The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือแนะนำ : สุขง่ายๆ แค่ปลายจมูก หนังสือเพื่อการเจริญภาวนา ฝึกจิตรักษาใจบนโลกที่หมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ;Happiness is Just Time At Your Own Nostrils (ฺBilingual edition)" was written with the aim to be an alternative cure for mental illness caused by civilization. It has been used as a successful remedial treatment to improve mental psychological well-being.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by dhammamemo2566, 2023-12-31 02:37:43

สุขง่ายๆ แค่ปลายจมูก (ฉบับ 2 ภาษา) Happiness is Just Time At Your Own Nostrils (ฺBilingual edition)

หนังสือแนะนำ : สุขง่ายๆ แค่ปลายจมูก หนังสือเพื่อการเจริญภาวนา ฝึกจิตรักษาใจบนโลกที่หมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ;Happiness is Just Time At Your Own Nostrils (ฺBilingual edition)" was written with the aim to be an alternative cure for mental illness caused by civilization. It has been used as a successful remedial treatment to improve mental psychological well-being.

Keywords: Happiness

ข้าพเจ้า ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ขอมอบหนังสือ “สุขง่ายๆแค่ปลายจมูก” ฉบับขยายความนี้ เป็นธรรมบรรณาการแด่ ................................................................................................ ................................................................................................ ................................................................................................ ขอความเป็นอุดมมงคลอันสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม จงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้าและครอบครัวตลอดไป


สุขง่ายๆ แค่ปลายจมูก ฉ บับขยายความ โครงการผลิตหนังสือธรรมะเพื่อการเจริญสติ ISBN : ๙๗๘-๙๗๔-๐๙-๖๕๔๔-๒ พิมพ์ครั้งที่ ๒๒ : กรกฎาคม ๒๕๕๕ จำ นวนพิมพ์ : ๑๐,๐๐๐ เล่ม ออกแบบรูปเล่ม : พชรชน ภาพปก-ภาพประกอบ : นาตยา คำ สว่าง พิสูจน์อักษร : ปาริชาติเนตรแก้ว, สามารถ เอื้อมเก็บ ติดต่อประสานงาน : พรทิพย์นวลศิริโทร. ๐๘-๔๖๘๘-๘๒๗๒ เจ้าของ : กองทุนจิตภาวนาชินวงส์ สำ นักปฏิบัติธรรม ประจำ จังหวัดพิษณุโลก แห่งที่ ๔ วัดวังหิน (ถ.เลี่ยงเมืองสุโขทัย-วังทอง) ต.พลายชุมพล อ.เมือง จ.พิษณุโลก โทร. ๐๘-๗๓๐๘-๔๓๘๗ Webside : www.chinawangso.net E-mail : [email protected] [email protected] พิมพ์ที่ : โฟกัสมาสเตอร์พริ้นต์ (หลัง ร.ร. เฉลิมขวัญสตรี) ๑/๒๐ ถ.บรมไตรโลกนารถ อ.เมือง จ.พิษณุโลก โทร. ๐๕๕-๒๒๕๐๓๗ หรือ คุณวิญญูจิตตเสถียร โทร. ๐๘-๑๖๗๔-๒๓๗๗ E-mail: [email protected]


อนโมทนาบุ ญุ หากทานใด คณะใด มีความประสงคจะพิมพ เผยแผเปนธรรมบรรณาการ โดยไมเรยกรีองคาตอบแทน ก็ใหกระทำไดโดยไมตองขออนุญาต และโปรดติดตอ กบโรงพ ัมพิ โดยตรง แตหากม การจำหน ีายขอสงวนสทธิ ิ์ ขอบุญบารมีกุศลความดีทั้งปวงและความเปน อดมมงคลอุนสังสูดทุงทางโลกและทางธรรม ั้จงบงเกัดิ มีแกผูบริจาคทรัพยและผูมีสวนรวมในการจัดพิมพ หนงสัอื “สขงุ ายๆแคปลายจม กูฉบบขยายความั ” และ ผูที่กำลังเดินทางไปสูความพนทุกขทุกทาน ขอเชญศิกษาการเจรึญสติเบิองตื้นได ท ี่ www.chinawangso.net อนุโมทนาบุญ หากท่านใด คณะใด มีความประสงค์จะพิมพ์ เผยแผ่เป็นธรรมบรรณาการ โดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทน ก็ให้กระทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาต และโปรดติดต่อ กับโรงพิมพ์โดยตรง แต่หากมีการจำหน่ายขอสงวนสิทธิ์ ขอบุญบารมีกุศลความดีทั้งปวงและความเป็น อุดมมงคลอันสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม จงบังเกิด มีแก ่ผู้บริจาคทรัพย์และผู้มีส ่วนร ่วมในการจัดพิมพ์ หนังสือ “สุขง่ายๆ แค่ปลายจมูกฉบับขยายความ” และผู้ที่กำลังเดินทางไปสู่ความพ้นทุกข์ทุกท่าน ขอเชิญศึกษาการเจริญสติเบื้องต้นได้ที่ www.chinawangso.net


คำนำ มหันตภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นมากมายจนเป็นปกติ ข่าวการเมืองที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ ผู้คนที่อยู่ในสังคม แห ่งการยื้อแย ่งแข ่งขัน สินค้าอุปโภค-บริโภคแข ่งกันขึ้น ราคา ฯลฯ ล้วนก่อให้เกิดมลพิษแก่ชีวิตทั้งสิ้น หากปราศจากที่พึ่งทางจิตใจแล้ว มนุษย์ณ ห้วง เวลานี้ ล้วนน่าสมเพชเวทนา เพราะเต็มไปด้วยความทุกข์ ทั้งกายและใจ ภายนอกวุ่นวาย ภายในยิ่งมืดบอด ดุจคน พิการซ้ำซ้อน สติปัฏฐาน เป็นเครื่องมือที่พระพุทธองค์ทรงรับรอง ไว้ว ่าเป็นที่พึ่งที่แท้ ในฐานะที่เราทั้งหลายล้วนจมอยู ่ใน ทะเลแห่งทุกข์โดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ควรแสวงหาที่พึ่งแก่ตน ด้วยการฝึกฝนการเจริญสติปัฏฐาน จนกว ่าจะเลิก เคว้งคว้างไขว่คว้าสิ่งอันไร้แก่นสาร นั่นจึงจะสมกับการได้ เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ด้วยการุณยธรรม พระมหาวิเชียร ชินวํโส กรกฎาคม ๒๕๕๔


สารบัญ บนเส้นทางสังสารวัฏ ๒ ปรับใจก่อนการเจริญสติ ๑๐ เคล็ด(ไม่)ลับ ของการเจริญสติ ๑๘ เทคนิคการเจริญสติแบบง่ายๆ ๔๔ ธรรมชาติสอนธรรม ๖๔ ได้เมื่อไม่เอา ๗๔ ฝากไว้ให้คิด ๘๒ เส้นทางสร้างบุญ ๙๐


วนเวียนเวียนวน ชีวิตสับสน บนความมัวเมา รูตัวรูตน หมดความสับสน พนความมัวเมา ๑ บนเสนทางส  งสารว ัฏั


บนเส  นทาง สงสารว ั ฏ ั


ตามรอยบาทพระบรมคร ู หากแสนลาแสนหนักพักเสียบาง คอยปลอยวางตงจั้ตหยิดคุดถิงึ ฟงบทเพลงชีวิตอันติดตรึง เกลียด..โกรธขึ้ง..หลงผิด..ติดสิ่งใด เพียงรูปนาม..ตามปรมัตถสัจจะ เพียงอายตนะ..สืบตออนุสัย เพียงขันธหา..ปรากฏตามเหตุปจจัย เกิด..ตั้งอยู..ดับไป..ใชบังเอิญ หลงตดเหยิ อโลกไปทำไมก ื่นั อยาก..ยดมึนั่ ..ลาภ-ยศ-สขุ -สรรเสรญิ ดั่งหาแกนตนกลวย...ปวยการเกิน มัวหลงเพลินความวางเปลา..เขลาสิ้นดี เชญเถิดเพิอนเยื่อนแดนธรรมอืนลั้ำคา สมรรคาแหูงธรรมนำว ถิี ตามรอยบาทพระบรมครผููปราณี เพื่อชีวีอิสระละบวงมาร ชนวงส ิ  ๓ บนเสนทางสังสารวัฏ


คนสวนมากคดวิามการศีกษาสึงูมทรีพยั  สมบัติมาก มีครอบครัวที่สมบูรณมีสุขภาพ แข็งแรง และมีเกียรติยศชื่อเสียง จึงจะพบกับ ความสขุหารไมูว ากำล งจมอยักูบอดัตีหรอตืดอยิ ู กบอนาคตัเพราะชวีตทิสมบี่รณูแบบอย  างนนั้ไม เคยมี หรอถืาจะพ  ดกูนอักแงีหนงแลึ่ว  เปาหมาย ชวีตทางโลกท ิเราที่กคนใฝุฝนถงนึนั้ไมเคยม ใคร ี เดนถิงึเพราะความตองการของมนษยุนนั้ไมเคย ยตุิเปลยนแปลงอย ี่ตลอดเวลาูถมเทาไรไม รจ ูกเตัม ็


ตามความเป นจริงของชีวิตนั้น สุขและ ทกขุท  ที่กคนกำลุงประสบอย ั ูเปนเพ  ยงสีงชิ่วคราวั่ บนเสนทางสายส  งสารวัฏนั ี้มสามีชีวคราวั่มภรรยาี ชวคราวั่ มบีตรธุดาชิวคราวั่มทรีพยัสมบ  ตัชิวคราวั่ แลวก  พล ็ ดพรากจากกั นไป ัเมอเกื่ดในภพชาต ิ ใหม ิ  ก ็ พากันแสวงหาสุขชั่วคราวและทุกข  ชั่วคราวอยู ร่ำไป และยึดเอาสิ่งเหลานั้นวาเป นของตนเอง เกดแลิวตายตายแล  วเก  ดิ จำเจซ้ำซากอยางนาอดอึดั ระอา ไมรว ูาจะหาทางออกจากกบดักคัอการเวืยนี วายตายเกดนิ ไดี้อย  างไร  สิ่งที่เป นของเราจริงๆ คือปจจุบันขณะ ซึ่งไมใชวินาทีหนึ่งด  วยซ้ำไป แตปจจุบันขณะ นนเกั้ดและดิ บไปอย ัางรวดเรวมาก ็ จนทำไดเพ  ยงี อยางเดียวเทานั้นคือ“รู” เพราะกอนหน  านี้หนึ่ง ขณะจตกิด ็ บไปแล ัว  หลงจากนัอี้กหนีงขณะจึ่ตกิย ็ งั ไมเกิดขึ้น ๕ บนเสนทางสังสารวัฏ


ความเป นจริงที่ทารุณตอความร ูสึกของ คนทไมี่เคยฝ กจตกิค ็ อื “ตวเราั -ของเรา” ทแที่จรงิ นั้นไมมีมีแตเพียงความยึดมั่นถือมั่นในกายใจ หรือรูปนามนี้วาเป นตัวเรา-ของเราเทานั้น วัตถุที่ ทุกคนแสวงหาในทางโลกทั้งหมด จึงเป นเพียง ความสญเปล ูาเทานนเองั้ เคยสังเกตใจตนเองบางไหมวา เบอได ื่ท  งวั้นัแตไมร ูวาเบ ออะไร ื่ เครียดได ทั้งวัน วุนวายได ทั้งวัน หมดทั้ง พลงทางกายและใจแต ั ไมร ูตววัาเครยดอะไร ี ฟงซ ุานได ท  งวั้นกั ็ไมร ูตัววาฟุง จมอยูกับอดีตเชน ซึม เศร า เหงา แฮ  งค  ไดท  งวั้นแตั ไมร ูตัว คดวนเวิยนซี้ำซากกบเรัองเดื่มๆิและทกขุ กบมั นได ัท  งวั้นั โดยไมรต ูวั สขงุ ายๆแคปลายจม กู๖


อานหนังสือไปครึ่งหน  าแล  ว แตไมร ูวา อานอะไร หรอทานอาหารมือนื้นจนอั้มแปร ิ่แล  ว  แต ไมร ูวาทานอะไรเขาไปบ างฯลฯ ชีวิตของคนสวนมาก จึงตกอยูภายใต อำนาจของความไมร ูอยูตลอดเวลา แตหลงเข าใจ ผิดคิดวาตนเองมีสติร ูตัวอยู ฉะนั้นชีวิตที่แท  จริง คือชีวิตที่ร ูอยูกับ ปจจุบันขณะ และคนที่มีชีวิตอยูกับปจจุบันขณะ ได นั้น คือคนที่มีสติร ูเทาทันปจจุบันอารมณ  ตาม ความเปนจร  งอยิเนู องๆืนนเองั่อาจกลาวได ว  าที่ มนุษย  จมอยูกับความทุกข  ก็เพราะความไมรูใน ปจจุบันขณะนั่นเอง ทำอยางไรหนอ ทกคนจุงจะเลึกเดินวนอยิ ู ในเขาวงกต ตื่นขึ้นมาจากฝนกลางวันและมีชีวิต อยกูบปัจจบุนขณะให ัมากข  นึ้ ๗ บนเสนทางสังสารวัฏ


๘ พระพทธเจุา ทรงสละชีวิตของพระองค  ทั้ง ชีวิตทดลอง, ศึกษา, ปฏิบัติและสัมผัสผลแหง ความสขถาวรุอนเกัดจากการริ ปูจจบุนขณะัแลว  นำมาสั่งสอนแนะนำมนุษย ให หลุดพ  นจากเขา วงกตแหงสังสารวัฏมานานกวา ๒๕๐๐ ปแล  ว และคำสอนเหลานั้นก ็ ยังเป นสัจธรรมที่เราทุกคน สามารถพิสูจน ได จนถึงวันนี้ สิ่งนั้นก ็ คือการมีสติสัมปชัญญะ“รู”กาย และใจนี้อันเปนคัมภีร  แหงความพนทุกข  ซึ่งแต ละคนแบกคัมภีร  เลมนี้กันมาหลายภพหลายชาติ แลว  แตไม เคยเป ดอานกนเสัยที ี สขงุ ายๆแคปลายจม กู


ปรบเอัย ...ปรบใจ ั เรยนรี สูงใหม ิ่ ตามความเปนจร  งิ ละสงสมมต ิ่ิ หยดดุรูยูงิ่ จงเหึ นสรรพส ็ งิ่ คอหนืงเดึ่ยวี ...เอย ๙ ปรับใจกอนการเจริญสติ


ปรบใจ ั กอนการเจร  ญสต ิ ิ


น้ำคาง หยดน้ำคาง ดพรูางพราวระยับวาว ระยบไหว ิสดมลุงั ..พงมลายัวะวาบไหว วอดวายวับ รงฤดุีพอรอนแรงระเหดแหิง ระเหยกล ับ แลวกลั่นเป น เชนพยบัสลายกลับ เกาะกิ่งไกว ประหนงเป ึ่น เช  นส งสาร ั -วฏฏะวารั วนเวยนวีายมนษยุเอ  ย ผ เวไนยฯ ูอยาเย อใย จนใจย ื่บั ชินวงส ๑๑ ปรับใจกอนการเจริญสติ


ผฝูกเจรญสติ ิมกมัชีอเรื่ยกตีางๆกนไปเช ัน โยคีนกปฏ ับิตัธรรมิธรรมจารณิ ีญาตธรรมฯลฯิ และมีชื่อเรียกวิธีการเจริญสตินั้นวา สติปฏฐาน, สมถกรรมฐาน, วิปสสนากรรมฐาน, จิตภาวนา, การเจรญภาวนาฯลฯแลิวแต  จะเรยกกี นไป ั และมีเพื่อนนักปฏิบัติหลายคนตางยกยอง สำนกปฏ ับิตัของตนหริอยกยืองอาจารยของตนว  า สอนถกตูอง  สวนสำน กอันหรื่ออาจารยืท  านอนๆื่ สอนผิด


บ  างก ็ วาสำนักโนนสอนแคสมถะ สำนัก นี้สอนวิปสสนา คนโน นติดอยูแคสมถะ คนนี้จึง จะชื่อวาปฏิบัติวิปสสนาฯลฯ แท  จริงแล วในพระไตรปฎกเองไมได แยก สมถะและวปิสสนาออกจากกนัทานเรยกรวมกีนั วา วิปสสนาธุระ สมถะกรรมฐานและวิปสสนา กรรมฐานจึงเป นของคูกัน ไมสมควรเป นอยางยิ่ง ที่จะแยกออกจากกันและขัดแย  งกันในเรื่องนี้ เพราะบางคนต  องเริ่มจากการเจริญสมถะ (ใจสงบ) ปูพื้นฐานใจให มั่นคงเสียกอน แล  วจึง ยกขนสึ้วูปิสสนา (กเลสสยบิ ) ทำใหการปฏ  บิตัไมิ  แห  งแล  งเกินไปนัก แตบางคนเริ่มต  นจากวิปสสนากอน มี ปญญาร ูความเกิดดับของรูปนาม พอใจเหนื่อยล  า แล  วก ็ จะเข าไปพักในสมถะเป นสุขวิหารธรรม (ธรรมเปนเคร  องอยื่ของใจอ ูนเป ันส  ขุ ) พอมกำล ีงั ๑๓ ปรับใจกอนการเจริญสติ


๑๔ แลว  ใจจงจะออกมารึบรัร ูปนามตูอไป  เอาเปนว  าสงทิ่เราปฏ ี่บิตัอยินูี้จะเปนสมถะ  หรือวิปสสนาก ็ ชางเถิด ต  องถามตนเองวา เริ่มลง มอปฏ ืบิตัแลิว  หรอยืงมัวเมาหมกมั นในโลก ุยวีสิยั อยางเต ็ มที่แล  วยังเยาะหยันผ ูปฏิบัติวางมงายอยู เทานั้น ไมวาจะเป นสมถะหรือวิปสสนาก ็ ตาม ก ็ ล  วนต  องมีสติสัมปชัญญะคือมี“ความรูสึกตัว” อยดูวยเสมอ  หากใครสงบนงดิ่งลิ่กึแลวไม ร อะไร ู เลยนนั้เขาเรยกวีาสมาธหิวตอั และการฝกเจริญสตินั้น ตางจากการทำ การงานทางโลก ทที่กคนพุงหวึ งผลประโยชน ัอ  นั สมควรแกตนได แตการเจริญสตินั้นหากใคร คดวิา จะทำ... เพื่อใหใจสงบ เพื่อใหคลายเครียด สขงุ ายๆแคปลายจม กู


เพื่อจะไดเรียนเกง เพอจะได ื่ใบหน าผ องใส สวยมากกวาเดมิ เพื่อจะไดหายจากโรคภัยไขเจ็บตางๆ ที่ กำลังเปนอยู เพื่อลดความอวน ไมตองเปลืองสตางค ไปเขาคอรสลดความอวนตามที่ตางๆ เพื่อจะไดเปนผูวิเศษ มีหูทิพยตาทิพย หรอรื ใจูรความคูดผิอูนื่ หรือแมแตเพื่อจะละกิเลส ถอดถอน อาสวะ เพอประจ ื่กษัแจงพระนพพานิ แคคิดก็ผิดแลว! เพราะหากตั้งใจ,พยายาม หรืออยากได อยากดเกี นไป ิกจะทำไปด ็ วยอำนาจของความโลภ  แม จะเปนความโลภในทางที่ดีอยางนี้ก ็ไมควร ในการฝกเจรญสตินิั้นตอง  ไมเอา ไมหวัง ไมเปน ใดๆ ทงนั้นั้ดจดุงพัทธพจนุท  วี่า ๑๕ ปรับใจกอนการเจริญสติ


๑๖ “สัพเพ ธัมมานาลัง อะภินิเวสายะ. ธรรมทงหลายทั้งปวง ั้ไมควรยดมึนถั่อม ื นั่ ” เมื่อปรับใจได ถูกต  องเชนนี้แล  ว ใจจะ คอยๆ ปลอยวางความยดมึนถั่อมื นในร ั่ปนามนูวี้า เปนเราไปเร  อยๆื่เอง เพราะแทจร  งแลิว  ไมมเราที ี่ จะละหรอวางอะไรใดๆ ื ทงสั้นิ้ สขงุ ายๆแคปลายจม กู


ไมเผลอ ไมเพง ไมเพยรี ไมพกั ไมหน ีไมส ู ไมอย ูไมถอย ไมคอย ไมตาม ไมทำอะไร  ... แ ครู... ๑๗ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ


เคลด ็(ไม)ลบ ั ของการเจร ิ ญสต ิ


ใบไม ลมพดระบั ดใบ ัใบไหวๆ ไกวโบกโบย พราวแสงตะวันโรย จงหลึ นโปรยอย เรูยงรายี วนวานยั งสดใส ัถงวึ นใหม ั ไยหล นหายลวงลับและกลับกลาย เป นเกลื่อนกลบซบธุลี รวงหลนคอรืเริมิ่ชวยเพมเติ่ มโลกสดส ิ ีหลอเล ยงสรรพช ี้วีีเออโลกน ื้ ใหี้งดงาม ชินวงส ๑๙ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ


หนงสัอเลืมน ี้ตองการส  อกื่บผั ไมูมความรี ู ทางธรรมะมากนกัจงไม ึ ไดยกเอาข  อม  ลจากคูมภัรี เลมใดมาอ างอิง สิ่งที่นำมาเขียนตอไปนี้เกิดจาก ประสบการณ ตรง เป นเคล ็ ด(ไม)ลับ งายตอการ ปฏบิตัไดิจร  งิคอื ๑. รปูจจบุนอารมณั ตามความเป นจรงิ ๒. ไมตดสันอารมณิวาดหรี อไม ืด ี ๓. ไมจำเป นวาจตติองสงบ  ๔. ไมคดติอ ไมเลนกบความคัดิ ๕. อารมณไหนช ดรัอารมณูนนั้ ๖. “มนไม ัแน ” คาถาแกทกขุ


ปจจบุนอารมณั  คอื... “รูปหรื อสีตาง ๆ” ที่สวยหรือนาเกลียด ซึ่งกระทบกับตาในขณะนั้น, “เสยงี ” อนไพเราะหร ัอบาดหืูทดี่งกระทบั กับหูในขณะนั้น, “กลิ่น” หอม,เหม ็ นที่โชยมากระทบกับ จมูกในขณะนั้น, “รส” อรอยหรอจืดชืดืทกระทบกี่บลั นใน ิ้ ขณะนั้น, ๑.รูปจจุบันอารมณ ตามความเป นจริง ๒๑ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ


๒๒ “ความเยน ็ ความรอน  ความนมนวลิ่ความ หยาบกระดางท  เรี่ยกวีาสมผัสั” ซงกระทบกึ่บกายั ในขณะนั้น, และ “ความนึก, ความคิด, ความฟุงซาน, ความปรุงแตง ที่เรียกวาธรรมารมณ ” ที่เกิดขึ้น กระทบกับใจในขณะนั้น อายตนะภายในคอืตา หูจมกูลนิ้กายและ ใจทั้ง ๖ ประการอันรับร ูปจจุบันอารมณ  คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสและธรรมารมณ  นี่แหละ คอวื ปิสสนาจารยต  วจรังิระวงอยัาส งใจออกนอก  และอยาแชนงอยิ่ภายใน ูเพราะกเลสเกิดทิ ใจน ี่เองี่ สงใจออกนอกก็ คือการปลอยใหใจคิดฟุง ปรุงแตงไปเรื่อยเปอย หรือเพลินกับสิ่งที่เห ็ น, ไดย นฯลฯโดย ิ “ไมร ” ูความคดิ,การเหน ็ , การไดย  นิ ฯลฯนั้น ใจแชนงอยิ่ภายใน ูกค ็อใจท ืขี่ม , เพงหรอื สขงุ ายๆแคปลายจม กู


เพลดเพลินติดอยิกูบความสงบั , กบนัมิติหรอกืงวลั อยกูบทักขเวทนาทุเกี่ดขินึ้โดยไมรบรัอารมณ ูอ  นๆื่ ที่เข  ามากระทบทางตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ ในปจจุบันขณะนั้น สงทิ่ตี่องระว  งอยัางยงกิ่ค ็ อืตองร  อย ูางเป น  ธรรมชาติหรือร ูให เบาๆ สบายๆ อยาบังคับ “รู”, ตงใจั้ , หรอพยายามมากเก ื นไป ิ จนกลายเปน  “เพง ” อารมณ โดยไมตั้งใจ หรือแม  แตการบังคับจิตให วาง ใหหยุดคิด หร ือใหหยุดฟุงซานก็ลวนแตผิด ทงสั้นิ้ขอเพยงรีอารมณ ูตามความเป  นจร  งทิ กำล ี่งั เกิดขึ้นอยูเทานั้น ระวงั..อวชชาิกค ็ อรื ูแตรตามท ูเราอยากให ี่  มนเป ัน  กค ็ อืหลงวาร ูแต “วชชาิ ” ของพระพทธเจุา  นั้น ต  องร ูตามความเป นจริงเทานั้น ก ็ คือรูวาหลง นั่นเอง จงสังเกตตนเองเถิดวา“รูเน ื องๆ อยาง ๒๓ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ


๒๔ แทจรงิ” หรอไม ื เชน ... รวูาเหน็ โดยไมสนใจว าเห นอะไร ็ รวูาได ยนิ โดยไมมนหมายวั่า ไดย นเสิยงี อะไร รวูาฟ งโดยไม ุต องใส  ใจว า ฟงเรุองอะไร ื่ รวูาค ดโดยไม ิตองตามรวูาคดเริ องอะไร ื่ รูวาหงุดหงิด โดยไมตองคนหาสาเหตุวา หงุดหงิดเรื่องอะไร รูวาใจมีความสุข โดยไมตองสนใจวาสุข เรื่องอะไรฯลฯ รวูารแลูวกวางลง็ ไมแบกยดรึนูนไว ั้ หรือแมแต ไมรูอะไรเลย ก ็ รูวาไมรู เทานนั้ อาการอยางนี้เรียกวา สักวาเห็น สักวา ไดยิน สักวาคิด สักแตวารูซึ่งเปนการเริ่มตน การ“ร” ูอยางถกตูองแลว สขงุ ายๆแคปลายจม กู


๒. ไมตดสันอารมณิว  าดหรี อไม ืด ี โดยปกติของมนุษย  ทั่วไป มักชอบตัดสิน ทกอยุางทเหี่น ็ ทไดี่ย  นิทรี่ ูวาดหรี อไม ืดอยีเสมอู และทุกครั้งที่ตัดสิน ก ็ มักตัดสินไปตาม ความเชอื่ความเหนของตน ็ ตามทตนี่ไดย นได ิ ฟ ง ไดเร  ยนรีศูกษามาึซงไม ึ่จำเป นว  าตองถ  กเสมอไปู เพราะในเรื่องเดียวกันหากไปถามคนอื่น เขาอาจ คิดหรือตัดสินไมเหมือนเราก ็ได ๒๕ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ


๒๖ กะลาของอุปาทานที่ครอบงำจิตใจเราคือ ก. การตดอยิ ในกามค ูณุ (กามปาทานุ ) เชน ตองปฏ  บิตัทิ สำน ี่กโน ันจ  งดึ ีตองเด  นจงกรมอยิางน ี้ จงถึกู , ตองบร  กรรมอยิางนถี้งจะใช ึ ได  ข. ความเหน็ความเชอ ื่ (ทฏิ ปาทานุ ) ตาม ทไดี่เร  ยนรีมา ูหรอการคืดติความของตนเองบีาง  ค. ความยึดถ ือในขอปฏิบัติระเบียบ แบบแผน ประเพณีวฒนธรรมั (สลีพพตั ปาทานุ ) ตามที่ตนค ุนชินบ  าง ง. และโดยเฉพาะอปาทานคุอืความยดมึนั่ วาม “ีตวเราั -ของเรา” (อตตวาทั ปาทานุ ) นแหละี่ เปนกะลาที่นากลัวที่สุด เพราะครอบงำปญญา ที่ควรจะเกิดไมให เกิดได ภาษานักปฏิบัติธรรมทานเรียกวา“สัญญา เกา” ที่ครอบงำสรรพสัตว  ทั้งหลายให หลงติดอยู คอยตัดสินตนเองและคนรอบข  างอยูตลอดเวลา สขงุ ายๆแคปลายจม กู


ยิ่งเป นการเจริญสติด  วยแล  ว ยิ่งต องไม ตดสันิ ไมเปร ยบเทียบสภาวะทีเกี่ดขินกึ้บกายและั ใจในขณะนั้น มิเชนนั้นจะเปนการเปดทางให อุปาทานเขามาบงการใจทันที เพราะการเจริญสตินี้เพื่อใหละสิ่งที่เปน ทวภาวะเหลิาน ี้เชน .. บญและบาป ุถาตองการบุญก็ยังมีบาป เปนของคูกัน ดและช ีวั่ถาตองการด ีจตกิพร็ อมจะใฝ ชวั่ ถกและผูดิเพราะถาตองการถกูกย็งมัผีดิ เปนเครื่องวัด ชอบและชงัเพราะชอบกบชังคักูนเสมอั สงบและฟุงซาน เพราะหากตองการ ความสงบ กย็งมั ความฟ ีงซุานเป นเส นขนาน ยึดมั่นและปลอยวาง หากยังตองการ ปลอยวางกย็งยัดมึ นในความไม ั่ยดมึนนั่นแหละั่ ๒๗ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ


๒๘ และที่สำคัญก็คือเหตุและผล เพราะถา ยงหาเหตัผลอยุูอปาทานในใจกุจะหาคำตอบ ็ ใหเราไดเสมอ อานมาถงตรงนึแลี้ว  ผ ูไมเคยเจรญสติอาจิ แย  งวาการปฏิบัติอยางไร เหตุผล ก ็ เทากับงมงาย เทานั้นเอง แตในความเปนจริงแลว มีเหตุผลทาง ธรรมอธิบายไดวา การฝกเจริญสติก็เพ ื่อหั่นภพ ลบชาติใหสั้นลง ถ  ายังขืนติดบุญ ติดดีติดสุข ติดสงบ ติด เหตุผล ใจก็ ยังสร างภพชาติแหงความเป นมนุษย  เทวดาและพรหมอยูถ  าติดบาป ใจก็ จะสร างภพ ชาตแหิงสตวันรก  เปรต อสรกายและเดรุจฉานอยั ู สวนการเจริญสตินั้น ก็เพ ื่อใหใจอยูเหน ื อ โลก เหน ื ออารมณ  พนจากการเวียนวายตายเกิด ดังที่ได กลาวมาแล วในบทแรก สขงุ ายๆแคปลายจม กู


ฉะนั้นไมวาจะร ูอารมณ ใดก็ ตาม จงหยุด การตัดสินวา อารมณ  อยางนั้นดีอารมณ  อยางนี้ ไมดีหรืออารมณ ไหนกระทบแล วเกิดความสุข จึงดีแตถ  าอารมณ ไหนมากระทบแล ว เกิดความ ทุกข ไมดีเพราะแท  ที่จริงแล  ว ไมวาสุขหร ื อทุกข  ชอบหรอช ื งักล็วนเกดมาจากเหติอุนเดัยวกีนัคอ ื ตณหาอั นเป ันบอเกดแหิงทกขุท  งสั้นิ้และควรปรบั ใจตนเองเสมอวา ไมวาจะมีสภาวะใดเกิดขึ้น สุข หร ื อทุกข  ก็ตาม ก็มีคาเทากัน ค ื อมีคาแคใหผู ปฏบิตัไดิ “ร” ูเทานนั้ ๒๙ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ


๓๐ ๓.ไมจำเป นว  าจตจะติองสงบ วิธีการอยางนี้เหมาะกับผ ูที่ไมมีเวลาเข  า ห  องกรรมฐานหรือไปปฏิบัติกับสำนักพอแมครู อาจารยท  ไหน ี่แตตองการพบส  นตัสิขและสามารถุ นำไปใช กับชีวิตประจำวันได เพราะการปฏิบัติอยางนี้เน  นวา ใช เวลา ขณะที่เดินทำงานนั่นแหละ เป นเวลาเดินจงกรม ใช เวลาขณะที่นั่งเรียนหนังสือหรือนั่งทำงาน นนแหละั่เปนเวลาน  งสมาธั่ิคอเนืน  “ร”ูอยตลอดู ทั้งวัน ยกเว  นเวลาหลับเทานั้น ใจจึงอาจไมสงบ เพราะเปนเพ  ยงขณีกสมาธิคิอจืตติงมั้นขณะหนั่งๆึ่ เทานั้น สขงุ ายๆแคปลายจม กู


บางทานปฏิบัติอยางนี้แล  ว ก  าวหน  ามาก กวาผ ูที่เก ็ บตัวเอาเป นเอาตายอยูในห องกรรมฐาน เสียอีก เพราะไมมีความเพงเล ็งอยากไดใครดี จนเกินไปนัก จึงเปนการรูอยางเปนธรรมชาติ ที่สุด เมื่อใจไมสงบก ็ อยาวิตกกังวลเลย ถ าสติ ทำงานเตมรอบแล ็ ว  ใจจะสงบไปเอง แตถาหากม  ี เวลาอยูบ  างก ็ควรฝกนั่งสมาธิกอนนอน หรือ ตื่นนอนตอนเช าใหได อยางน  อยวันละครึ่ง ชวโมง ั่โดยเรมจากเวลาิ่๑๐ นาทีแลวค  อยๆเพมิ่ เวลาขึ้นทุกวันก ็ จะเห ็ นผลเร ็ วขึ้น ทตี่องให  น  งสมาธั่ิกเพราะว ็ าบางคนสมาธ ิ สั้น ความฟุงซานยาว หากจิตสงบในขณะที่นั่ง สมาธิบ  าง ก ็ จะชวยให การระลึกร ูในขณะทำงาน หรอในขณะเร ืยนหนีงสัอมื ประส ีทธิภาพมากยิงขิ่นึ้ ๓๑ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ


๓๒ ๔. ไมคดติอ ไมเลนกบความคัดิ หลายคนบนวาไมให คิดตอนั้นทำได ยาก เหลือเกิน เพราะใจเคยชินกับการคิด ความฟุง ความปรุงแตงทั้งวันอยูแล  ว บางคนพอเริ่มฝก ก ็ถอดใจ เพราะร ูสึกวาตนเองฟุงซานทั้งวัน เมื่อ กอนไม  ได ปฏ บิตัิไมเหน็ ฟงซ ุานอยางน ี้ ทจรี่งแลิ วใจท  กคนฟุง ุคดิ ปรงแตุงอยแลูว  โดยธรรมชาติเมื่อเริ่มฝก “ร ู” จึงเริ่ม เห็นตาม ความเปนจรงิวา ใจมนฟั งเปุนปกต  อยิางนเองี้ สขงุ ายๆแคปลายจม กู


ฉะนั้นเมื่อมีความฟุง ความคิด ความปรุง แตงเกดขินึ้กแค ็ “รวูาคดิ, รวูาฟงุ” แลวควรกล  บั มา“รูลมหายใจ”ตอไปทันที การทำอยางน ไมี้ใชหนอารมณี  เพราะเมอรื่ ู ความคิดนั้นแล  ว ก ็ไมมีความจำเป นที่จะต องไป จมแชอยูกับความคิดนั้น อันเป นเหตุให เผลอคิด ตอได  โดยง  าย สงเกตดั ใหูด  กีจะเห ็ นว ็ า ในขณะทใจี่ “แอบ คิด” มักคิดด วยความโลภ ความโกรธ ความหลง และอปาทานุ (ความยดมึนถั่อมืนั่ ) แตถาหากต  งใจ ั้ คิด เชน วางแผนการทำงานหรือแผนการเรียน มักคิดด วยสัญญา (ความจำได หมายร ู) จากที่เคย อาน เคยเรียนร ูเคยได ยินไดฟงมา (สุตมยปญญา และจินตามยปญญา) แตถ าหากไมคิดตอเพียงแค“รูตามความ เปนจรงิ”ทเกี่ดขินแตึ้ละขณะนนคั่อปืญญาบรสิทธุิ์ ๓๓ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ


๓๔ (ภาวนามยปญญา) คือร ูอยางที่ไมต  องมี“เรารู” เข าไปเกาะเกี่ยวด  วย พูดงายๆ ก ็ คือ ถารูไมคิด ถาคิดไมรู อาจมคำถามว ีา ไมคดแลิวจะเก  ดปิ ญญาได   อยางไร  ขอตอบวา ในโลกนี้มีนักคิด นักเขียน นักวิทยาศาสตร  นักปรัชญามากมาย แตยังไมเคย ได ยินวามีทานใดกลาประกาศตนวา ร ูแจ งโลก ตรัสรูถูกต  องด  วยตนเอง หรือเป นพระอรหันต  แมแต  รายเดยวีเหมอนดืงเชั่นพระพทธเจุาเลย  และขอย  อนถามกลับวา คิดกันมาตั้งแต เกิดแล วไมใชหรือ บัดนี้ความทุกข  ลดลงเพราะ ความคิดเหลานั้นบ  างหรือไม บางคนอาจสงสยวัาถาไม  ใหค  ดิกกล ็ วจะั เป นอัลไซเมอร แล วจะทำงานและเรียนหนังสือ รเร ูองหรื่อื สขงุ ายๆแคปลายจม กู


กไม็ ไดห  ามค  ดถิ งปานน ึนั้เมอคื่ดวางแผนิ งาน คิดการบ  านฯลฯ เสร ็ จเรียบร  อยแล  ว ก ็ ควร กลบมาั “รูลมหายใจ”ตอไปทันที แล  วจะเห ็ นเองวา ความคิดจะเป นระบบ มากขนึ้ไมส บสนปนเปก ันเหมัอนกือน ทำใหการ  ทำงานหรือการเรียนมีผลดีขึ้น เพราะใจมีสติ สัมปชัญญะเข าไปควบคุมดูแลมากยิ่งขึ้น ไมปลอยไปตามกระแสของตัณหา มานะ ทิฏฐิ เหมือนเชนเคย ๓๕ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ


๓๖ นักปฏิบัติหลายทานอาจสงสัยวา ตนเคย ปฏบิตัแบบพองยิบุ ,พทโธุ , เคลอนมื่อสรืางจ  งหวะั , สมมาอรหังั,ดจูติ,ดเวทนาู ,รปนามู ,กายคตาสตฯลฯิ หากนำวิธีนี้ไปปฏิบัติจะไมสับสนหรือ รับรองได วาหากมีพื้นฐานการฝกจิต อยางอื่นมาแล  ว ยิ่งทำใหการฝกเจริญสติแบบนี้ งายยิ่งขึ้นและไมไดหมายความวาการเจริญสติ แบบนี้ดีกวาแบบอ ื่น เพียงแตงายตอการนำไปใช ในชีวิตประจำวันเทานั้น ๕. อารมณไหนช  ดัรอารมณูน  นั้ สขงุ ายๆแคปลายจม กู


ยกตัวอยางเชน ในขณะที่ร ูอาการของลม หายใจอยนูนั้บางครงลมหายใจละเอ ั้ยดจนกำหนด ี ได ยากก ็ ย  าย “ร ู” มาไว ที่อาการของท  องพองยุบ แทน (หากค ุนชินกับการปฏิบัติแบบพองยุบอยู แล  ว) หรอกำหนดท ืองพองย  บอยุูแตเมอนานเขื่า  ร ูสึกอึดอัด ระลึกร ูได ยาก ก ็ ลองย  าย“ร ู”ไปที่ ลมหายใจแทน หร ื อมีทุกขเวทนาอันเกิดจากโรคประจำ ตัว เชนปวดตามขอ ปวดทอง ปวดหัว ก็รูอยูที่ อาการปวดนนั้ มใชิรเพ ูอให ื่หายปวด  แตรเพ ูอให ื่  ใจประจักษ  ความจริงวา ความปวดนั้นเป นกลุม พลังงานหนึ่งที่แทรกอยูในกายนี้และเกิดดับ เปลยนแปลงไปตามเหต ี่ปุจจยเทัานนเองั้ หากขณะนั้นมีเสียงดังขึ้นมาหรือมีภาพที่ นาสนใจเกิดขึ้น ใจจะเคลื่อนไปรับรูอารมณ  นั้น ๓๗ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ


๓๘ เองโดยอตโนม ัตัิและเมอื่ “ร”ูอารมณน  นแลั้ว  กควร ็ ยายกล  บมาั “ร”ูลมหายใจตอไปท นทั ี หรือบางครั้งโกรธผูรวมงาน ก ็ ย  าย “ร ู” ไปอยูที่อาการขุนมัวในใจนั้น แล  วจึงคอยย  าย “ร ู”กลับมาอยูกับลมหายใจทันทีอยางนี้ตลอด ทงวั้นั สขงุ ายๆแคปลายจม กู


ไมวาจะมีอารมณ  ชนิดใดเกิดขึ้นกระทบ กับกายและใจนี้เมื่อกระทบแล  วก ็ ล  วนแต ดับไปทั้งสิ้น จึงตกอยูในกฎธรรมชาติที่เรียกวา “ไตรลกษณั ” คอืไมเทยงี่ (อนจจิงั) ทนอยในสภาพ ู เดิมไมได(ทุกขัง) และไมมีอัตตาอันใดใหบังคับ บญชาได ั ( อนตตาั ) ทงนั้นั้ ๖. “มนไม ัแน ” คาถาแกทกขุ ๓๙ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ


๔๐ ซึ่งกฎเกณฑ  นี้มีอยูแล วโดยธรรมชาติ พระพุทธเจ าเป นผ ูค  นพบ, บัญญัติศัพท และนำมา แสดงแกชาวโลกให งายขึ้นเทานั้น (พุทธะจึง แปลวาผร ููมใชิผสรูาง  ) ฉะนั้นเมื่อสภาวะสุข ทุกข  ชอบ ชังใดๆ เกิดขึ้น ก ็ ควรตระหนักร ูอยูเสมอวา“มันไมแน” เพราะทกสุงเกิ่ดดิบอยัทูกขณะจุติ โดยเฉพาะคำวาทุกข ในการเจริญสตินี้ มความหมายลีกซึงกวึ้าทกขุท  ี่คนทวไปเข ั่าใจ  ทุกข  ของคนทั่วไปก็ คือ ทุกข  จากการเจ ็ บ ปวยทางกาย ทุกข จากการไมได ดั่งใจ หรือทุกข  จากสภาวะบบคีนรอบตั้วเปันต  นเหต  ฯลฯุ (ซงทึ่กขุ อยางนเรี้ยกวีาทกขเวทนาุ ) แตทุกข ในการเจริญสตินี้คือ สิ่งที่ทนอยู ในสภาพเดิมไมไดเปลี่ยนแปลงเกิดดับอยูตลอด เวลา แม  แตสภาวะกายใจที่มีความสุข ความสงบ สขงุ ายๆแคปลายจม กู


ความเบาสบายก ็เป นทุกข  เพราะทนอยูในสภาพ เดมไม ิ ได  สต ิสมาธ ิปญญากเป็นทกขุค  อทนอย ื ู ในสภาพเดิมไมไดเชนกัน จึงไมควรคิดวาจะตอง สงบหร ื อจะตองรูอยูตลอดเวลา การเจรญสติ ิจงเปึ นการฝ  กใจให ค  นช ุนกิบั ความจริงของชีวิต เข าใจความจริงของธรรมชาติ จนใจยอมรับได วา ไมสามารถที่จะพึ่งพาอาศัย กายใจหรือรูปนามอันเกิดดับเชนนี้ได แน ใจก็ จะ ละความยึดมั่นถือมั่นวา รูปนามนี้เป นของตน เสยได ี  สภาวะสุขทุกข  บางอยาง เกิดจากผลแหง กรรมเกาที่ตนเคยกระทำมา ผูปฏิบัติควรวางใจ ใหเปนกลางกบทักสภาวะุอยาอยากให  เป นอย  างท ี่ ตนปรารถนาโดยเดดขาด ็ และควรปลอยให เก  ดไป ิ อยางมีสติจนกวาสุขทุกข  นั้นจะดับไปเอง ๔๑ เคลด็(ไม)ลบของการเจรั ญสต ิ ิ


มีข อสังเกตคือ การเจริญสติแบบนี้เป น การปฏิบัติแบบให“เห็นทุกข ” ไมใชปฏิบัติให “เปนทกขุ ” หากมความรีสูกเครึยดีขดแยัง  เกรง ็ เพง บังคับ แทรกแซงอารมณ  อันเป นเหตุให มึน หนัก อึดอัด แนนขึ้นมา ก ็ให รีบผอนคลายและ ปรบทัาทของการี “เพยรรี ”ูใหมทนทั ี สขงุ ายๆแคปลายจม กู๔๒


๔๓ เคยอยใตูกะลามดมืดิ จงคึดวิาตนย งใหญ ิ่ เมอพื่ นจากกะลาครอบใจ  จงรึ ไดูวาตนกระจดริดิ เทคนิคการเจริญสติแบบงายๆ


เทคน ิ ค การเจร ิ ญสต ิ แบบงายๆ


Click to View FlipBook Version