งานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ เครือขา่ ยศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั แหง่ ประเทศไทย ครงั้ ท่ี 12
ภายใตห้ ัวขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกิจ สงั คม และศลิ ปวฒั นธรรม อยา่ งยง่ั ยนื ในบริบทหลังการระบาดโควิด-19 (Covid-19)”
ประวตั ผิ ู้วิจัย นางสาวมธรุ นิ ถ่ินชาญ รูปถา่ ย
นักศึกษา
1. ประวัตสิ ว่ นตวั
ชอ่ื -นามสกลุ 26 ตลุ าคม 2542
ตำแหน่งปัจจบุ นั
วัน เดือน ปี เกดิ 111/1-3 สาขาการแพทยแ์ ผนไทยประยุกต์ วิทยาลัยสหเวชศาสตร์
ทอี่ ยปู่ จั จุบนั
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สวนสนุ นั ทา ศูนย์การศกึ ษาจังหวัดสมุทรสงคราม
เบอรโ์ ทรศัพท์
เบอร์โทรสาร 034 773 904 - 5
เบอร์โทรศพั ทม์ ือถอื
06 5363 6830
29
การประชมุ วชิ าการระดับชาติมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ครงั้ ท่ี 14
“การพัฒนางานวจิ ยั และนวัตกรรมในยุคโควดิ -19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
หลวงพอ่ พระพุทธเจ้าใหญ่ (พระเจา้ พดื ) : พระพทุ ธรปู ศักด์สิ ิทธิแ์ หง่ เมืองศรสี ะเกษ
Luang Pho Phraphutthachao Yai (Phrachao Phuet): A Sacred Buddha Statue
of Sisaket Province
ธนั ยพงศ์ สารรตั น์1 กติ ติธรา พวงธนะสาร2 ชนกพงศ์ ราตรี3 และ ธีรวฒั น์ กนั ยาสาย4
1สาขาวิชาสังคมศกึ ษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั ศรีสะเกษ
โทรศพั ท์ 0810731516 อเี มล [email protected]
2สาขาวชิ าการสอนภาษาจีน คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ศรีสะเกษ
โทรศัพท์ 0844575171 อีเมล [email protected]
3สาขาวิชาดนตรีศกึ ษา คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั ศรสี ะเกษ
โทรศพั ท์ 0950466640 อเี มล [email protected]
4โรงเรียนบ้านหนองขอน อำเภอน้ำยนื จังหวดั อบุ ลราชธานี
โทรศพั ท์ 0817302584 อีเมล [email protected]
บทคดั ยอ่
วัดบ้านเมืองจันทร์ อำเภอเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นสถานทีป่ ระดษิ ฐานหลวงพ่อพระพุทธเจา้
ใหญ่ (พระเจ้าพดื ) พระพทุ ธรูปโบราณทม่ี คี วามสำคญั และมีความศักดสิ์ ทิ ธิอ์ กี องคห์ นึ่งของจงั หวัดศรสี ะเกษ จาก
การศึกษาพบว่า ภายในโบสถข์ องวัดบ้านเมืองจนั ทรเ์ ปน็ ทปี่ ระดิษฐานหลวงพอ่ พระพุทธเจ้าใหญ่ (พระเจ้าพืด) ใน
ฐานะเป็นพระประธาน พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปโบราณปูนปั้น ปางมารวิชัย ศิลปะล้านช้างฝีมือช่าง
พื้นบ้าน สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 23-24 หลวงพ่อพระพุทธเจ้าใหญ่ (พระเจ้าพืด) เป็น
พระพทุ ธรปู โบราณท่ีมีความศกั ด์ิสิทธิเ์ ป็นที่เคารพนับถอื ของชาวบ้านบา้ นเมอื งจันทร์และชาวเมืองศรีสะเกษอีก
องค์หนึ่ง ปัจจุบันวัดบ้านเมืองจันทร์จึงเป็นสถานที่สำคัญทางด้านพระพุทธศาสนา และการท่องเที่ยวเชิง
พระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมอกี แห่งหนึ่งของจังหวัดศรสี ะเกษ ทถ่ี ือเปน็ แหลง่ ความรู้ เปน็ ศูนย์กลางจุดรวมของ
จติ ใจที่มีคุณคา่ จงึ มีสว่ นสำคัญในการชว่ ยสืบสานพระพทุ ธศาสนาใหเ้ จริญรุ่งเรืองข้นึ มาได้จนถงึ ปัจจบุ ัน
คำสำคัญ: ชมุ ชนโบราณ ประวัตศิ าสตร์ พุทธศลิ ป์ บ้านเมอื งจันทร์ เมืองศรสี ะเกษ
Abstract
Wat Mueang Chan or Mueang Chan Temple, Mueang Chan District, Sisaket Province,
houses Luang Pho Phraphutthachao Yai (Phrachao Phuet) which is the significant ancient sacred
Buddha statue of Sisaket Province. According to the past studies, Luang Pho Phraphutthachao
Yai (Phrachao Phuet) is enshrined as the principal Buddha statue inside the hall of Wat Mueang
Chan. It is the ancient stucco Buddha statue seated in a meditative posture, created by local
craftsmen in the style of Lan Xang. Many assumed that the statue was invented around the
23rd-24th Buddhist century. Luang Pho Phraphutthachao Yai (Phrachao Phuet) is one of the most
respected by Mueang Chan locals and Sisaket natives. Now, Wat Mueang Chan is an important
Buddhist site and Buddhist and Cultural tourism attraction in Sisaket Province. Considered the
30
การประชุมวิชาการระดบั ชาติมหาวทิ ยาลัยราชภัฏภเู กต็ คร้ังท่ี 14
“การพฒั นางานวจิ ัยและนวตั กรรมในยคุ โควดิ -19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
valuable knowledge hub and mind center, it has played an essential role in the preservation
and prosperity of Buddhism until now.
Keyword: Ancient community, History, Buddhism Art, Mueng Chan, Sisaket
1. บทนำ
วัดบา้ นเมืองจันทร์ อำเภอเมืองจันทร์ จงั หวดั ศรสี ะเกษ เดมิ ชอ่ื วัดธรรมเจดียเ์ มืองจนั ทร์ (กรมการศาสนา
กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2534: 5) เป็นสถานท่ปี ระดิษฐานหลวงพ่อพระพุทธเจ้าใหญ่ (พระเจ้าพดื ) ซึง่ เป็นพระพุทธรูป
โบราณที่สำคัญและมีความศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ (ศิริ ฮามสุโพธิ์, 2543 และ การท่องเที่ยวแห่ง
ประเทศไทย, 2552: 12-13) ทั้งบริเวณที่ตั้งชุมชนบ้านเมืองจันทร์ยังเคยเป็นชุมชนโบราณที่มีความเจรญิ อยู่คู่กบั
ชุมชนโบราณเมืองจันทร์ มีวัดบ้านเมืองจันทร์เป็นศูนย์กลางของชุมชน เนื่องจากวัดแห่งนี้จะอยู่บริเวณด้านทิศ
ตะวันออกของหมูบ่ า้ น สภาพของวดั จะมตี ้นไม้ขนาดใหญ่ คือ ต้นมะขาม เป็นจำนวนมาก มีศาสนสถานและศาสน
วตั ถทุ ีส่ ำคญั ได้แก่ พระธาตเุ มืองจันทร์ สมิ พระพทุ ธรปู พระอารามหรือพระอุโบสถ พระพุทธรูปไม้ ตู้พระธรรม ใบ
ลาน และที่แตกต่างจากวัดทั่วไปที่พบเห็นจะมีศาลผีบรรพบุรุษตั้งอยู่ในวัด วัดบ้านเมืองจันทร์ตั้งมานานจนไม่
สามารถหาข้อมลู การตั้งวดั ครั้งแรกได้ นอกจากอาศยั คำบอกเลา่ และการสืบทอดประเพณที ี่ยังคงปฏิบตั จิ นกระท่ังถึง
ปจั จุบนั นแ้ี ละท่ีสำคญั คือ ปชู นียบุคคลในชุมชนนไี้ ด้สืบทอดพระพทุ ธศาสนาให้เจรญิ รงุ่ เรอื ง และเป็นผ้บู ุกเบิกในการ
ก่อตั้งวัดที่สำคัญในจังหวัดศรีสะเกษอีกหลายวัด (ธงชัย เมืองจันทร์, 2549: 119) อย่างไรก็ดีถือได้ว่าปัจจุบันวัด
บา้ นเมืองจันทร์ถือเป็นสถานที่สำคัญทางด้านพระพุทธศาสนาและการท่องเท่ียวเชงิ พระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม
อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ เป็นศูนย์รวมความศรัทธาของผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมและกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่ง
แสดงให้เหน็ ถึงความสำคัญของหลวงพ่อพระพุทธเจ้าใหญ่ (พระเจ้าพืด) และวดั บา้ นเมอื งจันทร์ ได้เป็นอยา่ งดี
แตท่ ีผ่ ่านมาข้อมลู ทางดา้ นประวัตศิ าสตรโ์ บราณคดีและศิลปกรรมของหลวงพ่อพระพุทธเจา้ ใหญ่ (พระเจา้
พืด) ยังไม่ได้รับการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักของชาวศรีสะเกษและประชาชนทัว่ ไปมากนัก อีกทั้งวัด
บา้ นเมอื งจันทร์ยังเคยเปน็ ชมุ ชนโบราณมาก่อน ซึ่งจากการสำรวจเอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวข้องพบว่ายังไม่มีงานที่
ศึกษาด้านนีโ้ ดยตรง มเี พยี งงานวิจยั ท่ีเกีย่ วขอ้ งซึ่งเป็นประโยชน์ตอ่ การศกึ ษาครงั้ น้ี ไดแ้ ก่ งานของธงชัย เมืองจันทร์
(2549) เร่อื ง “คติธรรมไทยกูยจากประเพณีการไหว้พระธาตุเมืองจันทร์” งานของพระมหาเดช มภี าพ (2556) เรื่อง
“พิธีกรรมและความเชื่อของชาวกูย ตำบลตาโกน อำเภอเมืองจันทร์ จงั หวดั ศรสี ะเกษ” งานของธนั ยพงศ์ สารรัตน์
(2564) เรื่อง “แนวทางการพัฒนาแหลง่ ท่องเท่ียว กรณีศึกษา วัดบ้านเมืองจันทร์ อำเภอเมืองจันทร์ จังหวัดศรสี ะ
เกษ” ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับศาสนสถานและศาสนวัตถุในพื้นทีบ่ างส่วน ซึ่งทำให้ได้รายละเอียดเพิ่มเติมเกีย่ วกับองค์
พระพุทธรปู ในบางส่วน และงานของธนั ยพงศ์ สารรตั น์ และคณะ (2563) เรอ่ื ง “ ประวัตแิ ละลกั ษณะรูปแบบพุทธ
ปฏมิ า “หลวงพ่อโต” วดั มหาพทุ ธาราม พระอารามหลวง อำเภอเมืองฯ จงั หวัดศรีสะเกษ งานของธันยพงศ์ สารรัตน์
(2563) เรื่อง “ประวัติ รูปแบบศิลปกรรม และความสัมพนั ธ์กับหลักฐานด้านประวัติศาสตร์ของพุทธปฏิมา “หลวง
พ่อโต” วัดเขียนบูรพาราม อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ งานของธันยพงศ์ สารรัตน์ และคณะ (2564) เรื่อง
“ความเช่ือและพธิ ีกรรมเก่ยี วกบั พระพทุ ธรปู หลวงพอ่ โตสองพ่ีนอ้ ง : กรณีศึกษาอำเภอยางชุมน้อย จงั หวดั ศรีสะเกษ.
งานของธันยพงศ์ สารรัตน์ (2564) เรื่อง “รูปแบบทางศิลปกรรมของพระพทุ ธรปู ศิลปะพ้ืนถิ่นอีสาน : กรณีศึกษา
หลวงพ่อโตวัดบ้านจอมพระ อำเภอยางชุมน้อย จังหวัดศรีสะเกษ” และงานของธันยพงศ์ สารรัตน์ (2564) เรื่อง
31
การประชุมวชิ าการระดับชาตมิ หาวิทยาลัยราชภฏั ภเู ก็ต ครัง้ ที่ 14
“การพัฒนางานวิจัยและนวตั กรรมในยคุ โควิด-19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
“บทบาทของผู้หญิงและผู้ชายในตำนานการสร้างพระธาตุเมืองจันทร์และปราสาทบ้านปราสาท” ที่กล่าวเน้นถึง
เฉพาะพุทธศิลป์ของหลวงพ่อโตที่ประดิษฐานภายในจังหวัดศรีสะเกษ รวมถึงงานศึกษาเชงิ พุทธศิลป์โดยรวม เช่น
งานของพระมหาวิเชยี ร สริ วิ ฑฒฺ โน และ ภรู ทิ ัต ศรอี ร่าม (2560) เรอ่ื ง “การศึกษาวิเคราะหป์ ระวตั ิและลักษณะพุทธ
ศิลป์ของพระพทุ ธรปู สำคญั ในสงั คมไทย” เช่นเดยี วกันกับงานของพระครูสารภัทรกิจ (พานิช ดวงมณ)ี เรือ่ ง “ศึกษา
คติการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ในสังคมไทย : กรณีศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ” ซึ่งทำให้ได้รายละเอียดเพิ่มเติม
เกยี่ วกบั องค์พระพุทธรูปในบางส่วน ดว้ ยเหตุน้ี ผู้วจิ ัยจึงศกึ ษาวิธีการวิจัยเพื่อนำมาประยุกตใ์ ช้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลท่ี
เกี่ยวกับหลวงพ่อพระพุทธเจ้าใหญ่ (พระเจ้าพืด) วัดบ้านเมืองจันทร์ และชุมชนโบราณวัดบ้านเมืองจันทร์จาก
เอกสาร และหลักฐานประวัติศาสตร์ต่างๆ ที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัด และนำข้อมูลเหล่านั้นมาเรียบเรียงในรูปแบบ
บทความ เพือ่ เปน็ การเผยแพรอ่ งค์ความร้ทู างด้านประวตั ิศาสตรท์ อ้ งถิน่ ใหพ้ ่นี อ้ งชาวจงั หวัดศรสี ะเกษและผ้คู นท่ัวไป
ได้ศึกษาเรียนรู้ อันจะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมของ
ท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษต่อไป และสามารถพัฒนาเป็นข้อมูลเพื่อการนำชมวัดได้อีกทางหนึ่งด้วย รวมถึงเป็น
ประโยชน์ทางด้านวิชาการในการศึกษาค้นคว้าประวัติและลักษณะพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปสำคัญในสังคมไทย
ตอ่ ไป
จากเหตผุ ลดังกล่าวข้างตน้ ถอื เป็นการศกึ ษาศิลปะเพ่ือพระพทุ ธศาสนา เพ่อื เปน็ ส่อื ทใ่ี ห้ความรู้ ถา่ ยทอด
ความรูส้ ่สู าธารณชน นำไปสูก่ ารประพฤติปฏิบตั ิตนในแนวทางทีด่ งี ามตามหลักพระพทุ ธศาสนาตอ่ ไป
2. วตั ถปุ ระสงคก์ ารศกึ ษา
1.เพื่อศึกษาประวตั แิ ละลกั ษณะพทุ ธศิลป์ของหลวงพ่อพระพุทธเจา้ ใหญ่ (พระเจา้ พืด) ในฐานะสิ่งศกั ดิ์สทิ ธ์ิ
ของทอ้ งถ่นิ และพระพุทธรูปศกั ด์ิสิทธิ์ของเมอื งศรสี ะเกษ
2.เพอ่ื ศกึ ษาความเชือ่ ความศรทั ธาของพทุ ธศาสนิกชนทมี่ ีต่อหลวงพอ่ พระพทุ ธเจ้าใหญ่ (พระเจา้ พดื )
3. วิธีดำเนนิ การศึกษา
ผู้ศกึ ษาได้ดำเนนิ การตามวิธีวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ ด้วยกระบวนการศึกษาและวเิ คราะห์ข้อมูลจากเอกสาร โดย
การทบทวนแนวความคิด ทฤษฎี และวรรณกรรมทีเ่ กีย่ วข้องกับประวัติความเป็นมาและลักษณะศิลปะตามยุคสมัย
ของพระพุทธรูปสำคัญในสังคมไทย โดยคัดเลือกพระพุทธรูป 1 องค์ คือ หลวงพ่อพระพุทธเจ้าใหญ่ (พระเจ้าพืด)
เพ่ือศึกษาประวตั ิความเป็นมา ลักษณะศลิ ปะตามยุคสมัย ผ่านการลงพืน้ ท่ี และมกี ารสัมภาษณ์เชิงลึกโดยผู้ให้ข้อมูล
เป็นเจา้ อาวาส ผนู้ ำชุมชน โดยเปน็ การรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมลู สำคัญ (Key informants) แล้วนำมาวิเคราะห์
พร้อมทั้งแยกแยะจับประเด็น อีกทั้งตัดคำพูดบางคำที่ไม่เหมาะสม และไม่เกี่ยวข้องกับการ ศึกษาออกไป เพื่อให้
ข้อมูลนั้นเป็นไปตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพต่อไป และนำข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มาวิเคราะห์และประมวลผล
ออกมาในลกั ษณะของการพรรณนา ซึ่งจะนำไปสูค่ ำตอบในการศึกษาและสรปุ ตามหลกั วิชาการประกอบการเขยี น
รายงานการศกึ ษาเพ่ือชใ้ี หเ้ ห็นถึงพัฒนาการของการสรา้ งพระพทุ ธรปู ประวัติและลักษณะพุทธศลิ ปข์ องพระพุทธรูป
ตอ่ ไป
32
การประชมุ วชิ าการระดับชาติมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏภเู ก็ต ครั้งท่ี 14
“การพัฒนางานวิจัยและนวตั กรรมในยคุ โควิด-19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
4. กรอบแนวคิดการศึกษา
ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ การวิจยั
ท่ีมา : คณะผ้วู ิจยั
5. ผลการศกึ ษาและอภิปรายผล
ผลการศกึ ษา
1.ลักษณะทางพุทธศลิ ปข์ องหลวงพอ่ พระพุทธเจา้ ใหญ่ (พระเจา้ พดื )
หลวงพ่อพระพุทธเจา้ ใหญ่ (พระเจ้าพดื ) เปน็ พระพุทธรปู ปูนป้นั ปางมารวชิ ัย ขัดสมาธริ าบ ซง่ึ เป็นลักษณะ
สำคัญของพุทธปฏมิ าลุ่มน้ำชี (กิติสันต์ ศรีรักษา และ นิยม วงศ์พงษ์ดำ, 2557: 24) พระพุทธรูปขนาดเล็กที่สร้าง
ด้วยวัสดุที่หางา่ ยในท้องถิน่ โดยอาจเป็นชา่ งชาวบา้ นท่ีร่วมกันสร้างหรอื ช่างท่หี าไดใ้ นบริเวณใกลเ้ คียง ท่ีถือเป็นงาน
สร้างในรุน่ หลังราวพุทธศตวรรษที่ 25 ถึงปัจจบุ นั (ศักดิ์ชัย สายสิงห์, 2555: 56, สงวน รอดบุญ, ม.ป.ป.: 19, และ
ประภัสสร์ ชูวิเชียร, 2557: 52) มีขนาดหน้าตกั กว้าง 1.10 เมตร สูง 1.20 เมตร (ทศพล จังพานิชย์กลุ , 2547: 16)
ปจั จบุ นั ประดิษฐานเปน็ พระประธานในโบสถ์วัดบ้านเมืองจนั ทร์ อำเภอเมอื งจนั ทร์ จังหวัดศรสี ะเกษ
หลวงพอ่ พระพุทธเจา้ ใหญ่ (พระเจา้ พืด) มพี ุทธลักษณะพระพกั ตร์กลม พระปรางและพระหนุค่อนขา้ งอมู
ใหญ่ เม็ดพระศกห่างกันเป็นแบบวงก้นหอยแบบหนามขนุนเหมอื นพระพุทธรูปสมัยอยุธยา (สันติ เล็กสุขมุ , 2548:
17) พระเกตุมาลาเป็นยอดแหลมสูงเหมือนปล้องไฉนของเจดีย์ ค่อนข้างแข็งกระด้าง ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น
กลบี บัวตามแบบศิลปะพ้ืนบา้ นล้านช้าง พระกรรณยาว มกี ารประดิษฐข์ มวดม้วนแบบต่างๆ อยา่ งอิสระ และกางออก
เช่นเดยี วกับพระพุทธรปู ท่ีพบท่ัวไปในวฒั นธรรมลาว พระขนงโกง่ หัวพระขนงชิดติดกนั พระเนตรเรียวเหลือบลงต่ำ
พระพักตร์แบบหน้าเด็ก เป็นความงามในการสร้างสรรคแ์ บบไรเ้ ดียงสา (Creative innocence) (อดุลย์ หลานวงศ์
และคณะ, 2563ข: 156) พระพักตร์อูมใหญ่จนไมเ่ หน็ ปล้องพระศอ พระอังสาค่อนข้างเล็ก พระอุระไม่กว้างใหญด่ ุ
จอกราชสีห์ พระถันโปนช้นั เดียว มพี ระวรกายที่ผิดหลักกายวิภาค โดยพระวรกายจะมลี ักษณะอวบอ่มิ พระหตั ถแ์ ละ
พระบาทจะใหญก่ วา่ พระพุทธรูปโดยทัว่ ไป ซึ่งสันนิษฐานว่าชา่ งต้องการสะท้อนถึงความเป็นสังคมอสี าน ซึ่งเปน็ วิถี
33
การประชุมวิชาการระดบั ชาติมหาวทิ ยาลัยราชภัฏภเู กต็ ครง้ั ที่ 14
“การพัฒนางานวิจยั และนวัตกรรมในยคุ โควิด-19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
สงั คมเกษตรกรรมทที่ ำไร่ ทำนา ที่ตอ้ งใชม้ ือเท้าเป็นสำคัญ ดงั น้นั มอื เท้าต้องแข็งแรง ลักษณะดังกล่าวนี้เป็นตัวอย่าง
ลกั ษณะของทอ้ งถ่นิ ซงึ่ จะพบเห็นอยูใ่ นกลุม่ งานชา่ งพื้นบ้านเป็นส่วนใหญ่ (ต๊กิ แสนบุญ, ม.ป.ป.: 16) พระนาสกิ ใหญ่
พระศอเป็นปล้อง 1 ปล้อง พระโอษฐ์เล็ก ยิ้มเล็กน้อย ริมพระโอษฐ์ใหญ่ พระหัตถ์และนิ้วพระหัตถ์ใหญ่ เรียว
เล็กน้อย และปลายนิ้วพระหัตถ์เท่ากันคล้ายกับศิลปะสุโขทัย (สันติ เล็กสุขุม, 2547: 9) ดังที่พระครูสารภัทรกิจ
(พานิช ดวงมณี) ให้ข้อสรุปว่า พระพุทธรูปในจังหวัดศรีสะเกษส่วนใหญ่จะนิยมสร้างเลียนแบบศิลปะสุโขทัย
ผสมผสานกับศิลปะแบบพ้ืนถนิ่ (พระครูสารภทั รกิจ (พานชิ ดวงมณี), 2562: 99-100) สังฆาฏเิ ปน็ แผ่นใหญ่ ยาวลง
มาจรดพระนาภแี ละปลายตัดตรง พระวรกายค่อนขา้ งอวบอว้ น พระพักตร์และพระเกตุมาลามีขนาดสูงใหญ่ดูไม่สม
สว่ นกบั พระวรกาย ตลอดทัว่ ทัง้ พระวรกายทาทบั ดว้ ยสีทอง ประทบั นัง่ เหนอื ฐานซุกชีขนาดเลก็ ที่รองรับเพียงแค่องค์
พระและอย่เู หนือฐานซกุ ชีขนาดใหญ่ ซ่งึ มีการทำข้ึนใหมภ่ ายหลังเพ่ือประดษิ ฐานพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยอีก
สององคข์ นาดใหญ่ใกลเ้ คียงกับองค์พระประธานโดยมีการสร้างเลียนแบบพุทธศิลปแ์ บบสโุ ขทัย (พระเกตุมาลาเป็น
เปลวเพลิง) และพุทธศลิ ป์แบบล้านนา (พระเกตมุ าลาเป็นทรงดอกบวั ตูม) (กิตสิ นั ต์ ศรรี กั ษา และ นยิ ม วงศพ์ งษ์ดำ,
2557: 6, กวินวฒั น์ หิรัญบูรณะ, 2562: 96 และ ชวลติ อธิปตั ยกุล, 2559: 43-44) ซ่งึ มีคนนำมาถวายเป็นพทุ ธบูชา
ภายหลังแทนท่ีพระพทุ ธรปู ปางประทานพรองคเ์ ลก็ หลายองค์ท่มี ีอยกู่ อ่ นหนา้ นี้
ภาพท่ี 2 ลกั ษณะพทุ ธศิลป์ของหลวงพอ่ พระพทุ ธเจา้ ใหญ่ (พระเจ้าพดื ) (สว่ นพระวรกาย)
ทมี่ า : คณะผศู้ กึ ษา
34
การประชุมวชิ าการระดบั ชาติมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏภูเกต็ ครง้ั ท่ี 14
“การพัฒนางานวิจยั และนวัตกรรมในยคุ โควดิ -19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
ภาพที่ 3 ลกั ษณะพุทธศิลปข์ องหลวงพอ่ พระพทุ ธเจา้ ใหญ่ (พระเจ้าพืด) (ส่วนพระเศียร)
ท่มี า : คณะผศู้ กึ ษา
ภาพที่ 4 ด้านหนา้ และหลงั ขององคพ์ ระประธาน
ท่ีมา : คณะผศู้ ึกษา
35
การประชุมวชิ าการระดับชาติมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏภูเก็ต คร้ังท่ี 14
“การพฒั นางานวิจัยและนวตั กรรมในยุคโควิด-19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
เมอ่ื พิจารณาจากรปู แบบพทุ ธศลิ ป์ท่ปี รากฏในปจั จุบัน พระพุทธรปู หลวงพอ่ พระพุทธเจ้าใหญ่ (พระเจา้
พืด) มีลกั ษณะทางพทุ ธศิลปใ์ กลเ้ คยี งกบั พระพุทธรูปปูนปนั้ ในศิลปะลา้ นช้าง แตม่ ีความเป็นฝมี ือช่างพื้นบ้านค่อนข้าง
สูง สันนิษฐานว่าหลวงพ่อพระพุทธเจ้าใหญ่สร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 23-24 และเมื่อพิจารณาจากข้อมูล
ท่วั ไปของพระพุทธรูปโบราณท่ีพบในเขตชมุ ชนโบราณเมืองศรสี ะเกษพบว่า หลวงพ่อพระพุทธเจา้ ใหญ่ (พระเจ้าพืด)
ถือเป็นพระพทุ ธรูปปนู ปน้ั ที่มีขนาดเล็กใกล้เคียงกับหลวงพอ่ โตวัดบ้านจอมพระ อำเภอยางชมุ นอ้ ย จงั หวดั ศรสี ะเกษ
แต่มีสภาพศิลปกรรมท่คี อ่ นข้างสมบรู ณ์ เปน็ ท่ีเคารพสกั การะของผู้คนชาวเมืองศรีสะเกษมาชา้ นาน
2.ประวตั ิความเป็นมาของหลวงพ่อพระเจ้าใหญ่ (พระเจ้าพืด)
หลวงพ่อพระเจ้าใหญ่ไม่ปรากฏหลกั ฐานการสรา้ งท่ชี ัดเจน ทีบ่ ริเวณขอบประตูหนา้ โบสถม์ ีแผน่ หนิ ทราย
ศลิ าจารึกหรอื ใบเสมาฝังอยู่ ลักษณะราบเรียบ แตไ่ มป่ รากฏร่องรอยของตัวอกั ษรจารึก มคี วามเป็นไปได้ว่าแผ่นหิน
ทรายนี้อาจเป็นศิลาจารึกมาก่อน แต่ภายหลงั แผน่ หนิ ด้านหนา้ อาจผกุ ร่อน ทำให้ตวั อักษรเลือนรางก็เป็นได้ (ทศพล
จังพานิชย์กุล, 2547: 17)
พระครูสุวัจนจ์ ันทคณุ เจา้ อาวาสวัดบ้านเมืองจันทรร์ ปู ปจั จุบนั ซงึ่ เปน็ ชาวบา้ นเมืองจันทร์โดยกำเนดิ ไดใ้ ห้
ข้อมลู ว่า ผ้เู ฒ่าผู้แก่เคยเลา่ ให้ฟงั วา่ แต่เดมิ บริเวณวัดเป็นดงหญ้าคารกชัฎในเขตป่าชา้ ต่อมาจึงเกดิ ไฟปา่ ลามมาจนถึง
บรเิ วณโบสถว์ ัดในปจั จบุ นั ท่ีตงั้ อยู่ใกล้กับธาตุเจดีย์ ไฟป่าลอ้ มบริเวณดงั กลา่ วจนเกิดเป็นดอนหญา้ คา ชาวบ้านสงสัย
จึงเขา้ มาดู ปรากฏวา่ บริเวณดงั กลา่ วมซี ากโบสถเ์ ก่า และมพี ระพทุ ธรูปปูนป้ันจากดินเผา หรอื ปนู ปน้ั ศิลาท่ีสลักจาก
ศิลาแลงเพอื่ ทำเป็นโกลน (การขน้ึ ปูเปน็ เคา้ โครงอย่างกว้างๆ แล้วข้ึนปูนทับ) มีตน้ ไม้เถาวลั ย์ปกคลุม และในขณะที่
ชาวบา้ นมาเหน็ พระพุทธรปุ องค์นี้พบว่า มรี อยคล้ายรอยนำ้ พระเนตรไหลออกจากพระเนตรท้งั สองข้างด้วย โดยเชื่อ
ว่าพระพุทธรปู พระพุทธรปู ร้องไห้เน่อื งจากฝา่ ยชายบา้ นตาโกนไปช่วยฝา่ ยหญิงบ้านปราสาทสรา้ งปราสาทสามหลัง
สำเรจ็ จนครบ 3 หลงั สว่ นของตนเองสร้างไมส่ ำเร็จ (ธันยพงศ์ สารรตั น,์ 2564: 45) ต่อมาชาวบ้านจึงช่วยกันเก่ียว
หญ้าคาทอี่ ยู่ในบรเิ วณนนั้ มาถกั เป็นตับแล้วทำเป็นเพงิ มงุ หลังคาให้กบั องค์พระพุทธรปู พร้อมท้งั ไดต้ ัดถางต้นไม้ ทำ
ความสะอาดรอบบริเวณใหโ้ ล่งเตยี น พระพทุ ธรูปองค์นีช้ าวบ้านในอดีตเรียกว่า “พระพุทธเจ้าใหญ่” “พระเจ้าพืด”
หรือ “พระเจาพืด” ภาษาส่วยเมืองจันทร์แปลวา่ “ใหญ่” หรือแปลว่า “พระเจ้า” “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” (สภาวัฒนธรรม
ตำบลเมืองจนั ทร์, 2561: 26-27) และต่อมาก็พัฒนาจากวัดร้างจนกลายเปน็ วัดทมี่ ีพระภกิ ษุจำพรรษา (พระครูสุวัจน์
จันทคณุ , สมั ภาษณ์)
จากขอ้ มูลท่ีปากฎในป้ายประวัติวดั บา้ นเมอื งจนั ทร์ท่ดี ้านหน้าโบสถ์ ซ่ึงเปน็ การรวบรวมข้อมลู ของชุมชน
พบว่า อารามหรืออุโบสถแห่งนี้มีการสร้างครอบองค์พระเมื่อราว พ.ศ.2512 โดยทดแทนของเดิม กล่าวคือ ได้มี
ชาวบ้านผู้มีจิตศรทั ธาที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยการนำของนายบุญมี สัมโย ผู้ใหญ่บ้านเมืองจันทร์ นาย
ทอง แซ่โซว และพระอาจารย์บุญเรือง ธินทัมโม ได้ประชุมชาวบ้านและตกลงที่จะรื้อพระอารามหลังเก่า โดย
ชาวบ้านไดช้ ่วยกบั บรจิ าคหลังคาละ 500 บาท แลว้ สร้างอโุ บสถหลงั ปัจจบุ นั ทับท่เี ดิม มีขนาดกวา้ ง 8 เมตร ยาว 12
เมตร ไว้ เพื่อการประดิษฐานพระเจ้าใหญ่ในฐานเดิม โดยมีพระเทพรัตนโมลี เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม เขต
บางกอกใหญ่ กรงุ เทพมหานคร เป็นบคุ คลทม่ี ีคณุ ปู การอนั สูงย่ิงในการจัดหาทุนมาบรู ณปฏสิ งั ขรณอ์ โุ บสถ ตลอดจน
ถาวรวัตถุอ่นื ๆ จนกระท่ังกอ่ สร้างพระอุโบสถเสร็จเรียบร้อย
หลวงพ่อพระพทุ ธเจ้าใหญ่ (พระเจ้าพืด) เคยไดร้ บั การบูรณะคร้ังใหญเ่ มื่อประมาณ พ.ศ.2480 – 2490
โดยหลวงพ่อเกษ เจ้าอาวาสวัดบ้านเมืองจันทร์คนที่ 2 ร่วมกับนายทองเปลว สิงห์ชัย ข้าราชการในเขตเมืองศรสี ะ
เกษ ได้เป็นผู้นำในการบูรณปฏิสังขรณ์ ซึ่งสันนิษฐานว่าได้มีการบรู ณะในสว่ นพระเศียรเปน็ หลัก โดยบูรณะในสว่ น
ของพระเกตุมาลาทรงกลีบบัวและพระกรรณดา้ นขวาที่เคยหักชำรุด จนมีเรื่องเล่าของชาวบ้านว่า การบูรณะพระ
36
การประชมุ วชิ าการระดบั ชาติมหาวทิ ยาลัยราชภฏั ภเู กต็ ครงั้ ท่ี 14
“การพัฒนางานวจิ ยั และนวตั กรรมในยคุ โควดิ -19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
กรรณของหลวงพ่อพระพุทธเจ้าใหญ่ของนายทองเปลวนัน้ ได้ทำให้นายทองเปลวถึงกับพิการ หหู นวก และมีอาการ
ปวดศรี ษะตลอดชีวติ เช่ือกนั วา่ เกิดจากการท่ีนายทองเปลวไดใ้ ห้ช่างทำการบูรณะโดยไม่แสดงอาการอันเคารพนอบ
น้อมตอ่ หลวงพอ่ ทัง้ โดยการปีนป่ายบรเิ วณพระพาหา การทำอุปกรณซ์ ่อมวางท้ิงไว้บริเวณพระหตั ถ์ เปน็ ตน้ (ภราดร
ศรปญั ญา และคณะ, 2558: 17 และ นายบำรงุ บวั ไข, 2564: สัมภาษณ์)
ภาพท่ี 5,6 อาณาบรเิ วณวัดบ้านเมืองจนั ทรแ์ ละองคห์ ลวงพอ่ พระพุทธเจา้ ใหญ่ในอดีต
ท่ีมา : ธงชัย เมอื งจนั ทร์ (2549), น.96,98
สว่ นทม่ี าของชอื่ หลวงพอ่ พระพทุ ธเจา้ ใหญ่ (พระเจา้ พืด) ไมท่ ราบท่ีมาแนช่ ัด แต่เปน็ ชื่อท่ีชาวบ้านใชเ้ รียก
ควบคู่กบั “พระเจ้าพดื ” หรือ “พระเจาพดื ” ในภาษาส่วย ซ่งึ เปน็ กลุ่มชาติพนั ธุ์เด่นในทอ้ งถิ่นแถบน้ี และถือเปน็ กลมุ่
ชาตพิ ันธุ์กลมุ่ ใหญก่ ลุ่มหน่ึงท่ีอาศยั ในเขตอีสานใต้ตอนลา่ งมาก่อนกล่มุ อื่นๆ (บรู ณเ์ ชน สุขคมุ้ , 2564: 5) ในภาพถ่าย
เก่าที่มีอายุราว 60 ปีมาแล้ว และวัตถุมงคลเหรยี ญรุ่นแรก พ.ศ.2513 ก็มีการเรียกชื่อวา่ “หลวงพ่อพระพุทธเจ้า
ใหญ่วัดบ้านเมืองจันทร์” แล้วนอกจากนี้ยังปรากฏข้อมูลจากทางราชการที่ข้อมูลประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจาก
นักวิชาการส่วนกลางที่มีการเรียกชื่อหลวงพ่อองค์นี้ว่า “พระพุทธมิ่งเมืองจันทร์” หรือ “พระพุทธธรรมเจดีย์”
(คณะกรรมการประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544: 12, กระทรวงมหาดไทย, 2529: 47, กรมวิชาการ
กระทรวงศึกษาธิการ, 2544: 64, สำนักงานจังหวัดศรีสะเกษและภาคีเครือข่าย, 2549: 47 และ สภาวัฒนธรรม
จังหวัดศรีสะเกษ และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ, 2548: 12) แต่ชื่อนี้ไม่เป็นที่นิยมเรียกขานในหมู่
ชาวบ้าน
3.วิถศี รัทธาและปาฏิหาริยห์ ลวงพอ่ พระพุทธเจ้าใหญ่ (พระเจา้ พดื )
หลวงพอ่ พระพทุ ธเจา้ ใหญน่ อกจากจะเปน็ พระพุทธรูปปนู ปั้นโบราณทม่ี ีคุณค่าทางดา้ นประวตั ศิ าสตร์และ
พทุ ธศลิ ป์ลาว พระพุทธเจ้าใหญย่ งั เป็นทเี่ คารพศรัทธาจากชาวบา้ นเมอื งจันทร์และชมุ ชนใกลเ้ คียงอย่างมาก โดยใน
การประกอบพิธีกรรมมักจะทำควบคกู่ บั ประเพณีการไหว้พระธาตุด้วย (ธงชัย เมอื งจนั ทร,์ 2559: 91) ทงั้ นี้เนอ่ื งจาก
หลวงพ่อพระพุทธเจ้าใหญเ่ ปน็ พระพุทะศกั ดสิ์ ทิ ธิ์ มเี รอ่ื งเล่าถึงอิทธปิ าฏิหาริย์ และยังมคี วามสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและ
ความเชื่อของชุมชนบ้านเมอื งจนั ทร์ด้วย
37
การประชมุ วชิ าการระดับชาตมิ หาวิทยาลัยราชภัฏภเู ก็ต ครง้ั ที่ 14
“การพฒั นางานวจิ ยั และนวัตกรรมในยุคโควิด-19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
เรอื่ งราวความศกั ดิ์สิทธ์ิและปาฏหิ าริยข์ องหลวงพ่อพระพุทธเจา้ ใหญ่เร่มิ ขนึ้ พร้อมๆกับการคน้ พบองค์พระ
ท่อี ยู่ทามกลางป่าหญ้าคาที่ไมถ่ ูกไฟไหม้ ท้ังท่ีหญา้ คาเปน็ เชื้อเพลงิ อย่างดี ขณะที่ชาวบา้ นมาพบพระพุทธรปู องค์นี้ก็มี
รอยคล้ายรอยน้ำพระเนตรไหลออกจากพระเนตรท้งั สองขา้ งดว้ ย เพราะชมุ ชนแหง่ น้ีชอ่ื เดิมคือ “บา้ นตาโกน” ผชู้ าย
บ้านตาโกนไปช่วยผู้หญิงบ้านปราสาทเพราะโดนหลอกล่อ ทำให้ธาตุของตนเองสร้างได้เพียงองค์เดียว เพราะเม่ือ
เทยี บกับผหู้ ญงิ แล้วมีทงั้ 3 องค์ รวมไปถึงการซ่อมแซมพระเกตมุ าลาและพระกรรณด้านขวาของหลวงพ่อที่ชาวบ้าน
เชื่อว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้นายทองเปลว ข้าราชการเมืองศรีสะเกษต้องหูหนวกและปวดศรี ษะตลอดชวี ิต ซึ่งนำมาสู่
ความศรัทธาของชาวบา้ นเป็นอยา่ งมาก (บำรงุ บัวไข, สัมภาษณ์)
เช่นกนั กับในคราวทีเ่ กิดจากฤทธาภนิ หิ ารจากความศักด์ิสิทธข์ิ ององคห์ ลวงพอ่ ในวันทเ่ี ป็นวนั พระข้ึน 15
ค่ำ ขณะเวลาค่ำคืนผู้คนละแวกน้ันมกั จะไดย้ ินเสียงพึมพำอยู่ในวิหารคล้ายเสียงสวดมนต์ ครั้นเมื่อเข้าไปดกู ็ไม่พบ
เหน็ ผ้ใู ดอยใู่ นนั้นเลย นอกจากพระพุทธรูปหลวงพ่อทปี่ ระดิษฐานอยูด่ ้วยพระพักตร์อ่อนโยนและแยม้ พระโอษฐ์อย่าง
ผ่องใส จนผู้คนที่พบเห็นเข้าไปดูเกิดความศรัทธาและอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง และกล่าวขานกันว่าในบางคราว
พระภิกษุและสามเณรภายในวัดมักจะพบเห็นพระภิกษชุ ราหม่ จีวรเก่าครำ่ คร่า ในมอื ถอื ไม้เท้าเดินออกมาจากวิหาร
และยืนสงบนิ่งเพื่อทำสมาธิอยู่หน้าวิหารนั่นเอง ผู้พบเห็นตางพากันประหลาดใจว่าเป็นพระภิกษุ มาจากที่ใดจึง
รวมตัวกันมาดู และหลังจากนั้นพระภิกษุชรารูปนั้นก็เดินหายไปในวิหารขององค์หลวงพ่อนั่นเอง (สมศักดิ์ บัวไข,
2564: สมั ภาษณ์)
นอกจากนี้ ชาวบา้ นเล่าวา่ เทวดาท่ีค้มุ ครองรกั ษาองค์หลวงพ่อชอบคนทซ่ี ่ือสัตยแ์ ละรักษาคำพูด ดงั นั้นเม่ือ
เกิดเรื่องราวต่างๆ ขึ้นในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการลักขโมยหรือทำผิด ไม่ว่าจะด้วยกายหรือวาจาอันกระทำให้คนอน่ื
เดือดร้อน ผู้นำชุมชนหรือคู่กรณีมักจะมาทำการตั้งสัจจะอธิษฐานดื่มน้ำสาบานกันที่หน้าองค์หลวงพ่ออยู่เสมอ
ชาวบา้ นยงั เลา่ ต่อว่าคนทีก่ ระทำผิดหลงั จากดื่มน้ำสาบานไปแล้วมักจะเสียชีวิตด้วยอาการประหลาดและอุปัทวเหตุ
อันผิดธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสบอุบัติเหตุและมีอาการท้องบวม ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผลจากการดื่มนำ้
สาบาน (สุพจน์ เมอื งจนั ทร,์ สมั ภาษณ์) และยังมขี อ้ มลู จากเอกสารบางเลม่ และขอ้ มลู จากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ
เฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดอุบลราชธานีระบุว่าก่อนการปฏิรูปการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็น
ระบอบประชาธิปไตยในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 หลวงพ่อพระพุทธเจ้าใหญ่คงใช้เป็นพระประธานในพิธีถือ
น้ำพระพิพฒั น์สัตยาของเจ้าเมอื งเช่นเดียวกันกบั ศาลหลักเมอื งอำเภออทุ ุมพรพิสัยในบริเวณใกลเ้ คยี ง สำหรับขุนนาง
ท้าวเพี้ย และข้าราชการแถบพื้นที่ชุมชนเมืองจันทร์ด้วย (หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ จังหวั ด
อุบลราชธานี, เอกสารกระทรวงมหาดไทย จังหวัดศรีสะเกษ เรื่องข้าราชการถอื นำ้ พระพิพฒั น์สัตยาเบื้องหน้าพระ
เจ้าใหญ่เมืองจันทร์ 157/258. วันที่ 10 ธันวาคม 2474. เอกสารไมโครฟิล์ม) และ คณะกรรมการเอกสารหอ
จดหมายเหต,ุ 2544: 59)
เชน่ เดยี วกนั กบั อกี กรณเี ก่ยี วกบั อภนิ หิ ารและความศกั ดส์ิ ิทธแ์ิ ห่งองคห์ ลวงพ่อ คือ ในสระนำ้ ขนาดใหญต่ รง
ข้ามวหิ าร มกั จะมผี ูพ้ บเหน็ ปลาเงินปลาทองหรือตะเพียนเงินปลาตะเพียนทองขนาดใหญ่ 2 ตัว ปรากฏให้เห็นลอย
เล่นน้ำคู่กันอยูใ่ นสระน้ัน ซึ่งอันที่จริงแลว้ สระน้ำนั้นไม่เคยมีปลาตะเพียนมาก่อนเลย ด้วยนิมิตอันดีนี้ทางวัดจึงได้
จดั ทำปลาตะเพยี นเงนิ ปลาตะเพยี นทองไวส้ ำหรบั ร้านค้าและบ้านเรือน เพอ่ื นำไปสักการะบชู าเพื่อให้ประสบลาภผล
อย่างดียิ่งในการประกอบสัมมาอาชีพ การค้าขาย และโชคลาภ ประชาชนที่ศรัทธาต่างเช่ือถือว่าปลาตะเพียนเงนิ
ปลาตะเพียนทองคู่น้ีเป็นปลาคู่บารมีของหลวงพ่อพระพุทธเจา้ ใหญ่ด้วย ซง่ึ มผี คู้ นตา่ งนำไปบชู ามากมายจนประสบ
ผลกำไรอยา่ งลน้ หลาม (บุญจง ขนั ติวงษ,์ 2564: สมั ภาษณ)์
38
การประชมุ วิชาการระดับชาตมิ หาวทิ ยาลัยราชภัฏภูเกต็ คร้ังท่ี 14
“การพฒั นางานวิจยั และนวัตกรรมในยคุ โควดิ -19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
ภาพท่ี 7 วตั ถมุ งคลเหรยี ญหลวงพอ่ พระพทุ ธเจ้าใหญ่ (พระเจ้าพืด) ร่นุ แรก พ.ศ.2513
ท่มี า : คณะผศู้ ึกษา
ความศกั ด์ิสทิ ธ์ทิ แ่ี สดงผา่ นปาฏิหารยิ ์ต่างๆ ทำให้ชาวบ้านท่ปี ระสบความเดอื ดรอ้ น มที กุ ข์ มีโศก มีโรคภัย
ไข้เจ็บที่ยากต่อการรักษา หรือมาขอบนบานศาลกล่าว ซึ่งชาวบ้านจะเรียกว่า “บะ” หรือ “บ๋า” ได้ประสบ
ความสำเร็จหายทกุ ขห์ ายโศกตามท่ีขอบนบานไวอ้ ยา่ งน่าอัศจรรย์เป็นอนั มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหายจากอาการ
เจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บท่ีแม้แต่แพทย์ยังวินิจฉัยว่ายากทีจ่ ะรักษาใหห้ ายเป็นปกติได้ หริการสอบแข่งขันเข้ารับ
ราชการหรือเข้าทำงานในหนว่ ยงานต่างๆ จนเป็นท่ีเลอ่ื งลือของชาวบ้าน การบนบานศาลกล่าวจะนิยมนำ “ธูปเทียน
แพ” และ “ขัน 5” ซ่งึ ประกอบด้วยดอกไมแ้ ละเทยี นอยา่ งละ 5 คู่ มาลยั พร้อมท้งั “ดอกไมห้ มก” ในวฒั นธรรมชาว
ส่วย พร้อมบอกกล่าวต่อหน้าองค์พระหรือเขียนเรื่องท่ีต้องการบนใส่ในกระดาษวางใส่พานหรอื จากที่ใสข่ ัน 5 แล้ว
นำไปวางบนฐานซุกชีหรือบนหน้าตักขององค์พระ นอกจากนั้น หลวงพ่อยังได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เจ็บป่วย
ทั้งหลายทมี่ าบอกเล่าบนบานกราบนมัสการองค์หลวงพ่อพระพุทธเจ้าใหญ่ บางทา่ นได้นำน้ำมนต์ขององค์หลวงพ่อ
ไปเพื่อเปน็ สิริมงคลและเปน็ กำลังใจในการรกั ษาโรคภัยไข้เจ็บ และได้ปรากฏว่าโรคภัยไข้เจบ็ ท่ีเปน็ นั้นกลับหายวนั
หายคนื (สงวน รพี ล, 2564: สัมภาษณ์)
ภาพที่ 8,9 ธูปเทียนแพ บายศรีดอกไมห้ มก และมาลัย พร้อมคำบอกหล่าวบนบานหรือขอพรทถี่ ูกนำมาไว้
เบ้อื งหนา้ องค์พระประธาน
ที่มา : คณะผศู้ กึ ษา
39
การประชุมวิชาการระดบั ชาตมิ หาวิทยาลยั ราชภัฏภูเกต็ ครงั้ ท่ี 14
“การพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมในยคุ โควิด-19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
เมอ่ื เร่อื งทเ่ี ดอื ดเนอื้ รอ้ นใจหรอื เรือ่ งทบ่ี นบานศาลกล่าวสำเร็จผลแล้ว ชาวบา้ นก็จะมาทำการถวายเครื่อง
บูชาหรอื แก้บนตามทีไ่ ดแ้ จง้ ปวารณาต่อหลวงพอ่ การแก้บนมกั จะมาทำการแก้บนเป็นการส่วนตัว ส่วนใหญ่มักจะ
นยิ มแก้บนดว้ ยดอกบัวตูม 9 ดอก พวงมาลัยดอกไมส้ ด 9 พวง ผลไม้ 9 อย่าง และนำ้ 3 สี นอกจากนน้ั ในวนั ข้นึ 15
ค่ำ เดือน 6 ของทกุ ปี ยังมีพธิ แี ก้บนใหญ่ซงึ่ จะมพี ธิ บี วงสรวงบูชาและแก้บนหลวงพ่อเป็นประจำทกุ ปี ตอนเชา้ จะเป็น
พธิ ที ำบุญตกั บาตร ตอนสายจะเป็นพิธีถวายเครื่องบูชาและเคร่อื งแกบ้ นตา่ งๆ ตามที่ไดบ้ นบานไว้ เม่ือถวายของแก้
บนแล้ว ชาวบา้ นกม็ ักจะทำการบนบานต่อเพอ่ื ใหช้ ีวิตมคี วามสุข สขุ ภาพแข็งแรง คา้ ขายรำ่ รวย เจริญในหน้าที่การ
งาน แคล้วคลาดปลอดภัยจากภยนั ตรายท้ังปวงในรอบปตี ่อไป ซึ่งในวนั ข้นึ 15 ค่ำ เดือน 6 ของปีถัดไปก็จะมาแก้บน
และบนบานในลกั ษณะเช่นเดียวกันน้ีต่อไปอกี ส่งิ ของทนี่ ำมาถวานแก้บนนั้น พระสงฆ์ในวัดบา้ นเมืองจันทร์ก็จะทำ
การสวดเจริญพระพุทธมนต์และบทสวดต่างๆ เป็นพทุ ธบูชาและเป็นการแจง้ ให้เทวดาอารักษท์ ีค่ ุ้มครองรักษาหลวง
พ่อได้รับทราบและร่วมอนุโมทนาเปน็ เวลา 3 คืนติดต่อกัน นอกจากนี้ช่วงงานแก้บนใหญ่ในวันขึน้ 15 ค่ำ เดือน 6
แล้ว ชว่ งเทศกาลวันข้ึนปใี หมแ่ ละเทศกาลสงกรานต์กจ็ ะมชี าวบา้ นในละแวกใกลเ้ คียงเดินทางมาสกั การะขอพรและ
แกบ้ นเป็นจำนวนมาก จนทำให้ผคู้ นแน่นขนัดเตม็ ลานวัดบ้านเมืองจันทรเ์ ลยทีเดียว
การมากราบไหวข้ อพรหลวงพ่อพระพทุ ธเจา้ ใหญก่ ็จะมีคำบชู าทม่ี ีผูร้ ู้ทา่ นหน่ึงแต่งขึ้นไว้ เร่ิมต้นจากการต้ัง
นะโม หรอื กลา่ วบทนมสั การ 3 จบ แลว้ ตามด้วยคำกล่าวซึ่งเป็นคาถาภาบาลวี ่า “นะโม พุทธายะ นะชาลีติ นิมามานิ
ชัยยะ ชัยยัง มหาลาภัง ภะวันตุ เต” ชาวบ้านเชื่อกันว่าใครมีรูปภาพหรือวัตถุมงคลหลวงพ่อพระพุทธเจ้าใหญ่ให้
กราบไวแ้ ละสวดคาถาน้ีก่อนเข้านอนทุกๆ คืน จะเปน็ สริ ิมงคล ศตั รหู มมู่ ารจะแพ้พ่ายไป ความสวัสดี มีชัยด้วยลาภ
ยศ สรรเสริญ จะเกิดมีเพ่มิ พนู แกผ่ ้กู ราบไหว้น้นั
ความศกั ด์ิสทิ ธิท์ ป่ี รากฏนำมาซ่ึงการสร้างวัตถมุ งคลหลวงพอ่ พระพุทธเจ้าใหญ่รนุ่ แรกข้ึน เปน็ เหรยี ญโลหะ
หลายชนิด สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2513 ในครั้งนั้นกล่าวกันว่านอกจากจะมีพระเกจิอาจารย์ที่อยู่ในละแวกชุมชนเมอื ง
อุทุมพรพสิ ัยมารว่ มพิธีพุทธาภิเษกแล้ว ยังมีหลวงป่มู มุ แหง่ วดั ปราสาทเยอ อำเภอไพรบงึ หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน
อำเภอกนั ทรารมย์ หลวงปเู่ คร่อื ง วดั ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ท่ีเดินทางโดยรถสามลอ้ มาร่วมอธิษฐานจติ ในพิธีพุทธา
ภเิ ษกวัตถุมงคลด้วย (เวนิ พุทธสุข, 2564: สมั ภาษณ)์
วัตถมุ งคลเหรยี ญหลวงพอ่ พระพทุ ธเจ้าใหญ่รุ่นแรกนนั้ ไดแ้ สดงอิทธปิ าฏหิ าริย์ให้เป็นทีป่ ระจกั ษแ์ กบ่ คุ คลท่ี
นำไปบูชาติดตัวมานับไมถ่ ้วน ทั้งด้านแคลว้ คลาดปลอดภยั โชคลาภและการค้าขายเป็นที่เลือ่ งลือทั่วไป เช่น เกษม
พทิ กั ษช์ ยั ชาวบ้านเมืองจนั ทร์ได้ประสบอุบัติเหตุขับรถยนต์ตกลงไปในคลอง น้ำเข้าไปในหอ้ งผโู้ ดยสาร ไม่สามารถ
เปิดประตรู ถได้ จึงได้นำเหรียญหลวงพ่อพระพุทธเจ้าใหญ่รุ่นแรกท่ีห้อยคออยูม่ าประนมมือและอธษิ ฐานขอใหร้ อด
ปลอดภัย ปรากฏวา่ เมื่อน้ำท่วมเข้ารถมากข้ึน คุณเกษมก็ใกลข้ าดใจก็มีความรสู้ กึ วา่ เหมือนมอี ะไรสักอย่างมาดึงร่าง
ออกจากรถ พอรู้สึกตัวได้คณุ เกษมก็ตะเกียกตะกายขึ้นมาอยู่บนกอไผ่เหนือผิวน้ำ ซึ่งเชื่อว่าเป็นอิทธิปาฏิหารยิ ข์ อง
หลวงพ่อพระพทุ ธเจา้ ใหญ่ (เกษม พทิ กั ษช์ ยั , 2564: สมั ภาษณ์)
คุณสงวน รพี ล ชาวบา้ นบา้ นเมืองจนั ทรเ์ ล่าว่า เคยมชี ายชาวบา้ นเมอื งจนั ทร์คนหนงึ่ ไปทำงานเปน็ พ่อคา้ เร่
ทกี่ รงุ เทพมหานคร ต่อมาไดถ้ ูกคนรา้ ยใช้มีดจช้ี งิ ทรัพย์ ชายคนดังกลา่ วก็ยื่นกระเป๋าเงนิ ซ่งึ มีเงินอยู่ประมาณหน่ึงพัน
กว่าบาทให้พร้อมกับการร้องขอชีวิต ในระหว่างนั้นก็นำเหรียญหลวงพ่อพระพุทธเจ้าใหญ่รุ่นแรกที่ห้อยคออยู่มา
ประนมมือแล้วอธษิ ฐานของให้มีชีวิตรอดปลอดภัย ปรากฏวา่ คนรา้ ยเปิดกระเป๋าเจอเฉพาะธนบัตรใบละ 100 บาท
และใบละ 20 บาท เมื่อหยิบเอาธนบัตรดังกล่าวแล้วก็โดยกระเป๋าเงินคืนให้แล้วหลบหนีไป โดยที่คนร้ายไม่เห็น
ธนบัตรใบละ 1,000 บาทที่ซ่อนอยู่อีกช่องหนึ่ง เหตุการณ์นี้ชาวบ้านก็เชื่อว่าเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อ
พระพุทธเจา้ ใหญ่ (สงวน รีพล, 2564: สมั ภาษณ์)
40
การประชมุ วชิ าการระดับชาตมิ หาวทิ ยาลัยราชภัฏภูเก็ต ครัง้ ท่ี 14
“การพัฒนางานวจิ ยั และนวตั กรรมในยุคโควดิ -19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
ตัวอย่างความเชอื่ เรอ่ื งอทิ ธิปาฏหิ าริย์เหลา่ น้ที ำใหห้ ลงั จากนั้นก็มกี ารสรา้ งวตั ถุมงคลหลวงพอ่ พระพทุ ธเจ้า
ใหญ่รุ่นอื่นๆ ออกมาอีกหลายรุ่น ทั้งทเี่ ปน็ เหรียญและรูปหล่อลอยองค์ แตล่ ะรนุ่ ก็จะมีผู้ศรทั ธามาทำบุญเช่าไปบูชา
เพอื่ ความเปน็ สิริมงคลจนหมดภายในเวลาไมน่ าน
อภปิ รายผล
หลวงพอ่ พระพุทธเจ้าใหญ่ (พระเจา้ พดื ) ถือเป็นพระพทุ ธรูปเก่าแกท่ ค่ี กู่ บั ชมุ ชนโบราณบา้ นเมืองจันทรเ์ ปน็
เวลากวา่ 300 ปมี าแล้ว วัดบ้านเมืองจันทร์ยังเปน็ อารามสำคัญที่เก่ียวขอ้ งกับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ท้องถ่ิน
ชุมชนโบราณบ้านเมืองจันทร์และชุมชนโบราณบ้านปราสาท แม้เวลาผ่านไปกว่า 300 ปีมาแล้ว แต่ความเป็น
พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่ชุมชน ทำให้หลวงพ่อพระพุทธเจ้าใหญ่ (พระเจ้าพืด) ยังเป็นที่เคารพสักการะของ
พุทธศาสนิกชนชาวบ้านบา้ นเมืองจนั ทร์ ชาวจังหวดั ศรีสะเกษและจังหวัดใกลเ้ คยี งมาโดยตลอด ซึง่ สะทอ้ นให้เห็นถึง
ศรัทธาความเชื่อทางพระพุทธศาสนาหรือความศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกปลูกฝังและถ่ายทอดจากบรรพชนมาจนถึงปัจจุบัน
ดงั กล่าวสอดคลอ้ งกับงานวิจัยของ อดลุ ย์ หลานวงศ์ และ คณะ (2563ก) เร่ือง “พทุ ธศลิ ป์ : คุณค่าและอิทธิพลต่อ
การดำรงชีวิตของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” ที่ว่า พระพุทธรูปจะส่งผลต่อความเชื่อความเลื่อมใส
ศรัทธาของคนในชุมชนยึดถือเปน็ พระพุทธรูปคู่บ้านคเู่ มอื งของพื้นที่นัน้ ๆ ทำใหเ้ กดิ ความสันติสุขสงบร่มเย็นเกิดขึ้น
ในชมุ ชนและสังคม เกดิ ความสมัครสมานสามคั คขี องคนในชุมชน เกดิ จติ อาสาในการร่วมกันช่วยทำงานบญุ ประเพณี
ที่จัดขึ้นทุกปี เกิดรายได้จากการขายของชำร่วย ของที่ระลึก และการจ้างคนในชุมชนขึ้นเพื่อช่วยจัดสถานที่ให้
เหมาะสมกับแหล่งท่องเทีย่ ว เกิดการท่องเที่ยวกนั เปน็ ผลจากวัฒนธรรมประเพณีที่มกี ารจดั ติดต่อกันมาต้ังแต่อดีต
จนถึงปัจจุบัน เป็นผลให้เศรษฐกิจในท้องถิ่นนั้นมีรายได้หมุนเวียน ประชาชนมีพื้นที่เลีย้ งชีพนอกเหนือจากอาชพี
หลกั ดา้ นเกษตรกรรม เช่นเดยี วกนั กบั งานของพระครสู ารภัทรกิจ (พานชิ ดวงมณ)ี (2562) เร่ือง “ศึกษาคตกิ ารสร้าง
พระพุทธรูปขนาดใหญ่ในสังคมไทย : กรณีศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ” ที่กล่าวว่า การสร้างพระพุทธรูปได้สะท้อนถงึ
ความเจริญของพระพุทธศาสนาและยงั บ่งบอกถึงความเจริญรงุ่ เรอื งของบา้ นเมืองในสมัยน้ีไดเ้ ป็นอย่างดี
หลวงพอ่ พระพุทธเจา้ ใหญจ่ ึงมีความสำคญั เป็นมรดกทางวฒั นธรรมและถอื ว่าเปน็ แหล่งโบราณคดีของ
ชุมชนทมี่ คี วามเกา่ แก่ มีประวตั คิ วามเป็นมาทีเ่ ปน็ ประโยชน์ทางด้านศิลปะ ประวตั ศิ าสตร์หรือโบราณคดี ทค่ี วรคู่ต่อ
การศึกษา อนุรักษ์ และพัฒนาอย่างยิง่ องค์ความรู้หรือข้อมูลที่เกิดขึน้ จากการศกึ ษาพฒั นาการทางประวัตศิ าสตร์
โบราณคดี ศิลปกรรมและความเชื่อเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าใหญ่ (พระเจ้าพืด) วัดบ้านเมืองจันทร์ และชุมชน
โบราณบ้านเมืองจันทร์ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ชาวบ้านบ้านเมืองจันทร์ควรนำไปต่อยอดขยายผลและบูรณาการโดย
แปลงองค์ความรู้เหลา่ น้นั มาเป็น “ทนุ ทางวัฒนธรรม” เพือ่ การพฒั นาทอ้ งถ่นิ ให้มัง่ คั่งและยง่ั ยืน และมีส่วนสำคัญใน
การช่วยสบื สานพระพุทธศาสนาใหเ้ จริญรุ่งเรอื งขึ้นมาได้จนถึงปัจจบุ ัน ซึง่ สอดรบั กับงานวิจยั ของ จนั ทน์ ภิ า ดวงวิไล
(2549) ที่ไดศ้ กึ ษาวิจยั เรือ่ ง “ตำนานพระพุทธรูปในชุมชนชายแดนไทย-ลาว : การส่อื ความหมายทางวัฒนธรรมและ
บทบาทการสร้างความสมั พนั ธ์ทางสังคม” พบว่า ตำนานพระพุทธรูปเป็นเรื่องเล่าศักดิส์ ิทธ์ิที่กลา่ วถึงประวตั ิความ
เปน็ มา อิทธฤิ ทธ์ิ ปาฏหิ ารยิ ์ ตลอดจนประเพณี พิธกี รรม อนั เก่ียวขอ้ งกับพระพทุ ธรูปสำคญั ทป่ี ระดาฐานอยู่ในชุมชน
ชายแดนไทย-ลาว ซึ่งคนในชุมชนให้ความเคารพศรัทธาและเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์แทนองค์สมเด็จพ ระ
สัมมาสัมพุทธเจ้า การถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธรูปนอกจากจะสื่อความหมายทางวัฒน ธรรมแล้ว
พระพุทธรูปยังมีบทบาทในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมในชุมชนชายแดนไทย-ลาว อีกทั้งยังสร้างเครือข่าย
วัฒนธรรมพทุ ธศาสนาในชมุ ชนอษุ าคเนย์
41
การประชุมวชิ าการระดบั ชาตมิ หาวทิ ยาลัยราชภฏั ภูเกต็ ครัง้ ที่ 14
“การพัฒนางานวจิ ยั และนวัตกรรมในยุคโควดิ -19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
แตอ่ ยา่ งไรก็ดี เนือ่ งจากความขาดแคลนของเอกสารหลักฐานประวัตศิ าสตรแ์ ละข้อมลู ทางดา้ นโบราณคดี
ผลการวิเคราะห์ศึกษาของผู้เขียนที่ปรากฏในประเด็นการศึกษาวิเคราะห์ปฏิมากรรมหลวงพ่อพระพุทธเจ้าใหญ่
(พระเจา้ พืด) ในฐานะพระพุทธรูปศักดส์ิ ทิ ธ์ิแหง่ เมอื งศรีสะเกษน้ี จงึ ยงั ไม่ใช่ข้อยุติทางวิชาการ และจำเป็นที่จะต้อง
ศึกษาค้นคว้ากันต่อไปตามระเบียบวิธีวิจัยทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี และอาจเชื่อมโยงกับประเด็น
ความสมั พันธ์กับชุมชนให้มากข้นึ
6. ข้อเสนอแนะ
1.ขอ้ เสนอแนะท่ีไดจ้ ากการศกึ ษา
1) การศกึ ษาพฒั นาการของการสร้างพระพทุ ธรูปสำคัญในสงั คมไทยในปัจจบุ ัน ควรศึกษามิตดิ า้ นการสร้าง
พระพุทธรูปตามศรัทธาที่แตกต่างกันไปจากสมัยก่อน มีการสร้างเพื่อชำระหนี้สงฆ์ สะสมบุญ และเกื้อกูลกับการ
เจริญสมาธิภาวนาในพทุ ธานสุ ตกิ รรมฐาน เปน็ ตน้
2) การศกึ ษาประวตั ิและลกั ษณะพุทธศลิ ปข์ องพระพทุ ธรูปสำคัญในสังคมไทย ควรศึกษาพระพุทธรปู
สำคัญองค์อ่ืนและพระพทุ ธรูปสำคัญร่วมสมัยในปัจจบุ ันรว่ มด้วย ซึ่งอาจเห็นบรบิ ทการเคลื่อนย้ายของประชากรที่มี
ผลตอ่ รปู แบบพทุ ธศลิ ปข์ องพระพทุ ธรูปไดอ้ ีกทางหนงึ่
2.ข้อเสนอแนะในการศึกษาในคร้งั ตอ่ ไป
1) ควรศกึ ษาพฒั นาการของการสรา้ งพระพทุ ธรูปสำคญั ในสงั คมไทยตามคตคิ วามเชอื่ เพอ่ื ชำระหนสี้ งฆ์
สะสมบญุ และเกื้อกลู กับการเจริญสมาธภิ าวนาในพทุ ธานุสติกรรมฐาน
2) ควรศึกษาพฒั นาการพุทธศิลป์ของพระพทุ ธรูปทอ้ งถิน่ ในสมยั รัตนโกสนิ ทรอ์ งค์อ่ืนๆ หรืออาจ
เปรียบเทียบองค์ที่ประดิษฐานต่างจังหวัดใกล้เคียงในวัฒนะรรมไทยลาว และเปรียบเทียบเชื่อมโยงในบริบทการ
ท่องเทย่ี วเชงิ วัฒนธรรม เพ่ือเกบ็ รวบรวมอย่างเป็นระบบในรูปแบบเอกสาร หนังสอื สิ่งพิมพ์ วีดทิ ศั น์ เว็บไซต์ เพื่อ
นำมาเผยแพรส่ สู่ าธารณชน และเป็นแนวทางในการพฒั นาใหเ้ ปน็ แหลง่ ท่องเทย่ี วทางวัฒนธรรมต่อไป
3) ศกึ ษาคุณคา่ เร่อื งราว ความหมาย ความเกย่ี วขอ้ ง และวัตถุประสงค์ท่แี ฝงอยู่ในผลงานพุทธปฏิมาในแง่
ประวัติศาสตร์ ความเชื่อความศรัทธามนสิ่งเร้นลับ วัฒนธรรม ประเพณี การเมืองการปกครอง วรรณคดี นิทาน
พื้นบ้าน และคุณค่าที่สามารถสะท้อนเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ท้ัง
ธรรมชาติ สงิ่ แวดลอ้ ม รวมไปถึงการใชภ้ ูมปิ ญั ญาในการปรับตัวตามยคุ สมัยของพุทธศาสนกิ ชนในท้องถน่ิ
4) ควรมกี ารทบทวนใหม่เกย่ี วกบั พัฒนาการของการสร้างพระพุทธรปู สมยั ต่างๆ เนื่องจากอาจมหี ลกั ฐาน
เพม่ิ เติมท่ีสามารถให้คำอธบิ ายท่แี ตกตา่ งและเปน็ ประโยชนต์ อ่ ไปได้
7. กติ ตกิ รรมประกาศ
บทความวชิ าการนสี้ ำเรจ็ ลงได้ด้วยความเมตตากรณุ าของพระครูสวุ จั นจ์ ันทคุณ เจ้าอาวาสวัดบา้ นเมือง
จันทร์ คณะผู้เขยี นขอขอบพระคณุ ผศ.ดร.สมชาติ มณีโชติ และ ผศ.สาวติ รี พิสณพุ งศ์ ทไี่ ดป้ ระสาทความรู้ เปิดโลก
ทัศน์ และชี้แนะแนวทางการศึกษาด้านโบราณคดีแก่ผู้เขียน ขอบคุณลูกศิษย์ธีรวัฒน์ กันยาสาย ที่ช่วยออกแบบ
ภาพประกอบบทความอย่างเตม็ ใจ ขอบคุณลกู ศษิ ย์ธงชยั ชำนิกุล อัษฎา พิศนอก ศรชัย กันทอง ภัคพล ทวี ที่เป็น
กำลังใจในการทำงานตลอดมา ซ่ึงคณุ คา่ และประโยชน์อันพงึ มีจากบทความน้ี ผู้เขียนขอถวายเป็นพุทธบูชาแด่องค์
หลวงพอ่ พระพทุ ธเจ้าใหญ่ในฐานะพุทธปฏิมาศักดิ์สิทธิ์ของจงั หวัดศรสี ะเกษ และขอมอบเป็นเครื่องบชู าบิดา มารดา
42
การประชมุ วิชาการระดบั ชาตมิ หาวทิ ยาลัยราชภฏั ภเู ก็ต ครั้งท่ี 14
“การพฒั นางานวจิ ยั และนวตั กรรมในยุคโควิด-19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
ทีเ่ ลี้ยงดลู ูกมาอยา่ งเต็มความสามารถ ตลอดจนบูรพาจารย์ทุกท่านทไ่ี ด้ใหก้ ารศึกษา อบรมส่ังสอนให้เกิดสติปัญญา
และคณุ ธรรมทั้งหลาย อนั เปน็ เครือ่ งชีท้ างส่องสวา่ งไปส่คู วามสำเร็จในชีวติ ของผู้เขียน
8. บรรณานกุ รม
เอกสาร
กิติสันต์ ศรีรักษา และ นิยม วงศ์พงษ์ดำ. (2557). อัตลักษณ์ทางสุนทรียภาพของงานพุทธปฏิมาลุ่มล้ำชี. วารสาร
งานวิจัยและพฒั นา มหาวิทยาลัยราชภฏั ศรีสะเกษ ปที ่ี 1, 1-22.
กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ. (2534). ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม 10. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
การศาสนา.
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2544). ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นศรีสะเกษ. กรุงเทพมหานคร : กรมวิชาการ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร.
กระทรวงมหาดไทย. (2529). ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดศรีสะเกษ. กรุงเทพมหานคร :
กระทรวงมหาดไทย.
กวินวัฒน์ หิรัญบูรณะ. (2562). ร่องรอยของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู และพระพุทธศาสนาในพื้นทีจ่ งั หวัดศรสี ะเกษ
สมยั กอ่ นพุทธศตวรรษท่ี 23. วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชพฤกษ์ ปีที่ 5, 115-
132.
การทอ่ งเทย่ี วแหง่ ประเทศไทย. (2552). ศรสี ะเกษ. กรงุ เทพมหานคร : การท่องเที่ยวฯ.
คณะกรรมการฝา่ ยประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ. (2544). วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวตั ิศาสตร์ เอกลักษณ์
และภูมิปัญญาจงั หวัดศรสี ะเกษ. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พค์ ุรสุ ภาลาดพร้าว.
จันทน์ ภิ า ดวงวิไล. (2556). ตำนานพระพุทธรปู ในชุมชนชายแดนไทย-ลาว : การสอื่ ความหมายทางวัฒนธรรมและ
บทบาทการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม. วิทยานิพนธ์ปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัย
มหาสารคาม.
ชวลติ อธิปัตยกลุ . (2559). งานศลิ ปกรรมเม่ือแรกคร้ังพุทธศาสนาเข้ามาในอสี าน. อดุ รธานี : สำนกั พมิ พเ์ ต้าโล้.
ติ๊ก แสนบุญ. (ม.ป.ป.). ลักษณะอีสาน : ว่าด้วยเรื่องศิลปะและวัฒนธรรม. อุบลราชธานี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย
อุบลราชธานี.
ทศพล จังพานชิ ยก์ ุล. (2547). พระพทุ ธปฏมิ าล้ำคา่ . กรงุ เทพมหานคร : คอมมา่ .
ธงชัย เมืองจันทร์. (2549). คติธรรมไทยกูยจากประเพณีการไหว้พระธาตุเมืองจันทร์. วิทยานิพนธ์ปริญญา
มหาบณั ฑติ , มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ธันยพงศ์ สารรัตน.์ (2564). แนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเท่ียว กรณศี ึกษาวดั บ้านเมืองจันทร์ อ.เมอื งจันทร์. จ.ศรี
สะเกษ. รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การสถาปนา
สถาบนั ไทยคดศี ึกษา มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, 91-114.
ธันยพงศ์ สารรัตน์ (2564). รูปแบบทางศิลปกรรมของพระพุทธรูปศลิ ปะพื้นถิ่นอีสาน : กรณีศึกษาหลวงพอ่ โตวัด
บ้านจอมพระ อำเภอยางชุมน้อย จังหวัดศรีสะเกษ. วารสารทีทัศน์วัฒนธรรม สำนักศิลปวัฒนธรรม
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏบ้านสมเด็จเจา้ พระยา ปที ี่ 20, 121-145.
43
การประชุมวชิ าการระดับชาตมิ หาวทิ ยาลยั ราชภัฏภเู กต็ ครงั้ ท่ี 14
“การพฒั นางานวิจัยและนวัตกรรมในยุคโควดิ -19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
ธันยพงศ์ สารรัตน์ ดร.คนึงชัย วิริยะสนุ ทร และปิยวรรณ กันทอง. (2563). ประวัติและลักษณะรปู แบบพุทธปฏิมา
“หลวงพ่อโต” วัดมหาพทุ ธาราม พระอารามหลวง อำเภอเมอื งฯ จงั หวัดศรสี ะเกษ. รายงานสืบเนื่องจาก
การประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3 : สั่งสม หล่อหลอม สร้างสรรค์มรดกทางวัฒนธรรมเพือ่ ลูกหลาน
สถาบันวิจัยศลิ ปะและวัฒนธรรมอสี าน มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 97-115.
ธันยพงศ์ สารรัตน์ (2563). ประวัติ รูปแบบศิลปกรรม และความสัมพันธ์กับหลกั ฐานด้านประวัติศาสตร์ของพุทธ
ปฏิมา “หลวงพ่อโต” วัดเขยี นบูรพาราม อำเภอขุขนั ธ์ จังหวดั ศรีสะเกษ. รายงานสืบเนือ่ งจากการประชุม
วชิ าการระดบั ชาติ คร้ังที่ 3 : พลงั ภาคประชาสงั คมกับการพฒั นาทย่ี ง่ั ยนื พลงั กลุ่มพลังชุมชนสูก่ ารปรับตัว
ทยี่ ั่งยืนในสถานการณ์ New Normal. 164 – 193.
ธนั ยพงศ์ สารรตั น์ อดศิ ักดิ์ องอาจ ธวัชชยั ครองยุทธ และศวิ กร อร่ามเรอื ง. (2564). ความเชือ่ และพิธีกรรมเกย่ี วกับ
พระพทุ ธรปู หลวงพ่อโตสองพี่น้อง : กรณีศึกษาอำเภอยางชุมน้อย จงั หวัดศรสี ะเกษ. การประชุมวิชาการ
ระดบั ชาติและนานาชาติ ศลิ ปวัฒนธรรมในวิถีรว่ มสมัย ณ มหาวิทยาลัยราชภฏั พระนคร. 328-339
ธันยพงศ์ สารรัตน์ (2564). บทบาทของผู้หญิงและผู้ชายในตำนานการสร้างพระธาตุเมืองจันทร์และปราสาทบ้าน
ปราสาท. การประชมุ วชิ าการระดับชาตคิ ร้ังท่ี 4 คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
ศรีสะเกษ. 125-142.
บูรณ์เชน สุขคุ้ม. (2564). เรื่องเล่าของชาวกูย. ศรีสะเกษ : หนังสือที่ระลึกงานศพคุณแม่เสมอ สมนาค 13-18
เมษายน 2564 ณ บ้านอาวธุ ตำบลสำโรงทาบ อำเภอสำโรงทาบ จงั หวัดสุรินทร์.
ประภัสสร์ ชูวิเชียร. (2557). ศลิ ปะลาว. กรงุ เทพมหานคร : มติชน.
พระครูสารภัทรกิจ (พานิช ดวงมณี). (2561). ศึกษาคติการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญใ่ นสังคมไทย : กรณีศึกษา
จงั หวดั ศรสี ะเกษ. วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ , มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระมหาเดช มีภาพ. (2556). พธิ กี รรมและความเช่ือของชาวกูย ตำบลตาโกน อำเภอเมืองจนั ทร์ จังหวัดศรีสะเกษ.
วทิ ยานิพนธป์ ริญญามหาบัณฑติ , มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
พระมหาวิเชยี ร สริ ิวฑโฺ น (ไกรฤกษศ์ ลิ ป์) และ ภูริทัต ศรอี ร่าม. (2560). การศกึ ษาวเิ คราะหป์ ระวตั ิและลักษณะพุทธ
ศลิ ป์ของพระพทุ ธรูปสำคญั ในสงั คมไทย. วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบัณฑิต, วิทยาลยั สงฆพ์ ทุ ธโสธร.
ภราดร ศรปัญญา และคณะ. (2558). ศรีสะเกษ จังหวัดของเรา 1 : ประวัติศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและ
วฒั นธรรม. อบุ ลราชธานี : ยงสวัสดิอ์ นิ เตอร์กร๊ปุ .
ศกั ดช์ิ ัย สายสิงห์. (2555). เจดยี ์ พระพุทธรปู ฮปู แต้ม สมิ ศิลปะลาวและอีสาน. กรุงเทพมหานคร : มวิ เซยี มเพรส.
ศิริ ฮามสุโพธ์.ิ (2543). สังคมวิทยาการท่องเท่ยี ว. กรุงเทพมหานคร : โอเดยี นสโตร์.
ศักดิ์ชยั สายสิงห.์ (2561). พทุ ธศลิ ป์ไทยในอาเซียน. กรงุ เทพมหานคร : มตชิ น.
สงวน รอดบุญ. (ม.ป.ป.). พุทธศลิ ปลาว. ม.ป.ท..: ม.ป.พ..
สภาวฒั นธรรมจงั หวัดศรีสะเกษ และสำนกั งานวัฒนธรรมจงั หวัดศรสี ะเกษ. (2543). ประวัตศิ าสตรว์ ฒั นธรรม และ
ภมู ิปญั ญาทอ้ งถ่ินอนั เปน็ เอกลกั ษณจ์ ังหวัดศรีสะเกษ. ศรสี ะเกษ : ม.ป.พ..
สภาวัฒนธรรมตำบลเมืองจนั ทร์ (ม.ป.ป.). คำศพั ท์ภาษากยู เมืองจันทรเ์ ทราะมอฮาย. ม.ป.ป. : ม.ป.พ..
สันติ เล็กสุขุม. (2547). ศิลปะสุโขทัย. กรุงเทพมหานคร : เมืองโบราณ.สันติ เล็กสุขุม. (2548). ศิลปะอยุธยา.
กรุงเทพมหานคร : เมืองโบราณ.
สำนักงานจังหวัดศรีสะเกษและภาคเี ครือข่าย. (2543). ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาทอ้ งถิน่ : ประวัติ
อำเภอ ตำบล หมูบ่ ้าน ของจังหวดั ศรีสะเกษ. ศรสี ะเกษ : ศรสี ะเกษการพิมพ.์
44
การประชุมวิชาการระดบั ชาตมิ หาวิทยาลยั ราชภัฏภูเก็ต คร้ังท่ี 14
“การพฒั นางานวิจยั และนวัตกรรมในยุคโควดิ -19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
หอจดหมายเหตุแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ อุบลราชธานี. เอกสารกระทรวงมหาดไทย จังหวัดศรีสะเกษ.เรื่อง
ข้าราชการถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเบื้องหน้าองค์พระเจ้าใหญ่เมืองจันทร์ 157/258. วันที่ 10 ธันวาคม
2474. (เอกสารไมโครฟลิ ์ม).
อดุลย์ หลานวงศ์ และคณะ. (2563ก). พุทธศิลป์ : คุณค่า และอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ. Journal of Buddhist Education and reseach JBER ปที ่ี 6, 265-272.
อดุลย์ หลานวงศ์ และคณะ. (2563ข). พุทธศลิ ปใ์ นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : แนวคดิ พัฒนาการ อัตลักษณ์สำคัญ
ของพระพุทธรูปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ . Journal of Buddhist Education and reseach JBER
ปที ่ี 6, 286-290.
สัมภาษณ์
เกษม พิชติ ชัย. (14 ธันวาคม 2564). ปราชญ์ทอ้ งถน่ิ อำเภอเมอื งจันทร์ จังหวัดศรสี ะเกษ. สัมภาษณ์.
บุญจง ขันตวิ งษ์. (14 ธนั วาคม 2564). ปราชญท์ ้องถิน่ อำเภอเมอื งจันทร์ จงั หวัดศรสี ะเกษ. สัมภาษณ์.
บำรงุ บวั ไข. (20 ธันวาคม 2564). ปราชญท์ ้องถน่ิ อำเภอเมอื งจนั ทร์ จงั หวัดศรีสะเกษ. สัมภาษณ์.
พระครสู วุ ัจนจ์ ันทคุณ. (20 ธนั วาคม 2564). เจา้ อาวาสวัดบ้านเมืองจนั ทร์ อำเภอเมืองจนั ทร์ จงั หวดั ศรสี ะเกษ.
สมั ภาษณ.์
เวิน พุทธสุข. (14 ธันวาคม 2564). ปราชญท์ ้องถน่ิ อำเภอเมอื งจนั ทร์ จังหวดั ศรสี ะเกษ. สัมภาษณ์.
สงวน รพี ล. (14 ธันวาคม 2564). ปราชญ์ท้องถ่ิน อำเภอเมืองจันทร์ จังหวดั ศรสี ะเกษ. สมั ภาษณ์.
สพุ จน์ เมอื งจันทร์. (14 ธนั วาคม 2564). ปราชญท์ อ้ งถน่ิ อำเภอเมืองจันทร์ จงั หวดั ศรสี ะเกษ. สัมภาษณ์.
สมศกั ด์ิ บัวไข. (14 ธนั วาคม 2564). ปราชญ์ท้องถ่ิน อำเภอเมืองจันทร์ จงั หวดั ศรสี ะเกษ. สมั ภาษณ์.
45
การประชุมวชิ าการระดับชาติมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏภูเก็ต คร้งั ที่ 14
“การพฒั นางานวจิ ัยและนวัตกรรมในยุคโควิด-19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
1. ประวัตสิ ่วนตัว ประวตั ผิ ูว้ ิจัย
ชอ่ื -นามสกลุ
ตำแหน่งปัจจบุ ัน นายธันยพงศ์ สารรัตน์
วนั เดอื น ปี เกิด อาจารย์
วนั อาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2529
ท่อี ยู่ปัจจบุ ัน 257 ม.15 ต.ขามใหญ่ อ.เมืองฯ จ.อุบลราชธานี 34000
เบอร์โทรศัพท์ -
เบอร์โทรสาร -
เบอรโ์ ทรศัพทม์ อื ถือ 081-0731516
2. ประวัตกิ ารศึกษา
ปี พ.ศ.ทจ่ี บ วฒุ ิการศึกษา สาขาวิชา สถาบนั ทีจ่ บ
2551 ศศ.บ. ประวัตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
(เกียรตนิ ยิ มอันดับ2)
2557 ศศ.ม. ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศรนี ครินทร
วโิ รฒ
3. ประวัตกิ ารทำงาน
ชว่ งปี พ.ศ. ตำแหนง่ หนว่ ยงาน
2551-2553
2557-2558 นกั วชิ าการสังคมศกึ ษา บริษัท สำนักพมิ พอ์ ักษรเจรญิ ทศั น์ อจท.จำกัด
2558-ปัจจบุ ัน
กองบรรณาธิการ บริษัท ชนนยิ ม จำกัด
อาจารย์ มหาวิทยาลยั ราชภัฏศรสี ะเกษ
4. ผลงานด้านการวิจัยทง้ั ภายในและภายนอกประเทศ
งานวิจยั ทท่ี ำเสร็จแล้ว
ธันยพงศ์ สารรัตน.์ (2564). แนวทางการพฒั นาแหลง่ ท่องเทีย่ ว กรณีศกึ ษาวัดบา้ นเมอื งจนั ทร์ อ.เมือง
จันทร์. จ.ศรีสะเกษ. รายงานสืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี การ
สถาปนาสถาบนั ไทยคดีศึกษา มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์, 91-114.
ธันยพงศ์ สารรัตน์ (2564). รูปแบบทางศิลปกรรมของพระพุทธรูปศิลปะพื้นถิ่นอีสาน : กรณีศึกษา
หลวงพอ่ โตวัดบ้านจอมพระ อำเภอยางชมุ น้อย จังหวัดศรสี ะเกษ. วารสารทีทัศนว์ ัฒนธรรม สำนกั ศลิ ปวัฒนธรรม
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏบา้ นสมเด็จเจา้ พระยา ปีที่ 20, 121-145.
46
การประชมุ วิชาการระดับชาตมิ หาวทิ ยาลัยราชภฏั ภเู กต็ คร้ังที่ 14
“การพัฒนางานวจิ ยั และนวตั กรรมในยคุ โควดิ -19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
ธนั ยพงศ์ สารรตั น์ ดร.คนงึ ชัย วิรยิ ะสุนทร และปิยวรรณ กนั ทอง. (2563). ประวัตแิ ละลกั ษณะ
รูปแบบพุทธปฏมิ า “หลวงพ่อโต” วดั มหาพทุ ธาราม พระอารามหลวง อำเภอเมืองฯ จงั หวัดศรสี ะเกษ. รายงาน
สืบเนื่องจากการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 3 : สั่งสม หล่อหลอม สร้างสรรค์มรดกทางวัฒนธรรมเพ่ือ
ลกู หลาน สถาบันวิจัยศลิ ปะและวฒั นธรรมอีสาน มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, 97-115.
ธันยพงศ์ สารรตั น์ (2563). ประวตั ิ รปู แบบศลิ ปกรรม และความสัมพนั ธ์กับหลักฐานดา้ นประวัตศิ าสตร์
ของพุทธปฏิมา “หลวงพ่อโต” วัดเขียนบูรพาราม อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ. รายงานสืบเนื่องจากการ
ประชุมวิชาการระดบั ชาติ ครัง้ ท่ี 3 : พลงั ภาคประชาสงั คมกับการพฒั นาทย่ี งั่ ยนื พลงั กลมุ่ พลังชมุ ชนส่กู ารปรบั ตัว
ทีย่ ง่ั ยืนในสถานการณ์ New Normal. 164 – 193.
ธันยพงศ์ สารรัตน์ อดิศกั ด์ิ องอาจ ธวชั ชัย ครองยทุ ธ และศวิ กร อร่ามเรอื ง. (2564). ความเชอื่ และ
พิธีกรรมเกีย่ วกบั พระพทุ ธรปู หลวงพ่อโตสองพีน่ อ้ ง : กรณศี กึ ษาอำเภอยางชุมนอ้ ย จงั หวัดศรสี ะเกษ. การประชุม
วิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ ศลิ ปวฒั นธรรมในวถิ รี ว่ มสมยั ณ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนคร. 328-339
ธนั ยพงศ์ สารรัตน์ (2564). บทบาทของผูห้ ญงิ และผู้ชายในตำนานการสร้างพระธาตุเมืองจนั ทร์และ
ปราสาทบ้านปราสาท. การประชมุ วิชาการระดับชาตคิ รัง้ ที่ 4 คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชภฏั ศรสี ะเกษ. 125-142.
ธนั ยพงศ์ สารรัตน์ (วิจยั ร่วม). (2560). รายงานการวิจยั ฉบับสมบูรณ์ ตามรอยโครงการตาม
พระราชดำรขิ องพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช บรมนาถบพิตร ในพืน้ ทจี่ งั หวัดศรีสะเกษ. ศรี
สะเกษ: มหาวทิ ยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ.
ธนั ยพงศ์ สารรัตน์ (วจิ ัยร่วม). (2562). รายงานการวจิ ัยฉบบั สมบรู ณ์ ปราสาทพระวหิ าร ความทรงจำ
ของผู้คนบนแนวตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา พ.ศ.2502 – 2506. กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมวฒั นธรรม กระทรวง
วัฒนธรรม.
ธนั ยพงศ์ สารรัตน์ และนันทพร บญุ พรหม. (2562). รายงานการวิจยั ฉบบั สมบรู ณ์ การพฒั นาห้องสมุด
สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั ศรสี ะเกษ. ศรีสะเกษ: คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชภฏั ศรีสะเกษ.
ธนั ยพงศ์ สารรัตน์ (2563). รายงานการวิจยั ฉบบั สมบรู ณ์ การศึกษาสถานภาพความรู้ประวตั ศิ าสตร์
เมืองศรีสะเกษเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ดา้ นประวัติศาสตร์ทอ้ งถิน่ กับการทอ่ งเทยี่ ว. ศรสี ะเกษ: มหาวิทยาลยั ราชภัฏ
ศรีสะเกษ.
งานวจิ ัยท่กี ำลงั ดำเนินการ
-การพฒั นาระบบสารสนเทศฐานข้อมูลผา้ แส่วพืน้ เมืองศรีสะเกษ (ปงี บประมาณ 2565) (ทนุ ววน)
(วิจัยร่วม)
-สังเคราะห์องค์ความรู้จากวจิ ัยคณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั ศรีสะเกษ ประจำปงี บประมาณ
2562-2563 (ปีงบประมาณ 2565 ทุนคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ)
47
การประชุมวิชาการระดบั ชาตมิ หาวิทยาลัยราชภฏั ภูเกต็ ครั้งท่ี 14
“การพฒั นางานวิจยั และนวตั กรรมในยุคโควดิ -19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
ประวตั ิผ้วู ิจยั
1. ประวัตสิ ่วนตัว นางสาวกิตติธรา พวงธนะสาร รปู ถ่าย
ชอ่ื -นามสกลุ
ตำแหน่งปจั จบุ นั อาจารย์
วนั เดือน ปี เกิด
ทีอ่ ยูป่ จั จุบนั 24 พฤษภาคม 2533
517 ม.18 ถ.อบุ ล-ตระการ ต.ไรน่ ้อย อ.เมืองฯ จ.อบุ ลราชธานี
เบอร์โทรศัพท์ -
เบอรโ์ ทรสาร -
เบอรโ์ ทรศัพท์มอื ถือ 084-4575171
2. ประวตั กิ ารศึกษา
ปี พ.ศ.ทจี่ บ วุฒิการศกึ ษา สาขาวิชา สถาบันทีจ่ บ
2560 M.A. Linguistics and Tianjin University (China)
Applied Linguistics
2554 ศศ.บ. มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนสุนันทา
ภาษาจีน
3. ประวัติการทำงาน
ช่วงปี พ.ศ. ตำแหน่ง หนว่ ยงาน
2560- ปัจจบุ ัน อาจารย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรสี ะเกษ
4. ผลงานดา้ นการวิจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ
งานวจิ ัยที่ทำเสร็จแล้ว
-
งานวจิ ัยทก่ี ำลังดำเนินการ
ชอ่ื หวั ขอ้ วิจัย : การพัฒนารปู แบบฝึกทักษะการใช้คำภาษาจนี กลาง ‘bu’ และ ‘mei (you)’ สำหรบั นกั ศึกษา
ชนั้ ปีท่ี 1 สาขาวชิ าการสอนภาษาจีน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรสี ะเกษ
48
การประชมุ วิชาการระดับชาตมิ หาวิทยาลยั ราชภฏั ภูเกต็ ครั้งท่ี 14
“การพัฒนางานวิจัยและนวตั กรรมในยุคโควดิ -19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
1. ประวตั ิส่วนตวั ประวตั ิผู้วิจัย
ชอ่ื -นามสกุล
นาย ชนกพงศ์ ราตรี
ตำแหนง่ ปัจจุบนั อาจารย์
วนั เดือน ปี เกิด 21 กนั ยายน พศ. 2530
32 ซ.หลวง 2 ถ.หลวง ต.ในเมือง อ.เมืองฯ จ.อุบลราชธานี
ที่อยปู่ ัจจุบัน
เบอรโ์ ทรศัพท์ 0950466640
เบอรโ์ ทรสาร -
เบอรโ์ ทรศพั ท์มอื ถอื 0950466640
2. ประวตั ิการศึกษา
ปี พ.ศ.ทจี่ บ วฒุ กิ ารศกึ ษา สาขาวชิ า สถาบันที่จบ
2555 ดรุ ยิ างคศาสตร แขนงดนตรแี จ๊ส มหาวทิ ยาลยั รังสิต
บณั ฑิต
2565 ดรุ ยิ างคศาสตร ดนตรีศึกษา มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
มหาบัณฑิต
3. ประวัตกิ ารทำงาน
ชว่ งปี พ.ศ. ตำแหน่ง หนว่ ยงาน
มหาวทิ ยาลัยการจดั การและเทคโนโลยีอีสเทริ น์ (UMT)
2564 อาจารยพ์ เิ ศษ
4. ผลงานด้านการวจิ ัยทัง้ ภายในและภายนอกประเทศ
งานวจิ ยั ท่ีทำเสร็จแลว้
การพฒั นาชดุ การสอนเทคนคิ อิมโพรไวส์เซชน่ั แซกโซโฟนแจส๊ ตามแนวคดิ ของ ชารล์ ี ปารค์ เกอร์
งานวิจัยทีก่ ำลังดำเนนิ การ
49
การประชมุ วิชาการระดับชาตมิ หาวทิ ยาลัยราชภฏั ภูเก็ต ครงั้ ท่ี 14
“การพฒั นางานวิจัยและนวตั กรรมในยุคโควิด-19” “Research and Innovation Development during COVID–19”
1. ประวตั สิ ่วนตัว ประวัตผิ ูว้ ิจัย รูปถา่ ย
ชอ่ื -นามสกุล
ตำแหนง่ ปจั จบุ ัน นายธีรวัฒน์ กันยาสาย
วัน เดอื น ปี เกดิ ครูผชู้ ว่ ย
ทอี่ ยู่ปจั จบุ นั วนั อาทิตยท์ ี่ 23 เดอื น พฤศจิกายน พ.ศ.2540
307 ม.15 ต.บเุ ปอื ย อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี 34260
เบอร์โทรศพั ท์ -
เบอร์โทรสาร -
เบอร์โทรศพั ท์มอื ถือ 081-7302584
2. ประวตั ิการศึกษา
ปี พ.ศ.ที่จบ วฒุ ิการศกึ ษา สาขาวชิ า สถาบันท่จี บ
2553 ประถมศึกษาปที ่ี 6 - โรงเรยี นบา้ นเก่าขาม
2559 มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรยี นนำ้ ยืนวิทยา
2564 สายวทิ ย์-คณติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ศรสี ะเกษ
ปริญญาตรี คบ.การประถมศึกษา
3. ประวตั ิการทำงาน ตำแหน่ง หน่วยงาน
ครผู ชู้ ว่ ย โรงเรยี นบา้ นหนองขอน อำเภอนำ้ ยืน จังหวดั อบุ ลราชธานี
ช่วงปี พ.ศ.
2564
4. ผลงานดา้ นการวิจัยท้งั ภายในและภายนอกประเทศ
งานวิจัยทท่ี ำเสรจ็ แลว้
ธันยพงศ์ สารรัตน์ ธรี วฒั น์ กันยาสาย บัญชาพล ใยแสง และ สถิตย์ จอมใส. (2563, กรกฎาคม –
ธนั วาคม). การศกึ ษาวเิ คราะหค์ ตคิ วามเช่ือของประชาชนชาวศรีสะเกษท่ีมตี อ่ อนุสาวรีย์แมศ่ รสี ระผม อำเภอเมือง
ฯ จังหวัดศรีสะเกษ. วารสารคณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั ศรีสะเกษ. 3(2); 1 – 21.
งานวิจยั ท่กี ำลังดำเนินการ
50
งานประชุมวชิ าการระดับชาติและนานาชาติ เครอื ข่ายศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั แหง่ ประเทศไทย ครงั้ ที่ 12
ภายใตห้ ัวข้อ “แนวทางการพัฒนาเศรษฐกจิ สงั คม และศิลปวฒั นธรรม อยา่ งยงั่ ยนื ในบรบิ ทหลังการระบาดโควิด-19 (Covid-19)”
สยามกับการใชอ้ ำนาจละมนุ เป็นเคร่ืองมือในการผนวกอาณาจกั รล้านนา
How Siam using its soft power to merge Lanna
ปัจจัย ปยิ ะชน1
1หัวหนา้ หลกั สตู รการจดั การ คณะบรหิ ารธุรกิจและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนานาชาตแิ สตมฟอรด์ อ.ชะอำ จ.เพชรบรุ ี
โทร 027694000 ต่อ 3030 อเี มล [email protected]
บทคดั ย่อ
ปจั จุบันมีการกลา่ วถึงคำวา่ soft power กันอย่างแพรห่ ลายในทกุ วงการ รวมถึงภาครฐั และภาคเอกชน
ยังสง่ เสริมใหใ้ ช้ soft power เปน็ เครอื่ งในการสง่ เสรมิ เศรษฐกจิ ของประเทศโดยเฉพาะในดา้ นการทอ่ งเทย่ี ว และ
การส่งออกสินค้าของไทย ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว การใช้ soft power เป็นเครื่องมือทางด้านรัฐศาสตร์
การเมือง การปกครอง และเศรษฐกิจปรากฎให้เห็นมาเป็นระยะเวลาหลายร้อยปีแล้ว โดยเฉพาะประเทศ
ตะวนั ตกที่เปน็ ประเทศผลู้ ่าอาณานิคม นอกจากจะใชเ้ ครอื่ งมอื ต่าง ๆ ทจี่ ดั อยูใ่ นประเภทของ hard power เช่น
กำลังทหาร หรือกำลังทางเศรษฐกิจ ในการปกครอง หรือควบคุมประเทศอาณานิคมของตนแล้ว ประเทศเจ้า
อาณานิคมเหล่านี้ ยังใช้ soft power ผ่านรูปแบบต่าง ๆ เช่น ศาสนา การศึกษา การสร้างสาธารณปู โภค และ
วัฒนธรรม ควบคู่กันไปอีกด้วย สยามในอดีตซึ่งมีประเทศราชอยู่เป็นจำนวนมาก ก็นำเอารูปแบบของ soft
power มาใช้ร่วมกับ hard power ในการปกครองประเทศราชด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะกับอาณาจักรล้านนา ซ่ึง
ถอื วา่ เปน็ อาณาจกั รท่ีใหญ่ และอย่คู อ่ นขา้ งไกลจากศูนยก์ ลางการปกครองของสยาม ซ่งึ การใช้ soft power ของ
สยามในขณะนั้นจงึ มคี วามสำคญั มาก และก็ประสบผลสำเรจ็ เปน็ อย่างดี ทัง้ ในระยะสั้นคือสามารถรวมอาณาจักร
ล้านนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย และระยะยาว โดยดูได้จากในปัจจุบัน ประเทศไทยไม่มีปัญหาเรือ่ ง
ความมั่นคง หรือการเรียกร้อง การขอปกครองตนเอง การแบ่งแยกดินแดน ของจังหวัดต่าง ๆ ที่เคยอยู่ใน
อาณาจกั รลา้ นนาเลย ดังน้นั จึงเป็นเรอ่ื งทนี่ ่าจะศึกษาวา่ สยามมีกระบวนการ และกรรมวิธีในการใช้ soft power
อย่างไรในขณะนนั้
คำสำคญั : สยามกบั ล้านนา soft powerของสยาม การผนวกล้านนา
Abstract
Many nations use soft power as a political and economical tool to take advantage from
other countries. Some governments may think that this is a new and efficiency method to
promote their countries especially for economic purpose such as to promote their tourisms and
exported goods. Nevertheless, the soft power is not a new tool. It was normally used to control
or merge colonies for several hundred years ago. The good example is the soft power using by
Siam in order to control and eventually merge its colony- Lanna. This is because this kingdom
can control and merge the Lanna perfectly and smoothly. Nowadays, there is no significant sign
51
งานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ เครือข่ายศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั แหง่ ประเทศไทย ครั้งที่ 12
ภายใตห้ วั ขอ้ “แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ สงั คม และศิลปวฒั นธรรม อย่างยง่ั ยนื ในบริบทหลังการระบาดโควดิ -19 (Covid-19)”
to show that Lanna people would like to be independence. Hence, it is interesting to know that
how Siam using its soft power at that time.
Keyword: Siam and Lanna, Siam’s soft power , Merging Lanna
บทนำ
Soft power หรือ อำนาจละมุน เป็นแนวคดิ ที่รบั การพัฒนาและเผยแพรโ่ ดยศาสาตราย์จารย์ Joseph S.
Nye นักวิชาการด้านรัฐศาสาตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977 (ชิษณุพงศ์ ด้วงสุข และคณะ,
2553) เป็นที่ได้ความสนใจจากทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกรณีของนักร้องสาว
น.ส. ดนุภา คณีรกิจ หรือ มิลลิ ที่ได้ไปแสดงการขับร้องบทเวที “โคลเชลลา 2022” พร้อมทั้งสาธิตการกินข้าว
เหนียวมะม่วง ทำให้ข้าวเหนียวมะม่วงได้รับความสนใจทั้งชาวต่างประเทศ และชาวไทยภายในช่วงข้ามคืน มีการ
หยบิ ยกประเดน็ ดังกล่าวข้ึนมาพูดถงึ ว่า เป็นรปู แบบหน่งึ ของ soft power ท่ปี ระเทศไทยควรจะตอ้ งทำการส่งเสริม
เพือ่ ที่จะนำมาใช้เป็นเครอ่ื งมอื ในการพฒั นาเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม หากเรากลา่ วถงึ ความหมายของคำ
วา่ soft power หรือทน่ี กั วิชาการแตล่ ะทา่ นไดใ้ ห้คำจำกัดความไว้ บางทา่ นถงึ กับบัญญัตศิ พั ท์ไว้วา่ “อำนาจละมุน”
นนั้ มคี วามหมายค่อนข้างจะเปน็ ไปในแนวทางเดียวกัน คอื หมายถงึ รปู แบบการใช้อำนาจ หรือ เครือ่ งมอื ต่าง ๆ เพื่อ
การโน้มนา้ วหรอื ชักจูงให้ประเทศใดประเทศหนึ่ง รวมถึงประชาชนในประเทศน้นั ๆ ปฏิบตั ิตามความตอ้ งการ และ/
หรือ นโยบายของประเทศเรา เพื่อผลประโยชน์ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม หรืออาจจะหมายถึง
รูปแบบการใช้อำนาจหรอื เครอ่ื งมอื ต่าง ๆ ท่ีทำให้ประเทศอ่นื ๆ ปฏบิ ตั ิตามความตอ้ งการโดยสมัครใจ หรอื เปน็ การ
ใชอ้ ำนาจในเชงิ ดงึ ดูดให้คล้อยตามมากกวา่ การใช้อำนาจในเชิงบบี บงั คับ หรอื ขูเ่ ข็ญ (รุยาภรณ์ สุคนธทรัยพย์, 2561)
แต่หากเราพูดถึงกระบวนการ หรือเครื่องมือทีจ่ ะทำใหเ้ กิด soft power แล้วนั้น มีกระบวนการ วิธีการ
หรือเครื่องมือที่ค่อนข้างจะหลากหลาย แต่รูปแบบที่เป็นที่นิยมในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาก็คือ การส่งออก
วฒั นธรรม ผา่ นสื่อตา่ ง ๆ ในรูปของบทเพลง ภาพยนต์ หนงึ่ ในประเทศที่ประสบความสำเรจ็ อยา่ งมากในการส่งออก
วฒั นธรรมคือ ประเทศเกาหลีใต้ ซง่ึ ไดน้ ำมาใชใ้ นชว่ งเวลา 20 ปที ่ีผา่ น โดยมีวตั ถปุ ระสงคเ์ พ่ือผลประโยชน์ทางด้าน
เศรษฐกิจเปน็ หลัก โดยเปน็ การส่งออกวัฒนธรรมรว่ มสมัยผา่ นสื่อตา่ ง ๆ เชน่ ละคร ภาพยนต์ ดนตรีและเพลง อีกทัง้
ยังมกี ารส่งออกวัฒนธรรมดงั เดิมของตนอกี ด้วย ไมว่ า่ จะเป็นไปในรูปแบบของการส่งเสริมอาหารเกาหลี เคร่ืองแต่ง
กายประจำชาติ ซงึ่ เปน็ การส่งออกวัฒนธรรมโดยภาคเอกชน แตไ่ ด้รบั การสนับสนุนจากหน่วยงานของรฐั บาลเกาหลี
ใต้ ผ่านนโยบาย Korea: Culture, Creativity and content
อยา่ งไรกต็ าม ในอดตี หรือในช่วงสองสามศตวรรษที่ผ่านมา รปู แบบของการใช้ soft power ของประเทศ
หนง่ึ ต่ออีกประเทศหนง่ึ โดยเฉพาะประเทศเจ้าอาณานคิ มกับประเทศอาณานิคมของตนนั้น นิยมใช้รปู แบบของการ
เผยแพร่ความเชื่อทางศาสนา การส่งเสริมการศึกษา รวมถึงการส่งออกเทคโนโลยี่ การสร้างความเจริญทางด้าน
โครงสรา้ งพืน้ ฐานมากกว่าการสง่ ออกวัฒนธรรมผ่านสื่อตา่ ง ๆ ซ่งึ ก็เป็นเร่อื งท่ีเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะในช่วงเวลาใน
ขณะนัน้ การคมนาคมขนสง่ และการสื่อสารระหวา่ งประเทศเป็นไปด้วยความอยากลำบาก และลา่ ชา้ ซ่ึงการใช้ soft
power ของชาติตะวันตกกับประเทศอาณานิคมของตนเองในอดีตที่ผ่านมานัน้ ส่วนใหญ่จะไม่ประสบความสำเรจ็
ซึ่งดูได้จากหลงั จากเสรจ็ ส้ินสงครามโลกคร้ังท่ีสอง ประชาชนในประเทศอาณานิคมต่าง ๆ ของอังกฤษและฝร่ังเศส
ได้เรียกรอ้ งเอกราชจากประเทศแม่ ซึ่งแสดงใหเ้ ห็นว่าในช่วงที่องั กฤษและฝรัง่ เศส พยายามใช้ soft power ควบคู่
กับการใช้ hard power หรืออำนาจทางดา้ นการทหารกับประชาชนในประเทศอาณานิคมของตน ไม่สามารถที่จะ
52
งานประชุมวชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาติ เครอื ขา่ ยศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั แห่งประเทศไทย ครง้ั ท่ี 12
ภายใต้หวั ขอ้ “แนวทางการพัฒนาเศรษฐกจิ สงั คม และศลิ ปวฒั นธรรม อยา่ งยง่ั ยนื ในบริบทหลงั การระบาดโควิด-19 (Covid-19)”
หลอมรวมความเปน็ อันหนง่ึ อนั เดียวกันระหวา่ งประชาชนในประเทศอาณานคิ มกับประเทศแมไ่ ด้แตอ่ ย่างใด ผิดกับ
การที่สยามในอดีตสามารถใช้ soft power ควบคู่ไปกับการใช้ hard power ในการปกครอง และผนวกดินแดน
ประเทศราชต่าง ๆ ของตนเองได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ โดยเฉพาะกบั อาณาจักรล้านนา ซึง่ ถอื วา่ เป็นอาณาจักรที่ใหญ่
ซึ่งการท่ีสยามจะใช้ hard power แตเ่ พยี งอยา่ งเดียวในการปกครองอาณาจกั รล้านนานั้น อาจจะไม่เพียงพอเพราะ
นอกจากจะอยู่ห่างไกลจากกรุงเทพมหานคร ที่เป็นศูนย์กลางอำนาจและการปกครองของสยามในขณะนั้น ชาติ
ตะวันตกโดยเฉพาะองั กฤษซ่ึงไดย้ ึดพม่าเขา้ มาเป็นอาณานิคมของตนได้แล้ว กม็ ีความตอ้ งการท่ีจะผนวกอาณาจักร
ลา้ นนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตนด้วย
ดังนั้นจงึ เป็นเรื่องที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งว่า สยามประเทศในขณะนั้น มีวิธีการ เครื่องมือ และรูปแบบใน
การใช้ soft power อยา่ งไรในการปกครองอาณาจักรล้านนา และท้ายทีส่ ดุ สามารถผนวกอาณาจกั รลา้ นนาเข้าเป็น
ส่วนหนึ่งของตนได้อย่างเบ็ดเสร็จและราบรื่น ซึ่งประเทศไทยในปัจจุบันสามารถถอดบทเรียนการใช้ soft power
ดังกลา่ วมาประยกุ ต์ใช้เป็นนโยบายในการส่งเสริมเศรษฐกิจ โดยเฉพะอยา่ งยงิ่ ในเรือ่ งของการท่องเที่ยวและส่งเสริม
การส่งออกสนิ คา้ เกษตรของไทยได้เปน็ อยา่ งดี
รปู แบบของการใช้ soft power ของประเทศเจา้ อาณานคิ มในอดีต
หากจะกลา่ วถงึ ประเทศทเ่ี ปน็ ตน้ แบบของประเทศเจา้ อาณานคิ ม ก็คงจะตอ้ งกล่าวถึงประเทศในยุโรปเป็น
สำคญั ไมว่ ่าจะเปน็ องั กฤษ ฝร่งั เศส โปรตุเกส หรอื สเปน ซงึ่ ประเทศเจา้ อาณานคิ มส่วนใหญเ่ หล่าน้ี มีประเทศอาณา
นคิ มของตนอย่ใู นเกือบทกุ ทวปี ต้ังแต่อเมริกา แอฟรกิ า ไมเ่ ว้นแม้ในทวีเอเชยี ซ่งึ รวมถงึ ประเทศเพอ่ื นบ้านของสยาม
ในอดีตอย่างเชน่ พม่า และอนิ เดีย
อย่างไรก็ตามก่อนที่เราจะทำการศึกษาถึงรูปแบบในการใช้ soft power ในการปกครองประเทศอาณา
นิคมของบรรดาประเทศเจ้าอาณานิคมเหลา่ นี้ เราควรจะทำความเข้าใจถึงมูลเหตุ หรือ เหตุจูงใจที่บรรดาประเทศ
มหาอำนาจยุโรปในอดีตตอ้ งแสวงหา และออกล่าอาณานคิ มในประเทศตา่ ง ๆ ที่อยหู่ ่างไกลคนละทวีป ช่วงเวลาท่ี
ประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ในทวีปยุโรปออกลา่ อาณานิคมกันมากที่สุดคือเริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 จนถึงศตวรรษท่ี
19 โดยมีมูลเหตุที่สำคัญคือ การที่โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในยุปโรปในขณะนั้น ได้มีการเปลีย่ น
ผ่านการจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรมเป็นผลสืบเนื่องมาจากปฏิวัติอตุ สาหกรรม (ศักดิภัท เชาวน์
ลักณ์สกุล และคณะ, 2560) ซึ่งผลพวงจากการที่โครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเปลี่ยนแปลงไปดังกลา่ ว
ทำให้เกิดแรงกดดนั ต่อประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ในทวปี ยุโรปอยู่ 2 ประการ ประการแรกคอื ตอ้ งหาวัตถุดิบและ
แรงงานเปน็ จำนวนมากมาป้อนใหก้ ับโรงงานอุตสาหกรรมของตน ซึ่งวัตถุดบิ ที่สำคัญนอกจากถ่านหินที่ใช้เป็นแหล่ง
เชื้อเพลิงหลักในโรงงานอุตสาหกรรมในช่วงระยะเวลาดังกล่าวแล้ว สินแร่อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสินแรเ่ หล็ก ทองแดง
ดบี ุก ก็มคี วามตอ้ งการไม่นอ้ ยเพ่ือใช้ในการผลติ สินคา้ ตา่ ง ๆ รวมถงึ ประเทศยุโรปยังต้องการพน้ื ที่เพาะปลูกจำนวน
มาก เพือ่ ใช้ในการเพาะปลกู ธญั พชื อาหารต่าง ๆ อาทิเช่น ข้าวสาลี ขา้ วโพด มันฝรั่ง เพอื่ ใช้ปอ้ นโรงงานอตุ สาหกรรม
ของตนและการบรโิ ภคในประเทศอกี ดว้ ย ซ่งึ แหลง่ วตั ถุดิบ แรงงาน และพื้นท่ีเพาะปลูกในประเทศของตนไม่เพยี งพอ
จึงเป็นแรงกดดนั ใหต้ ้องออกสำรวจและแสวงหาแหล่งวัตถดุ ิบในประเทศอ่ืน ๆ ประการท่สี อง คอื แรงกดดันท่ีต้อง
หาตลาดใหม่ ๆ ในต่างประเทศเพื่อใช้เป็นแหล่งระบาย แหล่งรับซื้อสินค้าอตุ สาหกรรมที่ประเทศตนผลิตได้ ทั้งนี้
เนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมไดก้ ่อให้เกิดการเปลยี่ นแปลงรูปแบบการผลิตในรปู แบบที่แตกต่างจากการผลิต
สินค้าในระบบเศรษฐกจิ แบบสังคมเกษตรกรรม กล่าวคอื การผลติ แบบอตุ สาหกรรมทำให้สามารถผลิตสินค้าต่าง ๆ
53
งานประชมุ วิชาการระดับชาติและนานาชาติ เครอื ข่ายศิลปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั แห่งประเทศไทย คร้ังท่ี 12
ภายใตห้ วั ข้อ “แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และศิลปวฒั นธรรม อย่างยง่ั ยนื ในบริบทหลังการระบาดโควดิ -19 (Covid-19)”
ได้เป็นจำนวนมาก และต้นทุนในการผลิตลดลงเป็นอย่างมากอีกด้วย ดังนั้นประเทศต่าง ๆ ในยุโรปที่ทำปฏิวัติ
อตุ สาหกรรมแล้วมองประเทศในทวีปเอเชียเป็นตลาดทีส่ ำคัญของสินคา้ ตน เน่ืองมาจากมีประชากรเป็นจำนวนมาก
มคี วามมั่งค่ัง รวมถงึ มที รัพยากรธรรมชาติ เชน่ แร่ธาตุ ปา่ ไม้ และสนิ คา้ เกษตรต่าง ๆ ที่จะสามารถนำมาแลกเปลี่ยน
สนิ ค้าอตุ สาหกรรมท่ีตนเองผลิตไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
จากแรงกดดันทั้งสองแรงกดดันข้างตน้ เป็นผลให้ประเทศมหาอำนาจยุโรปในขณะนัน้ แข่งขันกันเข้ายึด
ครองประเทศต่าง ๆ ทั้งในทวปี แอฟริกา และเอเชยี เข้าเป็นอาณานคิ มของตน ซง่ึ ในการเขา้ ยึดครองประเทศต่าง ๆ
เขา้ เปน็ อาณานคิ มของตนนั้น กโ็ ดยอาศัยกำลงั เข้าบงั คับ หรอื การใช้ hard power นน้ั เอง ในการใช้ hard power
เข้ายึดครองประเทศอื่น ๆ ของชาวยุโรปนั้น เป็นไปโดยไม่ลำบากมานัก เนื่องจากมีศักยภาพในด้านการทหารที่
เหนือกว่าประเทศต่าง ๆ ในแอฟรกิ า และเอเชยี แตห่ ลงั จากเขา้ ยึดครองประเทศอ่ืนเป็นอาณานิคมของตนแล้วนั้น
ประเทศเจ้าอาณานิคมเหล่านี้ ก็ตระหนักว่า การที่จะปกครองประชาชนในดินแดนอาณานิคมนั้น ไม่สามารถใช้
hard power แต่เพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องใช้ soft power ควบคู่กันไปด้วย โดยรูปแบบการใช้ soft power
ควบคไู่ ปกับการใช้ hard power ในการปกครองประชาชนในประเทศอาณานคิ มท่ีเป็นแบบอยา่ งใหส้ ยามใช้ในการ
ปกครองอาณาจักรล้านนาในอดีตก็คือ การใช้ soft power ของอังกฤษในการปกครองอินเดยี และพม่า เนื่องจาก
อินเดียและพม่านั้นอยูใ่ กล้สยาม ทำให้รัฐสยามสามารถรับรู้ และเรียนรู้รปู แบบท่ีอังกฤษใช้ในการปกครองดนิ แดน
อาณานิคมของตนแห่งนี้ได้เปน็ อย่างดี อีกทั้งในช่วงระยะเวลาดังกล่าว อังกฤษกับสยามก็มีความสัมพันธ์ต่อกันท้งั
ทางดา้ นเศรษฐกจิ และการฑตู อีกดว้ ย
รูปแบบของ soft power ที่อังกฤษนำมาใช้ในการปกครองประชนชนในอินเดียและพม่าในอดีตอาจจะ
จำแนกไดต้ ามมิตติ า่ ง ๆ ทใ่ี ชก้ ารทำ soft power ได้ดังนี้
1.) มติ ิทางเศรษฐกจิ
สำหรบั รปู แบบของการทำ soft power ในมิติทางเศรษฐกจิ ของประเทศอังกฤษในช่วงระยะเวลาดังกล่าว
จะมจี ดุ มุ่งหมายในการยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของคนอินเดียและพมา่ ใหส้ ูงข้ึน ซึ่งนอกจากจะทำให้ภาพลักษณ์
ขององั กฤษดูดีข้นึ ในสายตาของประชาชนในดินแดนอาณานคิ มแลว้ อังกฤษยงั ใช้ประเด็นนี้เป็นข้ออ้างในการเข้ายึด
ครองประเทศอาณานิคมต่าง ๆ อีกด้วย โดยข้ออ้างหนึ่งที่อังกฤษมักจะหยิบยกขึ้นมาใช้สร้างความชอบธรรมให้
ตนเองในการยึดครองประเทศอื่น ๆ ก็คือ ต้องการนำความเจริญมายกระดับมาตราฐานชีวิตความเป็นอยู่ของ
ประชาชนในประเทศนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างทางรถไฟในประเทศอินเดีย ที่อังกฤษใช้เป็นเครื่องมือในการ
ปกครองแลว้ ยังแสดงใหเ้ หน็ ว่าประชาชนอนิ เดียมชี วี ิตความเปน็ อยทู่ ดี่ ีขึน้ เปรยี บเสมอื นอังกฤษนำอารยะมาให้
การปรับปรุงพฒั นาการคมนาคมขนส่งในประเทศอาณานิคม โดยการสร้างทางรถไฟเชื่อมตอ่ เมอื งสำคญั
เมืองทา่ ต่าง ๆ ซึ่งนอกจากคนอินเดยี และพมา่ จะได้ประโยชนจ์ ากการคมนาคมขนส่งทส่ี ะดวกขึ้นแล้วนนั้ อังกฤษเอง
ก็ยังไดใ้ ชป้ ระโยชนจ์ ากทางรถไฟในการสง่ เสรมิ การค้าของตน และเป็นเครอ่ื งมือในการปกครองอีกด้วย เพราะการท่ี
คนองั กฤษในฐานะเจา้ อาณานิคม สามารถติดต่อสอื่ สาร และเดนิ ทางระหวา่ งหัวเมอื งตา่ ง ๆ ในอาณานิคมของตนได้
สะดวกก็มีส่วนช่วยในการบริหาร การปกครอง และการทหารของอังกฤษเป็นไปด้วยความราบรื่น นอกจากนั้น
รปู แบบการสอื่ สารรูปแบบใหม่ทีม่ าพร้อมกับการสร้างทางรถไฟก็คือ ระบบไปรษณีย์ และโทรเลข ทั้งน้ีเน่ืองมาจาก
องั กฤษสามารถวางสายโทรเลขขนานไปกับทางรถไฟ ซ่ึงประหยดั คา่ ใชจ้ า่ ยในการลงทุนและบำรงุ รักษา นอกจากนั้น
รถไฟยงั ถกู นำมาใชใ้ นการขนส่งจดหมายและพัสดุอกี ด้วย
54
งานประชมุ วิชาการระดับชาติและนานาชาติ เครอื ข่ายศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั แหง่ ประเทศไทย ครง้ั ที่ 12
ภายใต้หัวขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกจิ สังคม และศลิ ปวฒั นธรรม อย่างยง่ั ยนื ในบรบิ ทหลงั การระบาดโควดิ -19 (Covid-19)”
2.) มิตทิ างสังคม
ในด้านมิติทางสังคม อังกฤษทราบดีว่า วิถีชีวิตของคนพื้นเมืองในอินเดีย และพม่ายึดโยงเข้ากับศาสนา
อย่างแนบแน่น และเป็นเรื่องยากที่เจ้าอาณานิคมจะมาทำลายความสัมพันธ์ดังกลา่ ว แต่อย่างไรก็ตามการใช้ soft
power ของอังกฤษตอ่ ชาวพม่าในมิติทางสงั คม ทีพ่ อจะเห็นอยู่บา้ งกค็ ือเรื่องการนำระบบการศึกษาแบบใหม่เข้าไป
ในยงั ประเทศดังกล่าว ผา่ นโรงเรียนเอกชนและโรงเรียนของเหล่ามชิ ชนั นารี โดยมมี ลู เหตสุ ำคัญคอื อังกฤษตอ้ งการที่
จะผลิตคนงานท้องถน่ิ ชาวพม่า เพ่ือใชเ้ ป็นกำลงั แรงงานให้กบั โรงงานอุตสาหกรรม และธรุ กิจการคา้ ต่าง ๆ ของชาว
อังกฤษและชาวยโุ รปในพม่า ซ่งึ ระบบการศกึ ษาของชาวพม่าในช่วงเวลาดงั กล่าวยงั ไมส่ ามารถตอบสนองกับรูปแบบ
การค้าและการทำธรุ กจิ สมยั ใหม่ได้ดีนกั
นอกจากนั้นระบบการศึกษาที่นำเข้ามาสู่ประเทศพม่านั้น ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงชาวพม่าได้มี
โอกาสเข้าถึงการศกึ ษาอีกด้วย ทัง้ น้เี นอ่ื งมาจากโรงเรียนของพมา่ ในรูปแบบด้งั เดมิ นั้นคือ โรงเรียนวดั ซ่ึงสว่ นใหญ่จะ
ไม่เปดิ รับสตรเี ขา้ ศึกษา ดังน้ันในชว่ งระยะเวลาดังกลา่ ว ผู้ปกครองของเดก็ หญงิ ในพมา่ จึงนิยมส่งบตุ รสาวของตนเข้า
เรียนในโรงเรียนเอกชน หรือโรงเรียนของมิชชันนารี โดยหวังว่าลูกหลานของตนจะได้มีโอกาสเข้ารับราชการ และ
ทำงานในธรุ กจิ การคา้ ตา่ ง ๆ โดยเฉพาะในเมอื งย่างกุ้ง ซ่ึงการส่งเสริมการศึกษาในรปู แบบใหมข่ ององั กฤษข้างต้นนั้น
ยังผลให้เกิดความเสื่อมศรัทธาของประชาชนชาวพม่าต่อศาสนาพุทธเป็นอย่างมาก คือทำให้ศาสนาพุทธ หรือ
โรงเรียนวัดดูเหมือนว่าจะหมดความสำคัญในการสัง่ สอนเด็ก ๆ ชาวพม่าบางคนดูถูกพระสงฆ์ด้วยว่ายังยดึ คำสอน
แบบเดิม ทำให้ความเคารพ ความศรทั ธาทีเ่ ยาวชนมตี ่อพระพทุ ธศาสนาลดนอ้ ยลงไปด้วย
ในอีกแงม่ มุ การที่ชาวพม่ายอมรบั ระบบการศกึ ษาสมัยใหม่ขององั กฤษ รวมถึงชาวพม่าบางคนเรม่ิ หันมานับ
ถอื ศาสนาครสิ ต์ ซ่งึ เป็นผลมาจากการได้คำอบรมสั่งสอนจากการเผยแพรศ่ าสนาขอเหล่ามิชชันนารใี นโรงเรียน และ
การที่ชาวพม่าบางส่วน เริ่มเสื่อมศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาก็อาจมองได้ว่า การศึกษาและการเผยแพร่ศาสนาเป็น
รปู แบบหนง่ึ ของ soft power ท่ีองั กฤษใชเ้ ป็นเคร่ืองมอื ในการปกครองพมา่ ในยคุ น้ัน เป็นเสมือนหนึ่งเครอ่ื งมอื ทช่ี ว่ ย
สง่ เสรมิ ภาพลักษณข์ องอังกฤษ และทำลายความเช่ือ ความศรัทธาด่งั เดิม พรอ้ ม ๆ กบั การที่องั กฤษสามารถใช้เป็น
อีกขอ้ อ้างหนง่ึ ในการยึดครองพมา่
สยามกบั อาณาจกั รล้านนาในสมยั รชั กาลท่ี 5
ก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 อาณาจักรล้านนา ซึ่งถือเปน็ ประเทศราชของสยามมีอสิ ระในการปกครองตนเองใน
ระดับที่สูงมาก มีการจัดเก็บภาษเี ป็นของตนเอง เพียงแต่จะมหี น้าที่ส่งบรรณาการให้สยามทุก ๆ สามปี หรือ หาก
ทางการสยามตอ้ งการสงิ่ ใดก็จะมคี ำสั่งแจง้ ไปใหท้ างอาณาจักรล้านนาปฏิบตั ิตามเป็นคร้ัง ๆ ไป เช่น เกณฑ์ไพรพ่ ลไป
ชว่ ยสยามรบ หรือ ส่งไม้ซุงมาช่วยสร้างพระเมรุ เปน็ ตน้ ซ่งึ การปกครองรูปแบบดงั กลา่ วน้ี อาจเรียกได้ว่าเป็นรปู แบบ
การปกครองแบบเคา้ สนามหลวง
รูปแบบการปกครองแบบเค้าสนามหลวง หรือรูปแบบที่คล้ายกันนี้เป็นรูปแบบที่อาณาจักรต่าง ๆ ใน
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้ปกครองประเทศราชของตนมาเป็นระยะเวลาหลายร้อยปี โดยเป็นรูปแบบการ
ปกครองที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะเข้าครอบครอง หรือยึดเอาดินแดนประเทศราชมาเป็นของตนอย่างเบ็ดเสร็จ
เดด็ ขาด ทงั้ น้กี ็อาจจะเนือ่ งมาจากอาณาเขตของแตล่ ะประเทศก็ไมส่ ามารถระบุ หรอื มีเสน้ แบง่ ได้อย่างชัดเจนเหมือน
เชน่ ปจั จบุ ัน อีกทัง้ ความม่ังค่ังของอาณาจกั รใดอาณาจักรหน่ึง ไม่ได้ขึ้นอยู่กบั ขนาดกวา้ งใหญ่ของพ้ืนแผ่นดินของแต่
ละอาณาจกั ร แต่ความมงั่ ค่ังมักจะวัดหรือข้ึนอยู่กับจำนวนประชากรวา่ มีมากน้อยเพียงใด ดังน้ันวัตถุประสงค์หลัก
55
งานประชุมวชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาติ เครอื ขา่ ยศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั แหง่ ประเทศไทย คร้ังที่ 12
ภายใตห้ ัวข้อ “แนวทางการพัฒนาเศรษฐกจิ สังคม และศิลปวฒั นธรรม อยา่ งยง่ั ยืนในบริบทหลังการระบาดโควิด-19 (Covid-19)”
ในการที่ประเทศหน่ึงประเทศใดเขา้ ยดึ ครองอีกประเทศหนง่ึ นั้น ก็เพอ่ื ทีจ่ ะปอ้ งปรามประเทศราชไม่ใหท้ ำการแข็งข้อ
หรือเป็นภยั คุมคามประเทศของตนในอนาคต
อยา่ งไรก็ตามในสมัยรัชกาลท่ี 5 สถานการณก์ ารเมืองระหวา่ งประเทศในภูมิภาคเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้
เร่ิมเปลี่ยนไปจากการเข้ามาของจักรวรรดินิยมตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษและฝรง่ั เศส โดยเฉพาะเม่ือพม่าเป็นฝ่าย
แพ้สงครามกับองั กฤษบอ่ ยครั้ง ทำให้อังกฤษเริ่มที่จะเขา้ มีบทบาทในการทำไม้ในอาณาจักรลา้ นนามากขึ้น ซึ่งไม้สัก
ในอาณาจกั รลา้ น ถือไดว้ ่าเป็นทรัพยากรทีม่ ูลคา่ มหาศาลในสมัยน้ัน ไม้สักของล้านนา ส่งออกไปขายในเมืองท่าต่าง
ๆ ท่อี ยูใ่ นการปกครองของอังกฤษ อย่างเช่นเมืองทา่ มะละแม่ง
จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้สยามต้องทำการปรับเปลี่ยนรูปแบบการครองในอาณาจักร
ล้านนาเสยี ใหม่ โดยมีเหตผุ ลหลกั ๆ ดงั ตอ่ ไปนี้
1.) เพื่อที่จะแสดงให้จักรวรรดินิยมตะวันตกเห็นว่า อาณาจักรล้านนาเป็นส่วนหนึ่งของสยาม เพราะใน
ขณะนั้น อังกฤษก็มีความต้องการทีจ่ ะเข้าครอบครองอาณาจักรล้านนาหลงั จากท่ียึดพม่าเป็นส่วนหนึ่งของตนแลว้
เนื่องจากต้องการเข้ามาทำไม้สักในอาณาบริเวณดังกล่าว ซึ่งไม้สักเป็นที่ต้องการของอังกฤษเป็นอย่างมาก
เนื่องมาจากอังกฤษต้องการไม้ที่ใช้ในการต่อเรือที่ใช้ในการพาณิชย์และการทำศึกสงคราม ซึ่งแต่เดิมอุตสาหกรรม
การตอ่ เรอื ของอังกฤษใช้ไม้โอ๊คเปน็ หลัก อย่างไรกต็ ามในเวลาต่อไม้โอ๊คเริม่ ขาดแคลน และเร่ิมมกี ารค้นพบว่า ไม้สัก
ซง่ึ เปน็ ไม้เนือ้ แข็งนั้นมคี ุณสมบัติหลายอย่างท่ีเหมาะสำหรบั การใช้ในการตอ่ เรือแทนไม้โอค๊ กลา่ วคือ มีความคงทน
แข็งแรง ยดื หยนุ่ และติดไฟได้ยากกว่าไม้ประเภทอื่น ๆ ซ่งึ การท่ีไมส้ ักตดิ ไฟไดช้ ้าจึงเปน็ ไม้ทเี่ หมาะมากในการใช้ต่อ
เรือรบ (อารยา ฟ้ารงุ้ สาง, 2564)
2.) สยามเริม่ ท่จี ะมีการปรบั โครงสร้างรฐั จากรูปแบบรฐั จารตี มาเป็นรฐั ชาติสมยั ใหม่แบบเดยี วกับประเทศ
ตะวันตก ซึ่งการปรับโครงสร้างรัฐดังกล่าวนั้น การสะสมทุนหรือรายได้ของรัฐมีความสำคัญมาก สยามจึงมองว่า
ทรัพยากรไมส้ ักในดินแดนล้านนานั้น นา่ จะเปน็ แหลง่ รายได้ทส่ี ำคัญของสยามในขณะน้ันได้ ทง้ั นี้เน่ืองมาจากมีการ
คำนวณกนั ว่า ปรมิ าณไม้สักในอาณาจักรล้านนามจี ำนวนมากกวา่ ปริมาณไมส้ ักในพม่าและอนิ เดียรวมกันเสียอีก ซึ่ง
การปกครองอาณาจกั รลา้ นนาในรปู แบบเดิมนัน้ ค่าสัปทานป่าไม้ของบรษิ ทั ชาวตะวันตก จะตกอยกู่ บั เจ้าผคู้ รองนคร
ต่าง ๆ เป็นเสยี สว่ นใหญ่
การใช้ soft power ควบค่กู ับ hard power ในการผนวกอาณาจักรล้านนา
กระบวนการในการผนวกอาณาจักรล้านนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศสยามอย่างสมบรูณ์ สยาม
ดำเนนิ การอย่างคอ่ ยเปน็ ค่อยไป โดยเรม่ิ ตง้ั แต่รัชสมยั ของรชั กาลที่ 5 เรอ่ื ยมา โดยสยามใช้อำนาจทงั้ 2 รูปแบบคือ
hard power หรือการใชอ้ ำนาจทางการเมอื งและการทหาร การใช้อำนาจในรูปแบบ hard power ของสยามนั้น มี
การใชใ้ นหลายรปู แบบ ไมว่ า่ จะเปน็ การส่งข้าหลวงจากทางกรงุ เทพฯ ขึน้ ไปปกครองหัวเมอื งต่าง ๆ ในล้านนา หรือ
การจัดเก็บภาษีอากรเขา้ ส่วนกลาง ไม่ให้เจ้านายของทางล้านนาจัดเก็บเองอีกตอ่ ไป หรือแม้แต่กระทั่งการใช้กำลัง
ทหารและตำรวจเขา้ ปราบปรามกบฏหรือผูท้ ีม่ ีความคดิ จะแยกตวั เป็นอิสระ ดังมีตวั อยา่ งทเี่ หน็ เด่นชัดก็คอื การปราบ
กบฏเง้ยี วเมอื งแพรใ่ นสมัยรชั กาลที่ 5
อย่างไรก็ตามสยามตระหนักดีว่า การให้ hard power แต่เพียงอย่างเดียวในการปกครอง และผนวก
อาณาจักรล้านนานั้น อาจจะไม่เพียงพอ ดังเช่นในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงทราบถึงปัญหาดังกล่าวดีว่า มี
ความรู้สึกแปลกแยกระหว่างคนสยามหรือที่คนท้องถิ่นนิยมเรยี กว่า คนไทย กับชาวล้านนาพื้นเมือง หรือคนเมือง
56
งานประชมุ วิชาการระดับชาตแิ ละนานาชาติ เครอื ขา่ ยศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั แห่งประเทศไทย คร้งั ที่ 12
ภายใตห้ ัวขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกิจ สงั คม และศลิ ปวฒั นธรรม อย่างยงั่ ยืนในบรบิ ทหลังการระบาดโควดิ -19 (Covid-19)”
ดังนั้นรัชกาลที่ 5 จงึ ไดท้ รงกำชับใหข้ า้ ราชการชาวสยามปฏิบัตแิ ละให้ความเปน็ ธรรมต่อคนเมืองเฉกเช่นเดียวกับคน
ไทย ดว้ ยเหตนุ ้ีเอง สยามจงึ ใช้อำนาจในรปู แบบของ soft power ควบคู่กันไปด้วยในการปกครอง และค่อย ๆ ผนวก
อาณาจักรล้านนาเป็นดนิ แดนของตนอยา่ งสมบรณู ใ์ นเวลาตอ่ มา
เครื่องมือและรูปแบบในการใช้ soft power ของสยามต่ออาณาจักรล้านนา อาจจะแบ่งได้เป็น 2 มิติ
เหมอื นเชน่ ท่จี ักรวรรดินยิ มอังกฤษนำมาใชใ้ นการปกครองพม่าและอนิ เดยี น้ันเอง
1.) มติ ทิ างดา้ นเศรษฐกจิ
สยามพยายามท่ีจะยกระดบั ชีวติ ความเป็นอยู่และเศรษฐกิจโดยรวมของประชาชนในอาณาจักรลา้ นนาให้ดี
ข้นึ โดยการพัฒนาด้านการคมนาคมและการสือ่ สารต่าง ๆ ที่ใหไ้ ด้อย่างเดน่ ชัดก็คอื การทางสรา้ งทางรถไฟสายเหนือ
จากหวั ลำโพง มายงั จงั หวัดเชียงใหม่ ซ่ึงถอื ว่าเป็นเสน้ ทางรถไฟทสี่ ร้างได้ยากท่ีสุดของสยามในขณะนั้น เนอื่ งจากตอ้ ง
ตัดผ่านหุบเขา และหน้าผาที่สูงชันโดยเฉพาะช่วงระหว่างจังหวัดลำปางและเชียงใหม่ ที่จะต้องทำการเจาะอุโมงค์
เพ่อื ลอดผา่ นภเู ขาขนุ ตาน ซ่งึ เฉพาะการเจาะอโุ มงค์ขุนตาลกใ็ ช้เวลานานถงึ 11 ปี โดยทางการรถไฟสามารถเจาะอุป
โมงคข์ ุนตาลให้แล้วเสรจ็ ในปี พ.ศ. 2461 อยา่ งไรกต็ ามหลงั จากทางรถไฟสามารถเช่ือมต่อระหว่างกรุงเทพฯ ที่เป็น
ศูนยก์ ลางอำนาจการปกครองของสยามกับเชียงใหม่ท่ีเปรียบเสมอื นเปน็ ศูนย์กลางของอาณาจักรล้านนาไดส้ ำเร็จ ก็
ทำใหเ้ ศรษฐกิจของเชยี งใหม่ และหวั เมอื งต่าง ๆ ทเ่ี ส้นทางรถไฟพาดผ่านดีข้ึนเป็นอยา่ งมาก การซ้อื ขายแลกเปลี่ยน
สนิ ค้าระหวา่ งกนั เพิ่มข้นึ อย่างรวดเร็ว คา่ ขนสง่ สนิ คา้ ถกู ลง และนำมาซ่งึ การทอ่ งเท่ียวในเวลาต่อมา
สง่ิ ทมี่ าพรอ้ มกบั ทางรถไฟกค็ อื ระบบโทรเลข และการขนส่งไปรษณยี ์ท่รี วดเร็วข้นึ ซึ่งเปน็ ทยี่ อมรบั กันแล้ว
ว่า หากการสอ่ื สารพฒั นาข้ึนกจ็ ะทำใหเ้ กิดผลดีตอ่ ระบบเศรษฐกจิ ไปด้วย จึงทำใหส้ ยามกับอาณาจักรลา้ นนาในขณะ
คา้ ขายกันไดส้ ะดวกมากขึ้น และชีวติ ความเป็นอย่ขู องผูค้ นในอาณาจกั รล้านนาก็ดขี นึ้ ไปโดยปริยาย
2.) มิตทิ างดา้ นสังคม
ทางรถไฟไมเ่ พียงแตจ่ ะใชใ้ นการขนส่งส่งสนิ ค้าระหวา่ งสยามกับอาณาจกั รลา้ นนาเท่านั้น ยงั ทำหน้าท่ีหลัก
ที่สำคัญคอื การขนส่งผู้คนระหว่างอาณาจักรล้านนากับกรงุ เทพฯ หรือแม้แต่ระหว่างหัวเมืองต่าง ๆ ในอาณาจักร
ลา้ นนาเอง การมาถึงของทางรถไฟสายเหนอื ทำใหเ้ กิดการเดินทางที่สะดวกขึ้นระหว่างเชียงใหม่ ลำปาง แพร่ หรือ
เมืองอื่น ๆ ในลา้ นนากบั กรงุ เทพฯ จากเดิมการทางเดินโดยใชเ้ รอื หางแมงปอ่ งระหวา่ งเชยี งใหมก่ ับกรุงเทพฯ อาจจะ
ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ แต่การเดินทางโดยรถไฟใช้เวลาเพยี งชั่วข้ามคืน ดังนั้นเม่ือการเดินทางสะดวกขึ้น ผู้คนก็
เดินทางไปมาหาสู่กันมาขึ้นตามไปด้วย คหบดีชาวเชียงใหม่และลำปาง นิยมส่งบุตรหลานของตนไปเรียนต่อใน
กรุงเทพฯ คนกรงุ เทพฯ และหลายจังหวดั ในภาคกลางเร่ิมเข้าทำมาหากนิ ตัง้ รกฐานในภาคเหนือมากขนึ้ และในทาง
กลับกันคนเมือง หรือคนลา้ นนาก็เข้าไปหางานทำหรือตั้งรกในกรุงเทพฯ มากขึ้นดว้ ยเช่นกัน ปรากฏการณ์ข้างต้นก็
อาจจะกล่าวได้ว่า สยามได้ใช้ทางรถไฟไปในการส่งออกวัฒนธรรมของตนไปยังล้านนา หรือใช้เป็นเครื่องมือใน
รปู แบบของ soft power ในการกลืนอาณาจักรล้านนาอย่างช้า ๆ ค่อยเปน็ ค่อยไป
ส่วนรูปแบบอืน่ ๆ ของการใช้ soft power ของสยามกับ อาณาจกั รล้านทเ่ี หน็ ได้เด่นชัดกค็ อื การส่งเสริม
ใหค้ ณะมิชชันนารชี าวตะวนั ตกเข้าไปเผยแพรศ่ าสนาในอาณาจักรล้านนา ซึง่ การเผยแพรศ่ าสนาของคณะมิชชันนารี
มักจะมาพร้อมกับการนำมาซึ่งระบบการศึกษาและการรักษาพยาบาลแบบตะวนั ตก มกี ารกอ่ ตงั้ โรงเรียนท่ีใช้รูปแบบ
การเรียนการสอนแบบตะวันตก ร่วมถึงการสร้างโรงพยาบาลต่าง ๆ ด้วย โดยตัวอย่างหนึ่งที่ดีในกรณีน้ีก็คือ
โรงพยาบาลแมคคอร์มิค ซ่งึ อาจถือได้ว่าเปน็ โรงพยาบาลแผนปัจจุบนั แห่งแรกของจงั หวัดเชียงใหม่ กอ่ ต้ังโดยคณะมัช
ชันนารชี าวอเมรกิ นั ตงั้ แต่ปี พ.ศ. 2410 และในปี พ.ศ. 2463 ได้ยา้ ยทีต่ ้ังพรอ้ มท้งั กอ่ สรา้ งอาคารแหง่ ใหม่ โดยมพี ระ
เจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงอดิศรอุดมเดช เป็นผู้ทำพิธีวางศิลาหัวมุม (corner stone) ซึ่งการที่สมาชิกในราชวงศ์
57
งานประชมุ วชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาติ เครอื ขา่ ยศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลยั แหง่ ประเทศไทย คร้งั ท่ี 12
ภายใตห้ วั ขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกจิ สงั คม และศิลปวฒั นธรรม อยา่ งยงั่ ยืนในบรบิ ทหลังการระบาดโควดิ -19 (Covid-19)”
พระองคใ์ ดพระองคห์ น่ึงเสดจ็ มาทรงเปน็ ประธานในพธิ ีดงั กลา่ ว อาจจะแสดงให้เห็นวา่ สยามในยุคน้ัน ให้ความสำคัญ
ของการสนบั สนุนกิจการงานตา่ ง ๆ ของคณะมิชชนั นารีเป็นอยา่ งมาก นอกจากน้นั ในเร่ืองของระบบการศึกษาทาง
สยามเองก็ได้มีการส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนแบบสมัยใหม่ ใช้หลักสูตรจากส่วนกลาง ยกเลิกการสอนโดยใช้
ภาษาพืน้ เมอื ง และจดั ต้ังโรงเรียนประจำจงั หวัดข้นึ อกี ดว้ ย
ที่กล่าวมาข้างต้นดูเหมือนว่าสยามจะเลือกใช้ soft power ที่เป็นรูปแบบใหม่ ที่อังกฤษนำมาใช้กับพมา่
และอินเดีย แต่รปู แบบและจารีตดงั เดิมก็ถกู นำมาใช้ด้วยเช่นกัน ไมว่ ่าจะเป็นการแตง่ งานระหว่างสองราชวงศ์ เพื่อ
เชื่อมความสัมพันธ์ทางเครือญาติซึ่งกันและกัน หรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองสงฆ์ให้มีลักษณะแบบ
เดียวกับที่สยามใชเ้ ป็นตน้ ซึง่ หากเปรียบเทียบกันระหวา่ งการใช้ soft power ของสยามกับอังกฤษต่อประเทศอาณา
นคิ มหรือประเทศราชของตนนั้น ดูเหมอื นวา่ สยามจะประสบความสำเรจ็ มากกว่า ทัง้ นีอ้ าจจะสืบเนอ่ื งมาจากสาเหตุ
หลายประการไม่วา่ จะเป็นรูปแบบของการใช้ soft power ทเ่ี ปน็ การผสมผสานวธิ ีดง่ั เดมิ เขา้ กบั วธิ สี มยั ดังท่ีกล่าวไป
แล้วในตอนต้น หรืออาจจะเป็นเพราะเนื่องด้วยชาวสยามกับชาวล้านนามีความใกล้ชิดกันทางด้านชาติพันธ์ุ
ขนบธรรมเนียม ประเพณี และความเชื่อทางศาสนามากกว่าชาวอังกฤษกับชาวอินเดียหรือชาวพม่า ซึ่งมีความ
แตกตา่ งกันอย่างมากในดา้ นชาติพนั ธ์ุ ศาสนา ภาษาและความเชอื่ ตา่ ง ๆ นัน้ เอง
ข้อเสนอแนะ
จากศกึ ษาเร่อื งการใช้อำนาจในรปู แบบของ soft power ของสยามตอ่ อาณาจกั รลา้ นนาในอดีตนั้น เราจะ
พบว่า สยามมีการหยิบยืมรูปแบบส่วนหนึ่งมาจากเจ้าอาณานิคมอย่างประเทศอังกฤษ และรูปแบบการใช้อำนาจ
บางส่วนสยามก็เลือกที่จะใช้แบบจารีตประเพณีดังเดิม ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี สยามสามารถผนวก
อาณาจกั รล้านนาเขา้ เป็นสว่ นหน่งึ ของสยามหรอื ประเทศไทยในปจั จุบนั ได้อยา่ งสมบรูณ์ ไมป่ รากฏวา่ มีความขัดแย้ง
หรอื รสู้ ึกแบ่งแยกระหว่างผคู้ นในภาคเหนือตอนบนกบั ภาคกลางหรือภาคอนื่ ๆ ของประเทศไทยอย่างชดั เจน
ดังนนั้ จงึ เป็นเร่ืองที่นา่ ศึกษาและทำการวิจัยเชงิ ลึกเพม่ิ เป็นอยา่ งยงิ่ เราจะสามารถถอดบทเรียนในการใช้
soft power ของสยามในอดีตมาประยุกต์ใช้ในการส่งเสริมเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในปัจจุบันได้
อย่างไรบ้าง
บรรณานกุ รม
รยุ าภรณ์ สคุ นธทรยั พย.์ (2561). การบริหารจัดการทรัพยากร Soft Power ของไทย.วารสารรฏั ฐาภริ ักษ์ ปีที่ 60
ฉบบั ที่ 3 กนั ยายน – ธันวาคม 2561.
ชัยพงษ์ สำเนยี ง. (2553). การสร้างตำแหน่งแห่งทส่ี อง “เมืองแพร่” ในประวตั ศิ าสาตร์ “ชาติไทย” : จากเมืองกบฏ
สเู่ มอื งทีจ่ งรกั ภักด.ี วารสารมหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร ฉบับภาษาไทย ปที ่ี 30 ฉบบั ท่ี 1 พ.ศ. 2563.
ชษิ ณุพงศ์ ดว้ งสุข และปรลิ ักษณ์ กลิน่ ชา้ ง. (2563). อำนาจละมุน (Soft Power) ที่สะท้อนในภาพยนต์เยอรมัน
Good Bye, Lenin! : การใช้มุมมองทางรฐั ศาสตร์วเิ คราะหภ์ าษาและสัญลักษณ์ในภาพยนต์. วารสาร
มนุษยศาสาต์ ฉบับบณั ฑิตศกึ ษา มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ พ.ศ. 2563.
ทินกฤต สริ รี ตั น.์ (2564). สมมติวา่ มี “ล้านนา”: พ้นื ที่ อำนาจ-ความรู้ และมรดกของอาณานิคมสยาม. วารสาร
ประวัติศาสาตร์ ธรรมศาสาตร์ ปที ่ี 8 ฉบบั ที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม 2564).
ศักดิภทั เชาวนล์ ักณส์ กลุ และสุภทั รา อำนวยสวัสดิ.์ (2560). สยามกบั การล่าอาณานคิ มสมยั รชั กาลที่ 5 ( พ.ศ.
2511 -2453). วารสารชอ่ พะยอม ปีท่ี 28 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม – พฤษภาคม) พ.ศ. 2560.
58
งานประชุมวิชาการระดับชาตแิ ละนานาชาติ เครือข่ายศิลปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั แห่งประเทศไทย คร้งั ที่ 12
ภายใต้หวั ขอ้ “แนวทางการพัฒนาเศรษฐกจิ สงั คม และศลิ ปวฒั นธรรม อย่างยง่ั ยนื ในบริบทหลังการระบาดโควิด-19 (Covid-19)”
ศรญั ญา ประสพชิงชนะ. (2563). การขยายตัวของเมืองกลั กตั ตาและการสรา้ งสถาปัตยกรรมภายใตอ้ ทิ ธิพลของ
อังกฤษต้งั แต่ ค.ศ. 1690-1911. วารสารวชิ าการมนษุ ยศาสาตร์และสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยบูรพา ปที ี่
28 ฉบบั ที่ 3 กนั ยายน – ธันวาคม 2563.
อารยา ฟา้ รุ้งสาง. (2564). ไม้สัก : ลทั ธจิ กั วรรดินยิ ม และบทบาทขององั กฤษในความสัมพันธร์ ะหวา่ งสยาม –
ล้านนากอ่ น พ.ศ. 2442. มนุษยศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปที ่ี 22 ฉบบั ท่ี 3 พ.ศ. 2564.
59
งานประชมุ วชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ เครอื ขา่ ยศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั แหง่ ประเทศไทย ครัง้ ที่ 12
ภายใตห้ วั ขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกจิ สังคม และศลิ ปวฒั นธรรม อย่างยง่ั ยืนในบริบทหลงั การระบาดโควิด-19 (Covid-19)”
ประวตั ิผู้วจิ ยั
1. ประวตั สิ ่วนตวั ปจั จัย ปยิ ะชน รปู ถ่าย
ชอ่ื -นามสกุล หัวหนา้ สาขาวิชาการจดั การ มหาวิทยาลยั
ตำแหนง่ ปจั จบุ นั นานาชาติแสตมฟอร์ด วิทยาเขตชะอำ จ.
เพชรบุรี
วนั เดอื น ปี เกดิ 8 มิถุนายน 2515
ท่ีอยูป่ จั จบุ ัน 1458 ถนนเพชรเกษม ต.ชะอำ อ.ชำอำ จ.เพชรบรุ ี
เบอร์โทรศัพท์ 027694000 ตอ่ 3030
เบอร์โทรสาร 0869147799
เบอรโ์ ทรศัพท์มอื ถือ
2. ประวัตกิ ารศึกษา
ปี พ.ศ.ทจ่ี บ วฒุ กิ ารศกึ ษา สาขาวิชา สถาบันท่ีจบ
2539 ศ.บ. เศรษฐศาสาตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
2549 M.I.B. International Business University of Tasmania
3. ประวตั ิการทำงาน
ช่วงปี พ.ศ. ตำแหนง่ หน่วยงาน
มหาวิทยาลยั นานาชาติแสตมฟอรด์
2557 –ปจั จุบัน อาจารย์
4. ผลงานด้านการวจิ ยั ท้งั ภายในและภายนอกประเทศ
งานวจิ ัยทท่ี ำเสรจ็ แลว้
Jarujan Songsakul, Maturos Mathurasai & Patjai Piyachon (2018). The factors Effecting Foreigner
How to Choose Restaurants in Hua-hin. Proceedings of RTUNC 2018 the 3rd National Conference
Ubonratchathani. Ubonratchathani University May 25, 2018. 1028-1037.
ปรญิ ญา บรรจงมณี เรวติ า สายสดุ และ ปัจจยั ปยิ ะชน. (2562). การรับรู้และพฤตกิ รรมการตดั สินใจใช้ของ
ผบู้ รโิ ภคทม่ี ตี ่อ ATV Sport Park ในพ้นื ทอ่ี ำเภอชะอำ จงั หวัดเพชรบุรี. วารสารวจิ ัยและพฒั นา วไลยอลงกรณ์ใน
พระบรมราชปู ถมั ภ์ สาขามนุษย์ศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์. ปีที 14 ฉบับท่ี 3 กันยายน – ธันวาคม พ.ศ.2562. หน้า
272-284.
60
งานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ เครอื ขา่ ยศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั แห่งประเทศไทย ครั้งท่ี 12
ภายใต้หวั ขอ้ “แนวทางการพัฒนาเศรษฐกจิ สังคม และศลิ ปวฒั นธรรม อยา่ งยงั่ ยนื ในบรบิ ทหลังการระบาดโควดิ -19 (Covid-19)”
บทความวิชาการเรื่อง กระบวนการพฒั นาองค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ินในยุค 4.0
กรณีศึกษาเทศบาลตำบลปรกิ อำเภอสะเดา จงั หวดั สงขลา
The process of developing local government organizations in the 4.0 era.
A case study of Prik Sub-District Municipality, Sadao District, Songkhla Province.
อรทยั ไพยรัตน์
Orathai Paiyarat
คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฎั สงขลา 90000
บทคัดย่อ
การศึกษาน้ีมวี ตั ถุประสงค์เพ่ือศึกษากระบวนการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยุค 4.0 และปัจจัย
ของกระบวนการพัฒนาองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นในยุค 4.0 ของเทศบาลตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา
โดยใชก้ ารวจิ ยั เชิงคุณภาพ เลือกพืน้ ท่กี ารวิจัยแบบเจาะจง การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลเบ้ืองต้นจากเอกสาร และคำให้
สัมภาษณ์ของนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลปริกผ่านช่องทางยูทูป (Youtube) บนหน้าเว๊ปไซต์ของทางเทศบาล
ตำบลปริกเปน็ หลกั เน่อื งจากเป็นการศึกษาในเชิงเอกสาร และนำมาข้อมูลมาวเิ คราะหเ์ นือ้ หา ให้เห็นกระบวนการ
และปจั จัยจากกระบวนการพฒั นาองคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ินในยุค 4.0 พบวา่ กระบวนการพัฒนาองค์กรปกครอง
สว่ นทอ้ งถ่ินในยุค 4.0 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คอื (1) กระบวนการพฒั นาภายในองคก์ ร ดว้ ยรปู แบบไตรพลังอนุภาค
แห่งความยั่งยืน (2) การพัฒนาองค์กรร่วมกับภาคีเครือข่าย บนฐานของแนวความคิดในการสานพลังของภาค
ประชาชน ภาคีหุ้นส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน สมาชิกสภาทุกคน ฝ่ายบริหาร ตลอดจนข้าราชการและ
พนักงานทุกคน ส่วนปัจจัยทีส่ ่งผลต่อกระบวนการพัฒนา คือ 1) ผู้นำมีบทบาทสำคญั ต่อการพัฒนาเทศบาลตำบล
ปริก 2) เทศบาลตำบลปรกิ ให้ความสำคัญกับบริบททีเ่ ปลี่ยนแปลงไปตัง้ แต่ระดับโลกลงมาจนถึงระดับพื้นท่ีในการ
พัฒนาองค์กร 3) ความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร 4) คำนึงถึงเป้าหมายการนำนโยบาย
เช่ือมโยงไปสู่การปฏิบตั ิ ขอ้ เสนอแนะคือ เทศบาลตำบลปรกิ ควรมกี ารพัฒนาศักยภาพโดยการสนับสนุนและสง่ เสริม
กระบวนการคดิ และวางแผนนโยบายที่มีความรอบด้านและเทา่ ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางการ
พัฒนาองค์กรและการสรา้ งผูน้ ำการเปลยี่ นแปลงในอนาคต
คำสำคญั : กระบวนการ, การพัฒนา, องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน, ยคุ 4.0
ABSTRACT
The objectives of this study were to study the process of developing local government
organizations in the 4.0 era and the factors of the development process of local government
organizations in the 4.0 era of Prik Sub-District Municipality, Sadao District, Songkhla Province. Using
61
งานประชุมวชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ เครอื ขา่ ยศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลยั แหง่ ประเทศไทย ครั้งท่ี 12
ภายใตห้ ัวข้อ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกิจ สงั คม และศลิ ปวฒั นธรรม อย่างยงั่ ยืนในบริบทหลังการระบาดโควดิ -19 (Covid-19)”
qualitative research, select a specific research area. Preliminary data collection from documents
and interviews of the mayor of Prik Subdistrict Municipality mainly via YouTube channel (Youtube)
on the website of Prik Subdistrict Municipality. Because it is a documented study and use the data
to analyze the content to see processes and factors from the development process of local
government organizations in the 4.0 era. It was found that the development process of local
government organizations in the 4.0 era is divided into 2 parts: (1) internal development processes;
with the Sustainability Tri-Particle Model (2) Organization development with network partners Based
on the concept of empowering the people's sector various partners both public and private All
members of the council, the administration, as well as all government officials and employees.
The factors affecting the development process are; 1) Leaders play an important role in the
development of Prik Sub-District Municipality. 2) Prik Subdistrict Municipality focuses on the
context that has changed from the global level down to the local level of organizational
development. 3) The importance of human resource development in the organization 4) Take
into account the goals of implementing the linkage policy into practice. The suggestion is Prik
Subdistrict Municipality should develop potential by supporting and promoting the thinking
process. and planning policies that are well-rounded and keep pace with the situation as a guideline
for organizational development and creating future change leaders.
Keywords: Process, development, Local government organization, 4.0 era
บทนำ
การพัฒนาองค์กรมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนาน เนื่องจากองค์กรเปน็ หน่วยงาน
พื้นฐานที่เกี่ยวข้องกบั ผูค้ นมากมาย การบรหิ ารและการพัฒนาองคก์ รจึงเป็นศลิ ปะอย่างหนึ่งในการดำเนินงานให้
ประสบผลสำเร็จ ทง้ั นกี้ ารบริหารหรอื การพฒั นาองค์กรขนึ้ อยูก่ บั หลายองค์ประกอบ เช่น ความยืดหย่นุ การสื่อสาร
สภาพแวดลอ้ ม คนในองค์กร การบริหารจัดการ รวมท้ังเรือ่ งของเทคโนโลยี (ณัฏฐพันธ์ เขจรนันทน์, 2551) ทง้ั นี้
การพฒั นาองค์กรส่วนใหญ่เร่มิ ตน้ ในส่วนของภาคเอกชนเปน็ หลักเพอ่ื นำองค์กรสกู่ ารพัฒนาอย่างย่ังยืน แต่อยา่ งไรก็
ตามในปัจจุบันการพัฒนาองค์กรได้ขยายแนวคิดมาสู่ภาครัฐมากขึ้น เพื่อให้ภาครัฐมีสมรรถนะสูงรองรับการ
เปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่เป็นไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องตลอดเวลา เพราะฉะนั้นกระบวนการพัฒนา
องค์กรภาครัฐจึงมีความสำคัญในการพัฒนาองค์กรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้องค์กรมีการพัฒนาที่มี
ประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นองค์กรภาครัฐต้องมีการปรับสภาพการทำงานให้
สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันที่สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อให้
องค์กรมีมาตรฐานในการบริหารจดั การ ทั้งนี้องคก์ รต่างๆ ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเร็ว เช่น
62
งานประชมุ วิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ เครือข่ายศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั แหง่ ประเทศไทย ครงั้ ท่ี 12
ภายใตห้ ัวข้อ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกิจ สังคม และศิลปวฒั นธรรม อย่างยงั่ ยืนในบริบทหลังการระบาดโควิด-19 (Covid-19)”
การแขง่ ขันท่ีสงู ข้นึ ระหว่างหนว่ ยงานหรอื องค์กร ความจำเป็นในการยกระดบั การทำงาน และสร้างความโปร่งใสใน
การทำงาน โดยใชห้ ลกั ธรรมาภิบาลในการบริหารงานภาครฐั (พรี พล ไทยทอง, 2560) เพอ่ื มุ่งประโยชน์สูงสุดของ
ประชาชนและประเทศชาติ แตอ่ ยา่ งไรก็ตามการบรหิ ารงานภาครัฐนอกจากยึดหลักธรรมาภบิ าลแล้ว จำเป็นต้อง
เน้นกระบวนการพัฒนาองค์กรเพื่อใหอ้ งค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในปัจจบุ ันองค์กรภาครัฐต่างต้องเผชิญกับ
การเปลี่ยนแปลงทุกมิติ ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบด้านบวก คือ ทำให้หน่วยงานมีการพัฒนาที่
สอดคลอ้ งกบั ยคุ สมัย และทำใหร้ ะบบการพฒั นาองคก์ รมปี ระสิทธิภาพมากข้ึน แต่ในทางกลบั กันการเปลี่ยนแปลง
ดังกล่าวส่งผลกระทบกับคนทำงานในองค์กร และจำเป็นต้องมีการปรับตัวโดยการพัฒนาศกั ยภาพในการทำงาน
วิธีการทำงาน และมีความสัมพันธ์ทางบวกกับคนในองค์กร (สุนันทา เลาหนันท์, 2551) ดังนั้นด้วยการ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกองค์กร จึงนำมาสู่การตั้งคำถามว่ากระบวนการพัฒนาองค์กรของ
องค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่นในยุค 4.0 มีกระบวนการพัฒนาอย่างไร เพื่อให้การพฒั นาองค์กรสอดคล้องกับบริบท
การทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถนิ่ ซึ่งเป็นองค์กรภาครัฐในปจั จบุ นั
วัตถปุ ระสงค์การวิจัย
1. เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยุค 4.0 กรณีศึกษาเทศบาลตำบลปริก
อำเภอสะเดา จังหวดั สงขลา
2. เพื่อศึกษาปัจจัยของกระบวนการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยุค 4.0 กรณีศึกษาเทศบาล
ตำบลปริก อำเภอสะเดา จังหวดั สงขลา
การทบทวนวรรณกรรม
การวิจัยเรื่องกระบวนการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยุค 4.0 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา
กระบวนการพฒั นาองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน และศึกษาปจั จัยเงอ่ื นไขของการพฒั นาองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่น
ในยคุ 4.0 ซึ่งภายใต้กระบวนการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มกี ารดำเนินงานตามลำดบั ข้ันตอนเพื่อให้เห็น
การพัฒนาทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ โดยมีปจั จยั เงอื่ นไขท่สี ่งผลตอ่ การพฒั นาองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่น ประกอบดว้ ย ผนู้ ำ
(Ibarra et al., 2011) บริบทไทยแลนด์ 4.0 (เพ็ญประภา ศรีประสม, 2563) ทรัพยากรมนุษย์ เป้าหมายและ
นโยบาย เพอื่ นำไปสู่แนวทางการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยุค 4.0 ทง้ั นี้กรอบแนวคิดการวิจัยดังกล่าว
เป็นกรอบการศึกษาเบื้องตน้ ซึง่ สามารถปรบั เปลยี่ นตามสถานการณ์ในพ้นื ทท่ี ีเ่ ปล่ียนแปลงไป
63
งานประชมุ วชิ าการระดับชาติและนานาชาติ เครือขา่ ยศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั แห่งประเทศไทย ครง้ั ที่ 12
ภายใตห้ ัวขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกจิ สงั คม และศลิ ปวฒั นธรรม อย่างยงั่ ยนื ในบรบิ ทหลังการระบาดโควดิ -19 (Covid-19)”
ปจั จยั เงอ่ื นไข กระบวนการพัฒนาองคก์ ร แนวทางการพฒั นาองค์กร
- บรบิ ทไทยแลนด์ 4.0 ปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่ ปกครองส่วนท้องถิ่นในยคุ
- ทรัพยากรมนุษย์ 4.0
- เป้าหมายและนโยบาย - รบั รู้ปัญหาและความตอ้ งการ
- ผนู้ ำทด่ี ี ในการพัฒนาองคก์ ร
- การวนิ จิ ฉัยและเก็บรวบรวม
ข้อมลู
- การใหข้ อ้ มูลปอ้ นกลับและ
วนิ ิจฉยั ร่วมกนั
- การวางแผนและปฏบิ ตั กิ าร
วธิ ดี ำเนนิ การวจิ ัย
การศึกษาครั้งนเ้ี ปน็ การศกึ ษาเชงิ คณุ ภาพ (Qualitative Research) โดยในการศึกษาเบ้อื งตน้ ครัง้ น้ี เลือก
พื้นที่การวิจัยแบบเจาะจง โดยพิจารณาจากความรู้ ความสามารถของผู้นำในการพัฒนาองค์กร ผู้นำมีวิสัยทศั น์
และกลยุทธใ์ นการนำพาองค์กร และมผี ลงานเชิงรปู ธรรมในการพฒั นาองค์กร เช่น การมีแผนหรอื ยทุ ธศาสตร์แบบ
บรู ณาการระหวา่ งประเทศและพ้นื ท่ี รวมทั้งสามารถนำกลยทุ ธ์ไปปรบั ใชก้ บั พนื้ ทไี่ ด้ การเก็บรวบรวมข้อมลู เบอ้ื งตน้
จากเอกสาร (Documentary Collection) (สารต้นปริก, 2564) และคำให้สัมภาษณ์ของนายกเทศมนตรีเทศบาล
ตำบลปริกผ่านชอ่ งทางยูทปู (Youtube) บนหน้าเว๊ปไซต์ของทางเทศบาลตำบลปริกเป็นหลัก (เทศบาลตำบลปริก,
2565) เนื่องจากเป็นการศึกษาเบื้องต้น และประกอบด้วยสถานการณ์โควิดที่ส่งผลต่อการเข้าถึงกลุ่มเปา้ หมาย
และนำมาข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ให้เห็นกระบวนการและปัจจัยจากกระบวนการพัฒนา
องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ ในยุค 4.0 ที่สอดคล้องกับดำเนนิ งานขององค์กรในบริบทปจั จบุ นั
ผลการวจิ ัย
กระบวนการพัฒนาองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นในยคุ 4.0 ของเทศบาลตำบลปรกิ มีความมุ่งม่นั ในการสร้าง
องค์กรโดยใหป้ ระชาชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาในแต่ละมิติ เพื่อขับเคลือ่ นไปสูก่ ารสรา้ งสังคมสนั ติสุขให้
เกดิ ขึน้ ร่วมกนั บนค่านยิ มของคำวา่ “ท้องถ่นิ เปน็ ธรรม สังคมเปน็ สขุ ” ทัง้ นี้ในกระบวนการพัฒนาองค์กรปกครอง
สว่ นท้องถน่ิ แบง่ ออกเปน็ 2 สว่ น คอื (1) กระบวนการพฒั นาภายในองค์กร ด้วยรปู แบบไตรพลังอนุภาคแหง่ ความ
ยั่งยืน (2) การพัฒนาองค์กรร่วมกับภาคส่วนต่างๆ บนฐานของแนวความคิดในการสานพลังของภาคประชาชน
ภาคหี ุน้ ส่วนต่างๆ ท้ังภาครัฐและเอกชน สมาชิกสภาทุกคน ฝ่ายบรหิ าร ตลอดจนข้าราชการและพนักงานทุกคน
ซ่งึ มีรายละเอยี ดดังต่อไปน้ี
1) กระบวนการพฒั นาภายในองค์กร
1.1 การรับรู้ปญั หาและความตอ้ งการในการพฒั นาองค์กร โดยการพัฒนาเทศบาลตำบลปริกให้
เป็นองคก์ รธรรมาภบิ าล อาศัยรปู แบบไตรพลังอนภุ าคแหง่ ความย่ังยืนขององค์กรทีม่ กี ล่มุ พ่ีเล้ยี ง (Coaching) เพื่อน
64
งานประชมุ วิชาการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ เครอื ขา่ ยศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั แห่งประเทศไทย คร้งั ท่ี 12
ภายใต้หัวขอ้ “แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ สงั คม และศิลปวฒั นธรรม อย่างยงั่ ยืนในบรบิ ทหลังการระบาดโควิด-19 (Covid-19)”
หนนุ พ่นี ำ (Tandem) และภมู บิ ตุ รา (Bhumi-Buttra) เปน็ กลไกหลกั ในการขับเคลื่อน รวมท้ังการใชน้ วัตกรรมการ
บริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources Management and Development) ด้วย
กระบวนการพฒั นาศักยภาพให้กบั คนในองค์กร การจัดการอบรม หรือฝึกอบรมเพ่ือสนบั สนนุ ส่งเสริมให้ขา้ ราชการ
และพนักงานปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน วินัยข้าราชการ เสริมสร้างและพัฒนาทัศนคติ จิตสำนึก และ
พฤติกรรมการบริการสาธารณะ โดยองค์กรมีบทบาทในเชิงยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่ พัฒนากำลังบุคลากร องค์
ความรใู้ นการแกไ้ ขปญั หา พฒั นาพน้ื ทท่ี ั้งในมิติเศรษฐกิจ สงั คม สิง่ แวดล้อม และมิติอื่นๆ รว่ มกับชุมชนท้องถ่ินท่ี
คำนงึ ถึงผลประโยชนแ์ ละความต้องการของพลเมืองเทศบาลตำบลปรกิ เปน็ สำคญั
1.2 การวินิจฉัยและเก็บรวบรวมข้อมูลขององค์กร เทศบาลตำบลปริกให้ความสำคัญกับการ
พัฒนาองค์ความรู้ (Knowledge Management) ใหก้ บั บคุ ลากรในองค์กร โดยการอบรมหรอื ฝึกอบรม การสร้าง
และพัฒนาบุคคลากรให้เป็นคนดี มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม มีจิตสำนกึ แห่งการบริการ (Service Mind) เป็นคนเก่งมี
ความรู้ ความสามารถในการทำงานรับใชพ้ ่ีน้องประชาชน และใหบ้ รกิ ารอยา่ งสะดวก รวดเร็ว โปรง่ ใส ช่วยเหลือ
กันในการปฏบิ ัตหิ นา้ ที่ มีระบบการบรหิ ารจดั การท่ีทันสมยั มปี ระสทิ ธิภาพ พรอ้ มรับการเปลีย่ นแปลงตลอดเวลา
โดยการนำนวัตกรรม เทคโนโลยสี ารสนเทศ และระบบการทำงานท่เี ป็นดจิ ทิ ลั เขา้ มาประยุกต์ใชอ้ ย่างคุม้ ค่า เพ่อื ให้
ประชาชนและผู้รับบริการทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส ประชาชน
สามารถเข้าถึงได้หลากหลายช่องทาง ตรวจสอบได้ ไม่มีข้อจำกัดของเวลา พื้นที่ เสียค่าใช้จ่ายน้อย เช่น การ
ให้บริการสาธารณะด้านต่างๆ บนเว๊ปไซต์หลักของเทศบาล และพัฒนาระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการบริการ
สาธารณะ เป็นต้น พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ ทำงานในเชิงรุกและสามารถบูรณาการการทำงาน
ร่วมกบั ภาคส่วนอ่ืนๆ ได้
1.3 การให้ข้อมลู ป้อนกลับและวนิ จิ ฉยั ร่วมกัน เทศบาลตำบลปริกมีเปา้ หมายการปฏบิ ตั ิราชการ
เพ่ือให้เกดิ ความผาสุกและความเปน็ อยู่ท่ีดีของประชาชน โดยถอื ว่าประชาชนเปน็ ศูนย์กลางในการได้รบั บริการจาก
เทศบาลตำบลปรกิ และเปดิ โอกาสใหภ้ าคส่วนที่เก่ยี วข้องเข้ามามีส่วนรว่ มในการดำเนินการสาธารณะ พัฒนาเมือง
ให้น่าอยู่อย่างย่ังยืน เป็นเมืองแห่งนวัตกรรมท่ีใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นเครื่องมือเพื่อพฒั นา
คุณภาพชีวิตของประชาชน ประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานและการบริการทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และ
สิ่งแวดล้อม โดยกำหนดผ่านยุทธศาสตร์ นโยบายของเทศบาล วิธีการทำงาน ตลอดจนแผนงานโครงการให้
สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองไปสู่ความยั่งยืน ทั้งนี้มีการให้ข้อมูลป้อนกลับโดยการประเมินความพึงพอใจในการ
บริการสาธารณะของเทศบาลตำบลปริก ซึ่งประกอบด้วยประเด็น 1) การกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนในการ
ให้บริการแกป่ ระชาชน 2) การให้บริการตามหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กำหนดไว้โดยไม่มีการเลอื กปฏบิ ัติ 3) การ
เลอื กใช้ช่องทางการให้บรกิ ารทีเ่ หมาะสมกับการใหบ้ รกิ าร 4) การจัดใหม้ ชี อ่ งทางและกลไกในการแก้ไขปัญหาเร่ือง
ร้องเรียนของประชาชน 5) การจัดทำระบบข้อมูลทางสถิติและสรุปผลการให้บริการแก่ประชาชน โดยผลการ
ประเมินในภาพรวมทั้ง 5 ด้าน พบว่า ผรู้ ับบริการมีความพงึ พอใจต่อการใหบ้ ริการอยู่ในระดับมาก ซึ่งสะท้อนให้
เห็นว่าการพฒั นาองคก์ รท่มี คี วามชัดเจนในด้านวสิ ยั ทัศน์ พนั ธกิจ ยทุ ธศาสตร์ นโยบาย วธิ กี ารทำงาน ตลอดจน
65
งานประชุมวชิ าการระดับชาติและนานาชาติ เครือขา่ ยศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั แห่งประเทศไทย ครง้ั ท่ี 12
ภายใต้หัวขอ้ “แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และศลิ ปวฒั นธรรม อย่างยง่ั ยืนในบริบทหลงั การระบาดโควดิ -19 (Covid-19)”
แผนงานโครงการ รวมทั้งการพัฒนาศกั ยภาพทรพั ยากรมนษุ ย์ในองค์กรที่ทางเทศบาลให้ความสำคัญ ส่งผลให้ได้
ขอ้ มูลป้อนกลับท่เี ปน็ ประโยชน์ต่อการพัฒนาองคก์ รในระยะต่อไป
1.4 การวางแผนและปฏิบตั ิการ เทศบาลตำบลปริกใหค้ วามสำคัญกับนโยบายทีส่ ามารถนำไปสู่
การปฏิบัติได้ โดยทำให้เกิดความสอดคล้องเชื่อมโยงจากระดับล่างขึ้นสู่ระดับบน (Bottom up) และระดับบนลง
ด้านล่าง (Top down) และสอดประสานกับทิศทางการพัฒนาประเทศชาติตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาตฉิ บับที่ 12 และฉบับท่ี 13 ท่กี ำลังจะมขี ้ึน ในขณะเดยี วกันก็คำนึงถึงความเช่ือมโยงกบั ยทุ ธศาสตร์ชาติ 20
ปี นโยบายสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล นโยบายระดับจังหวัด นโยบายของอำเภอสะเดา และนโยบายสาธารณะ
จากพี่น้องประชาชน รวมทั้งประการสำคัญคือ การน้อมนำเอาแนวพระราชดำรัสว่าด้วย “ปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพยี ง” มาประยกุ ต์ใชใ้ นพนื้ ท่ีและเป็นแนวทางในการจัดทำแผนพัฒนาเทศบาลตำบลปริกท่บี รู ณาการกับแนวคิด
ในระดับสากล คือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ซึ่งอาศัยกรอบ
ดังกลา่ วมองการพัฒนาท้ังในมิติเศรษฐกจิ สงั คม และสง่ิ แวดล้อมใหม้ ีความเช่ือมโยงกัน เพ่ือให้การวางแผนและ
การปฏิบัตดิ งั กลา่ วเปน็ ทิศทางในการพฒั นาเมอื งท่ยี ั่งยืนต่อไป
2) การพัฒนาองค์กรร่วมกับภาคสว่ นต่างๆ บนฐานของแนวความคิดในการสานพลังของภาคประชาชน
ภาคีหุ้นสว่ นตา่ งๆ ท้ังภาครัฐและเอกชน สมาชกิ สภาทกุ คน ฝ่ายบริหาร ตลอดจนข้าราชการและพนักงานทุกคน
เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social Change Agent) ในการขยายผลความร่วมมือ โดยชักชวนหัวหนา้
ส่วนราชการ พนักงานเทศบาล คณะครูโรงเรียนเทศบาลปริก มาร่วมกันเปน็ ผนู้ ำการเปลย่ี นแปลงเพ่อื พัฒนาสังคม
เทศบาลตำบลปริกตามรูปแบบการทำงานบนฐานความร่วมมือ สานพลังเพื่อชุมชนท้องถิ่น (Collaborate
Connected Community)
ปจั จัยของกระบวนการพัฒนาองคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ินในยคุ 4.0
1. ผู้นำมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเทศบาลตำบลปริก เนื่องจากผู้นำมีลักษณะเป็นผู้นำเชิงการ
เปลยี่ นแปลง (Change Agent) คอื สามารถปรับเปล่ียนตนเองและพัฒนาบคุ คลากรในองคก์ รไปตามสภาพแวดล้อม
หรือสถานการณท์ ี่เปลีย่ นแปลงไปได้ โดยผู้นำพยายามให้การสนับสนุนและส่งเสริมศักยภาพของบุคลากรในด้าน
ต่างๆ เพื่อให้บุคลากรมีจิตสำนึกแห่งการบริการ ซึ่งผู้นำมีการแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านทุจริต
สร้างมาตรฐานการใช้ดุลยพินิจในการใช้อำนาจหน้าที่ให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good
Governance) นอกจากนั้นผู้นำของเทศบาลนครปริกยังมีลักษณะผู้นำเชิงกลยุทธ์ (Strategic Leadership) คือ
เป็นผู้นำที่มองการไกลถึงสิ่งที่องค์กรจะต้องเผชิญในอนาคต มีการวางวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ นโยบาย
วธิ กี ารทำงาน ตลอดจนแผนงานโครงการทสี่ อดคลอ้ งกับการพฒั นาเมืองไปสู่ความยง่ั ยืน รวมทั้งมีลักษณะผู้นำใน
ปัจจุบันคือเป็นผู้นำที่ส่งเสริมความร่วมมือ (Collaborative Leadership) ให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่
ร่วมกนั
66
งานประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ เครือขา่ ยศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั แหง่ ประเทศไทย ครัง้ ที่ 12
ภายใตห้ ัวขอ้ “แนวทางการพัฒนาเศรษฐกจิ สังคม และศลิ ปวฒั นธรรม อยา่ งยง่ั ยืนในบรบิ ทหลงั การระบาดโควดิ -19 (Covid-19)”
2. บริบทไทยแลนด์ 4.0 (ผู้นำมีวิธีคดิ ท่สี ามารถเช่อื มโยงมิตติ ่างๆ ในระดบั ทอ้ งถนิ่ สูร่ ะดบั โลกได้ หรือรู้เท่า
ทันโลก) เทศบาลตำบลปรกิ ใหค้ วามสำคญั กับบริบททีเ่ ปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ระดับโลกลงมาจนถึงระดับพื้นท่ีในการ
พฒั นาองคก์ รโดยเฉพาะบคุ ลากรในองค์กรให้เทา่ ทันกับสถานการณ์ พรอ้ มทง้ั พฒั นาบุคลากรของเทศบาลในทุกมิติ
เพื่อใหส้ ามารถรองรับการบรกิ ารใหก้ บั ประชาชนไดอ้ ย่างท่วั ถึงและเทา่ ทันสถานการณ์
3. ความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษยใ์ นองค์กร ถือวา่ เป็นปจั จยั สำคัญทีอ่ งค์กรให้การสนับสนุน
และสง่ เสรมิ เพราะการพัฒนาทรพั ยากรมนุษยซ์ ึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลกั จะช่วยหนเุ สริมการทำงานของเทศบาลให้
มีประสทิ ธิภาพและประสทิ ธผิ ลมากย่ิงข้ึน ดังนั้นองค์กรจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษยใ์ นองค์กร
ทุกๆ ดา้ น เพ่ือรองรบั ทศิ ทางของนโยบายและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขน้ึ ในระดบั พ้ืนท่ีและระดับประเทศ
4. คำนึงถึงเป้าหมายการนำนโยบายเชื่อมโยงไปสู่การปฏิบัติ ปัจจัยความสำเร็จอีกประการของ
กระบวนการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยุค 4.0 คือการวางนโยบายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ
นโยบายของจังหวดั และนโยบายสาธารณของพืน้ ที่
อภปิ รายผลการวจิ ัย
การศึกษาครัง้ นีส้ ะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยคุ 4.0 มีกระบวนการ
เกดิ ขน้ึ ท้งั กระบวนการภายในองคก์ ร และการพัฒนาองคก์ รร่วมกับภาคส่วนตา่ งๆ บนฐานของแนวความคิดในการ
สานพลังของภาคประชาชน ภาคีหุ้นส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน สมาชิกสภาทุกคน ฝ่ายบริหาร ตลอดจน
ข้าราชการและพนักงานทุกคน ทั้งนี้กระบวนการพฒั นาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยุค 4.0 ของเทศบาลตำบล
ปริกยงั มปี ัจจัยเง่อื นไขทีน่ ่าสนใจหลายประการในกระบวนการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิน่ ในครัง้ นี้ ซ่ึงจะยก
ประเดน็ มาอภปิ รายโดยมรี ายละเอียดดงั ต่อไปนี้
จากการศกึ ษาแสดงใหเ้ หน็ ว่ากระบวนการพัฒนาองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ ในยุค 4.0 ของเทศบาลตำบล
ปริก ขึ้นอยู่กับผู้นำเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากผู้นำของเทศบาลตำบลปริกมีลักษณะของผู้นำที่มีวิสัยทัศน์
(Visionary) มคี วามศกั ยภาพด้านความรู้และความสามารถทีห่ ลากหลาย สอดคลอ้ งกบั ลักษณะผู้นำองค์กรภาครัฐ
สมยั สมยั (เสกสรรค์ สนวา และคณะ, 2561) ทีก่ ล่าวว่าลกั ษณะของผนู้ ำองค์กรภาครฐั ควรมบี คุ ลิกภาพท่ีดี (Good
Personality) มีวิสัยทัศน์ (Visionary) มีศักยภาพ (Potential) ที่หลากหลาย รวมทั้งเป็นนักกลยุทธ์ (Strategist)
ทส่ี ามารถออกแบบกลไกในการพัฒนาองค์กรทัง้ ภายในและภายนอกได้ แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการพัฒนาองค์กร
ปกครองส่วนทอ้ งถิ่นในยุค 4.0 จำเป็นต้องอาศัยผูน้ ำท่ีมีลักษณะส่งเสรมิ ความร่วมมอื ท้ังในระดับหนว่ ยงานภายใน
และสามารถสร้างความรว่ มมอื กบั องคก์ รภาคภี าคส่วนภายนอกได้ โดยผนู้ ำจำเปน็ ต้องเข้าใจบริบทหรอื สถานการณ์
ท่ีเกดิ ขึน้ ในปัจจุบนั ท่มี ีความซบั ซอ้ นและเปลย่ี นแปลงอยา่ งรวดเร็ว จงึ ทำใหส้ ามารถพฒั นาองคก์ รไปสูค่ วามยงั่ ยืนได้
67
งานประชุมวชิ าการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ เครอื ขา่ ยศลิ ปะและวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั แหง่ ประเทศไทย ครงั้ ท่ี 12
ภายใต้หวั ขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกจิ สังคม และศลิ ปวฒั นธรรม อยา่ งยง่ั ยืนในบริบทหลงั การระบาดโควิด-19 (Covid-19)”
สรุปผลการวจิ ยั
บทความนี้เป็นการศึกษากระบวนการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และปัจจัยเงื่อนไขของ
กระบวนการพัฒนาองคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ินในยุค 4.0 พบว่า กระบวนการพัฒนาองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นใน
ยคุ 4.0 แบ่งออกเปน็ 2 ส่วน คอื (1) กระบวนการพฒั นาภายในองคก์ ร ดว้ ยรูปแบบไตรพลังอนภุ าคแหง่ ความยั่งยืน
(2) การพัฒนาองค์กรร่วมกับภาคส่วนต่างๆ บนฐานของแนวความคิดในการสานพลังของภาคประชาชน ภาคี
หุ้นสว่ นต่างๆ ทงั้ ภาครฐั และเอกชน สมาชิกสภาทุกคน ฝา่ ยบรหิ าร ตลอดจนข้าราชการและพนกั งานทกุ คน และ
มีปัจจัยสำคญั ท่ีส่งผลตอ่ กระบวนการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคอื (1) ผู้นำมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา
(2) บรบิ ทไทยแลนด์ 4.0 (3) ความสำคญั ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษยใ์ นองค์กร และ (4) คำนงึ ถงึ เปา้ หมายการ
นำนโยบายเชื่อมโยงไปสู่การปฏบิ ัติ ซึ่งมีขอ้ เสนอต่อกระบวนการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในยุค 4.0 คือ
เทศบาลตำบลปรกิ ควรมีการพฒั นาศกั ยภาพโดยการสนับสนนุ และส่งเสรมิ กระบวนการคิด และวางแผนนโยบายที่มี
ความรอบด้านและเท่าทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาองค์กรและการสร้างผู้นำการ
เปลย่ี นแปลงที่จะเกดิ ขึน้ ในพ้นื ทใี่ นอนาคต
เอกสารอ้างองิ
ณัฏฐพนั ธ์ เขจรนนั ทน์. (2551). พฤติกรรมองคก์ ร. กรงุ เทพฯ: ซเี อ็ดยูเคชน่ั .
เทศบาลตำบลปรกิ . (2565). ปริก เมืองสบาย สบาย. ออนไลน์ : เข้าถงึ ไดจ้ าก http://www.tonprik.go.th/
frontpage 10 มกราคม 2565.
ประชาสัมพันธ์เทศบาลตำบลปริก ปที ่ี 22 ฉบับที่ 2 เดอื นพฤษภาคม-สงิ หาคม 2564.
พีรพล ไทยทอง. (2560). ธรรมาภิบาลกับการบรหิ ารงานภาครฐั ยคุ ใหม่ไทยแลนด์ 4.0. วารสาร มจร
เพญ็ ประภา ศรีประสม. (2563). ประเทศไทยยุค 4.0 เป็นอย่างไร. ออนไลน์ : เข้าถงึ ได้จาก
http://ced.sci.psu.ac.th/km/km/experience-km/2560/thailand4.0#:~:text. วันท่ี 14 ตุลาคม
2563.
สงั คมศาสตรป์ รทิ รรศน์ ปที ่ี 6 ฉบบั ที่ 2 (ฉบับพิเศษ เล่มที่ 3) พฤษภาคม 2560.
สารตน้ ปริก. (2564). พลเมืองปริก ไมป่ ระมาท การด์ ไมต่ ก ไมต่ รกหนก แต่ตอ้ งตระหนัก. วารสารเพ่อื การ
สนุ ันทา เลาหนันท์ (2551). การพฒั นาองค์การ. บรษิ ทั ทวีรตั น์ เอ็ดดูเคช่ัน จำกดั . กรุงเทพฯ.
เสกสรร สนวา ฉตั รณรงค์ศกั ดิ์ สธุ รรมดี และวิไลลักษณ์ ขาวสะอาด. (2561). คณุ ลกั ษณะของผู้นำองคก์ ารภาครฐั
สมยั ใหม.่ Vol.20 Special Issue (September-October) 2018-JHSSRRU.
Herminia Ibarra, Morten T. Hansen. (2011). Are you a collaborative leader? HBR’s 10 must read on
collaboration. Published by Harvard Business Review Press.
68
งานประชมุ วิชาการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ เครือข่ายศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั แห่งประเทศไทย คร้ังท่ี 12
ภายใตห้ ัวขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกจิ สงั คม และศลิ ปวฒั นธรรม อย่างยง่ั ยืนในบริบทหลงั การระบาดโควิด-19
(Covid-19)”
กระบวนการสรา้ งแผนทว่ี ัฒนธรรมร่วมกับชุมชน:
กรณีศึกษาอำเภอเขมราฐ จงั หวัดอุบลราชธานี
Collaborative Cultural Mapping Process with Local Community:
Khemarat, Ubon Ratchathani
วรงศ์ นัยวนิ จิ 1 จรยิ าภรณ์ อ่นุ วงษ์2
คำลา่ มสุ กิ า3 วศิน โกมุท3 จักเรศ อฐิ รัตน์3 วิชุลดา พไิ ลพันธ์3 อินทริ า ซาฮีร์3
1 คณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั กาญจนบุรี [email protected]
2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยอบุ ลราชธานี
3 คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวิทยาลยั อุบลราชธานี
บทคัดยอ่
การสร้างแผนที่ทางวัฒนธรรมเป็นกระบวนการที่จำเป็นจะต้องมชี ุมชนเจา้ ของวัฒนธรรมเข้ามามีส่วน
รว่ มตั้งแต่ตน้ เพราะถอื เปน็ การเกบ็ รวบรวมและบันทึกขอ้ มลู ทีก่ ระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในชมุ ชนใหเ้ ป็นระเบียบ
ในเชิงประจักษ์เพื่อใช้กำหนดแนวทางการพัฒนาเมืองบนพื้นฐานด้านวัฒนธรรม กระบวนการสร้างแผนท่ี
วัฒนธรรมร่วมกับชุมชน กรณีศึกษาอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์คือสร้างแผนที่ทาง
วฒั นธรรมอำเภอเขมราฐ ด้วยกระบวนการสร้างแผนท่ีวัฒนธรรมร่วมกับชุมชนโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศทาง
ภูมิศาสตร์มาช่วยในกระบวนการสร้างแผนท่ี ผลที่ได้จากกระบวนการนี้ประกอบไปด้วยโครงสร้างและ
ความสัมพันธ์ของระบบที่มีแผนที่วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือร่วมในการนำไปต่อยอดสร้างพื้นที่วัฒนธรรมและ
ยกระดับศิลปะและวัฒนธรรมในอำเภอเขมราฐสู่แผนพัฒนาผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ผลที่ได้คือ
ระบบฐานข้อมลู ด้านวัฒนธรรมท่มี ีส่วนขอ้ มูลท่ัวไปและข้อมูลเชิงวิเคราะห์ เช่ือมกับพกิ ัดที่ตั้งของวัฒนธรรมเป็น
ระบบสารสนเทศทางภูมศิ าสตรด์ ้านวัฒนธรรมของอำเภอเขมราฐ อย่างไรก็ตามระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ที่
ได้ควรจะตอ้ งเพ่ิมข้อมลู ทั้งเชงิ ปริมาณและเชงิ คณุ ภาพ เพือ่ ใหไ้ ด้ขอ้ มูลวฒั นธรรมท่ีสมบูรณ์มากขนึ้
คำสำคญั : แผนท่วี ัฒนธรรม ฐานขอ้ มูล เขมราฐ
Abstract
Cultural mapping is a collaborative process which demands the active involvement of
local people in communities where the collected cultures are found. A cultural map features
an organized, structured, and geo-tagged cultural database making it useful to support designing
a culture-based development strategy. This project aims at building a cultural map
collaboratively with the Khamarat community in Ubon Ratchathani Province. The collaborative
process to build Khemarat cultural map is applied and the collected data is integrated into the
Geographic Information System. The outputs of this collaborative process are the analytic
structure and relationship of the system’s components under study guiding the research team
69
งานประชุมวชิ าการระดับชาติและนานาชาติ เครือขา่ ยศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั แห่งประเทศไทย คร้ังที่ 12
ภายใตห้ ัวขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกจิ สงั คม และศลิ ปวฒั นธรรม อย่างยง่ั ยืนในบริบทหลงั การระบาดโควดิ -19
(Covid-19)”
and local collaborators to create cultural spaces and strengthen the local artists and cultural
entrepreneurs. The cultural database consists of general and analytic information which is
transferred into the geographic information system. The improvement of the cultural map
suggested by users includes quantitative and qualitative issues regarding cultural data.
Keyword: Cultural map, Database, Khemarat
1. บทนำ
วัฒนธรรมคือความซับซ้อนเช่ือมโยงหลายด้านท้ังทางจิตวิญญาณ ด้านวัตถุ ด้านคุณลักษณะทางปัญญา
และอารมณ์ท่เี ปน็ ลกั ษณะเฉพาะของสงั คมนั้น ซง่ึ ไมใ่ ช่แคเ่ พยี งศลิ ปะและวรรณกรรม แต่ยงั รวมถงึ วิถีชีวติ ประเพณี
และความเชื่อ วัฒนธรรมและประสบการณ์นั้นมีผลต่อการก่อรูปร่างของความเชื่อรวมไปถึงทิศทางในการศึกษา ,
สื่อกลาง, การท่องเที่ยว, การพัฒนาชุมชน, การวางแผน และ อุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งสิ่งเหล่าน้ีเป็นปจั จยั
และมีผลต่อการรบั รขู้ องผ้คู นเกย่ี วกบั สถานที่นั้น ๆ โดยเฉพาะการใหค้ วามสนใจเกยี่ วกบั เรือ่ งของบุคคลและชุมชนที่
สื่อความหมายของวัฒนธรรม (Fukuda-Parr & Office, 2004; Maraña, 2010; UN Committee on Economic
Social and Cultural Rights (CESCR), 2009) “แผนทท่ี างวฒั นธรรม” เปน็ เครื่องมอื หน่งึ ท่สี ามารถนำมาใช้ทั้งใน
เชิงการตีความหมายทีแ่ ท้จรงิ และเชิงอุปมาอุปมัยที่นอกเหนอื จากการทำแผนที่ แต่เป็นการรวบรวมทรัพยากรทาง
วฒั นธรรมและขอ้ มูลท่ีถกู บันทกึ ไว้ด้วยเทคนคิ ตา่ ง ๆ
การสรา้ งแผนทที่ างวฒั นธรรมเป็นกระบวนการทีจ่ ำเป็นจะต้องมีชมุ ชนเจ้าของวัฒนธรรมเข้ามามีส่วนร่วม
ตัง้ แตต่ น้ เพราะถอื เป็นการเกบ็ รวบรวมและบันทึกข้อมลู ที่กระจายอยู่ตามจุดต่าง ๆ ในชุมชนให้เป็นระเบียบในเชิง
ประจักษ์ นอกจากนี้การทำแผนที่วัฒนธรรมในระดับชุมชนยังเป็นการรวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์โดยผ่านการ
สอบถามและเล่าเรื่องจากคนในชุมชน ข้อมูลเหล่านีส้ ามารถใชแ้ สดงถึงการเปล่ียนแปลงตามช่วงเวลาต่อเนื่องจาก
อดีตจนถึงปัจจบุ ันและเป็นแนวโนม้ การเปลี่ยนแปลงทจี่ ะเกิดขึ้นในอนาคต (Hooper, 2005) ด้วยกระบวนการสร้าง
แผนที่วัฒนธรรมองค์ประกอบทางวัฒนธรรมจะได้รับการบันทึก วิเคราะห์ และสังเคราะห์อย่างเป็นระบบร่วมกับ
ชุมชน แลว้ นำขอ้ มลู ท่ีได้บนแผนทีท่ างวัฒนธรรมไปใชใ้ นการเริ่มกจิ กรรมหรือโครงการต่าง ๆ ของชมุ ชน เป้าหมาย
ขั้นพื้นฐานที่สดุ ของการสร้างแผนที่วัฒนธรรมคือการช่วยให้ชุมชนรบั รู้ เข้าใจ และสนับสนุนความหลากหลายทาง
วัฒนธรรม เพือ่ การพฒั นาเศรษฐกจิ ระดบั ชมุ ชน (Longley & Duxbury, 2016) โดยประเภทขอ้ มูลแผนทว่ี ัฒนธรรม
สามารถแบ่งออกเป็น 2 หมวดหมู่คือ วัฒนธรรมที่จับต้องได้ (Tangible) เช่น สถาปัตยกรรม โบราณสถาน
โบราณวัตถุ แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ และวัฒนธรรมที่จับตอ้ งไม่ได้ (Intangible) เช่น ความเชื่อ, ภูมิปัญญา,
ประเพณพี ธิ ีกรรม ความทรงจำ ทัศนคตแิ ละคุณค่าตา่ ง ๆ นอกจากนแ้ี ผนทีว่ ัฒนธรรมยงั ถูกใช้เพอื่ ในการพัฒนาระดับ
เมอื ง ด้วยการเกบ็ รวบรวมข้อมลู สถานการณ์ของเมอื ง ณ ปัจจบุ นั เพือ่ ศึกษาการเปลย่ี นแปลงของเมืองและวิเคราะห์
ศกั ยภาพและข้อจำกัดของการพัฒนาเมือง ซึ่งข้อมูลเหล่าน้ถี ือเป็นองคค์ วามรู้และฐานข้อมูลทสี่ ำคัญต่อการกำหนด
แนวทางการพฒั นาเมอื งบนพื้นฐานวัฒนธรรมของชมุ ชน
จังหวัดอบุ ลราชธานีเปน็ จงั หวัดที่มีประวตั ิศาสตรย์ าวนาน มีการสืบทอดศลิ ปวัฒนธรรมมาหลายชว่ั อายุคน
เทศกาลสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานีเป็นงานระดับชาติที่ได้รับความสนใจจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็น
70
งานประชมุ วิชาการระดับชาตแิ ละนานาชาติ เครือข่ายศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั แห่งประเทศไทย คร้ังที่ 12
ภายใตห้ วั ขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกิจ สงั คม และศลิ ปวฒั นธรรม อย่างยงั่ ยนื ในบริบทหลงั การระบาดโควดิ -19
(Covid-19)”
จำนวนมาก คอื ประเพณแี ห่เทียนพรรษาเป็นประเพณที างพุทธศาสนา สินคา้ หัตถกรรม ผลิตภัณฑ์พื้นบ้านอันเป็น
เอกลักษณ์ของท้องถิ่น อาทิเช่น ผ้ากาบบัว เป็นสินค้าหัตถกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองอุบลราชธานีถือเป็นผ้า
ประจำจังหวัด เนื่องจากมีลวดลายสวยงามเฉพาะตวั และไดร้ ับคำชมจากพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลท่ี 5 ผ้าไหมผืนเรียบ ผลิตภัณฑร์ ะดบั 5 ดาวเปน็ การทอผา้ ไหมนำมายอมด้วยสีจากธรรมชาตหิ รือสีเคมี ด้วย
ฝีมือการทออย่างประณตี ทำใหเ้ น้ือผ้าสมำ่ เสมอและผวิ มนั วาว เครอื่ งทองเหลือง เปน็ มรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอด
กนั มาจากบรรพชนบา้ นปะอาว อำเภอเมืองอบุ ลราชธานี เปน็ หมู่บา้ นทใี่ ช้วิชาหลอมทส่ี ืบทอดมากว่า 4,500 ปีด้วย
วิธกี ารหล่อแบบขผ้ี ึง้ หายสรา้ งผลิตภัณฑ์ทีส่ วยงาม จังหวดั อบุ ลราชธานเี ปน็ อกี จังหวัดของประเทศไทยที่มีแม่น้ำโขง
ไหลผ่านเปน็ ระยะทาง 130 กิโลเมตร ในเขต 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเขมราฐ อำเภอนาตาล อำเภอโพธิ์ไทร อำเภอ
ศรเี มืองใหม่ และอำเภอโขงเจียม ซ่ึงทำใหพ้ ืน้ ที่ 5 อำเภอนีม้ ีลักษณะทางวัฒนธรรมทส่ี ัมพันธก์ ับผู้คนอีกฝงั่ ของแม่น้ำ
โขง โดยเฉพาะอำเภอเขมราฐนับเป็นอกี หนึ่งอำเภอสำคัญของจังหวัดอุบลราชธานีที่มีประวัตคิ วามเป็นมายาวนาน
ร่วม 200 ปี และยังเปน็ พน้ื ท่ที ม่ี ลี ักษณะทางวัฒนธรรมท่เี ปน็ เอกลักษณข์ องตนเองหลายด้าน ความสำคญั ของอำเภอ
เขมราฐ เกิดจากทต่ี ง้ั ของอำเภอเขมราฐทีต่ ิดกับแมน่ ำ้ โขงเป็นระยะทางกวา่ 40 กิโลเมตร ซึ่งฝง่ั ตรงขา้ มคอื เมืองสอง
คอน แขวงสะหวันนะเขต ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสาย
สำคัญของภมู ิภาคลุ่มน้ำโขงเช่ือมโยงคนกลุ่มต่างๆ ให้เคลื่อนย้ายอพยพจากฝั่งซ้ายแมน่ ้ำโขงมายังฝั่งขวาแม่น้ำโขง
อย่างต่อเนื่องเกิดการสร้างบ้านแปงเมืองขึ้นโดยเฉพาะในช่วงตน้ รัตนโกสนิ ทร์ นอกจากนี้แม่น้ำโขงยังเป็นเสน้ ทาง
การค้าโบราณที่พ่อค้าจะนำสินค้าจากภายในและภายนอกมาแลกเปล่ียนกันในพื้นที่ของเมืองเขมราฐ จากเอกสาร
ทางประวัติศาสตร์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวกล่าวว่า เมืองเขมราฐทำการค้ากับเมืองละคอน
(เมืองนครพนม) สนิ คา้ ออกทสี่ ำคัญของเขมราฐ คอื วัว ควาย ม้า และนำเขา้ บุหรี่ และปนู จากเมืองละคอน เขมราฐ
ในอดตี ถอื เป็นเมืองชุมทางการคา้ ในเขตล่มุ น้ำโขงตอนล่างทำหนา้ ทีร่ วบรวมสินคา้ จากสองฝ่ังแมน่ ้ำโขงและทำการค้า
กบั เมอื งนครพนมและเมืองหนองคายในเขตลมุ่ น้ำโขงตอนกลาง ความสำคญั ในทางเศรษฐกิจของเมอื งเขมราฐยงั คงมี
อย่างต่อเน่ืองถงึ ปัจจบุ นั เน่ืองจากอำเภอเขมราฐเป็นที่ตั้งของจุดผอ่ นปรนด่านอำเภอเขมราฐ - บา้ นนาปากซัน เมือง
สองคอน แขวงสะหวนั นะเขต เชือ่ มการคา้ ชายแดนระหวา่ งไทยกับสปป.ลาว นอกจากความสำคัญของแม่น้ำโขงต่อ
การสร้างบ้านแปงเมือง และด้านการคา้ แล้ว แมน่ ้ำโขงยงั เปน็ เสน้ ทางการส่งตอ่ ทางดา้ นวัฒนธรรมและความเชื่อร่วม
ระหว่างผู้คนสองฝง่ั แม่น้ำโขง เชน่ การรับวัฒนธรรมการรำตังหวายจากแขวงสะหวันนะเขตมายังเมืองเขมราฐก่อน
จะเผยแพร่ไปยงั พ้นื ท่ีอืน่ ๆของอสี าน ความศรทั ธารว่ มตอ่ พระเจา้ ใหญอ่ งคต์ ือ้ ของประชาชนสปป.ลาวและประชาชน
ในอำเภอเขมราฐและใกล้เคียง รวมถึงประเพณีทางศาสนาที่สัมพันธ์กับแม่น้ำโขง คือ การแข่งเรือยาวในวันออก
พรรษาซึ่งอำเภอเขมราฐจดั เป็นประจำทุกปีในชว่ งเดือนตลุ าคม
อำเภอเขมราฐ ถอื เป็นอำเภอที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับ 200 ปี เดิมมีฐานะเปน็ เมืองที่มีบทบาท
สำคัญในภูมิภาคเทียบเทา่ กับเมอื งชน้ั เอก ข้นึ ตรงกับกรงุ เทพมหานคร โดยได้รบั การโปรดเกลา้ ฯ จากพระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้ตั้งบ้านโคกกงพะเนียงเป็นเมืองเขมราษฎร์ธานี เมื่อ พ.ศ. 2357 มีความหมายว่า
“ดินแดนแห่งความเกษมสุข” และโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอุปฮาดก่ำที่อพยพมาจากเมืองอบุ ลราชธานีเปน็ เจ้าเมอื งคน
แรก มีนามว่า “พระเทพวงศา″ ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพมหานครกับเมืองเขมราษฏร์ธานีคือ เมืองเขมราษฎร์
ธานีมีหน้าที่ส่งสว่ ยตามทีท่ างกรุงเทพมหานครกำหนด ภายหลังเม่ือ พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้
เจ้าอยู่หวั ทำการปฏิรปู การปกครอง จดั การปกครองภายใตร้ ูปแบบมณฑลเทศภิบาล แบ่งมณฑลในภาคอสี านเป็น 3
มณฑลได้แก่ มณฑลอีสาน มณฑลนครราชสีมา มณฑลอุดร และเนื่องด้วยมณฑลอสี านเป็นมณฑลขนาดใหญ่จึงถกู
แบง่ ออกเป็น 5 บริเวณ ได้แก่ บรเิ วณอุบล บริเวณขขุ ันธ์ บรเิ วณสรุ ินทร์ บริเวณร้อยเอด็ และบริเวณจำปาศกั ด์ิ เมือง
71
งานประชมุ วิชาการระดับชาติและนานาชาติ เครือขา่ ยศิลปะและวฒั นธรรม มหาวทิ ยาลยั แห่งประเทศไทย คร้ังที่ 12
ภายใตห้ วั ขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกิจ สงั คม และศิลปวฒั นธรรม อยา่ งยงั่ ยืนในบริบทหลงั การระบาดโควิด-19
(Covid-19)”
เขมราฏร์ธานอี ย่ใู นบรเิ วณอุบล เมืองเขมราษฎร์ธานอี ยภู่ ายใตก้ ารปกครองของเมอื งอุบลราชธานีมาโดยตลอดต้ังแต่
การปฏิรปู การปกครองแบบมณฑลเทศาภบิ าลจนถงึ ปจั จุบัน ปจั จุบันอำเภอเขมราฐมีพ้ืนที่ 526.75 ตารางกิโลเมตร
มีประชากร 79,525 คน แบ่งเขตการปกครองเป็น 9 ตำบล 123 หมู่บ้าน มีเทศบาลตำบล 6 แห่ง องค์การบริหาร
ส่วนตำบล 4 แห่ง ประชากรร้อยละ 90 ประกอบอาชพี เกษตรกรรม ทำนา ทำสวน ทำไร่ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ
ได้แก่ เกาะแก่งในลำน้ำโขง เช่น หาดทรายสูง แก่งช้างหมอบ พระพุทธรูปศักด์ิสทิ ธิ์เชน่ พระเจ้าองค์หมื่น พระเจา้
องค์แสน พระหยกมรกต พระพุทธเขมรัฐวรมงคล พระเจ้าใหญ่องต้ือ สถานที่สำคัญทางศาสนาเช่น หอแสง สำนัก
สงฆ์ภเู ขาเงนิ ศาลหลักเมืองพระเทพวงศา เจ้าเมืองเขมราฐ งานประเพณี ได้แก่ งานแขง่ เรอื นานาชาติ งานแหง่ เทยี น
เข้าพรรษา และศลิ ปะการแสดงพ้นื บา้ นที่สำคัญคือ “รำตงั หวาย” เพ่อื เป็นการสง่ เสริมการท่องเทย่ี วและทำนุบำรุง
ศลิ ปวฒั นธรรม อำเภอเขมราฐจัดให้มตี ลาดนัดถนนคนเดินทุกวันเสาร์ท่ี 2 และวนั เสารท์ ี่ 4 ของทกุ ๆ เดือน โดยมี
การแสดงสินค้า และศิลปะการแสดงพ้ืนบ้าน คือ การฟ้อนรำตงั หวาย ซง่ึ เปน็ เอกลกั ษณ์ประจำทอ้ งถนิ่ โดยผู้สูงอายุ
ที่มจี ติ อาสาของอำเภอเขมราฐ เพอ่ื เป็นการต้อนรับผูท้ ่ีมาท่องเทย่ี ว อาจกลา่ ววา่ ตลอดระยะเวลา 200 ปตี ้งั แต่การ
ตั้งเมืองเขมราฏร์ธานีจนถึงปัจจุบัน อำเภอเขมราฐเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม
เศรษฐกิจ การเมอื งการปกครอง และคนในพื้นทต่ี ระหนักถงึ ความสำคัญของพื้นที่เป็นอยา่ งดีและมีความพยายามที่
จะฟ้ืนฟูวัฒนธรรมดง้ั เดมิ ทส่ี ะท้อนเอกลักษณข์ องเมอื งเขมราษฎร์ธานใี นอดตี ขึน้ มาอกี คร้งั
จากความสำคัญดา้ นวัฒนธรรมที่มีต่อการพัฒนาพ้ืนทท่ี ่ีกลา่ วมา ทำให้คณะวจิ ยั เห็นถึงศักยภาพของพ้ืนท่ี
เมืองเขมราฐที่จะสามารถนำเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาด้านศิลปะและวัฒนธรรมเชิงพื้นที่ เนื่องจากข้อมูลด้าน
วฒั นธรรมของอำเภอเขมราฐไม่ไดม้ กี ารจัดเกบ็ อย่างเปน็ ระบบ มีขอ้ มลู แบบกระจัดกระจาย บางชดุ ขอ้ มูลก็เป็นความ
ทรงจำของแหล่งข้อมูลที่เป็นบุคคล การจัดเก็บข้อมูลด้านวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบด้วยกระบวนการสร้างแผนที่
วัฒนธรรมจึงเป็นข้ันตอนทีจ่ ำเป็น ท่จี ะนำไปสกู่ ารวิเคราะห์รูปแบบของการพัฒนาท่ีมีวฒั นธรรมเป็นแกนหลัก และ
สุดท้ายสามารถใชแ้ ผนท่ีวฒั นธรรมเป็นเครอ่ื งมือในการกำหนดแนวทางการพัฒนาเมืองบนข้อมลู ทางวัฒนธรรมของ
อำเภอเขมราฐ และคาดวา่ จะสามารถใช้เป็นมาตรฐานในการวิเคราะหท์ างเศรษฐกิจเพอื่ สร้างเป็นวฒั นธรรมการผลิต
และการบริโภค รวมทง้ั เป็นการอนรุ กั ษม์ รดกทางวัฒนธรรมในท่ีอนื่ ๆ
2. วัตถุประสงค์
สร้างแผนท่ีทางวัฒนธรรมอำเภอเขมราฐร่วมกันกับชุมชนเพื่อนำแผนที่วัฒนธรรมไปใชใ้ นการสร้างพื้นท่ี
ทางวฒั นธรรมและยกระดับศิลปะและวฒั นธรรมในอำเภอเขมราฐส่แู ผนพฒั นาผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมในพน้ื ที่
3. วิธีดำเนนิ การวจิ ัย
การพัฒนาพื้นที่อำเภอเขมราฐเป็นการพัฒนาที่ใช้พื้นที่เป็นหลัก (Area Based) ที่มีจุดดึงดูดลูกค้าใน
ลักษณะของการทองเที่ยวคือถนนคนเดินที่มีการดำเนินการโดยชุมชนเป็นถนนที่ขายสินค้าทางวัฒนธรรม เป็น
เส้นทางผ่านสถานท่ีท่องเทีย่ วที่สำคัญของจังหวัดอบุ ลราชธานีผนวกกับการพฒั นาทีใ่ ช้ภมู คิ วามรูและวัฒนธรรมใน
การผลิตสินค้าเป็นหลัก (Product Base) เช่น การลำตั่งหวาย ผ้าย้อมคราม กล้วยตาก และปลาแม่น้ำโขง พื้นท่ี
อำเภอเขมราฐจึงมีทุนทางสงั คม (Social Capital) ที่สร้างการมีส่วนรว่ ม(Participation) และสร้างระบบความคดิ
ของ “การเป็นเจ้าของรว่ มกัน” ซงึ่ จะทำใหเ้ กิดการอนุรักษ์ มีทนุ ทางสังคมทเี่ ข้มแขง็ ทำให้เกิดโอกาสการเรียนรูและ
72
งานประชุมวชิ าการระดบั ชาติและนานาชาติ เครือข่ายศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั แห่งประเทศไทย คร้ังที่ 12
ภายใตห้ ัวขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกิจ สงั คม และศลิ ปวฒั นธรรม อยา่ งยง่ั ยนื ในบริบทหลงั การระบาดโควิด-19
(Covid-19)”
การถ่ายทอดความรู้ ตลอดจนความสำเร็จได้ง่าย อย่างไรก็ตามในบทความนี้จะเน้นถึงกระบวนการสร้างแผนที่
วัฒนธรรมและผลทไ่ี ดร้ ับคอื ตวั แผนทวี่ ัฒนธรรมเท่านน้ั
1. กระบวนการสรา้ งเครือขา่ ยความร่วมมอื
เนื่องจากการมีส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและการพัฒนาพื้นที่มี
ความสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม คณะวิจัยจึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือก่อนดำเนิน
กระบวนการวิจัยโดยประกอบไปด้วย
1.1 ชุมชนมคี วามเขา้ ใจสภาพแวดล้อมและทรัพยากรที่มอี ยู่และสามารนำมาสร้างเป็นเอกลักษณ์สร้าง
มูลค่าเพิ่มก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเหมาะสม มีการส่งเสริมตั้งแต่กระบวนการสร้างความรู้ ความเข้าใจและเปิด
โอกาสให้คนในชุมชนเปน็ ผู้ประกอบการ
1.2 องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ มคี วามสำคญั ในการขบั เคล่ือน
1.3 ศิลปินในพื้นที่เช่น หมอลำ มลฤดี พรหมจักร ต้นตำรับขับลำพื้นถิ่นของประเทศไทยที่พร้อมจะ
ขยายเครอื ข่าย
1.4 ความร่วมมอื กบั มหาวทิ ยาลัยอบุ ลราชธานี ด้านงานวิชาการและการวางแผน การบ่มเพาะวิสาหกิจ
1.5 ภาคเอกชนเข้าร่วมดำเนนิ การ
2. กระบวนการสรา้ งแผนท่ีวฒั นธรรม
แผนทวี่ ฒั นธรรมของอำเภอเขมราฐ จังหวัดอบุ ลราชธานเี ปน็ เครื่องมือท่ใี ช้ในการรวบรวมรายละเอียดของ
วัฒนธรรมทโี่ ดดเด่นที่พบในอำเภอเขมราฐ จังหวัดอบุ ลราชธานอี ย่างเป็นระบบ และเปน็ เครื่องมือที่นำชุดข้อมูลเชิง
ปริมาณและเชิงคุณภาพที่ได้จากองค์ความรู้และการสืบค้นของนักวิชาการหลายสาขา (ประวัติศาสตร์ ปรัชญา
รัฐศาสตร์ ศิลปะการแสดง วิทยาศาสตร์ประยุกต์ ฯลฯ) มาวิเคราะห์ร่วมกับชมุ ชนที่มีข้อมูลอีกชุดท่ีเป็นภูมิปัญญา
ท้องถ่ินถ่ายทอดจากรุ่นสูร่ นุ่ ผ่านประสบการณ์และความทรงจำของคนในชุมชน แผนท่วี ัฒนธรรมน้ีจึงเป็นระบบการ
จัดการฐานองค์ความรู้จากการผสมผสานข้อมูลเชิงวัฒนธรรมของข้อมูลทั้งสองชุด กระบวนการสร้างแผนท่ี
วัฒนธรรมของอำเภอเขมราฐ จงั หวดั อบุ ลราชธานี มี 4 ขนั้ ตอนหลกั (ภาพที่ 1) คอื
2.1 การเก็บข้อมูลของวัฒนธรรมที่น่าสนใจที่เป็นผลจากการะดมสมองร่วมกับชุมชนผ่าน i) การใช้
ภาพถ่ายทางอากาศเพื่อกำหนดพิกัดของวัฒนธรรมกับตัวแทนของชุมชน (Gonzalez, 2002) ii) การวิเคราะห์
โครงสร้างและความสัมพนั ธ์ของระบบ iii) การจัดกจิ กรรมการเกบ็ ขอ้ มูลด้านวัฒนธรรมร่วมกันกบั ชุมชน โดยเฉพาะ
บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนของโรงเรียนเขมราฐพิทยาคม iv) การสัมภาษณ์ด้วย Semi-Structure
Guideline การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสืบค้นข้อมูลมือสอง v) การเก็บข้อมูลพกิ ัดทางภูมิศาสตร์ของวัฒนธรรม
ดว้ ยเครื่องระบุตำแหน่งทางภมู ิศาสตร์ (GPS) โดยคณะวิจยั (ภาพท่ี 2)
2.2 การนำข้อมลู ที่ได้ในขั้นตอนที่ 1 จดั เกบ็ ลงในระบบฐานข้อมูลที่ออกแบบไว้ โดยมีหมวดวัฒนธรรม
ที่จัดเก็บทั้งหมด 9 หมวด1 ได้แก่ แหล่งธรรมชาติ (Natural resource) สถาปัตยกรรม (Architecture)
ศิลปะการแสดง (Performing arts) งานชา่ งฝมี ือดั้งเดิม (Traditional craftsmanship) วรรณกรรมพนื้ บ้าน (Folk
Literature) แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม และงานเทศกาล (Social practices, ritual and festive events)
ความร้แู ละแนวปฏิบัติเกย่ี วกับธรรมชาติและจกั รวาล (Knowledge and practices concerning nature and the
1 อ้างองิ จากมรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรมโดยกระทรวงวัฒนธรรม http://ich.culture.go.th/index.php/en/home จะมกี ารจดั หมวดหมู่เฉพาะ
วัฒนธรรมท่ีจบั ต้องไม่ได้ (Intangible culture) เทา่ น้ัน ไม่มีการกล่าวถงึ วฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งได้ (Tangible culture)
73
งานประชมุ วิชาการระดบั ชาตแิ ละนานาชาติ เครือข่ายศลิ ปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั แห่งประเทศไทย คร้งั ที่ 12
ภายใตห้ วั ขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกิจ สังคม และศลิ ปวฒั นธรรม อยา่ งยงั่ ยนื ในบริบทหลงั การระบาดโควดิ -19
(Covid-19)”
universe) กฬี าพืน้ บา้ น (Folk sport game and martial arts) และ ภาษา (Thai local and ethnic languages)
ในขั้นตอนน้จี ะรวมถึงการตรวจสอบข้อมูลทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ เพอ่ื จะใช้ในการเกบ็ ข้อมูลที่ขาดหายเพ่ิมเติม
และแกไ้ ขข้อมูลที่มใี ห้ถกู ต้อง
2.3 การนำข้อมูลในระบบฐานข้อมูลเชอ่ื มตอ่ กบั ข้อมลู พิกัดทางภมู ศิ าสตร์ของวัฒนธรรมเพ่ือสร้างเป็น
แผนทวี่ ฒั นธรรมในรูปแบบระบบสารสนเทศทางภูมศิ าสตร์ดว้ ยโปรแกรม QGIS2 สำหรับวเิ คราะหข์ อ้ มลู เกย่ี วกับการ
สร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมและการยกระดับศิลปะและวัฒนธรรมในอำเภอเขมราฐสู่แผนพัฒนาผู้ประกอบการทาง
วัฒนธรรมในพื้นท่ี
2.4 นำระบบสารสนเทศทางภมู ศิ าสตร์เขา้ ระบบออนไลน์ (Google My Map) เพอ่ื ให้เกดิ ความสะดวก
ต่อชุมชนสำหรบั การใหข้ ้อแนะนำเก่ียวกับข้อมูลทถ่ี ูกจดั เกบ็
ภาพที่ 1 กระบวนการสรา้ งแผนทีว่ ัฒนธรรม อำเภอเขมราฐ จงั หวดั อุบลราชธานี
2 โปรแกรม Freeware สำหรบั สร้างระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ https://www.qgis.org/en/site/
74
งานประชมุ วชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาติ เครือข่ายศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั แห่งประเทศไทย คร้ังที่ 12
ภายใตห้ วั ขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกจิ สังคม และศิลปวฒั นธรรม อยา่ งยง่ั ยนื ในบริบทหลงั การระบาดโควดิ -19
(Covid-19)”
ภาพที่ 2 กิจกรรมการเก็บข้อมูลด้านวัฒนธรรมร่วมกันกับชุมชน การสัมภาษณ์ด้วย Semi-Structure Guideline
และการสมั ภาษณ์เชิงลกึ ข้อมลู ท้งั หมดจะมีการระบพุ กิ ดั ทางภมู ศิ าสตร์ดว้ ยเครือ่ งระบตุ ำแหนง่ ทางภมู ศิ าสตร์ (GPS)
โดยคณะวจิ ัย
4. ผลการวจิ ัยและอภิปรายผล
ผลการวิเคราะหโ์ ครงสร้างและความสัมพันธข์ องระบบ
คณะวจิ ยั ใช้เครื่องมือ Unified Modeling Language (UML) Class Diagram (Rumbaugh, Jacobson,
& Booch, 1999; สุนทริน วงศ์ศิรกิ ุล & ชัยวัฒน์ สิทธิโอฬารกุล, 2550) วิเคราะห์โครงสร้างและความสัมพันธ์ของ
ระบบท่ีทำการศึกษาพบว่าโครงสรา้ งของระบบมีท้งั หมดดงั นี้
CultureKMR: ประเภทของวัฒนธรรมที่พบแยกเป็น ElementaryCulture เป็นวัฒนธรรมเชิงเดี่ยวที่มี
คุณสมบัติ (attributes) ที่เฉพาะตัวแบ่งเป็น 9 หมวด เมื่อมีการนำวัฒนธรรมเชิงเดี่ยวมาผสมผสานเพื่อสร้าง
วฒั นธรรมทเี่ กิดจากการนำมาใช้ร่วมกันจะถูกจัดให้เปน็ DiversifiedCulture ทป่ี กติจะพบได้ในการจัดงานกิจกรรม
เชงิ วฒั นธรรมตา่ ง ๆ โดย Diversified culture ประกอบดว้ ย RegularActivity เช่น งานถนนคนเดินที่จดั ทุกวนั เสาร์
กับ SpecialEvent เช่น งานแฟชั่นโชว์ นอกจากน้ีวฒั นธรรมแต่ละวัฒนธรรมนน้ั กจ็ ะมีความสัมพันธก์ ับประเภทของ
วัฒนธรรม (CulturalType) ว่าเป็น วัฒนธรรมท่จี บั ตอ้ งได้ (Tangible) หรือ วฒั นธรรมทจ่ี บั ตอ้ งไม่ได้ (Intangible)
Database: องค์ประกอบของกลุ่มนี้คือระบบฐานข้อมูลที่สร้างด้วยโปรแกรม MS Access และ QGIS
ประกอบด้วย Interface, Table, Modification และ Report สำหรับข้อมูลแต่ละชุดในตาราง (Table) และกลุ่ม
ขอ้ มูล (Fields)3 จะมรี หสั ของตวั เอง (code) ฐานข้อมูลท่ีสร้างใน MS Access จะถกู นำไปเชอื่ มกับข้อมูลพิกัดทาง
ภมู ศิ าสตรเ์ พอ่ื สรา้ งระบบสารสนเทศทางภูมศิ าสตร์
3 ประยกุ ต์จากระบบฐานข้อมลู ด้านวฒั นธรรมของ India Gandhi National Centre for the arts
75
งานประชมุ วิชาการระดับชาตแิ ละนานาชาติ เครือขา่ ยศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั แห่งประเทศไทย คร้ังที่ 12
ภายใตห้ วั ขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกจิ สงั คม และศิลปวฒั นธรรม อย่างยง่ั ยนื ในบริบทหลงั การระบาดโควดิ -19
(Covid-19)”
CulturalMap: เปน็ องคป์ ระกอบที่สรา้ งขึ้นจากข้อมูลในระบบฐานขอ้ มลู และทำการพัฒนาปรับปรุงแก้ไข
เพิม่ เติมข้อมูลดา้ นวัฒนธรรมร่วมกับชมุ ชน ซ่งึ ในกรณีน้แี ผนท่ีวัฒนธรรม (CulturalMap) ถกู ใช้เป็นส่ือกลางในการ
พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกิจกรรมเวทีสาธารณะ โดยตัวแทนของชุมชนจะเป็นผู้ตรวจทานข้อมูล และ
ปรับปรงุ แก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลดา้ นวัฒนธรรม
Tool: เป็นผลผลิตของงานวิจัยทีต่ ั้งไว้โดยแบ่งเป็นสองประเภทคือ Game และ Application ที่ประกอบ
ไปด้วย WebBased Application กับ Mobile Application ซึ่ง Tool ที่สร้างขึ้นจะต้องใช้ข้อมูลจาก Database
และ CulturalMap
StrategicDevelopment: ผังแม่บทของเมือง (PhysicalMasterPlan) จะเป็นตัวระบุพื้นที่วัฒนธรรม
ในขณะที่แผนแมบ่ ทการจดั การเมือง (ManagementMasterPlan) เปน็ องคป์ ระกอบยอ่ ยของยทุ ธศาสตร์การพัฒนา
เมือง (StrategicDevelopment) ผปู้ ระกอบการเชงิ วัฒนธรรมจะเป็นสว่ นหนงึ่ ขององค์ประกอบน้เี น่ืองจากเก่ยี วข้อง
กับแผนการจัดการเมือง
Stakeholder: ผู้มสี ว่ นได้เสยี ถือวา่ เปน็ องค์ประกอบท่สี ำคัญมาก แบง่ เปน็ 4 ประเภทคอื StateAgency,
Community, PrivateSector, Visitor กิจกรรมการทำแผนที่วัฒนธรรมจะต้องให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้ร่วมกันสร้าง
และช่วยตรวจทานเพื่อเพิ่มเติมและปรับแก้ไขข้อมูลทางวัฒนธรรมผ่านการใช้สื่อกลางคือ CulturalMap และใน
ขณะเดียวกันก็ร่วมชว่ ยกันวางผงั แม่บทของเมืองและแผนแมบ่ ทการจัดการเมือง
HistoricalProfile: เป็นองค์ประกอบที่ใช้เพื่อทำเข้าใจการเปล่ียนแปลงทางวัฒนธรรมที่เป็นผลจากปฎิ
สมั พนั ธข์ องการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพชวี ภาพเช่น การขยายของเมือง การเปลย่ี นแปลงทางเศรษฐกจิ สงั คม และ
การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นทั้งการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปประกอบการสร้าง
CulturalMap
ภาพที่ 3 UML Class diagram แสดงโครงสร้างและองค์ประกอบในการสร้างแผนที่วัฒนธรรมและการนำไป
ประยุกตใ์ ช้
76
งานประชมุ วชิ าการระดับชาตแิ ละนานาชาติ เครือขา่ ยศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั แห่งประเทศไทย คร้งั ท่ี 12
ภายใตห้ ัวขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกจิ สงั คม และศลิ ปวฒั นธรรม อยา่ งยง่ั ยนื ในบริบทหลงั การระบาดโควดิ -19
(Covid-19)”
รายละเอยี ดข้อมลู ทางวฒั นธรรมท่จี ดั เกบ็
คณะวิจัยนำข้อมูลท่ีสำรวจมาวเิ คราะห์ คัดกรองแล้วนำข้อมูลลงระบบฐานข้อมูลที่สร้างไว้ด้วยโปรแกรม
Microsoft Access 2010 ข้อมูลที่จัดเก็บมีทั้งหมด 74 ชุด แบ่งเป็น แหล่งธรรมชาติ 2 ข้อมูล สถาปัตยกรรม 41
ขอ้ มูล ศลิ ปะการแสดง 3 ข้อมลู งานช่างฝมี ือด้งั เดมิ 2 ข้อมลู วรรณกรรมพ้ืนบา้ น 16 ข้อมลู แนวปฏิบัติทางสังคม
พิธีกรรม และงานเทศกาล 1 ข้อมูล ความรู้และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล 8 ข้อมูล และ ภาษา 1
ข้อมูล ซง่ึ สามารถพิมพอ์ อกเปน็ รายงานไดเ้ พื่อใชเ้ ปน็ เอกสารในการสอื่ สารกับชมุ ชนได้ โครงสร้างของขอ้ มลู แต่ละตัว
จะประกอบไปดว้ ย
1. Code ข้อมูลแต่ละตัวถูกำหนดให้มี Code โดยผู้ที่ใส่ข้อมูลโดย Code จะเป็นอักษรภาษาอังกฤษ
ประกอบด้วย ช่อื ย่อของหมวดวฒั นธรรม-ช่ือย่อของตำบลตามด้วยชอ่ื ย่อของอำเภอ-ชอื่ ยอ่ ของชอ่ื ข้อมลู ทีน่ ำเขา้ เชน่
Code: PM-KK-SUK มาจาก Architecture (PM) เทศบาลตาบลเขมราฐ (K) อำเภอเขมราฐ (K) ข้อมูลของโรงแรม
สขุ สงวน (SUKsanguan Hotel)
2. ช่ือภาษาอังกฤษและภาษาไทย
3. วนั ทที่ ำการเกบ็ ขอ้ มลู (dateOfRecord)
4. ประเภทของวัฒนธรรมที่บันทึกแบ่งเป็น วัฒนธรรมที่จับต้องได้ (tangible) และวัฒนธรรมที่จับต้อง
ไม่ได้ (intangible)
5. พกิ ัดเส้นรุ้ง (latitude) เส้นแวง (longitude)
6. อตั ลักษณ์ของวัฒนธรรมที่ทำการบนั ทกึ (identity)
7. ที่ตง้ั (address)
8. สภาพหรือสถานะของวัฒนธรรมที่ทำการบันทึก จะมี 4 ระดับคือ อยู่ในภาวะเสีย่ งต่อการสญู เสียหรอื
สญู หายมาก (High risk) อยู่ในภาวะเส่ียงตอ่ การสูญเสียหรอื สูญหายปานกลาง (Medium risk) อยใู่ นภาวะเสี่ยงต่อ
การสญู เสยี หรอื สญู หายนอ้ ย (Low risk) ไม่อย่ใู นภาวะเสี่ยง (Fine)
9. ผใู้ ห้ขอ้ มูล และขอ้ มลู การตดิ ต่อ (keyPerson)
10. ศกั ยภาพของวฒั นธรรมทีบ่ ันทกึ ทส่ี ามารถนามาใชใ้ นการพัฒนาเมอื ง (potential)
11. ข้อจำกดั ของวฒั นธรรมที่บันทึกถ้าจะนามาใช้ในการพฒั นาเมือง (limitation)
12. ขอ้ เสนอแนะอื่น ๆ (notes)
13. สามารถแนบรูปภาพและเอกสารตน้ ฉบบั ลงในระบบฐานข้อมลู ได้
ผลการตรวจสอบความถกู ต้องของข้อมูล
การสร้างแผนที่วัฒนธรรมที่สมบูรณ์จะต้องมีกระบวนการนำข้อมูลทั้งสองส่วนคือ ข้อมูลในระบบ
ฐานข้อมลู และข้อมูลพิกดั ทางภมู ศิ าสตรม์ ารวมเป็นข้อมลู ชุดเดยี วกันเพือ่ สร้างระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์แสดง
ถึงพิกัดทต่ี ง้ั หรอื พกิ ัดทีพ่ บวัฒนธรรมทง้ั ทจี่ บั ต้องได้และจับต้องไม่ได้ ในงานวิจยั น้ีการรวมขอ้ มลู ทางวฒั นธรรมที่โดด
เดน่ ของอำเภอเขมราฐ จังหวดั อุบลราชธานี จะใช้ code เปน็ ตวั กลางเช่ือมข้อมลู ทง้ั สองชุดเข้าด้วยกัน โดยทำการ
รวมข้อมูลสองชุดนี้ในโปรแกรม QGIS Version 2.18.4 (ภาพที่ 5) และแปลงไฟล์ให้สามารถนำเข้า Web-based
map ชื่อ Google My Map (ภาพท่ี 6) แลว้ ทำการปรบั แก้ไขและเพ่ิมรปู ภาพใน Google My Map
เน่ืองจากขอ้ มูลทม่ี ีค่อนข้างมาก การตรวจสอบข้อมลู โดยชมุ ชนเองจะตอ้ งใช้เวลาพอสมควร การท่ีนำแผน
ที่วัฒนธรรมลงใน Google My Map ก็เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้สะดวก เมื่อมีข้อผิดพลาดก็
77
งานประชมุ วิชาการระดบั ชาติและนานาชาติ เครือขา่ ยศิลปะและวฒั นธรรม มหาวิทยาลยั แห่งประเทศไทย คร้ังที่ 12
ภายใตห้ ัวขอ้ “แนวทางการพฒั นาเศรษฐกิจ สงั คม และศิลปวฒั นธรรม อย่างยงั่ ยนื ในบริบทหลงั การระบาดโควดิ -19
(Covid-19)”
สามารถแจ้งคณะวิจัยผ่านเครือข่ายงานวิจัยและสังคมออนไลน์ได้ รวมทั้งถ้าต้องการเพิ่มเติมข้อมูลที่ไม่พบใน
Google My Map สามารถส่งข้อมูลไดด้ ้วย Google Form ที่ได้จัดทำไว้ให้ โดยคณะวจิ ยั ได้จัดการฝึกอบรมการใช้
งาน Google My Map และ Google Form ให้กบั ตัวแทนชุมชนในวนั ท่ี 7 ตุลาคม 2560 อยา่ งไรก็ตามทางชุมชนก็
ยังสามารถใช้ช่องทางปกติเช่น โทรศัพท์และ e-mail รวมทั้งเมื่อมีการจัดกิจกรรมกลุ่มเพื่อแจ้งข้อผิดพลาดและ
เพ่ิมเตมิ ข้อมูลได้
จากการร่วมกันตรวจสอบข้อมูลพบวา่ มขี อ้ ผดิ พลาดไมม่ ากนกั อาจจะเปน็ เพราะขอ้ มูลที่จดั เก็บนั้นส่วนมาก
เปน็ ขอ้ มูลปฐมภูมทิ ่จี ัดเก็บจากการสมั ภาษณ์โดยตรง และในส่วนของข้อมูลทุติยภูมกิ ็มเี อกสารท่ีใช้อ้างองิ ชัดเจน ทำ
ให้มีการแก้ไขข้อมูลค่อนข้างน้อย แต่มีข้อเสนอแนะให้จัดเก็บข้อมูลเชิงปริมาณให้มากขึ้น รวมทั้งแก้ไขข้อมูลใ น
ส่วนข้อมูลเชิงวเิ คราะหใ์ ห้สมบรู ณม์ ากขนึ้
ภาพที่ 4 ระบบฐานข้อมูลด้านวัฒนธรรมอำเภอเขมราฐ จงั หวัดอบุ ลราชธานี บนโปรแกรม MS Access
78