ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๑ King Prajadhipok’s Institute Society
สารจาก... วารสารสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้าฉบับนี้ เป็นฉบับปฐมฤกษ์ ยุคพัฒนาสมาคมระยะที่สอง จัดทำขึ้นในรูปแบบ E-Book บรรจุเนื้อหา สาระน่ารู้ทั้งบทสัมภาษณ์บุคคลสำคัญหลายท่าน และบทความทาง วิชาการทันยุคทันสมัยน่าสนใจอย่างหลากหลาย ในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา สมาคมได้มีวิวัฒนาการทั้งด้าน การบริหารจัดการ และการสืบสานกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์และ การกุศล ตลอดจนกิจกรรมสร้างสรรค์สามัคคีในหมู่มวลสมาชิกสมาคม อย่างไม่หยุดยั้ง ในด้านการบริหารจัดการ สมาคมได้จัดการประชุมใหญ่สมาชิก สามัญประจำปีเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๕ เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง นายกสมาคม และแก้ไขข้อบังคับโดยให้มีคณะกรรมการบริหารชุดหนึ่ง เพื่อบริหารงานสมาคม และกรรมการกลาง ซึ่งมาจากผู้แทนทุกรุ่น ทุกหลักสูตร เพื่อทำหน้าที่เสนอแนะ ให้คำปรึกษา และปฏิบัติหน้าที่ที่สมาคม มอบหมายอีกชุดหนึ่ง ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๖ ได้มีการประชุมใหญ่ วิสามัญแก้ไขข้อบังคับให้กรรมการกลางมีอำนาจออกเสียงลงมติใน ที่ประชุมใหญ่สมาคม ในฐานะผู้แทนสมาชิกจากทุกรุ่น ทุกหลักสูตรอีกด้วย ด้านการสืบสานกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์และการกุศล สมาคม ได้บริจาคเงินให้มูลนิธิเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก จำนวนหนึ่งล้านบาท เพื่อใช้ในการผ่าตัดเด็กโรคหัวใจ ๖ ราย เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๕ เป็นที่ น่ายินดียิ่งที่ภายหลังการผ่าตัดเด็กทั้ง ๖ ราย ล้วนปลอดภัย ต่อมาเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๕ สมาคมได้บริจาคเงินสมทบทุนให้มูลนิธิสร้างรอยยิ้ม จำนวนห้าแสนบาท เพื่อสนับสนุนการผ่าตัดเด็กปากแหว่งเพดานโหว่จำนวน ๑๐๙ ราย โดยคณะศัลยแพทย์และพยาบาลอาสาที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และฝ่ายวิชาการสมาคมยังจัดกิจกรรมการบรรยายให้ความรู้เรื่องการวางแผน ครอบครัว การคุมกำเนิด และการดูแลครรภ์อย่างมีคุณภาพ ให้กับนักเรียน โรงเรียนเทศบาลวัดดอนแก้ว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อวัตถุประสงค์ ในการป้องกันการเกิดโรคปากแหว่งเพดานโหว่ ผ่านการสื่อสารแนวความคิด การตั้งครรภ์เมื่อมีความพร้อมเพื่อการดูแลครรภ์อย่างมีคุณภาพอีกด้วย นายกสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า
นอกจากนั้น สมาคมยังดำเนินการต่อยอดโครงการ ‘สร้างซ่อมแซมบ้านประชาชน สร้างกุศลถวายพ่อของแผ่นดิน’ บริจาคเงินค่าสร้างบ้านหลังละหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นบาท ให้ผู้ยากไร้ถิ่นทุรกันดารในจังหวัดสกลนคร นครพนม อุดรธานี ฯลฯ รวม ๑๖๙ หลัง และล่าสุดบริจาคสมทบร่วมกับสมาคมสตรี จังหวัดสุพรรณบุรี สร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ อีก ๑ หลัง รวมถึงปัจจุบันเป็นจำนวน ๑๗๐ หลัง ซึ่งสมาคมมีปณิธานจะยังคงดำเนิน โครงการนี้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง สำหรับด้านการจัดกิจกรรมเพื่อความสามัคคีในหมู่มวลสมาชิก สมาคมได้จัดงาน ประเพณีประจำปี ‘๕ กันยา วันสถาบันพระปกเกล้า’ เป็นประจำทุกปีเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๕ เพื่อระลึกถึงวันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า และเพื่อชุมนุม สังสรรค์ ระหว่างสมาชิกสมาคมจากทุกหลักสูตร และการจัดพิธีแสดงมุทิตาจิตแด่ เหล่าคณาจารย์สถาบัน สมาคมหวังว่าพวกเราคงจะได้มีโอกาสพบกันอีกในวันงาน ประเพณีดังกล่าวเป็นประจำทุกปีตลอดไป นอกจากนี้ สมาคมยังได้จัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศลเพื่อกิจกรรมสาธารณประโยชน์ และการกุศล ณ สนามกรุงเทพกรีฑา หัวหมาก ในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ได้รับ ความสนับสนุนจากสมาชิกสมาคมอย่างล้นหลามจนไม่สามารถรองรับความประสงค์ ได้อย่างทั่วถึง สมาคมขอขอบพระคุณและขออภัยมาในโอกาสนี้ ท้ายนี้สมาคมขอขอบพระคุณกรรมการบริหารและกรรมการกลางทุกท่านที่กรุณา ให้การสนับสนุนในทุก ๆ กิจกรรมด้วยจิตอาสา ทั้งการสนับสนุนอุปกรณ์จัดงาน การจัดหาของขวัญของรางวัล ตลอดจนการอุทิศตนสละแรงกายแรงใจจนนำ ความสำเร็จสัมฤทธิผลตามความมุ่งหมายของสมาคมตลอดมา สมดั่งปณิธานสมาคม ที่ว่า ‘สามัคคี คือ พลัง’ (ดร.ธิติมา หล่อพิพัฒน์) นายกสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า
กราบสวัสดี สมาชิกชาวพระปกเกล้าที่รักและเคารพทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งในวารสารฉบับปฐมฤกษ์ ของ ปีที่ ๑๑ เนื่องด้วย สถานการณ์โควิด 19 ที่ผ่านมา สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า จึงไม่ได้ จัดทำวารสารนำเสนอให้กับสมาชิกเป็นเวลาสามปี และปีนี้เป็นปีแห่ง การพัฒนา และมิติใหม่ของ สมาชิกชาวสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า หลังจากการประชุมสามัญใหญ่ของสมาคมฯ เราได้นายกสมาคมฯ คนใหม่ คือ ดร.ธิติมา หล่อพิพัฒน์ เข้ามาบริหารสมาคม พร้อมกับคณะกรรมการ บริหาร อีก ๑ ชุด นับว่าเป็นทีมงานที่แข็งแกร่ง ในการพัฒนาและ สร้างมิติใหม่ให้กับสมาคมต่อไป ตลอดเวลาที่ผ่านมา กองบรรณาธิการมีความภาคภูมิใจที่วารสาร สมาคมฯ ได้เติบโต และตอบสนองความต้องการของสมาชิกจนได้รับความชื่นชมเสมอมา ด้วยการนำเสนอ บทความที่มีคุณค่า พร้อมกับเรื่องราวเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อสมาชิก อย่างต่อเนื่อง และวารสารฉบับนี้ สมาชิกจะได้พบกับ มิติใหม่ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบ จากเดิมที่เป็น รูปเล่ม ส่งตรงถึงมือสมาชิกทุกท่าน มาเป็นรูปแบบของ E - Book ที่สามารถตอบสนองความต้องการของ สมาชิกทุกท่าน ได้ทุกเวลา ทุกโอกาส และเปี่ยมล้น ด้วยคุณภาพ เนื้อหามากขึ้นกว่าเดิม พร้อมกันนี้ ทีมบรรณาธิการ ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งกับ ๓ องค์กรดีเด่น และศิษย์เก่าดีเด่น ๗ ท่าน ที่ได้รับรางวัล อันทรงคุณค่า เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา ดังนั้นวารสาร E-Book ฉบับปฐมฤกษ์ กองบรรณาธิการจึงได้นำ บทสัมภาษณ์พิเศษ จากท่าน ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการคนแรกของสถาบันพระปกเกล้า มานำเสนอให้ สมาชิกได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาของสถาบันพร้อมกับเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสถาบันอย่างเจาะลึก ที่ไม่มีในตำราเล่มใดๆ ตามด้วยบทความที่มีคุณค่า น่าอ่าน จากนักเขียนหลายท่าน อาทิ บทความ “วัฒนธรรมสุจริตในองค์กรภาครัฐ” โดย พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ (ปปร. 11) “มองเห็นอะไรจากนักท่องเที่ยว ยุโรป อเมริกา และนักท่องเที่ยวจีน” จาก สร ปิ่นอักษรสกุล (ปปร. 7) “ปัญหาว่าด้วยความรับผิดทาง การแพทย์” โดย ผศ. ดร.วิชัย โถสุวรรณจินดา (ปปร. 3) “การสร้าชาติด้วยเยาวชนสร้างชาติ” จาก ศ. ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ “สุขภาพกับเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม” โดย นพ.ณัฏฐชัย สุวจิตตานนท์ ตามด้วยบทความ “ศิลปะแห่งความสุข” จาก ผศ. ดร.เศรษฐินันท์ ศิริสกุลเขมทัต (ปปร. ๑๖) และ บทสัมภาษณ์พิเศษ จาก พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปิดท้ายด้วย “เกร็ดกฎหมายชวนรู้” จาก ดร.วิชียร ชุบไธสง (ปปร. ๑๕, ปรม. ๙) เชิญติดตามเรื่องราวบทความ ภาพกิจกรรม และข่าวประชาสัมพันธ์ ที่น่าสนใจอื่นๆ มากมายในฉบับนี้ค่ะ สุดท้ายนี้ หากสมาชิกสมาคมฯ ท่านใด ประสงค์เผยแพร่บทความของท่าน หรือต้องการแจ้งข่าว ประชาสัมพันธ์กิจกรรมในรุ่น กองบรรณาธิการยินดีนำมาพิจารณาลงในวารสาร หรือมีข้อแนะนำ ติชม ประการใด โปรดส่งมาที่ อีเมล [email protected] ฝากไว้ท้ายฉบับ “การลงพระอาญาโดยธรรม ๑ การยกย่องคนดี ๑ การฝึกคนเกียจคร้านให้เป็น คนขยัน ๑ การไม่เห็นแก่หน้าว่าคนมีหรือคนจน ๑ การปกครองทั่วถึง ๑ คุณ ๕ ประการ นักปราชญ์ กว่าว่าเป็นยัญธรรม ควรบูชาแท้ ” จาก..ราชนีติ พากย์บาลี และพากย์ไทย, ข้อ ๘๕ หน้า ๒๗ ผศ. ดร.เศรษฐินันท์ ศิริสกุลเขมทัต บรรณาธิการ บทบรรณาธิการ
สารบัญ ๐๒ ๐๓ ๐๕ ๑๖ ๒๐ ๒๕ ๓๒ ๓๙ ๔๔ ๔๙ ๕๙ สารจากนายก บทบรรณาธิการ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ วัฒนธรรมสุจริตในองค์กรภาครัฐ มองเห็นอะไรจากนักท่องเที่ยวยุโรปอเมริกาและนักท่องเที่ยวจีน ปัญหาว่าด้วยความรับผิดทางการแพทย์ การสร้างชาติด้วยเยาวชนสร้างชาติ สุขภาพกับเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม (๑) ศิลปะแห่งความสุข The Art of Happiness พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล สาระสำคัญของพระราชบัญญัติว่าด้วย การปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ ข่าวประชาสัมพันธ์ ๖๓
สัมภาษณ์พิเศษ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เศรษฐินันท์ ศิริสกุลเขมทัต* ทีมบรรณาธิการ วารสารสมาคมแห่งสถาบัน พระปกเกล้า โดย ผศ. ดร.เศรษฐินันท์ ศิริสกุล เขมทัต ได้รับเกียรติจากท่าน ศาสตราจารย์ กิ ต ติ คุ ณ ด ร . บ ว ร ศั ก ดิ์ อุ ว ร ร ณ โ ณ อดีตเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า คนแรก ให้มาสัมภาษณ์ พูดคุย เรื่องราวเกี่ยวกับ ความเป็นมาของสถาบันพระปกเกล้า ตั้งแต่ เริ่มก่อตั้ง จนมาถึงปัจจุบันนี้ ทีมบรรณาธิการ รู้สึกเป็นเกียรติ และความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ที่ได้นำเรื่องราวอันทรงคุณค่าเหล่านี้มาลง ในวารสารของสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า ฉบับ ปฐมฤกษ์ ของปีที่ ๑๑ ในการจัดทำวารสาร ของสมาคมฯ * ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร., นักศึกษา ปปร. ๑๖ ผู้สัมภาษณ์/เรียบเรียง วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๕ ณ ห้องรับรอง สถาบันพระปกเกล้า
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เล่าให้ฟังว่า “สถาบัน พระปกเกล้านี้ เกิดขึ้นเนื่องจาก ส่วนราชการในฝ่ายบริหาร นั้น มีหลักสูตรสำหรับ พัฒนาบุคลากร เช่น หลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) หลักสูตร การป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐร่วมเอกชน (ปรอ.) ส่วนข้าราชการพลเรือน ก็มีหลักสูตรบริหารระดับสูง คือ หลักสูตรนักบริหารการงบประมาณระดับสูง (นงส.) รัฐสภาก็คิดว่า สมาชิกรัฐสภาเองก็เป็นคนที่มีความสำคัญมาก เพราะว่า เป็นฝ่ายนิติบัญญัติทำหน้าที่ ตรากฎหมายและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน จึงดำริขึ้นมาในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี วันพระบรมราชสมภพพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงตั้งกรรมการขึ้นมา โดยท่านศาสตราจารย์มารุต บุนนาค ประธานรัฐสภา ในเวลานั้น ได้ตั้งอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งขณะนั้นท่านเป็นรองประธาน สภาผู้แทนราษฎร มาเป็นประธาน และแต่งตั้งกรรมการอีกหลายท่าน เช่น ศาสตราจารย์วิจิตร ศรีสะอ้าน ศาสตราจารย์(พิเศษ) นรนิติ เศรษฐบุตร ขึ้นมา เพื่อร่วมกันพิจารณาว่าควรจะจัดตั้งสถาบันขึ้นในรัฐสภา ด้วยเหตุผลว่า สมาชิกรัฐสภาก็มีความสำคัญที่ควรจะได้มีการทำสิ่งที่เขาเรียกว่า Mix career training จึงได้ขอพระราชทานมงคลนามจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ในเวลานั้น พระองค์ท่าน ได้พระราชทานมงคลนาม ว่า สถาบันพระปกเกล้า” “การเปิดหลักสูตรรุ่นแรก ต้องอาศัยไปเชิญคนมาเรียน ผู้ที่มาเรียนมีผู้หลักผู้ใหญ่ หลายคน ที่เป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา”
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้มีการจัดตั้งสถาบันพระปกเกล้าขึ้น เป็นส่วนราชการ ระดับกอง จากนั้นจึงเปิดหลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นแรก ศ. ดร.บวรศักดิ์ ได้เล่าต่อไปว่า “การเปิดหลักสูตรรุ่นแรก ต้องอาศัยไปเชิญ คนมาเรียน ผู้ที่มาเรียนมีผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ยกตัวอย่างเช่น ไปเรียนเชิญท่านชวน หลีกภัย มาเรียน ท่านชวนบอกว่า จะมาเรียน แต่ไม่ลงทะเบียนเป็นนักศึกษา เพราะท่านกลัวว่าจะเรียนไม่ได้ครบ แต่สุดท้าย ท่านกลับเป็นผู้ที่เรียนได้ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้แล้วยังมีอีก หลายท่านที่มาลงทะเบียนเรียน เช่นพลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร ผู้ล่วงลับ ทั้งยังมีอีกหลายๆ ท่านที่เข้ามาเรียน และได้เป็นรัฐมนตรีในเวลาต่อมา ครั้นเมื่อได้ดำเนินการมาระยะเวลาหนึ่ง ท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา มีดำริว่า ควรจะยกกองนี้ขึ้นเป็น สถาบัน จึงตั้งกรรมการขึ้นมายกร่างกฎหมาย และนำเสนอกฎหมายเข้ารัฐสภา เนื่องจาก เป็นกฎหมายการเงินก็จะต้องได้รับความยินยอมจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี เห็นชอบ ผ่านเข้าสภาเพื่อออกประกาศใช้ เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๑ รัชกาลที่ ๙ ทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๑ จึงถือเอาวันนี้เป็น วันสถาปนาสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะที่เป็นหน่วยงานเป็นนิติบุคคลที่แยกออกมาจากสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรมาเป็น สถาบันพระปกเกล้า อยู่ในการกำกับดูแลของประธาน รัฐสภา” จากคำถามที่เรียนถาม ท่านอาจารย์ ดร.บวรศักดิ์ ว่า ท่านอาจารย์มีส่วนร่วม ในการริเริ่ม ก่อตั้ง และการวางรากฐานของการศึกษาหลักสูตรของสถาบัน อย่างไรบ้าง ท่านอาจารย์ จึงได้เล่าให้ฟังอย่างละเอียดดังนี้ “เมื่อกฎหมายได้ออกบังคับใช้ ท่านประธานรัฐสภา อาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา (เวลานั้น) ท่านรู้จักผมว่า มีส่วนในการร่วมก่อตั้ง ในการสอน และมีส่วนร่วมในการทำรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ด้วยในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ผมเป็นเลขานุการคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ และเลขาธิการคณะกรรมการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านได้ส่งอดีต ส.ส.ร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๓๙) คุณณัฐบดินทร์ โอมาน มาพบ ซึ่งขณะนั้น ผมเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มาเชิญผมไปเป็น เลขาธิการพระปกเกล้าคนแรก” “อดีต ส.ส.ร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๓๙) คุณณัฐบดินทร์ โอมาน มาพบ ซึ่งขณะนั้น ผมเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มาเชิญผมไปเป็น เลขาธิการพระปกเกล้า คนแรก”
“ผมไปปรึกษาผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่าน โดยเฉพาะท่านอธิการบดีจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ซึ่งในเวลานั้นคือ ศาสตราจารย์กิตติคุณ เทียนฉาย กีระนันทน์ ซึ่งหลายท่านเห็นด้วย ผมจึงมาเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าคนแรก” ท่านอาจารย์เล่าต่อไปอีกว่า “ตอนนั้นสถาบันมีที่ตั้งที่ทำการอยู่ที่ตึกสำนักงาน ใหญ่เก่าของธนาคารทหารไทย ตรงสี่แยกพญาไท โดยได้เช่า ส่วนบุคลากร ในระยะเริ่มแรก คือข้าราชการของกองที่เรียกว่าสถาบันพระปกเกล้า จากสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เข้ามาทำงานเนื่องจากหลังจากปี ๒๕๔๑ นั้น องค์กรมหาชนที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติยังไม่มี ผมก็ต้องจัดทำการก่อตั้ง อันดับแรกคือ การแบ่งหน่วยงานภายใน อันดับต่อมา ต้องออกระเบียบว่าด้วย การเงิน งบประมาณ และทรัพย์สิน ออกระเบียบว่าด้วยการบริหารงานบุคคล ออกระเบียบว่าด้วยการ สวัสดิการ ออกระเบียบว่า ด้วยการพัสดุ” ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ คุณเดโช สวนานนท์ ท่านเหล่านี้ “โดยทั้งหมดนี้ได้รับความกรุณาเมตตา อย่างสูงจากกรรมการสถาบันพระปกเกล้า ในเวลานั้น เช่น ศาสตราจารย์ ดร.วิจิตร ศรีสะอ้าน ได้มาช่วยกันเต็มที่ในการวางระบบ ต่อมาจะบรรจุข้าราชการที่มาจากสำนักเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร เขาก็ขอกลับหมด ยกเว้น ผมคนเดียวที่จะอยู่ต่อ ช่วงนั้นนับว่าเป็นช่วงวิกฤต พอสมควร เพราะว่ามีการเปิดสอนหลักสูตร การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ ๓ เมื่อข้าราชการ ๓๐ กว่าคนขอกลับหมด ผมจึงไปขอ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ยาวะประภาษ มาเป็น รองเลขาธิการ ซึ่งเราสองคนทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ และ ท้ายที่สุดต้องไปขอยืมตัวคนมาจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบ้าง จากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี บ้างมาช่วยในระยะแรก และต่อมาได้มี การคัดเลือกพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งรุ่นแรกนี้ปัจจุบันก็ยังทำหน้าที่อยู่หลายท่าน ตัวอย่างเช่น ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ท่านนี้เข้ามารุ่นแรกเลย ส่วนเรื่องสถานที่ตั้งของสถาบันจากที่ไปเช่าอยู่สำนักงานใหญ่ของธนาคาร ทหารไทย นั้น คับแคบ บังเอิญ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ท่านมีสำนักงาน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สนง.กพ.)อยู่ตรงกระทรวงสาธารณสุข จึงได้รับ ความกรุณาจากคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ ให้ย้ายมาใช้อาคารหนึ่ง ซึ่งต้องไป ต่อเติมชั้น ๕ ของอาคาร หลังจากนั้นจึงได้ย้ายมาเรียนที่ สำนักงานคณะกรรมการ
ข้าราชการพลเรือน ข้างกระทรวงสาธารณสุข ได้รับความสะดวก มีที่จอดรถเยอะ ทำให้สถาบันพระปกเกล้ามีความเป็นสัดส่วนมากขึ้น และในช่วงเวลานั้น มีเหตุการณ์ที่สำคัญอยู่ ๒ เหตุการณ์ที่ควรบันทึกไว้คือ เรื่องแรก มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาพบเมื่อ วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๒ ตอนนั้นผมเข้ามาเป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าวันแรก และมีหลักสูตร ปปร. เพียงหลักสูตรเดียว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลายท่านมาหารือว่า จะเรียนแต่การเมืองการปกครองไม่ได้ เพราะว่า สส. สว. ต้องออกกฎหมาย ต้องควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ผมก็เลยต้องคิดหลักสูตร ขึ้นมาอีกหลักสูตรหนึ่ง เป็นหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงหลักสูตรที่ ๒ คือ หลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน (ปรม.) แต่ เนื่องจาก เป็นหลักสูตรใหม่ ทางสถาบันไม่ได้ของบประมาณ แล้วต้องมีค่าใช้จ่าย จึงต้องเรียกเก็บจากผู้เข้าเรียน หลักสูตรนี้ ซึ่งเป็นการเรียนการบรรยายเกี่ยวกับ กฎหมายมหาชน และการบริหารงานภาครัฐ ในปีต่อมา ได้มีเสียงเรียกร้องอีกว่า กฎหมาย การเมือง ก็ดีอยู่ แต่เรื่องเศรษฐกิจนี้ก็สำคัญเหมือนกัน ผมก็เลยไปขอ ศาสตราจารย์กิตติคุณ เทียนฉาย กีระนันทน์ ดร.สมชัย ศรีสุพรรณ และอีกหลายท่าน ที่ถนัดทางเศรษฐศาสตร์ ได้มาเปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหาร เศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปศส.) เป็นหลักสูตรที่ ๓ หลักสูตรนี้ เป็นหลักสูตรที่เก็บค่าใช้จ่ายในการเข้าอบรม” ต่อมาเมื่อเปิดหลักสูตรมากขึ้น การเข้ามาเรียนในอาคารสำนักงาน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน นี้จึงคับแคบลง ท่านอาจารย์ ดร.บวรศักดิ์ จึงคิดว่าควรต้องย้าย และในที่สุดจึงตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ จนถึงปัจจุบัน “เรื่องที่สอง คือ กฎหมายสถาบันพระปกเกล้า ให้โอนพิพิธภัณฑ์พระบาท สมเด็จพระปกเกล้า จากสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมาอยู่ที่สถาบัน พระปกเกล้า ที่นี้เรื่องสถานที่มันไม่มี ก็คิดว่าจะทำอย่างไร และในตอนนั้น ผมเป็นกรรมการ การประปาส่วนภูมิภาค เวลาประชุม ผมนั่งติดอยู่กับรองอธิบดี กรมโยธาและผังเมือง คุณวรวิทย์ สายสุพัฒน์ผล ซึ่งกรมโยธาธิการ ได้ย้าย สำนักงานมาอยู่ริมคลองประปาแล้ว ผมจึงถามคุณวรวิทย์ ว่าอาคารเก่าของ กรมโยธา ท่านจะทำอะไร ซึ่ง คุณวรวิทย์ ท่านบอกว่า อาคารนั้นไม่ใช่ของท่าน กรมได้เช่าอาคารนี้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และคิดว่าจะเอาไว้ทำ พิพิธภัณฑ์การโยธาในประเทศไทย ผมก็บอกว่า ถ้าข้างบนสำหรับทำเป็นพิพิธภัณฑ์ พระปกเกล้า จะได้ไหม ท่านวรวิทย์บอกว่ายินดี และด้วยเดชะพระบารมีของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เราก็ได้ชั้น ๓ มาทำพิพิธภัณฑ์ “ตอนนั้นผมเข้ามาเป็น เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า วันแรก และมีหลักสูตร ปปร. เพียงหลักสูตรเดียว สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมาชิก วุฒิสภา (สว.) หลายท่านมาหารือว่า จะเรียนแต่การเมืองการปกครอง ไม่ได้ เพราะว่า สส. สว. ต้องออกกฎหมาย ต้องควบคุมการบริหารราชการ แผ่นดิน” 10
ครั้นเมื่อนำมาเรียนให้ทาง สภาสถาบันพระปกเกล้าทราบ กรรมการสภา บอกว่าอยากได้ทั้งตึก ผมก็นึกในใจว่า เราขอชั้น ๓ และทางโยธาเขาจะทำ พิพิธภัณฑ์การโยธาไทย แล้วเราจะไปขอเขาทั้งตึกดูจะกระไรอยู่ แต่ด้วยเดชะ พระบารมีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวคุ้มครอง ซึ่งต่อมามีประชุมกันมา ไม่กี่เดือน รองอธิบดีกรมโยธาธิการ และผังเมือง ท่านมาบอกผมว่า ท่านหาของมา แสดงไม่ได้ ให้อาจารย์เอาไปทั้งตึกเลย...” หลังจากที่ได้พิพิธภัณฑ์มา มีของบริจาคเข้าพิพิธภัณฑ์แล้ว ท่านอาจารย์ เล่าต่อไปว่า “ได้กราบบังคมทูลขอ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวง นราธิวาสราชนครินทร์ มาเปิดงานนิทรรศการ ส่วนการเปิดพิพิธภัณฑ์ได้กราบทูล เชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน (ในเวลานั้น คือสมเด็จพระบรม โอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร) เสด็จมาทรงเปิดพิพิธภัณฑ์” และต่อมา ได้ขอ พระราชานุญาตสร้างพระ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล โดยสร้างพระคันธารราฐ ปางขอฝนเป็นพระบูชา และสร้างเหรียญ ด้านหนึ่งเป็นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว อีกด้านหนึ่งของเหรียญ เป็นรูปพระคันธารราฐ อันเป็นพระประจำรัชกาล และได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เวลานั้น) เสด็จไปทรงเททองและทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ทั้งหมดนี้เป็นงานที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ท่านอาจารย์ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าช่วงแรก ตั้งแต่วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๒ ถึง ๒ มกราคม ๒๕๔๖ ในยุคแรก ที่ท่านอาจารย์ทำหน้าที่เลขาธิการสถาบัน นอกจากหลักสูตรดังกล่าว นี้แล้วได้เปิดหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรด้วย ต่อมาได้เปิดสำนักสันติวิธี และ ธรรมาภิบาล โดยเรียนเชิญ พลเอกเอกชัย ศรีวิลาศ มาเป็นผู้อำนวยการสำนัก จัดทำหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข หรือ ๔ ส. อันเป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นสร้างสังคมที่เป็นระบบ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดย สันติวิธี ซึ่งหลักสูตรนี้ได้รับความสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก สมาชิกองค์การบริหาร ส่วนตำบล (ส.อบต.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในช่วงแรกจะได้งบประมาณมาจากสองหน่วยงานนี้ ต่อมาจึงได้ งบประมาณจากรัฐบาลเป็นงบประมาณแผ่นดิน หลักสูตรถัดมา ศาสตราจารย์วิจิตร ศรีสะอ้าน ได้คิดหลักสูตรเรียกว่า ผู้นำการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และใช้คำว่า หลักสูตรผู้นำการเมือง แต่ผู้ที่ เข้ามาเรียนมีความหลากหลายและมีอายุมาก ในรุ่นแรก พอรุ่นที่สองท่านอาจารย์ ได้เปลี่ยนให้คนรุ่นเยาว์ได้เข้ามาเรียน เพราะหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้านี้ “ผมจึงถามคุณวรวิทย์ว่า อาคารเก่าของกรมโยธา ท่านจะทำอะไร ซึ่งคุณวรวิทย์ ท่านบอกว่า อาคารนั้นไม่ใช่ของท่าน กรมได้เช่าอาคารนี้จาก ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และคิดว่าจะเอาไว้ทำพิพิธภัณฑ์ การโยธาในประเทศไทย ผมก็บอกว่า ถ้าข้างบนสำหรับทำเป็น พิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าจะได้ไหม ท่านวรวิทย์บอกว่ายินดี และด้วยเดชะพระบารมีของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เราก็ได้ชั้น ๓ มาทำพิพิธภัณฑ์” 11
ผู้เข้ามาเรียนต้องมีอายุ ๔๐ ปีขึ้นไป ในทุกหลักสูตร และไม่มียังไม่มีหลักสูตรใด ที่กำหนดให้อายุต่ำกว่า ๔๐ ปีเข้ามาเรียน จึงได้เปลี่ยนจากหลักสูตรผู้นำการเมือง เป็นผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย โดยเปลี่ยนชื่อหลักสูตร และเปลี่ยน คุณสมบัติของผู้เข้าเรียนเสียใหม่ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี และไม่เกินอายุ ๔๐ ปี ท่านอาจารย์ เล่าให้ฟังว่า “เปิดหลักสูตรรุ่นแรกไม่ค่อยมีคนรู้จัก ก็ไปเชิญ คนมาเรียน ต่อมาเมื่อหลักสูตร ปนป. เป็นที่รู้จักจากรุ่นที่ ๑ ผ่านมารุ่นที่ ๒ ไม่ต้อง เชิญคนมาเรียน แย่งกันเข้ามาก จนเป็นหลักสูตรที่ป๊อปปูล่า ไม่แพ้หลักสูตร ปปร. ซึ่งหลักสูตรที่ไม่เสียค่าเรียน มี ๓ หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยสำหรับผู้บริหารระดับสูง (ปปร.) หลักสูตรประกาศนียบัตร ชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสส.) และหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำยุคใหม่ ในระบอบประชาธิปไตย (ปนป.)” และ “ในช่วงเวลานั้นมีแพทยสภา นพ.อิทธพร คณะเจริญ มาหารือว่า ส่วนธรรมาภิบาลทางการแพทย์ อยากเอาแพทย์ทุกประเภท จากโรงพยาบาลของรัฐ โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลเฉพาะทาง มาร่วมเรียนกับ กลุ่มคนนอกที่ไม่ใช่แพทย์ และนอกจากเรื่องธรรมาภิบาล ให้รู้เรื่องกฎหมาย เรื่อง การบริหาร ฯลฯ ดังนั้นจึงได้จัดหลักสูตร ธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมกับ สถาบันพระปกเกล้า เป็นอีกหลักสูตรหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากเช่นกัน” ท่านอาจารย์เล่าต่อไปอีกว่า “ต่อมาท่านได้ไปเรียนวิชาสมาธิกับหลวงพ่อวิริยังค์ (สมเด็จพระญาณวชิโรดม นามเดิม วิริยังค์ บุญฑีย์กุล) ทำให้ได้เห็นชัดว่า ถ้าคนเรา ฝึกสมาธิทุกวัน จะมีผลทำให้คนไม่กล้าทำบาป เลยได้แนวคิดว่า อยากนำเข้ามาใน สถาบันพระปกเกล้าบ้าง จึงไปกราบพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ ขอให้ท่านทำ หลักสูตรเพื่อมาสอนผู้บริหาร ” ในที่สุดก็ได้หลักสูตร “วิทันตสาสมาธิสำหรับ นักบริหาร” ส่วนผู้บริหารที่จะเข้ามาเรียนหลักสูตรนี้ จะต้องจบระดับปริญญาตรี ขึ้นไป แต่หลักสูตร ครูสมาธิ ไม่จำเป็นต้องจบระดับปริญญาตรี สำหรับหลักสูตรวิทันตสาสมาธิ สถาบันพระปกเกล้าได้ทำการเปิดหลักสูตร ร่วมกับสถาบันพลังจิตตานุภาพของท่านหลวงพ่อวิริยังค์ จนเป็นที่แพร่หลายจนถึง ปัจจุบันนี้ “ในขณะเดียวกัน ท่านอาจารย์ได้มีความรู้สึกว่าด้านการเรียนในสถาบัน พระปกเกล้าว่า “เป็นการเน้นเอกสารวิชาการ และเอกสารวิชาการเหล่านั้น ผู้เข้ามาเรียน เป็นข้าราชการ ที่ส่วนใหญ่อาจไม่ถนัดงานเขียน ทางด้านเอกชน ก็เช่นกัน ด้วยความไม่ถนัดงานเขียนจึงได้มีการจัดจ้างผู้ชำนาญเขียน เมื่องานเสร็จ ถือว่าผ่านก็เป็นการจบการศึกษาส่วน เอกสารงานเอาไปเก็บไว้ในห้องสมุด และ ไม่มีใครเข้าไปค้นหรือเข้าไปอ่าน จึงได้เปลี่ยน โดยเริ่มเปลี่ยนครั้งแรกที่หลักสูตร รุ่นเยาว์ (ปนป.) จัดทำเอกสารวิชาการ จัดทำโครงการให้แก่สังคม โดยการลงพื้นที่ ไปทำโครงการในพื้นที่จริง ซึ่งมีหลายโครงการประสบความสำเร็จมาก ยกตัวอย่าง “ถ้าคนเราฝึกสมาธิทุกวัน จะมีผลทำให้คนไม่กล้าทำบาป เลยได้แนวคิดว่า อยากนำเข้ามาใน สถาบันพระปกเกล้าบ้าง จึงไปกราบ พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ ขอให้ท่านทำหลักสูตร เพื่อมาสอนผู้บริหาร” 12
เช่น โครงการสอนคนเลี้ยงจิ้งหรีด ซึ่งจากการศึกษาวิจัยขององค์การอาหารและ เกษตรกรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nation: FAO) พบว่า จิ้งหรีดเป็นสัตว์ ที่อุดมไปด้วยโปรตีนสูง จึงนำไปทำ โครงการสอนวิธีการเพาะเลี้ยง รวมถึงการทำการตลาดให้ จากโครงการนี้ ทำให้ หมู่บ้านนี้มีรายได้สูงกันทุกครอบครัว เกิดเศรษฐกิจยั่งยืนขึ้นมา นอกจากหลักสูตร ปนป.แล้ว ยังมีหลักสูตรอื่นๆ เช่น หลักสูตร สสสส. และ ปปร.ได้นำรูปแบบ การจัดทำโครงการในลักษณะนี้ด้วย เช่นกันและหากหลักสูตรทั่วประเทศ นำความ เชื่อมโยงแบบนี้ไปจัดการในสังคมก็จะทำให้เกิดความยั่งยืนแน่นอน” จากระยะเวลา ที่ท่านอาจารย์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า มา ๓ วาระ รวม ๑๒ ปี ท่านอาจารย์ บอกว่า มีความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ทำสิ่ง ต่างๆ ถวายพระปกเกล้า และทั้งหมดนี้ จะประสบความสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มี ๓ ปัจจัยดังนี้ ปัจจัยที่ ๑ สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันพระปกเกล้า เป็นมงคลนาม ที่ ไ ด้ รั บ พ ร ะ ม ห า ก รุ ณ า ธิ คุ ณ จ า ก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร ม ห า ภู มิ พ ล อ ดุ ล ย เ ด ช ม ห า ร า ช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวง นราธิวาสราชนครินทร์ และ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปัจจัยที่ ๒ ผู้ใหญ่ในสภาสถาบัน ตั้งแต่ ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค อาจารย์ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ตลอดจนถึงท่านประธานรัฐสภา ชวน หลีกภัย กรรมการ สภาสถาบันทุกท่าน และผู้บริหารสถาบันทุกท่าน ปัจจัยที่ ๓ สถาบันพระปกเกล้า ประสบความสำเร็จมาทุกวันนี้ เพราะพนักงาน เจ้าหน้าที่ ซึ่งนอกจากมีความรู้ความสามารถแล้ว ยังทุ่มเทการทำงานให้แก่สถาบัน ดังเช่น ในหลักสูตรหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ ๓ คน ต่อคนเรียน ๑๕๐ คน ด้วยการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม เจ้าหน้าที่เหล่านี้ทำงานปิดทองหลังพระ เหมือน กลไกที่อยู่ด้านหลังนาฬิกา ทำให้เลขาธิการ รองเลขาธิการ ไปปรากฏอยู่ด้านหน้า เป็นหน้าปัด กลไกทำให้เข็มนาฬิกาเดินได้ ดังนั้น หากไม่มีพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่เข้มแข็งอย่างนี้ ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ 13
ปัจจัยที่ ๔ การที่สถาบันได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ทำให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นที่ประจักษ์ในสายตาต่างประเทศ เช่นมีการจัดเวที เสวนาให้องค์กรอิสระ ได้มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน จัดเชิญท่านทูต ในประเทศไทย หอการค้าต่างประเทศทั้งหมด มาให้ข้อมูลเรื่องความเปลี่ยนแปลง ด้านเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่ง จัดปีละ ๒-๓ ครั้ง เป็นต้น ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ท่านฝากความหวังว่าสถาบัน พระปกเกล้ายุคใหม่ ในรอบของเลขาธิการคนใหม่ จะจัดหลักสูตรที่เอาผู้นำ นักศึกษาในมหาวิทยาลัย และในระดับมัธยมปลาย มาอบรมร่วมกัน โดยมีแนวคิด แบบง่ายๆ คือ ๑. ให้ได้มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของไทย ๒. ให้มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี และความรู้ทันโลกของสื่อในสังคม ๓. ให้ได้รู้เรื่องปัญหาของชุมชน และสังคม ซึ่งยังด้อยอยู่ ส่วนวิธีการเรียน ควรงดบรรยายในห้องเรียน เน้นการไปดูสถานที่จริง เช่น อยุธยา สุโขทัย เชียงใหม่ เชียงราย นครศรีธรรมราช เป็นต้น รวมถึงการไปศึกษา ดูงานโครงการพระราชดำริ หรือการไปดูพื้นที่ ชุมชน สลัม ในคุก เสร็จแล้วให้ ผู้เรียนทำโครงการตามที่ได้ไปศึกษาดูงานมา โดยมีวัตถุประสงค์ คือ ปลูกฝังให้เกิด ความรักบ้านเกิด ซึ่งให้ผู้เรียนทำโครงการ และไปที่บ้านเกิดของตน และปลูกฝังให้ เกิดความรักสถาบันหลักของชาติ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งหากทำได้สำเร็จจะกลายเป็นทางเลือกที่ดี ซึ่งนอกจากสถาบันเป็นแหล่ง ของการศึกษาอบรมแล้ว ยังเป็นการรวมตัวเพื่อช่วยสังคม และทำกิจกรรม สาธารณประโยชน์หลายด้าน ด้วยสถาบันพระปกเกล้า เวลานี้มีองค์กรที่เกิดขึ้นมา เพื่อกิจกรรมเหล่านี้อีกสององค์กร โดยมีสถาบันพระปกเกล้าเป็นหลักคือ สมาคม แห่งสถาบันพระปกเกล้า และมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม สถาบันพระปกเกล้าจึงมี สามขา ขาที่หนึ่ง คือ ตัวสถาบันพระปกเกล้า ขาที่สอง คือ สมาคมแห่งสถาบัน พระปกเกล้า และ ขาที่สาม คือ มูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ด้วยสามขานี้ สามารถผลักดันภารกิจในอนาคต โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจ ให้เกิดขึ้นในหมู่ชาวต่างประเทศ และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเมือง ให้กับ เยาวชน ตั้งแต่ระดับมัธยมปลาย มหาวิทยาลัย รวมไปถึงครูบาอาจารย์ที่สอนใน โรงเรียน และสิ่งเหล่านี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ สมาคม และ มูลนิธิ เข้ามาช่วยกัน อันเป็น แนวคิดใหม่ที่ท่านอาจารย์ฝากความหวังไว้กับสถาบันพระปกเกล้ายุคใหม่ จากนั้น ท่านอาจารย์ยังได้ กล่าวถึงสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้าอีกว่า “การทำงานของสมาคมที่ผ่านมา ถือว่าเดินมาถูกทิศทางแล้ว ซึ่งมีผู้หลักผู้ใหญ่ “สถาบันพระปกเกล้า สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า และมูลนิธินักศึกษา สถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม สามองค์กรนี้ จะกลายเป็น โครงสร้างสามเหลี่ยม ที่ไม่ใครทำลายได้ ซึ่งในทางสถาปัตยกรรม โครงสร้างสามเหลี่ยม นั้นถือว่าเป็นโครงสร้าง ที่มั่นคงที่สุด” 14
หลายท่าน เข้ามาช่วยกันสร้างช่วยกันทำ โดยเฉพาะ คุณมหรรณพ เดชวิทักษ์ ที่เข้ามาร่วมสร้าง และพัฒนาให้สมาคมมีความก้าวหน้าเติบโตมาถึงวันนี้” และ ท่านอาจารย์ ยังมองถึงประเด็นการสร้างถาวรวัตถุ ให้แก่สถาบัน หรือองค์กรต่างๆ นั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่อยากให้มาร่วมกันสร้างคน ควบคู่กันไป ซึ่งสามารถทำได้หลาย อย่าง เช่น กลุ่มแรก ช่วยกันเรื่องเกี่ยวกับเยาวชน ให้ได้มีทางเลือกในการใช้ชีวิต ไม่ใช่เป็น ไปตามกระแสของสื่อในสังคม ต้องให้รู้เท่าทันสื่อ ต้องเห็นสถาบันหลักของชาติ ต้องรักบ้านเกิด ถิ่นกำเนิดของตัวเองจะมาดูถูกคนไทยด้วยกัน หรือดูถูกวัฒนธรรม ไทย ดังเช่นที่ปรากฏในสื่ออย่างทุกวันนี้ กลุ่มที่สอง กลุ่มนักเรียนด้อยโอกาส ที่อยู่ตามชนบท ให้พวกเขาได้มีโอกาส เท่าเทียมกับเด็กที่เรียนในกรุงเทพ นอกจากนั้น เด็กนักเรียนที่เรียนดี เรียนเก่ง และ ยังมีภาระดูแลพ่อแม่ยากจน จึงไม่มีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัย ท่านอาจารย์จึงอยากบอกกับนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้า ผ่านบทสัมภาษณ์ พิเศษนี้ว่า “มูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม กับสมาคมแห่ง สถาบันพระปกเกล้า มาร่วมกัน มาช่วยบ้านเมืองว่า คนที่เรียนดี แต่ไม่มีทุนทรัพย์ เราหันมาอุปการะเป็นรายคนเลย ดีไหม โดยตั้งกรรมการขึ้นมาคัดเลือก และอุปการะส่งเสียให้เรียนตั้งแต่ระดับประถม มัธยม จนถึงระดับ ปริญญาตรี โท เอก” ผมว่าการสร้างคนให้เป็นคนดีได้ ๑ คน เท่ากับการสร้างวัด ๑ จึงอยากบอกว่า เป็นไปได้ไหม ที่สมาคม และมูลนิธิร่วมกัน คัดเลือกคนที่จะอุปการะ รับอุปการะ ตามศักยภาพ ตามความสามารถแค่ไหนก็รับแค่นั้น” จากนั้น ท่านอาจารย์ได้ปิดท้ายบทสัมภาษณ์วันนี้ว่า “สถาบันพระปกเกล้า สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า และมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อ สังคม สามองค์กรนี้ จะกลายเป็นโครงสร้างสามเหลี่ยมที่ไม่ใครทำลายได้ ซึ่งใน ทางสถาปัตยกรรม โครงสร้างสามเหลี่ยม นั้นถือว่าเป็นโครงสร้างที่มั่นคงที่สุด” กองบรรณาธิการสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า ขอกราบขอบพระคุณ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ได้ให้ความรู้ แนวคิดแนวทาง เป็นกรณีพิเศษ เกี่ยวกับความเป็นมาของสถาบันพระปกเกล้า รวมถึงแนวทาง การพัฒนาของสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้ายุคใหม่นี้ด้วยความซาบซึ้ง เปี่ยมล้นด้วยองค์ความรู้ที่ไม่สามารถหาได้ในตำราเรียนเล่มใด 15
* นักศึกษา ปปร.๑๑ พล.อ.อ. วีรวิท คงศักดิ์* เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา มีข่าวที่สะเทือนใจคนไทย ทั้งชาติคือ กรณีวิศวกรหนุ่มที่ทำงานในองค์กรปกครองท้องถิ่นแห่งหนึ่ง จบชีวิตตัวเอง และเขียนจดหมายว่า “ถูกกดดันให้ทุจริตก่อสร้างถนนไม่ได้มาตรฐาน” วัฒนธรรมสุจริต ในองค์กรภาครัฐ 16
วัฒนธรรมสุจริต ในจดหมายที่เขียนด้วยลายมือผู้ตาย เปิดเผยระบบการทำงานในเทศบาลที่กดดัน ให้ตัวผู้ตายซึ่งเป็นวิศวกรคุมงาน ต้องทุจริตตามน้ำ บังคับให้เรียกรับค่าตรวจรับงาน จากผู้รับจ้าง ทั้ง ๆ ที่เห็นอยู่ว่า งานก่อสร้างถนนมีสภาพแตกร้าวไม่ได้มาตรฐาน จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมทราบว่า วิศวกรท่านนี้เพิ่งสำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเริ่มทำงานเมื่อ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๕ ถูกกดดันจนตัดสินใจ ลาออกซึ่งจะมีผลในวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ โดยยังมีงานต้องตรวจรับอีก ๓ งาน และถูกบีบบังคับให้ทำการทุจริตอีกเช่นเดิม เรื่องที่น่าเศร้านี้จึงเกิดขึ้น ก่อนอื่น...ต้องขอขอบคุณสถานศึกษาที่ปลูกฝังค่านิยมซื่อตรง (Integrity) และอุดมการณ์ทำงานตามมาตรฐานวิชาชีพเป็นอย่างดีให้กับนักศึกษา ทำให้วิศวกรคนนี้ เป็นคนซื่อตรงต่อหน้าที่ แต่เป็นความโชคร้ายที่วิศวกรผู้นี้ “ต้อง” มาทำงานในองค์กรที่มี “วัฒนธรรม” ที่แตกต่างจากค่านิยมที่ได้รับการปลูกฝังจากสถานศึกษา ทำให้เกิดความคับข้องใจ ตัดสินใจลาออก แต่ไม่วายที่ถูกกดดันให้ทุจริตอีก จน “รับไม่ได้” ตัดสินใจลาจากโลกนี้ ทำให้ประเทศไทยเสียวิศวกรที่ดีมีอุดมการณ์ไปคนหนึ่ง เมื่อพิจารณาในด้านบริหารองค์กร สภาพแวดล้อมในการทำงานมีผลต่อพฤติกรรม ของคน ทุกองค์กรจึงต้องสร้าง “วัฒนธรรม” เพื่อกล่อมเกลาให้คนในสังคมเป็นคนดี มีคุณธรรม ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นและสังคม ในทางวิชาการ “วัฒนธรรม” หมายถึง วิถีชีวิตของคนที่ “คิด” และ “ทำ” ตาม ค่านิยมที่ได้รับการปลูกฝัง จึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการปลูกฝังค่านิยมที่ดี และป้องกัน มิให้ค่านิยมที่ไม่ดีเข้ามาในจิตใจของคนในสังคม ความหมายของวัฒนธรรมตามนัยนี้ ในต่างประเทศได้บัญญัติศัพท์คำหนึ่งคือ Integrity ซึ่งมีความหมายว่า พิจารณาไตร่ตรองเลือกความคิดและพฤติกรรมจากค่านิยมที่ได้รับ การปลูกฝังมากกว่าการเห็นประโยชน์ส่วนตน ในองค์กรภาครัฐ 17
ดังนั้น ทุกองค์กรจึงต้องปลูกฝังค่านิยมดี คือ “สุจริต” เพื่อให้มีวัฒนธรรมสุจริต (Integrity Culture) และปลูกฝังมาตรการป้องกันมิให้ซึมซับค่านิยมที่ไม่ดี คือ “ทุจริต” เพื่อให้ไม่มีการทุจริตและประพฤติมิชอบในองค์กร ตามปกติ ผู้นำองค์กร มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการปลูกฝังสั่งสอนให้คน ในองค์กร ให้มีค่านิยมสุจริต เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ซึ่งจะทำให้คิดและทำ ในสิ่งที่สุจริต รวมถึงปลูกฝังความสามารถในการต่อต้านและหยุดยั้ง ความคิดและ การกระทำทุจริต ที่มักเกิดจากกิเลส คือ ความรัก โลภ โกรธ หลง ของปุถุชน ให้ได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้บังคับบัญชาเป็นผู้กดดันให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จนเกิดความคับข้องใจถึงขั้นทำอัตวินิบาตกรรมแล้ว ในทางทหารถือว่าเป็นความผิดวินัย ที่ร้ายแรง ผู้บังคับบัญชาทหารต้องถูกสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามระเบียบการดำเนินการ ด้านวินัยทันที ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นบรรทัดฐานของทุกองค์กรในอนาคต สำหรับการปลูกฝังวัฒนธรรมสุจริตในองค์กรภาครัฐนี้ เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๖๔) มุ่งเน้น การสร้างค่านิยมสุจริตให้กับประชาชน ผ่านองค์การทางสังคม ซึ่งประกอบด้วย ครอบครัว องค์การทางศึกษา องค์การศาสนา องค์การชุมชน องค์การธุรกิจ องค์การสื่อมวลชน และองค์การทางการเมือง การปกครอง ในส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ทางการเมืองการปกครอง มีงานวิจัยได้แนะนำว่า ควรมีรูปแบบ วัฒนธรรมองค์กรแบบเน้นบทบาท (The Role Culture) มีรูปแบบ การปลูกฝังวัฒนธรรมสุจริต ได้แก่ ๑) การกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และ แผนด้านความสุจริต ๒) การให้ความรู้ด้วยการจัดทำเว็บไซต์ให้ความรู้ การส่งเสริม คุณธรรมจริยธรรมในภาครัฐ และจัดทำแบบการศึกษาด้วยตนเอง (Self-learning portal) ให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้าไปเรียนรู้ ๓) การบังคับใช้กฎหมาย ประมวลจริยธรรม มาตรการ ทางวินัย และจัดตั้งหน่วยงานควบคุมดูแลที่สามารถบังคับใช้กฎหมายเพื่อ ควบคุมการทุจริต และ ๔) ผู้บริหารองค์การประพฤติตนเป็นแบบอย่าง ข้อแนะนำข้อสุดท้ายนี้สำคัญมาก เนื่องจาก การเป็นแบบอย่างของผู้นำองค์กร ในการแสดงค่านิยมสุจริต และการยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นธรรมเท่านั้น ที่จะทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่วัฒนธรรมสุจริตได้ ดังนั้น การสร้างวัฒนธรรมสุจริต จึงต้องหา “คนสุจริต” มาปกครองและบริหารองค์กร ซึ่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีผู้นำอยู่ ๒ คน คือ นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มาจากการเลือกตั้ง และปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มาจากการแต่งตั้งในระบบ ราชการ 18
การที่จะให้ได้ “คนสุจริต” ที่มากการเลือกตั้งจากประชาชน จุดสำคัญ คือ กลไก การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ปราศจากการลงทุนด้วยการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ในการทำให้เกิดขึ้น ส่วนการแต่งตั้ง “คนสุจริต” มาเป็นปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ๒๕๖๐ มาตรา ๗๖ วรรคสองได้บัญญัติให้ รัฐพึงดำเนินการ ให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐในระบบคุณธรรม เพื่อให้ได้คนดีมีคุณภาพมาปกครองและบริหารบ้านเมือง เป็นที่น่าเสียใจว่า จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ารัฐสภาเพื่อ ตราเป็นกฎหมาย จึงต้องตั้งความหวังว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปีนี้ ประชาชน จะเลือกรัฐบาลที่มีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อมาผลักดันให้ได้ “คนสุจริต” มาสร้าง “วัฒนธรรมสุจริต” ในองค์กรภาครัฐ บทเรียนราคาแพงจากการสูญเสียวิศวกรที่มีคุณภาพในครั้งนี้ สอนให้รู้ว่า ความขัดแย้งทางวัฒนธรรม ทำให้คนสุจริตไม่สามารถทนอยู่ในองค์กรที่มีวัฒนธรรม ไม่สุจริตได้ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารประเทศทุกระดับ โดยเฉพาะอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ต้องเป็นผู้นำในการรณรงค์ การสร้างวัฒนธรรมสุจริตในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อขจัดปัญหา ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมของ “คนรุ่นใหม่” ที่ได้รับการปลูกฝัง ค่านิยมสุจริตจากสถานศึกษา ให้หมดไป และ...หวังว่า การสูญเสียวิศวกรหนุ่มที่ดีคนนี้ จะเป็นคนสุดท้าย ที่มีสาเหตุจากความคับข้องใจของคนรุ่นใหม่ อันเนื่องมาจากองค์กร ภาครัฐไทยที่ไม่มี “วัฒนธรรมสุจริต” 19
* นักศึกษา ปปร.๗, [email protected] สร ปิ่นอักษรสกุล* มองเห็นอะไร จากนักท่องเที่ยวยุโรป อเมริกา และนักท่องเที่ยวจีน เป็นเวลาเกือบ ๓ ปี ที่เราและหลายประเทศเกือบทั้งโลก อยู่ในภาวะสิ้นหวัง เศรษฐกิจตกต่ำ บางคนหมดสิ้น อยากตาย และบางคนถึงกับตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพราะคิดว่าหมดหนทางแล้ว ตามที่เราๆ ท่านๆ ทราบกันอยู่ ทั่วทั้งโลก ประชากรโลกเสียชีวิตไปกับโรคระบาดร้ายแรงนี้กว่า ๖ ล้านคน สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ทันสมัยที่สุด มีเทคโนโลยีที่ล้ำ หน้ากว่าประเทศใดๆในโลก ประเทศที่มีบริษัทผลิตยาที่ทันสมัยที่สุด ในโลกก็ว่าได้ กลับมีประชากรเสียชีวิตเพราะโรคระบาดนี้ มากที่สุด 20
ประเทศไทย ซึ่งได้รับคำชมเชยจากหลายประเทศ รวมทั้ง องค์การอนามัยโลกหรือ WHO - World Health Organization ว่าจัดการกับปัญหาการระบาดของ โควิด-19 ได้ดีมากประเทศหนึ่งของโลก ซึ่งก็ต้องขอบคุณทั้งรัฐบาลไทย บุคลากรสาธารณสุขไทย ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข บุคลากรของกระทรวงนี้ทั้งหมด ตลอดจน อสม. หรือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ที่มีอยู่กว่าล้านคน ทั่วประเทศ ที่ต่างช่วยกันให้การระบาดของโควิดในไทย ไม่บานปลายจนเกินไป จนขณะนี้เราค่อยๆ กลับมาสู่ภาวะปกติ เพราะที่ผ่านมา ธุรกิจการท่องเที่ยวน่าจะเป็นธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ มากที่สุด เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวตามที่ได้กล่าวแล้ว ทั้งๆ ที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากจากทั่วโลกอยากมาเที่ยว เมืองไทยกัน แต่มาไม่ได้ เพราะปัญหา ดังกล่าว เดือนตุลาคม ปลายปีที่แล้ว หรือเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวเริ่มทยอยเดินทางเข้าไทย โดยมาจากยุโรป น่า จะมากที่สุด เพราะ ป ร ะ ก า ร แร ก เข้ า ฤ ดู ห น า ว แ ล ะ ปี นี้ ห น า ว ม า ก ในขณะเดียวกันค่าพลังงานกลับสูงมากเป็นประวัติการณ์ เพราะสงครามยูเครนกับรัสเซียที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ปีที่แล้วจนบัดนี้ ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ ประการที่สอง นักท่องเที่ยวหลายชาติที่ชอบเมืองไทย อยากมาเที่ยวเมืองไทยนานแล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่เปิด ประเทศอย่างเป็นทางการเพราะปัญหาการระบาดของ โควิด-19 เมื่อเปิดประเทศ นักท่องเที่ยวจากหลายๆ ชาติ จึงทะลักกันเข้ามา อย่างบางวันช่วงปลายเดือนตุลาคม เฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิ แห่งเดียว นักท่องเที่ยวเข้ามา ถึง ๔๕,๐๐๐ รายเศษ ก็เพราะ 21
ประการแรก จำนวนนักท่องเที่ยวที่ทางการ (ททท. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) ของไทย ได้พยากรณ์ไว้ว่าจะเข้ามาถึง ๑๐ ล้านคน ก่อนสิ้นปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า ไม่ทันถึงสิ้นปี จำนวนนักท่องเที่ยวก็เลยหลัก ๑๑ ล้านกว่าคนเข้าไปแล้ว ประการที่สอง ต่อมาผู้นำรัฐบาล ลุงตู่ ได้คาดการณ์ไว้อีกว่า ปีนี้ (๒๕๖๖) ทั้งปี จะมีนักท่องเที่ยว ต่างประเทศเข้ามาเที่ยวเมืองไทย ถึง ๒๐ ล้านคน ถ้าไม่มีปัญหาใดๆ มาแทรกซ้อน ซึ่งผมว่าน่าจะมากกว่า ๒๐ ล้านด้วยซ้ำ ปัญหาการแทรกซ้อนที่ว่า น่าจะมีอยู่ ๒ ประเด็น คือ ประเด็นแรก โรคโควิด จะกลับ มาระบาดอีกในปีนี้ในรูปแบบ หรือสายพันธุ์ใหม่ ที่เก่งกว่าทุกสายพันธุ์ในอดีตที่ผ่านมา ประเด็นที่ ๒ เกิดความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นอีก อย่างในอดีตก่อนรัฐบาลลุงตู่ จะเข้ามาบริหารประเทศที่เกิดเหตุการณ์พรรครัฐบาลที่นำโดย นส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยายามผลักดัน “พรบ.นิรโทษกรรม” หรือที่เรียกกันว่า “พรบ.สุดซอย” เพื่อต้องการให้ นายทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย ได้กลับไทย โดยไม่ต้องติดคุก ตามโทษที่ศาลได้ตัดสินแล้ว จนเกิดการประท้วงใหญ่ของกลุ่ม “กปปส” ผู้ประท้วงจำนวนแสนๆ ถึงล้านคน เต็มถนนอยู่นานเป็นเดือนๆ แล้วเมื่อไร จะพูดถึง “มองเห็นอะไรกับนักท่องเที่ยวจากยุโรป อเมริกาและ นักท่องเที่ยวจีน” ตามที่จั่วหัวเรื่องไว้เสียทีล่ะ บางท่านอาจจะคิดแบบนี้จริง.......เอาละครับ ผมจะเล่าจากประสบการณ์ตรง ที่ทำที่พำนักหรือ guest house หรือ resort เล็กๆ แก่นักท่องเที่ยวมาตั้งแต่ต้นๆ ปี ๒๕๖๑ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งช่วง ๒ ปีแรก พอเข้าปีที่ ๓ หรือต้นๆ ปี ๒๕๖๓ เกิดโรคระบาด ร้ายแรงดังที่ทราบกันอยู่แล้ว นักท่อง เที่ยวหายหมด ทำให้ธุรกิจที่พักโรงแรม ที่ “สายป่าน” สั้นต่างล้มหายตายจาก เพราะมีแต่รายจ่าย แต่ไม่มีรายได้ ส่วนของผม เป็นธุรกิจในครอบครัว ไม่ได้เอาเงิน ธนาคารมาลงทุน จึงเดือด ร้อนน้อยกว่า ตั้ ง แ ต่ เ ดื อ น ตุ ล า ค ม ปี ที่ ผ่ า น ม า นักท่องเที่ยวจากยุโรปหลายประเทศ ต่างจองที่พักกันมาติดๆ บางรายจอง และมาพักนานถึงหนึ่งเดือนก็มี นั่นก็ คาดเดาไม่ยาก เพราะยุโรปหนาวนาน เป็นเดือนๆ ค่าครองชีพประจำวันก็สูงกว่า เดิมมาก จึงมุ่งมาเมืองไทยเป็นอันดับแรก เพราะประเทศไทย มีจุดขายหลายประการ ที่สำคัญคือ หลายๆ คนที่ผมได้คุยด้วย 22
บอกว่าที่ชอบเมืองไทยอันดับแรก คือ คนไทย ที่ไม่เหมือนชาติใดในโลก คือความมีน้ำใจ ยิ้มง่าย ใจดี เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ ชอบคนไทยมาก ที่พวกเขามักจะใช้คำรวมๆ ว่า คนไทย are very friendly นอกนั้น อาหารไทย ก็อร่อยมาก ตามที่คนไทย ต่างชาติทราบกันดีอยู่แล้ว และอีกประการหนึ่ง คือ ไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่สวยงามมากมาย ทั้งทะเล และเกาะที่สวยมากที่ภาคใต้และภาคตะวันออก ภูเขา วัฒนธรรมที่สวยงามในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทุกๆ ภาคของไทย ล้วนน่าไป ที่สำคัญ เมื่อชาวยุโรปหรืออเมริกัน จองที่พัก เขาจะพิจารณาจากข้อมูล ภาพที่ ประชาสัมพันธ์ ไว้แล้วใน Home Page แล้วก็ตัดสินใจจอง เมื่อถึงวันใกล้ที่จะ เดินทางไปเข้าที่พักก็จะถามเพียงว่า จะไปที่พักได้อย่างไรเมื่อเดินทางถึงเชียงใหม่แล้ว ก็เพียงเท่านั้นเอง โดยการจ่ายค่าที่พักล่วงหน้า เมื่อถึงที่พักก็จะถามอะไรอีกเล็กน้อย เช่นมี Wi Fi ไหม อาหารเช้าจะหาทานได้ที่ไหนใกล้ๆ นี้ วันที่จะออก (check out) ก็ถามอีกเล็กน้อยถึงการเรียกรถหรือขอให้รถไปส่งที่นั่นที่นี่เท่านั้น เช่น ส่งสนามบิน สถานีรถไฟ หรือสถานีรถบัส เป็นต้น 23
นั่นคือวัฒนธรรมที่ดีของเขา ที่ผมเห็นว่า ผู้ที่รับ “ฝรั่ง”เข้าพักในที่พัก ตนเอง จะรู้สึกคล้ายกันกับที่ผมพูดมานี้ แต่ถ้าเป็นคนจีน ในที่นี้ผมหมายถึงคนจีนแผ่นดินใหญ่เป็นหลัก ที่ช่วงนี้ประเทศจีน แผ่นดินใหญ่ เปิดประเทศแล้ว (เมื่อ ๘ มกราคม ที่ผ่านมา) และคนจีนเริ่มเดินทางเข้ามา เที่ยวไทยกันมากมาย ที่เชียงใหม่ ก็เป็นจุดหมายปลายทางของ นทท.จีน เป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าให้เลือก ผมจะเลือกรับ นทท.จากยุโรป/อเมริกา มากกว่า นทท.จีน ที่กว่าจะจอง ที่พักได้ จะถามโน่น ถามนี่ มากมาย ทั้งๆ ที่เกือบทุกประเด็นที่ถาม มีหมดแล้วในข้อมูล ข่าวสารที่ได้ประชาสัมพันธ์ไป เมื่อเดินทางมาถึงที่พักผมก็ยังถามโน่นถามนี่อีกมาก บางคน ภาษาอังกฤษ งูๆ ปลาๆ และบางคนก็ต้องใช้ Google translation แทน ก็ดีไปอย่าง แต่ที่สำคัญในเรื่องของความสะอาด (ที่พักผมมีบริการให้ใช้ครัวและตู้เย็นใบใหญ่ฟรี โดยใช้ร่วมกันได้) ฝรั่งมักทำความสะอาด ได้ดีกว่าคนจีนทั้งในและนอกห้องพัก ที่ทำให้ผม ซึ่งเป็นเจ้าของที่พักต้องปวดหัวและไม่ปวดหัว เพราะต้องทำความสะอาดมาก กรณีคนจีน หลายคน ครับ ก็นี่แหละคือ สิ่งที่ได้จั่วหัวเรื่องไว้แต่แรก 24
* ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร., นักศึกษา ปปร.๓, อาจารย์ประจำ หลักสูตรดุษฎีบัณฑิต สาขานโยบาย สาธารณะและการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต E-mail: [email protected] ๑ เอกฤทธิ์ กองนักวงษ์ (๒๕๕๘). ความรับผิดทางละเมิดของแพทย์อันเนื่องมาจากการบำบัดรักษาผู้ป่วย ผิดพลาด ปริญญานิพนธ์ หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิชัย โถสุวรรณจินดา* ปัญหาว่าด้วย ความรับผิดทางการแพทย์ Problems of Medical Liability คำนำ ความรับผิดทางการแพทย์ หมายถึง การทำหน้าที่ในการรักษาพยาบาลของแพทย์ ที่เกิดความผิดพลาดซึ่งจะเกิดเป็นการละเมิดต่อผู้ใช้บริการ หรือผิดสัญญาการให้บริการ ทำให้เกิดการฟ้องร้องเป็นคดีข้อพิพาทขึ้น สาเหตุส่วนใหญ่มาจากความบกพร่องของแพทย์ ความประมาทเลินเล่อของโรงพยาบาล หรือเกิดจากความไม่เอาใจใส่ในการรักษา รวมทั้ง การรับรู้ข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ทำให้เกิดความเสียหายต่อผู้เข้ารับการรักษาและญาติของคนไข้๑ ทำให้เกิดปัญหาการฟ้องร้องทางการแพทย์ การฟ้องร้องทางการแพทย์นั้น ในด้านหนึ่งเป็นการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง กรณีละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ ดังนั้น หากแพทย์ กระทำการรักษาผู้ป่วยแล้วเกิดความเสียหายไม่ว่าจะเป็นชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี 25
เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี แพทย์ก็ต้องรับผิดทางแพ่ง โดยความผิด ในที่นี้ไม่ว่าจะ เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ก็ตาม โดยที่การจงใจนั้นมีสองความหมาย คือการตั้งใจให้ผู้อื่น เสียหายหรือเพียงแค่รู้ว่าการกระทำของตนอาจทำให้ผู้อื่น เสียหายได้ โดยที่ผลของความเสียหายจะเกิดมากหรือน้อย ไม่ใช่ข้อสำคัญ ส่วนการกระทำโดยประมาทนั้น หมายถึง การกระทำโดยไม่ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ ซึ่งโดย ทั่ว ๆ ไปแล้วบุคคลเช่นนั้นอาจใช้ความระมัดระวังได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ และจะต้องไม่ใช่การกระทำโดย ตั้งใจหรือเล็งเห็นผล ซึ่งความรับผิดที่เกิดจากการกระทำ โดยประมาทนั้นกฎหมายไม่ได้บัญญัติระดับของ ความประมาทไว้ และในกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้ มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่ากระทำประมาทเลินเล่อ ธรรมดาหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อย่างไรก็ดี นอกจากความผิดทางแพ่งแล้ว แพทย์อาจมีความผิดทาง อาญาได้ ถ้ากระทำโดยประมาท และทำให้เกิดความเสียหาย ต่อร่างกายหรือต่อชีวิตตามที่ประมวลกฎหมายอาญา กำหนดไว้ นอกจากการกระทำของแพทย์จะเป็นกรณีละเมิดตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ยังอาจเป็น เป็นความรับผิดตามสัญญา (Contractual relationship) ได้ด้วย เพราะการที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโดยแสดงเจตนา ว่าตนจะขอรับการรักษาจากแพทย์หรือในโรงพยาบาลนั้นๆ โดยการแสดงเจตนาดังกล่าวมิจําเป็นต้องทําสัญญาเป็น ลายลักษณ์อักษร กล่าวคืออาจทําสัญญาด้วยปากเปล่า (Oral contract) ได้ แพทย์จึงอาจต้องรับผิดตามสัญญา อย่างใดๆ หากแพทย์รับประกันผลการรักษาโดยชัดแจ้ง และผลการรักษามิได้เป็นไปตามที่ตกลงไว้ ผู้ป่วยย่อมฟ้อง แพทย์ผู้นั้นได้ฐานผิดสัญญาเช่น แพทย์ประกันผลการรักษา ว่าผู้ป่วยจะหายจากโรคอย่างแน่นอน การที่แพทย์ประกัน ผลการทําคลอดหรือการรับประกันผลการทําศัลยกรรม ตกแต่งใบหน้าเป็นต้น หากมิได้เป็นไปตามที่ประกันไว้ผู้ป่วย ซึ่งเป็นผู้เสียหายชอบที่จะฟ้องให้แพทย์รับผิดตามสัญญาได้๒ ส่วนโรงพยาบาลของรัฐนั้น เมื่อการรักษาโรคของผู้ป่วย จัดเข้าเป็นการบริการสาธารณะ (Public Services) กล่าวคือ เป็นการให้บริการของรัฐให้การดูแลรักษาพยาบาล แก่ผู้ป่วยทุกคนที่มาขอรับบริการ กรณีนี้จึงไม่ใช่ ความสัมพันธ์ตามสัญญาที่โรงพยาบาลของรัฐจะต้อง รับผิด แต่อย่างไรก็ตามแพทย์ก็อาจถูกฟ้องร้องเป็นคดี ทางการแพทย์ได้ในกรณีละเมิด แต่การฟ้องร้องในกรณี โร ง พ ย า บ า ล ข อ ง รั ฐ ต้ อ ง เ ป็ น ก า ร ฟ้ อ ง ห น่ ว ย ง า น พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ๒ แสวง บุญเฉลิมวิภาส (๒๕๖๐). กฎหมายและข้อควรระวังของผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ พยาบาล, กรุงเทพฯ: วิญญชน 26
จากข้อมูลจากสถิติการฟ้องร้องทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข ย้อนหลัง ๒๐ ปี (๒๕๓๙ - ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๐) พบว่ามีการฟ้องร้องคดีฟ้องแพ่ง จำนวน ๒๘๗ คดี คดีผู้บริโภค จำนวน ๑๖๘ คดี คดีปกครอง ๓ คดี รวมเป็น ๔๙๙ คดี ทุนทรัพย์ที่ฟ้องรวม ประมาณ ๓,๑๙๒ ล้านบาท จากคดีทั้งหมดที่ฟ้องร้อง มีคดีที่ศาลตัดสินถึงที่สุดแล้ว ๖๖ คดี กระทรวงสาธารณสุข ชนะ ๔๕ คดี แพ้ ๒๑ คดี และมีการถอนฟ้องด้วยการ ไกล่เกลี่ยได้จบในชั้นศาล จำนวน ๑๖๔ คดี และพบว่าสาเหตุการฟ้องคดีกว่าครึ่งหนึ่งของ คดีเป็นการรักษาผิดพลาด วินิจฉัยผิดพลาด รองลงมาเป็นการคลอด พฤติกรรมบริการ แพ้ยา รักษาผิดมาตรฐาน และคดีที่ศาลตัดสินจนถึงที่สุดและกระทรวงสาธารณสุข ต้องชำระเงินให้กับผู้ฟ้องตามคำพิพากษาแล้ว ๓๖ ล้านบาท๓ แพทย์ที่ถูกฟ้องร้องมากที่สุด คือ สูตินรี ศัลยกรรม และกุมารแพทย์ ข้อหาที่แพทย์ ถูกฟ้องร้องหรือร้องเรียนมากที่สุดก็คือ ทำการรักษาไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาดังกล่าว อาจทำให้ แพทย์หลีกเลี่ยงการรักษาพยาบาลคนไข้ที่มีอาการหนัก หรือไม่แน่ใจว่า เมื่อรักษาแล้วจะได้ผลดีหรือไม่ ซึ่งผลเสียจะตกอยู่กับคนไข้ที่มีอาการป่วยหนัก และมีฐานะ ลำบากยากจน หรือไม่เช่นนั้น แพทย์จะรักษาพยาบาลกันแบบป้องกันตัวเอาไว้ก่อน โดยส่งตรวจเพิ่มเติมเกินความจำเป็น เพื่อป้องกันไว้เผื่อกรณีตัวเองอาจถูกฟ้องร้องในคดี ผู้บริโภค ปัญหาการฟ้องร้องแพทย์นี้ อาจส่งผลให้แพทย์ที่เก่งและดี จะหมดกำลังใจ ๓ นพ.อิทธิพล สูงแข็ง (๒๕๖๒). ชี้แนวโน้มการฟ้องร้องทางการแพทย์สูงขึ้นเรื่อยๆ, ศูนย์สันติวิธีสาธารณสุข มูลนิธิภิวัฒน์สาธารณสุขไทย 27
เพราะแพทย์ผู้นั้น ยิ่งทำงานหนักเท่าไร ทุ่มเทเสียสละ ช่วยเหลือคนไข้มากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสถูกคนไข้ (ผู้บริโภค) ฟ้องร้องสูงขึ้นเท่านั้น เพราะการฟ้องในคดีทางการแพทย์นั้น ถือเป็นคดีผู้บริโภค ซึ่งผู้ฟ้องได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล๔ ปัญหา เกี่ยวกับความรับผิด ทางการแพทย์ ปัญหา เกี่ยวกับความรับผิดทางการแพทย์ในประเทศไทย ที่สรุปจากงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง มีดังนี้ (๑) ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการในการคุ้มครองแพทย์ ไม่ให้ถูกฟ้องคดี โดยเฉพาะการฟ้องร้องแพทย์เป็นคดีแพ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ ว่า เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ แม้แพทย์จะได้รักษา ผู้ป่วยตามมาตรฐานวิชาชีพแล้วก็ตาม ดังนั้นจึงควรมี มาตรการในการคุ้มครองแพทย์ไม่ให้ถูกฟ้องคดี เช่น การจัดทำระบบการไกล่เกลี่ย การจัดตั้งกองทุนเพื่อชดเชย ความเสียหายแก่ผู้ป่วย เป็นต้น (๒) ปัญหาเกี่ยวกับการชดเชยค่าเสียหายอันเนื่องมาจาก การเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐด้วย สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พบว่า พระราชบัญญัติ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ ยังมีปัญหา เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการในระดับจังหวัด เนื่องมาจากหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่ใช้ในการพิจารณา ที่ไม่เหมือนกัน และยังมีปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาในการรับ ค่าชดเชยจากความเสียหายที่เกิดขึ้น ยังไม่ได้ระบุระยะเวลา ที่แน่ชัดในการรับค่าชดเชย (๓) ปัญหาความเสียหายจากการละเมิดทางการแพทย์ ยังไม่มีกลไกการชดเชยความเสียหายแก่ผู้รับบริการหรือ ครอบครัวที่ได้รับความเสียหายจากกระบวนการรักษา ทางการแพทย์ มีระบบบริหารความเสี่ยงความปลอดภัย ของผู้ป่วยในโรงพยาบาลเพื่อให้มีการจัดการให้เกิด ความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย โดยมีกระบวนการการมีส่วนร่วม กับประชาชนและให้มีกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยและ ช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยที่ได้รับความเสียหายจากการรักษา พยาบาลในโรงพยาบาล เพื่อให้โรงพยาบาลรับรู้ เข้าช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัวได้เร็ว ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วย เกิดความรู้สึกได้รับความเป็นธรรม ลดการฟ้องร้องต่อศาล หรือองค์กรภายนอก (๔) ปัญหาจากพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์ แผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่มิได้กำหนดเรื่องของความรับผิด ของนิติบุคคลที่เปิดประกอบกิจการสถานพยาบาลแผนไทย หรือคลินิกเอกชน หากเกิดปัญหาจากการรักษาผิดพลาด ของแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานพยาบาลหรือคลินิกเอกชน เป็นเหตุให้เกิดมูลละเมิดทั้งทางแพ่งและทางอาญากับ คนไข้หรือผู้ที่เข้ามารับบริการทางการแพทย์ จึงควรให้มี ความรับผิดร่วมกันทางแพ่งของนิติบุคคลในความรับผิด อันเกิดจากความประมาทต่อร่างกายและจิตใจของ แพทย์แผนไทยในความประมาทที่เกิดจากการรักษาของ แพทย์แผนไทย จัดให้มีคณะกรรมการการเยียวยาชดเชย ค่าเสียหายให้เป็นมาตรฐาน และให้สภาวิชาชีพการแพทย์ แผนไทยจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเบื้องต้นให้กับผู้ที่่ได้รับ ความเสียหายจากการปฏิบัติงานของแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะ (๕) ปัญหาของสถานบริการเสริมความงามที่ยังมี ความขาดแคลนแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงมีการดึงแพทย์สาขาอื่นๆ มาทดแทน ทำให้มีความเสี่ยง เพราะการให้บริการ เสริมความงามโดยเฉพาะการศัลยกรรมจะต้องเป็น การดำเนินการโดยแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมและมีทักษะ ในการให้บริการที่เหมาะสม ทั้งการให้บริการในสถาบัน เสริมความงาม บางประเภทมิได้ดำเนินการโดยแพทย์แต่ มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ประจำสถาบันเสริมความงามเป็น ผู้ดำเนินการแทนแพทย์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ ผู้รับบริการได้ นอกจากนี้การให้ยาระงับความรู้สึกของบุคคล ที่ไม่ใช่วิสัญญีแพทย์ในการให้ยาระงับความรู้สึกในสถาบัน เสริมความงาม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความผิดพลาดในการวางยา สลบได้ และยังไม่มีการคุ้มครองผู้บริโภคจากการทำสัญญา สำเร็จรูปกับสถาบันเสริมความงามหรือคลินิก ซึ่งผู้บริโภค ๔ นพ.สมศักดิ์ โล่เลขา (๒๕๕๙). หมอชนนักกฎหมาย กรณีฟ้องร้องแพทย์ ไทยรัฐฉบับพิมพ์ ๒๐ พ.ค. 28
ก็มักจะถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยข้อสัญญาต่างๆ ที่สถาบัน เสริมความงามได้จัดทำขึ้น (๖) ปัญหาการนำเทคโนโลยีการสื่อสารมาใช้ในธุรกิจการ ให้บริการรักษาสุขภาพโดยระบบเทเลเมดิซีน หรือการให้ บริการรักษาสุขภาพผ่านการแพทย์ทางไกล ที่ยังไม่มี มาตรการในการควบคุมโดยเฉพาะในการสร้างความมั่นใจ ในการทำงานของผู้ให้บริการและความปลอดภัยต่อผู้ใช้ บริการ รวมถึงการคุ้มครองถึงสิทธิที่ผู้รับบริการพึงมี ตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในการคุ้มครอง ความปลอดภัยของข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลในธุรกิจ ให้บริการด้านการรักษาสุขภาพ ทั้งยังขาดความชัดเจน เกี่ยวสิทธิในการให้ความยินยอมก่อนเข้ารับรักษา โดยให้ แพทย์ผู้ให้บริการทางการแพทย์ทางไกลสามารถตอบคําถาม เกี่ยวกับสุขภาพของแต่ละบุคคลหรือให้คําแนะนําด้าน สุขภาพส่วนบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านบริการทาง การแพทย์ทางไกลตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ได้ (๗) ปัญหาการคุ้มครองในสิทธิและผลประโยชน์ของ คนไข้ชาวต่างชาติที่ยังไม่มีการคุ้มครองในสิทธิและ ผลประโยชน์ของคนไข้ชาวต่างชาติที่มาใช้บริการทาง การแพทย์ในประเทศไทยอย่างเพียงพอ จึงควรกำหนดให้ ควบคุมสถานพยาบาลที่จะให้บริการกับชาวต่างชาติ และ บริษัทตัวแทนท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ที่ประสงค์จะโฆษณา หรือประกาศเกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล เพื่อชักชวนให้มีผู้มาขอรับบริการจากสถานพยาบาล จะต้อง ได้รับอนุมัติก่อน เพื่อมิให้มีการใช้ภาพอันเป็นเท็จหรือ โอ้อวดเกินความจริง หรือน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ใ น ส า ร ะ ส ำ คั ญ เ กี่ ย ว กั บ ก า ร ป ร ะ ก อ บ กิ จ ก า ร ข อ ง สถานพยาบาล และการโฆษณาทางการแพทย์บางอย่าง เช่น การทำศัลยกรรมพลาสติกและโรคผิวหนัง จะต้องไม่โฆษณา ที่สนามบินซึ่งเปิดเส้นทางการบินระหว่างประเทศ และ ท่าเรือการค้า (๘) ปัญหาเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของ แพทย์ต่างชาติ ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อแพทย์ต่างชาติ ทั้งด้าน การเข้าเมือง การขออนุญาตทำงาน การขอรับใบอนุญาต ให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม การตั้งสถานพยาบาล เพื่อเป็นการส่งเสริมการเป็น Medical Hub และแก้ไข ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในประเทศ และออกกฎหมาย ในการอนุญาตให้แพทย์ต่างชาติประกอบวิชาชีพ เป็นการชั่วคราวสำหรับกรณี การรักษาผู้ป่วยรายบุคคล หรือการติดตามมาดูแลนักกีฬาที่เข้ามาแข่งขันกีฬา โดย แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับคนเข้าเมือง ให้แพทย์ต่างชาติ สามารถขออนุญาตเข้าเมืองและทำงานในประเทศไทยได้ ๕ ปี แก้ไขการขออนุญาตประกอบธุรกิจสถานพยาบาลและ การทำงานในสถานพยาบาลเอกชนของแพทย์ต่างชาติ ให้แพทย์ต่างชาติหรือนิติบุคคลต่างชาติสามารถขอตั้ง สถานพยาบาลนานาชาติได้ และแก้ไขพระราชบัญญัติ วิชาชีพเวชกรรม ให้แพทย์ต่างชาติที่มีคุณสมบัติตามที่ กำหนดสามารถเข้ามาประกอบวิชาชีพเวชกรรมในประเทศ ไทยได้ชั่วคราว ในสถานที่ที่กำหนด เช่น ในสถานพยาบาล เขตบ้านพักนักกีฬา สนามกีฬา เป็นต้น โดยมีกำหนดระยะ เวลาเป็นที่แน่นอน เช่น จนกว่าการแข่งขันกีฬาจะเสร็จสิ้น เป็นต้น แนวทางการแก้ไขปัญหาความรับผิด ทางการแพทย์ (๑) การที่แพทย์จะต้องรับผิดในการให้บริการทาง การแพทย์ เป็นไปตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ ว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ และ เป็นไปตามสัญญาระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยตามสัญญา จ้างเหมางาน โดยแพทย์ที่ต้องรับผิดมีทั้งแพทย์ตาม พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พระราชบัญญัติแพทย์ แผนไทย พระราชบัญญัติสถานพยาบาล และแพทย์ที่ให้ บริการในสถานพยาบาล โดยเฉพาะสถานเสริมความงาม แ ล ะ ร ว ม ถึ ง แ พ ท ย์ ที่ ใ ห้ บ ริ ก า ร ก า ร รั ก ษ า ท า ง ไ ก ล แบบเทเลเมดิซีนด้วย จึงควรให้มีผู้ที่ต้องรับผิดร่วมกับ แพทย์ด้วย คือเจ้าของสถานพยาบาล หรือสถานประกอบการ ที่ให้บริการทางการแพทย์ (๒) สำหรับแนวทางในการชดเชยความเสียหายแก่ผู้ป่วย นั้น ในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ ปัจจุบันได้กำหนดให้เป็นดุลพินิจของ 29
คณะกรรมการในระดับจังหวัด แต่ควรต้องมีการกำหนด กฎเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยให้มีความเสมอภาคและ ความเท่าเทียมกันในแต่ละจังหวัด รวมทั้งกำหนดระยะเวลา ในการรับค่าชดเชยจากความเสียหายที่เกิดขึ้น (๓) แนวทางในการออกกฎหมายแก้ไขปัญหา ความเสียหายทางการแพทย์ ควรกำหนดให้มีกองทุน เพื่อชดเชยความเสียหายแก่ผู้รับบริการหรือครอบครัว ที่ได้รับความเสียหายจากกระบวนการรักษาทางการแพทย์ มีระบบบริหารความเสี่ยงความปลอดภัยของผู้ป่วยใน โรงพยาบาลเพื่อให้มีการจัดการให้เกิดความปลอดภัยแก่ ผู้ป่วย โดยมีกระบวนการการมีส่วนร่วมกับประชาชนและ ให้มีกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยและช่วยเหลือเยียวยา ผู้ป่วยที่ได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาลใน โรงพยาบาล เพื่อให้โรงพยาบาลรับรู้เข้าช่วยเหลือผู้ป่วยและ ครอบครัวได้เร็ว ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกได้รับ ความเป็นธรรม ลดการฟ้องร้องต่อศาลหรือองค์กรภายนอก รวมถึงการจัดให้มีการประกันภัยความรับผิด และการนำ ระบบอนุญาโตตุลาการมาใช้แก้ไขปัญหาข้อพิพาท (๔) ส่วนความรับผิดร่วมกันทางแพ่งของนิติบุคคล ในความรับผิดอันเกิดจากความประมาทต่อร่างกายและ จิตใจของแพทย์แผนไทยในความประมาทที่เกิดจาก การรักษาของแพทย์แผนไทย ควรจัดให้มีคณะกรรมการ การเยียวยาชดเชยค่าเสียหายให้เป็นมาตรฐาน และให้ สภาวิชาชีพการแพทย์แผนไทยจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือ เบื้องต้นให้กับผู้ที่่ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติงานของ แพทย์แผนไทยโดยเฉพาะ (๕) ในกรณี การใช้บริการเสริมความงามมีปัญหาว่าไม่ได้ ให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ทั้งการให้ยาระงับความรู้สึก ก็มิได้ใช้บุคคลที่ไม่ใช่วิสัญญีแพทย์โดยตรง ในกรณีเช่นนี้หาก เกิดความผิดพลาดก็จะเป็นความรับผิดชอบของเจ้าของ สถานประกอบการโดยตรง จึงควรกำหนดหน้าที่และ ความรับผิดชอบของผู้รับใบอนุญาต พร้อมมีบทลงโทษทาง ปกครองสำหรับผู้ดำเนินการ และเสนอให้มีการจัดตั้ง กองทุนช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายทางการแพทย์ ให้กำหนด คุณสมบัติสำหรับแพทย์ที่สามารถทำหน้าที่ศัลยกรรม ความงามไว้โดยเฉพาะ กำหนดเครื่องมือและอุปกรณ์ ที่ต้องใช้ในคลินิกศัลยกรรมเสริมความงาม ให้มีแนวทาง การควบคุมการโฆษณา และเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ให้นำแนวทางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทมาใช้ (๖) ในด้านการให้บริการรักษาสุขภาพโดยระบบเทเลเมดิซีน หรือการให้บริการรักษาสุขภาพผ่านการแพทย์ทางไกล ควรมีมาตรการให้การคุ้มครองความปลอดภัยของข้อมูล สุขภาพส่วนบุคคลในธุรกิจให้บริการด้านการรักษาสุขภาพ ผู้รับบริการต้องให้ความยินยอมก่อนเข้ารับรักษา และให้มี การกำหนดมาตรฐานในการรักษาผู้ป่วยไว้ เพื่อให้แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญไม่ต้องรับผิดถ้าได้รักษาตามมาตรฐานที่กำหนด ไว้แล้ว และให้แพทย์ในการให้บริการทางการแพทย์ทางไกล และคลินิกออนไลน์ ต้องรับผิดที่เฉพาะการประกอบวิชาชีพ ที่ผิดไปจากมาตรฐานแห่งวิชาชีพ มีความเสียหายเกิดขึ้นกับ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา และความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผล โดยตรงจากการประกอบวิชาชีพที่ผิดไปจากมาตรฐานนั้น (๗) ในแง่ของความคุ้มครองในสิทธิและผลประโยชน์ ของคนไข้ชาวต่างชาติ ควรมีการคุ้มครองในสิทธิและ ผลประโยชน์ของคนไข้ชาวต่างชาติอย่างเพียงพอโดยเฉพาะ ในการโฆษณาหรือประกาศเกี่ยวกับการประกอบกิจการของ สถานพยาบาล เพื่อมิให้มีการกระทำที่เป็นเท็จหรือ โอ้อวด เกินความจริง หรือน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระ สำคัญเกี่ยวกับการประกอบกิจการของสถานพยาบาล 30
ข้อเสนอแนะ (๑) ควรให้มีการกำหนดแนวทางที่แพทย์ต้องรับผิดในกรณีละเมิดจากการให้บริการ ทางการแพทย์เฉพาะกรณีที่แพทย์มีการบริการแตกต่างไปจากมาตรฐานในการให้บริการ จึงควรมีการกำหนดมาตรฐานในการให้บริการไว้ให้ชัดเจนในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พระราชบัญญัติการประกอบวิชาชีพเวชกรรม พระราชบัญญัติการแพทย์แผนไทย พระราชบัญญัติสถานบริการ เป็นต้น เพื่อไม่ให้แพทย์ ต้องรับผิดในกรณีที่แพทย์มีการบริการตามมาตรฐานในการให้บริการ (๒) ควรมีการออกกฎหมาย เกี่ยวกับการแพทย์ทางไกลหรือโทรเวช และคลินิก ออนไลน์ขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อให้การให้บริการการแพทย์ทางไกลหรือโทรเวช และคลินิก ออนไลน์ ต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภา พ.ศ. ๒๕๕๕ (๓) ควรจัดให้มีกระบวนการในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ตามพระราชบัญญัติไกล่เกลี่ย ข้อพิพาท พ.ศ. ๒๕๖๒ เพื่อลดข้อขัดแย้งระหว่างสถานพยาบาลกับผู้ป่วยที่ได้รับ ความเสียหายจากการรักษาพยาบาล (๔) ควรจัดให้มีกองทุนเพื่อชดเชยความเสียหายแก่ผู้ป่วย ที่มารับบริการใน สถานพยาบาลภาครัฐทุกแห่งและทุกระดับ เพื่อหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องเป็นคดีข้อพิพาท โดยมีการกำหนดแนวทางการจ่ายค่าชดเชยที่ชัดเจน และมีกระบวนการการอุทธรณ์ ที่พิจารณาโดยผู้มีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ส่วนสถานบริการของภาคเอกชน ควรนำแนวทาง การประกันภัยความรับผิดจากการให้บริการทางการแพทย์มาใช้ รายการอ้างอิง สมศักดิ์ โล่เลขา (๒๕๕๙). หมอชนนักกฎหมาย กรณีฟ้องร้องแพทย์ ไทยรัฐฉบับพิมพ์ ๒๐ พ.ค. แสวง บุญเฉลิมวิภาส (๒๕๖๐). กฎหมายและข้อควรระวังของผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ พยาบาล พิมพ์ ครั้งที่ ๘, กรุงเทพ: วิญญูชน อิทธิพล สูงแข็ง (๒๕๖๒). ชี้แนวโน้มการฟ้องร้องทางการแพทย์สูงขึ้นเรื่อยๆ, ศูนย์สันติวิธีสาธารณสุข มูลนิธิภิวัฒน์สาธารณสุขไทย เอกฤทธิ์ กองนักวงษ์ (๒๕๕๘). ความรับผิดทางละเมิดของแพทย์อันเนื่องมาจากการบำบัดรักษาผู้ป่วย ผิดพลาด, หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต 31
32 สถาบันการสร้างชาติและสมัชชาสยามอารยะ ได้พัฒนาเยาวชนหลายแสนคน มาแล้วในหลายสิบปีที่ผ่านมา และหลายท่านคงทราบกันเป็นอย่างดีว่า วันที่ ๒๐ กันยายน ของทุกปี เป็น “วันเยาวชนสากล” (International Youth Day) และ เป็น “วันเยาวชนแห่งชาติ” (National Youth Day) สะท้อนให้เห็นถึงการให้ ความสำคัญกับเยาวชน การสร้างชาติควรเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มคน เยาวชนเป็นอีกหนึ่งกลุ่มคนที่มีความสำคัญต่อการสร้างชาติ มีข้อดีหลายประการ ที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างชาติ เช่น มีกำลัง มีความกระตือรือร้น มีความ อยากเรียนรู้ มีเวลา มีความสามารถ เป็นต้น สถาบันการสร้างชาติและสมัชชา สยามอารยะจะเฉลิมฉลองเยาวชนสร้างชาติในช่วงกันยายน ๒๕๖๖ อีกครั้ง * นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, ประธานสถาบันการสร้างชาติ (NBI), ประธานสถาบันอนาคตศึกษา เพื่อการพัฒนา (IFD), [email protected], www.drdancando.com, www.facebook.com/ drdancando ๑ ปรับปรุงจากการบรรยายหัวข้อ ยุทธศาสตร์การสร้างชาติด้วยเยาวชนสร้างชาติ หลักสูตรนักบริหารระดับสูง เพื่อการสร้างชาติ (นสช.) รุ่นที่ ๑๔ จัดโดย สถาบันการสร้างชาติ วันศุกร์ที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ การสร้างชาติ ด้วยเยาวชนสร้างชาติ๑ เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์*
33 พลังเยาวชนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญให้กับประเทศชาติ ข้อมูลจำนวน ประชากรจากการทะเบียน จำแนกตามอายุ เพศ ภาค และจังหวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ ของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบมีเยาวชนอายุระหว่าง ๑๘ – ๒๕ ปี ทั่วราชอาณาจักร แบ่งเป็น อายุ ๑๘ ปี จำนวน ๗๘๗,๗๑๖ คน อายุ ๑๙ ปี จำนวน ๗๙๐,๗๑๐ คน อายุ ๒๐ ปี จำนวน ๗๙๓,๕๒๒ คน อายุ ๒๑ ปี จำนวน ๘๓๔,๐๑๘ คน อายุ ๒๒ ปี จำนวน ๘๓๑,๘๘๕ คน อายุ ๒๓ ปี จำนวน ๘๘๖,๕๒๕ คน อายุ ๒๔ ปี จำนวน ๙๖๐,๘๓๙ คน และอายุ ๒๕ ปี จำนวน ๙๘๑,๔๐๗ คน รวมทั้งหมด ๖,๘๖๖,๖๒๒ คน๒ เยาวชนเหล่านี้ อยู่ในช่วงวัยเรียนและวัยทำงาน เป็นกลุ่มคนที่เป็นกำลังสำคัญของชาติ กระจายอยู่ตาม ส่วนต่าง ๆ การวางรากฐานที่ดีให้กับเยาวชนจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างชาติในอนาคต แม้เยาวชนจะเป็นกลุ่มคนขนาดเล็กเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งชาติ แต่หากสะสม รวมกันทุกปีจะกลายเป็นคลื่นคนรุ่นใหม่ที่มีพลังขับเคลื่อนประเทศชาติ ผมนิยาม “การสร้างชาติ” ว่าหมายถึง “กระบวนการสร้างอนาคตชาติอย่างมี เป้าหมายเชิงอุดมการณ์ เพื่อวางรากฐานประเทศสู่ความเป็นปึกแผ่นมั่นคงและ เจริญงอกงามอย่างยั่งยืนในทุกด้าน ซึ่งคนทั้งประเทศเห็นพ้องและมีส่วนร่วม โดยประชาชนสามภาคกิจ ได้แก่ รัฐกิจ ธุรกิจ และประชากิจ เป็นแกนนำในการสร้างคน ระบบ และบริบทต่าง ๆ ให้เอื้อต่อการสร้างชาติ”๓ การสร้างชาติจึงแตกต่างจากการพัฒนาชาติ ด้วยว่ามีเป้าหมายเชิงอุดมการณ์ต้องการ สร้างชาติให้ไปสู่ความเป็นอารยะ และเปิดโอกาสให้คนทั้งประเทศเข้ามามีส่วนร่วม รวมถึง กลุ่มเยาวชนด้วยเช่นเดียวกัน การสร้างชาติด้วยเยาวชนสร้างชาติจึงมีความแตกต่างจาก การพัฒนาชาติโดยทั่วไป เพราะเป็นการสร้างชาติด้วยเยาวชนที่มีอุดมการณ์สร้างชาติ ๒ สำนักงานสถิติแห่งชาติ, ข้อมูลจำนวนประชากรจากการทะเบียน จำแนกตามอายุ เพศ ภาค และจังหวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ เข้าถึงได้จาก sector_01_11101_TH_.xlsx (live.com) ๓ เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, อารยะสร้างชาติ (กรุงเทพฯ: ซัคเซส พับลิชชิ่ง, ๒๕๖๒), หน้า ๑๑.
34 ๑. ความสำคัญของเยาวชนต่อการสร้างชาติ เยาวชนเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญ ทุกประเทศต้องประกอบไปด้วยเยาวชน หากสามารถปลดปล่อยพลังเยาวชนจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างชาติในหลายประการ ๑.๑ เยาวชนกำหนดอนาคตชาติ เยาวชนเป็นผู้กำหนดอนาคตชาติ เพราะเยาวชนจะเป็นกำลังแรงงานของภาคส่วน ต่าง ๆ ในการทำหน้าที่ขับเคลื่อนชาติ หากเยาวชนมีคุณภาพจะส่งผลให้ชาติมีคุณภาพ เช่น สิงคโปร์ ลงทุนสร้างคน คนสิงคโปร์มีผลิตภาพสูง ทำงานได้กับคนทั่วโลก ระบบ การศึกษาของสิงคโปร์มีคุณภาพติดอันดับต้นของโลก กำลังคนที่มีคุณภาพส่งผลทำให้ สิงคโปร์พัฒนาก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น ๑.๒ เยาวชนสามารถสร้างผลลัพธ์สร้างชาติยาวนาน การลงทุนสร้างเยาวชนเป็นการสร้างให้เกิดผลลัพธ์สร้างชาติยาวนาน เพราะเยาวชน มีเวลาชีวิตยาวนาน คนรุ่นสมัยปัจจุบันต้องเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เยาวชนจะเติบโตขึ้นมา เป็นวัยแรงงาน เป็นกลุ่มคนที่ต้องสร้างคนรุ่นต่อไป โดยเฉลี่ยเยาวชนมีเวลาชีวิตประมาณ ๕๐-๖๐ ปี ในการสร้างชาติ หากวางรากฐานอุดมการณ์แน่นหนาจะสามารถสร้างผลลัพธ์ สร้างชาติได้เป็นจำนวนมาก ๑.๓ เยาวชนเป็นกลุ่มคนร่วมสมัย สังคมผ่านมาแล้วหลายรุ่นคนทั้ง Gen B, X, Y, Z คนแต่ละรุ่นมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน ตามยุคสมัย เยาวชนเป็นกลุ่มคนร่วมสมัยปัจจุบันมีความสำคัญต่อการสร้างชาติ เช่น Gen Z เกิดมาในช่วงที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างมาก สามารถใช้เทคโนโลยีได้คล่องแคล่ว แตกต่าง จากกลุ่มคน Gen B ที่กำลังอยู่ในช่วงวัยกลางคน เป็นต้น ทุกรุ่นคนมีความสำคัญต่อ การสร้างชาติ มีเอกลักษณ์ของตนเอง ตามบริบทสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัต
35 ๑.๔ เยาวชนเป็นวัยเปิดรับ เยาวชนมีความอยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้น อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ ประสบการณ์ ยังไม่มาก มีใจเปิดรับสิ่งต่าง ๆ หากได้รับการปลูกฝังอุดมการณ์ที่ดี เกิดความตระหนัก จะส่งผลลัพธ์ยั่งยืนยาวนานตลอดชีวิต การปลูกฝังอุดมการณ์ควรเริ่มตั้งแต่เป็นเด็กต่อเนื่อง ตลอดชีวิต ทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันต่าง ๆ เช่น ครอบครัว สถานศึกษา สถานที่ ทำงาน เป็นต้น ต้นทุนของเยาวชนแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน แต่เยาวชนเป็นวัยที่เปิดรับ พร้อมสำหรับการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ๑.๕ เยาวชนกล้าท้าทายตนเองทำสิ่งใหม่ เยาวชนมีความทะเยอทะยาน มีพลัง ชอบสิ่งท้าทาย เยาวชนอยู่ในช่วงระหว่างการเป็น วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ กำลังค้นหาตนเองและกำลังจะเติบโตสู่วัยผู้ใหญ่ ทั้งด้านร่างกายและ จิตใจ เข้าสู่บริบทของการทำงาน การมีครอบครัว ฯลฯ หากได้รับการแนะนำที่เป็น ประโยชน์ ชี้ทิศนำทางในทางที่ถูกต้องจะเกิดประโยชน์ทั้งต่อตัวเยาวชนเองและสังคม ส่วนรวม เช่น ทำสิ่งที่ท้าทายความสามารถ ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ ดีงาม เพื่อผู้อื่น เป็นต้น
36 ๒. วิธีสร้างเยาวชนสร้างชาติ การสร้างเยาวชนสร้างชาติสามารถทำได้หลายวิธี เยาวชนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน การคำนึงถึง ความแตกต่างของเยาวชนเป็นผลดีต่อการปลูกฝัง อุดมการณ์ ช่วยให้เยาวชนสามารถรับอุดมการณ์ได้ดี มากยิ่งขึ้น ๒.๑ มีช่องทางให้เยาวชนปลดปล่อยศักยภาพ เยาวชนมีสิ่งดีต้องการเวทีแสดงออกศักยภาพ เชิงสร้างสรรค์ จำนวนหนึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา ในสถาบันการศึกษา มีเวลา มีความสามารถ จำนวน หนึ่งกำลังปรับตัวเข้าสู่วัยทำงาน เริ่มต้นการทำงาน กำลังเรียนรู้การทำงาน เยาวชนควรได้รับการส่งเสริม ให้ใช้เวลาอย่างเกิดประโยชน์คุ้มค่าสูงสุด นำศักยภาพ หรือสิ่งดีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม มิเพียงเป็นประโยชน์ต่อตนเองเท่านั้น ๒.๒ ปลูกฝังเยาวชนให้มีอุดมการณ์สร้างชาติ เยาวชนต้องการการปลูกฝังให้มีอุดมการณ์ที่ดีงาม มีความอารยะ เป็นวัยที่แสวงหา อุดมคติชีวิต ควรฉวยโอกาสปลูกฝังอุดมการณ์ พาทำสิ่งที่ดีงาม ช่วยให้ค้นพบความหมาย แท้จริงของชีวิต โลกนี้มีปรัชญาการดำเนินชีวิตและให้ความหมายชีวิตมากมาย ทั้งดีและ ไม่ดี ทั้งมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ เยาวชนควรได้รับการปลูกฝังอุดมการณ์และ มีส่วนร่วมสร้างชาติร่วมกับคนวัยอื่น กลุ่มอื่น ๒.๓ พัฒนาสมรรถนะเยาวชนให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างชาติ เยาวชนมีสมรรถนะจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างชาติ เช่น ความรู้ความเข้าใจ ทักษะความสามารถ เสริมจุดแข็ง พัฒนา จุดอ่อน ทำให้สมรรถนะสามารถใช้การได้ดียิ่งขึ้น และมีส่วนนำ สมรรถนะมาใช้ประโยชน์ร่วมกันกับผู้อื่น เพื่อสร้างให้เกิดผลลัพธ์ ที่ดีงามร่วมกัน ดีกว่าต่างคนต่างทำ สถาบันการสร้างชาติมีระบบ การพัฒนาเยาวชนอย่างจริงจัง ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบ ให้มีความหลากหลาย มีพี่เลี้ยง มีที่ปรึกษา ช่วยพัฒนาชีวิต เยาวชนอย่างเป็นระบบ เช่น หลักสูตร ดี เก่ง กล้า หลักสูตร บัณฑิตครูอาสา เป็นต้น
37 ๓. เยาวชนจะสร้างชาติได้อย่างไร เยาวชนสามารถมีส่วนร่วมสร้างชาติได้หลากหลายช่องทาง ทั้งทางตรงและทางอ้อม คำนึงครบทั้งเยาวชนรายปัจเจกบุคคลและสังคมภาพรวม โดยมีสถาบันการสร้างชาติ ร่วมกับสามภาคกิจเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ๓.๑ พัฒนาชมรมเยาวชนสร้างชาติให้เข้มแข็ง สถาบันการสร้างชาติร่วมกับสามภาคกิจ เช่น ครู ผู้บริหารโรงเรียน เป็นต้น มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนชมรมเยาวชนสร้างชาติให้เข้มแข็ง เพื่อเป็นสังกัดให้เยาวชน เข้าร่วมทำกิจกรรม ทำให้เยาวชนเกิดการพัฒนา เสริมสร้าง กันและกัน เป็นเวทีให้เยาวชน ได้ปลดปล่อยศักยภาพ นำความรู้ความสามารถมาใช้ประโยชน์เต็มที่ ได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มีประโยชน์ร่วมกัน และเป็นโอกาสให้เยาวชนได้ทำงาน ร่วมกับกลุ่มคนหลากหลาย ทั้งผู้ใหญ่ เพื่อนวัยเดียวกัน และรุ่นน้อง ปัจจุบันมีชมรม เยาวชนสร้างชาติมากกว่า ๔,๐๐๐ โรงเรียนทั่วประเทศและมีเป้าหมายขยายจำนวน เพิ่มขึ้นในอนาคต ๓.๒ ค้นหาเยาวชนสร้างชาติต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจ การเสริมพลังเยาวชนด้วยการมีต้นแบบสร้างแรงบันดาลใจ เป็นกลุ่มคนวัยเดียวกัน มีลักษณะร่วมกัน ทำให้เกิดกำลังใจ เกิดบรรยากาศท้าทายกันและกัน มองเห็น ความเป็นไปได้ เพราะมนุษย์ต้องการแบบอย่างรูปธรรมที่จับต้องมองเห็นได้ สถาบัน การสร้างชาติได้ให้รางวัลเยาวชนสร้างชาติหลายรางวัลในช่วงที่ผ่านมาเพื่อเป็นแบบอย่าง สร้างแรงบันดาลใจให้กับเพื่อน ๆ เยาวชนด้วยกัน และเป็นขวัญกำลังใจให้เยาวชน พากเพียรทำความดีต่อไป ๓.๓ ให้เยาวชนมีส่วนร่วมทำงานสร้างชาติตามความถนัดและ ความสนใจ การส่งเสริมให้เยาวชนได้ทำในสิ่งที่เป็นความถนัด และความสนใจจะทำให้ทำได้ดี ทำได้นาน ทำด้วย ความกระตือรือร้น เริ่มต้นสร้างสะพานความสำเร็จจาก ก้าวเล็ก ๆ ทำให้เกิดความมั่นใจ ขยายสู่ก้าวต่อไปที่ใหญ่ โตมากขึ้น เห็นผลลัพธ์ความสำเร็จมากขึ้น เช่น สถาบัน การสร้างชาติได้ส่งเสริมสนับสนุนให้เยาวชน ทำโครงการ Cap-Corner Stone หรือ CCS เพื่อสร้างความตระหนัก พัฒนาอุดมการณ์ ส่งเสริม การคิดริเริ่ม มีส่วนร่วมลงมือทำ และสร้างผลลัพธ์เป็น ประโยชน์ต่อชุมชน สังคม เป็นต้น
38 * นักศึกษา ปปร.๔ ๓.๔ สนับสนุนเยาวชนเผยแพร่อุดมการณ์สร้างชาติ การตอกย้ำอุดมการณ์ให้หนักแน่น เผยแพร่อุดมการณ์ ร่วมกันทำสิ่งดี ใช้ชีวิตอย่างมี เป้าหมาย เช่น สถาบันการสร้างชาติสนับสนุนเยาวชนให้เผยแพร่อุดมการณ์สร้างชาติ ผ่านช่องทางต่าง ๆ ในสถาบันการศึกษา ในสถานที่ทำงาน รวมตัวกันทำเป็นชมรม คนสร้างชาติ ชักชวนคนรู้จักมาร่วมทำสิ่งดี เริ่มต้นจากคนใกล้ตัว เป็นต้น ด้วยความเชื่อมั่น ในอุดมการณ์สร้างชาติว่าเป็นสิ่งดีงาม มีประโยชน์ ทั้งต่อบุคคล สังคม และประเทศชาติ พัฒนาเยาวชนให้มีใจปรารถนาให้ผู้อื่นได้มาใช้ชีวิตอย่างมีความหมายร่วมกัน เยาวชนเป็นกลุ่มคนสำคัญ เอาใจใส่ต่อเยาวชน สะท้อนความห่วงใยชาติ เราทุกคนสามารถเป็นครูปลูกฝังอุดมการณ์ที่ดีงามให้กับเยาวชนได้ ด้วยการ เป็นแบบอย่างสร้างแรงบันดาลใจ พาลงมือทำ และปั้นแต่งเยาวชนให้ค้นพบ ความหมายแท้จริงของชีวิต โดยมีโลกกว้างเป็นเสมือนห้องเรียนขนาดใหญ่ พร้อมให้เยาวชนได้เลือกไปแสวงหาเรียนรู้ รายการอ้างอิง เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (๒๕๖๒). อารยะสร้างชาติ. กรุงเทพฯ: ซัคเซส พับลิชชิ่ง. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. ข้อมูลจำนวนประชากรจากการทะเบียน จำแนกตามอายุ เพศ ภาค และ จังหวัด พ.ศ. ๒๕๖๔ เข้าถึงได้จาก sector_01_11101_TH_.xlsx (live.com)
สุขภาพกับเศรษฐศาสตร์ เชิงพฤติกรรม(๑) นพ.ณัฏฐชัย สุวจิตตานนท์* * อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน ในปัจจุบันโลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประชากรโลก ที่มีอายุมากกว่า ๖๐ ปีขึ้นไปในปี ๒๐๑๗ มีจำนวนประมาณ ๙๖๒ ล้านคน ซึ่งถือเป็น ๒ เท่าของประชากรโลก ที่อายุมากกว่า ๖๐ ปีในปี ๑๙๘๐ และ องค์การสหประชาชาติยังได้คาดการณ์ว่า ตัวเลขนี้ จะก้าวกระโดดขึ้นเป็น ๒ เท่าอีกครั้งในปี ๒๐๕๐ ที่จะมีจำนวนผู้สูงอายุมากกว่า ๒,๑๐๐ ล้านคนทั่วโลก สิ่งหนึ่งที่มักจะพบมากขึ้นในสังคมผู้สูงอายุ คือความชุก (Prevalence) ของโรคเรื้อรังต่างๆที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และโรคมะเร็งเป็นต้น ด้วยลักษณะโครงสร้าง ประชากร ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เรื่องสุขภาพกลายมาเป็นประเด็นที่ถูกให้ ความสำคัญ มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล และในระดับสังคม ยิ่งเมื่อมีการระบาดของโรค COVID-๑๙ ทั่วโลกด้วยแล้วยิ่งเป็น ตัวกระตุ้นที่สำคัญที่ทำให้เรื่องสุขภาพเป็น ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เนื่องจากวิกฤติ COVID-๑๙ ทำให้มนุษยชาติได้ตระหนักแล้วว่า วิกฤติทางสุขภาพ สามารถส่งผลให้เกิดวิกฤติทาง เศรษฐกิจ รวมถึงเกิดการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างและวัฒนธรรมใน สังคมได้ ดังจะเห็นได้จากการยอมรับ การปฏิบัติตัววิถีใหม่ เช่นการทำงาน ที่บ้าน การประชุมออนไลน์ เป็นต้น การสร้างสังคมสุขภาพดี จึงถือเป็น ภารกิจสำคัญที่จะต้องทำให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นรากฐานที่ยั่งยืนให้แก่สังคม สืบไป 39
หลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง การรักษาพยาบาลและการมีสุขภาพดี ในหลายๆ ครั้ง อาจไม่สอดคล้องกับความรู้สึกนึกคิดหรือสัญชาตญาณ เสมอไป ตัวอย่างเช่น หากกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ค่าใช้จ่ายในระบบสุขภาพ และการมีสุขภาพดี โดยใช้ อายุขัยเฉลี่ยของประชากรเป็นตัวชี้วัด สมมติฐานที่มักถูก ตั้งขึ้นคือ ค่าใช้จ่ายสูงที่น่าจะมาจากการใช้บริการทาง สุขภาพที่ต้องใช้เครื่องมือทันสมัย เทคโนโลยีราคาสูง หรือ มีความถี่ในการใช้บริการมาก ก็น่าจะทำให้ประชากร มีสุขภาพดีหรืออีกนัยหนึ่งคือ มีอายุขัยเฉลี่ยที่มากขึ้น หากแต่หลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงความสัมพันธ์ดังกล่าว กลับไม่สามารถสรุปได้เช่นนั้น 40
แผนภาพข้างต้นแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าใช้จ่าย ในระบบสุขภาพ (Health Expenditure) ในแกนนอน และอายุขัยเฉลี่ยของประชากร (Life Expectancy) ของ ประเทศต่างๆในแกนตั้ง จะเห็นได้ว่าประเทศที่มีอายุขัย เฉลี่ยของประชากรเท่ากัน บางประเทศมีค่าใช้จ่าย ในระบบ สุขภาพสูงกว่าประเทศอื่นๆ และตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีค่าใช้จ่ายในระบบสุขภาพสูงที่สุด ในโลกคือ ๔.๑ ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ๑๒,๕๓๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวประชากร ในปี ๒๐๒๐ คิดเป็น ๑๙.๗% ของ GDP ในขณะที่อายุขัยเฉลี่ยของประชากรสหรัฐก็ยัง น้อยกว่าของประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศที่ใช้ค่าใช้ จ่ายน้อยกว่ามาก อีกนัยหนึ่งที่สามารถสรุปได้จาก การศึกษานี้คือ มีความเป็นไปได้ที่จะลดรายจ่ายในระบบ สุขภาพลงโดยที่สุขภาพของประชากรหรือคุณภาพของ การรักษาพยาบาลคงที่หรือแม้กระทั่งเพิ่มมากขึ้นได้ (Good Health at Low Cost) องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าตั้งแต่ปี ๒๐๐๐ สาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประชากรโลกคือภาวะ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart Disease) ซึ่งภาวะดังกล่าวนี้มีเหตุปัจจัยมาจากโรคเรื้อรังต่างๆ อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วน รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงได้แก่การสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลัง กาย เป็นต้น ในประเทศไทยประชาชนที่มีสัญชาติไทยทุกคน จะมีสิทธิการรักษาพยาบาลโดยที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องรับ ภาระค่ารักษาพยาบาลเอง (Zero Out-of-Pocket Cost) เนื่องจากจะมีกองทุนสวัสดิการต่างๆ รับภาระค่าใช้จ่าย ในส่วนนี้แทนผู้ป่วยได้แก่กองทุนหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และการเบิกจ่ายจาก กรมบัญชีกลางในกรณีสิทธิข้าราชการ แต่หากพิจารณาถึง รายจ่ายจริงในการรักษาผู้ป่วยกรณีผู้ป่วยนอกเพื่อรักษา โรคเรื้อรังดังกล่าวอาจสูงถึงเดือนละมากกว่า ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อราย ไม่นับรวมค่าใช้จ่ายแฝงต่างๆเช่นค่าเดินทาง ค่าเสียโอกาสเชิงเวลา และการสูญเสียสุขภาวะของผู้ป่วย เป็นต้น ดังนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในด้านต่างๆ ได้แก่ การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ การออกกำลังกาย การนอนหลับอย่างเพียงพอ รวมถึงการเลิกสูบบุหรี่ ย่อมนับ ได้ว่าเป็นวิธีที่ดีสำหรับการป้องกันโรคแบบปฐมภูมิ และ อาจร่วมกับการใช้ยาในการป้องกันโรคแบบทุติยภูมิ ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่าและมีความยั่งยืน หากแต่ ในความเป็นจริงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพดังกล่าว เช่น การลดอาหารหวาน อาหารมัน ออกกำลังกายอย่าง สม่ำเสมอ มิใช่สิ่งที่ทำให้สำเร็จได้โดยง่าย อะไรเป็นสาเหตุให้ เป็นเช่นนั้น เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมการรับประทานยาของผู้ป่วย (Medication Adherence) ว่าในทางปฏิบัติได้รับประทานยา ตามที่แพทย์สั่งได้มากน้อยเพียงใด ประเด็นนี้ก็เป็นอีก ประเด็นสำคัญที่สัญชาตญาณไม่ตรงกับความเป็นจริงอีกครั้ง ในกลุ่มผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหลังจากที่ได้รับ การรักษาในโรงพยาบาลแล้วแพทย์จะมีการสั่งยาให้กลับไป รับประทานต่อเนื่องและมีการนัดมาตรวจติดตามเป็นระยะๆ หากถามว่าในผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีความสม่ำเสมอในการรับ ประทานยาตามที่แพทย์สั่งมากน้อยเพียงใด ตามสัญชาตญาณ ของบุคคลทั่วไปมักจะตอบว่าความสม่ำเสมออยู่ในระดับ ๘๐-๙๐% เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้เคยมีอาการหนัก มาก่อนแล้ว การรับประทานยาน่าจะมีความสม่ำเสมอสูง หรืออีกนัยหนึ่งคือขาดยาน้อย อย่างไรก็ดีมีการศึกษาใน ประเทศสหรัฐอเมริกาชื่อ MI FREE study โดยนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่าผู้ป่วยรับประทานยาอย่าง สม่ำเสมอเพียง ๓๙% เท่านั้น ในการศึกษานี้ยังมีสมมติฐาน อีกว่าการที่ผู้ป่วยรับประทานยาไม่สม่ำเสมออาจเกิดจาก การที่ผู้ป่วยมีภาระค่าใช้จ่ายในการรับยาดังกล่าว (Standard Copay) จึงได้ทำการศึกษาในกลุ่มที่ไม่ต้อง เสียค่าใช้จ่ายในการรับยา($๐ Copay) ด้วยว่าจะทำให้ การรับประทานยามีความสม่ำเสมอมากขึ้นหรือไม่ ผลที่ ออกมาคือเพิ่มขึ้นจาก ๓๙% เป็น ๔๕% แม้ผลที่ออกมา จะมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ความแตกต่างนี้ก็แทบไม่มี ความสำคัญเชิงคลินิกแบบมีนัยสำคัญเลย 41
สมผลเสมอไปโดยเป็นผลมาจากอคติ อารมณ์ และบริบท ทางสังคม จากตัวอย่างเรื่องการรับประทานยาข้างต้น ในเวชปฏิบัติมักพบในกรณีการรักษาโรคเรื้อรังต่างๆ และ มักไม่พบในกรณีโรคที่มีอาการเฉียบพลัน อาทิผู้ป่วยที่มี อาการไอ เมื่อได้รับยาแก้ไอก็มักจะรับประทานยาตาม แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ หรือผู้ป่วยที่มีอาการปวด เมื่อได้ ยาแก้ปวดก็มักจะรับประทานตามที่แพทย์สั่ง ปรากฏการณ์ เรื่องการรับประทานยาข้างต้นทั้งหมดนี้ส่วนหนึ่งมาจากอคติ โน้มเอียงมาทางปัจจุบัน (Present Bias) คือมนุษย์มักจะให้ ค่ากับผลลัพธ์ในปัจจุบันมากกว่าอนาคต ดังนั้นกรณียารักษา โรคเฉียบพลันซึ่งเห็นผลได้ในระยะสั้นมักจะไม่พบปัญหา การขาดยา แต่ในกรณีโรคเรื้อรังที่จะไม่เห็นผลลัพธ์ของ การรับประทานยาในระยะสั้นๆ จึงทำให้ผู้ป่วยเลือกที่จะไม่ รับประทานยามากกว่านั่นเอง ปรากฏการณ์นี้ทำให้แนวความคิดเศรษฐศาสตร์ นีโอคลาสสิก (Neoclassical Economics) ที่เชื่อว่า มนุษย์จะมีการกระทำเพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์สูงสุดนั้น อาจจะไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมสุขภาพหลายๆอย่างได้ โดยที่ผลลัพธ์ทางสุขภาพนั้นมีความชัดเจนและมนุษย์ สามารถรับรู้ได้ว่าผลลัพธ์ใดเป็นประโยชน์ (Positive Utility) และผลลัพธ์ใดเป็นโทษ (Negative Utility) เช่นในการศึกษาข้างต้น การไม่เป็นโรคหัวใจซ้ำ ถือเป็น ประโยชน์ เป็นเรื่องดี และการเป็นโรคหัวใจซ้ำถือเป็นโทษ เป็นเรื่องไม่ดี อีกทั้งกระบวนการที่นำไปสู่ผลลัพธ์ดังกล่าว ก็มีความชัดเจนกล่าวคือการรับประทานยาสม่ำเสมอย่อมลด โอกาสการเป็นโรคหัวใจซ้ำ ดังนั้นหากแนวคิดที่มนุษย์จะมี การกระทำเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองเป็นจริงแล้วนั้น น่าจะทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ มากกว่า อย่างไรก็ดีสิ่งเหล่านี้ก็สามารถอธิบายได้โดย แนวความคิดของเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Economics) ที่มองว่ามนุษย์อาจมีการตัดสินใจที่ไม่สมเหตุ 42
ความเข้าใจธรรมชาติของปรากฏการณ์เหล่านี้ย่อมจะทำให้การออกแบบ นโยบายสุขภาพ และการริเริ่มโครงการทางสุขภาพต่างๆประสบความสำเร็จได้มากขึ้น ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเช่นการรณรงค์ให้คนออกกำลังกายโดยการเดินขึ้นลงบันไดแทน การใช้บันไดเลื่อน มีการทดลองในประเทศสวีเดนชื่อ Volkswagen’s piano staircase experiment เป็นการติดตั้งขั้นบันไดบริเวณรถไฟฟ้าใต้ดินให้สามารถเกิดเสียงขณะเดินได้ เหมือนการเล่นเปียโนจริงๆ สถิติที่น่าสนใจคือสามารถทำให้ผู้คนเปลี่ยนจากการใช้บันได เลื่อนมาเป็นการเดินขึ้นลงบันไดได้เพิ่มขึ้นถึง ๖๖% จะเห็นได้ว่าการทำให้ประชากรมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีนั้นการออกแบบนโยบายหรือ โครงการที่มีความเข้าใจในเรื่องความไม่สมเหตุสมผลของการตัดสินใจของมนุษย์ซึ่งคือ รากฐานของเศรษฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะเพิ่มโอกาสความสำเร็จของ นโยบายหรือโครงการนั้นๆ ได้ รายการอ้างอิง “Life Expectancy vs. Health Expenditure.” Our World in Data, ourworldindata.org/ grapher/life-expectancy-vs-health-expenditure?country.. Centers for Medicare & Medicaid Services. “Historical | CMS.” Cms.gov, 16 Dec. 2020, www.cms.gov/Research-Statistics-Data-and-Systems/Statistics-Trends-andReports/NationalHealthExpendData/ NationalHealthAccountsHistorical. United Nations. World Population Ageing [Highlights]. United Nations, 2017. World Health Organization. “The Top 10 Causes of Death.” World Health Organization, 9 Dec. 2020, www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/the-top-10-causes-ofdeath. Choudhry, Niteesh K., et al. “Full Coverage for Preventive Medications after Myocardial Infarction.” New England Journal of Medicine, vol. 365, no. 22, Dec. 2011, pp. 2088–2097, 10.1056/nejmsa1107913. Maultsby, Clara. “The Fun Theory.” Norse News, shsnorsenews.org/1647/columns/thefun-theory/#. 43
ศิลปะแห่งความสุข เศรษฐินันท์ ศิริสกุลเขมทัต* * ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร., นักศึกษา ปปร. ๑๖ ๑ “พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒”. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ ๒๐๐๙-๐๓-๐๓. สืบค้นเมื่อ ๒๐๒๓ ๒.๘ ความสุข (Happiness) ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ นิยามว่า “น. ความสบายกาย สบายใจ...” ๑ คือความรู้สึกหรืออารมณ์ ประเภทหนึ่ง มีหลายระดับตั้งแต่ ความสบายใจ เล็กน้อย หรือความพอใจจนถึง ความเพลิดเพลิน หรือเต็มไปด้วยความสนุก มีการใช้แนวความคิด ทางปรัชญา ศาสนา จิตวิทยา ชีววิทยาอธิบาย ความหมายของความสุข รวมถึงสิ่งที่ทำให้เกิด ความสุข ความสุข ตามแนวความคิดทางปรัชญา และศาสนา หมายถึง การดำรงชีวิตที่ดี หรือ ชีวิตที่มีความเจริญ โดยไม่จำกัดความหมาย ว่าเป็นเพียงอารมณ์ประเภทหนึ่ง 44
ความสุข เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ปรารถนา ใฝ่ฝันหากันทั้งสิ้น คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ไม่ต้องการความสุข และเมื่อเอ่ยถึงความสุข ทุกคนก็อดยิ้มไม่ได้ แม้ว่าความสุขนั้น จะเกิดขึ้นด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความสุขจึงเป็นมิติที่ลึกซึ้งอยู่ภายในใจเราเอง และ ตัวเราเท่านั้นจะเป็นผู้ที่สร้างความสุข หรือทำลายความสุขนั้น โดยที่ไม่มีผู้ใดเข้ามา มีบทบาทโดยตรงกับความสุขที่เรามีอยู่นั้น และในบางครั้ง การแสวงหาความสุข ก็เปรียบเสมือนเส้นผมบังภูเขา ที่ผู้คนต่างแสวงหา และพบว่าคว้าน้ำเหลว เพียงเพราะว่าเขาเหล่านั้น ไม่รู้จัก “ศิลปะแห่งความสุข”๒ ดังนั้น ความสุข ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดใด จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของมนุษย์เรา จึงโฟกัสไปที่การแสวงหาความสุข ซึ่งทุกคน ย่อมแสวงหาความสุข และแสวงหา สิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตตนเอง ไม่ว่าทางเดินชีวิตของทุกคนจะเป็นเช่นใดก็ตาม เส้นทางนั้นจะเดินเข้าหาความสุขเป็นจุดหมายปลายทาง ทั้งสิ้น ฉะนั้นความสุข จึงเป็นเป้าหมายที่ไม่ไกลเกินฝันสำหรับคนทุกคน ที่สามารถไขว่คว้าได้และเมื่อ จุดหมายของชีวิตเราคือการแสวงหาความสุข จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่า เมื่อเรามุ่งแต่ แสวงหาความสุขแล้วนั้น จะเกิดการยึดเอาตัวเองเป็นที่ตั้งด้วย หรืออาจหลงมัวเมา ไปเลยหรือเปล่า .. ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย จากการสำรวจความคิดเห็น ของนักวิจัย ตะวันตก ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า คนที่ไร้สุข จะมีแนวโน้มที่คิดถึงแต่ตนเอง และบ่อยครั้งมักจะปลีกตัวออกจากสังคม จมอยู่ในความรู้สึกที่เลวร้าย และ ๒ ว.วชิรเมธี (คำนิยม), ศิลปะแห่งความสุข, สำนักพิมพ์อีเทอร์นัล อิงค์. ๒๕๕๐. 45
ขวางโลก ส่วนคนที่มีความสุขจะเป็นคนที่เข้าสังคมได้ดีกว่า รู้จักปรับตัว มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถอดทนต่อ ความยุ่งยาก วุ่นวายในชีวิตประจำวันได้ดีกว่า อีกทั้ง ยังสามารถแสดงความรัก และให้อภัยคนอื่นได้มากกว่า กลุ่มคนที่ไม่มีความสุข รวมถึง คุณลักษณะเป็นคนเปิดเผย เต็มใจเข้าหาหรือยื่นมือเพื่อเข้าช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งสอดคล้อง กับแนวคิดของนักจิตวิทยาท่านหนึ่ง๓ ที่นิยาม “ความสุข” ว่าหมายถึง การประเมินของแต่ละคนว่าชื่นชอบชีวิตโดยรวม ของตนเองมากแค่ไหน การที่เราบอกว่าเรามีความสุข จึงหมายถึงเรารู้สึกชอบหรือพึงพอใจกับชีวิตเรานั่นเอง คนที่มีความสุขนั้น เป็นคนที่แทบจะไม่รู้สึกวิตกกังวลกับ ชีวิตตนเอง ชอบสนุกสนานอยู่กับเพื่อนฝูง และชอบ ประสบการณ์ใหม่ ๆ มีอารมณ์มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงขึ้นลง ง่าย และมักจะหวังว่าตนจะพบเจอสิ่งดี ๆ ในอนาคต ส่วนคนที่ไม่มีความสุขนั้น มักจะรู้สึกว่าชีวิตตัวเองย่ำแย่ ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น หรือถึงขนาดคิดฆ่าตัวตายก็มี เพราะฉะนั้นความสุขจึงเหมือนสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตเรา มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะมีความสุข และเราสามารถทดสอบ หรือเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองในชีวิตประจำวัน หากเราเริ่มต้น จากจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของชีวิตในการแสวงหาความสุข และสามารถแยกแยะเหตุผล หรือปัจจัยที่นำไปสู่ชีวิตที่ดี มีความสุข เราก็จะเรียนรู้ได้ว่าการแสวงหาความสุขได้นั้น ไม่ได้จำเพาะว่า ให้ประโยชน์แก่ตัวเราหรือคนใดคนหนึ่ง เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงครอบครัว คนรอบข้าง ทั้งยัง ขยายผลไปยังสังคมอย่างกว้างขวางอีกด้วย อะไร..คือบ่อเกิดแห่งความสุข และอะไร... คือสิ่งกำหนด พื้นที่ของความสุข หากความสุขถูกกำหนดขึ้นโดยสภาพของจิตใจมากกว่า สถานการณ์ภายนอก ความสุขที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะทำให้เกิด ความรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจชั่วระยะหนึ่ง แต่ไม่ช้า ความรู้สึกเช่นนั้น ก็จะกลับคืนสู่พื้นระดับเดิม เรียกว่าการปรับตัว (adaptation) ซึ่งอาการแบบนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เช่น เมื่อได้รับรางวัล ได้รถคันใหม่ อาจทำให้เรารู้สึกมีความสุข อิ่มอกอิ่มใจ พอไม่นานต่อมาเราจะกลับเข้าสู่ระดับของ ความสุขปกติตามธรรมชาติ และในขณะเดียวกัน เมื่อเรา ต้องพบกับปัญหาเพียงแค่ทะเลาะกับเพื่อน หรือเกิด อุบัติเหตุเล็กน้อย ในช่วงเวลานั้น จะทำให้เราอารมณ์เสีย หงุดหงิด พอเวลาผ่านไป อารมณ์ของเราก็จะกลับมาสู่ ความสบายใจอีกครั้ง ดังนั้น ไม่ว่าความสุขของแต่ละคนจะถูกกำหนดไว้ใน ระดับหนึ่งอยู่ก่อนแล้วจากต้นกำเนิด และไม่ว่าธรรมชาติ จะกำหนดให้เรามีความสุขในระดับใดก็ตาม เราสามารถ ปฏิบัติขั้นตอนต่างๆ ที่ทำให้เกิดความสุขได้โดยร่วมกับ ปัจจัยทางจิต เพื่อเสริมสร้างความรู้สึกมีความสุขให้เพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากความสุขในและช่วง ในแต่ละขณะนั้นถูกกำหนด โดยมุมมองของเราเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งความจริงแล้ว ไม่ว่า เราจะสุขหรือทุกข์ในช่วงเวลาใดก็ตาม และบ่อยครั้งก็ไม่ได้ เกี่ยวกับสภาพการณ์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ วิธีที่ เรามองสถานการณ์ที่เกิดกับเรา และเรามีความพึงพอใจ มากแค่ไหนกับสิ่งที่เรามี อะไร...เป็นตัวกำหนดมุมมอง และระดับของความพึงพอใจ ซึ่งในบางครั้ง เราเห็นว่า ในความพึงพอใจนั้น บ่อยครั้งที่เรา อาจเอาไปเปรียบกับสิ่งอื่นๆ หรือบางครั้งเอาไปเปรียบเทียบ กับคนที่ฉลาดกว่า สวยกว่า ร่ำรวยกว่า หรือประสบความสำเร็จ มากกว่า เรา ย่อมเกิดความอิจฉาริษยา ขุ่นเคือง และเกิด ความทุกข์ และในขณะเดียวกันนี้เราสามารถใช้หลักการนี้ เปรียบเทียบในทางที่ดี เราสามารถสร้างความรู้สึกที่ดี เพื่อเพิ่มความพึงพอใจในชีวิตได้ ด้วยการเปรียบเทียบกับ ตัวเองกับคนที่โชคดีน้อยกว่าเรา และคิดถึงหลายสิ่ง หลายอย่างที่เรามีอยู่ ด้วยตัวของเราเองนั้นสามารถยกระดับ ความสุขให้สูงขึ้นได้ด้วยการเปลี่ยนมุมมอง ซึ่งวิธีนี้ เราสามารถเพิ่ม หรือลดทอนความรู้สึกพึงพอใจได้ ด้วย ปัจจัยทางจิต คนทุกคนสามารถสร้าง และเข้าถึงความสุขตามที่ ปรารถนานั้นได้ แต่ความสุขเป็นสิ่งซับซ้อน มีหลายระดับ เช่นศาสนาพุทธบอกว่าเหตุปัจจัย ๔ อย่างที่ทำให้เกิด ความสุข คือ ความมั่งคั่ง ความพึงพอใจในทางโลก ความเจริญทางจิตวิญญาณ และความรู้แจ้ง และเมื่อ ๓ วีน โฮเฟ่น (๑๙๙๗) 46
๔ ปัจจัยนี้มาประกอบเข้าด้วยกันแล้ว จึงสามารถครอบคลุม ความสุขทั้งหมดที่คนเรา ปรารถนาไขว่คว้าให้ได้มา เมื่อมอง ในเรื่องของศาสนา ความสุข คือเรื่องทางจิตวิญญาณ แต่ความสุขทางโลกเป็นความสุขที่เราได้พบเจอและเข้าใจได้ ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังพบว่า ส่วนประกอบที่สำคัญ ที่ทำให้คนเรามีความสุข เกิดความพึงพอใจนั้น นอกจาก ทรัพย์สมบัติ สิ่งอำนวยความสะดวก สุขภาพที่ดี แล้ว ยังมี ปัจจัยอื่นเพิ่มขึ้นมาคือ การมีเพื่อนสนิท มีกัลยาณมิตร หรือ คู่ครองที่ดี อันเป็นความผูกพันทางอารมณ์ ที่ทำให้ชีวิต มีความสุขขึ้นได้อย่างเต็มเปี่ยม และทั้งหมดนี้คือที่มาของ ความสุข แต่การที่เราจะสามารถนำสิ่งเหล่านี้มาใช้เพื่อให้ ชีวิตมีความสมบูรณ์มากขึ้น หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสภาพของ จิตใจ ของเราอันเป็นกุญแจสำคัญและการรู้จักใช้ประโยชน์ จากจุที่เราพึงพอใจนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทัศนคติ ที่ถูกต้อง ให้ความสำคัญกับปัจจัยทางจิต เพื่อส่งผลให้เกิด ความสุขในระยะยาว ดังนั้น การที่เราใช้ ชีวิตในทุกๆ วันให้มีความสุขและ ทำจิตใจของเราให้มีความสงบมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งใช้ ชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ด้วยการสร้างภาวะจิต ที่สงบ อันเป็นภาวะจิตที่ตั้งอยู่บนฐานของความรัก ความกรุณา ซึ่งสภาวะจิตสงบนั้นไม่ได้หมายความถึงภาวะจิตที่เฉยชา วางเฉย เหินห่าง หรือว่างเปล่า การสร้างภาวะจิตให้สงบ จำเป็นต้องมีการฝึกฝน เมื่อคนเรามีความปรารถนาที่จะนำพาตัวเราเองให้ไปสู่ จุดหมายปลายทางที่มีความสุข จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ฝึกจิตให้มีความสงบ ด้วยความปรารถนา มีอยู่สองอย่าง ได้แก่ความปรารถนาที่จะมีความสุข แต่ความปรารถนา ที่เกินเลย จึงกลายเป็นเรื่องของความเบาปัญญา อันนำไปสู่ ความโลภ นั้นมักนำไปสู่ปัญหา และที่เป็นเช่นนี้มีสาเหตุจาก ความคาดหวังมากเกินไป ซึ่งในความโลภนั้น เมื่อพิจารณา แล้วพบว่ามีจุดหมายลึกๆ คือการแสวงหาความพอใจ และเมื่อได้รับความพึงพอใจแล้ว ความโลภนั้นก็จะหายไป แต่ต่อมาความรู้สึกไม่พอใจก็ยังคงมีอยู่ในใจอีก แล้วเราจะบรรลุความพึงพอใจนั้นได้อย่างไร ... ตามมุมมองแนวคิดของ ดาไลลามะ๔ บอกว่า “การบรรลุ ความพอใจ วิธีแรก ตามปกติของคนทั่วไปคือ ไล่ล่าไขว่คว้า จนได้ครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการหรือปรารถนา ทรัพย์สินเงินทอง บ้านทุกหลัง รถทุกคัน คู่ครองที่สมบูรณ์ แบบ และเรือนร่างที่งามพร้อม” และอธิบายให้เห็นถึงโทษ ของการใช้วิธีนี้ ว่า “ถ้าเราปล่อยให้ความต้องการ หรือ ความปรารถนาของเราโดยไม่ควบคุม ไม่ตรวจสอบ ในไม่ช้า เราจะไปพบอะไรบางอย่างที่ต้องการ แต่ไม่สามารถจะมี หรือได้มา ส่วนวิธีที่สอง เป็นวิธีที่เชื่อถือได้มากกว่า คือ ไม่จำเป็นต้องมีในสิ่งที่เราต้องการ แต่ให้เราต้องการ และ เห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามี” ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาทัศนะ ภายใน (จิตใจ) เพื่อให้เข้าถึงความสุขอย่างแท้จริง มากกว่า การแสวงหาผ่านทางของนอกกาย เช่น ทรัพย์สมบัติ เงินทอง ยศถาบรรดาศักดิ์ หรือแม้แต่สุขภาพร่างกาย นอกจากนี้ ความสุขภายใน ยังมีบ่อเกิดจากอีกแห่งซึ่งเชื่อมโยงกันไว้ อย่างแนบแน่น กับความพึงพอใจลึกๆ นั่นคือ ความรู้สึก ที่เห็น คุณค่าในตัวเอง ๔ ศิลปะแห่งความสุข, คู่มือการใช้ชีวิต, His holiness the Dalailama และโฮเวิร์ด ซีคัทเลอร์, สำนักพิมพ์อีเทอร์นัล อิงค์, ๒๕๕๓. 47
ในการแสวงหาความสุข อย่างมีศิลปะ ขั้นตอนแรกเริ่มจากการเรียนรู้ ซึ่งเราต้อง เรียนรู้ว่า อารมณ์ และพฤติกรรมทางลบทำร้ายเราอย่างไร และอารมณ์ทางบวก ให้ประโยชน์แก่เราอย่างไร ทั้งยังต้องเข้าใจด้วยว่าอารมณ์ทางลบ ไม่เพียงแต่เป็นพิษ เป็นอันตรายต่อใครคนใดคนหนึ่งโดยตรงเท่านั้น ยังเป็นอันตรายต่อสังคมและ อนาคตของโลกทั้งหมดอีกด้วย เมื่อเราตระหนักเช่นนี้แล้ว จะช่วยให้เราเกิดความมุ่งมั่น ที่จะเอาชนะอารมณ์ด้านลบนี้ได้ และเราต้องเข้าใจถึงอารมณ์และพฤติกรรม ทางบวกในแง่มุมต่างๆ ด้วย เพื่อที่จะได้เกิดความมุ่งมั่น ถนอมรักษา พัฒนา และ เพิ่มพูนอารมณ์บวกไว้อยู่เสมอ แม้ว่าจะยากเย็นสักเพียงใด นี่คือความตั้งใจที่เกิด จากภายใน ดังนั้น เมื่อผ่านกระบวนการเรียนรู้นี้ จนเกิดการสั่งสมความมุ่งมั่น และ ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงแล้ว เราสามารถตีกรอบให้กับ การตัดสินใจทุกรูปแบบที่เราต้องเผชิญ โดยการนำคำถามมาถามตัวเองว่า สิ่งนั้น มันจะนำความสุขมาให้หรือเปล่า จากคำถามที่เรียบง่ายนี้จะกลายเป็นเครื่องมือ อันทรงพลังที่จะช่วยให้เราปฏิบัติตัวได้อย่างมีทักษะในทุกๆด้านของชีวิต ทั้งยังนำ ไปสู่มุมมองใหม่ สำหรับการจัดการกับทางเลือก หรือการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน และ จะเป็นการเปลี่ยนมุมมองของเราจากสิ่งที่เราปฏิเสธตัวเองไปเป็นสิ่งที่เราแสวงหา เราจะรู้สึกได้เองว่า ได้เข้าถึงหลัก ที่จะนำความสุขอันสูงสุด ตามที่เราปรารถนา และเป็นภาวะที่เปี่ยมสุขแม้เราจะมีชีวิตขึ้นๆ ลงๆ หรือมีอารมณ์ดีดี ร้ายๆ ความสุข ที่เกิดขึ้นจากใจเราเองนั้น ทำให้เกิด การตัดสินใจที่ถูกต้อง เนื่องจาก เราเลือกที่จะมอบบางอย่างให้กับ ตัวเราเอง และไม่ได้ปิดกั้นทางเลือก บางอย่างไปจากตัวเอง ตรงนี้คือ ทัศนคติที่เคลื่อนเข้าหา ไม่ใช่ผลักไส เพื่อโอบกอดตอบรับชีวิต และความ รู้สึกนี้มุ่งเข้าหาความสุขได้ส่งผล แก่ตัวเราอย่างล้ำลึก ทั้งยังเป็นการ เปิดกว้างเพื่อรองรับความสุข ความเบิกบานในการใช้ชีวิต ด้วย คุณค่าของ ศิลปะแห่งความสุข รายการอ้างอิง ศิลปะแห่งความสุข คู่มือในการใช้ชีวิต, ดาไลลามะ และโฮเวิร์ด ซี.คัทเลอร์, สำนักพิมพ์อีเทอร์นัส อิงค์, ๒๕๕๓. 48
สัมภาษณ์พิเศษ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เศรษฐินันท์ ศิริสกุลเขมทัต* * ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร., นักศึกษา ปปร. ๑๖ ผู้สัมภาษณ์/เรียบเรียง วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๕ ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทีมบรรณาธิการวารสารแห่งสถาบันพระปกเกล้า โดย ผศ. ดร.เศรษฐินันท์ ศิริสกุลเขมทัต ได้มีโอกาส เข้าพบ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจ แห่งชาติในฐานะศิษย์เก่าดีเด่นของสมาคมแห่งสถาบัน พระปกเกล้า..เพื่อพบปะพูดคุยถึงความเป็นมา พร้อมกับ เกียรติประวัติที่ดีเด่น รวมถึงผลงาน และแนวคิดการทำงาน ของท่านพลตำรวจเอก สุรเชษฐ์หักพาล โดยเริ่มจากประวัติ ส่วนตัว ซึ่งท่านเล่าให้ฟังว่า 49
“ผมเป็นคนจังหวัดสงขลาเรียนที่สงขลามาตั้งแต่ อนุบาลถึงมัธยม และหลังจากนั้น ได้มาศึกษาที่โรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งสมัยก่อน อยู่ถนนพระราม ๔ จากนั้นก็ได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เนื่องจากคุณพ่อเป็นตำรวจ เลยอยากจะเป็นตำรวจบ้างจึงตั้งใจ ที่จะมาเรียนตำรวจ และหลังจากที่จบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผมก็สอบเข้าที่มหาวิทยาลัยมหิดล ตอนนั้นทำงานไปด้วยพร้อมกับ ไปเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดลในสาขา อาชญาวิทยาการ บริหารงานยุติธรรมและสังคม ซึ่งเป็นสาขาที่ตรงกับสายงานตำรวจ ผมคิดว่า เราจะได้เอาความรู้เหล่านี้มาใช้ในการปราบปรามคดี อาชญากรรม หลังจากจบปริญญาโทแล้ว ผมก็มองว่า เราน่าจะใช้ เวลาให้เกิดประโยชน์อีกสักส่วนหนึ่งก็เลยไปสอบเข้าศึกษาต่อระดับ ปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และผมก็จบปริญญาเอกสาขานี้ เหมือนกัน คือสาขาอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม และสังคม ซึ่งผมมองว่า ถ้าเราเป็นตำรวจต้องรู้ให้จริง เมื่อเกิดอาชญากรรมขึ้น เราต้องรู้ที่มาของ อาชญากรรม เพื่อจะได้เอามาใช้เป็นข้อมูล ในการสั่งการ และทำการจับกุมคนร้ายได้ อย่างน้อยตรงนี้ก็เป็น หลักวิชาการ” สำหรับในด้านการทำงาน ท่านเล่าให้ฟังว่า “ผมรับราชการ เรื่อยมา จนกระทั่งเป็นผู้การท่องเที่ยวผู้การ ๑๙๑ ผู้บัญชาการ ตรวจคนเข้าเมือง จนกระทั่งได้มาเป็นรองผู้บัญชาการสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ เมื่อถึงวันนี้ ผมมองว่า ผมยังมีเวลารับราชการอีกเยอะ และมีแนวคิดว่า ถ้าเราไม่ทำงานหนัก เวลาที่ผ่านไปในแต่ละวัน แป๊บเดียว ก็เกษียณแล้วเพราะฉะนั้น ถ้าเรายิ่งเหลือเวลาเยอะก็ต้อง ทำงานให้มากขึ้น เพราะว่าโครงการต่างๆ หรืองานต่างๆ ก็จะทำให้ มันต่อเนื่องได้ก็ต้องใช้เวลา ๒ ปีหรือ ๓ ปีซึ่งถ้าไม่เริ่มทำตั้งแต่วันนี้ พอถึงช่วงสุดท้ายเราจะไม่มีเวลาที่จะทำ ดังนั้นการที่เราจะพัฒนาองค์กร ให้ดีก็ต้องคิดตั้งแต่วันนี้ ยิ่งขับเคลื่อนได้เร็วก็จะยิ่งทำงานได้ดีขึ้น” “เนื่องจาก คุณพ่อเป็นตำรวจ เลยอยากจะเป็นตำรวจบ้าง จึงตั้งใจที่จะมาเรียนตำรวจ และหลังจากที่จบ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผมก็สอบเข้าที่ มหาวิทยาลัยมหิดล” 50