51 ประสิทธิผลการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจโดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือในการกินยา ขับเหล็กในเด็กโรคธาลัสซีเมียที่มีค่าเหล็ก( Serum ferritin ) สูง คลินิกโรคเลือด โรงพยาบาลพะเยา ชุติมา รักเหล่า * RN. พัชรินทร์คํานวล ** PhD. (Clinical Epidemiology) นิภาภรณ์เชื้อยูนาน *** RN ผ่องพรรณ สมศรี* RN *กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพะเยา**คณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ลําปาง ***กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาล โรงพยาบาลพะเยา บทคัดย่อ การศึกษาครัํงนีํเป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลองกลุ่มเดียว(Quasi-experimental research)วัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาประสิทธิผลการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจโดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือในการกินยา ขับเหล็กในเด็กโรคธาลัสซีเมียที่มีค่าเหล็ก( Serum ferritin) สูง และค่าเหล็ก (serum ferritin) คลินิกโรคเลือด โรงพยาบาลพะเยาประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ เด็กโรคธาลัสซีเมียที่มีค่าเหล็ก (Serum ferritin) มากกว่า 1,000 ng /ml และได้ยาขับเหล็กชนิดรับประทานมาอย่างน้อย 6 เดือน ที่เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องที่คลินิกโรคเลือด ห้องตรวจเด็กโรงพยาบาลพะเยา, อายุ6-19 ปีหรือผู้ปกครอง กรณีที่เด็กอ่านและเขียนเองไม่ได้ทัํงเพศชายและเพศ หญิงที่ให้ข้อมูลแบบเดิม จํานวน 30 ราย ระยะเวลาตัํงแต่พฤศจิกายน 2565 ถึง มิถุนายน 2566 คัดเลือกกลุ่ม ตัวอย่าง ประเมินความรู้เรื่องโรคธาลัสซีเมีย ประเมินความร่วมมือในการกินยาก่อนให้ข้อมูล หลังจากนัํนสร้างกลุ่มไลน์โรคเลือดเรารักกัน เชิญกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มไลน์ส่งข้อมูลความรู้เรื่องโรคธาลัสซีเมีย การปฏิบัติตัวและภาวะเหล็กเกิน และข้อความเตือนการกินยา การสร้างแรงจูงใจ ให้กําลังใจ ทุกวันจันทร์ส่งข้อความเตือนมาตรวจตามนัดก่อนวันนัด 1 วัน ในวันมาตรวจรักษาประเมินการกินยาทุกเดือน ติดตามผลค่าเหล็กทุก 3 เดือน ประเมินความรู้เรื่องโรคธาลัสซี เมีย การปฏิบัติตัวและภาวะเหล็กเกิน และความพึงพอใจในการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์หลังให้ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล ส่วนบุคคลโดยค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างโดย ใช้สถิติทดสอบ paired t-test และ exact probability test วิเคราะห์ประสิทธิผลการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจ โดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือในการกินยาขับเหล็ก และค่าเหล็กในเด็กโรคธาลัสซีเมียที่มีค่า เหล็ก ( Serum ferritin ) สูง ด้วยสถิติmultivariable regression ผลการศึกษา: การให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจโดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์พบว่าคะแนนความรู้เรื่องโรค ธาลัสซีเมียการปฏิบัติตัวและภาวะเหล็กเกินเพิ่มขึํนก่อนการให้ข้อมูล แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p<0.001) ค่าเหล็กลดลงแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p<0.043) ความร่วมมือในการกินยาเพิ่มขึํนแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p<0.001) ความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์ด้วย Multilevel modeling repeated การให้ข้อมูล สร้างแรงจูงใจโดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ความร่วมมือในการกินยาขับเหล็กของ เด็กโรคธาลัสซีเมียเพิ่มขึํน แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติp-value <0.001 ส่งผลให้ลดระดับ serum ferritin ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติp-value 0.046 คําสําคัญ: แอพพลิเคชั่นไลน์ความร่วมมือในการรับประทานยา เด็กโรคธาลัสซีเมีย ค่าเหล็ก (Serum ferritin) ความสําคัญของปัญหาการวิจัย โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคเรืํอรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ส่งผลกระทบทางด้านร่างกายและการดําเนิน ชีวิตของผู้ป่วยทุกช่วงวัย (วรวรรณ ตันไพจิตร,2552) เด็กมีอาการซีดปานกลางถึงรุนแรงต้องรักษารับเลือดตลอดชีวิต ทําให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่สําคัญ คือ ภาวะเหล็กเกิน ตรวจวัดได้จากค่า Serum ferritin ที่เกินเกณฑ์ปกติมากกว่า 1,000 ng /ml และต้องได้รับการรักษาให้ยาขับเหล็กชนิดรับประทาน การที่เด็กกินยาขับเหล็กไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน และไม่ต่อเนื่องเป็นปัญหาสําคัญที่ทําให้การรักษาล้มเหลว ไม่สามารถลดระดับเหล็กที่คั่งค้างในร่างกายได้มีภาวะเหล็ก เกินและสะสมตามอวัยวะต่าง ๆอวัยวะเสียหายหรือหยุดทํางานจนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต (วิปร วิประกษิต, 2552) ดังนัํนการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างแรงจูงใจในกินยาขับเหล็กและกินยาอย่างต่อเนื่องของเด็กโรคธาลัสซีเมีย จึงเป็น
52 สิ่งสําคัญที่จะช่วยให้เด็กมีความร่วมมือในการกินยาต่อไปและมีสุขภาพดีขึํน จากการทบทวนวรรณกรรมมีวิธีเพื่อเพิ่ม ความร่วมมือในการใช้ยา ได้แก่การส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ ดังเช่นการศึกษาของนัสชฎาพร นันทะจันทร์และ การศึกษาของรัชนีกร ไข่หิน ศึกษาเด็กกินยาต้านไวรัสหลังการให้ข้อมูล และสร้างแรงจูงใจโดยการทํากลุ่มกิจกรรม อธิบายให้ความรู้พบว่ากลุ่มทดลองมีวินัยการกินยามากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ( p< .001) (นัส ชฎาพร นันทะจันทร์, 2558 , รัชนีกร ไข่หิน, 2558) การศึกษาของ Finitsis และคณะ ,Pop-Eleches และคณะ , Lester และคณะ เรื่องการออกแบบข้อความเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์พบว่าการ ส่งข้อความ ทางโทรศัพท์มือถือทําให้เพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์ได้มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติและการส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือยังมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาผลลัพธ์ทาง คลินิกได้แก่viral load และ CD4 (Finitsis DJ, et al,2014 , Pop-Eleches ,et al,2011 และ Lester RT, et al,2010) การศึกษาของ ธัญนุช โอป ณะโสภิตและคณะ ศึกษาผลของโปรแกรมการกํากับตนเองแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ในการควบคุม นํําหนักของบุคลากรทางการแพทย์กลุ่มตัวอย่างในการศึกษานีํคือบุคลากรโรงพยาบาลปากช่องนานา จังหวัด นครราชสีมา ที่มีนํําหนักเกินมาตรฐาน โดยมีค่าดัชนีมวลกายมากกว่าหรือเท่ากับ 23 กิโลกรัมต่อตารางเมตร หลังจาก เข้ารวมโปรแกรมการกํากับตนเอง แบบเพื่อนช่วยเพื่อนผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมแบบพบหน้า และกิจกรรมในกลุ่มไลน์เป็นเวลา 12 สัปดาห์พบว่ากลุ่มตัวอย่าง มีนํําหนัก ดัชนีมวลกายและความยาวรอบเอว ลดลง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p < 0.05) (ธัญนุช โอปณะโสภิตและคณะ,2564) คลินิกโรคเลือดเด็กโรงพยาบาลพะเยามีเด็กโรคธาลัสเซียอายุ6-19 ปีจํานวน 35 รายที่มีค่าเหล็ก(Serum ferritin) มากกว่า 1000 ng/ml กินยาขับเหล็ก 35 ราย จากการซักประวัติสอบถามการกินยาขณะที่มารับบริการ เด็กมีการหยุดยาและกินยาไม่ต่อเนื่อง 28 ราย คิดเป็นร้อยละ 80 สาเหตุจากมีอาการข้างเคียงของยา อาเจียน ปวด ข้อ ลืมกินมืํอเที่ยง ลืมกินตอนเช้า ตื่นสาย รีบไปโรงเรียนจึงไม่กินยา กินแล้วก็ต้องเติมเลือดเหมือนเดิมอาการไม่ดีขึํน จึงหยุดกิน ในเด็กเล็กผู้ปกครองต้องใช้เวลา ใช้กลยุทธ์ให้รางวัลและกล่าวชื่นชมเพื่อขอความร่วมมือให้กินยา ค่าเหล็กไม่ลดลง บางรายต้องเพิ่มการรักษาเป็นยาขับเหล็กชนิดฉีดเข้าเส้นเลือดดํา (ฝ่ายเวชระเบียนและสถิติโรงพยาบาล พะเยา,2565) ซึ่งการให้บริการในคลินิกโรคเลือดเด็ก มีการให้คําแนะนํา ให้ข้อมูลอธิบายการกินยาขับเหล็กแบบพบ หน้าในวันที่เด็กมารับบริการ ยังพบว่ามีเด็กโรคธาลัสซีเมียมีความร่วมมือในการกินยาขับเหล็กที่ไม่ถูกต้องอยู่จึงมีความจําเป็นที่ต้องพัฒนาหาวิธีเพื่อช่วยเตือน สนับสนุนให้เด็กมีความร่วมมือในการกินยาขับเหล็กที่ดีขึํน ดังนัํนผู้วิจัยใน ฐานะพยาบาลวิชาชีพชํานาญการ ปฏิบัติหน้าที่ในคลินิกโรคเลือดเด็ก โรงพยาบาลพะเยา จังหวัดพะเยา จึงมีความสนใจ ศึกษาประสิทธิผลการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจโดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือในการกินยา ขับเหล็กในเด็กโรคธาลัสซีเมียที่มีค่าเหล็ก( Serum ferritin) สูง คลินิกโรคเลือด โรงพยาบาลพะเยา เพื่อพัฒนาผลลัพธ์ด้านสุขภาพในเด็กโรคธาลัสซีเมีย วัตถุประสงค์วิจัย เพื่อศึกษาประสิทธิผลการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจโดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือ ในการกินยาขับเหล็กในเด็กโรคธาลัสซีเมียที่มีค่าเหล็ก( Serum ferritin) สูง และค่าเหล็ก (serum ferritin) คลินิกโรค เลือด โรงพยาบาลพะเยา วิธีการศึกษา รูปแบบการศึกษา แบบกึ่งทดลองกลุ่มเดียว สถานที่ศึกษา คลินิกโรคเลือดเด็ก โรงพยาบาลพะเยา
53 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ เด็กโรคธาลัสซีเมียที่มีค่าเหล็ก (Serum ferritin) มากกว่า 1,000 ng /ml และได้ยาขับเหล็กชนิด รับประทานคือ Deferipone (GPO- L-ONE) และ Exjade มาอย่างน้อย 6 เดือน ที่เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องที่คลินิกโรคเลือด ห้องตรวจเด็กโรงพยาบาลพะเยา, อายุ6-19 ปีหรือผู้ปกครอง กรณีที่เด็กอ่านและเขียนเองไม่ได้ทัํง เพศชายและเพศหญิงที่ให้ข้อมูลแบบเดิม ระยะเวลาตัํงแต่พฤศจิกายน 2565 ถึง มกราคม2566 ให้ข้อมูล การสร้าง แรงจูงใจโดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ระหว่างเดือน กุมภาพันธ์2566 ถึง มิถุนายน 2566 การคํานวณ ขนาดตัวอย่างคํานวณจากค่าเหล็กที่เพิ่มขึํนของผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมียที่ให้ข้อมูลตามปกติเฉลี่ย 2470 ng /ml และ ค่าเหล็กที่เพิ่มขึํนของผู้ป่วยเด็กโรคธาลัสซีเมียที่ให้ข้อมูลการสร้างแรงจูงใจโดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์เฉลี่ย 1800 ng /ml วัดผลก่อนหลัง กําหนด power 80 one side alpha error 0.05 significant ratio 1:1 ได้ขนาดตัวอย่างอย่างน้อยจํานวน 30 ราย วิธีการศึกษา คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ประเมินความรู้เรื่องโรคธาลัสซีเมีย การ ปฏิบัติตัวและภาวะเหล็กเกิน ประเมินความร่วมมือในการกินยา ก่อนให้ข้อมูล หลังจากนัํนสร้างกลุ่มไลน์โรคเลือดเรา รักกัน เชิญกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มไลน์ส่งข้อมูลความรู้เรื่องโรคธาลัสซีเมีย การปฏิบัติตัวและภาวะเหล็กเกิน และข้อความ เตือนการกินยา การสร้างแรงจูงใจ ให้กําลังใจ ทุกวันจันทร์ส่งข้อความเตือนมาตรวจตามนัดก่อนวันนัด 1 วัน ในวัน มาตรวจรักษาประเมินการกินยาทุกเดือน ติดตามผลค่าเหล็ก( serum ferritin )ทุก 3 เดือน หลังให้ข้อมูลประเมิน ความรู้เรื่องโรคธาลัสซีเมีย การปฏิบัติตัวและภาวะเหล็กเกิน และความพึงพอใจในการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์การวิเคราะห์ข้อมูล รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เปรียบเทียบ ความแตกต่างโดยใช้สถิติทดสอบ paired t-test และ exact probability test วิเคราะห์ประสิทธิผลการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจโดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือในการกินยาขับเหล็ก และค่าในเด็กโรค ธาลัสซีเมียที่มีค่าเหล็กสูง ด้วยสถิติmultivariable regression ผลการศึกษา การให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจโดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์พบว่าคะแนนความรู้เรื่องโรคธาลัสซี เมียการปฏิบัติตัวและภาวะเหล็กเกิน เพิ่มขึํนก่อนการให้ข้อมูลฯเฉลี่ย 11.43±1.4 คะแนน หลังให้ข้อมูลฯเฉลี่ย 13.6 ±0.5 คะแ น น แตกต่างกัน อย่าง มีนัยสําคัญท างสถิติ (p<0.001) ค่าเ ห ล็กลดลง (mean±SD 2961.93±3719.93 VS 1858.32±1641.07) แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p<0.043) ความร่วมมือ ในการกินยาเพิ่มขึํน (mean±SD86.51 ±10.54 VS 94.13 ± 6.01) แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p<0.001) ความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมากร้อยละ 92.22 หรือ (mean±SD 3.91±2.47) ผลการวิเคราะห์ด้วย Multilevel modeling repeated การให้ข้อมูล สร้างแรงจูงใจโดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ความ ร่วมมือในการกินยาขับเหล็กของเด็กโรคธาลัสซีเมียเพิ่มขึํน 8.17 คะแนน (Coef 8.17 95%CI 6.51, 9.84) แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติp-value <0.001 ส่งผลให้ลดระดับเหล็ก ( serum ferritin )ได้627.56 ng/ml (Coef. – 627 95% CI - 1244.65, -10.48) แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติp-value 0.046 อภิปรายผล 1. คะแนนความรู้เรื่องโรคธาลัสซีเมียการปฏิบัติตัวและภาวะเหล็กเกิน เพิ่มขึํนก่อนการให้ข้อมูลฯเฉลี่ย 11.43±1.4 คะแนน หลังให้ข้อมูลฯเฉลี่ย 13.6 ±0.5 คะแนนแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p<0.001) ซึ่ง สอดคล้องกับ จันทร์ทิพย์กาญจนศิลป์และคณะ ศึกษาผลของแอพพลิชั่นแจ้งเตือนร่วมกับคู่มือให้ความรู้เพื่อเพิ่มความ ร่วมมือในการใช้ยาคุมกําเนิดพบว่าคะแนนความรู้เฉลี่ยเกี่ยวกับยาคุมกําเนิดของกลุ่มทดลองเพิ่มขึํนอย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติ(p<0.001)
54 2. ความร่วมมือในการกินยาเพิ่มขึํนแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p<0.001) ระดับค่าเหล็กลดลง แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p<0.043)และความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับงานวิจัย ของสุวลักษณ์สุนทรพจน์พบว่าหลังการให้ข้อมูล ส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ผู้ป่วยมีความร่วมมือในการใช้ยา ต้านไวรัสเอดส์เพิ่มขึํนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติคะแนนระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (สุวลักษณ์สุนทร พจน์,2564) และการส่งข้อความแจ้งเตือนการกินยา การนัดหมาย การสร้างแรงจูงใจในการรักษาด้วยยาต้านไวรัส เอดส์ทําให้เพิ่มความร่วมมือในการใช้ยาต้านไวรัสเอดส์และสามารถกดปริมาณเชืํอไวรัสของผู้ป่วยได้( Finitsis DJ, et al,2014) ทัํงนีํเนื่องจากแอพพลิเคชั่นไลน์มีการใช้อย่างทั่วถึงในกลุ่มตัวอย่างและการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์เด็ก ผู้ปกครองสามารถสื่อสารสอบถามปรึกษาปัญหาในการใช้ยากับบุคลากรทางการแพทย์ได้ทันทีเปิดดูข้อความ ความรู้หลาย ๆ รอบได้ทําให้เด็กผู้ปกครองมีความเข้าใจในการใช้ยามากขึํนและใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ทําให้ระดับค่า เหล็ก( serum ferritin ) ในกระแสเลือดลดลง สรุปและข้อเสนอแนะ การให้ข้อมูล สร้างแรงจูงใจโดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ทําให้ความร่วมมือในการกินยาขับเหล็ก ของเด็กโรคธาลัสซีเมียเพิ่มขึํนส่งผลให้ลดระดับค่าเหล็ก( serum ferritin) ได้ดังนัํนควรนําไปใช้ในการส่งเสริมความ ร่วมมือในการกินยาในคลินิกโรคโรคธาลัสซีเมียและขยายผลไปยังคลินิกโรคเรืํอรังต่าง ๆ
55 ผลของการใช้นวัตกรรม safety glove กับการป้องกันผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะ Delirium ขณะใส่ท่อช่วยหายใจหรือ สายระบายในหอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง พว.พิมประภา มีมานะ ,พว. พฤกษา เกตุนามญาติหอผู้ป่วยศัลกรรมหญิง โรงพยาบาลลําปาง บทคัดย่อ: ผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะ Delirium ขณะใส่ท่อช่วยหายใจหรือสายระบายมีโอกาสดึงท่อช่วยหายใจและสาย ระบายต่างๆได้หากมีการดึงสายหรือท่อระบายเหล่านีํมักทําให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต หอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิงจึงได้คิดค้นสร้างนวัตกรรม safety glove ขึํนมานําไปใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะ Delirium ขณะใส่ท่อช่วยหายใจหรือสายระบาย ต่างๆ ความเป็นมาและความสําคัญ ภาวะสับสนเฉียบพลัน (delirium) เป็นภาวะที่สมองทํางานบกพร่องกะทันหันทําให้เกิดอาการสับสน กระวน กระวาย และระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ความคิด ความจําและสมาธิเสียไป รวมทัํงก่อให้เกิดอาการทางพฤติกรรม ต่างๆตามมา เช่น วุ่นวาย นอนไม่หลับ ซึมเศร้า วิตกกังวล เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยรุนแรง และรักษาตัวในโรงพยาบาล จากข้อมูลของกรมกิจการผู้สูงอายุพบว่าสถิติในปี2565 ที่ผ่านมา ประชากรทัํงหมดใน ประเทศไทย 66,090,475 คน มีจํานวนผู้สูงอายุทัํงหมด 12,519,926 คน คิดเป็น 18.94 % และจากการจัด เรียงลําดับร้อยละของผู้สูงอายุในแต่ละจังหวัด พบว่าจังหวัดลําปางอยู่อันดับหนึ่งของประเทศคิดเป็น 26.62 % ซึ่ง ทางโรคพยาบาลลําปางจึงมีผู้สูงอายุเข้ามารับการรักษาเป็นจํานวนมาก ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิงพบอุบัติการณ์สาย และท่อระบายต่างๆเลื่อนหลุด ซึ่งได้แก่สาย IV, NG tube, สาย Foley cath, สายให้ออกซิเจน ตลอดจนถึงท่อช่วย หายใจ ส่วนหนึ่งเกิดจากผู้ป่วยดึงออกเองซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุเช่น ผู้ป่วยโรคทางสมองที่ระดับความรู้สึกตัวไม่ดีผู้ป่วยดิํนกระสับกระส่ายจากความเจ็บปวดของโรคที่เป็นอยู่ผู้ป่วยที่มีภาวะเพ้อ สับสนจากโรคทางกาย (Delirium) ก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้ป่วยได้แก่การเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการขาดออกกซิเจน การไม่ได้รับยาและสารนํําตามแผนการ รักษา การบาดเจ็บ เสียเวลาและเป็นภาระงานของพยาบาลทําให้เวลาในการดูแลผู้ป่วยรายอื่นลดลง ผู้ป่วยอาจต้อง นอนโรงพยาบาลนานขึํน เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึํน (Epstien, Nevins, & Chung, 2000; Krinsley & Barone, 2005) อันตรายที่พบอาจมีระดับรุนแรงถึงเสียชีวิต การผูกยึดผู้ป่วยจึงเป็นกิจกรรมการพยาบาลที่ใช้กับผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมอันจะก่อให้เกิดอุปสรรคหรือ การ ขัดขวางการรักษาของผู้ป่วยที่กระทํากันเป็นกิจวัตรในโรงพยาบาล เพื่อควบคุมพฤติกรรมที่รุนแรงและ ป้องกันอันตราย ที่อาจจะเกิดขึํนต่อตัวผู้ป่วยและผู้อื่น ซึ่งอาจทําให้เกิดการบาดเจ็บและอุบัติเหตุแก่ผู้ป่วยได้ผู้ป่วยสูงที่มีภาวะ Delirium บางครัํงมีความจําเป็นที่ต้องผูกยึด การผูกยึดทําให้ผู้ป่วยถูกจํากัดการเคลื่อนไหว จึง อาจเพิ่มความวิตกกังวล ให้กับผู้ป่วย ทําให้พักผ่อนไม่ได้และถ้าผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือหรือขัดขืน อาจทําให้เกิดการกดรัดผิวหนังบริเวณที่ผูก ยึดได้การบาดเจ็บที่พบจากการผูกยึดมี2 ประเภท ประเภทแรกเป็นการ บาดเจ็บโดยตรงจากแรงกดของอุปกรณ์ที่ใช้ผูกยึด รวมทัํงรอยชํํา รอยถลอกหรือแผลที่ผิวหนัง ประเภทที่สอง เป็นการบาดเจ็บทางอ้อมหรือผลข้างเคียงจากการผูก ยึดซึ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการที่บุคคลไม่ได้เคลื่อนไหว การเกิดแผลกดทับ ในการดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัย ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจึงเป็นหน้าที่ของพยาบาลโดยตรงซึ่งแสดงถึงคุณภาพในการให้บริการพยาบาล ดังนัํนการผูกยึดด้วย วิธีการที่เหมาะสมและปลอดภัย มีแนวปฏิบัติเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงเป็นสิ่งสําคัญที่จะช่วยลดอันตรายและความ เสี่ยงลงได้
56 จากทบทวนงานวิจัยของ พบอุบัติการณ์การเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจร้อยละ 0.10 – 4.20 ต่อ 1000 วันคาท่อช่วยหายใจ da Silva & Fonseca (2012) และ พบอุบัติการณ์การเลื่อนหลุดของท่อช่วยหายใจเฉลี่ย 7.5 ครัํง/1000 วันคา Supian, Patcharawan, Tisakorn, Phitchayada, Prapasson, & Nadanong (2019) และ ผลกระทบที่เกิดขึํนกับผู้ป่วยภายหลังดึงท่อช่วยหายใจ เช่น ภาวะหยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตตามมา ภาวะ หัวใจล้มเหลวหลังดึงท่อช่วยหายใจ พบร้อยละ 4.16 -12.5 (Bhattacharya et al., 2007; Mpe, Moloto, & Mphahlele,2004) และถูกใส่ท่อช่วยหายใจซํําถึงร้อยละ 25 – 85 (Bhattacharya et al., De Lassence et al., 2002; Mpe et al., 2004; Woods et al., 2004) นอกจากนีํการที่ผู้ป่วยได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจซํําทําให้มี โอกาสเกิดการติดเชืํอในปอดได้สูงเนื่องจากสําลัก สารคัดหลั่งเข้าปอด (สุทัศน์, 2552; De Lassence et al.) และยัง พบสาเหตุที่ทําให้เกิดภาวะสับสนเฉียบพลัน ร้อยละ 20.21 พบการเกิดได้ในวันที่1-4 หลังการผ่าตัดโดยเกิดในวัน แรกหลังการผ่าตัดคิดเป็น ร้อยละ 52.63 วันที่2 หลังการผ่าตัดคิดเป็น ร้อยละ 26.31 วันที่3 และ 4 หลังการ ผ่าตัดคิดเป็น ร้อยละ 10.52 เท่ากัน (Pannee Chaiwong,2558) โรงพยาบาลลําปางเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิสังกัดกระทรวงสาธารณสุข นําระบบรับรอง คุณภาพ โรงพยาบาลมาปรับใช้ในการพัฒนาคุณภาพการดูแลในด้านความปลอดภัยของผู้ป่วย ภารกิจด้านการ พยาบาล รับผิดชอบในการนํานโยบายและกลยุทธ์ของโรงพยาบาลมากําหนดเป็นแผนการดําเนินงานเพื่อนําสู่การปฏิบัติทัํงนีํหอ ผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัด ให้บริการการดูแลผู้ป่วยใน ประเภท เจ็บป่วยฉุกเฉินทางศัลยกรรม ทั่วไป และผู้ป่วยก่อน-หลังผ่าตัดทัํง Elective และ Emergency ในปีงบประมาณ ปีพ.ศ. 2562 ถึงพ.ศ.2564 พบ อุบัติการณ์การดึงท่อช่วยหายใจ คิดเป็นร้อยละ 0.65,1.15และ 1.18ต่อ 1000 วันคา ต่อปีและอุบัติการณ์การดึง สายระบาย คิดเป็นร้อยละ 0.07,0.12 และ 0.11 ต่อ 1000วันนอนต่อปีถึงแม้ว่าจํานวนตัวเลขจะไม่มาก แต่มีผลกระทบและผลเสียต่อผู้ป่วยในระดับรุนแรงนัก ได้แก่การเกิด ภาวะแทรกซ้อนต่างๆจากการขาดออซิเจน ผู้ป่วยต้อง นอนพักรักษาในโรงพยาบาลนานขึํน เสียค่าใช้จ่ายในการ รักษาเพิ่มขึํน จากการศึกษาข้อมูลพบว่า ปัจจัยที่ทําให้พยาบาลต้องผูกยึดผู้ป่วยนัํน มีหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลัก คือเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย เช่น เพื่อป้องกันการพลัดตก หกล้ม ป้องกันการดึงท่อช่วยหายใจ เป็นต้น หอศัลยกรรมหญิงจึงมีความสนใจนํานวัตกรรมมาใช้เพื่อลดอุบัติการณ์และ การพัฒนานวัตกรรมทางการพยาบาลคือถุงมือพอใจ (Safety glove) ในการป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการดึง ท่อช่วยหายใจหรือสายระบายต่าง โดยใช้แนว Design Thinking 5 ขัํนตอน สร้างถุงมือพอใจ (safety glove) มาใช้ใน การผูกยึด ปฏิบัติการพยาบาลที่เป็นขัํนตอนและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน รวมทัํงเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน โดยมุ่งหวัง ให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลให้ได้มาตรฐาน เกิดประสิทธิภาพของการ พยาบาลที่เป็นเลิศและเกิดความพึงพอใจทัํงผู้ให้บริการและผู้รับบริการ วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอุบัติการณ์การดึงท่อช่วยหายใจและสายระบายต่างๆ เพื่อเปรียบเทียบการบาดเจ็บจาก การผูกยึด และวัดความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ที่ใช้นวัตกรรม Safety glove รูปแบบการศึกษา: therapeutic research ในรูปแบบของ Two-Group posttest only design แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มใช้นวัตกรรม safety glove และกลุ่มการพยาบาลปกติกลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะ Delirium จํานวน 50 ราย ระยะเวลาศึกษา แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ช่วงคือ กลุ่มการพยาบาลตามปกติเม.ย.2564 –มี.ค.2565 (n=25) และกลุ่มใช้นวัตกรรม safety glove เม.ย. 2565 – มี.ค.2566 (n=25) เครื่องมือที่ใช้ได้แก่นวัตกรรม safety glove ที่มีค่า IOC 0.90 แบบประเมินภาวะ Delirium และแบบบันทึกข้อมูลภาวะแทรกซ้อนจากการผูก ยึดที่มีค่า CVI 0.86 ใช้สถิติMultivariablerisk regression ผลการศึกษา: ในกลุ่มที่ใช้นวัตกรรมถุงมือพอใจ (safety glove) เมื่อควบคุมอิทธิพลตัวแปร อายุการศึกษา การวัด ความสามารถในการดําเนินกิจวัตรประจําวัน การวินิจฉัยโรค ชนิดการผ่าตัด ชนิดของการได้รับยาสลบ ระยะเวลาการ
57 ผ่าตัด จํานวนวันนอนโรงพยาบาลจะสามารลดโอกาสการเกิดการดึงท่อช่วยหายใจของผู้ป่วยที่มีภาวะ Delirium คิดเป็น ร้อยละ 20.0 เมื่อเทียบกับการพยาบาลปกติทัํงนีํอาจจะลดลงได้มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 34.4 น้อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ 6.4 และลดโอกาสการดึงสายระบายของผู้ป่วยที่มีภาวะ Delirium คิดเป็นร้อยละ 39.6 เมื่อเทียบกับการพยาบาลปกติทัํงนีํอาจจะลดลงได้มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 58.0 น้อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ 21.2 ข้อยุติและการนําไปใช้: นวัตกรรมถุงมือพอใจ (safety glove) สามารถลดอัตราการดึงท่อช่วยหายใจและสายระบาย ต่างๆ ได้ควรนําไปใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะสับสน (Delirium) และผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจทุกราย สามารถประยุกต์ใช้ได้ใน ผู้ป่วยที่มีภาวะ Alcohol withdrawal ผู้ป่วยผ่าตัดที่มีภาวะสับสนจากการได้รับยาสลบ คําสําคัญ : นวัตกรรม safety glove, ผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะ Delirium
58 ประสิทธิผลและความถูกต้องของระดับ venous pH จากการส่งตัวอย่างเลือดโดยใช้นวัตกรรม “กระสวย blood gas” เปรียบเทียบกับวิธีดั้งเดิม สุวดีคงพลอย พว., เพชรรัตน์มหามิตร พว., กลุ่มงานเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลลําปาง บทคัดย่อ: ปัจจุบันมีการส่ง venous blood gas ในห้องฉุกเฉินเพิ่มมากขึํน เฉลี่ยปีละ 423 ครัํง (ปีพ.ศ. 2563- 2565) การนําส่งแบบเดิมจําเป็นต้องใช้ผู้ช่วยเหลือคนไข้ซึ่งมีหลายขัํนตอนในการเตรียม เช่น หาแก้ว, เติมนํําแข็ง,และเดินไปเติมนํํา รวมถึงต้องนําส่งโดยการเดินเท่านัํน เฉลี่ยใช้ระยะเวลาประมาณ 6 นาทีในการส่ง ทําให้เกิดความ ล่าช้าของผลทางห้องปฏิบัติการ เพิ่มภาระงาน และขาดแคลนเจ้าหน้าที่จากปัญหาที่พบส่งผลทําให้การส่งสิ่งส่งตรวจ ล่าช้า และความน่าเชื่อถือของส่งสิ่งส่งตรวจลดลง และผลการวิเคราะห์blood gas ล่าช้าส่งผลทําให้ผู้ป่วยได้รับการ รักษาภาวะคุกคามต่อชีวิตล่าช้าไปด้วย จากปัญหาดังกล่าวผู้วิจัย จึงประดิษฐ์นวัตกรรม “กระสวย blood gas” ขึํน เพื่อส่ง blood gas ทางท่อลม ความสําคัญของปัญหาการวิจัย: ผู้ป่วยที่มีระดับนํําตาลในเลือดมีค่าตัํงแต่250 mg/dL จะได้รับการตรวจเพิ่มเติม เพื่อวินิจฉัยภาวะ Diabetic ketoacidosis (DKA) ในอดีตต้องเตรียมอุปกรณ์ได้แก่แก้วนํํา, เติมนํําแข็ง, และเติมนํํา หลังจากเก็บตัวอย่างเลือดแล้วจะทําการจุ่มลงในแก้ว นําส่งโดยการเดิน ซึ่งใช้ระยะเวลานาน, และสูญเสียบุคลากร วัตถุประสงค์การศึกษา: ศึกษาความแม่นยําของค่า pH ระหว่างการใช้นวัตกรรม “กระสวย blood gas” เปรียบเทียบ กับวิธีดัํงเดิม และศึกษาประสิทธิผลของระยะเวลาที่ใช้ในการส่งตรวจระหว่างสองวิธีวิธีการศึกษา: รูปแบบเป็น method-oriented study เก็บตัวอย่างไปข้างหน้าในผู้ป่วยที่มีการคัดกรองแล้วพบว่า ระดับนํําตาลในเลือดมีค่าตัํงแต่250 mg/dL ขึํนไป จะได้รับการเก็บตัวอย่างเลือดดําสองชุด ชุดละ 1 ml แล้วปิดจุก แบ่งเป็นกลุ่มนวัตกรรม กับกลุ่มเดิม นวัตกรรมจะถูกเก็บในช่องแช่แข็งล่วงหน้า นําเลือดที่ได้บรรจุใน “กระสวย blood gas” แล้วส่งทางท่อลม ในขณะที่กลุ่มเดิมจะนําส่งโดยการเดิน เปรียบเทียบค่า pH ระหว่างสองกลุ่มโดยใช้สถิติpaired t-test คํานวณค่า error โดยใช้สูตร [pH กระสวย blood gas – pH กลุ่มเดิม] ค่า error ที่ยอมรับได้ตาม Clinical Laboratory Improvement Amendments (CLIA) คือ ไม่เกิน ±0.04 นําเสนอในรูปแบบ modifed Bland-Altman plot เปรียบเทียบระยะเวลาในการส่งโดยใช้สถิติWilcoxon signed-rank test กําหนดนัยสําคัญที่p<0.05 ผลการศึกษา: ช่วงเวลาตัํงแต่เม.ย.-พ.ค.66 ค่า pH ที่สามารถเปรียบเทียบได้ระหว่าง 2 กลุ่ม จํานวน 24 ชุด ค่า mean±SD ระหว่างกลุ่ม “กระสวย blood gas” และกลุ่มเดิม มีค่าใกล้เคียงกัน (7.33±0.12 vs. 7.33±0.12; p=0.866) นวัตกรรม “กระสวย blood gas” ช่วยประหยัดเวลาได้6.83±5.16 นาที(p<0.001) อภิปรายผล: ทําการทดลองวัดอุณหภูมิ5 ครัํง ระหว่างความสามารถในการรักษาความเย็น เมื่ออุณหภูมิผ่านไป 30 นาทีระหว่าง กลุ่มนวัตกรรม, นํําแข็งก้อน (6 ก้อนตามเวชปฏิบัติ), และนํําแข็งทุบละเอียด; วัดอุบัติกาณ์การเกิดภาวะ ไม่พึงประสงค์เช่น หลอดแตก, เลือด clot, hemolysis, air contamination; เปรียบเทียบค่า pH ระหว่างกลุ่ม นวัตกรรมกับวิธีดัํงเดิม (นํําแข็งก้อน) โดยใช้สถิติpaired t-test นํามา plot ในรูปแบบ modifed Bland-Altman plot ซึ่งไม่ควรต่างกันเกิน ±0.04 (Clinical Laboratory Improvement Amendment) สรุปและข้อเสนอแนะ: นวัตกรรม “กระสวย blood gas” ให้ค่า venous pH ที่แม่นยํา ลดภาระคน และส่งผลเลือด ได้เร็วขึํน ควรศึกษาเพิ่มเติมในผู้ป่วยที่มีภาวะ metabolic acidosis คําสําคัญ: Venous Blood Gas, pH, กระสวย Blood gas, Innovation
59 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้านด้วยแนวคิดการดูแลแบบเอื้ออาทรและพุทธจิตวิทยา นางสาวกชพร เขื่อนธนะ,นางรมิดา เชาว์ชวาเขต ,นางจินตนา แสงจันทร์โรงพยาบาลเชียงกลาง จังหวัดน่าน บทคัดย่อ การวิจัยและพัฒนานีํมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สถานการณ์และสภาพปัญหาในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปาะ บางต่อเนื่องที่บ้าน 2) พัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้านโดยใช้แนวคิดการดูแลแบบเอืํออาทรและ พุทธจิตวิทยาบ้าน และ 3) ประเมินผลระบบการดูแลกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้าน แบ่งการวิจัยเป็น 3 ระยะ กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ทีมสหวิชาชีพ บุคลากรสาธารณสุข จํานวน 15 คน จิตอาสา ภาคีเครือข่าย จํานวน 50 คนผู้ป่วย และครอบครัว จํานวน 50 คน ได้พัฒนา ระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้านโดยใช้แนวคิดการดูแลแบบ เอืํออาทรและพุทธจิตวิทยา(เชียงกลางโมเดล)ผู้เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แนวคําถามการสัมภาษณ์เชิงลึกแนวคําา ถามการสนทนากลุ่มแบบประเมินความพึงพอใจ แบบประเมินความสุข ความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง แบบประเมินอาการ รบกวน วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนืํอหา ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติบรรยาย และสถิติทดสอบ paired sample t- test และ Wilcoxon sign rank test ผลการวิจัยพบว่า 1)การวิเคราะห์สถานการณ์สภาพปัญหา ความต้องการพบว่าผู้ป่วยและญาติต้องการการสนับสนุนอุปกรณ์ทางแพทย์และวัสดุที่สิํนเปลืองเพิ่มขึํนและความ ช่วยเหลือในมิติทางสังคมและการจัดการอาการรบกวนในระยะท้าย การดูแลที่เข้าถึงจิตวิญญาณ 2) การพัฒนาระบบ การดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้านด้วยแนวคิดการดูแลแบบเอืํออาทรและพุทธจิตวิทยาประกอบด้วย 1) กําหนดเป็นประเด็นการดูแลสุขภาพระดับอําเภอ(พชอ.)ตามแนวคิด UCCARE 2) กําหนดรูปแบบการดูแลเป็น 2 มิติคือบริการทางด้านสุขภาพและมิติทางสังคมจัดระบบการดูแลช่วยเหลือ ยกระดับการทํางานของทีมบูรณาการเป็นแบบ หุ้นส่วน 3) มีการระดมทุนที่หลากหลาย 4)มีศูนย์สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ครอบคลุมความต้องการผู้ป่วย 5) พัฒนาแบบฟอร์มและคู่มือแนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วย 6)พัฒนาศักยภาพทีมดูแลการพัฒนาศักยภาพด้วยความรู้ควบคู่ความรัก 7) เสริมพลังคนทํางานโดยสร้างการเรียนรู้จากบุคคล/ พืํนที่ต้นแบบ 8)จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบเสริม พลังทัํงในและนอกพืํนที่9) จัดการดูแลผู้ป่วยเป็นรายกรณีในลักษณะ Home Ward โดยพยาบาลผู้จัดการศูนย์ดูแล ต่อเนื่องโรงพยาบาลในการจัดการ กํากับระบบการดูแล (Care management ) ให้คําปรึกษา 9)พัฒนาสมรรถนะ บุคลากรสาธารณสุข(รพ.สต.)เครือข่ายในการเป็นผู้จัดการดูแลแบบ 3 in 1 (FM, LTC, palliative care) และพัฒนา องค์กรสงฆ์ในการเป็นผุ้นําทางจิตวิญญาณร่วมกับสร้างสามเณร care giver ดูแลสุขภาพชุมชน และ 3) เกิดผลลัพธ์ที่ดีทีมสหวิชาชีพและบุคลากรสาธารณสุขมีความสุข ความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองเพิ่มขึํนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(P<.01) คะแนนความพึงพอใจต่อการดูแลแบบเอืํออาทรและประคับประคอง ของผู้ป่วยและญาติมากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(P- value<.01) ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้รับการจัดการอาการรบกวนที่เหมาะสม คะแนนอาการ รบกวนลดลงหลังจัดการดูแลอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติทีp-value<0.1 ได้รับการวางแผนสุขภาพร้อยละ 100 มีอัตรา การตายดีร้อยละ 98 ผลการศึกษานีํจึงสรุปได้ว่า การสร้างคุณค่าพัฒนาคน คือบ่อเกิดสุขภาวะที่ลึกที่สุด นําไปสู่การ สร้างระบบสุขภาพชุมชนให้เข้มแข็งได้ควรส่งเสริมและขยายให้มีการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่อง ที่บ้านด้วยแนวคิดการดูแลแบบเอืํออาทรและพุทธจิตวิทยา ในกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางและโรคเรืํอรังอื่น ในพืํนที่โรงพยาบาลที่มีบริบทใกล้เคียงกันและสามารถนําไปกําหนดเป็นนโยบายการดูแลในระดับโรงพยาบาลเขตหรือประเทศ ต่อไป คําสําคัญ: พัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้าน, แนวคิดการดูแลแบบเอืํออาทร, แนวคิดพุทธ จิตวิทยา
60 ความสําคัญของปัญหาการวิจัย ประเทศไทยได้ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์โรคมะเร็งกับโรคเรืํอรังยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของทั่วโลกรวมทัํงในประเทศไทย ในแต่ละปีมีผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่เสียชีวิตประมาณ 4 แสนคน และในจํานวนนีํเป็น ผู้สูงอายุราว 3 แสนคน และมีจํานวนเพิ่มขึํนเรื่อย ๆ การเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง โรคเรืํอรัง และความชราภาพจึงเป็น สาเหตุหลักที่นํามาสู่ข้อจํากัดหรือการสูญเสียความสามารถในการการดูแลตนเอง ส่งผลให้มีโอกาสเกิดความเปราะบาง ได้หลายมิติได้แก่ความเปราะบางในเชิงร่างกายและจิตใจ ความเปราะบางที่เกิดจากปัจจัยภายนอกทัํงด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และปัจจัยภายใน นําไปสู่การใช้ชีวิตต่ํากว่ามาตรฐานที่สังคมกําหนดไว้(Jonathan Houghton et.al,2009) อําเภอเชียงกลางก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี2562 (ร้อยละ 25.6)โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง รอง ลงมาคือโรคหลอดเลือดสมองตามลําดับ กลุ่มโรคที่ต้องดูแลต่อเนื่องมากที่สุด คือโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง ตามลําดับ กลุ่มวัยที่ต้องดุแลมากที่สุดคือผู้สูงอายุทัํงที่มีโรคเรืํอรังและมีภาวะพึ่งพิง รพ.เชียงกลางได้พัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้านโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนมาตัํงแต่ ปี2556-2560 ในกลุ่มผู้ป่วยประคับประคอง ติดบ้านติดเตียง และผู้พิการที่มีข้อจํากัด ภายใต้แนวคิดการดูแลแบบองค์รวมและคนในชุมชนไม่ทอดทิํงกัน โดยใช้หลักการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในระยะท้ายของ WHO 6 ด้านเป็น แนวคิดเชิงเนืํอหา และวงจรวิจัยปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เป็นแนวคิดเชิงกระบวนการในการขับเคลื่อนกิจกรรมการ พัฒนา เน้นการเชื่อมภาคีเครือข่าย สร้างการมีส่วนร่วม บูรณาการงานนโยบาย หมุนเกลียวกระบวนการพัฒนาทุกรอบ ปีจนได้ระบบการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้านของ อ.เชียงกลาง(เชียงกลางโมเดล) ตัํงแต่ปี2561 เป็นต้นมา จึงต้อง พัฒนาต่อเนื่องตามองค์ประกอบของระบบที่ถูกพัฒนาขึํน ถึงแม้จะมีทีมบูรณาการในการดูแลผุ้ป่วยกัน ส่งผลให้ผู้ป่วย จะเข้าถึงบริการได้ครอบคลุมมากขึํน มีคุณภาพชีวิตที่ดีและตายดีมากขึํน แต่เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกพบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ต้อง ดูแลที่บ้านในกลุ่มผู้ป่วย(ทั่วไป/สูงอายุ)ที่มีปัญหาซับซ้อนทัํงโรคเรืํอรังร่วมหลายโรค ระยะท้าย มีภาวะพึ่งพิง มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ติดตัว ถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีปัญหาและความต้องการในทุกด้านที่ซับซ้อน ตลอดจนความต้องการ ด้านจิตวิญญาณที่ส่งผลจากประสบการณ์และความเชื่อของบุคคล ความเปราะบางที่เกิดขึํนถือเป็นหนึ่งในความ เปลี่ยนแปลงที่นําไปสู่ความทุกข์ทัํงกายและใจ ก่อกระทบกับอีกหลายๆคนตามระดับความสัมพันธ์การจัดการดูแลใน ผู้ป่วยกลุ่มนีํจึงต้องใช้ความรู้ทักษะและความความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการจัดการอาการรบกวนในระยะ 1 เดือน สุดท้ายอย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกับการดูแลด้านจิตใจและจิตวิญญาณ การสนับสนุนบริการด้านสังคมและต้องเข้าถึง บริการได้24 ชม. (ศรีเวียง โรจนไพศาล, สัมมนาTDRI) เป็นการเยียวยาคนทัํงคนโดยรวมด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์เยียวยาทัํงทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ (ประเวศ วะสี, 2552) ผู้วิจัยจึงต้องการพัฒนาระบบการ ดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้าน ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ บริบททางสังคมและ วัฒนธรรมของชุมชน โดยบูรณาการแนวคิดการดูแลผู้ป่วยประคับประคองระยะท้ายของ WHO แนวคิดพุทธจิตวิทยา และทฤษฎีความเป็นมนุษย์ของวัตสันในการดูแลผู้ป่วยระยะยาวและประคับประคองระยะท้ายที่บ้าน จะนําไปสู่การ ดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบมีผลลัพธ์ที่ดีและเกิดความยั่งยืนต่อไป
61 วัตถุประสงค์การศึกษา 1.เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหา การดําเนินการที่ผ่านมาและความต้องการของระบบบริการผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางที่ต้องรับการดูแลต่อเนื่องที่บ้าน 2.เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้านด้วยแนวคิดการดูแลแบบเอืํออาทรและพุทธจิตวิทยา 3.เพื่อศึกษาผลของระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้านด้วยแนวคิดการดูแลแบบเอืํออาทรและพุทธ จิตวิทยา วิธีศึกษา อธิบายรูปแบบการศึกษา การกําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง และวิธีเลือกกลุ่มตัวอย่าง วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล / สถิติที่ใช้การศึกษาครัํงนีํเป็นการวิจัยและพัฒนา (research and development [R & D]) ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ระยะที่1 ศึกษาสถานการณ์ปัญหาและความต้องการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้าน ระยะที่2 พัฒนาระบบ การดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้านโดย์ใช้แนวคิดการดูแลแบบเอืํออาทรและพุทธจิตวิทยา และระยะที่3 ประเมินผลระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้านฯ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง - ประชากรเป็นผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลต่อเนื่องที่บ้านทัํงหมด ในช่วงเดือนมีนาคม 2562- เดือนธันวาคม 2563 โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง คือ 1) เป็นผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ในกลุ่มผู้ป่วย(ทั่วไป/สูงอายุ)ที่มีปัญหาซับซ้อนทัํงโรคเรืํอรังร่วมหลายโรค ระยะท้าย มีภาวะพึ่งพิง มีอุปกรณ์ทาง การแพทย์ติดตัว มีคะแนน Barthel ADL index อยู่ในช่วง 0–11 คะแนน (moderate to severe dependent persons) และหรือผู้ป่วยประคับประคองระยะท้าย มีคะแนน PPS 50% ลงมา และ 2) ยินยอมเข้าร่วมการวิจัย ได้กลุ่มมตัวอย่างจํานวน 50 คน - ประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นทีมสหวิชาชีพ ในโรงพยาบาล(แพทย์ทันตแพทย์เภสัชกร นัก กายภาพบําบัด นักเทคนิคการแพทย์และพยาบาล) และพยาบาลหรือนักวิชาการสาธารณสุขรพ.สต.เครือข่าย จํานวน 15 รายคัดเลือกโดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง(Purposive Sampling) กําหนดคุณสมบัติดังนีํ1) ที่เป็นผู้จัดการดูแลผุ้สูงอายุและผู้ป่วยประคับประคองที่อยู่ในเครือข่ายการดูแลของโรงพยาบาลเชียงกลาง 2) ทีมสห วิชาชีพโรงพยาบาลมีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยดูแลต่อเนื่องที่บ้าน - ทีมในชุมชนประกอบด้วยจิตอาสาดูแลผู้ป่วยที่บ้าน(อสม.) ผู้ดูแลผู้ป่วย(care giver) อาสาบริบาล อสม.แกนนําชุมชน ภาคีเครือข่ายทัํงภาครัฐและเอกชน เช่น องค์กรสงฆ์องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้นที่กําหนด คุณสมบัติดังนีํ1)มีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้านอย่างน้อย 1 ปี2) ผ่านการพัฒนาศักยภาพตามหลักสูตรที่กําหนด จํานวน 50 คน การวิเคราะห์ข้อมูล การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการถอดบทเรียน สัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่มใช้การวิเคราะห์เนืํอหา (content analysis) ข้อมูลเชิงปริมาณ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย ทีมสหวิชาชีพและบุคลากรสาธารณสุข ทีมสุขภาพในชุมชน(จิต อาสาและภาคีเครือข่าย) แบบประเมินการตายดีแบบประเมินอาการรบกวน ตัวชีํวัดการเกิดภาวะแทรกซ้อนและการ ทํา advanced care plan วิเคราะห์ด้วยสถิติความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลแบบประเมิน ความสุขของจิตอาสา ความรู้สึกมีคุณค่าของเจ้าหน้าที่ความพึงพอใจของผู้ป่วยและญาติต่อการดูแลแบบเอืํออาทรและ ประคับประคองที่บ้าน เปรียบเทียบก่อน-หลังได้รับการพัฒนา วิเคราะห์ด้วยสถิติWilcoxon signed-rank test ส่วน
62 ของทีมในชุมชน ความสุขของเจ้าหน้าที่ใช้สถิติpaired T-test การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ผู้วิจัยนําเครื่องมือแบบ ประเมินต่างๆ และแบบสอบถามกึ่งโครงสร้าง ผ่านการตรวจสอบเชิงเนืํอหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านได้ค่าดัชนีความ สอดคล้อง (Index Often Objective Congruence: IOC) ระหว่าง .67-1.00 นําไปทดลองใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างในพืํนที่ใกล้เคียง จํานวน 10 ราย และหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟา ของคอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) โดยได้ค่าระหว่าง .80 -.98 ผลการศึกษา ผลการศึกษาระยะที่1 การวิเคราะห์สถานการณ์สภาพปัญหาความต้องการและการดําเนินงานของระบบบริการผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ดูแลต่อเนื่องที่บ้าน จําแนกได้เป็นประเด็นดังนีํ1) ผู้ป่วยและญาติต้องการคนมาชวนพูดคุย ช่วยเหลือกิจวัตรประจําวัน มีความจําเป็นที่ต้องได้รับสนับสนุนอุปกรณ์ทางแพทย์และวัสดุที่สิํนเปลืองเพิ่มขึํนและ บางส่วนมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ต้องการความช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายในการดํารงชีพและรักษาพยาบาล มีความต้องการจัดการอาการรบกวนในระยะ สุดท้ายอย่างมีประสิทธิภาพและการเยียวยาด้านจิตวิญญาณในระดับสูง มีโอกาสได้วางแผนการดูแลล่วงหน้าและให้โรค ดําเนินไปตามธรรมชาติจากไปอย่างสงบที่บ้าน 2) การจัดบริการด้านสังคม บทบาทการทํางานของทีมบูรณาการยังมีการทับซ้อนไม่ชัดเจน การระดมทุนยังกระจายไม่ครอบคลุมทุกพืํนที่3) การจัดบริการด้านสุขภาพ ทีมสหวิชาชีพ บุคลากรสาธารณสุขและทีมสุขภาพในชุมชนยังขาดทักษะการประเมินและดูแลที่เข้าถึงจิตวิญญาณ ทักษะในการสื่อสาร การให้คําปรึกษากับผู้ป่วยและครอบครัว องค์ความรู้ในการดูแลระยะท้าย การดูแลเพื่อการป้องกันภาวะแทรกซ้อนใน ระยะยาว และวางแผนสุขภาพล่วงหน้า มีความเข้าใจที่ความคลาดเคลื่อนของการดูแลในระยะสุดท้าย ผลการศึกษาระยะที่2 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้านด้วยแนวคิดการดูแลแบบเอืํออาทรและพุทธ จิตวิทยาพัฒนาต่อยอดจากระบบการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้าน(เชียงกลางโมเดล)เดิมที่พัฒนามาจากระบวนการมีส่วน ร่วมของชุมชนภายใต้แนวคิดการดูแลแบบประคับประคองระยะท้ายของ WHO 6 ด้าน ระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่ม เปราะบางในระยะยาวและระยะท้ายที่บ้านใช้แนวคิดการดูแลแบบเอืํออาทรของวัตสันและพุทธจิตวิทยามาร่วม ออกแบบระบบ ดังรายละเอียดต่อไปนีํ1) กําหนดประเด็นการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในระยะยาวและระยะท้ายที่บ้านเป็นประเด็นการดูแลสุขภาพระดับอําเภอ(พชอ.)ตามแนวคิด UCCARE 2) กําหนดรูปแบบการดูแลเป็น 2 มิติคือ บริการทางด้านสุขภาพที่เน้นการดูแลความเป็นมนุษย์และมิติทางสังคมจัดระบบการดูแลช่วยเหลือ กําหนดบทบาทที่ชัดเจนของทีมบูรณาการ และยกระดับการทํางานของทีมบูรณาการเป็นแบบหุ้นส่วน 3) มีการระดมทุนที่หลากหลายให้ประชาชนทุกครอบครัวรับผิดชอบในการระดมทุน(ผ้าป่ากองทุนคนเชียงกลางไม่ทิํงกัน)ทุกปี4)มีศูนย์สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ครอบคลุมความต้องการผู้ป่วย 5) พัฒนาแบบฟอร์มและคู่มือแนวปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วย 6)พัฒนา ศักยภาพทีมดูแลการพัฒนาศักยภาพด้วยความรู้ควบคู่ความรัก ด้านความรู้ใช้หลักเวชศาสตร์ครอบครัว แนวคิดดูแล ผู้ป่วยที่บ้านทัํงระยะยาวและประคับประคองมาออกแบบสร้างการเรียนรู้ทัํงหลักสูตรในห้องเรียน และเรียนรู้จากการ ปฏิบัติโดยมีหลักสูตรพืํนฐานและหลักสูตรเฉพาะ ด้านความรักเป็นการพัฒนามิติทางจิตวิญญาณ โดยนําปัจจัยดูแลแบบ เอืํออาทรและแนวคิดพุทธจิตวิทยา มาออกแบบในการพัฒนาคน เสริมพลัง สร้างคุณค่า ด้วยการบ่มเพาะเมล็ดพันธ์แห่ง ความดีในหัวใจ 7) เสริมพลังคนทํางานโดยสร้างการเรียนรู้จากบุคคล/ พืํนที่ต้นแบบ 8)จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบ เสริมพลังทัํงในและนอกพืํนที่9) จัดการดูแลผู้ป่วยเป็นรายกรณีในลักษณะ Home Ward โดยพยาบาลผู้จัดการศูนย์
63 ดูแลต่อเนื่องโรงพยาบาลในการจัดการ กํากับระบบการดูแล (Care management ) โดยใช้กระบวนการพยาบาล เชื่อมโยงการการดูแลแบบเอืํออาทร เป็นพี่เลีํยงให้คําปรึกษากับ รพ.สต.เครือข่ายและจิตอาสาในพืํนที่ขับเคลื่อนงาน ด้วยพลังบวก ความรักและการสื่อสารแบบเสริมพลัง 9)พัฒนาสมรรถนะบุคลากรสาธารณสุข(รพ.สต.)เครือข่ายในการ เป็นผู้จัดการดูแลแบบ 3 in 1 (FM, LTC, palliative care) และพัฒนาองค์กรสงฆ์ในการเป็นผุ้นําทางจิตวิญญาณ ร่วมกับสร้างสามเณร care giver ดูแลสุขภาพชุมชน ผลการศึกษาระยะที่3 นําระบบที่ได้ถูกพัฒนาขึํนถูกยืนยันในระยะที่2 มาใช้ในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้านในระหว่าง เดือนมีนาคม 2562 ถึงเดือนธันวาคม 2563 ในพืํนที่เขตรับผิดชอบของโรงพยาบาลเชียงกลางและรพ.สต.เครือข่าย ผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางจํานวน 50 คน จําแนกผู้ป่วย เป็นเพศชาย ร้อยละ 52 เพศหญิง ร้อยละ 48 อายุต่ําสุด 37 ปีมากสุด 93 ปีอายุเฉลี่ย 68.66 ปีเป็นผู้ป่วยที่ต้องดูแลระยะยาว จํานวน 13 ร้อยละ 26 (โรคหลอดเลือดสมอง 1 ราย การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง 4 ราย และเส้นเลือดดําอุดตัน 1 ราย) ADL ต่ําสุด 0 คะแนน สูงสุด 8 คะแนน ผู้ป่วย ประคับประคองระยะท้าย จํานวน 37 ร้อยละ 74 ในจํานวนนีํเป้นผู้ป่วยมะเร็งจํานวน 25 ราย คิดเป็นร้อยละ 67.57 ไม่ใช่โรคมะเร็งจํานวน 12 ราย ร้อยละ 32.43 (หลอดเลือดสมอง 6 ราย หัวใจวาย/โรคปอดอุดกัํนเรืํอรัง 2 ราย ไตวาย 1 ราย) และคะแนน PPS Score ต่ําสุด 10 คะแนน สูงสุด 50 คะแนน คะแนนเฉลี่ย 40.58 ทัํง 2 กลุ่มจําแนกควาเปราะบางได้ดังนีํกลุ่มเปราะบางจําแนกเป็นดังนีํมีโรคร่วมหรือร้ายแรง ร้อยละ 78 มีโรคร่วมและ ร้ายแรงร้อยละ 22 มีความพิการ ร้อยละ 42 ใช้อุปกรณ์ที่บ้าน ร้อยละ 100 ฐานะยากจนร้อย 34 อยู่ลําพังคนเดียว ร้อยละ 6 อยู่ลําพัง 2 คน ร้อยละ 6 คะแนนความความสุข ความรู้สึกมีคุณค่าของทีมสหวิชาชีพ บุคลากรสาธารณสุข และจิตอาสามากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(P- value<.01) คะแนนความพึงพอใจต่อการดูแลแบบ เอืํออาทรและประคับประคอง ของผู้ป่วยและญาติมากกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(P- value<.01) ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้รับการจัดการอาการรบกวนที่เหมาะสม คะแนนอาการรบกวน( ESAS) ลดลงหลังจัดการดูแล อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติทีp-value<0.1 เกิดภาวะแทรกซ้อนในระดับต่ํา ได้รับการวางแผนสุขภาพร้อยละ 100 มีอัตราการตายดีร้อยละ 98 เกิดการช่วยเหลือความเปราะบางด้านสังคมที่ครอบคลุมความต้องการของผู้ป่วย เกิดจาก การระดมทุนที่หลากหลาย จากกองทุนรวมจํานวน 20 กองทุน เป็นเงินรายรับ 1,400,268 บาท แยกเป็นเป็น กองทุนระดับอําเภอ 2 กองทุน ระดับตําบล 3 กองทุน ระดับหมู่บ้าน 15 กองทุน มีการจ่ายช่วยเหลือไปแล้วจํานวน 1,130,310 บาท อภิปรายผล จากการการวิเคราะห์สถานการณ์สภาพปัญหา ความต้องการและการดําเนินงานของระบบบริการผู้ป่วย กลุ่มเปราะบางดูแลต่อเนื่องที่บ้านทัํงประเด็นความต้องการสนับสนุนอุปกรณ์ทางแพทย์วัสดุที่สิํนเปลืองและผู้ดูแล สอดคล้องกับการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อสังคมไทย(TDRI) นําไปสู่การบูรณาการการดูแลแบบประคับประคองเข้าไป ในระบบการดูแลระยะยาว ต่อเนื่องที่บ้านด้วยแนวคิดการดูแลแบบเอืํออาทรและพุทธจิตวิทยา พัฒนาต่อยอดจาก ระบบการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้าน(เชียงกลางโมเดล)เดิมที่พัฒนามาจากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนภายใต้แนวคิด การดูแลแบบประคับประคองระยะท้ายของ WHO 6 ด้าน กําหนดเป็นประเด็นในระบบสุขภาพของอําเภอ ทําให้เกิด สังคมเอืํออาทรแบบเป็นหุ้นส่วน เกิดการจัดระบบการดูแลทัํงมิตทางสุขภาพในลักษณะ Home Ward เป็นรายกรณีและการดูแลมิติทางสังคมที่ครอบคลุม นําไปสู่ผลลลัพธ์ที่ดีของผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและตายดีในที่สุด ทีมสหวิชาชพ และบุคลากรสาธารณสุขมีความสุขและความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองเพิ่มขึํน ทําให้ระบบที่ได้จากการพัฒนาสามารถ
64 นําไปใช้ได้อย่างเหมาะสมตามบริบทในพืํนที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีและความยั่งยืนในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง (ระยะยาวและระยะท้าย)ต่อเนื่องที่บ้านต่อไป สรุปและข้อเสนอแนะ กระบวนการเสริมพลัง สร้างคุณค่าคนทํางาน โดยการพัฒนามิติทางจิตวิญญาณเป็นสิ่งสําคัญ เพราะจิต วิญญาณ คือจุดเริ่มต้น และเป็นทัํงหมดของความงดงามแห่งความเป็นมนุษย์หากเราสามารถทําให้เมล็ดพันธุ์แห่ง คุณค่าในชีวิตของแต่ละคนนัํนงอกงาม ความเป็นจิตวิญญาณก็จะถูกพัฒนาขึํนมาในชีวิตของคนทุกคน เป็นการ วางรากฐานอันมั่นคงของชีวิตที่มีคุณค่า มีความสุข ให้ประโยชน์กับทัํงตนเองและผู้อื่น ก่อให้เกิดความสุขโดยแท้ทัํงต่อ ผู้ให้และผู้รับ คุณค่าของการพัฒนาคนด้วยการพัฒนาความรู้ควบคู่ความรัก เคลื่อนด้วยใจ ไม่ใช้ปัญหานํา ขับเคลื่อน ประเด็นกลุ่มเปราะบาง แต่สร้างผลลัพธ์หรือรูปธรรมความสําเร็จของการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ครบทุกมิติทัํงด้านน สุขภาพ (กลุ่มเปราะบางมีคุณภาพชีวิตที่ดี-มีระบบการดูแลผู้ป่วย/ผู้สูงอายุต่อเนื่องที่บ้านแบบบูรณาการ) ด้านเศรษฐกิจ (แก้ปัญหารพ.ขาดแคลนงบประมาณ มีกองทุนรองรับระยะยาว) และด้านสังคม (สังคมมีความรักสามัคคีผู้รับสุขใจ ผู้ให้อิ่มใจ จนท.ทํางานอย่างมีความสุขและภาคภูมิใจ เป็นต้น) ผลลัพธ์ที่ได้มากกว่าการแก้ปัญหา แต่ไปไกลถึงการจัดการ เชิงระบบแบบบูรณาการ สร้างการมีส่วนร่วมได้อย่างยั่งยืน (เชียงกลางโมเดล : ระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง ต่อเนื่องที่บ้าน ระบบการจัดการกองทุน) สอดคล้องกับคํากล่าวของหมอประเวศที่ว่า การสร้างคุณค่าพัฒนาคน คือบ่อ เกิดสุขภาวะที่ลึกที่สุด นําไปสู่การสร้างระบบสุขภาพชุมชนให้เข้มแข็งได้ควรส่งเสริมและขยายให้มีการใช้ระบบการ ดูแลผุ้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้านด้วยแนวคิดการดูแลแบบเอืํออาทรและพุทธจิตวิทยา ในกลุ่มผู้ป่วยกลุ่ม เปราะบางและโรคเรืํอรังอื่น ในพืํนที่โรงพยาบาลที่มีบริบทใกล้เคียงกัน และสามารถนําไปกําหนดเป็นนโยบายการดูแล ในระดับโรงพยาบาล เขตหรือประเทศต่อไปได้
65 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยทวารเทียมรายใหม่จังหวัดลําพูน พว.ศศิธร พิชัยพงศ์,พว.โสภา บัวงาม พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ ศูนย์ดูแลแผลและออสโตมีกลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยศัลยกรรม โรงพยาบาลลําพูน ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยศัลยกรรม โรงพยาบาลําพูน ให้การดูแลผู้ป่วยกลุ่มที่ผ่าตัดทวารเทียมจาก สถิติปี2563 2564 2565 มีผู้ป่วยรายใหม่76 66 65 รายตามลําดับ จํานวนผู้ป่วยรอดชีวิตมีแนวโน้มสูงขึํนปี2563 2564 2565 เท่ากับ 96 128 128 รายตามลําดับ มีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการดูแลมีแนวโน้ม สูงขึํนปี2563 2564 2565 คือ 5.26 7.58 9.23 ตามลําดับ การดูแลผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวมีพยาบาลเฉพาะทาง ออสโตมีฯ จํานวน 3 คน จึงศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความมั่นใจในการดูแลทวารเทียมของผู้ป่วยและญาติจังหวัดลําพูน ผลการศึกษาพบว่าด้านโครงสร้างมีนโยบายสนับสนุนการพัฒนางานที่ชัดเจน ผู้ปฏิบัติสามารถเสนอแนวคิดและ ดําเนินการพัฒนางานที่รับผิดชอบได้ด้านกระบวนการพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อผู้ป่วยและผู้ดูแลต่อความมั่นใจในการ ดูแลทวารเทียมแบ่งเป็น1.การเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์และการใช้ชีวิตประจําวัน ได้แก่สับสน และไม่มั่นใจต่อการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์หลังผ่าตัด กังวลเรื่องการวางแผนดูแลหลังผ่าตัดรวมถึงผู้ดูแล 2.การผ่าตัด และการสอนการดูแลแผลผ่าตัด 3.การสอนการดูแลทวารเทียม มีประเด็นปัญหาคือสอนการใช้อุปกรณ์ไม่ครบทุกชนิด,การสอนดูแลใช้แผ่นพลิกมองไม่เห็นภาพ พยาบาลผู้สอนพูดไม่เหมือนเดิมทุกครัํง และผู้สอน สอนเนืํอหาไม่ตรงกัน 4.การดูแลต่อเนื่องได้แก่การขอคําแนะนําการดูแลทวารเทียมและอาการผิดปกติต่างๆเกี่ยวกับทวารเทียม 5.การประสานงานกับสถานพยาบาลใกล้บ้านพบว่ามีเครือข่ายในจังหวัดลําพูนบางแห่งไม่ทราบข้อมูลการเบิกและไม่ทราบช่องทางปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ด้านผลลัพธ์พบว่า อัตรา การกลับมาสอนการดูแลซํําคิดเป็นร้อยละ 39.83 ความ มั่นใจภาพรวมในการดูแลทวารเทียมของผู้ป่วยคิดเป็นร้อยละ 62.37 ความมั่นใจภาพรวมในการดูแลทวารเทียมของ ผู้ดูแลคิดเป็นร้อยละ 72.13 มีภาวะแทรกซ้อนจากการดูแลได้แก่ Excoriation จํานวน 6 รายคิดเป็นร้อยละ 9.23 ผู้ศึกษา ในฐานะพยาบาลผู้สูงอายุและพยาบาลเฉพาะทางผู้ป่วยบาดแผล ออสโตมีและควบคุม การขับถ่าย หัวหน้างานออสโตมีคลินิก จึงมีความสนใจในการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยที่มีทวารเทียม เพื่อการพัฒนางาน และส่งผลต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.เพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยทวารเทียมรายใหม่จังหวัดลําพูน 2.เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการปฏิบัติการพยาบาลตามรูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยทวารเทียมรายใหม่จังหวัดลําพูนต่อ *อัตราการกลับมารับการสอนการดูแลทวารเทียมซํํา *ภาวะแทรกซ้อนจากการดูแลทวารเทียมได้แก่แผลเปื่อยรอบ ทวารเทียม *อัตราการกลับมานอนโรงพยาบาลซํําจากภาวะแทรกซ้อนในการดูแลทวารเทียม *ความพึงพอใจของ ผู้ป่วยทวารเทียมรายใหม/่ญาติผู้ดูแลและความมั่นใจในการดูแลทวารเทียมของผู้ป่วยและผู้ดูแล ระยะเวลาที่ศึกษา ศึกษาระหว่างเดือนมกราคม - มิถุนายน 2566
66 รูปแบบการศึกษา การวิจัยครัํงนีํเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติ(Action Research) เพื่อพัฒนาและศึกษารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วย ทวารเทียมจังหวัดลําพูนให้มีระบบที่ชัดเจนและครอบคลุมครบถ้วน มีการดําเนินการพยาบาลไปในทางเดียวกันอย่าง เป็นระบบ โดยการพัฒนารูปแบบใช้กรอบแนวคิดตาม กระบวนการพยาบาลได้แก่การประเมิน การวางแผน การ ปฏิบัติการพยาบาล และการประเมินผล กรอบแนวคิด วิธีการศึกษา 1.วิเคราะห์สถานการณ์โดยศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความมั่นใจในการดูแลทวารเทียมของผู้ป่วยและญาติจ.ลําพูน 2.นําผลการศึกษามาวิเคราะห์และวางแผนการพัฒนางาน 3.-ค้นคว้าทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวกับทวารเทียม -สร้างรูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยทวารเทียมรายใหม่:สร้าง line official ทําคลิปวิดีโอ เรียบเรียงเนืํอหาการสอน :จัดทําคู่มือการพยาบาลผู้ป่วยทวารเทียมรายใหม่:วางแผนระบบการเบิกและการสํารองอุปกรณ์พิเศษในการดูแลทวารเทียม -สร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบความตรงตามเนืํอหาและความถูกต้องจากผู้ทรงคุณวุฒิได้แก่อาจารย์Preceptor หลักสูตร ET Nurse คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่1ท่าน, ศัลยแพทย์1 ท่าน,แพทย์ศัลยกรรมเฉพาะทางมะเร็ง 1 ท่าน 4.นําเสนอกระบวนการในการใช้รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยทวารเทียมรายใหม่จังหวัดลําพูน -ภายในนําเสนอในที่ประชุมกลุ่มงานศัลยกรรมเพื่อรับทราบและขอข้อเสนอแนะจากที่ประชุม -ภายนอกโรงพยาบาล นําเสนอในการเยี่ยมนิเทศติดงานศัลยกรรมในเขต รพช.จ.ลําพูน 5.สร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่แบบสอบถามบุคลากรทีมสุขภาพ แบบสอบถามผู้ป่วยกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือ แสดงรายงานประสิทธิผลของการปฏิบัติการพยาบาล และแบบประเมินความมั่นใจในการดูแลทวารเทียม ตรวจสอบ ความตรงตามเนืํอหาและความถูกต้องจากผู้ทรงคุณวุฒิได้แก่อาจารย์Preceptor หลักสูตร ET Nurse คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่1ท่าน, ศัลยแพทย์1 ท่าน,แพทย์ศัลยกรรมเฉพาะทางมะเร็ง 1 ท่าน แบบประเมินความมั่นใจในการดูแลทวารเทียม นํามาตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือ ใช้สัมประสิทธ์อัลฟาของครอนบาค(Cronbach’sAlpha Coefficient)คํานวณโดยใช้โปรแกรมSPSS เท่ากับ0.847อยู่ในเกณฑ์ดี New Ostomat e
67 4.นําเสนอกระบวนการในการใช้รูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยทวารเทียมรายใหม่จังหวัดลําพูน -ภายในนําเสนอในที่ประชุมกลุ่มงานศัลยกรรมเพื่อรับทราบและขอข้อเสนอแนะจากที่ประชุม -ภายนอกโรงพยาบาล นําเสนอในการเยี่ยมนิเทศติดงานศัลยกรรมในเขต รพช.จ.ลําพูน 5.ประชุมชีํแจงแก่ ET Nurse ในหน่วยงานเพื่อทําความเข้าใจ ขอข้อเสนอแนะในการปฏิบัติตามรูปแบบที่วางแผนไว้6.เขียนโครงร่างวิจัยและส่งขอจริยธรรมวิจัยในมนุษย์(Ethic LPN 039/2566) 7.ทดลองใช้รูปแบบ ผลการศึกษา ตารางที่1 แสดงผลการดําเนินงานตามตัวชีํวัดแบบสรุปรายปีหัวข้อ ปี2563 ปี2564 ปี2565 ปี2566 (ช่วงที่ศึกษา) ผู้ป่วยรายใหม่ 76 ราย 66 ราย 65 ราย 51 ราย การรอดชีวิต 96 ราย 128 ราย 128 ราย 165 ราย -อัตราการเกิดOstomy complicationได้แก่แผลเปื่อยรอบทวารเทียม 4(5.26) 5(7.58) 6(9.23) 2(3.92) -อัตราการกลับมาสอนซํ้า NA NA 39.83 0 -การกลับมานอนโรงพยาบาลซํ้าจากภาวะแทรกซ้อน ในการ ดูแลทวารเทียม 1(1.32) 2(3.03) 3(4.62) 0 -ความพึงพอใจของผู้ป่วยทวารเทียมรายใหม่/ญาติผู้ดูแล NA 78.33 79.76 92.37 -ร้อยละความมั่นใจในการดูแลทวารเทียมของผู้ป่วย/ผู้ดูแล NA NA 62.37/72.13 85.67/91.33 -สถานะจ้าหน่าย Dead 27 ราย 23 ราย 28 ราย 16 ราย Drop Colostomy 2 ราย 5 ราย 4 ราย 3 ราย จากตารางแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยรายใหม่มีแนวโน้มลดลงแต่การอยู่รอดเพิ่มขึํน อัตราการเกิดOstomy complicationได้แก่แผลเปื่อยรอบทวารเทียม ลดลงตามลําดับ การกลับมาสอนเรื่องการดูแลทวารเทียมซํําลดลงและ อัตราการกลับมานอนโรงพยาบาลซํําจากภาวะแทรกซ้อนในการดูแลทวารเทียมมีแนวโน้มลดลง ด้านความพึงพอใจของ ผู้ป่วยและผู้ดูแลเพิ่มสูงขึํน ความมั่นใจในการดูแลทวารเทียมของผู้ป่วยและผู้ดูแลก็สูงขึํนเช่นกัน
68 ตารางที่2 แสดงการเปรียบเทียบอัตราการเกิดOstomy complicationได้แก่แผลเปื่อยรอบทวารเทียม และอัตรา การกลับมาสอนซํํา โดยใช้สถิติPaired sample t test ในระยะเวลา 2ไตรมาส เปรียบเทียบสัดส่วนอัตราการเกิดOstomy complicationต่อผู้ป่วยรายใหม่และอัตราการกลับมาสอนซํํา พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ค่า P-value<0.001 สรุปและข้อเสนอแนะ การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยทวารเทียมรายใหม่จังหวัดลําพูนโดยใช้กรอบแนวคิดตามกระบวนการ พยาบาลสามารถเป็นรูปแบบเพื่อในการปฏิบัติการพยาบาลได้อย่างครอบคลุมสามารถช่วยให้การพยาบาลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพยิ่งขึํน จึงควรมีการนําไปเป็นขยายผลเพื่อการสร้างรูปแบบการพยาบาลในกลุ่มผู้ป่วยอื่นๆต่อไป Paired Differences t df Sig. (2- Mean tailed) Std. Deviation Std. Error Mean 95% Confidence Interval of the Difference Lower Upper อัตราการเกิด Ostomy complication: แผลเปื่อยรอบทวารเทียม ก่อน หล่ง 12.87037 16.39 3.52 10.42561 13.59 5.46 4.25624 5.55 2.23 1.92936 23.81138 3.024 5 0.029 อัตราการกลับมาสอนซํํา ก่อน หลัง 40.47619 40.48 0 19.81090 19.81090 0 8.08776 8.08776 0 19.68593 61.26645 5.005 5 .004
69 ผลของการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต่อ ผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิต และ ความพึงพอใจ ของ ผู้ป่วยประคับประคอง และญาติผู้ดูแล ในโรงพยาบาลนครพิงค์(The Effective of Using Nursing Practices Guideline of Palliative Patients Caring to Quality of Lives and Satisfactions of Palliative patients and family caregivers in Nakornping Hospital) ปภัสรา พบจันอัด, ประดบัพรลีละศาสตร์,อสิรีย์ศริิวรรณกลุธร,วณิ ิตาวาจาเที่ยง,พัชราภรณ์อินต๊ะวงศ์, ธมลวรรณ ฉัตรเงิน,สุทธิพันธ์ถนอมพันธ์และ ปณัฑิตา ศรีจันทรด์ร การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโรงพยาบาลนครพิงค์จังหวดัเชียงใหม่บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยย้อนหลังนีํมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วย ประคับประคอง ต่อ ผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิต และ ความพึงพอใจของผู้ป่วย และ ญาติผู้ดูแลในโรงพยาบาลนครพิงค์ระหว่างระยะก่อนและหลังใช้แนวทาง กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้ป่วยประคับประคอง และ ญาติจํานวน 20 คน ดําเนินการวิจัย ตัํงแต่เดือนมกราคม ถึง พฤศจิกายน 2565 โดยให้บริการผู้ป่วยประคับประคองตามแนวทางการดูแล ผู้ป่วยประคับประคอง จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย กิจกรรมปฏิบัติ12 ขัํนตอน วิเคราะห์ขอ้มลูด้วยสถิติเชิงพรรณนา เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิต และ ความพึงพอใจ ดว้ยสถิติPaired t-test ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ป่วยมะเร็ง ร้อยละ 100.00 (15 คน) อายุเฉลี่ย เท่ากับ 57.60 ปี (S.D.=17.88) จากประเมินระดับความสามารถในการทํากิจวัตรประจําวันส่วนใหญ่ร้อยละ 55 (11 คน) มีคะแนนอยู่ในช่วงระหว่าง 40-60 หลังใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง พบว่า ผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิต ที่ดีขึํน โดยมีคะแนนของปัจจัยรบกวนลดลงจากระดบั1.65 เหลือ 1.25 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(P < .02)และ ความพึงพอใจของ ผปู้ ่วย และ ญาติในระยะหลงัมีเพมิ่ขึํนจาก 4.10 เป็น 4.75 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(P < .00) จากการศึกษาสรุปว่าการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีผลลัพธด์ ้านคุณภาพชีวิต ที่ดีขึํน ผู้ป่วยและญาติผู้ดูแล มีควา มพึงพอใจระดับดีมาก ทัํงนีํเนื่องจากการปฏิบัติตา มแนวทาง การดูแลผู้ป่วยประคับประคอง เป็นการให้ผู้ป่วยและญาติมีส่วนร่วมกับทีมสหวิชาชีพในการวางแผนการดูแลผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อความต้องการในช่วงสุดท้ายของชีวิต ที่ต้องเผชิญกับอาการรบกวนของโรค อย่างครอบคลุมองค์รวม ข้อเสนอแนะในการศึกษาครัํงต่อไป ควรพัฒนาศักยภาพตัวแทนพยาบาลของหอผู้ป่วยให้มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วย ประคับประคองอย่างครอบคลุม และทันภาวะของโรคที่เปลี่ยนแปลง คําสําคัญ: แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง, คุณภาพชีวิต, ความพึงพอใจ ความเป็นมาและความสําคัญของปัญหา ผู้ป่วยประคับประคอง หรือ ผู้ป่วยระยะท้าย (Palliative patients) หมายถึง ผู้ป่วยที่เจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง หรือไม่ใช่มะเร็ง ได้รับการวินิจฉัยว่าอยู่ในระยะสุดท้าย ไม่สามารถรักษาให้หายได้หรืออาจเสียชีวิตภายใน 6 เดือน ((กองการพยาบาล) ต้องได้รับการดูแลแบบประคับประคอง ปัจจุบันพบว่าปรากฏการณ์การเพิ่มขึํนของประชากร ผู้สูงอายุของแต่ละประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยมีการเพิ่มขึํนของประชากรผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่องทํา ให้สัดส่วนของผู้ที่ต้องการการดูแลแบบประคับประคองที่เป็นผู้สูงอายุจะมีจํานวนเพิ่มมากขึํนตามไปด้วย (WHO) ผู้ป่วย ประคับประคอง เป็นผู้ป่วยที่มีภาวะคุกคามถึงชีวิต ทําให้ต้องเข้ารับการดูแลรักษาเป็นระยะ ผู้ป่วยประคับประคองควร ได้รับการเข้าถึงการให้บริการอย่างรวดเร็วและถูกต้อง เพื่อป้องกัน ควบคุมและบรรเทาความทุกข์ทรมานจากความปวด และอาการต่างๆ ทัํงด้านร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่อย่างมีความหมายและ เสียชีวิตอย่าง
70 สงบ รวมทัํงช่วยให้ญาติสามารถปรับตัว กับการสูญเสียหลังการเสียชีวิตของผู้ป่วย (Radbruch) โรงพยาบาลนครพิงค์เป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิทําหน้าที่เป็นศูนย์ความเชี่ยวชาญให้บริการสุขภาพแก่ผู้ป่วยกลุ่มโรคซับซ้อน ได้แก่อุบัติเหตุทารกแรกเกิด หลอดเลือดและหัวใจ มะเร็ง และ เริ่มให้บริการแก่ผู้ป่วยประคับประคอง ตัํงแต่ปีพ.ศ 2559 จากสถิติการให้บริการผู้ป่วยประคับประคองตัํงแต่ปีพ.ศ 2563 ถึง 2565 มีแนวโน้มของจํานวนผู้รับบริการที่เพิ่มขึํน เท่ากับ 676, 891, 912 คน ตามลําดับ (คลินิกผู้ป่วยประคับประคอง โรงพยาบาลนครพิงค์, 2565) การดําเนินงาน ให้บริการผู้ป่วยประคับประคองของโรงพยาบาลนครพิงค์ได้ใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง จังหวัด เชียงใหม่ (สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่, 2560) โดยมีทีมสหวิชาชีพที่มีความชํานาญในการดูแลผู้ป่วย ประคับประคอง ประกอบด้วย แพทย์พยาบาล PCN เภสัชกร นักกายภาพบําบัด นักโภชนากร นักสังคมสงเคราะห์นัก จิตเวช และนิติกร เป็นผู้ปฏิบัติการ จากการติดตาม ประเมินผลการดําเนินงานพบว่า ทางปฏิบัติไม่ได้มีการประเมินผล การปฏิบัติของบุคลากรของทีมสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง รวมทัํงการสรุปผลลัพธ์ผู้ป่วย เช่น คุณภาพชีวิต ความพึงพอใจ ของผู้ป่วยและญาติอย่างต่อเนื่อง ทางหน่วยงานจึงมีความสนใจศึกษาประเมินผลของการใช้แนวทางดําเนินงานการ ดูแลผู้ป่วยประคับประคอง เพื่อนําผลการวิจัยไปพัฒนาการดูแลผู้ป่วยประคับประคองให้มีคุณภาพต่อไป วัตถุประสงค์1. เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต่อ ผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วยประคับประคอง ในโรงพยาบาลนครพิงค์2. เพื่อศึกษาผลของการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต่อ ความพึงพอใจ ของผู้ป่วย ประคับประคอง และญาติผู้ดูแล ในโรงพยาบาลนครพิงค์วิธีการศึกษา การศึกษาวิจัยรูปแบบ การศึกษาย้อนหลัง (Retrospective Study) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต่อ ผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิต และ ความพึงพอใจ ของผู้ป่วยประคับประคอง และญาติผู้ดูแล ใน โรงพยาบาลนครพิงค์ตัํงแต่เดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2565 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง (population and sample size) ประชากรที่ศึกษา คือ ผู้ป่วยประคับประคอง ที่มาบริการรักษาที่คลินิกประคับประคอง แผนก ผู้ป่วยนอก และ ผู้ป่วยใน โรงพยาบาลนครพิงค์จังหวัดเชียงใหม่และญาติโดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ตามคุณสมบัติแบบเจาะจง (Purposive sampling) ดังนีํด้านผู้ป่วย 1) เป็นผู้ป่วยในที่ได้รับ การวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคเรืํอรังทัํงกลุ่มมะเร็ง และไม่ใช่มะเร็งที่รักษาไม่หาย มีการลุกลามของโรคมากขึํน และอยู่ในระยะท้าย 2) มีคะแนนประเมิน (Palliative Performance Scale; PPS) >30 3) มีระดับความรู้สึกตัวปกติสามารถเข้าใจภาษาไทย ด้านญาติผู้ดูแล 1) เป็นผู้มีอายุ18 ปีขึํนไป 2) มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์สามารถเข้าใจภาษาไทยได้และ 3) เป็นญาติผู้ดูแลหลักโดยมีความสัมพันธ์กับผู้ป่วยในฐานะญาติและ มีหน้าที่ในการทํากิจกรรมการดูแลผู้ป่วยตลอดระยะเวลาติดต่อกันอย่าง สม่ําเสมอ อย่างน้อย 1 เดือน ส่วนเกณฑ์การคัดออก (Exclusion criteria) คือ ผู้ป่วยที่มีอาการลุกลามของโรคจน ระดับสติสัมปชัญญะลดลง หรือมีอาการเหนื่อยหอบมาก และ ผู้ป่วยที่ไม่สามารถพูดหรือสื่อสารได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างคํานวณโดยใช้สูตรของคอแครน (Aekkul T., 2001) กําหนดค่าความเชื่อมั่นที่ระดับ .05 อํานาจการทํานาย (power analysis) 0.80 ค่าอิทธิพล (effect size) = 2 ได้จํานวน กลุ่มตัวอย่างจํานวน 19 คน ผู้วิจัยจึงเพิ่มขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นจํานวน 20 คน
71 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่1) เครื่องมือในการคัดกรอง 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล และ 3) เครื่องมือ ดําเนินการวิจัย 1. เครื่องมือในการคัดกรอง ได้แก่1.1 แบบประเมินความสามารถในการทํา กิจวัตรประจําวันของผู้ป่วย (Palliative Care Performance Scale: PPS) พัฒนาโดย Victoria Hospice Society ประเทศแคนาดา และแปลเป็นภาษาไทยโดย บุษยามาส ชีวสกุล ยง และ คณะกรรมการ palliative care ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ (Collins ES, Witt J, Bausewein C, Daveson BA, Higginson IJ, Murtagh FEM., 2015) เครื่องมือนีํใช้เป็นแบบคัดกรองคุณสมบัติผู้ป่วยตามเกณฑ์คัดเข้า และใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อประเมินความสามารถในการทํากิจวัตรประจําวัน ของ ผู้ป่วย และภาระงานในญาติผู้ดูแลด้วย 2. เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.1 แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย เป็นเครื่องมือวิจัยที่สร้างขึํนใหม่ข้อมูลพืํนฐานเกี่ยวกับผู้ป่วย ลักษณะ คําถามเป็นแบบปลายเปิด ในหัวข้อ อายุสถานภาพ การศึกษา สิทธิ์รักษา การวินิจฉัยโรค ระยะเวลาที่นอน พักรักษาตัวในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และ ประเภทของการจําหน่าย หรือ สภาวะโรคที่เป็นอยู่2.2 แบบประเมิน ความพึงพอใจของผู้ป่วยประคับประคองและญาติผู้ดูแลในครอบครัวต่อบริการพยาบาล แบบประคับประคอง (กองการพยาบาล สํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, 2565) มีลักษณะเป็นมาตรวัด 6 ระดับ คือ ระดับ 6 คือ ความพึงพอใจมากที่สุด ระดับ 5 คือ พึงพอใจมาก ระดับ 4 คือ พึงพอใจปานกลาง ระดับ 3 คือ พึง พอใจระดับน้อย ระดับ 2 คือ พึงพอใจน้อยที่สุด และ ระดับ 1 คือไม่พึงพอใจ มีหัวข้อประเมินในการปฏิบัติกิจกรรม บริการพยาบาล จํานวน 10 เรื่อง เช่น การให้ข้อมูลและอาการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง การมีส่วนร่วมใน การวางแผนและตัดสินใจในการดูแลผู้ป่วย การช่วยเหลือเพื่อบรรเทาอาการปวดของผู้ป่วย การตอบสนองตามประเพณีความเชื่อและศาสนา การเตรียมพร้อมของพยาบาลเพื่อให้ผู้ป่วยและญาติสามารถเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึํน การได้รับ ความรู้และเตรียมความพร้อมในการดูแล ผู้ป่วยที่บ้าน และ การช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา 2.3 แบบประเมินผลลัพธ์การดูแลแบบ ประคับประคอง (Palliative Outcome Scale) ของฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้แปลฉบับภาษาไทย จัดพิมพ์เผยแพร่เพื่อนําไปใช้ในบริบทการดูแลแบบ ประคับประคอง (Sapinan L. 2013) แบบประเมิน ประกอบด้วยข้อคําถามทัํงหมด 12 ข้อ ได้แก่คําถามปลายปิด 10 ข้อ มีลักษณะเป็นมาตราวัดระดับ 5 ตัํงแต่0 – 4 มีเนืํอหาเกี่ยวกับอาการรบกวน ความวิตกกังวลของผู้ป่วยและ ญาติรวมทัํงประเด็น เกี่ยวกับการปฏิบัติในการดูแลรักษา การได้รับข้อมูล ความมีคุณค่าในตนเองของผู้ป่วย การ สิํนเปลืองเวลา ในการรอคอยการดูแลรักษา และในข้อที่11 และข้อที่12 เป็นข้อคําถามปลายเปิด เรื่องปัญหาที่สําคัญของผู้ป่วยในช่วง 3 วันที่ผ่านมา และ การทําแบบประเมินนีํด้วยตนเอง หรือให้เพื่อน/ญาติหรือ เจ้าหน้าที่ทีม สุขภาพช่วยเหลือในการตอบแบบสอบถาม 3. เครื่องมือดําเนินการวิจัย 3.1 เอกสารติดตามการดูแลผู้ป่วยตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง โรงพยาบาล นครพิงค์เป็นแบบบันทึกข้อมูลผลการปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยประคับประคองแต่ละรายเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ วางแผน ปรับกระบวนการดูแลผู้ป่วยให้เหมาะสมและมีคุณภาพ มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) และคําถามเปิด ในเนืํอหาการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง 12 ขัํนตอน เช่น การวินิจฉัยผู้ป่วยประคับประคอง การ ประเมินอาการอย่างครอบคลุมทัํง 4 การประชุมร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า การ ดูแลรักษาแบบ Palliative patients ร่วมกับการรักษาตามแผนรักษาของผู้ป่วย เป็นต้น
72 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ผู้วิจัยนําเครื่องมือที่สร้างใหม่มาตรวจสอบความตรงด้านเนืํอหา (content validity) โดยผ่านการ ตรวจสอบความถูกต้อง ความครอบคลุม และความเหมาะสมของเนืํอหา จากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการ ดูแลผู้ป่วยประคับประคอง จํานวน 3 ท่าน แล้ว นํามาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ ก่อนนําไปทดลอง ใช้กับผู้ป่วย และญาติผู้ดูแล จํานวน 5 คู่และหาค่าความเที่ยงของเครื่องมือ โดยใช้สัมประสิทธิ์ครอนบาคแอลฟ่า (Cronbach Alpha’s coefficient) ได้ค่าเท่ากับ 0.82 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล (Collecting data) ในการดําเนนิการวิจัยครัํงนีํผู้วิจยัเป็นผู้รวบรวมข้อมูลด้วยตนเองโดยดําเนินการตามขัํนตอน ต่อไปนีํ1. หลังได้รับการอนุมัติดําเนินการสืบค้นข้อมูลกลุ่มผู้ป่วยประคับประคองที่มาบริการรักษาที่คลินิก ประคับประคอง แผนก ผู้ป่วยนอก และในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลนครพิงค์จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเวลา เดือน มกราคม - พฤศจิกายน 2565 จากเวชระเบยีน แฟม้การรักษาของผู้ป่วย 2. นําข้อมูลผู้ป่วยประคับประคองที่ได้มาศึกษา รวบรวม เรียบเรียง บันทึกข้อมูลผู้ป่วยประคับ ประคองโดย ประเมินวัดผลความสามารถในการทํากิจวัตรประจําวันของผู้ป่วย ประเมินผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคอง รวมทัํง ติดตามผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วยประคับประคองและญาติผู้ดูแลในครอบครัวต่อบริการพยาบาลแบบ ประคับประคอง จากเอกสารในแฟ้มการรักษาของผู้ป่วย 3. นําข้อมูลผู้ป่วยจําแนกแบ่งออกเปน็ 2 ระยะคือระยะก่อนใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับ ประคอง และ ระยะ หลังการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง วิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความแตกต่างของข้อมูลด้านผลลัพธ์ด้าน คุณภาพชีวิต และ ความพึงพอใจ ของผู้ป่วยประคับประคอง และญาติผู้ดูแล ในโรงพยาบาลนครพิงค์ระหว่างระยะก่อน ใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง และ ระยะหลังการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง 4. เขียนรายงานสรุปผลการวิจัย นําเสนอผลการวิจัยและเผยแพร่ผลงานวิจัย แก่คณะกรรมการโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรับการสนับสนุน รวมทัํงแก้ไขปัญหาและอุปสรรค เพื่อให้เกิดการพัฒนางานตามมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล (Data analysis) ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ป่วยประคับประคอง ใช้สถิติเชิงบรรยาย ค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลในส่วนของ คะแนนประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยประคับประคอง และ ความพึงพอใจ ของญาติผู้ดูแล ใช้สถิติpaired t-test ขั้นดําเนินการ 1. หลังได้รับการอนุมัติรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยประคับประคอง ที่มาบริการรักษาที่คลินิกประคับประคอง แผนก ผู้ป่วย นอก และในหอผู้ป่วยใน โรงพยาบาลนครพิงค์จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเวลา เดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2565 โดย สืบค้นจากเวชระเบียน แฟ้มการรักษาของผู้ป่วย 2. เรียบเรียงข้อมลูผู้ปว่ยประคับประคองที่ได้มา โดยนํามาจัดกลุ่ม ประเมินวัดค่าโดยใช้เครื่องมือการวิจัยตามเกณฑ์ที่กําหนด และบันทึกข้อมูลในแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย รวมทัํงประเมินความสามารถในการทํากิจวัตร ประจําวันของผู้ป่วย ประเมินผลลัพธ์การดูแลแบบประคับประคอง รวมทัํงติดตามผลการประเมินความพึงพอใจของ ผู้ป่วยประคับประคองและญาติผู้ดูแลในครอบครัวต่อบริการพยาบาลแบบประคับประคอง จากเอกสารในแฟ้มการรักษา ของผู้ป่วย โดยแบ่งข้อมูลเป็น 2 ระยะคือระยะก่อนใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง และ ระยะหลังการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง
73 3. วิเคราะห์สถิติเปรียบเทียบความแตกต่างของข้อมูลด้านผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิต และ ความพึงพอใจ ของผู้ป่วย ประคับประคอง และญาติผู้ดูแล ในโรงพยาบาลนครพิงค์ระหว่าง ระยะก่อนใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง และ ระยะหลังการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง 4. เขียนรายงานสรุปผลการวิจัย และ นําเสนอ เผยแพร่ผลงานวิจัยแก่คณะกรรมการโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรับ การสนับสนุน รวมทัํงการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคเพื่อให้เกิดการพัฒนางานตามมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สําเร็จรูป ซึ่งมีรายละเอียดการวิเคราะห์ดังนีํ 1.ข้อมูลทั่วไปส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาวเิคราะห์ด้วยการแจกแจงความถี่คํานวณ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย 2.เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยด้านผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิต และ ความพึงพอใจ ของผู้ป่วยประคับประคอง และญาติผู้ดูแล ในโรงพยาบาลนครพิงค์โดยใชส้ถิติทดสอบ (Paired-T-Test) 3. ข้อมูลจากการบันทึกในเอกสารติดตามการดูแลผู้ป่วยตามแนวทางการดูแลผู้ป่วย ประคับประคอง โรงพยาบาลนครพิงค์นํามา วิเคราะห์เนืํอหา (content analysis) ใช้ประกอบการวิเคราะห์เหตุและ ผลประกอบในการอภิปรายผล ผลการศึกษา ผลการวิจัย นําเสนอในรปูของตารางประกอบคําบรรยายแบ่งเป็น 3 ส่วนดังนีํส่วนที่1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตวัอย่างผปู้ ่วยประคบัประคอง ผู้ป่วยทัํงหมดจํานวน 20 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 60.00 (12 คน) เพศชาย ร้อยละ 40.00 (12 คน) อายุส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 60 – 69 ปีร้อยละ 35 .00 (7คน) รอง ลงมาอายุระหว่าง 70 – 79 ปีร้อยละ 15 .00 (3คน) อายุเฉลี่ยเท่ากับ 57.60 ปี(S.D.=17.88) มีสถานภาพสมรส ร้อยละ 50.00 (12 คน) หม้าย ร้อยละ 30 .00 (6 คน) ระดับการศึกษา จบชัํนประถมศึกษา ร้อยละ 60.00 (12 คน) ด้านความ เชื่อศาสนา ร้อยละ 100.00 (20 คน) นับถือศาสนาพุทธ สําหรับคะแนนการประเมินระดับความสามารถในการทํา กิจวัตรประจําวันของผู้ป่วย ร้อยละ 55 (11 คน) มีคะแนนอยู่ในช่วงระหว่าง 40-60 และ ร้อยละ 45 (9 คน) มีคะแนนอยู่ในช่วงระหว่าง 70-100 การวินิจฉัยโรคพบว่า ร้อยละ 100 (20 คน) ป่วยด้วยโรค มะเร็ง ป่วยด้วยโรค เรืํอรังร่วมมะเร็ง ร้อยละ 75 .00 (15 คน) ส่วนการรับการรักษา รักษาแบบผู้ป่วยใน ร้อยละ 65 .00 (13 คน) แบบ ผู้ป่วยนอก ร้อยละ 35 .00 (7คน) ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 75.00 (15 คน) มีญาติและผู้ดูแล สว่นที่2 การเปรียบเทียบคะแนนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยประคับประคอง ระหว่างก่อนและหลังใช้แนวทาง ทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ในโรงพยาบาลนครพิงค์
74 ตารางที่1 เปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนเฉลยี่คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยประคับประคอง ระหว่างก่อนและหลังใช้แนวทางทางการ ดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ในโรงพยาบาลนครพิงค์จําแนกหัวข้อตามปจัจัยรบกวนคุณภาพชวีติ (N= 20) คะแนน เฉลยี่ระยะก่อน ระยะหลัง Paired t- test ระดับนยัสําคัญ ทางสถติิmean(SD) Mean(SD) (Significancelevel (p)) - อาการปวด - หอบ เหนื่อย -ออ่นแรง - เพ้อคลั่ง -กังวลใจ -อาการระบบอนื่ 2.45 (1.19) 0.65 (1.18) 1.60 (1.35) 0.00 (0.00) 2.20 (1.32) 0.00 (0.00) 1.50 (0.95) 0.65 (1.23) 1.75 (1.29) 0.00 (0.00) 1.30 (1.22) 0.40 (0.99) 2.76 0.00 - 0.35 0.00 2.07 - 1.80 0.01 * 1.00 0.73 Ns 0.06 0.88 - ความกังวลใจ ของครอบครัว - การระบาย ความรู้สึก -ความเศร้าใจ -การรู้สึกดีกับ ตัวเอง - เสียเวลาในการ มาตรวจตามนัด -การได้รับความ ชว่ยเหลอืด้าน การเงนิและเรื่อง สว่นตัว ภาพรวม 2.55 (1.28) 2.25 (1.21) 2.10 (1.21) 1.85 (1.23) 2.30 (1.26) 1.55 (1.39) 1.65 (0.59) 1.80 (1.36) 1.80 (1.36) 1.25 (1.60) 1.15 (1.14) 1.75 (1.07) 1.45 (1.32) 1.25 (0.64) 3.80 1.21 2.29 2.15 1.53 0.20 2.63 0.00 * 0.24 0.03 * 0.44 0.14 0.85 0.02 *จากตารางที่1 แสดงให้เห็นว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยประคับประคอง ในระยะหลังใช้แนวทางทางการดูแลผู้ป่วย ประคับประคอง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึํน โดยมีระดับคะแนนการประเมินปัจจัยรบกวนคุณภาพชีวิตในภาพรวมลดลงจากระดับ 1.65 เป็น 1.25 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เมื่อจําแนกรายหัวข้อย่อย พบว่า ระดับของความกังวลใจของ ครอบครัว อาการปวด และความเศร้าใจ ลดลง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.00, 0.01, 0.03 ตามลําดับ
75 สว่นที่3 การเปรียบเทียบคะแนนความพึงพอใจของผู้ป่วยประคับประคองและญาติผู้ดูแล ระหว่างก่อนและหลังใช้แนวทางทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ในโรงพยาบาลนครพิงค์ตารางที่2 เปรียบเทียบความแตกต่างคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้ป่วยประคับประคอง และญาติผู้ดูแล ระหว่างก่อน - การตอบสนองตามประเพณีความเชื่อและศาสนาอย่าง เหมาะสม - การเตรยีมพร้อมที่จะเผชญิกับ สงิ่จะเกิดขึํน -การให้ความรู้และเตรยีมความ พรอ้มในการดูแลผู้ป่วยเมื่อต้อง กลบัไปอยู่ที่บ้าน -การช่วยเหลอื/แนะนํา/ อาํนวยความสะดวกเมื่อมีปัญหา รวม 3.95 (0.83) 4.05 (0.51) 4.10 (0.64) 3.90 (0.45) 4.10 (0.45) 4.30 (0.80) 4.85 (0.37) 4.75 (0.44) 4.30 (0.47) 4.75 (0.44) 1.20 - 5.14 3.32 - 2.63 - 3.90 0.25 0.00* 0.00* 0.80 0.00* คะแนน เฉลยี่ระยะก่อน ระยะหลัง Paired t- test ระดับนัยสําคัญทางสถติิmean(SD) Mean(SD) (Significancelevel (p)) - รับทราบ ข้อมูลและอาการเปลี่ยนแปลง - มีส่วนรว่มใน การวางแผนและตัดสินใจในการ ดูแลผู้ป่วย -ความสะดวก และอยู่ใกล้ชดิกับผู้ปว่ย -การพูดคยุซักถามอาการ/ เปลยี่นแปลง อย่างสม่ําเสมอ - เปิดโอกาสให้ไดร้ะบาย ความรู้สกึ -ชว่ยเหลอืใน การบรรเทา อาการปวด 4.25 (0.55) 4.20 (0.52) 4.00 (0.86) 3.75 (0.64) 4.00 (0.65) 4.35 (0.67) 4.85 (0.37) 4.85 (0.37) 4.60 (1.28) 4.45 (0.60) 4.85 (0.37) 4.85 (0.37) - 3.94 - 4.95 - 2.26 2.90 - 5.67 -2.94 0.00 * 0.00 * 0.04 * 0.01* 0.00* 0.01*
76 ตารางที่2 แสดงให้เห็นว่า ในระยะหลังใช้แนวทางทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ผู้ป่วย ประคับประคอง และญาติมีความพึงพอใจในการให้บริการในภาพรวมเพิ่มขึํนจากระดับพึงพอใจมากจากค่า 4.10 เป็น 4.75 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.00 เมื่อจําแนกรายหัวข้อย่อย พบว่า หัวข้อที่มีความพึงพอใจมาก ได้แก่การ รับทราบข้อมูลและอาการเปลี่ยนแปลง การมีส่วนร่วมในการวางแผนและตัดสินใจในการดูแลผู้ป่วย การเปิดโอกาสให้ได้ระบายความรู้สกึและการเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งจะเกิดขึํนในอนาคต อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.00 และ ในหัวข้อ การพูดคุยซักถามอาการ/ เปลี่ยนแปลงอย่างสม่ําเสมอช่วยเหลือในการบรรเทาอาการปวดอย่างมีนัยสําคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.01 ตามลําดับ สรุปและอภิปรายผลการวิจัย (Conclusion and Discussion) จากผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนํามาอภิปรายผลตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนีํวัตถุประสงค์ข้อที่1 เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต่อ ผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยประคับประคอง ในโรงพยาบาลนครพิงค์ระหว่างก่อนและหลังใช้แนวทาง ในการศึกษาครัํง นีํพบว่า ระยะหลังใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง จังหวัดเชียงใหม่กลุ่มผู้ป่วยประคับประคองที่มารับบริการ มีคุณภาพชีวติที่ดีขึํน (ตารางที่1) ดังจากผลการเปรียบเทียบคะแนนการประเมินคุณภาพชวีิตจากปัจจัยรบกวนในภาพรวม มีค่า ลดลงจากระดับ 1.65 เป็น 1.25 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.02 โดยเมื่อจําแนกหัวข้อย่อย พบว่า ระยะหลังใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง อาการปวดลดลงจากระดับ 2.45 เป็น 1.50 มีความกังวลใจของครอบครัว ลดลง จากระดับ 2.55 เป็น 1.80 และ มีความเศร้าใจ ลดลง ลดลงจากระดับ 2.10 เป็น 1.25 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.00, 0.01, 0.03 ตามลําดับ ซึ่งแปลผลได้ว่าอาการปวดความกังวลใจของครอบครัว และมีความเศร้าใจในบางครัํง ได้ลดลงเหลือ มีอาการปวดความกังวลใจของครอบครัว และมีความเศร้าใจเล็กน้อย หรือ นาน นานครัํง นอกจากนีํยังพบว่า ระยะหลังใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในหัวข้อ ความกังวลใจของผู้ป่วย การ ระบายความรู้สึก การรู้สึกดีกบัตัวเองการเสียเวลาในการมาตรวจตามนัดและความช่วยเหลือด้านการเงินและเรื่องส่วนตัว มีค่าคะแนนลดลง จากค่า 2.20 เป็น 1.36, 2.25 เป็น 1.80, 1.85 เป็น 1.15, 2.30 เป็น 1.75, 1.55 เป็น 1.45 อย่างไม่มีนัยสําคญัทางสถิติตามลําดับ (ตารางที่1) ทัํงนีํเนื่องจากการปฏิบัติตามแนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคองในโรงพยาบาลนครพิงค์ที่กําหนด เป็นการให้บุคลากรทีมสหวิชาชีพและผู้ป่วยพร้อมทัํงครอบครัวมีส่วนร่วมในการปฏิบัติกิจกรรม ทัํง 12 ขัํนตอน คือ 1.การวินิจฉัย ผู้ป่วยประคับประคอง 2. การประเมินอาการอย่างครอบคลุมทัํง 4 มิติได้แก่อาการทางกาย อารมณ์จิตใจ สังคม เศรษฐกิจ และจิตวิญญาณ ศาสนา 3. การประชุมร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อวางแผนการดูแลรักษาล่วงหน้า 4.การดูแลรักษาแบบ Palliative patients ร่วมกับการรักษาตามแผนรักษาของผู้ป่วย 5. การมีส่วนร่วมของผู้ป่วยและ ญาติในการเลือกการรักษา 6. การส่งต่อสถานพยาบาลอื่น 7. การดูแลที่บ้าน 8. การติดตามผู้ป่วยต่อเนื่อง 9. การดูแล เมื่อโรคดําเนินเข้าสู่ระยะท้าย10. การมีส่วนร่วมของทีมดูแล ผู้ป่วยและครอบครัววางแผนการดูแลในวาระสุดท้าย 11. Bereavement Care 12. การเก็บรวบรวมข้อมูล จัดทําข้อมูลสถิติและค่าใช้จ่าย สรุปผลการดําเนินงาน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยประคับประคองกลุ่มนีํส่วนใหญ่ร้อยละ 55 (11 คน) มีคะแนน PPS score อยู่ในช่วงระหว่าง 40-60 และ ร้อยละ 45 (9 คน) มีคะแนนอยู่ในช่วงระหว่าง 70-100 ในการดําเนินการได้ผ่านขัํนตอน การวินิจฉัย ผู้ป่วยประคับประคอง การประเมินอาการอย่างครอบคลุมองค์รวม การประชุมร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัวเพื่อวางแผน การดูแลรักษาล่วงหน้า การดูแลรักษาแบบประคับประคอง ร่วมกับ แผนรักษาผู้ป่วยในโรคหลักที่เป็นสาเหตุของการ เจ็บป่วย การมีส่วนร่วมของผู้ป่วยและญาติในการเลือกการรักษา การวางแผนจําหน่าย หรือ ส่งต่อสถานพยาบาลอื่น การดูแลที่บ้านและติดตามผู้ป่วยต่อเนื่อง เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการให้ข้อมูลเรื่องโรคและและความรู้สอน
77 เสริมพลังแก่ผู้ป่วยและครอบครัว ผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลเกิดการเรียนรู้เข้าใจในโรคและสามารถจัดการดูแลสุขภาพและ อาการรบกวนได้อย่างเหมาะสม ลดความวิตกกังวลแก่ญาติและผู้ดูแลในการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ซึ่งสอดคล้องกับหลาย การศึกษาที่พบว่าผู้ป่วยโรคมะเร็ง ต้องการข้อมูลและการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ซึ่งถ้า มีการสื่อสารที่ดีระหว่าง บุคลากรสุขภาพและผู้ป่วยและ ครอบครัวตัํงแต่ระยะเริ่มแรกที่ได้รับการวินิจฉัยจะทําให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถ ปรับตัวด้านจิตสังคมได้ดี(Davies, 2004; Gatto & Zwicker, 2013)ทําให้เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระยะท้ายของชีวิต ทีม ดูแล ผู้ป่วยและครอบครัวจะร่วมกันวางแผนการดูแลในวาระสุดท้าย และทําการเยียวยาครอบครัวผู้ป่วยหลังที่ผู้ป่วยได้จากไป และการเก็บรวบรวมข้อมูล จัดทําข้อมูลสถิติและค่าใช้จ่าย วตัถุประสงค์ข้อที่2 เพื่อศึกษาเปรียบเทียบผลของการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต่อ ความพึงพอใจ ของผู้ป่วยประคับประคอง และญาติผู้ดูแล ในโรงพยาบาลนครพิงค์ระหว่างก่อนและหลังใช้แนวทางการ ดูแลผู้ป่วยประคับประคอง
78 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดห้องคลอด โรงพยาบาลพะเยา สุทธิพร พรมจันทร์RN น้องขวัญ สมุทรจักร RN กลุ่มงานการพยาบาลผู้คลอด โรงพยาบาลพะเยา บทคัดย่อ ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด (Perinatal asphyxia, neonatal asphyxia, birth asphyxia) เป็น ปัญหาด้านคลินิกอันดับหนึ่งที่ร้ายแรงทั่วโลก และเป็นปัญหาที่สําคัญของระบบสาธารณสุขในประเทศไทย สําหรับทารก แรกเกิด เป็นผลทําให้ทารกตายหรือทุพพลภาพ นําไปสู่ความสูญเสียของครอบครัวและสังคม วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด และศึกษา ผลลัพธ์ของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด รูปแบบการศึกษา: การวิจัยนีํเป็นการวิจัยและพัฒนา(Research and Development) สถานที่ศึกษา ห้องคลอด โรงพยาบาลพะเยา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในห้องคลอด จํานวน 9 คน และหญิง ตัํงครรภ์ที่มาคลอดในแผนกห้องคลอด โรงพยาบาลพะเยา ตัํงแต่เดือนเมย.-มิย. 2566 ที่ได้รับการดูแลตามแนวปฎิบัติที่พัฒนาขึํน ประเมินขนาดตัวอย่างโดยคาดว่าเมื่อใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารก แรกเกิด โรงพยาบาลพะเยา แล้วจะลดอุบัติการณ์ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด จากเดิม 0.08 % ลดลง เหลือ 0.025. % กําหนดให้Power = 80% ทดสอบ 2 ทาง ความคลาดเคลื่อน =0.05 ได้กลุ่มศึกษาผู้คลอดอย่าง น้อยกลุ่มละ 248 ราย ติดตามความพึงพอใจต่อการนําแนวปฏิบัติไปใช้ของพยาบาล วิเคราะห์โดยใช้สถิติทดสอบ t-test, exact probability test และวิเคราะห์ผลการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะขาดออกซิเจน ของทารกแรกเกิด ด้วย multivariable logistic regression ผลการศึกษา: ได้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด ห้องคลอด โรงพยาบาล พะเยา ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 5 ท่าน ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ 1)การ ป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดในระยะแรกรับ 2)การป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดใน ระยะที่1ของการคลอด 3)การป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดในระยะที่2,3 ของการคลอด กลุ่มที่ได้รับ การดูแลตามแนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึํนมา มีอุบัติการณ์ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด17 : 5 ราย ต่ํา กว่ากลุ่มก่อนใช้แนวปฏิบัติอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p-value=0.007) เมื่อวิเคราะห์ด้วย multivariable Logistic regression และปรับความแตกต่าง ของอายุแตกต่างกันแล้วพบว่า อาชีพ จํานวนครัํงของการคลอด การฝากครรภ์ครบ คุณภาพ ภาวะเสี่ยง และชนิดของการคลอด พบว่าการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของ ทารกแรกเกิดในห้องคลอด ลดภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดในห้องคลอด ได้ร้อยละ 79 (OR=95%CI 0.64- 0.69 P-value 0.010) ความพึงพอใจของพยาบาลแผนกห้องคลอดต่อการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกัน ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด พบว่ามีความพึงพอใจในระดับดี( X =4.20 SD=0.67 ) สรุปและข้อเสนอแนะ: แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดที่พัฒนาขึํน สามารถลดอัตราการเกิดภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด จึงควรนําแนวปฏิบัติไปใช้อย่างต่อเนื่อง และนําไป เผยแพร่หน่วยงานห้องคลอด โรงพยาบาลในเครือข่ายต่อไป คําสําคัญ แนวปฏิบัติการพยาบาล ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด
79 ความสําคัญของปัญหาวิจัย ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด (Perinatal asphyxia, neonatal asphyxia, birth asphyxia) เป็นปัญหา ด้านคลินิกอันดับหนึ่งที่ร้ายแรงทั่วโลก และเป็นปัญหาที่สําคัญของระบบสาธารณสุขในประเทศไทย สําหรับทารกแรก เกิด เป็นผลทําให้ทารกตายหรือทุพพลภาพ นําไปสู่ความสูญเสียของครอบครัวและสังคม ห้องคลอดโรงพยาบาลพะเยา ตัํงแต่ปีงบประมาณ 2561-2565 มารดามารับบริการคลอด จํานวน 1,535, 1,441 ,1,440 ,1,326 ,1,191 รายตามลําดับ พบทารกแรกเกิดที่มีภาวะขาดออกซิเจน ปีงบประมาณ 2561-2565 เท่ากับ 36.15 ,39.2 ,45.61 ,59.26 ,48.49ต่อ 1,000 การเกิด มีชีพตามลําดับ ซึ่งยังมีสถิติที่สูง พยาบาลห้องคลอดมีบทบาทสําคัญในการ พยาบาลมารดาและทารกเพื่อป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด และลดภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดกับเด็กแรก เกิดได้อีกด้วย การลดภาวะขาดออกซิเจนของทารกดังกล่าวได้ต้องปฏิบัติการพยาบาลบนพืํนฐานของมาตรฐานการ ดูแลมารดาและทารกแรกเกิด แต่จากการปฏิบัติงานพบว่า การคัดกรองความเสี่ยงภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรก เกิด การประเมินมารดาและทารก ในทุกระยะของการคลอดยังไม่ครอบคลุม ไม่มีการ บันทึกข้อมูลภาวะเสี่ยงไว้ในเวช ระเบียน ในการให้การดูแลที่ต่อเนื่อง เช่น การบันทึกขาดการบันทึก ความก้าวหน้าของการคลอดในกราฟดูแลการ คลอดของที่ต่อเนื่อง การดูแลมารดาตัํงครรภ์ขึํนอยู่กับประสบการณ์ของพยาบาลประจําการของแต่ละบุคคล และยังไม่มีแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดตัํงแต่แรกรับ ระยะที่1 ,ระยะที่2,3 ของการคลอด ที่เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลพะเยาซึ่งเดิมใช้CPG ของแพทย์วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนในทารกแรกเกิด และศึกษาผลลัพธ์ของการ ใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด วิธีการศึกษา การวิจัยนีํเป็นการวิจัยและพัฒนา(Research and Development) สถานที่ศึกษา ห้องคลอด โรงพยาบาล พะเยา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในห้องคลอด จํานวน 9 คน ที่ใช้แนวปฏิบัติที่พัฒนาขึํน และหญิงตัํงครรภ์ที่มาคลอดในแผนกห้องคลอด โรงพยาบาลพะเยา ตัํงแต่เดือนเมย.-มิย. 2566 ที่ได้รับการดูแลตาม แนวปฎิบัติที่พัฒนาขึํน ประเมินขนาดตัวอย่างโดยคาดว่าเมื่อใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะขาดออกซิเจน ของทารกแรกเกิด โรงพยาบาลพะเยา แล้วจะลดอุบัติการณ์ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด จากเดิม 0.08 % ลดลงเหลือ 0.025. % กําหนดให้Power = 80% ทดสอบ 2 ทาง ความคลาดเคลื่อน =0.05 ได้กลุ่มศึกษาผู้คลอด อย่างน้อยกลุ่มละ 248 ราย ติดตามความพึงพอใจต่อการนําแนวปฏิบัติไปใช้ของพยาบาล วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติทดสอบ t-test, exact probability test และวิเคราะห์ผลการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะ ขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด ด้วย multivariable logistic regression ผลการศึกษา ได้แนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด ห้องคลอด โรงพยาบาลพะเยา ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 5 ท่าน ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ 1)การป้องกัน ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดในระยะแรกรับ 2)การป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดในระยะที่1 ของการคลอด 3)การป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดในระยะที่2,3 ของการคลอด กลุ่มที่ได้รับการดูแล ตามแนวปฏิบัติการพยาบาลที่พัฒนาขึํนมา มีอุบัติการณ์ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดจากเดิม 68.82 (17 ราย) เหลือ 18.18 (5 ราย) ต่ํากว่ากลุ่มก่อนใช้แนวปฏิบัติอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p-value =0.007) เมื่อ วิเคราะห์ด้วย multivariable Logistic regression และปรับความแตกต่าง ของอายุแตกต่างกันแล้วพบว่า อาชีพ จํานวนครัํงของการคลอด การฝากครรภ์ครบคุณภาพ ภาวะเสี่ยง และชนิดของการคลอด พบว่าการใช้แนวปฏิบัติการ
80 พยาบาลเพื่อป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดในห้องคลอด ลดภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดใน ห้องคลอด ได้ร้อยละ 79 (OR=95%CI 0.64-0.69 P-value 0.010) ความพึงพอใจของพยาบาลแผนกห้องคลอด ต่อการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด พบว่ามีความพึงพอใจในระดับดี ( X =4.20 SD=0.67 ) อภิปรายผล แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดที่พัฒนาขึํนประกอบด้วยการใช้แนวปฏิบัติในเรื่องการประเมินความเสี่ยงต่อภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดโดยใช้แบบประเมินความเสี่ยง ในทุก ระยะของการคลอดตัํงแต่ระยะแรกรับ ระยะที่1 ระยะที่2,3 ของการคลอด สามารถคัดกรองความเสี่ยงได้เป็นอย่างดีรวมทัํงยังมีการให้ความรู้ทัํงระยะแรกรับ ระยะที่1 ระยะที่2,3 โดยใช้สื่อและ QR code ทําให้ผู้คลอดมีความรู้และให้ความร่วมมือในการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด นอกจากนีํยังมีการประเมินและบันทึก FHS โดยการ On continuous EFM monitor ไว้ตลอดในช่วงระยะ Active phase และในรายที่มีได้รับยา Oxytocin เพื่อประเมิน ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดได้รวดเร็ว เมื่อพบความผิดปกติสามารถให้การพยาบาลได้อย่างรวดเร็วเพราะมีแนวปฏิบัติที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสามารถปฏิบัติได้ง่าย ผลการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะ ขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดพบว่า กลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติมีภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด ต่ํากว่ากลุ่มก่อนใช้แนวปฏิบัติจากเดิม 68.82(17ราย) เหลือ 18.18 (5 ราย) เมื่อเปรียบเทียบกันพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p-value < 0.007) แสดงให้เห็นว่า การใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะขาดออกซิเจน ของทารกแรกเกิด ทําให้พยาบาลสามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างครอบคลุมในทุกระยะของการคลอด สามารถใช้ เป็นเครื่องมือในการพยาบาลผู้คลอดที่มีคุณภาพ ช่วยให้วินิจฉัยภาวะการขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดได้ถูกต้อง รวดเร็ว และรีบให้การรักษาทันเวลาก่อนที่จะเกิดความรุนแรง ดังนัํนแนวปฏิบัติการพยาบาลนีํควรนําไปใช้ในการดูแล ผู้ที่คลอดทุกรายแม้ว่าจะไม่มีปัจจัยเสี่ยงก็ตาม สอดคล้องกับตัวชีํวัดห้องคลอดคุณภาพตามมาตรฐานงานอนามัยแม่และ เด็ก คือ ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด ไม่เกิน 25:1000 การเกิดมีชีพ ความพึงพอใจของพยาบาลแผนกห้องคลอดต่อการใช้แนวปฏิบัติพบว่า มีความพึงพอใจในระดับมาก ( X = 4.20 SD= 0.67) อภิปรายได้ว่า พยาบาลส่วนใหญ่เห็นด้วยและพึงพอใจกับการนําแนวปฏิบัติการพยาบาล เพื่อป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดไปใช้โดยพบว่า หัวข้อที่พึงพอใจมากที่สุด คือ ความเป็นไปได้ในการ นําแนวปฏิบัติไปใช้ในหน่วยงาน ( X = 4.40 SD= 0.73) ความพึงพอใจที่เกิดขึํนอาจเป็นผลมา ทุกคนมีส่วนร่วมใน การกําหนดแนวปฏิบัติและเป็นผู้ใช้แนวปฏิบัติในการดูแลผู้คลอดตัํงแต่แรกรับจนกระทั่ง หลังคลอด และประเมิน ความเสี่ยง ให้การพยาบาล อย่างต่อเนื่องตัํงแต่ระยะแรกรับ ระยะแรกรับ ระยะที่1 ระยะที่2,3 ส่งผลให้ผู้คลอดได้รับ การดูแลที่เป็นขัํนตอนและเป็นไปในทิศทางเดียวกันเกิดความปลอดภัยจากการคลอด ทําให้ภาวะขาดออกซิเจนของ ทารกแรกเกิดมีแนวโน้มลดลง สอดคล้องกับอ้อยอิ่น อินยาศร (2560) มีความพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อ ป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด ( X =4.50, SD=0.512) ดังนัํนแนวปฏิบัติจึงก่อให้เกิดผลดีต่อการ ปฏิบัติงาน ทําให้มารดาทารกมีความปลอดภัย สอดคล้องกับการศึกษาของ วรรณวรา ไหลวารินทร์(2557) ที่พบว่า ผลลัพธ์ที่เกิด จากการปฏิบัติร่วมกันของพยาบาลจะส่งผลให้เกิดความพึงพอใจและนําแนวปฏิบัติไปใช้มากขึํน ส่งผลให้ภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดลดลง และไม่พบอุบัติการณ์ทารกเสียชีวิตจากภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรก เกิด สรุปและข้อเสนอแนะ: แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดที่พัฒนาขึํน สามารถลดอัตราการเกิดภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิด จึงควรนําแนวปฏิบัติไปใช้อย่างต่อเนื่อง และนําไป เผยแพร่หน่วยงานห้องคลอด โรงพยาบาลในเครือข่ายต่อไป
81 ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรื้อรัง ศูนย์สุขภาพชุมชนเขตเมืองร่องซ้อ โรงพยาบาลแพร่อ.เมือง จ.แพร่นางกุลธิดา อินตา พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ นางผกามาศ พรหมลา พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองร่องซ้อ นางศิริลักษณ์เชี่ยวชาญ พยาบาลวิชาชีพชํานาญการ กลุ่มงานเวชกรรมสังคม นายณรงค์ศักดิ์สุธรรม พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ กลุ่มงานการพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลแพร่บทคัดย่อ : การวิจัยนีํเป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความรู้และพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. กลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรืํอรังก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส.กลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรืํอรังศูนย์สุขภาพชุมชนเขตเมืองร่องซ้อ โรงพยาบาลแพร่อ.เมือง จ.แพร่จํานวน 21 คน ผู้วิจัยดําเนินการวิจัยโดยใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. โดย ประยุกต์ใช้ทฤษฎีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพโดยใช้ระยะเวลา 12 สัปดาห์เก็บรวบรวบข้อมูลด้วยแบบสอบถาม คือแบบทดสอบความรู้นําข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าทีแบบสัมพันธ์กัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตามแนวทาง3อ.2ส.ก่อนและหลังใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังการเข้าร่วมโปรแกรม (M=5.43, SD=0.598) มีความรู้สูงกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม (M=4, SD=1.049) 2. ภาพรวมพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรืํอรังก่อนและหลังเข้าร่วม โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดย คะแนนเฉลี่ยหลังใช้โปรแกรม (M=25.19, SD=1.806) สูงกว่าก่อนใช้โปรแกรม (M=22.7, SD=2.513) คําสําคัญ : โรคไม่ติดต่อเรืํอรัง,โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส.ความสําคัญของปัญหาการวิจัย : ในอดีตประเทศไทยเป็นสังคมที่อยู่ในยุคเกษตรกรรมมีการดําเนินชีวิตแบบพอเพียง การเจ็บป่วยโรคภัยมีน้อย เมื่อยุคสมัยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงการใช้วิถีชีวิตรูปแบบใหม่มีเทคโนโลยีที่เอืํอต่อการดําเนินชีวิต การมีวิถีชีวิตที่เร่งรีบใช้แรงงานน้อยลงทําให้ผู้คนมีพฤติกรรมทําลายสุขภาพตนเองมากขึํนขาดการเลือกสรรอาหารที่มีดีคุณภาพร่วมกับขาด การเคลื่อนไหวออกกําลังกายโรคที่มาพร้อมกับวิถีชีวิตในยุคแห่งการพัฒนาทําให้เกิดโรคอุบัติใหม่ โรคไม่ติดต่อเรืํอรัง และโรคติดต่อระบาดร้ายแรง ในปัจจุบันพบว่ากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรืํอรังมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตในการดําเนินชีวิตของ คนเรามากที่สุด จากสถานการณ์ของจังหวัดแพร่ปี2565 ในประชากรอายุ35 ปีขึํนไปจํานวน 166,562 ราย (ร้อยละ 88.48) พบกลุ่มสงสัยป่วยร้อยละ 1.49 การคัดกรองความดันโลหิตจํานวน 131,954 ราย (ร้อยละ 90.91) พบ กลุ่มสงสัยป่วยร้อยละ 9.96 กลุ่มที่ได้รับการคัดกรองเบาหวานจํานวน 45,628 ราย (ร้อยละ 88.23) พบกลุ่มสงสัย ป่วยร้อยละ 0.94 ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรืํอรังตามแนวทาง 3อ.2ส. การดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงตัํงแต่ยังไม่มีอาการโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิตที่ไม่เหมาะสมจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ดังนัํนจากสภาพปัญหาในปัจจุบันทางทีมผู้วิจัยได้ตระหนักและเล็งเห็นความสําคัญในการนําโปรแกรม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส.นํามาใช้ในกลุ่มเสี่ยงที่ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองร่องซ้อ ต.ในเวียง อ.เมือง จ.แพร่ โดยที่จะให้ความรู้แก่บุคคลเพื่อให้รับรู้โอกาสเสี่ยงของการเป็นโรคความรุนแรงของโรคและมีการติดตามให้ความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อการปรับเปลี่ยนสุขภาวะในการดูแลสุขภาพก่อให้เกิดคุณภาพชีวิตและภาวะสุขภาพที่ดี
82 วัตถุประสงค์การศึกษา : 1. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อ เรืํอรัง ศูนย์สุขภาพชุมชนเขตเมือง ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. 2. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อ เรืํอรัง ศูนย์สุขภาพชุมชนเขตเมือง ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส.วิธีการศึกษา : การวิจัยครัํงนีํเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและ หลังการทดลอง (One group Pretest- Posttest Design) เพื่อบันทึกข้อมูลความรู้และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตาม แนวทาง3อ.2ส.ขนาดกลุ่มตัวอย่าง คือประชากรกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรืํอรัง ศูนย์สุขภาพชุมชนเขตเมืองร่องซ้อ โรงพยาบาลแพร่อ.เมือง จ.แพร่จํานวน 50 คน โดยกําหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตร Yamane และเกณฑ์การคัดเลือกอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ (Inclusion criteria) คือกลุ่มตัวอย่างที่สมัครใจและเกณฑ์การคัดอาสาสมัครออกจากโครงการ (Exclusion criteria) คือป่วยเป็นโรคติดต่อไม่เรืํอรัง จนเหลือกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครัํงนีํจํานวนทัํงหมด 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสอบถาม ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ส่วนที่1 ข้อมูลส่วน บุคคล ส่วนที่2 ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตามแนวทาง 3อ2ส. และส่วนที่3 พฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3 อ.2ส.ข้อมูล/สถิติที่ใช้: การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปวิเคราะห์หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีการ ทด สอบการกระจายของข้อมูลโดยใช้Kolmogorov Smirnov Test สถิติที่ใช้ในการทดสอบค่าทีแบบสัมพันธ์กัน (Paired t-test) ผลการศึกษา : 1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง จากกลุ่มตัวอย่างทัํงหมดจํานวน 21 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 95.2 มีอายุระหว่าง 41–60 ปีร้อยละ 47.6 และมีอายุระหว่าง 61–80 ปีร้อยละ 47.6 มีความยาวรอบเอวที่มา กกว่า 80 เซนติเมตร ร้อยละ 81 มีดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 24.90-29.90 kg/m2 ร้อยละ 57.1 ระดับค่านํําตาล ในกระแสเลือดอยู่ระหว่าง 100-125 mg/dl ร้อยละ 47.6 ระดับความดันโลหิตตัวบนอยู่ระหว่าง 140-159 mmHg ร้อยละ 28.6 และมีระดับความดันโลหิตตัวล่างน้อยกว่า 80 mmHg ร้อยละ 61.9 2. ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตาม แนวทาง3อ.2ส. พบว่า ก่อนเข้าร่วมมีความรู้ไม่ถูกต้องจํานวนมากสุด 8 ราย ร้อยละ 38.1 มีความรู้ถูกต้องที่สุด จํานวน 7 ราย ร้อยละ 33.3 และมีความรู้ถูกต้องบ้างจํานวนน้อยที่สุด 6 ราย ร้อยละ 28.6 และหลังเข้าร่วม โปรแกรม มีความรู้ถูกต้องที่สุดจํานวนมากสุด 20 ราย ร้อยละ 95.2 มีความรู้ถูกต้องบ้างจํานวน 1 ราย ร้อยละ 4.8 Paired Samples Statistics (N=21) M SD D SDD t Sig Pair 1 คะแนนความรู้ก่อน 4.00 1.049 1.43 .926 7.07 .00 คะแนนความรู้หลัง 5.43 .598
83 จากตารางที่1 พบว่า ก่อนและหลังเข้าร่วมใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส.กลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรืํอรังมีความรู้ได้คะแนนเฉลี่ย 4 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.049 ส่วนหลังเข้าร่วมมีคะแนนเฉลี่ย 5.43 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.598 จากผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าค่าเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตาม แนวทาง 3อ.2ส.ก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ.05 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส.ของ กลุ่มตัวอย่างมีความรู้มากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรม 3. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส.ของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับ เปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. พบว่า ก่อนเข้าร่วมโปรแกรมมีพฤติกรรมดีมากจํานวนมากสุด 9 ราย ร้อยละ 42.9 พฤติกรรมดีจํานวน 7 ราย ร้อยละ 33.3 และมีพฤติกรรมพอใช้จํานวน 5 ราย ร้อยละ 23.8 และหลัง เข้าร่วมโปรแกรม มีพฤติกรรมดีมากจํานวนมากสุด 19 ราย ร้อยละ 90.5 พฤติกรรมดีจํานวน 1 ราย ร้อยละ 4.8 และมีพฤติกรรมพอใช้จํานวน 1 ราย ร้อยละ 4.8 Paired Samples Statistics (N=21) M SD D SDD t Sig Pair 1 พฤติกรรม ก่อน 4.00 2.513 2.48 1.86 6.28 .00 พฤติกรรม หลัง 5.43 1.806 จากตารางที่2 พบว่า ก่อนและหลังใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส.กลุ่มเสี่ยง โรคติดต่อไม่เรืํอรังก่อนใช้มีคะแนนเฉลี่ย 22.7 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.513 ส่วนหลังใช้มีคะแนนเฉลี่ย 25.19 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.806 จากผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่าค่าเฉลี่ยพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ 3อ.2ส. ก่อนและ หลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ.05 โดย คะแนนเฉลี่ยหลังใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. สูงกว่าก่อนใช้โปรแกรม อภิปรายผล : อภิปรายผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังนีํ1. ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส.ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรืํอรังก่อนและหลังเข้าร่วม โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. แตกต่างกัน อธิบายได้ว่า กลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรืํอรังเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพตนเองยังไม่ถูกต้องเท่าที่ควรเนื่องจากมีพฤติกรรมทางสุขภาพ เป็นยังไม่ถูกสุขลักษณะการดูแลตนเองที่ดีซึ่งพบว่าก่อนการใช้โปรแกรมกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรืํอรังส่วนใหญ่มีความรู้อยู่ในระดับที่พอใช้และดีเมื่อได้รับการให้ความรู้และคําชีํแนะเกี่ยวกับการดูแลตนเองภายใต้โปรแกรมปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส.การที่บุคคลจะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ต้องมีปัจจัยต่างๆที่มาสนับสนุน โดยมีการให้ความรู้เพื่อให้รับรู้โอกาสเสี่ยงหรือภาวะคุกคามจากโรคในขณะเดียวกันให้รับรู้ถึงประโยชน์และอุปสรรค หากจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพให้มีความเหมาะสมดังนัํนหลังการใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพจึงทําให้กลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรืํอรังมีความรู้อยู่ในระดับที่ถูกต้องที่สุดมาก 2. พฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ 3อ.2ส.ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรืํอรัง ศูนย์สุขภาพชุมชนเขตเมืองร่อง ซ้อ โรงพยาบาลแพร่อ.เมือง จ.แพร่หลังใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 3อ.2ส. สูงกว่าก่อนใช้โปรแกรม อธิบายได้ว่ากลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรืํอรังมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพในทางที่ดีขึํน ดังนัํนจึงรับรู้ว่าตนเองมีสมรรถนะในการปฏิบัติพฤติกรรมสุขภาพ (Self-Efficacy) ที่ส่งเสริมภาวะสุขภาพของตนเองได้เมื่อผู้วิจัยให้โปรแกรม สร้างเสริมสุขภาพโดยการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. มีการสาธิต
84 เกี่ยวกับการสาธิตย้อนกลับเกี่ยวกับการออกกําลังกาย การยกตัวอย่างภาพประกอบอาหารเพื่อให้เข้าใจเพิ่มมากขึํน ประกอบกับการใช้คู่มือเพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ โดยการส่งเสริมให้กลุ่มเสี่ยงได้รับรู้โอกาสเสี่ยงของการ เป็นโรค (Perceived Susceptibility) ว่าควรป้องกันและรักษาสุขภาพเพื่อป้องกันโรคที่จะเกิดขึํนการส่งเสริมให้รับรู้ความรุนแรงของโรค (Perceived Severity) ซึ่งการรับรู้ความรุนแรงของโรคมีความสัมพันธ์ในทางบวกกับพฤติกรรม การป้องกันโรค ดังนัํนจึงทําให้กลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรืํอรังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของตนเองไปในแนวทางที่ดีขึํน สูงขึํนกว่าก่อนการใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนสุขภาพ สรุปและข้อเสนอแนะ : 1. ควรมีการวิจัยติดตามประเมินผลการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส.อย่างต่อ เนื่อง เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของตนเองอย่างยั่งยืน 2. ควรส่งเสริมให้มีการพัฒนารูปแบบการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. นําไปใช้ในชุมชน และหน่วยบริการอื่นเพื่อสุขภาวะการดูแลสุขภาพที่ดีของประชาชน
85 ชื่อเรื่อง ผลของโปรแกรมหลักสูตรโรงเรียนเบาหวานวิทยาต่อระดับฮีโมโกบินเอวันซี(HbA1C) ในผู้ป่วยเบาหวานที่คุมระดับน้ําตาลไม่ได้โรงพยาบาลบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน Effects of course Diabetes Lumphun School Programs for HbA1C of uncontrol diabetic patients. Ban Hong Hospital, Lamphun Province วงจันทร์นันทวรรณ และคณะ โรงพยาบาลบ้านโฮ่ง บทคัดย่อ โปรแกรมหลักสูตรโรงเรียนเบาหวานวิทยา เป็นหลักสูตรที่พัฒนาโดย สสจ.ลําพูน หวังผลให้ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับนํําตาลไม่ได้สามารถดูแลตัวเองได้ดีขึํนจนทําให้ลดยาและหยุดยารักษาเบาหวานได้ความสําคัญของปัญหาการวิจัย เป็นโรคไม่ติดต่อเรืํอรังที่เป็นปัญหาสําคัญระดับโลก ระดับประเทศและระดับชุมชน ในผู้ป่วยเบาหวานที่คุม ระดับนํําตาลไม่ได้ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ซึ่งจะส่งผลให้อวัยวะในร่างกายเสื่อมสมรรถภาพ และการทํางานล้มเหลว จนทําให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ตา ไต หลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยเบาหวาน ที่คุมระดับนํําตาลในเลือดไม่ได้จะเกิดผลเสียต่อร่างกายและเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัด ลําพูนได้จัดทําโครงการโรงเรียนเบาหวานวิทยาจังหวัดลําพูนขึํนในปี2565 เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยเบาหวานมีการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้สามารถควบคุมระดับนํําตาลในเลือดได้ดีขึํน วัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ผลของโปรแกรมหลักสูตรโรงเรียนเบาหวานวิทยาจังหวัดลําพูนต่อระดับฮีโมโกบินเอวันซี(HbA1C) ในผู้ป่วยเบาหวานที่คุมระดับนํําตาลไม่ได้โรงพยาบาลบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน วิธีการศึกษา การวิจัยนีํเป็นการวิจัยกึ่งทดลอง Two groups pretest - posttest design โดยศึกษาผลของโปรแกรม หลักสูตรโรงเรียนเบาหวานวิทยาจังหวัดลําพูนต่อระดับฮีโมโกบินเอวันซี(HbA1C)ในผู้ป่วยเบาหวานที่คุมระดับนํําตาล ไม่ได้โรงพยาบาลบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน ศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 36 คน แบ่งเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการ สุ่ม แบ่งเป็น กลุ่มควบคุม 18 คน และกลุ่มทดลอง 18 คน ทําการศึกษาระหว่างเดือน มีนาคม 2565 ถึง เมษายน 2565 การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่2 ใช้สถิติแจกแจงความถี่(Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation , SD) การเปรียบเทียบค่า HbA1C ก่อนและหลังการวิจัย โดยการวิเคราะห์ความแตกต่างด้วยค่าสถิติทดสอบ “ที” (t-test)โดยประเมินผลจาก การเปรียบเทียบ 1) HbA1Cก่อนและหลังการทดลอง ในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 2) HbA1C หลังการ ทดลอง ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
86 ผลการศึกษา เปรียบเทียบ HbA1C ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ (n=36) ปัจจัย ก่อนได้รับโปรแกรมฯ หลังได้รับโปรแกรมฯ t p-value HbA1C เฉลี่ย S.D. HbA1C เฉลี่ย S.D.กลุ่มทดลอง (n=18) 9.11 2.85 7.65 1.65 2.37 0.030*กลุ่มควบคุม (n=18) 8.13 1.20 7.72 1.33 1.98 0.064 *p-value<0.05 เปรียบเทียบ HbA1C ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ (n=36) ปัจจัย กลุ่มทดลอง (n=105) กลุ่มควบคุม (n=105) t p-value HbA1C เฉลี่ย S.D. HbA1C เฉลี่ย S.D.ก่อนได้รับโปรแกรมฯ 9.11 2.85 8.13 1.20 -1.243 0.231 หลังได้รับโปรแกรมฯ 7.65 1.65 7.72 1.33 0.137 0.893* *p-value<0.05 อภิปรายผล เมื่อเปรียบเทียบ HbA1C ก่อนและหลังการทดลอง ในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่า กลุ่มทดลองมีระดับ HbA1C ลดลงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ(p<0.05) (Mean=1.456, SD=2.604,P-value=0.030 ) เปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ พบว่า ระดับ HbA1C ไม่มีความแตกต่างกัน (Mean=0.978, SD=2.067, P-value= 0.893) สรุปและข้อเสนอแนะ ถึงแม้ว่าผลการวิจัยในการเปรียบเทียบ HbA1C ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังได้รับ โปรแกรมฯ จะไม่แตกต่างกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลเป็นรายคนก่อนและหลังการทดลอง ผลที่ได้เป็นที่น่าพอใจ ผู้ป่วยหลายรายได้รับการปรับลดยาลง จากผล HbA1C ที่ลดลง ดังนัํน โปรแกรมหลักสูตรโรงเรียนเบาหวานวิทยา ยัง สามารถนํามาใช้ปฏิบัติเพื่อดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับนํําตาลไม่ได้ซึ่งอาจมีความจําเป็นต้องเพิ่มกิจกรรมอื่นใน การติดตามดูแลกระตุ้นต่อเนื่องให้ผู้ป่วยได้ตระหนักและเห็นความสําคัญในการดูแลตัวเองให้มากขึํน รวมทัํงเพื่อให้ผลการวิจัยมีความน่าเชื่อถือควรเพิ่มจํานวนกลุ่มเป้าหมายให้มากขึํนด้วย
87 กิตติประกาศ การดําเนินการจัดวิชาการ เพื่อนําเสนอผลงาน ด้านวิชาการครัํงนีํสําเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณา จาก คุณ วัชราพร ดวงแก้ว หัวหน้ากลุ่มภาระกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลลําพูน คุณศรีวรรณ เรืองวัฒนา ประธานคณะกรรมการด้านวิชาการกลุ่มภาระกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลลําพูน คุณอัจฉรา โพธิศาสตร์ประธาน คณะกรรมการด้านบริการ กลุ่มภาระกิจด้านการพยาบาล ที่ช่วยสนับสนุน ให้งานประสบความสําเร็จไปได้ด้วยดีท้ายนีํขอขอบคุณ ทีมวิชาการ กลุ่มภาระกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลลําพุนทุกท่าน ที่ช่วยกัน ดําเนินงานให้ประสบความสําเร็จและลุล่วงไปได้ด้วยดีพว. ศศิธร พิชัยพงศ์พว.สุนทรีจันทร์สวัสดิ์