The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เฉลยภาษาไทยพื้นฐาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by panita5063, 2022-10-07 05:21:08

เฉลยภาษาไทยพื้นฐาน

เฉลยภาษาไทยพื้นฐาน

สารบัญ

หน๑ว่ ยท่ี ภาษากบั การสอื่ สาร ๒

หน๒ว่ ยท่ี การใช้ถอ้ ยคำ� ๗

หน๓่วยท่ี การใชป้ ระโยค สำ�นวนโวหาร และระดับภาษา ๑๑

หน๔่วยที่ การฟงั และการดสู อ่ื อิเลก็ ทรอนกิ ส์ ๑๖

หน๕่วยที่ การอ่านสอ่ื สิง่ พิมพแ์ ละสอื่ อเิ ล็กทรอนิกส์ ๒๐

หน๖่วยท่ี การเขยี น ๒๖

หน๗่วยที่ การเขียนประเภทต่าง ๆ ๓๓
๓๘
หน๘่วยที่ การเขยี นประวตั ยิ อ่ การกรอกแบบฟอรม์
และการเขยี นข้อความติดตอ่ กจิ ธุระ

หน๙่วยที่ การเขยี นรายงานเชงิ วิชาการและการเขยี นโครงการ ๔๔

หน๑่ว๐ยที่ การพดู ๔๘

ห๑น่ว๑ยที่ การพดู ในโอกาสต่าง ๆ (๑) ๕๒

ห๑นว่ ๒ยท่ี การพูดในโอกาสต่าง ๆ (๒) ๕๖

หน๑่ว๓ยที่ เทคนิคการพัฒนาทักษะการรบั สารและสง่ สาร ๕๙

๑หนว่ ยท่ี ภาษากบั การสอื่ สาร

กจิ กรรมสง เสริมการเรยี นรู

๑. ใหผ เู รยี นแบง กลมุ กลมุ ละ ๕–๖ คน คดิ สถานการณท่เี กย่ี วกบั การสอื่ สารทส่ี มั ฤทธิผลและไมสัมฤทธผิ ลตาม
หลักการสอ่ื สารทีด่ ี และแสดงบทบาทสมมตุ ใิ นสถานการณท ี่กลมุ ตนเองคิดขน้ึ มา

๒. ใหผ ูเ รยี นแบงกลุม กลมุ ละ ๓–๔ คน ทาํ ผงั มโนทศั นเ กี่ยวกับความสาํ คญั ของภาษาและการสอื่ สาร

(อยูในดลุ ยพินจิ ของผูสอน)

คาํ ถามทา ยหนว ยการเรียนรู

ตอนที่ ๑ คําชแี้ จง : จงตอบคําถามตอ ไปนี้

๑. วจั นภาษาและอวจั นภาษาคืออะไร และแตกตา งกนั อยางไร
วัจนภาษา หมายถึง การส่อื สารที่มนุษยใชถ อ ยคําและตวั อักษรในการส่ือความหมาย เชน ภาษาพดู และภาษา

เขียน สว นอวจั นภาษา คอื ทกุ สิ่งทีม่ นุษยใชใ นการสื่อสารกนั ยกเวนภาษาพูดและภาษาเขยี น เชน สญั ลักษณต าง ๆ
เปน ตน ดงั น้ันวัจนภาษาและอวจั นภาษามคี วามแตกตา งกันท่วี ธิ กี ารที่ใชส ื่อความหมายน่นั เอง

๒. ความสําคญั ของภาษามีกข่ี อ อะไรบาง ๒. ภาษาเปน สมบตั ขิ องสังคม
ความสําคัญของภาษามี ๖ ขอ คอื ๔. ภาษาเปน เครื่องมอื ทใี่ ชติดตอสือ่ สารและสื่อความคิด
๑. ภาษามลี ักษณะเปนวฒั นธรรม ๖. ภาษาชวยใหบ รรลพุ นั ธกิจตา ง ๆ และชว ยธํารงสงั คม
๓. ภาษาเปนศาสตรและศิลป
๕. ภาษาเปนเครอ่ื งมือในการคดิ

๓. มนษุ ยใ ชภาษาในการแกปญ หาและสรางสรรคสังคมอยางไรบาง
การพูดคุยหรือเจรจาเพื่อยตุ ปิ ญหาความขัดแยง การใชคาํ ขวญั รณรงคใ หเ กดิ การอนุรกั ษส ่ิงแวดลอ ม เปนตน

๔. องคป ระกอบของการสอ่ื สารมกี ีข่ อ อะไรบา ง
องคประกอบของการสื่อสารมที ง้ั หมด ๔ ขอ คือ ๑. ผสู ง สาร ๒. สาร ๓. สอ่ื ๔. ผรู ับสาร

๕. สถานการณ : ผเู รยี นเขา ฟงบรรยายโดยวทิ ยากรทา นหน่งึ ทใี่ ชโ ปรแกรมนาํ เสนอและแผน พบั ประกอบการบรรยาย
จากสถานการณน มี้ กี ารใชส ่ือก่ีชนิด อะไรบาง
ขอความขางตน ปรากฏส่อื ๔ ชนดิ คอื
๑. สอ่ื บคุ คล – วทิ ยากร ๒. สอ่ื อิเล็กทรอนิกส – โปรแกรมนาํ เสนอ
๓. สอ่ื ส่งิ พมิ พ – แผน พับ ๔. ส่ือเฉพาะกิจ – การบรรยาย

2

๖. สถานการณ : ผูเรียนเรียกใหเพื่อนชวยทํางานกลุม แตเพื่อนปฏิเสธ จากสถานการณนี้ ผูเรียนคิดวามีปฏิกิริยา
ตอบสนองโตตอบหรอื ไม ถามีคืออะไรจงอธิบาย
มี ในสถานการณนี้ปฏิกริ ิยาตอบสนอง คอื การปฏเิ สธจากเพือ่ น เน่อื งจากเปนการตอบกลบั จากผูรบั สาร

๗. องคประกอบของการส่ือสารแตละองคประกอบมคี วามสมั พันธกนั อยา งไร
ผสู ง สาร คอื แหลง กาํ เนดิ สารสง ตอ ขอ มลู หรอื สารผา นสอื่ ซงึ่ เปน ตวั กลางไปยงั ผรู บั สารทเี่ ปน ผรู บั ขอ มลู ทงั้ หมด

ไปทาํ ความเขา ใจ
๘. ภาษาและการสื่อสารมีความสมั พันธก นั อยางไร จงอธิบาย

มนษุ ยใ ชภ าษาเปน เครอื่ งมอื ในการสอ่ื ความหมายตา ง ๆ เพอ่ื แสดงออกถงึ ความรู ความคดิ ทศั นคติ หรอื ความเชอ่ื
ตาง ๆ จงึ ใชภ าษาสื่อสารอยางเปนกระบวนการเพอ่ื ถายทอดขอมลู ทีต่ องการนาํ เสนอ โดยมผี สู ง สารทําหนา ทส่ี งสาร
ลักษณะตาง ๆ ผานส่อื ไปยงั ผูร บั สาร เพอื่ ใหผูรบั สารรูและเขาใจความหมายของสารนนั้
๙. สารท่ดี ีควรมีลักษณะอยา งไรตามหลักการสง สารและรับสาร

สารทีด่ ตี ามหลักการรับสารและสงสารมดี ังนี้
๑. เน้อื หาของสารควรจะมรี ะดับความรูที่เหมาะสมกับทงั้ ผสู งสารและผูรบั สาร
๒. เนื้อหาสาระของสารจะตองมีความสอดคลองกบั วตั ถปุ ระสงคข องการสอ่ื สาร
๓. ภาษาทใ่ี ชในสารควรสอดคลอ งกบั ลกั ษณะของสารและชอ งทางการสือ่ สาร
๔. สารควรมลี กั ษณะท่เี หมาะสมกับบริบทสงั คม วัฒนธรรม ความเช่อื และคา นิยมของท้ังผูสง สาร

และผรู บั สาร
๕. สารควรมีปริมาณที่เหมาะสมกับการสอ่ื สารแตละคร้ัง คอื ไมมากหรอื นอยจนเกินไป
๑๐. “วธิ สี ื่อสารทีป่ ระสบความสําเร็จของสงั คมหนึ่ง อาจจะเปนวธิ ีส่อื สารทีล่ มเหลวของอกี สังคมหน่งึ ” จากคาํ กลา วน้ี
สะทอนใหเ ห็นวาการเลอื กวธิ กี ารส่อื สารควรคาํ นงึ ถึงส่งิ ใด
การเลอื กวธิ กี ารสอ่ื สารควรคาํ นงึ ถงึ บรบิ ททางวฒั นธรรมดว ย เชน ถา สอื่ สารในประเทศไทยกจ็ าํ เปน ตอ งคาํ นงึ ถงึ
มารยาท กาลเทศะ ความอาวุโส เปนตน

3

ตอนท่ี ๒ คําช้ีแจง : เขียน O รอบคาํ ตอบที่ถกู ตองเพียงคําตอบเดยี ว

๑. ขอใดมีการใชภาษาทงั้ วจั นภาษาและอวัจนภาษา
ง. ไกรบบี แตรและตะโกนบอกใหร ถที่เสยี อยหู ลบไป
๒. “สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวบั สลับพรรณ
ชอฟาตระการกลจะหยนั จะเยาะยว่ั ทิฆมั พร”
(สามคั คเี ภทคําฉันท : ชติ บรุ ทัต)
จากบทประพันธน ีแ้ สดงใหเ ห็นถงึ ความสาํ คัญของภาษาในดานใด
ค. ภาษาเปนศาสตรและศลิ ป
๓. องคประกอบของการส่อื สารขอใดทีส่ ามารถเปลี่ยนสถานะไดในกรณีทมี่ ีปฏกิ ิรยิ าตอบสนอง
จ. ถกู ทงั้ ก. และ ง.
๔. ขอ ใดไมใ ชเ น้ือหาของสารท่ีมลี ักษณะเปน ขอเทจ็ จรงิ
ข. เปน ความรูสึกของคนสว นใหญใ นสังคม
๕. สือ่ ขอ ใดมีลักษณะแตกตา งจากขอ อื่น
จ. จดหมายเชิญประชุม
๖. “ตาอนิ ชอบฟง พระเทศนผ า นวทิ ยุ แกบอกวา ฟง แลว ชน่ื ใจเหมอื นจะไดไ ปสวรรค” จากขอ ความน้ี

ตาอินไดใ ชป ระโยชนจ ากภาษาในแงใด

ง. ใชภ าษาสรา งความสุขทง้ั ทางโลกและทางธรรม
๗. ปฏกิ ิรยิ าตอบสนองมคี วามสําคัญอยางไรในการสื่อสาร

ก. ทําใหท ราบวา การสือ่ สารสมั ฤทธิผลหรือไม
๘. “ครคู นนสี้ ามารถสอนเรอ่ื งยาก ๆ ใหเ ปน เรือ่ งงาย ๆ ได นกั เรียนจงึ ชอบเรยี นกบั เขาแมแ ตน กั เรยี นหอ งที่แยท ่สี ุด”

จากขอ ความน้กี ารสอื่ สารสําเร็จไดเ นอ่ื งจากองคป ระกอบใด

ก. ผูสง สาร
๙. ขอ ใดไมจัดเปน การสื่อสาร
ข. การตะโกนทรี่ ิมหนา ผาคนเดียว
๑๐. ขอใดเปนอปุ สรรคในการสื่อสารทีเ่ กิดจากสาร

ก. การอานงานวิจัยท่ไี มม ีการอา งอิงเนือ้ หา

4

ใบงานที่ ๑.๑ เร่อื ง ความหมายและความสาำ คญั ของภาษา

คาํ ช้แี จง : จงตอบคําถามตอ ไปนี้
๑. อธบิ ายความหมายของคาํ วา “ภาษา”

ภาษา คือ เสียงพดู ตวั อักษร หรอื สัญลกั ษณตา ง ๆ ท่มี นุษยใชใ นการส่อื สารในชวี ิตประจาํ วัน
๒. อธบิ ายวา สถานการณตอ ไปนี้แสดงใหเ หน็ ถึงความสาํ คัญของภาษาขอใดบา ง อยางไร

สมคดิ เปน นกั เรยี นแลกเปลยี่ นจากประเทศไทยทม่ี าอยใู นประเทศองั กฤษเปน เวลา ๓ เดอื นแลว สมคดิ ดใี จมาก
ที่บางครัง้ ก็ยงั ไดย นิ ภาษาไทยท่มี าจากนักทอ งเท่ียวบาง ซ่ึงทําใหห ายคดิ ถึงบานไปได
จากสถานการณท ก่ี าํ หนด การทส่ี มคดิ ดใี จทกุ ครง้ั ทไ่ี ดย นิ ภาษาไทยจากนกั ทอ งเทย่ี ว แสดงใหเ หน็ ถงึ ความสาํ คญั
ของภาษา เนอื่ งจากภาษาเปน สมบตั ิของสังคม สามารถกาํ หนดความเปนกลุมหรอื พวกเดียวกนั ได
โดยปกตธิ รรมดาแลว เมอื่ มนษุ ยเ กดิ มาในสงั คมใด ๆ กต็ าม การจะดาํ รงชวี ติ อยใู นสงั คมนนั้ ๆ ได มนษุ ยจ าํ เปน ตอ ง
มีภาษา คนท่ีถายทอดภาษาใหแกทารกท่ีเพ่ิงเกิดข้ึนมายอมเปนพอแม และเม่ือทารกนั้นเติบโตไป ก็จะคอย ๆ
เรยี นรูภ าษาเพ่มิ มากขึน้ จากสงั คมทีต่ นเองอยู
จะเหน็ ไดวามนษุ ยนั้นยอมมกี ารถา ยทอดภาษาใหแกกนั แสดงใหเหน็ ถงึ ความสําคญั ของภาษาเนอื่ งจากภาษา
เปน วฒั นธรรมที่มีการถายทอด เรียนรู และเปลย่ี นแปลงอยูเสมอ

ใบงานที่ ๑.๒ เรอ่ื ง องค์ประกอบของการส่อื สารและความสมั พันธข์ อง
ภาษากบั การสอ่ื สาร

คําช้ีแจง : จงตอบคาํ ถามตอไปน้ี
๑. จงอธบิ ายความหมายของคาํ วา “การสือ่ สาร”

การสอื่ สาร เปน รปู แบบหนง่ึ ของการปฏสิ มั พนั ธท างสงั คม โดยจะมผี สู ง สารทาํ หนา ทส่ี ง สารลกั ษณะตา ง ๆ ผา นสอ่ื
ไปยังผรู ับสาร เพอ่ื ใหผ ูร ับสารรูแ ละเขาใจความหมายของสารนัน้ ๆ
๒. จงวเิ คราะหอ งคประกอบของการสอื่ สารจากสถานการณตอ ไปน้ี

นักการเมอื งกําลงั ปราศรัยเก่ยี วกับเร่ืองเศรษฐกจิ ใหช าวบานฟง
ผูสงสาร : นักการเมือง สาร : เรอื่ งเศรษฐกิจ สื่อ : การพูดปราศรบั ผรู บั สาร : ชาวบาน

นกั เรยี นกําลงั ชมการแสดงละครเวทเี ร่ือง ทา วแสนปม
ผูส ง สาร : นักแสดง สาร : เรอื่ ง ทา วแสนปม สอื่ : การแสดงละครเวที ผูร ับสาร : นกั เรียน

5

๓. จงอธิบายความสัมพนั ธของ “ภาษา” ตามหัวขอ ตอไปนี้
ภาษากับการสือ่ ความหมาย
มนษุ ยใ ชภ าษาเปน เครอ่ื งมอื สอื่ ความหมายซง่ึ กนั และกนั โดยภาษานนั้ เกดิ จากขอ ตกลงรว มกนั ของแตล ะสงั คม
วาตองการใชเ สียงพูดหรอื กิรยิ าแทนการส่อื ความหมายวา อยางไร
ภาษากบั วัตถปุ ระสงคในการส่ือสาร
การใชภ าษากบั การสอ่ื สารแตล ะครง้ั เกดิ ขนึ้ จากความตอ งการทจี่ ะบง บอกถงึ ความในใจ ความตอ งการ หรอื
ความตอ งการถา ยทอดความรู ความรสู กึ นกึ คดิ และทศั นคติ เพอื่ ใหบ รรลเุ ปา หมายตา ง ๆ ทง้ั การสรา งสมั พนั ธภาพ
ความบันเทิง ความคิดสรา งสรรค
ภาษากับบทบาทและหนาที่ในการสอ่ื สาร
ผูสงสาร คือ ผทู ่ีมคี วามรเู กี่ยวกับสารหรือเนือ้ หาที่ตอ งการจะสอ่ื ไปยังผรู บั สาร ผูส งสารจะทําหนาท่เี ลอื กใช
ภาษา รวมทง้ั กําหนดจดุ มุง หมายของเน้ือหาและเจตนา เพือ่ ส่อื สารไปยงั ผูรบั สาร บทบาทของผรู บั สาร คอื ผูท ่ีมี
ความสามารถในการรับรูความหมายของสารหรือเร่ืองราวที่ผูสงสารตองการ ผูรับสารจึงตองมีความรูพ้ืนฐานทาง
ภาษา และกระตอื รอื รนที่จะแสดงปฏิกริ ิยาตอบสนองตอ สาร

ใบงานท่ี ๑.๓ เรอ่ื ง การรบั สารและการสง่ สาร

คาํ ชีแ้ จง : จงวิเคราะหส ถานการณตอไปน้ีตามหลกั การและอปุ สรรคในการรับสารและสง สาร
ปอ งเปนนักจดั รายการวิทยเุ ก่ียวกบั เร่ืองผที ่ีมีประสบการณม าก เนอื่ งจากเคยทํางานเปนอาสากภู ัยมากอน ทําให
ปอ งมีเร่อื งผมี าเลาในรายการใหฟงเปน จํานวนมาก แตร ายการของปองกลบั ไมไ ดรบั ความนยิ มมากนกั เน่อื งจาก
ผชู มบอกวา เรือ่ งราวของปองนั้นดแู ตงเติมมากเกินไปจนไมน า เช่อื ถือ
ในสถานการณน ต้ี ามหลกั การสง สารแลว ผสู ง สารทาํ ไดด เี นอื่ งจากเปน ผมู คี วามเขา ใจในเนอื้ หาทตี่ นเองตอ งการ
สอ่ื สาร สารก็มคี วามเหมาะสมกบั ความเช่ือหรือคานยิ มของคนในสงั คม ชอ งทางการสือ่ สารก็มีความเหมาะสมกับ
ลักษณะของสารแตส ง่ิ หนึ่งท่ีเปน อปุ สรรคในการสงสารครั้งน้ี คอื ผูร ับสาร เนอื่ งจากผรู ับสารเกิดอคติและมีความ
คาดหวงั สูงเกนิ ไป
วรรณพรรณเปนอาจารยประจําคณะเศรษฐศาสตรของมหาวิทยาลัยช้ันนําแหงหนึ่งของประเทศไดรับเชิญ
ไปบรรยายเรื่องการเก็บออมเงินหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยใหกับนักศึกษาช้ันปท่ี ๔ ของคณะมนุษยศาสตร
ซึ่งวรรณพรรณก็ไดเตรียมเน้ือหาและความรูที่ตนเองมีทั้งหมดไปบรรยายเพราะตองการใหนักศึกษาไดรับความรู
อยา งเตม็ ที่ แตปรากฏวามีนกั ศกึ ษาเขา ฟง การบรรยายนอยมาก และผเู ขา ฟงบรรยายตางพดู เปนเสยี งเดียวกนั วา
เนือ้ หาน้นั ยากเกนิ ไปจนฟง ไมรเู รอ่ื ง
จากสถานการณท ก่ี ลา วมาตามหลกั การสง สารแลว ผสู ง สารกม็ คี วามรคู วามเขา ใจในเนอ้ื หาทต่ี นเองตอ งบรรยาย
เปน อยา งดี ชอ งทางการสอื่ สารกเ็ หมาะสม แตส งิ่ ทเี่ ปน อปุ สรรค คอื สารทเี่ ตรยี มไปนน้ั มคี วามยากเกนิ ไป และผรู บั สาร
ไมไ ดมีความรมู ากพอท่จี ะเขาใจสารนน้ั ได ทําใหก ารสือ่ สารไมประสบความสําเรจ็

6

๒หน่วยที่ การใชถ้ อ้ ยคำา

กจิ กรรมสงเสริมการเรียนรู

๑. ใหผเู รียนแบง กลมุ กลมุ ละ ๓–๔ คน หาบทความ ขาว หรือบทสัมภาษณบ คุ คล จากอินเทอรเน็ต หนังสือพิมพ หรือ
นิตยสาร ความยาวไมตํ่ากวา ๑ หนากระดาษ และชวยกันวิเคราะหตวั อยา งท่หี ามาวามีการสะกดคาํ ผิดหรือไม และ
ใชคาํ ผิดความหมายหรือไม อยางไร แลวออกมานําเสนอหนาช้นั เรียน

๒. ใหผูเรียนหาบทอานจากหนังสือ นิยาย นิทาน หรือส่ือใด ๆ ก็ได ท่ีมีความยาวไมต่ํากวา ๑๐ บรรทัด ออกมา
อา นออกเสยี งใหเ พ่ือนฟง หนาชนั้ เรียน และใหเ พื่อนชว ยกันวิจารณว ามกี ารอา นออกเสยี งผิดหรอื ไม
(อยูในดลุ ยพินิจของผสู อน)

คาํ ถามทายหนว ยการเรยี นรู

ตอนที่ ๑ คําชแี้ จง : จงตอบคาํ ถามตอไปนี้
๑. ภาษาไทยกาํ หนดลักษณะของเสยี งเปน กีป่ ระเภท อะไรบา ง

ภาษาไทยมีการกาํ หนดลักษณะของเสียงเปน ๓ ประเภท ดังน้ี เสยี งพยญั ชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต
๒. เหตุใดเราจึงตอ งออกเสียงใหถูกตอง

การออกเสยี งใหถ กู ตอ งจะทาํ ใหก ารสอ่ื สารสาํ เรจ็ มคี วามเขา ใจทถี่ กู ตอ งตรงกนั การออกเสยี งผดิ จะทาํ ใหค วามหมาย
ของคาํ เปลีย่ นไป ทาํ ใหเ กดิ ความผดิ พลาดในการสอื่ สารได
๓. เสยี งสระในภาษาไทยมกี ี่เสยี งและแบง ออกเปนก่ีประเภท อะไรบา ง

เสียงสระในภาษาไทยมีทัง้ หมด ๒๑ เสียง แบงออกเปน ๒ ประเภท คือ เสยี งสระเดี่ยว ๑๘ เสียง และเสยี งสระ
ประสม ๓ เสยี ง
๔. เสยี งใดที่เปน เสียงกาํ หนดระดบั สูงตํ่าของพยางคห รอื คาํ ในภาษาไทย และแบงออกเปนก่ีระดับ อะไรบา ง

เสยี งทก่ี ําหนดระดับสงู ตํา่ ของเสียงในภาษาไทย คือ เสียงวรรณยกุ ต แบง ออกเปน ๕ ระดบั ดังนี้
เสยี งวรรณยุกตส ามญั เปน วรรณยกุ ตระดบั กลาง
เสยี งวรรณยุกตเ อก เปน วรรณยกุ ตร ะดบั ตํ่า
เสียงวรรณยุกตโ ท เปนวรรณยกุ ตเ ปลย่ี นระดบั แบบเปลยี่ นตก
เสียงวรรณยุกตต รี เปนวรรณยกุ ตร ะดับสูง
เสยี งวรรณยกุ ตจ ัตวา เปน วรรณยกุ ตเ ปลี่ยนระดบั แบบเปล่ยี นขึ้น

7

๕. เสียงพยัญชนะในภาษาไทยแบง ออกเปน กี่ประเภท และแตล ะประเภทมีความแตกตา งกนั อยางไร
เสียงพยัญชนะในภาษาไทยแบงออกเปน ๒ ประเภท คือ เสียงพยัญชนะตนและเสียงพยัญชนะทายซ่ึงมีความ

แตกตา งกนั คือ เสียงทปี่ รากฏจะอยใู นตาํ แหนงที่ตา งกัน กลา วคือ เสียงพยญั ชนะตนจะปรากฏอยูตน พยางคจ ะเปน
เสยี งพยัญชนะใดกไ็ ด สวนเสียงพยัญชนะทา ยจะปรากฏทท่ี ายพยางคหลงั สระ ในภาษาไทยมีเพยี ง ๙ เสยี ง
๖. ปญหาการเขยี นสะกดคาํ ผิดมกั มสี าเหตมุ าจากอะไร

การเขยี นสะกดคาํ ผดิ มกั มปี ญ หามาจากความไมร อบคอบของผเู ขยี น ความสบั สนทจ่ี ะเลอื กใชพ ยญั ชนะ สระ และ
วรรณยกุ ต เพราะคาํ อา นบางคาํ สามารถใชพ ยญั ชนะตน หรอื พยญั ชนะทา ยหลายตวั มาเขยี นใหเ กดิ คาํ อา นแบบเดยี วกนั
ได รวมทงั้ อาจเกิดจากใชแ นวเทยี บการสะกดผิดและการออกเสยี งผิด
๗. ปญ หาการสะกดคําผิดและการใชคําผดิ ความหมายมคี วามเหมอื นหรอื แตกตา งกนั อยา งไร

แตกตางกัน คอื การเขยี นสะกดคําผดิ นนั้ เปน ความผดิ ในระดับคาํ อาจมีพยัญชนะ สระ หรือวรรณยุกตทผี่ ดิ ไป
จากการเขียนท่ีถูกตอง แตการใชคําผิดความหมายเปนการผิดท่ีความหมายของคําท่ีใชในบริบทน้ัน คําท่ีนํามาใชอาจ
เขียนถกู ตองตามหลกั เกณฑทกุ คําแตความหมายไมถกู ตองตามที่ควรจะเปน
๘. “ขาวเร่ืองความโชครา ยของเขาถกู เผยแผใหรโู ดยทว่ั กัน” ประโยคนี้ใชคาํ ไดถกู ความหมายหรือไม อยางไร

ไมถ กู ตอ ง เนอ่ื งจากคาํ วา เผยแผ มคี วามหมายวา ทาํ ใหค วามดเี ดน ของสงิ่ ใดสง่ิ หนง่ึ ใหร กู วา ง และมกั ใชก บั ศาสนา
ซงึ่ ในประโยคขา งตน ขา วเรอื่ งความโชครา ยยอ มไมใ ชเ รอื่ งดเี ดน และไมใ ชเ รอื่ งทเี่ กย่ี วกบั ศาสนา ดงั นน้ั การใชค าํ วา เผยแผ
จงึ เปนการใชคําท่ผี ิดความหมาย
๙. “กระทรวงพาณชิ ยประณามแบงคท ่ีปลอยกูด อกเบ้ียสงู เกนิ เปอรเ ซนตทก่ี ําหนด” ขอ ความน้เี ขียนสะกดคําผิดหรอื ไม
ถา มมี กี ค่ี าํ แบงเปนการเขียนสะกดคําผิดแบบใดบาง

มี ๒ คาํ คือ แบงค ตองเปน แบงก เปอรเซนต ตองเปน เปอรเ ซ็นต เปน การทบั ศพั ทผ ดิ
๑๐. เหตุใดการเขยี นคําทับศพั ทจึงสะกดผิดไดง ายกวาคําไทยทว่ั ไป

คาํ ทบั ศพั ทจ าํ เปน ตอ งคาํ นงึ ถงึ รปู เขยี นและเสยี งจากภาษาเดมิ ซง่ึ คนไทยอาจจะไมค นุ เคยทาํ ใหก ารเขยี นคาํ ทบั ศพั ท
สะกดผดิ งา ยกวา คําไทยทวั่ ไป

8

ตอนท่ี ๒ คาํ ชแ้ี จง : เขียน O รอบคาํ ตอบทีถ่ กู ตอ งเพยี งคําตอบเดียว
๑. ขอใดมีเสยี งพยญั ชนะทา ยทม่ี าจากคาํ ยืมภาษาอังกฤษ

ข. คณุ พอชอบตกี อลฟ
๒. ขอ ใดคอื ความหมายของเสียงพยญั ชนะควบกล้ํา

ก. พยางคท่ีออกเสยี ง ๒ เสียงตดิ กนั โดยไมม สี ระคน่ั กลาง
๓. ขอ ใดกลา วผิด

ง. คาํ ท่ีมเี สยี งวรรณยุกตต า งกนั กจ็ ะมคี วามหมายตางกัน
๔. ขอ ใดไมมีเสียงสระประสม

ค. มานไี มม หี นงั สอื อาน
๕. ขอใดมเี สียงพยญั ชนะตน มากท่ีสุด (ไมนบั เสียงซาํ้ )

ข. ใครใครคา ววั คาควายคา
๖. ขอใดมีคําทใ่ี ชร ูปพยัญชนะตน ไมถ ูกตอ ง

ข. เธอจะกินลาดหนาหรอื กว ยเตี๋ยว
๗. ขอ ใดทับศพั ทถูกตองทุกคาํ

จ. ดิลเิ วอรี อเี มล อินเทอรเน็ต
๘. ขอใดใชค าํ ถกู ความหมาย

ค. ครทู ุกคนยอมมีอุดมการณของความเปนครู
๙. ขอ ใดสะกดถูกตองทุกคํา

ก. บัลลงั ก มคั คเุ ทศก ปาติโมกข
๑๐. ขอ ใดไมใชเหตุผลของการเขยี นสะกดคําผิด

ง. การดูบริบทผิด

9

ใบงานที่ ๒.๑ เรื่อง ลักษณะและความสาํ คญั ของการสอ่ื สาร

คําช้แี จง : อธิบายคาํ ทก่ี าํ หนดใหตอไปนใี้ หถ กู ตอง
๑. การสอ่ื สารผานเสยี ง

การส่ือสารโดยใชเ สียงพูดเปนส่อื ซ่งึ มนุษยไ ดนาํ มาใชอ ยางแตกตางกนั ในแตล ะภาษา
๒. การส่อื สารโดยใชค าํ และความหมาย

“คํา” เปนหนวยยอยที่สุดในภาษาท่ีเจาของภาษารูจักและใชการพูดและการเขียน การเรียนรูคําจึงเปนการ
เรียนรูรากฐานของภาษาท้ังระบบ เนอื่ งจากในการสอ่ื สารจะใชค าํ เพยี งคาํ ส่ือความหมาย หรือจะนําคําหลายคํานํามา
เรยี งรอ ยกนั เปนขอความเพือ่ การสอื่ สาร

ใบงานท่ี ๒.๒ เรอื่ ง การเขียนสะกดคาํ

คาํ ชแ้ี จง : เติมคําทีก่ าํ หนดใหต อไปน้ลี งในชองวางใหถกู ตอง อดุ มคติ
ทศั นะ ทศั นคติ อุดมการณ

๑. หมอมี อุดมการณ ของหมอ ทหารกม็ ี อดุ มการณ ของทหาร
๒. วันนี้นกั การเมอื งหลายคนไดอ อกมาแสดง ทศั นคติ เก่ียวกับการนําพาประเทศไทยกา วไปขางหนา
๓. เขาทํางานอยา งหนักเพ่ือตอบสนองตอ อดุ มคติ ของตนเอง
๔. ทศั นะ เกีย่ วกบั การศึกษาในสมยั น้กี าวหนา ไปมาก

ถาม ซกั ฟอก ไตส วน สอบสวน

๑. เขาถูก ไตสวน กรณีลอบวางเพลิงสถานีตาํ รวจ
๒. นายกรัฐมนตรีถูกฝา ยคา น ซักฟอก วา ทาํ ผิดจริงหรือไม
๓. ผรู ายฆาคนตายถกู ตาํ รวจ สอบสวน ตามพยานหลักฐาน
๔. ครู ถาม นกั เรยี นวามใี ครเห็นกลอ งขาวทีห่ ายไปบา ง

10

๓หนว่ ยท่ี การใช้ประโยค สาำ นวนโวหาร
และระดับภาษา

กจิ กรรมสง เสรมิ การเรยี นรู

๑. ใหผเู รยี นแบงกลมุ กลมุ ละ ๓–๔ คน หาบทความ ขา ว หรอื บทสมั ภาษณ จากสอื่ อินเทอรเนต็ หนังสือพมิ พ หรือ
นิตยสาร ความยาวไมตํ่ากวา ๑ หนากระดาษ และชวยกันวิเคราะหวาตัวอยางท่ีหามาน้ัน มีการสะกดคําผิดหรือ
ใชค าํ ผดิ ความหมายหรือไม อยางไร และออกมานาํ เสนอหนา ชั้นเรียน

๒. ใหผ เู รยี นหาบทอา นจากหนังสือ นิยาย นิทาน หรอื สอ่ื อนื่ ๆ ความยาวไมตํ่ากวา ๑๐ บรรทดั ออกมาอานออกเสียง
ใหเพอื่ นฟง หนา ชัน้ เรียน และใหเ พ่ือนชว ยกนั บอกวา ใชโ วหารชนิดใด และใชภาษาระดับใด
(อยูในดลุ ยพนิ จิ ของผูสอน)

คําถามทายหนวยการเรียนรู

ตอนท่ี ๑ คาํ ช้แี จง : จงตอบคําถามตอไปน้ี
๑. ภาษาไทยสามารถแบงประโยคออกเปนกีป่ ระเภท อะไรบา ง

สามารถแบง ได ๒ ประเภท คือ ประโยคตามโครงสราง และประโยคตามเจตนา
๒. ประโยคทแ่ี บง ตามโครงสรางทัง้ ๓ ประเภทน้นั มีความแตกตางกนั อยา งไร

ประโยคทัง้ ๓ ประเภทนัน้ มคี วามแตกตา งกันทีส่ วนประกอบของประโยค โดยประโยคสามัญ จะประกอบดวย
นามวลีท่ีทําหนาที่เปนภาคประธานและกริยาวลีที่ทําหนาที่เปนภาคแสดง สวนประโยคซอนจะตองประกอบดวย
ประโยคยอยท่ีทําหนาที่เปนหนวยเติมเต็มจากประโยคหลัก และประโยครวมที่เกิดจากการนําประโยค ๒ ประโยค
มารวมกนั ดวยคําเช่ือม
๓. “คณุ ควรทํางานใหเสรจ็ ไมเ ชน นน้ั จะโดนลงโทษ” ประโยคนเ้ี ปนประโยคท่แี สดงเจตนาแบบใด เพราะเหตุใด

ประโยคนีเ้ ปนประโยคทแ่ี สดงเจตนาแบบประโยคขู เนือ่ งจากมกี ารอางถงึ ผลหากไมปฏบิ ัติตามวา จะถกู ลงโทษ
๔. โวหารหลกั คอื อะไร มีก่ีประเภท

โวหารหลัก คอื โวหารท่ีใชเ ปนหลักในการเขียน แบง เปน ๒ ประเภท คือ บรรยายโวหาร และพรรณนาโวหาร
๕. “ภกิ ษทุ งั้ หลายเหมอื นบุคคลตอ งการหางูพษิ เทีย่ วเสาะหางูพิษอยู เขาพบงพู ิษใหญ แลวจับเขา ท่หี างของมนั งพู ิษได

แวง กดั บุคคลน้ันถงึ ตาย หรอื ทกุ ขป างตาย ขอนัน้ เพราะเหตใุ ด” ขอ ความน้ีเปนโวหารประเภทใด เพราะเหตใุ ด
เปน สาธกโวหาร เนอ่ื งจากมกี ารยกเหตุการณข ้ึนมาเปนตัวอยางเพอ่ื ประกอบใหมีความชัดเจนหนักแนนขึ้น

11

๖. ระดับภาษามีก่รี ะดับ อะไรบา ง
ในภาษาไทยมีการแบงภาษาออกเปน ๕ ระดับ ไดแก ภาษาระดับพิธีการ ภาษาระดับทางการ ภาษาระดับ

กง่ึ ทางการ ภาษาระดบั ไมเปนทางการ และภาษาระดบั กันเอง
๗. ภาษาระดับพธิ ีการมลี ักษณะอยา งไร และมักใชใ นสถานการณแ บบใด จงยกตัวอยาง

ภาษาระดับพธิ กี ารเปนภาษาทมี่ ีลําดบั ขัน้ ตอนในการนําเสนอชัดเจน มกี ารเริม่ ตน ดําเนนิ เร่ืองและสรปุ โดยการ
ใชภ าษาทม่ี ีความประณีต บรรจง และสละสลวย มกั ใชใ นงานท่เี ปนพธิ ีการสําคญั เชน การกลา วสนุ ทรพจน การกลา ว
สดุดี หรืองานทีเ่ ปนพระราชพิธีตาง ๆ เปนตน
๘. ปจ จยั ทีก่ าํ หนดการใชระดบั ภาษามอี ะไรบา ง

ปจ จยั ทใ่ี ชใ นการกาํ หนดระดบั ภาษามที งั้ หมด ๔ ปจ จยั คอื ๑. โอกาสและสถานท่ี ๒. ความสมั พนั ธร ะหวา งบคุ คล
๓. ลักษณะของเน้ือหา ๔. สอื่
๙. ลักษณะทางภาษาทเี่ ปล่ียนแปลงไปตามระดับภาษาทเ่ี หน็ ไดช ดั เจนท่สี ดุ คือลักษณะใด

การใชค าํ ตา ง ๆ เชน คํานาม คําสรรพนาม คําวเิ ศษณ เปนสงิ่ ทีเ่ ปล่ยี นแปลงไปไดอ ยา งชัดเจนทส่ี ดุ เนอ่ื งจาก
ในระดบั ภาษาตา ง ๆ จะมีการกาํ หนดอยางชดั เจนวา คําใดใชในภาษาระดับใด เชน คาํ สรรพนาม กระผม ดิฉัน ขา พเจา
ซง่ึ ใชใ นภาษาระดบั พธิ กี ารถงึ ระดบั กง่ึ ทางการ และสรรพนาม ผม ฉนั หนู ใชใ นภาษาระดบั ไมเ ปน ทางการถงึ ระดบั กนั เอง
๑๐. ภาษาระดับใดท่ีไมใ ชใ นการจดบันทึกเปน ลายลกั ษณอ กั ษร

ภาษาระดบั กนั เอง เปน ภาษาทม่ี กั ไมม กี ารบนั ทกึ เปน ลายลกั ษณอ กั ษร เนอ่ื งจากเปน ภาษาทใี่ ชใ นกลมุ ผทู ม่ี คี วาม
สนิทสนมกันหรือมีความสัมพันธกันอยางใกลชิด ซ่ึงสวนมากมักเปนการพูดคุยกันปากเปลาเทานั้นไมมีการติดตอกัน
แบบการเขยี นโตต อบกนั

ตอนที่ ๒ คาํ ชี้แจง : เขียน O รอบคาํ ตอบท่ีถกู ตอ งเพยี งคาํ ตอบเดียว
๑. ขอใดไมใ ชช นิดของประโยคตามเจตนา

จ. ประโยครวม
๒. ประโยคในขอ ใดไมใ ชป ระโยคสามัญทม่ี ีกรยิ าวลีเดยี ว

ค. พน่ี ่งั รถไปทาํ งานทีอ่ อฟฟศ
๓. “เขากนิ ผักเยอะมากซ่ึงทําใหม สี ขุ ภาพด”ี ประโยคนี้เปน ประโยคซอนแบบใด

ก. ประโยคซอ นทีม่ วี ิเศษณานปุ ระโยค
๔. ขอใดไมใชลักษณะของประโยครวม

ง. ตอ งมีประโยคขยายและประโยคหลกั
๕. ขอ ใดไมใชลกั ษณะของพรรณนาโวหาร

ข. ใชใ นการอธบิ ายเรื่องราวตา ง ๆ

12

๖. โวหารแบบใดทใี่ ชใ นการส่ังสอน โนมนาวใจใหมีการปฏบิ ัตติ าม
ง. เทศนาโวหาร

๗. ภาษากงึ่ ทางการมักจะพบไดใ นสอ่ื สิง่ พิมพล ักษณะใด
ก. บทความในหนงั สอื พิมพ

๘. “การพดู กับเพอื่ นตองใชภาษาแบบหนงึ่ เวลาพดู กบั ญาตผิ ใู หญต องใชภาษาอกี แบบหนงึ่ ” คํากลาวน้ที าํ ใหเ หน็ วา
ระดบั ของภาษาถูกกาํ หนดดว ยปจ จัยใด
ง. ความสัมพันธระหวา งบุคคล

๙. ขอใดประกอบดว ยคาํ ทีใ่ ชในภาษาระดับทางการท้ังหมด
ข. ดวงตราไปรษณยี ากร ฌาปนกจิ คลอดบุตร

๑๐. “พนกั งานขาดความม่นั ใจและศรทั ธาในความกลาหาญของผนู าํ ” ขอความน้ใี ชภ าษาระดับใด
ค. ภาษาระดับก่งึ ทางการ

ใบงานท่ี ๓.๑ เรื่อง ประโยค

คําชแี้ จง : จงตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี
๑. อธิบายความหมายของคําวา “ประโยค”

เปน การเรยี งรอ ยถอ ยคาํ เพอ่ื ใชส อื่ ความหมายมลี กั ษณะหรอื การกระทาํ อยา งไร และใชเ พอ่ื สอื่ เจตนาทต่ี อ งการ
ส่ือสาร การสื่อสารทั้งการพูดและการเขียนจึงควรคํานึงถึงชนิดของประโยคและเจตนามาปรับใชในการส่ือสาร จะ
ชวยใหก ารส่ือสารบรรลวุ ัตถปุ ระสงคมากยง่ิ ขนึ้
๒. อธบิ ายลกั ษณะของประโยคตามโครงสราง

ประโยคตามโครงสราง คือ ประโยคท่ีประกอบข้ึนดวยโครงสรางตางกัน เชน ประโยคสามัญคือประโยคท่ีมี
โครงสรางหลักเปนนามวลีและกริยาวลี สวนประโยคซอนจะมีโครงสรางหลัก คือ ประโยคหลักและประโยคยอย
เปน ตน
๓. อธิบายลักษณะของประโยคตามเจตนา

ประโยคตามเจตนา คอื ประโยคทแ่ี สดงใหเ หน็ เจตนาของผพู ดู วา เปน อยา งไร เชน ประโยคบอกใหท ราบ เจตนา
คอื บอกหรอื อธบิ ายเรอื่ งราวตาง ๆ ประโยคสงั่ เจตนาคือ บอกใหผ ูฟง ปฏิบตั ิตาม เปน ตน
๔. นักเรยี นคดิ วาประโยคตามโครงสรา งและประโยคตามเจตนามคี วามสมั พันธกนั หรือไม อยางไร

ประโยคตามโครงสรา งและประโยคตามเจตนาไมมีความสมั พันธกนั เนอื่ งจากประโยคทัง้ ๒ ประเภท ใชเกณฑ
การแบงท่แี ตกตา งกนั การท่ปี ระโยคหนง่ึ จะเปนประโยคสามัญ ประโยครวม หรือประโยคซอน กส็ ามารถมีเจตนา
เดยี วกนั หรอื ตา งกนั ไดท ง้ั หมด ในทางกลบั กนั หากประโยคนนั้ เปน ประโยคสง่ั ประโยคขอรอ ง กไ็ มส ามารถบอกไดว า
ประโยคแตละประโยคนน้ั ใชโครงสรางอยางไร ท้งั นี้ทั้งน้นั ตอ งดูตามบรบิ ทและความเหมาะสม

13

ใบงานที่ ๓.๒ เรอื่ ง สำานวนโวหาร

คําชี้แจง : จงตอบคําถามตอไปนี้
๑. สํานวนโวหารมีลักษณะอยางไร

ชัน้ เชงิ หรอื สาํ นวนแตง หนังสอื เชน มโี วหารดถี อ ยคําทเี่ ลนเปนสําบดั สํานวน โวหารที่ใชในงานเขยี น
๒. คัดลอกขอความท่ีใชโวหารท่ีกําหนดใหจากส่ือตาง ๆ เชน หนังสือเรียน หนังสือพิมพ นิตยสาร วารสาร

หรอื ส่อื อืน่ ๆ พรอมบอกท่ีมา
บรรยายโวหาร
ดตู ามดลุ ยพนิ จิ ของผสู อน โดยองิ จากลกั ษณะดงั น้ี การใชภ าษาทกี่ ะทดั รดั ตรงไปตรงมา เนน สาระสาํ คญั และ

ความชัดเจน บรรยายโวหารมักใชในการเลา เรอื่ ง อธิบายเรอ่ื งราวตา ง ๆ เหตุการณ หรือนําเสนอขอเทจ็ จริง
พรรณนาโวหาร
ดตู ามดลุ ยพนิ จิ ของผสู อน โดยองิ จากลกั ษณะดงั นี้ การใชถ อ ยคาํ เพอ่ื นาํ เสนอภาพเหตกุ ารณห รอื เรอ่ื งราวตา ง ๆ

อยางละเอียด ทําใหผูรบั สารคลอยตามและซาบซึง้ ตามได ตลอดจนเหน็ ภาพเหตุการณตาง ๆ อยา งชัดเจน
เทศนาโวหาร
ดูตามดลุ ยพนิ ิจของผสู อน โดยจากลกั ษณะดังนี้ การใชถ อ ยคาํ ภาษาทใ่ี ชโนมนา วใจ ทําใหผ รู บั สารคลอยตาม

และปฏิบัติตาม โดยจะชใี้ หเหน็ คณุ คา และโทษของส่งิ ตา ง ๆ รวมทั้งเปน การแนะนาํ ส่งั สอน
สาธกโวหาร
ดตู ามดลุ ยพนิ จิ ของผสู อน โดยองิ จากลกั ษณะดงั น้ี การใชถ อ ยคาํ ภาษาเพอ่ื ใหเ กดิ ความชดั เจนมากขนึ้ โดยการ

ยกตัวอยางนิทาน สุภาษติ ตาํ นาน หรือเหตุการณตาง ๆ มาประกอบเพือ่ ใหเกดิ ความชดั เจนและหนักแนนมากขน้ึ
อุปมาโวหาร
ดตู ามดลุ ยพนิ จิ ของผสู อน โดยองิ จากลกั ษณะดงั นี้ การใชถ อ ยคาํ ภาษาทแี่ สดงการเปรยี บเทยี บ เพอื่ ทาํ ใหเ รอื่ งราว

มีความชดั เจนขนึ้ แสดงถงึ อารมณค วามรสู ึกไดล กึ ซึ้ง

14

ใบงานท่ี ๓.๓ เรอ่ื ง ระดบั ภาษา

คําช้แี จง : จงตอบคําถามตอ ไปนี้
๑. อธิบายความหมายของคาํ วา “ระดับภาษา”

ระดับภาษา คอื ระดับชนั้ ทางภาษาท่พี ิจารณาตามลักษณะการใชคาํ ประโยค สาํ นวนภาษาตา ง ๆ การใชร ะดบั
ภาษาตองคํานึงถึงบุคคลและสถานการณ แบงออกเปน ๕ ประเภท คือ ภาษาระดับพิธีการ ภาษาระดับทางการ
ภาษาระดับกง่ึ ทางการ ภาษาระดบั ไมเปน ทางการ และภาษาระดับกนั เอง
๒. การใชร ะดับภาษาไดถูกตอ งแสดงลกั ษณะของผใู ชภ าษาอยา งไรบาง

การใชร ะดบั ภาษาไดถ กู ตอ งแสดงลกั ษณะของผใู ชภ าษาวา เปน ผมู คี วามรมู ากและเขา ใจบรบิ ทสงั คม วฒั นธรรม
ของประเทศไทยเปนอยางดี เน่ืองจากการกําหนดระดับภาษาตองทราบถึงปจจัยตาง ๆ เชน โอกาสและสถานที่
ความสมั พนั ธร ะหวา งบคุ คล ลกั ษณะของเนอ้ื หา นอกจากนร้ี ะดบั ของภาษาแตล ะระดบั ยงั มกี ารใชค าํ ศพั ทใ นภาษาไทย
ทแ่ี ตกตางกัน หากไมม คี วามรูทางภาษาและวฒั นธรรมมากพอก็ยากทจ่ี ะใชระดับภาษาไดถูกตองทงั้ หมด
๓. พจิ ารณาขอ ความทกี่ าํ หนดใหว าใชภ าษาระดับใด

“เน่ืองในวโรกาสอันเปนมหามงคลท่ีใตฝาละอองธุลีพระบาทเจริญพระชนมพรรษา ๖ รอบ ปวงประชาชน
ชาวไทยขอนอมเกลาฯ ถวายพระพรชัย ขอใหส่ิงศักดิ์สิทธิ์อันทรงมหาพลานุภาพท้ังหลาย จงโปรดอภิบาลบันดาล
ดลใหใตฝา ละอองธุลีพระบาทจงเจริญดวยม่ิงมหาศุภสวัสดิ์ เจริญพระชนมพรรษานับหม่นื ๆ ศตพรรษ สถติ เสถยี ร
เปน รมโพธท์ิ องของปวงประชาชนชาวไทยตราบช่ัวกลั ปาวสาน”

ภาษาระดบั พธิ ีการ
“โลกของเด็กไมใ ชโ ลกของผูใ หญ และในทาํ นองเดยี วกันโลกของผใู หญก ็ยอมไมใชโ ลกของเดก็ ในขณะท่ีผใู หญ
ชอบรบั ประทานนาํ้ พรกิ เด็กก็ชอบรบั ประทานแกงจดื เด็กชอบไอศกรีม ผใู หญช อบเหลา ฉะนั้นดูไปบางทีโลก
ของผใู หญก บั โลกของเดก็ กล็ อยหา งกนั มาก หรอื อกี นยั หนง่ึ ทางเดนิ แหง ความคดิ ของผใู หญก บั ของเดก็ มกั จะสวนทางกนั
อยเู สมอ ถา ผใู หญไ มห มนุ โลกของตนใหม าใกลเ คยี งกบั โลกของเดก็ บา ง บางทเี มอื่ ผใู หญห นั กลบั โลกของเดก็ กล็ อย
ไปไกลจนสุดไขวควา เสียแลว ”

ภาษาระดับ กง่ึ ทางการ
“บทละครไทยเปน อกี รูปแบบหนึง่ ของวรรณกรรมไทย เปน วรรณกรรมทปี่ ระพนั ธขึน้ ทัง้ เพื่ออานและเพ่อื แสดง
รูปแบบทนี่ ิยมกันมาแตเ ดมิ คือบทละครราํ ตอมามกี ารปรับปรุงละครราํ ใหทันสมัยขน้ึ ตามความนยิ มแบบตะวนั ตก
จึงมรี ปู แบบใหมเ กดิ ขึ้น ไดแก ละครดกึ ดาํ บรรพ ละครพันทาง เปนตน นอกจากน้ียังมีการรบั รปู แบบละครจาก
ตะวันตกมาดัดแปลงใหเขากบั สงั คมไทยและวฒั นธรรมไทย ทําใหก ารละครไทยพฒั นาขึน้ โดยมกี ระบวนการแสดงที่
แตกตา งไปจากละครไทยที่มีอยูม าเปน ละครรอ ง ละครพดู และละครสงั คม”

ภาษาระดับ ทางการ

15

“มึงจะไปไหนไอมั่น กูสั่งใหปลอยมันไวอยางน้ันไมตองสนใจ กูอยากน่ังดูมัน มองมันตายชา ๆ เลือดไหลออก
จนหมดตัว และหยดุ หายใจในที่สุด ถึงจะสมกบั ความแคนของก”ู

ภาษาระดบั กันเอง
“ ค ว า ม ต้ั ง ใ จ ใ น ก า ร เ ดิ น ท า ง ข อ ง ผ ม ค รั้ ง น้ี อ ยู ที่ ก า ร ห า เ ส น ท า ง ซ อ ก แ ซ ก ไ ป ท่ี นํ้ า ต ก เ ห ว อี อ่ํ า ข อ ง
อุทยานแหงชาติเขาใหญ แตความต้ังใจมิเปนผลเม่ือเจาหนาท่ีอุทยานฯ ที่หนวยพิทักษปาคลองเพกา
ปฏิเสธอยางนิ่มนวลวา ‘ไมสามารถอนุญาตใหข้ึนไปปนจักรยานได เน่ืองจากยังไมมีนโยบายใหปน
จักรยานขึ้นไปเท่ียวน้ําตกเหวอีอํ่า ซ่ึงคงจะตองรอไปอีกพักใหญ ๆ เพราะอยูในชวงสํารวจจัดทําเสนทาง
โดยทางอทุ ยานฯ มแี นวคดิ ทจ่ี ะเปด ใหจ กั รยานเสอื ภเู ขาขนึ้ ไปอยแู ลว แตเ มอ่ื ไหรย งั ไมท ราบ’ เปน คาํ ปฏเิ สธทน่ี มุ นวล
เราจงึ ไดแตนอ มรับโดยด”ี
ภาษาระดบั ไมเปนทางการ

๔หนว่ ยท่ี การฟงั และการดสู อื่ อิเล็กทรอนิกส์

กจิ กรรมสง เสรมิ การเรียนรู

๑. ใหผูเรียนแบงกลุม กลุมละ ๕–๘ คน ใหแตละกลุมอภิปรายแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับความสําคัญของมารยาท
ในการฟงและการดู ในหัวขอ “มารยาทในการฟงและการดูที่ดีเปนอยางไร” แลวสงตัวแทนออกมานําเสนอผล
การอภปิ ราย

๒. ใหผูเรียนแตละกลุมแบงหัวขอความหมายและความสําคัญของการฟงและการดู กลุมละ ๑ หัวขอ และแสดง
บทบาทสมมตุ ิเกยี่ วกบั หวั ขอทต่ี นเองไดร ับ

๓. กําหนดใหผูเรียนดูส่ือวิดีโอเรื่องใดเร่ืองหน่ึง แลวแสดงความเห็นเก่ียวกับเร่ืองที่ดู วิเคราะหและประเมินคาส่ือ
ทีด่ ูนนั้ วา ตรงกับหลกั การและความสัมพนั ธขององคประกอบของการฟง และการดูอยา งไร
(อยูในดุลยพินจิ ของผูสอน)

16

คาํ ถามทา ยหนว ยการเรียนรู

ตอนที่ ๑ คําชี้แจง : จงตอบคําถามตอไปนี้
๑. การฟง และการดูมีความสัมพันธก นั อยางไร

การฟงและการดมู คี วามสัมพันธกันโดยชว ยใหผูร บั สารไตรตรองสารอยา งถถี่ วน สามารถวเิ คราะหและสามารถ
ประเมินสื่อลักษณะตา ง ๆ ไดด ีย่ิงขนึ้
๒. การไดยนิ การฟง และการตคี วามหมาย เหมือนหรือตา งกัน อยา งไร

มีทั้งความเหมือนและความตาง ความเหมือนกัน คือ เปนการรับสารผานโสตประสาท และความตางกัน คือ
การไดยิน เปนการกระทําที่ไมตั้งใจ บางคร้ังส่ิงที่ไดยินอาจจะมีความหมายหรือไมมีความหมายก็ได แตการฟง เปน
การกระทําอยางตงั้ ใจ และการตีความหมาย เปน การฟง เพื่อเขาใจความหมาย ผฟู งตอ งมคี วามรูห รอื ประสบการณเดิม
ทเ่ี ก่ยี วขอ งกบั เร่ืองท่ฟี ง ดวย

๓. การฟงและการดูมีประโยชนในชวี ติ ประจาํ วันอยางไร
การฟง และการดชู ว ยในการตดิ ตอ สอื่ สารในชวี ติ ประจาํ วนั ใหม คี วามสะดวกราบรน่ื เนอื่ งจากจะทาํ ใหก ารสอ่ื สาร

มีประสทิ ธิภาพมากขนึ้
๔. การฟงและการดูสามารถชว ยใหประสบความสําเร็จในอาชีพไดอยางไร

เน่ืองจากบางอาชีพจําเปน ตอ งใชทักษะที่เก่ียวกบั การฟง และการดทู ่ีดเี ปน พเิ ศษ เชน นักวิจารณภาพยนตร
นกั พากย นกั วจิ ารณเ พลง เปน ตน ดงั นน้ั หากเรามคี วามสามารถทางการฟง และการดทู ด่ี กี จ็ ะชว ยใหป ระสบความสาํ เรจ็
ไดงายขน้ึ
๕. เพราะเหตุใดทศั นคตใิ นการดจู ึงเปลยี่ นแปลงไดอ ยตู ลอด
เพราะสภาพแวดลอมท่ีผดู อู าศยั อยมู ีการเปลี่ยนแปลงอยูต ลอด จงึ สงผลตอทศั นคติของผดู ูดว ย
๖. ปจ จัยสําคญั ทที่ าํ ใหการฟง และการดบู รรลุเปาหมายคืออะไร

ความตง้ั ใจและความมสี มาธจิ ดจอ กับสงิ่ ท่ฟี ง
๗. ขั้นตอนสดุ ทา ยของการฟงและการดู ผฟู ง และผดู ตู อ งทําสิง่ ใด

ทําใหทราบถึงความถูกตองของขอเท็จจริงและความนาเช่ือถือของขอคิดเห็นท่ีอยูในสารเพ่ือจะไดนําไปปรับใช
ในการดาํ เนินชวี ติ ได
๘. การวิเคราะหเ ร่ืองท่ฟี งและดู ผฟู งและผูด ูตองมีพน้ื ฐานดานใดมากอน

การวิเคราะหเร่ืองที่ฟงและดูใหดีน้ันผูวิเคราะหจําเปนตองมีทักษะพ้ืนฐานเก่ียวกับการฟงและดูใหเขาใจและ
จับประเดน็ ของเร่ืองใหไดเ สยี กอ น

17

๙. บคุ คลแตล ะบคุ คลมีความสามารถในการประเมนิ คาสารทไี่ ดร ับตางกนั หรอื ไม อยา งไร
ตา งกัน การประเมินคา สารขน้ึ อยกู บั ความคดิ เหตผุ ล และประสบการณท่แี ตกตา งกันของแตล ะบุคคล

๑๐. หากผูเรยี นฟงและดูสอ่ื ประเภทละคร ควรศกึ ษารายละเอยี ดประเภทใดบาง
ศึกษาการนาํ เสนอแนวคดิ บทบาทของผูแ สดง ฉากและบรรยากาศของเรือ่ ง บทสนทนาเพื่อประเมนิ คา

ตอนที่ ๒ คาํ ชี้แจง : เขยี น O รอบคาํ ตอบทถี่ กู ตองเพยี งคาํ ตอบเดยี ว

๑. ขอ ใดคือความหมายของการฟงและการดู
จ. การรบั รูสารผานเสียง และนาํ มาเรียบเรยี ง ตคี วาม และทําความเขาใจ

๒. ขอใดไมใชค วามสาํ คญั ของการฟงและการดู
ง. เพ่ิมความขดั แยงระหวา งการส่ือสารจากการโตเถียงในเรือ่ งที่ฟง และดู

๓. องคประกอบใดของการฟงและการดทู ท่ี ําหนาท่สี อ่ื ความหมาย
ค. ภาพและเสียง

๔. องคป ระกอบของการฟง และการดใู นขอ ใดท่ีสามารถเปลีย่ นไปไดต ามสง่ิ แวดลอ ม
ข. ทศั นคติ

๕. หลกั การฟงในขอ ใดท่ีตอ งมกี ารประเมนิ คาวา นาเช่ือถือและนาํ มาปฏบิ ตั ิตามได
จ. การพจิ ารณาไตรต รองเรือ่ งทฟ่ี ง

๖. การประเมนิ คา จากการฟงและการดู สอ่ื ใดทีค่ วรฟงและดจู ากหลาย ๆ แหลงเพอื่ เปรยี บเทยี บกัน
ก. ขา วสาร

๗. ข้นั ตอนแรกในการจับประเด็นสาํ คัญจากเร่อื งทฟ่ี ง และดคู ืออะไร
จ. ทาํ ความเขา ใจกับจุดมุงหมายของการรับสาร

๘. ขอ ใดคอื การประเมินคาการฟงและการดจู ากสื่ออเิ ลก็ ทรอนกิ สตาง ๆ
ข. บอกไดว าเรื่องราวนั้นดหี รือไม

๙. สื่อประเภทละครแตกตางจากสอ่ื ประเภทอ่นื อยา งไร
ข. สะทอ นภาพชวี ิตและสังคม

๑๐. ขอ ใดไมใชม ารยาทในการฟง
ง. ผูฟง ควรวิจารณผ ูพูดขณะที่กําลงั พูด

18

ใบงานท่ี ๔.๑ เร่ือง ความหมายและความสาำ คัญของการฟงั และการดู

คําชแี้ จง : จงตอบคาํ ถามตอไปนี้
๑. การฟง และการดคู ืออะไร

การฟง คือ กระบวนการรบั รอู ยางหน่งึ ซ่งึ เปน การรบั สารหรือขอ มูลตา ง ๆ จากเสียงผา นทางโสตประสาท โดย
เสยี งอาจจะเปน เสยี งพดู หรอื ไมใ ชเ สยี งพดู กไ็ ด จากนนั้ ผฟู ง นาํ ไปตคี วามหมายและทาํ ความเขา ใจกบั ทไี่ ดฟ ง สว นการดู
คอื การรับสารดวยตา ทําใหเ ห็นภาพและรับรเู หตุการณห รือเรอื่ งราวตาง ๆ จากสื่อประเภทตาง ๆ
๒. การฟง และการดูมีความสําคญั อยางไร

การฟงและการดูเปนทักษะการรับสารขั้นพ้ืนฐานของมนุษย เราใชการฟงและการดูในการตอบสนองความ
ตองการขัน้ พนื้ ฐานตา ง ๆ ในชีวิตประจาํ วันผา นชองทางการสือ่ สารหลายประเภท อาจแบง ไดดังน้ี

๑. การฟง และการดูชวยในการติดตอส่ือสารในชีวติ ประจําวนั ทาํ ใหก ารสอื่ สารสะดวกราบร่นื
๒. การฟงและการดูชวยใหประสบความสําเร็จในอาชีพ เนื่องจากบางอาชีพตองใชการฟงและการดูมากเปน

พิเศษ
๓. การฟงและการดูชวยในเร่ืองความสัมพันธระหวางบุคคล เพราะเม่ือฟงและดูอยางถูกตองตามกาลเทศะ

จะชวยสรางความสัมพนั ธท ่ดี ีกับคนรอบขา งได

ใบงานท่ี ๔.๒ เรื่อง ความสัมพนั ธข์ ององค์ประกอบของการฟงั และการดู

คาํ ชี้แจง : จงเขยี นแผนผังแสดงความสัมพนั ธข ององคป ระกอบของการฟงและการดู และอธิบายวา แตล ะองคประกอบ
มีความสมั พันธก ันอยา งไร
ในการฟงและการดูประกอบดว ย ๗ องคประกอบ คือ ผูรับสาร ความพรอม ทศั นคติ และการตีความหมาย

สว นปจ จยั ภายนอกประกอบดว ย ตาํ แหนง ทอี่ ยู ภาพ และเสยี ง ซง่ึ มคี วามสมั พนั ธก นั คอื เมอื่ ผรู บั สารไดร บั ภาพและเสยี ง
ซึ่งเปนสารที่สง ออกมาแลว ผรู บั สารจะใชความพรอ ม ทัศนคติ ตาํ แหนง ท่ีอยเู พื่อนาํ ไปสกู ารตคี วามหมาย
สามารถนาํ มาเขยี นเปน แผนผงั ไดดงั น้ี

ทศั นคติ
ภาพ

ผรู ับสาร ความพรอม ตีความหมาย

เสยี ง
ตาํ แหนง� ทอี่ ยู

19

ใบงานที่ ๔.๓ เรื่อง การฟงและการดจู ากสือ่ อเิ ลก็ ทรอนิกส

คาํ ชแี้ จง : จงตอบคําถามตอไปนี้
หากผูเ รียนตองเลอื กส่ือมาประกอบการนาํ เสนอการบรรยายเรอื่ ง “สภาพสังคมสะทอ นบทบาทผฟู ง และผูด”ู

ผเู รยี นจะเลอื กสอ่ื ประเภทใด เพราะเหตใุ ด
ส่ือประเภทละคร เพราะชว ยสะทอ นใหเ ห็นภาพชีวติ และสังคมทแ่ี ฝงอยูใ นละคร ซึง่ ชว ยใหผ ูฟง และ

ผดู ูไดศ กึ ษาและติดตามเน้ือหาไดอยา งเพลดิ เพลิน

ใบงานท่ี ๔.๔ เรื่อง มารยาทในการฟง และการดู

คาํ ชแ้ี จง : จงตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี
๑. ผเู รยี นคดิ วา มารยาทในการฟงและการดขู อใดมีความสําคัญมากทีส่ ุด เพราะเหตุใด

การดแู ละการฟง ดวยใจท่ีเปนกลางและเปดกวา ง เพราะจะชวยใหผ ูรบั สารตง้ั ใจฟงและดเู พ่อื รับขอมูลใหม ๆ
และนําขอมลู ที่ไดฟงและดมู าวเิ คราะห และประเมินคากบั ความรเู ดมิ ท่ตี นมี ชว ยใหเ กิดความรใู หม ๆ อันเปน ประโยชน
สงู สดุ แกผ ูรบั สารเอง
๒. ผูเรียนมีแนวทางในการฝกมารยาทในการฟง และการดูอยางไร

ระวงั การกระทําของตัวเองกอ นเขา ไปชมหรือฟงส่งิ ตาง ๆ รว มกับผูอ ื่นเพ่อื ไมส รางความเดอื ดรอน ราํ คาญ
หรือทาํ ใหผูอนื่ ลําบาก เปนตน

๕หน่วยที่ การอา่ นสือ่ ส่ิงพมิ พแ์ ละสื่ออิเล็กทรอนกิ ส์

กจิ กรรมสง เสริมการเรียนรู

๑. ใหผูเรียนสังเกตวิธีการอานของตนเอง แลววิเคราะหขอดีขอเสียในการอานของตนเอง อยางนอย ๑๐ ขอ แลว
ออกมาอภิปรายกบั เพอ่ื นในช้นั เรียน

๒. ใหผ เู รยี นแบง กลมุ กลมุ ละ ๕–๖ คน หาขา ว โฆษณา บทความ และวรรณกรรมพน้ื บา นจากหอ งสมดุ หรอื อนิ เทอรเ นต็
แลววเิ คราะหและประเมนิ คาตามแนวทางทีเ่ รียนไป จัดทําเปนรายงาน แลวนําเสนอหนา ชั้นเรียน
(อยูในดลุ ยพินจิ ของผสู อน)

20

คาํ ถามทา ยหนว ยการเรียนรู

ตอนท่ี ๑ คําช้ีแจง : จงตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี
๑. องคป ระกอบของการอา นมีอะไรบา ง จงอธิบาย

การอานมี ๔ องคประกอบ คอื
๑. สาร คือ ขอความท่มี ีการเขยี นหรือพิมพ
๒. ผูอาน คอื ผทู ที่ าํ ความเขาใจสาร
๓. การรับรคู วามหมาย คือ การทําความเขา ใจนยั ของสาร
๔. การนําไปใช คอื การนาํ ความรูจากการอานไปใช
๒. การอา นมีความสาํ คญั อยา งไรบาง
เปน แนวทางในการประสบความสาํ เร็จในชวี ิต เนือ่ งจากการอานเปน การสง เสรมิ ความรูความเขาใจ และ
เสริมสรางประสบการณใหแ กผอู า น
๓. การอา นแบง ออกเปนกป่ี ระเภท อะไรบา ง
การอานสามารถแบง ออกไดเปน ๒ ประเภท คือ
๑. การอานออกเสยี ง เปนการถา ยทอดเรอื่ งทีอ่ า นออกมาเปน เสียงใหผ อู นื่ ฟง
๒.การอา นในใจเปน การอา นเพ่ือเกบ็ ความสาํ คัญโดยมีเปา หมายในการอา นเพอื่ ใหผ อู านเขาใจเองไมออกเสียง
ใหผ อู ่ืนไดยิน
๔. การอา นตคี วามมีจุดประสงคหลกั เพ่อื อะไร
การอานตคี วามมีจุดประสงคหลักเพ่อื หาความหมายที่แทจริงของสารที่อาน โดยการอานตีความนนั้ อาจจะ
ไมสามารถอานแลวเขาใจไดทันทีแตตองหาเหตุผลอยางรอบคอบแลวนํามาประมวลกับความคิดเพ่ือใหทราบถึง
ความหมายท่ีแทจรงิ
๕. ใจความสาํ คญั ของเรอ่ื งสามารถอยใู นสว นใดของยอ หนา ไดบ าง
ใจความสาํ คัญของเรอื่ งสามารถปรากฏอยูได ๓ สว นของยอ หนา คือ สว นตนของยอหนา สว นกลางของยอหนา
และสวนทา ยของยอหนา
๖. การอา นเพอ่ื การวเิ คราะหเ ปนการอานเพอ่ื แยกแยะเนอื้ หาแบบใดออกจากกนั และเนื้อหานั้นมีลักษณะเปน อยางไร
การอานเพอ่ื การวเิ คราะหเ ปน การอานเพ่อื แยกแยะขอเทจ็ จริงขอ คดิ เห็นและความรูสึกสวนตัวโดยขอเท็จจริง
คือ เนอ้ื หาทีม่ ลี กั ษณะเปนความจริงเสมอ มขี อ พิสจู น เปนปรากฏการณธ รรมชาติ ขอคิดเหน็ คอื ความคดิ เหน็ ของ
ผเู ขยี น เชน คณุ คา นโยบาย และความรูสกึ คอื เน้ือหาทเ่ี ปนอารมณค วามรสู กึ เชน ซาบซึ้ง เศรา ดใี จ

21

๗. การประเมินคาสารประเภท “ขา ว” ตอ งประเมินคาในปจจัยใดบาง
สารประเภทขา วเปน สารทีม่ ีลกั ษณะเปนการบอกเลา ขอ เทจ็ จริงหรือเหตุการณใ หผูอ านทราบโดยไมใ สค วาม

คดิ เหน็ สวนตัวของผูเ ขียนลงไป ดงั นน้ั การอา นประเมินคาขา วตอ งดูทเี่ น้อื หาเปน หลกั วา มีความถกู ตอง เท่ยี งธรรม
และมคี วามเปน จริงมากแคไ หน
๘. การอา นวเิ คราะหแ ละประเมินคาโฆษณาทด่ี คี วรพิจารณาถงึ องคประกอบใดของโฆษณาบาง อยา งไร

การอานวิเคราะหแ ละประเมนิ คาโฆษณาควรอานพจิ ารณาตง้ั แตล ักษณะหวั เรอ่ื งของโฆษณาวา ตอ งการส่ือสาร
สิ่งใดมายังผูอาน สามารถดึงความสนใจผูอานไดหรือไม ตอไปก็พิจารณาจากรายละเอียดของโฆษณาวามีเหตุผล
มากนอ ยแคไหน มคี วามเปน จริงหรอื ไม สุดทายคอื พจิ ารณาสว นทายของโฆษณาวาเปาหมายของโฆษณานีต้ อ งการ
ใหผ ูอา นทาํ อยา งไรตอไป
๙. เหตใุ ดเราจึงตองมีมารยาทในการอา น

เนื่องจากในการอานบางครงั้ อาจมีพฤตกิ รรมบางอยา งท่สี รางความเดือดรอ น รําคาญใหแกผ อู ืน่ การมีมารยาท
ในการอา นจะทําใหเรามพี ฤติกรรมท่ีดี และไมทําใหการอานของเราสรา งความเดือดรอ น รําคาญใหแ กผ อู ืน่
๑๐. “วินทรนําบันทึกประจําวันของรงคมาอานโดยไมไดขออนุญาต” ผูเรียนคิดวาการกระทําของวินทรถูกตองหรือไม
อยา งไร

ไมถูกตอง เพราะบันทึกประจําวนั เปนงานเขียนท่ีเปน เร่ืองสวนตวั ของผอู ่นื การนาํ มาอา นโดยไมไ ดรบั อนุญาต
จึงเปน การเสยี มารยาทอยางรนุ แรง
ตอนท่ี ๒ คาํ ชี้แจง : เขียน O รอบคาํ ตอบท่ีถกู ตอ งเพียงคําตอบเดียว
๑. ขอ ใดไมใ ชส ารท่ีตอ งใชก ารอานในการรบั รู
ค. หนังสือเสียง
๒. ขอ ใดเปน ปจ จยั ท่สี ง ผลตอ ความสําเรจ็ ในการอานของผอู า น
จ. ถกู ทุกขอ
๓. “ผูเรยี นสามารถตอบคาํ ถามในการสมั ภาษณงานไดทุกขอ เนื่องจากผูเรยี นอานหนงั สอื มามาก” ขอ ความนีแ้ สดงถงึ
ความสําคัญของการอานขอใด
ก. การอานทําใหเ กิดการรอบรแู ละรรู อบ
๔. การอา นนทิ านใหลกู ฟง เปน การอา นแบบใด
ข. การอา นออกเสียง
๕. ขอ ใดไมใชสาระสาํ คัญที่จะตอ งนํามาพจิ ารณาในการอา นประเมนิ คา สารคดี
ง. ชอื่ ผูแตง

22

๖. “ไมมีอาหารทีด่ ีท่ีสุดสําหรับทุกคน คนท่แี พถ ว่ั บางชนิดหรือแพโปรตนี ในนมวัว กไ็ มค วรกินอาหารพวกน้ี เพราะถงึ
แมมันจะอดุ มไปดวยโปรตนี แตถ ากินแลวมนั ทํารายรา งกาย เรากไ็ มควรกนิ ลองหนั ไปมองทางเลือกอน่ื ๆ เชน ถ่ัว
ทีเ่ รากนิ ไดโดยท่ีไมแ พห รือแพไมมาก ลองหนั ไปดม่ื นมควายหรอื นมแพะ” ขอความนม้ี ใี จความสาํ คัญอยทู ี่สวนใด
ของขอความ
ก. สวนตนของขอ ความ

๗. “ขาพเจามีความเศราเสยี ใจทตี่ อ งกลา วประโยคนอ้ี อกมาแตท วา หากไมก ลาวออกมาแลวความเปน จรงิ คงจะหายไป
จากโลกนตี้ ลอดกาล” ขอ ความนเี้ ปน ขอ ความในลกั ษณะใด
ค. ความรสู ึก

๘. ขน้ั ตอนแรกในการอานวิเคราะหและประเมินคา บทความคืออะไร
ข. พจิ ารณาสาระสงั เขปของบทความ

๙. ขอ ใดคือความหมายของแกนเรื่อง
ง. แนวคดิ สาํ คัญของเรอ่ื ง

๑๐. ใครถอื วามมี ารยาทในการอาน
จ. แบมไมก นิ ขนมระหวา งอานหนังสอื

ใบงานท่ี ๕.๑ เร่อื ง การอ่านจากสอื่ สิง่ พมิ พ์และส่อื อิเล็กทรอนิกส์

คําชีแ้ จง : จงอธิบายความหมายของคําทีก่ ําหนดให
การอา น
การกระบวนการรับสารอยางหนึ่งของมนุษย โดยรับรูความหมายของสารผานตัวอักษรซึ่งเริ่มจากการรับรูคํา

การออกเสยี งคาํ การเขา ใจความหมายจากตวั อกั ษร ตคี วาม หรอื มปี ฏกิ ริ ยิ าตอ สงิ่ ทอี่ า น จากนนั้ แปลความหมายออกมาเปน
ความรู ความคิด และเกิดความเขา ใจเรอื่ งราวที่อาน การทาํ ความเขา ใจกบั เร่ืองทีอ่ านขนึ้ อยกู ับความรูและประสบการณ
เดิมของผอู า น

การอา นออกเสยี ง
ผูอานจะถายทอดการรับรูหรือความเขาใจความหมายจากเร่ืองที่อานออกมาเปนเสียงใหผูอ่ืนฟงในการอาน

ออกเสยี งผอู า นจงึ ตอ งระมดั ระวงั การอา นออกเสยี งใหถ กู ตอ งตามอกั ขรวธิ ี ทง้ั การออกเสยี งพยญั ชนะ สระ และวรรณยกุ ต
การเวน วรรคการอานทีถ่ ูกตองเหมาะสม

การอา นในใจ
. ผูอ า นจะทําความเขาใจและเก็บใจความสําคญั จากเรือ่ งท่อี า น เปา หมายของการอานในใจ คอื ตวั ผูอ า น

23

การอา นตคี วาม
การอา นเพ่ือหาวาเนอื้ หาทีอ่ า นส่ือความหมายท่แี ทจ รงิ อยา งไร โดยสามารถสงั เกตจากบรบิ ท น้าํ เสยี ง เจตนา

อารมณ
การอานจับใจความสําคัญ
การทาํ ความเขาใจกบั เรอื่ งทอ่ี า นและสามารถบอกไดว า ขอ ความสวนใดเปน ขอ ความทส่ี าํ คญั ทส่ี ดุ ในเรอื่ งทอ่ี า น
การอานเพือ่ การวเิ คราะห
การอานเพื่อแยกแยะเน้ือหาจากเรอ่ื งทีอ่ านวาขอ ความสว นใดเปนขอ เท็จจริง ขอคิดเหน็ และความรสู กึ สว นตัว
การอานเพ่อื ประเมนิ คา
การอานเพอ่ื ตดั สนิ เร่อื งทอี่ า นวา มีความถูกตอ งและนา เชอ่ื ถอื หรอื ไม เพยี งใด เพ่อื ใหผูอานสามารถนาํ ขอมลู

จากเรอื่ งทีอ่ า นไปประยุกตใ ชอ ยางเหมาะสม

ใบงานท่ี ๕.๒ เร่ือง องคป์ ระกอบของการอา่ น

คาํ ชแี้ จง : จงวิเคราะหองคป ระกอบของการอา นทก่ี าํ หนดให

สถานการณท่ี ๑ สมศักดิ์กําลังอานปายโฆษณารองเทาอยูและเม่ืออานจบแลวสมศักดิ์ไดตัดสินใจไปซื้อของ
ตามทโี่ ฆษณาไว
สาร คอื ปา ยโฆษณา ผอู าน คอื สมศักดิ์
การรบั รูความหมาย คอื ความตองการขายรองเทา การนาํ ไปใช คือ สมศักด์ไิ ปซ้ือรองเทา

สถานการณท่ี ๒ สุเทพอานหนังสือพิมพรายวันเก่ียวกับขาวการเลือกตั้งโดยที่สุเทพรูสึกวาขาวของสํานักขาวนี้
ไมเ ปน กลาง ทาํ ใหส ุเทพเลกิ อานหนงั สือพิมพของสาํ นักขา วนไ้ี ปเลย
สาร คอื หนงั สอื พมิ พ ผอู า น คือ สุเทพ
การรบั รูความหมาย คอื สาํ นกั ขา วนี้เขียนขาวอยา งไมเปน กลาง
การนําไปใช คือ สุเทพเลิกอา นหนงั สอื พิมพข องสํานักขาวนี้

24

ใบงานที่ ๕.๓ เรอ่ื ง แนวทางการวิเคราะหแ์ ละประเมนิ คา่ จากการอา่ น
สารตา่ ง ๆ

คําชี้แจง : วิเคราะหงานเขียนทก่ี ําหนดใหว า สวนใดเปน ขอ เท็จจริง สวนใดเปนขอ คิดเห็น และสว นใดเปนความรสู กึ ของ
ผูเ ขียน
“ธุรกิจสุขภาพความงาม ในดานการสงเสริมตลาดก็ทําไดงายกวาแตกอน เพราะปจจุบันมีโซเชียลมีเดีย เชน

เฟซบุก อนิ สตาแกรม ทวิตเตอร เว็บไซต และไลนแอด ทสี่ ามารถสง ขอ มูลขาวสารถึงลกู คาและผูบ ริโภคไดโดยตรงและ
เปนจํานวนมาก และไมเสียคาใชจายเหมือนแตกอน หากรูเทคนิคและวิธีการทําตลาดออนไลน จะชวยประหยัดคาการ
ตลาดไปไดม าก ซึ่งทาํ ใหมกี ําไรเพิม่ ข้นึ จากการลดตน ทนุ ทางการตลาด”

สว นทเี่ ปนขอ เท็จจรงิ
ปจ จบุ ันมีโซเชียลมีเดยี เชน เฟซบกุ อนิ สตาแกรม ทวติ เตอร เวบ็ ไซต และไลนแอด ทสี่ ามารถสง
ขอ มลู ขา วสารถงึ ลูกคา และผูบริโภคไดโดยตรงและเปน จํานวนมาก และไมเ สยี คา ใชจ า ยเหมือนแตกอน
สว นที่เปนขอคดิ เห็น
ธุรกิจสุขภาพความงาม ในดานการสงเสริมตลาดก็ทําไดงายกวาแตกอน, หากรูเทคนิคและวิธีการ
ทาํ ตลาดออนไลน จะชวยประหยดั คา การตลาดไปไดม าก ซง่ึ ทําใหมีกาํ ไรเพ่มิ ข้ึนจากการลดตนทนุ ทางการตลาด
“ฟอรมของหมาปาแหงเมืองเบียรยังไมกระเต้ือง แถมมีแตสาละวันเตี้ยลง ถึงแมจะเปลี่ยนกุนซือมาเปน
วาเลเรยี น อิสมาแอล แลวกต็ าม ลา สุดแพค าบานตอแฮรธา เบอรล ิน ๒ : ๓ ทําใหสะกดคําวา ชนะ ไมเปน ๓ เกมติดตอ กนั
ผูเลนคอนขา งสมบรู ณ จะขาดเพียงตัวติดโทษแบน ๒ คน ไดแ ก มักซมิ เิ ลียน อารโ นลด กับ พอล เซกวิน นอกน้ันพรอมรบ
ในแผนการเลน ๓-๑-๔-๑-๑”
สวนทเ่ี ปนขอ เทจ็ จริง
ถึงแมจะเปลี่ยนกุนซือมาเปนวาเลเรียน อิสมาแอล แลวก็ตาม ลาสุดแพคาบานตอแฮรธา เบอรลิน
๒ : ๓ ทาํ ใหสะกดคาํ วา ชนะ ไมเปน ๓ เกมติดตอกนั ผเู ลน คอ นขางสมบรู ณ จะขาดเพียงตวั ตดิ โทษแบน ๒ คน
ไดแ ก มักซมิ เิ ลยี น อารโ นลด กับ พอล เซกวนิ นอกน้นั พรอมรบในแผนการเลน ๓-๑-๔-๑-๑
สวนท่เี ปน ขอ คดิ เห็น
ฟอรมของหมาปา แหงเมืองเบียรย งั ไมก ระเตื้อง แถมมีแตส าละวนั เต้ียลง

25

ใบงานท่ี ๕.๔ เร่ือง มารยาทในการอ่าน

คาํ ช้ีแจง : จงวิเคราะหสถานการณท ่ีกาํ หนดใหว า ใครทําผิดมารยาทในการอาน ผิดกีข่ อ และขอ ใดบาง
วันน้ีกนกวรรณและกรองกานตไปอานหนังสือดวยกันท่ีหองสมุดโดยที่กนกวรรณไดนําขนม

และนําเขาไปในหองสมุดดวย ซึ่งกนกวรรณบอกวาจะเอาไวไปกินตอนอานหนังสือจะไดไมงวง ถึงแม
กรองกานตจะทักทวงแลวแตกนกวรรณก็ไมฟง เม่ือทั้งสองไดเขาไปน่ังอานหนังสือดวยกันแลว กรองกานต
ใชปากกาขีดเนนบรรทัดขอความในหนังสือของหองสมุดเพ่ือนําไปใชทํารายงาน กนกวรรณบอกวาถาหาก
กรองกานตตองการนําเนื้อหาไปใชกรองกานตตองอางอิงใหครบถวนดวย แตกรองกานตบอกวาเธอจะ
ไมทําเพราะยุงยากและเสียเวลา เมื่ออานหนังสือดวยกันไปเร่ือย ๆ กนกวรรณเกิดเบื่อขึ้นมา จึงไดแอบ
ชะโงกหนาไปดูหนังสือท่ีกรองกานตกําลังอานอยู ทําใหกรองกานตรูสึกรําคาญมาก กรองกานตจึงบอกลา
กนกรรณและกลับบา นทันที

กนกวรรณ ทําผดิ ๒ ขอ คอื นําอาหารและเครอื่ งดืม่ ไปรบั ประทานในหอ งสมุด และทาํ ใหเพ่อื น
เสยี สมาธิโดยการชะโงกหนา ไปกหู นังสือเพื่อน

กรองกานตท าํ ผดิ ๒ ขอ คอื ใชห นงั สอื สว นรวมอยา งไมร ะมดั ระวงั โดยขดี ฆา ลงไปในหนงั สอื และ
นําเนื้อหาหรอื ขอความจากหนงั สอื ไปใชโดยไมอา งอิง

๖หนว่ ยท่ี การเขยี น

กจิ กรรมสง เสริมการเรยี นรู

๑. ใหผูเรียนจับคูกบั เพอ่ื น เลือกงานเขยี นทต่ี นเองช่ืนชอบไมเ กิน ๕ หนากระดาษ A๔ จากนนั้ นาํ มาวเิ คราะหลกั ษณะ
การเขยี น การวางโครงเรอื่ ง วัตถปุ ระสงค การใชภ าษา ลกั ษณะการวางประโยคใจความสําคัญ คณุ คา ที่มีตอผูอา น
แลวออกมานาํ เสนอหนา ชน้ั เรียน

๒. ใหผูเรียนแบงกลุม กลุมละ ๔–๕ คน เลือกหัวขอท่ีตนเองสนใจ จากนั้นกําหนดวัตถุประสงคการเขียน วาง
โครงเรอื่ ง ลงมอื เขยี นใหม ตี าํ แหนง ของประโยคใจความหลกั ครบทงั้ ๕ ประเภท ตรวจสอบการใชภ าษา และออกมา
นาํ เสนอผลงานการเขียนหนา ชนั้ เรียน
(อยูในดลุ ยพินิจของผสู อน)

26

คาํ ถามทายหนวยการเรยี นรู

ตอนที่ ๑ คาํ ชแ้ี จง : จงตอบคาํ ถามตอ ไปนี้

๑. “ภาษาเปนดั่งอาภรณท ่หี อหมุ นําพาสารจากผูสงสารไปยังผูรบั สาร” หมายถงึ อะไร
ภาษาเปนเคร่อื งมอื หรอื การถา ยทอดขอ มลู ความรู ความคดิ ความตองการ หรือความรูสกึ ของผูเ ขยี นไปยังผอู าน

๒. จงบอกความสาํ คัญของการเขียน
การเขียนเปนทักษะรวบยอด คอื การเขยี นเปนทักษะขัน้ สงู ทีต่ อ งใชทกุ ทกั ษะประกอบกนั การเขียนกอ ใหเ กดิ

ประโยชนจ าํ นวนมาก เชน ฝกสมาธิ ฝกการใชภ าษา ฝกการคดิ รวมถงึ เปนหลักฐานทค่ี งทน

๓. การเขียนยอ หนามีประโยชนอ ยา งไร ๒. ชว ยใหเขียนเปน ประเดน็ เนือ้ หาไมว กวน
๑. ชว ยใหงานเขยี นเปน ระเบียบอานงา ย
๓. ชว ยจาํ กดั ขอบเขตของเน้ือหา

๔. รูปแบบการเขยี นยอ หนา มกี ่ปี ระเภท อะไรบา ง
๕ ประเภท ไดแก ใจความสาํ คญั อยตู อนตน ของยอหนา ใจความสําคัญอยตู อนทา ยของยอ หนา ใจความสําคญั

อยกู ลางของยอหนา ใจความสําคญั อยตู อนตน และตอนทา ยของยอ หนา และไมปรากฏใจความสําคญั ในยอหนา

๕. ใน ๑ ยอ หนา จําเปนตองประกอบดว ยทง้ั ใจความสาํ คญั หลกั (Main Idea) และใจความรอง (Supporting Idea)
หรือไม อยางไร
จําเปน หากไมมีใจความหลัก ยอหนาน้ันก็จะขาดเนื้อหาที่ผูเขียนตองการส่ือสาร แตหากไมมีใจความรองก็จะทําให
เน้ือหาไมน าเช่ือถือ ไมนา สนใจ ทาํ ใหผ ูอ านไมไ ดข อ มลู ทคี่ รบถว น

๖. ผูเรยี นมีวธิ สี งั เกตใจความสาํ คญั หลกั อยางไรบาง ๒. สามารถแทนความของทง้ั ยอหนา ได
๑. มีการกลาวซ้ําบอ ย ๆ ในยอ หนา

๗. หากผเู รียนเพิง่ เรม่ิ ฝก เขียนยอหนา ผูเรียนจะเลอื กเขียนยอ หนารูปแบบใด เพราะเหตุใดจงึ เลือกเชนน้ัน
ประโยคใจความสาํ คญั อยตู อนตน ของยอ หนา เพราะเปน การเขยี นยอ หนา ทง่ี า ยทสี่ ดุ สามารถวางประโยคใจความ

สาํ คญั ไวประโยคแรกแลวจึงขยายความจนเนอ้ื หาครบถว นเหมาะสม

๘. หากใน ๑ ยอ หนามีมากกวา ๑ ประเด็น จะสง ผลอยางไร
เนือ้ หาในยอ หนา ไมช ดั เจนทาํ ใหก ารเขยี นยอหนานนั้ ไมม ีเอกภาพ

๙. ผเู รยี นจะนําคําวา “เอกภาพ สมั พนั ธภาพ และสารตั ถภาพ” ไปใชในการเขยี นยอ หนา อยา งไร
เขยี นยอ หนา ใหม เี นอื้ หาสาระ ๑ ยอ หนา ๑ ประเดน็ ขยายความเพมิ่ เตมิ แตล ะประเดน็ อยา งถกู ตอ งและเหมาะสม

หากมีหลายยอ หนา ทกุ ยอหนาตองกลา วถึงเร่อื งเดยี วกัน

27

๑๐. ผูเรยี นเปน คนชอบเขยี น สามารถหยบิ ยกเร่ืองราวตาง ๆ รอบตัวมาเขยี นไดเ สมอ แตเ พื่อนของผูเรยี นไมชอบเขียนเลย
ผูเ รยี นจะแนะนําเพอ่ื นอยางไร เพ่อื กระตุน ใหเพอื่ นชอบเขียนเหมือนผเู รียน
แนะนาํ ใหเ พอื่ นเขยี นจากเรอื่ งงา ย ๆ สนั้ ๆ ใกลต วั เพราะเมอ่ื เขยี นเรอื่ งหนง่ึ สาํ เรจ็ เพอื่ นจะมกี าํ ลงั ใจในการเขยี น
ตอไป และใหก ําลงั ใจในการเขยี นดว ยการช่ืนชมผลงานเพ่อื ใหเพื่อนมกี ําลงั ใจในการเขยี น
ตอนที่ ๒ คาํ ชแ้ี จง : เขียน O รอบคาํ ตอบท่ถี กู ตอ งเพยี งคําตอบเดียว

๑. ขอ ใดไมใ ชความหมายของการเขยี น
ค. ระบบการบนั ทึกเพื่อถา ยทอดความรู ความคดิ

๒. ขอใดไมใชค วามสําคญั ของการเขยี น
ก. แกม คัดลอกขอความในหนงั สอื สงงานครู

๓. “การสอบเปนเสมือนเกมทีน่ กั เรียนไมพ งึ ประสงค เนื่องจากการสอบไมไดม คี วามสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน หรือ
ความทา ทายเลย ในทางตรงกนั ขา มมกั มาพรอมกบั ความกดดนั ความหวัง และความเครยี ด แตจะไมส อบเลยก็คง
ไมได เพราะอยางนอยการสอบก็เปนเครื่องมือวัดระดับความเขาใจบทเรียน ใหนักเรียนไดกลับไปทบทวนและ
ทาํ ความเขาใจในสวนทย่ี งั ไมกระจา งได” จากขอความนเี้ ปนความสําคญั ของการเขยี นดานใด
ง. การเขยี นเปนเครอื่ งมอื ฝกฝนทางภาษา

๔. ขอ ใดกลาวไมถกู ตอ ง
ค. ในแตล ะยอหนาตอ งมปี ระโยคใจความหลกั ปรากฏเสมอ

๕. “ชีวิตของเรา มีผูคนมากมายที่ผานเขามา มีผูคนมากมายที่ออกจากชีวิตเราไป สุดทายแลวคนท่ีจะอยูกับตัวเราไป
ตลอดชวี ติ กค็ อื ตวั ของเราเอง ดงั นน้ั ไมว า ใครจะเขา มา ไมว า ใครจะออกไป อยา เอาใจไปผกู กบั เขาไวม ากนกั แตจ งเผอื่ ใจ
ไวร กั ตัวเองเสมอ”
(คิดมาก. ๒๕๖๑: ๖)
จากขอ ความนป้ี ระโยคใจความหลกั ปรากฏอยูตอนใด
ข. ตอนทา ย

๖. “คล่ืนใตเสียงหรืออินฟราซาวดสงผลกระทบตออวัยวะภายในของมนุษย โดยเฉพาะการไหลเวียนโลหิต และระบบ
ประสาท อินฟราซาวดระดับไมรุนแรงเพียงชั่วครูสามารถสรางความรูสึกปลาบปล้ืม กระปร้ีกระเปราไดเปนช่ัวโมง
อตั ราการเตนของหวั ใจ ความดันเลือด และการปลอยเอนโดฟน ฮอรโ มนแหง ความสขุ สงู ข้นึ ”
(ปราปต. ๒๕๕๘: ๑๙๘)
จากขอ ความนปี้ ระโยคใจความหลกั ปรากฏอยตู อนใด
ก. ตอนตน

28

๗. “การเปนคนท่ีมีคุณภาพตองรูจักหักหามจิตใจไมใหใฝไปในทางชั่วราย รูจักตรวจสอบตนเองอยางเขมงวดอยูเสมอ
คาดหวงั ใหต นเองเปน ตน แบบคณุ ความดแี กค นอน่ื ตา งจากคนทรามทมี่ กั จะหวงั ใหเ ปน ไปตามทใี่ จตนเองตอ งการ โดย
ไมค าํ นงึ ถึงผลไดผลเสียที่จะเกิดขึ้นกบั เขา ขอใหเปน ไปอยา งใจตนเองคดิ กพ็ อ”
(ภทั ระ ฉลาดแพทย และธีระวฒุ ิ ปญ ญา. ๒๕๕๕: ๖๙)
จากขอความนข้ี อ ใดเปนประโยคใจความหลกั
ก. การเปนคนท่ีมีคุณภาพตองรูจักหักหามจติ ใจไมใหใ ฝไปในทางช่วั รา ย

๘. “พนอนจิ มรี ปู รา งสงู โปรง ผมดาํ ขลบั ตดั สน้ั แลว ดดั ดว ยไฟฟา พอเปน คลนื่ เปด ใหเ หน็ ลาํ คอยาว ปลายคางมนยกแตน อ ย
อยางไวศักด์ิย่ิงเพิ่มความระหงในทวงทาแชมชอย แตหาไดเช่ืองชา ความลงตัวของลักษณะนาปกปองของผูหญิงกับ
ความเขมแข็งเฉลียวฉลาดเปนคุณสมบตั ทิ ่ีหาไดไ มง า ย”
(ปราปต. ๒๕๕๗: ๓๕)
จากขอ ความน้ีขอใดเปนประโยคใจความหลกั
จ. ไมปรากฏประโยคใจความหลกั

๙. หากกลมุ เปาหมายการเขยี นของผูเรียนเปน กลุมนกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย ผูเรียนจะเลือกเขียนเร่ืองลักษณะ
อยางไรจงึ จะเหมาะสมมากทส่ี ุด
ง. เรอื่ งทกี่ ําลังเปนกระแสในสังคม เชน เทคโนโลยี

๑๐. ขอใดไมใชลกั ษณะของการเขียนท่ีดี
ข. ยกตัวอยางประกอบการเขียนทกุ ครงั้

ใบงานท่ี ๖.๑ เรอื่ ง ความหมายและความสาำ คัญของการเขยี น

คําชแ้ี จง : จงอธิบายความหมายและความสาํ คัญของการเขียน
การเขยี นเปนการถายทอดขอมูล ความรู ความคดิ ความตอ งการ หรือความรสู ึกของผูเขยี นไปยังผูอา น โดยใช

ตวั อักษรหรอื สญั ลกั ษณตา ง ๆ เรยี บเรยี งใหเปน คํา ขอความ ประโยค หรอื เรื่องราวตา ง ๆ ตามรปู แบบและถกู ตอ งตาม
หลกั การใชภาษา

ความสาํ คญั ของการเขยี นแบงได ๓ ขอ ดังนี้
๑. ใชถา ยทอดความรู ความคดิ จนิ ตนาการของตนเองใหผ ูอืน่ รบั รู
๒. สอ่ื ความหมายไดคงทน และชว ยบนั ทึกความจํา
๓. ชวยลําดับและเรยี บเรียงความคดิ ไดด ีกวา การสือ่ สารประเภทอืน่

29

ใบงานที่ ๖.๒ เรอื่ ง การเขยี นยอหนาตามหลกั การเขียน

คําชี้แจง : จงทํากจิ กรรมตอ ไปน้ี
๑. ใหผ เู รยี นอา นขอความท่ีกําหนดให แลว บอกวา ขอ ความน้ันมใี จความสาํ คญั (Main Idea) อยสู วนใดของยอหนา และ

ประโยคใดเปน ประโยคใจความหลกั
“เราเช่ือเสมอวา การขอโทษเปน การแสดงความแครก นั อยางดที ส่ี ดุ เปน วิตามิน C ทมี่ าจากคําวา Care ที่จะชว ย
บํารุงความสัมพันธโดยไมตองไปหาซ้ือ แตเราก็มักลังเลที่จะขอโทษใครสักคนเสมอดวยเหตุผลสารพัดเร่ือง เชน
ถาไมผดิ จะไมขอโทษ ซง่ึ ถาคิดกันจรงิ ๆ ทกุ คนมีสว นผิดในการกระทําหน่ึง ๆ ท้ังสน้ิ ไมม ีใครผิดหมดหรือถูกหมด
แตจะมีใครยอมรับหรือเปลาวามีสวนผิด เหมือนคนสองคนเลนบอลกันแลวเตะบอลไปโดนกระจกบานขาง ๆ
น่ันแหละ คนเตะไปโดนกระจกยอมคือคนผิดท่ีเห็นไดชัดเจนที่สุด แตอยู ๆ มันจะเตะไปโดนกระจกไดอยางไร
ถา อีกคนไมไดเ ลนดวยและโยนบอลมาในองศาที่เขาทางการเตะไปโดนกระจกพอดี”
(วไิ ลรตั น เอมเอี่ยม. ๒๕๕๓: ๑๗๔)
ตอนกลางของยอหนา ในประโยค “จริง ๆ ทุกคนมีสวนผดิ ในการกระทาํ หน่ึง ๆ ทงั้ ส้นิ ”
“เดก็ แวน กบั ผใู หญท ย่ี อมเปน หนเี้ พอ่ื ซอ้ื ของแบรนดเ นมไปอวดคนอนื่ ดเู ผนิ ๆ คงไมม อี ะไรเหมอื นกนั แลว กไ็ มร จู ะ
เอามาเปรยี บเทยี บกนั ทาํ โหระพาอะไร แตเ ดย๋ี วกอ น ถา ลองพจิ ารณาคนสองประเภทนอี้ ยางลกึ ซง้ึ แลว คณุ จะพบ
ความเหมอื นทส่ี าํ คญั อยา งหนงึ่ คอื พวกเขาแสวงหาการยอมรบั และการยอมรบั กค็ อื ชยั ชนะอนั ลาํ้ คา ของพวกเขา
ตางกันก็ตรงท่ีเด็กแวนสรางความเดือดรอนใหผูอื่น แตผูใหญที่ซ้ือของแบรนดเนมจะสรางความเดือดรอนใหกับ
สถานภาพทางการเงินของตนเอง”
(วิไลรัตน เอมเอยี่ ม. ๒๕๕๕: ๒๓๘)
ตอนกลางของยอหนา ในประโยค “ความเหมือนท่ีสําคญั อยา งหน่ึง คอื พวกเขาแสวงหาการยอมรับ”
“ฮาราจกู ุ ศูนยรวมของวัยรนุ แตงกายชุดหลุดโลกแปลกแหวกแนว แมจ ะแตงชดุ มาประชันกัน กไ็ มใชวาเขาจะให
นักทองเทยี่ วถา ยภาพทุกคน สนใจถายภาพคนไหน ลองเขาไปขอถายภาพได ผมเดินผานไปผานมา ขอถายภาพ
ไดไ มก ค่ี น แตบ างคนใชเ ทคนคิ พเิ ศษสว นตวั หยบิ เลนสก ลอ งระยะไกล แอบถา ยเหมอื นเปน ปาปารสั ซี อยา งไรแลว
เขาไปขอถา ยภาพ บอกเขากอ นลว งหนา ดีท่สี ดุ ครับ ถอื เปนการใหเกียรตซิ ง่ึ กนั และกัน”
(สริ ภพ มหรรฆสุวรรณ. ๒๕๕๕: ๓๔)
ตอนทา ยของยอ หนา ในประโยค “เขา ไปขอถา ยภาพ บอกเขากอ นลว งหนา ดที ส่ี ดุ ครบั ถอื เปน การใหเ กยี รติ

ซง่ึ กันและกนั ”

30

“ลักษณะอาหารเจมีความเครงครัดในเรื่องการปรุงมากกวาอาหารมังสวิรัติ เครื่องเทศเคร่ืองปรุงหลายชนิดถูก
หามนาํ มาใชใ นการทาํ อาหารเจ เพราะมีความเชื่อวา จะไปกระตนุ อารมณ ในขณะท่อี าหารมังสวิรตั ินัน้ เพยี งหาม
รับประทานอาหารจําพวกเนอื้ สตั วเ ทา น้นั อาหารมังสวิรัตจิ งึ มีความเขม งวดนอยกวาอาหารเจ”

ตอนตน ของยอ หนา ในประโยค “ลกั ษณะอาหารเจมคี วามเครง ครดั ในเรอ่ื งการปรงุ มากกวา อาหารมงั สวริ ตั ”ิ
“ครูบางคนเขาใจวา วรรณคดีเปนเร่ืองท่ีชวยสอนศีลธรรมใหแกผูเรียน ทั้งน้ีอาจเปนเพราะวรรณคดีสวนใหญท่ี
เรียนกันอยูในปจจุบัน น้ันเปนเรื่องที่เนนใหเห็นถึงคุณธรรมในการดําเนินชีวิต ซึ่งคุณธรรมที่ปรากฏนั้นเปนเพียง
แงห นึ่งของวรรณคดี การท่ีจะนําประโยชนหรอื แนวทางเพียงแนวเดียวมาเปนหวั ใจของเร่อื งทัง้ เร่อื งจึงไมถ ูกตอ ง
การที่จะเรียนวรรณคดีโดยมุงใหเปนส่ิงสอนใจจึงไมใชการเรียน วรรณคดีตามความหมายท่ีแทจริง เชนเดียวกับ
การเรียนวรรณคดีในแงของประวัตศิ าสตร โบราณคดี การศกึ ษาภาษา สง่ิ เหลาน้ลี ว นเปนเพยี งสว นประกอบของ
วรรณคดที ง้ั สน้ิ ไมใ ชต วั วรรณคดี การทเ่ี ดก็ จะมองเหน็ คณุ คา ของวรรณคดที แ่ี ทจ รงิ ไดน น้ั อยทู คี่ รตู อ งมองเหน็ กอ น”

ตอนทา ยของยอ หนา ในประโยค “การทเ่ี ดก็ จะมองเหน็ คณุ คา ของวรรณคดที แ่ี ทจ รงิ ไดน นั้ อยทู ค่ี รู
ตอ งมองเหน็ กอ น”
“ทนั ทที เี่ ลย้ี วขน้ึ ไป โห มนั สวยมาก แสงของดวงอาทติ ยท กี่ าํ ลงั จะลาลบั ขอบฟา สาดตรงไปทอี่ า งเกบ็ นาํ้ เหน็
เงาสเี งนิ เขม ของภเู ขาตน หญากบั ดอกหญา ปลวิ ไปตามลมหนาวออ น ๆ สะทอ นดว ยแดดอนุ ๆ สมาชกิ ทง้ั ส่ี
ผลดั กนั สดู อากาศดี ๆ เขา ปอด เกบ็ บรรยากาศดี ๆ ผา นตาเขา เมโมรสี มองและเมโมรกี ลอ ง เรามเี วลาอยตู รงน้ี
ไมถ ึงครึง่ ชั่วโมงกต็ องไปตอ เพราะอา งเก็บนา้ํ เปด ถึงหกโมงเยน็ เทา นนั้ ”

(กมลเนตร เรอื งศรี. ๒๕๕๘: ๑๔๙– ๑๕๒)
ไมป รากฏในยอ หนา ผเู ขยี นกลา วถงึ ความสวยงามของอา งเกบ็ นา้ํ ในเวลาทพ่ี ระอาทติ ยก าํ ลงั จะตก
การมเี มยี เยอะ (ทเ่ี รยี กวา เมยี นอ ย) เปน ปญ หาโลกแตกของสถาบนั ครอบครวั มาทกุ ยคุ ทกุ สมยั ไมว า จะเปน
ยคุ ทใ่ี นสงั คมมเี มยี นอ ยเปน เรอื่ งปกติ หรอื จะเปน ยคุ ทผ่ี คู นหนั มามคี า นยิ มผวั เดยี วเมยี เดยี วกต็ าม แมส งั คมไทย
ท่ีวรรณคดีหรือนิทานไทยเขียนขึ้นจะคุนเคยกับการท่ีผูชายมีเมียไดมากกวาหน่ึงคนแตก็ใชวาเมียทุกคนจะ
อยากเปนเมียหลวงท่ีถูกผัวลืม เมียหลวงหลายตอหลายคนจึงตองงัดสกิลท่ีมีข้ึนมาปกครองผัวของตนเพ่ือ

ใหเมียนอ ยเปนเพยี งเบี้ยลา ง หรอื ทีห่ วงกวา นนั้ ก็พยายามเขย่ี เมยี นอ ยใหก ระเด็นออกไปจากชวี ติ เลย
ทีเดยี ว”

(ชนญั ญา เตชจกั รเสมา. ๒๕๖๐: ๑๔๙)
ตอนตน ของยอ หนา ในประโยค “การมเี มยี เยอะ (ทเ่ี รยี กวา เมยี นอ ย) เปน ปญ หาโลกแตกของสถาบนั
ครอบครัวมาทุกยุคทกุ สมัย”

31

“คนไทยนนั้ ถอื วา บา นเปน สงิ่ สาํ คญั ตอ ชวี ติ ตง้ั แตเ กดิ จนตาย เพราะคนไทยโบราณนน้ั ใชบ า นเปน ทเ่ี กดิ การคลอดลกู
จะกระทาํ กนั ทบี่ า น โดยมหี มอพน้ื บา นทเี่ รยี กวา หมอตาํ แย เปน ผทู าํ คลอด มไิ ดใ ชโ รงพยาบาลหรอื สถานผดงุ ครรภ
อยางในปจจุบันนี้ และที่สุดของชีวิตเมื่อมีการตายเกิดข้ึน คนไทยก็จะเก็บศพของผูตายท่ีเปนสมาชิกของบานไว
ในบานกอ นทีจ่ ะทําพธิ ีเผาเพอื่ ทําบญุ สวด และเปนการใกลช ิดกบั ผตู ายเปน ครง้ั สุดทาย ดังนน้ั บานจึงเปน สถานท่ี
ที่คนไทยใชช ีวติ อยเู กอื บตลอดเวลาต้งั แตเ กิดจนตาย”

ตอนตน และตอนทา ยของยอ หนา ในประโยค “คนไทยนน้ั ถอื วา บา นเปน สงิ่ สาํ คญั ตอ ชวี ติ ตง้ั แตเ กดิ จนตาย”
และ “บานจึงเปนสถานทท่ี ่คี นไทยใชช ีวิตอยเู กอื บตลอดเวลาตั้งแตเกิดจนตาย”

“แมถ นนเยาวราชจะกอ รา งจากขอเสนอของพระเจา บรมวงศเ ธอ เจาฟากรมพระยานริศรานวุ ดั ติวงศ (ขณะดํารง
พระอิสริยยศพระเจานองยาเธอ เจาฟากรมขุนนริศรานุวัดติวงศ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ) ตามแนวพระราชดําริใน
การสรา งถนนเพือ่ สง เสริมการคา ในพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา เจา อยหู ัว หากแทจ ริงชุมชนชาวจนี นีม้ คี วามเปนมา
ต้งั แตสมยั รัชกาลท่ี ๑ คร้ังสถาปนากรุงรัตนโกสนิ ทร และยา ยราชธานจี ากธนบุรีมายงั ฝง ตะวนั ออกของแมน้ําเจาพระยาแทน”

(ปราปต. ๒๕๕๗: ๓๙)
ไมป รากฏในยอหนา ผูเขียนกลาวถงึ ความเปนมาของถนนเยาวราชและชุมชนจีน
“เมื่อ ๖๐ ปกอนมีรานลอดชองมาเปดขายแถวเยาวราช โดยโดดเดนดวยลอดชองแสนหอมหวานท่ีเสิรฟมา
ในแกว กาแฟแบบโบราณ เกดิ กระแสปากตอปากจนโดง ดงั ไปทว่ั ซงึ่ ที่ต้งั ของรา นนนั้ อยหู นาโรงหนังเฉลมิ บุรี หรือ
ทเ่ี รียกติดปากกนั วา โรงภาพยนตรส งิ คโปร เปนที่มาของลอดชองหนาโรงหนังสงิ คโปร และตอ มาก็ลดทอนเหลือ
แคล อดชอ งสิงคโปร”

(โจบ องโก. ๒๕๕๖: ๔๙)
ไมป รากฏในยอ หนา ผูเ ขียนกลาวถงึ ทม่ี าของลอดชอ งสิงคโปร

๒. ใหผ เู รยี นคัดลอกขอ ความท่ีมีรูปแบบการเขยี นยอหนาตอไปนี้ พรอมระบแุ หลงทม่ี า
๒.๑ ใจความสําคญั (Main Idea) อยตู อนตนของยอ หนา
ระบขุ อ ความทมี่ ใี จความสําคญั (Main Idea) อยตู อนตน ของยอหนา
๒.๒. ใจความสาํ คัญ (Main Idea) อยูตอนทายของยอ หนา
ระบขุ อ ความทม่ี ใี จความสําคัญ (Main Idea) อยตู อนทายของยอหนา
๒.๓ ใจความสาํ คญั (Main Idea) อยูตอนกลางของยอ หนา
ระบุขอความท่มี ใี จความสําคญั (Main Idea) อยตู อนกลางของยอ หนา
๒.๔ ใจความสาํ คญั (Main Idea) อยูตอนตนและตอนทา ยของยอ หนา
ระบขุ อความท่ีมีใจความสําคญั (Main Idea) อยตู อนตนและตอนทายของยอหนา
๒.๕ ไมปรากฏใจความสําคัญ (Main Idea) ในยอหนา
ระบุขอความท่ีไมปรากฏใจความสําคญั (Main Idea) ในยอหนา

32

๗หนว่ ยท่ี การเขียนประเภทตา่ ง ๆ

กจิ กรรมสงเสรมิ การเรยี นรู

๑. ใหผเู รยี นแบง กลุม กลมุ ละ ๔–๕ คน ดูวีดิทัศนจากเร่อื งทีผ่ ูเ รยี นสนใจ จากนนั้ นาํ มาเขียนสรุปใจความสําคัญ
๒. ใหผูเรียนแบงกลุม กลุมละ ๓–๔ คน คนหาขอความท่ีเปนการเขียนอธิบาย และการเขียนบรรยาย แลวนําเสนอ

หนาชัน้ เรยี น
(อยูในดุลยพนิ จิ ของผสู อน)

คาํ ถามทา ยหนว ยการเรยี นรู

ตอนท่ี ๑ คําชแ้ี จง : จงตอบคําถามตอ ไปนี้
๑. การเขียนสรปุ ความมคี วามสําคญั ตอ การเรยี นและการดําเนินชวี ติ ของผเู รยี นอยางไร

ความสาํ คญั ตอการเรยี น : ระบคุ ําตอบ เชน เปนบนั ทกึ ชว ยจาํ ใหจ ดจําเน้ือหาในบทเรียนไดนานขึน้ สามารถใช
อานทบทวนกอนสอบได
ความสําคัญตอ การดาํ เนนิ ชีวิต : ระบคุ าํ ตอบ เชน เปนหลักฐานบันทกึ การอาน

๒. ผเู รียนมีข้นั ตอนการเขยี นสรปุ ความอยางไร ๒. บนั ทกึ ขอความสาํ คญั สน้ั ๆ
๑. อาน ดู หรือฟงเรือ่ งทจ่ี ะสรุปอยางนอ ย ๒ รอบ
๓. ลงมือเขยี นดวยภาษาของตนเอง

๓. การเขียนอธิบายมกี ปี่ ระเภท อะไรบาง
การเขียนอธิบายมี ๕ ประเภท ไดแก การเขยี นอธิบายดว ยการใหคํานิยามหรือจาํ กดั ความ การเขียนอธิบายดว ย

การเปรียบเทยี บ การเขยี นอธบิ ายดว ยการใหเหตผุ ล การเขยี นอธบิ ายดว ยการยกตัวอยา ง และการเขยี นอธิบายตาม
ลาํ ดับขนั้ ตอน

๔. การเขียนอธบิ ายกบั การเขยี นบรรยายแตกตา งกนั อยา งไร
การเขียนอธิบายเปนการเขียนเพื่อใหเกิดความรูความเขาใจ สวนการเขียนบรรยายเปนการเขียนเพ่ือถายทอด

เร่อื งราว

๕. หากผเู รยี นจะเขียนอธิบายวธิ กี ารซือ้ บตั รคอนเสิรต ผูเรยี นจะเลือกใชการเขยี นอธบิ ายประเภทใด
การเขยี นอธบิ ายตามลาํ ดบั ขนั้ ตอน เพราะการซอ้ื บตั รคอนเสริ ต มขี นั้ ตอนทม่ี รี ายละเอยี ดใหป ฏบิ ตั ติ ามทลี ะขนั้ ตอน

การเขยี นอธิบายตามลาํ ดบั ขั้นตอนจงึ เหมาะสมท่ีสุด

33

๖. หากผเู รยี นจะเขยี นโตแยงในประเดน็ ใดประเดน็ หนึง่ ผเู รยี นจะเลอื กใชการเขยี นอธบิ ายประเภทใด
การเขียนอธบิ ายดวยการใหเ หตุผล เพราะการเขยี นโตแ ยงจะตองประกอบดวยขอมลู และเหตุผล จึงจะเปน การ

โตแยง ทสี่ มเหตสุ มผล นา เช่ือถือ
๗. ผูเ รยี นมวี ธิ เี ลือกเรอื่ งทจ่ี ะเขยี นอธบิ ายอยา งไร

๑. เลอื กจากกลุมผูอ า น ผอู านคนละวยั ยอมสนใจเร่ืองท่แี ตกตางกนั เชน วยั รนุ ชอบเรอ่ื งทาทาย พาฝน
๒. เลือกจากความถนดั ของตนเอง เมือ่ เปนเร่อื งทีถ่ นัดยอ มเขยี นออกมาไดด แี ละนาสนใจ
๓. เลอื กจากสถานการณป จจบุ นั เรือ่ งที่เปน กระแสมกั ไดร บั ความสนใจจากคนท่ัวไป
๘. ผูเรยี นตอ งเขยี นอธิบาย เรื่อง “ประโยชนข องเพลงไทยสากล” ผูเรยี นจะวางโครงเรอ่ื งอยางไร
๑. ความหมายของเพลงไทยสากล
๒. ประเภทของเพลงไทยสากล
๓. ประโยชนของเพลงไทยสากล (ตอ ตนเอง ตอสงั คม ตอ ประเทศ)
๙. ขอควรคํานงึ ในการเขียนบรรยายทุกครัง้ คืออะไร
การใชภ าษาอยางตรงไปตรงมา ชัดเจน ผูอ านสามารถเขาใจไดทันที
๑๐. การอาน การฟง และการดูมีความสัมพนั ธก ับการเขยี นอยา งไร
เปน ทักษะการรบั สาร ทําใหเ กดิ ความรู ความเขา ใจและประสบการณตา ง ๆ เพือ่ ใชเ ปนขอมลู ในการเขยี นงาน
ของตนเอง เพราะการเขียนเปน ทกั ษะการสงั เคราะหจะตองนําความรทู ่ตี นมีมาเขียนถา ยทอดในแบบของตนเอง
ตอนท่ี ๒ คําชี้แจง : เขียน O รอบคําตอบท่ีถูกตองเพยี งคาํ ตอบเดยี ว
๑. ขอใดกลา วถึงการเขยี นสรุปความไดถ กู ตอง
ง. การเขียนสรุปความไมจ าํ เปนตองยกตวั อยางประกอบ
๒. การเขียนสรปุ ความหมายถงึ ขอ ใด
ก. การจบั สาระสาํ คญั ของเรอื่ งตาง ๆ
๓. ขอใดไมใชการเขยี นอธิบาย
ก. ศิรชัชเขยี นประวตั ขิ องนายชติ บรุ ทตั
๔. หากผเู รยี นจะเขียนโตแ ยง เร่ืองหนง่ึ ๆ นักเรียนควรเลอื กใชก ารเขยี นอธบิ ายประเภทใด
ข. การใหเ หตผุ ล
๕. หากผูเรยี นจะช้ีใหเ ห็นความแตกตา งระหวางพลแู ละชะพลู ควรจะใชก ารเขยี นอธิบายแบบใด
ค. การเปรียบเทียบ

34

๖. “ความเครียดในชีวิตประจําวันไมวาจะเปนเครียดเรื่องงาน เร่ืองเงิน หรือเรื่องสวนตัว และการรับประทานอาหาร
ไมต รงเวลา อกี ทง้ั ยงั รบั ประทานอาหารทมี่ รี สเปรยี้ วจดั และเผด็ จดั ลว นเปน สาเหตทุ ที่ าํ ใหเ กดิ โรคกระเพาะอาหารได
อาการเบอื้ งตน คอื ปวดทอ งทง้ั กอ นและหลงั รบั ประทานอาหาร บางรายกค็ ลน่ื ไสแ ละอาเจยี น หากไมไ ดร บั การรกั ษา
ทถ่ี กู ตองอาจทําใหปวดทองข้นั รุนแรงจนถึงกระเพาะอาหารทะลุได” จากขอ ความน้ีเปนการอธบิ ายประเภทใด
ข. การใหเ หตผุ ล

๗. “ราชพฤกษหรือคูนเปนไมยืนตนขนาดกลางที่มีความสูง ๑๐–๒๐ เมตร เปนไมท่ีพบไดท่ัวไปใน
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต ดอกออกเปนชอสีเหลืองในชวงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม
มลี ักษณะระยา คลายโคมไฟ” จากขอความน้เี ปน การเขยี นอธิบายประเภทใด
ก. การใหน ิยาม

๘. “เมืองไทยเปนเมืองผลไม แตละฤดูจะมีผลไมใหเลือกสรรอยางหลากหลาย ฤดูรอนมีทุเรียน
มะมวง ลูกหวา มะไฟ แตงโม ชมพู ลิ้นจ่ี ขนุน กลวยหอม ฤดูฝนมีกลวย ฝร่ัง สับปะรด
ลําไย นอยหนา สมโอ มะเฟอง มะยม สวนฤดูหนาวมีละมุด ออย สมเขียวหวาน องุน ชมพู
พทุ รา มะตมู ลกู ตาล” จากขอ ความนเี้ ปนการเขยี นอธิบายประเภทใด
จ. การยกตวั อยา งประกอบ

๙. ขอใดเรียงลาํ ดบั การเขียนอธบิ ายและบรรยายไดถ กู ตอ ง
ง. เลือกหัวขอ วางโครงเรือ่ ง เขียน ตรวจทาน

๑๐. ขอใดเปนการเขยี นบรรยาย
จ. นรนิ ทรเ ขยี นเลาการไปเท่ยี วจังหวดั เชียงใหมกับครอบครวั

ใบงานท่ี ๗.๑ เร่อื ง การเขยี นประเภทตา่ ง ๆ

คําช้ีแจง : ใหผ เู รียนเขยี นอธบิ ายความหมายและหลักการเขยี นแตละประเภทตอไปนี้
๑. การเขยี นสรุปความ

ความหมาย การจบั ใจความสําคัญ หรือสาระสําคญั จากสารผา นทกั ษะการฟง การดู หรือการอานใหค รบถวน
จากนั้นนาํ มาเรยี บเรยี งใหมโดยใชสาํ นวนของตนเองดว ยขอ ความทส่ี น้ั กระชับ ชดั เจน

หลักการเขียน
๑. จดขอความส้ัน ๆ ไวชว ยจํา
๒. นําขอ ความที่บันทึกไวม าเรียบเรียงใหมโ ดยท่ตี องมใี จความสาํ คญั อยูดว ย

35

๒. การเขยี นอธิบาย
ความหมาย การเขยี นใหผูอ ืน่ เขาใจในเน้อื ความนัน้ อยา งแจม แจง ชัดเจน และถูกตอ ง
หลักการเขยี น ๑. กาํ หนดจดุ มุง หมายในการเขยี นใหช ดั เจน
๒. เตรยี มเน้อื เร่อื งกอนการเขยี น
๓. เตรียมขอมูลที่จะเขียน
๔. เลอื กกลวธิ ใี นการเขยี นใหเหมาะสม
๕. เขยี นดวยภาษาที่เขาใจงา ย ชัดเจน

๓. การเขยี นบรรยาย
ความหมาย ลักษณะการเขยี นแบบบอกเลา เรอ่ื งราว ขอ เท็จจรงิ โดยใหผอู า นเขาใจความเปน มา

เสมือนกบั อยรู ว มในเหตกุ ารณน ้นั ดว ย
หลกั การเขยี น ๑. เลือกเร่อื งและกําหนดขอบเขตของเรอ่ื ง
๒. วางโครงเร่ือง
๓. เรยี บเรยี งดว ยภาษาทีก่ ระชับและชดั เจน

ใบงานที่ ๗.๒ เรอ่ื ง เขยี นสรุปความ เขียนอธิบาย และเขียนบรรยาย

คําชแี้ จง : ใหผูเรยี นคัดลอกขอความจากส่อื ตางๆ ที่เปน การเขียนตอไปน้ี
๑. การเขียนสรุปความ

ระบุขอความท่เี ปนการเขียนสรุปความ
๒. การเขยี นอธบิ าย

การเขียนอธิบายดว ยการใหนิยามหรอื คําจํากัดความ
ระบขุ อ ความทีเ่ ปนการเขยี นอธิบายดวยการใหน ยิ ามหรอื คําจํากัดความ

การเขียนอธิบายตามลําดบั ข้นั ตอน
ระบขุ อ ความทเ่ี ปนการเขียนอธบิ ายตามลําดบั ขน้ั ตอน

การเขียนอธบิ ายดวยการเปรียบเทยี บ
ระบุขอความท่ีเปนการเขียนอธิบายดวยการเปรียบเทยี บ

การเขยี นอธบิ ายดว ยการใหเหตุผล
ระบุขอ ความที่เปนการเขยี นอธิบายดวยการใหเ หตผุ ล

การเขียนอธิบายดวยการยกตัวอยาง
ระบุขอความทเ่ี ปนการเขียนอธบิ ายดว ยการยกตัวอยาง

36

๓. การเขียนบรรยายตามลําดับเวลา
ระบขุ อความท่เี ปน การเขยี นบรรยายตามลาํ ดับเวลา

๔. ผูเ รยี นอานขอความ แลว บอกประเภทของการเขยี นใหถูกตอ ง
“หลายคนมีปญหากล่ินปากทั้ง ๆ ท่ีดูแลความสะอาดของชองปากอยางดี อาจมีที่มาจาก “น่ิวทอนซิล” ซ่ึงมี
ลกั ษณะเปน กอ นสขี าวขนุ สเี หลอื งออ น ไปจนถงึ สเี ทาคลา้ํ ซอ นอยบู รเิ วณตอ มทอนซลิ ขา งใดขา งหนง่ึ หรอื ทง้ั สองขา ง
มีลกั ษณะสง กลน่ิ เหม็นรุนแรง ขนาดของนว่ิ ทอนซลิ ขน้ึ อยกู บั ขนาดชองวา งระหวา งตอ มทอนซลิ กับอวัยวะอนื่ ”
อธิบายดวยการใหเ หตผุ ล
“การทาํ ความดนี บั เปน สงิ่ ทค่ี นในสงั คมตอ งการและพงึ ปฏบิ ตั ติ อ กนั แตก ารทาํ ความดนี นั้ ควรเลอื กใหเ หมาะสมกบั
บุคคลและโอกาส หากเราทําความดีกับคนดี ลที่ไดตามมาก็ยอมดี แตหากทําความดีกับคนพาลหรือคนชั่ว
สกั วนั หนง่ึ เขาอาจจะยอ นกลับมาทาํ รา ยหรอื สรางความเดือดรอ นแกเ ราได ดังนิทานเร่ือง ลกู งพู ษิ กบั ศษิ ยห ัวด้ือ
ท่ีอาจารยเตือนศิษยวาถึงแมจะดูแลลูกงูพิษดีเทาไร วันหน่ึงลูกงูพิษจะยอนมาทํารายตน เม่ือเวลาผานไปก็เกิด
เหตุการณดังที่อาจารยกลา วไว”
อธิบายดวยการยกตัวอยาง
“ปลากระดูกแข็งทีม่ ขี นาดใหญที่สดุ ในโลก คือ โมลา โมลา (Mola Mola) หรอื Sunfish มคี วามยาวประมาณ
๑.๘ เมตร หนกั ประมาณ ๑ ตนั รปู รา งหวั มน ตวั แบนขา ง ดา นหลงั ไมม หี าง แตต ดั ตรงลงมา มคี รบี หลงั และครบี กน
ยาวใชวายนํา้ ”

. อธบิ ายโดยการใหนิยามหรอื คาํ จํากัดความ
“คนทุกคนสามารถเปนคนเกงไดในแบบของตนเอง เริ่มจากคนหาส่ิงที่ตนเองชอบหรือถนัดสิ่งน้ันมักจะทําไดดี
หรือโดดเดนกวาคนอ่ืน แนนอนวาแตละคนมีความชอบและถนัดแตกตางกัน ตอมาจึงหาแนวทางพัฒนาอยาง
ถูกตองจากผูรู ผูเชี่ยวชาญ หลังจากนั้นจึงฝกฝนและปฏิบัติจนเกิดเปนทักษะ ศึกษาความผิดพลาด และ
ขอบกพรองเพ่อื นําไปพัฒนาจนเกดิ เปน ความสามารถพิเศษตอ ไป”
อธบิ ายตามลาํ ดับข้นั ตอน

๕ เขียนสรุปความจากขอความตอ ไปนี้
อยใู นกบั ดลุ ยพนิ จิ ของผสู อน แตต อ งมใี จความสาํ คญั ของขอ ความ คอื ความโกรธ เปน เพลงิ โทสะทเ่ี ผาผลาญจติ ใจ

มนษุ ยทุกยุคทุกสมยั

37

๘หน่วยที่ การเขียนประวัตยิ ่อ การกรอกแบบฟอร์ม
และการเขยี นข้อความตดิ ตอ่ กจิ ธุระ

กจิ กรรมสง เสรมิ การเรยี นรู

๑. ใหผ เู รียนแบง กลมุ กลุมละ ๔–๕ คน คน หาตัวอยางของการเขยี นประวตั ิยอ การกรอกแบบฟอรม และการเขียน
ขอ ความติดตอกจิ ธุระอยางละ ๑ ชิ้น จากนัน้ นาํ มาวเิ คราะหวา ตัวอยา งทนี่ าํ มาใชหลกั การเขียนทเ่ี รียนไปหรอื ไม
และมีขอ ดขี อเสยี อยางไร

๒. ใหผ เู รียนแบงกลุม กลมุ ละ ๓–๔ คน สรุปความหมาย หลักการ และวิธกี ารเขียนประวัติยอ การกรอกแบบฟอรม
และการเขียนขอความติดตอ กจิ ธรุ ะตามท่เี รียนไป ในรปู แบบอินโฟกราฟก
(อยูในดุลยพินจิ ของผสู อน)

คําถามทา ยหนว ยการเรยี นรู

ตอนท่ี ๑ คําชแี้ จง : จงตอบคําถามตอไปนี้
๑. การเขยี นประวัติยอ มจี ดุ ประสงคหลักเพ่ืออะไร

การเขียนประวัติยอมีจุดประสงคหลักเพื่อนําเสนอประวัติ หรือขอมูลของตนเองใหแกบริษัทหรือหนวยงาน
ตาง ๆ นําไปใชใ นการคัดกรองคณุ สมบัตเิ บ้อื งตน ของผูเ ขียนกอ นท่ีจะเชญิ มาสัมภาษณ หรือคดั เลือกตอไป
๒. การเขียนประวัตยิ อ ควรแบงเนอื้ หาเปน ก่สี ว น อะไรบาง
การเขยี นประวตั ิยอ มกั แบงเน้ือหาเปน ๓ สว น คอื
๑. สวนหวั คอื ชอื่ –ทอี่ ยขู องผเู ขยี น วนั เดือนปท อ่ี อกจดหมาย ช่ือเรอ่ื ง และคําข้ึนตนจดหมาย
๒. สว นเนอ้ื ความ คอื เนอื้ หาของจดหมายที่ตองการส่ือใหผ ูรบั ทราบ
๓. สว นทาย คือ คําลงทาย ลายมือช่ือ ชื่อสกลุ ของผเู ขยี น
๓. “ขา พเจา มคี วามสามารถในการใชโ ปรแกรม Photoshop, Microsoft of fice : Word, Excel, PowerPoint ไดอ ยา งดี
และสามารถส่ือสารภาษาอังกฤษและภาษาจีนไดในระดับดี” ขอความนี้ควรอยูในสวนใด ยอหนาใดของการเขียน
ประวตั ยิ อ

ขอ ความขา งตน ควรอยใู นสว นท่ี ๒ เนอ้ื ความ ยอ หนา ท่ี ๒ ในสว นทเี่ กย่ี วกบั ประวตั แิ ละความสามารถของผเู ขยี น
จดหมาย
๔. แบบฟอรมคอื อะไร จงอธบิ าย

แบบฟอรม คอื เอกสารท่ีหนวยงานตาง ๆ จดั เตรียมไวเ พอ่ื ใหผ ูม าติดตอ กรอกเพือ่ แจง ขอ มูลหรอื ความประสงค
ทตี่ อ งการตดิ ตอ

38

๕. องคประกอบของแบบฟอรม มีก่สี ว น อะไรบาง
๑. สว นหัวกระดาษ ประกอบดวยขอมูลทว่ั ไป เชน ชือ่ หนว ยงาน คําชีแ้ จง หรือขอ ความท่ีระบวุ าเก่ยี วขอ งกบั

ใครหนวยงานใด อยางไร เมื่อใด
๒. สวนเน้ือหา เปนสวนท่ีผูเขียนตองกรอกขอมูล ซ่ึงอาจจะอยูในรูปแบบของตาราง หรือตัวเลือกตาง ๆ ให

ผูเขยี นกรอก หรอื ทําเคร่ืองหมาย
๓. สว นทา ยกระดาษ ประกอบดวยลายมือช่ือผกู รอก และลายมอื ชอ่ื ผูที่เกีย่ วขอ ง

๖. เหตใุ ดเราจงึ ตอ งตงั้ ใจกรอกแบบฟอรม ใหถกู ตอ ง เรยี บรอ ย และครบถวนสมบรู ณ
เน่ืองจากขอมลู สวนใหญทก่ี รอกมักถกู เก็บไวเปน หลักฐาน หรือนาํ ไปใชบ ันทึกขอมลู ตาง ๆ ทีเ่ ปน ประโยชนต อ

ผูเขียนเอง
๗. แบบฟอรม ที่ใชเปนหลักฐานและแบบฟอรมที่ใชในการประเมนิ ผล มีความแตกตางกันอยางไร

ดานจุดประสงคของการสรางแบบฟอรม คือ แบบฟอรมท่ีใชเปนหลักฐานถูกสรางขึ้นเพ่ือใชเปนหลักฐานใน
การตดิ ตอสอ่ื สารเพื่อใหร ายละเอียดตา ง ๆ สวนแบบฟอรม ท่ีใชใ นการประเมนิ ผลถกู สรา งข้นึ เพอ่ื สํารวจความคิดเหน็
ความพึงพอใจตาง ๆ ตามท่ีหนวยงานน้ันๆตอ งการ
๘. การเขยี นขอ ความตดิ ตอ กจิ ธรุ ะมกั ใชในการส่ือสารกบั ใคร และเพ่ืออะไร

การเขียนขอ ความตดิ ตอกจิ ธรุ ะมกั ใชก บั การส่ือสารกบั บุคคล องคกร หรอื หนว ยงานตา ง ๆ เพอ่ื ใชบ ันทกึ ขอ มูล
หรือเปนหลกั ฐานในการสือ่ สาร
๙. การใชภาษาในการเขยี นขอความติดตอกจิ ธุระควรคํานึงถงึ เร่อื งใดเปนหลกั

การใชภาษาในการเขียนติดตอกิจธุระควรคํานึงถึงระดับภาษาเปนหลัก เนื่องจากเปนการติดตอท่ีคอนขางเปน
ทางการ ดงั น้ัน การใชภาษาควรใชภ าษาในระดับทางการหรือกึ่งทางการ และควรเขียนใหส ัน้ กระชบั และเขา ใจงาย
๑๐. “ดิฉันนางสาวสุดใจ ปนแกว จะขออนุญาตเขาพบอาจารยในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธน้ี หากอาจารยไมสะดวกในวัน
ดงั กลา ว กรุณาตดิ ตอกลับดวยคะ” ขอ ความน้ีเหมาะสมหรอื ไม อยา งไร จงอธิบาย

ไมเหมาะสม เนอ่ื งจากใชระดับภาษาไมถกู ตองและไมเหมาะสมกับบุคคล และเนื้อความไมค รบถวน ทําใหก าร
ติดตอ ส่อื สารไมป ระสบความสําเร็จ

39

ตอนที่ ๒ คําช้แี จง : เขียน O รอบคําตอบที่ถกู ตอ งเพียงคําตอบเดยี ว
๑. การเขยี นประวตั ยิ อมกั ใชคําขึน้ ตนและคําลงทา ยจดหมายแบบใด

ก. ขนึ้ ตนดวย “เรยี น” ลงทายดว ย “ขอแสดงความนบั ถือ”
๒. การเขยี นประวตั ิยอ สว นทีเ่ ปน เนื้อหายอหนา ใดที่ควรมีการขออนญุ าตผูอื่นกอ นการเขยี น

ค. ยอหนา ทส่ี าม
๓. สงิ่ สาํ คัญทีส่ ุดทค่ี วรคํานึงถึงการเขยี นประวตั ยิ อ คือขอใด

ข. ตอ งเขียนดว ยขอมูลท่เี ปนจริงเสมอ
๔. การเขียนลายมือชอื่ ของผูกรอกทีส่ ว นทายของแบบฟอรม มีความสาํ คัญอยางไร

ข. เพอื่ แสดงความจรงิ ใจในการเขียนแบบฟอรม
๕. “ขอพักการเรยี น” ขอ ความขา งตนควรอยใู นสวนใดของแบบฟอรม

ก. สว นหวั กระดาษ
๖. “แบบสาํ รวจความพึงพอใจตอ การใชบ ริการของสว นวดั ประเมินผล” ถือเปน แบบฟอรม แบบใด

จ. แบบฟอรม ทใ่ี ชใ นการประเมนิ ผล
๗. การเขยี นขอ ความตดิ ตอ กจิ ธุระผเู ขียนควรใชภาษาระดับใดในการเขียน

ง. ภาษาระดบั ทางการ
๘. ขอ ใดไมอ ยูในหลกั การเขียนขอ ความตดิ ตอกิจธุระ

จ. การทดลองสง
๙. การเขยี นขอความติดตอ กิจธุระไดดจี ะเกิดผลดอี ยางไร

ก. ทําใหก ารตดิ ตอ สื่อสารสําเรจ็ ลลุ วงไดดว ยดี
๑๐. สง่ิ ท่ีควรคํานงึ ถงึ มากที่สดุ ในการเขียนประวตั ิยอ การกรอกแบบฟอรม และการเขยี นขอความตดิ ตอ กจิ ธรุ ะ คือขอ ใด

ข. ตองเขียนดวยขอมลู ท่ีถูกตอง

40

ใบงานที่ ๘.๑ เรอ่ื ง ความหมายของงานเขยี น

คาํ ช้แี จง : จงอธบิ ายความหมายของงานเขียนทก่ี าํ หนดให
๑. การเขียนประวัตยิ อ

เปนการส่อื สารประเภทหนง่ึ เพ่ือใหผ ูอานประจกั ษใ นคุณสมบตั แิ ละผลงานของผเู ขียน เพ่ือนําไปใชเ ปนขอ มูล
ในการพิจารณาความสามารถของผูเขยี น อันเปน ประโยชนต อ การสมคั รงาน สอบคัดเลอื ก หรือขอทุนการศกึ ษา
หากผูเ ขียนสามารถแสดงรายละเอยี ดไดช ัดเจน และครบถว น ก็จะชว ยใหก ารส่ือสารน้นั เกิดประสิทธภิ าพมากขึ้น
๒. การกรอกแบบฟอรม

เปนรูปแบบการเขยี นประเภทหน่ึงทีใ่ ชใ นการติดตอสอ่ื สาร ในหนว ยงาน หรือองคกรตา ง ๆ พมิ พเ ตรยี มไวเ พือ่ ให
ผูมาติดตอแจง ขอมลู สารสนเทศของตน รวมทง้ั แจงจุดประสงคทตี่ องการ ดังนั้น ผูก รอกแบบฟอรม จงึ ตอ งทําความ
เขา ใจขอ มลู หรือสารน้นั ใหด เี สยี กอ น จงึ จะทําใหบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคใ นการสอ่ื สาร
๓. การเขยี นขอความติดตอ กจิ ธรุ ะ

เปนการถา ยทอดขอ มลู ความคดิ ความตอ งการอันเปนกิจธรุ ะของผูสง สารในการตดิ ตอ กับบคุ คล หรือหนว ยงาน
ตา ง ๆ ฉะนัน้ ผูเ ขียนจาํ เปนตองศึกษา และทําความเขาใจในเรอื่ งของการใชภ าษาใหถกู ตอ งเสยี กอ น จงึ จะเกิดประโยชน
ในชวี ิตประจาํ วนั ของผูเขยี น

ใบงานท่ี ๘.๒ เร่อื ง การเขียนประวตั ยิ อ
การกรอกแบบฟอรม และการเขยี นขอ ความตดิ ตอกิจธรุ ะ

คาํ ชี้แจง : จงทาํ กิจกรรมตอ ไปน้ี

๑. จงเขียนประวตั ิยอเพ่ือสมัครงานในตาํ แหนงพนักงานบัญชี บรษิ ทั ออฟฟศ จาํ กดั โดยมีกาํ หนดคุณสมบัติ ดังน้ี
- ปรญิ ญาตรดี านการบัญชี
- มีประสบการณดา นบัญชี
- มีความรใู นดา นของบญั ชีและกฎหมายภาษอี ากรทีเ่ ก่ียวขอ ง
- มคี วามชํานาญในโปรแกรม Microsoft Excel

41

๒๗ มกราคม ๒๕๖๒ ปติ สขุ สม
๓/๑๘ ถ.เอกชยั อ.เมือง
จ.สมทุ รสงคราม ๗๕๐๐๐
[email protected]
โทรศพั ท ๐๘-๐๔๔๔-๗๘๙๐

เรื่อง ขอสมคั รงาน

เรียน ผูจัดการฝา ยบุคคล บริษัท ออฟฟศ จาํ กดั

สงิ่ ทส่ี งมาดวย ๑. รูปถา ย ๒ นวิ้ ๑ รปู
๒. สําเนาใบแสดงผลการเรยี น ๑ ฉบบั
๓. สาํ เนาใบรบั รองการฝกงาน ๑ ฉบับ

ตามทที่ า นไดล งประกาศหนงั สือพมิ พศ รไี ทย ฉบับวันท่ี ๑๕ มกราคม ๒๕๖๒ วา ทางบริษัทเปดรับสมัครพนกั งาน
ตาํ แหนง พนกั งานบัญชี ๑ ตําแหนง กระผมมคี วามสนใจ และคิดวามีคุณสมบัตติ รงกบั ทีท่ างบริษัทระบไุ ว จงึ ขอสมัครงาน
และเขา รบั การพิจารณาบรรจุในตําแหนงน้ี

กระผมนายปติ สุขสม อายุ ๒๓ ป สําเรจ็ การศกึ ษาระดับปรญิ ญาตรี สาขาการบญั ชี คณะพาณิชยการและการ
บัญชี จากมหาวทิ ยาลยั นวัตราภรณและในระหวา งการศึกษากระผมไดเขา รวมกจิ กรรมอนั เปน ประโยชนตอ การปฏิบัตงิ าน
คอื เปนเหรญั ญิกชมรมวรรณศลิ ป ซง่ึ ชวยใหกระผมไดเ รียนรูการทาํ งานดา นการคดิ บญั ชี บริหารจดั การเงินเขา ออก ซ่ึงจะ
ชวยใหทาํ งานในตาํ แหนงนไ้ี ดอยา งมปี ระสทิ ธิภาพมากขน้ึ

นอกจากนก้ี ระผมเคยผานการฝก งานในตําแหนง ผูชวยพนักงานบัญชี เปน ระยะเวลา ๔ เดอื น และมีความสามารถ
ใชโปรแกรม Micrisoft Office : Word, Powerpoint, Excel ไดเ ปนอยางดี ตลอดจนสามารถส่อื สารภาษาองั กฤษทงั้ ดาน
การฟง การพดู การอา น และการเขยี นไดในระดบั ดี

ทัง้ น้ีทานสามารถสอบถามประวตั สิ วนตัว ความประพฤติ และการฝกงานของกระผมไดท ี่ อาจารยกนก ชยั เจริญ
อาจารยป ระจําสาขาวชิ าการบญั ชี คณะพาณิชยการและการบญั ชี มหาวิทยาลยั นวัตราภรณ หมายเลขโทรศพั ทมอื ถอื
๐๘-๑๗๘๙-๕๔๕๕

ดวยเหตุน้ีกระผมจึงมีความมั่นใจเปนอยางมากวากระผมสามารถปฏิบัติงานในตําแหนงพนักงานบัญชีไดดี
กระผมหวังเปนอยา งยิง่ วาจะไดร บั การพิจารณาและการตดิ ตอจากบริษทั ของทานเพือ่ สัมภาษณในรายละเอียดตา ง ๆ ใน
เร็ววนั น้ี จึงเรียนมาเพ่อื โปรดพจิ ารณา และขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้

ขอแสดงความนบั ถอื

ปต ิ สขุ สม

(นายปติ สุขสม)

42

๒. กรอกแบบฟอรม ลาปวย/ลากจิ ตอไปน้ีใหถกู ตอ ง
ใบลาปว ย/ลากจิ

เรียน อาจารยท่ปี รกึ ษา/อาจารยป ระจาํ วชิ า วันท ๑๕ เดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒

ดว ยขาพเจา นาย ปติ สุขสม เลขประจาํ ตัวนกั เรยี น ๑๕๔๓๗๐๒
สาขาวิชา การบัญชี ระดบั ปวช ชั้นปท ่ี ๑ ขอลา ✓□ ปว ย □ กจิ
เน่ืองจาก ทองเสยี อยางรุนแรง .
ตัง้ แตวนั ที่ ๑๓ เดอื น มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ถึงวนั ท่ี ๑๔ เดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒
จงึ เรยี นมาเพอื่ โปรดทราบ และขออนุญาตลาหยุด

ขอแสดงความนับถือ )

ปติ สขุ สม

( นายปต ิ สขุ สม

ขอรับรองวาใบลาฉบับนี้เปนความจรงิ ทกุ ประการ ลงช่อื ดี ใจ สขุ สม
( นายดีใจ สุขสม
)
ผูปกครอง

๓. จงเขยี นขอความตดิ ตอ กิจธรุ ะนัดหมายอาจารยพชั นี ชูใจสวย เพอื่ ขอคําปรกึ ษาดา นการเรียน

เรียน อาจารยพัชนี ชใู จสวยทีเ่ คารพ
กระผมนาย ปต ิ สขุ สม เปนนกั เรยี นสาขาวชิ าการบัญชี ชน้ั ปวช.๑ จะขออนุญาตเขา พบอาจารยเ พ่อื ปรกึ ษา

เร่ืองการเรยี นในปต อ ไป ในวนั ท่ี ๑๕ มกราคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ หองทํางานของอาจารย หากอาจารยไมส ะดวก
ใหเขา พบในวันและเวลาดังกลา ว ขอความกรณุ าตดิ ตอกลบั ทหี่ มายเลข ๐๘-๑๙๕๗-๓๖๐๘ ดว ยครบั

ขอบพระคณุ ครับ
นายปติ สขุ สม
๑๑ มกราคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๑.๐๐ น.

43

๙หน่วยที่ การเขียนรายงานเชิงวิชาการ
และการเขยี นโครงการ

กจิ กรรมสง เสริมการเรยี นรู

๑. ใหผ เู รยี นแบง กลมุ กลมุ ละ ๓–๔ คน คน หาตวั อยางรายงานเชิงวิชาการจากอนิ เทอรเนต็ จํานวน ๑ เร่อื ง จากน้ัน
ใหว เิ คราะหรายงานชนิ้ น้ัน ในแงของความถกู ตองของการเขียน ประโยชนท ี่ไดร ับจากการศึกษารายงาน และขอ ดี
ขอเสยี ของรายงานเร่ืองนนั้

๒. ใหผูเรียนแบงกลุม กลุมละ ๕–๖ คน เขียนโครงการที่จะชวยพัฒนาโรงเรียนของตนเอง และออกมานําเสนอ
หนา ชั้นเรยี น
(อยูในดุลยพินิจของผูสอน)

คําถามทายหนว ยการเรียนรู

ตอนท่ี ๑ คาํ ช้แี จง : จงตอบคําถามตอไปน้ี
๑. การเขยี นรายงานเชิงวิชาการมีจดุ ประสงคหลกั เพอ่ื อะไร

การเขียนรายงานเชิงวิชาการมจี ุดประสงคหลกั เพ่อื เรยี บเรียงขอมลู หรือผลที่มาจากการศึกษาคน ควา ทาง
วิชาการอยา งเปนระบบเพอ่ื เผยแพรตอ ไป
๒. การเขียนอา งอิงคืออะไรและมคี วามสําคญั อยา งไร

การเขียนอา งอิง คอื การบอกแหลงท่ีมาของขอมูลหรือขอความที่ยกมาสนบั สนนุ ความคดิ ของผเู ขียน มีความ
สําคญั คอื จะทําใหงานของผเู ขยี นมีความนา เช่อื ถอื และเปน การใหเ กียรติแกเจาของผลงานผูค น ความากอน
๓. การวางแผนจดั ทาํ รายงานมกี ่ขี น้ั ตอน อะไรบา ง

การวางแผนจัดทํารายงาน มี ๕ ขั้นตอน คือ
๑. การเลอื กเรอ่ื งทาํ รายงาน ทส่ี อดคลอ งกบั เนอื้ หาวชิ าเรียน
๒. การวางแผนจดั ทํารายงาน เพอ่ื ใหเ กดิ ความผิดพลาดนอยท่ีสุด
๓. การวางโครงเรอ่ื ง เพือ่ จะไดเหน็ ความสมั พันธข องเนื้อหาในภาพรวม
๔. รวบรวมขอ มลู และจดั ทํารายงาน คนหาขอมลู จากแหลงตา ง ๆ เลือกขอมลู ทีน่ าเชื่อถือ
๕. การเรียบเรียงขอ มูลจัดทําเปนรายงานนาํ ขอ มูลมาเรียบเรียงโดยใชส าํ นวนภาษาของตนเอง

.

44

๔. สวนเนอื้ หาของรายงานควรแบงออกเปน ก่ีสวน และแตล ะสว นมีลกั ษณะอยา งไร
เนอ้ื หาของรายงานควรแบงออกเปน ๓ สว น คือ บทนํา เนอ้ื หา บทสรปุ โดย
บทนาํ เปน การกลา วถึงเหตผุ ลท่ีมา วัตถุประสงคในการทาํ รายงานน้ีเพื่อใหผ อู านเขาใจในเบอ้ื งตน กอ น
เนอ้ื หา เปน สง่ิ ทผี่ เู ขยี นตอ งการนาํ เสนอหรอื เปน สาระสาํ คญั ของเรอ่ื งทที่ าํ รายงาน หากมปี รมิ าณมากควรแบง เปน

บทและหัวขอเพ่ือใหผูอานเขาใจไดง า ยขน้ึ
บทสรุป เปนบทท่ีผูเขียนใชในการสรุปเนื้อหาที่ไดศึกษาคนความา อาจมีการอภิปรายหรือใหขอเสนอแนะ

ในการศึกษาเพมิ่ เติม ทาํ ใหผูอา นเหน็ ภาพรวมของเนอ้ื หาไดช ดั เจนข้นึ

๕. การอา งองิ ในเน้ือหาและการอา งอิงในสว นทาย มคี วามแตกตางกันอยางไร
การอางอิงในเนื้อหาเปนการอางอิงท่ีปรากฏอยูในเน้ือหาหรือขอเขียนท่ีผูเขียนรายงานคัดลอกมาจากงาน

เขียนอน่ื ๆ ที่ไดศกึ ษาไวแลว โดยจะระบชุ ื่อผแู ตง ปทีต่ พี ิมพห นงั สือ และเลขหนาทีข่ อความทีค่ ดั ลอกมาปรากฏอยู
สว นการอา งอิงในสวนทาย จะเปนการรวบรวมรายการอางองิ ทีป่ รากฏอยใู นรายงานท้งั หมด โดยจะมีความละเอยี ด
มากกวา การอา งอิงในเนอ้ื หา เพราะจะระบุท้ังช่ือผแู ตง ปท่ีตีพิมพ ชือ่ หนงั สอื ครงั้ ที่ตีพมิ พ เมอื งท่พี ิมพ สํานักพิมพ
เพอื่ เปนประโยชนในการคน ควา เพ่ิมเตมิ ของผทู ่ีศกึ ษา

๖. การเขียนโครงการมีกอ่ี งคประกอบ อะไรบา ง
มี ๑๒ องคประกอบ คอื
๑. ชือ่ โครงการ ๒. หนว ยงานท่รี บั ผดิ ชอบ ๓. ผรู บั ผิดชอบโครงการ
๔. หลกั การและเหตผุ ล ๕. วตั ถุประสงค ๖. เปา หมายหรือตัวชว้ี ดั ความสาํ เร็จ
๗. ระยะเวลาในการดาํ เนินงาน ๘. สถานที่ดําเนินงาน ๙. ผเู ขา รว มโครงการ
๑๐. แผนการดําเนินงาน ๑๑. งบประมาณ ๑๒. ผลทคี่ าดวาจะไดร บั

๗. การกําหนดวตั ถปุ ระสงคของโครงการมีความสาํ คัญอยา งไร และควรเขียนดว ยภาษาแบบใด
การกําหนดวัตถุประสงคมีความสําคัญในการกําหนดเปาหมายวาจะจัดโครงการข้ึนเพ่ืออะไรควรเขียนใหเขาใจ

งา ย ชัดเจน และมไี มมากเกนิ ไป

๘. ผลทีค่ าดวาจะไดรบั ของโครงการควรเขียนใหสอดคลองกบั องคป ระกอบใดของโครงการ
ผลทค่ี าดวา จะไดร ับควรเขยี นใหสอดคลอ งกบั วตั ถปุ ระสงคของโครงการ เนอ่ื งจากเปนสง่ิ ทผี่ จู ัดตอ งการใหเ กดิ

กบั ผเู ขารว มเมอื่ โครงการนี้จบลง

๙. “ในการเขา รว มอบรมครง้ั นีร้ อยละ ๘๐ ของผูเขารว มโครงการสามารถเขยี นจดหมายกจิ ธุระเปน ภาษาอังกฤษได”
ขอความน้เี ปนสวนใดของโครงการ เพราะอะไร
เปนสวนเปาหมายของโครงการเนื่องจากมีการกําหนดเปาหมายหรือตัวช้ีวัดเปนจํานวนรอยละเพ่ือใหทราบได
อยางชัดเจนวาการจดั ทําโครงการในคร้ังนปี้ ระสบความสาํ เรจ็ ตามเปา หมายท่ีตง้ั ไวห รือไม

45

๑๐. หลักการและเหตุผลของโครงการมคี วามสาํ คัญอยางไร และเหตุใดจงึ ตองระบุลงในโครงการ
หลักการและเหตุผลของโครงการมีความสําคัญในสวนท่ีทําใหผูอานโครงการรูท่ีมาและความจําเปนที่ตองจัด

โครงการนี้ขึ้นมา ซึ่งการระบุหลักการและเหตุผลของการจัดโครงการลงในโครงการก็เปนไปเพ่อื ใหเหน็ ถงึ ความ
จําเปน และความสอดคลอ งของโครงการท่ีมตี อหนวยงานหรือองคก ร ทําใหเ ขา ใจในโครงการไดด ีข้นึ
ตอนท่ี ๒ คําชแี้ จง : เขียน O รอบคําตอบที่ถกู ตองเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. ขอใดไมใ ชแ หลงขอมูลทเ่ี หมาะสมในการคนควา เพ่อื นาํ มาเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการ
ง. การสรปุ เอาเอง
๒. ขอใดไมใ ชจ ุดประสงคข องการเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการ
ก. เพือ่ แสดงหลักฐานของขอ ความที่ยกมาแสดง
๓. ใครปฏบิ ตั ิไมถูกตอ งตามหลกั การเขียนรายงานเชิงวชิ าการ
จ. มีนาคัดลอกขอ มลู ของผูอน่ื มาใชโดยไมใสบรรณานกุ รม
๔. การอา งองิ ในสวนทายขอใดเขยี นถกู ตอ ง
ข. ช่อื ผูแตง ./(ปทีพ่ มิ พ) ./ชอ่ื หนังสือ./ครั้งท่พี มิ พ. /เมอื งท่ีพิมพ: /สาํ นักพิมพ.
๕. ขอใดไมจ าํ เปน ตองมใี นการเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ
ง. ภาคผนวก
๖. ขอใดคอื ความหมายของโครงการ
ก. แผนการดําเนนิ กจิ กรรมทมี่ รี ายละเอียดชัดเจน
๗. ขอ ใดเรียงลาํ ดบั องคประกอบของโครงการถูกตอง
จ. ชื่อโครงการ-หลกั การและเหตุผล-วตั ถปุ ระสงค-เปา หมาย-ผลที่คาดวา จะไดรับ
๘. “เพ่ือพัฒนาทักษะดา นการใชโปรแกรมคํานวณบัญชอี ตั โนมตั ิ” ขอความนเี้ ปนสวนใดของโครงการ
ข. วัตถุประสงคของโครงการ
๙. ชือ่ โครงการขอใดเหมาะสมท่ีสุด
ง. โครงการสง เสริมทักษะการใชโ ปรแกรมคาํ นวณบญั ชีอตั โนมตั ิ
๑๐. ขอ ใดไมใชประโยชนข องการเขียนโครงการ
ค. ทาํ ใหของบประมาณไดม ากขึน้

46

ใบงานท่ี ๙.๑ เร่อื ง ความหมายของงานเขยี น

คําชแ้ี จง : จงอธิบายความหมายของงานเขียนทก่ี ําหนดให
๑. การเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ

การเขยี นรายงานเชงิ วิชาการ หมายถงึ การเขยี นเรยี บเรียงขอ มูลผลจากการศกึ ษาคน ควา เร่ืองทางวิชาการดว ย
วธิ กี ารใดวิธกี ารหน่งึ อยา งเปนระบบ เชน การศกึ ษาจากตาํ ราเอกสาร การสํารวจ หรือการสัมภาษณ โดยใชภาษาที่
เปน ทางการ หรอื ภาษาวชิ าการในการสอ่ื ความหมาย ทงั้ นผี้ เู ขยี นควรมกี ารวเิ คราะหข อ มลู และนาํ เสนอความคดิ เหน็
ทีน่ าสนใจ และเปนประโยชนต อผอู านดว ย
๒. การเขยี นโครงการ

การเขียนโครงการ คือ การเขียนเพ่ือนําเสนอแผนการทํางาน หรือการจัดกิจกรรมตาง ๆ เพื่อตอบสนอง
วัตถุประสงคการพัฒนาคน พัฒนางานใหมีประสิทธิภาพมากข้ึน การเขียนโครงการจึงเปรียบเสมือนพิมพเขียวท่ีให
หวั หนา งาน หรือผมู ีอํานาจพจิ ารณาตดั สินขออนุมตั ิการดําเนินงานโครงการและนําไปสกู ารปฏบิ ัตไิ ด

ใบงานที่ ๙.๒ เรอื่ ง เขยี นรายงานและโครงการ

คาํ ช้ีแจง : เขียนอา งอิงในสว นทายของแหลง ขอมูลกาํ หนดใหตอไปนใ้ี หถูกตอ ง
ชือ่ เรอื่ ง ทางโลก ผูแ ตง วรพจน พันธพุ งศ พมิ พครงั้ แรก กมุ ภาพนั ธ ๒๕๕๒ สาํ นักพมิ พ โอเพนบกุ ส กรุงเทพฯ
วรพจน พันธพุ งศ. (๒๕๕๒). ทางโลก. กรุงเทพฯ: โอเพนบุกส.
บทความพระอภยั มณ:ี มณแี หงวรรณคดีไทย ผแู ตง ชลดา เรอื งรกั ษล ิขิต ลงในวารสารราชบัณฑิตยสถานปท่ี ๓
ฉบบั ที่ ๓๐ ประจาํ เดอื น กรกฎาคม–กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ หนา ๗๖๔–๗๘๔
ชลดา เรืองรักษล ขิ ติ . (๒๕๔๘). “พระอภยั มณ:ี มณแี หงวรรณคดีไทย”. วารสารราชบณั ฑิตยสถาน, ๓
(๓๐), ๗๖๔–๗๘๔.
กรมสรรพากร ภาษีเงนิ ไดบ ุคคลธรรมดา เขยี นเมือ่ ๔ กมุ ภาพันธ ๒๕๖๒ สืบคนเม่อื ๑๖ กุมภาพันธ ๒๕๖๒
จาก http://www.rd.go.th/publish/27860.0.html
กรมสรรพากร. (๒๕๖๒).ภาษเี งินไดบ ุคคลธรรมดา. ๑๖ กุมภาพนั ธ ๒๕๖๒. http://www.rd.go.th/
publish/27860.0.html

47

ห๑น่ว๐ยที่ การพดู

กจิ กรรมสง เสริมการเรียนรู

๑. ใหผูเรียนแบงกลุม กลุมละ ๕-๘ คน ใหแตละกลุมอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสําคัญของการพูด
และประโยชนของการพูด แลว สงตัวแทนออกมานาํ เสนอผลการอภิปราย

๒. กําหนดใหผเู รียนไปฟงการพูดหรือการบรรยายในสถานทตี่ า ง ๆ แลว เขียนวจิ ารณการพดู ของบุคคลนั้น ๆ
๓. กําหนดใหผูเรียนแตละคนเตรียมหัวขอเลาประสบการณหรือเหตุการณท่ีประทับใจ เพ่ือมาเลาใหเพ่ือนฟง

คนละ ๕ นาที
(อยูในดุลยพินจิ ของผสู อน)

คาํ ถามทายหนวยการเรยี นรู

ตอนท่ี ๑ คําชี้แจง : จงตอบคําถามตอไปนี้
๑. ผูพ ดู คือใคร

ผูพดู คือ ผูท่สี ง สาร หรือสือ่ สารโดยการถายทอดเรื่องราวหรอื สารใหผ ูฟงไดร ับรู
๒. เรอ่ื งทพี่ ดู คอื อะไร

เรอ่ื งราวท่ีผพู ดู ถา ยทอดออกมาผานทัง้ วัจนภาษาและอวัจนภาษา ซ่งึ เปนเรอื่ งราวทอี่ ยูใ นความสนใจของผูฟง
๓. บคุ คลในอาชีพใดบางทม่ี โี อกาสเปนผูพดู มากกวา ผูฟ ง

วทิ ยากร ครู อาจารย ทนาย พนกั งานขายของ
๔. เครือ่ งมอื ทใี่ ชถ า ยทอดสารของมนุษยมอี ะไรบาง

เครื่องมอื ทใ่ี ชใ นการถา ยทอดสาร ไดแก ภาษาทีเ่ ปนทง้ั วจั นภาษา คอื ถอ ยคาํ และอวัจนภาษา คือ การ
แสดงออกทางดานทา ทาง สายตา น้ําเสียง รวมถงึ อุปกรณท ใ่ี ชประกอบการพูด เชน ไมโครโฟน คอมพวิ เตอร ส่ือ
Powerpoint แผนภูมิ
๕. สง่ิ ที่แสดงใหเ หน็ วาผฟู งมคี วามรู ความเขาใจ ความพึงพอใจจากเรอื่ งท่ีฟง คอื อะไร

ปฏิกริ ิยาตอบสนอง (feedback) ทผ่ี ูฟงแสดงออก เชน การแสดงทา ทีเหน็ ดวย ไมเหน็ ดว ย ชนื่ ชม ดีใจ เสยี ใจ
๖. การเตรยี มตัวในการพดู สงิ่ แรกทตี่ องทาํ คอื เรอ่ื งใด

การเตรียมตัวผพู ูด โดยเนนท่กี ารเตรยี มบุคลกิ ภาพ ท้ังบคุ ลิกภาพภายนอก และบุคลกิ ภาพภายใน

48

๗. สงิ่ ใดบางท่เี รียกวา “บคุ ลกิ ภาพภายใน”
บุคลกิ ภาพภายใน ไดแ ก
๑. ลักษณะทางจิตใจ เชน อุปนสิ ยั ความคดิ ทัศนคตใิ นการมองโลก
๒. ลกั ษณะทางอารมณ เชน ความสามารถในการควบคมุ อารมณแ ละพฤตกิ รรมตา ง ๆ
๓. ลกั ษณะทางสงั คม เชน การมีมนษุ ยสัมพนั ธ การปรับตัว
๔. ลักษณะทางปญ ญา เชน ความเฉลียวฉลาด

๘. ขนั้ ตอนสุดทายของการฝก พูดคอื อะไร
ขน้ั ตอนสดุ ทา ยในการฝก พดู คอื การประเมนิ ผล รวบรวมขอ บกพรอ งในการพดู ผพู ดู ตอ งวเิ คราะห และประเมนิ ผล

หลงั จากนน้ั ควรฝก ซอ ม โดยแกไขขอ บกพรองตาง ๆ
๙. หากเปน การประกวดพดู เม่อื เดนิ ขึ้นเวทีไปยังจุดท่จี ะพูดควรทาํ ส่งิ ใดกอน

ผพู ดู จะตอ งหยดุ เลก็ นอ ย และทาํ ความเคารพกรรมการ กอ นจะมองผฟู ง ยม้ิ แยม แจม ใส และยนื ดว ยทา ทสี บาย ๆ
วางเทา ใหเ หมาะสม
๑๐. บอกประโยชนในการพูดอยางนอ ย ๓ ขอ

๑. เปนเครือ่ งมือสรางมนุษยสมั พนั ธก ับบุคคลทไ่ี ดผลดีทส่ี ุด แมกับบคุ คลแปลกหนา
๒. ชว ยสรางความเขาใจใหก บั ผูฟ งไดอยางรวดเรว็ เพราะเปน การสอ่ื สารท่ผี ูพ ูดและผฟู ง ไดส่ือสารกัน
๓. ผพู ดู สามารถเห็นผลของการพูดไดท ันที โดยสงั เกตจากปฏิกริ ยิ าตอบสนองของผูฟง

ตอนที่ ๒ คาํ ชแี้ จง : เขียน O รอบคาํ ตอบทถ่ี ูกตอ งเพียงคําตอบเดียว
๑. ขอใดคือความหมายของการพดู

จ. การใชถ อยคํา นาํ้ เสยี ง และอากัปกิริยาเปนส่อื เพื่อถายทอดเรื่องตา ง ๆ
๒. การพดู เปนกระบวนการสอ่ื สารที่ใชส ง่ิ ใดในการสอื่ ความหมาย

ก. ภาษาและเสยี ง
๓. ขอใดไมใชองคประกอบของการพูด

ค. ปฏกิ ริ ยิ าตอบสนอง
๔. องคประกอบของการพูดขอใดสาํ คญั ทส่ี ุด

ก. ผพู ดู หรือผสู ง สาร
๕. ขอใดไมใ ชคณุ สมบัติทด่ี ีของผพู ูด

ง. แสดงภูมิรูอยางเต็มทใ่ี นทุกสถานการณ
๖. ขอ ใดไมใ ชหลักการเตรยี มเน้ือหาในการพูด

ค. วเิ คราะหผฟู ง และสถานท่ี

49

๗. ขอ ใดจัดเปนวจั นภาษาในการพูดตอท่ีประชุมชน
ง. ใชค ําพูดทส่ี ภุ าพ ใชน ้าํ เสียงท่ีนุมนวล

๘. การพูดลกั ษณะใดเปน การพดู จงู ใจใหผ ฟู ง ยอมรับไดดที ีส่ ุด
ค. พดู ดวยความจรงิ จงั และจริงใจ

๙. การประเมินผลการพดู ขอใดเท่ยี งตรงท่สี ุด
ง. แบบประเมนิ ของผูฟง

๑๐. ขอใดไมใชป ระโยชนข องการพูด
ข. สรางภมู ริ ใู นตนเองทาํ ใหเกดิ ความภาคภมู ิใจ

ใบงานท่ี ๑๐.๑ เรื่อง ความหมายของการพดู

คาํ ชีแ้ จง : จงพิจารณาขอ ความตอ ไปน้ีแลว ตอบคําถาม
คาํ กลาวท่ีวา “การพดู เปนเครอื่ งมอื สือ่ สารที่มอี านุภาพมากท่สี ุดในโลก” แสดงถงึ ความหมายของการพูด

อยา งไร
แสดงใหเหน็ วา การพดู เปน การสง สารจากผพู ูดไปยังไปผูฟ ง ไดอยา งรวดเรว็ และสามารถเห็นปฏิกิรยิ าตอบสนอง

ของผูฟง ไดในทันที ทั้งนย้ี ังเปน เครื่องมอื ทมี่ ีอานุภาพมากทส่ี ุดในโลก เพราะสามารถเปน ส่ือทส่ี รา งผลลพั ธท่ดี ีและไมดีได
ในทันที ในการพูดแตละครั้งจึงควรพจิ ารณาใหด แี ละสมั ฤทธผ์ิ ลมากทส่ี ุด

ใบงานท่ี ๑๐.๒ เรอ่ื ง องคป์ ระกอบของการพดู และคณุ สมบัตขิ องผพู้ ดู

คาํ ชแี้ จง : จงตอบคําถามตอ ไปนี้
๑. ผเู รียนเชอ่ื หรอื ไมว า “การพูดสามารถนาํ บคุ คลไปสูความสําเรจ็ หรือความลมเหลวได” เพราะเหตใุ ด
เชอ่ื เพราะการพดู เปน การสอ่ื สารทีผ่ พู ดู สามารถสรางผลลพั ธจากสารท่ีส่ือออกไปได และเห็นผลในทนั ที ผูพูด

ตอ งเตรยี มตวั ในการพดู เปนอยา งดเี พื่อใหก ารพูดประสบความสาํ เร็จ และหากขาดการเตรียมตัวหรือไมส ามารถปรบั แก
ใหเ หมาะสมกับสถานการณเฉพาะหนาได การพดู ในครงั้ นน้ั ก็จะนําไปสูค วามลม เหลวไดเชนกนั

50


Click to View FlipBook Version