แผนการจัดการเรยี นรู้
วิชาวทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ ว31101
กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 4 เร่อื ง พันธุกรรมและววิ ฒั นาการ
ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรียนกุมภวาปี
นายพาณวุ ฒั น์ พสั รางกลู
รหัสประจำตวั นกั ศกึ ษา 62040111127
สาขาวิทยาศาสตรท์ ั่วไปและชีววิทยา
การฝึกปฏบิ ัตกิ ารสอนในสถานศึกษา 1
รหัส ED18501 (INTERNSHIP IN SCHOOL)
คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั อดุ รธานี
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565
คำนำ
แผนการจัดการเรียนร้วู ิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รหสั วชิ า ว31101 ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 เลม่ 1 นีจ้ ดั ทำ
ขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และให้นักเรียนบรรลุตามมาตรฐานการ
เรยี นรู/้ ตวั ชว้ี ัด ท่กี ำหนดไวใ้ นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาช้นั พ้นื ฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ 2560)
ผจู้ ดั ทำจึงได้ศึกษาสาระการเรยี นรู้ เทคนคิ วธิ ีการสอน การวดั และประเมนิ ผล มาจดั ทำแผนการจัดการเรียนรู้
ในคร้งั น้ี
แผนการจัดการเรียนรู้ในเล่ม 4 นี้ ประกอบไปด้วย แผนการจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 4
เรื่อง พันธุกรรมและวิวัฒนาการ สื่อและเทคโนโลยีที่ใช้สอน เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ได้เต็ม
ศักยภาพอย่างแท้จรงิ
ผจู้ ดั ทำหวงั เป็นอย่างย่งิ ว่าแผนการจัดการเรียนรู้ฉบับน้ี จะสามารถนำไปใชป้ ระกอบการจัดการเรียน
การสอนรายวิชาวทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ นำไปสู่การพัฒนาที่ถกู ตอ้ งและเกดิ ผลแกผ่ เู้ รยี นเป็นอยา่ งดี
พาณวฒั น์ พสั รางกลู
11 ตุลาคม 2565
สารบญั ข
เรอื่ ง หน้า
คำนำ ก
สารบญั
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 4 พันธกุ รรมและววิ ัฒนาการ ข
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 10 เรื่อง การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม 1
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 11 เรอ่ื ง ยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ 14
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 12 เรื่อง ยนี กบั การควบคุมลักษณะทางพันธกุ รรม
26
และการเปลยี่ นแปลงทางพันธุกรรม 38
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 13 เร่อื ง เทคโลยีทางดเี อ็นเอ
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 14 เร่ือง ความหลากหลายทางพันธกุ รรม 47
61
และการคดั เลอื กโดยธรรมชาติ
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 15 เร่อื ง การคดั เลอื กโดยธรรมชาติ
1
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 10
รายวิชา วิทยาศาสตร์ชีวภาพ รหสั วชิ า ว31101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรยี นกมุ ภวาปี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 4 พันธุกรรมและววิ ัฒนาการ เวลา 12 ช่ัวโมง
เร่ือง การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม เวลา 2 ชวั่ โมง
ผ้สู อน นายพาณวุ ฒั น์ พัสรางกลู วนั ที่สอน วันที่ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2565
มาตรฐานการเรียนรู้ /ตัวช้วี ดั
สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและ
วิวฒั นาการของสิง่ มชี วี ิต รวมทง้ั นำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
ว 1.3 ม.4/1 อธิบายความสมั พันธร์ ะหวา่ งยนี การสงั เคราะห์โปรตนี และลกั ษณะทางพันธุกรรม
ว 1.3 ม.4/2 อธบิ ายหลักการถา่ ยทอดลกั ษณะทถี่ ูกควบคมุ ดว้ ยยนี ที่อยู่บนโครโมโซมเพศ
และมัลตเิ ปิลแอลลลี
1. สาระสำคญั
- การถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม
- การถ่ายทอดลักษณะทางพันธกุ รรมแบบมลั ติเปิลแอลลลี
2. สาระการเรียนรู้
ดีเอ็นเอ มีโครงสร้างประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์มาเรียงต่อกัน โดยยีนเป็นช่วงของสายดีเอ็นเอที่มี
ลำดับนิวคลีโอไทด์ที่กำหนดลักษณะของโปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆ
อธิบายหลักการถ่ายทอดลักษณะที่ถูกควบคุมด้วยยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ และมัลติเปิลแอลลีล
ลักษณะบางลักษณะมีโอกาสพบในเพศชาย และเพศหญิงไม่เท่ากัน เช่น ตาบอดสีและฮีโมฟีเลีย ซึ่งควบคุม
โดยยีนบนโครโมโซมเพศบางลักษณะ มีการควบคุมโดยยีนแบบมัลติเปิลแอลลีล เช่น หมู่เลือดระบบ ABO
ซ่งึ การถา่ ยทอดลักษณะทางพันธุกรรมดังกล่าว จัดเป็นส่วนขยายของพันธศุ าสตรเ์ มนเดล
3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. นักเรยี นสามารถอธิบายการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมได้
2. นกั เรียนสามารถคำนวณและวเิ คราะหโ์ อกาสทจี่ ะมหี มูเ่ ลือดต่างๆ ในระบบ ABO ได้
3. นักเรียนมคี วามรบั ผิดชอบ ใฝ่เรียนรู้
2
4. กิจกรรมการเรียนรู้
1. ขนั้ กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. ให้นักเรยี นดคู ลิปวดิ ีโอเรื่องการถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
ท่มี า : https://www.youtube.com/watch?v=WnvqfV8Hg0A
ใชค้ ำถามเพอ่ื กระตุน้ ความสนใจ ดงั น้ี
1. DNA (Deoxyribonucleic acid) สรา้ งมาจากอะไร
(แนวคำตอบ สายพอลนี วิ คลีโอไทด์ 2 สาย จับคูก่ นั แลว้ บดิ เปน็ เกลยี วคล้ายบันไดวน)
2. DNA (Deoxyribonucleic acid) ทำหน้าท่ีอย่างไร
(แนวคำตอบ เป็นแหลง่ เกบ็ ข้อมลู รหัสทางพันธกุ รรมของส่ิงมชี ีวิต)
3. ยีน (Gene) คืออะไร
(แนวคำตอบ ชว่ งที่ควบคุมลกั ษณะของสิง่ มชี ีวติ แต่จะมีบางช่วงเทา่ นั้นที่ควบคมุ ลกั ษณะของสิ่งมีชีวิต
เชน่ ชว่ งที่ 1 ควบคมุ ความสูง ชว่ งท่ี 2 สผี วิ ชว่ งที่ 3 สีตา)
4. โครโมโซมของสงิ่ มีชวี ติ มหี นา้ ทีอ่ ย่างไร
(แนวคำตอบ เป็นที่เก็บข้อมูลของหน่วยพันธุกรรม ทำหน้าที่ควบคุมและถ่ายทอดลักษณะต่างๆ
ของสิง่ มีชีวติ เช่น รูปรา่ งหนา้ ตา สผี ิว ลกั ษณะของผม)
2. ข้ันสำรวจและค้นหา (Explore)
1. ครูให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาข้อมูล เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม จาก Power point
และหนงั สือเรยี น
2. ให้นักเรียนทำใบงาน 4.1 เรอื่ ง การหาจโี นไทป์และฟโี นไทป์ของหมู่เลือดระบบ ABO
3) ขัน้ อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
- ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรุปเน้อื หาได้ดงั นี้
ยีน (gene) เป็นช่วงหนึ่งของ DNA ที่อยู่บนโครโมโซม (Chromosome) ทำหน้าที่เป็นหน่วย
ควบคุมลักษณะทางพันธกุ รรม
3
ยีนหนึ่งอาจมีหลายรปู แบบทเี่ รยี กว่า แอลลีล (allele) โดยทัว่ ไปยนี ท่ีควบคุมลกั ษณะหนง่ึ จะอยู่เป็นคู่
แอลลลี บนตำแหน่งเดียวกนั ของฮอมอโลกสั โครโมโซม (homologous chromosome) อาจเขยี นแทนแอลลีล
ด้วยอักษรตัวแรกของลักษณะที่เกี่ยวข้อง เช่น แอลลีล T แทนแอลลีลปกติ และแอลลีล t แทนแอลลีลท่ี
ก่อให้เกดิ โรคทาลัสซเี มีย ซ่ึงลักษณะของคแู่ อลลีล คือ TT Tt หรอื tt เรยี กว่า จโี นไทป์ (genotype) สำหรับ
ลักษณะท่ีปรากฎ เรยี กว่า ฟโี นไทป์ (phenotype)
- ถ้ามีคแู่ อลลีลที่มีรปู แบบเดียวกัน เป็นจโี นไทปแ์ บบฮอมอไซกัส (homozygous) เชน่ TT หรอื tt
- ถ้ามีคู่แอลลลี ทีม่ รี ูปแบบต่างกนั จัดเปน็ จโี นไทปแ์ บบเฮเทอโรไซกัส (heterozygous) เช่น Tt
การถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธุกรรมแบบมัลติเปิลแอลลลี
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่ผ่านมา ลักษณะเหล่านั้นถูกควบคุมโดยยีนเพียง 2 แอลลีล
และปฏสิ มั พนั ธร์ ะหว่างแอลลีลจะเป็นแบบเดน่ สมบรู ณ์ (แอลลีลเด่นขม่ แอลลีลด้อยอย่างสมบูรณ์) แต่ลักษณะ
บางลักษณะจะถูกควบคุมโดยยีนที่มีแอลลีลมากกว่า 2 แอลลีล เรียกว่า มัลติเปีลแอลลีล (muliple allele)
ทำให้มีฟีโนไทป์หลายแบบ ตวั อยา่ งเชน่ หมู่เลือด AB0 ถกู ควบคมุ ด้วยแอลลีล 3 แอลลลี ซึ่งมีผลต่อการสร้าง
แอนติเจนบนผวิ เซลล์เม็ดเลอื ดแดง ดงั นี้
แอลลีล A เป็นแอลลลี เด่น ควบคุมการสร้างแอนติเจนชนดิ A
แอลลีล B เปน็ แอลลลี เดน่ ควบคุมการสรา้ งแอนตเิ จนชนดิ B
แอลลลี i เป็นแอลลลี ด้อย ควบคมุ การไมส่ รา้ งแอนติเจนชนดิ A และ B
- รูปแบบจโี นไทปแ์ ละฟีโนไทป์ของหมูเ่ ลือดระบบ ABO
จีโนไทป์ (genotype) ฟโี นไทป์ (phenotype)
A A และ A i หมู่เลอื ด A
B B และ B i หมเู่ ลือด B
A B หมู่เลือด AB
i i หม่เู ลอื ด O
4) ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration)
1. ให้นกั เรยี นทำงานเปน็ คู่ โดยหาโอกาสจีโนไทปแ์ ละฟีโนไทป์ของหมเู่ ลือดตัวเอง กับหมู่เลือดเพอ่ื น
โดยเขียนลงในสมดุ สว่ นตวั
2. ครูส่มุ ถามนกั เรียน 7 – 8 คน ออกมานำเสนอหน้าชน้ั เรยี น
5) ขั้นประเมินผล (Evaluation)
1. ครูนำแผนภาพระหว่างโครโมโซม ดีเอ็นเอ และยีน มาสุ่มถามนักเรียน 9 - 10 คน โดยมีคำถาม
ต่อไปน้ี
4
- โครโมโซม ในนิวเคลียสที่ไมไ่ ด้อยู่ระหว่างการแบ่งเซลลจ์ ะมีลกั ษณะอย่างไร
(แนวคำตอบ โครโมโซมจะคลายตวั เป็นสายยาว เรียกว่า โครมาติน (chomatin) ประกอบดว้ ย
สายดเี อ็นเอพนั รอบโปรตนี ฮีสโตน (histone protein) และมีลักษณะคล้ายลกู ปัด)_
- โครโมโซม ในนวิ เคลียสที่อยรู่ ะหวา่ งการแบ่งเซลล์จะมลี กั ษณะอย่างไร
(แนวคำตอบ โครโมโซมจะมีลักษณะเปน็ ทอ่ นๆ ประกอบดว้ ยโครมาทิด (chromatid) 2 เส้นยึดกันท่ี
ตำแหน่งเซนโทรเมียร์ (centromere) )
- โครโมโซมในรา่ งกายมนุษยม์ กี ่คี ู่ ก่ีแทง่
(แนวคำตอบ 23 คู่ 46 แท่ง)
- โครโมโซมรา่ งกายและโครโมโซมเพศ มีโครโมโซมก่ีคู่
(แนวคำตอบ มโี ครโมโซม 22 คู่ และ 1 คู่)
- โครโมโซม มีหน้าทอ่ี ย่างไร
(แนวคำตอบ เป็นที่เก็บข้อมูลของหน่วยพันธุกรรม ทำหน้าที่ควบคุมและถ่ายทอดลักษณะต่างๆ
ของสิง่ มชี วี ติ เชน่ รูปรา่ งหนา้ ตา สผี วิ ลักษณะของผม)
- ดเี อ็นเอ เป็นสารประเภทใด
(แนวคำตอบ กรดนิวคลีอกิ )
- ดเี อ็นเอ เกิดจากอะไร
(แนวคำตอบ เกดิ จากพอลีนวิ คลีโอไทปม์ าเชื่อมตอ่ กันเป็นสาย)
- DNA (Deoxyribonucleic acid) ทำหน้าท่ีอย่างไร
(แนวคำตอบ เป็นแหลง่ เก็บขอ้ มลู รหัสทางพันธุกรรมของสงิ่ มชี ีวิต)
- ยนี มหี นา้ ทีอ่ ย่างไร
(แนวคำตอบ เปน็ รหัสทางพนั ธกุ รรม โดยจะกำหนดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมตา่ งๆของสิง่ มชี ีวิต)
5
2. ครูสมุ่ ถามนกั เรยี น 9 – 10 คน โดยใช้คำถามดังต่อไปน้ี
- ถ้าแอลลีล T แทนแอลลีลปกติ และแอลลีล t แทนแอลลลี ท่ีกอ่ ให้เกิดโรคทาลัสซีเมีย จะได้จีโนไทป์
แบบใดบ้าง
(แนวคำตอบ TT Tt หรือ tt )
- ฟีโนไทป์ (phenotype) คอื อะไร
(แนวคำตอบ ลักษณะท่แี สดงออก เช่น ผมหยกิ ตาสีนำ้ ตาล ผวิ ขาว)
- คู่แอลลลี ท่มี รี ปู แบบเดยี วกนั เช่น TT หรอื tt จดั เป็นจโี นไทป์แบบใด
(แนวคำตอบ เป็นจีโนไทปแ์ บบฮอมอไซกัส (homozygous) )
- ค่แู อลลีลที่มรี ูปแบบตา่ งกนั เชน่ Tt จัดเปน็ จโี นไทป์แบบใด
(แนวคำตอบ เปน็ จโี นไทป์แบบเฮเทอโรไซกัส (heterozygous) )
- มลั ตเิ ปีลแอลลีล (muliple allele) คืออะไร
(แนวคำตอบ ลักษณะทีถ่ ูกควบคุมโดยยนี ทม่ี ีแอลลลี มากกว่า 2 แอลลีล)
- จีโนไทป์แบบ A A และ A i คอื ฟีโนไทปข์ องหมู่เลอื ดใด
(แนวคำตอบ หมู่เลือด A )
- จีโนไทปแ์ บบ i i คือฟโี นไทปข์ องหม่เู ลอื ดใด
(แนวคำตอบ หมู่เลือด O )
- จีโนไทปแ์ บบ A B คือฟโี นไทป์ของหมเู่ ลอื ดใด
(แนวคำตอบ หมู่เลือด AB )
5. ส่ือการสอน / แหลง่ เรยี นรู้
- หนงั สือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตรช์ ีวภาพ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4
- สอื่ นำเสนอ Power Point เร่อื ง การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธุกรรม
- ใบงาน 4.1 เรื่อง การหาจีโนไทปแ์ ละฟโี นไทป์ของหมู่เลือดระบบ ABO
6
6. การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ วธิ ีการประเมนิ เกณฑ์ในการประเมินผล
ดา้ นความรู้ (K)
1. นักเรียนสามารถอธิบายการถา่ ยทอด - ตรวจสอบความถูกต้องของการ ผ่านเกณฑ์การประเมิน
ลักษณะทางพันธุกรรมได้
ทำกจิ กรรม รอ้ ยละ 70
- ใบงาน
- สมดุ
- แบบประเมนิ การทำกิจกรรม
- การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
ตอบคำถามในตลอดท้งั กจิ กรรม
ทักษะกระบวนการ (P)
2. นักเรียนสามารถคำนวณและวิเคราะห์ - ตรวจสอบความถูกต้องของการ ผ่านเกณฑ์การประเมิน
โอกาสทจี่ ะมีหมู่เลอื ดต่างๆ ในระบบ ABO ทำกิจกรรม ร้อยละ 70
ได้ - ใบงาน
- แบบประเมนิ การทำกจิ กรรม
- การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
ตอบคำถามในตลอดทงั้ กิจกรรม
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
3. นกั เรยี นมคี วามรับผดิ ชอบ ใฝ่เรยี นรู้ - สังเกตพฤตกิ รรมการเรียนในชั้น ผ่านเกณฑ์การประเมิน
เรียน ร้อยละ 70
- แบบประเมินการทำกจิ กรรม
- สังเกตพฤติกรรมนักเรียน
มีความรับผิดชอบ มีความใฝ่
เรยี นรู้
7
เกณฑก์ ารประเมนิ ผลงานนกั เรียน
ประเดน็ การ คา่ นำ้ หนัก แนวทางการให้คะแนน
ประเมนิ คะแนน
ด้านความรู้ สรุปเน้อื หา เร่ือง การถ่ายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมไดอ้ ย่างสมบูรณ์
(K) 3 สรุปเนื้อหา เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมได้ดีและค่อนข้าง
2 ถูกตอ้ ง
ด้านทักษะ สรปุ เนอื้ หา การถา่ ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมได้ถูกต้องเล็กน้อย หรือไม่
กระบวนการ 1 ถกู ต้อง
(P) 3 ทำกจิ กรรม เรอ่ื ง การถา่ ยทอดลักษณะทางพันธกุ รรมได้ถูกตอ้ งครบถ้วน
2 ทำกิจกรรม เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมได้ดีและค่อนข้าง
ด้าน ถูกต้อง
คุณลักษณะ 1 ทำกิจกรรม เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมได้ถูกต้องเล็กน้อย
หรือไมถ่ ูกตอ้ ง
(A) 3 นกั เรียนมคี วามรบั ผิดชอบ ใฝเ่ รียนรดู้ เี ยี่ยม
2
1 นักเรียนมคี วามรับผิดชอบ ใฝ่เรียนรู้คอ่ นขา้ งดี
นกั เรียนมีความรับผิดชอบ ใฝเ่ รยี นรูน้ ้อย
ระดบั คะแนน
คะแนน 3 หมายถงึ ดีมาก
คะแนน 2 หมายถึง ดี
คะแนน 1 หมายถงึ พอใช้
8
9
10
ชื่อ-สกุล...........................................................................................ชัน้ ........................เลขท.่ี ...............
ใบงาน 4.1 การหาจีโนไทป์และฟโี นไทป์ของหมู่เลือดระบบ ABO
คำชี้แจง ให้นักเรียนแสดงวิธีการคำนวณหาจีโนไทป์และฟีโนไทป์ของหมู่เลือดระบบ ABO ดังต่อไปนี้อย่าง
ละเอียด
1. ถา้ แมม่ ีจีโนไทปแ์ บบ A A และพ่อมีจโี นไทป์แบบ A B จะมโี อกาสทีล่ กู ท่ีมหี มเู่ ลือดใดบา้ ง
2. ถา้ แม่มีจโี นไทปแ์ บบ B i และพ่อมจี ีโนไทปแ์ บบ i i จะมโี อกาสท่ีลกู ทีม่ หี มู่เลือดใดบา้ ง
ชอ่ื -สกลุ ...........................................................................................ชั้น........................เลขท.ี่ ............... 11
ใบงาน 4.1 การหาจโี นไทป์และฟโี นไทป์ของหมู่เลือดระบบ ABO (เฉลย)
คำชี้แจง ให้นักเรียนแสดงวิธีการคำนวณหาจีโนไทป์และฟีโนไทป์ของหมู่เลือดระบบ ABO ดังต่อไปนี้อย่าง
ละเอยี ด
1. ถ้าแมม่ จี โี นไทปแ์ บบ A A และพอ่ มีจโี นไทป์แบบ A B จะมโี อกาสทล่ี ูกทีม่ ีหม่เู ลอื ดใดบา้ ง
× A A แม่ A B พ่อ
A A A B
A A A B A A A B
เลือดหมู่ A ท่มี ีจโี นไทป์แบบ A A เลือดหมู่ B ทม่ี ีจโี นไทปแ์ บบ A B
โอกาสทีล่ ูกที่มีจะมีหมู่เลอื ด A 50 % โอกาสที่ลูกท่ีมีจะมีหมเู่ ลือด B 50 %
2. ถา้ แม่มีจโี นไทปแ์ บบ B i และพอ่ มีจโี นไทป์แบบ i i จะมีโอกาสที่ลูกที่มหี มู่เลือดใดบ้าง
B i แม่ × i i พอ่
B i ii
B i B i ii ii
เลอื ดหมู่ B ทีม่ ีจโี นไทปแ์ บบ B i เลอื ดหมู่ B ทม่ี ีจีโนไทปแ์ บบ i i
โอกาสที่ลูกท่ีมีจะมหี มู่เลอื ด B 50 % โอกาสที่ลกู ที่มจี ะมหี มูเ่ ลอื ด O 50 %
12
13
14
แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 11
รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ รหัสวชิ า ว31101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรยี นกมุ ภวาปี ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 4 พนั ธุกรรมและววิ ฒั นาการ เวลา 12 ช่ัวโมง
เรื่อง ยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ เวลา 2 ชว่ั โมง
ผู้สอน นายพาณวุ ฒั น์ พสั รางกลู วนั ที่สอน วันท่ี เดอื นสงิ หาคม พ.ศ. 2565
มาตรฐานการเรยี นรู้ /ตวั ช้ีวัด
สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและ
วิวฒั นาการของสิง่ มชี วี ิต รวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ว 1.3 ม.4/2 อธบิ ายหลกั การถา่ ยทอดลกั ษณะทถ่ี ูกควบคุมดว้ ยยีนทีอ่ ยบู่ นโครโมโซมเพศ
และมัลตเิ ปิลแอลลีล
1. สาระสำคัญ
- ยนี ทีอ่ ยบู่ นโครโมโซมเพศ
2. สาระการเรยี นรู้
อธิบายหลักการถ่ายทอดลักษณะที่ถูกควบคุมด้วยยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ และมัลติเปิลแอลลีล
ลักษณะบางลักษณะมีโอกาสพบในเพศชาย และเพศหญิงไม่เท่ากัน เช่น ตาบอดสีและฮีโมฟีเลีย ซึ่งควบคุม
โดยยีนบนโครโมโซมเพศบางลักษณะ มีการควบคุมโดยยีนแบบมัลติเปิลแอลลีล เช่น หมู่เลือดระบบ ABO
ซ่ึงการถ่ายทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรมดงั กลา่ ว จัดเปน็ ส่วนขยายของพันธศุ าสตร์เมนเดล
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธิบายยีนทีอ่ ยบู่ นโครโมโซมเพศได้
2. นกั เรียนสามารถคำนวณหาจีโนไทป์และฟีโนไทป์ของโรคตาบอดสแี ละฮโี มฟิเลียได้
3. นักเรยี นมีความรับผิดชอบ ใฝ่เรียนรู้
4. กิจกรรมการเรียนรู้
1. ขั้นกระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. ครูอธิบายวา่ ปกติแลว้ เพศหญงิ มีโครโมโซมเพศเป็นโครโมโซม X สองแท่ง (หรือ XX) สว่ นเพศชาย
มีโครโมโซม X หนึ่งแท่งและโครโมโซม Y หนึ่งแท่ง (หรือ XY) ทารกจะได้รับโครโมโซม X หนึ่งแท่งจากแม่
และ X หรือ Y จากพ่อ หากได้รับโครโมโซม Y (XY) ลูกก็จะเป็นชาย แต่หากได้รับโครโมโซม X มาจากพ่อ
(XX) ลกู ก็จะเปน็ หญงิ
15
2. ขัน้ สำรวจและค้นหา (Explore)
1. ครูให้นักเรยี นศกึ ษาเนือ้ หาข้อมูล เรอ่ื ง ยีนทอ่ี ยู่บนโครโมโซมเพศ จาก Power point และหนังสือ
เรียน
2. ให้นักเรยี นทำใบงาน 4.2 ยนี ที่อยูบ่ นโครโมโซมเพศ
3) ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)
- ครูและนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ เนอื้ หาไดด้ ังนี้
การถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรมทางโครโมโซมเพศ (X หรือ Y) ซึ่งการแสดงออกในแต่ละเพศนั้นจะ
แตกต่างกัน เนื่องจากเพศหญิงมีโครโมโซมเพศเป็น XX จึงมีแอลลีลควบคุมลักษณะอยู่เป็นคู่ ซึ่งมาจาก
โครโมโซม X ของพ่อและแม่คนละหน่ึงแอลลีล แต่ในเพศชายมีโครโมโซมเพศเป็นนโครโมโซม XY จึงเป็น
แอลลีลบนโครโมโซม X มาจากแม่เท่านั้น ส่วนแอลลีลบนโครโมโซม Y มาจากพ่อ จึงปรากฏเฉพาะเพศชาย
เท่านั้น และเนื่องจากเพศชายมีแอลลีลบนโครโมโซม X เพียงแอลลีลผิดปกติออกมาทันทีเมื่อปรากฏ
แอลลีลด้อยบนโครโมโซม X
- โรคตาบอดสีตามารถแสดงลักษณะโรคตาบอดสี เป็นลักษณะที่ควบคุมด้วย แอลลีลด้อยบน
โครโมโซม X ซง่ึ การแสดงลักษณะในเพศชายและเพศหญิงจะแตกตา่ งกนั
หากกำหนดให้ XC แทนแอลลีลควบคุมตาปกติ
Xc แทนแอลลีลควบคมุ ตาบอดสี
รูปแบบจีโนไทปแ์ ละฟีโนไทปข์ องโรคตาบอดสใี นเพศชายและเพศหญิง
จโี นไทป์ (genotype) ฟโี นไทป์ (phenotype)
ชาย หญงิ
Xc Y Xc Xc ตาบอดสี
XC Y XC Xc ตาปกติ
XC XC ตาปกติ
- โรคฮีโมฟีเลีย (hemophilia) เป็นลักษณะผิดปกติที่ถูกควบคุมด้วยแอลลีลด้อยบนโครโมโซม X
เช่นเดียวกับโรคตาบอดสี ซึ่งเกิดจากการขาดโปรตีนบางตัวที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด เมื่อเกิด
บาดแผลจะมีเลือดออกนานกว่าปกติ เพราะร่างกายสร้างลิ่มเลือดได้ช้า การแสดงออกของโรคฮีโมฟิเลียจะ
แตกต่างกันในเพศหญิงและชาย
หากกำหนดให้ XH แทนแอลลีลปกติ
Xh แทนแอลลีลของโรคฮโี มฟิเลยี
16
จีโนไทป์ (genotype) ฟโี นไทป์ (phenotype)
ชาย หญิง
Xh Y Xh Xh โรคฮีโมฟิเลยี
XH Y XH Xh ปกติ
XH XH ปกติ
4) ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
- ครูยกตัวอย่างการถ่ายทอดลักษณะพันธุกรรมทางโครโมโซมเพศอื่นๆ เพื่อให้นักเรียนฝึกวิธีการ
ทำนายโอกาส การเกดิ ความผิดปกตขิ องรุ่นลูกจากลักษณะทีป่ รากฏในรุน่ พอ่ แม่ เชน่
พ่อตาบอดสกี ับแมต่ าปกติ และพ่อตาปกติกับแม่เป็นพาหะโรคฮโี มฟิเลยี
5) ขัน้ ประเมินผล (Evaluation)
- ครูสุ่มถามนกั เรยี นโดยใชค้ ำถามดังน้ี
- เพศชายและเพศหญิง มีโครโมเพศอย่างไร
(แนวคำตอบ XY และ XX )
- ความผิดปกติของโครโมโซมเพศ ข้นึ อยกู่ บั อะไร
(แนวคำตอบ แอลลลี ดอ้ ยบนโครโมโซม X )
- การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมทางโครโมโซมเพศ ระหว่างเพศชายกับเพศหญิงแตกต่างกัน
อย่างไร
(แนวคำตอบ โครโมโซมเพศชายและเพศหญิงมีความแตกต่างกัน โดยเพศชายเป็น XX เพศหญิงเปน็
XY ถา้ ความผดิ ปกติอยู่บนโครโมโซม X เพศชายจะแสดงออกมาทันที เพราะมโี ครโมโซม X แท่งเดยี ว ส่วนเพศ
หญิงจะตอ้ งรับแอลลีลผิดปกติท้ัง 2 แอลลลี จึงจะแสดงความผิดปกตอิ อกมา และลกั ษณะทีอ่ ยบู่ นโครโมโซม Y
จะแสดงออกมาโดยเฉพาะเพศชายเทา่ นน้ั )
- ถ้าแม่เป็นพาหะของโรคตาบอดสีแต่งงานกับพ่อที่มตี าปกติ จะได้ลูกชายและลูกสาวมีอัตราร้อยละ
ตาบอดสรี อ้ ยละเทา่ ใด
(แนวคำตอบ จะได้ลูกชายตาบอดสีร้อยละ 50 ส่วนลูกสาวตาตาปกติร้อยละ 25 และลูกสาวตาปกติ
แบบมีพาหะรอ้ ยละ 25 )
- ถ้าแม่เป็นโรคฮีโมฟิเลียแต่งงานกับพอ่ ที่ปกติ จะได้ลูกชายและลูกสาวมีอัตราร้อยละโรคฮีโมฟิเลีย
ร้อยละเท่าใด
(แนวคำตอบ จะไดล้ กู ชายเปน็ โรคฮโี มฟิเลียรอ้ ยละ 50 และจะได้ลกู สาวปกตแิ ตเ่ ป็นพาหะร้อยละ 50)
17
5. สอ่ื การสอน / แหล่งเรยี นรู้
- หนังสือเรยี นรายวิชาวทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 4
- สื่อนำเสนอ Power Point เรือ่ ง ยีนท่อี ยบู่ นโครโมโซมเพศ
- ใบงาน 4.2 เร่อื ง ยนี ทอี่ ยู่บนโครโมโซมเพศ
18
6. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ วิธีการประเมนิ เกณฑ์ในการประเมนิ ผล
ดา้ นความรู้ (K)
1. นกั เรยี นสามารถอธิบายยีนทอ่ี ยู่บน - ตรวจสอบความถูกต้องของการ ผ่านเกณฑ์การประเมิน
โครโมโซมเพศได้
ทำกจิ กรรม รอ้ ยละ 70
- ใบงาน
- แบบประเมนิ การทำกจิ กรรม
- การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
ตอบคำถามในตลอดท้งั กิจกรรม
ทกั ษะกระบวนการ (P)
2. นักเรียนสามารถคำนวณหาจีโนไทป์ - ตรวจสอบความถูกต้องของการ ผ่านเกณฑ์การประเมิน
และฟีโนไทป์ของโรคตาบอดสีและฮีโม ทำกจิ กรรม รอ้ ยละ 70
ฟเิ ลยี ได้ - ใบงาน
- แบบประเมินการทำกิจกรรม
- การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
ตอบคำถามในตลอดท้งั กจิ กรรม
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A)
3. นักเรยี นมีความรับผิดชอบ ใฝ่เรยี นรู้ - สังเกตพฤตกิ รรมการเรยี นในชั้น ผ่านเกณฑ์การประเมิน
เรียน รอ้ ยละ 70
- แบบประเมินการทำกิจกรรม
- สังเกตพฤติกรรมนักเรียน
มีความรับผิดชอบ มีความใฝ่
เรียนรู้
19
เกณฑ์การประเมนิ ผลงานนักเรยี น
ประเด็นการ ค่านำ้ หนกั แนวทางการให้คะแนน
ประเมิน คะแนน
ด้านความรู้ สรุปเน้ือหา เร่อื ง ยีนทอี่ ยบู่ นโครโมโซมเพศได้อย่างสมบรู ณ์
(K) 3 สรุปเนือ้ หา เรอ่ื ง ยนี ทอี่ ยบู่ นโครโมโซมเพศไดด้ แี ละค่อนขา้ งถูกต้อง
2 สรุปเนื้อหา เรื่อง ยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศได้ถูกต้องเล็กน้อย หรือไม่
ดา้ นทกั ษะ 1 ถกู ตอ้ ง
กระบวนการ ทำกิจกรรม เรอื่ ง ยีนทอี่ ยูบ่ นโครโมโซมเพศได้ถูกต้องครบถ้วน
3 ทำกิจกรรม เรอ่ื ง ยีนที่อยบู่ นโครโมโซมเพศไดด้ แี ละค่อนขา้ งถูกตอ้ ง
(P) 2 ทำกิจกรรม เรื่อง ยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศได้ถูกต้องเล็กน้อย หรือไม่
1 ถูกตอ้ ง
ดา้ น นักเรยี นมีความรับผิดชอบ ใฝเ่ รียนรู้ดีเยีย่ ม
คณุ ลกั ษณะ 3
2 นกั เรียนมคี วามรับผิดชอบ ใฝเ่ รยี นรูค้ อ่ นขา้ งดี
(A) 1 นักเรยี นมีความรับผดิ ชอบ ใฝเ่ รียนรนู้ ้อย
ระดบั คะแนน
คะแนน 3 หมายถึง ดีมาก
คะแนน 2 หมายถงึ ดี
คะแนน 1 หมายถึง พอใช้
20
21
22
ชือ่ -สกลุ ...........................................................................................ช้นั ........................เลขที่................
ใบงาน 4.2 เร่ือง ยีนที่อย่บู นโครโมโซมเพศ
คำชี้แจง ให้นักเรียนแสดงวิธีการคำนวณหาจีโนไทป์และฟีโนไทป์ของโรคตาบอดสีและโรคฮีโมฟิเลีย
ดังต่อไปนอ้ี ย่างละเอียด
1. ถ้าพอ่ จีโนไทป์แบบ Xc Y และแมม่ จี โี นไทป์แบบ XC Xc จะมโี อกาสทล่ี ูกชายและลกู สาวทมี่ เี ป็นโรคตาบอดสี
และตาปกตริ อ้ ยละเท่าใดบ้าง
2. ถ้าพ่อจีโนไทป์แบบ Xh Y และแม่มีจีโนไทป์แบบ XH XH จะมีโอกาสที่ลูกชายและลูกสาวที่มีเป็น
โรคฮีโมฟิเลียและไมเ่ ปน็ โรครอ้ ยละเทา่ ใดบา้ ง
ช่ือ-สกุล...........................................................................................ชัน้ ........................เลขที่................ 23
ใบงาน 4.2 เร่ือง ยนี ท่ีอย่บู นโครโมโซมเพศ (เฉลย)
คำชี้แจง ให้นักเรียนแสดงวิธีการคำนวณหาจีโนไทป์และฟีโนไทป์ของโรคตาบอดสีและโรคฮีโมฟิเลีย
ดงั ตอ่ ไปนอี้ ยา่ งละเอียด
1. ถา้ พ่อจีโนไทป์แบบ Xc Y และแม่มจี ีโนไทปแ์ บบ XC Xc จะมีโอกาสที่ลกู ชายและลูกสาวทมี่ เี ป็นโรคตาบอดสี
และตาปกติร้อยละเท่าใดบ้าง
×Xc Y พ่อ XC Xc แม่
Xc Y XC Xc
Xc XC Xc Xc XC Y Xc Y
จะไดล้ กู ชายทม่ี จี โี นไทป์แบบ XC Y รอ้ ยละ 25 ไมเ่ ปน็ โรคตาบอดสี
จะได้ลกู ชายที่มีจีโนไทปแ์ บบ Xc Y ร้อยละ 25 เป็นโรคตาบอดสี
จะได้ลกู สาวท่ีมีจีโนไทปแ์ บบ XC Xc รอ้ ยละ 25 ไมเ่ ปน็ โรคตาบอดสี
จะไดล้ ูกสาวทีม่ ีจีโนไทป์แบบ Xc Xc รอ้ ยละ 25 เป็นโรคตาบอดสี
2. ถ้าพ่อจีโนไทป์แบบ Xh Y และแม่มีจีโนไทป์แบบ XH XH จะมีโอกาสที่ลูกชายและลูกสาวที่มีเป็น
โรคฮีโมฟิเลยี และไมเ่ ป็นโรครอ้ ยละเทา่ ใดบา้ ง
Xh Y พ่อ × XH XH แม่
Xh Y XH XH
Xh XH Xh XH XH Y XH Y
จะไดล้ กู ชายทีม่ ีจโี นไทป์แบบ XH Y รอ้ ยละ 25 ไมเ่ ป็นโรคฮีโมฟิเลยี
จะได้ลกู สาวทีม่ จี ีโนไทป์แบบ XH Xh รอ้ ยละ 25 ไม่เป็นโรคฮโี มฟิเลยี
24
25
26
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 12
รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ รหัสวชิ า ว31101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โรงเรยี นกมุ ภวาปี ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 4 พนั ธุกรรมและวิวฒั นาการ เวลา 12 ชว่ั โมง
เรอื่ ง ยนี กับการควบคมุ ลักษณะทางพนั ธกุ รรม และการเปล่ยี นแปลงทางพันธุกรรม เวลา 2 ชวั่ โมง
ผ้สู อน นายพาณุวฒั น์ พัสรางกลู วันท่ีสอน วนั ที่ เดอื นสงิ หาคม พ.ศ. 2565
มาตรฐานการเรยี นรู้ /ตัวชี้วัด
สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและ
วิวฒั นาการของสิง่ มชี วี ิต รวมท้งั นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ว 1.3 ม.4/3 อธิบายผลที่เกิดจากการเปลย่ี นแปลงลำดับนิวคลีโอไทดใ์ นดีเอ็นเอตอ่ การแสดงลักษณะ
ของส่งิ มชี ีวติ
ว 1.3 ม.4/4 สืบค้นข้อมลู และยกตวั อย่างการนำมิวเทชนั ไปใชป้ ระโยชน์
1. สาระสำคัญ
- ยีนกับการควบคุมลักษณะทางพนั ธกุ รรมผ่านการสังเคราะห์โปรตีน
- ความผดิ ปกตขิ องโครโมโซม
- การมิวเทช่นั
2. สาระการเรียนรู้
มิวเทชันที่เปลี่ยนแปลงลำดับนิวคลีโอไทด์ หรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือจำนวนโครโมโซม
อาจส่งผลทำให้ลักษณะของสงิ่ มีชวี ิตเปลย่ี นแปลงไปจากเดิม ซง่ึ อาจมผี ลดหี รอื ผลเสยี
มนุษย์ใช้หลักการของการเกิดมิวเทชันในการชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะที่แตกต่างจากเดิม
โดยการใช้รังสแี ละสารเคมีต่างๆ
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. นักเรียนสามารถอธิบายยนี กับการควบคมุ ลักษณะทางพันธุกรรมผา่ นการสงั เคราะห์โปรตีนได้
2. นกั เรยี นสามารถสร้างแบบจำลอง DNA ได้
3. นกั เรยี นสามารถอธบิ ายความผิดปกติของโครโมโซมและการมิวเทชนั่ ได้
4. นักเรียนมีความรับผิดชอบ ใฝ่เรยี นรู้ ทำงานกล่มุ ไดด้ ี
27
4. กจิ กรรมการเรยี นรู้
1. ขน้ั กระตนุ้ ความสนใจ (Engage)
1. ครูทบทวนเรื่อง ยีน โดยอธิบายว่า ยีนเป็นช่วงหนึ่งของ DNA ที่กำหนดลักษณะของโปรตีนท่ี
สังเคราะห์ได้ โดยโปรตีนจะส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆ โดยจะขึ้นอยู่กับชนิดและหน้าที่ของ
โปรตนี ชนดิ นน้ั ๆ
2. ครูใชค้ ำถามเพื่อกระตุ้นความสนใจ
- ดเี อน็ เอ เปน็ สารพนั ธกุ รรมประเภทใด
(แนวคำตอบ นิวคลีโอไทป์)
- ดีเอ็นเอ เกดิ จากอะไร
(แนวคำตอบ เกิดจากสายพอลีนวิ คลีโอไทป์ 2 สาย จบั คู่พนั กันเปน็ บดิ เกลียว)
- นิวคลีโอไทป์ ประกอบด้วยอะไรบ้าง
(แนวคำตอบ นำ้ ตาล หมฟู่ อสเฟต และไนโตรจนี สั เบส)
- ดีเอน็ เอ ประกอบด้วยไนโตรจนี ัสเบส ชนิดใดบา้ ง
(แนวคำตอบ ได้แก่ อะดีนีน (adenine หรือ A) ไทมีน (thymine หรือ T) ไซโทซีน (cytosine หรือ
C) และกวานีน (guanine หรอื G) )
2. ขั้นสำรวจและคน้ หา (Explore)
1. ครูให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาข้อมูล เรื่อง ยีนกับการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรม และการ
เปลี่ยนแปลงทางพันธกุ รรม จาก Power point และหนังสอื เรยี น
2. แบ่งนกั เรยี นออกเป็นกลุม่ กลุ่มละ 5 - 6 คน ให้นกั เรียนสรา้ งแบบจำลองดีเอน็ เอ และนำเสนอหนา้
ช้ันเรียน โดยอธิบายความแตกต่างของลำดบั นวิ คลีโอไทป์และองค์ประกอบของดเี อ็นเอ
3. ครูอธิบายเรือ่ งความผดิ ปกตขิ องโครโมโซมและการเกิดมิวเทช่นั
3) ข้นั อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation)
- ครูและนักเรียนร่วมกันสรปุ เน้ือหาไดด้ ังน้ี
ยนี จะเปน็ ตัวกำหนดลกั ษณะโปรตีน โปรตีนจะสง่ ผลให้เกิดลกั ษณะทางพนั ธุกรรม
ลำดับนิวคโอไทด์ของยีนมีผลต่อโปรตีนที่สังเคราะห์ได้ DNA (deoxyribonucleic acid)
เป็นสารพันธุกรรมซึ่งประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์ (nucleotide มาเรียงต่อกันเป็นสายพอลินิวคลีโอไทด์
(polynucleotide) จำนวน 2 สาย โดยพอลินิวคลิโอไทด์สายจะพันกันเป็นโครงสร้างเกลียวคู่ แต่ละ
นิวคลีโอไทด์ประกอบดว้ ยนำ้ ตาล หมูฟ่ อสเฟต และไนโตรจีนัสเบส (nitrogenous base) นิวคลีโอไทด์ท่ีมาต่อ
กันนี้มี 4 ชนิด ตามชนิดของไนโตรจีนัสเบส ได้แก่ อะดีนีน (adenine หรือ A) ไทมีน (thymine หรือ T)
28
ไซโทซีน (cytosine หรอื C) และกวานีน (guanine หรอื G) โดยนิวคลโิ อไทดท์ มี่ ีเบส A จะจับกบั นิวคลีโอไทด์
ทีม่ ีเบส T สว่ นนวิ คลีโอไทดท์ มี่ ีเบส C จะจบั กบั นวิ คลีโอไทดท์ ี่มีเบส G
DNA ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากการเกิดมวิ เทชัน (mutation)
โดยนวิ คลโี อไทด์ในบางตำแหน่งของยีนอาจเปล่ยี นแปลงไป จัดเปน็ มิวเทชันระดับยนี ซ่ึงมวิ เทชันท่ีเกิดขึ้นอาจ
ก่อให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปหรือเป็นโรคได้ ดังในกรณีตัวอย่างของมิวเทชันในยีนท่ี
ก่อให้เกิดโรคทาลัสชีเมีย ซึ่งเป็นมิวเทชันของนิวคลีโอไทด์เพียง 1 คู่แต่ทำให้ได้โปรตีนที่ทำหน้าที่ไม่ได้
ตามปกติ
มิวเทชนั ในระดบั โครโมโซมได้ดว้ ย ทัง้ ในดา้ นโครงสรา้ งโครโมโซม เชน่ ชนิ้ ส่วนของโครโมโซมขาดหาย
ทำให้บางแอลลีลหายไปจึงไม่สามารถกำหนดลักษณะของโปรตีนได้ตามปกติ ดังท่ีพบในกลุ่มอาการคริดูชา
(Cri du Chat syndrome) ชิ้นส่วนโครโมโซมคู่ที่ 5 ขาดหายไป ทำให้ศีรษะเล็ก ลักษณะหน้าเปลี่ยน
เสียงเล็กแหลม ปัญญาอ่อนและในด้านจำนวนโครโมโซม โดยโครโมโซมอาจเกินมาทั้งโครโมโซม
เช่น กลุ่มอาการดาวน์ (Down syndrome) โครโมโซม คู่ที่ 21 เกินมา ทำให้รูปร่างเตี้ย ลักษณะหน้าเปลี่ยน
นิ้วมือนิ้วเท้าสั้น ปัญญาอ่อน หรือโครโมโซมหายไปทั้งโครโมโชม เช่น กลุ่มอาการเทิร์นเนอร์ (Turner
syndrome) โครโมโซมมีเฉพาะโครโมโซม X 1 โครโมโซม ทำให้รูปร่างเตี้ย ลักษณะหน้าเปลี่ยน มีแผ่นที่คอ
มอื และเทา้ บวมน้ำ มกั เป็นหมัน ซึง่ ส่งผลให้เกิดความผดิ ปกติทางพันธกุ รรมได้
มิวเทชันกับการเกิดมะเร็ง มิวเทชันสามารถเกดิ ได้เองในธรรมชาติ แต่มีปัจจัยที่ทำให้เกิดมิวเทชันใน
อัตราที่สูงขึ้น เช่น รังสีอัสตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา ทาร์ในควันบุหรี่ อะฟลาทอกซิน โดยในกรณีที่
รังสี หรือสารเคมีดังกล่าวก่อให้เกิดมิวเทชันที่ทำให้เซลล์เพิ่มจำนวน โดยที่ร่างกายควบคุมไม่ได้อาจ
ส่งผลเกดิ มะเร็ง
มนุษย์นำหลักการของการเกิดมิวเทชันมาประยุกต์ใช้เพื่อชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะตามท่ี
ตอ้ งการ เชน่ การฉายรังสแี กมมาใหก้ บั เนื้อเย่ือจากหน่อหรือเหงา้ ของพุทธรกั ษาเพื่อชักนำให้เกิดมิวเทชันของ
เอนไซม์ในกระบวนการสร้างสารสีที่ทำให้สีดอกเปลี่ยนไป และคัดเลือกต้นที่มีดอกสีใหม่ทำให้ได้พุทธรักษา
ลักษณะใหม่ที่มีสีต่างๆ เพิ่มขึ้น การสร้างทิวลิปที่มีสีดอกที่หลากหลายโดยการใช้รังสี การใช้สารเคมีที่ยับย้ัง
การแยกของโครโมโซมระหว่างการแบ่งเซลล์เพอื่ สร้างพืชท่มี ีจำนวนโครโมโซมเพมิ่ ขึน้ เพ่อื เพ่ิมขนาดของดอก
หรอื ผล เพม่ิ ปรมิ าณการผลิตสารท่ีตอ้ งการ หรือทำให้ได้ตน้ พชื ทม่ี ีผลไร้เมลด็
4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
1. ครสู มุ่ นักเรยี น 5 - 6 คน ให้นักเรียนอภิปรายเกย่ี วกับการนำหลกั การมิวเทชนั มาใช้ประโยชน์ทาง
การเกษตรหนา้ ช้นั เรียน
2. ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมที่นักเรียนสนใจ 1 โรค และทำเป็นรูปภาพ
หน้าตรง A4 ที่ออกแบบโดยใช้โปรแกรม Canva เพื่อเผยแพร่เป็นความรู้ มีรายละเอียดดังนี้ สาเหตุของโรค
อาการของโรค ผลกระทบตอ่ การดำรงชีวติ ของผูป้ ่วย และการป้องกนั ของโรค
29
5) ข้นั ประเมนิ ผล (Evaluation)
1. ครูสมุ่ ถามนักเรยี นโดยใช้คำถามดังน้ี
- การมิวเทชน่ั สง่ ผลอย่างไรตอ่ คนเรา
(แนวคำตอบ ทำให้เกดิ ลกั ษณะทางพันธกุ รรมทเ่ี ปลี่ยนแปลงไปหรอื เปน็ โรคได้)
- การมิวเทชนั ระดบั ยนี เกดิ จากอะไร
(แนวคำตอบ นิวคลีโอไทดใ์ นบางตำแหนง่ ของยีนอาจเปล่ียนแปลงไป)
- การมิวเทช่ันระดับโครโมโซม เกิดจากสาเหตใุ ดบา้ ง
(แนวคำตอบ เกิดจากชิ้นส่วนของโครโมโซมเกินมาหรือขาดหายไป ทำให้เกิดความผิดปกติของ
ลกั ษณะทางพันธกุ รรม และทำให้เกดิ โรค)
- โรคคริดชู า (Cri du Chat syndrome) เกดิ จากความผิดปกตขิ องโครโมโซมค่ใู ด
(แนวคำตอบ ชิ้นส่วนโครโมโซมคู่ที่ 5 ขาดหายไป)
- โรคครดิ ชู า (Cri du Chat syndrome) ทำให้เกิดความผิดปกตอิ ย่างไร
(แนวคำตอบ ทำใหศ้ ีรษะเลก็ ลักษณะหน้าเปลยี่ น เสียงเล็กแหลม ปญั ญาอ่อน)
- กลุม่ อาการดาวน์ (Down syndrome) เกดิ จากความผิดปกติของโครโมโซมคู่ใด
(แนวคำตอบ โครโมโซม คทู่ ่ี 21 เกินมา)
- กลมุ่ อาการดาวน์ (Down syndrome) ทำให้เกดิ ความผิดปกติอย่างไร
(แนวคำตอบ ทำใหร้ ปู ร่างเตย้ี ลักษณะหน้าเปลยี่ น นว้ิ มอื นิ้วเท้าสัน้ ปัญญาอ่อน)
- กลุ่มอาการเทริ น์ เนอร์ (Turner syndrome) เกิดจากความผิดปกตขิ องโครโมโซมค่ใู ด
(แนวคำตอบ โครโมโซมมเี ฉพาะโครโมโซม X 1 โครโมโซม)
- กลุ่มอาการเทริ ์นเนอร์ (Turner syndrome) ทำให้เกิดความผิดปกติอยา่ งไร
(แนวคำตอบ ทำใหร้ ูปรา่ งเตี้ย ลกั ษณะหน้าเปลย่ี น มีแผน่ ท่ีคอ มือและเท้าบวมนำ้ มกั เปน็ หมนั )
- ปัจจัยใดท่ีทำใหเ้ กดิ มิวเทช่ันและพัฒนาให้เกิดมะเรง็ ใหเ้ ร็วมากข้นึ
(แนวคำตอบ รงั สอี สั ตราไวโอเลต รังสเี อกซ์ รังสแี กมมา ทาร์ในควันบหุ ร่ี)
- การฉายรงั สแี กมมาใหก้ บั เน้ือเย่ือจากหนอ่ หรอื เหงา้ ของพุทธรักษา ทำใหเ้ กิดสิ่งใด
(แนวคำตอบ ชักนำให้เกิดมิวเทชันของเอนไซม์ในกระบวนการสร้างสารสีที่ทำให้สีดอกเปลี่ยนไป
และคัดเลอื กตน้ ทมี่ ดี อกสีใหมท่ ำใหไ้ ดพ้ ุทธรกั ษาลกั ษณะใหมท่ ี่มีสตี า่ งๆ เพ่ิมข้ึน)
- การทจ่ี ะทำใหด้ อกทวิ ลิปให้มีสนั สันหลากหลาย ต้องใช้วิธใี ดทางการมวิ เทชน่ั
(แนวคำตอบ การฉายรังสี)
30
- การแยกของโครโมโซมระหว่างการแบ่งเซลลเ์ พือ่ สร้างพชื ทม่ี จี ำนวนโครโมโซมเพม่ิ ขึ้น ส่งผลอย่างไร
ต่อพืช
(แนวคำตอบ เพิม่ ขนาดของดอกหรือผล เพิ่มปรมิ าณการผลติ สารท่ีต้องการ หรอื ทำใหไ้ ด้ต้นพืชท่ีมีผล
ไรเ้ มล็ด)
5. ส่ือการสอน / แหล่งเรยี นรู้
- หนังสือเรยี นรายวิชาวิทยาศาสตรช์ วี ภาพ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
- ส่ือนำเสนอ Power Point เรอ่ื ง ยีนกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม และการเปลี่ยนแปลง
ทางพันธกุ รรม
- แบบจำลอง DNA
- Canva
- ฐานขอ้ มลู จาก อนิ เทอร์เน็ต
31
6. การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ วธิ ีการประเมิน เกณฑใ์ นการประเมนิ ผล
ด้านความรู้ (K)
1. นักเรยี นสามารถอธิบายยนี กบั การ - ตรวจสอบความถูกต้องของการ ผ่านเกณฑ์การประเมิน
ควบคมุ ลกั ษณะทางพันธกุ รรมผ่านการ
สังเคราะห์โปรตีนได้ ทำกิจกรรม ร้อยละ 70
3. นักเรยี นสามารถอธบิ ายความผิดปกติ
ของโครโมโซมและการมวิ เทชนั่ ได้ - แบบจำลอง DNA
- รูปภาพทอ่ี อกแบบโดยโปรแกรม
Canva
- แบบประเมนิ การทำกจิ กรรม
- การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
ตอบคำถามในตลอดท้ังกจิ กรรม
ทักษะกระบวนการ (P)
2. นกั เรยี นสามารถสรา้ งแบบจำลอง DNA - ตรวจสอบความถูกต้องของการ ผ่านเกณฑ์การประเมิน
ได้ ทำกิจกรรม ร้อยละ 70
- แบบจำลอง DNA
- รปู ภาพทอ่ี อกแบบโดยโปรแกรม
Canva
- แบบประเมินการทำกิจกรรม
- การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
ตอบคำถามในตลอดทง้ั กิจกรรม
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A)
4. นักเรียนมีความรบั ผดิ ชอบ ใฝ่เรยี นรู้ - สงั เกตพฤติกรรมการเรยี นในช้ัน ผ่านเกณฑ์การประเมิน
และทำงานกลุ่มได้ดี เรยี น ร้อยละ 70
- แบบประเมนิ การทำกิจกรรม
- สังเกตพฤติกรรมนักเรียน
มีความรับผิดชอบ มีความใฝ่
เรยี นรู้ และทำงานกลุม่ ไดด้ ี
32
เกณฑก์ ารประเมินผลงานนกั เรียน
ประเด็นการ คา่ นำ้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน
ประเมิน คะแนน
ด้านความรู้ สรุปเนื้อหา เรื่อง ยีนกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม และการ
(K) 3 เปลี่ยนแปลงทางพันธกุ รรมไดอ้ ย่างสมบูรณ์
สรุปเนื้อหา เรื่อง ยีนกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม และการ
ด้านทกั ษะ 2 เปลยี่ นแปลงทางพันธุกรรมได้ดแี ละค่อนขา้ งถูกต้อง
กระบวนการ สรุปเนื้อหา เรื่อง ยีนกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม และการ
1 เปลีย่ นแปลงทางพันธุกรรมไดถ้ ูกต้องเลก็ นอ้ ย หรือไม่ถูกต้อง
(P)
3 ทำกิจกรรม เรื่อง ยีนกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม และการ
ด้าน เปลย่ี นแปลงทางพนั ธุกรรมไดถ้ กู ตอ้ งครบถ้วน
คณุ ลักษณะ 2 ทำกิจกรรม เรื่อง ยีนกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม และการ
เปล่ยี นแปลงทางพันธุกรรมไดด้ แี ละค่อนขา้ งถกู ต้อง
(A) 1 ทำกิจกรรม เรื่อง ยีนกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม และการ
เปลย่ี นแปลงทางพนั ธกุ รรมได้ถูกตอ้ งเลก็ นอ้ ย หรอื ไมถ่ กู ตอ้ ง
3 นกั เรียนมคี วามรับผดิ ชอบ ใฝเ่ รยี นรู้ และทำงานกล่มุ ได้ดเี ยย่ี ม
2
1 นกั เรียนมีความรบั ผิดชอบ ใฝ่เรยี นรู้ และทำงานกล่มุ ได้คอ่ นขา้ งดี
นักเรยี นมีความรบั ผดิ ชอบ ใฝ่เรยี นรู้ และทำงานกลุ่มได้นอ้ ย
ระดับคะแนน
คะแนน 3 หมายถึง ดมี าก
คะแนน 2 หมายถึง ดี
คะแนน 1 หมายถึง พอใช้
33
34
35
กิจกรรรม 4.3 แบบจำลอง DNA
คำชี้แจง ให้นักเรียนสร้างแบบจำลอง DNA และนำเสนอถงึ ความแตกตา่ งของลำดับนวิ คลโี อไทปห์ นา้ ชน้ั เรยี น
วสั ดุและอปุ กรณ์
1. เยลลี่ 4 สี ทมี่ สี สี นั แตกตา่ งกนั
2. ถัว่ ฝักยาว
3. เทปใส
4. กระดาษ A4
วิธีการทำกจิ กรรม
1. สร้างแบบจำลอง DNA โดยใช้ถั่วฝักยาวแทนส่วนของแกนที่เป็นน้ำตาลและหมู่ฟอสเฟต และนำ
เยลลี่ผลไม้แทนไนโตรจีนัสเบสทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ อะดีนีน (adenine หรือ A) ไทมีน (thymine หรือ T)
ไซโทซีน (cytosine หรือ C) และกวานนี (guanine หรือ G)
2. โดยนิวคลิโอไทด์ที่มีเบส A จะจับกับนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส T ส่วนนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส C จะจับกับ
นวิ คลโี อไทด์ท่มี เี บส G
3. เปรียบเทยี บแบบจำลองแต่ละกลุ่มวา่ มีลำดบั นิวคลโี อไทป์แตกต่างกนั อย่างไร
4. ให้นักเรยี นนำเสนอหน้าชนั้ เรียน
36
37
38
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 13
รายวิชา วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ รหัสวชิ า ว31101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โรงเรยี นกมุ ภวาปี ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 4 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 4 พันธุกรรมและวิวฒั นาการ เวลา 12 ช่วั โมง
เรื่อง เทคโลยีทางดเี อน็ เอ เวลา 2 ช่วั โมง
ผู้สอน นายพาณวุ ฒั น์ พสั รางกูล วันที่สอน วนั ที่ เดือนสงิ หาคม พ.ศ. 2565
มาตรฐานการเรยี นรู้ /ตัวชวี้ ัด
สาระที่ 1 วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพนั ธกุ รรม การเปลยี่ นแปลงทางพันธุกรรมท่ีมผี ลตอ่ สงิ่ มีชวี ิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวัฒนาการ
ของส่ิงมชี ีวิต รวมทง้ั นำความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ว 1.3 ม.4/5. สบื คน้ ข้อมูล และอภปิ รายผลของเทคโนโลยี ทางดีเอ็นเอท่มี ตี ่อมนษุ ยแ์ ละสงิ่ แวดล้อม
1. สาระสำคญั
- เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอ
2. สาระการเรยี นรู้
มนุษย์นำความรู้เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ มาประยุกต์ใช้ทางด้านการแพทย์และเภสัชกรรม
เช่น การสร้างสิ่งมีชวี ิตดัดแปรพันธุกรรม เพื่อผลิตยาและวัคซีน ด้านการเกษตร เช่น พืชดัดแปรพันธกุ รรมท่ี
ต้านทานโรคหรือแมลง สัตว์ดัดแปรพันธุกรรมที่มีลักษณะตามที่ต้องการ และด้านนิติวิทยาศาสตร์
เชน่ การตรวจลายพมิ พด์ ีเอ็นเอ เพ่ือหาความสมั พันธท์ างสายเลือด หรือเพ่ือหาผกู้ ระทำผิด
การใช้เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอในด้านต่างๆ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยทางชีวภาพ ชีวจริยธรรม
และผลกระทบทางดา้ นสงั คม
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นักเรียนสามารถอธิบายการประยกุ ตใ์ ช้เทคโนโลยที างดีเอน็ เอได้
2. นกั เรยี นสามารถสืบค้นขอ้ มลู และนำเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอได้
3. นกั เรยี นมีความรบั ผิดชอบ ใฝ่เรยี นรู้ ทำงานกลุ่มได้ดี
4. กิจกรรมการเรยี นรู้
1. ข้ันกระต้นุ ความสนใจ (Engage)
1. ครูอธิบายใหน้ กั เรยี นฟังว่า ส่งิ มชี ีวิต GMOs เกิดจากการนำความรทู้ างเทคโนโลยีทางดเี อ็นเอมา
ปรบั แต่งและเคลื่อนย้ายยีนขา้ มชนิดของสิ่งมีชีวติ เรียกส่งิ มีชีวิตนีว้ ่า สิ่งมีชวี ิตดัดแปรทางพนั ธุกรรม ซงึ่
เทคโนโลยที างดเี อน็ เอทใ่ี ชใ้ นปัจจบุ นั เชน่ การโคลน
39
2. ครูถามคำถาม
- การโคลนคืออะไร
(แนวคำตอบ สรา้ งสง่ิ มีชีวติ ใหม่ท่ีมีลักษณะทางพันธกุ รรมเหมือนสิ่งมชี ีวติ ตน้ แบบทุกประการ)
2. ข้ันสำรวจและคน้ หา (Explore)
1. ครูให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาข้อมูล เรื่อง เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ จาก Power point และหนังสือ
เรยี น
2. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5 - 6 คน ให้นักเรียนทำแผนผังความคดิ เรื่อง เทคโนโลยีทาง
ดเี อน็ เอในการใชป้ ระโยชน์ในด้านตา่ งๆ ลงในกระดาษ A4 และนำเสนอหน้าช้นั เรียน
3) ขน้ั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
- ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรุปเนอื้ หาไดด้ ังนี้
เทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ เป็นการตัดต่อยืนจากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีลักษณะตามต้องการแล้วนำไป
เช่อื มต่อกบั สง่ิ มชี วี ิตอกี ชนิดหนึง่ ไดเ้ ปน็ ส่ิงมีชีวิตดัดแปรพันธกุ รรม (GMOs)
- การโคลน : การสร้างสงิ่ มชี ีวิตใหม่ท่มี ลี กั ษณะพนั ธกุ รรมเหมือนสง่ิ มีชีวติ ตน้ แบบ การโคลนในสตั ว์จะ
นำจะนำนวิ เคลียสของเซลลร์ า่ งกายใสเ่ ข้าสู่เซลลไ์ ขท่ ่ีดูดเอานวิ เคลียสออก ซึง่ เซลลไ์ ข่จะพัฒนาเปน็ สงิ่ มีชวี ิตที่มี
ขอ้ มลู พันธกุ รรมจากนวิ เคลยี สของเซลลร์ า่ งกาย
เทคโนโลยที างดีเอ็นเอถกู นำมาประยกุ ต์ใช้ดา้ นต่างๆ ดงั น้ี
- ด้านการแพทย์และเภสัชกรรม : การตดั ต่อพันธกุ รรมของสง่ิ มชี ีวติ เพอื่ ใช้ผลิตยา ฮอร์โมนหรือวัคซีน
บางชนิด เช่น ฮอร์โมนอนิ ซูลินสำหรบั ผ้ปู ่วยโรคเบาหวาน การรกั ษาโรคด้วยเทคนคิ ยีนบำบัด
- ด้านการเกษตร : การปรับปรุงพันธ์ุพืชและสัตว์ใหม้ ีลักษณะหรือมีคณุ สมบัติท่ีดขี ึ้น เช่น การตัดต่อ
ยนี BT เขา้ ส่ฝู า้ ยและข้าวโพดเพ่อื ตา้ นแมลง การตัดตอ่ ยีนสร้างวิตามนิ เอสู่ขา้ วเพ่ือใหส้ รา้ งวิตามินเอ
- ดา้ นนติ ิวทิ ยาศาสตร์ : การตรวจสอบลายพิมพด์ ีเอ็นเอในการพิสูจนต์ ัวบุคคล เช่น ผ้กู ระทำความผิด
การตรวจสอบความสัมพันธ์ทางสายเลอื ด
ค ว า ม ก ้ า ว ห น ้ า ข อ ง เ ท ค โ น โ ล ย ี ท า ง ด ี เ อ็ น เ อ ท ำ ใ ห ้ ค ว า ม ก ั ง ว ล เ ร ื ่ อ ง ค ว า ม ป ล อ ด ภ ั ย ท า ง ช ี ว ภาพ
เช่น ปลอดภัยต่อสุขภาพ การเป็นพาหะของสารพษิ การดื้อยาของเชือ้ โรค รวมถึงจริยธรรมในการใช้ดเี อน็ เอ
และผลกระทบดา้ นสงั คม ซ่ึงอาจทำใหเ้ กดิ การแบ่งชนชนั และความเหลื่อมลำ้ ในสังคมมากยิ่งขนึ้
4) ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
1. ครูให้นักเรียนเขียนการนำเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร โดยเขียนใน
รูปแบบตา่ งๆ เชน่ รปู ภาพ แผนผังความคดิ บรรยาย (ตามความคดิ ของนักเรียน) เขยี นลงในสมุด
2. ครสู มุ่ นักเรยี น 5 - 6 คน ให้นักเรยี นอภปิ รายเกยี่ วกบั การนำเทคโนโลยที างดีเอ็นเอมาใช้ประโยชน์
ทางการเกษตรหน้าชนั้ เรียน
40
5) ขัน้ ประเมินผล (Evaluation)
1. ครูสมุ่ ถามนักเรยี นโดยใชค้ ำถามดังนี้
- เทคโนโลยีทางดีเอน็ เอ คืออะไร
(แนวคำตอบ เป็นการตัดต่อยนื จากสง่ิ มชี ีวติ ชนิดหน่ึงทม่ี ีลักษณะตามตอ้ งการแล้วนำไปเช่อื มตอ่ กับ
สงิ่ มชี วี ติ อกี ชนดิ หน่งึ ได้เปน็ สง่ิ มชี ีวติ ดดั แปรพันธกุ รรม (GMOs) )
- การโคลน คืออะไร
(แนวคำตอบ การสร้างส่ิงมีชีวิตใหม่ที่มลี ักษณะพันธุกรรมเหมอื นสิ่งมีชวี ิตต้นแบบ)
- การโคลน มหี ลักการอยา่ งไร
(แนวคำตอบ การโคลนในสัตว์จะนำจะนำนิวเคลียสของเซลล์ร่างกายใส่เข้าสู่เซลล์ไข่ที่ดูดเอา
นิวเคลยี สออก ซ่ึงเซลลไ์ ขจ่ ะพฒั นาเปน็ สิ่งมีชีวติ ที่มีขอ้ มูลพนั ธกุ รรมจากนิวเคลยี สของเซลลร์ า่ งกาย)
- แพทยใ์ ช้ฮอร์โมนอินซลู ิน เพอ่ื รักษาผปู้ ่วยอาการโรคใด
ผูป้ ่วยโรคเบาหวาน
- การตัดต่อยนี BT เข้าสู่ฝ้ายและข้าวโพดเพ่อื ตา้ นแมลง เป็นการประยกุ ต์ใช้ประโยชน์ทางดีเอ็นเอ
ดา้ นใด
(แนวคำตอบ ด้านการเกษตร)
- การตรวจสอบลายพมิ พ์ดเี อ็นเอในการพิสูจนต์ ัวบคุ คล ใช้ประโยชนอ์ ยา่ งไร
(แนวคำตอบ ใชใ้ นด้านพิสจู นผ์ กู้ ระทำความผดิ ในกรณหี าคนทำผิดในคดตี า่ งๆ)
- ความก้าวหน้าของเทคโนโลยที างดเี อน็ เอ ตอ้ งคำนงึ ถงึ เร่ืองใดเป็นสำคญั บา้ ง
(แนวคำตอบ ปลอดภัยต่อสขุ ภาพ การเปน็ พาหะของสารพิษ การดื้อยาของเช้ือโรค)
5. สอื่ การสอน / แหลง่ เรียนรู้
- หนังสือเรยี นรายวชิ าวิทยาศาสตรช์ ีวภาพ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4
- สื่อนำเสนอ Power Point เร่อื ง เทคโลยีทางดีเอ็นเอ
- กระดาษ A4
- สมุด
41
6. การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ วธิ กี ารประเมนิ เกณฑใ์ นการประเมนิ ผล
ด้านความรู้ (K)
1. นักเรยี นสามารถอธบิ ายการประยกุ ตใ์ ช้ - ตรวจสอบความถูกต้องของการ ผ่านเกณฑ์การประเมิน
เทคโนโลยีทางดเี อน็ เอได้ ทำกจิ กรรม รอ้ ยละ 70
- แผนผงั ความคดิ
- สมดุ
- แบบประเมินการทำกจิ กรรม
- การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
ตอบคำถามในตลอดทัง้ กิจกรรม
ทกั ษะกระบวนการ (P)
2. นักเรียนสามารถสืบค้นข้อมูล และ - ตรวจสอบความถูกต้องของการ ผ่านเกณฑ์การประเมิน
นำเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางดี ทำกจิ กรรม ร้อยละ 70
เอ็นเอได้ - แผนผังความคิด
- สมุด
- แบบประเมินการทำกิจกรรม
- การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
ตอบคำถามในตลอดทั้งกิจกรรม
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
3. นักเรยี นมคี วามรับผดิ ชอบ ใฝ่เรียนรู้ - สังเกตพฤตกิ รรมการเรียนในชั้น ผ่านเกณฑ์การประเมิน
ทำงานกลมุ่ ได้ดี เรยี น ร้อยละ 70
- แบบประเมนิ การทำกจิ กรรม
- สังเกตพฤติกรรมนักเรียน
มีความรับผิดชอบ มีความใฝ่
เรียนรู้ และทำงานกลมุ่ ไดด้ ี
42
เกณฑก์ ารประเมินผลงานนกั เรียน
ประเด็นการ ค่านำ้ หนัก แนวทางการให้คะแนน
ประเมนิ คะแนน
ด้านความรู้ ทำกิจกรรม เร่ือง เทคโนโลยที างดเี อน็ เอได้ถูกต้องครบถว้ น
(K) 3 ทำกจิ กรรม เรื่อง เทคโนโลยีทางดเี อน็ เอไดด้ ี และคอ่ นขา้ งถูกต้อง
2 ทำกจิ กรรม เร่ือง เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอไดถ้ กู ตอ้ งเล็กน้อย หรือไม่ถูกตอ้ ง
1
ดา้ นทกั ษะ 3 สรุปเน้ือหา เรอ่ื ง เทคโนโลยที างดเี อ็นเอได้อยา่ งสมบูรณ์
กระบวนการ 2 สรุปเนอ้ื หา เรือ่ ง เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอได้ดีและค่อนข้างถูกตอ้ ง
(P) 1 สรุปเนือ้ หา เรือ่ ง เทคโนโลยที างดีเอ็นเอได้ถกู ตอ้ งเลก็ น้อย หรอื ไมถ่ กู ต้อง
ด้าน 3 นกั เรียนมคี วามรบั ผดิ ชอบ ใฝ่เรียนรู้ และทำงานกลุ่มได้ดีเย่ยี ม
คุณลักษณะ 2 นกั เรียนมีความรับผิดชอบ ใฝเ่ รียนรู้ และทำงานกลุม่ ได้คอ่ นข้างดี
(A) 1 นักเรยี นมีความรับผิดชอบ ใฝเ่ รียนรู้ และทำงานกลมุ่ ได้นอ้ ย
ระดบั คะแนน
คะแนน 3 หมายถงึ ดีมาก
คะแนน 2 หมายถึง ดี
คะแนน 1 หมายถึง พอใช้
43
44
45
46