ข้าพเจ้า ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ขอมอบหนังสือ “สุขง่ายๆแค่ปลายจมูก” ฉบับขยายความนี้ เป็นธรรมบรรณาการแด่ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ขอความเป็นอุดมมงคลอันสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม จงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้าและครอบครัวตลอดไป
สุขง่ายๆ แค่ปลายจมูก ฉ บับขยายความ โครงการผลิตหนังสือธรรมะเพื่อการเจริญสติ ISBN : ๙๗๘-๙๗๔-๐๙-๖๕๔๔-๒ พิมพ์ครั้งที่ ๒๒ : กรกฎาคม ๒๕๕๕ จำ นวนพิมพ์ : ๑๐,๐๐๐ เล่ม ออกแบบรูปเล่ม : พชรชน ภาพปก-ภาพประกอบ : นาตยา คำ สว่าง พิสูจน์อักษร : ปาริชาติเนตรแก้ว, สามารถ เอื้อมเก็บ ติดต่อประสานงาน : พรทิพย์นวลศิริโทร. ๐๘-๔๖๘๘-๘๒๗๒ เจ้าของ : กองทุนจิตภาวนาชินวงส์ สำ นักปฏิบัติธรรม ประจำ จังหวัดพิษณุโลก แห่งที่ ๔ วัดวังหิน (ถ.เลี่ยงเมืองสุโขทัย-วังทอง) ต.พลายชุมพล อ.เมือง จ.พิษณุโลก โทร. ๐๘-๗๓๐๘-๔๓๘๗ Webside : www.chinawangso.net E-mail : [email protected] [email protected] พิมพ์ที่ : โฟกัสมาสเตอร์พริ้นต์ (หลัง ร.ร. เฉลิมขวัญสตรี) ๑/๒๐ ถ.บรมไตรโลกนารถ อ.เมือง จ.พิษณุโลก โทร. ๐๕๕-๒๒๕๐๓๗ หรือ คุณวิญญูจิตตเสถียร โทร. ๐๘-๑๖๗๔-๒๓๗๗ E-mail: [email protected]
อนโมทนาบุ ญุ หากทานใด คณะใด มีความประสงคจะพิมพ เผยแผเปนธรรมบรรณาการ โดยไมเรยกรีองคาตอบแทน ก็ใหกระทำไดโดยไมตองขออนุญาต และโปรดติดตอ กบโรงพ ัมพิ โดยตรง แตหากม การจำหน ีายขอสงวนสทธิ ิ์ ขอบุญบารมีกุศลความดีทั้งปวงและความเปน อดมมงคลอุนสังสูดทุงทางโลกและทางธรรม ั้จงบงเกัดิ มีแกผูบริจาคทรัพยและผูมีสวนรวมในการจัดพิมพ หนงสัอื “สขงุ ายๆแคปลายจม กูฉบบขยายความั ” และ ผูที่กำลังเดินทางไปสูความพนทุกขทุกทาน ขอเชญศิกษาการเจรึญสติเบิองตื้นได ท ี่ www.chinawangso.net อนุโมทนาบุญ หากท่านใด คณะใด มีความประสงค์จะพิมพ์ เผยแผ่เป็นธรรมบรรณาการ โดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทน ก็ให้กระทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาต และโปรดติดต่อ กับโรงพิมพ์โดยตรง แต่หากมีการจำหน่ายขอสงวนสิทธิ์ ขอบุญบารมีกุศลความดีทั้งปวงและความเป็น อุดมมงคลอันสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม จงบังเกิด มีแก ่ผู้บริจาคทรัพย์และผู้มีส ่วนร ่วมในการจัดพิมพ์ หนังสือ “สุขง่ายๆ แค่ปลายจมูกฉบับขยายความ” และผู้ที่กำลังเดินทางไปสู่ความพ้นทุกข์ทุกท่าน ขอเชิญศึกษาการเจริญสติเบื้องต้นได้ที่ www.chinawangso.net
คำนำ มหันตภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นมากมายจนเป็นปกติ ข่าวการเมืองที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ผู้คนที่อยู่ในสังคม แห ่งการยื้อแย ่งแข ่งขัน สินค้าอุปโภค-บริโภคแข ่งกันขึ้น ราคา ฯลฯ ล้วนก่อให้เกิดมลพิษแก่ชีวิตทั้งสิ้น หากปราศจากที่พึ่งทางจิตใจแล้ว มนุษย์ณ ห้วง เวลานี้ ล้วนน่าสมเพชเวทนา เพราะเต็มไปด้วยความทุกข์ ทั้งกายและใจ ภายนอกวุ่นวาย ภายในยิ่งมืดบอด ดุจคน พิการซ้ำซ้อน สติปัฏฐาน เป็นเครื่องมือที่พระพุทธองค์ทรงรับรอง ไว้ว ่าเป็นที่พึ่งที่แท้ ในฐานะที่เราทั้งหลายล้วนจมอยู ่ใน ทะเลแห่งทุกข์โดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ควรแสวงหาที่พึ่งแก่ตน ด้วยการฝึกฝนการเจริญสติปัฏฐาน จนกว ่าจะเลิก เคว้งคว้างไขว่คว้าสิ่งอันไร้แก่นสาร นั่นจึงจะสมกับการได้ เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ด้วยการุณยธรรม พระมหาวิเชียร ชินวํโส กรกฎาคม ๒๕๕๔
สารบัญ บนเส้นทางสังสารวัฏ ๒ ปรับใจก่อนการเจริญสติ ๑๐ เคล็ด(ไม่)ลับ ของการเจริญสติ ๑๘ เทคนิคการเจริญสติแบบง่ายๆ ๔๔ ธรรมชาติสอนธรรม ๖๔ ได้เมื่อไม่เอา ๗๔ ฝากไว้ให้คิด ๘๒ เส้นทางสร้างบุญ ๙๐
วนเวียนเวียนวน ชีวิตสับสน บนความมัวเมา รูตัวรูตน หมดความสับสน พนความมัวเมา ๑ บนเสนทางส งสารว ัฏั
บนเส นทาง สงสารว ั ฏ ั
ตามรอยบาทพระบรมคร ู หากแสนลาแสนหนักพักเสียบาง คอยปลอยวางตงจั้ตหยิดคุดถิงึ ฟงบทเพลงชีวิตอันติดตรึง เกลียด..โกรธขึ้ง..หลงผิด..ติดสิ่งใด เพียงรูปนาม..ตามปรมัตถสัจจะ เพียงอายตนะ..สืบตออนุสัย เพียงขันธหา..ปรากฏตามเหตุปจจัย เกิด..ตั้งอยู..ดับไป..ใชบังเอิญ หลงตดเหยิ อโลกไปทำไมก ื่นั อยาก..ยดมึนั่ ..ลาภ-ยศ-สขุ -สรรเสรญิ ดั่งหาแกนตนกลวย...ปวยการเกิน มัวหลงเพลินความวางเปลา..เขลาสิ้นดี เชญเถิดเพิอนเยื่อนแดนธรรมอืนลั้ำคา สมรรคาแหูงธรรมนำว ถิี ตามรอยบาทพระบรมครผููปราณี เพื่อชีวีอิสระละบวงมาร ชนวงส ิ ๓ บนเสนทางสังสารวัฏ
คนสวนมากคดวิามการศีกษาสึงูมทรีพยั สมบัติมาก มีครอบครัวที่สมบูรณมีสุขภาพ แข็งแรง และมีเกียรติยศชื่อเสียง จึงจะพบกับ ความสขุหารไมูว ากำล งจมอยักูบอดัตีหรอตืดอยิ ู กบอนาคตัเพราะชวีตทิสมบี่รณูแบบอย างนนั้ไม เคยมี หรอถืาจะพ ดกูนอักแงีหนงแลึ่ว เปาหมาย ชวีตทางโลกท ิเราที่กคนใฝุฝนถงนึนั้ไมเคยม ใคร ี เดนถิงึเพราะความตองการของมนษยุนนั้ไมเคย ยตุิเปลยนแปลงอย ี่ตลอดเวลาูถมเทาไรไม รจ ูกเตัม ็
ตามความเป นจริงของชีวิตนั้น สุขและ ทกขุท ที่กคนกำลุงประสบอย ั ูเปนเพ ยงสีงชิ่วคราวั่ บนเสนทางสายส งสารวัฏนั ี้มสามีชีวคราวั่มภรรยาี ชวคราวั่ มบีตรธุดาชิวคราวั่มทรีพยัสมบ ตัชิวคราวั่ แลวก พล ็ ดพรากจากกั นไป ัเมอเกื่ดในภพชาต ิ ใหม ิ ก ็ พากันแสวงหาสุขชั่วคราวและทุกข ชั่วคราวอยู ร่ำไป และยึดเอาสิ่งเหลานั้นวาเป นของตนเอง เกดแลิวตายตายแล วเก ดิ จำเจซ้ำซากอยางนาอดอึดั ระอา ไมรว ูาจะหาทางออกจากกบดักคัอการเวืยนี วายตายเกดนิ ไดี้อย างไร สิ่งที่เป นของเราจริงๆ คือปจจุบันขณะ ซึ่งไมใชวินาทีหนึ่งด วยซ้ำไป แตปจจุบันขณะ นนเกั้ดและดิ บไปอย ัางรวดเรวมาก ็ จนทำไดเพ ยงี อยางเดียวเทานั้นคือ“รู” เพราะกอนหน านี้หนึ่ง ขณะจตกิด ็ บไปแล ัว หลงจากนัอี้กหนีงขณะจึ่ตกิย ็ งั ไมเกิดขึ้น ๕ บนเสนทางสังสารวัฏ
ความเป นจริงที่ทารุณตอความร ูสึกของ คนทไมี่เคยฝ กจตกิค ็ อื “ตวเราั -ของเรา” ทแที่จรงิ นั้นไมมีมีแตเพียงความยึดมั่นถือมั่นในกายใจ หรือรูปนามนี้วาเป นตัวเรา-ของเราเทานั้น วัตถุที่ ทุกคนแสวงหาในทางโลกทั้งหมด จึงเป นเพียง ความสญเปล ูาเทานนเองั้ เคยสังเกตใจตนเองบางไหมวา เบอได ื่ท งวั้นัแตไมร ูวาเบ ออะไร ื่ เครียดได ทั้งวัน วุนวายได ทั้งวัน หมดทั้ง พลงทางกายและใจแต ั ไมร ูตววัาเครยดอะไร ี ฟงซ ุานได ท งวั้นกั ็ไมร ูตัววาฟุง จมอยูกับอดีตเชน ซึม เศร า เหงา แฮ งค ไดท งวั้นแตั ไมร ูตัว คดวนเวิยนซี้ำซากกบเรัองเดื่มๆิและทกขุ กบมั นได ัท งวั้นั โดยไมรต ูวั สขงุ ายๆแคปลายจม กู๖
อานหนังสือไปครึ่งหน าแล ว แตไมร ูวา อานอะไร หรอทานอาหารมือนื้นจนอั้มแปร ิ่แล ว แต ไมร ูวาทานอะไรเขาไปบ างฯลฯ ชีวิตของคนสวนมาก จึงตกอยูภายใต อำนาจของความไมร ูอยูตลอดเวลา แตหลงเข าใจ ผิดคิดวาตนเองมีสติร ูตัวอยู ฉะนั้นชีวิตที่แท จริง คือชีวิตที่ร ูอยูกับ ปจจุบันขณะ และคนที่มีชีวิตอยูกับปจจุบันขณะ ได นั้น คือคนที่มีสติร ูเทาทันปจจุบันอารมณ ตาม ความเปนจร งอยิเนู องๆืนนเองั่อาจกลาวได ว าที่ มนุษย จมอยูกับความทุกข ก็เพราะความไมรูใน ปจจุบันขณะนั่นเอง ทำอยางไรหนอ ทกคนจุงจะเลึกเดินวนอยิ ู ในเขาวงกต ตื่นขึ้นมาจากฝนกลางวันและมีชีวิต อยกูบปัจจบุนขณะให ัมากข นึ้ ๗ บนเสนทางสังสารวัฏ
๘ พระพทธเจุา ทรงสละชีวิตของพระองค ทั้ง ชีวิตทดลอง, ศึกษา, ปฏิบัติและสัมผัสผลแหง ความสขถาวรุอนเกัดจากการริ ปูจจบุนขณะัแลว นำมาสั่งสอนแนะนำมนุษย ให หลุดพ นจากเขา วงกตแหงสังสารวัฏมานานกวา ๒๕๐๐ ปแล ว และคำสอนเหลานั้นก ็ ยังเป นสัจธรรมที่เราทุกคน สามารถพิสูจน ได จนถึงวันนี้ สิ่งนั้นก ็ คือการมีสติสัมปชัญญะ“รู”กาย และใจนี้อันเปนคัมภีร แหงความพนทุกข ซึ่งแต ละคนแบกคัมภีร เลมนี้กันมาหลายภพหลายชาติ แลว แตไม เคยเป ดอานกนเสัยที ี สขงุ ายๆแคปลายจม กู
ปรบเอัย ...ปรบใจ ั เรยนรี สูงใหม ิ่ ตามความเปนจร งิ ละสงสมมต ิ่ิ หยดดุรูยูงิ่ จงเหึ นสรรพส ็ งิ่ คอหนืงเดึ่ยวี ...เอย ๙ ปรับใจกอนการเจริญสติ
ปรบใจ ั กอนการเจร ญสต ิ ิ
น้ำคาง หยดน้ำคาง ดพรูางพราวระยับวาว ระยบไหว ิสดมลุงั ..พงมลายัวะวาบไหว วอดวายวับ รงฤดุีพอรอนแรงระเหดแหิง ระเหยกล ับ แลวกลั่นเป น เชนพยบัสลายกลับ เกาะกิ่งไกว ประหนงเป ึ่น เช นส งสาร ั -วฏฏะวารั วนเวยนวีายมนษยุเอ ย ผ เวไนยฯ ูอยาเย อใย จนใจย ื่บั ชินวงส ๑๑ ปรับใจกอนการเจริญสติ
ผฝูกเจรญสติ ิมกมัชีอเรื่ยกตีางๆกนไปเช ัน โยคีนกปฏ ับิตัธรรมิธรรมจารณิ ีญาตธรรมฯลฯิ และมีชื่อเรียกวิธีการเจริญสตินั้นวา สติปฏฐาน, สมถกรรมฐาน, วิปสสนากรรมฐาน, จิตภาวนา, การเจรญภาวนาฯลฯแลิวแต จะเรยกกี นไป ั และมีเพื่อนนักปฏิบัติหลายคนตางยกยอง สำนกปฏ ับิตัของตนหริอยกยืองอาจารยของตนว า สอนถกตูอง สวนสำน กอันหรื่ออาจารยืท านอนๆื่ สอนผิด
บ างก ็ วาสำนักโนนสอนแคสมถะ สำนัก นี้สอนวิปสสนา คนโน นติดอยูแคสมถะ คนนี้จึง จะชื่อวาปฏิบัติวิปสสนาฯลฯ แท จริงแล วในพระไตรปฎกเองไมได แยก สมถะและวปิสสนาออกจากกนัทานเรยกรวมกีนั วา วิปสสนาธุระ สมถะกรรมฐานและวิปสสนา กรรมฐานจึงเป นของคูกัน ไมสมควรเป นอยางยิ่ง ที่จะแยกออกจากกันและขัดแย งกันในเรื่องนี้ เพราะบางคนต องเริ่มจากการเจริญสมถะ (ใจสงบ) ปูพื้นฐานใจให มั่นคงเสียกอน แล วจึง ยกขนสึ้วูปิสสนา (กเลสสยบิ ) ทำใหการปฏ บิตัไมิ แห งแล งเกินไปนัก แตบางคนเริ่มต นจากวิปสสนากอน มี ปญญาร ูความเกิดดับของรูปนาม พอใจเหนื่อยล า แล วก ็ จะเข าไปพักในสมถะเป นสุขวิหารธรรม (ธรรมเปนเคร องอยื่ของใจอ ูนเป ันส ขุ ) พอมกำล ีงั ๑๓ ปรับใจกอนการเจริญสติ
๑๔ แลว ใจจงจะออกมารึบรัร ูปนามตูอไป เอาเปนว าสงทิ่เราปฏ ี่บิตัอยินูี้จะเปนสมถะ หรือวิปสสนาก ็ ชางเถิด ต องถามตนเองวา เริ่มลง มอปฏ ืบิตัแลิว หรอยืงมัวเมาหมกมั นในโลก ุยวีสิยั อยางเต ็ มที่แล วยังเยาะหยันผ ูปฏิบัติวางมงายอยู เทานั้น ไมวาจะเป นสมถะหรือวิปสสนาก ็ ตาม ก ็ ล วนต องมีสติสัมปชัญญะคือมี“ความรูสึกตัว” อยดูวยเสมอ หากใครสงบนงดิ่งลิ่กึแลวไม ร อะไร ู เลยนนั้เขาเรยกวีาสมาธหิวตอั และการฝกเจริญสตินั้น ตางจากการทำ การงานทางโลก ทที่กคนพุงหวึ งผลประโยชน ัอ นั สมควรแกตนได แตการเจริญสตินั้นหากใคร คดวิา จะทำ... เพื่อใหใจสงบ เพื่อใหคลายเครียด สขงุ ายๆแคปลายจม กู
เพื่อจะไดเรียนเกง เพอจะได ื่ใบหน าผ องใส สวยมากกวาเดมิ เพื่อจะไดหายจากโรคภัยไขเจ็บตางๆ ที่ กำลังเปนอยู เพื่อลดความอวน ไมตองเปลืองสตางค ไปเขาคอรสลดความอวนตามที่ตางๆ เพื่อจะไดเปนผูวิเศษ มีหูทิพยตาทิพย หรอรื ใจูรความคูดผิอูนื่ หรือแมแตเพื่อจะละกิเลส ถอดถอน อาสวะ เพอประจ ื่กษัแจงพระนพพานิ แคคิดก็ผิดแลว! เพราะหากตั้งใจ,พยายาม หรืออยากได อยากดเกี นไป ิกจะทำไปด ็ วยอำนาจของความโลภ แม จะเปนความโลภในทางที่ดีอยางนี้ก ็ไมควร ในการฝกเจรญสตินิั้นตอง ไมเอา ไมหวัง ไมเปน ใดๆ ทงนั้นั้ดจดุงพัทธพจนุท วี่า ๑๕ ปรับใจกอนการเจริญสติ
๑๖ “สัพเพ ธัมมานาลัง อะภินิเวสายะ. ธรรมทงหลายทั้งปวง ั้ไมควรยดมึนถั่อม ื นั่ ” เมื่อปรับใจได ถูกต องเชนนี้แล ว ใจจะ คอยๆ ปลอยวางความยดมึนถั่อมื นในร ั่ปนามนูวี้า เปนเราไปเร อยๆื่เอง เพราะแทจร งแลิว ไมมเราที ี่ จะละหรอวางอะไรใดๆ ื ทงสั้นิ้ สขงุ ายๆแคปลายจม กู
ไมเผลอ ไมเพง ไมเพยรี ไมพกั ไมหน ีไมส ู ไมอย ูไมถอย ไมคอย ไมตาม ไมทำอะไร ... แ ครู... ๑๗ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ
เคลด ็(ไม)ลบ ั ของการเจร ิ ญสต ิ
ใบไม ลมพดระบั ดใบ ัใบไหวๆ ไกวโบกโบย พราวแสงตะวันโรย จงหลึ นโปรยอย เรูยงรายี วนวานยั งสดใส ัถงวึ นใหม ั ไยหล นหายลวงลับและกลับกลาย เป นเกลื่อนกลบซบธุลี รวงหลนคอรืเริมิ่ชวยเพมเติ่ มโลกสดส ิ ีหลอเล ยงสรรพช ี้วีีเออโลกน ื้ ใหี้งดงาม ชินวงส ๑๙ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ
หนงสัอเลืมน ี้ตองการส อกื่บผั ไมูมความรี ู ทางธรรมะมากนกัจงไม ึ ไดยกเอาข อม ลจากคูมภัรี เลมใดมาอ างอิง สิ่งที่นำมาเขียนตอไปนี้เกิดจาก ประสบการณ ตรง เป นเคล ็ ด(ไม)ลับ งายตอการ ปฏบิตัไดิจร งิคอื ๑. รปูจจบุนอารมณั ตามความเป นจรงิ ๒. ไมตดสันอารมณิวาดหรี อไม ืด ี ๓. ไมจำเป นวาจตติองสงบ ๔. ไมคดติอ ไมเลนกบความคัดิ ๕. อารมณไหนช ดรัอารมณูนนั้ ๖. “มนไม ัแน ” คาถาแกทกขุ
ปจจบุนอารมณั คอื... “รูปหรื อสีตาง ๆ” ที่สวยหรือนาเกลียด ซึ่งกระทบกับตาในขณะนั้น, “เสยงี ” อนไพเราะหร ัอบาดหืูทดี่งกระทบั กับหูในขณะนั้น, “กลิ่น” หอม,เหม ็ นที่โชยมากระทบกับ จมูกในขณะนั้น, “รส” อรอยหรอจืดชืดืทกระทบกี่บลั นใน ิ้ ขณะนั้น, ๑.รูปจจุบันอารมณ ตามความเป นจริง ๒๑ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ
๒๒ “ความเยน ็ ความรอน ความนมนวลิ่ความ หยาบกระดางท เรี่ยกวีาสมผัสั” ซงกระทบกึ่บกายั ในขณะนั้น, และ “ความนึก, ความคิด, ความฟุงซาน, ความปรุงแตง ที่เรียกวาธรรมารมณ ” ที่เกิดขึ้น กระทบกับใจในขณะนั้น อายตนะภายในคอืตา หูจมกูลนิ้กายและ ใจทั้ง ๖ ประการอันรับร ูปจจุบันอารมณ คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสและธรรมารมณ นี่แหละ คอวื ปิสสนาจารยต วจรังิระวงอยัาส งใจออกนอก และอยาแชนงอยิ่ภายใน ูเพราะกเลสเกิดทิ ใจน ี่เองี่ สงใจออกนอกก็ คือการปลอยใหใจคิดฟุง ปรุงแตงไปเรื่อยเปอย หรือเพลินกับสิ่งที่เห ็ น, ไดย นฯลฯโดย ิ “ไมร ” ูความคดิ,การเหน ็ , การไดย นิ ฯลฯนั้น ใจแชนงอยิ่ภายใน ูกค ็อใจท ืขี่ม , เพงหรอื สขงุ ายๆแคปลายจม กู
เพลดเพลินติดอยิกูบความสงบั , กบนัมิติหรอกืงวลั อยกูบทักขเวทนาทุเกี่ดขินึ้โดยไมรบรัอารมณ ูอ นๆื่ ที่เข ามากระทบทางตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ ในปจจุบันขณะนั้น สงทิ่ตี่องระว งอยัางยงกิ่ค ็ อืตองร อย ูางเป น ธรรมชาติหรือร ูให เบาๆ สบายๆ อยาบังคับ “รู”, ตงใจั้ , หรอพยายามมากเก ื นไป ิ จนกลายเปน “เพง ” อารมณ โดยไมตั้งใจ หรือแม แตการบังคับจิตให วาง ใหหยุดคิด หร ือใหหยุดฟุงซานก็ลวนแตผิด ทงสั้นิ้ขอเพยงรีอารมณ ูตามความเป นจร งทิ กำล ี่งั เกิดขึ้นอยูเทานั้น ระวงั..อวชชาิกค ็ อรื ูแตรตามท ูเราอยากให ี่ มนเป ัน กค ็ อืหลงวาร ูแต “วชชาิ ” ของพระพทธเจุา นั้น ต องร ูตามความเป นจริงเทานั้น ก ็ คือรูวาหลง นั่นเอง จงสังเกตตนเองเถิดวา“รูเน ื องๆ อยาง ๒๓ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ
๒๔ แทจรงิ” หรอไม ื เชน ... รวูาเหน็ โดยไมสนใจว าเห นอะไร ็ รวูาได ยนิ โดยไมมนหมายวั่า ไดย นเสิยงี อะไร รวูาฟ งโดยไม ุต องใส ใจว า ฟงเรุองอะไร ื่ รวูาค ดโดยไม ิตองตามรวูาคดเริ องอะไร ื่ รูวาหงุดหงิด โดยไมตองคนหาสาเหตุวา หงุดหงิดเรื่องอะไร รูวาใจมีความสุข โดยไมตองสนใจวาสุข เรื่องอะไรฯลฯ รวูารแลูวกวางลง็ ไมแบกยดรึนูนไว ั้ หรือแมแต ไมรูอะไรเลย ก ็ รูวาไมรู เทานนั้ อาการอยางนี้เรียกวา สักวาเห็น สักวา ไดยิน สักวาคิด สักแตวารูซึ่งเปนการเริ่มตน การ“ร” ูอยางถกตูองแลว สขงุ ายๆแคปลายจม กู
๒. ไมตดสันอารมณิว าดหรี อไม ืด ี โดยปกติของมนุษย ทั่วไป มักชอบตัดสิน ทกอยุางทเหี่น ็ ทไดี่ย นิทรี่ ูวาดหรี อไม ืดอยีเสมอู และทุกครั้งที่ตัดสิน ก ็ มักตัดสินไปตาม ความเชอื่ความเหนของตน ็ ตามทตนี่ไดย นได ิ ฟ ง ไดเร ยนรีศูกษามาึซงไม ึ่จำเป นว าตองถ กเสมอไปู เพราะในเรื่องเดียวกันหากไปถามคนอื่น เขาอาจ คิดหรือตัดสินไมเหมือนเราก ็ได ๒๕ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ
๒๖ กะลาของอุปาทานที่ครอบงำจิตใจเราคือ ก. การตดอยิ ในกามค ูณุ (กามปาทานุ ) เชน ตองปฏ บิตัทิ สำน ี่กโน ันจ งดึ ีตองเด นจงกรมอยิางน ี้ จงถึกู , ตองบร กรรมอยิางนถี้งจะใช ึ ได ข. ความเหน็ความเชอ ื่ (ทฏิ ปาทานุ ) ตาม ทไดี่เร ยนรีมา ูหรอการคืดติความของตนเองบีาง ค. ความยึดถ ือในขอปฏิบัติระเบียบ แบบแผน ประเพณีวฒนธรรมั (สลีพพตั ปาทานุ ) ตามที่ตนค ุนชินบ าง ง. และโดยเฉพาะอปาทานคุอืความยดมึนั่ วาม “ีตวเราั -ของเรา” (อตตวาทั ปาทานุ ) นแหละี่ เปนกะลาที่นากลัวที่สุด เพราะครอบงำปญญา ที่ควรจะเกิดไมให เกิดได ภาษานักปฏิบัติธรรมทานเรียกวา“สัญญา เกา” ที่ครอบงำสรรพสัตว ทั้งหลายให หลงติดอยู คอยตัดสินตนเองและคนรอบข างอยูตลอดเวลา สขงุ ายๆแคปลายจม กู
ยิ่งเป นการเจริญสติด วยแล ว ยิ่งต องไม ตดสันิ ไมเปร ยบเทียบสภาวะทีเกี่ดขินกึ้บกายและั ใจในขณะนั้น มิเชนนั้นจะเปนการเปดทางให อุปาทานเขามาบงการใจทันที เพราะการเจริญสตินี้เพื่อใหละสิ่งที่เปน ทวภาวะเหลิาน ี้เชน .. บญและบาป ุถาตองการบุญก็ยังมีบาป เปนของคูกัน ดและช ีวั่ถาตองการด ีจตกิพร็ อมจะใฝ ชวั่ ถกและผูดิเพราะถาตองการถกูกย็งมัผีดิ เปนเครื่องวัด ชอบและชงัเพราะชอบกบชังคักูนเสมอั สงบและฟุงซาน เพราะหากตองการ ความสงบ กย็งมั ความฟ ีงซุานเป นเส นขนาน ยึดมั่นและปลอยวาง หากยังตองการ ปลอยวางกย็งยัดมึ นในความไม ั่ยดมึนนั่นแหละั่ ๒๗ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ
๒๘ และที่สำคัญก็คือเหตุและผล เพราะถา ยงหาเหตัผลอยุูอปาทานในใจกุจะหาคำตอบ ็ ใหเราไดเสมอ อานมาถงตรงนึแลี้ว ผ ูไมเคยเจรญสติอาจิ แย งวาการปฏิบัติอยางไร เหตุผล ก ็ เทากับงมงาย เทานั้นเอง แตในความเปนจริงแลว มีเหตุผลทาง ธรรมอธิบายไดวา การฝกเจริญสติก็เพ ื่อหั่นภพ ลบชาติใหสั้นลง ถ ายังขืนติดบุญ ติดดีติดสุข ติดสงบ ติด เหตุผล ใจก็ ยังสร างภพชาติแหงความเป นมนุษย เทวดาและพรหมอยูถ าติดบาป ใจก็ จะสร างภพ ชาตแหิงสตวันรก เปรต อสรกายและเดรุจฉานอยั ู สวนการเจริญสตินั้น ก็เพ ื่อใหใจอยูเหน ื อ โลก เหน ื ออารมณ พนจากการเวียนวายตายเกิด ดังที่ได กลาวมาแล วในบทแรก สขงุ ายๆแคปลายจม กู
ฉะนั้นไมวาจะร ูอารมณ ใดก็ ตาม จงหยุด การตัดสินวา อารมณ อยางนั้นดีอารมณ อยางนี้ ไมดีหรืออารมณ ไหนกระทบแล วเกิดความสุข จึงดีแตถ าอารมณ ไหนมากระทบแล ว เกิดความ ทุกข ไมดีเพราะแท ที่จริงแล ว ไมวาสุขหร ื อทุกข ชอบหรอช ื งักล็วนเกดมาจากเหติอุนเดัยวกีนัคอ ื ตณหาอั นเป ันบอเกดแหิงทกขุท งสั้นิ้และควรปรบั ใจตนเองเสมอวา ไมวาจะมีสภาวะใดเกิดขึ้น สุข หร ื อทุกข ก็ตาม ก็มีคาเทากัน ค ื อมีคาแคใหผู ปฏบิตัไดิ “ร” ูเทานนั้ ๒๙ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ
๓๐ ๓.ไมจำเป นว าจตจะติองสงบ วิธีการอยางนี้เหมาะกับผ ูที่ไมมีเวลาเข า ห องกรรมฐานหรือไปปฏิบัติกับสำนักพอแมครู อาจารยท ไหน ี่แตตองการพบส นตัสิขและสามารถุ นำไปใช กับชีวิตประจำวันได เพราะการปฏิบัติอยางนี้เน นวา ใช เวลา ขณะที่เดินทำงานนั่นแหละ เป นเวลาเดินจงกรม ใช เวลาขณะที่นั่งเรียนหนังสือหรือนั่งทำงาน นนแหละั่เปนเวลาน งสมาธั่ิคอเนืน “ร”ูอยตลอดู ทั้งวัน ยกเว นเวลาหลับเทานั้น ใจจึงอาจไมสงบ เพราะเปนเพ ยงขณีกสมาธิคิอจืตติงมั้นขณะหนั่งๆึ่ เทานั้น สขงุ ายๆแคปลายจม กู
บางทานปฏิบัติอยางนี้แล ว ก าวหน ามาก กวาผ ูที่เก ็ บตัวเอาเป นเอาตายอยูในห องกรรมฐาน เสียอีก เพราะไมมีความเพงเล ็งอยากไดใครดี จนเกินไปนัก จึงเปนการรูอยางเปนธรรมชาติ ที่สุด เมื่อใจไมสงบก ็ อยาวิตกกังวลเลย ถ าสติ ทำงานเตมรอบแล ็ ว ใจจะสงบไปเอง แตถาหากม ี เวลาอยูบ างก ็ควรฝกนั่งสมาธิกอนนอน หรือ ตื่นนอนตอนเช าใหได อยางน อยวันละครึ่ง ชวโมง ั่โดยเรมจากเวลาิ่๑๐ นาทีแลวค อยๆเพมิ่ เวลาขึ้นทุกวันก ็ จะเห ็ นผลเร ็ วขึ้น ทตี่องให น งสมาธั่ิกเพราะว ็ าบางคนสมาธ ิ สั้น ความฟุงซานยาว หากจิตสงบในขณะที่นั่ง สมาธิบ าง ก ็ จะชวยให การระลึกร ูในขณะทำงาน หรอในขณะเร ืยนหนีงสัอมื ประส ีทธิภาพมากยิงขิ่นึ้ ๓๑ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ
๓๒ ๔. ไมคดติอ ไมเลนกบความคัดิ หลายคนบนวาไมให คิดตอนั้นทำได ยาก เหลือเกิน เพราะใจเคยชินกับการคิด ความฟุง ความปรุงแตงทั้งวันอยูแล ว บางคนพอเริ่มฝก ก ็ถอดใจ เพราะร ูสึกวาตนเองฟุงซานทั้งวัน เมื่อ กอนไม ได ปฏ บิตัิไมเหน็ ฟงซ ุานอยางน ี้ ทจรี่งแลิ วใจท กคนฟุง ุคดิ ปรงแตุงอยแลูว โดยธรรมชาติเมื่อเริ่มฝก “ร ู” จึงเริ่ม เห็นตาม ความเปนจรงิวา ใจมนฟั งเปุนปกต อยิางนเองี้ สขงุ ายๆแคปลายจม กู
ฉะนั้นเมื่อมีความฟุง ความคิด ความปรุง แตงเกดขินึ้กแค ็ “รวูาคดิ, รวูาฟงุ” แลวควรกล บั มา“รูลมหายใจ”ตอไปทันที การทำอยางน ไมี้ใชหนอารมณี เพราะเมอรื่ ู ความคิดนั้นแล ว ก ็ไมมีความจำเป นที่จะต องไป จมแชอยูกับความคิดนั้น อันเป นเหตุให เผลอคิด ตอได โดยง าย สงเกตดั ใหูด กีจะเห ็ นว ็ า ในขณะทใจี่ “แอบ คิด” มักคิดด วยความโลภ ความโกรธ ความหลง และอปาทานุ (ความยดมึนถั่อมืนั่ ) แตถาหากต งใจ ั้ คิด เชน วางแผนการทำงานหรือแผนการเรียน มักคิดด วยสัญญา (ความจำได หมายร ู) จากที่เคย อาน เคยเรียนร ูเคยได ยินไดฟงมา (สุตมยปญญา และจินตามยปญญา) แตถ าหากไมคิดตอเพียงแค“รูตามความ เปนจรงิ”ทเกี่ดขินแตึ้ละขณะนนคั่อปืญญาบรสิทธุิ์ ๓๓ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ
๓๔ (ภาวนามยปญญา) คือร ูอยางที่ไมต องมี“เรารู” เข าไปเกาะเกี่ยวด วย พูดงายๆ ก ็ คือ ถารูไมคิด ถาคิดไมรู อาจมคำถามว ีา ไมคดแลิวจะเก ดปิ ญญาได อยางไร ขอตอบวา ในโลกนี้มีนักคิด นักเขียน นักวิทยาศาสตร นักปรัชญามากมาย แตยังไมเคย ได ยินวามีทานใดกลาประกาศตนวา ร ูแจ งโลก ตรัสรูถูกต องด วยตนเอง หรือเป นพระอรหันต แมแต รายเดยวีเหมอนดืงเชั่นพระพทธเจุาเลย และขอย อนถามกลับวา คิดกันมาตั้งแต เกิดแล วไมใชหรือ บัดนี้ความทุกข ลดลงเพราะ ความคิดเหลานั้นบ างหรือไม บางคนอาจสงสยวัาถาไม ใหค ดิกกล ็ วจะั เป นอัลไซเมอร แล วจะทำงานและเรียนหนังสือ รเร ูองหรื่อื สขงุ ายๆแคปลายจม กู
กไม็ ไดห ามค ดถิ งปานน ึนั้เมอคื่ดวางแผนิ งาน คิดการบ านฯลฯ เสร ็ จเรียบร อยแล ว ก ็ ควร กลบมาั “รูลมหายใจ”ตอไปทันที แล วจะเห ็ นเองวา ความคิดจะเป นระบบ มากขนึ้ไมส บสนปนเปก ันเหมัอนกือน ทำใหการ ทำงานหรือการเรียนมีผลดีขึ้น เพราะใจมีสติ สัมปชัญญะเข าไปควบคุมดูแลมากยิ่งขึ้น ไมปลอยไปตามกระแสของตัณหา มานะ ทิฏฐิ เหมือนเชนเคย ๓๕ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ
๓๖ นักปฏิบัติหลายทานอาจสงสัยวา ตนเคย ปฏบิตัแบบพองยิบุ ,พทโธุ , เคลอนมื่อสรืางจ งหวะั , สมมาอรหังั,ดจูติ,ดเวทนาู ,รปนามู ,กายคตาสตฯลฯิ หากนำวิธีนี้ไปปฏิบัติจะไมสับสนหรือ รับรองได วาหากมีพื้นฐานการฝกจิต อยางอื่นมาแล ว ยิ่งทำใหการฝกเจริญสติแบบนี้ งายยิ่งขึ้นและไมไดหมายความวาการเจริญสติ แบบนี้ดีกวาแบบอ ื่น เพียงแตงายตอการนำไปใช ในชีวิตประจำวันเทานั้น ๕. อารมณไหนช ดัรอารมณูน นั้ สขงุ ายๆแคปลายจม กู
ยกตัวอยางเชน ในขณะที่ร ูอาการของลม หายใจอยนูนั้บางครงลมหายใจละเอ ั้ยดจนกำหนด ี ได ยากก ็ ย าย “ร ู” มาไว ที่อาการของท องพองยุบ แทน (หากค ุนชินกับการปฏิบัติแบบพองยุบอยู แล ว) หรอกำหนดท ืองพองย บอยุูแตเมอนานเขื่า ร ูสึกอึดอัด ระลึกร ูได ยาก ก ็ ลองย าย“ร ู”ไปที่ ลมหายใจแทน หร ื อมีทุกขเวทนาอันเกิดจากโรคประจำ ตัว เชนปวดตามขอ ปวดทอง ปวดหัว ก็รูอยูที่ อาการปวดนนั้ มใชิรเพ ูอให ื่หายปวด แตรเพ ูอให ื่ ใจประจักษ ความจริงวา ความปวดนั้นเป นกลุม พลังงานหนึ่งที่แทรกอยูในกายนี้และเกิดดับ เปลยนแปลงไปตามเหต ี่ปุจจยเทัานนเองั้ หากขณะนั้นมีเสียงดังขึ้นมาหรือมีภาพที่ นาสนใจเกิดขึ้น ใจจะเคลื่อนไปรับรูอารมณ นั้น ๓๗ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ
๓๘ เองโดยอตโนม ัตัิและเมอื่ “ร”ูอารมณน นแลั้ว กควร ็ ยายกล บมาั “ร”ูลมหายใจตอไปท นทั ี หรือบางครั้งโกรธผูรวมงาน ก ็ ย าย “ร ู” ไปอยูที่อาการขุนมัวในใจนั้น แล วจึงคอยย าย “ร ู”กลับมาอยูกับลมหายใจทันทีอยางนี้ตลอด ทงวั้นั สขงุ ายๆแคปลายจม กู
ไมวาจะมีอารมณ ชนิดใดเกิดขึ้นกระทบ กับกายและใจนี้เมื่อกระทบแล วก ็ ล วนแต ดับไปทั้งสิ้น จึงตกอยูในกฎธรรมชาติที่เรียกวา “ไตรลกษณั ” คอืไมเทยงี่ (อนจจิงั) ทนอยในสภาพ ู เดิมไมได(ทุกขัง) และไมมีอัตตาอันใดใหบังคับ บญชาได ั ( อนตตาั ) ทงนั้นั้ ๖. “มนไม ัแน ” คาถาแกทกขุ ๓๙ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ
๔๐ ซึ่งกฎเกณฑ นี้มีอยูแล วโดยธรรมชาติ พระพุทธเจ าเป นผ ูค นพบ, บัญญัติศัพท และนำมา แสดงแกชาวโลกให งายขึ้นเทานั้น (พุทธะจึง แปลวาผร ููมใชิผสรูาง ) ฉะนั้นเมื่อสภาวะสุข ทุกข ชอบ ชังใดๆ เกิดขึ้น ก ็ ควรตระหนักร ูอยูเสมอวา“มันไมแน” เพราะทกสุงเกิ่ดดิบอยัทูกขณะจุติ โดยเฉพาะคำวาทุกข ในการเจริญสตินี้ มความหมายลีกซึงกวึ้าทกขุท ี่คนทวไปเข ั่าใจ ทุกข ของคนทั่วไปก็ คือ ทุกข จากการเจ ็ บ ปวยทางกาย ทุกข จากการไมได ดั่งใจ หรือทุกข จากสภาวะบบคีนรอบตั้วเปันต นเหต ฯลฯุ (ซงทึ่กขุ อยางนเรี้ยกวีาทกขเวทนาุ ) แตทุกข ในการเจริญสตินี้คือ สิ่งที่ทนอยู ในสภาพเดิมไมไดเปลี่ยนแปลงเกิดดับอยูตลอด เวลา แม แตสภาวะกายใจที่มีความสุข ความสงบ สขงุ ายๆแคปลายจม กู
ความเบาสบายก ็เป นทุกข เพราะทนอยูในสภาพ เดมไม ิ ได สต ิสมาธ ิปญญากเป็นทกขุค อทนอย ื ู ในสภาพเดิมไมไดเชนกัน จึงไมควรคิดวาจะตอง สงบหร ื อจะตองรูอยูตลอดเวลา การเจรญสติ ิจงเปึ นการฝ กใจให ค นช ุนกิบั ความจริงของชีวิต เข าใจความจริงของธรรมชาติ จนใจยอมรับได วา ไมสามารถที่จะพึ่งพาอาศัย กายใจหรือรูปนามอันเกิดดับเชนนี้ได แน ใจก็ จะ ละความยึดมั่นถือมั่นวา รูปนามนี้เป นของตน เสยได ี สภาวะสุขทุกข บางอยาง เกิดจากผลแหง กรรมเกาที่ตนเคยกระทำมา ผูปฏิบัติควรวางใจ ใหเปนกลางกบทักสภาวะุอยาอยากให เป นอย างท ี่ ตนปรารถนาโดยเดดขาด ็ และควรปลอยให เก ดไป ิ อยางมีสติจนกวาสุขทุกข นั้นจะดับไปเอง ๔๑ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ
มีข อสังเกตคือ การเจริญสติแบบนี้เป น การปฏิบัติแบบให“เห็นทุกข ” ไมใชปฏิบัติให “เปนทกขุ ” หากมความรีสูกเครึยดีขดแยัง เกรง ็ เพง บังคับ แทรกแซงอารมณ อันเป นเหตุให มึน หนัก อึดอัด แนนขึ้นมา ก ็ให รีบผอนคลายและ ปรบทัาทของการี “เพยรรี ”ูใหมทนทั ี สขงุ ายๆแคปลายจม กู๔๒
๔๓ เคยอยใตูกะลามดมืดิ จงคึดวิาตนย งใหญ ิ่ เมอพื่ นจากกะลาครอบใจ จงรึ ไดูวาตนกระจดริดิ เทคนิคการเจริญสติแบบงายๆ
เทคน ิ ค การเจร ิ ญสต ิ แบบงายๆ