The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการดำเนินงาน SMART Model

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by MATHMPK123, 2022-01-19 04:41:31

คู่มือการดำเนินงาน SMART Model

คู่มือการดำเนินงาน SMART Model

2

คาชี้แจง

คู่มอื การใช้ รปู แบบการบริหารจัดการเรียนรู้ SMART Model เพ่ือเสริมสร้างทักษะพลเมืองดิจิทัล
โรงเรียนเมอื งพลพิทยาคม และ ชุดฝกึ อบรมเชิงปฏิบัติการการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน SMART Model
เพื่อเสริมสร้างทักษะพลเมืองดิจิทัล โรงเรียนเมืองพลพิทยาคม ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพ่ือให้ครูผู้สอน
กลมุ่ เปา้ หมาย ผบู้ ริหารสถานศึกษา ใหม้ คี วามรู้ ความเข้าใจ ในการดาเนินงานตามข้ันตอนของรูปแบบการ
บรหิ ารจัดการเรยี นรู้ SMART Model เพอื่ เสรมิ สร้างทักษะพลเมอื งดิจิทัล โรงเรยี นเมอื งพลพิทยาคม

การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน SMART Model เพื่อเสริมสร้างทักษะพลเมืองดิจิทัล
ครูผู้สอนจะต้องศึกษาข้ันตอนการปฏิบัติให้ชัดเจน และปฏิบัติตามแนวทางท่ีกาหนด เพ่ือให้เกิดความรู้
ความเขา้ ใจ ในกระบวนการเรยี นรู้แบบโครงงาน SMART Model เพื่อเสรมิ สร้างทักษะพลเมืองดิจิทัล ซ่ึงมี
กระบวนการจดั การเรียนรู้ 5 ขนั้ ดังนี้

ขน้ั ท่ี 1 สารวจวเิ คราะห์ความตอ้ งการ (Survey and Need Analysis : S)
ขนั้ ที่ 2 วธิ ีบูรณาการเนอ้ื หาสาระ (Method Integrating to Content : M)
ขน้ั ที่ 3 กจิ กรรมเสริมสรา้ งประสบการณ์ (Activity Creating to Experiential
Learning : A) โดยการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (MINE) 4 ข้นั ดังนี้ (1) ขั้นปรับเปล่ยี นวธิ คี ิด Mindset : M
(2) ขั้นพิชิตแรงบันดาลใจ Inspiration : I (3) ข้ันใสใ่ จการเรียนรู้ Nature of Learning : N (4) ข้นั นาไปสู่
การเสรมิ สรา้ งพลังความสามารถ Empowerment : E
ขั้นที่ 4 สะท้อนแกน่ การเรียนรู้ (Reflection of Learning Core : R)
ขนั้ ที่ 5 นาสกู่ ารประเมนิ ผลด้วยเทคโนโลยี (Technology Evaluation : T)

ทัง้ นีเ้ พื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการเรียนรู้ SMART Model เพื่อเสริมสรา้ งทกั ษะพลเมอื งดิจทิ ัล
โรงเรียนเมืองพลพิทยาคม ครูได้รับการพัฒนาผ่านชุดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดกระบวนการเรียนรู้
แบบโครงงาน SMART Model เพื่อเสริมสร้างทักษะพลเมืองดิจิทัล ผู้เรียนได้รับการพัฒนาคุณภาพด้าน
ทักษะพลเมืองดิจิทัล ส่งผลให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้น และเป็นการขยายองค์ความรู้ของ
การจดั กระบวนการเรียนรู้ เกีย่ วกบั การนาทฤษฏีไปสูก่ ารปฏิบัตทิ เ่ี ป็นรปู ธรรมต่อไป

เรณู นันททพิ รักษ์
รองผอู้ านวยการสถานศึกษา โรงเรียนเมอื งพลพทิ ยาคม

สงั กัดองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวดั ขอนแกน่

3

สารบัญ

ส่วนท่ี 1 ความรู้เรอ่ื งกระบวนการจดั การเรียนรู้แบบโครงงาน หน้า

1. การจดั การเรียนรแู้ บบโครงงาน 1
2. ความสาคัญของการสอนแบบโครงงาน 2
3. ประโยชนข์ องการจัดการเรยี นรแู้ บบโครงงาน 2
4. การเสรมิ สรา้ งทกั ษะพลเมืองดจิ ิทลั (Digital citizens Skill) 3

ส่วนท่ี 2 การบรหิ ารจดั การเรยี นรู้ SMART Model เพ่อื เสริมสรา้ งทกั ษะพลเมืองดจิ ทิ ัล 6
โรงเรียนเมอื งพลพิทยาคม 6

ข้ันท่ี 1 สารวจวเิ คราะหค์ วามต้องการ (Survey and Need Analysis : S) 7
ขน้ั ท่ี 2 วธิ ีบรู ณาการเนอื้ หาสาระ (Method Integrating to Content : M) 7
ข้ันท่ี 3 กจิ กรรมเสริมสรา้ งประสบการณ์ (Activity Creating to Experiential 7
Learning : A)
ขน้ั ท่ี สะท้อนแก่นการเรยี นรู้ (Reflection of Learning Core : R)
ขั้นที่ นาสู่การประเมนิ ผลด้วยเทคโนโลยี (Technology Evaluation : T)

ส่วนท่ี 3 การพัฒนาบคุ ลากร 8
- ชดุ ฝึกอบรมเชิงปฏบิ ัตกิ ารการบริหารจดั การเรยี นรู้ SMART Model
เพอ่ื เสรมิ สร้างทกั ษะพลเมืองดิจิทัล โรงเรียนเมืองพลพิทยาคม 9
- ค่มู อื การใชร้ ปู แบบการบรหิ ารจดั การเรยี นรู้ SMART Model 51
เพอื่ เสริมสรา้ งทกั ษะพลเมอื งดจิ ิทัล โรงเรียนเมอื งพลพทิ ยาคม 56
- แบบทดสอบก่อนการอบรมเชงิ ปฏบิ ตั ิการ
- แบบทดสอบหลังการอบรมเชิงปฏบิ ัตกิ าร

4

ส่วนท่ี 1

ความรู้เรอื่ งกระบวนการจดั การเรียนรู้แบบโครงงาน

1. การจัดการเรยี นรแู้ บบโครงงาน

มผี ใู้ หค้ วามหมายเกย่ี วกบั การจัดการเรยี นรู้แบบโครงงานไวห้ ลายนัย
นัยแรก สุวิทย์ มูลคา และอรทัย มูลคา (2545 : 84) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้
แบบโครงงานไว้ว่า เป็นกระบวนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า และลงมือปฏิบัติตามความ
สนใจ ความถนัด และความสามารถของตนเอง ซ่ึงอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือกระบวนการ
อ่นื ๆ ที่เป็นระบบไปใช้ศึกษาหาคาตอบในเรอื่ งน้ันๆ ภายใต้คาแนะนาปรึกษาและความช่วยเหลือจากผู้สอน
หรือ ผู้เชี่ยวชาญเริ่มตั้งแต่การเลือกเรื่องหรือหัวข้อที่จะศึกษา การวางแผน การดาเนินงานตามขั้นตอนท่ี
กาหนดตลอดจนการนาเสนอผลงาน ซึง่ ในการทาโครงงานน้นั สามารถทาได้ทุกระดับช้ัน อาจเป็นรายบุคคล
หรอื เปน็ กลมุ่ จะกระทาในเวลาเรยี นหรอื นอกเวลาเรยี นก็ได้
นัยสอง กระทรวงศึกษาธกิ าร (2550 : 1) ได้ให้ความหมายของการจดั การเรยี นรู้แบบโครงงาน
ไว้ว่าเป็นการเรียนรู้ที่ใช้เทคนิคหลากหลายรูปแบบนามาผสมผสานกัน ได้แก่ กระบวนการกลุ่ม การฝึกคิด
การแก้ปญั หา การเนน้ กระบวนการ การสอนแบบปริศนาความคดิ และการสอนแบบรว่ มกันคิด ท้ังน้ีมุ่งหวัง
ให้ผู้เรียนเรียนรู้เร่ืองใดเรื่องหน่ึงจากความสนใจ อยากรู้อยากเรียนของผู้เรียนเอง โดยใช้กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ ผู้เรียนจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ เพ่ือค้นหาคาตอบด้วยตนเอง เป็นการเรียนรู้ที่
มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงกับแหล่งความรู้เบ้ืองต้น ผู้เรียนสามารถสรุปความรู้ได้ด้วย
ตนเอง
นัยสาม สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550 : 1) ได้ให้ความหมายของการจัดการ
เรียนรู้แบบโครงงานไว้ว่า เป็นกระบวนการแสวงหาความรู้หรือการค้นคว้าหาคาตอบในส่ิงท่ีผู้เรียนอยากรู้
หรือสงสัย ด้วยวิธีการต่างๆ เป็นวิธีการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเลือกศึกษาตามความสนใจของตนเองหรือของ
กลุ่ม เป็นการตัดสินใจร่วมกันจนได้ชนิ้ งานท่สี ามารถนาผลการศึกษาไปใชไ้ ดใ้ นชวี ิตจรงิ
นัยสี่ ดุษฏี โยเหลา และคณะ (2557 :19–20) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบ
โครงงานไว้ว่า เปน็ การจัดการเรียนรู้ทมี่ ีครเู ปน็ ผ้กู ระตนุ้ เพือ่ นาความสนใจที่เกดิ จากตัวผูเ้ รียนมาใช้ในการทา
กิจกรรมคน้ คว้าหาความร้ดู ้วยตัวผ้เู รยี นเอง นาไปสู่การเพ่มิ ความรทู้ ี่ไดจ้ ากการลงมือปฏิบัติ การฟังและการ
สังเกตจากผู้เชี่ยวชาญ โดยผู้เรียนมีการเรียนรู้ท่ีผ่านกระบวนการทางานเป็นกลุ่ม ท่ีจะนามาสู่การสรุป
ความร้ใู หม่ มกี ารเขียนกระบวนการจดั ทาโครงงานและไดผ้ ลการจัดกิจกรรมมผี ลงานเป็นรูปธรรม
ทิศนา แขมมณี (2551 : 139) ได้กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นหลัก
คอื การจดั สภาพการณ์ของการเรียนการสอน โดยใหผ้ ู้เรยี นได้ร่วมกนั เลือกทาโครงงานที่ตนสนใจโดยร่วมกัน
สารวจ สังเกต และกาหนดเรอื่ งทต่ี นสนใจ วางแผนในการทาโครงการร่วมกนั ศึกษาหาขอ้ มูลความรู้

5

ท่จี าเปน็ และลงมือปฏบิ ัตงิ านตามแผนงานทวี่ างไวจ้ นไดข้ อ้ ค้นพบหรอื ส่งิ ประดษิ ฐใ์ หมแ่ ล้วจึงเขียนรายงาน
และนาเสนอต่อสาธารณชน เก็บข้อมูล แล้วนาเสนอผลงานและประสบการณ์ท้ังหมดมาอภิปราย
แลกเปลย่ี นความรู้ ความคดิ ค้น และสรปุ ผลการเรียนรูท้ ี่ได้รบั จากประสบการณ์ท่ีได้รบั ทัง้ หมด

สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project - Based Learning) หมายถึง การ
เรียนรู้โดยโครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญรูปแบบหนึ่ง ท่ีเป็นการให้ผู้เรียนได้ลงมือ
ปฏิบัติจริงในลักษณะของการศึกษา สารวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้นโดยครูเปลี่ยนบทบาทจากเป็น
ผู้ให้ความรู้ (teacher) เป็นผู้อานวยความสะดวก (facilitator) หรือผู้ให้คาแนะนา (guide) ทาหน้าที่
ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทางานเป็นทีม กระตุ้น แนะนา และให้คาปรึกษา เพ่ือให้โครงงาน
สาเร็จลุล่วง ประโยชน์ของการเรียนรู้ด้วยโครงงาน สิ่งท่ีผู้เรียนได้รับจากการเรียนรู้แบบ PBL จึงมิใช่ตัว
ความรู้ (knowledge) หรือวธิ ีการหาความรู้ (searching) แต่เป็นทกั ษะการเรยี นรหู้ รอื นวตั กรรม (learning
and innovation skills) ทักษะชีวิต และประกอบอาชีพ (Life and Career Skills) ทักษะด้านข้อมูล
ข่าวสาร การส่ือสารและเทคโนโลยี (Information Media and Technology Skills) การออกแบบ
โครงงานท่ีดีจะกระตุ้นให้เกิดการค้นคว้าอย่างกระตือรือร้น และผู้เรียนจะได้ฝึกการใช้ทักษะการคิดเชิง
วิพากษ์และแก้ปัญหา (critical thinking and problem solving) ทักษะการสื่อสาร (communicating)
และทักษะการสร้างความร่วมมือ (collaboration) ประโยชน์ท่ีได้สาหรับครูที่นอกจากจะเป็นการพัฒนา
คุณภาพด้านวิชาชีพแลว้ ยงั ชว่ ยให้เกดิ การทางานแบบร่วมมือกับเพ่อื นครดู ้วยกนั รวมทัง้ โอกาสที่จะได้สร้าง
สมั พนั ธท์ ่ดี กี ับผเู้ รยี นด้วยความสาคัญของการสอนแบบโครงงาน

2. ความสาคัญของการสอนแบบโครงงาน
ความสาคญั ของการสอนแบบโครงงานนัน้ ม่งุ เนน้ ใหผ้ ูเ้ รียนเกิดกระบวนการเรยี นรู้ ดงั น้ี
2.1 ผ้เู รยี นมีความรู้ในเนื้อหาวิชาน้ันๆ
2.2 เปิดโอกาสให้ผ้เู รียนไดเ้ ลือกเรื่องหรือประเดน็ ทีต่ นเองต้องการศกึ ษา
2.3 ผู้เรยี นรู้จักปฏิบัติงานจรงิ และสามารถนาความรู้ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นชีวิตประจาวนั
2.4 ผ้เู รยี นมีการแสวงหาความร้ดู ้วยตนเองผ่านทักษะกระบวนการแก้ปัญหา
2.5 ผู้เรียนมีการทางานร่วมกันเป็นกลุ่ม รู้จักการทางานเป็นทีม โดยมีข้ันตอนในการจัดการ

เรยี นรแู้ บบโครงงาน 6 ขน้ั ตอน ดงั นี้
2.5.1 ขน้ั ตอนที่ 1 นาเสนอหัวขอ้ โครงงาน
2.5.2 ขน้ั ตอนท่ี 2 วางแผนกจิ กรรม
2.5.3 ขนั้ ตอนที่ 3 ทาโครงงาน
2.5.4 ขน้ั ตอนที่ 4 สรุปผล
2.5.5 ข้ันตอนท่ี 5 นาเสนอโครงงาน
2.5.6 ข้ันตอนท่ี 6 ประเมินผล

6

3. ประโยชนข์ องการจดั การเรียนร้แู บบโครงงาน
สรุปได้วา่ ประโยชน์ของการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบโครงงาน มีดงั นี้
3.1 ผู้เรยี นไดร้ บั ความรใู้ นเน้อื หาวิชานัน้ ๆ
3.2 ผเู้ รียนมีส่วนร่วมในการจดั กระบวนการเรียนรู้ และวางแผนปฏบิ ตั ิกจิ กรรมด้วยตนเอง
3.3 ผเู้ รียนเกดิ ทกั ษะในการแกป้ ัญหา และทักษะกระบวนการในการทางาน
3.4 ผเู้ รียนมโี อกาสพัฒนาความสามารถไดเ้ ต็มศกั ยภาพ
3.5 ผู้เรียนเกดิ การเชื่อมโยงและบูรณาการระหว่างความรู้ ทกั ษะและประสบการณ์สามารถ

ประยุกตใ์ ช้ในสถานการณ์อ่ืนๆ ได้ซ่ึงผเู้ รียนจะไดร้ บั ความรู้ ทักษะการคดิ แกป้ ญั หาและการวางแผนการ
ปฏบิ ัตงิ านจากการทาโครงงาน และเกดิ กระบวนการทางานรว่ มกนั

4. แนวคดิ เก่ยี วกบั การเสรมิ สรา้ งทกั ษะพลเมืองดิจทิ ลั (Digital citizens Skill)
4.1 เวิลด์ อึโคโนมิก ฟอร่ัม (World Economic Forum) ได้เผยแพร่ ถึงคุณลักษณะและทักษะ

ชีวิตในโลกยุคดิจิทัล หรือ "ความฉลาดทางดิจิทัล" (Digital Intelligence: DQ) ท่ีจาเป็นสาหรับเด็กใน
ศตวรรษที่ 21 แบง่ ออกเปน็ 8 ทักษะ ดงั น้ี

4.1.1 ทักษะในการรักษาอัตลักษณ์ท่ีดีของตนเอง (Digital Citizen Identity) :
ความสามารถในการสร้างและบริหารจัดการอัตลักษณ์ที่ดีของตนเองไว้ได้อย่างดีท้ังในโลกออนไลน์และโลก
ความจรงิ เชน่ การเผยแพรแ่ ละการรักษาข้อมลู โดยคานึงถึงชอื่ เสยี งของตัวเอง ตวั ตนและความเป็นจริงเพ่ือ
ไมใ่ ห้ขอ้ มูลเหลา่ น้นั ยอ้ นกลับมาทาความเสยี หายให้ตัวเองในภายหลงั

4.1.2 ทักษะในการจัดสรรเวลาหน้าจอ (Screen Time Management : ความสามารถใน
การบรหิ ารเวลาทีใ่ ช้อุปกรณย์ คุ ดจิ ิทลั และสามารถการทางานทหี่ ลากหลายในเวลาเดียวกันได้ เช่น การแบ่ง
เวลาในการใชค้ อมพิวเตอร์หรอื แท็บเล็ต

4.1.3 ทักษะในการรบั มอื กับการคุกคามทางโลกออนไลน์ (Cyberbullying Management)
:ความสามารถในการรับรู้ และรับมือการคุกคามข่มขู่บนโลกออนไลน์ได้อย่างชาญฉลาด เช่น รู้เท่าทันภัย
ท่มี ากบั อินเตอร์เนต็ ไมส่ ง่ ข้อมูลสาคญั ใหก้ ับมจิ ฉาชพี จนตวั เองตกเป็นเหยอ่ื

4.1.4 ทักษะในการรักษาความปลอดภัยของตนเองในโลกออนไลน์ (Cybersecurity
Management) :ความสามารถในการป้องกันข้อมูลด้วยการสร้างระบบความปลอดภัยที่เข้มแข็ง และ
ป้องกันการโจรกรรมข้อมูลหรือการโจมตีออนไลน์ได้ เช่น การรู้จักตรวจสอบไวรัสและอัปเกรดโปรแกรม
กาจดั ไวรสั เป็นประจาสม่าเสมอ

4.1.5 ทักษะในการรักษาข้อมูลส่วนตัว (Privacy Management) : มีดุลพินิจในการบริหาร
จดั การข้อมลู ส่วนตัว โดยเฉพาะการแชร์ข้อมูลออนไลน์เพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวท้ังของตนเองและผู้อื่น
เชน่ การรกั ษาขอ้ มูลส่วนตัวของตัวเองในคอมพวิ เตอรโ์ ดยการใส่รหัสไว้อยา่ งเหมาะสม

7

4.1.6 ทักษะการคิดวิเคราะห์มีวิจารณญาณที่ดี (Critical Thinking) : ความสามารถในการ
วิเคราะห์แยกแยะระหว่างข้อมูลท่ีถูกต้องและข้อมูลที่ผิด ข้อมูลท่ีมีเนื้อหาดีและข้อมูลที่เข้าข่ายอันตราย
ข้อมลู ติดต่อออนไลนท์ ี่น่าตงั้ ข้อสงสัยและน่าเชือ่ ถอื ได้ เช่น การตรวจสอบข้อมูลที่ได้มาจากโลกอินเตอร์เน็ต
ให้ถกู ตอ้ งกอ่ นท่ีจะแชร์ให้คนรู้จัก

4.1.7 ทักษะในการบริหารจัดการข้อมูลท่ีผู้ใช้งานมีการทิ้งไว้บนโลกออนไลน์ (Digital
Footprints) :ความสามารถในการเข้าใจธรรมชาติของการใช้ชีวิตในโลกดิจิตอลว่าจะหลงเหลือร่อยรอย
ข้อมูลทิ้งไว้เสมอ รวมไปถึงเข้าใจผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อการดูแลสิ่งเหล่านี้อย่างมีความรับผิดชอบ เช่น
การไม่ใช้ช่องทางโชเชียวไปก่อความเดือดร้อนแก่บุคคลอื่น เพราะทราบว่าถ้าทาเช่นน้ีจะโดนฟ้องร้องและ
ส่งผลเสยี ตอ่ ตวั เอง

4.1.8 ทักษะการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม (Digital Empathy) : ความเห็นอกเห็นใจ
และเข้าใจความรู้สึกผู้อ่ืนบนโลกออนไลน์ เช่น การแสดงความคิดเห็นในกระดานข้อความด้วยความสุภาพ
และคิดถึงจิตใจของผู้อ่านคนอื่น ไม่พิมพ์คาที่เสียดสี ให้ร้าย หรือประชดประชันโดยเฉพาะในเร่ืองที่
ละเอียดอ่อน

จะเห็นได้ทักษะอันนาไปสู่ความความฉลาดทางดิจิทัล นั้นจะคานึงถึงการใช้ข้อมูล ความ
ถกู ต้องของขอ้ มูล การรักษาข้อมูล และการรบั ผิดชอบต่อข้อมูลท่ีตัวเองเผยแพร่ เป็นหลักใหญ่ซ่ึงสอดคล้อง
กับปัญหาปจั จบุ นั ท่เี กิดจากการใช้สื่อดิจติ อลอย่างไมเ่ หมาะสม เชน่ การใช้ส่ือดิจติ อลไปหลอกลวงหรือโจมตี
ผู้อ่ืน การเสพติดส่ือ และการเผยแพร่ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบ ทาให้เกิดความเสียหา ยต่อสังคมและ
ประเทศชาติ ซ่งึ ถ้าคนรนุ่ ใหมส่ ามารถมีความฉลาดทางดิจิทัล ดังท่ีกล่าวมาแล้วน้ัน ไม่แน่ว่าโลกอินตอร์เน็ต
อาจเป็นสวรรคข์ องชมุ ชนแห่งความรู้ทด่ี ตี ่อไปในอนาคตกเ็ ปน็ ได้

4.2 บทบาทครใู นยุคดจิ ทิ ัล

4.2.1 การเป็นครใู นยคุ ดจิ ิทลั ในยุคดิจิทลั เนอ้ื หา ข้อมลู ขา่ วสาร ความรู้ มมี ากล้น และ
ได้รับการแทนด้วยดิจิทัล มอี ย่รู อบๆตวั เปน็ Cloud Knowledge ผูเ้ รยี นมขี ีดความสามารถเข้าถึงเนื้อหา
Accessibleได้ง่ายและเรว็ ทาให้มขี ีดความสามารถในการมองเหน็ เน้ือหา Visibility ไดป้ ระหน่งึ เสมอื น
จดจาไว้ในสมอง ครูยุคดจิ ิทัลจึงไม่เนน้ การสอนตามเน้อื หาในหลกั สตู ร แต่จะเนน้ การนาเน้อื หามา
ประยกุ ตใ์ ช้ หรอื ต่อยอดทางความคดิ และตอ้ งจดั การเรียนรูท้ กั ษะและความรทู้ ่จี าเป็นใหน้ ักเรียน ครูยุค
ดิจิตอล ตอ้ งเนน้ ให้นกั เรยี นแสวงหาความรู้ไดเ้ อง ครจู ะไมใ่ ชว้ ธิ ี Transfer knowledge แตจ่ ะให้นกั เรยี น
สามารถ Infer Knowledge หรอื สังเคราะหค์ วามรู้ จากขอ้ มูลข่าวสารทแ่ี สวงหามาได้ ครูยุคดิจทิ ลั ตอ้ งเป็น
นกั จดั การทด่ี ี จดั การใหน้ กั เรียนได้เรียนรู้โดยลงมอื ปฏบิ ตั ิ (Action Learning) และต้องเปล่ยี นการสอบ
เป็นการประเมินเพื่อการพัฒนาปรบั ปรงุ ตอ้ งมเี ทคนคิ ในการทาให้นักเรียนเรยี นร้อู ยา่ งสนุก Gamification
in learning รวู้ ธิ กี ารใชแ้ ละประยุกต์เทคโนโลยอี ุบตั ใิ หม่ เน้นให้ผ้เู รยี นมีความสุขกบั การทากจิ กรรม เพือ่
การเรยี นรู้ มีแรงจูงใจใหค้ ดิ สรา้ งสรรค์ นาเสนอ ความรอู้ ย่างสนกุ สนาน

8

4.2.1 การเรยี นการสอนในยุคดิจิทัล

ในอดีตการเรียนการสอนจะยึดผู้สอนเป็นศูนย์กลาง โดยมีครูเป็นผู้บรรยาย
เนื้อหาบทเรยี น และผู้เรียนมหี นา้ ท่เี รียนร้ตู ามทคี่ รบู อก จะไมเ่ นน้ ท่ีกระบวนการคิดให้เกิดกับผู้เรียน
จึงทาให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ไม่เป็น ยุคต่อมาระบบการศึกษาเปลี่ยนไปเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ(Child
center) โดยทคี่ รมู ี บทบาทและนาแนวทางการเรียนในบทเรียน แตว่ ิธนี ก้ี ย็ งั มขี ้อบกพร่องที่ครูผสู้ อน
มักจะตีความหมายของการเรียนโดยยึดผู้เรียนเป็นสาคัญผิดๆ โดยให้ผู้เรียนหาวิธีการเรียนเอง ซ่ึง
ผู้เรียนไม่ได้ถูกฝึกมาให้เกิดกระบวนการคิดต้ังแต่แรก ไม่สามารถเรียนรู้โดยวิธีนี้ได้ ดังนั้นถ้าครูไม่
เป็นผู้แนะนาให้คาปรึกษาแก่ผู้เรียน หรือชี้แนะแนวทางเลย ผู้เรียนก็จะไม่เกิดกระบวนการเรียนรู้
ใดๆ ท้งั สิ้น ปจั จุบนั ได้รับผลกระทบจากการแพรร่ ะบาดของเช้อื ไวรสั โคโรนา 2019 วงการการศึกษา
จึงต้งอมีการปรับเปล่ียนรูปแบบวิธีการจัดการเรียนการสอน ซึ่งมีทั้งรูปแบบ On Site Online On
Demand หรือ Hybrid มีจุดมุ่งหมายเน้นให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่มี และมีการ
เรยี นรตู้ ลอดชีวิต และทนั ตอ่ เหตกุ ารณ์ปจั จบุ นั เทคโนโลยจี งึ มบี ทบาทท่ีสาคัญในการ ตอบสนองการ
เรียนรู้ของผู้เรียน หรืออีกนัยหนึ่งคือต้องการให้โรงเรียนทุกโรงจัดการศึกษาโดยนาเทคโนโลยีมาใช้
กับการเรียนการสอนในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ การศึกษาในยุคนี้จึงเป็น“การศึกษายุคดิจิทัล”
นบั ตง้ั แตม่ เี ทคโนโลยี อนิ เทอรเ์ น็ตเขา้ มา วถิ ชี วี ิตของผูค้ นทั่วโลกจึงถูกเชอื่ มโยงให้เข้าไปเก่ียวกับข้อง
กับดจิ ิทลั อย่างเลยี่ งไมไ่ ด้ เพราะนอกจากเทคโนโลยีจะเป็นศูนย์รวมของข้อมูลข่าวสารท่ีไม่มีขอบเขต
จากดั แลว้ อินเทอรเ์ นต็ ยงั เป็นเคร่อื งมอื ในการติดตอ่ สอ่ื สารระหว่างผ้คู นท่มี ี ประสิทธิภาพไม่น้อย จึง
ไมแ่ ปลกทที่ กุ วันน้ี อนิ เทอร์เนต็ จะกลายเปน็ สว่ นสาคญั ในชวี ติ ประจาวนั ของเราไปแลว้

4.2.3 บทบาทของครูในยุคดิจิทัล ข้อเสนอของ วิจารณ์ พานิช ครูต้องเปลี่ยนเป้าหมายการ
เรียนรู้ของศิษย์จากเน้นเรียนวิชาเพื่อให้ได้ความรู้ให้เลยไปสู่การ พัฒนาทักษะท่ีสาคัญต่อชีวิตในยุคใหม่
วิชาแกนและแนวคดิ สาคญั ในศตวรรษท่ี 21 ได้แก่ 1) ทักษะ ชวี ติ และการทางาน 2) ทักษะการเรียนรู้และ
นวัตกรรม และ 3) ทักษะทางด้านสารสนเทศส่ือและ เทคโนโลยีบทบาทครูในศตวรรษท่ี21 ผู้ต้องสอน
ความร้คู ่กู ับ 2 ส่งิ น้คี อื 1) แรงบันดาลใจ (Inspiration) 2) จิตนาการ (Imagination) การศึกษาสาหรับคน
ยุคใหม่ท่ีมีคุณภาพต้องเปลี่ยน รูปแบบการเรียนรู้ของศิษย์ไปอย่างส้ินเชิงบทบาทของครูต้องเปลี่ยนอย่าง
สน้ิ เชงิ ดงั นี้

4.2.3.1 ต้องเปล่ียนจากจุดเน้นการสอนไปเป็นการเรยี น (ท้งั ศิษย์และตนเอง)

4.2.3.2 ต้องเรียนรแู้ ละปรับปรงุ รปู แบบการเรยี นรู้ (สอนน้อย เรยี นมาก)

4.2.3.3 ต้องเปล่ียนบทบาทจากผู้สอน ไปเปน็ ครูฝึกหรอื ผูอ้ านวยการสะดวก

4.2.3.4 ตอ้ งเรียนร้ทู กั ษะเหลา่ น้ีด้วยการรวมตัวเปน็ กล่มุ เพอื่ นการเรยี นรอู้ ยา่ งเปน็

ระบบและต่อเนือ่ ง

9
4.3 ทกั ษะท่ีเดก็ เยาวชนยุคใหมค่ วรเรยี นรใู้ นการเป็นพลเมอื งยุคดิจิทลั

เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอร่ัม เผย 8 ทักษะ "ความฉลาดทางดิจิทัล" ท่ีจาเป็นต่อการเรียนรู้ของเด็ก
เยาวชนในศตวรรษท่ี 21 นักวิชาการแนะพาเด็กออกสู่โลกความเป็นจริง เส่ียงภาวะ "เด็กเสมือน" ในวาระ
"วันประถมศึกษาแห่งชาติ" วันท่ี 25 พฤศจิกายน ของทุกปี สานักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้แสะ
คุณภาพเยาวชน (สสค.) ขอประมวลข้อมูลจากเวิลด์ อึโคโนมิก ฟอรั่ม ที่ระบุถึงคุณลักษณะและทักษะชีวิต
ในโลกยุคดจิ ิทลั หรอื "ความฉลาดทางดิจิทัล" (Digital Intelligence : DQ) ที่จาเป็นสาหรับเด็กในศตวรรษ
ที่ 21 แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับท่ี 1 การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล : ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
และสื่อในโลกยุคดิจิทัลได้อย่างเกิดประโยชน์ มีความรับผิดชอบและปลอดภัย ระดับท่ี 2 ความคิด
สรา้ งสรรค์ในยุคดิจิทลั : ความสามารถในการผนวกทกั ษะในการสร้างสรรคข์ อ้ มูลและเปลี่ยนความคิดใหม่ๆ
ให้เป็นความจริงด้วยการใช้เครื่องมือดิจิทัล ระดับท่ี 3 ผู้ประกอบการยุคดิจิทัล ความสามารถในการใช้ส่ือ
ดิจิทลั และเทคโนโลยีเพอ่ื แกป้ ัญหาทท่ี ้าทายใหม่ๆ ในโลก หรือเพือ่ สร้างโอกาสใหมๆ่

อ้างองิ จาก Economic Forum (2018: ออนไลน์)

10

4.4 ทกั ษะการเปน็ พลเมืองดจิ ิทัล
การเปน็ พลเมืองดิจิทัลนั้น มีมากกว่าการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นและเป็นอะไรที่ต้องรู้มากกว่า

การแคร่ ูเ้ ท่าทนั ส่อื Common Sense Media ปรับเนื้อหามาจากงานวิจัยของ Dr. Howard Gardner และ
โครงการ Good Play Project ท่ี Harvard Graduate School of Education ซ่ึงสรุปได้ว่า หากจะสอน
เดก็ ใหเ้ ป็นพลเมืองดิจิทลั ควรจะสอนในเรอ่ื งเหลา่ น้ี

4.4.1 ความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต (Internet Safety) เรียนรู้ว่าจะใช้เทคโนโลยี
อินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ ในขณะที่ดารงตนให้อยู่อย่างปลอดภัยบนโลกออนไลน์ได้อย่างไร ให้รู้จัก
แยกแยะเว็บไซตท์ ่ปี ลอดภัยและเว็บไซตท์ อี่ ันตราย

4.4.2 ความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัย (Privacy & Security) ให้นักเรียนได้เรียนรู้
วิธีการบรหิ ารจัดการขอ้ มูลบนโลกออนไลน์ใหป้ ลอดภยั จากภยั คุกคาม อาทิ การขโมยตัวตน หรอื การฟิชชิ่ง
(Phishing) ให้เรียนรู้จักการตั้งรหัสผ่านท่ีเดายาก รู้ทันเล่ห์กลของผู้ไม่หวังดี และรู้จักวิเคราะห์นโยบาย
ความปลอดภยั ของผู้ใหบ้ รกิ ารออนไลน์

4.4.3 ความสัมพันธ์และการสื่อสาร (Relationships & Communication) สอนให้นักเรียน
รู้จักทบทวนทักษะการมีปฏิสัมพันธ์ทั้งภายในตนเองและกับผู้อ่ืน เพื่อสร้างการส่ือสารและชุมชนบนโลก
ออนไลนใ์ นเชงิ บวก ซ่ึงตรงน้จี ะเร่ิมเข้าสแู่ นวคิดของการเป็นพลเมืองดจิ ทิ ลั ทีด่ ีและจริยธรรมดิจิทัล

4.4.4 การกล่ันแกล้งบนโลกออนไลน์และดรามายุคดิจิทัล (Cyberbullying & Digital
Drama) สอนให้นักเรียนได้รู้จักวิธีการรับมือในสถานการณ์ท่ีถูกกล่ันแกล้งบนโลกออนไลน์ เรียนรู้ว่าการ
กระทาใด ๆ ไมว่ า่ จะเชิงลบหรือเชงิ บวก จะส่งผลกระทบตอ่ ท้ังตัวเพ่ือนรอบตัวและชุมชนของพวกเขา สอน
ให้นักเรียนได้รู้จักยืนหยัดเมื่อเห็นการกระทาที่ไม่เหมาะสม และร่วมกันสร้างชุมชนออนไลน์ท่ีช่วยเหลือซ่ึง
กันและกนั

4.4.5 ร่องรอยดิจิทัลและชื่อเสียงบนโลกดิจิทัล (Digital Footprint & Reputation) สอนให้
นักเรยี นรจู้ ักปกป้องความเป็นส่วนตัวของตนเองและเคารพในความเป็นส่วนตัวของผู้อ่ืน ให้เรียนรู้ว่าอะไรก็
ตามที่ถูกโพสต์หรืออัพโหลดไปยังโลกออนไลน์แล้ว มันจะคงอยู่บนนั้นถาวร และมีร่องรอยที่จะสามารถ
ติดตามกลบั มาหาพวกเขาไดเ้ สมอ และสงิ่ ที่พวกเขาแบ่งปนั ในโลกออนไลน์จะส่งผลกระทบทั้งต่อตัวพวกเขา
เองและผอู้ ื่น

4.4.6 อตั ลกั ษณ์และตัวตน (Self-Image & Identity) สอนใหน้ กั เรยี นรจู้ ักชีวติ ในโลกดิจทิ ลั
ของตนเอง ไดร้ ถู้ งึ ประโยชนแ์ ละความเสี่ยงของการแสดงตนในโลกออนไลน์ดว้ ยตวั ตนตา่ ง ๆ และอิทธิพล
ที่มีตอ่ ความตระหนักถงึ ตวั ตนของตนเอง ชอ่ื เสียงของตนเอง และความสมั พันธข์ องพวกเขา

4.4.7 การรทู้ นั เร่อื งขอ้ มูลขา่ วสาร (Information Literacy) เพอ่ื ให้นกั เรียนได้รจู้ ักการระบุ
ตัวตน การคน้ หา การประเมิน และการใช้ข้อมลู ข่าวสารตา่ ง ๆ อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ เริ่มตง้ั แตก่ ารคน้ หา
ขอ้ มลู ไปจนถึงการประเมินคณุ ภาพ ความนา่ เช่อื ถือ และความถูกต้องของข้อมลู ท่ไี ดม้ า และให้ เครดติ
แหล่งทีม่ าอยา่ งถูกตอ้ ง

11

4.4.8 การให้เครดิตและลิขสิทธ์ิ (Creative Credit & Copyright) โลกดิจทิ ัลนน้ั สามารถทา
กาสาเนางานใดๆ ไดง้ า่ ยมาก ดงั น้นั จึงต้องสอนใหน้ ักเรยี นได้รจู้ ักความรบั ผิดชอบและสิทธิ์ ในฐานะผู้
สร้างสรรค์ผลงาน และในขณะเดยี วกันกใ็ ห้เรียนรู้ถงึ เรือ่ งลิขสทิ ธิแ์ ละการใช้งานอย่างเปน็ ธรรม (Fair use)
และหลีกเลี่ยงการลอกผลงาน (Plagiarism) และการละเมดิ ลขิ สทิ ธิ์ (Piracy)

4.5 ผลการสังเคราะห์ ซง่ึ ผวู้ ิจัยทาการสงั เคราะห์ทกั ษะพลเมอื งดจิ ทิ ัล ได้ดังนี้
4.5.1 ทักษะการตระหนักรู้ในตนเอง หมายถึง การรู้จักและเข้าใจตนเอง รู้ถึงความต้องการ

ของตนเองได้ รู้จุดเด่นและจุดด้อยของตนเอง ประเมินตนเองได้ตามความเป็นจริง และรู้อารมณ์และ
ความรูส้ กึ ของตนเองได้

4.5.2 ทักษะการรู้เท่าทนั ขอ้ มลู ขา่ วสาร หมายถึง รู้จักเลอื กและจดั การข้อมลู ข่าวสารได้ เข้าใจ
ส่ือและตีความข้อมูลข่าวสารได้ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ตนเองต้องการได้ รู้จักใช้ส่ือเทคโนโลยีอย่าง
สร้างสรรค์ และมีคุณธรรมจรยิ ธรรมในการใชส้ อ่ื เทคโนโลยี

4.5.3 ทักษะการมีปฏิสัมพันธ์ต่อผู้อ่ืน หมายถึง การมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อ่ืน มีภาวะของ
การเปน็ ผู้นาและผู้ตามท่ดี สี ามารถปรบั ตัวเข้ากับผอู้ ืน่ ไดเ้ หมาะสม และสามารถทางานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี
ความสุข

4.5.4 ทักษะการปกป้องและเคารพตนเอง หมายถึง การรู้จักรักษาช่ือเสียงของตนเอง ไม่
คัดลอกผลงานของผู้อ่ืน รู้จักการป้องกันตนเองจากสถานการณ์เสี่ยง มีความรับผิดชอบในส่ิงท่ีตนเองได้
กระทา และเคารพในความเปน็ ส่วนตวั ของตนเองและผู้อื่น โดยการใช้แบบสัมภาษณ์นักเรียน แบบประเมิน
ทักษะพลเมืองดิจิทลั โดยเปน็ การประเมินทักษะพลเมอื งดจิ ทิ ลั

4.6 กระบวนการเรียนรแู้ บบโครงงาน SMART Model เพื่อเสริมสร้างทกั ษะพลเมืองดจิ ิทลั
หมายถึงกระบวนการจัดการเรียนรู้เพ่ือเสริมสร้างทักษะพลเมืองดิจิทัล ที่ผู้วิจัยพัฒนาข้ึน

ประกอบดว้ ย 6 องค์ประกอบ ได้แก่
4.6.1 หลกั การ เป็นการเสริมสรา้ งทักษะพลเมอื งดจิ ทิ ลั เป็นการจัดประสบการณ์ให้ผ้เู รียน

ในยคุ ดิจทิ ลั ได้เรียนรู้ผ่านสือ่ เทคโนโลยี เพื่อให้สามารถดารงตนอย่ใู นสังคมไดอ้ ย่างมีความสุข
4.6.2 วัตถปุ ระสงคม์ ีดังนี้
4.6.2.1 เพอ่ื เสรมิ สร้างทกั ษะพลเมอื งดจิ ิทลั สาหรับนกั เรยี นโรงเรยี นเมอื งพลพทิ ยาคม
4.6.2.2 เพ่ือพัฒนาความสามารถของผูเรยี นในการคิดสรางสรรค และสรางนวัตกรรม
4.6.2.3 เพอ่ื พัฒนาความสามารถของผูเรียนในการสื่อสารและการรวมมอื ทางานเปน

ทีมรวมกับบุคคลอื่น
4.6.2.4 เพ่ือพัฒนาความสามารถของผูเรียนในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศมาชวย

สนับสนุนการทางานตางๆ ใหมปี ระสิทธภิ าพ

12

4.6.3 กระบวนการจดั การเรียนรู้มี 5 ขั้น ดงั นี้
ข้ันที่ 1 สารวจวิเคราะหค์ วามต้องการ (Survey and Need Analysis : S)
ขน้ั ท่ี 2 วิธีบูรณาการเนอื้ หาสาระ (Method Integrating to Content : M)
ขัน้ ท่ี 3 กจิ กรรมเสริมสรา้ งประสบการณ์ (Activity Creating to Experiential

Learning : A) โดยการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (MINE) 4 ขน้ั ดงั น้ี (1) Mindset ขัน้ ปรบั เปลย่ี นวิธีคิด (2)
Inspiration ข้นั พิชติ แรงบันดาลใจ (3) Nature of Learning ข้ันใสใ่ จการเรยี นรู้ (4) Empowerment
ข้นั นาไปสู่การเสริมสร้างพลังความสามารถ

ข้ันที่ 4 สะทอ้ นแกน่ การเรยี นรู้ (Reflection of Learning Core : R)
ขน้ั ที่ 5 นาสู่การประเมนิ ผลดว้ ยเทคโนโลยี (Technology Evaluation : T)
4.6.4 การวัดและประเมนิ ผล
ใช้การประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ (Authentic Assessment) การประเมนิ เพอ่ื
พัฒนาการเรยี นรู้ (Assessment for Learning) ด้านการพฒั นางาน /พัฒนาตนเอง วดั และประเมนิ ผล
ทกั ษะพลเมืองดจิ ทิ ัล (Digital citizens) และการประเมนิ การใหข้ อ้ มูลย้อนกลับ (Feedback) โดยมงุ่ เนน้ ท่ี
การประเมินเพอ่ื พฒั นาความรู้ ทกั ษะ กระบวนการ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงคข์ องผเู้ รยี น ตามหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ยึดตามวัตถุประสงค์ และธรรมชาตกิ จิ กรรม อาศยั การ
ประเมนิ แบบมีสว่ นร่วมผา่ นชมุ ชนการเรียนรทู้ างวชิ าชีพ (PLC)
4.6.5 ปัจจัยความสาเร็จ
4.6.5.1 การเสรมิ พลงั ความสามารถ Empowerment
4.6.5.2 สมรรถนะทางดจิ ิทลั (Digital competencies)
4.6.5.3 การโคช้ และการนิเทศ Coach and Supervision
4.6.5.4 ความรคู้ วามเข้าใจและเจตคติของครูทีม่ ตี อ่ การจัดการเรยี นรู้ SMART Model
4.6.6 เงอื่ นไขสาคัญในการนารปู แบบไปใช้
4.6.61 มกี ารผสมผสานเทคโนโลยใี นการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
4.6.6.2 มกี ารโคช้ นกั เรียนในการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้
4.6.6.3 มกี ารยดื หยนุ่ เวลาในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ให้เหมาะสมกบั กิจกรรมภายใน
และภายนอกห้องเรียนทัง้ ในระบบ On Site Online Hybrid และ On Demand

13

สว่ นท่ี 2

การบรหิ ารจัดการเรียนรู้ SMART Model เพ่ือเสริมสรา้ งทกั ษะพลเมอื งดิจทิ ลั
โรงเรียนเมอื งพลพทิ ยาคม

ตอนท่ี 1 วิธีการนารปู แบบการบรหิ ารจัดการเรยี นรู้ SMART Model เพือ่ เสรมิ สรา้ งทักษะ
พลเมอื งดิจทิ ัลโรงเรยี นเมืองพลพิทยาคม ไปใช้

ผ้วู จิ ัยได้ออกแบบกระบวนการจดั การเรียนรู้ การประเมินเพือ่ การเรยี นรู้ กาหนดบทบาทของ
ครผู ูส้ อน และบทบาทของนักเรียน ดาเนนิ การตามกระบวนการจดั การเรยี นรู้แบบโครงงาน MINE 4 ข้ัน
ดังน้ี
ขน้ั ที่ 1 ปรบั เปล่ยี นความคดิ (Mindset : M)
วิธดี าเนินการ
บทบาทครผู ้สู อน

1. ครตู ้งั ประเด็นหรือกาหนดสถานการณ์ (Prepare Situations Power question) โดยใช้
สถานการณ์หรือประเดน็ ปัญหาทน่ี กั เรยี นสนใจ

2. ขอ้ คาถามทดี่ ีมีพลงั (Power Question) ในการกระตนุ้ ให้นกั เรยี นสนใจทจ่ี ะหาคาตอบหรอื
นาเสนอแนวทางการแกป้ ัญหา

3. สามารถแนะนาแหลง่ เรยี นรทู้ ้งั ในลักษณะรปู เล่มและ Online
บทบาทนกั เรียน

1. การเรยี นร้ดู ว้ ยตนเอง (Self – Learning)
2. มีการตงั้ คาถาม (Question) หรือหาคาสาคญั (Key Words) ในการสืบคน้ ข้อมลู
ขั้นท่ี 2 พิชติ แรงบนั ดาลใจ (Inspiration : I)
วธิ ดี าเนนิ การ
บทบาทครูผูส้ อน
1. สร้างความพร้อมในการเรยี นร(ู้ Learning Readiness)
2. มีการแลกเปลยี่ นเรียนรู้ (Participation) ครใู ห้ข้อสังเกต สรปุ องคค์ วามรู้
3. ครูเปน็ ผ้ใู หค้ าแนะนาช้ีแนะแนวทาง (Coaching)
บทบาทนกั เรียน
1. นกั เรียนวเิ คราะห์ปญั หา
2. ออกแบบแนวคดิ แนวทางการสร้างสรรคผ์ ลงาน
3. วางแผนการดาเนินงาน
4. สารวจจัดเตรียมความพร้อมวัสดุอุปกรณ์ท่ีสามารถนามาใช้ในการสร้างสรรค์ได้เหมาะสม

ทันสมยั

14

ขั้นท่ี 3 ใส่ใจการเรียนรู้ (Nature of Learning : N)
วิธดี าเนนิ การ
บทบาทครผู สู้ อน

1. เป็นผูอ้ านวยความสะดวกในชว่ งลงมือปฏิบตั ิ (Coach & Facilitator)
2. กระตุ้นใหค้ าแนะนาผา่ นคาถามทดี่ แี ละมีความท้าทาย 2) ชว่ ยวางระบบการนาเสนอ ท่ี

หลากหลายทั้งรูปแบบ Onsite และ Online
บทบาทนกั เรียน

1. ลงมือปฏิบัติ (Practical)

2. เรยี นร้จู ากการปฏบิ ตั ิ (Learning by Doing)

ขนั้ ท่ี 4 นาไปสกู่ ารเสรมิ สร้างพลงั ความสามารถ (Empowerment : E)
วธิ ดี าเนนิ การ
บทบาทครผู ูส้ อน

1. ครสู รา้ งความชนื่ ชมยนิ ดเี สรมิ แรงทางบวก (Proud Empower)
2. ครูกาหนดประเดน็ และเกณฑใ์ นการประเมินผล กาหนดผูป้ ระเมินผล (Performance
Appraisal)
3. ให้ข้อสงั เกตข้อเสนอแนะทีเ่ ปน็ ประโยชน์
บทบาทนักเรยี น
1. นกั เรียนประเมนิ ผลงาน (Assessment)
2. นกั เรียนภาคภมู ิใจชน่ื ชมความสาเรจ็ ในการเรยี นรขู้ องตน (Proud and Empower)
3. นกั เรียนตัง้ เป้าหมายการเรียนรใู้ หม่
4. นกั เรยี นสะท้อนสง่ิ ทต่ี นเองได้เรียนรู้ (Self – Reflection)

15

ส่วนที่ 3

การพฒั นาบคุ ลากร
ชุดฝกึ อบรมเชิงปฏบิ ัติการการบรหิ ารจัดการเรยี นรู้ SMART Model

เพอื่ เสริมสร้างทกั ษะพลเมอื งดจิ ทิ ลั โรงเรียนเมอื งพลพทิ ยาคม

ชุดฝึกอบรมเชิงปฏิบตั ิการการพัฒนารปู แบบการบริหารจดั การเรยี นรู้ SMART Model เพื่อ
เสรมิ สรา้ งทกั ษะพลเมืองดจิ ทิ ลั โรงเรียนเมืองพลพิทยาคม เป็นการสง่ เสรมิ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ ผ่าน
โครงงาน SMART Model มีขน้ั ตอนการสอน MINE 4 ข้ันตอน ผู้สอนต้องเตรียมการจัดการเรยี นรู้ ผเู้ รียน
ไดป้ ฏบิ ตั จิ ริง มีประสบการณ์ตรงสามารถแสวงหาความรูไ้ ดด้ ว้ ยตนเอง และมีการวดั และประเมินผลตามสภาพ
จริง (Authentic Assessment) การนาโครงงานไปใช้ในการจัดการเรยี นรู้

เนือ่ งดว้ ยสถานการณ์แพรร่ ะบาดของเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอน
ไปท่ัวโลก การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงานโดยใช้สื่อเทคโนโลยีท่ีทันสมัยมาช่วยอานวยความสะดวกให้
นักเรียนเกิดการเรยี นร้ผู า่ นโครงงาน ซึ่งเป็นงานวิจัยช้ินเล็กๆ ของผู้เรียนท่ีศึกษาทดลองเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง โดยใช้
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรใ์ นการคน้ คว้าหาความรู้ดว้ ยตนเอง อาจจดั ในเวลาเรียน หรือนอกเวลาเรียน
กไ็ ด้ เพอ่ื มุ่งฝึกให้ผูเ้ รียน คิดเป็น ทาเปน็ แก้ปัญหาเปน็ สร้างความรู้ดว้ ยตนเอง การจดั กิจกรรมการเรียนการ
สอนวิธีหนงึ่ ที่จะทาให้ผเู้ รยี นเกิดพฤตกิ รรมดงั กล่าว คอื การเปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รียนฝกึ ทาโครงงาน การจดั กิจกรรม
การเรียนโครงงาน สอดคล้องกับรปู แบบการจัดกระบวนการเรยี นรูท้ ี่เนน้ ผูเ้ รยี นเป็นศูนย์กลาง โดยผู้เรียนเรียนรู้
จากของจริงลงมอื ปฏิบัตแิ ละสามารถพัฒนาตนไดต้ ามศกั ยภาพ

ชุดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเรียนรู้ SMART Model เพื่อ
เสริมสร้างทักษะพลเมืองดจิ ิทลั โรงเรียนเมอื งพลพิทยาคม ที่ผู้วจิ ยั พัฒนาข้ึนในครั้งน้ี เพ่ือใช้เป็นเคร่ืองมือใน
การส่งเสริมศักยภาพการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านโครงงาน SMART Model ตาม
รายละเอียดดังน้ี

16

ค่มู อื การใช้
รปู แบบการบริหารจัดการเรียนรู้ SMART Model
เพอ่ื เสริมสรา้ งทกั ษะพลเมืองดิจิทัล โรงเรียนเมอื งพลพิทยาคม

จัดทาโดย
นางเรณู นันททิพรกั ษ์
ตาแหน่ง รองผู้อานวยการสถานศกึ ษา
วิทยฐานะ ผอู้ านวยการชานาญการพิเศษ

โรงเรียนเมอื งพลพิทยาคม
อาเภอพล จังหวดั ขอนแก่น
สังกดั องค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั ขอนแก่น

17

ชดุ ฝึกอบรมเชงิ ปฏบิ ัตกิ าร
การพฒั นารูปแบบการบริหารจดั การเรยี นรู้ SMART Model

เพ่ือเสริมสรา้ งทกั ษะพลเมืองดจิ ทิ ลั
โรงเรียนเมอื งพลพิทยาคม

นาไปใช้ผา่ น
กระบวนการเรยี นรู้

โดย
นางเรณู นนั ททพิ รกั ษ์
โรงเรียนเมอื งพลพิทยาคม

องค์การบริหารสว่ นจังหวดั ขอนแก่น
กรมส่งเสรมิ การปกครองท้องถ่นิ กระทรวงมหาดไทย

18

การนาโครงงานไปใช้ในการจดั การเรียนรู้

วัตถุประสงค์

เมือ่ ท่านศึกษาบทเรียน เรื่อง การนาโครงงานใชใ้ นการจดั การเรยี นรแู้ ล้ว ท่านจะมคี วามสามารถ
ดงั นี้

1. เขยี นแผนการจดั การเรยี นรเู้ กยี่ วกบั การสอนโครงงานได้
2. บอกขัน้ ตอนการเขียนแผนการจดั การเรียนรู้ ได้
3. นาแผนการจดั การเรยี นรู้ไปใช้จัดกิจกรรมการเรยี นรูโ้ ครงงานได้
4. ได้โครงงานทีเ่ กดิ จากการปฏิบตั ิจรงิ ของผู้เรยี นได้

แนวคิด

การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานนั้น ผู้สอนต้องเตรียมการเรียนการสอนเพ่ือให้
ผู้เรยี นได้ปฏบิ ัตจิ ริง มีประสบการณ์ตรงสามารถแสวงหาความรู้ไดด้ ว้ ยตนเอง ตลอดจนมีการวัดและประเมินผล
ตามสภาพจรงิ

การนาโครงงานไปใช้
ในการจัดการเรยี นรู้

โครงงานนับเป็นงานวจิ ัยชน้ิ เลก็ ๆ ของผู้เรียนทศ่ี ึกษาทดลองเรือ่ งใดเรอ่ื งหนงึ่ โดยใช้ทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตรใ์ นการค้นคว้าหาความร้ดู ว้ ยตนเอง อาจจัดในเวลาเรียน หรือนอกเวลาเรียนก็ได้ เพื่อมุ่งฝึกให้
ผ้เู รียน คดิ เป็น ทาเป็น แก้ปัญหาเป็น สร้างความรู้ด้วยตนเอง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิธีหนึ่งที่จะ
ทาให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมดังกล่าว คือ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกทาโครงงาน การจัดกิจกรรมการเรียน
โครงงาน สอดคล้องกับรูปแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนสาคัญที่สุด โดย
ผู้เรยี นเรียนรจู้ ากของจรงิ ลงมอื ฝึกปฏบิ ัติและสามารถพัฒนาตนได้เต็มตามศักยภาพ

19

ขนั้ ตอน การนาโครงงานไปใช้ในการจัดการเรยี นรู้

1. การวเิ คราะหห์ ลกั สูตร
2. การจดั ทากาหนดการสอน
3. การจัดทาแผนการจดั การเรยี นรู้
4. การวัดและประเมนิ ผล

20

ตัวอย่าง แผนการจัดการเรยี นรใู้ นการสอนโครงงาน

แผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 1

เร่ือง ความรู้เกยี่ วกบั โครงงาน

กล่มุ สาระการเรยี นรู้................................................... วชิ า.....................รหสั วชิ า…………………….

ภาคเรียนท่.ี ............ปกี ารศึกษา...................... เวลา 2 ชวั่ โมง

สาระสาคญั
1. ความหมายของโครงงาน
2. หลักการของกิจกรรมโครงงาน
3. จดุ มุง่ หมายของโครงงาน
4. ประเภทของโครงงาน
5. ขน้ั ตอนการทาโครงงาน
6. การประเมนิ โครงงาน

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. เพอ่ื ให้ผเู้ รียนมีความรคู้ วามเขา้ ใจเกยี่ วกับการทาโครงงาน
2. นกั เรยี นสามารถใชก้ ระบวนการกลุ่มในการจัดทาโครงงานได้
3. นักเรียนมวี ินยั ความรับผดิ ชอบ และมที ักษะในการคิดสรา้ งสรรค์ผลงาน

เนื้อหา
1. ความหมายของโครงงาน
2. หลกั การของกิจกรรมโครงงาน
3. จุดมงุ่ หมายของโครงงาน
4. ประเภทของโครงงาน
4.1 โครงงานประเภททดลอง
4.2 โครงงานประเภทสารวจ
4.3 โครงงานประเภทการพัฒนาหรือการประดษิ ฐ์
4.4 โครงงานประเภทการสรา้ งทฤษฎหี รอื การอธบิ าย
5. ขัน้ ตอนการทาโครงงาน
5.1 การคดิ และเลอื กหวั เรอื่ งหรอื ปญั หาท่จี ะศึกษา
5.2 การวางแผนในการทาโครงงาน
5.3 การลงมือทาโครงงาน

21

5.4 การเขียนรายงาน
5.5 การแสดงผลงาน
6. การประเมนิ โครงงาน
6.1 ความรคู้ วามเขา้ ใจในเร่อื งที่จะทา
6.2 การใชเ้ นือ้ หา และวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์
6.3 ความคิดสรา้ งสรรค์
6.4 การเขียนรายงาน
6.5 การจดั แสดงโครงงาน และการอภปิ รายปากเปลา่

การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
< ชั่วโมงท่ี 1 >

ขั้นที่ 1 ปรบั เปลีย่ นวิธคี ิด (Mindset : M)
ครนู าภาพ/คลิป เหตุการณ์การประกวดโครงงานทปี่ ระสบผลสาเร็จ และแกไ้ ขปญั หาได้จรงิ ให้ผู้เรียนดู

ผู้เรียนและครูร่วมอภิปรายเก่ียวกับความสาคัญของวิชาที่ทาโครงงาน ปัญหาในการเรียนการสอนวิชาอย่าง
กวา้ งๆ และแนวทางแกไ้ ขเพอ่ื โยงเขา้ สโู่ ครงงาน

ขั้นท่ี 2 พิชติ แรงบันดาลใจ (Inspiration : I)
ผ้เู รียนแบง่ กลมุ่ 5 – 6 คน สืบค้นข้อมูล ความรเู้ กยี่ วกับความหมายของโครงงาน หลักการของ

กจิ กรรมโครงงาน จุดมุ่งหมายของโครงงาน และประเภทของโครงงาน โดยให้ผู้เรยี นศึกษาเนอ้ื หาจากใบ
ความรทู้ ่ี 1 2 3 และ 4 ตามลาดบั

ขัน้ ท่ี 3 ใสใ่ จการเรียนรู้ (Nature of Learning : N)
ผู้เรียนแต่ละกลมุ่ ระดมสมองถงึ วธิ ีการจัดทาโครงงาน ผูเ้ รยี นชว่ ยกันเลือกวธิ ีทาโครงงานรว่ มกัน

อภปิ ราย โดยครเู ปน็ ผูน้ าในการอภิปรายเก่ียวกบั ความหมายของโครงงาน หลักการของกจิ กรรมโครงงาน
จดุ มุ่งหมายของโครงงาน และประเภทของโครงงาน หลงั จากทใี่ หผ้ ู้เรียนศึกษาเน้ือหาจากใบความรแู้ ลว้

ขั้นท่ี 4 นาไปสกู่ ารเสรมิ สร้างพลงั ความสามารถ (Empowerment : E)
ผู้เรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับความหมายของโครงงาน หลักการของกิจกรรมโครงงาน

จดุ มงุ่ หมายของโครงงาน และประเภทของโครงงาน ครกู ระตุน้ ใหผ้ ูเ้ รียนตงั้ เปา้ หมายการเรียนรู้ที่ทา้ ทาย
1. ผเู้ รียนนาเสนอผลการเรยี นรขู้ องตน
2. ผูเ้ รยี นชน่ื ชมความสาเรจ็ ในการเรยี นรูข้ องตน
3. ผู้เรยี นต้ังเป้าหมายการเรยี นร้ใู หม่

22

< ชั่วโมงที่ 2 >

ขัน้ ที่ 1 ปรบั เปล่ียนวธิ ีคิด (Mindset : M)
ครูทบทวนเน้ือหาท่ีเรยี นในชวั่ โมงท่ี 1 โดยการซกั ถามผเู้ รยี นเกี่ยวกบั การจดั ทาโครงงาน

ขน้ั ที่ 2 พชิ ติ แรงบนั ดาลใจ (Inspiration : I)
1. ครูแจกใบความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนในการทาโครงงาน และการประเมินผลโครงงาน โดยให้ผู้เรียน

ศกึ ษาเน้อื หาจากใบความรูท้ ่ี 5 และ 6 ตามลาดบั

ขน้ั ท่ี 3 ใส่ใจการเรยี นรู้ (Nature of Learning : N)
2. ผู้เรยี นและครูร่วมอภิปรายโดยครูเป็นผู้นาในการอภิปรายเก่ียวกับขั้นตอนในการทาโครงงาน และ

การประเมินผลโครงงาน หลงั จากท่ใี หผ้ ้เู รยี นศกึ ษาเนอ้ื หาจากใบความร้แู ล้ว

ขั้นที่ 4 นาไปส่กู ารเสรมิ สรา้ งพลงั ความสามารถ (Empowerment : E)
ผู้เรียนและครูร่วมกันสรุปเก่ียวกับขั้นตอนในการทาโครงงาน และการประเมนิ ผลโครงงาน

ผ้เู รียนตง้ั เปา้ หมายการเรยี นรูใ้ หม่

ส่ือการเรยี นการสอน
< ชัว่ โมงท่ี 1 >
1. ใบความรู้ท่ี 1 เร่อื ง ความหมายของโครงงาน
2. ใบความรทู้ ่ี 2 เร่ือง หลักการของกจิ กรรมโครงงาน
3. ใบความรู้ที่ 3 เรื่อง จดุ มุ่งหมายของโครงงาน
4. ใบความรู้ที่ 4 เรื่อง ประเภทของโครงงาน
< ชว่ั โมงที่ 2 >
1. ใบความรู้ท่ี 5 เรื่อง ขน้ั ตอนในการทาโครงงาน
2. ใบความรู้ท่ี 6 เรือ่ ง การประเมนิ ผลโครงงาน

การวดั ผลและประเมนิ ผล
1. สงั เกตการมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมการเรยี นการสอนในชั้นเรียนตรวจชน้ิ งาน
2. การประเมินผลงาน

23

ใบความรู้ที่ 1
เรื่อง ความหมายของโครงงาน
โครงงาน หมายถึง กจิ กรรมเสรมิ หลักสูตรท่เี ปิดโอกาสให้ผ้เู รียนไดศ้ กึ ษาเรื่องใดเร่อื งหนึง่
ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามความถนัดและความสนใจ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์
(Scientific Method) ภายใต้การแนะนาปรึกษาช่วยเหลือและดแู ลจากครูทปี่ รกึ ษา และ/หรือ ผูท้ รงคณุ วุฒิ
อาจจัดในเวลาเรยี นหรอื นอกเวลาเรยี นก็ได้ รวมทัง้ สามารถดาเนนิ กิจกรรมได้ท้งั ใน และนอกบรเิ วณ
โรงเรียน ซง่ึ อาจทาเป็นรายบุคคลหรือกลมุ่ กไ็ ด้ แลว้ จัดเขยี นเปน็ รายงาน และแสดงผลงานเพอ่ื
เผยแพร่สาหรับเป็นแนวทางการศึกษาตอ่ ไป

ใบความรู้ที่ 2
เรอื่ ง หลักการของกจิ กรรมโครงงาน
หลักการทสี่ าคัญของโครงงาน ควรมลี ักษณะดังนี้
1. เปน็ เรื่องเก่ียวกบั วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือความเปน็ จริงและการนาไปใชป้ ระโยชน์
ซงึ่ หมายถึง โครงงานที่ทาข้ึนเองต้องยดึ หลกั ความเป็นจริงทเี่ ปน็ อยูต่ ามธรรมชาติ
2. เป็นการเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เพอื่ เป็นการฝกึ ให้ผเู้ รียน คิดเป็น ทาเป็น
และแก้ปญั หาเปน็ โดยใชว้ ิธกี ารทางวิทยาศาสตร์
3. คานงึ ถึงเสรีภาพ และเศรษฐกจิ หมายถงึ การใหเ้ สรภี าพแก่ผู้ทาโครงงานในเร่อื งทจี่ ะทา
โดยคานึงถึงวัสดอุ ุปกรณ์ และเงินทนุ ที่มีอยูเ่ ปน็ องคป์ ระกอบ

ใบความรู้ที่ 3
เรื่อง จดุ มงุ่ หมายของโครงงาน
เพื่อใหก้ ารทาโครงงานบรรลตุ ามจดุ ม่งุ หมายในการจัดการเรยี นรู้ ในการจัดทาโครงงานนนั้ จะตอ้ ง
มีจุดมุ่งหมายทแ่ี น่นอนและชัดเจน ซงึ่ จุดม่งุ หมายของโครงงาน พอสรปุ ไดด้ งั นี้
1. เพอ่ื ส่งเสริมให้ผเู้ รียนเกดิ ความรัก ความสนใจและมีเจตคติท่ดี ตี ่อวชิ าทีท่ าโครงงาน
2. เพือ่ พัฒนาความสามารถของผู้เรียนในการใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ในการแกป้ ัญหา
3. เพ่อื ให้ผเู้ รยี นนาความรไู้ ปประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั หรอื ออกแบบส่งิ ประดษิ ฐใ์ หมๆ่
4. เพอื่ พัฒนาความคดิ สรา้ งสรรค์ ใหผ้ ู้เรียนรู้จกั ใช้เวลาวา่ งให้เป็นประโยชน์
5. เพือ่ สง่ เสริมให้ผเู้ รยี นได้แสดงออก พรอ้ มท้งั ไดม้ ีโอกาสเผยแพรผ่ ลงานของตนเอง
6. เพอ่ื พฒั นาความรบั ผดิ ชอบและสามารถทางานรว่ มกบั ผู้อ่นื ได้
7. เพอ่ื ส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า หรือวิจยั ของผ้เู รยี น และมีความสามารถใชว้ ิธีการ
ทางวิทยาศาสตร์

24

ใบความรู้ท่ี 4
เรอื่ ง ประเภทของโครงงาน

สาหรบั ประเภทของโครงงานนนั้ พอจะสรปุ และจาแนกประเภทออกไดเ้ ป็น 4 ประเภท ดังน้ี
1. โครงงานประเภททดลอง เปน็ การศึกษาหาคาตอบของปญั หาใดปญั หาหนึ่ง โดยการออกแบบ

การ ทดลองและดาเนินการทดลอง เพอ่ื หาคาตอบของปญั หาและเพือ่ ตรวจสอบสมมติฐานท่ีไดต้ งั้
ไว้ ซง่ึ ข้นั ตอนในการทางานประกอบดว้ ย การกาหนดปัญหา การต้งั สมมติฐาน การออกแบบ
การทดลอง ดาเนินการทดลอง การแปลผล และการสรุปผลการทดลอง
2. โครงงานประเภทการสารวจ เปน็ กจิ กรรมการศกึ ษาและรวบรวมข้อมลู จากธรรมชาตแิ ละ
สิ่งแวดล้อม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาความรู้ที่มีอยู่ หรือเป็นอยู่ในธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อม โดยใช้วิธีการ สารวจและรวบรวมข้อมูลแล้วนาข้อมูลเหล่านั้นมาจัดกระทาแล้ว
นาเสนอในรปู แบบตา่ งๆ ตามความเหมาะสม
3. โครงงานประเภทการพฒั นาหรอื การประดิษฐ์ เปน็ การประดษิ ฐ์สง่ิ ใหมท่ ย่ี ังไม่เคยมมี ากอ่ น
ปรบั ปรงุ อปุ กรณ์ หรือส่ิงประดิษฐ์ท่ีมีอยูแ่ ล้วให้ใชง้ านได้ดกี ว่าเดิม อาจเปน็ การเสนอ
ปรบั สร้างแบบจาลองทางความคิด เพอื่ แก้ปญั หาใดปญั หาหน่ึง
4. โครงงานประเภทสร้างทฤษฎีหรือการอธบิ าย เป็นโครงงานทผี่ ทู้ าจะตอ้ งเสนอแนวคิดใหมๆ่
ในการอธิบายเร่อื งใดเรื่องหนงึ่ อยา่ งมเี หตุผล มหี ลักการทฤษฎมี าสนบั สนุน เป็นการ
อธิบายปรากฏการณ์เก่าในแนวใหม่ อาจเสนอในรูปคาอธบิ าย สูตร หรอื สมการ
โดยมขี ้อมูลหรือทฤษฎีสนบั สนุน

25

ใบความรู้ท่ี 5
เร่อื ง ขั้นตอนในการทาโครงงาน

การทาโครงงานมกี ารดาเนินงานหลายข้ันตอน ดังน้ี
1. การคิดจะเลอื กหวั เรอื่ งหรือปัญหาทจี่ ะศึกษา
2. การวางแผนในการทาโครงงาน
3. การลงมอื ทาโครงงาน
4. การเขียนรายงาน
5. การแสดงผลงาน

1. การคดิ จะเลอื กหัวเร่อื งหรือปญั หาทีจ่ ะศึกษา
เป็นขั้นตอนที่สาคัญและยากท่ีสุด หัวข้อเร่ืองของโครงงานควรมีความเฉพาะเจาะจงมีความ

ชัดเจน และควรเป็นเรื่องแปลกใหม่ ซ่ึงแสดงถึงความสร้างสรรค์ด้วย หัวเรื่องควรได้มาจาก ความสนใจ
ความสงสยั และความอยากรอู้ ยากเหน็ ทัง้ ในห้องเรยี นและนอกห้องเรยี น ขอ้ ควรคานึงเก่ยี วกบั การคัดเลือกหวั
เรื่องท่ีจะทาโครงงาน

1.1 เหมาะสมกับระดบั ความรู้
1.2 เหมาะสมกับระดับความสามารถ
1.3 วสั ดุอุปกรณท์ จี่ าเปน็ ตอ้ งใช้
1.4 งบประมาณเพยี งพอ
1.5 ระยะเวลาทใี่ ชท้ าโครงงาน
1.6 มอี าจารยห์ รอื ผู้ทรงคณุ วุฒริ ับเปน็ ท่ีปรึกษา
1.7 มคี วามปลอดภัย
1.8 มีแหล่งความรูห้ รอื เอกสารเพียงพอที่จะคน้ ควา้
2. การวางแผนในการทาโครงงาน
ข้ันตอนนี้เป็นการวางแผนในการทาโครงงาน รวมถึงการเขียนเค้าโครงของโครงงานเพ่ือให้การ
ดาเนนิ การเป็นไปอยา่ งรดั กุมและรอบคอบ
เค้าโครงของโครงงานโดยทั่วๆ ไป เขียนขึ้นเพื่อแสดงแนวคิด แผนงาน และข้ันตอนของการทา
โครงงาน ซึง่ ประกอบด้วย
2.1 ชอ่ื โครงงาน
2.2 ชือ่ ผ้ทู าโครงงาน
2.3 ชื่อท่ีปรึกษาโครงงาน
2.4 ท่ีมาและความสาคญั ของโครงงาน
2.5 จุดมุ่งหมายของการศึกษาค้นควา้

26

2.6 สมมุติฐานของการศึกษาคน้ คว้า (ถา้ ม)ี
2.7 วิธีดาเนนิ การ

2.7.1 วัสดุอุปกรณ์ท่ีต้องใช้
2.7.2 แนวการศึกษาคน้ คว้า
2.8 แผนปฏบิ ตั ิงาน
2.9 ผลท่ีคาดวา่ จะได้รับ
2.10 เอกสารอ้างองิ

3. การลงมอื ทาโครงงาน
เม่ือเค้าโครงของโครงงานผ่านความเห็นชอบของท่ีปรึกษาโครงงานแล้วเร่ิมลงมือทาโครงงานโดย

ปฏิบัติตามแผนดาเนินงาน อาจเปล่ียนแปลงหรือเพ่ิมเติมจากแผนงานท่ีวางไว้ในตอนแรกบ้างก็ได้ เมื่อ
ดาเนินโครงงานครบถ้วนตามขั้นตอนได้ข้อมูลแล้วควรมีการตรวจสอบผลการทดลองด้วยการทดลอง ซ้า
หลงั จากน้ันทาการวิเคราะหข์ ้อมลู แปลผลและสรุปผลการศึกษาคน้ ควา้ พร้อมทัง้ อภิปรายผลการศกึ ษา

4. การเขยี นรายงาน
การเขียนรายงานควรใช้ภาษาท่ีอ่านเข้าใจง่าย ชัดเจน สั้นๆ และตรงไปตรงมา โดยให้ครอบคลุม

หวั ขอ้ ต่างๆ ดังต่อไปน้ี
4.1 ชื่อโครงงาน
4.2 ชื่อผทู้ าโครงงาน
4.3 ช่ือท่ีปรึกษาโครงงาน
4.4 บทคดั ยอ่
4.5 ที่มาและความสาคัญของโครงงาน
4.6 จุดมุ่งหมายของการศกึ ษาคน้ ควา้
4.7 สมมุตฐิ านของการศกึ ษาค้นควา้ (ถา้ มี)
4.8 วิธดี าเนินการ แยกเปน็ 2 หวั ขอ้ ย่อย
- วัสดอุ ุปกรณ์
- วิธีดาเนนิ การ
4.9 ผลการศึกษาค้นควา้
4.10 สรปุ ขอ้ เสนอแนะ
4.11 คาขอบคุณ
4.12 เอกสารอา้ งองิ

27

5. การแสดงผลงาน
การแสดงผลงานเป็นงานขั้นสุดท้ายและสาคัญอีกประการหน่ึงของการทาโครงงาน การวางแผน

ออกแบบเพ่ือจัดแสดงผลงานน้ันมีความสาคัญเท่าๆ กับการทาโครงงาน การแสดงผลงานนั้นอาจทาได้ใน
รูปแบบต่างๆ กัน เชน่ การแสดงในรปู นิทรรศการ รปู ของการรายงานแบบปากเปลา่ โดยการแสดงผลงาน
ควรจดั ให้ครอบคลุมประเดน็ สาคัญ ดังตอ่ ไปน้ี

5.1 ช่อื โครงงาน ช่อื ผูท้ าโครงงาน ชอื่ ทีป่ รกึ ษาโครงงาน
5.2 คาอธบิ ายยอ่ ๆ ถงึ เหตจุ ูงใจในการทาโครงงาน และความสาคญั ของโครงงาน
5.3 วธิ ีดาเนินการ
5.4 การสาธติ หรือแสดงผลที่ได้จากการทดลอง
5.5 ผลการสังเกตหรือข้อมลู เด่นๆ ท่ไี ดจ้ ากการทาโครงงาน

6. การจัดนทิ รรศการแสดงโครงงานน้นั ให้คานงึ ถงึ ส่ิงตา่ งๆ ตอ่ ไปน้ี
6.1 ความปลอดภยั ของการจดั แสดง
6.2 ความเหมาะสมกบั เนื้อทท่ี ่จี ดั แสดง
6.3 คาอธิบายทเี่ ขียนแสดง ใหเ้ นน้ เฉพาะประเด็นท่สี าคัญและน่าสนใจ
6.4 จัดรปู แบบที่ดงึ ดดู ความสนใจ
6.5 ใชต้ ารางและรปู ภาพประกอบ
6.6 สงิ่ ทแ่ี สดงทกุ อยา่ งตอ้ งถกู ตอ้ ง
6.7 ในกรณที ่เี ป็นสิง่ ประดิษฐ์ สิ่งน้นั ควรอยใู่ นสภาพทท่ี างานได้อยา่ งสมบูรณ์

7. การแสดงผลงานผนู้ าเสนอผลงานจะต้องอธิบาย หรือรายงานปากเปลา่ ถึงขอ้ มูลเก่ยี วกับโครงงาน
ท่จี ดั ทาขนึ้ โดยในการอธบิ ายน้นั ใหค้ านงึ ถึงส่ิงตา่ งๆ ตอ่ ไปนี้
7.1 ต้องทาความเข้าใจเกย่ี วกับเร่ืองท่จี ะอธิบายเป็นอยา่ งดี
7.2 คานงึ ถงึ ความเหมาะสมของภาษาที่ใช้กับระดับของผฟู้ ัง ชัดเจน เขา้ ใจง่าย
7.3 ควรรายงานอยา่ งตรงไปตรงมา ไม่วกวน
7.4 พยายามหลีกเลย่ี งการอา่ นรายงานใหผ้ ชู้ มฟัง
7.5 อยา่ ทอ่ งจารายงาน เพราะจะทาให้ไมน่ ่าสนใจและไม่เปน็ ธรรมชาติ
7.6 ขณะที่รายงานนั้นควรมองผฟู้ ัง
7.7 เตรยี มตวั ตอบคาถามเกยี่ วกบั เร่ืองนนั้ ๆ
7.8 เวลาตอบคาถามใหต้ อบอยา่ งตรงไปตรงมาในสิ่งทีถ่ าม
7.9 หากติดขัดในการอธิบายควรยอมรับโดยดี อยา่ กลบเกลอ่ื นหรอื หลีกเล่ยี ง
7.10 ควรรายงานให้เสรจ็ ภายในระยะเวลาทก่ี าหนด
7.11 ควรใช้ส่ือประเภทโสตทัศนูปกรณป์ ระกอบการรายงาน

28

8. การทาแผงสาหรบั แสดงโครงงาน

ใหจ้ ดั ทาแผงสาหรบั แสดงโครงงานตามขนาดดังนี้

แผน่ ก1, ก2 ขนาด 60 ซม.  60 ซม.

แผ่น ข ขนาด 60 ซม.  120 ซม.

ติดบานพบั มหี ่วงรบั และขอสบั ทามุมฉากกบั ตัวแผน่ กลาง ดงั รปู

ใบความรทู้ ี่ 6
เร่อื ง การประเมนิ ผลโครงงาน

การประเมินผลโครงงานเปน็ กิจกรรมทจ่ี าเป็นและมีความสาคัญอกี กจิ กรรมหนึง่ ในกระบวนการ
จัดแสดงโครงงานของผู้เรียน ตามปกติครูผู้สอนจะเป็นผู้ประเมินโครงงาน แบบประเมินผลโครงงานซ่ึง
ปรบั ปรุงรายละเอียดแต่ละด้าน เพอ่ื ให้เหมาะสมกับสภาพของโรงเรียนและครูผสู้ อน โดยกาหนดกฎเกณฑ์
การพิจารณา 5 ดา้ น ดงั น้ี

1. ความร้คู วามเขา้ ใจในเร่อื งทจ่ี ะทา
2. การใช้วธิ ีการทางวิทยาศาสตรท์ ใ่ี ช้แก้ปัญหาทางการศกึ ษา
3. ความคิดสร้างสรรค์
4. การเขียนรายงาน
5. การจัดแสดงโครงงานและการอภปิ รายปากเปล่า
รายละเอียดเกยี่ วกับเกณฑ์การพิจารณาประเมนิ ผลโครงงาน มีหลักเกณฑ์ด้านต่างๆ ดงั น้ี
1. ความรคู้ วามเขา้ ใจในเร่อื งทีจ่ ะทา โดยพิจารณาจาก

1.1 การใชศ้ ัพท์เทคนิคไดถ้ กู ตอ้ งและเหมาะสม
1.2 การใช้หลักเกณฑ์ถกู ตอ้ งและเหมาะสม
1.3 มคี วามเขา้ ใจในหลกั การสาคญั ๆ ของเร่ืองทที่ า

29

1.4 การคน้ หาเอกสารอ้างอิงถูกตอ้ งเหมาะสม
1.5 การไดร้ บั ความรู้เพม่ิ เตมิ จากการทาโครงงานนอกเหนือจากทีเ่ รยี นหลกั สตู รปกติ
2. การใชว้ ธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ที่ใช้แก้ปัญหาทางการศกึ ษา โดยพจิ ารณาจาก
2.1 การสงั เกตท่ีนามาส่ปู ญั หา
2.2 มีการศึกษาค้นคว้าข้อมูลหรือข้อเท็จจริงต่างๆ เพ่ือเป็นพื้นฐานเกี่ยวกับเร่ืองท่ีกาลัง

ศึกษามีความเหมาะสมและต้ังสมมุติฐานทีถ่ ูกตอ้ งชดั เจน
2.3 การออกแบบการทดลองหรือการประดิษฐ์มีความสอดคล้องกับปัญหาหรือสมมุติฐาน

เพียงใด
2.4 การวัดและการควบคุมตัวแปรต่างๆ กระทาได้ครบ ถูกต้อง อุปกรณ์และเคร่ืองมือท่ี

เลือกใช้เหมาะสม การรวบรวมข้อมูลกระทาได้ละเอียดถูกต้องตรงตามจุดประสงค์ที่
ตอ้ งการศึกษา การบนั ทึกขอ้ มูลมีความเป็นระเบียบเรียบรอ้ ยและเหมาะสม
2.5 การแปลความหมาย และการสรุปผลมคี วามสอดคลอ้ งกบั ผลทีไ่ ด้มากนอ้ ยเพยี งใด
3. ความคิดสร้างสรรค์ โดยพิจารณาจาก
3.1 ปญั หาหรือเรื่องทีท่ ามีความสาคญั และมคี วามแปลกใหมเ่ พียงใด
3.2 ได้มีการดดั แปลง เปลยี่ นแปลง หรอื เพ่ิมเติมแนวคิดที่แปลกใหมล่ งไปในโครงงานที่
ทามากนอ้ ยเพยี งใด
3.3 มีการคิดและใช้วิธีการใหม่ แปลกในการควบคุมหรือวัดตัวแปร หรือเก็บรวบรวม
ขอ้ มลู ตา่ งๆ มากนอ้ ยเพียงใด
3.4 การเลอื กและนาวัสดุอปุ กรณ์มาใช้ใหเ้ กิดประโยชน์
3.5 ความสามารถในการเสนอแนะประโยชนท์ ่ไี ด้รบั จากโครงงาน
4. การเขยี นรายงาน โดยพจิ ารณาจาก
4.1 ความถกู ตอ้ งของแบบฟอร์มครอบคลมุ หวั ขอ้ ท่ีสาคัญ แบง่ เป็นแตล่ ะหัวข้อออกอย่าง
ชดั เจน
4.2 เสนอสาระในแตล่ ะหัวขอ้ ถกู ต้อง ชดั เจน รัดกุม สละสลวย
4.3 การแสดงหลักฐานการบันทึกขอ้ มูลอย่างเพียงพอ ตอ่ เน่อื ง และเป็นระเบียบ
4.4 การออกแบบการนาเสนอขอ้ มูลชดั เจน รดั กมุ และเหมาะสม
4.5 การอภิปรายผลอยา่ งมีเหตผุ ลและสร้างสรรค์
5. การจดั แสดงโครงงานและการอภปิ รายปากเปลา่ โดยพจิ ารณาจาก
5.1 การจัดแสดงโครงงานได้น่าสนใจ ตลอดจนการออกแบบและตดิ ต้งั ได้สวยงาม
5.2 การเขียนคาอธิบายในแผ่นโปสเตอรช์ ดั เจน เขา้ ใจง่าย
5.3 การจดั แสดงวสั ดอุ ุปกรณ์ครบถ้วน
5.4 การอภปิ รายชัดเจนและใชภ้ าษาได้ถูกต้องตอบคาถามถกู ต้องและคล่องแคล่ว

30

บนั ทกึ หลงั การสอน

1. ผลการเรียน
…………………………………………………………………………….………………………………………………..………………
………………………………………………..……………………………………………………………………………………………
……………………………………..………………………………………………………………………………………………………
………..……………………………………………………………………………….………………………………………………..…
……………………………………………………………..………………………………………………………………………………

2. ปัญหา/อปุ สรรค
…………………………………………………………………………….………………………………………………..………………
………………………………………………..……………………………………………………………………………………………
…………………..………………………………………..…………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………….………………………………………………..………………
………………………………………………..……………………………………………………………………………………………
…………………..………………………………………..…………………………………………………………………………………

3. แนวทางพฒั นา/ แนวทางแก้ไข
…………………………………………………………………………….………………………………………………..………………
………………………………………………..……………………………………………………………………………………………
…………………..………………………………………..…………………………………………………………………………………
…………………..………………………………………..…………………………………………………………………………………

ลงช่ือ.............................................ครผู ู้สอน
(...................................................)
ตาแหน่ง ครู
………/………/……….

31

แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 2

เร่อื ง ความรเู้ กี่ยวกับโครงงานและทกั ษะการเป็นพลเมืองดิจทิ ลั

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ................................................... วชิ า.....................รหสั วชิ า…………………….

ภาคเรียนท่.ี ............ปีการศึกษา...................... เวลา 2 ชวั่ โมง

สาระสาคญั
1. การใช้แหล่งข้อมูลเพือ่ ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ใน

เรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาในกลุ่มสาระการเรียนรู้ แหล่งข้อมูลท่ีมีอยู่หลากหลาย และสามารถ
ดาเนนิ การไดจ้ ริง อันจะนามาซ่งึ ปญั หาหรอื ประเด็นที่ผ้เู รียนสนใจ เพือ่ สนองความตอ้ งการในการเรียนรู้ของ
ผ้เู รียนเปน็ รายบคุ คล หรอื เปน็ กลุ่มท่มี ีความสนใจ มีความตอ้ งการในส่งิ ทีค่ ลา้ ยคลงึ กนั

2. การพิจารณาปญั หาท่จี ะศึกษาคน้ คว้า เกณฑใ์ นการเลอื กปญั หา มดี งั ต่อไปน้ี
2.1 เปน็ ปัญหาทีต่ รงกับความสนใจของตนเอง
2.2 เปน็ ปญั หาท่ีตรงกบั ระดบั ความรแู้ ละความสามารถเปน็ อย่างดี
2.3 เปน็ ปญั หาที่แปลกใหมน่ ่าสนใจ
2.4 เปน็ ปัญหาที่มแี หล่งข้อมูลความรใู้ นการศกึ ษาค้นคว้าอย่างเพยี งพอ
2.5 เปน็ ปญั หาท่ีมีลกั ษณะเฉพาะเจาะจง
2.6 เปน็ ปัญหาทม่ี แี นวทางในการแกไ้ ขอยา่ งชัดเจน
2.7 เปน็ ปัญหาที่ส่งเสรมิ ความรู้ และความคิดสรา้ งสรรค์
2.8 การนาเสนอปญั หาทจ่ี ะศกึ ษา

3. มีความรคู้ วามเข้าใจและสามารถปฏิบัตติ นได้อยา่ งถกู ต้องปลอดภัยเก่ยี วกบั ทักษะการเปน็
พลเมอื งดิจิทลั

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. ผู้เรียนสามารถค้นคว้าหาแหล่งข้อมูลท่ีเกี่ยวกับความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จาก

แหลง่ ข้อมลู ตา่ งๆ ที่นา่ เชือ่ ถือได้อยา่ งหลากหลาย
2. ผ้เู รียนบอกได้วา่ ขอ้ มลู ใดท่ีเป็นปัญหาและประเด็นท่ีน่าสนใจ ได้มาอย่างไร จากแหล่งข้อมูลใด มี

รายละเอยี ดของแหล่งข้อมูลอย่างไร และมีทักษะการเป็นพลเมอื งดิจิทลั
3. ผเู้ รียนสามารถคิดและเลอื กปัญหาท่จี ะศกึ ษาไดอ้ ย่างเหมะสม และถูกต้องตามหลักเกณฑ์การเลือก

ปัญหา พรอ้ มทจ่ี ะนาเสนอได้

32

เน้อื หา
1. วิธกี ารศกึ ษาค้นควา้ ข้อมลู จากแหลง่ ข้อมูลต่างๆ
2. เกณฑ์ในการเลือกปัญหาทตี่ อ้ งการศกึ ษาค้นควา้
3. วิธีการนาเสนอปัญหาท่จี ะศึกษาค้นควา้
4. ทกั ษะการเป็นพลเมืองดจิ ิทลั

กิจกรรมการเรยี นรู้
< ชวั่ โมงท่ี 1 >

ขั้นที่ 1 ปรบั เปล่ยี นวธิ คี ิด (Mindset : M)
1. ครูนาเสนอคลปิ ตัวอย่างโครงงานท่ปี ระสบผลสาเรจ็ ไดร้ บั รางวัลระดับประเทศ
2. ใชค้ าถามเพือ่ ชกั จงู และกระตนุ้ ให้ผู้เรยี นสนใจ และแสดงความคดิ เห็นทเี่ กีย่ วกบั ปัญหาใน
บทเรียน หรอื ที่พบเห็นในชีวิตประจาวันอย่างหลากหลาย

ขัน้ ที่ 2 พชิ ติ แรงบันดาลใจ (Inspiration : I)
1. ใหผ้ เู้ รยี นแบ่งกล่มุ ในชนั้ เรยี นตามความสมัครใจ กลุ่มละ 3 – 4 คน
2. ใหผ้ ูเ้ รียนปรึกษากันในกลมุ่ ว่ามปี ญั หาใดบา้ งท่นี า่ สนใจ

ขนั้ ที่ 3 ใสใ่ จการเรยี นรู้ (Nature of Learning : N)
1. มอบใบงานที่ 1 ใหผ้ เู้ รยี นพิจารณาถงึ ส่ิงท่ีสมาชกิ แตล่ ะคนในกลุ่มสนใจทีม่ ีความเกยี่ วขอ้ งกับสาระ

การเรียนรทู้ ่ที าโครงงานอยา่ งหลากหลาย (ไดม้ ากกวา่ 1 เรื่อง) ในกล่มุ ของตนเองวา่ สามารถที่จะศกึ ษา
คน้ ควา้ เพม่ิ เติมในรายละเอียดของปัญหา หรือประเด็นทีน่ ่าสนใจจากแหล่งข้อมลู ทใ่ี ดบ้าง โดยชว่ ยกนั ทาลงใน
ใบงานท่ี 1

2. ให้แต่ละกลุ่มนาเสนอแหล่งข้อมูลท่ีสามารถค้นคว้าความรู้ท่ีเก่ียวข้องหน้าชั้นเรียน โดยใช้วิธีสุ่ม
ให้ผู้เรยี นมานาเสนอ 3 – 4 กลุม่
ขัน้ ท่ี 4 นาไปสกู่ ารเสรมิ สร้างพลงั ความสามารถ (Empowerment : E)

1. ผเู้ รยี นช่วยกันสรุป จากการนาเสนอแหล่งขอ้ มลู ของทุกกลุม่ วา่ มแี หลง่ ข้อมูลอะไรบา้ ง
2. แจกใบงานท่ี 2 ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มไปค้นคว้าข้อมูล เพื่อหาประเด็นหรือปัญหาของโครงงานท่ี
กล่มุ ตนเองสนใจมากท่ีสดุ พรอ้ มรายละเอยี ดวา่ ไดม้ าอยา่ งไร และมรี ายละเอียดของขอ้ มูลอย่างไร
3. กระตนุ้ ให้ผู้เรยี นเหน็ ความสาคัญของการจัดทาโครงงาน การสรา้ งนวตั กรรม ความเป็น
ระเบยี บเรยี บร้อย ความสวยงาม ร่วมกันสรปุ ประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั จากการเรยี น

33

< ชัว่ โมงท่ี 2>
ขน้ั ที่ 1 ปรบั เปล่ยี นวิธคี ิด (Mindset : M)

1. ทบทวนความรเู้ รอ่ื งแหลง่ ข้อมลู โดยการซักถาม เช่น
- ผ้เู รยี นไปใชแ้ หลง่ ข้อมลู จากแหล่งใด
- ปัญหาที่ผู้เรียนแต่ละกลุ่มได้มาคืออะไร

2. ครนู าเสนอวีดโี อตัวอยา่ งกรณีปญั หาสังคมจากการถูกหลอกลวงในโลกออนไลน์
- ผู้เรียนร่วมกันวิเคราะหส์ าเหตขุ องปัญหาการถกู หลอกลวงในโลกออนไลน์

ข้ันที่ 2 พิชิตแรงบันดาลใจ (Inspiration : I)
1. ครูอธิบายถึงการพิจารณาปัญหาที่ศึกษา เพื่อนาไปสู่การทาโครงงาน พร้อมยกตัวอย่างให้เกิด

ความท้าทายในกาจดั ทาโครงงาน
2. ครูอธิบายเก่ยี วกบั ทักษะการเป็นพลเมืองดิจิทลั ทเ่ี กี่ยวข้องและจาเป็น

ขัน้ ที่ 3 ใส่ใจการเรียนรู้ (Nature of Learning : N)
1. ให้ผเู้ รยี นพิจารณาปัญหาที่ผเู้ รยี นไดเ้ ลือกมาจากใบงานชัว่ โมงท่ีผ่านมาวา่ เป็นปัญหาที่เหมาะสม

ในการทาโครงงานหรือไมพ่ ร้อมท้งั บอกเหตผุ ลประกอบ
2. ให้ผู้เรียนแสดงถึงทักษะการรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร หมายถึง รู้จักเลือกและจัดการข้อมูล

ข่าวสารได้ เข้าใจ ส่ือและตีความข้อมูลข่าวสารได้ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารท่ีตนเองต้องการได้ รู้จักใช้สื่อ
เทคโนโลยอี ย่างสร้างสรรค์ และมคี ุณธรรมจริยธรรมในการใช้ส่ือเทคโนโลยี

ขั้นท่ี 4 นาไปสู่การเสรมิ สรา้ งพลังความสามารถ (Empowerment : E)
มอบใบงานเร่ือง การพจิ ารณาปญั หาที่ศกึ ษา ใหแ้ ตล่ ะกลุม่ ทาและผเู้ รยี นช่วยกนั สรปุ หลกั เกณฑ์

การพจิ ารณาปัญหาที่ศกึ ษา และใหแ้ ต่ละกลุ่มนาเสนอหลกั เกณฑก์ ารพิจารณาปญั หาทศี่ ึกษา

< ชว่ั โมงที่ 3>

ขน้ั ท่ี 1 ปรบั เปลย่ี นวธิ คี ดิ (Mindset : M)
ทบทวนความรเู้ ร่ืองการพจิ ารณาปัญหาท่ศี กึ ษา โดยการพดู คยุ ซกั ถามแตล่ ะกลุม่

ขั้นที่ 2 พชิ ติ แรงบนั ดาลใจ (Inspiration : I)
ผูเ้ รียนกลุม่ เดมิ ในช่ัวโมงทีผ่ า่ นมา กลุ่มละ 3 – 4 คน ครูและเพ่ือนๆ ซักถามขอ้ สงสัยให้

นาเสนอแรงบนั ดาลใจ
ข้นั ท่ี 3 ใส่ใจการเรยี นรู้ (Nature of Learning : N)

ตัวแทนแต่ละกลุม่ นาเสนอใบงาน

34

ข้ันที่ 4 นาไปส่กู ารเสรมิ สรา้ งพลังความสามารถ (Empowerment : E)
ครแู ละผูเ้ รยี นช่วยกันสรปุ เกย่ี วกบั ปญั หาทีน่ าเสนอว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพยี งใด
แต่ละกลุ่มยกระดับสคู่ ณุ ภาพการจัดทาโครงงานของแตล่ ะกลุ่ม

สอ่ื การเรียนการสอน
1. หนังสอื หรอื วารสาร
2. ใบงานท่ี 1 , 2 , 3 และใบความรู้

การวดั และประเมินผล
1. สงั เกตจากการเข้ารว่ มกจิ กรรมในแต่ละตอน เชน่ การถาม – ตอบ
2. พจิ ารณาผลงานของกลมุ่ ที่นาเสนอหน้าชนั้ เรยี น
3. แบบประเมินการนาเสนอหน้าชนั้ เรียน

ใบความรู้ เร่ืองแหล่งข้อมูล
แหล่งข้อมูล

เพื่อให้ผู้เรียนได้ค้นพบส่ิงที่ตนเองสนใจได้อย่างกว้างขวาง นอกเหนือจากการเรียนในชั้นเรียน
และการอ่านหนังสือแบบเรียนแล้ว ผู้เรียนควรจะได้ศึกษาหาความรู้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพ่ิมเติมอีก
ดังตอ่ ไปน้ี

1. การอ่านหนงั สือตา่ งๆ เช่น ตารา หนงั สือพมิ พ์ วารสาร เป็นตน้
2. การไปเยยี่ มชมสถานทีต่ า่ งๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม หน่วยงานวิจยั หอ้ งปฏิบัติการ
3. การฟังบรรยายทางวชิ าการ การฟงั และชมรายการทางวิทยุ โทรทัศน์
4. จากกิจกรรมการเรยี นการสอนในโรงเรียน
5. งานอดิเรกของผเู้ รียนเอง
6. การเขา้ ชมนทิ รรศการ หรืองานประกวดโครงงาน
7. การศกึ ษาโครงงานทม่ี ผี อู้ ื่นทาไวแ้ ลว้
8. การสนทนากับครอู าจารย์ เพ่อื นๆ หรอื บุคคลอ่นื ๆ
9. การสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆ รอบๆ ตวั
10. จากคอมพิวเตอร์
ส่ิงสาคัญที่สดุ ทีค่ วรจดบนั ทึกทุกครัง้ เมือ่ ไดข้ อ้ มลู ที่ตอ้ งการแลว้ คอื ทม่ี าของขอ้ มูล
ซ่งึ ประกอบดว้ ย ชอ่ื เรือ่ ง ช่ือผูเ้ ขยี นหรือผแู้ ตง่ ชือ่ หนังสอื วัน เดอื น ปที ่พี ิมพ์ และสานักพิมพ์

35

ใบความรู้ เรื่องทกั ษะการเปน็ พลเมอื งดจิ ทิ ัล

แนวคิดทฤษฏเี กี่ยวกบั ทกั ษะการเปน็ พลเมืองดิจิทัล
ความฉลาดทางดิจิทัล เป็นผลจากศึกษาและพัฒนาของ DQ Institute หน่วยงานที่เกิดจาก

ความร่วมมือกันของภาครัฐและเอกชนทั่วโลกประสานงานร่วมกับเวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม (World
Economic Forum) ที่มุ่งมั่นใหเ้ ดก็ ๆ ทุกประเทศไดร้ ับการศึกษาด้านทักษะพลเมอื งดิจิทัลท่ีมีคุณภาพและ
ใช้ชวี ติ บนโลกออนไลนอ์ ย่างปลอดภัย ในทกั ษะ 8 ด้านของความฉลาดดจิ ิทลั ในระดับพลเมืองดิจิทัล ซ่ึงเป็น
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดจิ ทิ ัลและส่ือในรปู แบบที่ปลอดภัยรับผดิ ชอบ และมจี ริยธรรม ดงั นี้

1. เอกลักษณ์พลเมืองดิจิทัล (Digital Citizen Identity) เป็นความสามารถสร้างและบริหาร
จัดการอตั ลกั ษณ์ท่ีดีของตนเองไว้ไดอ้ ยา่ งดที ัง้ ในโลกออนไลนแ์ ละโลกความจรงิ

2. การบริหารจัดการเวลาบนโลกดิจิทัล (Screen Time Management) เป็นความสามารถ
ควบคุมตนเอง ความสามารถในการจดั สรรเวลาในการ ใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลและอุปกรณ์เทคโนโลยีได้อย่าง
มปี ระสิทธิภาพ

3. การจัดการการกล่ันแกล้งบนไซเบอร์ (Cyberbullying Management) การใช้
อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือหรือช่องทางเพ่ือป้อนกันการก่อให้เกิดการคุกคามล่อลวงและการกล่ันแกล้งบน
โลกอนิ เทอร์เน็ตและส่ือสังคมออนไลน์

4. การจัดการความปลอดภัยบนระบบเครือข่าย (Cybersecurity Management) การ
จัดการความปลอดภัยบนระบบเครอื ข่าย

5. การจัดการความเป็นสว่ นตวั (Privacy Management) เป็นความสามารถในการจัดการกับ
ความเป็นสว่ นตวั ของตนเองและของผู้อน่ื

6. การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) หมายถึง ความสามารถในการตัดสินของ
บุคคลว่าควรเช่ือ ไม่ควรเช่ือ ควรทา หรือไม่ควรทาบนความคิดเชิงเหตุและผล มีความสามารถในการ
วิเคราะห์แยกแยะระหว่างขอ้ มูลทถี่ ูกตอ้ งและข้อมลู ท่ีผิด

7. ร่องรอยทางดจิ ทิ ัล (Digital Footprints) เปน็ ความสามารถในการเข้าใจธรรมชาติของการ
ใชช้ วี ติ ในโลกดิจิทัลวา่ จะหลงเหลอื ร่องรอยขอ้ มลู ทงิ้ ไว้เสมอ

8. ความเหน็ อกเหน็ ใจและสร้างสัมพันธภาพท่ีดีกับผู้อื่นทางดิจิทัล (Digital Empathy) เป็น
ความสามารถในการเข้าใจผู้อ่ืน
ทักษะพลเมอื งดจิ ทิ ัล

1. ทักษะการตระหนักรู้ในตนเอง หมายถึง การรู้จักและเข้าใจตนเอง รู้ถึงความต้องการของ
ตนเองได้ รู้จุดเด่นและจุดด้อยของตนเอง ประเมินตนเองได้ตามความเป็นจริง และรู้อารมณ์และความรู้สึก
ของตนเองได้

36

2. ทักษะการรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร หมายถึง รู้จักเลือกและจัดการข้อมูลข่าวสารได้ เข้าใจ
สื่อและตีความข้อมูลข่าวสารได้ เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ตนเองต้องการได้ รู้จักใช้ส่ือเทคโนโลยีอย่าง
สรา้ งสรรค์ และมคี ณุ ธรรมจรยิ ธรรมในการใช้สื่อเทคโนโลยี

3. ทักษะการมีปฏิสัมพันธ์ต่อผู้อ่ืน หมายถึง การมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อ่ืน มีภาวะของการ
เป็นผู้นาและผู้ตามท่ีดีสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้เหมาะสม และสามารถทางานร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมี
ความสุข

4. ทกั ษะการปกป้องและเคารพตนเอง หมายถึง การรู้จักรักษาช่ือเสียงของตนเอง ไม่คัดลอก
ผลงานของผู้อ่ืน รจู้ กั การป้องกนั ตนเองจากสถานการณเ์ ส่ียง มีความรับผดิ ชอบในสงิ่ ท่ตี นเองได้กระทา และ
เคารพในความเป็นส่วนตัวของตนเองและผู้อ่ืน โดยการใช้แบบสัมภาษณ์นักเรียน แบบประเมินทักษะ
พลเมืองดจิ ิทลั โดยเปน็ การประเมนิ ทกั ษะพลเมอื งดจิ ทิ ัล

37

ชอ่ื (กลมุ่ ) ใบงานที่ 1 .

ช้ัน

คาช้ีแจง : ใหผ้ เู้ รียนรว่ มปรึกษาหารือกนั ในกล่มุ แลว้ ทากิจกรรมต่อไปน้ี

1. ใหผ้ ู้เรียนช่วยกันพจิ ารณาถึงหัวข้อ หรอื ส่ิงต่างๆ ท่ีน่าสนใจท่ี เก่ยี วขอ้ งกับสาระการเรียนร้ทู ท่ี าโครงงาน
แลว้ สรปุ เขียนเปน็ ข้อๆ

2. จากหัวข้อและสิง่ ที่ผู้เรียนสนใจในข้อ 1 ใหช้ ว่ ยกันพิจารณาวา่ จะค้นควา้ หารายละเอยี ดเพ่ิมเตมิ ไดจ้ าก
แหลง่ ข้อมูลใดบา้ ง

…. ……………………….

38

ใบงานที่ 2

ชอื่ (กลุ่ม) ช้ัน .

คาชี้แจง ใหผ้ ู้เรียนช่วยกันคน้ ควา้ หาหัวขอ้ หรอื เรื่องราวที่ผเู้ รยี นสนใจเกย่ี วกับสาระการเรียนร้ทู ท่ี า
โครงงานจากแหล่งข้อมลู จรงิ แล้วเขยี นรายละเอยี ดท่คี น้ ควา้ ได้ลงในใบงานตามหัวข้อต่อไปนี้

หวั ข้อ หรือ เรอื่ งราวท่ีนา่ สนใจเกยี่ วกบั สาระการเรียนรทู้ ี่ทาโครงงาน
เรอ่ื งท่ี 1
ช่อื ผเู้ ขยี น
จากแหล่งขอ้ มลู (ช่อื สถานท่ี และชอื่ หนังสือ หรือวารสาร)

ฉบับท่ี วันที่ เดอื น ปี
สานักพมิ พ์
เรอ่ื งที่ 2
ชอื่ ผเู้ ขยี น
จากแหล่งข้อมูล (ชอื่ สถานที่ และชอ่ื หนังสอื หรือวารสาร)

ฉบบั ท่ี วันที่ เดอื น ปี
สานกั พมิ พ์
เรื่องที่ 3
ชอ่ื ผเู้ ขียน
จากแหลง่ ข้อมลู (ชื่อสถานท่ี และช่ือหนังสอื หรือวารสาร)

ฉบับท่ี วันที่ เดอื น ปี
สานักพมิ พ์
เรื่องที่ 4
ชอื่ ผู้เขียน
จากแหลง่ ข้อมูล (ชอ่ื สถานที่ และชอ่ื หนงั สอื หรอื วารสาร)

ฉบบั ท่ี วันที่ เดอื น ปี
สานกั พมิ พ์

39

ใบความรู้ เรื่องการเลือกหวั ข้อเรอ่ื งหรือปัญหาที่จะศกึ ษา

การคดิ หวั ขอ้ เรอ่ื งหรือปัญหาทจ่ี ะศกึ ษาเปน็ ขัน้ ตอนแรกของการทาโครงงาน ดังน้ันจึงเป็นข้ันตอน
ที่สาคญั ท่สี ดุ และยากท่ีสดุ

โดยทว่ั ไปหวั เร่อื งของโครงงานมักจะได้มาจากปญั หา คาถาม หรือความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับ
เรอ่ื งต่างๆ ของผู้เรียนเอง เพราะฉะน้ันหัวเร่ืองหรือปัญหาท่ีจะศึกษาควรให้ผู้เรียนเป็นผู้คิดและเลือกด้วย
ตนเอง โดยท่ีหัวข้อเรื่องของโครงงานควรมีความเฉพาะเจาะจงและชัดเจน มุ่งชัดว่าจะศึกษาส่ิงใดหรือตัว
แปรใด และควรเป็นเรอ่ื งท่ีแปลกใหม่ ซึ่งแสดงถงึ ความคดิ สร้างสรรคด์ ว้ ย นอกจากนัน้ หากคานึงถึงเรื่องที่
เป็นประโยชนด์ ว้ ยก็จะทาให้โครงงานนน้ั มคี ณุ คา่ ย่งิ ขึน้
1. แนวคิดในการเลอื กหวั ข้อเรือ่ งเพื่อทาโครงงานอาจไดม้ าจาก

1.1 จากการอา่ นหนังสอื ตา่ งๆ เชน่ ตารา หนังสือพิมพ์ วารสารฯ
1.2 จากการไปเยยี่ มชมสถานศึกษาต่างๆ เช่น วนอุทยาน สวนสัตว์ พิพิธภณั ฑ์
โรงงานอุตสาหกรรม หน่วยงานวจิ ยั ห้องปฏิบัตกิ าร ฯลฯ
1.3 จากการฟงั คาบรรยายทางวชิ าการ การฟังและชมรายการทางวทิ ยุ และโทรทศั น์
1.4 จากกจิ กรรมการเรยี นการสอนในโรงเรียน และสนทนากบั ครู
1.5 จากงานอดิเรกของผู้เรยี นเอง
1.6 จากการเข้าชมนทิ รรศการ หรืองานประกวดโครงงานทจ่ี ดั ในปีทผ่ี ่านมา
1.7 จากการศกึ ษาโครงงานท่ีผ้อู น่ื ทาไว้แลว้
1.8 จากการสังเกตปรากฏการณ์รอบตัว
หลงั จากผูเ้ รยี นไดห้ วั ขอ้ เร่ืองกวา้ งๆ ทีส่ นใจแล้ว ขัน้ ตอนต่อไปคอื หาแหลง่ ขอ้ มูล ท่ีผู้เรียน
จะสามารถศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม การศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องจะช่วยให้ ผู้เรียนได้
แนวความคดิ ท่จี ะกาหนดขอบข่ายของเรื่องท่ีจะศึกษาค้นคว้าให้เฉพาะเจาะจงมากข้ึน และได้ความรู้ที่จะ
ศึกษาเพิ่มเติมมากข้ึน จนสามารถออกแบบและวางแผนการดาเนินการทาโครงงานน้ันได้อย่างเหมาะสม
นอกจากจะทราบแหล่งท่ีจะทาให้ได้ปัญหาในการทาโครงงานแล้ว ผู้ทาควรทราบหลักเกณฑ์ในการเลือก
หัวขอ้ ปัญหาประกอบด้วยจงึ จะทาใหไ้ ดห้ ัวขอ้ เป็นปญั หาท่ีดแี ละเหมาะสมในการทาโครงงาน
2. การพจิ ารณาปัญหาทีจ่ ะศึกษา อาศัยเกณฑก์ ารพจิ ารณาดงั ตอ่ ไปน้ี
2.1 เลือกปัญหาโดยคานึงถึงความสนใจของตนเองเป็นท่ีต้ัง เพราะความสนใจจะเป็น
แรงจงู ใจใหผ้ ู้ทาโครงงานประสบความสาเร็จ
2.2 เลือกปัญหาท่ตี รงกบั ความสามารถและระดบั ความรู้ของตนเอง กลา่ วคือ ควรจะเลือก
ปัญหาที่ตนเองมีพ้ืนฐานความรู้ เพราะการมีพ้ืนฐานความรู้จะทาให้มีแนวทางที่จะเสาะแสวงหาความรู้
เพิม่ เติม เพอื่ ให้การทาโครงงานน้ันสาเรจ็ ลุลว่ งไดอ้ ยา่ งดีและรวดเร็วย่งิ ขึน้

40

2.3 เลือกปัญหาที่มีคุณค่าและเป็นปัญหาใหม่ๆ เพ่ือผลการทาโครงงานที่ได้จะเป็นการ
เพิ่มพนู ความรใู้ หมๆ่ ซึง่ จะนาไปเสรมิ สรา้ งทฤษฎี อีกทงั้ นาไปใชใ้ ห้เป็นประโยชน์ในทางปฏิบัตไิ ด้

2.4 เลือกปัญหาโดยคานึงถึงความเหมาะสมในเร่อื งของเวลา งบประมาณ และกาลังแรงงาน
ของตน ผู้ทาโครงงานจะตอ้ งวิเคราะหส์ ถานะของตนว่าควรทาโครงงานท่มี ขี นาดใหญ่สกั แค่ไหน จงึ จะ
เหมาะสมเพราะการทาโครงงานเปน็ งานทตี่ ้องใช้เวลา งบประมาณ และแรงงาน

2.5 เลือกปญั หา โดยคานงึ ถึงสภาพแวดลอ้ มทจี่ ะเออ้ื อานวยต่อการทาโครงงาน คือ
2.5.1 ปัญหานน้ั จะได้รับความรว่ มมอื จากผูเ้ ก่ียวขอ้ งมากนอ้ ยเพยี งใด
2.5.2 ปญั หาน้ัน มีแหล่งขอ้ มูลหรือเอกสารเพียงพอท่จี ะคน้ ควา้ หรอื ไม่

ลักษณะของปญั หาที่ดี
2.5.2.1 เป็นเร่ืองท่มี ีความสาคัญ มีประโยชน์ คือ ทาใหเ้ กดิ ความร้ใู หมๆ่ และ

นามาใช้ปรับปรุงแก้ไขปญั หาตา่ งๆ ได้ พร้อมท้ังเปน็ การส่งเสริมความคิดสร้างสรรคอ์ กี ดว้ ย
2.5.2.2 เป็นปญั หาที่สามารถวางแผนการดาเนนิ งานตามข้ันตอนตา่ งๆไว้ล่วงหน้า

ได้ และเหน็ ลทู่ างทจ่ี ะทาไดส้ าเร็จ
2.5.2.3 เปน็ ปัญหาทไี่ ม่เกนิ กาลังความสามารถของผู้ทาโครงงานที่จะทาให้สาเร็จ

แม้จะมีอปุ สรรคบางอย่างก็ส่ามารถแกไ้ ขได้
2.5.2.4 เปน็ ปญั หาที่สามารถหาคาตอบได้โดยวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์
2.5.2.5 เปน็ ปญั หาทีส่ ามารถหาข้อมูลมาตรวจสอบสมมุติฐาน เพอ่ื หาข้อสรุป

หรอื ยตุ ปิ ญั หาได้
2.5.2.6 เป็นปัญหาที่สามารถหาเครื่องมือ หรือสร้างเครื่องมือท่ีมีคุณภาพเพ่ือ

รวบรวมข้อมลู ได้
ขอ้ ควรระวงั ในการเลือกหัวขอ้ ปัญหา อยา่ เลือกปัญหาที่ยากเกินไป หรือปญั หาที่กวา้ งไมม่ ี

ขอบเขต ซึ่งผทู้ าโครงงานอาจทาไม่สาเร็จภายในเวลาอนั จากัด ปัญหาท่ีหาข้อยุติไม่ได้ ปัญหาท่ีไม่สามารถ
หาข้อมลู มาทดสอบได้ และปญั หาทไ่ี ม่มีสาระสาคัญ

41

ใบงานท่ี 3 ชน้ั .
เร่ือง การคิดจะเลือกหัวขอ้ หรือปัญหาท่จี ะศกึ ษา

ชื่อ (กล่มุ )

จงเติมคาลงในช่องวา่ ง
ปัญหาหรือหวั ขอ้

ที่มาของปัญหา

ทฤษฎีหรือความรทู้ ่ีเกี่ยวขอ้ งในเร่ืองที่ทา

แนวทางการแกป้ ญั หา

ระยะเวลา

วัสดุ / อุปกรณ์
งบประมาณ
ประโยชน์ / ผลทค่ี าดวา่ จะได้รับ

แหลง่ ข้อมลู

42

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 3

เรือ่ ง ความรู้เกยี่ วกบั การเขียนเคา้ โครงของโครงงาน

กล่มุ สาระการเรยี นรู้.......................................................... วชิ า.....................รหสั วิชา…………………….

ภาคเรียนที.่ ............ปกี ารศกึ ษา...................... เวลา 1 ชวั่ โมง

สาระสาคัญ
โครงงานท่ีดตี อ้ งมลี ักษณะ ดังนี้
1. วัตถุประสงค์ เนื้อหา วิธีการ ต้องมีความชัดเจน เข้าใจง่าย มีความสอดคล้อง และสนองต่อ

ความจาเป็น
2. โครงงานทด่ี ี ตอ้ งมีความสอดคล้องกับนโยบายและแผนงานของหนว่ ยงาน
3. โครงงานท่ีดี ต้องมีความเป็นไปได้ในการดาเนินงานโครงงาน โดยที่สามารถวัดและประเมินผล

โครงงานนนั้ ๆ ได้
4. โครงงานทด่ี ี ตอ้ งมกี ารระบเุ วลาในแตล่ ะช่วง ต้ังแต่เรม่ิ ต้นจนสน้ิ สดุ โครงงานโดยละเอยี ด
5. โครงงานทด่ี ี ควรมกี ารศึกษาและวิเคราะห์ขอ้ มูลทไ่ี ด้อยา่ งถกู ต้องตรงกบั ความเปน็ จริง
6. โครงงานท่ีดี ต้องได้รับการสนบั สนุนจากบุคคลและหน่วยงานอย่างเหมาะสม
7. โครงงานที่ดี ต้องมีความสอดคล้องระหว่างหลักการ เหตุผล วิธีดาเนินการ และวัตถุประสงค์

ของโครงงาน
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

ผูเ้ รียนสามารถวางแผนและดาเนินการเขียนเค้าโครงของโครงงานได้
เน้อื หา

การเขียนเคา้ โครงของโครงงาน
กิจกรรมการจดั การเรยี นรู้

ขัน้ ท่ี 1 ปรับเปลย่ี นวธิ ีคดิ (Mindset : M)
ครูอธิบายถึงความรู้เบื้องต้นเก่ียวกับโครงงานว่ามีความสาคัญมาก ดังน้ันผู้เรียนควรจะต้องมีการ

เขียนเค้าโครงของโครงงานข้นึ เพื่อให้โครงงานของผู้เรยี นบรรลเุ ปา้ หมายในการทาโครงงาน

ขัน้ ที่ 2 พิชติ แรงบนั ดาลใจ (Inspiration : I)
1. ครูแจกใบความรู้เร่ือง การเขียนเค้าโครงของโครงงาน และแจกแบบฟอร์มการจัดทาเค้าโครงของ

โครงงาน
2. ครูอธิบายตามใบความรู้เร่ือง การเขียนเค้าโครงของโครงงานและอธิบายถึงแบบฟอร์มการจัดทา

เค้าโครงของโครงงาน เพ่อื ให้นกั เรียนเกิดแรงบันดาลใจในการทาโครงงาน

ข้ันที่ 3 ใสใ่ จการเรียนรู้ (Nature of Learning : N)

43

ผู้เรยี นมคี วามรูค้ วามเข้าใจในการเขียนเคา้ โครงของโครงงานและอธบิ ายถึงแบบฟอร์มการจัดทาเค้าโครง
ของโครงงานไดช้ ัดเจน ครแู ละผูเ้ รียนชว่ ยกนั สรุปว่า ในการเขยี นเค้าโครงของโครงงานนน้ั ประกอบดว้ ยเน้ือหา
ทส่ี าคัญอะไรบา้ ง
ขน้ั ที่ 4 นาไปสู่การเสรมิ สร้างพลงั ความสามารถ (Empowerment : E)

ผเู้ รยี นสามารถเขียนเค้าโครงของโครงงานประกอบด้วยเน้อื หาครบถว้ นตามโครงสรา้ ง
สื่อการเรียนการสอน

1. ใบความรู้
2. แบบฟอรม์ การทาเคา้ โครงของโครงงาน
การวดั ผลและประเมนิ ผล
1. สงั เกตจากการมีสว่ นร่วมในกจิ กรรมการเรียนการสอนในช้นั เรยี น
2. ตรวจชน้ิ งาน

ใบความรู้
เรื่อง การเขียนเคา้ โครงของโครงงาน

หลักการเขียนเคา้ โครงงาน ประกอบดว้ ย

1. ช่ือโครงงาน

ชอื่ โครงงานทดี่ ีควรมีลกั ษณะดังน้ี เปน็ ขอ้ ความท่มี คี วามกะทดั รัด ชัดเจน ช่อื ของโครงงานเมื่ออา่ น

แล้วควรมองเห็นภาพพจน์ของโครงงานนั้น ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ชื่อโครงงานควรเป็นหัวข้อท่ีเป็น

ปญั หา และนา่ สนใจต่อผพู้ บเหน็ และสามารถนาไปใชป้ ระโยชน์ได้

2. ชอื่ ผทู้ าโครงงาน

ตอ้ งมีการระบชุ ื่อผูท้ าโครงงาน โดยมกี ารระบุ ชือ่ -นามสกุล

เลขที่ ชั้น/ห้อง โรงเรยี น

3. ชือ่ ท่ีปรึกษาโครงงาน

ท่ปี รกึ ษาโครงงานควรมลี กั ษณะดังน้ี

3.1 เป็นผู้เช่ียวชาญในเนื้อหาของโครงงานนน้ั

3.2 เป็นผูท้ ี่มีเวลาในการใหค้ าแนะนาปรึกษา เม่อื มีปญั หาในการดาเนินงานโครงงาน

3.3 เปน็ ผทู้ พี่ บปะไดง้ า่ ย และสะดวกตอ่ ผูท้ าโครงงาน

3.4 เป็นผทู้ ่ีเต็มใจและพอใจในการใหค้ าแนะนาปรึกษาชว่ ยเหลอื การดาเนนิ โครงงาน

3.5 เปน็ ผทู้ ่ีมีความเขา้ ใจท่ดี ีกับผดู้ าเนินโครงงาน

3.6 เปน็ บุคคลทีเ่ ป็นท่ีรูจ้ ักกันดขี องบคุ คลท่วั ไป

การเขยี นชื่อท่ปี รกึ ษาโครงงานน้ัน ต้องมีการระบดุ งั น้ี

44

ชอื่ -นามสกุล ตาแหนง่

สถานท่ที างาน เบอรโ์ ทรศพั ท์

4. ท่ีมาและความสาคญั ของโครงงาน

ท่มี าและความสาคญั ของโครงงาน ควรมลี ักษณะดงั น้ี มกี ารบง่ ชีร้ ากฐานความเปน็ มาของ

โครงงานว่ามีท่ีมาอย่างไร มีแนวความคิดเป็นพื้นฐานที่มาของโครงงานน้ันๆ อย่างไร ควรให้ผู้อ่าน หรือ

ผู้ใช้โครงงานอยา่ งน้อยใหม้ ีความเข้าใจและทราบถงึ พื้นฐานความเปน็ มาแนวคดิ ของโครงงานนั้น ต้องมีการ

เขียนแสดงถึงความสาคัญของโครงงาน จากประเด็นต่างๆ ในโครงงานนั้น มีการระบุความเร่งด่วนของ

โครงงาน ตลอดจนความสมั พนั ธ์ ความผกู พนั ระหว่างโครงงานนน้ั ๆ กบั โครงงาน หรอื ความรู้ตา่ งๆ

ทง้ั ในอดตี ปจั จุบัน และอนาคต

5. จดุ มงุ่ หมายของการศึกษาค้นคว้า

การเขยี นจุดมุ่งหมายของการศึกษาคน้ ควา้ นน้ั ตอ้ งมีลักษณะดงั นี้

5.1 เขียนเปน็ ประโยคคาถามหรอื เป็นประโยคธรรมดากไ็ ด้ หรือจะเขียนผสมกนั ระหวา่ ง

ประโยคท้ังสองอย่างท่ีกล่าวมาแล้วกไ็ ด้

5.2 ควรใชภ้ าษาทีแ่ จม่ ชัด เข้าใจง่าย ไม่วกวน

5.3 สามารถตั้งสมมุตฐิ านได้

5.4 สามารถทาการทดสอบได้

5.5 ควรแยกแยะให้เห็น ส่งิ ท่ตี ้องการศึกษาเป็นรายยอ่ ย ไม่ควรเขยี นคลุมๆ กนั ไว้ทาให้

ขาดความเปน็ ปรนัย

6. สมมุตฐิ านของการศกึ ษาคน้ คว้า (ถา้ มี)

สมมุติฐานของการศึกษาค้นคว้า หมายถึง ข้อความที่ผู้ดาเนินงานเสนอหรือคาดคะเนว่าเป็น

คาตอบของการศึกษาคน้ คว้า มกั เขียนในรปู ขอ้ สรปุ หรือปญั หาท่รี อการพิสูจน์

7. วธิ ดี าเนินงาน

วธิ ดี าเนินงานนจ้ี ะเปน็ สว่ นระบุถงึ แนวทาง กลยทุ ธ์และวิธีท่ีจะทาโครงงานนนั้ ๆ โดยละเอียด

ในการระบวุ ธิ ดี าเนินงานนี้ จะตอ้ งชี้แจงรายละเอยี ดว่าทาอย่างไร เพียงใดจึงจะบรรลุเป้าหมายที่กาหนดตาม

โครงงานมีการระบุถึง วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ระบุวัสดุอุปกรณ์ท่ีใช้ในการดาเนินโครงงานโดยละเอียดเป็นรายข้อ

แนวการศึกษาค้นคว้า ระบุการจัดทาและการดาเนินโครงงานได้แนวความคิดจากแหล่งใด โดยใครและ

นามาประยกุ ตใ์ ชใ้ นโครงงานนีอ้ ยา่ งไร

8. แผนปฏบิ ตั ิงาน

เขยี นแผนการปฏิบัติในการจดั ทาและดาเนินงานโครงงานโดยละเอียดเป็นขั้นตอน ระบุระยะเวลา

ในการดาเนินกิจกรรม ผู้รับผิดชอบและงบประมาณ แผนปฏิบัติงานแบ่งออกเป็นข้ันๆ โดยสรุป ดังน้ี

ขั้นตอนดาเนินงานเป็นขั้นตอนท่ีผู้รับผิดชอบโครงงานต้องเตรียมการก่อนดาเนินงาน เช่น ศึกษาค้นคว้า

45

เอกสารอ้างอิง ประชุมผู้รับผิดชอบโครงงาน เลือกหัวข้อในการทาโครงงาน จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์และ

แบง่ หน้าท่ีตามความรับผิดชอบภายในกลุ่ม ข้ันดาเนนิ งาน

ระบุรายละเอียดตั้งแต่เริ่มดาเนินการ จนโครงงานสาเร็จเป็นขั้นตอนในแต่ละช่วงเวลา ขั้นวัดผลและ

ประเมินผล ระบุเคร่ืองมือท่ีใช้ในการวัดและประเมินผลว่าใช้เครื่องมือชนิดใดบ้าง เช่น การสังเกต การ

ซกั ถาม หรอื แบบทดสอบ เปน็ ต้น

9. ผลทคี่ าดว่าจะไดร้ บั

ผลท่ีคาดวา่ จะไดร้ บั จะเป็นการระบุถึงประโยชนห์ รอื ผลท่พี ึงจะได้รบั หลังจากสนิ้ สดุ การทาโครงงาน

น้ันๆ แล้ว เป็นการแสดงผลกระทบที่ดี ท้ังทางตรงและทางอ้อม และระบุว่าใครจะได้รับประโยชน์และ

ผลกระทบ หรือมีการเปลี่ยนแปลงในเรอ่ื งอะไรและอยา่ งไรทง้ั เชิงคุณภาพและปรมิ าณ

10. เอกสารอา้ งองิ

เอกสารอา้ งองิ จะเปน็ ส่ิงทที่ าใหผ้ ูด้ าเนินโครงงานมองเหน็ แนวทางในการดาเนนิ งาน และแก้ปัญหา

ของตนได้ดีขึน้ การอา้ งอิงอาจทาได้ 2 วิธี คือ

10.1 การอ้างอิงโดยใชเ้ ชิงอรรถ (Footnote) มหี ลกั การเขียน ดังน้ี

10.1.1 อ้างอิงโดยใช้เลขกากับ ระหว่างข้อความในเน้ือเรื่องกับเอกสารท่ีอ้างอิงในเชิงอรรถ

ตรงกนั เรียงลาดบั ตัวเลขกากบั ในเชิงอรรถ เมอื่ ข้ึนหนา้ ใหม่ใหเ้ ร่มิ ต้นนับหนึง่ ใหม่ ส่วนของเชิงอรรถจะอยู่ทาง

สว่ นลา่ งของหน้ากระดาษ โดยมเี ส้นคัน่ ขวางระหว่างตัวเร่อื งกับเชิงอรรถจากขอบซา้ ยประมาณครงึ่ หน้า

10.1.2 การอ้างอิงจากหนังสือ เชิงอรรถจะระบุส่วนสาคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนที่เก่ียวกับผู้

แต่ง ส่วนช่ือหนังสือท่ีอ้างอิง การเขียนช่ือผู้แต่ง ให้เขียนช่ือก่อนชื่อสกุล ขีดเส้นใต้ชื่อหนังสือ เชิงอรรถ

ภาษาไทยในการบอกเลขหน้าเขียนคาว่า “หน้า” แต่เป็นภาษาอังกฤษเขียนคาว่า “P” นาหน้าเลขบอกหน้า

ในเชิงอรรถภาษาไทยจะไม่ใช้เครื่องหมายใดๆ ค่ันเลย แต่ถ้าเป็นเชิงอรรถภาษาอังกฤษจะใช้เครื่องหมาย

มหัพภาคค่นั แต่ละสว่ น เช่น

ชวาล แพรตั นกลุ เทคนิคการวัดผล หน้า 108

J.W.Best , Research in Education , P.220

10.2 การอ้างอิงโดยใช้บรรณานุกรม แบบการเขียนรายงานเป็นรูปแบบของการเขียนท่ัวไปในการ

เขียนรายงาน คอื

ชื่อ – นามสกลุ ผู้แต่ง

ชื่อหนังสอื

สถานทีพ่ มิ พ์ ปีที่พมิ พ์

พมิ พ์ครง้ั ที่ จานวนหน้าทัง้ หมด เชน่

ชศู รี วงศ์รตั นะ เทคนิคการใชส้ ถติ ิเพ่อื การวิจัย โรงพิมพ์และทาปก เจริญผล 2557. 370 หน้า

46

แบบฟอร์มการจดั ทาเค้าโครงของโครงงาน
1. ช่อื โครงงาน
2. ชอ่ื ผทู้ าโครงงาน
3. ช่อื ทปี่ รึกษาโครงงาน
4. ทีม่ าและความสาคัญของโครงงาน
5. จดุ มุง่ หมายของการศึกษาคน้ ควา้
6. สมมตุ ฐิ านของการศกึ ษาค้นคว้า (ถา้ ม)ี
7. วิธีดาเนินงาน

- วัสดอุ ุปกรณท์ ีต่ ้องใช้
- แนวการศกึ ษาคน้ ควา้
8. แผนการปฏบิ ัติงาน
9. ผลท่คี าดว่าจะได้รับ
10. เอกสารอา้ งองิ

47

แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 4

เร่อื ง ความรเู้ ก่ยี วกับการเขียนเคา้ โครงของโครงงาน

กลุ่มสาระการเรียนรู้............................................................... วชิ า.....................รหสั วชิ า…………………….

ภาคเรยี นที่.............ปกี ารศกึ ษา...................... เวลา 2 ช่ัวโมง

สาระสาคญั
การนาเสนอผลงานเป็นข้ันตอนหนึ่งท่ีมีความสาคัญมาก เป็นการอธิบายถึงการทางานของโครงงาน

ท่จี ัดทาขน้ึ และผลที่ไดร้ ับจากการศึกษาค้นควา้ ของโครงงานน้ันๆ
การเก็บประเมินผลงานโครงงาน เปน็ กจิ กรรมหนึง่ ในการนาเสนอผลงาน ซึ่งในการประเมินนี้เป็นไป

เพื่อเก็บคะแนนและเป็นส่วนหน่ึงของการประเมินผลการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ท่ีจัดทาโครงงาน
ตามปกติ

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
เพ่อื ใหผ้ ้เู รยี นมคี วามรู้ความเขา้ ใจในโครงงานท่ีไดศ้ กึ ษาค้นคว้าน้ันๆ

เน้อื หา
การนาเสนอและการประเมินผลโครงงาน

กิจกรรมการจัดการเรยี นรู้

ขน้ั ที่ 1 ปรับเปลี่ยนวธิ คี ิด (Mindset : M)
1. ครูช้แี จงการนาเสนอโครงงาน (ใบความรู้)
2. เวลาในการนาเสนอโครงงานแตล่ ะกลุม่ ประมาณ 7 – 10 นาที

ข้นั ที่ 2 พชิ ิตแรงบันดาลใจ (Inspiration : I)
ผู้เรียนแต่ละกลมุ่ วางแผนนาเสนอโครงงาน

ข้นั ท่ี 3 ใสใ่ จการเรียนรู้ (Nature of Learning : N)
ผู้เรียนแต่ละกลุ่มนาเสนอโครงงานในขณะที่มีการนาเสนอโครงงานให้ผู้เรียนกลุ่มท่ีเหลือรับแบบ

ประเมนิ ไปประเมินการนาเสนอผลงานของเพ่อื นตามหลักเกณฑท์ ีก่ าหนด
ผู้เรียนและครูรว่ มกนั ซักถามและช้ีแนะ (เพิม่ เติม) หลังจากทน่ี าเสนอเสร็จแลว้ ในแตล่ ะกล่มุ

ขน้ั ที่ 4 นาไปสกู่ ารเสรมิ สรา้ งพลังความสามารถ (Empowerment : E)
ครูใหแ้ นวคิดและสรา้ งแรงบนั ดาลใจแกผ่ ู้เรยี น มีการขยายผลโครงงานท่ีเป็นประโยชน์สูช่ ุมชน

สือ่ การเรยี นการสอน
1. ใบความรู้
2. แบบประเมิน (สาหรับคร)ู
3. แบบประเมนิ (สาหรบั ผูเ้ รยี น)

48

การวดั ผลและประเมนิ ผล
พิจารณาจากแบบประเมินทงั้ ครูและผู้เรียน

ใบความรู้

เร่ือง การนาเสนอโครงงาน และหลกั เกณฑ์การประเมนิ โครงงาน
1. การนาเสนอโครงงาน

การนาเสนอผลงานต้องอธิบายหรือรายงานปากเปล่า หรือตอบคาถามต่างๆ ต่อผู้ชมหรือกรรมการ
ตดั สนิ โครงงาน การอธิบายตอบคาถามหรอื รายงานปากเปล่านั้น ควรคานงึ ถงึ สง่ิ ต่างๆ ต่อไปน้ี

1.1 ตอ้ งทาความเขา้ ใจกบั เรอ่ื งท่จี ะอธิบายเป็นอย่างดี
1.2 คานึงถึงความเหมาะสมของภาษาท่ใี ชก้ บั ระดับผ้ฟู งั ควรใหช้ ดั เจน และเขา้ ใจงา่ ย
1.3 ควรรายงานอย่างตรงไปตรงมาไมอ่ ้อมคอ้ ม
1.4 พยายามหลกี เล่ยี งการอ่านรายงาน แต่อาจจดหวั ข้อสาคัญๆได้ เพ่ือช่วยในการรายงาน
เป็นไปตามขนั้ ตอน
1.5 อยา่ ท่องจารายงาน เพราะทาใหด้ ูไม่เป็นธรรมชาติ
1.6 ขณะรายงานควรมองตรงไปยงั ผู้ฟงั
1.7 เตรยี มตวั สาหรบั การตอบคาถามท่ีเกย่ี วกับเรอื่ งนั้นๆ
1.8 ตอบคาถามอยา่ งตรงไปตรงมา ไม่จาเปน็ ต้องกล่าวถงึ สง่ิ ท่ีไม่ได้ถาม
1.9 หากติดขดั ในการอธบิ ายควรยอมรบั โดยดี อยา่ กลบเกลอื่ นหรอื หาทางเลยี่ งเป็นอยา่ งอืน่
1.10 ควรรายงานให้เสรจ็ ภายในเวลาทกี่ าหนด
1.11 หากเปน็ ไปได้ควรใช้สอ่ื ประเภทโสตทัศนปู กรณป์ ระกอบการรายงานดว้ ย
เช่น แผน่ ใส สไลด์

2. หลักเกณฑ์การประเมนิ โครงงาน
รายละเอยี ดเกีย่ วกับเกณฑ์การพิจารณาประเมินผลโครงงาน หลักเกณฑ์ดา้ นตา่ งๆ ดังนี้
2.1 ความรู้ความเขา้ ใจในเรื่องทีท่ า พิจารณาจาก
2.1.1 การใชศ้ ัพท์เทคนคิ ไดถ้ ูกต้องเหมาะสม
2.1.2 การใชห้ ลักการเหมาะสม
2.1.3 มีความเขา้ ใจหลกั การสาคัญๆ ของเร่ืองทีท่ า
2.1.4 การคน้ หาเอกสารอ้างอิงถูกต้องและเหมาะสม
2.1.5 การไดร้ ับความรูเ้ พ่มิ เติมจากการทาโครงงาน นอกเหนือจากทเี่ รยี น

หลกั สูตรปกติ

49

2.2 การใชว้ ธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ทใี่ ช้แกป้ ญั หาทางการศกึ ษา พิจารณาจาก
2.2.1 การสังเกตทน่ี ามาสูป่ ัญหา
2.2.2 มกี ารศกึ ษาค้นควา้ หาข้อมูลหรอื ข้อเทจ็ จริงตา่ งๆ เพอื่ เป็นพื้นฐานเกีย่ วกับ

เร่ืองท่ีกาลัง ศึกษาเหมาะสมและต้ังสมมตุ ิฐานถกู ต้องชดั เจน
2.2.3 การออกแบบการทดลองหรอื การประดษิ ฐ์ มีความสอดคลอ้ งกบั ปัญหาหรือ

สมมุตฐิ านเพยี งใด
2.3 การวัดและการควบคุมตัวแปรต่างๆ กระทาได้ครบถกู ต้อง อปุ กรณแ์ ละเคร่ืองมือท่ีเลอื กใช้

เหมาะสม การรวบรวมขอ้ มลู และกระทาไดอ้ ย่างถูกตอ้ งตรงจุดประสงคท์ ี่ตอ้ งการศึกษา การบันทึกขอ้ มูลมี
ความเป็นระเบียบเรียบรอ้ ยและเหมาะสม การแปลความหมายและการสรุปผลมีความสอดคล้องกบั ผลที่ได้
มากนอ้ ยเพยี งใด
3. ความคิดสรา้ งสรรค์พจิ ารณาจาก

3.1 ปญั หาหรอื เรอื่ งท่ที าให้มคี วามสาคัญและมีความแปลกใหมเ่ พยี งใด
3.2 ได้มีการดัดแปลง เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมแนวคิดท่ีแปลกใหม่ลงไปในโครงการมากน้อย
เพียงใด
3.3 มีการคิดและใช้วิธีการที่ใหม่ แปลก ในการควบคุมหรือวัดตัวแปรหรือเก็บรวบรวมข้อมูล
ตา่ งๆ มากนอ้ ยเพียงใด
3.4 การเลือกและการนาวสั ดอุ ปุ กรณ์มาใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์
3.5 ความสามารถในการเสนอแนะประโยชน์ทไ่ี ด้รบั จากโครงงาน
4. การเขียนรายงาน พิจารณาจาก
4.1 ความถกู ต้องของแบบฟอร์มครอบคลุมหัวขอ้ ท่ีสาคัญ แบ่งแตล่ ะหัวขอ้ ออกอย่างชัดเจน
4.2 เสนอสาระในแต่ละหัวข้อถูกต้องชดั เจน รดั กมุ
4.3 การแสดงหลกั ฐานการบันทกึ ข้อมลู เพยี งพอต่อเน่ืองและเปน็ ระเบียบ

4.4 การออกแบบการนาเสนอขอ้ มูล ชดั เจน รัดกุมและเหมาะสม
4.5 การอภปิ รายผลอย่างมเี หตผุ ลและสรา้ งสรรค์
5. การจัดแสดงโครงงานและการอภปิ รายปากเปลา่ พิจารณาจาก
5.1 การจัดแสดงโครงงานได้น่าสนใจ ตลอดจนการออกแบบและตดิ ตัง้ ได้สวยงาม
5.2 การเขียนคาอธิบายในแผ่นโปสเตอรช์ ดั เจน เข้าใจงา่ ย
5.3 การจัดแสดงวสั ดอุ ปุ กรณค์ รบถ้วน
5.4 การอภิปรายชัดเจนและใชภ้ าษาไดถ้ ูกต้อง
5.5 การตอบคาถามถกู ตอ้ งและคล่องแคล่ว

50

แบบสอบถาม
ความคดิ เหน็ ของผทู้ าโครงงาน
คาช้ีแจง แบบสอบถามน้ีแบง่ ออกเป็น 2 ตอน ดังน้ี
ตอนที่ 1 ข้อมูลทว่ั ไปของผู้ทาโครงงาน
ตอนที่ 2 ความคดิ เห็นของผู้ทาโครงงาน
ตอนที่ 1 ให้ผ้เู รียนทาเครอ่ื งหมาย  ลงในช่องทต่ี รงกับความเปน็ จรงิ มากท่ีสดุ

1. เพศ  ชาย  หญิง

2. อายุ ปี

3. ระดับชั้น

4. ประสบการณ์ในการทาโครงงาน

 มี  ไมม่ ี

ตอนท่ี 2 ให้ผเู้ รยี นทาเคร่อื งหมาย  ลงในช่องท่ีตรงกับความเป็นจรงิ มากทส่ี ุด

ขอ้ รายการพจิ ารณา มากท่ีสดุ มาก ปานกลาง น้อย นอ้ ยมาก

1 ตรงกบั สิง่ ท่ีผู้เรียนตอ้ งการรู้

2 คดิ วา่ จะสามารถนาความรไู้ ปใชไ้ ด้

3 มีคณุ คา่ และมีประโยชน์ตอ่ การเรียน

4 ใชห้ ลกั การทางวทิ ยาศาสตร์

5 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

6 สามารถอธบิ ายเนื้อหาได้

7 ความเหมาะสมของช่วงเวลาในการทาโครงงาน

8 มีอาจารย์หรอื ผูท้ รงคุณวฒุ ใิ ห้ความช่วยเหลอื ได้

9 ควรจดั ให้มีการทาโครงงานอกี

สิง่ ทีไ่ ด้รับจากการทาโครงงาน

ขอ้ คดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะในการทาโครงงาน


Click to View FlipBook Version