สารบัญ
หน๑ว่ ยท่ี ภาษากบั การสอื่ สาร ๒
หน๒ว่ ยท่ี การใช้ถอ้ ยคำ� ๗
หน๓่วยท่ี การใชป้ ระโยค สำ�นวนโวหาร และระดับภาษา ๑๑
หน๔่วยที่ การฟงั และการดสู อ่ื อิเลก็ ทรอนกิ ส์ ๑๖
หน๕่วยที่ การอ่านสอ่ื สิง่ พิมพแ์ ละสอื่ อเิ ล็กทรอนิกส์ ๒๐
หน๖่วยท่ี การเขยี น ๒๖
หน๗่วยที่ การเขียนประเภทต่าง ๆ ๓๓
๓๘
หน๘่วยที่ การเขยี นประวตั ยิ อ่ การกรอกแบบฟอรม์
และการเขยี นข้อความติดตอ่ กจิ ธุระ
หน๙่วยที่ การเขยี นรายงานเชงิ วิชาการและการเขยี นโครงการ ๔๔
หน๑่ว๐ยที่ การพดู ๔๘
ห๑น่ว๑ยที่ การพดู ในโอกาสต่าง ๆ (๑) ๕๒
ห๑นว่ ๒ยท่ี การพูดในโอกาสต่าง ๆ (๒) ๕๖
หน๑่ว๓ยที่ เทคนิคการพัฒนาทักษะการรบั สารและสง่ สาร ๕๙
๑หนว่ ยท่ี ภาษากบั การสอื่ สาร
กจิ กรรมสง เสริมการเรยี นรู
๑. ใหผ เู รยี นแบง กลมุ กลมุ ละ ๕–๖ คน คดิ สถานการณท่เี กย่ี วกบั การสอื่ สารทส่ี มั ฤทธิผลและไมสัมฤทธผิ ลตาม
หลักการสอ่ื สารทีด่ ี และแสดงบทบาทสมมตุ ใิ นสถานการณท ี่กลมุ ตนเองคิดขน้ึ มา
๒. ใหผ ูเ รยี นแบงกลุม กลมุ ละ ๓–๔ คน ทาํ ผงั มโนทศั นเ กี่ยวกับความสาํ คญั ของภาษาและการสอื่ สาร
(อยูในดลุ ยพินจิ ของผูสอน)
คาํ ถามทา ยหนว ยการเรียนรู
ตอนที่ ๑ คําชแี้ จง : จงตอบคําถามตอ ไปนี้
๑. วจั นภาษาและอวจั นภาษาคืออะไร และแตกตา งกนั อยางไร
วัจนภาษา หมายถึง การส่อื สารที่มนุษยใชถ อ ยคําและตวั อักษรในการส่ือความหมาย เชน ภาษาพดู และภาษา
เขียน สว นอวจั นภาษา คอื ทกุ สิ่งทีม่ นุษยใชใ นการสื่อสารกนั ยกเวนภาษาพูดและภาษาเขยี น เชน สญั ลักษณต าง ๆ
เปน ตน ดงั น้ันวัจนภาษาและอวจั นภาษามคี วามแตกตา งกันท่วี ธิ กี ารที่ใชส ื่อความหมายน่นั เอง
๒. ความสําคญั ของภาษามีกข่ี อ อะไรบาง ๒. ภาษาเปน สมบตั ขิ องสังคม
ความสําคัญของภาษามี ๖ ขอ คอื ๔. ภาษาเปน เครื่องมอื ทใี่ ชติดตอสือ่ สารและสื่อความคิด
๑. ภาษามลี ักษณะเปนวฒั นธรรม ๖. ภาษาชวยใหบ รรลพุ นั ธกิจตา ง ๆ และชว ยธํารงสงั คม
๓. ภาษาเปนศาสตรและศิลป
๕. ภาษาเปนเครอ่ื งมือในการคดิ
๓. มนษุ ยใ ชภาษาในการแกปญ หาและสรางสรรคสังคมอยางไรบาง
การพูดคุยหรือเจรจาเพื่อยตุ ปิ ญหาความขัดแยง การใชคาํ ขวญั รณรงคใ หเ กดิ การอนุรกั ษส ่ิงแวดลอ ม เปนตน
๔. องคป ระกอบของการสอ่ื สารมกี ีข่ อ อะไรบา ง
องคประกอบของการสื่อสารมที ง้ั หมด ๔ ขอ คือ ๑. ผสู ง สาร ๒. สาร ๓. สอ่ื ๔. ผรู ับสาร
๕. สถานการณ : ผเู รยี นเขา ฟงบรรยายโดยวทิ ยากรทา นหน่งึ ทใี่ ชโ ปรแกรมนาํ เสนอและแผน พบั ประกอบการบรรยาย
จากสถานการณน มี้ กี ารใชส ่ือก่ีชนิด อะไรบาง
ขอความขางตน ปรากฏส่อื ๔ ชนดิ คอื
๑. สอ่ื บคุ คล – วทิ ยากร ๒. สอ่ื อิเล็กทรอนิกส – โปรแกรมนาํ เสนอ
๓. สอ่ื ส่งิ พมิ พ – แผน พับ ๔. ส่ือเฉพาะกิจ – การบรรยาย
2
๖. สถานการณ : ผูเรียนเรียกใหเพื่อนชวยทํางานกลุม แตเพื่อนปฏิเสธ จากสถานการณนี้ ผูเรียนคิดวามีปฏิกิริยา
ตอบสนองโตตอบหรอื ไม ถามีคืออะไรจงอธิบาย
มี ในสถานการณนี้ปฏิกริ ิยาตอบสนอง คอื การปฏเิ สธจากเพือ่ น เน่อื งจากเปนการตอบกลบั จากผูรบั สาร
๗. องคประกอบของการส่ือสารแตละองคประกอบมคี วามสมั พันธกนั อยา งไร
ผสู ง สาร คอื แหลง กาํ เนดิ สารสง ตอ ขอ มลู หรอื สารผา นสอื่ ซงึ่ เปน ตวั กลางไปยงั ผรู บั สารทเี่ ปน ผรู บั ขอ มลู ทงั้ หมด
ไปทาํ ความเขา ใจ
๘. ภาษาและการสื่อสารมีความสมั พันธก นั อยางไร จงอธิบาย
มนษุ ยใ ชภ าษาเปน เครอื่ งมอื ในการสอ่ื ความหมายตา ง ๆ เพอ่ื แสดงออกถงึ ความรู ความคดิ ทศั นคติ หรอื ความเชอ่ื
ตาง ๆ จงึ ใชภ าษาสื่อสารอยางเปนกระบวนการเพอ่ื ถายทอดขอมลู ทีต่ องการนาํ เสนอ โดยมผี สู ง สารทําหนา ทส่ี งสาร
ลักษณะตาง ๆ ผานส่อื ไปยงั ผูร บั สาร เพอื่ ใหผูรบั สารรูและเขาใจความหมายของสารนนั้
๙. สารท่ดี ีควรมีลักษณะอยา งไรตามหลักการสง สารและรับสาร
สารทีด่ ตี ามหลักการรับสารและสงสารมดี ังนี้
๑. เน้อื หาของสารควรจะมรี ะดับความรูที่เหมาะสมกับทงั้ ผสู งสารและผูรบั สาร
๒. เนื้อหาสาระของสารจะตองมีความสอดคลองกบั วตั ถปุ ระสงคข องการสอ่ื สาร
๓. ภาษาทใ่ี ชในสารควรสอดคลอ งกบั ลกั ษณะของสารและชอ งทางการสือ่ สาร
๔. สารควรมลี กั ษณะท่เี หมาะสมกับบริบทสงั คม วัฒนธรรม ความเช่อื และคา นิยมของท้ังผูสง สาร
และผรู บั สาร
๕. สารควรมีปริมาณที่เหมาะสมกับการสอ่ื สารแตละคร้ัง คอื ไมมากหรอื นอยจนเกินไป
๑๐. “วธิ สี ื่อสารทีป่ ระสบความสําเร็จของสงั คมหนึ่ง อาจจะเปนวธิ ีส่อื สารทีล่ มเหลวของอกี สังคมหน่งึ ” จากคาํ กลา วน้ี
สะทอนใหเ ห็นวาการเลอื กวธิ กี ารส่อื สารควรคาํ นงึ ถึงส่งิ ใด
การเลอื กวธิ กี ารสอ่ื สารควรคาํ นงึ ถงึ บรบิ ททางวฒั นธรรมดว ย เชน ถา สอื่ สารในประเทศไทยกจ็ าํ เปน ตอ งคาํ นงึ ถงึ
มารยาท กาลเทศะ ความอาวุโส เปนตน
3
ตอนท่ี ๒ คําช้ีแจง : เขียน O รอบคาํ ตอบที่ถกู ตองเพียงคําตอบเดยี ว
๑. ขอใดมีการใชภาษาทงั้ วจั นภาษาและอวัจนภาษา
ง. ไกรบบี แตรและตะโกนบอกใหร ถที่เสยี อยหู ลบไป
๒. “สามยอดตลอดระยะระยับ วะวะวบั สลับพรรณ
ชอฟาตระการกลจะหยนั จะเยาะยว่ั ทิฆมั พร”
(สามคั คเี ภทคําฉันท : ชติ บรุ ทัต)
จากบทประพันธน ีแ้ สดงใหเ ห็นถงึ ความสาํ คัญของภาษาในดานใด
ค. ภาษาเปนศาสตรและศลิ ป
๓. องคประกอบของการส่อื สารขอใดทีส่ ามารถเปลี่ยนสถานะไดในกรณีทมี่ ีปฏกิ ิรยิ าตอบสนอง
จ. ถกู ทงั้ ก. และ ง.
๔. ขอ ใดไมใ ชเ น้ือหาของสารท่ีมลี ักษณะเปน ขอเทจ็ จรงิ
ข. เปน ความรูสึกของคนสว นใหญใ นสังคม
๕. สือ่ ขอ ใดมีลักษณะแตกตา งจากขอ อื่น
จ. จดหมายเชิญประชุม
๖. “ตาอนิ ชอบฟง พระเทศนผ า นวทิ ยุ แกบอกวา ฟง แลว ชน่ื ใจเหมอื นจะไดไ ปสวรรค” จากขอ ความน้ี
ตาอินไดใ ชป ระโยชนจ ากภาษาในแงใด
ง. ใชภ าษาสรา งความสุขทง้ั ทางโลกและทางธรรม
๗. ปฏกิ ิรยิ าตอบสนองมคี วามสําคัญอยางไรในการสื่อสาร
ก. ทําใหท ราบวา การสือ่ สารสมั ฤทธิผลหรือไม
๘. “ครคู นนสี้ ามารถสอนเรอ่ื งยาก ๆ ใหเ ปน เรือ่ งงาย ๆ ได นกั เรียนจงึ ชอบเรยี นกบั เขาแมแ ตน กั เรยี นหอ งที่แยท ่สี ุด”
จากขอ ความน้กี ารสอื่ สารสําเร็จไดเ นอ่ื งจากองคป ระกอบใด
ก. ผูสง สาร
๙. ขอ ใดไมจัดเปน การสื่อสาร
ข. การตะโกนทรี่ ิมหนา ผาคนเดียว
๑๐. ขอใดเปนอปุ สรรคในการสื่อสารทีเ่ กิดจากสาร
ก. การอานงานวิจัยท่ไี มม ีการอา งอิงเนือ้ หา
4
ใบงานที่ ๑.๑ เร่อื ง ความหมายและความสาำ คญั ของภาษา
คาํ ช้แี จง : จงตอบคําถามตอ ไปนี้
๑. อธบิ ายความหมายของคาํ วา “ภาษา”
ภาษา คือ เสียงพดู ตวั อักษร หรอื สัญลกั ษณตา ง ๆ ท่มี นุษยใชใ นการส่อื สารในชวี ิตประจาํ วัน
๒. อธบิ ายวา สถานการณตอ ไปนี้แสดงใหเ หน็ ถึงความสาํ คัญของภาษาขอใดบา ง อยางไร
สมคดิ เปน นกั เรยี นแลกเปลยี่ นจากประเทศไทยทม่ี าอยใู นประเทศองั กฤษเปน เวลา ๓ เดอื นแลว สมคดิ ดใี จมาก
ที่บางครัง้ ก็ยงั ไดย นิ ภาษาไทยท่มี าจากนักทอ งเท่ียวบาง ซ่ึงทําใหห ายคดิ ถึงบานไปได
จากสถานการณท ก่ี าํ หนด การทส่ี มคดิ ดใี จทกุ ครง้ั ทไ่ี ดย นิ ภาษาไทยจากนกั ทอ งเทย่ี ว แสดงใหเ หน็ ถงึ ความสาํ คญั
ของภาษา เนอื่ งจากภาษาเปน สมบตั ิของสังคม สามารถกาํ หนดความเปนกลุมหรอื พวกเดียวกนั ได
โดยปกตธิ รรมดาแลว เมอื่ มนษุ ยเ กดิ มาในสงั คมใด ๆ กต็ าม การจะดาํ รงชวี ติ อยใู นสงั คมนนั้ ๆ ได มนษุ ยจ าํ เปน ตอ ง
มีภาษา คนท่ีถายทอดภาษาใหแกทารกท่ีเพ่ิงเกิดข้ึนมายอมเปนพอแม และเม่ือทารกนั้นเติบโตไป ก็จะคอย ๆ
เรยี นรูภ าษาเพ่มิ มากขึน้ จากสงั คมทีต่ นเองอยู
จะเหน็ ไดวามนษุ ยนั้นยอมมกี ารถา ยทอดภาษาใหแกกนั แสดงใหเหน็ ถงึ ความสําคญั ของภาษาเนอื่ งจากภาษา
เปน วฒั นธรรมที่มีการถายทอด เรียนรู และเปลย่ี นแปลงอยูเสมอ
ใบงานที่ ๑.๒ เรอ่ื ง องค์ประกอบของการส่อื สารและความสมั พันธข์ อง
ภาษากบั การสอ่ื สาร
คําช้ีแจง : จงตอบคาํ ถามตอไปน้ี
๑. จงอธบิ ายความหมายของคาํ วา “การสือ่ สาร”
การสอื่ สาร เปน รปู แบบหนง่ึ ของการปฏสิ มั พนั ธท างสงั คม โดยจะมผี สู ง สารทาํ หนา ทส่ี ง สารลกั ษณะตา ง ๆ ผา นสอ่ื
ไปยังผรู ับสาร เพอ่ื ใหผ ูร ับสารรูแ ละเขาใจความหมายของสารนัน้ ๆ
๒. จงวเิ คราะหอ งคประกอบของการสอื่ สารจากสถานการณตอ ไปน้ี
นักการเมอื งกําลงั ปราศรัยเก่ยี วกับเร่ืองเศรษฐกจิ ใหช าวบานฟง
ผูสงสาร : นักการเมือง สาร : เรอื่ งเศรษฐกิจ สื่อ : การพูดปราศรบั ผรู บั สาร : ชาวบาน
นกั เรยี นกําลงั ชมการแสดงละครเวทเี ร่ือง ทา วแสนปม
ผูส ง สาร : นักแสดง สาร : เรอื่ ง ทา วแสนปม สอื่ : การแสดงละครเวที ผูร ับสาร : นกั เรียน
5
๓. จงอธิบายความสัมพนั ธของ “ภาษา” ตามหัวขอ ตอไปนี้
ภาษากับการสือ่ ความหมาย
มนษุ ยใ ชภ าษาเปน เครอ่ื งมอื สอื่ ความหมายซง่ึ กนั และกนั โดยภาษานนั้ เกดิ จากขอ ตกลงรว มกนั ของแตล ะสงั คม
วาตองการใชเ สียงพูดหรอื กิรยิ าแทนการส่อื ความหมายวา อยางไร
ภาษากบั วัตถปุ ระสงคในการส่ือสาร
การใชภ าษากบั การสอ่ื สารแตล ะครง้ั เกดิ ขนึ้ จากความตอ งการทจี่ ะบง บอกถงึ ความในใจ ความตอ งการ หรอื
ความตอ งการถา ยทอดความรู ความรสู กึ นกึ คดิ และทศั นคติ เพอื่ ใหบ รรลเุ ปา หมายตา ง ๆ ทง้ั การสรา งสมั พนั ธภาพ
ความบันเทิง ความคิดสรา งสรรค
ภาษากับบทบาทและหนาที่ในการสอ่ื สาร
ผูสงสาร คือ ผทู ่ีมคี วามรเู กี่ยวกับสารหรือเนือ้ หาที่ตอ งการจะสอ่ื ไปยังผรู บั สาร ผูส งสารจะทําหนาท่เี ลอื กใช
ภาษา รวมทง้ั กําหนดจดุ มุง หมายของเน้ือหาและเจตนา เพือ่ ส่อื สารไปยงั ผูรบั สาร บทบาทของผรู บั สาร คอื ผูท ่ีมี
ความสามารถในการรับรูความหมายของสารหรือเร่ืองราวที่ผูสงสารตองการ ผูรับสารจึงตองมีความรูพ้ืนฐานทาง
ภาษา และกระตอื รอื รนที่จะแสดงปฏิกริ ิยาตอบสนองตอ สาร
ใบงานท่ี ๑.๓ เรอ่ื ง การรบั สารและการสง่ สาร
คาํ ชีแ้ จง : จงวิเคราะหส ถานการณตอไปน้ีตามหลกั การและอปุ สรรคในการรับสารและสง สาร
ปอ งเปนนักจดั รายการวิทยเุ ก่ียวกบั เร่ืองผที ่ีมีประสบการณม าก เนอื่ งจากเคยทํางานเปนอาสากภู ัยมากอน ทําให
ปอ งมีเร่อื งผมี าเลาในรายการใหฟงเปน จํานวนมาก แตร ายการของปองกลบั ไมไ ดรบั ความนยิ มมากนกั เน่อื งจาก
ผชู มบอกวา เรือ่ งราวของปองนั้นดแู ตงเติมมากเกินไปจนไมน า เช่อื ถือ
ในสถานการณน ต้ี ามหลกั การสง สารแลว ผสู ง สารทาํ ไดด เี นอื่ งจากเปน ผมู คี วามเขา ใจในเนอื้ หาทตี่ นเองตอ งการ
สอ่ื สาร สารก็มคี วามเหมาะสมกบั ความเช่ือหรือคานยิ มของคนในสงั คม ชอ งทางการสือ่ สารก็มีความเหมาะสมกับ
ลักษณะของสารแตส ง่ิ หนึ่งท่ีเปน อปุ สรรคในการสงสารครั้งน้ี คอื ผูร ับสาร เนอื่ งจากผรู ับสารเกิดอคติและมีความ
คาดหวงั สูงเกนิ ไป
วรรณพรรณเปนอาจารยประจําคณะเศรษฐศาสตรของมหาวิทยาลัยช้ันนําแหงหนึ่งของประเทศไดรับเชิญ
ไปบรรยายเรื่องการเก็บออมเงินหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยใหกับนักศึกษาช้ันปท่ี ๔ ของคณะมนุษยศาสตร
ซึ่งวรรณพรรณก็ไดเตรียมเน้ือหาและความรูที่ตนเองมีทั้งหมดไปบรรยายเพราะตองการใหนักศึกษาไดรับความรู
อยา งเตม็ ที่ แตปรากฏวามีนกั ศกึ ษาเขา ฟง การบรรยายนอยมาก และผเู ขา ฟงบรรยายตางพดู เปนเสยี งเดียวกนั วา
เนือ้ หาน้นั ยากเกนิ ไปจนฟง ไมรเู รอ่ื ง
จากสถานการณท ก่ี ลา วมาตามหลกั การสง สารแลว ผสู ง สารกม็ คี วามรคู วามเขา ใจในเนอ้ื หาทต่ี นเองตอ งบรรยาย
เปน อยา งดี ชอ งทางการสอื่ สารกเ็ หมาะสม แตส งิ่ ทเี่ ปน อปุ สรรค คอื สารทเี่ ตรยี มไปนน้ั มคี วามยากเกนิ ไป และผรู บั สาร
ไมไ ดมีความรมู ากพอท่จี ะเขาใจสารนน้ั ได ทําใหก ารสือ่ สารไมประสบความสําเรจ็
6
๒หน่วยที่ การใชถ้ อ้ ยคำา
กจิ กรรมสงเสริมการเรียนรู
๑. ใหผเู รียนแบง กลมุ กลมุ ละ ๓–๔ คน หาบทความ ขาว หรือบทสัมภาษณบ คุ คล จากอินเทอรเน็ต หนังสือพิมพ หรือ
นิตยสาร ความยาวไมตํ่ากวา ๑ หนากระดาษ และชวยกันวิเคราะหตวั อยา งท่หี ามาวามีการสะกดคาํ ผิดหรือไม และ
ใชคาํ ผิดความหมายหรือไม อยางไร แลวออกมานําเสนอหนาช้นั เรียน
๒. ใหผูเรียนหาบทอานจากหนังสือ นิยาย นิทาน หรือส่ือใด ๆ ก็ได ท่ีมีความยาวไมต่ํากวา ๑๐ บรรทัด ออกมา
อา นออกเสยี งใหเ พ่ือนฟง หนาชนั้ เรียน และใหเ พื่อนชว ยกันวิจารณว ามกี ารอา นออกเสยี งผิดหรอื ไม
(อยูในดลุ ยพินิจของผสู อน)
คาํ ถามทายหนว ยการเรยี นรู
ตอนที่ ๑ คําชแี้ จง : จงตอบคาํ ถามตอไปนี้
๑. ภาษาไทยกาํ หนดลักษณะของเสยี งเปน กีป่ ระเภท อะไรบา ง
ภาษาไทยมีการกาํ หนดลักษณะของเสียงเปน ๓ ประเภท ดังน้ี เสยี งพยญั ชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต
๒. เหตุใดเราจึงตอ งออกเสียงใหถูกตอง
การออกเสยี งใหถ กู ตอ งจะทาํ ใหก ารสอ่ื สารสาํ เรจ็ มคี วามเขา ใจทถี่ กู ตอ งตรงกนั การออกเสยี งผดิ จะทาํ ใหค วามหมาย
ของคาํ เปลีย่ นไป ทาํ ใหเ กดิ ความผดิ พลาดในการสอื่ สารได
๓. เสยี งสระในภาษาไทยมกี ี่เสยี งและแบง ออกเปนก่ีประเภท อะไรบา ง
เสียงสระในภาษาไทยมีทัง้ หมด ๒๑ เสียง แบงออกเปน ๒ ประเภท คือ เสยี งสระเดี่ยว ๑๘ เสียง และเสยี งสระ
ประสม ๓ เสยี ง
๔. เสยี งใดที่เปน เสียงกาํ หนดระดบั สูงตํ่าของพยางคห รอื คาํ ในภาษาไทย และแบงออกเปนก่ีระดับ อะไรบา ง
เสยี งทก่ี ําหนดระดับสงู ตํา่ ของเสียงในภาษาไทย คือ เสียงวรรณยกุ ต แบง ออกเปน ๕ ระดบั ดังนี้
เสยี งวรรณยุกตส ามญั เปน วรรณยกุ ตระดบั กลาง
เสยี งวรรณยุกตเ อก เปน วรรณยกุ ตร ะดบั ตํ่า
เสียงวรรณยุกตโ ท เปนวรรณยกุ ตเ ปลย่ี นระดบั แบบเปลยี่ นตก
เสียงวรรณยุกตต รี เปนวรรณยกุ ตร ะดับสูง
เสยี งวรรณยกุ ตจ ัตวา เปน วรรณยกุ ตเ ปลี่ยนระดบั แบบเปล่ยี นขึ้น
7
๕. เสียงพยัญชนะในภาษาไทยแบง ออกเปน กี่ประเภท และแตล ะประเภทมีความแตกตา งกนั อยางไร
เสียงพยัญชนะในภาษาไทยแบงออกเปน ๒ ประเภท คือ เสียงพยัญชนะตนและเสียงพยัญชนะทายซ่ึงมีความ
แตกตา งกนั คือ เสียงทปี่ รากฏจะอยใู นตาํ แหนงที่ตา งกัน กลา วคือ เสียงพยญั ชนะตนจะปรากฏอยูตน พยางคจ ะเปน
เสยี งพยัญชนะใดกไ็ ด สวนเสียงพยัญชนะทา ยจะปรากฏทท่ี ายพยางคหลงั สระ ในภาษาไทยมีเพยี ง ๙ เสยี ง
๖. ปญหาการเขยี นสะกดคาํ ผิดมกั มสี าเหตมุ าจากอะไร
การเขยี นสะกดคาํ ผดิ มกั มปี ญ หามาจากความไมร อบคอบของผเู ขยี น ความสบั สนทจ่ี ะเลอื กใชพ ยญั ชนะ สระ และ
วรรณยกุ ต เพราะคาํ อา นบางคาํ สามารถใชพ ยญั ชนะตน หรอื พยญั ชนะทา ยหลายตวั มาเขยี นใหเ กดิ คาํ อา นแบบเดยี วกนั
ได รวมทงั้ อาจเกิดจากใชแ นวเทยี บการสะกดผิดและการออกเสยี งผิด
๗. ปญ หาการสะกดคําผิดและการใชคําผดิ ความหมายมคี วามเหมอื นหรอื แตกตา งกนั อยา งไร
แตกตางกัน คอื การเขยี นสะกดคําผดิ นนั้ เปน ความผดิ ในระดับคาํ อาจมีพยัญชนะ สระ หรือวรรณยุกตทผี่ ดิ ไป
จากการเขียนท่ีถูกตอง แตการใชคําผิดความหมายเปนการผิดท่ีความหมายของคําท่ีใชในบริบทน้ัน คําท่ีนํามาใชอาจ
เขียนถกู ตองตามหลกั เกณฑทกุ คําแตความหมายไมถกู ตองตามที่ควรจะเปน
๘. “ขาวเร่ืองความโชครา ยของเขาถกู เผยแผใหรโู ดยทว่ั กัน” ประโยคนี้ใชคาํ ไดถกู ความหมายหรือไม อยางไร
ไมถ กู ตอ ง เนอ่ื งจากคาํ วา เผยแผ มคี วามหมายวา ทาํ ใหค วามดเี ดน ของสงิ่ ใดสง่ิ หนง่ึ ใหร กู วา ง และมกั ใชก บั ศาสนา
ซงึ่ ในประโยคขา งตน ขา วเรอื่ งความโชครา ยยอ มไมใ ชเ รอื่ งดเี ดน และไมใ ชเ รอื่ งทเี่ กย่ี วกบั ศาสนา ดงั นน้ั การใชค าํ วา เผยแผ
จงึ เปนการใชคําท่ผี ิดความหมาย
๙. “กระทรวงพาณชิ ยประณามแบงคท ่ีปลอยกูด อกเบ้ียสงู เกนิ เปอรเ ซนตทก่ี ําหนด” ขอ ความน้เี ขียนสะกดคําผิดหรอื ไม
ถา มมี กี ค่ี าํ แบงเปนการเขียนสะกดคําผิดแบบใดบาง
มี ๒ คาํ คือ แบงค ตองเปน แบงก เปอรเซนต ตองเปน เปอรเ ซ็นต เปน การทบั ศพั ทผ ดิ
๑๐. เหตุใดการเขยี นคําทับศพั ทจึงสะกดผิดไดง ายกวาคําไทยทว่ั ไป
คาํ ทบั ศพั ทจ าํ เปน ตอ งคาํ นงึ ถงึ รปู เขยี นและเสยี งจากภาษาเดมิ ซง่ึ คนไทยอาจจะไมค นุ เคยทาํ ใหก ารเขยี นคาํ ทบั ศพั ท
สะกดผดิ งา ยกวา คําไทยทวั่ ไป
8
ตอนท่ี ๒ คาํ ชแ้ี จง : เขียน O รอบคาํ ตอบทีถ่ กู ตอ งเพยี งคําตอบเดียว
๑. ขอใดมีเสยี งพยญั ชนะทา ยทม่ี าจากคาํ ยืมภาษาอังกฤษ
ข. คณุ พอชอบตกี อลฟ
๒. ขอ ใดคอื ความหมายของเสียงพยญั ชนะควบกล้ํา
ก. พยางคท่ีออกเสยี ง ๒ เสียงตดิ กนั โดยไมม สี ระคน่ั กลาง
๓. ขอ ใดกลา วผิด
ง. คาํ ท่ีมเี สยี งวรรณยุกตต า งกนั กจ็ ะมคี วามหมายตางกัน
๔. ขอ ใดไมมีเสียงสระประสม
ค. มานไี มม หี นงั สอื อาน
๕. ขอใดมเี สียงพยญั ชนะตน มากท่ีสุด (ไมนบั เสียงซาํ้ )
ข. ใครใครคา ววั คาควายคา
๖. ขอใดมีคําทใ่ี ชร ูปพยัญชนะตน ไมถ ูกตอ ง
ข. เธอจะกินลาดหนาหรอื กว ยเตี๋ยว
๗. ขอ ใดทับศพั ทถูกตองทุกคาํ
จ. ดิลเิ วอรี อเี มล อินเทอรเน็ต
๘. ขอใดใชค าํ ถกู ความหมาย
ค. ครทู ุกคนยอมมีอุดมการณของความเปนครู
๙. ขอ ใดสะกดถูกตองทุกคํา
ก. บัลลงั ก มคั คเุ ทศก ปาติโมกข
๑๐. ขอ ใดไมใชเหตุผลของการเขยี นสะกดคําผิด
ง. การดูบริบทผิด
9
ใบงานที่ ๒.๑ เรื่อง ลักษณะและความสาํ คญั ของการสอ่ื สาร
คําช้แี จง : อธิบายคาํ ทก่ี าํ หนดใหตอไปนใี้ หถ กู ตอง
๑. การสอ่ื สารผานเสยี ง
การส่ือสารโดยใชเ สียงพูดเปนส่อื ซ่งึ มนุษยไ ดนาํ มาใชอ ยางแตกตางกนั ในแตล ะภาษา
๒. การส่อื สารโดยใชค าํ และความหมาย
“คํา” เปนหนวยยอยที่สุดในภาษาท่ีเจาของภาษารูจักและใชการพูดและการเขียน การเรียนรูคําจึงเปนการ
เรียนรูรากฐานของภาษาท้ังระบบ เนอื่ งจากในการสอ่ื สารจะใชค าํ เพยี งคาํ ส่ือความหมาย หรือจะนําคําหลายคํานํามา
เรยี งรอ ยกนั เปนขอความเพือ่ การสอื่ สาร
ใบงานท่ี ๒.๒ เรอื่ ง การเขียนสะกดคาํ
คาํ ชแ้ี จง : เติมคําทีก่ าํ หนดใหต อไปน้ลี งในชองวางใหถกู ตอง อดุ มคติ
ทศั นะ ทศั นคติ อุดมการณ
๑. หมอมี อุดมการณ ของหมอ ทหารกม็ ี อดุ มการณ ของทหาร
๒. วันนี้นกั การเมอื งหลายคนไดอ อกมาแสดง ทศั นคติ เก่ียวกับการนําพาประเทศไทยกา วไปขางหนา
๓. เขาทํางานอยา งหนักเพ่ือตอบสนองตอ อดุ มคติ ของตนเอง
๔. ทศั นะ เกีย่ วกบั การศึกษาในสมยั น้กี าวหนา ไปมาก
ถาม ซกั ฟอก ไตส วน สอบสวน
๑. เขาถูก ไตสวน กรณีลอบวางเพลิงสถานีตาํ รวจ
๒. นายกรัฐมนตรีถูกฝา ยคา น ซักฟอก วา ทาํ ผิดจริงหรือไม
๓. ผรู ายฆาคนตายถกู ตาํ รวจ สอบสวน ตามพยานหลักฐาน
๔. ครู ถาม นกั เรยี นวามใี ครเห็นกลอ งขาวทีห่ ายไปบา ง
10
๓หนว่ ยท่ี การใช้ประโยค สาำ นวนโวหาร
และระดับภาษา
กจิ กรรมสง เสรมิ การเรยี นรู
๑. ใหผเู รยี นแบงกลมุ กลมุ ละ ๓–๔ คน หาบทความ ขา ว หรอื บทสมั ภาษณ จากสอื่ อินเทอรเนต็ หนังสือพมิ พ หรือ
นิตยสาร ความยาวไมตํ่ากวา ๑ หนากระดาษ และชวยกันวิเคราะหวาตัวอยางท่ีหามาน้ัน มีการสะกดคําผิดหรือ
ใชค าํ ผดิ ความหมายหรือไม อยางไร และออกมานาํ เสนอหนา ชั้นเรียน
๒. ใหผ เู รยี นหาบทอา นจากหนังสือ นิยาย นิทาน หรอื สอ่ื อนื่ ๆ ความยาวไมตํ่ากวา ๑๐ บรรทดั ออกมาอานออกเสียง
ใหเพอื่ นฟง หนา ชัน้ เรียน และใหเ พ่ือนชว ยกนั บอกวา ใชโ วหารชนิดใด และใชภาษาระดับใด
(อยูในดลุ ยพนิ จิ ของผูสอน)
คําถามทายหนวยการเรียนรู
ตอนท่ี ๑ คาํ ช้แี จง : จงตอบคําถามตอไปน้ี
๑. ภาษาไทยสามารถแบงประโยคออกเปนกีป่ ระเภท อะไรบา ง
สามารถแบง ได ๒ ประเภท คือ ประโยคตามโครงสราง และประโยคตามเจตนา
๒. ประโยคทแ่ี บง ตามโครงสรางทัง้ ๓ ประเภทน้นั มีความแตกตางกนั อยา งไร
ประโยคทัง้ ๓ ประเภทนัน้ มคี วามแตกตา งกันทีส่ วนประกอบของประโยค โดยประโยคสามัญ จะประกอบดวย
นามวลีท่ีทําหนาที่เปนภาคประธานและกริยาวลีที่ทําหนาที่เปนภาคแสดง สวนประโยคซอนจะตองประกอบดวย
ประโยคยอยท่ีทําหนาที่เปนหนวยเติมเต็มจากประโยคหลัก และประโยครวมที่เกิดจากการนําประโยค ๒ ประโยค
มารวมกนั ดวยคําเช่ือม
๓. “คณุ ควรทํางานใหเสรจ็ ไมเ ชน นน้ั จะโดนลงโทษ” ประโยคนเ้ี ปนประโยคท่แี สดงเจตนาแบบใด เพราะเหตุใด
ประโยคนีเ้ ปนประโยคทแ่ี สดงเจตนาแบบประโยคขู เนือ่ งจากมกี ารอางถงึ ผลหากไมปฏบิ ัติตามวา จะถกู ลงโทษ
๔. โวหารหลกั คอื อะไร มีก่ีประเภท
โวหารหลัก คอื โวหารท่ีใชเ ปนหลักในการเขียน แบง เปน ๒ ประเภท คือ บรรยายโวหาร และพรรณนาโวหาร
๕. “ภกิ ษทุ งั้ หลายเหมอื นบุคคลตอ งการหางูพษิ เทีย่ วเสาะหางูพิษอยู เขาพบงพู ิษใหญ แลวจับเขา ท่หี างของมนั งพู ิษได
แวง กดั บุคคลน้ันถงึ ตาย หรอื ทกุ ขป างตาย ขอนัน้ เพราะเหตใุ ด” ขอ ความน้ีเปนโวหารประเภทใด เพราะเหตใุ ด
เปน สาธกโวหาร เนอ่ื งจากมกี ารยกเหตุการณข ้ึนมาเปนตัวอยางเพอ่ื ประกอบใหมีความชัดเจนหนักแนนขึ้น
11
๖. ระดับภาษามีก่รี ะดับ อะไรบา ง
ในภาษาไทยมีการแบงภาษาออกเปน ๕ ระดับ ไดแก ภาษาระดับพิธีการ ภาษาระดับทางการ ภาษาระดับ
กง่ึ ทางการ ภาษาระดบั ไมเปนทางการ และภาษาระดบั กันเอง
๗. ภาษาระดับพธิ ีการมลี ักษณะอยา งไร และมักใชใ นสถานการณแ บบใด จงยกตัวอยาง
ภาษาระดับพธิ กี ารเปนภาษาทมี่ ีลําดบั ขัน้ ตอนในการนําเสนอชัดเจน มกี ารเริม่ ตน ดําเนนิ เร่ืองและสรปุ โดยการ
ใชภ าษาทม่ี ีความประณีต บรรจง และสละสลวย มกั ใชใ นงานท่เี ปนพธิ ีการสําคญั เชน การกลา วสนุ ทรพจน การกลา ว
สดุดี หรืองานทีเ่ ปนพระราชพิธีตาง ๆ เปนตน
๘. ปจ จยั ทีก่ าํ หนดการใชระดบั ภาษามอี ะไรบา ง
ปจ จยั ทใ่ี ชใ นการกาํ หนดระดบั ภาษามที งั้ หมด ๔ ปจ จยั คอื ๑. โอกาสและสถานท่ี ๒. ความสมั พนั ธร ะหวา งบคุ คล
๓. ลักษณะของเน้ือหา ๔. สอื่
๙. ลักษณะทางภาษาทเี่ ปล่ียนแปลงไปตามระดับภาษาทเ่ี หน็ ไดช ดั เจนท่สี ดุ คือลักษณะใด
การใชค าํ ตา ง ๆ เชน คํานาม คําสรรพนาม คําวเิ ศษณ เปนสงิ่ ทีเ่ ปล่ยี นแปลงไปไดอ ยา งชัดเจนทส่ี ดุ เนอ่ื งจาก
ในระดบั ภาษาตา ง ๆ จะมีการกาํ หนดอยางชดั เจนวา คําใดใชในภาษาระดับใด เชน คาํ สรรพนาม กระผม ดิฉัน ขา พเจา
ซง่ึ ใชใ นภาษาระดบั พธิ กี ารถงึ ระดบั กง่ึ ทางการ และสรรพนาม ผม ฉนั หนู ใชใ นภาษาระดบั ไมเ ปน ทางการถงึ ระดบั กนั เอง
๑๐. ภาษาระดับใดท่ีไมใ ชใ นการจดบันทึกเปน ลายลกั ษณอ กั ษร
ภาษาระดบั กนั เอง เปน ภาษาทม่ี กั ไมม กี ารบนั ทกึ เปน ลายลกั ษณอ กั ษร เนอ่ื งจากเปน ภาษาทใี่ ชใ นกลมุ ผทู ม่ี คี วาม
สนิทสนมกันหรือมีความสัมพันธกันอยางใกลชิด ซ่ึงสวนมากมักเปนการพูดคุยกันปากเปลาเทานั้นไมมีการติดตอกัน
แบบการเขยี นโตต อบกนั
ตอนที่ ๒ คาํ ชี้แจง : เขียน O รอบคาํ ตอบท่ีถกู ตอ งเพยี งคาํ ตอบเดียว
๑. ขอใดไมใ ชช นิดของประโยคตามเจตนา
จ. ประโยครวม
๒. ประโยคในขอ ใดไมใ ชป ระโยคสามัญทม่ี ีกรยิ าวลีเดยี ว
ค. พน่ี ่งั รถไปทาํ งานทีอ่ อฟฟศ
๓. “เขากนิ ผักเยอะมากซ่ึงทําใหม สี ขุ ภาพด”ี ประโยคนี้เปน ประโยคซอนแบบใด
ก. ประโยคซอ นทีม่ วี ิเศษณานปุ ระโยค
๔. ขอใดไมใชลักษณะของประโยครวม
ง. ตอ งมีประโยคขยายและประโยคหลกั
๕. ขอ ใดไมใชลกั ษณะของพรรณนาโวหาร
ข. ใชใ นการอธบิ ายเรื่องราวตา ง ๆ
12
๖. โวหารแบบใดทใี่ ชใ นการส่ังสอน โนมนาวใจใหมีการปฏบิ ัตติ าม
ง. เทศนาโวหาร
๗. ภาษากงึ่ ทางการมักจะพบไดใ นสอ่ื สิง่ พิมพล ักษณะใด
ก. บทความในหนงั สอื พิมพ
๘. “การพดู กับเพอื่ นตองใชภาษาแบบหนงึ่ เวลาพดู กบั ญาตผิ ใู หญต องใชภาษาอกี แบบหนงึ่ ” คํากลาวน้ที าํ ใหเ หน็ วา
ระดบั ของภาษาถูกกาํ หนดดว ยปจ จัยใด
ง. ความสัมพันธระหวา งบุคคล
๙. ขอใดประกอบดว ยคาํ ทีใ่ ชในภาษาระดับทางการท้ังหมด
ข. ดวงตราไปรษณยี ากร ฌาปนกจิ คลอดบุตร
๑๐. “พนกั งานขาดความม่นั ใจและศรทั ธาในความกลาหาญของผนู าํ ” ขอความน้ใี ชภ าษาระดับใด
ค. ภาษาระดับก่งึ ทางการ
ใบงานท่ี ๓.๑ เรื่อง ประโยค
คําชแี้ จง : จงตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี
๑. อธิบายความหมายของคําวา “ประโยค”
เปน การเรยี งรอ ยถอ ยคาํ เพอ่ื ใชส อื่ ความหมายมลี กั ษณะหรอื การกระทาํ อยา งไร และใชเ พอ่ื สอื่ เจตนาทต่ี อ งการ
ส่ือสาร การสื่อสารทั้งการพูดและการเขียนจึงควรคํานึงถึงชนิดของประโยคและเจตนามาปรับใชในการส่ือสาร จะ
ชวยใหก ารส่ือสารบรรลวุ ัตถปุ ระสงคมากยง่ิ ขนึ้
๒. อธบิ ายลกั ษณะของประโยคตามโครงสราง
ประโยคตามโครงสราง คือ ประโยคท่ีประกอบข้ึนดวยโครงสรางตางกัน เชน ประโยคสามัญคือประโยคท่ีมี
โครงสรางหลักเปนนามวลีและกริยาวลี สวนประโยคซอนจะมีโครงสรางหลัก คือ ประโยคหลักและประโยคยอย
เปน ตน
๓. อธิบายลักษณะของประโยคตามเจตนา
ประโยคตามเจตนา คอื ประโยคทแ่ี สดงใหเ หน็ เจตนาของผพู ดู วา เปน อยา งไร เชน ประโยคบอกใหท ราบ เจตนา
คอื บอกหรอื อธบิ ายเรอื่ งราวตาง ๆ ประโยคสงั่ เจตนาคือ บอกใหผ ูฟง ปฏิบตั ิตาม เปน ตน
๔. นักเรยี นคดิ วาประโยคตามโครงสรา งและประโยคตามเจตนามคี วามสมั พันธกนั หรือไม อยางไร
ประโยคตามโครงสรา งและประโยคตามเจตนาไมมีความสมั พันธกนั เนอื่ งจากประโยคทัง้ ๒ ประเภท ใชเกณฑ
การแบงท่แี ตกตา งกนั การท่ปี ระโยคหนง่ึ จะเปนประโยคสามัญ ประโยครวม หรือประโยคซอน กส็ ามารถมีเจตนา
เดยี วกนั หรอื ตา งกนั ไดท ง้ั หมด ในทางกลบั กนั หากประโยคนนั้ เปน ประโยคสง่ั ประโยคขอรอ ง กไ็ มส ามารถบอกไดว า
ประโยคแตละประโยคนน้ั ใชโครงสรางอยางไร ท้งั นี้ทั้งน้นั ตอ งดูตามบรบิ ทและความเหมาะสม
13
ใบงานที่ ๓.๒ เรอื่ ง สำานวนโวหาร
คําชี้แจง : จงตอบคําถามตอไปนี้
๑. สํานวนโวหารมีลักษณะอยางไร
ชัน้ เชงิ หรอื สาํ นวนแตง หนังสอื เชน มโี วหารดถี อ ยคําทเี่ ลนเปนสําบดั สํานวน โวหารที่ใชในงานเขยี น
๒. คัดลอกขอความท่ีใชโวหารท่ีกําหนดใหจากส่ือตาง ๆ เชน หนังสือเรียน หนังสือพิมพ นิตยสาร วารสาร
หรอื ส่อื อืน่ ๆ พรอมบอกท่ีมา
บรรยายโวหาร
ดตู ามดลุ ยพนิ จิ ของผสู อน โดยองิ จากลกั ษณะดงั น้ี การใชภ าษาทกี่ ะทดั รดั ตรงไปตรงมา เนน สาระสาํ คญั และ
ความชัดเจน บรรยายโวหารมักใชในการเลา เรอื่ ง อธิบายเรอ่ื งราวตา ง ๆ เหตุการณ หรือนําเสนอขอเทจ็ จริง
พรรณนาโวหาร
ดตู ามดลุ ยพนิ จิ ของผสู อน โดยองิ จากลกั ษณะดงั นี้ การใชถ อ ยคาํ เพอ่ื นาํ เสนอภาพเหตกุ ารณห รอื เรอ่ื งราวตา ง ๆ
อยางละเอียด ทําใหผูรบั สารคลอยตามและซาบซึง้ ตามได ตลอดจนเหน็ ภาพเหตุการณตาง ๆ อยา งชัดเจน
เทศนาโวหาร
ดูตามดลุ ยพนิ ิจของผสู อน โดยจากลกั ษณะดังนี้ การใชถ อ ยคาํ ภาษาทใ่ี ชโนมนา วใจ ทําใหผ รู บั สารคลอยตาม
และปฏิบัติตาม โดยจะชใี้ หเหน็ คณุ คา และโทษของส่งิ ตา ง ๆ รวมทั้งเปน การแนะนาํ ส่งั สอน
สาธกโวหาร
ดตู ามดลุ ยพนิ จิ ของผสู อน โดยองิ จากลกั ษณะดงั น้ี การใชถ อ ยคาํ ภาษาเพอ่ื ใหเ กดิ ความชดั เจนมากขนึ้ โดยการ
ยกตัวอยางนิทาน สุภาษติ ตาํ นาน หรือเหตุการณตาง ๆ มาประกอบเพือ่ ใหเกดิ ความชดั เจนและหนักแนนมากขน้ึ
อุปมาโวหาร
ดตู ามดลุ ยพนิ จิ ของผสู อน โดยองิ จากลกั ษณะดงั นี้ การใชถ อ ยคาํ ภาษาทแี่ สดงการเปรยี บเทยี บ เพอื่ ทาํ ใหเ รอื่ งราว
มีความชดั เจนขนึ้ แสดงถงึ อารมณค วามรสู ึกไดล กึ ซึ้ง
14
ใบงานท่ี ๓.๓ เรอ่ื ง ระดบั ภาษา
คําช้แี จง : จงตอบคําถามตอ ไปนี้
๑. อธิบายความหมายของคาํ วา “ระดับภาษา”
ระดับภาษา คอื ระดับชนั้ ทางภาษาท่พี ิจารณาตามลักษณะการใชคาํ ประโยค สาํ นวนภาษาตา ง ๆ การใชร ะดบั
ภาษาตองคํานึงถึงบุคคลและสถานการณ แบงออกเปน ๕ ประเภท คือ ภาษาระดับพิธีการ ภาษาระดับทางการ
ภาษาระดับกง่ึ ทางการ ภาษาระดบั ไมเปน ทางการ และภาษาระดับกนั เอง
๒. การใชร ะดับภาษาไดถูกตอ งแสดงลกั ษณะของผใู ชภ าษาอยา งไรบาง
การใชร ะดบั ภาษาไดถ กู ตอ งแสดงลกั ษณะของผใู ชภ าษาวา เปน ผมู คี วามรมู ากและเขา ใจบรบิ ทสงั คม วฒั นธรรม
ของประเทศไทยเปนอยางดี เน่ืองจากการกําหนดระดับภาษาตองทราบถึงปจจัยตาง ๆ เชน โอกาสและสถานที่
ความสมั พนั ธร ะหวา งบคุ คล ลกั ษณะของเนอ้ื หา นอกจากนร้ี ะดบั ของภาษาแตล ะระดบั ยงั มกี ารใชค าํ ศพั ทใ นภาษาไทย
ทแ่ี ตกตางกัน หากไมม คี วามรูทางภาษาและวฒั นธรรมมากพอก็ยากทจ่ี ะใชระดับภาษาไดถูกตองทงั้ หมด
๓. พจิ ารณาขอ ความทกี่ าํ หนดใหว าใชภ าษาระดับใด
“เน่ืองในวโรกาสอันเปนมหามงคลท่ีใตฝาละอองธุลีพระบาทเจริญพระชนมพรรษา ๖ รอบ ปวงประชาชน
ชาวไทยขอนอมเกลาฯ ถวายพระพรชัย ขอใหส่ิงศักดิ์สิทธิ์อันทรงมหาพลานุภาพท้ังหลาย จงโปรดอภิบาลบันดาล
ดลใหใตฝา ละอองธุลีพระบาทจงเจริญดวยม่ิงมหาศุภสวัสดิ์ เจริญพระชนมพรรษานับหม่นื ๆ ศตพรรษ สถติ เสถยี ร
เปน รมโพธท์ิ องของปวงประชาชนชาวไทยตราบช่ัวกลั ปาวสาน”
ภาษาระดบั พธิ ีการ
“โลกของเด็กไมใ ชโ ลกของผูใ หญ และในทาํ นองเดยี วกันโลกของผใู หญก ็ยอมไมใชโ ลกของเดก็ ในขณะท่ีผใู หญ
ชอบรบั ประทานนาํ้ พรกิ เด็กก็ชอบรบั ประทานแกงจดื เด็กชอบไอศกรีม ผใู หญช อบเหลา ฉะนั้นดูไปบางทีโลก
ของผใู หญก บั โลกของเดก็ กล็ อยหา งกนั มาก หรอื อกี นยั หนง่ึ ทางเดนิ แหง ความคดิ ของผใู หญก บั ของเดก็ มกั จะสวนทางกนั
อยเู สมอ ถา ผใู หญไ มห มนุ โลกของตนใหม าใกลเ คยี งกบั โลกของเดก็ บา ง บางทเี มอื่ ผใู หญห นั กลบั โลกของเดก็ กล็ อย
ไปไกลจนสุดไขวควา เสียแลว ”
ภาษาระดับ กง่ึ ทางการ
“บทละครไทยเปน อกี รูปแบบหนึง่ ของวรรณกรรมไทย เปน วรรณกรรมทปี่ ระพนั ธขึน้ ทัง้ เพื่ออานและเพ่อื แสดง
รูปแบบทนี่ ิยมกันมาแตเ ดมิ คือบทละครราํ ตอมามกี ารปรับปรุงละครราํ ใหทันสมัยขน้ึ ตามความนยิ มแบบตะวนั ตก
จึงมรี ปู แบบใหมเ กดิ ขึ้น ไดแก ละครดกึ ดาํ บรรพ ละครพันทาง เปนตน นอกจากน้ียังมีการรบั รปู แบบละครจาก
ตะวันตกมาดัดแปลงใหเขากบั สงั คมไทยและวฒั นธรรมไทย ทําใหก ารละครไทยพฒั นาขึน้ โดยมกี ระบวนการแสดงที่
แตกตา งไปจากละครไทยที่มีอยูม าเปน ละครรอ ง ละครพดู และละครสงั คม”
ภาษาระดับ ทางการ
15
“มึงจะไปไหนไอมั่น กูสั่งใหปลอยมันไวอยางน้ันไมตองสนใจ กูอยากน่ังดูมัน มองมันตายชา ๆ เลือดไหลออก
จนหมดตัว และหยดุ หายใจในที่สุด ถึงจะสมกบั ความแคนของก”ู
ภาษาระดบั กันเอง
“ ค ว า ม ต้ั ง ใ จ ใ น ก า ร เ ดิ น ท า ง ข อ ง ผ ม ค รั้ ง น้ี อ ยู ที่ ก า ร ห า เ ส น ท า ง ซ อ ก แ ซ ก ไ ป ท่ี นํ้ า ต ก เ ห ว อี อ่ํ า ข อ ง
อุทยานแหงชาติเขาใหญ แตความต้ังใจมิเปนผลเม่ือเจาหนาท่ีอุทยานฯ ที่หนวยพิทักษปาคลองเพกา
ปฏิเสธอยางนิ่มนวลวา ‘ไมสามารถอนุญาตใหข้ึนไปปนจักรยานได เน่ืองจากยังไมมีนโยบายใหปน
จักรยานขึ้นไปเท่ียวน้ําตกเหวอีอํ่า ซ่ึงคงจะตองรอไปอีกพักใหญ ๆ เพราะอยูในชวงสํารวจจัดทําเสนทาง
โดยทางอทุ ยานฯ มแี นวคดิ ทจ่ี ะเปด ใหจ กั รยานเสอื ภเู ขาขนึ้ ไปอยแู ลว แตเ มอ่ื ไหรย งั ไมท ราบ’ เปน คาํ ปฏเิ สธทน่ี มุ นวล
เราจงึ ไดแตนอ มรับโดยด”ี
ภาษาระดบั ไมเปนทางการ
๔หนว่ ยท่ี การฟงั และการดสู อื่ อิเล็กทรอนิกส์
กจิ กรรมสง เสรมิ การเรียนรู
๑. ใหผูเรียนแบงกลุม กลุมละ ๕–๘ คน ใหแตละกลุมอภิปรายแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับความสําคัญของมารยาท
ในการฟงและการดู ในหัวขอ “มารยาทในการฟงและการดูที่ดีเปนอยางไร” แลวสงตัวแทนออกมานําเสนอผล
การอภปิ ราย
๒. ใหผูเรียนแตละกลุมแบงหัวขอความหมายและความสําคัญของการฟงและการดู กลุมละ ๑ หัวขอ และแสดง
บทบาทสมมตุ ิเกยี่ วกบั หวั ขอทต่ี นเองไดร ับ
๓. กําหนดใหผูเรียนดูส่ือวิดีโอเรื่องใดเร่ืองหน่ึง แลวแสดงความเห็นเก่ียวกับเร่ืองที่ดู วิเคราะหและประเมินคาส่ือ
ทีด่ ูนนั้ วา ตรงกับหลกั การและความสัมพนั ธขององคประกอบของการฟง และการดูอยา งไร
(อยูในดุลยพินจิ ของผูสอน)
16
คาํ ถามทา ยหนว ยการเรียนรู
ตอนที่ ๑ คําชี้แจง : จงตอบคําถามตอไปนี้
๑. การฟง และการดูมีความสัมพันธก นั อยางไร
การฟงและการดมู คี วามสัมพันธกันโดยชว ยใหผูร บั สารไตรตรองสารอยา งถถี่ วน สามารถวเิ คราะหและสามารถ
ประเมินสื่อลักษณะตา ง ๆ ไดด ีย่ิงขนึ้
๒. การไดยนิ การฟง และการตคี วามหมาย เหมือนหรือตา งกัน อยา งไร
มีทั้งความเหมือนและความตาง ความเหมือนกัน คือ เปนการรับสารผานโสตประสาท และความตางกัน คือ
การไดยิน เปนการกระทําที่ไมตั้งใจ บางคร้ังส่ิงที่ไดยินอาจจะมีความหมายหรือไมมีความหมายก็ได แตการฟง เปน
การกระทําอยางตงั้ ใจ และการตีความหมาย เปน การฟง เพื่อเขาใจความหมาย ผฟู งตอ งมคี วามรูห รอื ประสบการณเดิม
ทเ่ี ก่ยี วขอ งกบั เร่ืองท่ฟี ง ดวย
๓. การฟงและการดูมีประโยชนในชวี ติ ประจาํ วันอยางไร
การฟง และการดชู ว ยในการตดิ ตอ สอื่ สารในชวี ติ ประจาํ วนั ใหม คี วามสะดวกราบรน่ื เนอื่ งจากจะทาํ ใหก ารสอ่ื สาร
มีประสทิ ธิภาพมากขนึ้
๔. การฟงและการดูสามารถชว ยใหประสบความสําเร็จในอาชีพไดอยางไร
เน่ืองจากบางอาชีพจําเปน ตอ งใชทักษะที่เก่ียวกบั การฟง และการดทู ่ีดเี ปน พเิ ศษ เชน นักวิจารณภาพยนตร
นกั พากย นกั วจิ ารณเ พลง เปน ตน ดงั นน้ั หากเรามคี วามสามารถทางการฟง และการดทู ด่ี กี จ็ ะชว ยใหป ระสบความสาํ เรจ็
ไดงายขน้ึ
๕. เพราะเหตุใดทศั นคตใิ นการดจู ึงเปลยี่ นแปลงไดอ ยตู ลอด
เพราะสภาพแวดลอมท่ีผดู อู าศยั อยมู ีการเปลี่ยนแปลงอยูต ลอด จงึ สงผลตอทศั นคติของผดู ูดว ย
๖. ปจ จัยสําคญั ทที่ าํ ใหการฟง และการดบู รรลุเปาหมายคืออะไร
ความตง้ั ใจและความมสี มาธจิ ดจอ กับสงิ่ ท่ฟี ง
๗. ขั้นตอนสดุ ทา ยของการฟงและการดู ผฟู ง และผดู ตู อ งทําสิง่ ใด
ทําใหทราบถึงความถูกตองของขอเท็จจริงและความนาเช่ือถือของขอคิดเห็นท่ีอยูในสารเพ่ือจะไดนําไปปรับใช
ในการดาํ เนินชวี ติ ได
๘. การวิเคราะหเ ร่ืองท่ฟี งและดู ผฟู งและผูด ูตองมีพน้ื ฐานดานใดมากอน
การวิเคราะหเร่ืองที่ฟงและดูใหดีน้ันผูวิเคราะหจําเปนตองมีทักษะพ้ืนฐานเก่ียวกับการฟงและดูใหเขาใจและ
จับประเดน็ ของเร่ืองใหไดเ สยี กอ น
17
๙. บคุ คลแตล ะบคุ คลมีความสามารถในการประเมนิ คาสารทไี่ ดร ับตางกนั หรอื ไม อยา งไร
ตา งกัน การประเมินคา สารขน้ึ อยกู บั ความคดิ เหตผุ ล และประสบการณท่แี ตกตา งกันของแตล ะบุคคล
๑๐. หากผูเรยี นฟงและดูสอ่ื ประเภทละคร ควรศกึ ษารายละเอยี ดประเภทใดบาง
ศึกษาการนาํ เสนอแนวคดิ บทบาทของผูแ สดง ฉากและบรรยากาศของเรือ่ ง บทสนทนาเพื่อประเมนิ คา
ตอนที่ ๒ คาํ ชี้แจง : เขยี น O รอบคาํ ตอบทถี่ กู ตองเพยี งคาํ ตอบเดยี ว
๑. ขอ ใดคือความหมายของการฟงและการดู
จ. การรบั รูสารผานเสียง และนาํ มาเรียบเรยี ง ตคี วาม และทําความเขาใจ
๒. ขอใดไมใชค วามสาํ คญั ของการฟงและการดู
ง. เพ่ิมความขดั แยงระหวา งการส่ือสารจากการโตเถียงในเรือ่ งที่ฟง และดู
๓. องคประกอบใดของการฟงและการดทู ท่ี ําหนาท่สี อ่ื ความหมาย
ค. ภาพและเสียง
๔. องคป ระกอบของการฟง และการดใู นขอ ใดท่ีสามารถเปลีย่ นไปไดต ามสง่ิ แวดลอ ม
ข. ทศั นคติ
๕. หลกั การฟงในขอ ใดท่ีตอ งมกี ารประเมนิ คาวา นาเช่ือถือและนาํ มาปฏบิ ตั ิตามได
จ. การพจิ ารณาไตรต รองเรือ่ งทฟ่ี ง
๖. การประเมนิ คา จากการฟงและการดู สอ่ื ใดทีค่ วรฟงและดจู ากหลาย ๆ แหลงเพอื่ เปรยี บเทยี บกัน
ก. ขา วสาร
๗. ข้นั ตอนแรกในการจับประเด็นสาํ คัญจากเร่อื งทฟ่ี ง และดคู ืออะไร
จ. ทาํ ความเขา ใจกับจุดมุงหมายของการรับสาร
๘. ขอ ใดคอื การประเมินคาการฟงและการดจู ากสื่ออเิ ลก็ ทรอนกิ สตาง ๆ
ข. บอกไดว าเรื่องราวนั้นดหี รือไม
๙. สื่อประเภทละครแตกตางจากสอ่ื ประเภทอ่นื อยา งไร
ข. สะทอ นภาพชวี ิตและสังคม
๑๐. ขอ ใดไมใชม ารยาทในการฟง
ง. ผูฟง ควรวิจารณผ ูพูดขณะที่กําลงั พูด
18
ใบงานท่ี ๔.๑ เร่ือง ความหมายและความสาำ คัญของการฟงั และการดู
คําชแี้ จง : จงตอบคาํ ถามตอไปนี้
๑. การฟง และการดคู ืออะไร
การฟง คือ กระบวนการรบั รอู ยางหน่งึ ซ่งึ เปน การรบั สารหรือขอ มูลตา ง ๆ จากเสียงผา นทางโสตประสาท โดย
เสยี งอาจจะเปน เสยี งพดู หรอื ไมใ ชเ สยี งพดู กไ็ ด จากนนั้ ผฟู ง นาํ ไปตคี วามหมายและทาํ ความเขา ใจกบั ทไี่ ดฟ ง สว นการดู
คอื การรับสารดวยตา ทําใหเ ห็นภาพและรับรเู หตุการณห รือเรอื่ งราวตาง ๆ จากสื่อประเภทตาง ๆ
๒. การฟง และการดูมีความสําคญั อยางไร
การฟงและการดูเปนทักษะการรับสารขั้นพ้ืนฐานของมนุษย เราใชการฟงและการดูในการตอบสนองความ
ตองการขัน้ พนื้ ฐานตา ง ๆ ในชีวิตประจาํ วันผา นชองทางการสือ่ สารหลายประเภท อาจแบง ไดดังน้ี
๑. การฟง และการดูชวยในการติดตอส่ือสารในชีวติ ประจําวนั ทาํ ใหก ารสอื่ สารสะดวกราบร่นื
๒. การฟงและการดูชวยใหประสบความสําเร็จในอาชีพ เนื่องจากบางอาชีพตองใชการฟงและการดูมากเปน
พิเศษ
๓. การฟงและการดูชวยในเร่ืองความสัมพันธระหวางบุคคล เพราะเม่ือฟงและดูอยางถูกตองตามกาลเทศะ
จะชวยสรางความสัมพนั ธท ่ดี ีกับคนรอบขา งได
ใบงานท่ี ๔.๒ เรื่อง ความสัมพนั ธข์ ององค์ประกอบของการฟงั และการดู
คาํ ชี้แจง : จงเขยี นแผนผังแสดงความสัมพนั ธข ององคป ระกอบของการฟงและการดู และอธิบายวา แตล ะองคประกอบ
มีความสมั พันธก ันอยา งไร
ในการฟงและการดูประกอบดว ย ๗ องคประกอบ คือ ผูรับสาร ความพรอม ทศั นคติ และการตีความหมาย
สว นปจ จยั ภายนอกประกอบดว ย ตาํ แหนง ทอี่ ยู ภาพ และเสยี ง ซง่ึ มคี วามสมั พนั ธก นั คอื เมอื่ ผรู บั สารไดร บั ภาพและเสยี ง
ซึ่งเปนสารที่สง ออกมาแลว ผรู บั สารจะใชความพรอ ม ทัศนคติ ตาํ แหนง ท่ีอยเู พื่อนาํ ไปสกู ารตคี วามหมาย
สามารถนาํ มาเขยี นเปน แผนผงั ไดดงั น้ี
ทศั นคติ
ภาพ
ผรู ับสาร ความพรอม ตีความหมาย
เสยี ง
ตาํ แหนง� ทอี่ ยู
19
ใบงานที่ ๔.๓ เรื่อง การฟงและการดจู ากสือ่ อเิ ลก็ ทรอนิกส
คาํ ชแี้ จง : จงตอบคําถามตอไปนี้
หากผูเ รียนตองเลอื กส่ือมาประกอบการนาํ เสนอการบรรยายเรอื่ ง “สภาพสังคมสะทอ นบทบาทผฟู ง และผูด”ู
ผเู รยี นจะเลอื กสอ่ื ประเภทใด เพราะเหตใุ ด
ส่ือประเภทละคร เพราะชว ยสะทอ นใหเ ห็นภาพชีวติ และสังคมทแ่ี ฝงอยูใ นละคร ซึง่ ชว ยใหผ ูฟง และ
ผดู ูไดศ กึ ษาและติดตามเน้ือหาไดอยา งเพลดิ เพลิน
ใบงานท่ี ๔.๔ เรื่อง มารยาทในการฟง และการดู
คาํ ชแ้ี จง : จงตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี
๑. ผเู รยี นคดิ วา มารยาทในการฟงและการดขู อใดมีความสําคัญมากทีส่ ุด เพราะเหตุใด
การดแู ละการฟง ดวยใจท่ีเปนกลางและเปดกวา ง เพราะจะชวยใหผ ูรบั สารตง้ั ใจฟงและดเู พ่อื รับขอมูลใหม ๆ
และนําขอมลู ที่ไดฟงและดมู าวเิ คราะห และประเมินคากบั ความรเู ดมิ ท่ตี นมี ชว ยใหเ กิดความรใู หม ๆ อันเปน ประโยชน
สงู สดุ แกผ ูรบั สารเอง
๒. ผูเรียนมีแนวทางในการฝกมารยาทในการฟง และการดูอยางไร
ระวงั การกระทําของตัวเองกอ นเขา ไปชมหรือฟงส่งิ ตาง ๆ รว มกับผูอ ื่นเพ่อื ไมส รางความเดอื ดรอน ราํ คาญ
หรือทาํ ใหผูอนื่ ลําบาก เปนตน
๕หน่วยที่ การอา่ นสือ่ ส่ิงพมิ พแ์ ละสื่ออิเล็กทรอนกิ ส์
กจิ กรรมสง เสริมการเรียนรู
๑. ใหผูเรียนสังเกตวิธีการอานของตนเอง แลววิเคราะหขอดีขอเสียในการอานของตนเอง อยางนอย ๑๐ ขอ แลว
ออกมาอภิปรายกบั เพอ่ื นในช้นั เรียน
๒. ใหผ เู รยี นแบง กลมุ กลมุ ละ ๕–๖ คน หาขา ว โฆษณา บทความ และวรรณกรรมพน้ื บา นจากหอ งสมดุ หรอื อนิ เทอรเ นต็
แลววเิ คราะหและประเมนิ คาตามแนวทางทีเ่ รียนไป จัดทําเปนรายงาน แลวนําเสนอหนา ชั้นเรียน
(อยูในดลุ ยพินจิ ของผสู อน)
20
คาํ ถามทา ยหนว ยการเรียนรู
ตอนท่ี ๑ คําช้ีแจง : จงตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี
๑. องคป ระกอบของการอา นมีอะไรบา ง จงอธิบาย
การอานมี ๔ องคประกอบ คอื
๑. สาร คือ ขอความท่มี ีการเขยี นหรือพิมพ
๒. ผูอาน คอื ผทู ที่ าํ ความเขาใจสาร
๓. การรับรคู วามหมาย คือ การทําความเขา ใจนยั ของสาร
๔. การนําไปใช คอื การนาํ ความรูจากการอานไปใช
๒. การอา นมีความสาํ คญั อยา งไรบาง
เปน แนวทางในการประสบความสาํ เร็จในชวี ิต เนือ่ งจากการอานเปน การสง เสรมิ ความรูความเขาใจ และ
เสริมสรางประสบการณใหแ กผอู า น
๓. การอา นแบง ออกเปนกป่ี ระเภท อะไรบา ง
การอานสามารถแบง ออกไดเปน ๒ ประเภท คือ
๑. การอานออกเสยี ง เปนการถา ยทอดเรอื่ งทีอ่ า นออกมาเปน เสียงใหผ อู นื่ ฟง
๒.การอา นในใจเปน การอา นเพ่ือเกบ็ ความสาํ คัญโดยมีเปา หมายในการอา นเพอื่ ใหผ อู านเขาใจเองไมออกเสียง
ใหผ อู ่ืนไดยิน
๔. การอา นตคี วามมีจุดประสงคหลกั เพ่อื อะไร
การอานตคี วามมีจุดประสงคหลักเพ่อื หาความหมายที่แทจริงของสารที่อาน โดยการอานตีความนนั้ อาจจะ
ไมสามารถอานแลวเขาใจไดทันทีแตตองหาเหตุผลอยางรอบคอบแลวนํามาประมวลกับความคิดเพ่ือใหทราบถึง
ความหมายท่ีแทจรงิ
๕. ใจความสาํ คญั ของเรอ่ื งสามารถอยใู นสว นใดของยอ หนา ไดบ าง
ใจความสาํ คัญของเรอื่ งสามารถปรากฏอยูได ๓ สว นของยอ หนา คือ สว นตนของยอหนา สว นกลางของยอหนา
และสวนทา ยของยอหนา
๖. การอา นเพอ่ื การวเิ คราะหเ ปนการอานเพอ่ื แยกแยะเนอื้ หาแบบใดออกจากกนั และเนื้อหานั้นมีลักษณะเปน อยางไร
การอานเพอ่ื การวเิ คราะหเ ปน การอานเพ่อื แยกแยะขอเทจ็ จริงขอ คดิ เห็นและความรูสึกสวนตัวโดยขอเท็จจริง
คือ เนอ้ื หาทีม่ ลี กั ษณะเปนความจริงเสมอ มขี อ พิสจู น เปนปรากฏการณธ รรมชาติ ขอคิดเหน็ คอื ความคดิ เหน็ ของ
ผเู ขยี น เชน คณุ คา นโยบาย และความรูสกึ คอื เน้ือหาทเ่ี ปนอารมณค วามรสู กึ เชน ซาบซึ้ง เศรา ดใี จ
21
๗. การประเมินคาสารประเภท “ขา ว” ตอ งประเมินคาในปจจัยใดบาง
สารประเภทขา วเปน สารทีม่ ีลกั ษณะเปนการบอกเลา ขอ เทจ็ จริงหรือเหตุการณใ หผูอ านทราบโดยไมใ สค วาม
คดิ เหน็ สวนตัวของผูเ ขียนลงไป ดงั นน้ั การอา นประเมินคาขา วตอ งดูทเี่ น้อื หาเปน หลกั วา มีความถกู ตอง เท่ยี งธรรม
และมคี วามเปน จริงมากแคไ หน
๘. การอา นวเิ คราะหแ ละประเมินคาโฆษณาทด่ี คี วรพิจารณาถงึ องคประกอบใดของโฆษณาบาง อยา งไร
การอานวิเคราะหแ ละประเมนิ คาโฆษณาควรอานพจิ ารณาตง้ั แตล ักษณะหวั เรอ่ื งของโฆษณาวา ตอ งการส่ือสาร
สิ่งใดมายังผูอาน สามารถดึงความสนใจผูอานไดหรือไม ตอไปก็พิจารณาจากรายละเอียดของโฆษณาวามีเหตุผล
มากนอ ยแคไหน มคี วามเปน จริงหรอื ไม สุดทายคอื พจิ ารณาสว นทายของโฆษณาวาเปาหมายของโฆษณานีต้ อ งการ
ใหผ ูอา นทาํ อยา งไรตอไป
๙. เหตใุ ดเราจึงตองมีมารยาทในการอา น
เนื่องจากในการอานบางครงั้ อาจมีพฤตกิ รรมบางอยา งท่สี รางความเดือดรอ น รําคาญใหแกผ อู ืน่ การมีมารยาท
ในการอา นจะทําใหเรามพี ฤติกรรมท่ีดี และไมทําใหการอานของเราสรา งความเดือดรอ น รําคาญใหแ กผ อู ืน่
๑๐. “วินทรนําบันทึกประจําวันของรงคมาอานโดยไมไดขออนุญาต” ผูเรียนคิดวาการกระทําของวินทรถูกตองหรือไม
อยา งไร
ไมถูกตอง เพราะบันทึกประจําวนั เปนงานเขียนท่ีเปน เร่ืองสวนตวั ของผอู ่นื การนาํ มาอา นโดยไมไ ดรบั อนุญาต
จึงเปน การเสยี มารยาทอยางรนุ แรง
ตอนท่ี ๒ คาํ ชี้แจง : เขียน O รอบคาํ ตอบท่ีถกู ตอ งเพียงคําตอบเดียว
๑. ขอ ใดไมใ ชส ารท่ีตอ งใชก ารอานในการรบั รู
ค. หนังสือเสียง
๒. ขอ ใดเปน ปจ จยั ท่สี ง ผลตอ ความสําเรจ็ ในการอานของผอู า น
จ. ถกู ทุกขอ
๓. “ผูเรยี นสามารถตอบคาํ ถามในการสมั ภาษณงานไดทุกขอ เนื่องจากผูเรยี นอานหนงั สอื มามาก” ขอ ความนีแ้ สดงถงึ
ความสําคัญของการอานขอใด
ก. การอานทําใหเ กิดการรอบรแู ละรรู อบ
๔. การอา นนทิ านใหลกู ฟง เปน การอา นแบบใด
ข. การอา นออกเสียง
๕. ขอ ใดไมใชสาระสาํ คัญที่จะตอ งนํามาพจิ ารณาในการอา นประเมนิ คา สารคดี
ง. ชอื่ ผูแตง
22
๖. “ไมมีอาหารทีด่ ีท่ีสุดสําหรับทุกคน คนท่แี พถ ว่ั บางชนิดหรือแพโปรตนี ในนมวัว กไ็ มค วรกินอาหารพวกน้ี เพราะถงึ
แมมันจะอดุ มไปดวยโปรตนี แตถ ากินแลวมนั ทํารายรา งกาย เรากไ็ มควรกนิ ลองหนั ไปมองทางเลือกอน่ื ๆ เชน ถ่ัว
ทีเ่ รากนิ ไดโดยท่ีไมแ พห รือแพไมมาก ลองหนั ไปดม่ื นมควายหรอื นมแพะ” ขอความนม้ี ใี จความสาํ คัญอยทู ี่สวนใด
ของขอความ
ก. สวนตนของขอ ความ
๗. “ขาพเจามีความเศราเสยี ใจทตี่ อ งกลา วประโยคนอ้ี อกมาแตท วา หากไมก ลาวออกมาแลวความเปน จรงิ คงจะหายไป
จากโลกนตี้ ลอดกาล” ขอ ความนเี้ ปน ขอ ความในลกั ษณะใด
ค. ความรสู ึก
๘. ขน้ั ตอนแรกในการอานวิเคราะหและประเมินคา บทความคืออะไร
ข. พจิ ารณาสาระสงั เขปของบทความ
๙. ขอ ใดคือความหมายของแกนเรื่อง
ง. แนวคดิ สาํ คัญของเรอ่ื ง
๑๐. ใครถอื วามมี ารยาทในการอาน
จ. แบมไมก นิ ขนมระหวา งอานหนังสอื
ใบงานท่ี ๕.๑ เร่อื ง การอ่านจากสอื่ สิง่ พมิ พ์และส่อื อิเล็กทรอนิกส์
คําชีแ้ จง : จงอธิบายความหมายของคําทีก่ ําหนดให
การอา น
การกระบวนการรับสารอยางหนึ่งของมนุษย โดยรับรูความหมายของสารผานตัวอักษรซึ่งเริ่มจากการรับรูคํา
การออกเสยี งคาํ การเขา ใจความหมายจากตวั อกั ษร ตคี วาม หรอื มปี ฏกิ ริ ยิ าตอ สงิ่ ทอี่ า น จากนนั้ แปลความหมายออกมาเปน
ความรู ความคิด และเกิดความเขา ใจเรอื่ งราวที่อาน การทาํ ความเขา ใจกบั เร่ืองทีอ่ านขนึ้ อยกู ับความรูและประสบการณ
เดิมของผอู า น
การอา นออกเสยี ง
ผูอานจะถายทอดการรับรูหรือความเขาใจความหมายจากเร่ืองที่อานออกมาเปนเสียงใหผูอ่ืนฟงในการอาน
ออกเสยี งผอู า นจงึ ตอ งระมดั ระวงั การอา นออกเสยี งใหถ กู ตอ งตามอกั ขรวธิ ี ทง้ั การออกเสยี งพยญั ชนะ สระ และวรรณยกุ ต
การเวน วรรคการอานทีถ่ ูกตองเหมาะสม
การอา นในใจ
. ผูอ า นจะทําความเขาใจและเก็บใจความสําคญั จากเรือ่ งท่อี า น เปา หมายของการอานในใจ คอื ตวั ผูอ า น
23
การอา นตคี วาม
การอา นเพ่ือหาวาเนอื้ หาทีอ่ า นส่ือความหมายท่แี ทจ รงิ อยา งไร โดยสามารถสงั เกตจากบรบิ ท น้าํ เสยี ง เจตนา
อารมณ
การอานจับใจความสําคัญ
การทาํ ความเขาใจกบั เรอื่ งทอ่ี า นและสามารถบอกไดว า ขอ ความสวนใดเปน ขอ ความทส่ี าํ คญั ทส่ี ดุ ในเรอื่ งทอ่ี า น
การอานเพือ่ การวเิ คราะห
การอานเพื่อแยกแยะเน้ือหาจากเรอ่ื งทีอ่ านวาขอ ความสว นใดเปนขอ เท็จจริง ขอคิดเหน็ และความรสู กึ สว นตัว
การอานเพ่อื ประเมนิ คา
การอานเพอ่ื ตดั สนิ เร่อื งทอี่ า นวา มีความถูกตอ งและนา เชอ่ื ถอื หรอื ไม เพยี งใด เพ่อื ใหผูอานสามารถนาํ ขอมลู
จากเรอื่ งทีอ่ า นไปประยุกตใ ชอ ยางเหมาะสม
ใบงานท่ี ๕.๒ เร่ือง องคป์ ระกอบของการอา่ น
คาํ ชแี้ จง : จงวิเคราะหองคป ระกอบของการอา นทก่ี าํ หนดให
สถานการณท่ี ๑ สมศักดิ์กําลังอานปายโฆษณารองเทาอยูและเม่ืออานจบแลวสมศักดิ์ไดตัดสินใจไปซื้อของ
ตามทโี่ ฆษณาไว
สาร คอื ปา ยโฆษณา ผอู าน คอื สมศักดิ์
การรบั รูความหมาย คอื ความตองการขายรองเทา การนาํ ไปใช คือ สมศักด์ไิ ปซ้ือรองเทา
สถานการณท่ี ๒ สุเทพอานหนังสือพิมพรายวันเก่ียวกับขาวการเลือกตั้งโดยที่สุเทพรูสึกวาขาวของสํานักขาวนี้
ไมเ ปน กลาง ทาํ ใหส ุเทพเลกิ อานหนงั สือพิมพของสาํ นักขา วนไ้ี ปเลย
สาร คอื หนงั สอื พมิ พ ผอู า น คือ สุเทพ
การรบั รูความหมาย คอื สาํ นกั ขา วนี้เขียนขาวอยา งไมเปน กลาง
การนําไปใช คือ สุเทพเลิกอา นหนงั สอื พิมพข องสํานักขาวนี้
24
ใบงานที่ ๕.๓ เรอ่ื ง แนวทางการวิเคราะหแ์ ละประเมนิ คา่ จากการอา่ น
สารตา่ ง ๆ
คําชี้แจง : วิเคราะหงานเขียนทก่ี ําหนดใหว า สวนใดเปน ขอ เท็จจริง สวนใดเปนขอ คิดเห็น และสว นใดเปนความรสู กึ ของ
ผูเ ขียน
“ธุรกิจสุขภาพความงาม ในดานการสงเสริมตลาดก็ทําไดงายกวาแตกอน เพราะปจจุบันมีโซเชียลมีเดีย เชน
เฟซบุก อนิ สตาแกรม ทวิตเตอร เว็บไซต และไลนแอด ทสี่ ามารถสง ขอ มูลขาวสารถึงลกู คาและผูบ ริโภคไดโดยตรงและ
เปนจํานวนมาก และไมเสียคาใชจายเหมือนแตกอน หากรูเทคนิคและวิธีการทําตลาดออนไลน จะชวยประหยัดคาการ
ตลาดไปไดม าก ซึ่งทาํ ใหมกี ําไรเพิม่ ข้นึ จากการลดตน ทนุ ทางการตลาด”
สว นทเี่ ปนขอ เท็จจรงิ
ปจ จบุ ันมีโซเชียลมีเดยี เชน เฟซบกุ อนิ สตาแกรม ทวติ เตอร เวบ็ ไซต และไลนแอด ทสี่ ามารถสง
ขอ มลู ขา วสารถงึ ลูกคา และผูบริโภคไดโดยตรงและเปน จํานวนมาก และไมเ สยี คา ใชจ า ยเหมือนแตกอน
สว นที่เปนขอคดิ เห็น
ธุรกิจสุขภาพความงาม ในดานการสงเสริมตลาดก็ทําไดงายกวาแตกอน, หากรูเทคนิคและวิธีการ
ทาํ ตลาดออนไลน จะชวยประหยดั คา การตลาดไปไดม าก ซง่ึ ทําใหมีกาํ ไรเพ่มิ ข้ึนจากการลดตนทนุ ทางการตลาด
“ฟอรมของหมาปาแหงเมืองเบียรยังไมกระเต้ือง แถมมีแตสาละวันเตี้ยลง ถึงแมจะเปลี่ยนกุนซือมาเปน
วาเลเรยี น อิสมาแอล แลวกต็ าม ลา สุดแพค าบานตอแฮรธา เบอรล ิน ๒ : ๓ ทําใหสะกดคําวา ชนะ ไมเปน ๓ เกมติดตอ กนั
ผูเลนคอนขา งสมบรู ณ จะขาดเพียงตัวติดโทษแบน ๒ คน ไดแ ก มักซมิ เิ ลียน อารโ นลด กับ พอล เซกวิน นอกน้ันพรอมรบ
ในแผนการเลน ๓-๑-๔-๑-๑”
สวนทเ่ี ปนขอ เทจ็ จริง
ถึงแมจะเปลี่ยนกุนซือมาเปนวาเลเรียน อิสมาแอล แลวก็ตาม ลาสุดแพคาบานตอแฮรธา เบอรลิน
๒ : ๓ ทาํ ใหสะกดคาํ วา ชนะ ไมเปน ๓ เกมติดตอกนั ผเู ลน คอ นขางสมบรู ณ จะขาดเพียงตวั ตดิ โทษแบน ๒ คน
ไดแ ก มักซมิ เิ ลยี น อารโ นลด กับ พอล เซกวนิ นอกน้นั พรอมรบในแผนการเลน ๓-๑-๔-๑-๑
สวนท่เี ปน ขอ คดิ เห็น
ฟอรมของหมาปา แหงเมืองเบียรย งั ไมก ระเตื้อง แถมมีแตส าละวนั เต้ียลง
25
ใบงานท่ี ๕.๔ เร่ือง มารยาทในการอ่าน
คาํ ช้ีแจง : จงวิเคราะหสถานการณท ่ีกาํ หนดใหว า ใครทําผิดมารยาทในการอาน ผิดกีข่ อ และขอ ใดบาง
วันน้ีกนกวรรณและกรองกานตไปอานหนังสือดวยกันท่ีหองสมุดโดยที่กนกวรรณไดนําขนม
และนําเขาไปในหองสมุดดวย ซึ่งกนกวรรณบอกวาจะเอาไวไปกินตอนอานหนังสือจะไดไมงวง ถึงแม
กรองกานตจะทักทวงแลวแตกนกวรรณก็ไมฟง เม่ือทั้งสองไดเขาไปน่ังอานหนังสือดวยกันแลว กรองกานต
ใชปากกาขีดเนนบรรทัดขอความในหนังสือของหองสมุดเพ่ือนําไปใชทํารายงาน กนกวรรณบอกวาถาหาก
กรองกานตตองการนําเนื้อหาไปใชกรองกานตตองอางอิงใหครบถวนดวย แตกรองกานตบอกวาเธอจะ
ไมทําเพราะยุงยากและเสียเวลา เมื่ออานหนังสือดวยกันไปเร่ือย ๆ กนกวรรณเกิดเบื่อขึ้นมา จึงไดแอบ
ชะโงกหนาไปดูหนังสือท่ีกรองกานตกําลังอานอยู ทําใหกรองกานตรูสึกรําคาญมาก กรองกานตจึงบอกลา
กนกรรณและกลับบา นทันที
กนกวรรณ ทําผดิ ๒ ขอ คอื นําอาหารและเครอื่ งดืม่ ไปรบั ประทานในหอ งสมุด และทาํ ใหเพ่อื น
เสยี สมาธิโดยการชะโงกหนา ไปกหู นังสือเพื่อน
กรองกานตท าํ ผดิ ๒ ขอ คอื ใชห นงั สอื สว นรวมอยา งไมร ะมดั ระวงั โดยขดี ฆา ลงไปในหนงั สอื และ
นําเนื้อหาหรอื ขอความจากหนงั สอื ไปใชโดยไมอา งอิง
๖หนว่ ยท่ี การเขยี น
กจิ กรรมสง เสริมการเรยี นรู
๑. ใหผูเรียนจับคูกบั เพอ่ื น เลือกงานเขยี นทต่ี นเองช่ืนชอบไมเ กิน ๕ หนากระดาษ A๔ จากนนั้ นาํ มาวเิ คราะหลกั ษณะ
การเขยี น การวางโครงเรอื่ ง วัตถปุ ระสงค การใชภ าษา ลกั ษณะการวางประโยคใจความสําคัญ คณุ คา ที่มีตอผูอา น
แลวออกมานาํ เสนอหนา ชน้ั เรียน
๒. ใหผูเรียนแบงกลุม กลุมละ ๔–๕ คน เลือกหัวขอท่ีตนเองสนใจ จากนั้นกําหนดวัตถุประสงคการเขียน วาง
โครงเรอื่ ง ลงมอื เขยี นใหม ตี าํ แหนง ของประโยคใจความหลกั ครบทงั้ ๕ ประเภท ตรวจสอบการใชภ าษา และออกมา
นาํ เสนอผลงานการเขียนหนา ชนั้ เรียน
(อยูในดลุ ยพินิจของผสู อน)
26
คาํ ถามทายหนวยการเรยี นรู
ตอนที่ ๑ คาํ ชแ้ี จง : จงตอบคาํ ถามตอ ไปนี้
๑. “ภาษาเปนดั่งอาภรณท ่หี อหมุ นําพาสารจากผูสงสารไปยังผูรบั สาร” หมายถงึ อะไร
ภาษาเปนเคร่อื งมอื หรอื การถา ยทอดขอ มลู ความรู ความคดิ ความตองการ หรือความรูสกึ ของผูเ ขยี นไปยังผอู าน
๒. จงบอกความสาํ คัญของการเขียน
การเขียนเปนทักษะรวบยอด คอื การเขยี นเปนทักษะขัน้ สงู ทีต่ อ งใชทกุ ทกั ษะประกอบกนั การเขียนกอ ใหเ กดิ
ประโยชนจ าํ นวนมาก เชน ฝกสมาธิ ฝกการใชภ าษา ฝกการคดิ รวมถงึ เปนหลักฐานทค่ี งทน
๓. การเขียนยอ หนามีประโยชนอ ยา งไร ๒. ชว ยใหเขียนเปน ประเดน็ เนือ้ หาไมว กวน
๑. ชว ยใหงานเขยี นเปน ระเบียบอานงา ย
๓. ชว ยจาํ กดั ขอบเขตของเน้ือหา
๔. รูปแบบการเขยี นยอ หนา มกี ่ปี ระเภท อะไรบา ง
๕ ประเภท ไดแก ใจความสาํ คญั อยตู อนตน ของยอหนา ใจความสําคัญอยตู อนทา ยของยอ หนา ใจความสําคญั
อยกู ลางของยอหนา ใจความสําคญั อยตู อนตน และตอนทา ยของยอ หนา และไมปรากฏใจความสําคญั ในยอหนา
๕. ใน ๑ ยอ หนา จําเปนตองประกอบดว ยทง้ั ใจความสาํ คญั หลกั (Main Idea) และใจความรอง (Supporting Idea)
หรือไม อยางไร
จําเปน หากไมมีใจความหลัก ยอหนาน้ันก็จะขาดเนื้อหาที่ผูเขียนตองการส่ือสาร แตหากไมมีใจความรองก็จะทําให
เน้ือหาไมน าเช่ือถือ ไมนา สนใจ ทาํ ใหผ ูอ านไมไ ดข อ มลู ทคี่ รบถว น
๖. ผูเรยี นมีวธิ สี งั เกตใจความสาํ คญั หลกั อยางไรบาง ๒. สามารถแทนความของทง้ั ยอหนา ได
๑. มีการกลาวซ้ําบอ ย ๆ ในยอ หนา
๗. หากผเู รียนเพิง่ เรม่ิ ฝก เขียนยอหนา ผูเรียนจะเลอื กเขียนยอ หนารูปแบบใด เพราะเหตุใดจงึ เลือกเชนน้ัน
ประโยคใจความสาํ คญั อยตู อนตน ของยอ หนา เพราะเปน การเขยี นยอ หนา ทง่ี า ยทสี่ ดุ สามารถวางประโยคใจความ
สาํ คญั ไวประโยคแรกแลวจึงขยายความจนเนอ้ื หาครบถว นเหมาะสม
๘. หากใน ๑ ยอ หนามีมากกวา ๑ ประเด็น จะสง ผลอยางไร
เนือ้ หาในยอ หนา ไมช ดั เจนทาํ ใหก ารเขยี นยอหนานนั้ ไมม ีเอกภาพ
๙. ผเู รยี นจะนําคําวา “เอกภาพ สมั พนั ธภาพ และสารตั ถภาพ” ไปใชในการเขยี นยอ หนา อยา งไร
เขยี นยอ หนา ใหม เี นอื้ หาสาระ ๑ ยอ หนา ๑ ประเดน็ ขยายความเพมิ่ เตมิ แตล ะประเดน็ อยา งถกู ตอ งและเหมาะสม
หากมีหลายยอ หนา ทกุ ยอหนาตองกลา วถึงเร่อื งเดยี วกัน
27
๑๐. ผูเรยี นเปน คนชอบเขยี น สามารถหยบิ ยกเร่ืองราวตาง ๆ รอบตัวมาเขยี นไดเ สมอ แตเ พื่อนของผูเรยี นไมชอบเขียนเลย
ผูเ รยี นจะแนะนําเพอ่ื นอยางไร เพ่อื กระตุน ใหเพอื่ นชอบเขียนเหมือนผเู รียน
แนะนาํ ใหเ พอื่ นเขยี นจากเรอื่ งงา ย ๆ สนั้ ๆ ใกลต วั เพราะเมอ่ื เขยี นเรอื่ งหนง่ึ สาํ เรจ็ เพอื่ นจะมกี าํ ลงั ใจในการเขยี น
ตอไป และใหก ําลงั ใจในการเขยี นดว ยการช่ืนชมผลงานเพ่อื ใหเพื่อนมกี ําลงั ใจในการเขยี น
ตอนที่ ๒ คาํ ชแ้ี จง : เขียน O รอบคาํ ตอบท่ถี กู ตอ งเพยี งคําตอบเดียว
๑. ขอ ใดไมใ ชความหมายของการเขยี น
ค. ระบบการบนั ทึกเพื่อถา ยทอดความรู ความคดิ
๒. ขอใดไมใชค วามสําคญั ของการเขยี น
ก. แกม คัดลอกขอความในหนงั สอื สงงานครู
๓. “การสอบเปนเสมือนเกมทีน่ กั เรียนไมพ งึ ประสงค เนื่องจากการสอบไมไดม คี วามสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน หรือ
ความทา ทายเลย ในทางตรงกนั ขา มมกั มาพรอมกบั ความกดดนั ความหวัง และความเครยี ด แตจะไมส อบเลยก็คง
ไมได เพราะอยางนอยการสอบก็เปนเครื่องมือวัดระดับความเขาใจบทเรียน ใหนักเรียนไดกลับไปทบทวนและ
ทาํ ความเขาใจในสวนทย่ี งั ไมกระจา งได” จากขอความนเี้ ปนความสําคญั ของการเขยี นดานใด
ง. การเขยี นเปนเครอื่ งมอื ฝกฝนทางภาษา
๔. ขอ ใดกลาวไมถกู ตอ ง
ค. ในแตล ะยอหนาตอ งมปี ระโยคใจความหลกั ปรากฏเสมอ
๕. “ชีวิตของเรา มีผูคนมากมายที่ผานเขามา มีผูคนมากมายที่ออกจากชีวิตเราไป สุดทายแลวคนท่ีจะอยูกับตัวเราไป
ตลอดชวี ติ กค็ อื ตวั ของเราเอง ดงั นน้ั ไมว า ใครจะเขา มา ไมว า ใครจะออกไป อยา เอาใจไปผกู กบั เขาไวม ากนกั แตจ งเผอื่ ใจ
ไวร กั ตัวเองเสมอ”
(คิดมาก. ๒๕๖๑: ๖)
จากขอ ความนป้ี ระโยคใจความหลกั ปรากฏอยูตอนใด
ข. ตอนทา ย
๖. “คล่ืนใตเสียงหรืออินฟราซาวดสงผลกระทบตออวัยวะภายในของมนุษย โดยเฉพาะการไหลเวียนโลหิต และระบบ
ประสาท อินฟราซาวดระดับไมรุนแรงเพียงชั่วครูสามารถสรางความรูสึกปลาบปล้ืม กระปร้ีกระเปราไดเปนช่ัวโมง
อตั ราการเตนของหวั ใจ ความดันเลือด และการปลอยเอนโดฟน ฮอรโ มนแหง ความสขุ สงู ข้นึ ”
(ปราปต. ๒๕๕๘: ๑๙๘)
จากขอ ความนปี้ ระโยคใจความหลกั ปรากฏอยตู อนใด
ก. ตอนตน
28
๗. “การเปนคนท่ีมีคุณภาพตองรูจักหักหามจิตใจไมใหใฝไปในทางชั่วราย รูจักตรวจสอบตนเองอยางเขมงวดอยูเสมอ
คาดหวงั ใหต นเองเปน ตน แบบคณุ ความดแี กค นอน่ื ตา งจากคนทรามทมี่ กั จะหวงั ใหเ ปน ไปตามทใี่ จตนเองตอ งการ โดย
ไมค าํ นงึ ถึงผลไดผลเสียที่จะเกิดขึ้นกบั เขา ขอใหเปน ไปอยา งใจตนเองคดิ กพ็ อ”
(ภทั ระ ฉลาดแพทย และธีระวฒุ ิ ปญ ญา. ๒๕๕๕: ๖๙)
จากขอความนข้ี อ ใดเปนประโยคใจความหลกั
ก. การเปนคนท่ีมีคุณภาพตองรูจักหักหามจติ ใจไมใหใ ฝไปในทางช่วั รา ย
๘. “พนอนจิ มรี ปู รา งสงู โปรง ผมดาํ ขลบั ตดั สน้ั แลว ดดั ดว ยไฟฟา พอเปน คลนื่ เปด ใหเ หน็ ลาํ คอยาว ปลายคางมนยกแตน อ ย
อยางไวศักด์ิย่ิงเพิ่มความระหงในทวงทาแชมชอย แตหาไดเช่ืองชา ความลงตัวของลักษณะนาปกปองของผูหญิงกับ
ความเขมแข็งเฉลียวฉลาดเปนคุณสมบตั ทิ ่ีหาไดไ มง า ย”
(ปราปต. ๒๕๕๗: ๓๕)
จากขอ ความน้ีขอใดเปนประโยคใจความหลกั
จ. ไมปรากฏประโยคใจความหลกั
๙. หากกลมุ เปาหมายการเขยี นของผูเรียนเปน กลุมนกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย ผูเรียนจะเลือกเขียนเร่ืองลักษณะ
อยางไรจงึ จะเหมาะสมมากทส่ี ุด
ง. เรอื่ งทกี่ ําลังเปนกระแสในสังคม เชน เทคโนโลยี
๑๐. ขอใดไมใชลกั ษณะของการเขียนท่ีดี
ข. ยกตัวอยางประกอบการเขียนทกุ ครงั้
ใบงานท่ี ๖.๑ เรอื่ ง ความหมายและความสาำ คัญของการเขยี น
คําชแ้ี จง : จงอธิบายความหมายและความสาํ คัญของการเขียน
การเขยี นเปนการถายทอดขอมูล ความรู ความคดิ ความตอ งการ หรือความรสู ึกของผูเขยี นไปยังผูอา น โดยใช
ตวั อักษรหรอื สญั ลกั ษณตา ง ๆ เรยี บเรยี งใหเปน คํา ขอความ ประโยค หรอื เรื่องราวตา ง ๆ ตามรปู แบบและถกู ตอ งตาม
หลกั การใชภาษา
ความสาํ คญั ของการเขยี นแบงได ๓ ขอ ดังนี้
๑. ใชถา ยทอดความรู ความคดิ จนิ ตนาการของตนเองใหผ ูอืน่ รบั รู
๒. สอ่ื ความหมายไดคงทน และชว ยบนั ทึกความจํา
๓. ชวยลําดับและเรยี บเรียงความคดิ ไดด ีกวา การสือ่ สารประเภทอืน่
29
ใบงานที่ ๖.๒ เรอื่ ง การเขยี นยอหนาตามหลกั การเขียน
คําชี้แจง : จงทํากจิ กรรมตอ ไปน้ี
๑. ใหผ เู รยี นอา นขอความท่ีกําหนดให แลว บอกวา ขอ ความน้ันมใี จความสาํ คญั (Main Idea) อยสู วนใดของยอหนา และ
ประโยคใดเปน ประโยคใจความหลกั
“เราเช่ือเสมอวา การขอโทษเปน การแสดงความแครก นั อยางดที ส่ี ดุ เปน วิตามิน C ทมี่ าจากคําวา Care ที่จะชว ย
บํารุงความสัมพันธโดยไมตองไปหาซ้ือ แตเราก็มักลังเลที่จะขอโทษใครสักคนเสมอดวยเหตุผลสารพัดเร่ือง เชน
ถาไมผดิ จะไมขอโทษ ซง่ึ ถาคิดกันจรงิ ๆ ทกุ คนมีสว นผิดในการกระทําหน่ึง ๆ ท้ังสน้ิ ไมม ีใครผิดหมดหรือถูกหมด
แตจะมีใครยอมรับหรือเปลาวามีสวนผิด เหมือนคนสองคนเลนบอลกันแลวเตะบอลไปโดนกระจกบานขาง ๆ
น่ันแหละ คนเตะไปโดนกระจกยอมคือคนผิดท่ีเห็นไดชัดเจนที่สุด แตอยู ๆ มันจะเตะไปโดนกระจกไดอยางไร
ถา อีกคนไมไดเ ลนดวยและโยนบอลมาในองศาที่เขาทางการเตะไปโดนกระจกพอดี”
(วไิ ลรตั น เอมเอี่ยม. ๒๕๕๓: ๑๗๔)
ตอนกลางของยอหนา ในประโยค “จริง ๆ ทุกคนมีสวนผดิ ในการกระทาํ หน่ึง ๆ ทงั้ ส้นิ ”
“เดก็ แวน กบั ผใู หญท ย่ี อมเปน หนเี้ พอ่ื ซอ้ื ของแบรนดเ นมไปอวดคนอนื่ ดเู ผนิ ๆ คงไมม อี ะไรเหมอื นกนั แลว กไ็ มร จู ะ
เอามาเปรยี บเทยี บกนั ทาํ โหระพาอะไร แตเ ดย๋ี วกอ น ถา ลองพจิ ารณาคนสองประเภทนอี้ ยางลกึ ซง้ึ แลว คณุ จะพบ
ความเหมอื นทส่ี าํ คญั อยา งหนงึ่ คอื พวกเขาแสวงหาการยอมรบั และการยอมรบั กค็ อื ชยั ชนะอนั ลาํ้ คา ของพวกเขา
ตางกันก็ตรงท่ีเด็กแวนสรางความเดือดรอนใหผูอื่น แตผูใหญที่ซ้ือของแบรนดเนมจะสรางความเดือดรอนใหกับ
สถานภาพทางการเงินของตนเอง”
(วิไลรัตน เอมเอยี่ ม. ๒๕๕๕: ๒๓๘)
ตอนกลางของยอหนา ในประโยค “ความเหมือนท่ีสําคญั อยา งหน่ึง คอื พวกเขาแสวงหาการยอมรับ”
“ฮาราจกู ุ ศูนยรวมของวัยรนุ แตงกายชุดหลุดโลกแปลกแหวกแนว แมจ ะแตงชดุ มาประชันกัน กไ็ มใชวาเขาจะให
นักทองเทยี่ วถา ยภาพทุกคน สนใจถายภาพคนไหน ลองเขาไปขอถายภาพได ผมเดินผานไปผานมา ขอถายภาพ
ไดไ มก ค่ี น แตบ างคนใชเ ทคนคิ พเิ ศษสว นตวั หยบิ เลนสก ลอ งระยะไกล แอบถา ยเหมอื นเปน ปาปารสั ซี อยา งไรแลว
เขาไปขอถา ยภาพ บอกเขากอ นลว งหนา ดีท่สี ดุ ครับ ถอื เปนการใหเกียรตซิ ง่ึ กนั และกัน”
(สริ ภพ มหรรฆสุวรรณ. ๒๕๕๕: ๓๔)
ตอนทา ยของยอ หนา ในประโยค “เขา ไปขอถา ยภาพ บอกเขากอ นลว งหนา ดที ส่ี ดุ ครบั ถอื เปน การใหเ กยี รติ
ซง่ึ กันและกนั ”
30
“ลักษณะอาหารเจมีความเครงครัดในเรื่องการปรุงมากกวาอาหารมังสวิรัติ เครื่องเทศเคร่ืองปรุงหลายชนิดถูก
หามนาํ มาใชใ นการทาํ อาหารเจ เพราะมีความเชื่อวา จะไปกระตนุ อารมณ ในขณะท่อี าหารมังสวิรตั ินัน้ เพยี งหาม
รับประทานอาหารจําพวกเนอื้ สตั วเ ทา น้นั อาหารมังสวิรัตจิ งึ มีความเขม งวดนอยกวาอาหารเจ”
ตอนตน ของยอ หนา ในประโยค “ลกั ษณะอาหารเจมคี วามเครง ครดั ในเรอ่ื งการปรงุ มากกวา อาหารมงั สวริ ตั ”ิ
“ครูบางคนเขาใจวา วรรณคดีเปนเร่ืองท่ีชวยสอนศีลธรรมใหแกผูเรียน ทั้งน้ีอาจเปนเพราะวรรณคดีสวนใหญท่ี
เรียนกันอยูในปจจุบัน น้ันเปนเรื่องที่เนนใหเห็นถึงคุณธรรมในการดําเนินชีวิต ซึ่งคุณธรรมที่ปรากฏนั้นเปนเพียง
แงห นึ่งของวรรณคดี การท่ีจะนําประโยชนหรอื แนวทางเพียงแนวเดียวมาเปนหวั ใจของเร่อื งทัง้ เร่อื งจึงไมถ ูกตอ ง
การที่จะเรียนวรรณคดีโดยมุงใหเปนส่ิงสอนใจจึงไมใชการเรียน วรรณคดีตามความหมายท่ีแทจริง เชนเดียวกับ
การเรียนวรรณคดีในแงของประวัตศิ าสตร โบราณคดี การศกึ ษาภาษา สง่ิ เหลาน้ลี ว นเปนเพยี งสว นประกอบของ
วรรณคดที ง้ั สน้ิ ไมใ ชต วั วรรณคดี การทเ่ี ดก็ จะมองเหน็ คณุ คา ของวรรณคดที แ่ี ทจ รงิ ไดน น้ั อยทู คี่ รตู อ งมองเหน็ กอ น”
ตอนทา ยของยอ หนา ในประโยค “การทเ่ี ดก็ จะมองเหน็ คณุ คา ของวรรณคดที แ่ี ทจ รงิ ไดน นั้ อยทู ค่ี รู
ตอ งมองเหน็ กอ น”
“ทนั ทที เี่ ลย้ี วขน้ึ ไป โห มนั สวยมาก แสงของดวงอาทติ ยท กี่ าํ ลงั จะลาลบั ขอบฟา สาดตรงไปทอี่ า งเกบ็ นาํ้ เหน็
เงาสเี งนิ เขม ของภเู ขาตน หญากบั ดอกหญา ปลวิ ไปตามลมหนาวออ น ๆ สะทอ นดว ยแดดอนุ ๆ สมาชกิ ทง้ั ส่ี
ผลดั กนั สดู อากาศดี ๆ เขา ปอด เกบ็ บรรยากาศดี ๆ ผา นตาเขา เมโมรสี มองและเมโมรกี ลอ ง เรามเี วลาอยตู รงน้ี
ไมถ ึงครึง่ ชั่วโมงกต็ องไปตอ เพราะอา งเก็บนา้ํ เปด ถึงหกโมงเยน็ เทา นนั้ ”
(กมลเนตร เรอื งศรี. ๒๕๕๘: ๑๔๙– ๑๕๒)
ไมป รากฏในยอ หนา ผเู ขยี นกลา วถงึ ความสวยงามของอา งเกบ็ นา้ํ ในเวลาทพ่ี ระอาทติ ยก าํ ลงั จะตก
การมเี มยี เยอะ (ทเ่ี รยี กวา เมยี นอ ย) เปน ปญ หาโลกแตกของสถาบนั ครอบครวั มาทกุ ยคุ ทกุ สมยั ไมว า จะเปน
ยคุ ทใ่ี นสงั คมมเี มยี นอ ยเปน เรอื่ งปกติ หรอื จะเปน ยคุ ทผ่ี คู นหนั มามคี า นยิ มผวั เดยี วเมยี เดยี วกต็ าม แมส งั คมไทย
ท่ีวรรณคดีหรือนิทานไทยเขียนขึ้นจะคุนเคยกับการท่ีผูชายมีเมียไดมากกวาหน่ึงคนแตก็ใชวาเมียทุกคนจะ
อยากเปนเมียหลวงท่ีถูกผัวลืม เมียหลวงหลายตอหลายคนจึงตองงัดสกิลท่ีมีข้ึนมาปกครองผัวของตนเพ่ือ
ใหเมียนอ ยเปนเพยี งเบี้ยลา ง หรอื ทีห่ วงกวา นนั้ ก็พยายามเขย่ี เมยี นอ ยใหก ระเด็นออกไปจากชวี ติ เลย
ทีเดยี ว”
(ชนญั ญา เตชจกั รเสมา. ๒๕๖๐: ๑๔๙)
ตอนตน ของยอ หนา ในประโยค “การมเี มยี เยอะ (ทเ่ี รยี กวา เมยี นอ ย) เปน ปญ หาโลกแตกของสถาบนั
ครอบครัวมาทุกยุคทกุ สมัย”
31
“คนไทยนนั้ ถอื วา บา นเปน สงิ่ สาํ คญั ตอ ชวี ติ ตง้ั แตเ กดิ จนตาย เพราะคนไทยโบราณนน้ั ใชบ า นเปน ทเ่ี กดิ การคลอดลกู
จะกระทาํ กนั ทบี่ า น โดยมหี มอพน้ื บา นทเี่ รยี กวา หมอตาํ แย เปน ผทู าํ คลอด มไิ ดใ ชโ รงพยาบาลหรอื สถานผดงุ ครรภ
อยางในปจจุบันนี้ และที่สุดของชีวิตเมื่อมีการตายเกิดข้ึน คนไทยก็จะเก็บศพของผูตายท่ีเปนสมาชิกของบานไว
ในบานกอ นทีจ่ ะทําพธิ ีเผาเพอื่ ทําบญุ สวด และเปนการใกลช ิดกบั ผตู ายเปน ครง้ั สุดทาย ดังนน้ั บานจึงเปน สถานท่ี
ที่คนไทยใชช ีวติ อยเู กอื บตลอดเวลาต้งั แตเ กิดจนตาย”
ตอนตน และตอนทา ยของยอ หนา ในประโยค “คนไทยนน้ั ถอื วา บา นเปน สงิ่ สาํ คญั ตอ ชวี ติ ตง้ั แตเ กดิ จนตาย”
และ “บานจึงเปนสถานทท่ี ่คี นไทยใชช ีวิตอยเู กอื บตลอดเวลาตั้งแตเกิดจนตาย”
“แมถ นนเยาวราชจะกอ รา งจากขอเสนอของพระเจา บรมวงศเ ธอ เจาฟากรมพระยานริศรานวุ ดั ติวงศ (ขณะดํารง
พระอิสริยยศพระเจานองยาเธอ เจาฟากรมขุนนริศรานุวัดติวงศ เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการ) ตามแนวพระราชดําริใน
การสรา งถนนเพือ่ สง เสริมการคา ในพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา เจา อยหู ัว หากแทจ ริงชุมชนชาวจนี นีม้ คี วามเปนมา
ต้งั แตสมยั รัชกาลท่ี ๑ คร้ังสถาปนากรุงรัตนโกสนิ ทร และยา ยราชธานจี ากธนบุรีมายงั ฝง ตะวนั ออกของแมน้ําเจาพระยาแทน”
(ปราปต. ๒๕๕๗: ๓๙)
ไมป รากฏในยอหนา ผูเขียนกลาวถงึ ความเปนมาของถนนเยาวราชและชุมชนจีน
“เมื่อ ๖๐ ปกอนมีรานลอดชองมาเปดขายแถวเยาวราช โดยโดดเดนดวยลอดชองแสนหอมหวานท่ีเสิรฟมา
ในแกว กาแฟแบบโบราณ เกดิ กระแสปากตอปากจนโดง ดงั ไปทว่ั ซงึ่ ที่ต้งั ของรา นนนั้ อยหู นาโรงหนังเฉลมิ บุรี หรือ
ทเ่ี รียกติดปากกนั วา โรงภาพยนตรส งิ คโปร เปนที่มาของลอดชองหนาโรงหนังสงิ คโปร และตอ มาก็ลดทอนเหลือ
แคล อดชอ งสิงคโปร”
(โจบ องโก. ๒๕๕๖: ๔๙)
ไมป รากฏในยอ หนา ผูเ ขียนกลาวถงึ ทม่ี าของลอดชอ งสิงคโปร
๒. ใหผ เู รยี นคัดลอกขอ ความท่ีมีรูปแบบการเขยี นยอหนาตอไปนี้ พรอมระบแุ หลงทม่ี า
๒.๑ ใจความสําคญั (Main Idea) อยตู อนตนของยอ หนา
ระบขุ อ ความทมี่ ใี จความสําคญั (Main Idea) อยตู อนตน ของยอหนา
๒.๒. ใจความสาํ คัญ (Main Idea) อยูตอนทายของยอ หนา
ระบขุ อ ความทม่ี ใี จความสําคัญ (Main Idea) อยตู อนทายของยอหนา
๒.๓ ใจความสาํ คญั (Main Idea) อยูตอนกลางของยอ หนา
ระบุขอความท่มี ใี จความสําคญั (Main Idea) อยตู อนกลางของยอ หนา
๒.๔ ใจความสาํ คญั (Main Idea) อยูตอนตนและตอนทา ยของยอ หนา
ระบขุ อความท่ีมีใจความสําคญั (Main Idea) อยตู อนตนและตอนทายของยอหนา
๒.๕ ไมปรากฏใจความสําคัญ (Main Idea) ในยอหนา
ระบุขอความท่ีไมปรากฏใจความสําคญั (Main Idea) ในยอหนา
32
๗หนว่ ยท่ี การเขียนประเภทตา่ ง ๆ
กจิ กรรมสงเสรมิ การเรยี นรู
๑. ใหผเู รยี นแบง กลุม กลมุ ละ ๔–๕ คน ดูวีดิทัศนจากเร่อื งทีผ่ ูเ รยี นสนใจ จากนนั้ นาํ มาเขียนสรุปใจความสําคัญ
๒. ใหผูเรียนแบงกลุม กลุมละ ๓–๔ คน คนหาขอความท่ีเปนการเขียนอธิบาย และการเขียนบรรยาย แลวนําเสนอ
หนาชัน้ เรยี น
(อยูในดุลยพนิ จิ ของผสู อน)
คาํ ถามทา ยหนว ยการเรยี นรู
ตอนท่ี ๑ คําชแ้ี จง : จงตอบคําถามตอ ไปนี้
๑. การเขียนสรปุ ความมคี วามสําคญั ตอ การเรยี นและการดําเนินชวี ติ ของผเู รยี นอยางไร
ความสาํ คญั ตอการเรยี น : ระบคุ ําตอบ เชน เปนบนั ทกึ ชว ยจาํ ใหจ ดจําเน้ือหาในบทเรียนไดนานขึน้ สามารถใช
อานทบทวนกอนสอบได
ความสําคัญตอ การดาํ เนนิ ชีวิต : ระบคุ าํ ตอบ เชน เปนหลักฐานบันทกึ การอาน
๒. ผเู รียนมีข้นั ตอนการเขยี นสรปุ ความอยางไร ๒. บนั ทกึ ขอความสาํ คญั สน้ั ๆ
๑. อาน ดู หรือฟงเรือ่ งทจ่ี ะสรุปอยางนอ ย ๒ รอบ
๓. ลงมือเขยี นดวยภาษาของตนเอง
๓. การเขียนอธิบายมกี ปี่ ระเภท อะไรบาง
การเขียนอธิบายมี ๕ ประเภท ไดแก การเขยี นอธิบายดว ยการใหคํานิยามหรือจาํ กดั ความ การเขียนอธิบายดว ย
การเปรียบเทยี บ การเขยี นอธบิ ายดว ยการใหเหตผุ ล การเขยี นอธบิ ายดว ยการยกตัวอยา ง และการเขยี นอธิบายตาม
ลาํ ดับขนั้ ตอน
๔. การเขียนอธบิ ายกบั การเขยี นบรรยายแตกตา งกนั อยา งไร
การเขียนอธิบายเปนการเขียนเพื่อใหเกิดความรูความเขาใจ สวนการเขียนบรรยายเปนการเขียนเพ่ือถายทอด
เร่อื งราว
๕. หากผเู รยี นจะเขียนอธิบายวธิ กี ารซือ้ บตั รคอนเสิรต ผูเรยี นจะเลือกใชการเขยี นอธบิ ายประเภทใด
การเขยี นอธบิ ายตามลาํ ดบั ขนั้ ตอน เพราะการซอ้ื บตั รคอนเสริ ต มขี นั้ ตอนทม่ี รี ายละเอยี ดใหป ฏบิ ตั ติ ามทลี ะขนั้ ตอน
การเขยี นอธิบายตามลาํ ดบั ขั้นตอนจงึ เหมาะสมท่ีสุด
33
๖. หากผเู รยี นจะเขยี นโตแยงในประเดน็ ใดประเดน็ หนึง่ ผเู รยี นจะเลอื กใชการเขยี นอธบิ ายประเภทใด
การเขียนอธบิ ายดวยการใหเ หตุผล เพราะการเขยี นโตแ ยงจะตองประกอบดวยขอมลู และเหตุผล จึงจะเปน การ
โตแยง ทสี่ มเหตสุ มผล นา เช่ือถือ
๗. ผูเ รยี นมวี ธิ เี ลือกเรอื่ งทจ่ี ะเขยี นอธบิ ายอยา งไร
๑. เลอื กจากกลุมผูอ า น ผอู านคนละวยั ยอมสนใจเร่ืองท่แี ตกตางกนั เชน วยั รนุ ชอบเรอ่ื งทาทาย พาฝน
๒. เลือกจากความถนดั ของตนเอง เมือ่ เปนเร่อื งทีถ่ นัดยอ มเขยี นออกมาไดด แี ละนาสนใจ
๓. เลอื กจากสถานการณป จจบุ นั เรือ่ งที่เปน กระแสมกั ไดร บั ความสนใจจากคนท่ัวไป
๘. ผูเรยี นตอ งเขยี นอธิบาย เรื่อง “ประโยชนข องเพลงไทยสากล” ผูเรยี นจะวางโครงเรอ่ื งอยางไร
๑. ความหมายของเพลงไทยสากล
๒. ประเภทของเพลงไทยสากล
๓. ประโยชนของเพลงไทยสากล (ตอ ตนเอง ตอสงั คม ตอ ประเทศ)
๙. ขอควรคํานงึ ในการเขียนบรรยายทุกครัง้ คืออะไร
การใชภ าษาอยางตรงไปตรงมา ชัดเจน ผูอ านสามารถเขาใจไดทันที
๑๐. การอาน การฟง และการดูมีความสัมพนั ธก ับการเขยี นอยา งไร
เปน ทักษะการรบั สาร ทําใหเ กดิ ความรู ความเขา ใจและประสบการณตา ง ๆ เพือ่ ใชเ ปนขอมลู ในการเขยี นงาน
ของตนเอง เพราะการเขียนเปน ทกั ษะการสงั เคราะหจะตองนําความรทู ่ตี นมีมาเขียนถา ยทอดในแบบของตนเอง
ตอนท่ี ๒ คําชี้แจง : เขียน O รอบคําตอบท่ีถูกตองเพยี งคาํ ตอบเดยี ว
๑. ขอใดกลา วถึงการเขยี นสรุปความไดถ กู ตอง
ง. การเขียนสรุปความไมจ าํ เปนตองยกตวั อยางประกอบ
๒. การเขียนสรปุ ความหมายถงึ ขอ ใด
ก. การจบั สาระสาํ คญั ของเรอื่ งตาง ๆ
๓. ขอใดไมใชการเขยี นอธิบาย
ก. ศิรชัชเขยี นประวตั ขิ องนายชติ บรุ ทตั
๔. หากผเู รยี นจะเขียนโตแ ยง เร่ืองหนง่ึ ๆ นักเรียนควรเลอื กใชก ารเขยี นอธบิ ายประเภทใด
ข. การใหเ หตผุ ล
๕. หากผูเรยี นจะช้ีใหเ ห็นความแตกตา งระหวางพลแู ละชะพลู ควรจะใชก ารเขยี นอธิบายแบบใด
ค. การเปรียบเทียบ
34
๖. “ความเครียดในชีวิตประจําวันไมวาจะเปนเครียดเรื่องงาน เร่ืองเงิน หรือเรื่องสวนตัว และการรับประทานอาหาร
ไมต รงเวลา อกี ทง้ั ยงั รบั ประทานอาหารทมี่ รี สเปรยี้ วจดั และเผด็ จดั ลว นเปน สาเหตทุ ที่ าํ ใหเ กดิ โรคกระเพาะอาหารได
อาการเบอื้ งตน คอื ปวดทอ งทง้ั กอ นและหลงั รบั ประทานอาหาร บางรายกค็ ลน่ื ไสแ ละอาเจยี น หากไมไ ดร บั การรกั ษา
ทถ่ี กู ตองอาจทําใหปวดทองข้นั รุนแรงจนถึงกระเพาะอาหารทะลุได” จากขอ ความน้ีเปนการอธบิ ายประเภทใด
ข. การใหเ หตผุ ล
๗. “ราชพฤกษหรือคูนเปนไมยืนตนขนาดกลางที่มีความสูง ๑๐–๒๐ เมตร เปนไมท่ีพบไดท่ัวไปใน
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต ดอกออกเปนชอสีเหลืองในชวงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม
มลี ักษณะระยา คลายโคมไฟ” จากขอความน้เี ปน การเขยี นอธิบายประเภทใด
ก. การใหน ิยาม
๘. “เมืองไทยเปนเมืองผลไม แตละฤดูจะมีผลไมใหเลือกสรรอยางหลากหลาย ฤดูรอนมีทุเรียน
มะมวง ลูกหวา มะไฟ แตงโม ชมพู ลิ้นจ่ี ขนุน กลวยหอม ฤดูฝนมีกลวย ฝร่ัง สับปะรด
ลําไย นอยหนา สมโอ มะเฟอง มะยม สวนฤดูหนาวมีละมุด ออย สมเขียวหวาน องุน ชมพู
พทุ รา มะตมู ลกู ตาล” จากขอ ความนเี้ ปนการเขยี นอธิบายประเภทใด
จ. การยกตวั อยา งประกอบ
๙. ขอใดเรียงลาํ ดบั การเขียนอธบิ ายและบรรยายไดถ กู ตอ ง
ง. เลือกหัวขอ วางโครงเรือ่ ง เขียน ตรวจทาน
๑๐. ขอใดเปนการเขยี นบรรยาย
จ. นรนิ ทรเ ขยี นเลาการไปเท่ยี วจังหวดั เชียงใหมกับครอบครวั
ใบงานท่ี ๗.๑ เร่อื ง การเขยี นประเภทตา่ ง ๆ
คําช้ีแจง : ใหผ เู รียนเขยี นอธบิ ายความหมายและหลักการเขยี นแตละประเภทตอไปนี้
๑. การเขยี นสรุปความ
ความหมาย การจบั ใจความสําคัญ หรือสาระสําคญั จากสารผา นทกั ษะการฟง การดู หรือการอานใหค รบถวน
จากนั้นนาํ มาเรยี บเรยี งใหมโดยใชสาํ นวนของตนเองดว ยขอ ความทส่ี น้ั กระชับ ชดั เจน
หลักการเขียน
๑. จดขอความส้ัน ๆ ไวชว ยจํา
๒. นําขอ ความที่บันทึกไวม าเรียบเรียงใหมโ ดยท่ตี องมใี จความสาํ คญั อยูดว ย
35
๒. การเขยี นอธิบาย
ความหมาย การเขยี นใหผูอ ืน่ เขาใจในเน้อื ความนัน้ อยา งแจม แจง ชัดเจน และถูกตอ ง
หลักการเขยี น ๑. กาํ หนดจดุ มุง หมายในการเขยี นใหช ดั เจน
๒. เตรยี มเน้อื เร่อื งกอนการเขยี น
๓. เตรียมขอมูลที่จะเขียน
๔. เลอื กกลวธิ ใี นการเขยี นใหเหมาะสม
๕. เขยี นดวยภาษาที่เขาใจงา ย ชัดเจน
๓. การเขยี นบรรยาย
ความหมาย ลักษณะการเขยี นแบบบอกเลา เรอ่ื งราว ขอ เท็จจรงิ โดยใหผอู า นเขาใจความเปน มา
เสมือนกบั อยรู ว มในเหตกุ ารณน ้นั ดว ย
หลกั การเขยี น ๑. เลือกเร่อื งและกําหนดขอบเขตของเรอ่ื ง
๒. วางโครงเร่ือง
๓. เรยี บเรยี งดว ยภาษาทีก่ ระชับและชดั เจน
ใบงานที่ ๗.๒ เรอ่ื ง เขยี นสรุปความ เขียนอธิบาย และเขียนบรรยาย
คําชแี้ จง : ใหผูเรยี นคัดลอกขอความจากส่อื ตางๆ ที่เปน การเขียนตอไปน้ี
๑. การเขียนสรุปความ
ระบุขอความท่เี ปนการเขียนสรุปความ
๒. การเขยี นอธบิ าย
การเขียนอธิบายดว ยการใหนิยามหรอื คําจํากัดความ
ระบขุ อ ความทีเ่ ปนการเขยี นอธิบายดวยการใหน ยิ ามหรอื คําจํากัดความ
การเขียนอธิบายตามลําดบั ข้นั ตอน
ระบขุ อ ความทเ่ี ปนการเขียนอธบิ ายตามลําดบั ขน้ั ตอน
การเขียนอธบิ ายดวยการเปรียบเทยี บ
ระบุขอความท่ีเปนการเขียนอธิบายดวยการเปรียบเทยี บ
การเขยี นอธบิ ายดว ยการใหเหตุผล
ระบุขอ ความที่เปนการเขยี นอธิบายดวยการใหเ หตผุ ล
การเขียนอธิบายดวยการยกตัวอยาง
ระบุขอความทเ่ี ปนการเขียนอธบิ ายดว ยการยกตัวอยาง
36
๓. การเขียนบรรยายตามลําดับเวลา
ระบขุ อความท่เี ปน การเขยี นบรรยายตามลาํ ดับเวลา
๔. ผูเ รยี นอานขอความ แลว บอกประเภทของการเขยี นใหถูกตอ ง
“หลายคนมีปญหากล่ินปากทั้ง ๆ ท่ีดูแลความสะอาดของชองปากอยางดี อาจมีที่มาจาก “น่ิวทอนซิล” ซ่ึงมี
ลกั ษณะเปน กอ นสขี าวขนุ สเี หลอื งออ น ไปจนถงึ สเี ทาคลา้ํ ซอ นอยบู รเิ วณตอ มทอนซลิ ขา งใดขา งหนง่ึ หรอื ทง้ั สองขา ง
มีลกั ษณะสง กลน่ิ เหม็นรุนแรง ขนาดของนว่ิ ทอนซลิ ขน้ึ อยกู บั ขนาดชองวา งระหวา งตอ มทอนซลิ กับอวัยวะอนื่ ”
อธิบายดวยการใหเ หตผุ ล
“การทาํ ความดนี บั เปน สงิ่ ทค่ี นในสงั คมตอ งการและพงึ ปฏบิ ตั ติ อ กนั แตก ารทาํ ความดนี นั้ ควรเลอื กใหเ หมาะสมกบั
บุคคลและโอกาส หากเราทําความดีกับคนดี ลที่ไดตามมาก็ยอมดี แตหากทําความดีกับคนพาลหรือคนชั่ว
สกั วนั หนง่ึ เขาอาจจะยอ นกลับมาทาํ รา ยหรอื สรางความเดือดรอ นแกเ ราได ดังนิทานเร่ือง ลกู งพู ษิ กบั ศษิ ยห ัวด้ือ
ท่ีอาจารยเตือนศิษยวาถึงแมจะดูแลลูกงูพิษดีเทาไร วันหน่ึงลูกงูพิษจะยอนมาทํารายตน เม่ือเวลาผานไปก็เกิด
เหตุการณดังที่อาจารยกลา วไว”
อธิบายดวยการยกตัวอยาง
“ปลากระดูกแข็งทีม่ ขี นาดใหญที่สดุ ในโลก คือ โมลา โมลา (Mola Mola) หรอื Sunfish มคี วามยาวประมาณ
๑.๘ เมตร หนกั ประมาณ ๑ ตนั รปู รา งหวั มน ตวั แบนขา ง ดา นหลงั ไมม หี าง แตต ดั ตรงลงมา มคี รบี หลงั และครบี กน
ยาวใชวายนํา้ ”
. อธบิ ายโดยการใหนิยามหรอื คาํ จํากัดความ
“คนทุกคนสามารถเปนคนเกงไดในแบบของตนเอง เริ่มจากคนหาส่ิงที่ตนเองชอบหรือถนัดสิ่งน้ันมักจะทําไดดี
หรือโดดเดนกวาคนอ่ืน แนนอนวาแตละคนมีความชอบและถนัดแตกตางกัน ตอมาจึงหาแนวทางพัฒนาอยาง
ถูกตองจากผูรู ผูเชี่ยวชาญ หลังจากนั้นจึงฝกฝนและปฏิบัติจนเกิดเปนทักษะ ศึกษาความผิดพลาด และ
ขอบกพรองเพ่อื นําไปพัฒนาจนเกดิ เปน ความสามารถพิเศษตอ ไป”
อธบิ ายตามลาํ ดับข้นั ตอน
๕ เขียนสรุปความจากขอความตอ ไปนี้
อยใู นกบั ดลุ ยพนิ จิ ของผสู อน แตต อ งมใี จความสาํ คญั ของขอ ความ คอื ความโกรธ เปน เพลงิ โทสะทเ่ี ผาผลาญจติ ใจ
มนษุ ยทุกยุคทุกสมยั
37
๘หน่วยที่ การเขียนประวัตยิ ่อ การกรอกแบบฟอร์ม
และการเขยี นข้อความตดิ ตอ่ กจิ ธุระ
กจิ กรรมสง เสรมิ การเรยี นรู
๑. ใหผ เู รียนแบง กลมุ กลุมละ ๔–๕ คน คน หาตัวอยางของการเขยี นประวตั ิยอ การกรอกแบบฟอรม และการเขียน
ขอ ความติดตอกจิ ธุระอยางละ ๑ ชิ้น จากนัน้ นาํ มาวเิ คราะหวา ตัวอยา งทนี่ าํ มาใชหลกั การเขียนทเ่ี รียนไปหรอื ไม
และมีขอ ดขี อเสยี อยางไร
๒. ใหผ เู รียนแบงกลุม กลมุ ละ ๓–๔ คน สรุปความหมาย หลักการ และวิธกี ารเขียนประวัติยอ การกรอกแบบฟอรม
และการเขียนขอความติดตอ กจิ ธรุ ะตามท่เี รียนไป ในรปู แบบอินโฟกราฟก
(อยูในดุลยพินจิ ของผสู อน)
คําถามทา ยหนว ยการเรยี นรู
ตอนท่ี ๑ คําชแี้ จง : จงตอบคําถามตอไปนี้
๑. การเขยี นประวัติยอ มจี ดุ ประสงคหลักเพ่ืออะไร
การเขียนประวัติยอมีจุดประสงคหลักเพื่อนําเสนอประวัติ หรือขอมูลของตนเองใหแกบริษัทหรือหนวยงาน
ตาง ๆ นําไปใชใ นการคัดกรองคณุ สมบัตเิ บ้อื งตน ของผูเ ขียนกอ นท่ีจะเชญิ มาสัมภาษณ หรือคดั เลือกตอไป
๒. การเขียนประวัตยิ อ ควรแบงเนอื้ หาเปน ก่สี ว น อะไรบาง
การเขยี นประวตั ิยอ มกั แบงเน้ือหาเปน ๓ สว น คอื
๑. สวนหวั คอื ชอื่ –ทอี่ ยขู องผเู ขยี น วนั เดือนปท อ่ี อกจดหมาย ช่ือเรอ่ื ง และคําข้ึนตนจดหมาย
๒. สว นเนอ้ื ความ คอื เนอื้ หาของจดหมายที่ตองการส่ือใหผ ูรบั ทราบ
๓. สว นทาย คือ คําลงทาย ลายมือช่ือ ชื่อสกลุ ของผเู ขยี น
๓. “ขา พเจา มคี วามสามารถในการใชโ ปรแกรม Photoshop, Microsoft of fice : Word, Excel, PowerPoint ไดอ ยา งดี
และสามารถส่ือสารภาษาอังกฤษและภาษาจีนไดในระดับดี” ขอความนี้ควรอยูในสวนใด ยอหนาใดของการเขียน
ประวตั ยิ อ
ขอ ความขา งตน ควรอยใู นสว นท่ี ๒ เนอ้ื ความ ยอ หนา ท่ี ๒ ในสว นทเี่ กย่ี วกบั ประวตั แิ ละความสามารถของผเู ขยี น
จดหมาย
๔. แบบฟอรมคอื อะไร จงอธบิ าย
แบบฟอรม คอื เอกสารท่ีหนวยงานตาง ๆ จดั เตรียมไวเ พอ่ื ใหผ ูม าติดตอ กรอกเพือ่ แจง ขอ มูลหรอื ความประสงค
ทตี่ อ งการตดิ ตอ
38
๕. องคประกอบของแบบฟอรม มีก่สี ว น อะไรบาง
๑. สว นหัวกระดาษ ประกอบดวยขอมูลทว่ั ไป เชน ชือ่ หนว ยงาน คําชีแ้ จง หรือขอ ความท่ีระบวุ าเก่ยี วขอ งกบั
ใครหนวยงานใด อยางไร เมื่อใด
๒. สวนเน้ือหา เปนสวนท่ีผูเขียนตองกรอกขอมูล ซ่ึงอาจจะอยูในรูปแบบของตาราง หรือตัวเลือกตาง ๆ ให
ผูเขยี นกรอก หรอื ทําเคร่ืองหมาย
๓. สว นทา ยกระดาษ ประกอบดวยลายมือช่ือผกู รอก และลายมอื ชอ่ื ผูที่เกีย่ วขอ ง
๖. เหตใุ ดเราจงึ ตอ งตงั้ ใจกรอกแบบฟอรม ใหถกู ตอ ง เรยี บรอ ย และครบถวนสมบรู ณ
เน่ืองจากขอมลู สวนใหญทก่ี รอกมักถกู เก็บไวเปน หลักฐาน หรือนาํ ไปใชบ ันทึกขอมลู ตาง ๆ ทีเ่ ปน ประโยชนต อ
ผูเขียนเอง
๗. แบบฟอรม ที่ใชเปนหลักฐานและแบบฟอรมที่ใชในการประเมนิ ผล มีความแตกตางกันอยางไร
ดานจุดประสงคของการสรางแบบฟอรม คือ แบบฟอรมท่ีใชเปนหลักฐานถูกสรางขึ้นเพ่ือใชเปนหลักฐานใน
การตดิ ตอสอ่ื สารเพื่อใหร ายละเอียดตา ง ๆ สวนแบบฟอรม ท่ีใชใ นการประเมนิ ผลถกู สรา งข้นึ เพอ่ื สํารวจความคิดเหน็
ความพึงพอใจตาง ๆ ตามท่ีหนวยงานน้ันๆตอ งการ
๘. การเขยี นขอ ความตดิ ตอ กจิ ธรุ ะมกั ใชในการส่ือสารกบั ใคร และเพ่ืออะไร
การเขียนขอ ความตดิ ตอกจิ ธรุ ะมกั ใชก บั การส่ือสารกบั บุคคล องคกร หรอื หนว ยงานตา ง ๆ เพอ่ื ใชบ ันทกึ ขอ มูล
หรือเปนหลกั ฐานในการสือ่ สาร
๙. การใชภาษาในการเขยี นขอความติดตอกจิ ธุระควรคํานึงถงึ เร่อื งใดเปนหลกั
การใชภาษาในการเขียนติดตอกิจธุระควรคํานึงถึงระดับภาษาเปนหลัก เนื่องจากเปนการติดตอท่ีคอนขางเปน
ทางการ ดงั น้ัน การใชภาษาควรใชภ าษาในระดับทางการหรือกึ่งทางการ และควรเขียนใหส ัน้ กระชบั และเขา ใจงาย
๑๐. “ดิฉันนางสาวสุดใจ ปนแกว จะขออนุญาตเขาพบอาจารยในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธน้ี หากอาจารยไมสะดวกในวัน
ดงั กลา ว กรุณาตดิ ตอกลับดวยคะ” ขอ ความน้ีเหมาะสมหรอื ไม อยา งไร จงอธิบาย
ไมเหมาะสม เนอ่ื งจากใชระดับภาษาไมถกู ตองและไมเหมาะสมกับบุคคล และเนื้อความไมค รบถวน ทําใหก าร
ติดตอ ส่อื สารไมป ระสบความสําเร็จ
39
ตอนที่ ๒ คําช้แี จง : เขียน O รอบคําตอบที่ถกู ตอ งเพียงคําตอบเดยี ว
๑. การเขยี นประวตั ยิ อมกั ใชคําขึน้ ตนและคําลงทา ยจดหมายแบบใด
ก. ขนึ้ ตนดวย “เรยี น” ลงทายดว ย “ขอแสดงความนบั ถือ”
๒. การเขยี นประวตั ิยอ สว นทีเ่ ปน เนื้อหายอหนา ใดที่ควรมีการขออนญุ าตผูอื่นกอ นการเขยี น
ค. ยอหนา ทส่ี าม
๓. สงิ่ สาํ คัญทีส่ ุดทค่ี วรคํานึงถึงการเขยี นประวตั ยิ อ คือขอใด
ข. ตอ งเขียนดว ยขอมูลท่เี ปนจริงเสมอ
๔. การเขียนลายมือชอื่ ของผูกรอกทีส่ ว นทายของแบบฟอรม มีความสาํ คัญอยางไร
ข. เพอื่ แสดงความจรงิ ใจในการเขียนแบบฟอรม
๕. “ขอพักการเรยี น” ขอ ความขา งตนควรอยใู นสวนใดของแบบฟอรม
ก. สว นหวั กระดาษ
๖. “แบบสาํ รวจความพึงพอใจตอ การใชบ ริการของสว นวดั ประเมินผล” ถือเปน แบบฟอรม แบบใด
จ. แบบฟอรม ทใ่ี ชใ นการประเมนิ ผล
๗. การเขยี นขอ ความตดิ ตอ กจิ ธุระผเู ขียนควรใชภาษาระดับใดในการเขียน
ง. ภาษาระดบั ทางการ
๘. ขอ ใดไมอ ยูในหลกั การเขียนขอ ความตดิ ตอกิจธุระ
จ. การทดลองสง
๙. การเขยี นขอความติดตอ กิจธุระไดดจี ะเกิดผลดอี ยางไร
ก. ทําใหก ารตดิ ตอ สื่อสารสําเรจ็ ลลุ วงไดดว ยดี
๑๐. สง่ิ ท่ีควรคํานงึ ถงึ มากที่สดุ ในการเขียนประวตั ิยอ การกรอกแบบฟอรม และการเขยี นขอความตดิ ตอ กจิ ธรุ ะ คือขอ ใด
ข. ตองเขียนดวยขอมลู ท่ีถูกตอง
40
ใบงานที่ ๘.๑ เรอ่ื ง ความหมายของงานเขยี น
คาํ ช้แี จง : จงอธบิ ายความหมายของงานเขียนทก่ี าํ หนดให
๑. การเขียนประวัตยิ อ
เปนการส่อื สารประเภทหนง่ึ เพ่ือใหผ ูอานประจกั ษใ นคุณสมบตั แิ ละผลงานของผเู ขียน เพ่ือนําไปใชเ ปนขอ มูล
ในการพิจารณาความสามารถของผูเขยี น อันเปน ประโยชนต อ การสมคั รงาน สอบคัดเลอื ก หรือขอทุนการศกึ ษา
หากผูเ ขียนสามารถแสดงรายละเอยี ดไดช ัดเจน และครบถว น ก็จะชว ยใหก ารส่ือสารน้นั เกิดประสิทธภิ าพมากขึ้น
๒. การกรอกแบบฟอรม
เปนรูปแบบการเขยี นประเภทหน่ึงทีใ่ ชใ นการติดตอสอ่ื สาร ในหนว ยงาน หรือองคกรตา ง ๆ พมิ พเ ตรยี มไวเ พือ่ ให
ผูมาติดตอแจง ขอมลู สารสนเทศของตน รวมทง้ั แจงจุดประสงคทตี่ องการ ดังนั้น ผูก รอกแบบฟอรม จงึ ตอ งทําความ
เขา ใจขอ มลู หรือสารน้นั ใหด เี สยี กอ น จงึ จะทําใหบรรลวุ ตั ถปุ ระสงคใ นการสอ่ื สาร
๓. การเขยี นขอความติดตอ กจิ ธรุ ะ
เปนการถา ยทอดขอ มลู ความคดิ ความตอ งการอันเปนกิจธรุ ะของผูสง สารในการตดิ ตอ กับบคุ คล หรือหนว ยงาน
ตา ง ๆ ฉะนัน้ ผูเ ขียนจาํ เปนตองศึกษา และทําความเขาใจในเรอื่ งของการใชภ าษาใหถกู ตอ งเสยี กอ น จงึ จะเกิดประโยชน
ในชวี ิตประจาํ วนั ของผูเขยี น
ใบงานท่ี ๘.๒ เร่อื ง การเขียนประวตั ยิ อ
การกรอกแบบฟอรม และการเขยี นขอ ความตดิ ตอกิจธรุ ะ
คาํ ชี้แจง : จงทาํ กิจกรรมตอ ไปน้ี
๑. จงเขียนประวตั ิยอเพ่ือสมัครงานในตาํ แหนงพนักงานบัญชี บรษิ ทั ออฟฟศ จาํ กดั โดยมีกาํ หนดคุณสมบัติ ดังน้ี
- ปรญิ ญาตรดี านการบัญชี
- มีประสบการณดา นบัญชี
- มีความรใู นดา นของบญั ชีและกฎหมายภาษอี ากรทีเ่ ก่ียวขอ ง
- มคี วามชํานาญในโปรแกรม Microsoft Excel
41
๒๗ มกราคม ๒๕๖๒ ปติ สขุ สม
๓/๑๘ ถ.เอกชยั อ.เมือง
จ.สมทุ รสงคราม ๗๕๐๐๐
[email protected]
โทรศพั ท ๐๘-๐๔๔๔-๗๘๙๐
เรื่อง ขอสมคั รงาน
เรียน ผูจัดการฝา ยบุคคล บริษัท ออฟฟศ จาํ กดั
สงิ่ ทส่ี งมาดวย ๑. รูปถา ย ๒ นวิ้ ๑ รปู
๒. สําเนาใบแสดงผลการเรยี น ๑ ฉบบั
๓. สาํ เนาใบรบั รองการฝกงาน ๑ ฉบับ
ตามทที่ า นไดล งประกาศหนงั สือพมิ พศ รไี ทย ฉบับวันท่ี ๑๕ มกราคม ๒๕๖๒ วา ทางบริษัทเปดรับสมัครพนกั งาน
ตาํ แหนง พนกั งานบัญชี ๑ ตําแหนง กระผมมคี วามสนใจ และคิดวามีคุณสมบัตติ รงกบั ทีท่ างบริษัทระบไุ ว จงึ ขอสมัครงาน
และเขา รบั การพิจารณาบรรจุในตําแหนงน้ี
กระผมนายปติ สุขสม อายุ ๒๓ ป สําเรจ็ การศกึ ษาระดับปรญิ ญาตรี สาขาการบญั ชี คณะพาณิชยการและการ
บัญชี จากมหาวทิ ยาลยั นวัตราภรณและในระหวา งการศึกษากระผมไดเขา รวมกจิ กรรมอนั เปน ประโยชนตอ การปฏิบัตงิ าน
คอื เปนเหรญั ญิกชมรมวรรณศลิ ป ซง่ึ ชวยใหกระผมไดเ รียนรูการทาํ งานดา นการคดิ บญั ชี บริหารจดั การเงินเขา ออก ซ่ึงจะ
ชวยใหทาํ งานในตาํ แหนงนไ้ี ดอยา งมปี ระสทิ ธิภาพมากขน้ึ
นอกจากนก้ี ระผมเคยผานการฝก งานในตําแหนง ผูชวยพนักงานบัญชี เปน ระยะเวลา ๔ เดอื น และมีความสามารถ
ใชโปรแกรม Micrisoft Office : Word, Powerpoint, Excel ไดเ ปนอยางดี ตลอดจนสามารถส่อื สารภาษาองั กฤษทงั้ ดาน
การฟง การพดู การอา น และการเขยี นไดในระดบั ดี
ทัง้ น้ีทานสามารถสอบถามประวตั สิ วนตัว ความประพฤติ และการฝกงานของกระผมไดท ี่ อาจารยกนก ชยั เจริญ
อาจารยป ระจําสาขาวชิ าการบญั ชี คณะพาณิชยการและการบญั ชี มหาวิทยาลยั นวัตราภรณ หมายเลขโทรศพั ทมอื ถอื
๐๘-๑๗๘๙-๕๔๕๕
ดวยเหตุน้ีกระผมจึงมีความมั่นใจเปนอยางมากวากระผมสามารถปฏิบัติงานในตําแหนงพนักงานบัญชีไดดี
กระผมหวังเปนอยา งยิง่ วาจะไดร บั การพิจารณาและการตดิ ตอจากบริษทั ของทานเพือ่ สัมภาษณในรายละเอียดตา ง ๆ ใน
เร็ววนั น้ี จึงเรียนมาเพ่อื โปรดพจิ ารณา และขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้
ขอแสดงความนบั ถอื
ปต ิ สขุ สม
(นายปติ สุขสม)
42
๒. กรอกแบบฟอรม ลาปวย/ลากจิ ตอไปน้ีใหถกู ตอ ง
ใบลาปว ย/ลากจิ
เรียน อาจารยท่ปี รกึ ษา/อาจารยป ระจาํ วชิ า วันท ๑๕ เดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ดว ยขาพเจา นาย ปติ สุขสม เลขประจาํ ตัวนกั เรยี น ๑๕๔๓๗๐๒
สาขาวิชา การบัญชี ระดบั ปวช ชั้นปท ่ี ๑ ขอลา ✓□ ปว ย □ กจิ
เน่ืองจาก ทองเสยี อยางรุนแรง .
ตัง้ แตวนั ที่ ๑๓ เดอื น มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒ ถึงวนั ท่ี ๑๔ เดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒
จงึ เรยี นมาเพอื่ โปรดทราบ และขออนุญาตลาหยุด
ขอแสดงความนับถือ )
ปติ สขุ สม
( นายปต ิ สขุ สม
ขอรับรองวาใบลาฉบับนี้เปนความจรงิ ทกุ ประการ ลงช่อื ดี ใจ สขุ สม
( นายดีใจ สุขสม
)
ผูปกครอง
๓. จงเขยี นขอความตดิ ตอ กิจธรุ ะนัดหมายอาจารยพชั นี ชูใจสวย เพอื่ ขอคําปรกึ ษาดา นการเรียน
เรียน อาจารยพัชนี ชใู จสวยทีเ่ คารพ
กระผมนาย ปต ิ สขุ สม เปนนกั เรยี นสาขาวชิ าการบัญชี ชน้ั ปวช.๑ จะขออนุญาตเขา พบอาจารยเ พ่อื ปรกึ ษา
เร่ืองการเรยี นในปต อ ไป ในวนั ท่ี ๑๕ มกราคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ หองทํางานของอาจารย หากอาจารยไมส ะดวก
ใหเขา พบในวันและเวลาดังกลา ว ขอความกรณุ าตดิ ตอกลบั ทหี่ มายเลข ๐๘-๑๙๕๗-๓๖๐๘ ดว ยครบั
ขอบพระคณุ ครับ
นายปติ สขุ สม
๑๑ มกราคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๑.๐๐ น.
43
๙หน่วยที่ การเขียนรายงานเชิงวิชาการ
และการเขยี นโครงการ
กจิ กรรมสง เสริมการเรยี นรู
๑. ใหผ เู รยี นแบง กลมุ กลมุ ละ ๓–๔ คน คน หาตวั อยางรายงานเชิงวิชาการจากอนิ เทอรเนต็ จํานวน ๑ เร่อื ง จากน้ัน
ใหว เิ คราะหรายงานชนิ้ น้ัน ในแงของความถกู ตองของการเขียน ประโยชนท ี่ไดร ับจากการศึกษารายงาน และขอ ดี
ขอเสยี ของรายงานเร่ืองนนั้
๒. ใหผูเรียนแบงกลุม กลุมละ ๕–๖ คน เขียนโครงการที่จะชวยพัฒนาโรงเรียนของตนเอง และออกมานําเสนอ
หนา ชั้นเรยี น
(อยูในดุลยพินิจของผูสอน)
คําถามทายหนว ยการเรียนรู
ตอนท่ี ๑ คาํ ช้แี จง : จงตอบคําถามตอไปน้ี
๑. การเขยี นรายงานเชิงวิชาการมีจดุ ประสงคหลกั เพอ่ื อะไร
การเขียนรายงานเชิงวิชาการมจี ุดประสงคหลกั เพ่อื เรยี บเรียงขอมลู หรือผลที่มาจากการศึกษาคน ควา ทาง
วิชาการอยา งเปนระบบเพอ่ื เผยแพรตอ ไป
๒. การเขียนอา งอิงคืออะไรและมคี วามสําคญั อยา งไร
การเขียนอา งอิง คอื การบอกแหลงท่ีมาของขอมูลหรือขอความที่ยกมาสนบั สนนุ ความคดิ ของผเู ขียน มีความ
สําคญั คอื จะทําใหงานของผเู ขยี นมีความนา เช่อื ถอื และเปน การใหเ กียรติแกเจาของผลงานผูค น ความากอน
๓. การวางแผนจดั ทาํ รายงานมกี ่ขี น้ั ตอน อะไรบา ง
การวางแผนจัดทํารายงาน มี ๕ ขั้นตอน คือ
๑. การเลอื กเรอ่ื งทาํ รายงาน ทส่ี อดคลอ งกบั เนอื้ หาวชิ าเรียน
๒. การวางแผนจดั ทํารายงาน เพอ่ื ใหเ กดิ ความผิดพลาดนอยท่ีสุด
๓. การวางโครงเรอ่ื ง เพือ่ จะไดเหน็ ความสมั พันธข องเนื้อหาในภาพรวม
๔. รวบรวมขอ มลู และจดั ทํารายงาน คนหาขอมลู จากแหลงตา ง ๆ เลือกขอมลู ทีน่ าเชื่อถือ
๕. การเรียบเรียงขอ มูลจัดทําเปนรายงานนาํ ขอ มูลมาเรียบเรียงโดยใชส าํ นวนภาษาของตนเอง
.
44
๔. สวนเนอื้ หาของรายงานควรแบงออกเปน ก่ีสวน และแตล ะสว นมีลกั ษณะอยา งไร
เนอ้ื หาของรายงานควรแบงออกเปน ๓ สว น คือ บทนํา เนอ้ื หา บทสรปุ โดย
บทนาํ เปน การกลา วถึงเหตผุ ลท่ีมา วัตถุประสงคในการทาํ รายงานน้ีเพื่อใหผ อู านเขาใจในเบอ้ื งตน กอ น
เนอ้ื หา เปน สง่ิ ทผี่ เู ขยี นตอ งการนาํ เสนอหรอื เปน สาระสาํ คญั ของเรอ่ื งทที่ าํ รายงาน หากมปี รมิ าณมากควรแบง เปน
บทและหัวขอเพ่ือใหผูอานเขาใจไดง า ยขน้ึ
บทสรุป เปนบทท่ีผูเขียนใชในการสรุปเนื้อหาที่ไดศึกษาคนความา อาจมีการอภิปรายหรือใหขอเสนอแนะ
ในการศึกษาเพมิ่ เติม ทาํ ใหผูอา นเหน็ ภาพรวมของเนอ้ื หาไดช ดั เจนข้นึ
๕. การอา งองิ ในเน้ือหาและการอา งอิงในสว นทาย มคี วามแตกตางกันอยางไร
การอางอิงในเนื้อหาเปนการอางอิงท่ีปรากฏอยูในเน้ือหาหรือขอเขียนท่ีผูเขียนรายงานคัดลอกมาจากงาน
เขียนอน่ื ๆ ที่ไดศกึ ษาไวแลว โดยจะระบชุ ื่อผแู ตง ปทีต่ พี ิมพห นงั สือ และเลขหนาทีข่ อความทีค่ ดั ลอกมาปรากฏอยู
สว นการอา งอิงในสวนทาย จะเปนการรวบรวมรายการอางองิ ทีป่ รากฏอยใู นรายงานท้งั หมด โดยจะมีความละเอยี ด
มากกวา การอา งอิงในเนอ้ื หา เพราะจะระบุท้ังช่ือผแู ตง ปท่ีตีพิมพ ชือ่ หนงั สอื ครงั้ ที่ตีพมิ พ เมอื งท่พี ิมพ สํานักพิมพ
เพอื่ เปนประโยชนในการคน ควา เพ่ิมเตมิ ของผทู ่ีศกึ ษา
๖. การเขียนโครงการมีกอ่ี งคประกอบ อะไรบา ง
มี ๑๒ องคประกอบ คอื
๑. ชือ่ โครงการ ๒. หนว ยงานท่รี บั ผดิ ชอบ ๓. ผรู บั ผิดชอบโครงการ
๔. หลกั การและเหตผุ ล ๕. วตั ถุประสงค ๖. เปา หมายหรือตัวชว้ี ดั ความสาํ เร็จ
๗. ระยะเวลาในการดาํ เนินงาน ๘. สถานที่ดําเนินงาน ๙. ผเู ขา รว มโครงการ
๑๐. แผนการดําเนินงาน ๑๑. งบประมาณ ๑๒. ผลทคี่ าดวาจะไดร บั
๗. การกําหนดวตั ถปุ ระสงคของโครงการมีความสาํ คัญอยา งไร และควรเขียนดว ยภาษาแบบใด
การกําหนดวัตถุประสงคมีความสําคัญในการกําหนดเปาหมายวาจะจัดโครงการข้ึนเพ่ืออะไรควรเขียนใหเขาใจ
งา ย ชัดเจน และมไี มมากเกนิ ไป
๘. ผลทีค่ าดวาจะไดรบั ของโครงการควรเขียนใหสอดคลองกบั องคป ระกอบใดของโครงการ
ผลทค่ี าดวา จะไดร ับควรเขยี นใหสอดคลอ งกบั วตั ถปุ ระสงคของโครงการ เนอ่ื งจากเปนสง่ิ ทผี่ จู ัดตอ งการใหเ กดิ
กบั ผเู ขารว มเมอื่ โครงการนี้จบลง
๙. “ในการเขา รว มอบรมครง้ั นีร้ อยละ ๘๐ ของผูเขารว มโครงการสามารถเขยี นจดหมายกจิ ธุระเปน ภาษาอังกฤษได”
ขอความน้เี ปนสวนใดของโครงการ เพราะอะไร
เปนสวนเปาหมายของโครงการเนื่องจากมีการกําหนดเปาหมายหรือตัวช้ีวัดเปนจํานวนรอยละเพ่ือใหทราบได
อยางชัดเจนวาการจดั ทําโครงการในคร้ังนปี้ ระสบความสาํ เรจ็ ตามเปา หมายท่ีตง้ั ไวห รือไม
45
๑๐. หลักการและเหตุผลของโครงการมคี วามสาํ คัญอยางไร และเหตุใดจงึ ตองระบุลงในโครงการ
หลักการและเหตุผลของโครงการมีความสําคัญในสวนท่ีทําใหผูอานโครงการรูท่ีมาและความจําเปนที่ตองจัด
โครงการนี้ขึ้นมา ซึ่งการระบุหลักการและเหตุผลของการจัดโครงการลงในโครงการก็เปนไปเพ่อื ใหเหน็ ถงึ ความ
จําเปน และความสอดคลอ งของโครงการท่ีมตี อหนวยงานหรือองคก ร ทําใหเ ขา ใจในโครงการไดด ีข้นึ
ตอนท่ี ๒ คําชแี้ จง : เขียน O รอบคําตอบที่ถกู ตองเพียงคาํ ตอบเดียว
๑. ขอใดไมใ ชแ หลงขอมูลทเ่ี หมาะสมในการคนควา เพ่อื นาํ มาเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการ
ง. การสรปุ เอาเอง
๒. ขอใดไมใ ชจ ุดประสงคข องการเขยี นรายงานเชงิ วชิ าการ
ก. เพือ่ แสดงหลักฐานของขอ ความที่ยกมาแสดง
๓. ใครปฏบิ ตั ิไมถูกตอ งตามหลกั การเขียนรายงานเชิงวชิ าการ
จ. มีนาคัดลอกขอ มลู ของผูอน่ื มาใชโดยไมใสบรรณานกุ รม
๔. การอา งองิ ในสวนทายขอใดเขยี นถกู ตอ ง
ข. ช่อื ผูแตง ./(ปทีพ่ มิ พ) ./ชอ่ื หนังสือ./ครั้งท่พี มิ พ. /เมอื งท่ีพิมพ: /สาํ นักพิมพ.
๕. ขอใดไมจ าํ เปน ตองมใี นการเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ
ง. ภาคผนวก
๖. ขอใดคอื ความหมายของโครงการ
ก. แผนการดําเนนิ กจิ กรรมทมี่ รี ายละเอียดชัดเจน
๗. ขอ ใดเรียงลาํ ดบั องคประกอบของโครงการถูกตอง
จ. ชื่อโครงการ-หลกั การและเหตุผล-วตั ถปุ ระสงค-เปา หมาย-ผลที่คาดวา จะไดรับ
๘. “เพ่ือพัฒนาทักษะดา นการใชโปรแกรมคํานวณบัญชอี ตั โนมตั ิ” ขอความนเี้ ปนสวนใดของโครงการ
ข. วัตถุประสงคของโครงการ
๙. ชือ่ โครงการขอใดเหมาะสมท่ีสุด
ง. โครงการสง เสริมทักษะการใชโ ปรแกรมคาํ นวณบญั ชีอตั โนมตั ิ
๑๐. ขอ ใดไมใชประโยชนข องการเขียนโครงการ
ค. ทาํ ใหของบประมาณไดม ากขึน้
46
ใบงานท่ี ๙.๑ เร่อื ง ความหมายของงานเขยี น
คําชแ้ี จง : จงอธิบายความหมายของงานเขียนทก่ี ําหนดให
๑. การเขยี นรายงานเชิงวชิ าการ
การเขยี นรายงานเชงิ วิชาการ หมายถงึ การเขยี นเรยี บเรียงขอ มูลผลจากการศกึ ษาคน ควา เร่ืองทางวิชาการดว ย
วธิ กี ารใดวิธกี ารหน่งึ อยา งเปนระบบ เชน การศกึ ษาจากตาํ ราเอกสาร การสํารวจ หรือการสัมภาษณ โดยใชภาษาที่
เปน ทางการ หรอื ภาษาวชิ าการในการสอ่ื ความหมาย ทงั้ นผี้ เู ขยี นควรมกี ารวเิ คราะหข อ มลู และนาํ เสนอความคดิ เหน็
ทีน่ าสนใจ และเปนประโยชนต อผอู านดว ย
๒. การเขยี นโครงการ
การเขียนโครงการ คือ การเขียนเพ่ือนําเสนอแผนการทํางาน หรือการจัดกิจกรรมตาง ๆ เพื่อตอบสนอง
วัตถุประสงคการพัฒนาคน พัฒนางานใหมีประสิทธิภาพมากข้ึน การเขียนโครงการจึงเปรียบเสมือนพิมพเขียวท่ีให
หวั หนา งาน หรือผมู ีอํานาจพจิ ารณาตดั สินขออนุมตั ิการดําเนินงานโครงการและนําไปสกู ารปฏบิ ัตไิ ด
ใบงานที่ ๙.๒ เรอื่ ง เขยี นรายงานและโครงการ
คาํ ช้ีแจง : เขียนอา งอิงในสว นทายของแหลง ขอมูลกาํ หนดใหตอไปนใ้ี หถูกตอ ง
ชือ่ เรอื่ ง ทางโลก ผูแ ตง วรพจน พันธพุ งศ พมิ พครงั้ แรก กมุ ภาพนั ธ ๒๕๕๒ สาํ นักพมิ พ โอเพนบกุ ส กรุงเทพฯ
วรพจน พันธพุ งศ. (๒๕๕๒). ทางโลก. กรุงเทพฯ: โอเพนบุกส.
บทความพระอภยั มณ:ี มณแี หงวรรณคดีไทย ผแู ตง ชลดา เรอื งรกั ษล ิขิต ลงในวารสารราชบัณฑิตยสถานปท่ี ๓
ฉบบั ที่ ๓๐ ประจาํ เดอื น กรกฎาคม–กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๔๘ หนา ๗๖๔–๗๘๔
ชลดา เรืองรักษล ขิ ติ . (๒๕๔๘). “พระอภยั มณ:ี มณแี หงวรรณคดีไทย”. วารสารราชบณั ฑิตยสถาน, ๓
(๓๐), ๗๖๔–๗๘๔.
กรมสรรพากร ภาษีเงนิ ไดบ ุคคลธรรมดา เขยี นเมือ่ ๔ กมุ ภาพันธ ๒๕๖๒ สืบคนเม่อื ๑๖ กุมภาพันธ ๒๕๖๒
จาก http://www.rd.go.th/publish/27860.0.html
กรมสรรพากร. (๒๕๖๒).ภาษเี งินไดบ ุคคลธรรมดา. ๑๖ กุมภาพนั ธ ๒๕๖๒. http://www.rd.go.th/
publish/27860.0.html
47
ห๑น่ว๐ยที่ การพดู
กจิ กรรมสง เสริมการเรียนรู
๑. ใหผูเรียนแบงกลุม กลุมละ ๕-๘ คน ใหแตละกลุมอภิปรายแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสําคัญของการพูด
และประโยชนของการพูด แลว สงตัวแทนออกมานาํ เสนอผลการอภิปราย
๒. กําหนดใหผเู รียนไปฟงการพูดหรือการบรรยายในสถานทตี่ า ง ๆ แลว เขียนวจิ ารณการพดู ของบุคคลนั้น ๆ
๓. กําหนดใหผูเรียนแตละคนเตรียมหัวขอเลาประสบการณหรือเหตุการณท่ีประทับใจ เพ่ือมาเลาใหเพ่ือนฟง
คนละ ๕ นาที
(อยูในดุลยพินจิ ของผสู อน)
คาํ ถามทายหนวยการเรยี นรู
ตอนท่ี ๑ คําชี้แจง : จงตอบคําถามตอไปนี้
๑. ผูพ ดู คือใคร
ผูพดู คือ ผูท่สี ง สาร หรือสือ่ สารโดยการถายทอดเรื่องราวหรอื สารใหผ ูฟงไดร ับรู
๒. เรอ่ื งทพี่ ดู คอื อะไร
เรอ่ื งราวท่ีผพู ดู ถา ยทอดออกมาผานทัง้ วัจนภาษาและอวัจนภาษา ซ่งึ เปนเรอื่ งราวทอี่ ยูใ นความสนใจของผูฟง
๓. บคุ คลในอาชีพใดบางทม่ี โี อกาสเปนผูพดู มากกวา ผูฟ ง
วทิ ยากร ครู อาจารย ทนาย พนกั งานขายของ
๔. เครือ่ งมอื ทใี่ ชถ า ยทอดสารของมนุษยมอี ะไรบาง
เครื่องมอื ทใ่ี ชใ นการถา ยทอดสาร ไดแก ภาษาทีเ่ ปนทง้ั วจั นภาษา คอื ถอ ยคาํ และอวัจนภาษา คือ การ
แสดงออกทางดานทา ทาง สายตา น้ําเสียง รวมถงึ อุปกรณท ใ่ี ชประกอบการพูด เชน ไมโครโฟน คอมพวิ เตอร ส่ือ
Powerpoint แผนภูมิ
๕. สง่ิ ที่แสดงใหเ หน็ วาผฟู งมคี วามรู ความเขาใจ ความพึงพอใจจากเรอื่ งท่ีฟง คอื อะไร
ปฏิกริ ิยาตอบสนอง (feedback) ทผ่ี ูฟงแสดงออก เชน การแสดงทา ทีเหน็ ดวย ไมเหน็ ดว ย ชนื่ ชม ดีใจ เสยี ใจ
๖. การเตรยี มตัวในการพดู สงิ่ แรกทตี่ องทาํ คอื เรอ่ื งใด
การเตรียมตัวผพู ูด โดยเนนท่กี ารเตรยี มบุคลกิ ภาพ ท้ังบคุ ลิกภาพภายนอก และบุคลกิ ภาพภายใน
48
๗. สงิ่ ใดบางท่เี รียกวา “บคุ ลกิ ภาพภายใน”
บุคลกิ ภาพภายใน ไดแ ก
๑. ลักษณะทางจิตใจ เชน อุปนสิ ยั ความคดิ ทัศนคตใิ นการมองโลก
๒. ลกั ษณะทางอารมณ เชน ความสามารถในการควบคมุ อารมณแ ละพฤตกิ รรมตา ง ๆ
๓. ลกั ษณะทางสงั คม เชน การมีมนษุ ยสัมพนั ธ การปรับตัว
๔. ลักษณะทางปญ ญา เชน ความเฉลียวฉลาด
๘. ขนั้ ตอนสุดทายของการฝก พูดคอื อะไร
ขน้ั ตอนสดุ ทา ยในการฝก พดู คอื การประเมนิ ผล รวบรวมขอ บกพรอ งในการพดู ผพู ดู ตอ งวเิ คราะห และประเมนิ ผล
หลงั จากนน้ั ควรฝก ซอ ม โดยแกไขขอ บกพรองตาง ๆ
๙. หากเปน การประกวดพดู เม่อื เดนิ ขึ้นเวทีไปยังจุดท่จี ะพูดควรทาํ ส่งิ ใดกอน
ผพู ดู จะตอ งหยดุ เลก็ นอ ย และทาํ ความเคารพกรรมการ กอ นจะมองผฟู ง ยม้ิ แยม แจม ใส และยนื ดว ยทา ทสี บาย ๆ
วางเทา ใหเ หมาะสม
๑๐. บอกประโยชนในการพูดอยางนอ ย ๓ ขอ
๑. เปนเครือ่ งมือสรางมนุษยสมั พนั ธก ับบุคคลทไ่ี ดผลดีทส่ี ุด แมกับบคุ คลแปลกหนา
๒. ชว ยสรางความเขาใจใหก บั ผูฟ งไดอยางรวดเรว็ เพราะเปน การสอ่ื สารท่ผี ูพ ูดและผฟู ง ไดส่ือสารกัน
๓. ผพู ดู สามารถเห็นผลของการพูดไดท ันที โดยสงั เกตจากปฏิกริ ยิ าตอบสนองของผูฟง
ตอนที่ ๒ คาํ ชแี้ จง : เขียน O รอบคาํ ตอบทถ่ี ูกตอ งเพียงคําตอบเดียว
๑. ขอใดคือความหมายของการพดู
จ. การใชถ อยคํา นาํ้ เสยี ง และอากัปกิริยาเปนส่อื เพื่อถายทอดเรื่องตา ง ๆ
๒. การพดู เปนกระบวนการสอ่ื สารที่ใชส ง่ิ ใดในการสอื่ ความหมาย
ก. ภาษาและเสยี ง
๓. ขอใดไมใชองคประกอบของการพูด
ค. ปฏกิ ริ ยิ าตอบสนอง
๔. องคประกอบของการพูดขอใดสาํ คญั ทส่ี ุด
ก. ผพู ดู หรือผสู ง สาร
๕. ขอใดไมใ ชคณุ สมบัติทด่ี ีของผพู ูด
ง. แสดงภูมิรูอยางเต็มทใ่ี นทุกสถานการณ
๖. ขอ ใดไมใ ชหลักการเตรยี มเน้ือหาในการพูด
ค. วเิ คราะหผฟู ง และสถานท่ี
49
๗. ขอ ใดจัดเปนวจั นภาษาในการพูดตอท่ีประชุมชน
ง. ใชค ําพูดทส่ี ภุ าพ ใชน ้าํ เสียงท่ีนุมนวล
๘. การพูดลกั ษณะใดเปน การพดู จงู ใจใหผ ฟู ง ยอมรับไดดที ีส่ ุด
ค. พดู ดวยความจรงิ จงั และจริงใจ
๙. การประเมินผลการพดู ขอใดเท่ยี งตรงท่สี ุด
ง. แบบประเมนิ ของผูฟง
๑๐. ขอใดไมใชป ระโยชนข องการพูด
ข. สรางภมู ริ ใู นตนเองทาํ ใหเกดิ ความภาคภมู ิใจ
ใบงานท่ี ๑๐.๑ เรื่อง ความหมายของการพดู
คาํ ชีแ้ จง : จงพิจารณาขอ ความตอ ไปน้ีแลว ตอบคําถาม
คาํ กลาวท่ีวา “การพดู เปนเครอื่ งมอื สือ่ สารที่มอี านุภาพมากท่สี ุดในโลก” แสดงถงึ ความหมายของการพูด
อยา งไร
แสดงใหเหน็ วา การพดู เปน การสง สารจากผพู ูดไปยังไปผูฟ ง ไดอยา งรวดเรว็ และสามารถเห็นปฏิกิรยิ าตอบสนอง
ของผูฟง ไดในทันที ทั้งนย้ี ังเปน เครื่องมอื ทมี่ ีอานุภาพมากทส่ี ุดในโลก เพราะสามารถเปน ส่ือทส่ี รา งผลลพั ธท่ดี ีและไมดีได
ในทันที ในการพูดแตละครั้งจึงควรพจิ ารณาใหด แี ละสมั ฤทธผ์ิ ลมากทส่ี ุด
ใบงานท่ี ๑๐.๒ เรอ่ื ง องคป์ ระกอบของการพดู และคณุ สมบัตขิ องผพู้ ดู
คาํ ชแี้ จง : จงตอบคําถามตอ ไปนี้
๑. ผเู รียนเชอ่ื หรอื ไมว า “การพูดสามารถนาํ บคุ คลไปสูความสําเรจ็ หรือความลมเหลวได” เพราะเหตใุ ด
เชอ่ื เพราะการพดู เปน การสอ่ื สารทีผ่ พู ดู สามารถสรางผลลพั ธจากสารท่ีส่ือออกไปได และเห็นผลในทนั ที ผูพูด
ตอ งเตรยี มตวั ในการพดู เปนอยา งดเี พื่อใหก ารพูดประสบความสาํ เร็จ และหากขาดการเตรียมตัวหรือไมส ามารถปรบั แก
ใหเ หมาะสมกับสถานการณเฉพาะหนาได การพดู ในครงั้ นน้ั ก็จะนําไปสูค วามลม เหลวไดเชนกนั
50