พี่เกตุยอมรับว่า การดูแลพนักงานรุ่นใหม่และรุ่นเก่าแตกต่างกัน รุ่นเก่ามักจะชอบการดูแลเอาใจใส่ ในขณะที่
รุ่นใหม่จะส่ือสารแบบตรง ๆ บางคนทาการบา้ นมาอยา่ งดีวา่ อาการเปน็ อยา่ งไรและอยากได้ยาอะไร โชคดีที่ปัจจุบัน
หมอและพยาบาลส่วนหนึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เช่นกัน สามารถสื่อสารในภาษาเดียวกันได้
ท้ายสุดพี่เกตุฝากขอให้น้อง ๆ นอกจากงานที่ต้องรับผิดชอบแล้ว ต้องดูแลสุขภาพกายและใจของตนเองไว้ จะได้
ใชช้ วี ติ อย่างมีความสุขในระยะยาว หากเจบ็ ปว่ ย อย่าวติ กทกุ ข์ร้อนจนเกนิ ไป ใหค้ ิดว่าการรกั ษาโรคภยั เป็นหน้าที่
ของหมอ ส่วนเรามีหน้าที่ปฏิบัติตาม และดูแลสุขภาพตัวเองด้วยเช่นกัน แม้ว่าพี่เกตุจะได้ใช้ชีวิตหลังเกษียณ
กบั ครอบครวั ปลูกตน้ ไม้ ทาอาหาร ไปท่องเที่ยว ตามท่ตี ั้งใจไว้ แต่พเ่ี กตุยนิ ดีทจ่ี ะให้คาปรึกษาเรื่องสุขภาพกับพวกเรา
ทกุ เมอ่ื ครับ
รณดล นุ่มนนท์
12 กนั ยายน 2565
แหล่งที่มา
1/ นายแพทย์ทวี ตันติวงษ์ คณุ หมอพ่อพระ 75 ชีวติ บนเสน้ ทาง ธปท. จดั พิมพ์โดย ธนาคารแหง่ ประเทศไทย
พิมพ์ท่ี จรัลสนทิ วงศก์ ารพมิ พ์ หนา้ 79-80
2/ รายชือ่ พยาบาลทพี่ ่ีเกตุสดุ าไดร้ ่วมงานในชว่ งแรกประกอบดว้ ย พ่ีปรยี า จารดุ ุล หัวหนา้ พยาบาล พ่ีพาณี ยทุ ธ
วงษ์ พ่วี ีระวรรณ ธรรมารกั ษ์ พ่ีนติ ยา ฉตั รสง่า พก่ี ุลธดิ า ยงยืนนาน พศี่ ภุ ดา ทรพั ย์ประดิษฐ์ (ถึงแกก่ รรม) และพี่
คณุ ศิวพร จิตตประไพ (ถึงแก่กรรม)
3/ เกตสุ ดุ า จิตตประไพ พยาบาล 3 วัง 75 ชีวิต บนเส้นทาง ธปท. จดั พิมพโ์ ดย ธนาคารแห่งประเทศไทย พิมพท์ ี่
จรัลสนิทวงศ์การพิมพ์ หน้า 243-244 เ
95
ผลไมแ้ กะสลักกับลกู เป็ดน้อยฝอยทอง
สวัสดคี รับ
เม่ือวันศุกรท์ ผ่ี า่ นมา ผมได้มีโอกาสตอ้ นรบั แขกต่างประเทศที่เดนิ ทางมาจากแดนไกลข้ามทวีป ในระหว่างการประชุม
ท่ีเปน็ ไปอย่างเข้มข้น พนกั งานหอ้ งเลี้ยงรบั รองไดน้ าขนมหวานและผลไม้มาเสริ ฟ์ พร้อมกับชากาแฟ ซึ่งผมสงั เกตว่า
แขกเอาแต่จิบกาแฟ ไม่กล้าแตะอาหารว่าง ได้แต่พินิจพิเคราะห์ชาเลืองอาหารว่างที่วางอยู่ตรงหน้า ทั้งมะละกอ
และฝรงั่ แกะสลักท่ีวางเคียงข้างกับฝอยทองและลูกชุบซ่ึงทาเปน็ ลูกเป็ดตัวน้อยวางอยู่บนจาน จนเมือ่ เสรจ็ ส้ินการประชุม
ผมจงึ ถือโอกาสเชญิ ชวนให้แขกได้ลม้ิ ลอง โดยอธบิ ายวา่ เป็นผลไมแ้ ละขนมหวานทีส่ ามารถทานได้
ไมใ่ ชน่ ามาให้ดูอร่อยเพียงแค่สายตา และเมื่อแขกได้รับประทานแล้วทาใหร้ ับรู้ถึงความอร่อย จึงสารภาพว่า
ตอนแรกไม่ทราบว่าเป็นของหวานท่ีทานได้ เพราะไม่เคยเห็นมะละกอและฝร่ังมาแกะสลักสวยงามเชน่ น้ีมาก่อน ทาให้
ผมหวนคิดได้ว่า การจัดอาหารและของว่างที่ตระเตรียมโดยห้องจัดเลี้ยงแบงก์ชาติเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่แขกผู้มา
เยือนมกั กล่าวชนื่ ชมเสมอ
คุณนฤมล กิจวรรณ (พี่นฤมล) อดีตพนักงานห้องจัดเลี้ยง และคุณไพรณิชย์ ไผ่แผน (คุณณิชย์) เจ้าหน้าที่
งานบริหารอาวุโส (ควบ) ทีมบริการ 1-2 ฝธอ. เล่าให้ฟังว่า ห้องจัดเลี้ยงถือกาเนิดอย่างเป็นทางการในช่วง
ผู้ว่าการป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นผู้ว่าการ ครั้งที่ท่านได้ไปรับประทานอาหารที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ สนามหลวง
และไดร้ ้จู ักกบั คณุ วิรัช จาตุรงคกุล ผูจ้ ัดการห้องครัวของโรงแรมและเคยดแู ลห้องเลยี้ งในวังบางขุนพรหมมาก่อน
ผู้ว่าการป๋วย จึงได้ทาบทามคุณวิรัชมาช่วยจัดทาห้องจัดเลี้ยงที่แบงก์ชาติ เพราะในช่วงนั้นมีผู้ใหญ่และแขกจาก
ต่างประเทศเข้ามาประชุมหารือทีแ่ บงก์ชาติถีม่ ากขึ้น จาเป็นต้องมีการเลี้ยงอาหารรับรองและเสิร์ฟอาหารว่างใน
ระหว่างการประชุม ซึ่งคุณวิรัชได้นาคุณสุวนิตย์ เสฏฐสุวจะ มาร่วมงานด้วย เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดเตรียม
อาหารและของว่างจากห้องจัดเล้ียงของแบงก์ชาติมาจนถึงทกุ วนั น้ี เพราะพ่ีสวุ นติ ย์ มพี รสวรรค์ในการทาอาหาร
ของหวาน พร้อมฝมี ือในการตกแต่งใหส้ วยงาม ถอื เปน็ ปรมาจารย์ของห้องจดั เล้ียงทท่ี ุกคนต่างยกย่อง โดยพี่สุวนิตย์
ได้ถ่ายทอดองค์ความรูใ้ ห้กับน้อง ๆ มาโดยตลอด ทั้งวิธีการทาอาหาร การปอกผลไม้ ไปจนถึงการตกแตง่ ดอกไม้
บนโต๊ะอาหาร รวมทง้ั ทาอาหารและขนมทห่ี าทานได้ยากในสมัยนี้ เช่น ไอตมิ นอ้ ยหนา่ พสี่ วุ นติ ย์แกะเน้ือนอ้ ยหน่า
ออกทีละเม็ด และนาไปแช่แขง็ กอ่ นแปลงออกมาเปน็ เนื้อไอติม
96
พี่นฤมลเล่าว่า ในสมัยเริ่มแรก ห้องจัดเลี้ยงมีพนักงานเพียง 4-5 คน ต้องจัดเตรียมอาหารตั้งแต่เช้า เพราะ
ผู้บรหิ ารและพนักงานกลุ่มหนึ่งตอ้ งเขา้ มาประชุมรับฟงั ภาวะตลาดการเงินในตา่ งประเทศเพ่ือกาหนดอัตราค่าเงินบาท
ในแต่ละวัน โดยอาหารจะจัดทาเอง แบบเรียบง่าย เช่น
ขา้ วตม้ โดยซื้อเนื้อปลาและเคร่ืองปรุงจากตลาดเทเวศร์ และ
มาปรุงแต่งด้วยเวลาไม่นานนัก อย่างไรก็ดี ในสมัยน้ัน เวลา
พาแขกต่างประเทศไปต่างจังหวัด ทีมจัดเลี้ยงก็จะตามไป
เสิร์ฟอาหารด้วย เพื่อดูแลในด้านโภชนาการและความ
สะอาด เพราะแขกต่างประเทศค่อนข้างระมัดระวังในการ
รับประทานอาหารนอกสถานที่
สาหรับอาหารว่างเป็นขนมหวานและผลไม้จะหาซื้อในละแวกใกล้แบงก์ชาติ อย่างไรก็ตาม ผลไม้ก็เพียง
ปอกและหั่นมาแบบเรียบง่าย ไม่ได้แกะสลักสวยงามเหมือนในปัจจุบัน ทั้งนี้ การแกะสลักผลไม้เกิดขึ้นภายหลังเม่ือ
คุณณิชย์ ซึ่งจบวิชาคหกรรมศาสตร์ ได้เขา้ มาทางานท่ีหอ้ งจัดเล้ยี งในช่วงปี 2537
พน่ี ฤมลเสริมต่อวา่ ไดร้ ับการถ่ายทอดมาจากพี่วิรัช พวี่ มิ ลวรรณ นนั ทาภิวฒั น์ (หัวหนา้ คนต่อมา) และพี่สุวนิตย์ว่า
ต้องทาอาหารเติมพลังสมองให้กับผู้ใหญ่และพนักงาน อย่าให้ท้องหิว เพราะงานแบงก์ชาติเป็นงานต้องใช้
ความคิด ทั้งสองกล่าวว่า การทางานในห้องจัดเลี้ยงเป็นงานที่ต้องใช้ความพิถีพิถันมาก ต้องใส่ใจในรายละเอียด
ทกุ เรอื่ ง แม้วา่ เปน็ งานทยี่ ากและเหน่ือย แต่รกั และภูมิใจกับ
งานที่ได้ทา ที่สาคัญคือกาลังใจที่ได้รับจากผู้บริหาร พนักงาน
และแขกภายนอก แม้ว่ามีสิ่งขาดตกบกพร่อง ก็ไม่เคยได้รบั
เสียงบ่น และหลายเหตุการณ์สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่าง
น่าอัศจรรย์ใจ เช่นเมื่อครั้งรองผู้ว่าการเตชะพิทย์ แสงสิงแก้ว
ต้องเลี้ยงข้าวต้มเป็นอาหารเช้าให้กับแขกจากต่างประเทศ
ซึ่งได้มีการจัดเตรียมปลาสดและข้าวไว้ แต่ปรากฏว่าปลา
ที่เตรียมไว้เกิดเน่าเสีย จนต้องโทรศัพท์ไปสั่งให้ร้านข้าวต้มมาจัดทาให้ ทันเวลาแบบเฉียดฉิว ทั้งนี้ ผู้ว่าการ ม.ร.ว.
จัตุมงคล โสณกุล ได้กล่าวกับคนรอบข้างว่า “ทีมห้องจัดเลี้ยงเหน็ดเหนื่อยมาก ดังนั้น เขาจัดอาหารอะไรมาก็
รับประทานกันไปนะ” ซึ่งงานที่จดจามาถึงทุกวันนี้ คือการเตรียมงานที่ห้องเสวย เมื่อครั้งที่ควีนเอลิซาเบธที่ 2
เสด็จมาเสวยพระกระยาหารกลางวัน ที่วังบางขุนพรหม และทอดพระเนตรพิธีซ้อมใหญ่กระบวนพยุหยาตราทาง
ชลมารค ทีเ่ รอื นแพ วังเทวะเวสม์เมื่อวันที่ 1 พฤศจกิ ายน 2539 ซ่ึงทมี งานต้องตระเตรียมทุกอย่างตั้งแต่เย็นวันก่อน
หน้าน้ัน
ในสัปดาห์หน้า ผมจะได้นาเคล็ดลับของการตกแตง่ อาหาร ของหวาน และการปอกผลไม้อย่างประณีต แกะสลักให้
สวยงาม พอดีคาน่ารับประทาน ถือเป็น signature ของห้องจัดเลี้ยงแบงก์ชาติ จนแขกหลายคนคดิ ว่ามีการจัดร้านอาหาร
ข้างนอกมา catering ท้งั ๆ ท่มี าจากฝมี อื ลว้ น ๆ ของพนกั งานในหอ้ งจดั เลย้ี ง
97
รณดล น่มุ นนท์
19 กันยายน 2565
หมายเหตุ:
ขอขอบคณุ คุณนิตยา ควู นิ ิชกุล รองผู้อานวยการ ฝา่ ยธุรการและบรหิ ารอาคาร ทใี่ หข้ ้อมูลเพิ่มเติม และอานวย
ความสะดวกในการสัมภาษณ์คุณนฤมลและคณุ ไพรณิชย์ เพอ่ื ประกอบการเขียน Weekly Mail ฉบับน้ี
98
ผลไมแ้ กะสลกั กบั ลกู เปด็ นอ้ ยฝอยทอง (ตอนจบ)
สวัสดีครับ
การตกแต่งอาหาร ของหวาน และการปอกผลไม้อย่างประณีต แกะสลักให้สวยงาม พอดีคา น่ารับประทาน
ถอื เปน็ signature สาหรับหอ้ งจดั เลี้ยงแบงก์ชาติ คุณไพรณชิ ย์ ไผ่แผน (คณุ ณชิ ย์) ผู้ดูแลห้องจัดเลี้ยงและริเริ่ม
การแกะสลักผลไม้ ได้อธิบายข้ันตอนต้ังแต่การปอก การแกะสลัก ไปจนถึงการจัดเรียงผสมผสานกันก่อนเสิร์ฟ
ให้แขกที่มาเยือนไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มจาก สละสดคว้านเมล็ด จุดเริ่มต้นที่แขกธนาคารไดก้ ล่าวขวัญถึงฝีมือการจัด
และแกะสลักผลไม้ของแบงก์ชาติ เกิดขึ้นในสมัยผู้ว่าการวิจิตร สุพินิจ เมื่อวันหนึ่งท่านได้นาสละมาฝาก
พนักงานในห้องจัดเลี้ยง จุดประกายให้ทีมงานคิดนาสละสดดังกล่าวมาเสิร์ฟเป็นของว่าง จึงช่วยกันแกะพวงสละ
เป็นลูก ๆ นามาเขย่าใส่ตะกร้าเอาหนามออกก่อนปอกเปลือกพร้อมลอกเยื่อบาง ๆ อย่างระมัดระวังไมใ่ หเ้ นื้อสละหลุด
ออกมา ค่อย ๆ คว้านจากด้านหัวและท้ายลูกเอาเมล็ดออก ยัดเกลือกับน้าตาลทรายเข้าไปเล็กน้อยให้ลูกพอง
สวยงาม แถมเพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้น และนาออกไปเสิร์ฟแขกในวันนั้น จนแขกถึงขั้นเอ่ยปากชมและขอพบ
ผู้ค้นคิดวิธีทา คุณณิชย์กล่าวว่า แม้ว่าในสมัยนี้อาจจะหาทานสละคว้านเมล็ดได้ง่ายขึ้น แต่แบงก์ชาติแทบจะ
เปน็ ตน้ แบบทเี ดียว เพราะในสมยั ก่อนร้จู กั แตเ่ งาะคว้าน สละควา้ นไม่คอ่ ยมใี ครทา
ชมคลปิ แกะสลัก
นอกจากสละสดคว้านเมล็ดแล้ว แอปเปิ้ลแกะสลักใบไม้ลายฉลุ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นในจานผลไม้
ที่นามาเสิร์ฟแขก เริ่มต้นจากหั่นแนวเฉียงให้เป็นรูปใบไม้ ใช้มีดแกะสลักลากเส้นบนเปลือกเป็นแกนกลางของใบไม้
โดยเอียงมีดเล็กน้อยให้ตัดกันพอดี จากนั้นทาลายใบไม้เป็นวงรีจากโคนถงึ
ยอดใบข้างแกนกลางของใบไม้ทั้งสองข้าง ก่อนจะนามาตัดขอบรอบใบ
เพิ่มความอ่อนช้อย แต่ท่ีต้องกล่าวถึงคือ สับปะรดกระดกหาง ที่ขั้นตอน
เริ่มจากการหั่นทั้งลูกแยกชิ้นค่อยปอกเปลือกให้ลึกถึงตาจนหลุดออก
เซาะร่องตรงแกนกลางทั้งฝั่งซ้ายและขวาก่อนคว้านกระดกหางขึ้น
เป็นชิ้นพอดีคา และนามาเลือกทานเป็นผลไม้เพิ่มความสดชื่น หรือทาน
กับอาหารว่างไทยโบราณ “ม้าฮ่อ” วางรองไส้หมูรสชาติหวานเค็มที่ป้ัน
เป็นก้อนกลมทานคู่กันไดอ้ ย่างกลมกล่อม
เคล็ดลับข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างของการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น คุณณิชย์ได้เรียนรู้จากพี่สุวนิตย์ เสฏฐสุวจะ
และพนี่ ฤมล กจิ วรรณ (พน่ี ฤมล) อดตี พนกั งานห้องจัดเลี้ยง จนนามาสอนต่อให้กับน้อง ๆ ในทุกวันน้ี ไม่ว่าจะเป็น
การใช้มีดทั้งแบบมีดปอกเล็กสาหรับหั่น มีดคว้านที่มีลักษณะโค้งเซาะไปตามรูปทรงได้ไม่ทะลุ มีดแกะสลักใช้ตกแต่ง
99
ลวดลาย ทั้งนี้ วิธีการปอกผลไม้ให้สวยงามและยังคงความสดอร่อยแม้จะต้องตั้งไว้นานก่อนเสิร์ฟ ในขณะที่
มะม่วง มะละกอ จะต้องห่ันเอียงซ้ายและปอกให้เรียบเท่า ๆ กัน เพราะเมื่อเอามาจัดวางกับแอปเปิ้ลจะเรียงกัน
เป็นแนวได้อย่างสวยงาม เงาะต้องเอาปลายมีดสะกิดเปลือกตรงหัวเปิดออกหน่อยแล้วค่อย ๆ เอามือแกะออก
ก่อนจะนามาคว้านเนื้อ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะหั่นตรงกลางถ้าโดนเนื้อฉีกขาดกลางจะคว้านไม่ได้ นอกจากนั้น
คุณณิชย์ยังทาให้ผมคลายความสงสัยว่า ทาไมมะม่วงสุกที่จัดมาพร้อมกับข้าวเหนียวกะทิถึงยังสีเหลืองสดอร่อย
ทั้ง ๆ ที่ปอกไว้นานแล้ว โดยคุณณิชย์เฉลยว่าเกิดจากการปอกเปลือกให้หนาขึ้น ช่วยให้ไม่เห็นเสี้ยนขึ้นมาและสีผวิ
ไมค่ ล้าดา
ทีมห้องจัดเลี้ยงมีการพัฒนาทักษะพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยได้เชิญทีมงานจากโรงแรมและมหาวิทยาลัย
ราชภัฏสวนสุนันทา มาให้ความรู้เพิ่มเติม ทั้งในเรื่องการเสิร์ฟ การจัดโต๊ะ ไปจนถึงการพับผ้าเช็ดปาก จนทาให้
สามารถก้าวสู่งานจัดเลี้ยงรับรองครบวงจร เช่นเมื่อแบงก์ชาติเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมผู้ว่าธนาคารกลาง
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEACEN) ในสมัยผู้ว่าการ
วิรไท สันติประภพ ทีมงานได้ใช้แนวคิด “จิ๋วแต่งดงาม” ด้วย
การนาตะกร้าหวายและชะลอมขนาดจิ๋วมาใส่ขนมไทย นาถาดไม้
เป็นรูปเรือมาจัดใส่อาหาร พร้อมฝอยทองมาตกแต่งเป็นรังกับ
ลูกเป็ดตัวน้อยอย่างสวยงามน่ารับประทาน ที่สาคัญ ได้เนรมิต
ทาของถูกให้เป็นของสวย มองด้วยสายตาเหมือนมีมูลค่าแพง
แต่จรงิ ๆ แล้ว ราคาย่อมเยา
พี่นฤมลและคุณณิชย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “แม้งานห้องจัดเลี้ยงจะเป็นงานที่ต้องอาศัยฝีมืออย่าง ละเอียดลออ
ทาอย่างประณีต ใชค้ วามอดทน แตท่ สี่ าคญั ตอ้ งมีใจรัก ทุกคร้ังทไี่ ด้ทา ทมี งานหอ้ งเลี้ยงทุกคนร่วมแรงรว่ มใจช่วยกัน
อย่างเต็มที่ ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย มีความภาคภูมิใจที่ได้ทาอาหารและของว่างที่อร่อย สวยงามต้อนรับแขกที่มาเยือน
แบงกช์ าติในทุก ๆ ครงั้ ”
รณดล นมุ่ นนท์
26 กันยายน 2565
หมายเหตุ:
ขอขอบคณุ น้องทัชชา ตรเี นตร ทมี่ ีส่วนร่วมในการเขยี น weekly mail ฉบับน้ี
100
ปฐมพยาบาลเจบ็ ปว่ ยทางจติ ใจ
สวัสดคี รบั
หากพวกเราหกล้มเกิดแผลถลอกที่เข่า เราจะรีบทาความสะอาดและปิด
ผ้าพนั แผลทันที เพราะเราเรยี นรู้ท่ีจะรีบปฐมพยาบาลป้องกนั ไมใ่ หแ้ ผลติดเชื้อถือเป็น
สัญชาตญาณตั้งแต่เด็ก แต่หากให้ถามว่าเราทาอย่างไรกับความเจ็บป่วยทางจิตใจ
ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจาวัน ทั้งจากการถูกปฏิเสธ ความรู้สึกเหงา ความผิดหวัง ความ
สูญเสีย และความรู้สึกผิด เรากลับไม่มีคาตอบที่ชัดเจนเพราะเราไม่มียารักษาแผล
ทางใจที่ชัดเจนเท่ากับแผลทางกาย ทั้ง ๆ ที่การปฐมพยาบาลรักษาแผลทางใจ
มีความสาคัญไม่ยิ่งหย่อนเช่นกัน เพราะหากไม่ดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจมีภาวะแทรกซ้อน
ทท่ี าให้บาดแผลทางใจยิ่งรนุ แรงและนาไปสูป่ ัญหาสุขภาพจิตที่ยากต่อการรักษาได้1/
หนังสือ “ซ่อมแซมสุขที่สึกหรอ” (Emotional First Aid) เขียนโดย กาย วินซ์ (Guy Winch) นักจิตวิทยา
ชาวสหรัฐ ผู้เขียนหนังสือจิตวิทยาขายดีหลายเล่ม เช่น How to Fix a Broken Heart และ The Squeaky
Wheel ไดบ้ รรยายถึงอาการบาดแผลทางจติ ใจทีเ่ กิดขน้ึ จากเหตกุ ารณ์จรงิ ทค่ี นไขไ้ ดเ้ ขา้ มาปรึกษา พร้อมเสนอแนวทาง
ปฐมพยาบาลเบื้องต้นว่าควรจะทาอย่างไร เปรียบเสมือน กับตู้ยาสามัญประจาบ้านที่มียาครบครัน บรรยายถึง
สรรพคณุ และวธิ กี ารรกั ษา
หนังสือเล่มนี้มีถึง 7 บท หนาถึง 382 หน้า และเพื่อให้พวกเรานึกภาพแก่นหลักเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้
ชัดเจนขึ้น จะขอยกตัวอย่าง “ความรู้สึกผิด” อาการบาดแผลทางจิตใจที่พบบ่อยมากที่สุด เป็นพิษต่อทั้งความ
สงบทางใจของเราและความสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่เรารักและผูกพัน ซึ่งหาก
ปล่อยสารพิษของความรู้สึกผิดไหลเวียนไปทั่วร่างกาย การบาบัดจะยิ่งยากข้นึ
ทั้งนี้ เรามักคิดวา่ การกล่าวคาขอโทษตอ่ การกระทาของเราจะช่วยให้สถานการณ์
ดีขึ้น แต่ในบางสถานการณอ์ าการกลับยิ่งเลวร้ายลง เพราะไม่ได้รกั ษาถูกจุด
ถูกวิธี เช่น ในกรณีของจูดี้ อันโตเนีย นักศึกษาวิทยาลัยวัย 20 ปี ลูกคนที่สาม
ในจานวนพี่น้องถึง 12 คน ครอบครัวเป็นคนเช้ือชาติอิตาลี เธอมีความสัมพันธ์
ที่ไม่ราบรื่นกับแม่มากนัก มักจะทะเลาะและขึ้นเสียงกันบ่อย ๆ แต่เหตุการณ์
วันหนี่งทาให้ทุกอย่างดูเลวร้ายลง เมื่อเธอกลับไปเยี่ยมแม่ และเกิด “เทศกาล
กรดี เสยี ง” กบั แมเ่ ธอขึ้น อันโตเนยี ตัดสินใจหันหลังกลับไปข้ึนรถ แตแ่ ม่ยงั ตามมาต่อวา่ ต่อขานเสียงดังได้ยินกันจนทั่ว
ทั้งหมู่บ้าน ทาให้เธอสติแตก ออกรถโดยเหยียบคันเร่งเต็มแรง และกว่าจะแตะเบรกได้ทัน ยางรถก็ทับเท้าแม่พอดี
พร้อมกับเสียงร้องเจ็บปวดสุด ๆ อันโตเนียรีบลงจากรถกลา่ วคาโทษ “แม่ หนูขอโทษ! หนูไม่รู้ว่าพวงมาลัยหักเลี้ยว
อย่!ู หนขู อโทษคะ่ !” แตแ่ ม่ไมส่ บตาเธอ พร้อมปฏเิ สธให้เธอพาไปส่งโรงพยาบาล โชคดที ่ีอาการของแมไ่ ม่หนักหนา
สาหัสเท่าที่คิด แม้ว่าจะต้องใช้เวลารักษาแรมเดือน แต่ “ความรู้สึกผิด” เป็นบาดแผลทางจิตใจที่อันโตเนียยังหา
หนทางรักษาไม่ได้ และดูเหมือนอาการยิ่งจะรุนแรงขึ้น เพราะบรรยากาศภายในบ้านไม่เหมือนเดิม เต็มไปด้วย
ความตึงเครียด เพราะแมด่ เู หมอื นยังไมใ่ ห้อภัย ในขณะท่ีพ่ีและนอ้ งของเธอมองหนา้ กันไม่ตดิ 2/
101
อันโตเนียตัดสินใจขอคาปรึกษาจากคุณหมอวินซ์ก่อนจะสายเกินแก้ คุณหมอได้แนะนาวิธีการปฐมพยาบาล
ดว้ ยการใหก้ ลา่ วคาขอโทษที่จรงิ ใจและตรงจุด ซงึ่ ในกรณีของอันโตเนยี การกลา่ วคาวา่ “หนูขอโทษ” ซา้ แล้วซ้าอีก
และการเข้าไปรีบช่วยเหลือแมไ่ ม่ได้เปน็ สิ่งท่แี ม่ต้องการมากที่สุด เพราะส่ิงท่ีแมต่ ้องการคือ เธอต้องไม่หันหลังให้แม่
แลว้ เดินหนที ุก ๆ ครง้ั ทีท่ ะเลาะกัน เพราะแม่คดิ ว่าเป็นการแสดงท่ีไมเ่ คารพและใหเ้ กียรตกิ นั 3/ นอกจากน้ัน คุณหมอ
ยังสั่งยาเพิ่มเติมโดยให้อันโตเนีย “ให้อภัยตัวเอง” เพราะการให้อภัยตัวเองช่วยลดความรู้สึกผิดและทาให้เราไม่อยาก
หลกี เลี่ยงคนทเ่ี ราทาร้ายอีกตอ่ ไป นอกจากน้ียงั ทาใหเ้ รามีความสขุ กับชีวติ ได้มากขน้ึ 4/
“ความร้สู ึกผิด” ของอันโตเนียและวิธีการรักษาเยียวยาจิตใจ เปน็ หนึ่งในตัวอย่างของการซ่อมแซมสุขท่ีสึกหรอ
ที่อยู่ในหนังสือเล่มนี้ ในสัปดาห์หน้า ผมจะได้นา 7 แนวทางการปฐมพยาบาลบาดแผลทางอารมณ์ที่คุณหมอวินซ์
ได้แนะนาให้นามาเก็บไว้ในตู้ยา เพื่อป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและสุขภาวะทางอารมณ์ของเราท่ี
ลกุ ลามไปมากกว่านี้
รณดล นุ่มนนท์
2 ตุลาคม 2565
แหลง่ ท่ีมา:
1/ Emotional First Aid ทาไมเราควรปฐมพยาบาลอารมณ์ [online] Available at:
<https://fonthipward.com/th/emotional-first-aid/> [Accessed 2 October 2022].
2/ กาย วินซ์ เขียน ลลติ า ผลผลา แปลซ่อมแซมสุขท่ีสึกหรอ (Emotional First Aid)
สานกั พิมพ์ Being พิมพค์ รงั้ ที่ 2 มถิ นุ ายน 2565 หนา้ 181-183
3/ กาย วินซ์ เขยี น ลลติ า ผลผลา หน้า 192-193
4/ กาย วินซ์ เขียน ลลติ า ผลผลา หน้า 197-198
102
ปฐมพยาบาลเจ็บป่วยทางจิตใจ (ตอนจบ)
สวสั ดคี รบั
กาย วินซ์ (Guy Winch) นักจิตวิทยา ชาวสหรัฐ ได้เขียนถึงอาการเจ็บป่วยทางอารมณ์ไว้ในหนังสือ “ซ่อมแซม
สุขที่สึกหรอ” (Emotional First Aid) ซึ่งแตกต่างจากการเจ็บป่วย
ทางกาย เพราะเมือ่ หกล้มมีแผลสด เราจะรีบทายาและทานยาป้องกัน
การติดเชื้อทันที เป็นการปฐมพยาบาลแบบสัญชาตญาณโดยไม่มี
การตั้งคาถามว่า “ทาไม” ในขณะที่การปฐมพยาบาลทางอารมณ์
กลับไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งที่ทราบกันดีว่า อาจนาไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต
ที่ยากต่อการรักษาได้ ทั้งนี้ วินซ์ได้แนะ 7 แนวทางการปฐมพยาบาล
บาดแผลทางอารมณท์ ค่ี วรจะนามาเกบ็ ไว้ในตยู้ า ดังนี้1/
1. ใส่ใจกับความเจ็บปวดทางอารมณ์ รับรู้เมื่อมีอาการเกิดขึ้นและพยายามรักษาก่อนสายเกินแก้ ร่างกาย
พัฒนาความรู้สึกเจ็บปวดทางกาย และเตือนเราว่ามีบางอย่างผิดปกติและจาเป็น ต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้น
เช่นเดียวกับความเจ็บปวดทางอารมณ์ หากการถูกปฏิเสธ ความล้มเหลว ส่งผลให้เกิดอารมณ์แปรปรวน และ
อาการไม่ดีขึ้น แสดงว่าเรามีบาดแผลทางจิตใจและจาเป็นต้องรีบรักษา เช่น ความเหงาที่บั่นทอนสุขภาพจิตใจและ
รา่ งกายของเราเมื่อหมนั่ สงั เกตอาการวา่ อารมณ์ไม่ปกติ รูส้ กึ โดดเดี่ยว เราตอ้ งหาแนวทางรักษาก่อนสายเกนิ แก้
2. ใช้จิตใต้สานึกมาตอบโต้ความรู้สึกล้มเหลว ธรรมชาติของบาดแผลทางจิตใจทาให้อาการเริ่มต้นนาไปสู่
อาการแทรกซ้อนทางจิตใจอื่น ๆ ได้ง่าย เช่น ความรู้สึกล้มเหลวมักจะผลักดันให้เราจดจ่อกับสิ่งที่เราทาไม่ได้
แทนที่จะมุ่งไปที่สิ่งที่เราทาได้ ส่งผลให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เพราะทาให้เราคิดถึงข้อบกพร่องของ
ตัวเองมากขึ้น ดังนั้น เราต้องหยุดอารมณ์แปรปรวนแบบนี้ให้ได้ ใช้จิตใต้สานึกตอบโต้ความรู้สึกนั้นด้วยสิ่งที่เรา
สามารถควบคุมได้ ด้วยการเตรียมตัวและการวางแผน หาวิธีที่ก้าวข้ามความล้มเหลว และเพิ่มโอกาสในการ
ประสบความสาเร็จในอนาคต
3. จับชีพจรความพึงพอใจในตัวเอง (self esteem) การเห็นคุณค่าในตนเองเปรียบเสมือนระบบภูมิคุ้มกัน
ทางอารมณ์ที่ปกป้องจากความเจ็บปวดทางอารมณ์ ทาให้มีความ
มั่นคงในอารมณ์ที่มากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสาคัญมากที่จะต้องเฝ้า
สงั เกตและหลีกเล่ียงความรูส้ ึกผิดหวงั มาทารา้ ยจติ ใจมากกว่าน้ี การ
ทาใหเ้ หน็ คณุ คา่ ของตนเองอยา่ งงา่ ย ๆ คือฝกึ แสดงความเห็นอกเห็น
ใจกับตนเอง เมือ่ คณุ รู้สึกว่าชีพจรความพึงพอใจในตัวเองต่า ให้ลอง
เขียนจดหมายไปให้กาลังใจและเห็นอกเห็นใจเพื่อนสนิทที่กาลัง
มคี วามรู้สึกแย่ ลองอ่านจดหมายฉบับน้ัน และนัน่ กค็ อื ข้อความทจ่ี ะต้องสง่ ใหต้ นเองเชน่ กนั
4. เมื่อความคิดเชิงลบเข้าครอบงา ให้รีบนาความคิดเชิงบวกเข้าแทรกแซง ในช่วงเวลาที่เราหวนคิดถึง
เหตุการณ์ที่แย่ ๆ โดยไม่ได้พยายามที่จะแก้ไขหรือเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น จะไม่ได้ช่วยแก้ไขบาดแผลในใจ แต่จะย่ิง
ทาให้เราวนว่ายในวัฏจักรของความครุ่นคิด และกลายเป็นนิสัย นาไปสู่ความเจ็บปวดทางจิตใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น วิธี
ปฐมพยาบาลที่ดีที่สุดในการขัดขวางความคิดเชิงลบ คือการการหันเหความสนใจ ทาในเรื่องที่จะนาไปสู่ความคิด
103
เชงิ บวก เอาตัวเองออกจากการยา้ คดิ ในเร่ืองแย่ ๆ เชน่ ออกกาลงั กาย การเล่นไขปรศิ นาอักษรไขว้ หรือพยายาม
ระลึกถึงชื่อเพื่อน ๆ สมัยเรียนชั้นประถม เป็นต้น ทั้งนี้ มีผลการศึกษาพบว่าการหันเหความสนใจเพียงสองนาที
สามารถชว่ ยลดความคดิ เชงิ ลบที่กาลงั ครอบงาเราอยู่2/
5. ค้นหาความหมายในการสูญเสีย การสูญเสยี ถือเป็นส่วนหนึ่งของชวี ิต แต่เป็นความป่วยทางจิตใจทีส่ ร้างแผลเปน็
ทางอารมณ์และทาให้เราไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้ ดังนั้น ยาบาบัดที่สาคัญที่สุดคือเร่งค้นหาความหมายของการ
สูญเสียและเป้าหมายของชีวิต แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ลองนึกถึงสิ่งที่คุณจะต้องเดินต่อไปเมื่อเกิดการ
สูญเสีย เพื่อช่วยให้ได้ใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตเราไปข้างหน้า เช่น การสูญเสียญาติผู้ใหญ่ทาให้เรา
ต้องดแู ลคนใกล้ชดิ มากขน้ึ
6. อย่าปล่อยให้ความรู้สึกผิดครอบงาจิตใจนานเกินไป ความรู้สึกผิดช่วยให้เราต้องรีบเร่ง หาแนวทางแก้ไข
แต่ความรู้สึกผิดที่นานเกินไปย่อมส่งผลต่อภาวะจิตใจของเรานั้นเป็นพิษ ทาให้เราขาดสมาธิจากงานอื่น ๆ และ
ชีวิตขาดความสุขและความอบอุ่น วิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการแก้ไขความรู้สึกผิดที่ค้างคาอยู่ คือกล่าวคาขอโทษ
ท่จี รงิ ใจและตรงจุด เราอาจเคยพยายามขอโทษมาก่อน แต่การขอโทษน้ันซับซอ้ นกว่าที่คดิ ส่วนประกอบสาคัญคือ
คาขอโทษที่แสดงความเห็นอกเห็นใจ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คาขอโทษไม่ควรเน้นอธิบายว่าเหตุใดจึงทาในสิ่งที่ทาไป
แต่ควรเน้นถึงการกระทา (หรือการไม่ทา) ที่จะทาให้อีกฝ่ายมีความรู้สึกดีขึ้น การให้อภัยใครสักคนง่ายกว่ามาก
เมอ่ื รู้สกึ วา่ พวกเขาเขา้ ใจอยา่ งแทจ้ รงิ
7. เรยี นรู้วา่ การรกั ษาบาดแผลทางอารมณแ์ บบไหนทเี่ หมาะกบั ตนเอง เอาใจใส่ตวั เองและสังเกตวธิ ีจัดการกับ
บาดแผลทางอารมณ์ เชน่ เมือ่ อารมณเ์ สีย บางคนอาจทาให้อารมณ์กลับมาดีข้ึนเพียงการยักไหล่หรือจับมือตัวเอง
ในขณะที่บางคนอาจต้องข่มใจและหายใจเข้าออกหลายรอบ จึงจัดการอารมณ์นั้นได้ การวิเคราะห์เพื่อช่วยให้
เข้าใจว่าการปฐมพยาบาลทางอารมณ์แบบใดที่เหมาะสมที่สุด จะช่วยสร้างนิสัยในการสังเกตสุขภาพจิตของเรา
(เชน่ เดียวกบั ทร่ี ะบุไดว้ า่ ยาแก้ปวดชนดิ ใดในต้ยู าทีด่ กี ับเราทส่ี ุด)
ทั้งนี้ 7 แนวทางการปฐมพยาบาลบาดแผลทางอารมณ์ข้างต้นถือเป็นเรื่องที่ท้าทายและไม่ง่าย การฝึกสุขอนามัย
ทางอารมณ์ต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่หากเราค้นพบจะถือว่ามีความสาคัญช่วยให้แผลทางจิตใจไม่กลายเปน็
แผลทางใจท่ียากตอ่ การรักษา
รณดล นุ่มนนท์
10 ตุลาคม 2565
แหล่งที่มา
1/ ideas.ted.com. 2022. 7 ways to practice emotional first aid. [online] Available at:
<https://ideas-ted-com.translate.goog/7-ways-to-practice-emotional-first-
aid/?_x_tr_sl=auto&_x_tr_tl=th&_x_tr_hl=th&_x_tr_pto=wapp> [Accessed 8 October 2022].
2/ Emotional First Aid ทาไมเราควรปฐมพยาบาลอารมณ์ [online] Available at:
<https://fonthipward.com/th/emotional-first-aid/> [Accessed 2 October 2022].
104
มกี ินฟารม์ : ยิ่งอยู่กบั ธรรมชาติ ยง่ิ ปล่อยวาง
สวัสดคี รับ
“เราเริ่มจากติดลบ ไม่มีพาวเวอร์ ไม่มีทุน ไม่มีความรู้ ไม่มีคอนเนกชั่น แถมมีภาระทางการเงินจากธุรกิจก่อนหน้า”1/
คาพูดของคุณจงรัก จารุพันธุ์งาม (คุณปู) ผู้ก่อตั้ง “มีกินฟาร์ม” ร่วมกับน้องสาว คุณปราณีต จารุพันธุ์งาม
(คุณยิ้ม) จุดเริ่มต้นของการสนทนาร่วมกับผู้ประกอบการในภาคอีสาน ในงานสัมมนาวิชาการประจาปีของ
แบงก์ชาติ สานักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทาให้ผมเริ่มมองเห็นอนาคต
ต่อความทา้ ทายไปข้างหนา้
ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณปูเพิ่มเติมเมื่อวันพธุ ที่ผ่านมา ได้รับรู้ถึงการต่อสู้ชีวิตอย่างโชกโชน และการค้นหา
เป้าหมายของชีวิตที่ยาวนาน เธอและน้องสาวต้องก้าวข้าม
อุปสรรคมากมายกว่าจะสามารถเดินมาถึงจุดนี้ได้ด้วยการเนรมิต
พื้นที่ 4 ไร่ บริเวณบ้านโคกกลาง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น ที่ห่าง
จากอาเภอเมืองขอนแก่นกว่า 30 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อ 6 ปีก่อนยัง
เป็นพื้นที่แห้งแล้ง จนวันนี้กลายมาเป็น “มีกินฟาร์ม” บ้านสวน
ที่ปกคลุมไปด้วยพื้นที่สีเขียว ต้นไม้ใหญ่ ดอกไม้ประดับประดาไป
ทั่วบริเวณ พร้อมคันนา และที่เลี้ยงสัตว์ ทาให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินมากกว่าคาเฟ่หรือฟาร์มสเตย์ทั่วไป
เพราะมกี ิจกรรมใหท้ าท่ีแฝงไปด้วยธรรมชาติ และความเปน็ อสี าน
คุณปูเล่าว่า พ่อแม่มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เธอและน้องสาว 3 คนต้องเดินทางตามพ่อแม่ไปตามสถานที่
ก่อสร้างต่าง ๆ กว่าจะได้ตั้งรกรากเป็นหลักแหล่งก็ตอนเรียน
มัธยมต้นแล้ว คุณปูสามารถเข้าศึกษาต่อจนเรียนจบคณะ
รัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครอง มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
แต่แทนที่จะสานฝันเหมือนกับชาวสิงห์แดงที่จบมาเป็น
ข้าราชการสายปกครอง เธอกลับเลือกทางานวิจัย แต่เม่ือ
ทาไปสักพักหนึ่งเห็นว่างานวนไปวนมา ไม่ไปข้างหน้า จึงเปิด
โอกาสใหก้ ับตัวเองด้วยการไปล่าฝันในต่างแดน ไปเพิ่มทกั ษะด้านภาษาท่ีประเทศอังกฤษ แต่ไป ๆ มา ๆ กลับได้งาน
ในรา้ นอาหารไทย ทางานตั้งแต่เป็นพนักงานเสิร์ฟ แมค่ รัว จนกลายเปน็ ผู้จัดการร้านอาหาร ทางานแบบไม่รู้จักเหน่ือย
เพราะรู้สึกว่าหาเงินได้ง่าย มีมากพอที่จะส่งมาให้พ่อแม่ และส่งเสียดูแลน้อง ๆ ซึ่งเธอคิดว่าเป็นหน้าที่ของเธอ
ในฐานะพี่คนโต อย่างไรก็ดี คุณปูไม่ได้วางแผนเก็บออมอย่างจริงจัง นาเงินไปซื้อของแบรนด์เนมมากมายโดย
หวังว่ามันคงจะสร้างความสุข แต่เมื่อทางานไปได้ 6 ปี คุณปูกลับรู้สึกไม่ค้นพบอนาคตของตัวเองทีน่ ่ี และเร่ิมตั้ง
คาถามว่าชีวิตเราจริง ๆ ตอ้ งการอะไร ความสขุ ท่แี ท้จริงของชีวิตคืออะไร ทาให้ความซึมเศร้าเขา้ มาแทรกซึม ถึงขั้นไปน่ังอยู่
ในสวนสาธารณะเพียงลาพงั เป็นชั่วโมง ๆ จึงตดั สนิ ใจทาเพอ่ื ตัวเองดว้ ยการกลับเมืองไทยในปี 2556
เธอกลับมาใช้ชีวิตที่ขอนแก่น แต่ยังขับรถไปมากรุงเทพฯ อยู่ราว 2 เดือน เพราะคิดยังไม่ออกว่าจะทาอะไรต่อ
ตัดสินใจไม่สมัครรับราชการเหมือนกับเพื่อน ๆ เพราะอายุมากแล้ว ในที่สุดมีเพื่อนแนะนาให้ทาธุรกิจซื้อขาย
ของเก่า ซึ่งคุณปูมองว่าเป็นการช่วยเรื่องโลกรวน ตัดสินใจกู้เงินธนาคาร นาที่ดินส่วนหนึ่งมาเป็นหลักประกัน
105
ไดเ้ งนิ มา 3 ล้านบาท สุดท้ายธรุ กิจรับซ้ือของเก่ากต็ ้องจบลงเพราะราคาของเก่าตกลงเร่ือย ๆ และแวดวงนี้เต็มไปด้วย
เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวในการต่อรองต่าง ๆ ซึ่งไม่สอดคล้องกับอุปนิสัยของคุณปูเท่าไหร่นัก ถือเป็นฝันร้ายที่ 2
ทเี่ กดิ ขึ้น
ในช่วงเวลานั้น น้องสาว คุณยิ้ม เรียนจบสาขาภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แต่ค้นพบว่าการเขียนบท
ภาพยนตร์สาหรับเด็กจบใหม่ไม่ง่ายทาให้เธอกลายเป็นคนอกหักจากวงการ สองพี่น้องเผชิญกับการแพ้ภัยตัวเอง
คิดถึงเป้าหมายของชีวิต และคิดขึ้นได้ถึงสิ่งที่พวกเธอมี คือยังมีคนรออยู่ที่บ้านพร้อมกับที่ดินทีซ่ ื้อไว้ ซึ่งตอนแรก
ตง้ั ช่ือว่า “สวนเกษตรมีกิน” เพราะต้ังใจเปน็ แคต่ ู้กับข้าวของ
ครอบครัว ทาเป็นพื้นที่เพาะชากิ่งชะอม ที่น้องสาวคนกลาง
คุณอรุณธิดา จารุพันธุ์งาม (คุณยุ้ย) ได้บุกเบิกไว้ แต่เมื่อใช้
เวลากับพื้นที่แห่งนี้ คุณปูและคุณยิ้มได้ค้นพบความสุขในใจ
และเกิดภาพในใจว่า อยากมีบ้านสวนให้คนมาเที่ยว แต่ความคดิ
ก็ไม่ตกผลึก จนได้พบกับกลุ่มคนทา Community Space
เป็นร้านคาเฟ่ มีหนังสือขาย มีโซนสาหรับจัดกิจกรรมและแสดงงานศิลป์ ซึ่งทั้งสองได้เข้าไปมีส่วนช่วยกิจการนี้
จนไดเ้ รยี นรู้การบรหิ ารจัดการ รวมทัง้ การตลาดและการเงนิ
ภายหลังที่กิจการน้ีปิดตัวลง ทั้งสองคิดถึงที่ดินตนเอง แปลงการทาศิลปะท่ีอยู่บนกระดาษ บนผืนผ้า หรือ
บนกรอบแกะสลัก มาเป็นศิลปะบนพื้นดินรายล้อมไปด้วยต้นไม้และดอกไม้ เป็นแรงบันดาลใจเปลี่ยนแนวคิดจาก
“สวนเกษตรมีกิน” มาเป็น “มีกินฟาร์ม” ในปี 2562 เริ่มต้นให้บริการตามแนวคิด Mice City เสนอบริการจัดประชุม
ท่องเที่ยว และทากิจกรรมร่วมกัน พร้อมให้ความเพลิดเพลินกับธรรมชาติ ซึ่งคุณปูบอกว่า กว่าจะมาถึงวันนี้ต้อง
ลองผิด ลองถูก ลองทุกอย่างเพื่อค้นหาคาตอบ ตั้งแต่การทาสวนผักสไตล์ “Bring your own farm” แบบอังกฤษ
คือ ใหค้ นมาปลูกผกั และมาเก็บเก่ียวผักของตัวเอง รวมถึงแบ่งแปลงนาเล็ก ๆ ให้คนมาเยือนเป็นเจ้าของดานา
แต่แนวคิดนไ้ี ปไดไ้ ม่ดีนักเพราะสว่ นใหญค่ นปลูกแล้วไม่กลับมาท่สี วนอกี
จดุ ทพ่ี ลิกผนั คงเป็นช่วงที่การท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภาคอีสาน มาขอ
จัดประชุม ซึ่งรับงานด้วยเวลาเตรียมการเพียง 14 วัน แต่สามารถตอบโจทย์ได้
ด้วยการทาโถงใหญ่มุงด้วยหญา้ คากบั ผา้ ใบ พรอ้ มมีอาหารวา่ งแบบจัดเต็ม (Heavy
Break) ที่ให้บริการผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 30 คนตลอดทั้งวัน ไม่ได้มีแค่ขนมนมเนย
แต่กาแฟพร้อมเสิร์ฟตลอดเวลา มีข้าวเหนียวหมูทอดเป็นอาหารว่าง มีขนมหมก
เตาถ่านที่ร้อนตลอดวัน พิเศษกว่านั้นคือมีสาโทหมักโดยคุณแม่เป็น Goodbye
Drink ส่งผลให้ ททท. เลือกสวนเกษตรมีกินฟาร์มให้เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยว
เชิงอาหาร (Creative & Gastronomy Tourism) ต้งั แต่นัน้ มา2/
จากย่างก้าวนั้น คุณปูเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์และในใจตัวเอง ความรู้สึกหัวใจพองโต เมื่อเห็นผู้คน
ที่เข้ามาเทย่ี วชมทากิจกรรมในสวนได้รับความสุขความประทับใจกลับไป เป็นพลงั ใจ และใหค้ าตอบแก่ตัวเองได้แล้วว่า
นี่คือชีวิตที่ตามหา คุณปูกล่าวว่า “รู้สึกว่าตัวเองมาถูกทาง เป็นธรุ กจิ ท่ีสรา้ งความสุข ลูกค้ามีความสุข เราก็มี
ความสุขเช่นกัน คาขอบคุณ เป็นกาลังใจทีด่ ีมาก ทาให้อยากทาต่อไป ไม่ใช่เพื่อตัวเอง การที่นักท่องเที่ยวเข้ามา
106
ซอ้ื ประสบการณ์ความสขุ ทอี่ าจไม่ใช่ผลผลิตท่ีจับต้องได้ แต่ลูกค้าเคารพเราในฐานะผู้มอบความสุข และสิ่งดี ๆ
ที่มอบให้ มาถึงวันนี้ รักศิลปะบนพื้นดินนี้มาก แต่ไม่ยึดติด ยิ่งอยู่กับธรรมชาติ ยิ่งปล่อยวาง” คุณปูและคุณยิ้ม
มีแนวคิดที่จะทาให้ “มีกินฟาร์ม” เป็น “Home of Healing” ที่นักท่องเที่ยวจะต้องได้สัมผัสแบบ Sixth Sense
ทั้ง ตา หู จมูก รูป รส กลิ่น เสียง เดินเข้ามา ต้องได้กลิ่นหอมจากสมุนไพร ภายใต้บรรยากาศสวยงาม รูป รส
อาหารอรอ่ ยดีต่อสุขภาพ ไมไ่ ปตามกระแส
ท้ายสุด คุณปูได้ฝากข้อคิดไว้ว่า “การวางแผนทางการเงินเป็นส่ิงท่ีจาเป็น สาหรับการใช้ชีวิต การเดินตาม
ความฝันเป็นสิ่งที่ดี แต่ปราศจากการวางแผนที่ดีก็จะไปไม่ถึงเป้าหมายนั้น ดังนั้น หากจะทาอะไรให้สาเร็จ
ต้องทาด้วยความมุ่งมั่น มุมานะ และอดทน” ทั้งนี้ หากพวกเราสนใจสามารถเยี่ยมชม “มีกินฟาร์ม” ได้ตาม
Link ท้าย weekly mail ฉบบั นค้ี รับ
รณดล นมุ่ นนท์
17 ตลุ าคม 2565
Link Websites เพ่อื เย่ียมชม “มกี นิ ฟารม์ ”
https://www.facebook.com/mekinfarmkhonkaen/
https://www.youtube.com/watch?v=O0BNe8VojwA
แหล่งที่มา:
1/ พุทซาคา, ส., 2022. มีกินฟาร์ม สวนในฝันของสองพ่ีนอ้ งกลบั บ้าน ทอี่ ยากทาให้ขอนแกน่ เปน็ เมืองท่องเที่ยว.
[online] The Cloud. Available at: <https://readthecloud.co/mekin-farm/> [Accessed 14
October 2022].
2/ 2022. [online] Available at:<https://thestandard.co/mekin-farm/> [Accessed 14 October
2022].
หมายเหตุ:
ขอขอบคุณ นอ้ งกมลพร โรจนรตั นางกรู เศรษฐกรอาวโุ ส ฝ่ายความร่วมมอื ระหว่างประเทศ และน้องทชั ชา
ตรเี นตร ผชู้ ่วยงานบริหาร ประจาผวู้ ่าการ ทร่ี ว่ มสัมภาษณ์และเขียน Weekly Mail ฉบบั น้ี
107
ทาให้ง่ายดาย: ทัศนคตใิ นการทางานอย่างสรา้ งสรรค์
สวสั ดีครับ
พวกเราถกู ปลูกฝงั ว่า การทมุ่ เทกบั การทางานหนกั ถือเป็นกญุ แจสาคญั ของความสาเร็จต่อตวั เรา คนรอบข้าง และ
องค์กร เป็นความเช่ือของ เกร็ก แม็กคีโอน (Greg McKeown) ที่ปรึกษาบรษิ ัทช้ันนาเชน่ กนั โดยเฉพาะเม่ือเขา
ได้เขียนหนังสือเรื่อง “Essentialism: The Disciplined Pursuit of Less” ที่ให้ข้อคิดถึงการให้เรามุ่งทาในสิ่งที่
สาคัญ และกาจัดสิ่งไม่จาเป็นออกไปจากชีวิต กลายเป็นหนังสือยอดฮิตและเปลี่ยน
วิถีชีวิตของผู้อ่าน หนังสือเล่มนี้ทาให้แม็กคีโอนต้องเดินทางไปตามเมืองต่าง ๆ
เพื่อเปิดตัวหนังสือ จนแทบไม่มีเวลากลับมาบ้านพบครอบครัว แม้ว่าจะอยู่ใน
ภาวะหมดไฟ ทางานแบบ “หัวไม่วาง หางไม่เว้น” แม็กคีโอนคิดว่าการทุ่มเทกับ
งานจะตอบโจทย์ตนเองและครอบครัว แต่ในคืนวันหนึ่งระหว่างการเดินทางไปอีกเมือง
หนึ่ง เขาได้รับโทรศัพท์จากลูกชายว่า “อีฟ…เป็นอะไรไม่รู้…กินอยู่ดี ๆ หัวก็สั่น ชัก
กระตุก แม่บอกให้ผมโทรหาพ่อ..” ทาให้แม็กคีโอนรีบเก็บกระเป๋าบินกลับไปหา
ครอบครัวทันควันกลางดึก และวินาทีนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนความคิดของเขา
ต่อวิธีการทางาน ทุกคนมีภาพของงานสาคัญ และมุ่งหวังให้ผลิตงานนั้นอย่างมี
คุณภาพ แต่ด้วยการทางานอย่างชาญฉลาด ไม่เข็นครกขึ้นภูเขา ไม่ต้องทางานแบบหามรุ่งหามค่า ก็สามารถ
บรรลุเป้าหมายงานที่มีประสิทธิภาพได้เช่นเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการเขียนหนังสือเล่มใหม่ชื่อ
“Effortless” (คนเก่งคิดง่ายไม่คิดยาก) ที่หักมุมความเชื่อของผู้ที่เชื่อว่า การทาสิ่งที่ยากลาบากมีคุณค่าใน
ตัวเองเสมอ และกลับคิดใหม่ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นในชีวิตของคุณ หากสิ่งที่ง่ายแต่ไร้สาระกลายเป็นสิ่งที่ยากข้นึ
ส่วนส่ิงสาคญั กลายเป็นสิ่งท่งี า่ ยขึน้ ”1/
แม็กคีโอนได้ยกตัวอย่างของนักบาสเกตบอลอาชีพในช่วงเวลาจะชู้ตลูกโทษ จุดชู้ตห่างจากแป้นบาสกว่า
4.5 เมตร พวกเขาจะเลี้ยงลูกบาสสองถึงสามครั้ง ก่อนจะย่อเข่า บิดข้อศอกให้อยู่ในมุมท่ี
พอเหมาะ จากนั้นจึง “ยก สะบัด ลอย”ก่อนปล่อยลูกบาสลอยลอดห่วง เสียงฟื่บของ
ลูกบาสเสียดสีกับห่วงอย่างสมบูรณ์แบบ ดังรื่นหู ซึ่งดูเหมือนกับเป็นเรื่องง่าย ๆ และ
เปน็ เรอ่ื งปกติของนกั บาสฯ อาชพี ท่ีสามารถชตู้ ลกู โทษลงได้มากกวา่ 98 ครัง้ จาก 100 คร้ัง
แน่นอนผลลัพธ์ที่เหลือเชื่อนี้มาจากการหมั่นฝึกซ้อม ทาซ้าแล้วซ้าเล่า แต่แม็กคีโอน
ได้ยกสถานการณ์นี้ให้เห็นถึงภาวะของความ “ง่ายดาย” (Effortless) ท่ีมาจาก 3
ขั้นตอน ตั้งแต่ ภาวะจิตใจที่ง่ายดาย (Effortless State) การลงมือที่ง่ายดาย
(Effortless Action) และผลลพั ธ์ทง่ี า่ ยดาย (Effortless Result)
การเดินไปที่จุดชู้ตลูกโทษ พร้อมกบั เลี้ยงลูกสองสามคร้ัง ถอื เปน็ การช่วยให้พวกเขามีสมาธจิ ดจ่อ และปล่อยวาง
จากส่ิงรบเร้า เปน็ ชว่ งภาวะทช่ี ่วยให้เกิดภาวะจิตใจที่งา่ ยดาย คดิ ในชว่ งบวกว่าสามารถทาส่งิ สาคัญทส่ี ดุ ได้อย่างง่ายดาย
ในขณะท่ีการย่อเขา่ และการ “ยก สะบัด ลอย” ถือเปน็ ท่วงท่าที่ฝึกฝนจนอยู่ในความจาของสมองและกล้ามเน้ือ
ทาให้การลงมือทาได้อย่างง่ายดาย ไปจนถึงการไดร้ ับร้ถู งึ ผลลพั ธ์ท่ลี กู บาสลอดลงตาขา่ ยอย่างงา่ ยดาย2/
108
สาหรบั ภาวะทาให้จิตใจคิดว่าทุกส่ิงเป็นเรื่องง่ายดายนน้ั ต้องเริ่มต้นจากการ
ที่เราต้องทาให้สมองปลอดโปร่ง พร้อมที่จะเร่ิมทางาน ด้วยความคิดในเชิงบวก
ซึ่งในความเป็นจริง สมองของมนุษย์ถูกออกแบบเหมือนซุปเปอร์คอมพิวเตอร์
ที่พร้อมทางานอยู่แล้ว แต่หากคอมพิวเตอร์น้ันมีหน่วยความทรงจาน้อยลง
การทางานก็จะช้าลงไปด้วย เปรียบเสมือนกับสมองที่จะทางานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพในภาวะที่จิตใจพร้อมที่สุด ดังนั้น เราต้องทาให้เกิดภาวะง่ายดาย
ด้วยการพักกาย ผ่อนคลายอารมณ์ เพ่อื ให้เราอยู่กบั ปัจจุบัน ตั้งใจ และจดจ่อกับ
สิ่งสาคัญช่วงขณะนั้นอย่างเต็มที่ เปลี่ยนทัศนคติว่างานยาก ให้เป็นงานง่ายและ
สนุกกบั มนั คิดในเชงิ บวกเพ่ือกาจัดความยาก ซับซอ้ นออกไป และคิดวา่ แม้แต่ความพยายามอนั นอ้ ยนดิ กส็ ามารถ
ทาให้ส่ิงท่สี าคญั มีความกา้ วหนา้ ได้3/
การลงมืออย่างง่ายดายต้องเริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ และเริ่มต้นทา คนเก่งมักถูกปลูกฝังว่ายง่ิ
พยายามมากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้นเท่านั้น แต่ถึงจุดหนึ่ง ความทุ่มเทความพยายามมากขึ้นจะไม่ทาให้
เราพัฒนา แต่กลับทาให้แย่ลงมากกว่า อย่างเช่นกรณีของพระเจ้ากุสตาฟที่ 2 แห่งสวีเดน มีรับสั่งให้ต่อเรือรบชื่อ
“วาซา” ตอนแรกออกแบบใหม้ คี วามยาว 33 เมตรพร้อมปืนใหญ่ 32 กระบอกบนดาดฟ้า ต่อมาทรงเปลี่ยนพระทัย
ให้ขยายความยาวของเรือเป็น 41 เมตร พร้อมติดตั้งปืนใหญ่เป็น 64 กระบอก ทาให้ช่างต่อเรือต้องสร้างกันแบบ
หามรุ่งหามค่า หมดแรงไปตาม ๆ กัน และในวันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1628 เรือวาซาก็แล่นออกจากท่าเรอื
สตอกโฮล์ม พร้อมกับการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างย่ิงใหญ่ ซึ่งเมื่อเรือแล่นออกสู่ปากอ่าว ช่องปืนใหญ่ก็เปิดออกเพื่อยิง
สลุต แต่อนิจจังน้าทะเลทะลักเข้าผ่านช่องปืนใหญ่ ทาให้น้าทะเลไหลลงใต้ท้องเรือ เป็นผลให้เรือวาซาอับปาง
ภายในเวลาพริบตาเดียว ทั้ง ๆ ท่อี อกไปไดไ้ ม่ถึงหนึง่ ไมลท์ ะเล4/
นอกจากนั้น การทางานตามจังหวะที่เหมาะสม ไม่เกินขอบเขตและศักยภาพของตนมากจนเกินไป ย่อมนาไปสู่
ผลลัพธ์ของงานที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพได้เช่นกัน ทั้งนี้ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1911 มีการแข่งขัน
เดินเรือพิชิตขั้วโลกใต้ จากกัปตันเรือสองประเทศมหาอานาจด้านนาวี คือกัปตันโรเบิร์ต ฟอลคอน สก็อตต์
จากสหราชอาณาจักร และโรอัลด์ อมุนด์เชน จากนอร์เวย์ แมก้ ัปตนั ทง้ั สองจะเดินทางเสน้ ทางเดียวกันไกลกวา่
2,000 กิโลเมตร และด้วยลักษณะสภาพอากาศเดียวกัน แต่ทั้งสองมีแผนการเดินเรือแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ในวันที่อากาศดี สก็อตต์จะบังคับลกู เรือออกแรงเดนิ เรืออย่างเต็มที่เพื่อไปใหไ้ ด้ไกลทีส่ ุด แต่วนั ใดที่สภาพอากาศ
เลวร้าย ก็จะพักไม่ออกเรือ แต่สาหรับกัปตันอมุนด์เชนกลับตั้งเป้าหมายว่าจะเดินเรือวันละไม่เกิน 24 กิโลเมตร
ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ซึ่งแม้ว่าจะเหลืออีกเพียง 72 กิโลเมตรจะถึงขั้วโลกใต้ เขายังสั่งหยุดพักเรือ
แม้วา่ อากาศเอ้ืออานวยที่จะสามารถไปถึงจุดหมายก็ตาม และในวนั ท่ี 14 ธันวาคม ค.ศ. 1911 กัปตันอมุนด์เชนและ
ลูกเรือถือเป็นคนกลุ่มแรกที่สามารถพิชิตขั้วโลกได้สาเร็จ ในขณะที่กัปตันสก็อตต์มาถึงหลังจากนั้นอีก 34 วัน
พร้อม ๆ กบั ความเหน่ือยลา้ ของลกู เรือ หมดแรง และเสียขวญั 5/
ทั้งนี้แม็กคีโอนไม่ได้บอกว่าให้เราทางานแบบช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม แต่ต้องการให้เรากาหนดการทางานท่ีอยู่ใน
ขอบเขตไม่ต่าไปและไม่เกินพอดี เช่น ไม่น้อยกว่า x และไม่เกิน y เช่น การตั้งเป้าเขียนหนงั สือไม่น้อยกว่าวันละ
109
500 คา และไม่เกินวันละ 1,000 คาเป็นต้น อย่างไรก็ดี ทุกอย่างหากจะไม่เป็นไปตามแผนนี้ เราต้องพร้อม
ปรบั เปลีย่ นเพ่อื ใหง้ านเสร็จตามเปา้ หมายที่กาหนด
สาหรับผลลัพธ์ที่ง่ายดาย สามารถเกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่คนอื่นรู้ดีที่สุดนาเทคโนโลยี
มาช่วย พร้อมทั้งการทางานด้วยความเชื่อใจ ทางานเป็นทีม และทาให้เป็นอัตโนมัติ
ลดขั้นตอน ไม่ให้สลับซับซ้อน อย่างเช่นในปี ค.ศ. 1935 บริษัทผลิตเครื่องบินเจา้ ใหญ่ ๆ
เรง่ ออกแบบเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล เพอื่ ควา้ สัญญาซ้ือจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ
ซึ่งโบอิงเป็นหนึ่งในคู่แข่งที่กาลังออกแบบเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น 299 ทุกคนคาดว่า
โบอิงคงได้รับสัญญาว่าจา้ งแน่นอน เพราะเคร่อื งบินท่ีออกแบบนี้มีประสิทธิภาพมาก
เมือ่ เทียบกับค่แู ข่ง มีเครื่องยนต์ถึงสตี่ ัวแทนท่ีจะเป็นสอง และสามารถบรรทุกระเบิดได้
มากกวา่ เครื่องบนิ คูแ่ ข่งถึง 5 เท่า
แต่เมื่อมีการทดลองบิน ปรากฏว่าเครื่องบินโบอิงลาดังกล่าวสูญเสียแรงยกเม่อื
ทะยานขึ้นไปเพียง 90 เมตร ตกลงมากระแทกพื้น ลูกเรือเสียชีวิตสองราย หนึ่งในน้ัน
คอื นาวาอากาศตรพี ลอเยอร์ พี ฮิลล์ ซงึ่ เปน็ กัปตนั ผลการสอบสวนพบว่า อุบัติเหตุ
เกิดจากกัปตันฮิลล์ลืมปลดหางเสือและส่วนควบคุมบริเวณแพนหาง ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่
กปั ตันทุกคนตอ้ งปฏิบตั ิทุกคร้ังทีน่ าเคร่ืองบนิ ขน้ึ แตด่ ว้ ยเขามวั แต่หมกมุน่ กับการลงมือ
ขั้นตอนใหม่ ๆ ท่ซี บั ซอ้ นจานวนมากจากเครื่องบินลาน้ี จนลืมข้ันตอนที่สาคัญน้นั ไป
จนเป็นที่มาของการจัดทา checklist ก่อนการนาเครื่องขึ้น ทาให้โบอิงสามารถ
พิสจู น์ไดว้ ่าอุบัติเหตทุ ี่เกดิ ข้นึ สามารถหลีกเลีย่ งได้ จากการทาให้ผลลัพธอ์ อกได้ง่ายเพียง
การใช้เครื่องมือเรียบง่ายอย่าง checklist ที่ช่วยให้นักบินจดจาขั้นตอนสาคัญได้ทุกขั้นตอน โดยใช้ทรัพยากรทาง
สมองน้อยที่สุด ในที่สุดเคร่ืองบินโบอิงรุน่ 299 ได้ถูกสั่งซื้อจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ ถูกเปลี่ยนช่ือมาเป็นเครื่องบิน
รบ B-17 ทีถ่ กู ใชม้ ากทีส่ ดุ ในสงครามโลกครัง้ ท่สี อง6/
การที่ทาให้คิดให้ง่ายด้วยความคิดเชิงบวก มีเป้าหมายพุ่งชนแต่ไม่เกินความเป็นจรงิ
และเร่ิมตน้ ทา พร้อมกับค้นหาขั้นตอนง่าย ๆ จะช่วยให้เราทาทุกอย่างในชีวิตได้ง่าย
ขึ้น ทั้งนี้ แม็กคีโอนได้เขียนสรุปในตอนท้ายของหนังสือว่า “การใช้ชีวิตของเรา
ไม่จาเป็นต้องให้ยากเย็นและซับซอ้ น เราทุกคนมีสิ่งที่โรเบิรด์ ฟรอสต์ นักกวีชาวอเมรกิ ัน
ได้เขยี นไวว้ ่า “สญั ญาที่ต้องรักษาและหนทางอีกยาวไกลที่ต้องเดินจนกว่าจะหลับไหล”
(Promise to keep, And miles to go before I sleep) ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเผชิญกับ
ความทา้ ทาย อุปสรรค หรือความยากลาบาก เราสามารถหาเสน้ ทางที่ง่ายกว่าได้เสมอ7/8/
รณดล นุม่ นนท์
31 ตุลาคม 2565
110
แหล่งท่ีมา:
1/ คนเก่งคดิ งา่ ย ไม่คิดยาก (Effortless) เกร็ก แม็กคีโอน (Greg McKeown) เขียน พรรณรวี อกนิษฐาภิชาติ
แปล จดั พิมพ์โดยสานักพิมพ์วีเลิร์น ตพี มิ พ์ปี 2022 หนา้ 12-19
2/ เกร็ก แม็กคีโอน (Greg McKeown) เขียน พรรณรวี อกนษิ ฐาภชิ าติ แปล หนา้ 20-25
3/ เกร็ก แม็กคีโอน (Greg McKeown) เขียน พรรณรวี อกนิษฐาภชิ าติ แปล หนา้ 29-32
4/ เกรก็ แม็กคโี อน (Greg McKeown) เขียน พรรณรวี อกนิษฐาภชิ าติ แปล หน้า 117-119
5/ เกร็ก แม็กคโี อน (Greg McKeown) เขียน พรรณรวี อกนษิ ฐาภิชาติ แปล หน้า 155-157
6/ เกรก็ แม็กคโี อน (Greg McKeown) เขียน พรรณรวี อกนิษฐาภชิ าติ แปล หนา้ 204-206
7/ เกร็ก แมก็ คโี อน (Greg McKeown) เขียน พรรณรวี อกนิษฐาภิชาติ แปล หนา้ 250
8/ https://www.matthewvere.com/notes/effortless
111
โมเต็ล พาเทล: ผพู้ กั คือพระเจ้า
สวัสดคี รบั
การก้าวดารงตาแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษของนาย ริชี ซูนัค (Rishi Sunak) คนเชื้อสายอินเดียคนแรก
ที่ได้รับตาแหนง่ อันทรงเกียรตินี้ ตอกย้าความสาเร็จของครอบครัวชาวอินเดียที่เข้ามาปักหลักถิ่นฐานในต่างแดน
ซึ่งรวมถึง กมลา แฮร์ริส (Kamala Harris) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน ในขณะที่ความสาเร็จของ
ชาวอินเดียไม่ได้อยู่เพียงแค่แวดวงการเมืองเท่านั้น แต่ยังโดดเด่นในแวดวงอื่นด้วย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับด้าน
STEM (Science, Technology, Engineering และ Mathematics) เช่น ปราค อัครวาล (Parag Agrawal)
ประธานบริษัททวิตเตอร์ที่ก้าวขึ้นดารงตาแหน่งด้วยวัยเพยี ง 38 ปี สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ประธาน
บริษัทไมโครซอฟท์ และศุนทัร ปิจไช (Sundar Pichai) ประธานบริษัท Alphabet บริษัทแม่ของกูเกิล ทั้งนี้
ความสาเร็จของพวกเขาเกิดจากการได้รับโอกาสในการศึกษาที่ดี รวมทั้งบุคลิกลักษณะความเป็นผู้นาที่โดดเด่น
จากความยดื หยุน่ ความหลากหลาย และความอ่อนนอ้ มถอ่ มตน1/
นอกเหนือจากความสาเร็จของคนอินเดียที่ผงาดขึ้นมาเป็นผู้นาประเทศและองค์กรชั้นนาของโลกแล้ว
วัฒนธรรมและสังคมของชาวอินเดียยังคงมีอิทธิพลสูงปรากฏให้เห็นเด่นชัดไปทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
อาหาร การแต่งกาย ไปจนถึงวงการบันเทิง แต่ที่พวกเราอาจไม่
ทราบคือชาวอินเดียเป็นเจ้าของโมเต็ลในสหรัฐถึงร้อยละ 40 ที่มี
อยู่กว่า 52,000 แห่ง2/ ซึ่งโมเต็ลหรือห้องพักริมทางในสหรัฐเป็นที่
นิยมของนักเดินทางโดยรถยนต์ เพราะมักจะตั้งอยู่ไม่ห่างจากถนน
ทางหลวง ผู้พักจึงเลือกค้างแรมก่อนเดินทางต่อ ลักษณะของ
ห้องพักมกั จะเป็นอาคารหลังเด่ียวห้องติดกันตามความยาวอาคาร
และมีที่จอดรถด้านหน้าแต่ละห้อง อัตราค่าเช่ามีราคาไม่แพง
เมื่อเทยี บกับโรงแรมที่อยูภ่ ายในเมือง ถอื เป็นโรงแรมระดับ 2 ถึง 3 ดาว
ดังนั้น หากพวกเราได้มีโอกาสไปพักโมเต็ลในสหรัฐฯ พนันได้ว่า
มีโอกาสสูงที่จะได้พบกับการต้อนรับจากเจ้าของชาวอินเดีย และท่ี
อาจจะประหลาดใจกว่านั้นคือกว่า 3 ใน 4 เป็นคนในตระกูลพาเทล
(Patel) ที่อาศัยในรัฐคุชราตทางตะวันตกของประเทศอินเดีย อพยพ
มาอยู่ต่างแดนกว่า 500,000 คน โดยกว่า 150,000 คนเข้ามาอยู่ใน
สหรัฐฯ3/
การเข้ามาครอบครองโมเต็ลของตระกูลพาเทล ทาให้ถึงกับ
ได้รับฉายาว่า “Patel Motel Cartel” และทาไมชาวอินเดีย
โดยเฉพาะตระกูลพาเทล จึงเข้ามาทากจิ การโมเต็ลอยา่ งเปน็ ล่าเป็นสันในสหรัฐฯ คงต้องย้อนประวัติศาสตร์ไปถึง
ปี ค.ศ. 1942 เมื่อ คานจไิ บ ดีไซ (Kanjibhai Desai) ลกั ลอบเขา้ มาทางานในสหรัฐฯ แบบผดิ กฎหมาย ตดั สินใจ
112
ซื้อโรงแรม Goldfield Hotel ใจกลางเมืองซานฟรานซิสโก จากชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นที่ถูกทางการสหรัฐฯ
จบั เขา้ คา่ ยกักตัวในช่วงสงครามโลกครั้งท่ีสอง ทั้งน้ี พราโมน พาเทล (Pramond Patel) ซึง่ ปจั จุบันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
ในโรงแรมชื่อดังทั้ง Holiday Inns, Ramad และ Confort Inns เล่าให้ฟังว่า
บูลาไบ วันมาลิไบ พาเทล (Bhulabhai Vanmalibhai Patel) คุณปู่ของเขา
อพยพเขา้ มาในสหรัฐตอนอายุ 29 ปี ในปี ค.ศ. 1949 เห็นถึงโอกาสการทากิจการ
โรงแรมเช่นเดียวกับดีไซ จึงตัดสินใจซื้อกิจการโรงแรมในนครซานฟรานซิสโก
เชน่ เดียวกัน ถอื เป็นจุดเร่ิมตน้ ของการทากิจการโรงแรมของตระกูลพาเทล เพราะ
ปู่ของเขาได้แนะนาให้ญาติ ๆ เข้ามาทากิจการนี้เช่นกัน หากไม่มีเงินลงทุน ก็จะ
ช่วยกันลงขัน ใหก้ ูย้ ืมกันแบบจบั มือ พยกั หนา้ ทาสัญญากนั ทางใจวา่ เมือ่ ไหร่มีเงิน
ก็ค่อยมาคืน จนทาให้โมเต็ลในสหรัฐฯ ค่อย ๆ ถูกชาวอินเดียเข้าซื้อกิจการ และยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในช่วงปี
1970s เมื่อเจ้าของชาวอเมริกันเริ่มมีอายุมากขึ้น ในขณะที่ลูกหลานไม่คิดจะรับช่วงต่อ พร้อม ๆ กับค่าน้ามัน
ที่ถีบตัวสูงขึ้น ทาให้การเดินทางโดยรถยนต์ลดน้อยลง จนเจ้าของเดิมตัดสินใจขาย
ในราคาที่ถกู มาก4/
วิลเพช พาเทล (Vilpesh Patel) เจ้าของ Flamingo Inn ห้องพักขนาด 85 ห้อง
ในเมืองวินด์เซอร์ มลรัฐคอนเนตทิคัต ได้กล่าวถึงเหตุผลที่ชาวอินเดีย โดยเฉพาะ
ตระกูลพาเทลตัดสินใจทากิจการโมเต็ล แบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า “การทากิจการโมเต็ล
ไม่ได้เป็นกจิ การทีซ่ ับซ้อน ไม่ต้องใช้ทักษะภาษาอังกฤษที่สูงส่ง เพียงแต่ต้องทางาน
หนัก ที่สาคัญเป็นกิจการแบบเงินสด ที่ข้ามคืนก็ได้เงินเข้ากระเป๋า ในขณะที่สามารถ
ประหยัดค่าใช้จา่ ยได้มาก ไม่ตอ้ งมีบ้านแยกต่างหากเพราะครอบครัวสามารถอาศัยอย่ใู นโมเต็ล ตรงกับลักษณะการ
ทาธุรกจิ ของพวกเรา”2/
สตู รความสาเรจ็ ของการทากิจการโมเต็ลของชาวอินเดีย ที่คนในตระกลู พาเทลเชอื่ คือ ผู้พกั คอื พระเจา้ ดงั นั้น
พวกเขาจะต้องทาทุกวิถีทางเพ่ือทาให้ผู้มาเยือนได้พักค้างแรมอย่างสุขสบาย ไม่มอี ะไรมากวนใจ หากมอี ะไรพวกเขา
จะรีบแกไ้ ขให้เร็วที่สุดไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด ในขณะท่ีลกั ษณะการทางานจะเป็นแบบทากันแบบครอบครัว ไม่จ้าง
ลกู จ้าง พ่อเปน็ ชา่ งดูแลต้ังแต่ท่อนา้ ตัน ไปจนหลอดไฟขาด แม่เป็นแม่บ้านคอยทาความสะอาดห้อง เตรียมพร้อม
สาหรับผู้พักรายใหม่ ลูก ๆ ทาหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับและการเงิน
เรียกว่าเป็นธรุ กิจ Mom and Pop โดยแท้
อย่างไรก็ดี การทากิจการโมเต็ลของชาวอินเดียต้องแลกมากับ
หยาดเหงื่อ และวิถีชีวิตของพวกเขา เพราะสถานที่ตั้งของโมเต็ลมักจะ
อยู่ติดกับถนนทางหลวงที่ไกลจากตัวเมือง ทั้งนี้ มาโนช แพนโดรา
(Manoj Pandora) เจ้าของกิจการโมเต็ลรุ่นที่ 2 วัย 47 ปี เล่าว่าพ่อ
ตัดสินใจซื้อโมเต็ล Holiday Motel ขนาด 23 ห้องในเมืองร็อกกี้เมาท์ ในมลรัฐนอร์ทแคโรไลนา ในปี ค.ศ. 1981
113
ที่ตั้งของโมเต็ลอยู่ท่ามกลางปา่ ลึกและล้อมรอบไปด้วยไร่ข้าวโพด สาหรบั แพนโดรา การใช้ชีวิตในวัยเด็กจึงรู้สึกถึง
ภาวะวังเวงและเงียบเหงา “ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ ผมต้องช่วยพ่อแม่ทาความสะอาดห้องพัก เพื่อนวัยเดียวกันอาศัยอยู่
ฝง่ั ตรงกนั ข้าม หา่ งไกลกนั จึงไม่แปลกใจว่า ผมจะชอบชว่ งฤดูรอ้ นมากเพราะเปน็ ช่วงท่ีโรงแรมเปดิ บริการสระว่ายน้า
ทาใหม้ เี พ่อื นมาว่ายนา้ เล่นกนั ”6/
นอกเหนือจากการทางานที่หนักหน่วงแล้ว พวกเขามักจะเผชิญกับการเหยียดผิว เจ้าของโรงแรมบางแห่งจงใจ
ขึ้นป้ายว่า “American Owner” เพื่อให้แขกได้รับรู้ ในขณะที่ มีช่วงเวลาหนึ่งบริษัทประกันภัยไม่รับประกัน
โดยอ้างวา่ โมเต็ลเหล่าน้ีไม่เขา้ ขา่ ยเกณฑ์มาตรฐานในดา้ นความปลอดภัย พวกเขาตอ้ งใช้เวลาพักใหญ่ท่ีจะพิสูจน์
ตนเอง พรอ้ มกับการมสี ่วนรว่ มในการพฒั นาเมืองทพี่ วกเราอาศยั อยู่ จนเปน็ ท่ยี อมรับในปัจจุบนั
มิท อามิน (Mit Amin) เจ้าของกิจการโรงแรมที่ประสบความสาเร็จจากเริ่มต้นซื้อโรงแรมในเมืองฮิกคอรี
มลรัฐนอร์ทแคโลไรนา และปัจจุบันเป็นเจ้าของโรงแรมในเมืองเบเวอร์ลีฮิลส์ มูลค่ากว่า 2 ล้านดอลลาร์ สรอ.
จากการลงทุนเริ่มต้นเพียง 713,000 ดอลลาร์ สรอ. ยอมรับว่า เขาใช้ชีวิตที่แตกต่างจากรุ่นพ่อ มีรถหรูอยู่ใน
ความครอบครองถึง 3 คัน แต่ยอมรับว่า “ผมใช้เงินเพื่อตอบแทนตนเองที่ทางานหนัก แต่ไม่ได้ใช้เงินแบบเก็บ
ผลไม้จนหมดสวน ความสาเร็จในวันนี้เกิดจากพ่อไม่เคยไปทานข้าวนอกบ้าน ไม่ใช้เงินตามใจตัวเอง เก็บเงินทุก
บาททกุ สตางค์ หากพอ่ เลือกทานผลไมจ้ ากสวนหมดสวน ผมคงจะไม่มีเงนิ มาลงทนุ จนถึงทุกวนั น้ี”
“Patel Motel Cartel” เป็นเรื่องราวของการไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตา ความสาเร็จแลกมากับการมุ่งม่ัน
ทางานหนัก ยอมทิ้งความเป็นส่วนตัว แบบไม่มีทางเลือก ซึ่งตอบโจทย์ในช่วงที่ผ่านมาแต่การเดินไปข้างหน้า
กับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สูตรความสาเร็จจะเป็นอย่างไร เป็นคาถามทีพ่ วกเราต้องรีบค้นหาคาตอบ
โดยเร็ว
รณดล นุม่ นนท์
7 พฤศจกิ ายน 2565
แหลง่ ที่มา:
1/ https://spacebar.th/en/world/sunak-to-kamala-indian-descent-rule-politician-and-ceo-
siliconvalley
2/ https://startuptalky.com/gujaratis-us-hotels-case-study/
3/https://en.wikipedia.org/wiki/Patel#:~:text=There%20are%20roughly%20500%2C000%20Pat
els,the%20US%20is%20a%20Patel.
4/ https://www.nationalgeographic.com/culture/article/south-asia-america-motels-immigration
5/ Tunku Varadarajan, A Patel Motel Cartel?, The New York Times Magazine, July 4, 1999
114
นกั ลงเสียง: อาชพี ทไ่ี มค่ าดฝนั
สวัสดคี รับ
โฆษณาสินค้าผ่านช่องทางต่าง ๆ มักจะต้องมีความโดดเดน่ หักมุม เพื่อให้ผู้ชมได้จดจา แต่โฆษณาท่ีผา่ นจอโทรทัศน์
กลับมีความท้าทายมากขึ้น เพราะนอกเหนือจากเรื่องราวที่ต้องถ่ายทาแล้ว ยังต้องมีเสียงเข้ามาสอดแทรก ดังนั้น
คาพดู หรือประโยคทีต่ ้องการถา่ ยทอดไปยังผู้ชมสาคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าภาพและเน้ือหา โฆษณาหลาย ๆ ชิ้น พวกเรา
มักจะจากนั ได้เพราะคาพดู จากโฆษณาชน้ิ น้นั ๆ เช่น โฆษณาหมู่บ้านเสนานิคม ฉากเด็ก 2 คนนั่งอยู่กลางสระนา้
พร้อมกับพูดว่า “เรามาอยู่ตั้งแต่คุณพ่อเป็นแฟนกับคุณแม่ เธอมาอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่…เรามาอยู่ตั้งแต่คุณปู่
เป็นแฟนกับคุณย่า” เป็นโฆษณาทีผ่ มได้มโี อกาสดตู งั้ แต่วัยเด็ก และยังจดจาไดจ้ นถึงทกุ วันนี้
ดังนน้ั งานพากยโ์ ฆษณาจงึ เป็นงานที่มคี วามสาคัญไม่นอ้ ยกวา่ ส่วนอืน่ ของการผลิตโฆษณาในแต่ละช้ิน หากลอง
จินตนาการว่า งานโฆษณาชิ้นหนึ่งต่อให้การถ่ายภาพและการตัดต่อดีแค่ไหน แต่ถ้าเลือกการใช้เสียงพากย์ที่
ไม่ได้อารมณ์ตรงกับความรู้สึกที่ต้องการสื่อ โฆษณาชิ้นนั้นจะขาดเสน่ห์หรือรสชาติไปอย่างนา่ เสียดาย1/ ทาให้ผม
ค้นพบว่ามีอาชีพหนึ่งที่ตอบโจทย์นี้คือ “นักลงเสียง” ที่ไม่คิดว่าจะเป็นอาชีพได้ แต่กลับมีหลายคนยึดเป็นอาชีพ
ประจา
กฤตย สุขวัฒก์ (ต้น) ธนทร ศิริรักษ์ (ดาร์ท) และสายทิพย์ วิวัฒนปฐพี (วอลนัท) เป็น 3 นักลงเสียงที่พวกเรา
อาจจะไม่คุ้นชื่อหรือหน้าตา แต่หากได้ยินเสียงพวกเขาจะร้องอ๋อทันที ต้นมีเสียงเข้มหล่อ หนักแน่น เป็นอัตลักษณ์
การลงเสียงเรม่ิ ตน้ ด้วยความบังเอิญจากการเปน็ เดก็ ฝกึ งานในบริษทั โฆษณา และพที่ ี่บรษิ ทั ใหล้ งเสยี งในโฆษณาชิน้ หน่งึ
เพื่อนาไปเสนอให้กับลูกค้า แต่กลับกลายเป็นว่าลูกค้ากลับชอบ ให้ลงเสียงจริง พร้อมกับได้เงินค่าจ้าง 20,000 บาท
จากการลงเสียงเพียง “RD-2 Welcome to the world a speed power”
ในเวลาไมถ่ ึง 10 วินาที จุดประกายใหต้ น้ ได้เริ่มต้นยึดอาชีพเป็นนักลงเสียง
ตั้งแต่นั้นมา และด้วยการเรียนที่โรงเรียนนานาชาติตั้งแต่เด็ก และเข้าเรียน
ต่อที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาคอินเตอร์ ทาให้ต้นได้
สาเนียงภาษาอังกฤษที่โดดเด่น ลูกค้าต่างประเทศเกิดติดใจ โดยเฉพาะ
การโฆษณาสินค้าในสหรัฐฯ เพราะสามารถออกพลังเสียงได้อย่างหนัก
แน่น คนฟังแยกแยะไม่ถูกว่าเป็นสาเนียงจากภาคไหนของสหรัฐฯ ทาให้ตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ
นอกจากนั้น ต้นยังได้ลงเสียงโฆษณาแหล่งการท่องเที่ยวให้กับประเทศมอริเชียสและคูราเซา จนไปถึงการลงเสียง
โฆษณาหาเสียงให้กับวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ จนไดร้ ับเลือกตง้ั ซง่ึ ตน้ เปิดเผยวา่ เขาไดล้ งเสียงโฆษณาไปทั่วโลกกว่า 68
ประเทศแลว้ 2/
ต้นกลา่ วเสริมว่ามีคนกลา่ วว่าเสียงท่ีมีความน่าเช่ือถือ ตอ้ งเปน็ เสียงตา่ แต่เสียงตนเองท่ีกว้าง ทาให้ producer
สามารถปรับเสียงให้ยืดหยุ่นขึ้น ทั้งนี้ นอกเหนือจากการลงเสียงโฆษณาแลว้ ต้นยังเป็นนักพากย์หนัง และลงเสียง
ในประเภทอื่น ๆ เช่น e book ด้วย แต่ต้นกล่าวว่า การลงเสียงโฆษณาเป็นงานที่สนกุ และท้าทายกว่า ถ้าเราคิดวา่
เสียงไม่ดี เราก็ทางานแบบนี้ไม่ได้ มันไม่สาคัญว่าเสียงเราดีไม่ดี เสียงที่ดีไม่มีคาตอบ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถ
ตอบโจทย์ลูกค้าได้หรือไม่ แต่ทักษะที่ต้องมีคือการแอ๊กติ้งมากกว่า เพราะว่ามันก็เหมือนกับการเล่นละครแบบหนึ่ง
เราต้องเข้าใจวา่ ลงเสียงเป็นบทของใคร
115
สาหรับธนทร ศิริรักษ์ (ดาร์ท) มีเส้นทางอาชีพที่ไม่แตกต่างจากต้นมากนัก เรียนวิชาขับร้อง College of
Music ที่มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วไปต่อปริญญาโทสาขา Music Production
and Sound Design for Visual Media ท่ี Academy of Art University
เมืองซานฟรานซิสโก ก่อนเข้าทางานควบคุมเสียง (Sound Engineer)
และได้ไปลงเสียงเสนอโฆษณาให้ลูกค้า ซี่งพอลูกฟังเสร็จ กลับชอบเสียง
ตนเอง จนเป็นที่มาของการยึดอาชีพนี้ตั้งแต่วันนั้นมา ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทราบ
มาก่อนว่ามอี าชพี แบบนี้ ซ่งึ คณุ แมเ่ คยทักว่า ตนเองน่าจะยึดอาชพี งานพากยม์ ากกวา่ การร้องเพลง
ดาร์ทให้สัมภาษณว์ ่า "ถึงงานแรกจะเป็นความบงั เอิญ และหลายคนจะบอกว่าเราโชคดีจัง แต่กว่าจะมาถึงวนั นี้
ต้องใช้ความพยายามและอดทนพอสมควรเลย ต้องฝึกตลอดเวลา ขับรถเจอป้ายอะไรก็อ่านไปเรื่อย จนแทรกซึม
ในสายเลือด การอา่ นสปอตโฆษณา ตาต้องไวมากดว้ ย ตอ้ งกวาดตาไปก่อนจะอ่านถึงคานั้น รวมท้ังต้องควบคุม
โทนเสียงให้ตรงกับโฆษณาชิ้นน้ัน ๆ เช่นโฆษณาขายคอนโด ต้องเป็นเสยี งอบอนุ่ ”
แต่สาหรับการเป็นนกั ลงเสียงของสายทิพย์ วิวัฒนปฐพี (วอลนัท) ต้องฟันฝ่าอุปสรรคพอสมควรเพราะการเรยี น
จบจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตัดสินใจยึดอาชีพนักร้อง และนักลงเสียง ผลงานจึงเป็นเรื่อง
ที่ต้องพิสูจน์ให้ครอบครัวยอมรับ “พ่อแม่ไม่เคยเข้าใจ จบจากสถาบันดี ๆ ทาไมจึงมาร้องเพลงกลางคืน ลงเสียง
แตเ่ ราคิดว่าอาชีพนเ้ี ปน็ สงิ่ ทเี่ ราชอบ ขาดไมไ่ ด้ ทาแล้วกม็ ีรายไดม้ นั่ คงเหมือนกนั ”
วอลนัทเคยเป็นนักร้องนาวง Apple Girls Band และประกวดร้องเพลงรายการ The Voice Thailand ก่อนมา
ยึดอาชีพลงเสียงมานานกว่า 11 ปีแล้ว วอลนัทให้สัมภาษณว์ ่า เริ่มแรก พี่ ๆ หลายคนไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่า
เสียงตนเองไม่มีอัตลักษณ์ แต่ตนเองกลับคิดว่า หากสามารถฝึกฝนให้เสียง
ตนเองปรับเปลย่ี นเสยี งและโทนใหต้ อบโจทย์ไปตามแตล่ ะชิ้นโฆษณา ได้ไม่ว่า
ทาใหเ้ ป็นเสยี งนุ่มนวล มาดเขม้ หรือแสบสนั น่าจะทาใหเ้ ป็นจดุ เดน่ ของเธอ
“เรากลับมาเจอ นี่ล่ะเสียงเรา ไม่ต้องนิยามวา่ เสียงเราแบบไหน” วอลนัทรบั วา่
งานลงเสียงเป็นงานที่เรียกว่า standby เพราะขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าจะเรียกไปลง
เสียงจากผลงานท่สี ่งไปเมื่อไหร่ อยา่ งไรก็ดี วอลนัทเหน็ วา่ งานน้ีถือเป็นงานท่ีมีความมั่นคง เพราะไม่ได้ต้องพ่ึงกับคนอ่ืน
แต่อยู่ท่ีตัวเราที่จะต้องหมั่นฝึกฝนและพัฒนาตนเองตลอดเวลา4/
เส้นทางการเป็นนักลงเสียงของต้น ดาร์ท และวอลนัท อาจจะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทั้งสามมีเหมือนกันเมื่อได้
ค้นพบความเป็นตัวตนของการเป็นนักลงเสียงคือได้ทาในสิ่งที่ตนรัก ที่ตอนเด็ก ๆ ก็คงไม่มีใครคิดหรือตอบว่า
อยากทาอาชีพนี้ มุ่งมั่นฝึกฝน ทั้งในเรื่องการออกเสียง การใช้เสียง และการแสดงอารมณ์ผ่านเสียง พร้อมกับ
สนกุ กบั งานท่ีไดท้ าอยา่ งมีความสขุ เท่านี้ก็สุขใจแล้ว
รณดล นมุ่ นนท์
14 พฤศจกิ ายน 2565
116
แหลง่ ท่ีมา:
1/ ความเหน็ ของคุณเหมือนแพร นกั เขียนและพนกั งานบริษัทเอเจนซ่ีโฆษณา
2/ https://www.youtube.com/watch?v=SLChS1YK82Q
3/ https://www.dek-d.com/activity/55552/
4/ https://www.youtube.com/watch?v=79NcNFB1WXs
117
นักวิง่ ส้โู ควิด: ทุกอย่างอยทู่ ่ใี จ
สวสั ดีครับ
การวิ่งออกกาลังกายไม่ได้อยู่ในความนึกคิดของผมมาตั้งแต่แรก เพราะชอบเล่นกีฬาประเภททีมแบบมีเพื่อน
ร่วมเล่นด้วย พออายุมากเริ่มจะหากีฬาเล่นเป็นทีมยากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเพื่อนร่วมทีมอายุมากขึ้น จะเล่นแบบสมัย
วยั เดก็ กเ็ กรงใจตัวเอง การวงิ่ ออกกาลังกายจึงเป็นทางเลือกท่ีจาเป็น แตช่ ่วงแรก ๆ ไม่ไดจ้ ริงจังมาก ซื้อลู่วิ่งมาไว้
ที่บ้านกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้าน นาน ๆ ครั้ง จะบังคับใจตัวเองไปวิ่งตามสวนสาธารณะ วิ่งได้ 1-2
กิโลเมตรก็เหนื่อยแทบขาดใจ แต่คึกคักหน่อยเป็นช่วงเทศกาลที่ชมรมกีฬามาราธอนชวนไปว่ิงตามการแข่งขัน
events ต่าง ๆ และทุกครั้งจะเลือกระยะท่ีส้ันที่สุดคือ 5 กิโลเมตร เพราะนึกไม่ออกว่าจะวิ่งไปไกลกว่าระยะ
นี้ได้อย่างไร เรียกว่า หากคนดูเผลอสามารถหยุดวิ่งและเดินไป เพราะเวลาไม่ได้เป็นอุปสรรค ให้ถึงเส้นชัยถือว่า
เป็นบุญโขแล้ว แต่ท่ีจดจาที่สุดคือถูกชักชวนให้ไปร่วมว่ิงมาราธอน 10 กิโลเมตร ในการวิ่ง “สสส. จอมบึง
มาราธอน” ที่อาเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เมื่อปี 2553 ซึ่งถือเป็นงานวิ่งมาราธอนที่เก่าแก่ที่สุด ได้ร่วมดื่มด่า
บรรยากาศที่ต้องตื่นแต่เช้าตี 4 เพื่อเข้าร่วมแข่งขัน เส้นทางวิ่งใช้ถนนรอบอาเภอ ท่ามกลางชาวบ้านและนักเรียน
ที่คอยส่งเสียงให้กาลังใจ จนทาให้สามารถวิ่งเข้าเส้นชัยในเวลาตา่ กว่า 1 ช่ัวโมง (เป็นครง้ั แรกและครั้งเดียว
ที่ทาได้) ถือเป็นความประทับใจที่จดจามาถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ดี การวิ่งไม่ได้เป็นกิจกรรมออกกาลังกายขวัญใจ
เบอร์หนึ่งของผมอยู่ดี การเข้ารว่ มกจิ กรรมวิ่งยังถือเปน็ คร้ังเป็นคราว แต่ต้องขอบคุณสถานการณ์โควิดที่ทาให้
เปลี่ยนความคิดของผมต่อการออกกาลังกายด้วยการว่ิง
สถานการณ์โควิดแพร่กระจายมาสู่เมืองไทยอย่างรวดเร็วเมื่อช่วงต้นปี 2563 ทาให้แบงก์ชาติตัดสินใจให้
พนักงานทางานที่บ้าน มาเฉพาะคนที่จาเป็น เรียกว่าบรรยากาศในที่ทางานเงียบเหงา วังเวงมาก ๆ นับหัว
จานวนคนมาทางานที่ทางานได้ มองไปรอบ ๆ แทบไม่มีคนเดินผ่าน เหมือนกับบรรยากาศล็อกดาวน์ ในขณะที่
สโมสรไม่เปิดบริการ ต้องสั่งอาหารจาก food delivery ด้วยสภาพแบบนี้ ผมเห็นว่าคงจะอยู่กันไม่รอด ต้องหาทาง
กระตุ้นตัวเอง เพื่อให้สุขและสนุกกับงาน จึงชวนน้อง ๆ ที่ต้องเข้ามาทางานทากิจกรรมร่วมกัน คิดขึ้นได้ว่าทุกคน
มากันตั้งแต่เชา้ จึงเห็นว่ากิจกรรมว่ิงรอบแบงกน์ ่าจะตอบโจทย์ รวบรวมกนั ได้ 8 คน1/ โดยเริม่ รวมพลกันต้ังแต่เช้า
6.15 น. บางคนเดิน บางคนวิ่ง รอบแบงก์รอบหนึ่งประมาณ 1 กิโลเมตร เอากันตามกาลังที่มี ใช้เวลาประมาณ
30 นาที สามารถเรียกเหงือ่ ไดพ้ อควร พวกเรารวมตัวกนั ติดเป็นกลุ่มก้อนขน้ึ มาได้ พร้อมต้ังช่อื กลุ่มว่า “นักวิ่งสู้โควิด”
วิ่งกันแทบทุกวัน ที่ผ่านมาทาเสื้อกลุ่มมา 2 ตัวแล้ว จนติดเป็นนิสัยยังเดินว่ิงกันเปน็ กลมุ่ อยูจ่ นถึงทกุ วันน้ี แม้ว่า
ช่วงแรกเชื่อกันว่าการเดินวิ่งเป็นภูมิคุ้มกันช่วยให้พวกเราไม่ติดโควิด แต่น้องในกลุ่มทยอยติดโควิดต่อเนื่องแต่
อาการไม่รนุ แรง
ในช่วงที่สถานการณ์โควิดคลีค่ ลายปลายปี 2563 จึงเริ่มชวนกันสมัครแขง่ ขันวิ่งมาราธอน ได้แก่ งาน “วิ่งเปิดสนาม
เกาะเกร็ด” (3 ตุลาคม) และงาน “บางกอก มิดไนท์ มาราธอน” (11 ธันวาคม) จากนั้นต้องเว้นวรรคด้วย
โควดิ ระลอกใหม่ จนถงึ ต้นปที ผ่ี า่ นมา จึงได้มีโอกาสร่วมวิ่งการกศุ ล “Run for Love สังคมสดใส ด้วยหัวใจอาสา”
(11 มถิ นุ ายน) และเพ่อื เปน็ การตอบโจทย์ร่วมกันพวกเราพร้อมด้วยน้องชาวแบงก์เกือบ 50 ชีวิตจึงตัดสินใจที่จะ
เข้าร่วมงาน “กรุงเทพมาราธอน ปี 2565” งานแข่งขันวิ่งมาราธอนประเพณีที่โดดเด่นที่สุดในประเทศไทย
118
เริ่มมานับตั้งแต่ปี 2531 จุดเริ่มต้นและสิ้นสุดการแข่งขันอยู่บริเวณถนนสนามไชย ด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง
ซ่ึงหลังจากวา่ งเว้นการแข่งขนั ถงึ 2 ปี ได้มกี ารจดั ข้ึนอกี เมื่อวนั อาทิตย์ท่ผี า่ นมา (20 พฤศจกิ ายน)
บางคนเลือกเดิน 5 กิโลเมตร วิ่ง 10 กิโลเมตร และบางคนเลือกวิ่ง 21 กิโลเมตร แบบไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว
แต่เมื่อเลือกไปแล้วก็เปลี่ยนใจไม่ได้ เพราะเป้าหมายมีไว้ให้ชน ดังนั้น พวกเราจึงต้องมีการเตรียมความพร้อม ตั้งแต่
การซื้อนาฬิกาอัจฉริยะสาหรับเก็บสถิติต่าง ๆ เช่น เพซ (หนึ่งกิโลเมตรใช้เวลาวิ่งกี่นาที) อัตราการเต้นของหัวใจ
และความถี่ของก้าว เป็นต้น เพื่อติดตามความคืบหน้าของการว่ิง
(ซึ่งในความเป็นจริง ก็ใช้แค่ดูระยะทางและเพซ) การซื้อรองเท้าว่ิง
ใหม่ (คนขายบอกว่ารองเท้ายี่หอ้ นี้วิ่งเหมอื นกับเหาะได้ และจะพาเข้า
เส้นชัย) การจัดชุดวิ่งกันเป็นทีม (กลัวคนอื่นไม่ทราบ) จนไปถึง
การศึกษาเส้นทางวิ่ง จุดไหนให้น้า จุดไหนมีห้องสุขา (เอาจริง ๆ
ก็จาไม่ได้) รวมถึงจองโรงแรมใกล้ ๆ จุดสตาร์ท เพราะเริ่มวิ่งกัน
ตอนตี 3 แต่ที่สาคัญคือการซ้อมก่อนวิ่ง ทากันแบบมืออาชีพ
วิง่ กันแบบค่อย ๆ เพม่ิ ระยะ พรอ้ มกับไปเดินวิ่งกันที่สวนรถไฟ ให้ไดร้ ะยะใกลเ้ คียงกับระยะจริง เรียกว่าด้านร่างกาย
พร้อมเต็มที่ก่อนถึงวันจริง แต่ใจยังวิตกอยู่ เพราะนึกคิดถึง21 กิโลเมตร ไกลเท่ากับวิ่งจากบ้านไปแบงก์ชาติเลย
ทีเดยี ว
ในที่สุดก็ถึงวันที่รอคอยมาถึง แต่ด้วยเป็นคนเจ้ากิจกรรมมีภารกิจที่ผูกพันต้องไปทานข้าวกลางวันกับเพื่อนถึง
สมุทรสงคราม แถมตอ้ งเปน็ ประธานในงานแต่งงาน ทาให้กว่าจะกลับมานอนทโี่ รงแรมไดก้ ็ปาไปเกือบ 4 ทุ่มแล้ว
เขา้ นอนแบบกระสับกระส่ายตน่ื เต้นวา่ จะว่ิงได้ถึงเสน้ ชัยหรือไม่ นอนได้ไมถ่ ึงงบี กต็ ้องตืน่ ตอนตี 2 แบบยังงัวเงีย ถามตัวเอง
มาทาอะไรเนี่ย? แต่พอไปถึงจุดสตาร์ท ตาสว่างเลยเพราะไม่เชื่อสายตาตัวเองที่พบเจอนักวิ่งมารวมพลกัน
มากมาย มีทุกเพศทุกวัย เป็นแรงบนั ดาลใจว่าเราต้องทาได้เช่นกัน เมื่อสัญญาณวงิ่ เริม่ ขึน้ ผมวงิ่ ไปตามแผนท่กี าหนด คือ
ควบคุมอัตราการวิ่งให้ไม่เร็วหรือช้าเกินไป พร้อมดูอัตราการเต้นของหัวใจแบบไม่อยากให้เกิน 150 ครั้งต่อนาที จุดท่ี
ทรมานที่สุดเห็นจะเป็นตอนเงยหน้าเห็นสะพานพระราม 8 ที่ต้องวิ่งขึ้นไปบนสะพานต่อ ทั้ง ๆ ที่ยังวิ่งไม่ถึง
3 กิโลเมตรเลย แต่พอวง่ิ ขึน้ ไปไดม้ แี รงฮึด เพราะไดว้ งิ่ ไปพร้อมกบั นักวง่ิ คนอื่น ๆ พอถงึ ที่ให้น้ากค็ ว้าถ้วยมาจบิ ราดหัว
เมอื่ วกกลับตรงตลิง่ ชนั ท่ีระยะ 11 กิโลเมตร บอกตัวเองวา่ เหลืออกี เพียงครึ่งทาง และเมือ่ ลงสะพานที่กิโลเมตรท่ี 18
แรงกับใจยังอยู่ จนสามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้ด้วยเวลา 3 ชั่วโมง 13 นาที ในขณะที่ “นักว่ิงกลุ่มโควิด” ทุกคน
สามารถเดินและว่ิงสู่เส้นชัยตามเป้าหมายเช่นกนั
119
นักว่ิงสู้โควิดยุคจัดต้ังเม่ือปี 2563
ท่ีเล่าสู่กันฟังน้ี ไม่ได้จะบอกว่าพวกเราเก่งกาจอะไรหรอกครับ ต้องขอบคุณน้องโควิดท่ีทาให้ผมและน้อง ๆ
ได้เห็นความสาคัญของการออกกาลังกาย จะวิ่ง จะเดิน ไม่สาคัญเท่ากับทาให้การ ออกกาลังกายเป็นกิจวัตร
ประจาตวั สว่ นการวิง่ กนั ได้ถึง 21 กโิ ลเมตรนั้น เปน็ เครื่องพิสูจนใ์ ห้เห็นว่าทุกคนทาได้หากมีการวางแผนที่ดี มีความ
มุ่งม่นั ซ่งึ กายไมส่ าคัญมากเทา่ กับใจท่ีจะพาไปถงึ เสน้ ชัย
รณดล น่มุ นนท์
21 พฤศจกิ ายน 2565
หมายเหตุ:
“กลุ่มนักวิ่งสู้โควดิ ” รนุ่ แรก 8 คนประกอบด้วย วลัยพร แพ่งศริ ิ อภิสรา เปาอินทร์ ศรีสดุ า อิ่มเอิบ พัชวรรณ
ฉลองวริ ยิ ะเลศิ เยาวนิจ มังคละธนะกลุ เมธนิ ี เหมรดิ ณัฏฐ์ ลุมพิกานนท์ และรณดล นมุ่ นนท์
120
ฟตุ บอล: ศาสนาของชาวบราซลิ
สวัสดคี รับ
ในช่วงเวลาน้ี หากเห็นคนรอบข้างง่วงหงาวหาวนอน ขอบใต้ตาสีดาคล้าคล้ายกับหมีแพนด้า เพง่ เล็งได้เลย
วา่ ต้องเป็นผู้ที่อดหลับอดนอนเฝ้าจอทีวดี ู “ฟตุ บอลโลก” ที่เริม่ ต้นมาต้งั แต่วนั อาทิตย์ท่ี 20 พฤศจิกายน โดยในรอบแรก
มีการแข่งขันทุกวัน วันละ 4 คู่ เริ่มตั้งแต่ 5 โมงเย็นไปจบตอน
ตี 4 จนต้องตีความให้ชัดว่าการอยู่บ้าน “WFH” หมายถึง work
from home หรือ watch from home กันแน่ การแข่งขัน
ครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศกาตาร์ และทีมชาติบราซิลถือเป็นตัวเก็ง
ที่จะคว้าแชมป์โลกอกี ครั้งภายหลังท่ีคว้าตาแหน่งนีม้ าแลว้ 5 สมัย
และไม่เคยพลาดเข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนับตั้งแต่
มีการจัดการแข่งขนั ครั้งแรกในปี 1930 ท้งั นี้ ทีมชาตบิ ราซลิ นาทีมโดยเนย์มาร์ ศูนยห์ นา้ ดาวดงั ระดับโลก และเพ่ือน
ร่วมทีมที่แฟนบอลต่างรู้จักดี รวมทั้ง วินิซิอุส จูเนียร์ ที่แม้ว่าจะอายุเพียง 22 ปี แต่สามารถโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยม
ในนดั แรกสง่ ลูกฟุตบอลให้เพอ่ื นยงิ ประตทู ีมชาตเิ ซอรเ์ บียทัง้ สองประตู ประเดมิ สนามไดอ้ ย่างสวยงาม
คาถามท่นี า่ สนใจคอื ทาไมประเทศบราซิลจึงมีความเก่งกาจในเชิงฟุตบอล มีนกั ฟตุ บอลท่ดี ังก้องโลกรุน่ แล้วรุ่นเล่า
ต้งั แต่เปเล่ โรนลั โด ไปจนถึงรอนลั ดีนโย รวมทัง้ ปจั จบุ ันนกั ฟุตบอลชาวบราซิลยังเลน่ ให้กับสโมสรอาชพี ทั่วโลกกว่า
16,000 คน (แม้กระทั่งในทีมสโมสรฟุตบอลในประเทศไทย) ทั้ง ๆ ที่กีฬาฟุตบอลไม่ได้ถือกาเนิดที่บราซิล โดยชาร์ลส์
มิลเลอร์ (Charles Miller) ได้หอบลูกฟุตบอล 2 ลูก พร้อมหนังสือกฎกติกาการเล่น 12 ข้อ กลับมายังบ้านเกิด
ภายหลังเรียนจบจากประเทศองั กฤษ พรอ้ มมาสอนเพือ่ น ๆ ให้รู้จักกีฬานี้ จนจัดให้มกี ารแข่งขันฟุตบอลเปน็ คร้ังแรก
ทนี่ ครเซาเปาลู บา้ นเกดิ ของเขาเม่อื วันท่ี 14 เมษายน 18951/
ก่อนจะหาคาตอบคงต้องมารู้จักประเทศบราซิลกันก่อนว่า บราซิลมีขนาดใหญ่กว่าที่หลายคนคิด เพราะมีพื้นท่ี
มากท่ีสดุ เปน็ อนั ดับท่ี 5 ของโลก ขนาดใหญ่กว่าเกาะอังกฤษถึง 33 เท่า และมีประชากรมากที่สุดเป็นอนั ดับ 7 ของโลก
เรียกว่านาประชากรชาวเยอรมัน อังกฤษ และฝรั่งเศส ที่คลั่งไคล้
ฟุตบอลมารวมกันก็ยังน้อยกว่า จึงถือได้ว่าบราซิลมีข้อได้เปรียบ
สามารถเลือกนักฟุตบอลเก่ง ๆ ได้มากกว่า แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่มองข้าม
ไม่ได้ คือลักษณะของภูมิอากาศที่ร้อนชื้น เมื่อเวลาฝนตกก็ตกหนักมาก
แบบไมล่ ืมหูลืมตา เวลาร้อนกเ็ หงื่อท่วมกายแทบหายใจไม่ออกจนทาให้
เกิดป่าดิบชื้นแอมะซอน พื้นที่กว่า 5.5 ล้านตารางกิโลเมตร ผลิต
ออกซิเจนให้กับโลกถึงร้อยละ 20 แต่ลักษณะอากาศเช่นนี้ ทาให้การปลูกหญ้าในเมืองค่อนข้างยาก สนามหญ้า
เพื่อให้เด็ก ๆ มาเล่นฟุตบอลแทบหาไม่ได้ สนามหญ้ามีคุณภาพจะมีเฉพาะในสนามฟุตบอลทีมอาชีพ ในขณะที่
เมืองใหญ่ในบราซิลมีลักษณะแออัดมาก บ้านช่องอยู่ติดกันเรียงรายแทบจะไม่มีที่ว่างเปล่าให้เล่นกีฬา จะมีที่
แบบโล่ง ๆ คือชายหาดท่ียาวติดมหาสมุทรแอตแลนติกถึง 4,491 กิโลเมตร ดว้ ยลกั ษณะเช่นน้ี จงึ เป็นภาคบังคับ
ให้ต้องเล่นบอลข้างถนน ที่มีพื้นผิวขรุขระเป็นดินโคลน หรือเล่นที่ชายหาด ซึ่งลูกบอลจะเร็วมากเวลาเล่นบนทราย
121
ควบคุมและวิ่งได้ยากกว่าพื้นหญ้า และต้องใช้กาลังเล่นเพิ่มมากขึ้น ทาให้นักเตะบราซิลมีทักษะเลี้ยง เดาะ ที่เป็น
เอกลกั ษณ์ และได้ฝึกร่างกายทแ่ี ข็งแรงโดยอัตโนมัติ สามารถเล่นบอลไดใ้ นสภาพแวดลอ้ มตา่ ง ๆ2/
นอกจากนั้น ผู้สันทัดกรณีให้ความเห็นว่า แนวดนตรีและการเต้นแซมบ้า ที่เป็นสัญลักษณ์ ประจาชาติ
บราซิล มีจังหวะที่เร้าใจ เร็ว ต้องใช้ทักษะกระแทกเท้าและแกว่งสะโพกไปมา เป็นพื้นฐานทักษะที่ช่วยสร้างความ
คลอ่ งตวั ในการเลย้ี งหลบหลีกของกองหน้า การเตะสกดั ปอ้ งกันของกอง
หลังได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ทาให้การเล่นฟุตบอลสไตล์แซมบ้าบราซิล
มีสสี ันสวยงาม
จานวนประชากร ลักษณะภูมิประเทศ และการเต้นแซมบ้า ถือเป็น
ปัจจัยหนึ่งช่วยให้ฟุตบอลเป็นวิถีชีวิต เป็นศาสนาของคนบราซิล อยู่ใน
สายเลือดและจิตวิญญาณของผู้คนทั้งประเทศ ทุกครอบครัวเกิดมารู้จัก
เล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็ก จนมีคนพูดติดตลกว่า “เด็กทารกอาจจะรู้จักลูกฟุตบอลก่อนขวดน้านมเสียด้วยซ้า” แต่ปัจจัย
สาคัญที่ทาใหบ้ ราซิลเป็นมหาอานาจในกฬี าฟุตบอล มาจากชาวบราซิลทุกคนถูกหล่อหลอมดวงใจให้เป็นหนึ่งเดียว
เยาวชนได้รับแรงบันดาลใจจากนักเตะซูเปอร์สตาร์ ช่วยผลักดันสร้างแรงจูงใจไปสู่รุ่นต่อไป ในขณะที่ทุกคนมุ่งม่นั
ร่วมกันทุกวิถีทางเพื่อให้บราซิลเป็นเลิศในกีฬาฟุตบอล มีความภาคภูมิใจร่วมกัน ตั้งแต่นักฟุตบอลทุกคนที่ทุ่มเท
ตลอดการแข่งขัน 90 นาที กองเชียร์คอยให้กาลังใจไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมาอย่างไร และแม้ว่าชัยชนะจะมี
ความหมาย แต่พวกเขามองไปไกลกว่าน้ัน มุ่งหวังยกระดับมาตรฐานทีมฟุตบอลให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วยการ
ทาให้ฟุตบอลเป็นสว่ นหนี่งของชวี ติ อยูก่ บั ฟตุ บอลอย่างมคี วามสุขและสนุกในแตล่ ะวัน
ครับ บราซิลจะไปถึงฝัน สามารถไขว่ควา้ ผงาดเป็นแชมป์ฟตุ บอลโลกหนนห้ี รือไม่ พวกเราคงต้องตดิ ตามเฝา้ ชม
ไปจนวนั ท่ี 18 ธันวาคม ซึ่งเป็นวนั ชิงชนะเลิศ
รณดล นุม่ นนท์
28 พฤศจกิ ายน 2565
แหลง่ ที่มา:
1/ https://fieldinsider.com/why-are-brazilian-footballers-so-
good/#:~:text=Their%20creativity%20and%20dribbling%20stand,are%20so%20good%20at
%20football.
2/ https://www.theguardian.com/football/2016/sep/15/brazil-brilliant-football-school
122
ความทอ้ แท้: อุปสรรคทตี่ ้องสลัดออกจากชวี ติ
สวัสดคี รบั
บา่ ยวนั ศกุ ร์นี้ (9 ธ.ค.) ผมได้รบั การทาบทามจากฝา่ ยทรัพยากรบุคคลและพฒั นาองค์กรให้มาพดู คุยกับเพ่ือน
พนักงานสไตล์สบาย ๆ บนเวที “BOT Talk” ช่วงเปิดตัวงานนิทรรศการ 80 ปี ธปท. โดยเรื่องที่ขอให้แชร์คือ
ประสบการณ์ในช่วงภาวะท้อแท้ และแนวทางสลัดภาวะนั้นออกจากชีวิต ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายทีเดียว เพราะ
คาว่า “ท้อแท้” ตีความหมายได้กว้างไกล ตั้งแต่ภาวะหมดไฟ หมดแรง ไปจนถึงหมดใจที่จะทาสิ่งต่าง ๆ ซึ่งสาเหตุ
สามารถเกิดขน้ึ ไดส้ ารพัดเรื่องจากทง้ั ความผิดหวังและความคาดหวังในเรื่องงานและเรือ่ งส่วนตัว ครั้นจะบอกว่า
“ไม่เคยรสู้ กึ ว่าทอ้ แท”้ กค็ งจะหลอกตัวเอง แตบ่ ริบทความทอ้ แทข้ องผมอาจจะแตกต่างจากคนอืน่ ๆ บ้าง เพราะ
ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากภาวะหมดไฟและหมดแรง แต่เกิดจากความคาดหวังที่ตั้งไว้สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การ
ทางานที่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งต้องยอมรับว่า หลายครั้งที่ผมตั้งเป้าว่างานที่สาคัญจะต้องทาให้เกิด
การเปลี่ยนแปลง แบบตื่นขึ้นมาจะเห็นแบงก์ชาติและประเทศก้าวข้ามอุปสรรคที่สะสมมานาน แต่ท้ายสุดไม่เป็น
ด่งั คาดกลบั มาอยู่ในวังวน แต่พอต้ังสตคิ ิดได้วา่ โจทย์มไี วใ้ หแ้ ก้ หากเราไมเ่ ริ่มแกโ้ จทยใ์ นวันนี้ ยิ่งทาให้โจทย์ยาก
ขึ้นไปอีก วันนี้ทาให้เต็มที่ อาจจะตอบโจทย์ไม่ได้ทั้งหมด แต่วันข้างหน้าเราจะทาได้ดีขึ้น น้อง ๆ จะสานต่อยิ่งเจอ
ปัญหามาก ยง่ิ คน้ พบวิธแี ก้ปัญหาได้มากเช่นเดียวกนั แบบน้ี “ปัญหา” ของเราจะกลายเป็น “ปญั ญา” ของคนอื่น
ตอ่ ไป นาไปสคู่ าตอบและการเปล่ียนแปลงในท่ีสุด คดิ เสียวา่ ทกุ คนต้องมตี ้ังเป้าหมายในชีวิต (purpose of life)
ทาใหช้ วี ติ มตี น้ ทุน ตอ้ งอยู่อย่างมีคณุ คา่ นาศักยภาพของตนเองออกมาใหไ้ ด้อย่างเตม็ ท่ี
ในทางตารา หากเราเร่ิมร้สู ึกตวั วา่ เริม่ เกิดความท้อแท้ หมดไฟ หมดใจจะทาส่ิงตา่ ง ๆ อนั ดับแรกเลยคอื การสารวจ
ความนึกคิดจิตใจตัวเราเอง ลองหาสาเหตุว่ารู้สึกเช่นนั้น เพราะอะไร เมื่อค้นหาสาเหตุแล้ว ปัจจัยภายนอกอะไร
ที่สามารถปรับแก้ไขได้กร็ ีบปรับแก้ แต่ถ้าอนั ไหนแกไ้ มไ่ ด้ ต้องมาปรับแก้ทีใ่ จเรา ที่มมุ มองทัศนคติเรา และปล่อยวาง
ลงบ้าง และเปิดตัวเองไปลองทาสิ่งใหม่ ๆ เพื่อค้นพบคุณค่าและศักยภาพของตัวเองในด้านอื่น ๆ เพื่อให้เรามี
ความสขุ สดใสจากหลาย ๆ มติ ิของชวี ติ เช่น ทาอาหาร ไปท่องเทีย่ ว หรือแมแ้ ตท่ าในสิ่งทไ่ี มเ่ คยทามากอ่ น ดังน้ัน
การชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ทาให้ขาดจิตสานึกรู้คุณในสิ่งที่ตัวเองมี ต้องกลับมาตั้งสติคิดให้ได้ว่า
เส้นทางชีวิตและจังหวะชีวิตแต่ละคนแตกต่างกัน และสังคมโลกเราก็ขับเคลื่อนพัฒนาได้ด้วยความแตกต่าง
หลากหลายที่สรา้ งสรรค์ แมเ้ ราอาจไมโ่ ดดเด่นในดา้ นหนึ่ง แต่เรายงั มีศักยภาพทร่ี อการคน้ พบหรือความเก่งด้านอื่น
ที่เรายงั ไม่เคยรู้มาก่อนก็เป็นได้ ท้ายสุด ต้องฝกึ จิตใจและความคิดตนเองให้มองสิ่งต่าง ๆ ท่เี กิดข้ึนเป็นเรื่องธรรมดา
ไม่มีอะไรที่จะดีไปตลอดหรอื ร้ายไปตลอด เป็นเพียงช่วงหนึ่งของเส้นทางการดาเนินชีวิต อย่าไปจมกับความทุกข์
หรอื ความผิดหวัง หรืออย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับอะไรตา่ ง ๆ มากจนเกนิ ไป รวมถงึ การเขา้ ใจความเป็นจริงของโลกว่า
ไมม่ อี ะไรสมบรู ณแ์ บบ รวมถงึ ตัวเราเองดว้ ย
บทเรียนเพื่อก้าวข้ามความท้อแท้ข้างต้นอาจจะฟังเป็นทฤษฎี ยากต่อการปฏิบัติ แต่หากเราได้ฟังเรื่องราว
ชวี ิตจริงของชายคนหนึ่งท่ีเกิดมาโชครา้ ยด้วยอาการผิวหนังช้ันนอกเจริญผิดปกติ ทาให้มีมือก้ามกุ้ง (ectrodactyly)
แขนไมม่ อี ุ้งมือ มีทั้งหมดแค่ 3 น้ิว ในขณะทต่ี อ้ งตัดขาทงิ้ โชคดีทม่ี ีพอ่ แมค่ อยให้กาลังใจ เลือกให้ลูกเข้าโรงเรียน
ตามปกติ แต่เด็กชายคนนี้ก็ยังรู้สึกว่าด้อยกว่าเพื่อน ๆ เอามือซุกไว้ในเสื้อตลอดเวลา และใส่กางเกงเพื่อปกปิด
ร่างกายมิดชิด ท้ายที่สุด พ่อแม่เขารบเร้าให้ลูกเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อน ๆ จนเขาตัดสินใจเข้าร่วมทีมอเมริกัน
123
ฟุตบอลของโรงเรียน ซ่งึ เขาก็ติดเปน็ ผเู้ ล่นสารองในทุกนดั การแขง่ ขนั และเม่อื ถงึ การแขง่ ขันนดั สดุ ทา้ ย ทีมของเขา
ทาคะแนนนามากพอสมควร เมอ่ื เหลอื เวลาไมก่ ีน่ าที โคช้ ตดั สินใจให้เขาลงไปเลน่ เขาไดใ้ ช้เวลาทกุ วินาทีในสนาม
อย่างมีคุณค่า วิ่งพล่านไปทั่วสนาม จนในที่สุดเขาคว้าลูกฟุตบอลได้ วิ่งดิ่ง
ตรงเขา้ หาเส้นชัย แม้ฝา่ ยตรงกนั ขา้ มจะวิ่งเข้ามาสกัดกนั้ แต่เขาก็ด้ินจนหลุด
ออกมาได้ และเม่อื หันกลับมาพบว่า คู่ต่อสู้คนหนึง่ นัง่ กอดขาเทียมของเขาท่ีหลุด
ออกมาด้วยความตกตะลึง และด้วยขาเพียงข้างเดียว เขายังตั้งหน้าตั้งตาวิ่ง
ตอ่ ไปจนถึงเส้นชัย ทา่ มกลางเสียงโหร่ อ้ งแสดงความดใี จของแฟนท้ังสนาม1/
ในช่วงก่อนการแข่งขัน เด็กชายผู้นี้ดูถูกแขนขาตัวเอง ไม่เคยถามตัวเองวา่
ขาที่มีข้างเดียวหรือมือที่ไม่สมประกอบได้เคยใช้อย่างเต็มศักยภาพหรือไม่
จากวันนั้น ความรู้สึกท้อแท้ไม่เคยอยู่ในสารบบของเขาอีกเลย เขาต่อสู้กับ
ชีวิตจนกลายเป็นนักเทนนิสที่ถูกยกย่องให้เป็นนักกีฬายอดเยี่ยม (Hall of
Fame) ในระดับมหาวิทยาลัย และขนึ้ ไปติดถงึ อันดบั 40 ของนกั เทนนิสอาชีพโลก กอ่ นผันตวั เองมาเป็นนักเขียน
นักพูด คอยสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรอบข้าง นี่เป็นเรื่องจริงของผู้ชาย
ที่ชื่อว่า โรเจอร์ ครอฟอร์ด (Roger Crawford) ที่กล่าวไว้ว่า “ความท้าทาย
ในชวี ิตเป็นส่งิ ทหี่ ลีกเลี่ยงไมไ่ ด้ การยอมแพ้และรู้สกึ ท้อแทเ้ ป็นเพียงทางเลือก
หนง่ึ เทา่ น้นั หลายคนเลอื กทจ่ี ะลกุ ขึน้ และเดนิ หนา้ ต่อไป”(Being challenged
in life is inevitable, being defeated is optional while some people
pick themselves off the ground and keep going) และมีอย่างเดียว
ทเ่ี ขาทาไม่ได้คอื “การถ่ายรปู เซลฟี่” ครอฟอรด์ กล่าวตดิ ตลกในตอนท้าย
ท้ายสุดขอฝากข้อคิดของสราวธุ เฮ้งสวัสด์ิ” นักเขียนชือ่ ดัง ผู้ใช้นามปากกา
“นิว้ กลม” ว่า “ชีวิตไมต่ ้องแก้ไขทุกปัญหากไ็ ด้ แก้ได้บา้ งกน็ ่าดใี จแล้ว มิควร
สรา้ งปัญหาใหต้ ัวเองด้วยการพยายามแก้ทกุ ปัญหา หรือคาดหวังว่าชีวติ และการงานต้องปราศจากปัญหา เพราะน่ัน
อาจจะกอ่ ใหเ้ กิดปัญหาทใ่ี หญ่ข้นึ มา”2/ ครับ ทุกอยา่ งอย่ทู ่ใี จ (mindset) จริง ๆ ที่จะกา้ วขา้ มความรู้สกึ ทอ้ แท้
รณดล นุ่มนนท์
6 ธนั วาคม 2565
แหลง่ ท่ีมา:
1/ แกอ้ าการทอ้ แท้ ส้นิ หวัง หมดกาลังใจ อยากเติมไฟให้ชวี ติ ไปต่อไดไ้ กลกวา่ น้ีต้องรีบฟังด่วน| EP213 by
Amazing Storytelling https://www.youtube.com/watch?v=spj1VSzppz0
2/ #นิว้ กลมบันทกึ (Roundfinger)
https://www.facebook.com/Roundfinger.BOOK/posts/pfbid0vgy6wYggJyiJdQd4YynAfQ7NkVj5X
13XbEDS4zM4R55JTRnQW5eG72YyvSyi4j6vl
124
หมายเหตุ:
ขอขอบคุณ คณุ กมลพร โรจนรตั นางกูร ฝา่ ยความรว่ มมือระหว่างประเทศ และคุณประภาศรี รงคสวุ รรณ
เลขานกุ ารบรหิ าร ประจาผ้วู ่าการ ที่มสี ่วนร่วมเขียน weekly mail ฉบับน้ี
125
เสน้ ทางชวี ิต 80 ปีของแบงก์ชาติ
สวัสดคี รบั
“80 ปี” เป็นช่วงเวลายาวนานพอที่จะเผชิญชวี ิตในทุกรูปแบบ มีบทเรียนมากมายทีส่ ามารถเล่าให้ลูกหลาน
ได้รับฟัง แบงก์ชาติซึ่งดาเนินการมาครบ 80 ปี เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2565 ได้มีบทบาทในฐานะธนาคารกลาง
รักษาเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจและการเงิน ผ่านมรสุมทางเศรษฐกิจมาหลายระลอก พร้อมความท้าทายจากทั้ง
การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และวิวัฒนาการทางการเงินและเทคโนโลยี ทาให้ต้องมีการปรับเปลี่ยน
องค์กร และพฒั นาขีดความสามารถของบคุ ลากรมาอย่างต่อเน่ือง
ในความเป็นจริง แนวคิดก่อตั้ง “ธนาคารกลาง” ในประเทศไทยมีมานานแล้ว โดยต้องย้อนไปถึงการเปิด
ประเทศให้มีการค้าระหว่างประเทศแบบเสรีจากสนธิสัญญาเบาว์ริงเมื่อปี พ.ศ. 2398 ในรัชสมัยพระจอมกล้า
เจา้ อยูห่ ัว นาไปสกู่ ารเปลย่ี นแปลงระบบเศรษฐกิจของไทยผูกขาดมาเป็นระบบเศรษฐกจิ เสรี มกี ารใช้เงินตราเป็น
สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้ามากขึ้น อย่างไรก็ดี การเปิดเสรี
ทางการค้าแลกมากับการสูญเสียเอกสิทธิทางการคลังให้กับ
ประเทศตะวันตก เพราะสนธิสัญญากาหนดการเก็บภาษีขาเข้า
ตามราคาสนิ ค้าไวไ้ มเ่ กนิ ร้อยละ 3 (แทนการเก็บภาษโี ดยการวัด
ความยาวของเรือ) ทาให้รายได้ของรัฐลดลง ในขณะที่ไทยต้อง
เผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่าจากปัญหาผลผลิตข้าวตกต่า
และเมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งยุติลงในปี 2462 เศรษฐกิจไปสู่
ภาวะถดถอย ราคาเนื้อโลหะเงินสูงขึ้นมาก สูงกว่ามูลค่าเงินทีต่ รา
ในเหรียญบาทขณะนั้น ทาให้เกิดการขาดแคลนเงินภายในประเทศ ในขณะที่ระบบเงินตราของไทยถูกกาหนดค่าไว้
กับทองคาบริสุทธิ์ การกาหนดค่าของเงินไว้แน่นอนเริ่มมีปัญหา ประชาชนจึงถอนเงินฝากที่เป็นเงินบาทไปซ้ือ
เงินตราต่างประเทศกระทบถึงสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ ด้วยภาวะดังกล่าว ทาให้หลายฝา่ ยเริ่มเห็นความ
จาเปน็ ของการจัดตงั้ ธนาคารกลางที่ทาหน้าท่ีออกเงนิ ตรา เป็นนายธนาคารของภาครัฐและธนาคารพาณิชย์1/
ทั้งนี้ ชาวตะวันตกได้ยื่นข้อเสนอที่จะจัดตั้งธนาคารกลางตั้งแต่ปี 2431 ปีเดียวกับที่ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้
มาเปิดกิจการธนาคารพาณิชย์เป็นแห่งแรก โดยกลุ่มชาวอังกฤษนาโดย พลโทเซอร์ แอนดูรว์ คลาร์ก ได้เสนอ
จัดตั้งธนาคารกลางของรัฐบาลชื่อว่า แบงก์หลวงกรุงสยาม (Royal Bank of Siam) มีทุนจดทะเบียนหนึ่งล้าน
ปอนด์สเตอร์ลิง และเปิดโอกาสให้ชาวไทยซื้อหุ้นได้แต่ไม่
เกินกึ่งหนึ่ง ทาหน้าที่เป็นธนาคารที่ออกธนบัตร และเป็น
นายธนาคารให้รัฐบาล โดยขอดาเนินการเป็นระยะเวลา
100 ปี เมื่อพ้น 100 ปีแล้ว ก็ยังคงสิทธิตลอดไปที่จะดาเนิน
กิจการธนาคารทว่ั ไปได้
ข้อเสนอนี้ได้ถวายผ่านกรมหลวงเทวะวงศ์วโรปการ
เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น (เจ้าของวัง
เทวะเวสม์ที่ตั้งภายในบริเวณแบงก์ชาติในปัจจุบัน) ท่านได้
126
นาความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งได้ถวายความเห็นว่า ชาวอังกฤษ
กลุ่มนี้คิดจะเอาประโยชน์ในทุกทาง และไม่มีข้อเสนอที่คานึงถึงผลประโยขน์ของฝ่ายไทยเลย ในที่สุดไม่ได้รับ
อนุญาตให้ต้ังขึ้น แมจ้ ะมีขอ้ เสนอใหมล่ ดเวลาดาเนินการลงจาก 100 ปี มาเปน็ 50 ปีกต็ าม
นอกจากข้อเสนอของกลุ่มตระกูลคลาร์กแล้ว ยังมีข้อเสนอจาก ดุ๊ก เดก มารียอง กับพวกได้ยื่นข้อเสนอต่อ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงเสด็จประพาสยุโรปในปี 2440 ในชื่อแบงก์หลวงแห่งสยาม
(Royal State Bank of Siam) ตลอดจนข้อเสนอของชาวเดนมาร์ก และชาวรัสเซียในเวลาต่อมา ข้อเสนอ
ทั้งหมดล้วนแต่มุ่งประโยชน์ต่อชาวตะวันตกทั้งสิ้น จึงถูกปฏิเสธไปและความสนใจจัดตั้งธนาคารกลางได้จางหายไป
จากผลกระทบภาวะสงครามโลกคร้ังที่หนึ่ง และเศรษฐกจิ ตกต่าครัง้ ใหญข่ องโลก ประกอบกับนายรเิ วต คาร์แนค
ทป่ี รึกษากระทรวงพระคลังมหาสมบตั ิ มีความเหน็ ในปี 2441 วา่ ยงั ไมถ่ งึ เวลาทีเ่ หมาะสมทีจ่ ะจดั ต้ังธนาคารชาติข้ึน
เพราะยังมีเรื่องธนบัตร การปรับปรุงการบริหารและการเงิน ที่รัฐบาลควรต้องรอให้มีบุคลากรที่มีประสบการณ์
มากขน้ึ ก่อน ทาใหค้ วามคิดจัดต้ังธนาคารกลางถกู พบั ไป
อย่างไรก็ดี ในความเห็นลึก ๆ ยังมีความต้องการให้มีธนาคารกลางขึ้นเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศ
โดยกรมหม่ืนมหิศรราชหฤทัย เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลต่อรัชการที่ 5
ว่า “การที่ให้ที่ปรึกษาต่างชาติชาวอังกฤษช่วยให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการตั้งธนาคารชาติคงจะไม่ประสบ
ความสาเร็จนัก เพราะที่ปรึกษาเหล่านี้อาจจะรู้สึกว่าไทยกาลังจะตัดประโยชน์ของชนชาติอังกฤษ ซึ่งเขาจะต้อง
ดูแลรักษาผลประโยชน์ให้” นาไปสู่แนวคิดตั้งธนาคารพาณิชย์มาแข่งขันกับชาวตะวันตก โดยจัดตั้ง แบงก์สยาม
กมั มาจล ทุนจากดั ในตน้ ปี 2449
ทั้งนี้ เมื่อเกิดวิกฤตการณ์แบงก์จีนสยาม ทุนจากัด ล้มในปี 2456
เกิดความคิด ที่จะเปลี่ยนแบงก์สยามกัมมาจลมาเป็นธนาคารชาติ โดย
นายดัลเบิลยู บี ฮันเตอร์ หัวหน้าผู้จัดการธนาคารแห่งมาดราส ประเทศ
อินเดีย ที่ปรึกษาของรัฐบาลได้เสนอให้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นพื้นฐานในการ
พัฒนาประเทศและระบบการธนาคาร โดยธุรกิจของธนาคารต้องไม่มุ่ง
แสวงหากาไร ได้รับสิทธิให้ออกบัตรธนาคาร และให้ความสะดวกทาง
การเงินและการหมุนเวียนของธนบัตร
โดยแนะนาให้มีการส่งบุคลากรเข้า
ฝึกงานและรับการศึกษาที่ประเทศ
อังกฤษ แต่ข้อเสนอนี้ก็ไม่ได้รับการ
สนองตอบ จนแบงก์สยามกัมมาจล
ทุนจากัด ได้กลายมาเป็นธนาคาร
ไทยพาณิชย์ในปัจจุบัน
เหตกุ ารณใ์ ดท่ีทาให้การจัดตั้งธนาคารกลางเปน็ รูปเป็นรา่ งขน้ึ ขอได้ติดตามใน Weekly Mail ฉบับหน้าครับ
อนึ่ง พวกเราคงได้ค้นพบรูปตัวเองในบอร์ดโมเสกที่นารูปพนักงานปจั จุบนั ทุกทา่ นมาแสดงไว้ร่วมกับบอร์ดอื่น ๆ
127
ในนิทรรศการ “80 ปี ธปท.” บริเวณชั้น 1 อาคารสานักงานใหญ่ เพื่อสร้างความผูกพันและการเรียนรู้ร่วมกัน
แล้วนะครบั
รณดล นมุ่ นนท์
13 ธันวาคม 2565
แหลง่ ที่มา:
1/ ดวงมณี วงศ์ประทีป และคณะจัดทา 50 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย 2485-2535 พมิ พ์ที่บริษัทอมรินทร์
พรนิ้ ตงิ้ กรุฟ๊ จากดั หน้า 39-47
128
เสน้ ทางชีวติ 80 ปขี องแบงกช์ าติ (ตอนจบ)
สวสั ดีครบั
Weekly Mail สัปดาหท์ ี่แล้วไดเ้ ขยี นถงึ ความพยายามจัดตงั้ ธนาคารกลางในประเทศไทยที่มีมาต้ังแต่ปี 2431
ในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แตข่ ้อเสนอล้วนแล้วมาจากชาวตะวันตกท่ีมุ่งรักษาผลประโยชน์
ของตน จึงถกู ปฏเิ สธ ท้ังนี้ ความคดิ ในการจัดต้งั ไดก้ ่อตวั เปน็ รูปเปน็ ร่างขึ้นภายหลงั การเปล่ียนแปลงการปกครอง
ในปี 2475 เมื่อนายปรีดี พนมยงค์ ได้เสนอเค้าโครงการเศรษฐกิจของคณะราษฎร แต่กลับไม่ผา่ นความเห็นชอบ
จากสภาผู้แทนราษฎร จนเมื่อพลตรีหลวงพิบลู สงครามไดร้ ับการแต่งต้ังเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2481 และนายปรีดีฯ
(หลวงประดิษฐ์มนธู รรม) ไดด้ ารงตาแหน่งรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงการคลงั จงึ ไดร้ อ้ื ฟ้ืนการจัดตัง้ ธนาคารชาตขิ ้นึ
โดยมอบหมายให้นายวิลเลี่ยม อัลเฟด มิลเนอร์ ดอลล์ (William Alfred Milner Doll) ที่ปรึกษากระทรวงการคลัง
เป็นผรู้ า่ งกฎหมายจัดต้ัง แตด่ ว้ ยนายดอลลไ์ ม่เหน็ ด้วยกับการ
จัดตั้งในช่วงเวลานั้น โดยอ้างถึงความไม่พร้อมต่าง ๆ นานา
ดังนั้น เมื่อนายดอลล์กลับไปพักผ่อนยังบ้านเกิด หลวง
ประดิษฐ์มนูธรรม จึงฉวยโอกาสอาศัยช่วงจังหวะน้ัน
มอบหมายให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ซ่ึง
ขณะนั้นเป็นอธิบดีกรมศุลกากรให้มาดารงตาแหน่งที่ปรึกษา
ฝ่ายไทยของกระทรวงการคลัง เป็นพระองค์แรก และให้เรง่
รบี จัดต้งั ธนาคารชาตขิ ้นึ เพราะสงครามโลกคร้งั ท่สี องทป่ี ะทุขึ้นในยโุ รปจะส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยในไม่ช้า
ทั้งนี้ การจัดตั้งถูกเสนอเป็นสองระยะคือ ในระยะแรก จัดตั้งเป็นสานักงานธนาคารชาติไทยให้มีฐานะเป็นทบวง
การเมือง สังกัดกระทรวงการคลัง ต่อจากนั้นในระยะที่สองจะได้มีการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมเพื่อจัดตั้งธนาคาร
ชาติต่อไป ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบต่อ พ.ร.บ. จัดตั้งสานักงานธนาคารชาติไทย พร้อมมีพิธีเปิดอย่างเป็น
ทางการเม่ือวนั ที่ 24 มถิ ุนายน 2483
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่ทาให้มีการจัดตั้งธนาคาร
ชาติในเวลาต่อมา คือ การยกพลขึ้นบกของทหารญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 พร้อมยื่นข้อเสนอเข้ามา
บริหารจัดการด้านการเงินการคลัง โดยหนึ่งในข้อเสนอ
คือ การจัดตั้งธนาคารกลาง เพื่อเป็นเจ้าหน้าที่เงินตรา
โดยมีทปี่ รกึ ษาและหัวหน้างานเป็นชาวญี่ปนุ่ ซึ่งเป็นเรื่อง
ที่รัฐบาลรับไม่ได้ จึงอ้างว่ารัฐบาลกาลังดาเนินการจัดตั้ง
ธนาคารกลางอยู่แล้ว พร้อมให้พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย
เร่งรีบร่างพระราชบัญญัติธนาคารชาติแห่งประเทศไทยขึ้น โดยสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบและเปลี่ยน
ชื่อเป็น พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย โดยประกาศใช้เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2485 ใช้เวลาไม่ถึง
4 เดือนในการออกประกาศใช้ และมพี ธิ เี ปิดธนาคารแห่งประเทศไทย เมอื่ วนั ที่ 10 ธันวาคม 24852/
129
เบื้องหลังของการจัดทาร่าง พ.ร.บ. ธนาคารชาติแห่งประเทศไทย น่าสนใจมาก พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยทรงร่าง
เป็นภาษาอังกฤษก่อนแล้วแปลเป็นภาษาไทย พร้อมตั้งพระทัยที่จะร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวในหลักการและบทบาท
ของธนาคารกลาง โดยไม่ลงในรายละเอียด จึงมีเพียง 43 มาตรา โดยท่านได้ตรัสไว้ว่า “เรื่องธนาคารกลางน้ัน
มีน้อยคนที่เข้าใจ ข้าพเจ้าวิตกอยู่
ว่าถ้าร่าง พ.ร.บ. ที่มีข้อความโดย
ละเอียด ก็จะผ่านสภาฯ ได้โดยยาก
เ พ ร า ะ อ า จ ม ี ผ ู ้ ข อ แ ก ้ ไ ข ใ ห ้ ผิ ด
หลักการไป จริง ๆ ดูเหมือนมี
หลายคนที่เห็นธนาคารกลางเป็น
ต้นกัลปพฤกษ์ที่ขึ้น 4 มุมเมือง
เช่น เมื่อแรกเปิดสานักงาน
ธนาคารชาติไทย บุคคลคนแรก
ที่มาติดต่อกับเจ้าหน้าที่ ได้มา
ติดต่อเพื่อขอกู้เงิน” และเพื่อให้
ผู้แทนราษฎรและผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ได้จัดทาบันทึก
อธบิ ายร่าง พ.ร.บ. ธนาคารแหง่ ประเทศไทย อธิบายความเปน็ มาและเหตุผลการเขียนในแต่ละมาตราแนบไว้ด้วย
เป็นที่น่าสนใจว่า ในมาตรา 3 ท่านได้เขียนว่า “ผู้ประศาสน์การ”
เป็นผ้จู ัดการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ซง่ึ ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น
“ผู้ว่าการ”) อย่างไรก็ดี ในเรื่องความเป็นอิสระของการบริหารงาน
นั้นยังไม่ได้มอบให้แบงก์ชาติอย่างเต็มที่ เพราะในมาตรา 14 ยังคง
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกากับกิจการของแบงก์ชาติ
โดยทั่ว ๆ ไป2/ ซึ่งผู้ช่วยศาสตราจารย์พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม
ผู้สนใจและค้นคว้าวิจัยประวัติธนาคารแห่งประเทศไทยและ เป็น
ผู้เขียนประวัติธนาคารแห่งประเทศไทยครบรอบ 72 ปี ให้ความเห็น
ว่าในช่วงเริ่มต้นของการดาเนินงานของแบงก์ชาติ พระองค์เจ้า
วิวัฒนไชย มีความประสงค์เน้นการสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่า
ความเป็นอิสระ สอดรับกับความเห็นของผู้ว่าการพิสุทธิ์ นิมมาน
เหมินท์ (ผู้ว่าการฯ คนที่ 8 ในช่วงวันที่ 16 สิงหาคม 2514 ถึง
23 พฤษภาคม 2518) ที่ให้นิยามอิสรภาพของธนาคารกลางว่า
“Independence within the Government ไม่ใช่ Independent from the Government หมายถึงอิสรภาพ
ภายในกรอบนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่อิสรภาพที่จะไม่ข้ึนกับรัฐบาล โดยปฏิบัติหน้าทีใ่ นฐานะทีป่ รึกษาทางเศรษฐกจิ
130
ของรัฐบาล และธนาคารกลางจะตอ้ งให้คาปรกึ ษาอย่างตรงไปตรงมา แม้วา่ จะไมเ่ ป็นทช่ี นื่ ชอบ และต้องเกิดความ
ขดั แยง้ กบั แนวคดิ ของรฐั บาลก็ตาม”3/
จากประวัติความเป็นมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า กว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทยในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่าย
ต้องใช้ความพยายาม และความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างสูง เพื่อรักษาอธิปไตยและเสถียรภาพทางการเงินของไทยไว้
และในช่วงเวลา 80 ปี อดีตผู้บริหารและพนกั งานได้ดาเนินรอยตามแบบอย่างที่ดีของการเปน็ นายธนาคารกลาง
ตามคา่ นิยม “ยืนตรง มองไกล ยน่ื มือ ตดิ ดนิ ” เป็นไปตามที่นายดับเบลิ ยู บี ฮันเตอร์ ท่ปี รกึ ษาพระคลังมหาสมบัติ
ได้ให้ความเห็นไว้ว่า “คุณสมบัติที่สาคัญของผู้ที่จะทางานในธนาคารชาตไิ ทย คือ ความซื่อสัตย์สจุ ริต ความรู้จกั
อุปนิสัยของคน ความรู้รอบตัว และสามัญสานึกที่เป็น common sense ส่วนความรู้ทางทฤษฎีนั้นเป็นเรื่อง
สุดท้าย” ถือเป็นความภูมิใจของพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย และพร้อมจะสานต่อรุ่นต่อรุ่นเพื่อธารงไว้
ซ่งึ บทบาทของธนาคารกลางชาติไทยสบื ต่อไป
รณดล นมุ่ นนท์
19 ธันวาคม 2565
แหลง่ ที่มา:
1/ พงศศ์ ักดิ์ เหลืองอร่าม ปรีดี พนมยงค์ กบั ธนาคารชาติ 28 Jun 2017 ปรบั ปรงุ จากหนงั สือ 72 ปี ธนาคาร
แหง่ ประเทศไทย (2557) โดย พงศศ์ กั ดิ์ เหลืองอรา่ ม จัดพิมพโ์ ดย ธนาคารแหง่ ประเทศไทย
https://www.the101.world/pridi-and-bot/
2/ ดวงมณี วงศป์ ระทีป และคณะจดั ทา 50 ปี ธนาคารแหง่ ประเทศไทย 2485-2535 พมิ พ์ทบี่ รษิ ัทอมรนิ ทร์
พรน้ิ ต้ิงกรุฟ๊ จากดั หนา้ 39-47
3/ วิวัฒนไชยานสุ รณ์ ธนาคารแหง่ ประเทศไทย พิมพ์ในงานพระราชทานเพลงิ ศพ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้า
ววิ ัฒนไชย วันเสารท์ ่ี 1 เมษายน 2504 หน้า 1-72
https://www.finearts.go.th/songkhlalibraryk/view/23445-
%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%
84%E0%B8%8A%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8
%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C
หมายเหตุ:
ขอขอบคุณ คุณประภาศรี รงคสวุ รรณ ทช่ี ่วยแกไ้ ขและเพม่ิ เตมิ ข้อมูลใน Weekly Mail ฉบับน้ใี หถ้ กู ต้อง
131
ปีเสือ 2565: ชว่ งเวลาของการปรบั เปล่ียนและปรบั ตวั
สวสั ดคี รบั
ปีเสือ 2565 เป็นปีท่จี ดจาสาหรับผม เพราะการจากไปอยา่ งกะทนั หันของแม่ เมอื่ วนั ท่ี 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
ทาใหย้ ังเปน็ ช่วงเวลาที่ทาใจลาบากและคงต้องใช้เวลาพอสมควรเพ่อื ปรับเปล่ยี นวิถีการใชช้ วี ิตประจาวัน ในชว่ ง
ทผ่ี า่ นมา ผมจะพดู คยุ กับแม่ทุกเย็นหลงั เลิกงาน ในขณะท่แี มม่ คี วามรักและผกู พนั กับ Weekly Mail มาโดยตลอด
เราจะใช้ช่วงเวลาในวนั เสาร์อาทิตย์กว่า 3 ชั่วโมงรว่ มกันเขยี นแต่ละฉบบั นบั เป็นชว่ งเวลาของความรกั และผกู พนั
ระหวา่ งแม่กบั ลกู ที่เหนือคาบรรยาย สาหรับเร่ืองใน Weekly Mail ปี 2565 ท่ีมีผชู้ ่ืนชอบเป็นพิเศษมีจานวน 5 เรื่อง
จงึ ขอนามาสรุปใหพ้ วกเราไดอ้ ่านอีกครงั้ หนึง่ ดังน้ี
เรอื่ งท่ี 1 แม-่ แถมสขุ นมุ่ นนท:์ ผู้เตม็ ไปดว้ ยความรกั และความอบอนุ่ (12 กมุ ภาพนั ธ์ 2565)
แม่เป็นคนที่มีความละเอียด จัดเก็บเอกสารทุกอย่างเป็นระเบียบครบถ้วน ทุกอย่างในบ้านถูกจัดไว้อย่างเป็นท่ี
เป็นทาง ไม่มีสิ่งรกรุงรัง แม่จะจาได้ว่าสิ่งไหนอยู่ท่ีใดในบา้ น อย่างแม่นยา แม่บอกว่า การจัดการให้ทุกอย่างเปน็
ระเบียบจะช่วยให้เราจดั การชีวิตในแตล่ ะวันไดเ้ ป็นอย่างดี ที่สาคัญแม่มีความจาเป็นเลิศ นอกจากเหตุการณ์ทาง
ประวตั ศิ าสตร์ที่สามารถเล่าไดเ้ ปน็ ฉาก ๆ ราวกับเคยอยู่รว่ มสมยั แมย่ ังเล่าถงึ ประวตั วิ งศ์ตระกลู ได้แทบทุกตระกูล
เหมือนกบั เป็นเครอื ญาติกนั ทั้งนี้ แม่มีพรสวรรคเ์ ล่าเรอ่ื งได้อย่างชวนฟัง สนกุ สนาน นา่ ติดตาม
ผมและนอ้ งชายโชคดที ่แี มไ่ ด้คอยปลกู ฝงั ท้งั ด้านความคิด และการดาเนนิ ชวี ติ ใหพ้ วกเรารู้วา่ “ความสาเร็จ”
ไม่ได้เกิดจากโชคลาภ แตเ่ กิดจากความขยัน ความอดทน และการวางแผนท่ดี ี และท่ีสาคญั คอื ตอ้ งให้สุขและสนุก
ในแต่ละวัน พร้อม ๆ กับการสร้างความรักและความผูกพัน (love & caring) ต่อคนรอบข้าง เพื่อให้ใช้ชีวิตได้
อย่างสมบรู ณแ์ บบ
เรือ่ งที่ 2 Empathy: ทักษะจากหัวใจและความรสู้ กึ (27 มถิ นุ ายน 2565)
“ความเห็นอกเห็นใจ” (Empathy) เป็นทักษะที่มาจากหัวใจและความรู้สึก เป็นทักษะที่ต้องพยายามทา
ความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น มีอารมณ์ร่วมและต้องเข้าใจผู้อื่นได้จริง เพราะนาตัวเองไปนั่งอยู่ในสถานการณ์
ท่ีคนอื่นต้องพบเจอ ซึ่งต่างกับ “ความเห็นใจ” (sympathy) ที่มองและตัดสินสิ่งต่าง ๆ ผ่านอารมณ์และความรู้สึก
นึกคิดของตัวเราเองในการทางานก็เช่นกนั มีทักษะด้าน soft skills หลายด้านที่องคก์ รขวนขวายหาจากพนักงาน
ไม่ว่าด้านการสื่อสาร การคิดเชิงวิเคราะห์ หรือการทางานแป็นทีม แต่ Empathy ถือเป็นทักษะที่มีความท้าทาย
มากทสี่ ุด ถือเป็นกุญแจสาคัญท่ีชว่ ยสรา้ งความรักและผูกพันของพนกั งานต่อองค์กร Empathy ตอ้ งเริ่มจากการ
เปน็ ผ้ฟู งั ทด่ี ี ตั้งใจฟังอย่างจริงใจ (deep listening) การใส่ใจในรายละเอียด มองสิ่งรอบตัวผา่ นแว่นขยายเพราะ
ความรู้สกึ ของคนเราเป็นเร่ือง “ซ่อนเร้น” ไมไ่ ด้อยากบอกคนรอบขา้ งเสมอไป ดังน้นั ไมม่ ีวธิ ีไหนที่จะรู้ได้ลึกซึ้งเท่ากับ
นาตวั เองไปน่งั อยใู่ นสถานการณ์ที่คนอ่ืนตอ้ งพบเจอ
เรอื่ งท่ี 3 วะบิ ซะบิ: ความไมส่ มบรู ณแ์ บบของชวี ิต (1 สิงหาคม 2565)
วะบิ ซะบิ ประกอบด้วยคา 2 คา “วะบิ (侘)“ หมายถึงความไม่สมบูรณ์แบบหรือความเรียบง่ายไม่สวยจนเด่น
สว่ นคาว่า “ซะบิ (寂)” หมายถึงความไม่จรี ังของสรรพส่ิงและความผุพังตามธรรมชาติท่ีตอ้ งเกิดขน้ึ อยา่ งเล่ียงไม่ได้
132
ดังนั้น เมื่อนาคาทั้งสองมาประกอบกัน วะบิ ซะบิ หมายถึง “สภาวะที่เป็นจริง ความสมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง”
เป็นแนวคดิ ของศาสนาพุทธนิกายเซ็นท่เี กดิ ขน้ึ ในช่วงศตวรรษท่ี 15
แนวคิดนี้สามารถประยุกต์มาใช้กับการทางานได้ เช่น การทางานไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบเต็มร้อย บางครั้งควร
ปล่อยงานนั้นออกไปบ้าง เพราะบางครั้ง ความไม่สมบูรณ์แบบคือหนทางสู่ความเป็นเลิศ โดยขอหยิบยกเรื่องของ
ชาวนาคนหนึ่งที่ทกุ เช้าต้องแบกน้า 2 ถังคนละมือจากบ่อบาดาลมาใช้ แมว้ ่าเขาจะคน้ พบว่าถังน้าใบหนงึ่ จะมีรอยแตก
ทาให้น้าเหลือเพียงครึ่งถังเมื่อถงึ บ้านก็ตาม แต่เขาไม่คิดที่จะเปลี่ยนถังใหม่ เขาทาเช่นนี้อยู่หลายปจี นเพื่อนบ้าน
ทนไม่ไหว เดนิ เขา้ ไปถามถึงเหตุผล ชาวนาคนนั้นครุ่นคิด กอ่ นตอบว่า “คุณสงั เกตหรือไมว่ ่า มดี อกไม้สวย ๆ งอกงาม
ขึ้นมาบนทางเดินฝั่งที่ถังน้าร่ัว แต่อีกฝั่งหนึ่ง ไม่มีอะไรเลยนอกจากดินและหนิ และผมได้หว่านเมล็ดพันธ์ุดอกไม้
เอาไว้ที่ฝั่งถังนา้ ที่รั่ว เพื่อจะได้เก็บดอกไม้มาประดับที่บา้ น” เป็นเรื่องราวที่สะท้อนถึงความไม่สมบูรณ์ที่มีคณุ ค่าและ
มกั จะถูกมองขา้ มไปเสมอ
เร่อื งท่ี 4 ผ้ใู ห้ ผู้รับ: ใครคือผู้ประสบความสาเรจ็ ที่แทจ้ ริง? (15 สิงหาคม 2655)
ผลการศึกษาของอดัม แกรนต์ (Adam Grant) นักจิตวิทยาและศาสตราจารย์จากโรงเรียนธุรกิจวอร์ตัน แห่ง
มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พบว่า “ผู้ให้” สามารถสร้างสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้อย่างยั่งยืน ทาให้เกิดความ
ร่วมมอื และความคิดสร้างสรรคช์ ่วยเป็นพลงั จดุ ไฟที่มอดแล้วขึน้ มาใหม่
การเป็น “ผู้ให้”สามารถเป็นได้ทั้งผู้ที่อยู่ตรงจุดต่าสุดหรือสูงสุดแห่งความสาเร็จ ดังนั้น การจะเป็น “ผู้ให้”
ทีท่ รงพลังและไมก่ ระทบต่อเปา้ หมายของตนเอง คือ รจู้ กั “การให้” อย่างถูกวิธี การเปน็ “ผ้ใู ห”้ ที่ใจดีมากเกินไป
โดยไม่รู้จักปฏิเสธคนอื่นอย่างเหมาะสม ต้องคิดให้ดีเสียก่อนว่าจะส่งผลกระทบอะไรต่อตัวเราอย่างไรทั้งต่องาน
และตอ่ ครอบครัว ในขณะที่ การเป็น“ผู้ให้” ที่สามารถทาให้เกิดแนวร่วมปรับมุมมอง “ผูร้ บั ” ให้มีมุมมองของการ
เป็น “ผู้ให้” มากขึ้น ยิ่งจะสร้างพลังมากขึ้น จะทาให้เกิดความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีการตั้งเป้าหมาย
ร่วมกนั และมงุ่ ไปส่เู ป้าหมายเดียวกันเพื่อประโยชนข์ องตัวเราเองและองค์กร
แกรนต์ไดก้ ล่าวในตอนท้ายว่า “การประสบความสาเร็จไม่ได้อยู่ที่การแข่งกันชิงดีชิงเดน่ แต่ความสาเร็จมาจาก
“การให้” ผมเชื่อว่า หัวใจสาคัญของการดาเนินชีวิตคือการช่วยเหลือให้ผู้อื่นประสบความสาเร็จไปพร้อมกัน”
( Instead of saying it is all about winning a competition. People will realize success is really
about contribution.)
เรื่องที่ 5 ความท้อแท:้ อปุ สรรคทต่ี ้องสลดั ออกจากชีวติ (6 ธนั วาคม 2565)
คาว่า “ท้อแท้” ตคี วามหมายได้กวา้ งไกล ตง้ั แต่ภาวะหมดไฟ หมดแรง ไปจนถึงหมดใจทจ่ี ะทาสงิ่ ตา่ ง ๆ ซ่ึงสาเหตุ
สามารถเกิดขึ้นได้สารพัดเรื่องจากทั้งความผิดหวังและความคาดหวังในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ครั้นจะบอกวา่
“ไมเ่ คยรู้สกึ วา่ ทอ้ แท้” กค็ งจะหลอกตัวเอง แตบ่ ริบทความทอ้ แท้ของผมอาจจะแตกตา่ งจากคนอ่นื ๆ บา้ ง เพราะ
สว่ นใหญ่ไมไ่ ดเ้ กดิ จากภาวะหมดไฟและหมดแรง แตเ่ กดิ จากความคาดหวังท่ีตัง้ ไว้สงู แต่พอตัง้ สตไิ ด้วา่ โจทย์มีไว้
ให้แก้ หากเราไม่แก้โจทย์ในวันนี้ ยิ่งทาให้โจทย์ยากขึ้นไปอีก แบบนี้ “ปัญหา” ของเราจะกลายเป็น “ปัญญา”
133
คิดเสียว่าทุกคนต้องมีเป้าหมายชีวิต ทาให้ชีวิตมีต้นทุน ต้องอยู่อย่างมีคุณค่า นาศักยภาพของตนเองออกมาให้ได้
อย่างเต็มที่
โรเจอร์ ครอฟอร์ด (Roger Crawford) นักกีฬาเทนนิส Hall of Fame ที่เกิดมามีมือก้ามกุ้ง แขนไม่มีอุ้งมือ
มีทั้งหมดแค่ 3 นิ้วได้กล่าวไว้ว่า “ความท้าทายในชีวิตเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การยอมแพ้ และรู้สึกท้อแท้เป็นเพียง
ทางเลือกหนึ่งเท่าน้ัน หลายคนเลือกท่ีจะลุกข้ึนและเดินหน้าต่อไป”
สุดท้ายนี้ แม้ว่าสถานการณ์โควิดจะยังคงแพร่ระบาดอยู่ ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะจบเมื่อไหร่ แต่เราก็ได้เรียนรู้ที่จะอยู่
กับเจ้าโควิด ดังนั้น ผมจึงหวังว่าปีกระต่าย 2566 จะเป็นปีที่เราจะดาเนินชีวิตและพร้อมที่จะไปสู่เป้าหมายท่ี
ทกุ คนต้ังใจไว้ได้ดขี ้ึน
รณดล น่มุ นนท์
26 ธันวาคม 2565
134
Scan QR code รณดล นุ่มนนท์
เพื�ออ่าน e-book ย้อนหลงั