The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า ปีที่ 11 ฉบับที่ 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า ปีที่ 11 ฉบับที่ 1

วารสารสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า ปีที่ 11 ฉบับที่ 1

นอกจากนี้ท่านยังชื่นชอบการเล่นกีฬาเทนนิส อีกด้วย ท่านเล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า “คุณพ่อส่งเสริม ให้เล่นเทนนิส และผมก็เล่นเทนนิสอย่างจริงจัง จนติด ทีมชาติ ตั้งแต่ยังเด็ก พอไปเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ผมก็หยุดเล่นเทนนิสเพราะต้องเรียนเป็นหลัก แต่ทุกวันนี้ ก็ยังเล่นเทนนิสอยู่เหมือนเดิม เพราะทำให้ร่างกายเรา แข็งแรง และเมื่อร่างกายแข็งแรงแล้ว ทำให้มีความอดทน ในการทำงานมากขึ้น สามารถทำงานถึงดึกได้” นอกจากนี้ ท่านเล่าถึงด้านครอบครัวว่า “ผมโชคดีเพราะว่า ผมมี ภรรยา แต่ไม่มีบุตร ทำให้เราไม่มีกังวล ไม่ห่วงในเรื่อง การที่จะต้องดูแลลูก หรือภาระต่างๆ เกี่ยวกับการดูแล ตรงนี้ และเราก็ดูแลภรรยาให้ดี อยู่เป็นเพื่อนกัน” สำหรับด้านการทำงานที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันในฐานะ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ท่านได้ทำหน้าที่ และมี ผลงานที่นับว่าโดดเด่นมาก โดยเฉพาะการกวาดล้าง มิจฉาชีพ และปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่สร้างปัญหาและความเดือดร้อนให้กับสังคมไทยปัจจุบัน อย่างมาก ท่านรองฯ ได้อธิบายถึงต้นตอ สาเหตุของ การเกิดอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์ และแนวทางใน การกวาดล้างกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้ กลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ได้สร้างความเดือดร้อน ให้กับประชาชนคนไทยมาไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปี แล้วนับว่ายาวนานมาก และอาชญากรรม รูปแบบนี้ เป็นแนวคิดของคนไต้หวัน เป็น know-how (ความรู้หรือวิธีการ) ของ คนไต้หวัน อาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์ เป็นการหลอกลวง วิธีการคือ จะหลอกคน ประเทศไหน ก็จะอาศัยคนในประเทศนั้น เพราะพูดภาษานั้นๆ ได้ เช่นจะหลอก คนไทย ก็ต้องอาศัยคนของประเทศไทยมาหลอกคนไทยด้วยกันเอง เฉพาะกลุ่ม คอลเซ็นเตอร์นี้ จะมีกลุ่มของคนจีนเป็นหัวหน้า เป็นหลัก คนจีนเหล่านี้ก็มาจาก ไต้หวัน และจากทั้งประเทศจีน ที่เป็นคนจีน คือ ท่านประธานาธิบดีสาธารณรัฐ ประชาชนจีน สี จิ้น ผิง ทำการกวาดล้างกลุ่มอาชญากรรมเหล่านี้ ฉะนั้นคนเหล่านี้ ก็อยู่ในประเทศจีนไม่ได้ จึงหอบเอาเงินผิดกฎหมายเข้ามาอยู่ในประเทศกัมพูชาบ้าง ประเทศลาวบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะมาอยู่ในประเทศกัมพูชา อาศัยกัมพูชาเป็นฐาน ซึ่งมีคนไทยเข้าไปทำงานในกัมพูชา ทั้งโดยสมัครใจ และไม่สมัครใจ ส่วนที่ไม่สมัครใจ ก็จะถูกหลอกว่าให้ไปทำงานโปรแกรมเมอร์ในบ่อนคาสิโน พอไปถึงก็จับขัง แล้วบังคับให้ทำงานคอลเซ็นเตอร์คือ ให้ฝึกการหลอก มาหลอกคนไทย และ เท่าที่ทราบก็มีรูปแบบ ที่เหมือนกันหมด แบบเดิมซ้ำๆ เช่น โทรศัพท์เข้ามา “เนื่องจาก คุณพ่อเป็นตำรวจ เลยอยากจะเป็นตำรวจบ้าง จึงตั้งใจที่จะมาเรียนตำรวจ และหลังจากที่จบ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ผมก็สอบเข้าที่ มหาวิทยาลัยมหิดล” 51


ซึ่งโทรศัพท์ก็จะใช้ผ่านระบบ VoIP (Voice over Internet Protocol) คือ การโทรศัพท์ผ่านการแปลงสัญญาณอินเทอร์เน็ตเป็นเสียง และเมื่อโทรเข้ามาแล้ว จะเลือกหมายเลขโทรศัพท์ได้ เช่น จะหลอกว่าเป็นธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา บางนา ก็จะโทรศัพท์เข้ามา เบอร์ที่ปรากฏอยู่บนโทรศัพท์ของคนไทยในประเทศ ไทย และโทรศัพท์นั้นจะโชว์เบอร์ของธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบางนา อย่างนี้ เป็นต้น วิธีการ ก็จะบอกว่า ขณะนี้เงินของท่านไปเกี่ยวพันกับการฟอกเงินคดียาเสพติด ของให้โอนเงินจากบัญชีของท่านมาที่บัญชีนี้ ซึ่งอันนี้เป็นการโทรศัพท์มาจาก ธนาคาร สาขานั้นๆ หากไม่โอนเงินมาจะถูกอายัดยึดเงินทั้งหมด ซึ่งอันนี้เป็นวิธีการ หนึ่ง ส่วนวิธีการเลือกกลุ่มคนส่วนใหญ่ จะเลือกกลุ่มคนที่มีอายุ หรือวัยเกษียณ ด้วยการสุ่มตัวอย่าง (sampling) เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีเงินก้อน สุดท้ายหลังเกษียณ เป็นต้น เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว การอายัดเงิน หรือว่าการเอาเงินคืนยังทำได้ง่ายกว่า ปัจจุบัน ซึ่งเวลานี้ การโอนเงินออกไปนอกประเทศมีการใช้รูปแบบดิจิตอลทั้งหมด ใช้บิตคอยน์บ้าง เงินวันคอยน์ เงินดิจิตอลบ้าง ทำให้การติดตามเงินคืนให้แก่ ผู้เสียหาย ยากมากยิ่งขึ้น ในขณะที่รูปแบบวิธีการหลอกก็จะใช้เรื่องราวแบบเดิมๆ วิธีการหลอกของแก๊งเหล่านี้ จะต้องมีการฝึกหลอก เพื่อให้คนเชื่อ รูปแบบ การหลอกแบบนี้มีมานานแล้ว และทุกวันนี้ก็ยังมีทั้งยังหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้น อาชญากรรมแบบนี้ได้สร้างความเสียหายให้กับคนไทยทั้งประเทศมาก และ ที่หนักหนาสาหัสมากที่สุดอันดับหนึ่ง คือ อาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์ ที่สร้าง ความเสียหายให้แก่คนไทยมากถึงขนาดบางคนสิ้นเนื้อประดาตัว จนต้องผูกคอตาย ก็มี ตรงนี้คือคนไทย หลอกคนไทยด้วยกันเพราะ คนไทยที่ทำงานอีกฝั่งของประเทศ เช่น กัมพูชาหรือ ที่อื่นๆ พวกที่ไปทำงานเขามองว่า ส่วนที่เขาสมัครใจ ทำงานนั้น เขาทำงานได้ปีละประมาณ ๑ ล้านบาท สำหรับคนท้องถิ่นทางอีสานถือว่าเป็นเงิน เยอะมาก ในขณะเดียวกัน หัวหน้าพวกเขากำหนดให้ ต้องหลอกคนให้โอนเงินได้ วันละหนึ่งล้านบาทต่อโต๊ะ ซึ่งรูปแบบคือ โต๊ะหนึ่งนั่ง สองคน ฉะนั้น ในอาคารหนึ่ง จะมี ๗-๘ ชั้น และมีโต๊ะทำการหลอก ประมาณ ๑๐๐ โต๊ะ ดังนั้น วันหนึ่งจะทำเงินได้ ประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท แล้วหากใครทำยอดไม่ถึงที่กำหนด ก็จะถูกลงโทษ เช่น ถูกไฟฟ้าช็อต ถูกขังห้องมืด ให้อดข้าวอดน้ำ ถูกขังไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน อย่างนี้ เป็นต้น อันนี้เป็นวิธีการของคนจีนที่เป็นหัวหน้าแก๊ง สำหรับวิธีการที่จะกวาดล้างกลุ่มอาชญากรรมนี้ให้หมดสิ้นได้อย่างไรนั้น ท่านรองฯ ได้ให้แนวทางดังต่อไปนี้ “ประเด็นของปัญหานี้ คือ กระบวนการเหล่านี้อยู่ในต่างแดน ทีนี้การจับกุม เฉพาะในประเทศอย่างเดียวนั้นไม่มีประโยชน์ ต้องจับกุมทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ และวิธีการในการสืบสวนสอบสวน เรามีเทคนิค เรามีวิธีการสืบสวน “ประเด็นของปัญหานี้ คือ กระบวนการเหล่านี้ อยู่ในต่างแดน ทีนี้การจับกุมเฉพาะ ในประเทศอย่างเดียวนั้น ไม่มีประโยชน์ ต้องจับกุมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ” 52


แต่ทว่ากลุ่มเหล่านี้ อยู่ที่อาคารเอ อาคารบี อยู่ในประเทศกัมพูชา อยู่ในประเทศ พม่า ประเทศเวียดนาม หรือมาเลเซีย อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้น ความร่วมมือผ่านแดน นี้เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อก่อนนี้ ผมรับผิดชอบในคดีปราบปรามอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เมื่อประมาณ ๗ ปีที่แล้ว เวลาเราจะบังคับใช้กฎหมายเข้าต้องมาดูสถิติก่อน เช่น สถิติเดือนมกราคม ว่าในเดือนนี้มีการหลอกลวงประชาชนจำนวนกี่ครั้ง แล้วถ้าเรา ปราบปรามอย่างจริงจัง แล้วจับกุมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ให้ความร่วมมือ ในการจับกุม ก็จะทำให้สถิติ กราฟลดลงมาเป็นศูนย์ เช่นหากในเดือนมกราคม มีการหลอกลด ๑๐๐ ราย พอเดือนต่อมา ก็จะลดลงไปเรื่อย จนเป็นศูนย์ คือไม่มี เหตุเกิดที่ เป็นดังนี้เพราะอะไรครับ.. เพราะว่าหัวหน้ากระบวนการอยู่ต่างแดน ถูกจับหมด พอหัวหน้าผู้บงการถูกจับ คนไทยที่ทำงานก็จะถูกผลักดันให้กลับไทย และนำมาลงโทษหมด และหากวันนี้ เราแก้ไขปัญหาผิดทาง เช่น จับกุมเฉพาะ ในประเทศไทย ก็จะได้แค่ตัวลูกน้อง คนไทย ตัวหัวหน้า ที่เป็นคนจีน ก็จับไม่ได้ พวกเขาก็ทำต่อเหมือนเดิม เพราะคนไทยที่ทำอยู่เป็นแค่ลูกมือ ลูกน้องเขา” ท่านรองฯ เล่าต่อไปอีกว่า “ในช่วงที่ท่านรับผิดชอบงานนี้อยู่ ได้เข้าไปประสาน เพื่อจับกุมกลุ่มคนเหล่านี้ที่หมด ๙ ประเทศ มี ดูไบ มาเลเซีย ไต้หวัน ซึ่งไต้หวันนี้ ถือว่าเป็นดงเลย นอกจากนี้ก็มีจีน ซึ่งประเทศจีนก็มีทั้ง เซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง ในประเทศมาเลเซียก็มีที่ ปีนัง ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เหล่านี้ จะไม่ไปตั้งอยู่ในประเทศแถบยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา เพราะว่า เขาไม่สามารถ “ประเด็นของปัญหานี้ คือ กระบวนการเหล่านี้ อยู่ในต่างแดน ทีนี้การจับกุมเฉพาะ ในประเทศอย่างเดียวนั้น ไม่มีประโยชน์ ต้องจับกุมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ” 53


“ผมมองว่า ในอนาคตข้าราชการ ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ ข้าราชการใหม่ๆ จะต้องทำตัวเป็น ข้าราชการมืออาชีพ ต้องยึดหลักของข้าราชการที่ดี วันนี้เราถูกสอน และเข้ามาเป็นข้าราชการ ดังนั้นจะไปยึดติดกับเรื่อง ทรัพย์สินเงินทองมากๆ ไม่ได้ เราต้องทำตัวเป็น ข้าราชการที่ดี” ไปหลอกคนในประเทศที่มีความรู้เหล่านี้ได้ อันนี้เราไม่ว่าประเทศแถบทวีปเอเชีย เราไม่มีความรู้นะครับ แต่ว่าทรัพยากรมนุษย์จะต้องแข็งแรง จึงจะไม่ถูกหลอก ฉะนั้นในทวีปยุโรป อังกฤษ หรือสหรัฐอเมริกา เขาไม่มีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพราะ พวกนี้ไม่สามารถทำอะไรกับคนของประเทศเหล่านี้ได้ เพราะคนของเขามีความรู้ สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้จึงไม่ตกเป็นเหยื่อของคนพวกนี้ แต่คนไทยอาจจะ เข้าไม่ถึงข้อมูล เพราะฉะนั้นกระบวนการเหล่านี้ก็จะเข้ามาตั้งอยู่ในประเทศ มาเลเซีย ดูไบ หรือฟิลิปปินส์บ้าง ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายอย่างก้าวกระโดด และ ความร่วมมือ ผ่านแดนจึงเป็นสิ่งสำคัญ” จากคำถามถึง ประเด็นที่คนไทยอาจเข้าไม่ถึงแหล่งข้อมูล หรือได้รับความรู้ ในแบบที่ควรได้รับนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีวิธีการอย่างไร ที่จะเผยแพร่ หรือจัดการให้ประชาชนได้รับรู้ถึงแหล่งข้อมูลอย่างทั่วถึงนั้น ท่านรองฯ อธิบาย โดยชัดเจนว่า “ขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เขาอาศัยความเหลื่อมล้ำในประเทศ ไทย ซึ่งต้องเข้าใจว่า บ้านเรามีความเหลื่อมล้ำสูง ด้วยความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สิ่งเหล่านี้ ทำให้คนที่ลำบาก คนจน คนเหล่านี้มองว่า เขาอยู่อีสาน หรือต่างจังหวัด ไปหางานทำในต่างแดน แล้วมีรายได้มากกว่าการที่ ทำนา ทำไร่ แม้ว่าเขารู้ว่ามีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และรู้ว่าเขาลำบากในการทำงาน แต่เมื่อทำงานให้หัวหน้าแก๊ง ยิ่งหลอกมาก ก็จะได้เงินมาก พวกเขาจึงต้องอดทน แต่ยังมีคนไทยอีกส่วนหนึ่ง ที่ถูกหลอกไปทำงาน พอรู้ว่าตนถูกหลอกก็ไม่ยอม ทำงาน พวกเขาเหล่านั้นจึงถูกไปขายต่อ ซึ่งเข้าข่ายค้ามนุษย์ ขายกันในราคา ประมาณหัวละ ๑ แสนบาท หรือ ๒ แสนบาท เพราะในต่างแดนมีแก๊งแบบนี้ หลายแก๊งมาก พอขายจากแก๊งนี้ไปอยู่อีกแก๊ง จนสุดท้ายก็เป็นการนำไปสู่การตัด อวัยวะขาย โดยรูปแบบและวิธีการแสวงหาประโยชน์จากมนุษย์นั้นมีหลายรูปแบบ ดังนั้น สำหรับประเทศไทย สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องเริ่มจากพื้นฐานการศึกษาคือ เศรษฐกิจเราอาจจะกำลังค่อยๆ พัฒนา แต่ว่าการศึกษานั้น สำคัญมาก ในประเทศ ตะวันตก ไม่ปรากฏว่ามีการถูกหลอกเช่นนี้เลย เพราะว่า ประชาชนเขาแข็งแรงด้าน การศึกษา และมีอัตราความเหลื่อมล้ำต่ำ นอกจากนี้แล้วยังมีการหลอกลวงให้ลงทุน อันนี้เกิดจากความโลภ เช่นบอกว่า ลงทุน ๑๐๐ บาท ได้ ๕๐ บาทเป็น ๑๕๐ บาท เป็นการเพิ่มยอดเงิน พอยอดลงทุน เพิ่มขึ้นมากๆ แล้วก็ปิดบัญชีหนีหายไป ซึ่งกระบวนการเช่นนี้ ได้มีการจับกุม กันมาแล้ว และเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ทางเราก็จัดหนัก กระบวนการเหล่านี้ก็จะไม่ กล้าทำ แต่ถ้าเมื่อไหร่ เจ้าหน้าที่รัฐหย่อนต่อหน้าที่ อ่อน ไม่บังคับใช้กฎหมาย ไม่จัดการจริงจัง ก็จะมีปัญหาแบบทุกวันนี้ ซึ่งเกิดระบาดหนักขึ้น และพอดีช่วง เวลานี้ ผมไม่ได้รับผิดชอบในส่วนนี้ และไม่ได้ทำหน้าที่ปราบปรามเรื่อง คอลเซ็นเตอร์” “ขบวนการ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เขาอาศัยความเหลื่อมล้ำ ในประเทศไทย ซึ่งต้องเข้าใจว่า บ้านเรามีความเหลื่อมล้ำสูง ด้วยความเหลื่อมล้ำ ทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษา” 54


สำหรับงาน ที่ท่านรองฯ รับผิดชอบเวลานี้ คือ เรื่องการปราบปรามการค้ามนุษย์ การต่อต้านการค้ามนุษย์ ในมุมมองของท่านรองฯ คือ “เรื่องการค้ามนุษย์ คือ การหลอกลวงเอาคนไปแสวงหาประโยชน์ อันดับแรกที่เห็นกันบ่อยมากคือ การค้าประเวณีในต่างแดน ทำหน้าที่ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เช่น ประเทศ บาห์เรน ประเทศดูไบ ซึ่งมีคนไทยไปทำงาน และถูกกักขัง ให้รับแขกวันหนึ่ง ๗-๘ คน ได้เงินนิดเดียว และยังถูกบังคับให้รับสภาพหนี้ เป็นค่าเดินทางไปทำงาน ซึ่งคนเหล่านั้นต้องทำงานใช้หนี้ จนกว่าจะครบ ระหว่างทำงานก็จะมีแค่อาหาร ได้เงินไปซื้อของใช้จำเป็น เช่นสบู่ ยาสีฟัน หรือผ้าอนามัย เป็นต้น ซึ่งกรณีเช่นนี้ ถือว่าเป็นการถูกกระทำอย่างเดียวเหมือนตกนรกทั้งเป็น เรื่องการปราบปรามการค้ามนุษย์ ผมต้องเรียนว่า เมื่อได้มารับผิดชอบหน้าที่นี้ เรามีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ซึ่ง ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น มีสองรูปแบบคือ การหลอกลงไปค้าประเวณี และเอาคนไปเป็นทาส อีกรูปแบบ หนึ่งคือ การละเมิดเด็ก ซึ่งแบบที่สองนี้จะเห็นว่า ปัจจุบันมีสถิติการละเมิดเด็ก สูงขึ้นจนน่ากลัว และเด็กที่ถูกละเมิดก็จะมีอายุที่ลดต่ำลง ทั้งมีการละเมิดทางเพศ สูงขึ้น โดยเฉพาะในโรงเรียน ดังนั้น จากการที่ได้ทำการปราบปรามอย่างจริงจัง จึงปรากฏว่าสถานการณ์ ได้ยกระดับ จากการที่รัฐบาลสหรัฐยกระดับประเทศไทยจาก tier ๒.๕ เป็น tier ๒ ก็ถือได้ว่า การต่อต้านการค้ามนุษย์ในประเทศไทยเราดีขึ้น” และท่านรองฯ ได้อธิบายต่อไปอีกว่า “ในเรื่องคดีการค้ามนุษย์นั้น สิ่งที่ต้องทำ ต่อไปนี้คือ การป้องกัน การนำการปราบปราม เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามทำให้ เกิดคดีน้อยลง ถ้าเกิดคดีแล้วเราเข้าไปช่วยเหลือ นั่นคือความเสียหายมันเกิดขึ้น แล้ว ดังนั้นเราจึงควรป้องกันให้มากขึ้น การป้องกัน โดยการเข้าไปในสถานศึกษา ไปทำบันทึกข้อตกลง ร่วมกันระหว่างสถานศึกษาทั้งประเทศ ” และได้เพิ่มเติม อีกว่า “ในทุกวันนี้ การหลอกลวงเป็นไปในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งก่อนนี้การหลอกลวง เป็นทักษะหนึ่งต่อหนึ่ง ที่เอาทั้งผู้ใหญ่บ้านไปหลอกคนในชุมชน เอทั้งครูบาอาจารย์ เข้าไปหลอกด้วย พอเดี๋ยวนี้ใช้ ออนไลน์ เฟซบุ๊ก หลอกกันได้ครั้งละหลายๆ คน เชิญชวนมาทำงาน ที่นั่นที่นี่ก็รีบมาสมัครกันทางออนไลน์ ด้วยคดีการค้ามนุษย์เป็น เรื่องที่ได้ทำแล้วได้บุญกุศล เพราะเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” ส่วนแนวคิด การทำงานที่ทำให้ท่านรองฯ มีผลงานที่โดดเด่น และได้รับ มอบหมายงานสำคัญๆ จากท่านผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นั้น ท่านกล่าวว่า “เรื่องของการทำงาน วันนี้ตำรวจมีโอกาส ด้วยเป็นอาชีพที่เห็นชัดในเรื่องที่สามารถ ให้ความเป็นธรรมกับประชาชนได้ และสามารถหยิบยื่นความเป็นธรรมนั้น ให้แก่ประชาชนได้อย่างใกล้ชิดมากที่สุด และการทำงานในโลกปัจจุบันนี้ เป็นโลกแห่ง disruption คือ เวลานี้เรามีระบบการตรวจสอบเยอะแยะมากมาย ทุกช่องทาง ในโซเชียลมีเดีย ไม่เหมือนกับอดีตที่มีแค่ทีวี” “ผมมองว่า ในอนาคตข้าราชการ ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ ข้าราชการใหม่ๆ จะต้องทำตัวเป็น ข้าราชการมืออาชีพ ต้องยึดหลักของข้าราชการที่ดี วันนี้เราถูกสอน และเข้ามาเป็นข้าราชการ ดังนั้นจะไปยึดติดกับเรื่อง ทรัพย์สินเงินทองมากๆ ไม่ได้ เราต้องทำตัวเป็น ข้าราชการที่ดี” “ขบวนการ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เขาอาศัยความเหลื่อมล้ำ ในประเทศไทย ซึ่งต้องเข้าใจว่า บ้านเรามีความเหลื่อมล้ำสูง ด้วยความเหลื่อมล้ำ ทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษา” 55


“ดังนั้นเมื่อผมมีโอกาส เป็นผู้กำหนดนโยบายเอง สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ สถานีตำรวจนี้เข้มแข็ง แต่ไม่ได้หมายความว่า ประชาชนเข้าไปใช้บริการ แล้วต้องไปนั่งรอแจ้งความ ๖ - ๗ ชั่วโมง” “ช่องทางของสื่อเหล่านี้ คอยช่วยตรวจสอบการทำงานของหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ ของรัฐ ซึ่งการทำหน้าที่ตรงนี้ของสื่อ ผมมองว่ายิ่งทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เท่าไหร่ ประชาชนก็จะยิ่งเชื่อมั่นมาก ผมคิดว่า ตำรวจในเวลานี้ต้องเปลี่ยนแปลงการทำงานและวิธีคิดให้เยอะ โดยเฉพาะการคอร์รัปชัน ต้องลดลงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เมื่อทุกวันนี้ โลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ระบบการตรวจสอบก็มีมากขึ้น อีกอย่างคือ ผู้บังคับบัญชา ต้องทำตัวเป็นเยี่ยงอย่างให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา ส่วนเรื่องที่ได้รับมอบ หมายงานจากท่านผู้บัญชาการนั้น ผมมองว่า เวลาราชการของผมเหลืออีกหลายปี จึงตั้งใจทุ่มเททำงานเพื่อประชาชนให้มากๆ และเป็นโอกาสดียิ่งที่จะได้ทำประโยชน์ ให้กับประชาชนให้มากที่สุด ผมมองว่า ในอนาคตข้าราชการ ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะข้าราชการ ใหม่ๆ จะต้องทำตัวเป็นข้าราชการ มืออาชีพ ต้องยึดหลักของข้าราชการ ที่ดี วันนี้เราถูกสอน และเข้ามาเป็น ข้าราชการ ดังนั้นจะไปยึดติดกับเรื่อง ทรัพย์สินเงินทองมากๆ ไม่ได้ เราต้อง ทำตัวเป็นข้าราชการที่ดี ฟังเขาเล่ามาว่า คนเราจะต้องมี ๓ อย่างคือมีอำนาจ มียศตำแหน่ง และมีเงินเยอะๆ ผมคิดว่ามันเป็นไป ไม่ได้ ที่สามอย่างนี้จะอยู่ด้วยกัน เพราะเมื่อเราต้องการมียศตำแหน่ง มีหน้าที่ทางราชการที่ดี เราก็ต้องรู้จัก การประคองตัว ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ลูกน้อง ผู้บังคับบัญชา ผมมีแนวคิดว่า ในวันนี้ทุกอย่างต้องใช้การทำงานนำ และสิ่งสำคัญคือประชาชน จะเป็นผู้ตัดสินเอง ยิ่งเราทำดีก็ไม่จำเป็นต้องไปออกข่าว เพราะโซเชียลมีเดีย นั้นจะทำหน้าที่ให้อยู่แล้ว และหากยิ่งทำดี ก็จะยิ่งทำให้ก้าวหน้าไปได้ไกล” คำถามจากทีมงาน ถึงเรื่องสมมุติ ในอนาคต หากท่านได้เป็นผู้กำหนดนโยบาย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายในทศวรรษนี้ ท่านอยากให้สำนักงานตำรวจฯ พัฒนาในด้านใด และรูปแบบใดบ้างนั้น ท่านรองฯ ได้แนวทางว่า “หากมีโอกาส กำหนดนโยบาย ก็อยากให้งานตำรวจทั้งงานอำนวยการ และงานปราบปราม งานบริการ ที่เป็นหัวใจของเรา คือ โรงพัก (สถานีตำรวจ) เพราะประชาชนไม่มีใคร เข้ามาที่กรมตำรวจ ทุกคนก็จะไปที่โรงพักหมด ใครที่เดือดร้อน ก็จะไปโรงพัก ใกล้บ้าน ดังนั้นการบริการขั้นต่อไป ควรจะเป็นรูปแบบของออนไลน์ เป็นดิจิตอล 56


ให้มากขึ้น เพื่อให้การบริหารประชาชนได้รับความสะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะการรับ แจ้งความ แจ้งเหตุตำรวจจะต้องทำหน้าที่อย่างจริงจังในสำนักงานตำรวจ เพราะ สถานีตำรวจนั้นเป็นจุดแตกที่สำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนั้นเมื่อผมมี โอกาสเป็นผู้กำหนดนโยบายเอง สิ่งสำคัญคือต้องทำให้สถานีตำรวจนี้เข้มแข็ง แต่ไม่ได้หมายความว่า ประชาชนเข้าไปใช้บริการแล้วต้องไปนั่งรอแจ้งความ ๖-๗ ชั่วโมง สิ่งที่จะทำคือ ประการที่ ๑ ประชาชนสามารถทำออนไลน์จากที่บ้านได้เลย สามารถนัดร้อยเวรได้ว่าจะเข้ามาพบในเวลาใด ประการที่ ๒ ในส่วนของสำนวน การสอบสวน เราต้องแสดงความโปร่งใสให้ประชาชนเห็น สามารถดูสำนวนการ สอบสวนที่เป็นของเขาเองได้ทางออนไลน์ ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าถ้าโปร่งใส และง่ายๆ แล้วประชาชนก็จะให้ความไว้วางใจ โดยหลักสำคัญในการทำงานของตำรวจ ผมมองว่าไม่ต้องไปทำอะไรเยอะ หรือคิดเยอะ ต้องทำอะไร แบบใดที่ทำให้ ประชาชนไว้วางใจ อีกทั้ง ผมมองว่า ความร่วมมือจากประชาชนมีส่วนสำคัญ ที่จำเป็นต้องให้ประชาชนร่วมมือกับตำรวจ ย้ำว่า หลักสำคัญของเราคืออยู่ที่ โรงพัก” จากการพูดคุยกับท่านรองฯ มาจนถึงช่วงเวลาสำคัญ ที่ท่านได้รับรางวัลศิษย์เก่า ดีเด่น จากสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๖๕ ที่ผ่านมานี้ ท่านได้บอกเล่าถึงความภาคภูมิใจในการที่ได้เข้ามาเป็นศิษย์ที่ทรงคุณค่า ของ สถาบันพระปกเกล้าในเวลานี้ว่า “ผมเรียนหลักสูตร ปรม. รุ่นที่ ๑๐ มาก่อน และต่อมาจึงมาเข้าเรียนหลักสูตร ปปร. รุ่นที่ ๒๑ ผมเรียนที่สถาบันพระปกเกล้านี้ต้องขอบคุณสำหรับความรู้ และ คอนเนคชัน อันนี้สำคัญมากด้วยผมนำเอาสิ่งที่ได้เหล่านี้มาใช้ในการทำงาน และ ยึดหลักว่า เมื่อไปเรียน แม้ว่าไม่มีเวลาที่อยู่ในห้องเรียนมาก ผมก็พยายามรู้จัก เพื่อให้ครบ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ผมใช้คอนเนคชันจากตรงนี้เพื่อทำงานให้แผ่นดิน ทำงานให้ประเทศชาติ ผมมองว่า สถาบันพระปกเกล้า เป็นสถาบันที่ทำให้คนดีๆ ได้มาพบเจอกัน และทำให้บุคคลเหล่านั้น เมื่อจบออกไปแล้ว ได้ทำสิ่งดีดี ให้กับบ้านเมือง เพราะ แต่ละคนที่เข้ามาเรียน เป็นบุคคลที่สถาบันได้คัดกรองมาแล้วเป็นอย่างดี” ส่วนการได้รับรางวัลต่างๆนั้น ท่านกล่าวว่า “ในการทำงานราชการของผม มีโอกาสได้รับรางวัลบ่อยๆ แต่ขอเรียนว่า รางวัลที่มีความภาคภูมิใจอันดับแรก คือ รางวัลข้าราชการที่ดีของแผ่นดิน เป็นรางวัลที่เกิดจากความตั้งใจในการทำงาน ให้กับประเทศชาติบ้านเมืองและแผ่นดิน ส่วนอีกรางวัลหนึ่ง ที่มีความภาคภูมิใจ มาก คือ รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น จากสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งทำให้เราได้ตระหนักอยู่ ตลอดเวลา เมื่อสถาบัน เล็งเห็นว่าเรามีความงามความดีควรแก่การมอบรางวัล “ดังนั้นเมื่อผมมีโอกาส เป็นผู้กำหนดนโยบายเอง สิ่งสำคัญคือต้องทำให้ สถานีตำรวจนี้เข้มแข็ง แต่ไม่ได้หมายความว่า ประชาชนเข้าไปใช้บริการ แล้วต้องไปนั่งรอแจ้งความ ๖ - ๗ ชั่วโมง” 57


ศิษย์เก่าดีเด่น ทำให้ยิ่งต้องประพฤติปฏิบัติต่อการรับราชการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้ เป็นที่เสื่อมเสียแก่สถาบัน” และปิดท้ายด้วยมุมมองเกี่ยวกับสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า ท่านรองฯ กล่าวว่า “สำหรับสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า ผมมองว่า เป็นสิ่งที่ดี แต่ผมยังไม่มี โอกาสเข้าไปร่วมในสมาคม และผมอยากจะเข้าไปร่วมในทุกกิจกรรมที่ผมมีโอกาส และผมมองว่า ผู้ที่จบจากสถาบันพระปกเกล้า โดยสถาบัน หล่อหลอมให้ศิษย์เก่า ได้ออกไปทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติมาก และสมาคมแห่งสถาบัน พระปกเกล้า เป็นศูนย์รวมศิษย์เก่าทุกรุ่นทุกหลักสูตร ที่มีกิจกรรมมากมาย มีความต่อเนื่อง และทำให้ศิษย์เก่าได้มาทำงานร่วมกัน กลับมาพบกันที่สมาคม มาร่วมกันพัฒนาสมาคม และสถาบันต่อไป” 58


สาระสำคัญของ พระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ วิเชียร ชุบไธสง* * ดร., นักศึกษา ปปร. ๑๕, ปรม. ๙ ในปัจจุบันประเทศไทยมีบทบัญญัติของกฎหมาย ที่มีโทษทางอาญาเป็นจำนวนมากเพื่อบังคับใช้ใน การควบคุมความประพฤติของผู้กระทำผิด และ กำหนดมาตรการสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม กฎหมาย ซึ่งการลงโทษปรับเป็นโทษทางอาญา อย่างหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๘ (๔) เป็นความผิดเล็กน้อยแต่ได้มีการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่ การดำเนินคดีทางอาญาด้วยการจับกุม คุมขัง พิมพ์ลายนิ้วมือ พร้อมทำการบันทึกประวัติ อาชญากร จึงได้มีการเปลี่ยนโทษปรับทางอาญา เป็นการปรับเป็นพินัย ซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วย การปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ ได้กำหนดให้ผู้กระทำ ความผิดจะต้องชำระเงินค่าปรับตามที่กฎหมาย กำหนด โดยการปรับนั้นมิใช่เป็นโทษปรับทางอาญา รวมทั้งไม่มีการจำคุกหรือกักขังแทนการปรับตาม ประมวลกฎหมายอาญา และไม่มีการบันทึกประวัติ อาชญากรรมดังที่ผ่านมา 59


นอกจากนี้ยังกำหนดให้การปรับเป็นพินัยมาใช้แทนโทษปรับทางปกครอง อีกต่างหากพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. ๒๕๖๕ มีสาระสำคัญของ กฎหมาย ดังนี้ ๑. บทนิยามคำว่า “ปรับเป็นพินัย” หมายความว่า สั่งให้ผู้กระทำความผิด ทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยไม่เกินที่กฎหมายกำหนด ๒. บทนิยามคำว่า “ความผิดทาง พินัย” หมายความว่า การกระทำหรือ งดเว้นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนหรือ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และกฎหมายนั้น บัญญัติให้ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัย ๓. ค่าปรับเป็นพินัย คือ เงินค่าปรับ ที่ต้องชำระให้แก่รัฐ ซึ่งเป็นมาตรการทาง กฎหมายที่จะนำมาใช้ แทนโทษทางอาญา สำหรับผู้กระทำความผิดไม่ร้ายแรงและ โดยสภาพไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอย่าง ร้ายแรงหรือไม่กระทบต่อส่วนรวมอย่าง กว้างขวาง ๔. กำหนดให้ความผิดทางพินัย มีการชำระค่าปรับเป็นพินัยตามจำนวนเงิน ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือศาลกำหนดเท่านั้น ไม่มีการจำคุกหรือกักขังแทนค่าปรับ ตลอดจนไม่มีการบันทึกลงในประวัติ อาชญากรรม ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้อง และได้สัดส่วนกับการกระทำความผิด ที่ไม่ร้ายแรง ๕. กำหนดหลักการพิจารณาความผิด ทางพินัย โดยกำหนดให้นำบทบัญญัติในภาค ๑ บทบัญญัติทั่วไป ลักษณะ ๑ บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป เฉพาะหมวด ๒ การใช้กฎหมายอาญา หมวด ๔ ความรับผิดในทางอาญา หมวด ๕ การพยายามกระทำความผิด และหมวด ๖ ตัวการและผู้สนับสนุน แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับแก่การปรับเป็นพินัย โดยอนุโลม ๖. กำหนดหลักการพิจารณาให้เหมาะสมกับสภาพความผิดและกำหนดค่าปรับ ให้เหมาะสมกับฐานะของผู้กระทำความผิด โดยพิจารณาจากระดับความรุนแรงของ 60


ผลกระทบต่อชุมชนหรือสังคม ผลประโยชน์ที่ผู้กระทำความผิดหรือบุคคลอื่นได้รับ จากการกระทำผิดทางพินัย และสถานะทางเศรษฐกิจของผู้กระทำความผิดด้วย โดยจะให้ผ่อนชำระเป็นรายงวด ๗. กำหนดให้ศาลสั่งให้ผู้กระทำความผิดทำงานบริการสังคมหรือทำงาน สาธารณประโยชน์แทนค่าปรับได้ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดไม่อยู่ในฐานะที่จะ ชำระค่าปรับได้ ๘. กรณีที่ผู้กระทำความผิดได้กระทำความผิดเพราะเหตุแห่งความยากจนหรือ เพราะความจำเป็นศาลจะกำหนดค่าปรับเป็นพินัยต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ เพียงใดหรือจะว่ากล่าวตักเตือนโดยไม่ปรับเป็นพินัยเลยก็ได้ ๙. กำหนดให้ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ซึ่งได้แก่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่รับ ผิดชอบการบังคับใช้กฎหมายเป็นผู้มีอำนาจปรับเป็นพินัย รวมทั้งมีหน้าที่และ อำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำ ความผิด แต่ไม่ได้กำหนดให้มีอำนาจจับกุมหรือควบคุมตัวผู้กระทำความผิดแต่อย่าง ใด และเมื่อมีการชำระค่าปรับเป็นพินัยภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ให้ความผิด ทางพินัยเป็นอันยุติ ๑๐. ในกรณีที่ไม่มีการชำระค่าปรับเป็นพินัยภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ เจ้าหน้าที่ของรัฐสรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย พยานหลักฐาน และส่งสำนวนให้ พนักงานอัยการเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลต่อไป 61


๑๑. กำหนดให้ศาลจังหวัดเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดทาง พินัย และกำหนดให้วิธีพิจารณาคดีเป็นไปตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา รวมทั้งกำหนดให้ผู้กระทำความผิดมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาได้เฉพาะปัญหา ข้อกฎหมายเท่านั้น และคำพิพากษาของศาลชั้นอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด ๑๒. กำหนดให้มีคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ให้คำแนะนำและ คำปรึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติตาม พระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งการเสนอแนะการออกกฎกระทรวงและระเบียบ ๑๓. กำหนดบทบัญญัติการเปลี่ยนโทษปรับทางปกครองและโทษอาญา เป็นการปรับเป็นพินัย ดังนี้ ๑๓.๑ การเปลี่ยนโทษทางปกครองเป็นโทษปรับเป็นพินัย กำหนดให้ เปลี่ยนโทษปรับทางปกครองตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นความผิดทางพินัยทั้งหมด แต่ไม่รวมถึง โทษปรับทางปกครองที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน และการปรับที่เป็นมาตรการ ในการบังคับทางปกครอง ๑๓.๒ การเปลี่ยนโทษทางอาญาที่มีโทษปรับสถานเดียวแบ่งออกเป็น (๑) กฎหมายที่ให้เปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยเมื่อพ้นกำหนด ๓๖๕ วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และ (๒) ในกรณีที่กฎหมายที่หน่วยงานยังไม่พร้อมให้เปลี่ยนเป็นความผิด ทางพินัยนั้น ได้กำหนดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเพื่อเปลี่ยนเป็น ความผิดทางพินัยเมื่อหน่วยงานนั้นมีความพร้อม ที่มา : การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๔ 62


งานประเพณีประจำปี ๕ กันยา วันสถาบันพระปกเกล้า ผ่านพ้น ไปด้วยความสำเร็จลุล่วงเป็นที่ชื่นชมของเหล่าศิษย์พระปกเกล้า ทั้งปวงเมื่อค่ำคืนที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ทั้งนี้ก็ด้วยความสมัครสมานสามัคคีฉันท์พี่น้องของมวลหมู่ กรรมการบริหารและกรรมการกลางทุกท่าน เป็นภาพแห่งความ สุดแสนประทับใจและภาคภูมิใจที่จะประทับไว้ในจิตสำนึกของ ชาวพระปกเกล้าอย่างไม่รู้ลืม “๕ กันยา” วันสถาบันพระปกเกล้า 63


64


ศิษย์เก่าดีเด่น 65


ศิษย์เก่าดีเด่น 66


67 กิจกรรมเทิดพระเกียรติฯ วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ร่วมบันทึกเทปถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวโรกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๓ มิถุนายน ๒๕๖๕ ณ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย


68 กิจกรรมเทิดพระเกียรติฯ วันพุธที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ เวลา ๑๕:๓๐ น. ดร.ธิติมา หล่อพิพัฒน์ นายกสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า และนายมหรรณพ เดชวิทักษ์ นายกกิตติมศักดิ์ นำ คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการกลางสมาคม แห่งสถาบันพระปกเกล้า บันทึกเทปถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหา วชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาส มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ ณ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร


69 กิจกรรมเทิดพระเกียรติฯ วันพุธที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เวลา ๑๖.๓๐ น. ดร.ธิติมา หล่อพิพัฒน์ นายกสมาคม และนายมหรรณพ เดชวิทักษ์ นายกกิตติมศักดิ์ นำคณะกรรมการ บริหาร และคณะกรรมการกลางสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า บันทึกเทป ถวายพระพร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕ ณ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร


70 วันอังคารที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ดร.ธิติมา หล่อพิพัฒน์ นายกสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า และ ผศ. ดร.เศรษฐินันท์ ศิริสกุลเขมทัต อุปนายกฝ่าย เทิดพระเกียรติและวารสาร ได้เข้าร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ หมุนเวียน “จาก ‘สยาม’ สู่ ‘แคนาดา’ ๑๙๓๑” ณ อาคารอนุรักษ์ ชั้น ๑ พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ) วันศุกร์ที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคม ดร.ธิติมา หล่อพิพัฒน์ นายกสมาคม พร้อมด้วยตัวแทนคณะกรรมการบริหารและตัวแทนคณะกรรมการกลางสมาคมแห่งสถาบัน พระปกเกล้า ร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวง ราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ชั้น ๑ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย


71 วันศุกร์ที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคม ดร.ธิติมา หล่อพิพัฒน์ นายกสมาคม พร้อมตัวแทนคณะกรรมการบริหาร และ ตัวแทนคณะกรรมการกลางสมาคม ได้เข้าร่วมแสดงกตเวทิตาจิตแด่ท่านศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เนื่องในโอกาสครบวาระในการดำรง ตำแหน่ง


72 การประชุมคณะกรรมการสมาคมในวาระต่างๆ


73


Click to View FlipBook Version