญ่คือผู้ป่วยและญาติร้อยละ 57.14 อายุของผู้ดูแลเฉลี่ย 45.27 ปีความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นสามีหรือภรรยา ร้อยละ 61.90 เคยมีประวัติติดเชืํอมาก่อนร้อยละ 52.38 และได้รับความรู้เกี่ยวกับการป้องกันการติดเชืํอจากคลินิก ล้างไตโรงพยาบาลแพร่ร้อยละ 100 และจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสองและรพ.สต.ร้อยละ 70.28 การปฏิบัติการ ป้องกันการติดเชืํอในภาพรวมพบว่า ก่อนการใช้หลายกลยุทธ์ค่ามัธยฐานคะแนนการปฏิบัติของกลุ่มตัวอย่างคิดเป็น 198 คะแนนจากคะแนนเต็ม 300 คะแนนหลังได้รับหลายกลยุทธ์ค่ามัธยฐานคะแนนการปฏิบัติในการป้องกันการติด เชืํอเพิ่มขึํนเป็น 268 คะแนนสูงกว่าก่อนได้รับหลายกลยุทธ์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ( p<0.001) และไม่พบการติด เชืํอในกลุ่มตัวอย่างหลังการได้รับหลายกลยุทธ์ในการป้องกันการติดเชืํอ อภิปรายผล การวิจัยครัํงนีํเป็นการศึกษาผลของการใช้หลายกลยุทธ์ต่อการปฏิบัติการป้องกันการติดเชืํอและอุบัติการณ์การ ติดเชืํอในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่องที่บ้านในพืํนที่อําเภอสอง จังหวัดแพร่ผลการวิจัยสามารถอภิปรายผล ตามวัตถุประสงค์ได้ดังนีํการเปรียบเทียบค่ามัธยฐานคะแนนการปฏิบัติการป้องกันการติดเชืํอในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องระหว่างก่อน และหลังการใช้หลายกลยุทธ์พบว่า ภายหลังการใช้หลายกลยุทธ์กลุ่มตัวอย่างมีการปฏิบัติการป้องกันการติดเชืํอใน ภาพรวมของทุกหมวดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการใช้หลายกลยุทธ์คิดเป็น198คะแนน และ 268 คะแนนจากคะแนนเต็ม 300 คะแนน ตามลําดับ ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p < .001)สําหรับการติดเชืํอจากการล้างไตทางช่อง ท้องของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า หลังการใช้หลายกลยุทธ์ไม่พบการติดเชืํอในกลุ่มตัวอย่างซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของสุคนธาวัฒนพงษ์และคณะ (2559) พบว่าภายหลังการใช้หลายกลยุทธ์กลุ่มตัวอย่างมีการปฏิบัติที่ถูกต้องในการป้องกัน การสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งเพิ่มขึํนจากร้อยละ 35.60 เป็นร้อยละ 96.80 แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p = .001) และไม่พบอุบัติการณ์การสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งของพยาบาลห้องคลอด การที่กลุ่มตัวอย่างมีอุบัติการณ์การติดเชืํอภายหลังได้รับหลายกลยุทธ์ต่ํากว่าก่อนได้รับหลายกลยุทธ์อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากการได้รับ ปัจจัยนํา ปัจจัยเสริมและปัจจัยเอืํอในการปฏิบัติการป้องกันการติดเชืํอสําหรับผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง สรุปและข้อเสนอแนะ การศึกษาครัํงนีํแสดงให้เห็นว่าการใช้หลายกลยุทธ์ในการส่งเสริมและสนับสนุน สามารถทําให้ผู้ป่วยล้างไตทาง ช่องท้องมีการปฏิบัติในการป้องกันการติดเชืํอที่ดีขึํนส่งผลให้อุบัติการณ์การติดเชืํอของผู้ป่วยลดลง จึงควรมีการนํากล ยุทธ์ต่างๆไปประยุกต์ใช้เพื่อลดการติดเชืํอในผู้ป่วยล้างไตทางช่องได้อย่างยั่งยืนและควรมีการศึกษาในระยะยาวในกลุ่ม ตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่ขึํนเพื่อทดสอบประสิทธิผลของกลยุทธ์ต่างๆ


16 การพัฒนานวัตกรรม MISSWARMER สําหรับป้องกันภาวะหนาวสั่นในหญิงตั้งครรภ์ที่มารับการผ่าตัดคลอดทาง หน้าท้องโดยการระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังในโรงพยาบาลพะเยา ทองศรีมีชัย* พัชรินทร์คํานวล**นิภาภรณ์เชื้อยูนาน*** นางสุมิตรา ฤทธิบาล* *กลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญีโรงพยาบาลพะเยา**คณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ลําปาง***กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาล โรงพยาบาลพะเยา บทคัดย่อ การวิจัยและพัฒนานีํวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรม MISSWARMER สําหรับป้องกันภาวะหนาวสั่นในหญิง ตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง มี4 ระยะ คือ 1) ศึกษาสถานการณ์และปัญหา 2) การคิดค้นประดิษฐ์นวัตกรรม 3) การทดลองใช้นวัตกรรม และ 4) ศึกษาผลการใช้MISS WARMER ในหญิงตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัด คลอดทางหน้าท้องโดยการระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง กลุ่มตัวอย่างในระยะที่1 เป็นแพทย์วิสัญญีจํานวน 5 คน พยาบาลวิสัญญีจํานวน 15 คน ระยะที่3 บุคลากรในกลุ่มงานวิสัญญีจํานวน 11 คน และ ระยะที่4 เป็นหญิงตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องได้รับการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง จํานวน 64 ราย แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้นวัตกรรม MISS WARMER และกลุ่มให้ความอบอุ่นตามมาตรฐานเดิม กลุ่มละ32 ราย และบุคลากร ทางการแพทย์ในห้องผ่าตัด จํานวน 30 ราย เครื่องมือดําเนินการวิจัย ได้แก่นวัตกรรม MISS WARMER และคู่มือแนว ปฏิบัติในการพยาบาล เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ได้แก่ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางคลินิก ความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรม และแบบสัมภาษณ์วิเคราะห์ข้อมูล โดยการแจกแจงความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test, logistic regression และ content analysisผลการวิจัยพบว่า 1) WARMER มีจํานวน 1 เครื่องไม่เพียงพอต่อการใช้งาน หญิงตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องจะมีภาวะหนาวสั่นในห้องผ่าตัดหรือห้องพักฟื้น ผู้ป่วยไม่สุข สบายจากการเกิดอาการหนาวสั่น และใช้ยา Pethidine ในการรักษาอาการหนาวสั่นทําให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน 2) ได้นวัตกรรม MISS WARMER เป็นการทํางานของขดลวดความร้อนโดยมีระบบควบคุมอุณหภูมิและเครื่องเป่าลมร้อน สามารถปรับระดับได้หลายระดับ 3) การทดลองใช้นวัตกรรม MISS WARMER ไม่มีภาวะแทรกซ้อน มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง และ 4) ผลการใช้MISS WARMER ในหญิงตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องโดยการ ระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง พบว่า กลุ่มที่ใช้มาตรฐานเดิมมีอาการหนาวสั่น ร้อยละ 34.38 กลุ่มที่ใช้นวัตกรรม MISS WARMER มีอาการหนาวสั่นแต่ระดับอุณหภูมิได้คงที่ร้อยละ 3.12 และเมื่อนํามาเปรียบเทียบ ระดับอาการหนาวสั่น พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติP<0.001 การใช้นวัตกรรม MISS WARMER สามารถป้องกันการเกิดภาวะหนาวสั่น ได้ร้อยละ 96.88 (OR 0.06 95% CI 0.01, 0.51; p-value = 0.01) และ ความพึงพอใจของหญิงตัํงใช้ครรภ์ที่ใช้นวัตกรรม MISS WARMER อยู่ในระดับมากที่สุด ร้อยละ 90.63 บุคลากรทาง การแพทย์ในห้องผ่าตัดที่นํานวัตกรรม MISS WARMER ไปใช้อยู่ในระดับมากที่สุด ร้อยละ 93.33 และการประดิษฐ์นวัตกรรม MISS WARMER ราคา 1847 บาท/ชิํน ข้อเสนอแนะ ควรนํานวัตกรรม MISS WARMER ไปใช้ในหญิงตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องโดยการ ระงับความรู้สึก ด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังทุกราย ข้อยกเว้นในรายที่มีข้อห้าม คําสําคัญ นวัตกรรม MISS WARMER, ภาวะหนาวสั่น, หญิงตัํงครรภ์, ฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง


17 ความสําคัญของปัญหาวิจัย ในประเทศไทยปีพ.ศ. 2558 ได้มีรายงานอุบัติการณ์ในผู้ป่วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึกพบว่ามีอัตราการเกิด ภาวะหนาวสั่นในระยะหลังได้รับยาระงับความรู้สึก ร้อยละ 33 – 66 ในรายผ่าตัดใหญ่จากสถิติของกลุ่มงานวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลพะเยาในปีพ.ศ. 2563-2565 พบว่ามีผู้ป่วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสัน หลัง จํานวน 1,304 ราย 1,453 ราย และ 1,868 ราย ตามลําดับ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญิงตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัด คลอดทางหน้าท้อง จํานวน 814 ราย 738 ราย และ 771 ราย ตามลําดับ และมีภาวะหนาวสั่น ร้อยละ 37, 35 และ 40 ตามลําดับ จะเห็นได้ว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง ส่วนใหญ่จะมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ความดันโลหิตต่ํา มีภาวะหนาวสั่น และคลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น ซึ่งภาวะหนาวสั่นมีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะอุณหภูมิกายต่ํา ทําให้ร่างกายต้องการออกซิเจนเพิ่มขึํน อาจทําให้เกิดภาวะกล้ามเนืํอหัวใจขาดเลือด เฉียบพลัน และเพิ่มอัตราการติดเชืํอที่แผลผ่าตัดอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้การให้ความอบอุ่น ได้แก่1) การป้องกันการ สูญเสียความร้อนออกจากร่างกาย โดยใช้ผ้าห่มสําลีผ้าห่มสะท้อนแสงและ 2) การเพิ่มความร้อนให้แก่ร่างกาย โดยใช้ เครื่องให้ความอบอุ่นด้วยแรงลมแผ่นนําความร้อนรองใต้ลําตัว ที่นอนนํําอุ่นหมุนวน และเครื่องให้ความอบอุ่นโดยการ แผ่รังสีซึ่งพบว่าการเพิ่มความร้อนให้แก่ร่างกายเพื่อลดการเกิดอุณหภูมิกายต่ําได้ดีกว่าการป้องกันการสูญเสียความร้อน ออกจากร่างกาย และยังพบว่าเครื่องให้ความอบอุ่นด้วยแรงลมมีอุบัติการณ์เกิดผิวหนังไหม้จากความร้อนน้อยมากมีความสอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติของสถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการแพทย์ของอังกฤษ (NICE) ในการป้องกันอุณหภูมิกายต่ําระหว่างผ่าตัดแนะนําให้ใช้เครื่องให้ความอบอุ่นด้วยแรงลมร่วมกับการใช้เครื่องอุ่นสาย นํําเกลือ การให้บริการห้องผ่าตัด มีจํานวน 8 ห้อง ห้องพักฟื้น 6 เตียง แต่มีเครื่องให้ความอบอุ่นด้วยแรงลม (WARMER) เพียงจํานวน 1 เครื่อง ใช้กับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดด้วยวิธีดมยาสลบเท่านัํน แต่ในหญิงตัํงครรภ์ที่มารับ การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องส่วนมากจะระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง ซึ่งวิสัญญีแพทย์จะใช้ยา มอร์ฟีนผสมกับยาชาฉีดเข้าไปในช่องไขสันหลังเพื่อป้องกันปวดแผลหลังผ่าตัดและหากมีภาวะหนาวสั่นจะให้ยา Pethidine ฉีดทางหลอดเลือดดํา ซึ่งการได้รับยานาโคติก (Narcotic) ร่วมทัํง 2 ตัว จะเสริมฤทธิ์ทําให้มีโอกาสกดการ หายใจ ทําให้หายใจช้าลง จนเกิดออกซิเจนในร่างกายต่ํา ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ในบทบาทของวิสัญญีพยาบาลจะให้ความอบอุ่นด้วยการห่มผ้าและสารนํําที่อุ่นและให้ออกซิเจน 2-3 ลิตร/นาทีดังนัํนจึงทําให้ผู้วิจัยได้ค้นคิดประดิษฐ์นวัตกรรมและศึกษาผลการใช้MISS WARMER ในหญิงตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องหลังให้ยาระงับ ความรู้สึกโดยฉีดยาชาเข้าช่องไขสันในระหว่างการผ่าตัดและระยะพักฟื้นเพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดภาวะหนาวสั่น ป้องกันความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึํน วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อ 1. ศึกษาสถานการณ์และปัญหาการเกิดภาวะหนาวสั่นในหญิงตัํงครรภ์ที่ได้รับยาระงับความรู้สึกโดยการฉีดยาเข้าไขสัน หลัง 2. คิดค้นประดิษฐ์นวัตกรรม MISS WARMER 3. นํานวัตกรรม MISS WARMER ไปทดลองใช้4. ศึกษาผลการใช้MISS WARMERต่อการเกิดอาการหนาวสั่นในหญิงตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องโดย การระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง


18 วิธีการศึกษา เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ผู้วิจัยได้ดําเนินการ มี4 ระยะ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ บุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานในกลุ่มงานวิสัญญี(ระยะที่1, 3 และ 4) และหญิง ตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องแบบกําหนดล่วงหน้าและได้รับการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง (ระยะที่4) ในโรงพยาบาลพะเยา กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานในกลุ่มงานวิสัญญีประกอบด้วย วิสัญญีแพทย์จํานวน 5 คน วิสัญญีพยาบาล จํานวน 15 คน และทบทวนเวชระเบียนหญิงตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัดคลอดทางหน้า ท้องแบบกําหนดล่วงหน้า โดยการระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังและมีภาวะหนาวสั่นภายใน 1 ชั่วโมงหลังผ่าตัด จํานวน 10 ราย (ระยะที่1) บุคลากรในกลุ่มงานวิสัญญีจํานวน 11 คน (ระยะที่3 และ 4) และ หญิงตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องแบบกําหนดล่วงหน้าและได้รับการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง จํานวน 64 ราย (ระยะที่4) แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จํานวน 32 ราย (กลุ่มใช้นวัตกรรม MISS WARMER) และกลุ่มเปรียบเทียบ จํานวน 32 ราย (กลุ่มที่ให้ความอบอุ่นตามมาตรฐานเดิม) และบุคลากรทางการแพทย์ในห้องผ่าตัด จํานวน 30 ราย การดําเนินการวิจัย มี4 ระยะ มีดังนีํระยะที่1 ศึกษาสถานการณ์และปัญหา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และรวบรวมข้อมูลจากการ ทํา Focus group และสัมภาษณ์เชิงลึก และทบทวนเวชระเบียนเพื่อค้นหาปัญหาและสรุปประเด็นในการวางแผน พัฒนา ระยะที่2 คิดค้นประดิษฐ์นวัตกรรม MISS WARMER โดยใช้แนวคิดเชิงนวัตกรรม (Innovative Thinking) เป็นการคิด เชิงออกแบบ (Design Thinking) ได้ดําเนินการพัฒนาและแก้ไขปรับปรุง (PDCA) จํานวน 2 รอบ ในการสร้าง นวัตกรรมให้เป็นรูปธรรมและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ระยะที่3 นํานวัตกรรม MISS WARMER ไปทดลองใช้ในคนปกติเพื่อประเมินเครื่อง MISS WARMER ว่ามีประสิทธิภาพ ความเหมาะสม ไม่มีภาวะแทรกซ้อนและมีความปลอดภัยต่อผู้ทดลองใช้ซึ่งผู้วิจัยได้ดําเนินการพัฒนา และแก้ไขปรับปรุง (PDCA) จํานวน 2 รอบ ระยะที่4 ศึกษาผลการใช้ MISS WARMER เพื่อวัดผลการใช้MISS WARMER ในหญิงตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัด คลอดทางหน้าท้องโดยการระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง โดยนําข้อมูลที่ได้จากระยะ 1 มาจัดทํา และพัฒนาคู่มือแนวปฏิบัติการพยาบาลในการใช้นวัตกรรม MISS WARMER และแบบวัดทางคลินิก และ ความพึง พอใจต่อการใช้นวัตกรรม วิเคราะห์ข้อมูล โดยการแจกแจงความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test, logistic regression และ content analysis ผลการศึกษา พบว่า 1. WARMER มีจํานวน 1 เครื่องไม่เพียงพอต่อการใช้งาน หญิงตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องจะ มีภาวะหนาวสั่นในห้องผ่าตัดหรือห้องพักฟื้น ผู้ป่วยไม่สุขสบายจากการเกิดอาการหนาวสั่น ใช้ยา Pethidine ในการ รักษาอาการหนาวสั่นทําให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน และได้รับยา Narcotic ทัํงสองตัวร่วมกันก็จะเสริมฤทธิ์กันมีโอกาส เกิดการกดการหายใจ ทําให้หายใจช้าลงจนเกิดออกซิเจนในร่างกายต่ํา ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตได้2. ได้นวัตกรรม MISS WARMER เป็นการทํางานของขดลวดความร้อนโดยมีระบบควบคุมอุณหภูมิและเครื่อง เป่าลมร้อนสามารถปรับระดับได้หลายระดับ (version 1 และ 2)


19 Version Version 2 3. การทดลองใช้นวัตกรรม MISS WARMER ในคนทั่วไป จํานวน 11 ราย พบว่า MISS WARMER จะพ่นลม อุ่นที่อุณหภูมิ37-40.5º C และไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ แต่เนื่องจากรูปทรงของ MISS WARMER ไม่สวยงาม เทอะทะ ปรับแก้ไข (version 3) แล้วนําไปทดลองใช้ยังพบว่า MISS WARMER เป่าลมอุ่นออกมาใส่ผ้าห่มที่คลุมเต็ม ตัวไม่พองท่าที่ควร จึงได้ปรับแก้ไข (version 4) และนําไปทดลองใช้อีกครัํง พบว่า MISS WARMER เป่าลมอุ่นออกมา ใส่ผ้าห่มที่คลุมเต็มตัวได้พองแรง เต็มผืนไม่มีภาวะแทรกซ้อน มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง (Version 3) (Version 4) 4) ผลการใช้MISS WARMER ในหญิงตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องโดยการระงับความรู้สึก ด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง พบว่า การใช้นวัตกรรม MISS WARMER สามารถป้องกันการเกิดภาวะหนาวสั่น ได้ร้อยละ 96.88 (OR 0.06 95% CI 0.01, 0.51; p-value = 0.01) ความพึงพอใจของหญิงตัํงใช้ครรภ์ที่ใช้นวัตกรรม MISS WARMER อยู่ในระดับมากที่สุด ร้อยละ 90.63 และบุคลากรทางการแพทย์ในห้องผ่าตัดที่นํา นวัตกรรม MISS WARMER ไปใช้อยู่ในระดับมากที่สุด ร้อยละ 93.33 สรุปและข้อเสนอแนะ นวัตกรรม MISS WARMER สามารถนําไปใช้ป้องกันการเกิดภาวะหนาวสั่น ไม่มีภาวะแทรกซ้อน และมีประสิทธิภาพสูง ดังนัํนควรนําไปใช้ในหญิงตัํงครรภ์ที่มารับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องโดยการ ระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังทุกราย ข้อยกเว้นในรายที่มีข้อห้าม และควรนําไปศึกษาวิจัยในกลุ่ม ผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดโดยได้รับการให้ยาระงับความรู้สึกแบบทั่วร่างกาย


20 ผลการให้ความรู้รายบุคคลต่อการเสื่อมของไต ในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง จันทร์จิรา อาภัย ธนุธร วงศ์ธิดา โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์บทคัดย่อ การวิจัยนีํมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการให้ความรู้รายบุคคลต่อการเสื่อมของไต รวมทัํงการควบคุมระดับ นํําตาลในเลือด และค่าความดันโลหิต ในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง เป็นการศึกษาแบบเก็บข้อมูลย้อนหลัง จากเวชระเบียน ศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่อัตราการกรองของไต (glomerular filtration rate; GFR) ต่ํากว่า 90 ml/ min/ 1.73 m 2 มารับการรักษาที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกประกันสังคม โรงพยาบาลเชียงราย ประชานุเคราะห์ ในช่วง มกราคม 2564 – มิถุนายน 2565 โดยผู้ป่วยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่1) กลุ่มควบคุมเป็น ผู้ป่วยที่ได้รับการให้ความรู้แบบเดิมเก็บข้อมูลช่วง เดือน ม.ค.– ก.ย. 2564 และ 2) กลุ่มศึกษาผู้ป่วยจะได้รับการให้ความรู้รายบุคคลเก็บข้อมูลช่วง ต.ค. 2564 – มิ.ย. 2565 ผลการศึกษามีผู้ป่วยในการศึกษาทัํงหมด 193 ราย เป็นกลุ่มให้ความรู้แบบเดิม 73 ราย และกลุ่มให้ความรู้รายบุคคล 120 ราย ลักษณะทั่วไปของผู้ป่วยทัํง 2 กลุ่ม ที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ ได้แก่การได้รับยา simvastatin และค่า GFR ก่อนให้ความรู้ภายหลังการวิเคราะห์ถดถอยพหุตัวแปรด้วย regression analysis of repeated responses โดยปรับตัวแปร เพศ อายุการวินิจฉัย โรคร่วม ยาที่ได้รับและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการก่อน ให้ความรู้พบว่าการให้ความรู้รายบุคคลช่วยให้ค่า GFR เพิ่มขึํนเดือนละ 3.53 ml/ min/ 1.73 m 2 (p<0.001) ค่า นํําตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar; FBS) ลดลงเดือนละ 0.17 mg% (p=0.886) Blood Pressure Systolic ลดลงเดือนละ 0.47 mm.Hg. (p=0.251) และ Blood Pressure Diastolic ลดลงเดือนละ 0.59 mm.Hg. (p=0.037) สามารถสรุปได้ว่าการให้ความรู้รายบุคคลสามารถเพิ่มค่า GFR และลด Blood pressure diastolic ได้ดังนัํนควรให้ความรู้รายบุคคลในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีค่า GFR ต่ํากว่า 90 ml/ min/ 1.73 m 2 คําสําคัญ Diabetes Mellitus, Hypertension, glomerular filtration rate, การให้ความรู้รายบุคคล ความสําคัญของปัญหาการวิจัย ผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ร้อยละ 24.5 - 35.8 พบการเกิดไตวายเรืํอรังติดตามมา บุคลากร ทางการแพทย์ควรมีการเฝ้าระวังผู้ป่วยกลุ่มนีํมากขึํนเพื่อป้องกันการเสื่อมของไต ที่ผ่านมาผู้ป่วยไตวายเรืํอรังระยะ 4-5 ขึํนไป ห้องตรวจผู้ป่วยนอกประกันสังคมจะส่งพบแพทย์เฉพาะทาง แต่ยังมีผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่อัตรา การกรองของไต ( glomerular filtration rate; GFR) < 90 ml/ min/ 1.73 m 2 ที่ยังไม่ได้รับการเฝ้าระวังเพื่อ ป้องกันการเสื่อมของไตอย่างเหมาะสม การให้คําแนะนําผู้ป่วยใช้วิธีการบอกกล่าวว่า “ไตเริ่มทํางานได้ไม่ดีแล้วนะ ให้ลดอาหารหวาน ลดอาหารเค็ม และมาตรวจตามนัดสม่ําเสมอ” และแจกแผ่นพับให้ผู้ป่วยกลับไปอ่าน ตัํงแต่เดือน ตุลาคม 2564 พยาบาลหน้าห้องตรวจได้ปรับวิธีการให้ความรู้เป็นรายบุคคลเพื่อจะได้ให้ข้อมูลที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย โดยเปิดให้ดูค่าผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของผู้ป่วยรายนัํนๆ เพื่อให้ผู้ป่วยทราบว่าค่าอัตราการกรองของไต ตนมีค่าเท่าไหร่ขณะนีํไตเสื่อมระยะใด จากนัํนให้คําแนะนําผู้ป่วยในเรื่อง ภาวะไตเสื่อม สาเหตุการเกิดไตเสื่อม การ ป้องกันไตเสื่อม การดูแลตนเอง การเลือกบริโภคอาหาร การออกกําลังกาย การรักษาโรคไตเรืํอรัง และแจกแผ่นพับ เมื่อนัดหมาย 3 และ 6 เดือน พยาบาลจะเปิดให้ดูค่าผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อให้ผู้ป่วยทราบว่าค่าอัตราการ กรองของไตตนมีค่าเท่าไหร่เพิ่มหรือลดจากเดิมหรือไม่กรณีค่าไตคงที่หรือเพิ่มสูงขึํนพยาบาลชมเชยและให้กําลังใจให้ปฏิบัติตามคําแนะนําต่อไป กรณีค่าไตลดต่ําลงพยาบาลจะทวนซํําถึงการปฏิบัติตัวที่ได้ให้คําแนะนําไปในครัํงก่อน วัตถุประสงค์การศึกษา


21 1. เพื่อศึกษาผลของการให้ความรู้รายบุคคลต่อการเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง 2. เพื่อศึกษาผลของการให้ความรู้รายบุคคลต่อการควบคุมนํําตาลในเลือดและความดันโลหิต วิธีการศึกษา รูปแบบการศึกษา Retrospective observational study การกําหนดขนาดตัวอย่างและวิธีคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ผู้ป่วยในการศึกษาเป็นผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่อัตราการกรองของไต (GFR) ต่ํากว่า 90 ml/ min/ 1.73 m 2 มารับการรักษาที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกประกันสังคม โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในช่วง มกราคม 2564 – มิถุนายน 2565 คํานวณขนาดตัวอย่างโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปใช้สูตร Estimated sample size for two-sample comparison of means กําหนดค่า alpha 0.05, power 0.8, ratio of sample size 1.45 ต้องใช้ผู้ป่วยกลุ่ม ควบคุมซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการให้ความรู้แบบเดิมเก็บข้อมูลช่วง เดือน ม.ค.– ก.ย. 2564 อย่างน้อยจํานวน 83 ราย และ กลุ่มศึกษาซึ่งผู้ป่วยจะได้รับการให้ความรู้รายบุคคลเก็บข้อมูลช่วง ต.ค. 2564 – มิ.ย. 2565 อย่างน้อยจํานวน 121 ราย วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล/ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป และสถิติที่ใช้ได้แก่1. ใช้สถิติเชิงพรรณนาโดยข้อมูลแจงนับใช้ความถี่และร้อยละ ข้อมูลต่อเนื่องที่แจกแจงแบบปกติ(normal distribution) ใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Mean ± SD) ข้อมูลต่อเนื่อง ที่แจกแจงไม่ปกติใช้ค่ามัธยฐาน และเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่25 และ 75 (Median & Interquartile range) 2. ใช้สถิติเปรียบเทียบลักษณะข้อมูลพืํนฐาน; ข้อมูลต่อเนื่องที่แจกแจงแบบปกติใช้Student t-test ข้อมูล ต่อเนื่องที่แจกแจงไม่ปกติใช้Wilcoxon’s rank sum test ส่วนข้อมูลบอกลักษณะใช้Exact probability test กําหนดนัยสําคัญที่p<0.05 3. การวิเคราะห์ถดถอยพหุตัวแปร (Multivariable analysis) ตัวแปรตามมีลักษณะวัดซํําใช้สถิติregression analysis of repeated responses กําหนดค่าความมีนัยสําคัญทางสถิติที่p-value < 0.05 ผลการศึกษา ผู้ป่วยในการศึกษาทัํงหมด 193 รายเป็นกลุ่มให้ความรู้แบบเดิม 73 ราย และกลุ่มให้ความรู้รายบุคคล 120 ราย ลักษณะของผู้ป่วยทัํง 2 กลุ่ม ที่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ ได้แก่การได้รับยา simvastatin และค่า GFR ก่อนให้ความรู้ภายหลังการวิเคราะห์regression analysis of repeated responses โดยปรับตัวแปร เพศ อายุการ วินิจฉัย โรคร่วม ยาที่ได้รับและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการก่อนให้ความรู้พบว่าการให้ความรู้ราย บุคคลช่วยให้ค่า GFR เพิ่มขึํนเดือนละ 3.53 ml/ min/ 1.73 m 2 (p<0.001) FBS ลดลงเดือนละ 0.17 mg% (p=0.886) BP systolic ลดลงเดือนละ 0.47 mm.Hg. (p=0.251) และ BP diastolic ลดลงเดือนละ 0.59 mm.Hg. (p=0.037) ดังตาราง ผลการให้ความรู้coefficient 95% CI p-value GFR (ml/ min/ 1.73 m 2 ) 3.53 3.03, 4.03 <0.001 Fasting blood sugar (mg%) -0.17 -2.46, 2.13 0.886 Blood pressure systolic (mm.Hg.) -0.47 -1.26, 0.33 0.251 Blood pressure diastolic (mm.Hg.) -0.59 -1.14, 0.04 0.037


22 รูปภาพแสดงการเปลี่ยนแปลงของ GFR ที่3 และ 6 เดือน ของกลุ่มให้ความรู้แบบเดิม และกลุ่มให้ความรู้รายบุคคล อภิปรายผล การให้ความรู้รายบุคคลช่วยให้ค่า GFR เพิ่มขึํน อาจเนื่องมาจากการให้ความรู้รายบุคคลตามแนวทางที่ผู้วิจัยได้ดําเนินการนัํน ทําให้ผู้ป่วยได้รับทราบค่าผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของตนและเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง รวมทัํงการได้รับการเน้นยํําการให้ความรู้อย่างสม่ําเสมอทําให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามคําแนะนําและดูแลตนเองดีขึํน สอดคล้องกับการศึกษาของกิเริ่น โซนี่และคณะที่พบว่าการช่วยเหลือสนับสนุนให้ผู้ป่วยเบาหวานดูแลตนเองเป็น รายบุคคลมีแนวโน้มที่ระดับนํําตาลสะสมจะลดลงได้มากกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนรายกลุ่ม และ การศึกษาของ JoAnn Sperl-Hillen และคณะที่พบว่าในผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับนํําตาลไม่ได้(HbA1C ≥7%) การให้ความรู้รายบุคคลจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการให้ความรู้แบบกลุ่ม หรือการดูแลแบบ usual care สรุปและข้อเสนอแนะ การให้ความรู้รายบุคคลสามารถเพิ่มค่า GFR และลด Blood pressure diastolic ได้ควรให้ความรู้รายบุคคล ในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่มีค่า GFR ต่ํากว่า 90 ml/ min/ 1.73 m 2


23 ผลการพัฒนาแนวปฏิบัติในการป้องกันการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ํา ในผู้ป่วยหลังระงับความรู้สึกและผ่าตัดไทรอยด์อรุณีย์ไชยชมภูพย.ม. (1) เอกราช บุญเสือ พ.บ. (2) (1)กลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญี (2)กลุ่มงานวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์บทคัดยอ่การศึกษานีํมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการใส่ท่อช่วยหายใจซํํา ภาวะหายใจลําบาก ทางเดินหายใจส่วนบน อุดกัํน และระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลอืดต่ํา หลงัระงับความรู้สกึและผ่าตัดไทรอยด์ระหว่างกลมุ่ ให้การพยาบาลตาม มาตรฐาน และกลุ่มใช้แนวปฏิบัติในการป้องกันการใส่ท่อช่วยหายใจซํํา ในผู้ป่วยหลังระงับความรู้สึกและผ่าตัดไทรอยด์การศึกษา ObservationalResearch with AnalyticalStudyในผู้ป่วยที่เข้ารบัการผ่าตัดไทรอยด์โรงพยาบาลเชียงรายประชา นุเคราะห์ในปี2559 –เมษายน 2566 รวบรวมขอ้มูลจากโปรแกรมเวชระเบียนผู้ป่วยกลุ่มให้การพยาบาลตามมาตรฐานในปี2559-2561 จํานวน 470 รายและกลุ่มใช้แนวปฏิบัติในการป้องกันการใสท่ ่อช่วยหายใจซํําในผู้ป่วยหลังระงบัความรู้สึกและ ผ่าตัดไทรอยด์ปี2562- เมษายน 2566 จํานวน 729 รายวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติจํานวน ร้อยละค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน Independent t-test,Exact probabilitytestและ multivaliablelogisticregression ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มให้การพยาบาลตามมาตรฐาน และกลุ่มใช้แนวปฏิบัติในการป้องกันการใส่ท่อช่วยหายใจซํํา ในผู้ป่วยหลังระงับความรู้สึกและผ่าตัดไทรอยด์เกิดการใส่ท่อช่วยหายใจซํํา 1.07% vs 0.14% (p=0.037) ภาวะหายใจ ลําบาก 1.49% vs 0.14% (p=0.007) ทางเดินหายใจส่วนบนอุดกัํน 0.85% vs 0% (p=0.023)และระดับความอิ่มตัวของ ออกซิเจนในเลือดต่ํา 0.64% vs 0% (p=0.060) เมื่อปรับความแตกต่างของทัํงสองกลุ่มให้เหมือนกันทางสถิติพบว่าการใช้แนวปฏิบัติในการป้องกันการใสท่ ่อช่วยหายใจซํําในผู้ป่วยหลังระงับความรู้สึกและผ่าตัดไทรอยด์ลดโอกาสเกิดการใส่ท่อช่วย หายใจซํํา 3.09% (95% CI -0.05430, -0.00787, p=0.009) ลดโอกาสเกิดภาวะหายใจลําบาก 4.60% (95% CI -0.07122, -0.02088, p< 0.001)ลดโอกาสเกิดทางเดินหายใจส่วนบนอุดกัํน 3.44% (95% CI-0.05492, - 0.01383, p=0.001) และลดโอกาสเกิดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดต่ํา 2.04% (95% CI -0.03516, - 0.00578, p=0.006)แนวปฏิบตัิในการป้องกันการใสท่ ่อช่วยหายใจซํํา ในผปู้ ่วยหลังระงับความรู้สกึและผา่ตัดไทรอยด์ช่วย ลดโอกาสเกิดการใส่ท่อช่วยหายใจซํําและภาวะแทรกซ้อนระบบทางเดินหายใจควรขยายผลโดยปรับให้เหมาะสมกับการ ป้องกันการใส่ท่อช่วยหายใจซํําสําหรับการผ่าตัดอื่น ๆ ต่อไป คําสําคัญ: แนวปฏิบัติ, การใส่ท่อช่วยหายใจซํํา, ผ่าตัดไทรอยด์


24 ความสําคัญของปัญหาวิจัย การใส่ท่อช่วยหายใจซํําในผู้ป่วยหลังระงับความรู้สึกและผ่าตัดไทรอยด์คือ การใส่ท่อช่วยหายใจซํํากลับเข้าไป ใหม่ภายหลังถอดท่อช่วยใจทันทีในห้องผ่าตัด หรือในห้องพักฟื้น สาเหตุเกิดจากปัจจัยด้านผู้ป่วย เช่น ภาวะชัก ด้าน วิสัญญีเช่น การค้างของฤทธิ์ยาระงับความรู้สึก และด้านการผ่าตัด เช่น การเกิด Hematoma, Tracheomalacia, Laryngeal edema และ Bilateral Recurrent Laryngeal Nerve Injury (RLN) injury ซึ่งภาวะเหล่านีํทําให้เกิด ทางเดินหายใจอุดกัํน หายใจลําบาก หายใจมีเสียง stridor และความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดต่ํา หลังถอดท่อช่วย หายใจทันทีมีความเสี่ยงสูง และอันตรายถึงชีวิตได้ต้องช่วยหายใจด้วยการใส่ท่อช่วยหายใจซํํา ซึ่งการใส่ท่อช่วย หายใจซํํา เป็นหนึ่งในตัวชีํวัดคุณภาพของการพยาบาลวิสัญญีโดยเมื่อเสร็จสิํนการผ่าตัด วิสัญญีพยาบาลจะทําการ ประเมินความพร้อมในการถอดท่อช่วยหายใจ ก่อนตัดสินใจถอดท่อช่วยหายใจให้ผู้ป่วย ที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ป่วยส่วน หนึ่งที่ต้องกลับมาใส่ท่อช่วยหายใจซํําทันทีในห้องผ่าตัด และในห้องพักฟื้น ได้มีการพัฒนาคุณภาพ ในการป้องกัน การใส่ท่อช่วยหายใจซํํา ด้วยการทํา MM Conference, Rout cause analysis สร้างข้อตกลงในการปฏิบัติเพื่อป้องกัน การใส่ท่อช่วยหายใจซํํา กําหนด Extubation score กําหนดขนาดก้อนไทรอยด์ที่ห้ามถอดท่อช่วยหายใจ รวมถึงจัด ประชุมทบทวนการประเมินความพร้อมก่อนถอดท่อช่วยหายใจอย่างต่อเนื่อง ทุก ๆ ปีแต่ยังพบการใส่ท่อช่วยหายใจซํํา และพบในการผ่าตัดไทรอยด์มากเป็นอันดับสอง ผู้ศึกษาได้ทําการสืบค้นงานวิจัยที่เกี่ยวกับการป้องกันการใส่ท่อช่วย หายใจซํําในผู้ป่วยผ่าตัดไทรอยด์และนํามาพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติในการป้องกันการใส่ท่อช่วยหายใจซํําในผู้ป่วยหลัง ระงับความรู้สึกและผ่าตัดไทรอยด์ขึํน โดยมีสาระสําคัญ คือ การประเมินสาเหตุและปัจจัยเสี่ยง วิธีการประเมินทาง คลินิก การสื่อสารกับทีมสหสาขาวิชาชีพ การตัดสินใจถอดท่อช่วยหายใจ และการพยาบาลภายหลังถอดท่อช่วยหายใจ โดยประกาศใช้ในวันที่12 มกราคม 2562 เป็นต้นมา วัตถุประสงคก์ารศึกษา เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการใส่ท่อช่วยหายใจซํํา ภาวะหายใจลําบาก ทางเดินหายใจส่วนบนอุดกัํน และระดับ ความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดต่ํา ภายหลังระงับความรู้สึกและผ่าตัดไทรอยด์ระหว่างกลุ่มให้การพยาบาลตาม มาตรฐาน และกลุ่มใช้แนวปฏิบัติในการป้องกันการใส่ท่อช่วยหายใจซํํา ในผู้ป่วยหลังระงับความรู้สึกและผ่าตัดไทรอยด์วิธีการศึกษา ทําการศึกษา Observational Research with Analytical Study ในผู้ปว่ยที่เข้ารับการผ่าตัดไทรอยด์โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ปี2559 – เมษายน 2566 โดยคัดผู้ป่วยที่on ET-tube มาก่อน และผู้ป่วยที่ข้อมูลไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ออกจากการศึกษา กําหนดขนาดตัวอย่างจากสถิติการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังระงับ ความรู้สึกในผู้ป่วยผ่าตัดไทรอยด์ปี 2559-2561 ทีละตัวแปร และเลือกใช้ตัวแปรการเกิดภาวะหายใจลําบาก 1.49% คาดว่ากลุ่มใช้แนวปฏิบัติฯ จะลดลงเหลือ 0.0001 กําหนด alpha error 0.05, power 80%, one-sided test, ratio 1:2 ได้กลุ่มให้การพยาบาลตามมาตรฐาน 437 ราย และกลุ่มใช้แนวปฏิบัติฯ 874 ราย รวบรวมข้อมูล จากโปรแกรมเวชระเบียนผู้ป่วย กลุ่มให้การพยาบาลตามมาตรฐานปี2559-2561 จํานวน 470 ราย และกลุ่มใช้แนว ปฏิบัติฯ ตัํงแต่12 มกราคม 2562- เมษายน 2566 จํานวน 729 ราย การศึกษานีํได้ผา่นการพจิารณาจาก คณะกรรมการจริยธรรมวิจัยในมนุษย์โรงพยาบาลเชยีงรายประชานเุคราะห์วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ร้อย ละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน independent t-test, Exact probability test และ multivaliable logistic regression


25 ผลการศึกษา กลุ่มให้การพยาบาลมาตรฐานจํานวน 470 ราย และกลุ่มใช้แนวปฏิบัตฯิจํานวน 729 ราย ผู้ป่วยทัํงสองกลุ่ม ไม่มีความแตกต่างกันในลักษณะของเพศ อายุดัชนีมวลกาย โรคประจําตัว ASA Class การผ่าตัด Volatile gas ยา Muscle relaxant ยา Narcotic และระยะเวลาในการระงับความรู้สึก ส่วนปริมาณเลือดที่สูญเสียระหว่างการผ่าตัด และปริมาณสารนํําที่ได้รับระหว่างผ่าตัดนัํนแตกต่างกัน หลังระงับความรู้สึกและผ่าตัดทัํงสองกลุ่มพบการใส่ท่อช่วย หายใจซํํา 1.07% vs 0.14% (p=0.037) ภาวะหายใจลําบาก 1.49% vs 0.14% (p=0.007) ทางเดินหายใจ ส่วนบนอุดกัํน 0.85% vs 0% (p=0.023) และความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดต่ํา 0.64% vs 0% (p=0.060) เมื่อปรับความแตกต่างของ เพศ อายุโรคประจําตัว ASA Class การผ่าตัด Volatile gas ยา Muscle relaxant ยา Narcotic ระยะเวลาในการระงับความรู้สึก ปริมาณเลือดที่สูญเสียระหว่าง การผ่าตัด และปริมาณสารนํําที่ได้รับ ระหว่างผ่าตัด ของทัํงสองกลุ่มให้มีความเท่าเทียมกันทางสถิติพบว่ากลุ่มใช้แนวปฏิบัติฯ ลดโอกาสเกิดการใส่ท่อช่วย หายใจซํํา 3.09% (95% CI -0.05430, -0.00787, p=0.009) ลดโอกาสเกิดภาวะหายใจลําบาก 4.60% (95% CI -0.07122, -0.02088, p< 0.001) ลดโอกาสเกิดทางเดินหายใจส่วนบนอุดกัํน 3.44% (95% CI-0.05492, -0.01383, p=0.001) และลดโอกาสเกิดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดต่ํา 2.04% (95% CI -0.03516, -0.00578, p=0.006) อภิปรายผล แนวปฏิบัติในการป้องกันการใส่ท่อช่วยหายใจซํําในผู้ป่วยหลังระงับความรู้สึกและผ่าตัดไทรอยด์ช่วยลดโอกาส เกิดการใส่ท่อช่วยหายใจซํํา และภาวะแทรกซ้อนระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ภาวะหายใจลําบาก ทางเดินหายใจ ส่วนบนอุดกัํน และระดับความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดต่ําได้แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการพัฒนาวิธีการในการป้องกัน การใส่ท่อช่วยหายใจซํํามาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ครอบคลุมสาเหตุปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องกลับมาใส่ท่อช่วยหายใจซํํา ทันทีภายหลังถอดท่อช่วยหายใจ ตลอดจนการปฏิบัติของวิสัญญีพยาบาลในการประเมินความพร้อมก่อนถอดท่อช่วย หายใจมีความหลากหลาย ซึ่งการศึกษาในครัํงนีํได้จัดทําแนวปฏิบัติในการป้องกันการใส่ท่อช่วยหายใจซํํา ในผู้ป่วยหลัง ระงับความรู้สึกและผ่าตัดไทรอยด์ที่มีวิธีปฏิบัติในการประเมินทางคลินิก ที่ชัดเจน ครอบคลุมสาเหตุและปัจจัยที่จะ ส่งผลต่อการใส่ท่อช่วยหายใจซํําทันทีได้แก่ภาวะ Hematoma, Tracheomalacia, laryngeal edema , Bilateral RLN injury ประสิทธิภาพการทํางานของกล้ามเนืํอ ประสิทธิภาพการหายใจ ระดับความรู้สึกตัว การไอ และการกลับ มาของ gaging reflexes มีการสื่อสารกับทีมสหสาขาวิชาชีพ การตัดสินใจถอดท่อช่วยหายใจ และการพยาบาล ภายหลังถอดท่อช่วยหายใจ วิสัญญีพยาบาลปฏิบัติตามไดง้่าย ส่งผลให้ประสิทธิภาพการป้องกันการใส่ท่อช่วยหายใจซํํา ดีขึํน ควรขยายผลโดยปรับให้เหมาะสมกับการป้องกันการใส่ท่อช่วยหายใจซํําสําหรับการผ่าตัดอื่น ๆ ต่อไป แม้น ภายหลังใช้แนวปฏิบัติฯ ยังพบการใส่ท่อช่วยหายใจซํําหลังผ่าตัดไทรอยด์1 ราย นั่นเป็นเพราะวิสัญญีพยาบาลน้องใหม่มีประสบการณ์น้อยในการประเมินการหลงเหลืออยู่ของฤทธิ์ยาระงับความรู้สึก ได้มีการให้กําลังใจ ทบทวนการประเมิน ความพร้อมในการถอดท่อช่วยหายใจ และจัดให้มีพี่เลีํยงคอยดูแล สรุปและข้อเสนอแนะ แนวปฏิบัติในการป้องกันการใส่ท่อช่วยหายใจซํํา ในผู้ป่วยหลังระงับความรู้สึกและผ่าตัดไทรอยด์ช่วยลดโอกาสเกิด การใส่ท่อช่วยหายใจซํําและภาวะแทรกซ้อนระบบทางเดินหายใจควรขยายผลโดยปรับให้เหมาะสมกับการป้องกันการใส่ท่อช่วยหายใจซํําสําหรับการผ่าตัดอื่น ๆ ต่อไป การศึกษาครัํงต่อไป ควรศึกษาไปข้างหน้าโดยเก็บข้อมูลขนาดของก้อนไทรอยด์รวมถึงประสบการณ์ของ วิสัญญีพยาบาลในการประเมินความพร้อมผู้ป่วยก่อนถอดท่อช่วยหายใจซึ่งจะช่วยให้งานวิจัยสมบูรณ์ยิ่งขึํน


26 การพัฒนาเครือข่าย Telemedicine ในพื้นที่ห่างไกล โรงพยาบาลแพร่นายณรงค์ศักดิ์สุธรรม พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ กลุ่มงานการพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลแพร่สรุปผลงานโดยย่อ : การพัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิเกิดการผลักดันการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขสู่ยุคดิจิทัลเป็นระบบที่เอาชนะอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์จากสถานที่ห่างไกลให้ประชากร กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงบริการสุขภาพแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพิ่มผลลัพธ์ในการรักษาโรคให้เพิ่มขึํน คําสําคัญ : พืํนที่ห่างไกล, สหวิชาชีพ, Telemedicine, NCDs ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : ระบบการให้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับผู้รับบริการที่มากขึํน ให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงแต่ก็ยังมีประชาชนบางกลุ่มที่มีข้อจํากัดในการเข้าถึงระบบสุขภาพนั่นคือ ผู้อาศัยในพืํนที่ห่างไกล จากการสํารวจข้อมูลในจังหวัดแพร่มีหลายครอบครัวที่อาศัยอยู่พืํนที่ห่างไกล ได้แก่ชุมชนบ้านนาคูหา ชุมชน บ้านนํํากลาย ชุมชนบ้านแม่ลัวและชุมชนบ้านนาตอง การออกหน่วยให้บริการที่รพ.สต.ในแต่ละครัํงแพทย์และทีมสห วิชาชีพต้องใช้เวลาในการเดินทางไปกลับค่อนข้างนานและลําบากในการเข้าพืํนที่ในแต่ละพืํนที่เนื่องจากเป็นพืํนที่ราบ สูงประกอบด้วยปัญหาการแพร่ระบาดเชืํอไวรัสโควิด19 ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งทําให้ผู้ป่วยไม่ได้รับการบริการเกิดการดูแล รักษาผู้ป่วยในพืํนที่ไม่ต่อเนื่อง ถึงแม้จะได้รับการดูแลเบืํองต้นโดยพยาบาลประจํารพ.สต.ในพืํนที่นัํนแต่จะไม่ได้รับการ ตรวจร่างกายและการดูแลด้วยแพทย์โดยตรงจะใช้ระบบแบบ Consult กับแพทย์แทนเกิดผลกระทบทําให้ผู้ป่วยไม่ได้พบเจอแพทย์อย่างที่ควรจะเป็น เกิดความเหลื่อมลํําส่งผลต่อความตระหนักในการดูแลสุขภาพค่อนข้างสูง บางราย ละเลยการดูแลสุขภาพตนเองเกิดการป่วยซํําต้องมารับการรักษาในโรงพยาบาล ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่สําคัญที่ควร จะได้รับการแก้ไขจึงอยากจะพัฒนาระบบวิธีการดูแลผู้ป่วยแบบไร้รอยต่อให้ได้พบแพทย์เจ้าของไข้อย่างที่ควรจะเป็น โดยใช้แนวคิดในการประยุกต์ใช้ระบบ Telemedicine อุปกรณ์ที่ทันสมัยและพัฒนาเครือข่ายการให้บริการแพทย์พืํนที่ห่างไกลในชุมชนให้เข้าถึงการรับบริการแก่ประชาชนทุกระดับตามสิทธิที่พึงจะได้รับ เป้าหมาย (Purpose) : 1.เพื่อพัฒนาเครือข่ายการให้บริการระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) สาธารณสุขในชุมชน 4 รพ.สต.พืํนที่ห่างไกลให้กลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรืํอรัง (NCDs) 2.เพื่อให้ประชาชนในกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรืํอรัง (NCDs) เข้าถึงการให้บริการอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง กิจกรรมการพัฒนา (Process): ใช้แนวคิดในการประยุกต์ใช้ระบบการให้บริการสุขภาพทางไกล Telehealth สามารถที่จะลดความเหลื่อมลํํา เพิ่มการเข้าถึงการบริการทางสุขภาพของประชาชนในพืํนที่ห่างไกลจังหวัดแพร่อย่างทั่วถึงมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล 1.จัดตัํงคณะทํางานประกอบด้วย แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว พยาบาลวิชาชีพกลุ่มงานพยาบาลชุมชน พยาบาลวิชาชีพงานเวชกรรรมสังคม โรงพยาบาลแพร่เจ้าหน้าที่นักนโยบายและแผนประจําสํานักงานสาธารณสุข จังหวัดแพร่นักวิชาการสาธารณสุขประจําสํานักงานสาธารณสุขอําเภอเมืองแพร่พยาบาลวิชาชีพและนักวิชาการ สาธารณสุขประจําพืํนที่ห่างไกล 4 รพ.สต.สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่2.ออกแบบระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) โรงพยาบาลแพร่รูปแบบ Business to Business ผ่านแอปหมอพร้อมมีรูปแบบกระบวนการให้บริการสาธารณสุข ประกอบด้วย การคัดกรองผู้ป่วยเข้าระบบ การ ประสานนัดหมาย การยืนยันตัวตน พบแพทย์ออนไลน์รับยาไปรษณีย์บันทึกข้อมูลและชดเชยบริการ


27 3.จัดเตรียมวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆในการให้บริการระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ทัํงในส่วนของ โรงพยาบาลแพร่และหน่วยบริการปลายทางประกอบด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์กล้องวิดิโอ เครื่องปริํนเตอร์iPad หรือ Smart Phone 4.จัดประชุมทีมเพื่อชีํแจงเป้าหมายระบบการทํางานและสื่อสารแนวทางแผนการดําเนินงานให้กับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน 5.เข้าพืํนที่สํารวจข้อมูลกลุ่มตัวอย่างและจัดทําทะเบียนประชากรกลุ่มเป้าหมาย คัดกรองผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ เรืํอรัง (NCDs) ในพืํนที่เข้าสู่ระบบ Telemedicine และประเมินเรื่องอาคารสถานที่ห้องตรวจต่างๆ อุปกรณ์Electronic ระบบสัญญาณอินเตอร์เน็ตและจําลองสถานการณ์จริงทดลองการใช้งาน Telemedicine ผ่านแอปหมอ พร้อมเพื่อความพร้อมในการให้บริการของสถานบริการพืํนที่ห่างไกล 4 รพ.สต. 6.จัดทําตารางการนัดหมายให้กับผู้ป่วยและแจ้งให้ทราบเพื่อเตรียมพร้อมเข้ารับบริการ Telemedicine 7.ให้บริการ Telemedicine ผ่านแอปหมอพร้อมตามตารางการออกตรวจในแต่ละพืํนที่รพ.สต. ในทุกวันจันทร์ช่วงเวลา 9.00 – 12.00 น. เพื่อประเมินให้การดูแลและวางแผนการรักษาผู้ป่วย ติดตามผลการดําเนินงาน พบว่า 1.การตรวจรักษาโดยแพทย์ประจําหน่วยบริการปฐมภูมิตามระยะเวลาที่กําหนดและมีช่องทางใช้ในการดูแล รักษาที่สะดวกรวดเร็วแบบ Real Time ผู้ป่วยมีความเชื่อมั่นในการให้บริการและตระหนักถึงประโยชน์ที่ตนเองได้รับ 2.Telemedicine เป็นระบบการให้บริการรูปแบบใหม่ที่ผู้รับบริการบางรายไม่เข้าใจในขัํนตอนหรือ กระบวนการให้บริการเนื่องจากการประชาสัมพันธ์ที่ยังไม่ทั่วถึงในชุมชนผู้ให้บริการจําเป็นต้องเข้าพืํนที่กระจายข้อมูล ข่าวสารเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้มากขึํน 3.โปรแกรม Telemedicine ผ่านแอปหมอพร้อม ยังเป็นรูปแบบการให้บริการแบบใหม่ในการติดตามดูแลการ รักษาฟื้นฟูผู้ป่วยที่ผู้ให้บริการยังไม่ชํานาญในการใช้งานอย่างท่องแท้การจัดอบรมเกี่ยวกับวิธีการใช้โปรแกรมหมอ พร้อมจะช่วยให้ผู้ให้บริการเข้าใจและมั่นใจในการใช้งาน 4.ผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรืํอรัง (NCDs) ที่มีการสั่งยาใหม่ที่จําเป็นต้องเบิกจ่ายยาที่โรงพยาบาลต้องมีการจัดส่ง ยาทางไปรษณีย์แต่พบว่าระบบการจัดส่งยาถึงบ้านโรงพยาบาลแพร่อยู่ในระหว่างการพัฒนา การจัดส่งยาจะให้ เจ้าหน้าที่ประจํารพ.สต.แต่ละแห่งนัํนเดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อรับยาหลังตรวจแล้วไปนําจ่ายให้กับผู้ป่วย 5.ระบบสัญญาณอินเตอร์เน็ตแสดงผลผ่านภาพและเสียงเกิดความไม่สเถียรและสัญญาณขาดหายเนื่องจาก ตัวรับสัญญาณอยู่ในพืํนที่ห่างไกลและสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนมีผลต่อการใช้งาน หน่วยบริการปลายทางควร Maintenance กล่องรับสัญญาณอินเตอร์เน็ตเพื่อให้ระบบการทํางานไม่ขัดข้องและควรมีระบบประเมินความพร้อมใช้ก่อนเริ่มให้บริการ Telemedicine 6.อุปกรณ์สนับสนุนการใช้งาน Telemedicine ได้แก่กล้องวิดิโอ ลําโพง ไมค์คอมพิวเตอร์หรือ Smart Phone ยังไม่มีความพร้อมใช้งานในแต่ละพืํนที่จําเป็นต้องจัดทําแผนบริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) จัดหาอุปกรณ์ที่จําเป็นในการใช้งานและพัฒนาปรับปรุงห้องตรวจในแต่ละพืํนที่ให้พร้อมใช้เหมาะสม


28 การประเมินผลการเปลี่ยนแปลง (Performance): การดําเนินงาน : ดําเนินการในไตรมาสที่2 (ม.ค. - มี.ค.) และไตรมาสที่3 (เม.ย. - มิ.ย.) ของปี2566 จํานวนผู้ป่วย โรคไม่ติดต่อเรืํอรัง (NCDs) กลุ่มตัวอย่างพืํนที่ห่างไกล 4 รพ.สต. ทัํงหมด 183 ราย ร้อยละของผู้ป่วยโรคติดต่อไม่เรื้อรังมารับบริการก่อนและหลังใช้ระบบ Telemedicine รพสต. ก่อนใช้ระบบ Telemedicine หลังใช้ระบบ Telemedicine 1. นาคูหา 2.73 8.74 2. น้ํากลาย 2.18 8.74 3. แม่ลัว 2.73 10.9 4. นาตอง 2.18 8.74 ร้อยละของความพึงพอใจการรับบริการใช้ระบบ Telemedicine รายละเอียด ร้อยละ 1. ขั้นตอนการให้บริการ 100 2. แพทย์100 3. เจ้าหน้าที่ให้บริการ 100 4. สถานที่98 5. คุณภาพการให้บริการ 98 6. ความพึงพอใจต่อภาพรวม 100 บทเรียนที่ได้รับ: 1.การพัฒนาปรับเปลี่ยนระบบขัํนตอนและกระบวนการทํางานที่เป็นเรื่องใหม่จําเป็นต้องสร้างความเข้าใจให้ตรงกัน ต้องมีการอบรมให้ความรู้กับผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องไปในทิศทางเดียวกันจะส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี2.ความร่วมมือของทีมที่เข้มแข็งเกิดการทํางานร่วมกันเป็น Teamwork เป็นแรงผลักดันสําคัญให้งานสําเร็จตาม เป้าหมายที่ตัํงไว้3.การใช้เทคโนโลยีสามารถช่วยให้การดําเนินงานที่รวดเร็ว ลดขัํนตอนการทํางานและสะดวกมากขึํนในการทํางานแต่จะต้องใช้ให้เหมาะสมกับงาน จํานวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ปีงบประมาณ 2566 กลุ่มตัวอย่าง ก่อนใช้บริการ รวม หลังใช้บริการ รวม รพสต. จํานวน ต.ค. 2565 พ.ย. 2565 ธ.ค. 2565 ม.ค. 2566 ก.พ. 2566 มี.ค. 2566 เม.ษ. 2566 พ.ค. 2566 มิ.ย. 2566 1.รพสต.นาคูหา 58 1 - - 2 1 1 5 6 4 6 16 2.รพ.สต.น้ํากลาย 42 1 - - - 2 1 4 6 10 5 16 3.รพสต.แม่ลัว 64 1 2 - 1 1 - 5 8 6 6 20 4.รพสต.นาตอง 29 - - 1 1 1 1 4 8 4 4 16 รวม 183 3 2 1 4 5 3 18 28 40 21 68


29 ผลของโมบายแอปพลิเคชันการให้ความรู้การปฏิบัติตัวในการให้ยาระงับความรู้สึกของผู้ป่วย ที่มารับ การผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ นางสาว วันทนา บุญคง กลุ่มงานการพยาบาลวิจัยและพัฒนาทางการพยาบาล บทคัดย่อ การวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อเปรียบเทียบความรู้ของผู้ป่วยใน การปฏิบัติตัวเมื่อให้ยาระงับความรู้สึกในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับก่อนและหลังการใช้โมบายแอปพลิชัน (Application ODS) 2. เพื่อลดอุติการณ์ไม่พึงประสงค์การงดหรือเลื่อนการผ่าตัด และการนอนโรงพยาบาล ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครัํงนีํผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดแบบ one day surgery ทุกประเภทที่ผ่านแผนก preadmit ของวิสัญญีวิทยา ในเวลาราชการ จํานวน 62 ราย ทําการสุ่มด้วยcomputer เพื่อนเลือกเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มที่ให้การพยาบาลตามมาตรฐาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 3 ส่วนดังนีํ1)แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วย เพศ อายุระดับการศึกษา โรคประจําตัว ชนิดของการผ่าตัด 2) โมบายแอปพลิเคชันการปฏิบัติตัวก่อน การได้รับยาระงับความรู้สึก และขณะอยู่ที่ห้องพักฟื้นในการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ (ODS) ซึ่งเรียกว่า “ Application ODS” ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ CVI = 0.9 reliability = 0.87 3) แบบประเมินความรู้การปฏิบัติก่อนการให้ยาระงับความรู้สึกและการอยู่ห้องพักฟื้นในการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ ผู้วิจัยสร้างขึํนจากแนวคิดของSafety in One Day Surgery (ODS) ความปลอดภัยของการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ (กรมการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข, 2561) มีจํานวน 24 ข้อ CVI = 0.85 และหาความเชื่อมั่นโดยวิธีของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kude- Richardson: KR-20) เท่ากับ 0.9 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเปรียบเทียบ ความรู้ก่อและหลังใช้โมบายแอปพลิชัน application ODS ด้วยสถิติpair t test และอาการไม่พึ่งประสงค์การงด/ เลื่อนการผ่าตัด การนอนโรงพยาบาลด้วยสถิติindependent t test ผลการวิจัยพบว่า 1) ความรู้ของผู้ป่วยในการปฏิบัติตัวเมื่อให้ยาระงับความรู้สึกในผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดแบบ วันเดียวกลับกลุ่มที่ใช้โมบายแอปพลิชัน (Application ODS) มีค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้17.38(±0.13) มากกว่ากลุ่มที่ให้การพยาบาลตามมาตรฐาน 11(±0.03 ) คะแนนแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p <0.001) 2) กลุ่มที่ใช้Application ODS ไม่เกิดอุบัติการณ์ไม่พึงประสงค์อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p = 0.015) และไม่พบการนอน โรงพยาบาลอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p = 0.019) ดังนัํน ควรนําโมบายแอปพลิชัน (Application ODS) ใช้สําหรับ ผู้ป่วยในการปฏิบัติตัวเมื่อให้ยาระงับความรู้สึกที่มารับการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับทุกประเภท และเผยแพร่ให้บุคคล ทั่วไปที่มีความสนใจสามารถเข้าถึงได้คําสําคัญ: การผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ การให้ยาระงับความรู้สึก โมบายแอปพลิชัน (Application ODS) ความสําคัญของปัญหาการวิจัย รัฐบาลได้ประกาศแผนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ด้านสาธารณสุข สะท้อนถึงความตระหนัก และให้ความสําคัญในปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน กระทรวงสาธารณสุขได้เล็งเห็นถึง ความสําคัญจึงกําหนดนโยบายเรื่อง การผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ (one-day surgery) แก่หน่วยบริการสุขภาพ ในสังกัด และกําหนดในยุทธศาสตร์ชาติด้าน สาธารณสุข ระยะ 20 ปีพ.ศ. 2560-2579 (พงศธร พอกเพิ่มดี, 2563) ในส่วนบริการที่เป็นเลิศเรื่องการพัฒนา ระบบบริการผ่าตัดวันเดียวกลับนําสู่การปฏิบัติในรูปแบบแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) โดย กําหนดให้มีการจัดทําในโรงพยาบาลทั่วไป และโรงพยาบาลศูนย์อย่างเป็นรูปธรรม ตัํงแต่พ.ศ. 2561 เพื่อการเข้าถึง บริการสุขภาพที่มีมาตรฐาน สะดวกปลอดภัย ลดความแออัดของผู้ป่วยที่รับไวในโรงพยาบาล ลดระยะเวลาการรอคอย ผาตัด ลดความเสี่ยงต่อการติดเชืํอหลังผ่าตัด การประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และค่าใช้จ่ายในการอยู่


30 โรงพยาบาลของผู้ป่วยและญาติรวมทัํงเพิ่มความพึงพอใจของผู้ป่วย (กรมการแพทย์, 2562) การผ่าตัดแบบวันเดียว กลับ (one-day surgery) ซึ่งมีแนวโน้มการบริการเพิ่มขึํนเรื่อย ๆ เนื่องจากมีข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงความคุ้มค่าและ ประโยชน์ที่จะได้รับทัํงในแง่ของผู้ให้บริการและประชาชนผู้รับบริการ ที่ผ่านมา ความปลอดภัย (Safety)ของผู้รับบริการการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับถือเป็นเป้าหมายสําคัญของ ให้บริการเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเหมาะสม ซึ่ง นอกจากการขัํนตอนของการผ่าตัดแล้ว ยังมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอีกหลายส่วน เช่น การให้ยาชาเฉพาะที่การให้ยา สงบประสาท การระงับปวด การจัดตัํงศูนย์ประเมินความพร้อมของผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด การเตรียมความพร้อมและ การดูแลทางการพยาบาล และ การใช้ทักษะต่างๆ นอกเหนือจากทักษะทางคลินิก เป็นต้น หนังสือ (Service Plan)) เพื่อให้เกิดการพัฒนาในด้านความปลอดภัยของระบบบริการการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ (One Day Surgery: ODS) ได้อย่างต่อเนื่องและบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ความปลอดภัย (Safety) ของผู้รับบริการการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับถือเป็นเป้าหมายสําคัญของ การให้บริการ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเหมาะสม ซึ่งนอกจากการขัํนตอนของการผ่าตัดแล้ว ยังมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอีก หลายส่วน เช่น การให้ยาชาเฉพาะที่การให้ยาสงบประสาทการระงับปวด การจัดตัํง ศูนย์ประเมินความพร้อมของ ผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด การเตรียมความพร้อมและการดูแลทางการพยาบาล และ การใช้ทักษะต่างๆ นอกเหนือจากทักษะทางคลินิก เป็นต้น หนังสือ Safety in One Day Surgery (ODS) ความปลอดภัยในการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับเล่มนีํได้รวบรวมเนืํอหาที่มีความสําคัญไว้เพื่อให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับ การให้บริการได้ศึกษาเพิ่มพูนองค์ความรู้และนําไปใช้ในการให้บริการประชาชน ความก้าวหน้าในการทําหัตถการในปัจจุบันที่มีการผ่าตัดแบบรุกลามน้อย (minimal invasive surgery) การพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดที่ลดความเจ็บปวดจากการผ่าตัด และยาทางวิสัญญีที่ออกฤทธิ์สัํน มีผลตกค้างน้อย เกืํอหนุนให้สามารถทําการผ่าตัดที่ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้รวดเร็วในวันเดียว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่สําคัญที่มีผลต่อ ความสําเร็จตามแผนการรักษา ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ การคัดเลือกหัตถการหรือการผ่าตัด การคัดเลือกผู้ป่วยที่มาทําการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับและ วิธีการทาง วิสัญญีที่เหมาะสมกับผู้ป่วย หรือหัตถการการผ่าตัดนัํน ๆ การคัดเลือกหัตถการหรือการผ่าตัดที่เหมาะสม โดยหลักการ คือการผ่าตัดที่ไม่มีการสูญเสีย เลือดมาก ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสารนํําในร่างกายมาก (fluid shift) ระดับความ เจ็บปวดหลังการ ผ่าตัดไม่มาก สามารถใช้ยาแก้ปวดทานได้การดูแลหลังการผ่าตัดไม่ยุ่งยากซับซ้อน มีข้อมูลจาก การศึกษา พบว่าระยะเวลา การผ่าตัดไม่ใช่ปัจจัยที่สําคัญเท่าปริมาณการบาดเจ็บของเนืํอเยื่อ อย่างไร ก็ตาม ใน ข้อเสนอแนะด้านการ พัฒนาระบบบริการ การผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ เสนอให้ใช้ระยะเวลาในการ ผ่าตัดไม่เกิน 2 ชั่วโมง ปัจจุบัน อุปกรณ์พกพา (แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ) มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 56.9 ล้านคน คิดเป็น 86.66% ผู้ใช้ โทรศัพท์มือถือ 62.3 ล้านคน คิดเป็น 95.2 % แบ่งเป็นโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟน 94.1% ( สํานักงานสถิติแห่งชาติ, 2565) เนื่องจากลักษณะของมัน (เช่น การเคลื่อนย้าย การเข้าถึงทันทีการเชื่อมต่อ และฟังก์ชันการทํางานที่หลากหลาย) ส่งผลให้Mobile Application สามารถมีอิทธิพลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้ป่วยและอํานวยความ สะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ป่วยและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ (Iribarren, 2017)มาตรการบางอย่างที่ใช้Mobile Application ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการจัดการโรคเรืํอรัง (เช่น เบาหวาน หอบหืด และ ความดันโลหิตสูง) การปฏิบัติตามข้อกําหนด และลดค่าใช้จ่ายของโรค (Marcolino,2018) แม้จะมีศักยภาพที่ดีแต่ความคิดริเริ่มที่ดําเนินการในสถานพยาบาลผู้ป่วยนอกยังจํากัดอยู่เพียงการติดตามผู้ป่วยหลังผ่าตัดเท่านัํน(Armstrong KA, 2015) ดังนัํนจึงไม่มีหลักฐานว่า Mobile Application มีผลอย่างไรต่อการปฏิบัติตามคําแนะนําก่อนการผ่าตัด และการลดการยกเลิกการผ่าตัด


31 โรงพยาบาลลําปางเป็นโรงพยาบาลศูนย์ระดับตติยภูมิที่รับนโยบายในเรื่องการผ่าตัดวันเดียวกลับนําสู่การ ปฏิบัติและกําหนดให้ศูนย์เตรียมความพร้อมผู้ป่วยก่อนเข้ารับบริการระงับความรู้สึกและดูแลหลังได้รับยาระงับ ความรู้สึก โดยมีภารกิจหลัก คือ การให้บริการผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด แบบวันเดียวกลับอย่างมีมาตรฐานตามที่ทางกรม การแพทย์ได้มีการกําหนดขัํนตอนหลักของการบริการผ่าตัด แบบวันเดียวกลับประกอบด้วย 4 ขัํนตอน ดังนีํ1) การ เตรียมตัวก่อนการผ่าตัดหรือทําหัตถการ 2) การมารับการ ผ่าตัดหรือทําหัตถการใน โรงพยาบาล 3) การพักฟื้นหลัง การผ่าตัดหรือทําหัตถการ 4) การติดตามผลการรักษา (กรมการแพทย์, 2562) ดังนัํนวิสัญญีพยาบาลจึงมีส่วนสําคัญ ในขัํนตอนของ การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดหรือทําหัตถการ และการพักฟื้นหลังการผ่าตัดหรือทําหัตถการ จากสถิติปี2565 มีผู้ป่วยที่มารับบริการผ่าตัด ODS จํานนวน 334 ราย พบอุบัติการณ์การ admit ร้อยละ 20 จากการไม่รับประทานยาความดัน เบาหวานในเช้าวันผ่าตัด ส่งผลให้ความดันโลหิตสูง และค่านํําตาลในกระแส เลือดสูงกว่ามาตรฐานที่ยอมรับได้เมื่อมารับการผ่าตัดจึง ไม่สามารถใช้วิธีการฉีดยาชาเฉพาะที่ส่งผลให้ต้องเปลี่ยน วิธีการให้ยาระงับความรู้สึกเพื่อป้องกันภาวะ morbidity และ mortality rate ผู้ป่วยเกิดอาการข้างเคียงจากการได้ยา แก้ปวด มีอาการหลับลึก คลื่นไส้อาเจียน แขนขาอ่อนแรง ร่วมกับผู้ป่วยไม่นําญาติมาด้วยจึงทําให้ผู้ป่วยต้องนอนพัก รักษาตัวในโรงพยาบาล อาจเกิดจากการขาดความรู้ความตระหนักในการปฏิบัติตามคําแนะนํา การเตรียมตัวสําหรับ การผ่าตัด ODS ไม่ดี( สถิติจากการวัดความรู้ในคลินิก pre-admit แผนกวิสัญญีโรงพยาบาลลําปางปี2565) สอดคล้องกับการศึกษาของ ตุง และคณะ (Tung,Dexter, Jakubczyk & Glick,2010) พบว่าว่าประมาณ 25% ของ การยกเลิกการผ่าตัด เกิดจากการปฏิบัติตามคําแนะนําเหล่านีํไม่ดีดังนัํนการแนะนําเครื่องมือนวัตกรรมที่ใช้แอป สุขภาพการให้ข้อมูลก่อนการให้ยาระงับความรู้สึก โดยการใช้สื่อมัลติมีเดียด้วยภาพแอนิเมชันร่วมกับ QR Code อาจ ช่วยให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามคําแนะนําก่อนการผ่าตัด เพื่อเพิ่มความรู้ความพึงพอใจ และลดความวิตกกังวลอาจส่งผลให้ลด อัตราการยกเลิกการผ่าตัดได้ดังนัํนการแนะนําด้วยเครื่องมือนวัตกรรมที่ใช้Application ODS อาจช่วยให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามคําแนะนําก่อนการผ่าตัด ส่งผลให้ลดอัตราการงดหรือเลื่อนการผ่าตัดได้และการ admit หลังผ่าตัดได้และยังพบ การศึกษาของ เบญจวรรณ มนูญา และ สกาวเดือน ขําเจริญ, (2021) ได้ทําการศึกษาเรื่อง การพัฒนาการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับอย่างครบวงจรผลการศึกษาพบว่า 1) ผลลัพธ์การดูแลของผู้ป่วยกลุ่มทดลองด้านการ เกิดภาวะแทรกซ้อน ที่พบหลังการผ่าตัดภายใน 24 ชั่วโมง และ อยู่ในระดับผ่านเกณฑ์2) คะแนนเฉลี่ยการเกิด ภายใน 24 ชั่วโมง โดยรวมของกลุ่มทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) คะแนนเฉลี่ยการเกิดภาวะแทรกซ้อนภายใน 1 สัปดาห์โดยรวมของกลุ่มทดลองน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 และผลของการยกเลิกการผ่าตัดสามารถวิเคราะห์ได้จากมุมมองของการจัดการด้านสุขภาพและ ความปลอดภัยของผู้ป่วย ถือเป็นเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ต้องมีการควบคุมและติดตาม (Kumar & Gandhi,2012) สาเหตุสําคัญประการหนึ่งคือการเตรียมผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดที่ไม่ดีพอ (González‐Arévalo, Gómez‐Arnau, DelaCruz, Marzal, Ramírez, Corral& García‐del‐Valle, 2009) สิ่งนีํส่งผลต่อทัํงคุณภาพของขัํนตอนการผ่าตัด และการใช้ทรัพยากรของ โรงพยาบาลอันเป็นผลมาจากการเพิ่มขึํนของการนอนโรงพยาบาลและการใช้ยา ( Waller, Forshaw, Carey,Robinson, Kerridge, Proietto & Sanson-Fisher, 2015) ดังนัํนจึงควรมีการแนะนําและประเมิน ก่อนการ ผ่าตัดที่เหมาะสมสําหรับผู้ป่วยที่ข้ารับการผ่าตัด กระทรวงสาธารณสุขได้กําหนดมาตรฐานการผ่าตัด ODS ให้ปลอดภัย ลดความแออัดของผู้ป่วยที่รับไวใน โรงพยาบาล ลดระยะเวลาการรอคอยผาตัด การประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าใช้จ่ายในการอยู่โรงพยาบาล ของผู้ป่วย และญาติจากการทบทวนวรณกรรมพบการใช้Application ในการให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในโรค ต่าง ๆ พบเว็บไซต์ของ โรงพยาบาลราชวิถีและโรงพยาบาลศิริราชในส่วน การเตรียมตัวหลังการผ่าตัด และความรู้แก่ญาติและการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับอย่างครบวงจรโรงพยาบาลราชบุร(ีเบญจวรรณ


32 ,2021) ซึ่งยังไม่พบการทํา Mobile Application ในสมาร์ทโฟนเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวในการผ่าตัด ODS ผู้วิจัยจึง สนใจที่จะศึกษาการใช้Mobile Application ODS ในสมาร์ทโฟน เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดแบบ ODS ลดอุบัติการณ์ไม่พึ่งประสงค์การงดหรือเลื่อนการผ่าตัด และ การนอนโรงพยาบาลหลังการผ่าตัด วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ของผู้ป่วยในการปฏิบัติตัวเมื่อให้ยาระงับความรู้สึกในผู้ป่วยที่มารับการ ผ่าตัดแบบวันเดียวกลับก่อนและหลังการใช้โมบายแอปพลิชัน (Application ODS) 2. เพื่อลดอุบัติการณ์ไม่พึ่งประสงค์การงดหรือเลื่อนการผ่าตัด และการนอนโรงพยาบาล วิธีดําเนินการวิจัย การวิจัยนีํเป็นวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) แบบสองกลุ่มวัดผลก่อและหลัง การศึกษา (pretest-posttest control group design) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ ผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดแบบ one day surgery กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดแบบ one day surgery ทุกประเภทที่ผ่านแผนก preadmitของวิสัญญีวิทยาในเวลาราชการ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน 2566ผู้วิจัยคํานวณกลุ่มตัวอย่างจากการคํานวณค่าmean(SD) ของความรู้ก่อนหลังการใช้mobile application จากการทํา pilot study ด้วยการทดลองใช้mobile application ODS power ที่80 α ที่0.05 เป็นการทดสอบสองทาง ได้จํานวนกลุ่มตัวอย่างเท่ากับ 56 คน แต่ป้องกันข้องมูลสูญ หายหรือตอบไม่ครบจึงเพิ่มจํานวนกลุ่มตัวอย่างอีก 10% ได้กลุ่มตัวอย่างเพิ่มเท่ากับ 62 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 31 ราย ที่ได้รับการดูแลแบบมาตรฐาน ให้ความรู้พร้อมทัํง แจกแผ่นพับการปฏิบัติตัวก่อนการให้ยาระงับความรู้สึก ระหว่างอยู่ในห้องพักฟื้น และเมื่อกลับบ้าน และในกลุ่มทดลองจํานวน 31 ราย ให้ความรู้และทําการติดตัํง Application ODS ในสมาร์ทโฟนของผู้ป่วยโดยการส่ง Link เข้าไปใน line messenger หรือscan QR code เมื่อส่ง สําเร็จทําการเปิด link ผ่านเบราเซอร์และติดตัํงไปยังหน้าจอโทรศัพท์จะปรากฏ Application ODS บนหน้าจอสมา ร์ทโฟนคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างตามคุณสมบัติดังนีํเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการใช้คอมพิวเตอร์สุ่มแบบ ( 1:1) โดยมี เกณฑ์การคัดเข้าศึกษาดังนีํ1) ผู้ป่วยที่มาทําผ่าตัด ODS ทุกแผนกที่ผ่านคลินิกการให้ความรู้การปฏิบัติตัวก่อนให้ยาระงับความรู้สึก ( preadmit) ในเวลาราชการ 2) สามารถอ่าน พูด และฟังภาษาไทยได้3) ไม่มีปัญหาด้านการได้ยิน และการมองเห็น 4) มีสมารท์โฟน และใช้แอปพลิเคชันในสมารท์โฟนได้


33 Study flow การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดําเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยกลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยผ่าตัดแบบวันเดียวกลับทุกประเภทที่ผ่านคลินิก preadmit ของแผนกวิสัญญีจากนัํนให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามก่อนทดลอง ซึ่งประกอบไปด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล และ แบบสอบถามความรู้การปฏิบัติตัวก่อนการให้ยาระงับความรู้สึกเมื่อมาทําการผ่าตัดแบบวันเดียว กลับซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 นาทีจากนัํนดําเนินการทดลองตามขัํนตอน ดังนีํกลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามมาตรฐาน พร้อมทัํงให้แผ่นพับที่มีเนืํอหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวก่อนขณะอยู่ใน ห้องพักฟื้น และกลับบ้านของการให้ยาระงับความรู้สึกในการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ พร้อมทัํงมีQR Codeผ่าน line OA เป็นช่องทางในการชักถามข้อมูลก่อนการผ่าตัด และ ในวันที่มารับการผ่าตัด ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างตอบ แบบสอบถามเพื่อประเมินความรู้หลังการพยาบาลตามมาตรฐาน พร้อมการใช้แผ่นพับ กลุ่มทดลองดําเนินการเหมือนกลุ่มควบคุมทุกขัํนตอน ต่างกันที่กลุ่มทดลองจะได้รับการติดตัํงโมบาย “ Application ODS”ซึ่งในแอปพลิเคชันจะประกอบด้วย 3 ส่วน 1) e - book 2) คลิปวิดีโอซึ่งลิงค์ผ่าน you tube และ3) แอปถามตอบบน mobile application เมื่อผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดแบบ ODS ที่มีเนืํอหาเหมือนในแผ่นพับทุก ประการ และผู้วิจัยสร้างสัมพันธภาพกับกลุ่มตัวอย่าง กล่าวทักทาย เปิดโอกาสให้กลุ่มตัวอย่างได้พูดถึงสิ่งที่คาดหวังจาก การเข้าร่วมการศึกษานีํให้คําแนะนําบนโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของกลุ่มตัวอย่าง สอนสาธิตวิธีการใช้แอปพลิเคชันในแต่ละเมนูและในวันที่มารับการผ่าตัด ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามเพื่อประเมินความรู้หลังการพยาบาลตาม มาตรฐาน


34 การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ข้อมูลส่วนบุคคลนํามาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน 2. การปรับอิทธิพลตัวแปรใช้สถิติmultivariate logistic regression 3. เปรียบเทียบความรู้ก่อน และหลังในกลุ่มที่ใช้mobile application ODS และกลุ่มควบคุมด้วย สถิติpaired t-test 4. เปรียบเทียบการงด/เลื่อนการผ่าตัด และการ admit ในกลุ่มที่ใช้mobile application ODS และ กลุ่มควบคุมด้วยสถิติindependent t-test ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัด ODS ทุกประเภทที่มาผ่านคลินิก pre admit ของแผนกวิสัญญี โรงพยาบาลลําปาง ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับการพยาบาลตามมาตรฐาน ร่วมกับการติดตัํง mobile application ODS จํานวน 31 ราย กลุ่มควบคุมมีอายุเฉลี่ย 31 ปี(48.93±13.25) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ เพศหญิงร้อยละ 58 มีอาชีพรับ ราชการและรัฐวิสาหกิจร้อยละ 29.3 การศึกษาระดับปริญญาตรีร้อยละ 58.06 พบโรค อุจจาระผิดปกติมากถึงร้อย ละ 32 ทําการผ่าตัด colonoscope มากที่สุดร้อยละ 32 กลุ่มทดลองมีอายุเฉลี่ย 33 ปี(48±12.59) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ เพศหญิงร้อยละ 52 มีอาชีพรับ ราชการและรัฐวิสาหกิจร้อยละ 29.3 การศึกษาระดับอนุปริญญาร้อยละ 51.61พบโรคเนืํองอกมากถึงร้อยละ 39 ทํา การผ่าตัด hysteroscope มากที่สุดร้อยละ 39 เมื่อทําการทดสอบความแตกต่างระหว่างบุคคลของกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมโดยใช้สถิติmultivariate logistic regression พบว่าทัํงสองกลุ่มไม่มีแตกต่างกัน ดังนัํนข้อมูลส่วนบุคคล ของทัํงสองกลุ่มจึงไม่ส่งผลต่อการศึกษา ครัํงนีํดังตารางที่1 และ 2 จากผลการศึกษา พบว่าเมื่อเปรียบเทียบความรู้ก่อนใช้mobile application ODS และการพาบาลตามาตรฐาน ของทัํงสองกลุ่มไม่แตกต่างกัน แต่ความรู้หลังการใช้mobile application ODS 17.83±0.73สูงกว่ากลุ่มที่การ พยาบาลตามมาตรฐาน 12.55±0.77 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ( p < 0.001 ) ซึ่งแสดงว่ากลุ่มทดลองมีการปฏิบัติก่อนการให้ยาระงับความรู้สึก และการอยู่ห้องพักฟื้นในการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับระดับมาก และกลุ่มควบคุมมีการ ปฏิบัติก่อนการให้ยาระงับความรู้สึก และการอยู่ห้องพักฟื้นในการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับระดับปานกลาง ดังตารางที่3 จากผลการศึกษายังพบว่าเมื่อเปรียบเทียบกลุ่มที่ใช้mobile application ODSและการพาบาลตาม มาตรฐาน ในกลุ่มทดลองไม่เกิดอุบัติการณ์ไม่พึ่งประสงค์และการนอนโรงพยาบาลหลังการผ่าตัดอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ( p = 0.015 และ p =0.019 )ตามลําดับ ดังตารางที่4


35


36


37 การอภิปรายผลการวิจัย จากผลการศึกษา พบว่าเมื่อเปรียบเทียบความรู้ของผู้ป่วยในการปฏิบัติตัวเมื่อให้ยาระงับความรู้สึกในผู้ป่วยที่มา รับการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับก่อนและหลังการใช้โมบายแอปพลิชัน (Application ODS) มีการปฏิบัติก่อนการให้ยา ระงับความรู้สึก และการอยู่ห้องพักฟื้นในการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับระดับมาก 17.83 (0.732)และสามารถลดอุบัติการณ์ไม่พึ่งประสงค์และการนอนโรงพยาบาลได้หลังทําการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ( p = 0.015,p = 0.019 ตามลําดับ ) ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ทัํงนีํสามารถใช้การให้ความรู้การปฏิบัติก่อนการให้ยา ระงับความรู้สึก และการอยู่ห้องพักฟื้นในการผ่าตัดแบบวันเดียวผ่าน การใช้โมบายแอปพลิชัน (Application ODS) สอดคล้องกับการศึกษาของ ตุง และคณะ (Tung, Dexter,Jakubczyk & Glick,2010) พบว่าว่าประมาณ 25% ของ การยกเลิกการผ่าตัด เกิดจากการปฏิบัติตามคําแนะนําเหล่านีํไม่ดีดังนัํนการแนะนําเครื่องมือนวัตกรรมที่ใช้แอป สุขภาพการให้ข้อมูลก่อนการให้ยาระงับความรู้สึก โดยการใช้สื่อมัลติมีเดียด้วยภาพแอนิเมชันร่วมกับ QR Code อาจ ช่วยให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามคําแนะนําก่อนการผ่าตัด เพื่อเพิ่มความรู้ความพึงพอใจ และลดความวิตกกังวลอาจส่งผลให้ลด อัตราการยกเลิกการผ่าตัดได้ดังนัํนการแนะนําด้วยเครื่องมือนวัตกรรมที่ใช้Application ODS อาจช่วยให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามคําแนะนําก่อนการผ่าตัด ส่งผลให้ลดอัตราการงดหรือเลื่อนการผ่าตัดได้และการ admit แวน และคณะ (van,2022) ศึกษาเรื่อง Evaluation of electronic screening in the preoperative process พบว่าผู้ป่วยส่วน ใหญ่ (78%) รู้สึกเชิงบวกเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองทางอิเล็กทรอนิกส์แทนที่การประเมินก่อนการผ่าตัดตามปกติและ การศึกษาของทัชมาศ และคณะ (Thailek,et al.,2021) ได้ทําการศึกษาเรื่อง ผลของโมบายแอปพลิเคชันการ เสริมสร้างสมรรถนะการดูแลสุขภาพช่องปากต่อพฤติกรรมการป้องกันและการเกิดภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบในผู้ป่วย เด็กวัยเรียนโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบําบัด ผลการวิจัย พบว่ากลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการเกิด ภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบหลังการทดลองสูงกว่าก่อนได้รับโมบายแอปพลิเคชันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p < .001) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการป้องกันการเกิดภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบหลังการทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p < .001) และกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยอันดับการเกิดภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบน้อยกว่า กลุ่มควบคุมในวันที่7,14 และ21อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p < .001)สรุปผลการศึกษา ได้ว่าการปฏิบัติก่อนการให้ยาระงับความรู้สึก และการอยู่ห้องพักฟื้นในการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ เนื่องจากเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ และความปลอดภัย ลดความแออัด และการนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับได้ผ่านโม บาย “Application ODS” อย่างต่อเนื่องส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความรู้มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ( p = <0.001) ลดอาการไม่พึ่งประสงค์และการนอนโรงพยาบาล และความคิดเชิงบวกเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวผ่านผ่านโม บาย “Application ODS”ได้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ( ( p = 0.015 ,p = 0.019 ตามลําดับ ) ข้อเสนอแนะในการนําผลงานวิจัยไปใช้1) ควรนําโปรแกรม Mobile application ODS ไปใช้กับผู้ป่วย ODS ร่วมกับการให้ยาระงับรู้สึกทุกประเภท 2) ควรเผยแพร่โปรแกรม Mobile application ODS ให้ผู้ป่วย ญาติและบุคคลทั่วไปได้ดูเพื่อให้ทุกคนที่สนใจ เกี่ยวกับการปฏิบัติตัวขณะทําผ่าตัด ODS ร่วมกับการให้ยาระงับความรู้สึก ข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้1) ควรมีการพัฒนาโปรแกรม Mobile application โดยมีการออกแบบคุณสมบัติที่เสริมแรงจูงใจเช่น การเพิ่ม เสียงในการแจ้งเตือน การรับประทานยา และการแจ้งเตือนวันผ่าตัด 2) สามารถเพิ่ม โปรแกรม Mobile application ในการผ่าตัดชนิดอื่นที่ต้องรับการให้ยาระงับความรู้สึก


38 การประยุกต์ใช้แนวคิดลีนในการปรับปรุงกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่งานห้องผู้ป่วยหนัก 2 โรงพยาบาลลําพูน Applying Lean Thinking to Improve Patient Admission Process, Intensive Care Unit 2, Lamphun Hospital ธนน ใจสินธุ์พิพัฒ เกาะแก้ว เยาวเรศ ไชยอุปละ และศรีวรรณ เรืองวัฒนา งานห้องผู้ป่วยหนัก2 กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลลําพูน บทคัดย่อ ความล่าช้าที่เกิดจากกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่มีผลต่อคุณภาพการบริการผู้ป่วยในระยะวิกฤติและเกิด ทัศนคติที่ไม่ดีต่อการรับบริการของโรงพยาบาลได้การวิจัยเชิงพัฒนาครัํงนีํมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการรับ ผู้ป่วยใหม่กลุ่มงานห้องผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลลําพูน โดยประยุกต์ใช้แนวคิดลีนของวอแม็กและโจนส์ (2003) ประชากรที่ศึกษาประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพ 16 คน และพนักงานช่วยเหลือคนไข้4 คน และจํานวนของกิจกรรม การรับใหม่ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1.แผนผังกระบวนการการรับผู้ป่วยใหม่และคําอธิบาย 2.แบบบันทึกปริมาณเวลาที่ใช้ในกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่3.แบบประเมินความเป็นไปได้ในการใช้งานของแผนผังกระบวนการการรับผู้ป่วยใหม่และ 4.นาฬิกาที่ใช้สําหรับบันทึก เวลา ได้ทดสอบความตรงเชิงเนืํอหาจากผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน 2 ท่าน ความเที่ยงของการสังเกตเท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการรับผู้ป่วยใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงโดยแนวคิดลีนมีลักษณะ 7 กิจกรรมหลัก และจํานวน 19 กิจกรรมย่อย ซึ่งลดลงจากก่อนปรับปรุงที่มีจํานวน 21 กิจกรรมย่อย ระยะเวลาที่ใช้ในกิจกรรมรับใหม่ภายหลังการปรับปรุงลดลงจากก่อนปรับปรุง 33.84 นาทีความเป็นไปได้ในการใช้งานระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 93.8 ปัญหาและข้อเสนอแนะได้แก่1.บุคคลากรคุ้นชินกับการปฏิบัติกิจกรรมใน การรับใหม่แบบเดิม 2.มีบางเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ส่งผลต่อระยะเวลาที่ใช้ในกระบวนการรับใหม่3.การจัดสรรอัตรากําลังเจ้าหน้าที่ไม่สอดคล้องกับภาระงาน ผลการศึกษาครัํงนีํแสดงให้เห็นว่าการปรับปรุง กระบวนการทํางานด้วยแนวคิดลีน สามารถลดขึํนตอนและระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ดังนัํนผู้บริหารสามารถนําผล การศึกษาที่ได้ใช้เป็นแนวทางในการประปรุงกระบวนการทํางานอื่นๆในหน่วยงานต่อไป ความสําคัญของปัญหาการวิจัย ผู้ป่วยวิกฤติที่เข้ารับการรักษาในห้องผู้ป่วยหนัก ส่วนใหญ่ร้อยละ 80 มีความเจ็บป่วยที่คุกคามต่อชีวิตที่รุนแรง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสรีระวิทยาอย่างรวดเร็ว ทําให้อาการของผู้ป่วยทรุดลงอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ผู้ป่วยวิกฤติจําเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยารวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ซับซ้อน เช่น ใช้ยาที่มีความเสี่ยงสูง ใส่ท่อ ช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ ใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ ใส่อุปกรณ์สายสวนทางหลอดเลือดดําและแดง เป็นต้น พยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วยวิกฤติเป็นผู้มีบทบาทสําคัญในการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและจําเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญ ในการดูแลผู้ป่วยระยะวิกฤติอย่างมีประสิทธิภาพ (วิราวรรณ เมืองอินทร์และคณะ, 2564) นอกจากคุณลักษณะของ พยาบาลผู้ดูแลผู้ป่วยวิกฤติแล้ว ขัํนตอนการทํางานของพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยวิกฤติในทุกกระบวนการก็มีความสําคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่การรอคอยเพื่อรับผู้ป่วยใหม่ที่ใช้ระยะเวลานานอาจส่งผลทําให้อาการของ ผู้ป่วยแย่ลง ผู้ป่วยและญาติอาจเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อการรับบริการของโรงพยาบาลได้(เพชรชณีวงค์มาก และสมชาติ โตรักษา, 2562) ดังนัํนกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่ที่รวดเร็ว ทันท่วงทีและมีมาตรฐานสําหรับผู้ป่วยวิกฤติที่ต้องเข้า รักษาในห้องผู้ป่วยหนักจึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง จะส่งผลให้ผู้ป่วยปลอดภัยพ้นจากภาวะวิกฤติลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึํน และเพิ่มความพึงพอใจต่อการรับบริการของผู้ป่วยและญาติ


39 งานห้องผู้ป่วยหนัก 2 โรงพยาบาลลําพูน เปิดให้บริการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤติทางอายุรกรรม จํานวน 12 เตียง จากการรายงานสถิติปีงบประมาณ 2563 ถึงปีงบประมาณ2565 มีผู้ป่วยใหม่เข้ารับการรักษาจํานวน 939, 873 และ 635 รายตามลําดับ ซึ่งจากการเก็บรวบรวมข้อมูลกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่และนําข้อมูลมา วิเคราะห์สถานการณ์พบว่ากระบวนการรับผู้ป่วยใหม่ของงานห้องผู้ป่วยหนัก 2 ประกอบด้วย 7 กิจกรรมหลักและ 21 กิจกรรมย่อย มีระยะเวลาเฉลี่ยตัํงแต่แผนกห้องฉุกเฉินหรือวอร์ดสามัญประสานงานจนถึงผู้ป่วยพร้อมให้แพทย์ตรวจ ประเมินดูแลรักษาผู้ป่วยใหม่มีระยะเวลาเฉลี่ย 122.89 นาที(สถิติงานห้องผู้ป่วยหนัก2 กลุ่มงานการพยาบาล ผู้ป่วยหนัก, 2565) นอกจากนีํจากการวิเคราะห์สถานการณ์ยังพบว่ามีหลายกระบวนการทํางานที่มีความซํําซ้อนของ บุคลากร ขาดการเตรียมอุปกรณ์ที่จําเป็นสําหรับการรับผู้ป่วยใหม่และขาดการเตรียมความพร้อมของเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งส่งผลให้งานห้องผู้ป่วยหนัก 2 ได้รับการรายงานความเสี่ยง (incident report) จากหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และ ทําให้ผู้ป่วยวิกฤติได้รับการดูแลรักษาที่ล่าช้า จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการพัฒนากระบวนการรับผู้ป่วยใหม่ในงานห้องผู้ป่วยหนัก 2 โรงพยาบาลลําพูน ที่นําแนวคิดลีน (LEAN) มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่ โดยมุ่งเน้นลดขัํนตอนที่สูญ เปล่า (waste) สร้างขัํนตอนการทํางานที่มีคุณค่า (value) ทําให้เกิดการไหลของการทํางานที่สะดวกและรวดเร็ว ภายใต้การร่วมออกแบบแนวทางกระบวนการทํางานของบุคคลากรในหน่วยงาน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะนําไปสู่การพัฒนา ระบบการดูแลผู้ป่วยที่มีมาตรฐาน รวดเร็ว ทันท่วงทีบุคลากรมีแนวทางการปฏิบัติที่มีทิศทางเดียวกันอย่างเป็นรูปธรรม ทําให้เกิดคุณภาพและความปลอดภัยในการทํางาน นอกจากนีํบุคลากรทุกคนในหน่วยงานมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบ การดูแลผู้ป่วย มีการทํางานร่วมกันเป็นทีม จนเกิดความประทับใจทัํงผู้ให้บริการและผู้รับบริการ วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อปรับปรุงกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่ในงานห้องผู้ป่วยหนัก2 โรงพยาบาลลําพูน โดยประยุกต์ใช้แนวคิดลีน วิธีดําเนินการศึกษา การวิจัยครัํงนีํเป็นการวิจัยเชิงพัฒนา (Development study) กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการรับผู้ป่วยใหม่จํานวน 20 คน (ไม่รวมผู้วิจัย) จํานวนกิจกรรมการรับใหม่ในห้องผู้ป่วยหนัก2 เกณฑ์การ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง คือ เลือกกิจกรรมการรับผู้ป่วยประเภทผู้ป่วยวิกฤติอายุรกรรมทุกรายทัํงการรับใหม่จากห้อง ฉุกเฉินและรับย้ายจากหอผู้ป่วยสามัญ กําหนดขนาดตัวอย่างจากประชากร จากการเปิดตารางสําเร็จรูปได้ขนาดกลุ่ม ตัวอย่าง 52 ราย (Krejcie&Morgan, 1970) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ด้วยการแจกแจงความถี่(frequency) ร้อยละ(percentage) ค่าเฉลี่ย (mean)


40 ผลการศึกษา 1.ข้อมูลลักษณะของกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่งานห้องผู้ป่วยหนัก 2 กระบวนการรับผู้ป่วยใหม่ของงานห้องผู้ป่วยหนัก 2 ก่อนการปรับปรุง ประกอบด้วย 7 กิจกรรมหลัก และ 21 กิจกรรมย่อย จากการประชุมและระดมความคิดวิเคราะห์คุณค่าของกิจกรรมพบว่ามีกิจกรรมย่อย 2 กิจกรรมที่ไม่มีคุณค่า (Non Value Added) คือ กิจกรรมย่อย 5.3 ผู้ช่วยเหลือคนไข้เตรียม NG tube และกิจกรรมย่อย 5.4 ผู้ช่วยเหลือคนไข้เตรียมขวดเก็บเสมหะ เนื่องจากเป็นความสูญเปล่าจากการทํางานที่ซํําซ้อน สิํนเปลืองทรัพยากรบุคคล (Over processing and Movement) ทางผู้วิจัยและเจ้าหน้าที่งานห้องผู้ป่วยหนัก 2 จึงได้ร่วมกันหาแนวทางแก้ไข ปัญหาดังกล่าวโดยใช้เทคนิค ECRS คือ การรวมกัน (Combine) ของกิจกรรมย่อยทัํง 2 ขัํนตอน ยุบรวมกันเข้ากับ กิจกรรมย่อยที่2.3 คือ ผู้ช่วยเหลือคนไข้เตรียมอุปกรณ์สําหรับใช้ในการรับผู้ป่วยใหม่ โดยทางทางผู้วิจัยและเจ้าหน้าที่งานห้องผู้ป่วยหนัก 2 ได้ค้นหาแนวทางที่จะใช้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึํนโดยใช้เทคนิคการทําให้ง่ายขึํน (Simplify) จึงคิดค้น นวัตกรรมกล่อง ICU Admission Kits ซึ่งเป็นกล่องสําหรับรวบรวมอุปกรณ์ที่จําเป็นสําหรับใช้ในผู้ป่วยรับใหม่นอกจากนีํทางผู้วิจัยและเจ้าหน้าที่งานห้องผู้ป่วยหนัก 2 ได้วางแผนและร่วมกันกําหนดแผนผังกระบวนการรับผู้ป่วย ใหม่ฉบับปรับปรุงขึํน ทําให้ภายหลังการปรับปรุงกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่งานห้องผู้ป่วยหนัก 2 ประกอบด้วย 7 กิจกรรมหลัก และเหลือเพียง 19 กิจกรรมย่อย และมี1 นวัตกรรม นอกจากนีํจากการประชุมและระดมความคิด วิเคราะห์คุณค่าของกิจกรรมทําให้เกิดข้อตกลงใหม่ในหน่วยงานห้องผู้ป่วยหนัก 2 คือ หลังจากที่มีการถอดท่อช่วย หายใจในผู้ป่วยทุกราย ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการคงที่สัญญานชีพปกติและไม่มีอาการเหนื่อย ระยะเวลา 2 ชั่วโมงขึํนไป ให้เปลี่ยนสายเครื่องช่วยหายใจและเตรียมเครื่องช่วยหายใจใหม่เพื่อเตรียมความพร้อมสําหรับการรับผู้ป่วยใหม่2.ข้อมูลเปรียบเทียบระยะเวลาที่ใช้ในกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่ก่อนและหลังการปรับปรุง ระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละกิจกรรมหลักของกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่ก่อนการปรับปรุง ใช้เวลาเฉลี่ย 122.89 นาทีและระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละกิจกรรมหลักของกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่ภายหลังการปรับปรุงโดยประยุกต์แนวคิด ลีน ใช้เวลาเฉลี่ย 89.05 นาทีซึ่งลดลงจากเดิม 33.84 นาที3.ข้อมูลคะแนนความเป็นไปได้ในการใช้งานจริง ความพึงพอใจ ปัญหาและอุปสรรค จากการประเมินผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่งานห้องผู้ป่วยหนัก 2 พบว่า แผนผัง กระบวนการรับผู้ป่วยใหม่ฉบับปรับปรุงโดยประยุกต์ใช้แนวคิดลีน มีความสะดวก ระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 92 มีความรวดเร็ว ระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 95 มีความง่ายต่อการใช้งาน ระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 94 สามารถ แก้ปัญหาความล่าช้าในการรับผู้ป่วยใหม่ได้จริง ระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 90 ความพึงพอใจต่อการใช้แผนผัง กระบวนการรับผู้ป่วยใหม่ฉบับปรับปรุงโดยประยุกต์ใช้แนวคิดลีนในภาพรวม ระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 98 ปัญหาและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกระบวนการรับใหม่ โดยการประยุกต์ใช้แนวคิดลีน ในงานห้อง ผู้ป่วยหนัก 2 1.บุคคลากรคุ้นชินกับการปฏิบัติกิจกรรมในการรับใหม่แบบเดิม อาจต้องให้เวลาในการเรียนรู้แผนผังกิจกรรม การรับผู้ป่วยใหม่ (ฉบับปรับปรุง) 2.มีบางกิจกรรมที่ไม่สามารถควบคุมเวลาได้เนื่องจากมีเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้เช่น แพทย์มีภารกิจที่เร่งด่วนไม่สามารถมาประเมินผู้ป่วยได้ทันทีทําให้ระยะเวลาที่ใช้นานขึํน เจ้าหน้าที่เปลในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย


41 แผนกต้นทางมายังห้องผู้ป่วยหนัก2 มีภาระงานมากทําให้ระยะเวลาที่มาถึงหอผู้ป่วยนานขึํน เครื่อง Fax ยังห้องยา ชํารุด เจ้าหน้าที่ศูนย์บริการมีภาระงานที่มากทําให้นํายามาให้ช้าลง เป็นต้น 3.เนื่องจากอัตรากําลังพยาบาลวิชาชีพต่อผู้ป่วยในแต่ละเวรไม่เท่ากัน เช่น เวรเช้า-บ่าย 1:2 เวรบ่ายดึก 1:2.4 บางครัํงภาระงานมากในเวรดึก ทําให้เจ้าหน้าที่ทํางานไม่ทัน ระยะเวลาที่ใช้ในการรับใหม่จึงนานขึํนดังนัํนควรมีการจัดอัตรากําลังให้สอดคล้องกับภาระงาน 4.ข้อมูลอุบัติการณ์เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการรับใหม่ภายหลังการปรับปรุงโดยประยุกต์ใช้แนวคิดลีน ไม่พบการรายงานอุบัติการณ์เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการรับใหม่ทัํงจากภายในหน่วยงานและนอก หน่วยงาน คิดเป็นร้อยละ 0 การอภิปรายผลการวิจัย กระบวนการรับใหม่งานห้องผู้ป่วยหนัก 2 โรงพยาบาลลําพูน ประกอบด้วย 7 กิจกรรมหลัก ได้แก่1) การรับ คําสั่งรับผู้ป่วยใหม่2) การเตรียมเตียง เครื่องช่วยหายใจ และอุปกรณ์ต่างๆ 3) การรับเวร 4) การเตรียมชาร์ทรับใหม่5) การรับผู้ป่วยลงเตียง 6) การปฐมนิเทศผู้ป่วยรับใหม่และ 7) การจัดการคําสั่งการรักษาของแพทย์จากหอผู้ป่วย ต้นทาง (Admission order) ภายใน 7 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย 21 กิจกรรมย่อย ภายหลังการปรับปรุง กระบวนการรับผู้ป่วยใหม่เหลือเพียง 19 กิจกรรมย่อย และเกิด 1 นวัตกรรมขึํน เนื่องจากแนวคิดลีนช่วยให้สามารถ ค้นหาความสูญเปล่าในการปรับปรุงกระบวนทํางาน ในขัํนตอนของการกําหนดคุณค่า โดยมีการประชุมทีมเพื่อวิเคราะห์ประเด็นปัญหา ช่วยกันจัดทําตารางกิจกรรมการรับผู้ป่วยใหม่และร่วมวิเคราะห์คุณค่าของกิจกรรม โดยบุคลากรที่เกี่ยวข้องจะได้เสนอความคิดเห็นของตนเอง รวมถึงรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ทําให้มองเห็นภาพรวมของกิจกรรมที่ได้ทําทัํงหมด ในขัํนตอนของการวางแผนดําเนินการตามความต้องการของผู้รับบริการ หลังจากระบุคุณค่าของกิจกรรม การทํางาน ทีมเจ้าหน้าที่ร่วมกันค้นหาแนวทางเพื่อกําจัด ลด หรือปรับเปลี่ยนความสูญเปล่าที่เกิดขึํน ซึ่งช่วยกันคิดค้น หาเครื่องมือ วิธีการมาช่วยแก้ปัญหาจนไม่มีกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่า โดยกิจกรรมที่ได้ปรับลดคือกิจกรรมการเตรียมอุปกรณ์ของผู้ช่วยเหลือคนไข้ที่มีความซํําซ้อนมากเกินไป ทําให้เสียเวลาและเสียทรัพยากรบุคคล จนเกิดเป็น นวัตกรรม ICU Admission Kits และสามารถลดขัํนตอนกิจกรรมย่อยได้ถึง 2 ขัํนตอน ซึ่งเป็นไปในทํานองเดียวกับ งานวิจัยของ ลัดดา ผลรุ่ง, ฐิติณัฏฐ์อัคคะเดชอนันต์และอรอนงค์วิชัยคํา (2563) ที่ได้ศึกษาการประยุกต์แนวคิดลีน ในการปรับปรุงกระบวนการจําหน่ายผู้ป่วยในหอผู้ป่วยอายุรกรรม โรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก ซึ่ง สามารถลดขัํนตอนของกิจกรรมย่อยจาก 20 เหลือเพียง 15 ขัํนตอน ทําให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้รับบริการ การทํางาน ของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานสะดวกรวดเร็วมากขึํน สําหรับระยะเวลาที่ใช้ในกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่ก่อนการปรับปรุง ใช้เวลาเฉลี่ย 122.89 นาทีภายหลังการ ปรับปรุงระยะเวลาเฉลี่ยเหลือเพียง 89.05 นาทีซึ่งลดลงถึง 33.84 นาทีเนื่องจากความสูญเปล่าเป็นสิ่งที่ทําให้กระบวนการทํางานยาวนานขึํน การนําแนวคิดลีนมาใช้กําจัดความสูญเปล่าสามารถปรับปรุงขัํนตอนการทํางานและลด ระยะเวลาในการทํางานให้รวดเร็วขึํน ในการแนวคิดลีนลงสู่การปฏิบัติเพื่อวิเคราะห์และจัดการแผนผังกระบวนการรับ ผู้ป่วยใหม่ก่อนการปรับปรุง ได้นําเอาเทคนิค ECRS ซึ่งประกอบด้วย การกําจัด (Eliminate) การรวมกัน (Combine) การจัดใหม่ (Rearrange) และ การทําให้ง่ายขึํน (Simplify) จากการวิเคราะห์พบว่าการรวมกันของขัํนตอน 2 ขัํนตอน ย่อยในกระบวนการรับใหม่การทําให้ง่ายขึํนโดยใช้นวัตกรรม ICU Admission Kits สามารถกําจัดความสูญเปล่าที่เกิดขึํนได้ทําให้ระยะเวลาที่ใช้ในการบวนการรับผู้ป่วยใหม่ลดลง สอดคล้องกับงานวิจัยของ พุทธสิริเชืํอสกุล, ฐิติณัฏฐ์


42 อัคคะเดชอนันต์และอรอนงค์วิชัยคํา (2563) ที่ได้ใช้แนวคิดลีนในการปรับปรุงกระบวนการจําหน่ายสําหรับผู้ป่วย ทารกแรกเกิด หอผู้ป่วยกุมารเวชกรรม สามารถลดระยะเวลาที่ใช้ในกระบวนการจําหน่ายผู้ป่วยได้91.55 นาทีสรุปและข้อเสนอแนะ การปรับปรุงกระบวนการทํางานด้วยแนวคิดลีน สามารถลดขึํนตอนและระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ดังนัํนสา มารถนําผลการศึกษาที่ได้ใช้เป็นแนวทางในการประปรุงกระบวนการทํางานอื่นๆ เช่น การจําหน่ายผู้ป่วยถึงแก่กรรม หรือไม่สมัครอยู่รับการรักษาในงานห้องผู้ป่วยหนัก 2 เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทํางานและเพิ่มความพึงพอใจต่อ ผู้รับบริการมากยิ่งขึํน นอกจากนีํควรมีการนําข้อมูลปัญหาและข้อเสนอแนะของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเกี่ยวกับ อัตรากําลังในแต่ละเวรที่ไม่เท่ากัน ซึ่งมีผลต่อระยะเวลาที่ใช้ในกระบวนการรับใหม่เสนอต่อผู้บริหาร เพื่อมีการให้มีการ จัดอัตรากําลังให้สอดคล้องกับภาระงาน


43 การพัฒนารูปแบบการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง อําเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ธมภร โพธิรุด ผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง สาขาผู้ใหญ่และผู้สูงอายุจิรพันธ์อินทรศักดิ์พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ โรงพยาบาลเชียงกลาง จังหวัดน่าน บทคัดย่อ การวิจัยและพัฒนานีํมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบและศึกษาผลลัพธ์ของการใช้รูปแบบการป้องกันและการ ดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง กลุ่มตัวอย่างได้แก่ผู้บริหาร 5 คน บุคลากรทีมสุขภาพ 12 คน ตัวแทนผู้นําชุมชน และอสม. 23 คน ผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง 30 คน ผู้ดูแลผู้ป่วย 30 คน ผู้สูบบุหรี่30 คน และเยาวชน 30 คน รวมทัํงสิํน 160 คน ดําเนินการวิจัยในช่วงเดือนกันยายน 2564 ถึง สิงหาคม 2565 แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่1) ระยะศึกษาสถานการณ์โดยการสัมภาษณ์กลุ่มผู้บริหาร และสนทนากลุ่ม บุคลากรทีมสุขภาพ ผู้ป่วย ผู้ดูแลผู้ป่วย และ ตัวแทนผู้นําชุมชนและอสม. 2) ระยะพัฒนารูปแบบ และทดลองใช้และ 3) ประเมินผลลัพธ์การใช้รูปแบบที่พัฒนาขึํน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบวัดความรู้เรื่องโรคและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย แบบประเมินพฤติกรรม การดูแลตนเองของผู้ป่วย แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วย และแบบบันทึกผลลัพธ์ทางคลินิก วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้การวิเคราะห์เนืํอหา สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบค่าที(Pair t-test) ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง ประกอบด้วย ระบบการให้บริการ โรคปอดอุดกัํนเรืํอรังของอําเภอเชียงกลาง ระบบสนับสนุนการจัดการตนเอง ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ระบบ ฐานข้อมูลผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง การสร้างนโยบายสาธารณะที่เอืํอต่อสุขภาพ การจัดสิ่งแวดล้อมในชุมชน และ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน จากการประเมินผลการใช้รูปแบบ พบว่าอัตราการเลิกบุหรี่สําเร็จในกลุ่มผู้สูบบุหรี่ร้อยละ 46.66 เกิดกิจกรรมป้องกันนักสูบหน้าใหม่ในเยาวชน ผู้ป่วยมีคะแนนความรู้ในการปฏิบัติตัวและพฤติกรรม การดูแลตนเองเพิ่มขึํน ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึํน และผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ความสําคัญของปัญหาการวิจัย โรคปอดอุดกัํนเรืํอรังถือเป็นปัญหาสําคัญของพืํนที่ของจังหวัดน่าน รวมทัํงอําเภอเชียงกลาง เนื่องจากเป็นแหล่ง ปลูกยาสูบ มีความนิยมในการสูบบุหรี่มาก มีการเผาขยะในชุมชน มีการเผาทําลายป่าจํานวนมาก และการได้รับควันไฟ จากฟืนที่ใช้ในการประกอบอาหาร โดยพบสถิติผู้ป่วยที่ขึํนทะเบียนการรักษาในปีพ.ศ. 2561-2563 จํานวน 254, 250 และ 258 คน ตามลําดับ ซึ่งมีจํานวนผู้ป่วยมากเป็นอันดับ 3 โรงพยาบาล เป็นโรคที่มีผู้ป่วยมาพักรักษาใน โรงพยาบาลมากที่สุดและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากเป็นอันดับหนึ่งในแผนกผู้ป่วยใน ทําให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงในการ รักษา และยังมีอัตราการกําเริบเฉียบพลันเท่ากับ 240, 131.82 และ 133.71 ครัํงต่อ 100 ผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํน เรืํอรัง ตามลําดับ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์เป้าหมายของประเทศ นอกจากนีํยังพบว่าอัตราป่วยรายใหม่ของโรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง เท่ากับ 55.94, 54.81 และ 66.56 ต่อแสนประชากร ตามลําดับ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึํน (ศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ โรงพยาบาลเชียงกลาง, 2564) จากการทบทวนกิจกรรมการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรังที่ผ่านมา พบว่าเป็นการ ให้บริการที่เน้นพัฒนาการบริการในโรงพยาบาล การให้บริการผู้ป่วยยังไม่ครอบคลุมองค์รวม โดยเฉพาะในการดูแล ต่อเนื่องที่บ้านและชุมชน และการให้ชุมชนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย ขาดการบริการเชิง รุกในการป้องกันโรคปอดอุดกัํนเรืํอรังในชุนชน ซึ่งทําให้ผู้ป่วยไม่สามารถดูแลตนเองได้และมีคุณภาพชีวิตลดลง และมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มมากขึํน จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบบริการสุขภาพโรคเรืํอรังพบว่าการใช้ต้นแบบการดูแล โรคเรืํอรังภาคขยาย (Expanded Chronic care model: ECCM, Barr et al ., 2003) ช่วยให้บุคลากรทีมสุขภาพ สามารถดูแลผู้ป่วยโรคเรืํอรังได้ครบทุกมิติสามารถเชื่อมโยงทุกภาคส่วนในชุมชน ส่งผลลัพธ์ให้กับผู้ป่วยได้รับการดูแลที่


44 ต่อเนื่องครอบคลุมและเหมาะสมกับบริบท รวมถึงมีการสะท้อนผลการดําเนินงานร่วมกัน เพื่อนําไปสู่วิธีการดูแลที่มีประสิทธิภาพมากขึํน ผู้วิจัยจึงมีความสนใจนําแนวคิดการจัดการโรคเรืํอรังภาคขยายมาใช้เพื่อพัฒนารูปแบบการดูแล ผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรังโดยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล เพื่อให้ผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง สามารถดูแลตนเองได้มีคุณภาพชีวิตดีขึํน และส่งเสริมการเฝ้าระวังป้องกันโรคปอดอุดกัํนเรืํอรังในชุมชนให้ครอบคลุม มากขึํน ซึ่งจะสามารถลดภาระโรคเรืํอรังได้อย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการป้องกันและการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง อําเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน และ 2) เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการใช้รูปแบบการป้องกันและการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง อําเภอเชียงกลาง จังหวัด น่าน วิธีการศึกษา: รูปแบบการศึกษา: การวิจัยครัํงนีํเป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) การกําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างและวิธีคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง: กลุ่มตัวอย่าง เนื่องจากการวิจัยครัํงนีํประกอบไปด้วยผู้เกี่ยวข้องหลายส่วน จึงแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น กลุ่มเป้าหมายหลักและกลุ่มเป้าหมายรอง ดังนีํ1. กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรังที่ขึํนทะเบียนรักษาในโรงพยาบาลเชียงกลาง จังหวัดน่าน ระหว่างเดือนกันยายน 2564 ถึง สิงหาคม 2565 จํานวน 30 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง ขนาดกลุ่มตัวอย่าง กําหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการเปิดตาราง Sample Size Estimate Effect (Grove, Burns, & Gray, 2013) โดยกําหนดอํานาจทดสอบ (Power of test) ที่.80 ระดับนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และใช้ขนาดอิทธิพล (Effect Size) ขนาดกลาง=.5 ได้จํานวนกลุ่มตัวอย่างจํานวน 27 คน ผู้วิจัยเพิ่มขนาดกลุ่มตัวอย่างขึํนอีกร้อยละ 10 เป็น 30 คนเพื่อป้องกันการ Drop Out 2. กลุ่มเป้าหมายรอง ได้แก่1) ผู้ดูแลผู้ป่วย 30 คน 2) ผู้บริหาร 5 คน 3) บุคลากรทีมสุขภาพ 12 คน 4) ตัวแทนผู้นําชุมชนและอสม 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1) แบบเก็บรวมรวมในระยะศึกษาสถานการณ์พัฒนามาจากแนวคิดต้นแบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรืํอรัง ภาคขยาย ได้แก่1.1) แบบสัมภาษณ์เชิงลึกในกลุ่มผู้บริหาร 1.2) แนวคําถามในการสนทนากลุ่มของบุคลากรทีม สุขภาพ ผู้ป่วย ผู้ดูแลผู้ป่วย และตัวแทนผู้นําชุมชนและอสม. 2) แบบเก็บรวบรวมข้อมูลในระยะประเมินผล ได้แก่2.1) แบบวัดความรู้เรื่องโรคและการปฏิบัติตัว 2.2) แบบประเมินพฤติกรรมการดูแลตนเองสําหรับผู้ป่วย และ 2.3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อรูปแบบ ผู้วิจัยสร้างขึํนเองจาการทบทวนวรรณกรรม ผ่านการตรวจสอบความตรงของเนืํอหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน 3 ท่าน หาค่าความตรงตามเนืํอหา (Content Validity Index)= .81, .85 และ .87 จากนัํนนํามาปรับปรุงแก้ไข นําไป Try out ผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรังรพ.เวียงสา จังหวัดน่าน จํานวน 30 คน คํานวณหาความเชื่อมัน (Reliability) โดยใช้สูตร Kudur-Richardson 20 (KR-20)=.91, .93 และ.90 2.4) แบบบันทึกผลลัพธ์ทางคลินิก ได้แก่คะแนนความ รุนแรงของอาการหายใจเหนื่อย ระยะทางที่เดินได้บนพืํนราบใน 6 นาทีคะแนนกระทบจากโรคปอดอุดกัํนเรืํอรังต่อ ระดับคุณภาพชีวิต สมรรถภาพปอดเบืํองต้น และอัตราการเกิดการกําเริบเฉียบพลัน การดําเนินการวิจัย: ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ ศึกษาสถานการณ์พัฒนารูปแบบและทดลองใช้และ ประเมินผลลัพธ์การใช้รูปแบบการป้องกันและการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง ระยะที่1 ศึกษาสถานการณ์การดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรังในโรงพยาบาลและชุมชน แล้วนําข้อมูลที่เก็บ รวบรวมมาจัดหมวดหมู่ข้อมูล วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลตามองค์ประกอบการดูแลผู้ป่วยโรคเรืํอรังภาคขยาย


45 ระยะที่2 พัฒนารูปแบบและทดลองใช้ประกอบด้วยขัํนตอนดังนีํ1) ออกแบบการพัฒนาต้นแบบการดูแล ผู้ป่วยตามแนวคิดการดูแลโรคเรืํอรังภาคขยาย 2) นําต้นแบบให้ผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน 3 ท่าน พิจารณาความเหมาะสม และปรับแก้ไขตามข้อเสนอแนะ 3) ทดลองใช้ต้นแบบเพื่อพิจารณาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ โดยทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจํานวน 15 คน ระยะที่3 ประเมินผลลัพธ์การใช้รูปแบบที่พัฒนาขึํน โดยนํารูปแบบไปทดลองใช้ใช้กับกลุ่มตัวอย่าง คือผู้ป่วย โรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง โดยคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงจํานวน จํานวน 30 คน และการนําผลการทดลองใช้รูปแบบ มา ปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมมากยิ่งขึํน พร้อมที่จะนําไปใช้และขยายผลต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล/สถิติที่ใช้1) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่ม และการประชุมกล ลุ่มใช้การวิเคระห์เชิงเนืํอหา 2) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณของผลลัพธ์ในการดูแลผู้ป่วย โดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบค่าที(Pair t-test) ผลการศึกษา ข้อมูล ก่อนใช้รูปแบบ หลังใช้รูปแบบ t p Mean SD Mean SD คะแนนความรู้เรื่องโรคและการปฏิบัติตัว 67.80 8.42 89.50 5.49 4.741 .000 คะแนนพฤติกรรมการดูแลตนเอง 78.76 9.41 108.57 7.87 6.804 .000 คะแนนความรุนแรงของอาการหายใจ เหนื่อย 36.12 8.31 20.41 5.12 2.229 .000 ระยะทางที่เดินได้บนพืํนราบใน 6 นาที 275.43 48.56 354.56 59.45 - 4.786 .003 คะแนนกระทบจากโรคปอดอุดกัํนเรืํอรังต่อ ระดับคุณภาพชีวิต (CAT score) 12.94 2.86 6.97 1.97 - 0.028 .000 ค่าสมรรถภาพปอดเบืํองต้น (PEER) 205.80 35.72 279.84 43.84 - 6.872 .000 อัตราการเกิดการกําเริบเฉียบพลัน 20.45 3.41 13.15 2.03 4.606 .031 ระดับความพึงพอใจของผู้ป่วยต่อรูปแบบ (ร้อยละ) NA 90.07 8.91 อภิปรายผล: ด้านระบบการดูแลผู้ป่วยพบว่า รูปแบบการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง โดยประยุกต์ใช้ECCM ทําให้เกิดระบบบูรณาการป้องกันและจัดการโรค โดยเป็นการดูแลครอบคลุมองค์รวมอย่างต่อเนื่อง ทัํงเชิงรุก การป้องกัน รักษาและส่งเสริมสุขภาพ โดยเครือข่ายสุขภาพในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่าง ผู้ป่วยและทีมสุขภาพ ทําให้เกิดผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีสอดคล้องกับ หทัยรัตน์กันหาชิน (2563) ที่ศึกษาการ พัฒนาการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลแห่งหนึ่ง โดยใช้แนวคิด ECCM พบว่าระบบบริการ ดูแลผู้ป่วยเบาหวานมีคุณภาพมากขึํน มีการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่มีฐานข้อมูลผู้ป่วยที่เป็น ปัจจุบัน ชุมชนให้ความสําคัญและมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย ทําให้ผู้ป่วยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีขึํน ระดับ นํําตาลลดลง สําหรับด้านผลลัพธ์ด้านผู้ป่วยและด้านคุณภาพบริการพบว่า รูปแบบการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคปอด อุดกัํนเรืํอรัง ทําให้ผู้ป่วยมีความรู้และพฤติกรรมการดูแลตนเองเพิ่มขึํน ผลลัพธ์ทางคลินิกดีขึํนในทุกด้าน ผลกระทบจาก โรคต่อระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยลดลง โดยเป็นการจัดบริการแก่ผู้ป่วยที่มีความครอบคลุมมากขึํน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความ พึงพอใจต่อรูปแบบการดูแลในภาพรวมอยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับ ปัทมา สําราญ (2556) ที่ศึกษาการพัฒนาการ


46 ดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง ในรพ.ชุมพวง โดยใช้กรอบแนวคิด ECCM พบว่าผู้ป่วยมีการรับรู้เกี่ยวกับโรคมากขึํน มีพฤติกรรมในการดูแลตนเองดีขึํน ผู้ป่วยมีสมรรถภาพปอดและมีความทนในการทํากิจกรรมมากขึํน โดยมีการทํางาน ร่วมกันของทีมในการดูแลผู้ป่วย ทําให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ครอบคลุม และมีการติดตามผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง จากผลการวิจัยชีํให้เห็นว่ารูปแบบการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรังที่พัฒนาขึํนทําให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการปัญหาด้านสุขภาพของชุมชน ส่งผลให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีเกิดความเข้มแข็งของ ชุมชนและตระหนักถึงปัญหาด้านสุขภาพของชุมชน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และทําให้เกิดการดูแล ครอบคลุมองค์รวมอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีในทุกด้าน ข้อเสนอแนะ ควรทําการศึกษาวิจัยโดยใช้ระยะเวลาให้ยาวขึํนซึ่งจะทําให้เห็นผลสมรรถภาพปอดชัดเจนมาก ขึํน และควรศึกษาผลลัพธ์ด้านสุขภาพอื่นๆ ในการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง เช่น อัตราป่วย รายใหม่ของโรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง วันนอนโรงพยาบาล และคุณภาพชีวิต เป็นต้น


47 ประสิทธิผลการใช้แนวปฏิบัติการวางแผนจําหน่ายผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ได้รับการดึงถ่วงน้ําหนักที่บ้าน โรงพยาบาลนครพิงค์จังหวัดเชียงใหม่นางอําภา ขันอัศวะ พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ หอผู้ป่วยสามัญออร์โธปิกดิกส์ชาย โรงพยาบาลนครพิงค์ความสําคัญของปัญหาการวิจัย อุบัติการณ์ของการเกิดกระดูกสะโพกหักพบมากที่สุดในชาวคอเคเซียน (Caucacians) โดยมีอัตราส่วนเพศ หญิงต่อเพศชายประมาณ 3 ต่อ 1 อุบัติการณ์ของกระดูกหักจะเพิ่มมากขึํนตามอายุที่มากขึํน ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีการประมาณการณ์ว่าในปีพ.ศ. 2593 จะเกิดกระดูกสะโพกหักทั่วโลกประมาณ 6.3 ล้านครัํง และมากกว่าครึ่งหนึ่ง ของจํานวนนีํจะเกิดในเอเชีย ในประเทศไทยคาดว่าจะมีกระดูกสะโพกหักในปีพ.ศ. 2568 และ 2593 เป็นจํานวน 34,246 คน และ 56,443 คนตามลําดับ และพบว่า ผู้ป่วยที่มีปัญหากระดูกสะโพกหักมีอัตราการเสียชีวิต โดยเฉพาะ อย่างยิ่งภายใน 1 ปีแรกหลังการเกิดกระดูกสะโพกหัก เฉลี่ยมากถึงร้อยละ 18 และสูงกว่าประชากรทั่วไปถึง 8 เท่า สาเหตุของการเกิดกระดูกหัก คือ คุณภาพของกระดูกที่แย่ลง ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง ทําให้เกิดการหักได้ง่ายแม้ได้รับแรงกระแทกที่ไม่มาก ร้อยละ 79 เกิดจากการหกล้มในระดับที่ยืนหรือเดิน หญิงที่หมดประจําเดือนและ เป็นโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) จึงทําให้กระดูกหักง่าย แม้ได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย ทําให้เกิดความทุกข์ทรมาน ความสูญเสียทางเศรษฐกิจทัํงต่อครอบครัวของผู้ป่วยเอง และต่อสังคมโดยรวม การรักษากระดูกสะโพกหักวิธีที่รักษาที่ดีที่สุด คือ การผ่าตัดและจะต้องผ่าตัดให้เร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมง ถ้าผู้ป่วยไม่มีข้อห้ามในการผ่าตัด เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูสภาพร่างกายกลับมาเคลื่อนไหว และทํากายภาพบําบัดให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจาก การนอนนาน เช่น การติดเชืํอระบบทางเดินปัสสาวะ ปอดบวม การเกิดแผลกดทับ ส่วนผู้สูงอายุที่ไม่สามารถรักษาด้วย การผ่าตัดได้นัํนเนื่องจากมีอุปสรรคด้านภาวะสุขภาพ เช่น อายุมาก มีโรคประจําตัวที่เป็นอันตรายต่อการผ่าตัด เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้รวมทัํงผู้สูงอายุและครอบครัวไม่ประสงค์ที่จะรับการรักษา ด้วยการผ่าตัดจะรักษาโดยการดึงถ่วงนํําหนัก ปัจจุบันการรักษาวิธีไม่ผ่าตัด ทําให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ทําให้อัตราตายสูงมากขึํน การนําแนวปฏิบัติมาใช้ใน แผนกออร์โธปิดิกส์เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ที่กระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงนํําหนักที่บ้าน ได้รับการดูแลที่ดีเนื่องจากแนวปฏิบัติเป็นเครื่องมือสําคัญที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างหลักฐานเชิงประจักษ์กับการปฏิบัติและเป็นผลที่เกิดจากการพัฒนาอย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้ประกอบวิชาชีพหรือผู้ให้บริการเกี่ยวกับ การดูแลรักษาสุขภาพที่เหมาะสมสําหรับภาวะใดภาวะหนึ่ง การวางแผนจําหน่ายผู้ป่วยเป็นสิ่งจําเป็นที่บุคลากรทีม สุขภาพควรให้ความสําคัญ เพื่อให้ครอบครัวดูแลต่อที่บ้านจึงเป็นเรื่องจําเป็นต่อผู้ป่วยทัํงในเรื่องการดูแลต่อเนื่องเมื่อ กลับไปอยู่บ้านและด้านการลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล ข้อมูลสถิติของโรงพยาบาลนครพิงค์ในปี2560-2562 พบว่า ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่มีอายุมากกว่า 60 ปีมีจํานวน 324, 581 และ 414.ราย ตามลําดับ เป็นผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่มีข้อจํากัดในการผ่าตัด คือ โรค ประจําตัวมาก ผู้ป่วยและญาติปฏิเสธการรักษาด้วยการผ่าตัด เลือกการรักษาด้วยการใส่เครื่องดึงถ่วงนํําหนักที่บ้าน มีจํานวน.107, 162 และ 89 ราย ตามลําดับ ในผู้ป่วยกลุ่มนีํพบอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อนได้แก่การเกิดแผล กดทับ การติดเชืํอทางเดินปัสสาวะ กระดกข้อเท้าไม่ได้เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลนานขึํน ค่าใช้จ่ายในการรักษามากขึํนตามมา จากการทบทวนคุณภาพการดูแลผู้ป่วยที่ผ่านมา พบว่า แนวทางการดูแลผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวของโรงพยาบาล นครพิงค์ยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่หลากหลายตามประสบการณ์ของพยาบาลแต่ละคน และอุปกรณ์สําหรับดึงถ่วงนํําหนักที่บ้านมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดความยุ่งยากในการจัดหาอุปกรณ์ผู้ป่วยและญาติขาดความมั่นใจ ในการดูแลตนเองเมื่อจําหน่ายกลับบ้าน ดังนัํน ผู้ศึกษาและทีมดูแลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์โรงพยาบาลนครพิงค์จึงเห็น


48 ความสําคัญของการนําแนวปฏิบัติการวางแผนจําหน่ายผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงนํําหนักที่บ้านมาใช้ เพื่อให้พยาบาลที่ให้การดูแลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงนํําหนักที่บ้าน มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นแนวทาง เดียวกัน ผู้ป่วยและญาติ/ผู้ดูแลสามารถปฏิบัติตัวที่บ้านได้อย่างมั่นใจ ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้และมีคุณภาพ ชีวิตที่ดีขึํน ผู้วิจัยและบุคลากรทีมสุขภาพในแผนกออร์โธปิดิกส์โรงพยาบาลนครพิงค์จังหวัดเชียงใหม่จึงพัฒนา คุณภาพการวางแผนจําหน่ายผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงนํําหนักที่บ้าน โดยการนําแนวปฏิบัติดังกล่าวไป ใช้ในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักและติดตามประเมินประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติการวางแผนจําหน่ายผู้ป่วยกระดูก สะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงนํําหนักที่บ้าน โรงพยาบาลนครพิงค์โดยดําเนินการตามกรอบแนวคิดการใช้แนวปฏิบัติทาง คลินิกของสภาวิจัยด้านสุขภาพและการแพทย์แห่งชาติประเทศออสเตรเลีย (NHMRC, 1999) โดยมีขัํนตอนที่ประกอบด้วย 1) การเผยแพร่และการนําแนวปฏิบัติทางคลินิกไปใช้2) การประเมินผลลัพธ์เพื่อให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงการปฏิบัติและเกิดผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีแก่ผู้ป่วย ในการใช้แนวปฏิบัติการวางแผนจําหน่ายผู้ป่วยกระดูก สะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงนํําหนักที่บ้าน โรงพยาบาลนครพิงค์วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการใช้แนวปฏิบัติการวางแผนจําหน่ายผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วง นํําหนักที่บ้าน โรงพยาบาลนครพิงค์ในประเด็นอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่การเกิดแผลกดทับ การติด เชืํอทางเดินปัสสาวะ การเกิดปอดอักเสบ ค่าใช้จ่าย และจํานวนวันนอน อัตราการตาย และคุณภาพชีวิต วิธีการศึกษา การวิจัยครัํงนีํเป็นการวิจัย retrospective study โดยศึกษาผลลัพธ์แนวปฏิบัติการวางแผนจําหน่ายผู้ป่วย กระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงนํําหนักที่บ้านโรงพยาบาลนครพิงค์เชียงใหม่กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ผู้ป่วยสะโพกหักอายุ60 ปีขึํนไปทัํงเพศชายและเพศหญิง ที่เข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยสามัญออร์โธปิดิกส์ชาย และหอผู้ป่วยสามัญออร์โธปิดิกส์หญิง โรงพยาบาลนครพิงค์และได้รับการวินิจฉัยโรค femoral neck fracture, Intertrochanteric fracture และ sub trochanteric fracture ที่เกิดจากแรงกระแทกต่ํา (low energy) ระหว่างวันที่1 เดือน กันยายน พ.ศ.2563 ถึงวันที่28 เดือน กุมภาพันธ์พ.ศ. 2564 โดยแบ่งกลุ่มละ 50 ราย โดยคํานวณกลุ่ม ตัวอย่างจากผลงานวิจัยของสรรัตน์เลอมานุวรรัตน์ (2553) โดยใช้สูตรคํานวณ two sample comparison of means จากโปรแกรมสําเร็จรูป (significant level=0.05, power=0.8) ผู้วิจัยจึงได้กําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง 100 ราย โดยแบ่งกลุ่มทดลองและควบคุม กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มละ 50 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่1 แนวปฏิบัติแนวปฏิบัติการวางแผนจําหน่ายผู้ป่วยกระดูกสะโพก หักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงนํําหนักที่บ้าน แผนกออร์โธปิดิกส์โรงพยาบาลนครพิงค์เชียงใหม่ ประกอบด้วยการมีส่วนร่วมของ บุคลากรทีมสุขภาพ การมีส่วนร่วมของผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักและผู้ดูแลหลัก การกําหนดแบบแผนที่เหมาะสม กระบวนการส่งต่อการดูแลต่อเนื่อง ส่วนที่2 เครื่องมือสําหรับรวบรวมผลลัพธ์ได้แก่1) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของ ผู้ป่วยสะโพกหัก 2) แบบการบันทึกจํานวนอุบัติการณ์การเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่การเกิดแผลกดทับ การติดเชืํอ ทางเดินปัสสาวะ การเกิดปอดอักเสบ การหกล้ม และ 3) แบบบันทึกจํานวนค่าใช้จ่าย จํานวนวันนอน อัตราการตาย และคะแนนคุณภาพชีวิต ได้รับการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ตรวจสอบความตรงตามเนืํอหา (content validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ3 ท่าน ประกอบด้วยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์จํานวน 1 ท่าน อาจารย์พยาบาลที่มีความรู้ในเรื่องการดูแลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์จํานวน 1 ท่าน พยาบาลวิชาชีพเฉพาะ ทางด้านการดูแลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์จํานวน 1 ท่าน และนํามาคํานวณหาค่าดัชนีความตรงตามเนืํอหา (Content


49 validity Index: CVI) หลังจากนัํนนําข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิมาพิจารณาแก้ไขปรับปรุงให้มีความ ชัดเจนด้านเนืํอหา และความเหมาะสม ก่อนนําไปใช้จริง การพิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่าง การวิจัยครัํงนีํผู้วิจัยดําเนินการภายหลังได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัย โรงพยาบาลนครพิงค์จังหวัดเชียงใหม่เลขที่หนังสือรับรอง 200/63 โดยผู้วิจัยดําเนินการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยสะโพกหัก ด้วยการแจ้งวัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล พร้อมทัํงขอความร่วมมือในการศึกษาโดยไม่มีการ บังคับใด ๆ และมีเอกสารยินยอมเข้าร่วมในการศึกษา การตอบรับหรือปฏิเสธจะไม่มีผลต่อการดูแลรักษา ผู้ศึกษาได้ชีํแจงให้ทราบว่าหากเข้าร่วมการศึกษาแล้วสามารถออกจากการศึกษาได้ตลอดเวลาตามต้องการ ข้อมูลทัํงหมดของ ผู้ป่วยและทีมผู้ใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกจะถูกเก็บเป็นความลับ การนําข้อมูลไปอภิปรายหรือพิมพ์เผยแพร่จะเสนอใน ภาพรวมของการผลการศึกษาเท่านัํน การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สําเร็จรูป ซึ่งมีรายละเอียดดังนีํ1. ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยสะโพกหัก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการ แจกแจงความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่า พิสัยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. เปรียบเทียบความแตกต่างของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยสะโพกหักระหว่างกลุ่มที่ไม่ได้ใช้และกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติทางคลินิกโดยใช้สถิติฟิชเชอร์(Fisher exact test) 3. เปรียบเทียบ ค่าใช้จ่าย อัตราการตาย และคุณภาพชีวิต ระหว่างกลุ่มที่ไม่ได้ใช้และกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติทา คลินิก โดยใช้linear regression 4. เปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดแผลกดทับ การติดเชืํอทางเดินปัสสาวะ การติดเชืํอทางเดิน ปัสสาวะที่คาสายสวน การเกิดภาวะปอดอักเสบใช้สถิติlogistic regression ผลการศึกษา พบว่าข้อมูลทั่วไปอายุกลุ่มก่อนใช้มีอายุเฉลี่ยมากกว่ากลุ่มหลังใช้แนวปฏิบัติโดยมีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 81.82 กลุ่มหลังใช้80.50 กลุ่มก่อนใช้มีโรคประจําตัวมากกว่า ส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยเป็น Fracture Intertrochanteric เป็นเพศหญิงมากกว่าชายและสาเหตุการหักเกิดจากการหกล้ม ทัํงสองกลุ่ม เมื่อเปรียบเทียบการเกิดภาวะแทรกซ้อน พบว่า กลุ่มหลังใช้เกิดแผลกดทับน้อยกว่ากลุ่มก่อนใช้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติp value < 0.002 และกลุ่มหลังใช้เกิดการติดเชืํอทางเดินปัสสาวะน้อยกว่ากลุ่มก่อนใช้อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติP-value <0.05 ส่วนการติดเชืํอทางเดินปัสสาวะจากการคาสายสวนปัสสาวะ การเกิดปอดอักเสบ และอัตราตาย ไม่มีความแตกต่างกันนอกจากนีํจํานวนวันนอน ค่าใช้จ่าย มีแนวโน้มลดลง และคุณภาพชีวิตทัํงสองกลุ่ม ไม่มีความแตกต่างกัน


50 อภิปรายผล ข้อมูลพืํนฐานทัํงสองกลุ่ม อายุเพศ โรคประจําตัว สาเหตุการหัก การวินิจฉัยโรคไม่แตกต่างกัน ประสิทธิผลการ ใช้แนวปฏิบัติการวางแผนจําหน่ายผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ได้รับการดึงถ่วงนํําหนักที่บ้าน พบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับ การดูแลตามแนวปฏิบัติการวางแผนจําหน่าย เกิดแผลกดทับลดลง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p- value < 0.002) และการติดเชืํอทางเดินปัสสาวะลดลง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p- value< 0.05) ทัํงนีํเนื่องมาจากแนวปฏิบัติที่พัฒนาขึํนใหม่มีการวางแผนการจําหน่ายผู้ป่วยร่วมกับทีมศูนย์ดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องมีส่วนร่วมในการเตรียมพร้อมผู้ป่วยก่อนจําหน่วยทัํงในด้านการให้ความรู้และทักษะของผู้ดูแล การประเมิน สภาพแวดล้อมที่บ้านผู้ป่วย มีการประสานชุมชนในการเตรียมด้านสิ่งแวดล้อมและความพร้อมของอุปกรณ์ให้พร้อม ก่อนจะส่งผู้ป่วยไปดูแลต่อที่บ้าน นอกจากนีํยังมีการประเมินผลการวางแผนจําหน่ายโดยใช้แบบประเมินการวางแผน จําหน่ายผู้ป่วยสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงนํํา หนักต่อเนื่องที่บ้านของทีมนําทางคลินิกด้านออร์โธปิดิกส์ที่มีการประเมิน ความพร้อมเฉพาะในด้านการดูแลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงนํําหนักต่อเนื่องที่บ้าน ตลอดจนทีมการ พยาบาลหอผู้ป่วยสามัญออร์โธปิดิกส์และทีมนักกายภาพจะมีการสอน แนะนํา สาธิต ซํํา ตลอดจนหาแหล่งสนับสนุน ด้านอุปกรณ์เตียงและสิ่งแวดล้อมที่บ้าน เมื่อเกิดความพร้อมจะส่งผู้ป่วยไปดูแลต่อเนื่องที่บ้านโดยผ่านไปยังเครือข่าย ดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องภายในจังหวัดส่งผลให้การประสานการดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพ และการติดตามผลลัพธ์ของการ ดูแลต่อเนื่องที่บ้านจะกําหนดระยะเวลาและเป้าหมายในการติดตามผลลัพธ์ที่ชัดเจน นอกจากนีํความต้องการของผู้ป่วย ที่มีปัญหากระดูกและข้อคือการฟื้นตัว การทําหน้าที่ของร่างกายเพื่อการดําเนินกิจวัตรประจําวันอย่างอิสระโดย พยาบาลมีบทบาทสําคัญในการส่งเสริมความสามารถของผู้ป่วยและผู้ดูแลในครอบครัวในการดูแลตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ตัํงแต่รับใหม่จนกระทั่งจําหน่ายและติดตามหลังจําหน่าย ข้อเสนอแนะ 1. การนําแนวปฏิบัติการวางแผนจําหน่ายผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก โรงพยาบาลนครพิงค์มาใช้จะสามารถแก้ไขปัญหา หรือทําให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องถ่วงนํําหนักที่บ้าน ครอบคลุมทัํงด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม 2. พยาบาลในหน่วยงานที่ดูแลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องถ่วงนํําหนักที่บ้านมีแนวทางในการดูแลที่เป็นแนวทาง เดียวกัน ลดความหลากหลาย 3. พยาบาลควรจะเน้นการในการดูแลที่ส่งเสริมให้ผู้ป่วย ผู้ดูแล และทีมสหสาขาได้รับมีส่วนร่วมในการดูแลตัํงแต่เริ่ม เข้ารับการรักษาเพื่อเตรียมตัวเรื่องการปฏิบัติและการดูแลผู้ป่วย ได้อย่างต่อเนื่องทัํงในโรงพยาบาลและในชุมชน 4. การส่งต่อผู้ป่วยเพื่อการดูแลต่อเนื่องที่บ้านผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้การส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยได้รวดเร็ว ข้อมูล มีความครบถ้วน ส่งผลให้การสื่อสารระหว่างทีมมีประสิทธิภาพ ทําให้การดูแลผู้ป่วยมีคุณภาพได้


Click to View FlipBook Version