งานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัยโดยใช้สื่อฝึกทักษะ เส้นพื้นฐานด้วยลีลามือ ผู้วิจัย นางสาวพัชรี สิงห์เดช รหัสนักศึกษา 63111562023 คณะครุศาสตร์ สาขาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ชั้นอนุบาล 2/3 โรงเรียนอนุบาลท่าตะโก ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 3 กระทรวงศึกษาธิการ
ก
ก บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดฝึกลีลามือให้มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการเขียนตัวอักษรให้ถูกต้องและ สวยงาม ส าหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลท่าตะโก อ าเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ ภาคเรียนที่ 1/2562 ผู้วิจัยใช้การเลือกสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เพื่อเลือก นักเรียนระดับปฐมวัย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 จ านวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดฝึกลีลามือ จ านวน 2 ชุดและแบบทดสอบทักษะการเขียนพยัญชนะไทย ก-ฮ จ านวน 1 ชุดสถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบแบบt-testfor dependent Samples ผลการวิจัย พบว่า ชุดฝึกลีลามือ ได้แก่ ชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น และ ชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับพยัญชนะไทย ก-ฮ มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 81.33/90.33ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ คือ80/80 และ ความสามารถด้านการเขียนตัวอักษรให้ถูกต้องและสวยงาม โดยการใช้ชุดฝึกลีลามือ หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ข กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา1144411 การวิจัยทางการศึกษา ปีการศึกษา 2566 งานวิจัยฉบับนี้ส าเร็จได้ด้วยความกรุณา ความเอาใจใส่ของ อาจารย์อังศุมาลิน ติดตระกูลชัย นางสาวดวงแก้ว เพชร์ทูล (ครูพี่เลี้ยง) ที่ให้ค าแนะน าค าปรึกษาตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ จนเสร็จ สมบูรณ์ รวมทั้งให้ความเอื้ออาทรให้ก าลังใจต่ออุปสรรคด้วยความเมตตาต่อศิษย์เสมอมา ขอขอบพระคุณผู้อ านวยการโรงเรียนอนุบาลท่าตะโก ที่อ านวยความสะดวกในการศึกษาวิจัยใน ครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนนักเรียนระดับปฐมวัยโรงเรียนอนุบาลท่าตะโกที่ให้ความร่วมมือในการเก็บ รวบรวมข้อมูลการวิจัยเป็นอย่างดี สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณบิดามารดา และครอบครัว ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้รับการศึกษาเล่า เรียน ตลอดจนคอยช่วยเหลือและให้ก าลังใจผู้วิจัยเสมอมาจนส าเร็จการศึกษา นางสาวพัชรี สิงห์เดช นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูโรงเรียนอนุบาลท่าตะโก
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค บทที่ 1 บทน า 1 1.1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1 1.3 สมมติฐานของการวิจัย 1 1.4 กรอบแนวคิดในการวิจัย. 2 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 3 1.6 ขอบเขตของการวิจัย 3 1.7 ค าจ ากัดความที่ใช้ในการวิจัย 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง. 5 2.1 ความรู้เกี่ยวกับชุดกิจกรรม 5 2.2 การเตรียมความพร้อม 16 2.3 การเขียน 16 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 17 บทที่ 3 วิธีการด าเนินการวิจัย 25 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 25 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 25 3.3 ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ 26 3.4 แบบแผนการวิจัย 27 3.5 วิธีด าเนินการวิจัย 28 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 29 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 30 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล 34 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย สรุปผล 35 อภิปรายผล ข้อเสนอแนะ 36 บรรณานุกรม 37 ภาคผนวก 38
1 บทที่ 1 บทน า 1.1 ที่มาและความส าคัญ เด็กปฐมวัยในปัจจุบันมีกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ไม่แข็งแรง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการเลี้ยงดู การเตรียมความพร้อม ก่อนที่จะเข้ารับการศึกษา ปัจจุบันจะสังเกตเห็นว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมือ ในเวลา ว่างมักจะให้เด็กดูสื่อต่างๆ โดยเฉพาะการดูโทรศัพท์ สังเกตเห็นได้ชัดเลยว่าในเวลาว่างหลังจากท างานเสร็จ จะยื่น โทรศัพท์ให้ลูกทันที เพื่อไม่ให้ลูกก่อกวนหรือรบกวนในขณะที่ผู้ปกครองภารกิจต่าง ๆ ผลกระทบที่ตามมาคือเด็ก จะเกิดการเสียสมาธิ ติดจอ อยู่ไม่นิ่ง แต่บางครอบครัวจะมีเวลาอยู่กับเด็กก็มักจะให้เด็กได้เล่นด้วยตัวของเด็กเอง มีการหยิบจับสิ่งของ ปั้นดินน้ ามัน เป็นการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดี และยังพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กให้ แข็งแรงอีกด้วย จากการจัดการเรียนการสอนโดยการมอบหมายการบ้านประจ าวันให้เด็ก จะพบเห็นได้ชัดเจนว่า เด็กไม่สามารถเขียนหนังสือได้ เขียนไม่ตรงเส้น เขียนผิดวิธี บังคับข้อมือของตนเองไม่ได้ เขียนมือลอยออกจากสมุด จับดินสอผิดวิธี เป็นต้น ที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยเล็งเห็นว่า การพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมือมัดเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้ชุดสื่อฝึก ทักษะเส้นพื้นฐานด้วยลีลามือ จะส่งผลให้เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปี่ที่ 2/3 โรงเรียนอนุบาลท่าตะโก ที่ขาดทักษะ การใช้กล้ามเนื้อมือมัดเล็ก ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการใช้ชุดฝึกลีลามือมาใช้ในการพัฒนาความสามารถ ด้านการเขียนของนักเรียนระดับชั้นปฐมวัย ซึ่งจะสามารถส่งเสริมทักษะการใช้กล้ามเนื้อเล็กให้มีประสิทธิภาพและ พัฒนาความสามารถด้านการเขียนของนักเรียนระดับชั้นปฐมวัย พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมือมัดเล็กไปทางที่ดี และ สร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือกตัดสินใจ ริเริ่มลงมือท า แก้ปัญหาด้วยตนเอง และผ่อนคลายอารมณ์ ผ่านการการ เรียนรู้และท าความรู้จักเส้นพื้นฐาน 13 เส้น เพื่อส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กได้อย่างถูกต้องและ เหมาะสมกับวัย ทั้งยังเป็นพื้นฐานที่ดีในการส่งเสริมด้านการเขียนที่ถูกต้องได้ต่อไปในอนาคต 1.2 จุดประสงค์ 1.2.1 เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมือมัดเล็กของเด็กปฐมวัยให้มรความแข็งแรงพร้อมที่จะเรียนรู้ในระดับชั้น ต่อไป 1.2.2 เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ รู้จักเส้นพื้นฐาน 13 เส้นและฝึกการลากเส้น การจับดินสอ รู้จักทิศทางของ เส้นโดยการดูลูกศรที่ชีบอกทิศทางนั้น ๆ 1.3 สมมติฐานของการวิจัย 1.3.1 ชุดสื่อฝึกทักษะเส้นพื้นฐานด้วยลีลามือ เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการเขียนตัวอักษรให้ถูกต้อง และสวยงามของนักเรียนระดับปฐมวัย มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 1.3.2 ความสามารถของกล้ามเนื้อมือมัดเล็กของนักเรียนระดับปฐมวัยก่อนและหลังเรียนด้วยชุดสื่อฝึก ทักษะเส้นพื้นฐานด้วยลีลามือ มีพัฒนาการสูงขึ้น
2 1.4 กรอบแนวคิดในการวิจัย - การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย หมายถึง กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยได้แก่ กล้ามเนื้อนิ้วมือและกล้ามเนื้อตา กล้ามเนื้อทั้งสองส่วน มีความเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเขียนของเด็ก เนื่องจากกล้ามเนื้อเล็กเป็นกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหยิบจับ สิ่งของตุ๊กตาและของเล่น การดึง การกด การหยอดบล็อก ตลอดจนการปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน เช่น การติด กระดุม การผูกเชือกรองเท้า การจับช้อน- ส้อมในการรับประทานอาหาร การอาบน้ าแปรงฟัน เด็กที่มีสายตาดี จะเที่ยวมอง ค้นหาส ารวจสิ่งต่างๆด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อพบสิ่งของที่น่าสนใจเด็กจะหยิบจับสิ่งนั้น การใช้ ตาดูสิ่งของและจับสิ่งนั้นได้เป็นความสามารถในการใช้ประสาทตาและประสาทนิ้วมืออย่างประสานสัมพันธ์ การพัฒนากล้ามเนื้อเล็กจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้กล้ามเนื้อเล็กได้อย่างประสานสัมพันธ์ พัฒนาการ ด้านกล้ามเนื้อเล็กของเด็กเป็นพัฒนาการที่เป็นพื้นฐานของการเขียน ครูและผู้ปกครองส่วนมากมักผลักดันเด็ก ให้ฝึกเขียนในขณะที่เด็กยังไม่พร้อม กล้ามเนื้อเล็กยังไม่พัฒนา ท าให้เด็กไม่มีความสุข และไม่สนุกกับการเขียน ก่อนที่ครูจะให้เด็กเขียน จึงต้องพิจารณาสิ่งต่างๆดังต่อไปนี้ 1. พัฒนาการทางกล้ามเนื้อเล็ก 2. การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา 3. ความสามารถในการจับดินสอ 4. ความสามารถในการขีดเส้นพื้นฐาน 5. การรับรู้ตัวอักษร 6. ความคุ้นเคยกับตัวอักษร การพัฒนากล้ามเนื้อเล็กมีความส าคัญต่อการเตรียมความพร้อมในการเขียน ซึ่งต้องอาศัยการประสานสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างสายตากับมือ ตลอดจนการควบคุมกล้ามเนื้อมือและแขน ช่วยให้เด็กได้พัฒนาสมองและความฉับไวในการคิด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของเพียเจท์ (Piaget) ที่กล่าวว่า สติ ปัญญากับการเคลื่อนไหวมีความสัมพันธ์กัน เมื่อเด็ก ได้เคลื่อนไหว สมองของคนเราก็จะท างานไปพร้อมๆกัน การฝึกฝนความคล่องแคล่วว่องไวของการใช้กล้ามเนื้อมือ ที่ประสานสัมพันธ์กันอย่างมากกับการคิดอันฉับไวของเด็ก และในทางตรง กันข้าม เด็กที่ไม่มีความสามารถเคลื่อนไหว นิ้วมือได้อย่างคล่องแคล่วมักจะคิดอะไรช้าด้วย เป็นการส่งเสริมเด็กในด้านการแสดงออกทางด้านความรู้สึกและ จินตนาการ การจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการกล้ามเนื้อเล็กประเภทกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ การวาดภาพระบายสี การปั้นดินน้ ามัน การทดลองด้วยสี การตัด พับ ฉีกปะกระดาษ การท าศิลปะประดิษฐ์ ฯลฯ เพื่อพัฒนาความสามารถใน การควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมือและตาให้สัมพันธ์กัน การบังคับกล้ามเนื้อทั้งสองส่วนนี้จะพัฒนาเด็กให้มี ความสามารถในการหยิบจับสิ่งของต่างๆได้อย่างมั่นคง เช่น เมื่อเด็กได้รับการฝึกฝนจนกล้ามเนื้อประสานสัมพันธ์ ดีแล้ว เด็กจะจับดินสอได้อย่างมั่นคง มีความพร้อมในการเขียนหรือการใช้มือในการท ากิจ กรรมอื่นๆ การจับช้อน ส้อม ในการรับประทานอาหาร การถือสิ่งของ การแปรงฟัน ฯลฯ ส่งเสริมให้เด็กมีความพร้อมในการอ่าน การท างาน ประสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกล้ามเนื้อมือและตาจะช่วยให้เด็กสามารถที่จะใช้สายตาในการมองตัวหนังสือ การหยิบจับ หนังสือ และมองตัวอักษรในหนังสือจากซ้ายไปขวา อันเป็นพื้น ฐานในการฝึกอ่านอย่างคล่องแคล่วในระดับต่อไป ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ในการส ารวจ เปรียบเทียบ และแบ่งประเภทของสิ่งต่างๆรอบตัว เด็กได้สร้างภาพพจน์ของตนเอง และทักษะทางสังคม ท าให้ร่วมเล่นและท ากิจกรรมร่วมกับเพื่อนได้สามารถน าสิ่งที่เรียนไปใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจ าวันได้
3 - สื่อฝึกทักษะเส้นพื้นฐาน หมายถึง ชุดสื่อในการฝึกเส้นพื้นฐาน 13 เส้นซึ่งเป็นชุดสื่อเพื่อใช้ในการเตรียมความพร้อมในด้านการเขียน - การฝึกลีลามือ หมายถึง การขีดเขียน การลากเส้น เป็นอิสระของเด็กโดยการจับดินสอในการลากเส้น เพื่อส่งเสริมพัฒนาการ ทางด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของมือ 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 1.5.1 สามารถน าชุดฝึกทักษะเส้นพื้นฐานด้วยลีลามือ ที่จัดท าขึ้นไปใช้ในการพัฒนาความสามารถของ กล้ามเนื้อมือมัดเล็กของนักเรียนระดับปฐมวัย 1.5.2 เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับทักษะการเขียนที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของนักเรียน ระดับปฐมวัย 1.5.3 เป็นแนวทางในการผลิตสื่อการเรียนการสอน เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมพัฒนาความสามารถด้าน การเขียนของนักเรียนระดับปฐมวัยให้กับครูผู้สอน ผู้ปกครอง และผู้ที่เกี่ยวข้องน าไปบูรณาการใช้ให้เหมาะสมกับ นักเรียนระดับชั้นอื่นต่อไป 1.6 ขอบเขตของการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัยที่ก าลังศึกษาในโรงเรียนอนุบาลท่าตะโก อ าเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เพื่อพัฒนาความสามารถของกล้ามเนื้อมือมัดเล็กของเด็กปฐมวัย โดยใช้ชุดสื่อ ฝึกทักษะเส้นพื้นฐานด้วยลีลามือ ให้ประสบผลส าเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ก าหนดไว้ ผู้วิจัยใช้การเลือกสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เพื่อเลือกเด็กปฐมวัย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม ได้นักเรียนชั้นอนุบาลปี ที่ 2 ห้อง 3 จ านวน 24 คน เพื่อใช้ในการทดลอง เนื้อหาที่ใช้ในการท าวิจัย คือ การเขียนเส้นลักษณะต่างๆ ซึ่งเป็นเส้นพื้นฐานทั้งหมด 13 เส้น ที่เชื่อมโยง ตัวหนังสือพยัญชนะไทย ก-ฮ ระยะเวลาที่ใช้ในการท าวิจัย คือ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ใช้เวลาในการวิจัย 10 สัปดาห์ๆละ 4 วัน วันละ 40 นาที 1.7 ค าจ ากัดความที่ใช้ในการวิจัย 1.7.1 เด็กปฐมวัย หมายถึง ผู้เรียนที่ก าลังศึกษาในระดับปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ห้อง 3 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลท่าตะโก อ าเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ จ านวน 24 คน 1.7.2 ชุดฝึกทักษะเส้นพื้นฐานลีลามือ หมายถึง ชุดกิจกรรมที่ออกแบบเพื่อให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างได้ ฝึกปฏิบัติซึ่งจะช่วยพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและเตรียมความพร้อมด้านการเขียน เป็นชุดฝึก
4 ลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น และชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับ พยัญชนะไทย ก-ฮ 1.7.3 ความสามารถด้านการเขียน หมายถึง ระดับความสามารถของนักเรียนระดับปฐมวัย ที่เขียน เส้นลักษณะต่างๆ 13 เส้น ที่เป็นพื้นฐานของพยัญชนะไทย ซึ่งวัดได้จากคะแนนการท าแบบทดสอบความสามารถ ด้านการเขียน
5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการเขียนตัวอักษรให้ถูกต้องและสวยงาม โดยการใช้ ชุดฝึกลีลามือ ส าหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ห้อง 3 โรงเรียนอนุบาลท่าตะโก อ าเภอท่าตะโก จังหวัด นครสวรรค์ ผู้วิจัยได้ศึกษา ค้นคว้าเอกสารและงานวิจัย เพื่อเป็นแนวทางพื้นฐาน สรุปรวบรวมและน าเสนอ ตามล าดับ ดังนี้ 2.1 ความรู้เกี่ยวกับชุดกิจกรรม 2.1.1 ความหมายของชุดกิจกรรม 2.1.2 แนวคิดและหลักการของชุดกิจกรรม 2.1.3 ความส าคัญของชุดกิจกรรม 2.1.4 ประเภทของชุดกิจกรรม 2.1.5 ขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรม 2.2 การเตรียมความพร้อม 2.2.1 ความหมายของการเตรียมความพร้อม 2.2.2 องค์ประกอบของความพร้อม 2.2.3 เครื่องมือวัดและประเมินความพร้อม 2.3 การเขียน 2.3.1 ความหมายของการเขียน 2.3.2 ความส าคัญของการเขียน 2.3.3 องค์ประกอบของการเขียน 2.3.4 องค์ประกอบของเส้นในการเขียนพยัญชนะไทย 2.3.5 หลักการสอนเขียน 2.3.6 การเตรียมความพร้อมด้านการเขียน
6 2.1 ชุดกิจกรรม 2.3.1 ความหมายของชุดกิจกรรม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2551, หน้า 14-15) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หรือ ชุดการสอน ตรงกับภาษาอังกฤษว่า (instructional package) เป็นสื่อประสมประเภทหนึ่งซึ่ง มีจุดมุ่งหมาย เฉพาะเรื่องที่สอน แม้ชุดการเรียนการสอนจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ส าหรับบางคน แต่นักการศึกษาไทย ได้มีแนวคิดการท าชุดการเรียนการสอนมาเป็นเวลานาน แม้จะยังไม่มีค าว่า ชุดการเรียนการสอนขึ้นมาก็ตาม ชุดการเรียนการสอนเป็นสื่อประสมที่ได้จัดระบบการผลิตและ การน าสื่อการสอนที่สอดคล้องกับวิชา หน่วย หัวเรื่อง และวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้การเปลี่ยน พฤติกรรมการเรียนมีประสิทธิภาพ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553, หน้า 14) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมเป็นนวัตกรรมที่ครูใช้ประกอบ การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ โดยผู้เรียนศึกษาและใช้สื่อต่างๆ ในชุดกิจกรรมที่ผู้สอนสร้างขึ้น ชุดกิจกรรม เป็นรูปแบบของการสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียน ซึ่งประกอบด้วยค าแนะน าให้ผู้เรียน 19 ท ากิจกรรมต่างๆ อย่างมีขั้นตอนที่เป็นระบบชัดเจน จนกระทั่งนักเรียนสามารถบรรลุตามจุดประสงค์ที่ก าหนดไว้ โดยผู้เรียน เป็นผู้ศึกษาชุดกิจกรรมด้วยตนเอง ผู้สอนเป็นเพียงที่ปรึกษาและให้ค าแนะน า กฤษมันต์วัฒนาณรงค์ (2554, หน้า 107) กล่าวว่า ชุดการสอน คือ สื่อและวิธีการสอน ที่ น ามาใช้ส าหรับการสอนของผู้สอนและใช้ส าหรับการเรียนของผู้เรียน ประกอบด้วยสื่อการสอน ทั้งในรูปของวัสดุ อุปกรณ์และเทคนิควิธีการต่างๆ ซึ่งมีกระบวนการพัฒนาอย่างเป็นระบบบนฐาน ของทฤษฎีการเรียนรู้และ มีการตรวจสอบประสิทธิภาพก่อนน าไปใช้และใช้ได้ผลดีในศูนย์การเรียน นาถอนงค์กางถัน (2555) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นสื่อการสอนที่จะช่วย สร้างความมั่นใจและความพร้อมให้แก่ครูเพราะชุดกิจกรรมการเรียนรู้มีการจัดระบบการใช้สื่อ ผลิตสื่อ และกิจกรรมการเรียนรู้รวมทั้งมีข้อแนะน าการใช้ส าหรับครูโดยที่ครูผู้นั้นไม่จ าเป็นต้องมีความช านาญมากนัก ก็สามารถใช้สื่อนี้ได้เลย ท าให้ครูมีความพร้อมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จึงก่อให้เกิด ประสิทธิภาพในการเรียน การสอนอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงเป็นสื่อการสอนที่เหมาะสมกับครูมือใหม่ ที่ด้อยประสบการณ์การสอนอย่างยิ่ง พนมพร ค่ าคูณ (2556, น.29) ได้สรุปความหมายของชุดกิจรรม เป็นนวัตกรรมทาง การศึกษาที่ ครูเป็นผู้สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาและปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเองตามความสามารถ และความแตกต่าง ระหว่างบุคคล โดยใช้แหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยครูเป็นผู้วางแผน ก าหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์การ เรียนรู้ สิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนรู้และในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยครูมีหน้าที่เป็นผู้ให้ค าปรึกษาเท่านั้น เพื่อ ส่งเสริมให้ผู้เรียนประสบความส าเร็จและบรรลุตาม วัตถุประสงค์ อริยาภรณ์ ขุนปักษี (2561, น.59) ชุดกิจกรรม หมายถึง นวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อใช้ ประกอบในการเรียนการสอนโดยให้มีเนื้อหาสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ ซึ่งครูผู้สอนเป็นผู้สร้างขึ้น วางแผน ก าหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ของ การเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติกิจกรรม เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองได้ โดยครูมีหน้าที่ให้ค าแนะน า เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนประสบความส าเร็จ ช่อผกา สุขุมทอง (2563, น.42) ชุดกิจกรรม หมายถึง ชุดกิจกรรมเป็นนวัตกรรมการสอน ที่ประกอบด้วยคู่มือครู คู่มือนักเรียน เนื้อหา กิจกรรม สื่อประสมหลายอย่างมาสัมพันธ์กันและเครื่องมือ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยจัดเป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียน เกิดการเรียน ตามความถนัด และความสนใจของตนเอง ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพและผู้เรียน
7 เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียน โดยได้จากประสบการณ์ หรือการฝึกหัดโดยให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ และประสบการณ์ต่างๆ ก่อให้เกิดการจัดการสอนที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จากความหมายข้างตนสรุปได้ว่า ชุดกิจกรรมเป็นสื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่งซึ่งเป็น ชุดของสื่อประสม ที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเรื่องที่จะสอน มีการวางแผนการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ ทั้งทางด้านวิธีการจัดการเรียนรู้ กิจกรรม สื่อและการใช้สื่อ ตลอดจนการวัดผลประเมินผล โดยจัดเอาไว้ เป็นชุดๆ บรรจุอยู่ในซองหรือกล่องเพื่อให้ผู้สอนใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้ที่ท าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ 2.1.2 แนวคิดและหลักการของชุดกิจกรรม บุญเกื้อ ควรหาเวช (2560 : 92-94) ได้สรุปแนวคิดและหลักการในการน าเอาชุดกิจกรรมมา ใช้ในระบบการศึกษา สรุปได้ 5 ประการคือ 1.การประยุกต์ทฤษฎีความแตกต่างระหว่างบุคคล การเรียนการสอนควรค านึงถึง ความ ต้องการ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียนเป็นส าคัญ วิธีการสอนที่เหมาะสมที่สุดก็คือ การจัดการสอน รายบุคคลหรือการศึกษาตามเอกัตภาพและการศึกษาด้วยตนเอง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนมีอิสระในการเรียน ตามระดับสติปัญญา ความสามารถและความสนใจ โดยมีครูคอยแนะน า ช่วยเหลือตามความเหมาะสม 2. ความพยายามที่จะเปลี่ยนแนวการเรียนการสอนไปจากเดิม การจัดการเรียนการสอน แต่เดิมนั้นเรายึดครูเป็นหลัก เปลี่ยนมาเป็นการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนเรียนเอง โดยการใช้แหล่งความรู้ จากสื่อและวิธีการต่างๆ การน าสื่อการสอนมาใช้จะต้องจัดให้ตรงกับเนื้อหาและ ประสบการณ์ตามหน่วยการ สอนของวิชาต่างๆ โดยนิยมจัดในรูปของชุดการสอน การเรียนในลักษณะนี้ผู้เรียนจะเรียนจากครูเพียง ประมาณ 1 ใน 4 ส่วน ส่วนที่เหลือผู้เรียนจะเรียนจากสื่อด้วยตนเอง 3. การใช้สื่อการสอนได้เปลี่ยนแปลงและขยายตัวออกไป การใช้สื่อการสอนในปัจจุบัน ได้ครอบคลุมไปถึงการใช้วัสดุสิ้นเปลือง เครื่องมือต่างๆ รวมทั้งกระบวนการและกิจกรรมต่างๆ การ ใช้สื่อ หลายๆ อย่างมาผสมผสานกันให้เหมาะสม และใช้เป็นแหล่งความรู้ส าหรับผู้เรียนแทนการใช้ ครูเป็นผู้ถ่ายทอด ความรู้ให้แก่นักเรียนตลอดเวลา การผลิตสื่อการสอนแบบประสมให้เป็นชุดกิจกรรม มีผลต่อการใช้ของครูคือ เปลี่ยนจากการใช้สื่อ “เพื่อช่วยครูสอน” คือครูเป็นผู้หยิบใช้อุปกรณ์ต่างๆ มาใช้เป็นสื่อการสอน “เพื่อช่วย ผู้เรียนเรียน” คือให้ผู้เรียนหยิบและใช้สื่อการสอนต่างๆด้วยตนเอง โดยอยู่ในรูปของชุดการสอน 4. ปฏิกิริยาสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้เรียนกับ สภาพแวดล้อม แนวโน้มในปัจจุบันและอนาคตกระบวนการเรียนรู้ จะต้องน าเอากระบวนการกลุ่ม สัมพันธ์มาใช้ในการเปิด โอกาสให้ผู้เรียนประกอบกิจกรรมร่วมกัน ทฤษฎีกระบวนการกลุ่มจึงเป็น แนวทางพฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งน ามาสู่ การจัดระบบการผลิตสื่อออกมาในรูปของชุดกิจกรรม 5. การจัดสภาพสิ่งแวดลอมการเรียนรู้ได้ยึดหลักจิตวิทยาการเรียนมาใช้โดยจัด สภาพการณ์ ออกมาเป็นการสอนแบบโปรแกรม หมายถึงระบบการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้มีโอกาสร่วม ในกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ทราบว่าการตัดสินใจหรือการท างานของตนถูกหรือผิดอย่างไร มีการเสริมแรงบวกที่ท าให้นักเรียนภาคภูมิใจที่ได้ท าถูกหรือคิดถูก อันจะท าให้กระท าพฤติกรรมนั้นซ้ าอีก
8 และเกิดการเรียนรู้ไปทีละขั้นตอนตามความสามารถและความสนใจของตนเอง การจัดสภาพการณ์ที่เอื้ออ านวย ต่อการเรียนรู้ตามนัยดังกล่าวข้างต้นจะมีเครื่องมือช่วยให้บรรลุจุดมุ่งหมายปลายทาง โดยการจัดการสอนโดยใช้ ชุดกิจกรรมเป็นเครื่องมือส าคัญ 2.1.3 ความส าคัญของชุดกิจกรรม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2565 : 5 – 6) ได้น าเสนอเกี่ยวกับความส าคัญของ ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือชุดการเรียนการสอนไว้ดังนี้ 1.ช่วยให้ผู้สอนถ่ายทอดเนื้อหาและประสบการณ์ที่สลับซับซ้อนและมีลักษณะเป็น นามธรรมสูง เช่น การท างานของเครื่องกล อวัยวะในร่างกาย การเติบโตของสัตว์ชั้นต่ า ฯลฯ ซึ่ง ผู้สอนไม่สามารถถ่ายทอด ด้วยการบรรยายได้ดี 2. ช่วยเราความสนใจของนักเรียนต่อสิ่งที่ก าลังศึกษาเพราะชุดการเรียนการสอนจะ เปิดโอกาส ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนของตนเองและสังคม 3. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ฝึกการตัดสินใจ แสวงหาความรู้ด้วย ตนเองและ การมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม 4. ช่วยสร้างความพร้อมและมั่นใจแก่ผู้สอน เพราะชุดการเรียนการสอนผลิตไว้เป็น หมวดหมู่ สามารถหยิบไปใช้ได้ทันทีโดยเฉพาะผู้ที่ไม่ค่อยมีเวลาในการเตรียมการสอนล่วงหน้า 5. ท าให้การเรียนการสอนของผู้เรียนเป็นอิสระจากอารมณ์ของผู้สอน ชุดการเรียนการสอน สามารถท าให้ผู้เรียนเรียนได้ตลอดเวลาไม่ว่าอาจารย์ผู้สอนจะมีสภาพอย่างไรหรือมีความขัดข้องทางอารมณ์มาก น้อยเพียงใด 6. ช่วยให้การเรียนเป็นอิสระจากบุคลิกภาพของผู้สอน เนื่องจากชุดการเรียนการสอนท าหน้าที่ ถ่ายทอดความรู้แทนครู แม้ครูจะพูดหรือสอนไม่เก่ง ผู้เรียนก็สามารถเรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพจากชุดการ เรียนการสอนที่ได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพมาแล้ว 7. ในกรณีครูขาด ครูคนอื่นก็สามารถสอนแทนโดยใช้ชุดการเรียนการสอน เพราะมีเนื้อหาวิชา อยู่ในชุดการเรียนการสอนเรียบรอยแล้ว 8. ส าหรับชุดการเรียนการสอนรายบุคคลและชุดการเรียนการสอนทางไกล ช่วยให้การศึกษา มวลชนด าเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับผู้เรียน จากความส าคัญของชุดกิจกรรมการเรียนการสอน สรุปได้ว่าชุดกิจกรรมการเรียนการสอน มีความส าคัญคือ ช่วยให้ผู้สอนถ่ายทอดเนื้อหาและประสบการณ์ที่สลับซับซ้อนและมีลักษณะ เป็นนามธรรมสูง เราความสนใจของนักเรียน เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ฝึกการตัดสินใจ แสวงหาความรู้ ด้วยตนเอง ช่วยสร้างความพร้อมและมั่นใจแก่ผู้สอน ท าให้การเรียนการสอนของผู้เรียนเป็นอิสระจากอารมณ์ และบุคลิกภาพของผู้สอน ครูคนอื่นสามารถน าชุดการเรียนการ สอนไปใช้สอนแทนได้ และประหยัดค่าใช้จ่าย
9 2.1.4ประเภทของชุดกิจกรรม สุวิทย์ มูลค า และ อรทัย มูลค า (2565 : 52-53) ได้แบ่งชุดการสอนออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1.ชุดการสอนประกอบค าบรรยายของครู เป็นชุดการสอนส าหรับผู้เรียนกลุ่มใหญ่ หรือเป็นการ สอนที่มุ่งเน้นการปูพื้นฐานให้ทุกคนรับรู้และเข้าใจในเวลาเดียวกัน มุ่งในการขยายเนื้อหาสาระให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ชุดการสอนแบบนี้ลดเวลาในการอธิบายของครูผู้สอนให้พูดน้อยลง เพิ่มเวลาให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติมากขึ้น โดยใช้สื่อ ที่มีอยู่พร้อมในชุดการสอนในการน าเสนอเนื้อหาต่างๆ สิ่งส าคัญคือสื่อที่น ามาใช้จะต้องให้ผู้เรียนได้เห็นชัดทุกคน และมีโอกาสได้ใช้ครบทุกคนหรือทุกกลุ่ม 2. ชุดการสอนแบบกิจกรรมกลุ่ม หรือชุดการสอนส าหรับการเรียนเป็นกลุ่มย่อย เป็นชุดการ สอนส าหรับให้ผู้เรียนเรียนร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย ประมาณกลุ่มละ 4-8 คน โดยใช้สื่อการสอน ต่างๆที่บรรจุไวใน ชุดการสอนแต่ละชุด มุ่งที่จะฝึกทักษะในเนื้อหาวิชาที่เรียน โดยให้ผู้เรียนมีโอกาส ท างานร่วมกัน ชุดการสอน ชนิดนี้มักใช้ในการสอนแบบกิจกรรมกลุ่ม 3. ชุดการสอนรายบุคคลหรือชุดการสอนตามเอกัตภาพ เป็นชุดการสอนที่เรียนด้วยตนเองเป็น รายบุคคล คือผู้เรียนจะต้องศึกษาหาความรู้ตามความต้องการแบะความสนใจของตนเอง อาจจะเรียนรู้ที่ โรงเรียนหรือเรียนที่บ้านก็ได้จุดประสงค์หลัก คือมุ่งให้ท าความเข้าใจกับเนื้อหา วิชาเพิ่มเติม และผู้เรียนสามารถ ประเมินผลการเรียนด้วยตนเองได้ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2550 : 6-7) เสนอแนวคิดในการแบ่งชุดกิจกรรมเรียนการการ สอนหรือชุดการเรียนการสอนมี 4 ประเภทใหญ่ๆ คือ 1. ชุดการเรียนการสอนประเภทการบรรยาย เป็นชุดการเรียนการสอนที่มุ่งช่วยขยายเนื้อหา สาระการสอนแบบบรรยายให้ชัดเจนขึ้น ช่วยให้ผู้สอนพูดน้อยลงและให้สื่อการสอนท าหน้าที่แทน ชุดการสอนแบบบรรยายนี้ นิยมให้กับการฝึกอบรมและการสอนในระดับอุดมศึกษาที่ยังถือว่าการสอนแบบ บรรยายยังมีบทบาทส าคัญในการถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรียน 2. ชุดการเรียนการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เป็นชุดการเรียนการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ ประกอบ กิจกรรมกลุ่ม เช่น ในการสอนแบบศูนย์การเรียน การสอนแบบกลุ่มสัมพันธ์ เป็นต้น 3. ชุดการเรียนการสอนรายบุคคล เป็นชุดการเรียนการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนสามารถ ศึกษาหา ความรู้ด้วยตนเองตามความแตกต่างระหว่างบุคคล อาจเป็นการเรียนในโรงเรียนหรือที่บ้านก็ได้ เพื่อให้ผู้เรียน กาวไปขางหนาตามความสามารถ ความสนใจและความพร้อมของผู้เรียน ชุดการ เรียนการสอนรายบุคคลอาจ ออกมาในรูปของหน่วยการสอนย่อยหรือ “โมดูล” 4. ชุดการเรียนการสอนทางไกล เป็นชุดการเรียนการสอนที่ผู้สอนกับผู้เรียนอยู่ต่างถิ่น ต่างเวลา กัน มุ่งสอนให้ผู้เรียนศึกษาได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมาเขาชั้นเรียนประกอบด้วยสื่อประเภทสิ่งพิมพ์รายการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์และการสอนเสริมตามศูนย์บริการ การศึกษา เช่น ชุดการเรียนการ สอนทางไกลมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สรุปประเภทของชุดการสอนหรือชุดกิจกรรมการเรียนการสอน ออกเป็น 4 ประเภท คือ 1. ชุดการเรียนการสอนประกอบการบรรยาย เป็นชุดการเรียนการสอนส าหรับครู ใช้ ประกอบการสอนแบบบรรยาย ช่วยให้ผู้สอนพูดน้อยลงและเป็นการใช้สื่อการสอนที่มีพร้อมอยู่ใน ชุดกิจกรรม สื่อที่ใช้อาจได้แก่ รูปภาพ แผนภูมิ หรือกิจกรรมที่ก าหนดไว้
10 2. ชุดการเรียนการสอนแบบกลุ่มกิจกรรม เป็นชุดการเรียนการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ ประกอบ กิจกรรมเป็นกลุ่มย่อย เช่นในการสอนแบบศูนย์การเรียน การสอนแบบกลุ่มสัมพันธ์ เป็นต้น 3. ชุดการเรียนการสอนรายบุคคลหรือชุดการเรียนการสอนแบบเรียนด้วยตนเอง เป็นชุดการ เรียนการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนสามารถศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองตามความแตกต่างระหว่างบุคคล อาจเป็นการ เรียนในโรงเรียนหรือที่บ้านก็ได้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประเมินผลการเรียนได้ด้วยตนเอง 4. ชุดการเรียนการสอนทางไกล เป็นชุดการเรียนการสอนที่ผู้สอนกับผู้เรียนอยู่ต่างถิ่น ต่าง เวลากัน มุ่งสอนให้ผู้เรียนศึกษาได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมาเขาชั้นเรียน สื่อการเรียนประกอบด้วยสื่อประเภท สิ่งพิมพ์ รายการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์ เป็นต้น 2.1.5 ขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรม เพ็ญศรี สร้อยเพชร (2560 : 37-38) กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างชุดการสอน ไว้ดังนี้ 1. ก าหนดหมวดหมู เนื้อหา และประสบการณ์9 เป็นการก าหนดว่าจะท าชุดการสอน ใน วิชาอะไร ระดับชั้นใด โดยอาจดูแนวเนื้อหาจากหลักสูตร หรือแผนการสอนในแต่!ละวิชาเพื่อเป็น แนวทาง 2. ก าหนดหน่วยการสอน ซึ่งเป็นการแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยย่อย ที่ครูสามารถถ่ายทอด ให้กับผู้เรียนใน 1 สัปดาห์ หรือ 1 ครั้ง ซึ่งอาจใช้เวลา 1-3 คาบ แล้วแต่!ผู้ผลิตชุดการ สอน 3. ก าหนดหัวเรื่อง ในการสอนแต่!ละหน่วย ผู้สอนต้องถามตนเองเสมอว่าจะให้ ประสบการณ์ อะไรบ้างกับผู้เรียน 4. ก าหนดมโนทัศน์และหลักการ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับหน่วยการสอนและหัวเรื่อง โดยจะ สรุปเป็นแนวคิด สาระ และหลักเกณฑ์ 5. ก าหนดวัตถุประสงค์ให้สอดคลองกับหัวเรื่องและมโนทัศน์โดยอาจจะคิดเป็นจุดประสงค์ ทั่วไปก่อน แล้วจึงเขียนเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งต้องมีเกณฑ์ในการเปลี่ยนพฤติกรรมไว้ทุกครั้ง 6. ก าหนดกิจกรรมการเรียนให้สอดคลองกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยก าหนดแนว ทางการเรียนโดยละเอียดว่า ผู้สอนและผู้เรียนต้องปฏิบัติกิจกรรมอะไรบ้าง ใช้สื่อการเรียนในขั้นตอนไหน อย่างไร ซึ่งอาจจะเขียนในรูปแผนการสอนก็ได้ 7. ก าหนดแบบประเมินผล ต้องประเมินให้ตรงกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่เขียนไว้ เพื่อที่จะประเมินว่า หลังจากที่ผู้เรียนได้ประกอบกิจกรรมต่างๆแล้วตามขั้นตอนที่วางไว้ได้ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การเรียนรู้ตามที่จุดประสงค์วางไว้หรือไม่ 8. เลือกและผลิตสื่อการสอน ซึ่งผู้สร้างชุดการสอนจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีและ หลักการในการผลิตสื่อต่างๆ สื่อที่ผลิตขึ้นนั้นจะช่วยให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด 9. หาประสิทธิภาพของชุดการสอน เพื่อประกันว่า ชุดการสอนที่สร้างขึ้นมานั้นมี ประสิทธิภาพก่อนที่จะน าไปใช้สอน แล้วผู้เรียนเกิดการเรียนตามเกณฑ์ที่ผู้สร้างคาดหวังไว้ 10. การใช้ชุดการสอน เมื่อสร้างชุดการสอนและได้ปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้ง ไว้แล้ว ก็สามารถที่จะน าชุดการสอนนั้นไปใช้ได้ ตามลักษณะและประเภทของชุดการสอน ซึ่งจะมีขั้นตอนในการ ใช้ชุดการสอนในแต่ละชุด
11 ถาวร ลักษณะ (2560 : 22) ได้เสนอขั้นตอนในการสร้างชุดการสอนไว้ดังนี้ 1. ก าหนดเนื้อหา เรื่องที่จะน ามาสร้างเป็นชุดการสอน 2. ก าหนดหน่วยการสอน โดยการแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยย่อยๆที่จะให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ใน 1 ครั้ง หรือ 1 – 3 คาบ 3. ก าหนดมโนทัศน์และหลักการ ในการเรียนรู้แต่ละหน่วยย่อย ซึ่งจะต้องสอดคลองกับ หน่วยการสอน 4. ก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ที่สอดคลองกับมโนทัศน์และหลักการในการเรียนรู้แต่ ละหน่วยย่อย แล้วแต่ละหน่วยย่อยก าหนดเป็นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม พร้อมกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 5. ก าหนดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดคลองกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ผู้วิจัยก าหนดไว้ 6. ก าหนดแบบประเมินผล ซึ่งเป็นแบบประเมินที่สอดคลองกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม และเป็นแบบทดสอบแบบอิงเกณฑ์ 7. เลือกและผลิตสื่อการสอน ที่สอดคลองกับกิจกรรมการเรียนการสอน เนื้อหาสาระ และการประเมินผล 8. หาประสิทธิภาพของชุดการสอน แบบทดสอบ ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นแล้วน าขอเสนอแนะ มาปรับปรุงชุดการสอน แบบทดสอบ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก่อนน าไปใช้สอนจริง สุรชัย จามรเนียม (2560 : 25-26) กล่าวถึง ขั้นตอนในการสร้างชุดกิจกรรม ดังนี้ 1. การก าหนดหัวขอเรื่องที่ต้องการท าในรูปกิจกรรม 2. ศึกษาหลักสูตรและเอกสารต่างๆเพื่อเป็นแนวทางในการท า 3. ก าหนดรูปแบบของชุดกิจกรรมเพื่อที่จะสามารถด าเนินการได้อย่างถูกต้อง 4. ก าหนดจุดประสงค์ในชุดกิจกรรมนั้นๆ 5. ก าหนดสื่อและอุปกรณ์ที่จ าเป็นต้องใช้ 6. ออกแบบกิจกรรมในเรื่องนั้นๆ โดยค านึงถึงตัวผู้เรียนเป็นหลัก ทั้งด้านสติปัญญา ความสามารถ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ฯลฯ 7. จัดท าใบงานหรือแบบฝึกที่ใช้ในชุดกิจกรรมเพื่อเป็นการฝึกฝนและตรวจสอบความ เข้าใจ ของนักเรียน 8. ก าหนดรูปแบบการประเมินผล โดยใช้สอดคลองกับจุดประสงค์ที่ตั้งไว้อาจอยู่ในรูป ของการท าแบบทดสอบ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การประเมินจากรายงานหรือชิ้นงาน ระพินทร์ โพธิ์ศรี (2549ก : 53-57) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างชุดกิจกรรมไว้ว่า การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ 5 ขั้น ดังนี้ 1. วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการในการเรียนรู้ 2. ออกแบบชุดกิจกรรม 3. ตรวจสอบความถูกต้องของชุดและแบบทดสอบหลังเรียน 4. ทดลองภาคสนาม 5. ทดลองหาประสิทธิภาพ ในการสร้างชุดจริงนั้น อาจปรับขั้นที่ 4 และ 5 ให้เป็นขั้นเดียวกันได้แต่ละขั้นตอนมีรายละเอียด ดังนี้
12 ขั้นที่ 1 การวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการจ าเป็นในการสร้างชุดกิจกรรมปัญหา และ ความต้องการด้านการเรียนรู้ ในการสร้างชุดกิจกรรมที่ถือว่าเป็นปัญหาวิกฤติ ได้แก่ ปัญหาที่นักเรียน ยังท าอะไรไม่ได้ ไม่เป็นบาง ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ วิธีการวิเคราะห์และระบุปัญหา และความต้องการด้านการเรียนรู้ กรณีนี้อาจวิเคราะห์จาก ข้อมูลในอดีตเช่นนักเรียนส่วนใหญ่มีปัญหาในการเรียนในเรื่องอะไรบ้าง หรืออาจใช้ข้อมูลจากการ ประชุมสัมมนาด้านวิชาการของโรงเรียน หรือกลุ่มโรงเรียนก็ได้ นักเรียนที่มีปัญหาด้านการเรียนรู้จากการวิเคราะห์ในขั้นตอนนี้ คือ กลุ่มเป้าหมายของ การน าชุดกิจกรรมไปใช้ ขั้นที่ 2 ออกแบบชุดกิจกรรมประกอบด้วยชุดกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ 1.ก าหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ประจ าชุดในลักษณะที่เป็นจุดประสงค์ปลายทางให้ สัมพันธ์กับ ปัญหาด้านการเรียนรู้ที่เป็นปัญหาวิกฤติ 2. วิเคราะห์ระบบการเรียนรู้ในลักษณะขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกันอย่าง เป็น ระบบในลักษณะ Flow Chart โดยใช้หลักการวิเคราะห์จากการตอบค าถามหลักว่าการที่ผู้เรียนจะมีความรู้และ ทักษะบรรลุจุดประสงค์ประจ าชุดกิจกรรมนั้น ผู้เรียนต้องเริ่มต้นจากการท าอะไรเป็นก่อนและท าอะไรเป็นต่อไป เรื่อยๆจนมีความรู้และทักษะโดยรวมบรรลุตามจุดประสงค์ประจ าชุด 3. วิเคราะห์พฤติกรรมย่อยของขั้นตอนการเรียนรู้แต่ละขั้นโดยใช้หลักการว่าการที่จะเกิดการ เรียนรู้ในแต่ละขั้นตอนการเรียนรู้นั้น นักเรียนจะต้องรู้อะไร และท าอะไรบ้าง 4. ปรับขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมดได้เป็นจุดประสงค์เชิงปฏิบัติการณ์ 5. ออกแบบหน่วยการเรียน การออกแบบหน่วยการเรียนคือการปรับปรุงกระบวนการ เรียนรู้ ให้เป็นหน่วยการเรียนที่เหมาะสม 6. ก าหนดยุทธวิธีการจัดการเรียนรู้ จะใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ รูปแบบการสอนอย่างไร 7. ก าหนดเวลาในการจัดการเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ และกิจกรรมการ ประเมินผล ในแต่ละหน่วยการเรียน กิจกรรมการประเมินผลต้องหลากหลาย 8. ยกร่างชุดกิจกรรม 9. สร้างแบบทดสอบหลังเรียน ใช้วิธีการสร้างแบบทดสอบอิงเกณฑ์ ขั้นที่ 3 ตรวจสอบความถูกต้องของชุดและแบบทดสอบหลังเรียน 1.ตั้งผู้เชี่ยวชาญประมาณ 3 – 5 คน ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมทั้งหมดของชุด กิจกรรม 2. ทดลองใช้ชุดกับนักเรียน 1 คน ที่อยู่ในระดับชั้นเดียวกับกลุ่มเป้าหมาย หรือ ระดับสูง กว่ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมเกี่ยวกับเนื้อหากิจกรรม ตลอดจนเวลาการปฏิบัติกิจกรรม ในชุดที่ก าหนดไว้ขั้นตน 3. ทดลองกลุ่มย่อยกับนักเรียนที่มีลักษณะเดียวกับกลุ่มเป้าหมายประมาณ 3 – 5 คน ที่มีความสามารถระดับเก่ง ปานกลาง และอ่อน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของชุดกิจกรรม และปรับปรุงแกไข ขั้นที่ 4 ทดลองภาคสนาม คือ การน าชุดไปทดลองกับนักเรียนที่มีลักษณะเดียวกับเป้าหมาย ประมาณ 10 – 30 คน เพื่อการแก้ไขปรับปรุงชุดกิจกรรม และแบบทดสอบหลังเรียนให้มี คุณภาพดียิ่งขึ้น
13 ขั้นที่ 5 ทดลองหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม คือ การชุดกิจกรรมที่ได้ปรับปรุงไว ดีแล้วไปทดลอง หาประสิทธิภาพ E1 / E2 กับกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยทดลองหาประสิทธิภาพ ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2552, น.69) ได้ให้หลักการในการออกแบบการสร้างชุดกิจกรรม ดังนี้ 1. ออกแบบชุดกิจกรรม 1.1 ศึกษาเอกสาร ต ารา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างชุดกิจกรรม โดยละเอียด ทั้งทฤษฎี แนวคิด หลักการส าคัญในการสร้างชุดกิจกรรม 1.2 ศึกษาเอกสาร ต ารา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการสอน ตามหลักสูตร สถานศึกษาที่ก าหนดไว้ เช่น มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ เวลา เรียน ตามที่หลักสูตรก าหนดไว้ 1.3 ออกแบบชุดกิจกรรม 2. เขียนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้มีองค์ประกอบครบถ้วน โดยทั่งไปจะมีองค์ประกอบ คือ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระส าคัญ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง สาระการเรียนรู้ สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ การวัด ประเมินผล และอาจมีภาคผนวกท้ายแผน ที่แสดงให้เห็นถึง สื่อ วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ใบกิจกรรม ใบงาน ใบความรู้ เครื่องมือวัดประเมินผล เป็นต้น 3. สร้างชุดกิจกรรม โดยการผลิตสื่อ และเครื่องมือต่างๆ ของแต่ละชุดกิจกรรม ตามตาราง ออกแบบชุดกิจกรรม และแผนการจัดการเรียนรู้ที่ก าหนดไว้ 4. เขียนคู่มือการใช้ชุดกิจกรรม โดยคู่มืออาจมีองค์ประกอบ คือ ค าชี้แจงการใช้ชุดกิจกรรม ส าหรับครู คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมส าหรับนักเรียน รายการอุปกรณ์ในชุดกิจกรรม แผนการจัดการเรียนรู้ และ เครื่องมือวัดประเมินผลการเรียนรู้จากชุดกิจกรรม สรุปแนวทางในการสร้างชุดกิจกรรม ได้ดังนี้ 1. ก าหนดเรื่องที่จะท าชุดกิจกรรมการเรียนการสอน 2. ก าหนดหน่วยการสอน แบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วยย่อยที่ครูจะใช้สอนในแต่ละครั้ง 3. ก าหนดสาระส าคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ และจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม รวมทั้ง ก าหนดเกณฑ์การตัดสินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้ชัดเจน 4. ก าหนดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคลองกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซึ่งเป็นแนวทาง ในการเลือกและผลิตสื่อการสอน 5. ก าหนดแบบประเมินผล ให้สอดคลองกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยใช้แบบทดสอบอิง เกณฑ์ 6. เลือกและผลิตสื่อการเรียน วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการใช้ โดยจัดเป็นหมวดหมู่ก่อนน าไป ทดลองใช้และหาประสิทธิภาพ 7. หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยก าหนดเกณฑ์ไว้ล่วงหน้า 8. การใช้ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ได้รับการปรับปรุงและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ต้องด าเนินการตามขั้นตอน โดยให้ผู้เรียนทดสอบก่อนเรียน ขั้นน าเขาสู่บทเรียน ขั้นประกอบกิจกรรมการเรียน การสอน ขั้นสรุปผลการสอน และท าแบบทดสอบหลังเรียน
14 2.2 การเตรียมความพร้อม 2.2.1 ความหมายของการเตรียมความพร้อม การเรียนรู้ทุกกลุ่มประสบการณ์ของเด็ก จะท าได้ดีเมื่อเด็กมีความพร้อม ซึ่งมีผู้ให้ ความหมายของความพร้อมทางการเรียนไว้ ดังนี้ พวงทอง อ่อนจ ารัส (2543 : 32) ได้ให้ความหมายของการเตรียมความพร้อมไว้ว่า ความ พร้อมทางการเรียน หมายถึง สภาวะของบุคคลในการที่จะเรียนรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดได้เป็นอย่างดี โดยอาศัยวุฒิภาวะ ประสบการณ์ และความสนใจเป็นส าคัญ ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2543 : 8) ได้ให้ความหมายของ การ เตรียมความพร้อมไว้ว่า ความพร้อมทางการเรียนรู้ คือ สภาพความเจริญเติบโตของเด็กทางด้าน ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ถึงระดับที่สามารถเรียนรู้ตามวัยของตนเองได้ หรือความสามารถระดับหนึ่งที่ ช่วยให้เด็กสามารถเรียนไปได้ด้วยดีมีอุปสรรคไม่มาก นักเรียนให้ความพึง พอใจ และสามารถเรียนได้ในอัตราที่ เร็ว ซึ่งเป็นอัตราปกติ ส าหรับเด็กทั่วไป ความสามารถ ดังกล่าวอาจเกิดจากที่ผู้เรียนมีวุฒิภาวะ หรือจากการ เรียนรู้ การฝึกฝน หรืออิทธิพลทั้งสองประกอบกัน ผู้เรียนมีความพึงพอใจ ปราศจากความขัดของทางกายและ อารมณ์ จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ความพร้อมทางการเรียนเป็นพัฒนาการระดับหนึ่งที่เด็กสามารถ เรียนรู้ สิ่งต่างๆได้ในอัตราเร็วของเด็กทั่วไป ความสามารถในด้านการปรับตัวและความสนใจที่จะเรียน แล้วบังเกิดผลดี และมีประสิทธิภาพ ซึ่งความสามารถดังกล่าวเกิดจากการที่เด็กมีพัฒนาทางด้าน ร่างกาย อารมณ์ สังคม และ สติปัญญาตามวุฒิภาวการณ์เรียนรู้และการฝึกฝน 2.2.2 องค์ประกอบของความพร้อม ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2543 : 12) ได้ก าหนดองค์ประกอบ ของความพร้อมทางการเรียนรู้รวดเร็วและบังเกิดผลดี ดังนี้ 1. วุฒิภาวะ คือ ช่วงระยะเวลาของพัฒนาการที่เหมาะสมที่สุดที่จะสอนทักษะต่างๆ แก่เด็กให้ เกิดการเรียนรู้รวดเร็วและบังเกิดผลดี 2. ความพร้อมทางด้านร่างกาย คือ อวัยวะในการรับรู้ ได้แก่ ตา สามารถแยกสิ่งที่เห็นได้ดี หู สามารถแยกสิ่งที่ได้ยินได้ดี จมูก สามารถแยกสิ่งที่ดมได้ดี มือ สามารถหยิบจับสิ่งของได้มั่นคง ตาและมือประสานกันดี อวัยวะในการเปล่งเสียง สามารถเปล่งเสียงได้ดี สุขภาพ แข็งแรงสมบูรณ์ 3. ความพร้อมทางด้านสติปัญญา คือ มีความสามารถในการรับรู้และถ่ายทอดได้ดีมีความจ าดี มีความเข้าใจเหตุผล และค าอธิบายต่างๆ มีความคิดสร้างสรรค์ และรูจักแกปัญหาได้ 4. ความพร้อมทางด้านอารมณ์ คือ มีอารมณ์ที่มั่นคง ช่วงความสนใจนานพอควร มี ความ อดทน และความพยายามในการท างาน ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2543 : 15) ได้แบ่งองค์ประกอบ ความพร้อม ทางการเรียนเป็นด้านๆ ดังนี้
15 1. องค์ประกอบด้านร่างกาย ความเจริญเติบโตโดยทั่วไปด้านร่างกาย เช่น มี สุขภาพดี อนามัยสมบูรณ์ สามารถบังคับกล้ามเนื้อเล็กและใหญ่ได้ ตลอดจนประสาทสัมผัสต่างๆ ท างานสัมพันธ์กันดี 2. องค์ประกอบด้านสติปัญญา หรือการรู การคิด ได้แก่ ความสามารถในการสังเกต จ าแนก เปรียบเทียบ จัดประเภทสิ่งแวดลอมทุกชนิดที่อยู่รอบกาย ความสามารถด้านภาษา การนับ การรู้ค่าของจ านวน และความเข้าใจสิ่งแวดล้อม และประสบการณ์รอบตัวทุกชนิด 3. องค์ประกอบด้านลักษณะนิสัย และสังคมนิสัย ได้แก่ ความสามารถในการ ปรับตัวได้ดีทั้งส่วนตัวและสังคม หรือมีคุณลักษณะที่ดีด้านกิจนิสัย สุขนิสัยและสังคมนิสัย เช่น การท างานที่ ได้รับมอบหมายได้ ช่วยตนเองหรือท ากิจกรรมส่วนตัวได้ ควบคุมความประพฤติตนเอง ได้เมื่อไม่อยู่ เข้ากับ เพื่อนได้ Downing & Thackrey (1971 อ้างถึงใน จงจิต เคาสิม, 2555) ได้แบ่ง องค์ประกอบของความ พร้อมไว้ 4 กลุ่ม คือ 1) องค์ประกอบทางกาย (Physical Factors) ได้แก่ การบรรลุวุฒิภาวะด้าน ร่างกายทั่วไป เช่น การมองเห็น การได้ยิน อวัยวะที่ใช้พูดปกติ 2) องค์ประกอบทางสติปัญญา (Intellectual Factors) ได้แก่ ความสามารถในการ จ าแนก ภาพและเสียง (Discrimination) ความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับการ แกปัญหาด้านการเรียนอ่าน 3) องค์ประกอบทางด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Factors) ได้แก่ พื้นฐานด้านภาษาที่ ได้รับจากทางบ้าน และประสบการณ์สังคม 4) องค์ประกอบด้านอารมณ์ แรงจูงใจ และบุคลิกภาพ (Emotional Factors, Motivation and Personationity Factors) ได้แก่ ความมั่นคงทางด้านอารมณ์ และความ ต้องการที่จะเรียนอ่าน ระวีวรรณ สาลิการิน (2556) ได้แบ่งองค์ประกอบของความพร้อมเป็นด้านต่างๆ ได้ดังนี้ 1) องค์ประกอบทางกาย เป็นพัฒนาการทางกายที่เจริญงอกงามตามภาวะปกตินิสัย ตามวัย ได้แก่ ความสามารถในการใช้อวัยวะต่างๆ การมองเห็น การได้ยิน ความพร้อมเหล่านี้ คือ ความสามารถใช้มือ ในการจับดินสอลากเส้นต่างๆ ความสามารถจ าแนกเสียงที่ได้ยิน การ มองเห็นความแตกต่าง ความคลายคลึง ของภาพ ตัวเลข ตัวอักษร เป็นต้น 2) องค์ประกอบด้านสติปัญญา ได้แก่ ความสามารถทางด้านความคิด ความสามารถเข้าใจ ความหมายของค า ข้อความที่ได้ยินและมองเห็น ความสามารถในการรับรู้ ความสามารถใน การให้และรับ การ ปฏิบัติตามระเบียบและขอตกลงของกลุ่ม 3) องค์ประกอบด้านอารมณ์และสังคม ได้แก่ ความมั่นคงทางอารมณ์และการจูงใจ ให้รับ การปฏิบัติตามระเบียบและขอตกลงของกลุ่ม 4) องค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ประสบการณ์ต่างๆที่เด็กได้รับจากทางบ้าน ด้านการใช้ ภาษาและประสบการณ์ต่างๆในทางสังคม จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ความพร้อมจะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยองค์ประกอบหลายๆด้าน ได้แก่ ทางกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา สิ่งแวดล้อม แรงจูงใจและบุคลิกภาพ ทั้งนี้ความพร้อม จะต้องขึ้นอยู่กับ วุฒิภาวะ ประสบการณ์ และความสนใจในการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย ดังนั้นครู จะต้องสร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียน
16 เกิดความสนใจที่จะเรียนด้วยการใช้เทคนิควิธีและจัดกิจกรรมต่างๆให้ สอดคลองกับความสนใจและความต้องการ ของผู้เรียน ซึ่งจะมีผลให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ 2.2.3 เครื่องมือวัดและประเมินความพร้อม ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2564) กล่าวถึงการวัดและประเมินความ พร้อมในการเรียนของเด็กว่าจะประเมินทั้งกระบวนการและผลการปฏิบัติ เครื่องมือ ต่างๆที่ใช้วัดและประเมิน ความพร้อมในระดับก่อนประถมศึกษา มีดังนี้ 1) การสังเกต การสังเกตของครูเป็นเครื่องมือประเมินความพร้อมที่เหมาะสมกับเด็ก เล็กมาก และมีประสิทธิภาพกว่าเครื่องมือในการปฏิบัติจริง ด้วยการดู ฟัง บันทึก วิเคราะห์ และ สรุปขอมูลต่างๆ 2) การสนทนา การสนทนาเป็นเครื่องมือประเมินความสามารถด้านภาษา โดยเฉพาะ การ พูดและการฟัง เพราะเด็กยังไม่สามารถใช้การอ่านและการเขียนได้การสังเกตประกอบการ สนทนาจะท าให้ครู เข้าใจพฤติกรรมของเด็กมากขึ้น การสนทนาจะใช้ได้ดีตั้งแต่เริ่มตนสอน ขณะ สอน และภายหลังสอน 3) การตรวจผลงาน ใช้เป็นเครื่องมือประเมินควบคู่กับการสนทนา เพราะเป็นวิธีการ ที่จะท า ให้ครูผู้สอนทราบความรู้ ความคิด ความเข้าใจของเด็กได้ ดังนั้น ทุกครั้งที่ผู้เรียนน าผลงาน ที่แสดงถึงความ พร้อมด้านสติปัญญา ลักษณะนิสัย และสังคมนิสัยมาส่งครูจะต้องซักถามด้วยทุกครั้ง 4) การทดสอบด้วยวาจา เมื่อจบการเรียนช่วงเวลาหนึ่ง ครูต้องการจะทดสอบความรู้ ความ เข้าใจของผู้เรียน อาจท าได้โดยใช้การทดสอบด้วยวาจา เพราะเด็กยังอ่านเขียนไม่ได้ ดังนั้น การทดสอบด้วย วาจาจึงเหมาะสมกับเด็กในระดับก่อนประถมศึกษา การทดสอบด้วยวาจา ควร ปฏิบัติดังนี้ 4.1) เตรียมขอสอบไว้ล่วงหนา อาจเป็นขอสอบมีภาพประกอบ หรือเป็นของจริง 4.2) สร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง น่าสนใจ สนุกสนาน จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การประเมินความพร้อมจะมีการประเมินทั้งกระบวนการและ ผลการปฏิบัติ ซึ่งมีเครื่องมือในการวัดและ ประเมินความพร้อม ได้แก่ การสังเกต การสนทนา การ ตรวจผลงาน การทดสอบด้วยวาจา เป็นต้น ซึ่ง ครูผู้สอนระดับก่อนประถมศึกษาจะต้องเลือกใช้ เครื่องมือต่างๆเหล่านี้ในการวัดและประเมินผู้เรียนให้เหมาะสม กับพัฒนาการของเด็ก 2.3 การเขียน 2.3.1 ความหมายของการเขียน ความหมายของการเขียน ได้มีผู้ให้ความหมายไวพอสรุปได้ดังนี้ การเขียนเป็นทักษะหนึ่งในทักษะทางภาษาทั้ง 4 ซึ่งมีความส าคัญใช้ในการถ่ายทอดสื่อ ความหมายให้ผู้อื่นได้รับรู้ และเข้าใจ มีผู้ให้ความหมายของการเขียนไวดังนี้ เสนีย์วิลาวรรณ (2556, หน้า 156-159) กล่าวว่าการเขียนคือการถ่ายทอดความรู้ความคิด และประสบการณ์ต่างๆ ไปสู่ผู้อื่นโดยใช้ตัวอักษรเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอด สอดคล้อง กับวิไลลักษณ์บุญ เคลือบ (2556) ให้ความหมายการเขียนว่าเป็นการถ่ายทอดความคิดความต้องการ ของบุคคลในรูปสัญลักษณ์คือ ตัวอักษรเพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจ
17 สนิท ฉิมเล็ก (2560 อ้างถึงใน รัญจวน ประโมจนีย9, 2564) กล่าวว่า การเขียน หมายถึง การที่มนุษย์ประสงค์ที่จะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด และความในใจของตนออกมาให้ผู้อื่น ได้ทราบ โดยขีดเขียนเป็นสัญลักษณ์แทนความรู้สึกนึกคิดและความในใจเหล่านั้น คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2563) กล่าวถึงการเขียนว่า เป็นการถ่ายทอด ความคิด ความรู้สึก และความเข้าใจตนเองออกมาเพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจ และเป็นเครื่องมือ ส าหรับ พัฒนา ความคิด สติปัญญา ตลอดจนเจตคติด้วย การเขียนจึงเป็นทักษะการแสดงออกที่ส าคัญ และสลับซับซ้อน วรรณี โสมประยูร (2563, หน้า 146) ได้ให้ความหมายของการเขียนไว้วา ่การเขียน หมายถึง การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของบุคคลออกมา เป็นสัญลักษณ์หรือตัวอักษร เพื่อสื่อความหมาย ให้ผู้อื่นเข้าใจได้ เพราะการเขียนเป็นทักษะ การส่งออกตามหลักของภาษาศิลป์ ซึ่งสอดคล้องกบอัจฉรา ชีวพันธ์ (2553, หน้า 1) ที่กล่าวไว้วา การเขียนเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด และประสบการณ์ต่าง ๆ ของผู้เขียน เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นเกิดความเข้าใจได้ตรงตามที่ผู้เขียนต้องการ เช่นเดียวกบ สุวัฒน์วิวัฒนานนท์ (2551, หน้า 67) ที่กล่าววา การเขียนเป็นวิธีการสื่อสารอย่างหนึ่งของมนุษย์ ่ ที่แสดงออกทางภาษาเป็นลายลักษณ์อักษร แสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกที่มีอยู่ในใจ ให้ผู้อื่นได้รับรู้ สรุปได้ว่า การเขียน หมายถึง การที่เด็กขีดเขียนสัญลักษณ์ต่าง ๆ เหมือนตัวอักษรจริง หรือไม่ก็ได้ เป็นกระบวนการสื่อที่แสดงออกถึงความรู้สึกความต้องการและความคิดออกมาในงานเขียน โดยผ่านการสื่อสารด้วยระบบเครื่องหมาย เช่น ตัวอักษรและสัญลักษณ์การเขียนของเด็ก ปฐมวัยจึงเป็น การจับปากกาหรือดินสอลากไปมาบนกระดาษ แล้วสามารถบอกได้ว่ารอยขีดนั้นคือ อะไรเชื่อมโยงเป็นเรื่องราว และสามารถอธิบายสิ่งที่ขีดเขียนให้ผู้อื่นเข้าใจได้ 2.3.2 ความส าคัญของการเขียน นภดล จันทร์เพ็ญ (2561 อ้างถึงใน รัญจวน ประโมจนีย 9, 2564) ได้สรุป ความส าคัญของการเขียนไว้ดังนี้ 1) การเขียนเป็นการสื่อสารของมนุษย์ 2) การเขียนเป็นการถ่ายทอดความรู้ 3) การเขียนสามารถสร้างความสามัคคีในมนุษยชาติ 4) การเขียนเป็นการระบายออกทางอารมณ์ของมนุษย์ วรรณี โสมประยูร (2557 อ้างถึงใน รัญจวน ประโมจนีย9, 2554) กล่าวว่าการเขียนเป็น เครื่องมือสื่อสารอย่างหนึ่งของมนุษย์ ที่ต้องการถ่ายทอดความคิดความเข้าใจ และประสบการณ์ของตนออกเสนอ แก่ผู้อ่าน เป็นการระบายอารมณ์ช่วยให้เกิดพัฒนาการทางสติปัญญาและความคิด สร้างสรรค์เช่น ใช้บันทึกสิ่งที่ได้ จากการฟังและการอ่าน นอกจากนี้ยังช่วยในการเสริมสร้าง บุคลิกภาพที่ดี เช่น รู้จักสังเกตพิจารณา มีความตั้งใจ มีความแม่นย า ความเป็นระเบียบความรอบคอบ และท าให้เกิดนิสัยรักสวยรักงาม นอกจากนี้ วรรณีโสมประยูร (2563 อ้างถึงใน รัญจวน ประโมจนีย9, 2560) ได้กล่าวถึง ความส าคัญของการเขียนไว้ดังนี้ 1) เป็นเครื่องมือสื่อสารอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดความคิดความเข้าใจและ ประสบการณ์ของตนออกเสนอผู้อ่าน
18 2) เป็นการเก็บบันทึกรวบรวมขอมูลที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ ซึ่งตนเคยมีประสบการณ์มาก่อน 3) เป็นการระบายอารมณ์อย่างหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องที่ผู้เขียนเกิดความรู้สึกประทับใจใน ประสบการณ์ที่ผ่านมา 4) เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรม เช่น ถ่ายทอดจากสมัยหนึ่งไปสู่อีกสมัยหนึ่งหรือ จากชาติหนึ่งไปสู่อีกชาติหนึ่ง 5) เป็นเครื่องมือพัฒนาสติปัญญาของบุคคล เนื่องจากการเรียนรู้เกือบทุกอย่างต้อง อาศัยการเขียนเป็นเครื่องมือส าหรับบันทึกสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ฟังหรืออ่าน 6) เป็นการสนองความต้องการของมนุษย์ ตามความประสงค์ที่มนุษย์แต่!ละคนปรารถนา เช่น เพื่อต้องการให้รูเรื่องราว ท าให้รัก ท าให้โกรธ และสร้างหรือท าลายความสามัคคีของคนในชาติ 7) เป็นการแสดงออกซึ่งภูมิปัญญาของผู้เขียน ท าให้รูสึกถึงความสามารถของผู้เขียนได้ จากวรรณกรรมหรืองานเขียนอื่น ๆ 8) เป็นอาชีพอย่างหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่ามีเกียรติ และเพิ่มฐานะทางเศรษฐกิจให้ สูงขึ้น 9) เป็นการพัฒนาความสามารถและบุคลิกส่วนบุคคลให้มีความเชื่อมั่นในตนเองในการ แสดงความรู้สึกและแนวคิด 10) เป็นการพัฒนาความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ทั้งต่อ ตนเองและสังคม นฤมล เฉียบแหลม (2545 : 22) ได้กล่าวถึงความส าคัญของการเขียนไวว่า การเขียนมี ความส าคัญคือ เป็นวิธีการสื่อสารอย่างหนึ่งที่ผู้เขียนส่งถึงผู้รับ โดยที่การเขียนนั้นสามารถ แสดงให้เห็นถึง ความรู้สึก อารมณ์สุนทรียะ ความต้องการ ภูมิปัญญาและประสบการณ์ของผู้เขียน การเขียนสามารถเก็บไว้ ได้นานและถือเป็นเครื่องมือถ่ายทอดวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง สรุปได้ว่า การเขียนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ สื่อสารที่ส าคัญเพราะท าให้ทุกคนสามารถถ่ายทอดความคิด ความเข้าใจ และประสบการณ์ของตนต่อผู้อื่น เป็น วิธีการที่เด็กได้ แสดงออกทางด้านภาษา อีกทั้งยังเป็นการระบายอารมณ์ช่วยให้เกิดการพัฒนาทางสติปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ครูควรต้องแนะน าให้เด็กรูจักเขียนโดยใช้ความคิดใช้ประสบการณ์ ความพอใจ ตลอดจนทักษะทางภาษาในระดับของตนเอง 2.3.3 องค์ประกอบของการเขียน สนิท ฉิมเล็ก (2560 : 181-182) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการเขียนไว้ว่า การเขียนมี องค์ประกอบส าคัญ 4 ประการคือ 1. ผู้เขียนหรือผู้ส่งสาร ผู้เขียนเป็นจุดก าเนิดที่ท าให้เกิดงานเขียนขึ้น ลักษณะต่างๆของ ผู้เขียนที่ ช่วยให้เกิดงานเขียนได้แก่ความรู้ การแสดงความคิดเห็น ความสามารถในการใช้ภาษา ล าดับความส าคัญ ลักษณะทางการเขียนที่ส่งผลไปถึงลายมือของผู้เขียน และความมีมารยาทในการเขียน 2. ภาษา ภาษาที่ใช้ในการเขียนมี 3 ระดับ คือ ภาษาพูด ภาษากึ่งแบบแผน และภาษาที่มี แบบแผนสามารถสอนผู้เขียนได้ทั้ง 3 ระดับ แต่!ความส าคัญอยู่ที่การเลือกใช้ภาษาอย่าง เหมาะสมกับกาลเทศะ บุคคล จุดมุ่งหมายสถานที่ เวลาและสถานการณ์9สิ่งแวดล้อม
19 3.เครื่องมือ เครื่องมือที่ท าให้เกิดสาร คือ เครื่องเขียน เช่น ดินสอ ปากกา กระดาษ หรืออื่นๆที่ใช้ แทนกันได้ และตัวอักษรที่อาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ลายมือ ถาลายมือสะอาด เรียบรอย ถูกต้องและชัดเจน ถือว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ 4. ผู้อ่าน ผู้อ่านเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญ ที่ผู้เขียนต้องค านึงถึง เพราะเป้าหมายส าคัญของการเขียน คือ มุ่งให้ผู้อ่านเกิดการรับรูและเข้าใจในสิ่งที่สื่อสารออกไป ดังนั้นผู้เขียนจึง จ าเป็นต้องเลือกเนื้อหา ภาษาวิธี เขียน รูปแบบการเขียนให้เหมาะสม และสอดคลองกับผู้อ่านจึงจะท าให้การสื่อสารเกิดประสิทธิภาพ สรุปได้ว่า องค์ประกอบของการเขียน มี 4 ประการ คือ ผู้เขียนหรือผู้ส่งสาร ภาษาเครื่องมือ ผู้อ่าน ซึ่งใน การสอนเพื่อพัฒนาการเขียนให้เด็ก 2.3.4 องค์ประกอบของเส้นในการเขียนพยัญชนะไทย ในการสอนเขียนพยัญชนะไทย จะต้องเข้าใจถึงลักษณะของเส้นพื้นฐานที่ประกอบเป็น พยัญชนะไทย ดังมีนักการศึกษาได้กล่าวไว้ดังนี้ คือ พูนสุข บุณย์สวัสดิ์ (2562) ได้ศึกษาเส้นที่เด็กจ าเป็นต้องฝึกหัดเขียนก่อนเรียน เขียนอักษรไทย มี 13 เส้น คือ พราวพรรณ เหลืองสุวรรณ (2563, น.79-80) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของเส้นในการเขียน พยัญชนะ ไทยไว้ว่า ธรรมชาติของเส้นที่ประกอบเป็นรูปพยัญชนะไทยมี 5 แบบ คือ 1. เส้นขีดลง ได้แก่! เส้นตั้งฉากและเส้นเฉียง 2. เส้นขีดขึ้น ได้แก่! เส้นตั้งฉากและเส้นเฉียง 3. เส้นขนาน 4. เส้นวงกลม เขียนตามเข็มนาฬิกาประกอบเป็นหัวพยัญชนะ สระ เช่น บ ข ม ด เ ไ เส้น วงกลมเขียนทวนเข็มนาฬิกา เช่น ย ค ว ผ ะ 5. เส้นหยักต่างๆ เช่น ตรงแหลม ได้แก่ พ ฬ ผ ฝ ฟ โค้งมน ได้แก่ ว อ จ ล ส โค้งแหลม ได้แก่ ต ฑ ฎ
20 เส้นต่างๆที่กล่าวมาแล้วจากการฝึกลีลามือ 13 เส้น ซึ่งเป็นเส้นที่จ าเป็นในการเขียนตัวอักษรไทยนั้นมี ความสัมพันธ์กับรูปพยัญชนะต่างๆ ดังต่อไปนี้ แบบที่ 1 เส้นตรงลง ได้แก่ตัวอักษร ก ข ช ค า แบบที่ 2 เส้นตรงขึ้น ได้แก่ตัวอักษร ก ฝ เ แ โ ใ แบบที่ 3 เส้นเฉียงซ้ายลง ได้แก่ตัวอักษร ข ฆ ฎ ฐ ว ฉ ล ไ แบบที่ 4 เส้นเฉียงขวาขึ้น ได้แก่ตัวอักษร ท ผ ฝ พ ห ฑ แบบที่ 5 เส้นเฉียงขวาลง ได้แก่ตัวอักษร จ ฐ ท ผ พ ส โ แบบที่ 6 เส้นเฉียงซ้ายขึ้น ได้แก่ตัวอักษร ง ฏ ฐ ธ จ ว ฉ อ ไ โ แบบที่ 7 เส้นนอนไปทางขวา ได้แก่อักษร ข ช ญ บ ป ย แบบที่ 8 เส้นนอนไปทางซ้าย ได้แก่ตัวอักษร ก ถ ฏ ธ ร แบบที่ 9 เส้นโค้งคว่ าไปทางขวา ได้แก่ตัวอักษร ล ศ ก ค น ม แบบที่ 10 เส้นโค้งคว่ าไปทางซ้าย ได้แก่ตัวอักษร จ ส อ ฎ ฏ แบบที่ 11 เส้นโค้งหงายซ้ายไปขวา ได้แก่ตัวอักษร ญ ฎ ฏ ฐ ษ ฬ อ ฮ แบบที่ 12 วงกลมซ้ายไปขวา ได้แก่!ตัวอักษร บ ต ฒ ม ฉ แบบที่ 13 วงกลมขวาไปซ้าย ได้แก่ตัวอักษร ค ต ผ ฝ ย ศ ฮ อ ฎ ฏ ภ ร โดยสรุปอาจกล่าวได้ว่า เส้นพื้นฐานที่ใช้ประกอบในการเขียนเป็นพยัญชนะไทยนั้น จะประกอบด้วยเส้นหลักๆ 5 แบบ คือ เส้นขีดขึ้น เส้นขีดลง เส้นขนาน เส้นวงกลม และเส้นหยัก ซึ่งผู้วิจัยได้ ใช้เส้นพื้นฐานจ านวน 13 เส้น ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมในการเขียนหนังสือให้เด็กระดับ อนุบาลในการ เรียนรู้ที่สูงขึ้นต่อไป
21 2.3.5 หลักการสอนเขียน พูนสุข บุณย์สวัสดิ์(2552) ได้เสนอวิธีเขียนส าหรับเด็กเริ่มเรียนในระดับชั้นอนุบาล หรือชั้นเด็กเล็กไว้ ดังนี้ 1. ให้ลากเส้นตามใจชอบและฝึกการระบายสี 2. ฝึกลีลาในการเขียนเส้นต่างๆ 13 เส้น ที่ใช้ประกอบเป็นตัวอักษรไทย 3. ให้สัมผัสกับตัวอักษรที่ฉลุด้วยไม่ขัดกระดาษทราย 4. ผู้สอนแสดงวิธีเขียนให้เด็กดู แล้วให้เด็กเขียนตามในอากาศ 5. ให้ใช้นิ้วมือลากเส้นตามลูกศรแสดงทิศทางการเขียนพยัญชนะแต่!ละตัวจากตนจนจบ 6. ให้ลากตามรอยอักษร โดยใช้กระดาษลอกลาย พิมพ์ตามจุดไข่ปลา เขียนในสมุด แบบฝึกหัด 7. ให้เขียนลอกตามแบบในสมุด ลากตามแบบตัวอักษรที่ผู้เขียนน ามาแสดง วรรณี โสมประยูร (2564) ได้ให้ขอเสนอแนะในการสอนเขียน ดังนี้ 1. ครูที่สอนเด็กเริ่มเรียน ก่อนให้เขียนพยัญชนะไทย ควรให้เด็กได้ฝึกหัดเขียนเส้น ต่างๆจนคุ้นเคย ก่อน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเขียนพยัญชนะไทยให้กับเด็ก 2. เส้นต่างๆที่จะฝึกให้เด็กเขียน ควรเรียงล าดับจากง่ายไปหายาก เพื่อไม่ให้เด็กเบื่อ หรือหมดความ พยายามเสียก่อน กล่าวคือ ควรให้ฝึกเขียนเส้นลงก่อนแล้วจึงสอนเส้นขึ้น เส้นนอน เส้นโค้ง ตามล าดับ 3. ฝึกให้เด็กเขียนเส้นที่ยาวประมาณ 1 นิ้ว แล้วฝึกให้หัดเขียนเส้นที่สั้นลงตามล าดับ 4. ระยะแรกของการฝึกเขียนควรใช้ดินสอที่มีไส้อ่อนๆ เขียนติดง่าย แล้วจึงค่อยๆให้ใช้แข็งขึ้น 5. ถ้าเด็กยังไม่พร้อมที่จะเขียนพยัญชนะไทย ครูไม่ควรบังคับให้เด็กเขียนเป็นอันขาด หรือถ้าเด็กพร้อม ที่จะเขียนพยัญชนะไทยแล้ว แต่ยังเขียนไม่ได้ดี ก็ควรให้เด็กฝึกเขียนเส้นให้ได้ดี เสียก่อน เพราะถ้าเด็กเขียนเส้น ต่างๆได้ดีจะท าให้เขียนพยัญชนะไทยได้ดีด้วย 6. การสอนเขียนพยัญชนะควรจะให้สัมพันธ์กับเส้นต่างๆเช่น จะสอน ง ก็ให้นักเรียนเขียนเส้นลงแล้ว ค่อยต่อหัวต่อหางก็จะกลายเป็น ง แล้วให้เด็กคิดต่อเส้นให้เป็นตัวพยัญชนะไทยตัว อื่นๆ เพื่อส่งเสริมความคิด สร้างสรรค์ด้วย 7. ครูผู้สอนเด็กเขียนพยัญชนะไทยควรจะร่วมมือกันสร้างแบบของพยัญชนะไทยที่เด็ก เขียนได้ง่ายขึ้น ใช้เอง 8. การสอนให้เด็กเขียนพยัญชนะไทย ควรจะสอนเป็นกลุ่มตามลักษณะรูปร่างที่ คล้ายคลึงกัน จะท าให้เด็กเขียนได้ง่ายขึ้น เช่น การสอนเขียน ก ถาเติมหัวก็จะกลายเป็น ถ และ ภ ซึ่งเด็ก จะรู้สึกภูมิใจในความส าเร็จในการเขียนของเขาด้วย เป็นการสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป เด็กจะไม่รู้สึกยุ่งยากใน การเปลี่ยนแปลงนั้น 9. การสอนเขียนควรสอนพยัญชนะกลุ่มที่ง่ายที่สุดไปหากลุ่มที่ยากที่สุด ตามผลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ 10. การสอนเขียนพยัญชนะไทยควรดึงประสบการณ์ของเด็กมาให้สัมพันธ์กับการเขียน ด้วย เพื่อช่วย ให้เด็กเกิดความรู้สึกว่า การเขียนของเขามีความหมายและส าคัญต่อตัวเด็กเอง จะช่วยให้เด็กเกิดความรัก ความ ภูมิใจที่จะเขียน และจะท าให้ประสิทธิผลของการเรียนเขียนสูงขึ้น 11. แบบฝึกหัดให้เด็กเขียนพยัญชนะไทยควรมีรูปภาพที่สัมพันธ์กับพยัญชนะที่เด็กจะ เขียน เพื่อเราให้ เด็กสนใจ จะเป็นเครื่องกระตุ้นให้เด็กอยากเขียนยิ่งขึ้น
22 12. สมุดแบบฝึกหัดคัดลายมือของส านักพิมพ์ต่างๆควรจะให้เด็กฝึกหัดคัดลายมือเป็น กลุ่มและควร เรียงจากกลุ่มที่ง่ายไปหายาก ยิ่งกว่านั้นแบบฝึกหัดคัดลายมือควรจะมีขนาดของ ตัวอักษรต่างๆกันคือเด็กที่เริ่ม เขียนใหม่ๆก็ให้มีขนาดใหญ่แล้วค่อยๆมีขนาดลดลงตามล าดับ 2.3.6 การเตรียมความพร้อมด้านการเขียน พูนสุข บุณย์สวัสดิ์ (2562) การเขียนในช่วงชั้นอนุบาล วุฒิภาวะทางร่างกาย ซึ่งเป็นความเจริญเติบโต ของเด็กที่จะเป็นพื้นฐานในการเขียนยังเจริญไม่พอ ต้องใช้เวลาสร้างเสริม ฝึกฝนให้ เด็กมีความพร้อมทาง พัฒนาการด้านต่างๆก่อนที่จะเขียน แล้วจึงให้เตรียมความพร้อมในการเขียน และฝึกให้เขียนตัวอักษรต่อไป ส าหรับชั้นประถมศึกษานั้นเด็กส่วนใหญ่มีพัฒนาการด้านต่างๆพร้อม อยู่แล้ว จึงให้เตรียมความพร้อมด้านการ เขียนต่อไปได้เลย ดังนั้นการจัดประสบการณ์การเขียนให้แก่ เด็กเริ่มเรียนจึงควรเป็นไปตามล าดับ พูนสุข บุณย์สวัสดิ์ (2562) ได้กล่าวถึง สิ่งที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับความพร้อมในการเขียนของเด็ก ปฐมวัย ซึ่งมี 7 ประการ ไว้ดังนี้ 1) การรับรูด้วยสายตา 2) ความสามารถในการควบคุมระบบกล้ามเนื้อ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างมือและสายตา 4) ความพร้อมทางอารมณ์ 5) ความพร้อมทางสังคม 6) ความพร้อมทางการรับรู 7) ความเข้าใจความหมายของศัพท์ต่าง ๆ เด็กแต่ละคนจะมีความพร้อมไม่เท่ากัน การที่จะส่งเสริมหรือเตรียมความพร้อมให้เด็ก นั้น ครูจะต้องเป็นผู้ที่คอยกระตุ้นให้เด็กเกิดความพร้อม นิตยา ประพฤติกิจ (2566) ได้กล่าวถึงกิจกรรมที่ใช้ส่งเสริมการเตรียมพร้อมในการเขียน มีดังนี้ 1) มีทัศนคติที่ดีต่อการเขียนของลูกไม่ว่าจะขยุกขยิกหรือไม่ก็ตาม เพราะนั่นคือพื้นฐาน ขั้นตนของการเขียน 2) จัดหากระดาษ ดินสอไว้ให้ลูกพร้อมเสมอ ให้ลูกวาดภาพ พ่อแม่เขียนค าบรรยาย ตามค าบอกเล่าของลูก 3) ช่วยเหลือลูกเมื่อลูกต้องการเขียนจดหมาย 4) ชื่นชมเมื่อเห็นลูกตั้งใจที่จะขีดเขียน 5) เขียนชื่อลูก (หรือค าอื่น ๆ ถาลูกสนใจ) ให้ลูกได้เห็น ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2564) ได้กล่าวถึงการเตรียมเด็กให้พร้อมในการเขียน อาจท าได้โดยการเตรียม อุปกรณ์และจัดกิจกรรม ดังนี้ 1)วัสดุเครื่องเขียน เช่น ดินสอ กระดาษ 2)ขนาดและชนิดของอักษร ควรให้เด็กคุ้นเคยกับลายมือที่อ่านง่าย ตัวโต 3) การถนัดซ้าย – ขวา หากเด็กถนัดซ้ายควรช่วยให้เด็กเขียนด้วยมือซ้ายให้ดี สรุปได้ว่า การส่งเสริมหรือเตรียมความพร้อมด้านการเขียนให้เด็กครูและผู้ปกครองจะต้องเป็นผู้ที่คอย แนะน า ช่วยเหลือ กระตุ้นให้เด็กเกิดความพร้อมในการเขียนพร้อมทั้งจัดหาสื่อ อุปกรณ์ในการเขียนให้กับเด็ก
23 เช่น ดินสอ กระดาษ สี โต๊ะ และเกาอี้ เป็นต้น เปิดโอกาสให้เด็กได้ท า กิจกรรมต่างๆตามความสนใจ เพื่อช่วย ให้เด็กมีความพร้อมในการเขียนและเตรียมความพร้อมที่จะ เรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้นต่อไป 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.4.1 งานวิจัยภายในประเทศ เกศสุคนธ์ แม้มณี (2564) ได้ท าการศึกษาเกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องทาง สติปัญญา เรื่อง การศึกษา ความสามารถในการเขียนพยัญชนะไทยของเด็กกลุ่มอาการดาวน์ ระดับ ฝึกได้ โดยใช้แบบฝึกทักษะ กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ เด็กกลุ่มอาการดาวน์ ระดับฝึกได้ อายุ 5-12 ปีจากศูนย์การศึกษาพิเศษ สถาบัน ราชภัฎพิบูลส่งครามและโรงเรียนประถมศึกษา อ าเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก จ านวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษาได้แก่ แบบฝึกทักษะ แบบทดสอบก่อนเรียน ระหว่างเรียนและหลังเรียน ผลการศึกษาพบว่า ความสามารถหลังการใช้ แบบฝึกทักษะสูงขึ้นกว่าก่อนฝึกทักษะ นุชมณีเติมผล (2563) ได้ศึกษาพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และแบบฝึกทักษะ ความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตาส าหรับนักเรียนชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 2 ผลการศึกษา ค้นคว้าพบว่า นักเรียนมีพัฒนาการการเรียนรู้ทั้ง 4 ด้านของนักเรียนแต่ละคนโดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และนักเรียนที่ ได้รับการฝึกจากแบบฝึกทักษะความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับตามี ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมือกับ ตาเพิ่มมากขึ้นจากก่อนได้รับการฝึก อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 สรุปได้ว่า แผนการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้และแบบฝึกทักษะความสัมพันธ์ระหว่าง กล้ามเนื้อมือกับตา สามารถส่งเสริมและเสริมสร้างให้กับเด็กได้ มีพัฒนาการเต็มศักยภาพได้จริง สามารถน าไปใช้จัดประสบการณ์9การเรียนรู้เพื่อนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ได้ เพิ่มศรี ชูวิเชียร (2562) ได้ศึกษาพัฒนาการด้านการเขียนของเด็กปฐมวัยโดยใช้ศิลปะการ วาดภาพต่อ เติมจากภาพพิมพ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ 4-5 ปีผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการ จัดกิจกรรมพัฒนาการด้านการเขียนโดยใช้ศิลปะการวาดภาพต่อเติมจากภาพพิมพ์ มีพัฒนาการด้านการเขียน แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ฉวีวรรณ นิติกาล (2561) ได้ศึกษาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ภาษาธรรมชาติที่มีผลต่อ ความสามารถด้านการอ่านและการเขียนของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือเด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ 5-6 ปี จ านวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการเรียนรู้แบบธรรมชาติมี ความสามารถด้านการอ่าน และ การเขียนสูงกว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการเรียนรู้แบบภาษาปกติอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ณัฐธยาน์ เชาว์เฉลิมกุล (2564) ได้ศึกษาความสามารถของการเขียนพยัญชนะไทย ของนักเรียนชั้น อนุบาลปีที่ 3-ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อย ผบการวิจัยพบว่า หลังการ สอนที่ใช้ประสาทสัมพันธ์หลายด้านร่วมกับการใช้สีเป็นรหัสสูงขึ้น พิมลพร พงษ์ประเสริฐ (2563) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและการเขียนสะกดค าของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของของฮันเตอร์ร่วมกับแบบฝึกทักษะ สูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 กาญจนา ชลเกริกเกียรติ(2561) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนค าพื้นฐานภาษาไทย โดยใช้ แบบฝึกทักษะสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ80.51./83.33 ซึ่งสูง กว่า เกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80/80 ผลที่เกิดกับนักเรียนหลังการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนค าพื้นฐาน ภาษาไทย โดยใช้แบบ ฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่านักเรียนมี
24 ทักษะการอ่าน และเขียนดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการอ่านและเขียนค า พื้นฐาน สูงขึ้น มีค่าเฉลี่ยร้อยละ 83.33 2.4.2 งานวิจัยต่างประเทศ เพียร์ซ (Pierce. 2019) ได้ศึกษาประเด็นใหญ่ที่โตคารมกันต่อไปโดยมีความมุ่งหมาย เพื่อ ก าหนดของเขตที่การเรียนรู้ทุกวันในชั้นอนุบาล ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการสะกดค าและการ เรียนอานที่ ประดิษฐ์ขึ้นมา ครูจ านวน 5 คน ท าเป็นตัวอย่างการเขียนให้กับเด็กชั้นอนุบาลจ านวน 78 คน ที่เขียนทุกวัน หรือเกือบทุกวันเป็นเวลา 20 สัปดาห์ เด็กกลุ่มทดลองมี 51 คน กลุ่ม ควบคุมมี 27 คน ซึ่งได้รับการ ทดสอบก่อนและหลังการทดลองโดยใช้แบบสังเกต ผลการวิเคราะห์ ความแปรปรวนรูปแบบผสมบ่งชี้ว่ามีความ แตกต่างอย่างมีนัยส าคัญระหว่างกลุ่มควบคุมกับกลุ่ม ทดลองในภาระงานเขียนตามค าบอก และการทดสอบการ เขียน ผลจากการทดสอบสัดส่วนตาม พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญในระดับการอ่านของกลุ่มควบคุมจาก การทดสอบก่อนการ ทดลองถึงการทดสอบหลังการทดลอง ผลของกลุ่มทดลองจากการทดสอบก่อนถึงหลังการ ทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญเช่นกัน ในตอนสิ้นสุดชั้นอนุบาล 82.35% ของกลุ่มทดลองอ่านหนังสือ ได้ ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีเพียง 48.15% อ่านหนังสือได้ การศึกษาครั้งนี้บ่งชี้ว่าตัวนักเรียนชั้น อนุบาลได้รับการ ส่งเสริมให้เขียนทุกวันและใช้การสะกดค าที่ประดิษฐ์ขึ้น จะมีความเป็นได้มากขึ้นที่ นักเรียนจะเขาสู่การอ่านในชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 ได้ ฟิลลิปส์ (Phillip.2018 : 36 ; อ้างถึงใน จิมราญ สุพรหมอินทร์. 2563 : 38)ได้วิจัยเรื่องการใช้ วรรณกรรมส าหรับเด็กเป็นเครื่องช่วยในการพัฒนาภาษาเขียนของเด็กการวิจัยครั้งนี้ได้ท าการทดลองในโรงเรียน ชนบทรัฐนิวฟาวด์แลนด์โดยใช้กลุ่มประชากรเป็นนักเรียน 6 ชั้นเรียนผู้วิจัยได้ท าการสุ่มกลุ่มทดลองมา 1 ชั้นเรียน อีก 5 ชั้นเรียนที่เหลือเป็นกลุ่มควบคุม ผู้วิจัยได้ ให้นักเรียนกลุ่มทดลองเขียนและอ่านวรรณกรรมส าหรับเด็กที่ คัดเลือกแล้วได้แก่กวีนิพนธ์ นิทานเทพนิยาย โดยก าหนดหัวข้อส าคัญในการพิจารณาคือ ในด้านเนื้อหาการใช้ศัพท์ โครงสร้างประโยคการแสดงออกทางการเขียนและความคิดริเริ่มผลการทดลองปรากฏว่า การใช้วรรณกรรมช่วยท า ให้เด็กนักเรียนกลุ่มทดลองมีมาตรฐานการเขียนการแสดงออกทางพัฒนาการด้านภาษา ดีกว่ากลุ่มควบคุม นอกจากนี้ยังใช้เทคนิคของวรรณกรรมพัฒนาภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการวิจัยยังเป็นประโยชน์ในการใช้ วรรณกรรมส าหรับเด็กช่วยพัฒนาภาษาและความคิดที่กว้างขวางรวมทั้งรูปแบบการเขียนที่ดีแก่เด็กด้วย จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ สรุปได้ว่า เด็กระดับปฐมวัยจะเกิดความพร้อมด้านการเขียน ครูและผู้ที่เกี่ยวของควรมีการพัฒนาสื่อและอุปกรณ์ เพื่อช่วยพัฒนาทักษะเหล่านี้ การส่งเสริมความพร้อมดังกล่าว ควรมีกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กได้ฝึกการใช้กล้ามเนื้อเล็ก กล้ามเนื้อมือ นิ้วมือ แขน ให้แข็งแรง สามารถหยิบ จับสิ่งของ ได้อย่างมั่นคง และการประสานงาน ระหว่างตากับมือเพื่อให้เด็กสามารถขีด เขียน ลากเส้นได้อย่างถูกต้อง และถูก ทิศทาง ถ้าเด็กได้รับการเตรียมความพร้อมด้านการเขียนที่ดีแล้วจะเป็นพื้นฐานในการเรียนระดับที่สูงขึ้นต่อไป ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาชุดฝึกลีลามือ ซึ่งประกอบด้วยการฝึกปฏิบัติด้วยกิจกรรมฝึกลากเส้นใน ลักษณะต่างๆและฝึกลากเส้นเชื่อมโยงตัวพยัญชนะไทยให้ถูกต้องและมีความสวยงาม ซึ่งน ามาใช้ในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนเพื่อให้เด็กระดับปฐมวัยมีความพร้อมในด้านการเขียนให้ถูกต้องและสวยงามตามหลักการเขียนที่ ดีในระดับสูงต่อไป
25 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถด้านการเขียนตัวอักษรให้ถูกต้องและสวยงาม ส าหรับนักเรียนชั้น อนุบาลปีที่ 2 ห้อง 3 โรงเรียนอนุบาลท่าตะโก อ าเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ โดยใช้ชุดฝึกลีลามือ ผู้วิจัยได้ ด าเนินการตามล าดับขั้นตอน ดังนี้ 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.3 ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ 3.4 แบบแผนการวิจัย 3.5 วิธีด าเนินการวิจัย 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัยที่ก าลังศึกษาในโรงเรียนอนุบาลท่าตะโก อ าเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ 3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการเขียนตัวอักษรให้ถูกต้องและสวยงามของ นักเรียนระดับปฐมวัย โดยใช้ชุดฝึกลีลามือ ให้ประสบผลส าเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ก าหนดไว้ ผู้วิจัยใช้การเลือกสุ่ม อย่างง่าย (Simple Random Sampling) เพื่อเลือกนักเรียนระดับปฐมวัย โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม ได้ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ห้อง 3 จ านวน 25 คน เพื่อใช้ในการทดลอง 3.1.3 เนื้อหาที่ใช้ในการท าวิจัย คือ การเขียนเส้นลักษณะต่างๆ ซึ่งเป็นเส้นพื้นฐานทั้งหมด 13 เส้น ที่ เชื่อมโยงตัวหนังสือพยัญชนะไทย ก-ฮ 3.1.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการท าวิจัย คือ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ใช้เวลาในการวิจัย 10 สัปดาห์ๆ ละ 4 วัน วันละ 40 นาที 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 3.2.1 ชุดฝึกลีลามือ ประกอบด้วย 1. ชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น
26 2. ชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับพยัญชนะไทย ก-ฮ 3.2.2 แบบทดสอบความสามารถด้านการเขียนประกอบด้วย 1. แบบทดสอบทักษะการเขียนพยัญชนะไทย ก-ฮ จ านวน 1 ชุด 2. แบบบันทึกคะแนนจากผลการใช้ชุดฝึกลีลามือ 3.3 ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ 3.3.1 การสร้างชุดฝึกลีลามือ 3.3.1.1 ชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น ซึ่งเป็นชุด ส าหรับฝึกทักษะการเขียนเส้นพื้นฐานทั้ง 13 เส้น โดยมีรายละเอียดและขั้นตอนการสร้างดังนี้ 1. ศึกษาทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของกับพัฒนาการของเด็กระดับปฐมวัย การเรียนรู้ และทักษะการสอนเขียนส าหรับเด็ก 2. สร้างเครื่องมือส าหรับใช้ในงานวิจัย เป็นชุดฝึกที่ใช้ฝึกทักษะด้านการเขียนเส้น พื้นฐาน 13 เส้น จ านวน 1 ชุด 3. น าชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น ที่สร้างขึ้น จ านวน 1 ชุด เสนอต่อประธานกรรมการ และกรรมการที่ปรึกษาตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมและเสนอแนะ ข้อบกพร่อง จากนั้นน าผลมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ 4. น าชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น ที่แก้ไขแล้วให้ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องว่ามีความเหมาะสมส าหรับนักเรียนระดับปฐมวัย ตามแบบประเมินที่ผู้ศึกษา ก าหนดดังนี้ +1 หมายถึง เมื่อแน่ใจว่ากิจกรรมนั้นเหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่างนั้น 0 หมายถึง เมื่อไม่แน่ใจว่ากิจกรรมนั้นเหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่างนั้นหรือไม่ -1 หมายถึง เมื่อแน่ใจว่ากิจกรรมนั้นไม่เหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่างนั้น 5. น าผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของ กิจกรรม น าผลที่ได้มาปรับปรุงและน าไปทดลองใช้กับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อน าผลมาพัฒนาปรับปรุง และน าไป ทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างเพื่อหาประสิทธิภาพต่อไป 3.3.1.2 ชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับพยัญชนะไทย ก-ฮ ใช้ประกอบ แผนการสอนประจ าสัปดาห์โดยสร้างตามจุดประสงค์การสอน มีขั้นตอนดังนี้ 1) ศึกษาหลักสูตรส าหรับเด็กปฐมวัย โดยศึกษาเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ และ แนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) ก าหนดขอบเขตเนื้อหาหน่วยการเรียนรู้ เพื่อสร้างชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่ เชื่อมโยงกับพยัญชนะไทย ก-ฮ 3) สร้างชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับพยัญชนะไทย ก-ฮ ส าหรับเด็ก ปฐมวัยจ านวน 1 ชุด 4) น าชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับพยัญชนะไทย ก-ฮ ที่สร้างขึ้น จ านวน 1 ชุด เสนอต่อประธานกรรมการและกรรมการที่ปรึกษาตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมและเสนอแนะ ข้อบกพร่อง จากนั้นน าผลมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ
27 5) น าชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับพยัญชนะไทย ก-ฮ ที่แก้ไขแล้วให้ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องว่ามีความเหมาะสมส าหรับนักเรียนระดับปฐมวัย ตามแบบ ประเมินที่ผู้ศึกษา ก าหนด ดังนี้ +1 หมายถึง เมื่อแน่ใจว่ากิจกรรมนั้นเหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่างนั้น 0 หมายถึง เมื่อไม่แน่ใจว่ากิจกรรมนั้นเหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่างนั้นหรือไม่ -1 หมายถึง เมื่อแน่ใจว่ากิจกรรมนั้นไม่เหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่างนั้น 6) น าผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของ กิจกรรมน าผลที่ได้มาปรับปรุงและน าไปทดลองใช้กับกลุ่มที่ไม่ใช้กลุ่มตัวอย่าง เพื่อน าผลมาพัฒนา ปรับปรุง และ น าไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างเพื่อหาประสิทธิภาพต่อไป 3.3.2 การสร้างแบบทดสอบความสามารถด้านการเขียน มีดังนี้ 1) ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบ จากเอกสารที่เกี่ยวของกับการสร้างแบบทดสอบ ความสามารถด้านการเขียน 2) ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านการเขียน 3) วิเคราะห์เนื้อหาเกี่ยวกับความสามารถด้านการเขียน ซึ่งประกอบด้วยความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อเล็ก การประสานงานระหว่างตากับมือ และความสามารถในการเขียนลีลาเส้น 4) สร้างแบบทดสอบความสามารถด้านการเขียน ซึ่งใช้วัดทักษะการเขียนพยัญชนะไทย ก-ฮ แล้วน าเสนอคณะกรรมการที่ปรึกษาพิจารณาเพื่อปรับปรุงแก้ไข 5) น าแบบทดสอบความสามารถด้านการเขียนที่ได้รับการปรับปรุงแล้วเสนอให้ครูพี่เลี้ยง พิจารณา แล้วน ามาวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหาโดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่าง ข้อสอบกับจุดประสงค์(IOC) 6) น าแบบทดสอบความสามารถด้านการเขียนไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับปฐมวัย ซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อน าข้อมูลที่ได้มาแก้ไขปรับปรุงแบบทดสอบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 7) น าแบบทดสอบความสามารถด้านการเขียนที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว เสนอคณะกรรมการ ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง 8) จัดพิมพ์แบบประเมินความพร้อมด้านการเขียนแล้วน าไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายที่ก าหนด ต่อไป 3.4 แบบแผนการวิจัย ผู้วิจัยก าหนดแผนการด าเนินงานดังนี้ การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาค้นคว้าแบบกึ่งทดลอง (Semi-Experimental Design) ที่ใช้ กลุ่มตัวอย่างเดียว โดยได้ด าเนินการทดลองโดยใช้การวิจัยแบบ One Group pretest - posttest Design (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2565: 249)ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้ด าเนินการทดลองโดยอาศัยการวิจัยแบบการ ทดลองกลุ่มเดียว ดังที่แสดงในตาราง ดังนี้
28 กลุ่ม Pre-test Treatment Post-test กลุ่มทดลอง T1 X T2 เมื่อ T1 คือ การทดสอบก่อนการทดลอง X คือ การด าเนินกิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้ชุดฝึกลีลามือ T2 คือ การทดสอบหลังการทดลอง 3.5 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ตามล าดับดังต่อไปนี้ 3.5.1 คัดเลือกนักเรียนระดับปฐมวัย ที่ได้รับการเตรียมความพร้อมพัฒนาการในการใช้กล้ามเนื้อเล็กและ การประสานงานระหว่างตากับมือมาแล้ว 3.5.2 เตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ซึ่งประกอบด้วยชุดฝึกลีลามือแบบทดสอบความสามารถด้านการ เขียน แบบบันทึกคะแนนจากผลการใช้ชุดฝึกลีลามือ 3.5.3 เตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการจัดการเรียนรู้ให้มีจ านวนเพียงพอกับกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยเป็นผู้ด าเนินการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ขั้นน า ประกอบด้วย - ผู้วิจัยจัดเตรียมแบบทดสอบความสามารถด้านการเขียน รวมทั้งสื่ออุปกรณ์ ที่ใช้ในการจัดกิจกรรม - ผู้วิจัยท าการทดสอบความสามารถด้านการเขียนของนักเรียนก่อนท าการสอนกับกลุ่มตัวอย่าง 2. ขั้นสอน ประกอบด้วย - ผู้วิจัยด าเนินการสอนตามแผนการสอนประจ าสัปดาห์โดยใช้ชุดฝึกลีลามือ เพื่อพัฒนาความสามารถ ด้านการเขียนส าหรับนักเรียนระดับปฐมวัยด้วยตนเองโดยสอนสัปดาห์ละ 4 วันวันละ 40 นาที ในช่วงเวลา 9.00-9.40 น. ของวัน จันทร์- วันพฤหัสบดี จนสิ้นสุดการทดลอง พร้อมบันทึกข้อมูลลงในแบบสังเกตพฤติกรรม และบันทึกผลการเรียนการสอนในแต่ละครั้ง สัปดาห์ ที่ วันที่ สอน ชุดกิจกรรม เวลา/วัน 1 จันทร์ ทดสอบก่อนเรียน โดยใช้แบบทดสอบทักษะ การเขียนพยัญชนะไทย ก-ฮ 40 นาที อังคารพุธ ชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น 40 นาที พฤหัสบดี ชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับ 40 นาที
29 สัปดาห์ ที่ วันที่ สอน ชุดกิจกรรม เวลา/วัน พยัญชนะไทย ก-ฮ 2 จันทร์ อังคาร ชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น 40 นาที พุธ พฤหัสบดี ชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับ พยัญชนะไทย ก-ฮ 40 นาที 3 จันทร์ อังคาร ชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น 40 นาที พุธ พฤหัสบดี ชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับ พยัญชนะไทย ก-ฮ 40 นาที 4 จันทร์ อังคาร ชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น 40 นาที พุธ พฤหัสบดี ชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับ พยัญชนะไทย ก-ฮ 40 นาที 5 จันทร์ อังคาร ชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น 40 นาที พุธ พฤหัสบดี ชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับ พยัญชนะไทย ก-ฮ 40 นาที 6 จันทร์ อังคาร ชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น 40 นาที พุธ พฤหัสบดี ชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับ พยัญชนะไทย ก-ฮ 40 นาที 7 จันทร์ อังคาร ชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น 40 นาที พุธ พฤหัสบดี ชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับ พยัญชนะไทย ก-ฮ 40 นาที 8 จันทร์ อังคาร ชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น 40 นาที พุธ ชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับ 40 นาที
30 สัปดาห์ ที่ วันที่ สอน ชุดกิจกรรม เวลา/วัน พฤหัสบดี พยัญชนะไทย ก-ฮ 9 จันทร์ อังคาร ชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น 40 นาที พุธ พฤหัสบดี ชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับ พยัญชนะไทย ก-ฮ 40 นาที 10 จันทร์ ชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น 40 นาที อังคาร พุธ ชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับ พยัญชนะไทย ก-ฮ 40 นาที 3. ขั้นทดสอบ - เมื่อสิ้นสุดการจัดการเรียนรู้ตามก าหนดครบทุกแผน ผู้วิจัยท าการทดสอบความสามารถ ด้านการเขียนของนักเรียนหลังการเรียนกับกลุ่มตัวอย่างอีกครั้งโดยใช้แบบทดสอบทักษะการเขียนพยัญชนะไทย ก-ฮ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นฉบับเดิม ตรวจให้คะแนนและบันทึกเก็บไว้เพื่อท าการวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์การพัฒนาความสามารถด้านการเขียนของนักเรียนระดับปฐมวัยโดยใช้ชุดฝึกลีลามือ ผู้วิจัยได้ด าเนินการดังนี้ 3.6.1 ค านวณหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 3.6.2 น าแบบฝึกย่อยระหว่างเรียนและแบบทดสอบความสามารถด้านการเขียนมาตรวจ ให้คะแนน เพื่อ ค านวณหาประสิทธิภาพของชุดฝึกลีลามือตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้สูตร E1/E2 3.6.3 วิเคราะห์ความแปรปรวนของคะแนนด้านการเขียนที่ได้จากการใช้ชุดฝึกลีลามือ ก่อนการใช้ชุดฝึกและระหว่างการใช้ชุดฝึก ในแต่ละช่วงสัปดาห์ โดยวิธีวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัด ซ้ า (One – Way Analysis of Variance : Repeated Measure) 3.7 สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยน าข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เชิงสถิติ ดังต่อไปนี้ 3.7.1 สถิติพื้นฐานในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1. คะแนนเฉลี่ย (Mean) ค านวณจากสูตร (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 104) ∑X X=——
31 N เมื่อ X แทน ค่าคะแนนเฉลี่ย ∑X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จ านวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง 2.ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค านวณจากสูตร N∑X2 −(∑X)2 S.D. = ——————— N(N−1) เมื่อ S.D. แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (∑X)2 แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกก าลังสอง ∑X2 แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดแต่ละตัวยกก าลังสอง N แทน จ านวนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 3.7.2 สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือ 1.วิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบทดสอบความสามารถด้านการเขียน โดยการหา ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมค านวณได้จากสูตร ดังนี้ (ลวน สายยศ และ อังคณา สายยศ. 2539 : 248-249) เมื่อ IOC หมายถึง ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ ∑R หมายถึง ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N หมายถึง จ านวนผู้เชี่ยวชาญ 2. การหาประสิทธิภาพของชุดฝึกลีลามือ ตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้ สูตร E1/E2 ดังนี้ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2532 : 495-496) ∑X
32 สูตร 1 E1 = N x 100 A เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑X แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหรือแบบทดสอบย่อยทุกชุดรวมกัน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหรือแบบทดสอบย่อยทุกชุด รวมกัน N แทน จ านวนนักเรียนทั้งหมด ∑X สูตร 2 E2 = N x 100 B เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ∑X แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังการจัดกิจกรรม B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังการจัดกิจกรรมด้วยชุดฝึก N แทน จ านวนนักเรียนทั้งหมด 3.7.3 สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบสมมติฐาน 1) วิเคราะห์ความแปรปรวนของคะแนนด้านการเขียนที่ได้จากการใช้ชุดฝึกลีลามือ โดยวิธี วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ า (One – Way Analysis of Variance : Repeated Measure) (สุรพลอุปดิสสกุล. 2547 : 333 -334) Yijk = µi + Rj ( i )+ Tk(i) + Bijk โดยที่Yijkคือ ค่าสังเกตของสิ่งทดลอง k ในซ้ า j ของการทดลอง i : i = 1, … ,p j = 1, … ,r k = 1, … ,t µi แทน เฉลี่ยทั้งหมดของการทดลองi Rj ( i ) แทน อิทธิพลทางลบ (additive effect) Tk(i) แทน อิทธิพลทางลบของสิ่งทดลอง k ในการทดลองi Bijk แทน ความคลาดเคลื่อนสุ่ม (random error)
33 3.7.4 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการบรรยายสรุปข้อค้นพบต่างๆ จากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนการสอน นักเรียนของผู้วิจัย โดยได้ข้อมูลจากหลักฐานและเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลซึ่งก าหนดกรอบในการ น าเสนอข้อค้นพบในการศึกษาในด้านความสามารถในการเขียน
34 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กโดยใช้ชุดสื่อฝึกทักษะเส้นพื้นฐานด้วยลีลามือ มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครสวรรรค์ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามล าดับดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ล าดับขั้นในการเสนอผลดารวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ล าดับขั้นในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้แบ่งการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. ผลการพัฒนาแบบฝึกความพร้อม ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ผลการพัฒนาแบบฝึกความพร้อม แบบฝึกทักษะความพร้อมที่ผู้วิจัยพัฒนาขั้น ประกอบด้วยแบบฝึกความพร้อมจ านวน 13 ชุด ซึ่งมีลักษณะ ดังนี้ ชุดฝึกที่ 1 เส้นตรงลากจากบนลงล่าง ชุดฝึกที่ 2 เส้นตรงลากจากบนลงล่างเฉียงไปทางซ้าย ชุดฝึกที่ 3 เส้นตรงลากจากบนลงล่างเฉียงไปทางขวา ชุดฝึกที่ 4 เส้นตรงลาก ชุดฝึกที่ 5 เส้นตรงลากจากล่างขึ้นบนเฉียงไปทางซ้าย ชุดฝึกที่ 6 เส้นตรงลากจากล่างขึ้นบน ชุดฝึกที่ 7 เส้นตรงลากจากซ้ายไปขวา ชุดฝึกที่ 8 เส้นตรงลากจากขวาไปซ้าย ชุดฝึกที่ 9 เส้นโค้งขึ้นลากจากขวาไปซ้าย ชุดฝึกที่ 10 เส้นโค้งขึ้นลากจากซ้ายไปขวา ชุดฝึกที่ 11 เส้นโค้งลากลงจากช้ายไปขวา ชุดฝึกที่ 12 วงกลมทวนเข็มนาฬิกา ชุดฝึกที่ 13 วงกลมตามเข็มนาฬิกา
35 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง การพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กโดยใช้ชุดสื่อฝึกทักษะเส้นพื้นฐานด้วยลีลามือ มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครสวรรรค์มีข้อเสนอแนะตามล าดับ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกความพร้อมในการเขียนของเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา 2. เพื่อเปรียบเทียบความพร้อมในการเขียนของเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษารายกรณี โดยศึกษากับเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย ในเรื่องของ กล้ามเนื้อมัดเล็กไม่แข็งแรง ไม่สามารถจับดินสอและเขียนหนังสือได้ จ านวน 1 คน ตัวแปรต้น คือ แบบฝึกลีลา 13 เส้น ตัวแปรตาม คือ ความพร้อมในการเขียน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า 1. แผนการสอนกิจกรรมชุดลีลามือที่มีประสิทธิภาพส าหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย ในเรื่อง ของกล้ามเนื้อมัดเล็กไม่แข็งแรง ไม่สามารถจับดินสอและเขียนหนังสือได้ จ านวน 13 แผน ซึ่ง แต่ละแผนจะเป็น การฝึกลีลามือและระบายสี 2. แบบประเมินการฝึกลีลามือด้วยการลากเส้นพื้นฐาน 13 เส้น 1. ประเมินความสามารถกรฝึกลีลามือก่อนการทดลอง (Pretest) โดยใช้แบบประเมินและกิจกรรมชุดฝึกลีลามือ 13 เส้น 2. ด าเนินงานทดลอง ตามแผนการสอนกิจกรรมชุดฝึกลีลามือ โดยสอนสัปดาห์ละ 4 วันวันละ 40 นาที ในช่วงเวลา 9.00-9.40 น. ของวัน จันทร์- วันพฤหัสบดี จนสิ้นสุดการทดลอง 3. ประเมินความสามารถการฝึกลีลามือหลังการทดลอง (Post - test) โดยใช้แบบประเมินชุดฝึก ลีลามือชุดเดิม สรุปผลการศึกษาค้นคว้า 1. แบบประเมินความพร้อมในการเขียนเป็นแบบประเมินลีลามือ จ านวน 13 ชุด ได้แก่ เส้นตรง ลากจากบนลงล่าง เส้นตรงลากจากบนลงล่างเฉียงไปทางขวา เส้นตรงลากจากบนลงล่างเฉียงไปทางซ้าย เส้นตรงลางจากล่างขึ้นบนเฉียงไปทางขวา เส้นตรงลากจากล่างขึ้นบนเฉียงไปทางขวา เส้นตรงลากจากล่างขึ้น บนเฉียงไปทางซ้าย เส้นตรงลากจากล่างขึ้นบน เส้นตรงลากจากซ้ายไปขาว เส้นตรงลากจากขวาไปซ้าย เส้น โค้งขึ้นลากจากขวาไปซ้าย เส้นโค้งขึ้นลากจากซ้ายไปขวา เส้นโค้งลงลากจากซ้ายไปขวา วงกลมทวนเข็ม นาฬิกา และวงกลมตามเข็มนาฬิกา จากกิจกรรมการลากเส้นต่างๆ เหล่านี้ ท าให้เด็กได้มีการพัฒนากล้ามเนื้อ มัดเล็ก วิธีการจับดินสอที่ถูกต้อง มีการท างานที่สัมพันธ์กันระหว่างกล้ามเนื้อนิ้วมือกับสายตาเพิ่มมากขึ้น และ ยังพบว่ากิจกรรมที่ให้เด็กฝึกนี้สามารถช่วยปรับพฤติกรรมท าให้เด็กมีสมาธิเพิ่มขึ้นด้วย
36 2. เด็กที่มีความพร้อมบกพร่องทางด้านสติปัญญา ก่อนฝึก สามารถเขียนเส้นได้ 7 เส้น และหลังฝึก สามารถเขียนได้ 11 เส้น เสดงว่า เด็กมีความพร้อมสูงขึ้น อภิปรายผลการศึกษาค้นคว้า การพัฒนาแบบประเมินความพร้อมในการเขียนส าหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย ในเรื่องของ กล้ามเนื้อมัดเล็กไม่แข็งแรง ไม่สามารถจับดินสอและเขียนได้ 1. แบบฝึกความพร้อมในการเขียน เป็นแบบฝึกลีลามือ จ านวน 13 ชุด เป็นการลากเส้นในลักษณะ ต่างๆ เช่น เส้นตรง ลากจากบนลงล่าง เส้นตรงลากจากบนลงล่างเฉียงไปทางขวา ส้นโค้งขึ้นลากจากขวาไป ซ้าย เส้นโค้งขึ้นลากจากซ้ายไปขวา เส้นโค้งลงลากจากซ้ายไปขวา วงกลมทวนเข็มนาฬิกา ฯลฯ จากกิจกรรม การลากเส้นต่างๆ เหล่านี้ ท าให้เด็กได้มีการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก วิธีการจับดินสอที่ถูกต้อง มีท างานที่ สัมพันธ์กันระหว่างกล้ามเนื้อนิ้วมือกับสายตาเพิ่มมากขึ้น และยังพบว่ากิจกรรมที่ให้เด็กฝึกนี้สามารถ ช่วยปรับพฤติกรรมท าให้เด็กมีสมาธิเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะ ขณะที่นักเรียนร่วมกิจกรรม นักเรียนได้ลงมือ เลือกกิจกรรม ทั้งยังเป็นการแสดงออกอย่างอิสระและสนุกสนาน จากกิจกรรมที่หลากหลาย ท าให้นักเรียน ได้มีโอกาส น าไปสู่การพัฒนาของกล้ามเนื้อมัดเล็กให้มีการประสานสัมพันธ์กับสายตา เพื่อน าไปสู่การเขียนได้ อย่างดี ท าให้นักเรียนเกิดสมาธิและสามารถพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมัดเล็กแข็งแรงขึ้น พัฒนาการรับรู้ ทางสายตาให้มีความสามารถใช้ภาษาและการเขียน 2. เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญาหลังการฝึกสามารถใช้ภาษาและการเขียนเส้นได้มากกว่า ก่อนฝึกเพราะกิจกรรมท าให้เด็กที่มีความพร้อมสูงขึ้นเพราะว่าประสิทธิภาพของแบบฝึกที่เขียนขึ้นตาม หลักการ และทฤษฎีการสอนที่หลากหลาย ด าเนินไปอย่างเป็นระบบและมีขั้นตอน มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากที่จะเน้นให้ผู้เรียนฝึกทักษะจากทักษะที่นักเรียนคุ้นเคย คือ เริ่มจากประเมินความสารถเบื้องต้น ของเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา แล้วค่อนเสริมพัฒนาการเด็กและเสริมแบบฝึกล าดับ ข้อสังเกตเกี่ยวกับการศึกษาครั้งนี้ จากการศึกษาครั้งนี้จะเห็นได้ว่า กิจกรรมชุดฝึกลีลามือ จะช่วยพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของ เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญาให้เพิ่มขึ้น รวมไปถึงทักษะการเตรียมความพร้อมในการเขียนของเด็ก เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาด้านอื่นๆ ดังนี้ 1. ช่วยส่งเสริมการประสนสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและสายตา 2. ช่วยพัฒนาการด้านอารมณ์ ท าให้เด็กสนุกสนานเพลิดเพลิน 3. ช่วยพัฒนาทางด้านสติปัญญา ในระหว่างท ากิจกรรมเรียนรู้ ฝึกคิดและตัดสินใจ นอกจากนี้แล้ว ขณะท าการทดลองผู้วิจัยยังพบว่าเด็กมีความสามารถในการใช้ภาษาเพิ่มขึ้นเด็กเกิดการเรียนรู้ ค าใหม่ๆ พร้อมกับได้เรียนรู้ความหมายของค าศัพท์จากผลงานที่ให้ปั่นนั้น ข้อเสนอแนะทั่วไป 1. ในขณะท ากิจกรรม ครูจะเน้นให้เด็กฝึกทักษะการพูดควบคู่ไปกับการท ากิจกรรมอย่างสม่ าเสมอ จะท าให้เด็กพูดได้คล่องแคล่วขึ้น 2. การจัดกิจกรรมครูควรค านึงถึงช่วงเวลาในการจัด เช่น ช่วงเช้าเด็กมีความสนใจมากกว่าช่วงบ่าย
37 บรรณานุกรรม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2551, หน้า 14-15). ความหมายของชุดกิจกรรม สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553, หน้า 14). ชุดกิจกรรมเป็นนวัตกรรมที่ครูใช้ประกอบ การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ โดยผู้เรียนศึกษาและใช้สื่อ ต่างๆ กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ (2554, หน้า 107). ชุดการสอน คือ สื่อและวิธีการสอน ที่น ามาใช้ส าหรับการสอนของผู้สอนและใช้ส าหรับการเรียน ของผู้เรียน นาถอนงค์กางถัน (2555) กล่าวว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นสื่อการสอนที่จะช่วยสร้างความมั่นใจและความพร้อมให้แก่ครู พนมพร ค่ าคูณ (2556, น.29) ได้สรุปความหมายของชุดกิจรรม อริยาภรณ์ ขุนปักษี (2561, หน้า 59.) ชุดกิจกรรม หมายถึง นวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อใช้ประกอบในการเรียนการสอนโดยให้มีเนื้อหา สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ ช่อผกา สุขุมทอง (2563, หน้า 42.) ชุ ดกิจกรรม หมายถึง ชุดกิจกรรมเป็นนวัตกรรมการสอน ที่ประกอบด้วยคู่มือครู คู่มือนักเรียน เนื้อหา กิจกรรม บุญเกื้อ ควรหาเวช (2560 : 92-94) ได้สรุปแนวคิดและหลักการในการน าเอาชุดกิจกรรมมาใช้ในระบบการศึกษา สรุปได้ 5 ประการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2565 : 5 – 6) ได้น าเสนอเกี่ยวกับความส าคัญของ ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือชุดการเรียนการสอน สุวิทย์ มูลค า และ อรทัย มูลค า (2565 : 52-53) ได้แบ่งชุดการสอนออกเป็น 3 ประเภท มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2550 : 6-7) เสนอแนวคิดในการแบ่งชุดกิจกรรมเรียนการการ สอนหรือชุดการเรียนการสอนมี 4 ประเภทใหญ่ๆ ถาวร ลักษณะ (2560 : 22) ได้เสนอขั้นตอนในการสร้างชุดการสอน สุรชัย จามรเนียม (2560 : 25-26) กล่าวถึง ขั้นตอนในการสร้างชุดกิจกรรม
38 ระพินทร์ โพธิ์ศรี (2549ก : 53-57) ได้กล่าวถึงขั้นตอนในการสร้างชุดกิจกรรมไว้ว่า การสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบด้วยขั้นตอน หลักๆ 5 ขั้น ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2552, หน้า 69.) ได้ให้หลักการในการออกแบบการสร้างชุดกิจกรรม พวงทอง อ่อนจ ารัส (2543 : 32) ได้ให้ความหมายของการเตรียมความพร้อม ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2543 : 8) ได้ให้ความหมายของ การเตรียมความพร้อมไว้ ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2543 : 12) ได้ก าหนดองค์ประกอบของความพร้อมทางการเรียนรู้รวดเร็วและบังเกิดผลดี ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2543 : 15) ได้แบ่งองค์ประกอบ ความพร้อมทางการเรียนเป็นด้านๆ Downing & Thackrey (1971 อ้างถึงใน จงจิต เคาสิม, 2555) ได้แบ่ง องค์ประกอบของความพร้อมไว้ 4 กลุ่ม ระวีวรรณ สาลิการิน (2556) ได้แบ่งองค์ประกอบของความพร้อมเป็นด้านต่างๆ ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2564) กล่าวถึงการวัดและประเมินความพร้อมในการเรียนของเด็กว่าจะประเมินทั้งกระบวนการและผลการ ปฏิบัติ เครื่องมือ ต่างๆที่ใช้วัดและประเมินความพร้อมในระดับก่อนประถมศึกษา เสนีย์วิลาวรรณ (2556, หน้า 156-159) กล่าวว่าการเขียนคือการถ่ายทอดความรู้ความคิดและประสบการณ์ต่างๆ สนิท ฉิมเล็ก (2560 อ้างถึงใน รัญจวน ประโมจนีย9, 2564) กล่าวว่า การเขียน หมายถึง การที่มนุษย์ประสงค์ที่จะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2563) กล่าวถึงการเขียนว่า เป็นการถ่ายทอด ความคิด ความรู้สึก และความเข้าใจตนเองออกมาเพื่อสื่อ ความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจ วรรณี โสมประยูร (2563, หน้า 146) ได้ให้ความหมายของการเขียนไว้วา ่การเขียน หมายถึง การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความ ต้องการของบุคคลออกมา นภดล จันทร์เพ็ญ (2561 อ้างถึงใน รัญจวน ประโมจนีย9, 2564) ได้สรุปความส าคัญของการเขียน สนิท ฉิมเล็ก (2560 : 181-182) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการเขียนไว้ว่า การเขียนมี องค์ประกอบส าคัญ 4 ประการ
39 พูนสุข บุณย์สวัสดิ์ (2562) ได้ศึกษาเส้นที่เด็กจ าเป็นต้องฝึกหัดเขียนก่อนเรียน เขียนอักษรไทย มี 13 เส้น พราวพรรณ เหลืองสุวรรณ (2563, น.79-80) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของเส้นในการเขียน พยัญชนะไทยไว้ว่า ธรรมชาติของเส้นที่ประกอบเป็นรูป พยัญชนะไทยมี 5 แบบ พูนสุข บุณย์สวัสดิ์(2552) ได้เสนอวิธีเขียนส าหรับเด็กเริ่มเรียนในระดับชั้นอนุบาล หรือชั้นเด็กเล็กไว้ วรรณี โสมประยูร (2564) ได้ให้ข้อเสนอแนะในการสอนเขียน พูนสุข บุณย์สวัสดิ์ (2562) การเขียนในช่วงชั้นอนุบาล วุฒิภาวะทางร่างกาย ซึ่งเป็นความเจริญเติบโตของเด็กที่จะเป็นพื้นฐานใน การเขียนยังเจริญไม่พอ พูนสุข บุณย์สวัสดิ์ (2562) ได้กล่าวถึง สิ่งที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับความพร้อมในการเขียนของเด็กปฐมวัย ซึ่งมี 7 ประการ นิตยา ประพฤติกิจ (2566) ได้กล่าวถึงกิจกรรมที่ใช้ส่งเสริมการเตรียมพร้อมในการเขียน ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2564) ได้กล่าวถึงการเตรียมเด็กให้พร้อมในการเขียน อาจท าได้โดยการเตรียมอุปกรณ์และจัดกิจกรรม เกศสุคนธ์ แม้มณี (2564) ได้ท าการศึกษาเกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องทาง สติปัญญา เรื่อง การศึกษาความสามารถในการ เขียนพยัญชนะไทยของเด็กกลุ่มอาการดาวน์ นุชมณีเติมผล (2563) ได้ศึกษาพัฒนาแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และแบบฝึกทักษะความสัมพันธ์ระหว่าง กล้ามเนื้อมือกับตาส าหรับนักเรียนชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 2 เพียร์ซ (Pierce. 2019) ได้ศึกษาประเด็นใหญ่ที่โตคารมกันต่อไปโดยมีความมุ่งหมาย เพื่อก าหนดของเขตที่การเรียนรู้ทุกวันใน ชั้นอนุบาล ที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาการสะกดค าและการ เรียนอานที่ประดิษฐ์ขึ้นมา ฟิลลิปส์ (Phillip.2018 : 36 ; อ้างถึงใน จิมราญ สุพรหมอินทร์. 2563 : 38) ได้วิจัยเรื่องการใช้วรรณกรรมส าหรับเด็กเป็นเครื่องช่วยในการพัฒนาภาษาเขียนของเด็กการวิจัยครั้ง นี้ได้ท าการทดลองในโรงเรียนชนบทรัฐนิวฟาวด์แลนด์
40 ภาคผนวก
41 ภาคผนวก เครื่องมือในการวิจัย - ชุดฝึกลีลามือ ประกอบด้วย 1. ชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น 2. ชุดฝึกลากเส้นตามรอยเส้นประที่เชื่อมโยงกับพยัญชนะไทย ก-ฮ -แบบทดสอบทักษะการเขียนพยัญชนะไทย ก-ฮ -แผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมเสริมทักษะการเขียนพยัญชนะไทย
42 ชุดฝึกลากเส้นตามรอยประในลักษณะเส้นต่างๆ จ านวน 13 เส้น
43 ใบงานที่ 1 แบบฝึกชุดกิจกรรมที่ 1 ฝึกการลากเส้นขีดลง ทั้งแบบเส้นตั้งฉากและเส้นเฉียง ชื่อ – นามสกุล...................................................................... วัน/เดือน/ปี.............................. ทักษะวิชา ภาษาไทย กิจกรรม ทดสอบการเขียน ค าสั่ง ให้นักเรียนเขียนเส้นตามรอยประ
44 ใบงานที่ 2 แบบฝึกชุดกิจกรรมที่ 1 ฝึกการลากเส้นขีดลง ทั้งแบบเส้นตั้งฉากและเส้นเฉียง ชื่อ – นามสกุล...................................................................... วัน/เดือน/ปี.............................. ทักษะวิชา ภาษาไทย กิจกรรม ทดสอบการเขียน ค าสั่ง ให้นักเรียนเขียนเส้นตามรอยประ
45 ใบงานที่ 3 แบบฝึกชุดกิจกรรมที่ 1 ฝึกการลากเส้นขนาน จากซ้ายไปขวาและขวาไปซ้าย ชื่อ – นามสกุล...................................................................... วัน/เดือน/ปี.............................. ทักษะวิชา ภาษาไทย กิจกรรม ทดสอบการเขียน ค าสั่ง ให้นักเรียนเขียนเส้นตามรอยประ