41 กระบวนการที ่ต ่อเนื ่องและปรับปรุงอยู ่ตลอดเวลาเพื ่อก ่อให้เกิดความสมดุลกับธรรมชาติว ่าทฤษฎี พัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจย์เน้นว่าระดับสติปัญญาและความคิดริเริ่มพัฒนาการจากการปะทะ อย ่างต ่อเนื ่องระหว ่างบุคคลและสิ ่งแวดล้อมการปะทะหมายถึงกระบวนการปรับตัวของอินทรีย์กับ สิ่งแวดล้อมภายนอกซึ่งเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาเพื่อก่อให้เกิดความสมดุลกับ ธรรมชาติ 1. ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (แรกเกิด-พูดได้) เด็กจะเรียนรู้สิ่งแวดล้อมโดยการรับรู้ และการเคลื่อนไหวเป็นจุดเริ่มต้นในการรวบรวมประสบการณ์เพื่อช่วยในการคิดระยะนี้จะเริ่มสัญลักษณ์ ของวัตถุ 2. ขั้นเกิดสังกัปและความคิดแบบใช้การหยั ่งรู้ (2-7 ปี )เป็นขั้นของความคิดโดยจะเข้าใจ สัญลักษณ์ที่มาแทนวัตถุจริงเข้าใจในสิ่งซับซ้อนได้บ้างแต่ยังขาดประสบการณ์ในความคิดเป็นเหตุให้เรื่องที่ คิดผิดพลาดได้ 3 ขั้นปฏิบัติการทางความคิดโดยใช้วัตถุหรือสิ่งที่มีตัวตน (7-11) ปี ขั้นนี้เด็กจะเข้าใจความคงที่ ของปริมาตรขนาดน ้าหนักและความสูงโดยไม่ค านึงถึงสภาวะแวดล้อมในขณะเคียวกันเด็กจะสามารถ เปรียบเทียบปริมาณของน ้าได้ถูกต้องไม่ว่าจะอยู่ในภาชนะลักษณะใด 4. ขั้นปฏิบัติการทางความคิดนามธรรม (12 ปีขึ้นไป) จะมีอิสระในทางความคิดใช้วิธีคิดแบบหนุ มานและสามารถคิดแบบตั้งสมมติฐานและคิดหาทางพิสูจน์ได้เป็นพัฒนาการความคิดขั้นสูงสุด รุ่งระวี สุขแย้ม (2559: 19) กล่าวว่า เพียเจต์เชื่อว ่าเราทุกคนตั้งแต่เกิดมามีความพร้อมที ่จะ ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและ โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เป็นผู้พร้อมที่จะมีกริยากรรมหรือเริ่มกระท าก่อน การที ่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ ่งแวดล้อมตั้งแต ่เกิดและปฏิสัมพันธ์อย ่างต ่อเนื ่องระหว ่างบุคคลกับ สิ่งแวดล้อมนี้มีผลท าให้ระดับสติปัญญาและความคิดมีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาขบวนการที่ เกี ่ยวข้องกับการพัฒนาสติปัญญาและความคิดมี 2 กระบวนการ คือ การปรับตัว การปรับตัวเป็น กระบวนการที ่บุคคลหาทางที ่จะปรับสภาพแวดล้อมไม ่สมดุลทางความคิดให้เข้ากับสิ ่งแวดล้อมที ่อยู่ รอบๆตัวและการจัดระบบโครงสร้างการ เมื่อบุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวโครงสร้างทาง สมองจะถูกจัดระบบให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมมีรูปแบบความคิดเกิดขึ้นขบวนการปรับตัว ประกอบด้วยกระบวนการที ่ส าคัญ 2 ประการคือ 1 กระบวนการดูดซึม 2 กระบวนการปรับขยาย โครงสร้าง
42 สรุปได้ว่า ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ เน้นว่าระดับสติปัญญาและความคิดริเริ่ม พัฒนาการจากการปะทะอย่างต่อเนื่องระหว่างบุคคลและสิ่งแวดล้อม การปะทะหมายถึงกระบวนการ ปรับตัวของอินทรีย์กับสิ่งแวดล้อมภายนอกซึ่งเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาเพื่อ ก่อให้เกิดความสมดุลกับธรรมชาติว่าพัฒนาทางการสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัย ซึ่งแบ่งได้ 4 วัย ดังนี้ ขั้นรับรู้ ด้วยประสาทสัมผัส (Sensorimotor period) มีอายุอยู่ในช่วง (0-2) ปี ขั้นก่อนปฏิบัติการการ คิด (Prcoperational period) มีอายุอยู่ในช่วง (2-7) ปี ขั้นนี้จะมีการรับรู้และการกระท า ส ่วนขั้นการคิดแบบรูปธรรม (Concrete operational period) (7-1 ปี)ขั้นนี้ นอกจากเรียนรู้แบบรูปธรรมได้ ยังสามารถเรียนรู้และใช้สัญลักษณ์ได้ด้วย ขั้นสุดท้ายการคิดแบบนามธรรม(Formal perational period)มีอายุอยู่ในช่วง (1-15) ปีขั้นนี้คิด เป็นนามธรรมตั้งสมมติฐานและใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ ทฤษฎีพัฒนาการทารสติปัญญาของบรูเนอร์ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์มีนักการศึกษาให้ความเห็น ดังนี้ ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2552 : 27-28) กล ่าวว ่าทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์ (Bruner)บรูเนอร์ ได้พัฒนาทฤษฎี ของ เพียเจต์ โดย บรูเนอร์ เชื่อว่ามนุษย์เลือกจะรับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจ และการเรียนรู้เกิดจาก กระบวนการค้นพบด้วยตนเอง (discovery lcaming) แนวคิด/ทฤษฎีที่เกี่ยวกับ การเรียนรู้และการประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้แนวคิด/ทฤษฎีการเรียนรู้ 1. การจัดโครงสร้างของความรู้ให้มีความสัมพันธ์และสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของ เด็กมีผลต่อการจัดการเรียนรู้ของเด็ก 2. การจัดหลักสูตรและการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับระดับความพร้อมของผู้เรียนและ สอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนจะช่วยให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพ 3. การคิดแบบหยั่งรู้ (intuition) เป็นการคิดหาเหตุผลอย่างอิสระที่สามารถช่วยพัฒนาความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ได้ 4. แรงจูงใจภายในเป็นปัจจัยส าคัญที่ช่วยให้เรียนประสบผลส าเร็จในการเรียนรู้ 5. พัฒนาการทางสติปัญญาของมนุษย์แบ่งเป็น 3 ขั้นใหญ่ๆ 5.1 ขั้นการเรียนรู้จากการกระท า
43 5.2 ขั้นการเรียนรู้จากการคิด 5.3 ขั้นการเรียนรู้สัญลักษณ์และนามธรรม 6. การเรียนรู้เกิดขึ้นได้จากคนเราสามารถสร้างความคิดรวบยอดหรือสามารถจัดประเภทของสิ่ง ต่างๆได้อย่างเหมาะสม 7. การเรียนรู้ได้ผลดีที่สุดคือการให้ผู้เรียนต้นพบการเรียนรู้ด้วยตนเอง ชาติชาย รัตนทองค า (2558: 40-41) กล่าวว่า บรูเนอร์นักจิตวิทยาการศึกษาชาวอเมริกันเชื่อ ผู้เรียนเริ่มได้เรียนรู้จากการกระท าเพื่อให้สามารถจินตนาการสร้างภาพในใจหรือสร้างความคิดขึ้นได้เอง แล้วค่อยพัฒนาถึงขั้นการคิดและความเข้าใจในสิ่งที่เป็นนามธรรมมากขึ้นตามล าดับเด็กการเรียนรู้ตาม แนวคิดของบรูเนอร์แบ่งเป็น 3 ขั้น 1. การเรียนรู้ด้วยการกระท าเป็นช่วงการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในเด็กอายุ 2 ปีเป็นขั้นการเรียนรู้ที่เกิด จากการประสาทสัมผัส เช่น การดูตัวอย่างและท าตาม ดังในกรณีที่ติดเด็กนอนในเปลและเขย่าเครื่องเขย่า บังเอิญของเล่นตกข้างเปลเด็กจะหยุดนิ่งแล้วยกมือขึ้นดูท าภาพประหลายใจแล้วเขย่ามือเล่นต่อไปโดยไม่มี ของเล่นนั้นเพราะเด็กคิดว่ามือนั้นคือของเล่นและเมื่อเขย่ามือเด็กก็คิดว่าได้ยินเสียงของเล่นนั้นคือเด็ก ถ่ายทอดสิ่งของแทนประสบการณ์ด้วยการกระท าขั้นนี้ตรงกับขั้น Sensory Motor ในทฤษฎีของเพียเจต์ 2. การเรียนรู้ด้วยการมองดูและจินตนาการ เป็นขั้นที ่เด็กเรียนรู้ในการมองเห็นและการใช้ ประสาทสัมผัสต่างๆเข้าใจการเรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมต่างๆ ได้เป็นขั้นตอนเรียนรู้ที่สูงสุดของการพัฒนา ด้านความรู้ความเข้าใจซึ่งจะสามารถคิดหาเหตุผลและในที่สุดก็จะเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ ชาติชาย ม ่วงปฐม (2557: 27) กล ่าวว ่า บรูนอร์(Buner) เป็นนักจิตวิทยาพัฒนาการทาง สติปัญญา มีความเชื ่อว ่ามนุษย์เลือก ที ่จะรับรู้สิ ่งที ่ตนเองสนใจและเรียนรู้ด้วยกระบวนการค้นพบ (Discovery Learing) และแบ่งขั้นตอนพัฒนาการทางสติปัญญาไว้ 4 ชั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นการเรียนรู้จากการกระท า (Enactive Staye)เป็นขั้นตอนของการเรียนรู้จากการใช้ ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่าง ๆ การลงมือกระท าช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดีการเรียนรู้เกิดจากการกระท า ขั้นที่ 2 ขั้นการเรียนรู้จากความคิด (lconic sage) เป็นขั้นที่เด็กสามารถสร้างมในภาพในใจและ สามารถเรียนรู้จากภาพแทนของจริง
44 ขั้นที่ 3 ขั้นการเรียนรู้สัญลักษณ์และนามธรรม (Symbolic Sage) เป็นขั้นการเรียนรู้สิ่งที่ซับซ้อน และเป็นนามธรรม ใช้สัญลักษณ์ต่างๆแทนความคิด มีการใช้เหตุผลที่เป็นนามธรรมจิตวิทยาพัฒนาการ ตามแนวคิดของเพียเจย์และบรูเนอร์สามารถน าไปประยุกต์ใช้ใน การจัดการเรียนการสอน สรุปได้ ดังนี้ 1. การจัดเนื้อทาสาระควรค านึงถึงพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน 2. จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อผู้เรียนที่มีพัฒนาการที่แตกด่างกัน 3. การจัดการเรียนที่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยให้ความสนใจและสังเกตผู้เรียนอย่าง ใกล้ชิดเพื่อทราบลักษณะเฉพาะตัวของผู้เรียน 4. การจัดการเรียนการสอนโดยใช้สิ่งที่เป็นรูปธรรมไปสู่นามธรรม เรื่องใกล้ตัวไปสู่ไกลตัว เรื่อง ง่ายไปสู่เรื่องยาก 5. การจัดการเรียนการสอนควรเริ่มต้นจากสิ่งที่คุ้นเคย หรือมีประสบการณ์มาก่อนแล้วจึงเสนอสิ่ง ใหม่ที่เกี่ยวข้อง สัมพันธ์กัน สอนประจันทร์ เสียงเย็น (2559: 111-113) กล่าวว่า พัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์เชื่อว่า มนุษย์สามารถใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องขยาย ความสามารถของตนให้มากยิ่งขึ้นซึ่งท าให้คนรุ่นหลังมีความรู้ ความก้าวหน้ายิ่งกว่าคนรุ่นแรกขึ้นไปเป็นล าดับขั้นของพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์แบ่งเป็น 3 ขั้นดังนี้ 1.ขั้นกระท า เป็นขั้นที่เด็กจะเรียนรู้จากการกระท าการเรียนรู้จะผ่านการแสดงออกการเลียนแบบ หรือการลงมือท ากับวัตถุ 2. ขั้นจินตนาการ เป็นขั้นที่เด็กจะเรียนรู้เกี่ยวกับความคิดรวบยอดและหลักการการเรียนรู้จะ เกี่ยวข้องกับความจริงมากขึ้นเขาจะเกิดความคิดจากการรับรู้เป็นส่วนใหญ่อาจมีจินตนาการบ้างแต่ยังไม่ สามารถคิดได้ลึกซึ้ง 3. ขั้นสัญลักษณ์ เป็นขั้นที่เด็กเรียนรู้ความสัมพันธ์ของสิ่งของสามารถเกิดความคิดรวบยอดในสิ่ง ต่างๆที่ซับซ้อนได้มากขึ้นเข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งของต่างๆเป็นค าที่ใกล้เคียงกับพัฒนาการขั้นปฏิบัติการ คิดด้วยรูปประธรรมและปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรมของเพียเจต์ รุ่งระวี สุขแข้ม (2559: 20, อ้างอิงจาก สุรางค์ โด้วตระกูล, 2554: 212-215) กล่าวว่า ทฤษฎี พัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์เชื่อว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้ประมวลข้อมูลข่าวสาร จากการที่ปฏิสัมพันธ์กับสั่งแวดล้อมการรับรู้ของมนุษย์เป็นสิ่งที่เลือกหรือสิ่งรับรู้ที่เพื่อนกับความใส่ใจของ
45 ผู้เรียนที่มีต่อสิ่งนั้นๆก็รู้จะเกิดจากการค้นพบเนื่องจากผู้เรียนมีความอยากรู้อยากเห็นซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ เกิดพฤติกรรมส ารวจสภาพแวดล้อมและเกิดการเรียนรู้โดยการค้นพบขึ้นแนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีการ เรียนรู้โดยวิธีการค้นพบของบรูเนอร์มีดังนี้ 1. การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง 2. ผู้เรียนแต่ละคนมีประสบการณ์และพื้นฐานความรู้แตกต่างกันการเรียนรู้จะเกิดขึ้นจากการที่ ผู้เรียนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบใหม่กับประสบการณ์และมีความหมายใหม่ 3. พัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาจะเห็นได้ชัดเจนโดยที่ผู้เรียนสามารถรับสิ่งเร้าที่ให้เลือกได้หลาย อย่างพร้อมๆกัน สรุปได้ว่า ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรูเนอร์ ความเชื่อว่ามนุษย์เลือก ที่จะรับรู้สิ่งที่ ตนเองสนใจและเรียนรู้ด้วยกระบวนการค้นพบของตนเองและแบ่งขั้นตอนพัฒนาการทางสติปัญญาไว้ 3 ขั้น ขั้นที่ 1 การเรียนรู้จากการกระท า เป็นขั้นตอนการเรียนรู้จากการใช้ประสาทสัมผัส ทั้ง 5 ขั้นที่ 2 ขั้นการเรียนรู้จากความคิด การเรียนรู้ด้วยการมองดูและจินตนาการ เป็นขั้นที่เด็กเรียนรู้ในการ มองเห็นและการใช้ประสาทสัมผัสต่างๆ ขั้นที่ 3 การเรียนรู้โดยการใช้สัญลักษณ์ เป็นขั้นการเรียนรู้ที่เด็ก สามารถเข้าใจการเรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมด่างๆได้เป็นขั้นตอนเรียนรู้ที่สูงสุดของการพัฒนาด้านความรู้ ความเข้าใจซึ่งจะสามารถคิดหาเหตุผลและในที่สุดก็จะเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ ทฤษฎีพหุปัญญาตามแนวคิดโอเวิร์ด การ์ดเนอร์ ทฤษฎีพทุปัญญาตามแนวคิดไฮเวิร์ด การ์ดเนอร์มีนักการศึกษาให้ความเห็น ดังนี้ ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์ (2552 : 33-36) กล่าวว่า ทฤษฎีพทุปัญญา ที่ค้นโดย การ์ดเนอร์ ซึ่งมีทฤษฎี การเรียนรู้และการประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้การเชื่อว่าเชาน์ปัญญาของบุคคลมีอยู่ 8 ประการหรือ อาจมีมากกว่านี้ซึ่งแต่ละคนจะมีความสามารถเฉพาะด้านที่แตกต่างกัน มีความสามารถในด้านต่างๆไม่ เท่ากันความสามารถที่ผสมผสานกันออกมาท าให้บุคคลแต่ละคนมีแบบแผน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน และเชาวน์ปัญญาของแต่ละบุคคลจะไม่อยู่คงที่ ระดับที่ตนมีตอนเกิดแต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หากได้รับ การส่งเสริมที่เหมาะสม เชาน์ปัญญาของการ์ดเนอร์ แบ่งไว้ 8 ด้านมีดังนี้ 1. ด้านภาษา 2. ด้านคณิตศาสตร์หรือการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ 3. ด้านมิติสัมพันธ์
46 4. ด้านดนตรี 5. ด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ 6. ด้านการสัมพันธ์กับผู้อื่น 7. ด้านการเข้าใจตนเอง 8. ด้านเข้าใจธรรมชาติ ชาติชาย ม่วงปฐม (2557: 83, อ้างอิงจาก Gayle, 2000: 88-90) กล่าวว่าโฮเวิร์ค การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) อธิบายว่า ระดับสติปัญญายังมีด้านต่างๆ อีกหลายด้าน ทุกคนจะระดับความสามารถ หรือสติปัญญาด้านด่างๆเหล่านี้ในระดับหนึ่ง โดยแต่ละคนจะมีระดับความสามารถแต่ละด้านไม่เท่ากัน และมีการผสมผสานความสามารถด่างๆเหล่านี้ในตัวเองแตกต่างกันรวมเรียกว่า พหุปัญญา ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1.สติปัญญาด้านดนตรีคนทุกคนล้วนมีความสามารถทางดนตรีในระดับหนึ่ง ทุกคนสามารถสนุก ไปกับเสียงดนตรีซึ่งบางคนจะมีทักษะด้านนี้มากกว ่าคนอื่น สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วในการเด่น เครื่องดนตรีปัญญาด้านนี้ครอบคลุมความสามารถทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับคนตรีผู้มีความสามารถด้านนี้สูง 2. สติปัญญาด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ (Bodily-kincsthetic Intelligence) ผู้มี ปัญญาด้านนี้สูงจะค้นพบความสามารถของตน ทันทีที ่เข้าไปอยู ่ในสถานการณ์ที ่เกี ่ยวข้องกับการ เคลื ่อนไหวนั้นๆ โดยยังไม ่ทันได้รับการฝึกมากนัก มีความสามารอในการหยิบจับวัตถุต ่างๆ ได้อย ่าง คล่องแคล่ว 3. สติปัญญาด้านการใช้เหตุผลชิงตรรกะและคณิตศาสตร์(Logical- Mathematical Intelligence) สามารถจัดเก็บ ตัวแปรหลายๆ ตัวแปรและสร้างสมนุติฐานได้มากนาย สามารถประเมิน และยอมรับหรือปฏิเสธสมมุติฐานแต ่ละข้อได้อย ่างรวดเร็ว ความสามารถจะรวมทั้งคณิตศาสตร์และ วิทยาศาสตร์ 4. สติปัญญาด้านภาษา (Linguistic Intelligence)บุคคลผู้มีความสามารถด้านนี้จะไวกับ ความหมายของค าเล่นค ามีความสามารถ ใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องตามหลักไวยกรณ์และบางครั้งก็ออกนอก กฎเมื่อไตร่ตรอง ดีแล้ว เป็นผู้มีความสามารถค้นภาษาในระดับสูง สามารถสื่อสารเชื่อมโยงได้อย่าง มี ประสิทธิภาพ ใช้ภาษาได้อย่างสละสลวย
47 5. สติปัญญาด้านเนื้อหามิติสัมพันธ์(Spatial Intelligence) ปัญญาด้านนี้เป็นความสามารถที่จะ เข้าใจโลกที่เรามองเห็นอยู่ให้อย่างถูกต้อง เป็นเรื่องที่จ าเป็นในการเดินทาง การเดินเรือ และการใช้แผนที่ผู้ มีความสามารถค้นนี้สูงจะสามารถน าเสนอข้อมูลด้านมีติให้ออกมาเป็นภาพได้มีความเฉียบแหลม 6. สติปัญญาทางด้านการเข้ากับผู้อื ่น (Intcrpcrsonal Intclligcnce) ปัญญาด้านนี้เป็น ความสามารถที่จะมองไปที่ผู้อื่นหรือบุคคลที่อยู่ภายนอก ผู้ใหญ่ที่มีความช านาญด้านนี้จะสามารถรับรู้ ความตั้งใจและความปรารถนาของผู้อื่นได้ แม้เขาจะไม่แสดงออกให้เห็นหรือปิดบังไว้ก็ตาม จะมีความไว ต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่น 7. สติปัญญาด้านการเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence) ปัญญาด้านนี้คือการเข้าใจ ความรู้สึกของตนเองทุกแง่ทุกมุม รู้จักระดับและขอบเขตอารมณ์ของตนเองสามารถระบุอารมณ์นั้นได้และ ใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมพฤติกรรมของตน ปรับปรุงการกระท าของตน ผู้มีปัญญาด้านนี้สูงจะมีความ เข้าใจกายในตนเองสูง 8. สติปัญญาด้านความเข้าใจในธรรมชาติ(Natural Inteligence) ปัญญาด้านนี้เป็นการปรับตัว เพื่อความอยู่รอดในสภาพแวดล้อมในธรรมชาติผู้ที่มีปัญญาด้านนี้สูงจะรู้จักจ าแนกชนิดและสายพันธุ์ของ พืชและสัตว์สามารถแยกแยะความแตกต่างจัดหมวดหมู่ 9. สติปัญญาด้านความฉลาดในการคิดใคร่ครวญ (Existential intelligmnce) ผู้มีปัญญาด้านนี้ จะเป็นผู้ชอบคิด สงสัยใคร่รู้ตั้งค าถามกับตัวเองในเรื่องความเป็นไปของชีวิต ชีวิตหลังความตาย เรื่องเหนือ จริง มิติลึกลับ แนวคิดพหุปัญญาของการ์ดเนอร์มีความส าคัญในการน าไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนใน ลักษณะการบูรณาการคือควรจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมปัญหาหลากหลายด้าน เพื่อให้ผู้เรียนมีปัญญา ด้านต่างๆอย่างสมดุล และเมื่อค้นพบความถนัด และความสนใจอย่างแท้จริงก็ให้การสนับสนุนด้านนั้นๆ ต ่อไป ตัวอย ่างการเรียนการสอนที่เน้นปัญญาหลากหลายด้าน เช ่น การเรียนการสอนแบบสดอรี่ไลน์ (Storyine Method) การเรียนการสอนตามแนวคิดหมวก 6 ใบ สมชาย รัตรทองค า (2558: 51-52,อ้างอิงจาก Gardner, 1993 )กล ่าวว ่า การ์ดน ่าเชื ่อว่า สติปัญญาของมนุษย์มีถึง 8 ด้านได้แก่ ด้านดนตรี ด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ ด้านการใช้ เหตุผลเชิงตรรกะและคณิตศาสตร์และภาษา ด้านมิติสัมพันธ์ ด้านการสัมพันธ์กับผู้อื่น ด้านการเข้าใจ ตนเองและด้านความเข้าใจในธรรมชาติ
48 สอนประจันทร์ เสียงเย็น (2559: 242-246) กล่าวว่า สติปัญญาเป็นลักษณะ "พหุปัญญา" เอก ปัญญา คือความสามารถในการแก้ปัญหาหรือการสร้างผลิตผลที่แสดงค ่านิยมภายได้สถานการณ์ของ วัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งหรือหลายวัฒนธรรม การ์ดเนอร์ พบว่ามนุษย์มีอัจฉริยภาพหลายค้านมากกว่า ค าจ ากัดความของแบบทดสอบวัดไอคิวเข้าจึงเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ กรอบทางความคิดซึ่งอธิบายถึง อัจฉริยะของมนุษย์อย่างน้อย 9 ประการ ดังนี้ 1. อัจฉริยภาพด้านภาษาและการสื่อสาร 2. ภาพด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว 3. พัทยาภาพด้านมิติสัมพันธ์และการจินตนาภาพ 4. อัจฉริยะภาพด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ 5. อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจตนเอง 6. อัจฉริยภาพด้านมนุษย์สัมพันธ์และการเข้าใจผู้อื่น 7. อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจธรรมชาติ 8. อาชิยะภาพด้านคนตรีและจังหวะ 9. ความฉลาดในการใช้ชีวิตหรือความฉลาดในการคิดใคร่ครวญ เกศิณี เขียนด้วง,สุขอรุณ วงษ์ทิม,และนิธิพัฒน์ เมฆขจร (2562: 109,อ้างอิงจาก Gardncr, 1993) กล่าวว่า โฮเวิร์ค การ์ดเนอร์ ระบุว่าสติปัญญาของมนุษย์มีมากถึง 8 ด้าน ได้แก่สติปัญญาด้านภาษา สติปัญญาด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ สติปัญญาด้านการเคลื่อนไหว และสัมผัส สติปัญญาด้านดนตรี สติปัญญาด้านมิติสัมพันธ์สติปัญญาด้านการรอบรู้ตนเอง สติปัญญาด้านมนุษย์สัมพันธ์ และสติปัญญาด้าน ธรรมชาติและสิ ่งแวดล้อมโดยความสามารถด้านมนุษย์สัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ระหว ่างบุคคล (intcrpcrsonality intclligcnco) นับเป็นสติปัญญาหนึ ่งที ่ส าคัญ ความสามารถนี้แตกต ่างไปจาก สติปัญญาที่บุคคลใช้ในการเรียนรู้ และการศึกษาเล่าเรียน สรุปได้ว่า ทฤษฎีพหุปัญญาตามแนวคิดโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์สติปัญญาเป็นลักษณะ "พหุปัญญา"เอก ปัญญา คือความสามารถในการแก้ปัญหาหรือการสร้างผลิตผลที่แสดงค ่านิยมภายได้สถานการณ์ของ วัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งหรือหลายวัฒนธรรม ระดับสติปัญญายังมีด้านต่างๆ อีกหลายด้าน ทุกคนจะ ระดับความสามารถหรือสติปัญญาด้านต่างๆเหล่านี้ในระดับหนึ่ง โดยแต่ละคนจะมีระดับความสามารถแต่ ละด้านไม่เท่ากัน และมีการผสมผสานความสามารถต่างๆ เชาน์ปัญญาของการ์ดเนอร์แบ่งไว้ 8 ด้านมี ดังนี้
49 1. ด้านภาษา 2. ด้านคณิตศาสตร์หรือการใช้เหตุผลเชิงตรรกะ 3. ด้านมิติสัมพันธ์ 4. ด้านคนตรี 5. ด้านการเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้อ 6. ด้านการสัมพันธ์กับผู้อื่น 7. ด้านการเข้าใจตนเอง 8. ด้านเข้าใจธรรมชาติ 2.5 แนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ แนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มีนักการศึกษาให้ความเห็น ดังนี้ ชยุดา พยุวงษ์ (2551 : 42) กล่าวว่า การจัดกรรมส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์นั้นต้อง ให้เด็กเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียนเพราะการจัดสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายยิ่งท าให้เด็กเกิดการเรียนรู้มาก ขึ้นผู้มีหน้าทีในการกระตุ้นให้เด็กได้ใช้ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และตั้งค าถามให้เด็กได้คิดหาค าตอบ เพื่อเด็กจะได้เข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล วณิชชา สิทธิผล (2556: 25) กล่าวว่า การส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เด็กควรได้รับ การส่งเสริมและฝึกทักษะอย่างสม ่าเสมอและต่อเนื่องทุกวันด้วยกิจกรรมที่เร้าความสนใจนั้นผู้เรียนเป็น ส าคัญตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นโดยผ่านการเล่น พัทนันท์ ไตรทามา ( 2558: 33-34) กล ่าวว ่าการจัดกิจกรรมส ่งเสริมทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ ลักษณะของการจัดกิจกรรมเป็นขบวนการและมีขั้นตอนการปฏิบัติที่ชัดเจน ครูเป็นผู้เตรียม วัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการทคลองให้ครบก่อนที่เด็กจะลงมือปฏิบัติกิจกรรมครูอาจะอธิบายขั้นตอนการ ปฏิบัติกิจกรรมก่อนแล้วให้เด็กลงมือท ากิจกรรมด้วยตนเองขณะปฏิบัติกิจกรรมครูเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์และ ช่วยเหลือเด็กตามความเหมาะสมและเมื่อเสร็จสิ้นการจัดกิจกรรมครูให้เด็กออกมาน าเสนอหรืออภิปราย สิ่งที่ ได้จากการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อให้เด็กสรุปสิ่งที่คันพบด้วยตนเองทุกครั้งและถือว่าการเรียนรู้โดยการใช้ กิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์เป็นการเรียนรู้ที่เน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลางและสะท้อนการเรียนรู้ตาม แนวคิดสร้างองค์ความรู้
50 รัตติยาพร ฟูแสง (2561: 23) กล่าวว่า การส่งเสริทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์การส ่งเสริม กระบวนการเรียนรู้อย ่างเหมาะสมที ่มุ ่มนั้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และกันพบด้วยตนเองมากที ่สุดจะช่วย ส่งเสริมศักยภาพของเด็กในด้านต่างๆ ภาวดี กล่อมดี (2561: 2007,อ้างอิงจาก สุวิทย์มูลค า, และอรทัยมูลค า, 2545) กล่าวว่า การ ส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์การส่งเสริม เน้นการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาด้วย วิธีการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักศึกษาค้นคว้าความรู้โดยผู้สอนตั้งค าถามกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้กระบวนการทาง ความคิดหาเหตุผลจนพบความรู้หรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องด้วยคนเองสรุปเป็นหลักการ กฎเกณฑ์หรือสามารถน าไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการควบคุมปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสรรค์ สิ่งแวดล้อมในสภาพการต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง สรุปได้ว ่าการจัดกิจกรรมส ่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ต้องจัดเป็นขบวนการและมี ขั้นตอนที่ชัดเจน เด็กเรียนรู้ทั้งในและนอกห้อเรียนมุ่มนั้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และค้นพบด้วยตนเองมากที่สุด และการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา ครูเป็นผู้เตรียมวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ กระตุ้นให้เด็กใช้ทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และตั้งค าถามให้เด็กได้คิดหาค าตอบเพื่อเด็กจะได้เข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่าง เหตุและผล ขณะปฏิบัติการกิจกรรมครูเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์และช่วยเหลือเด็กตามความเหมาะสมเมื่อสิ้นสุด การท ากิจกรรมให้เด็กได้น าเสนออภิปรายผลการท ากิจกรรมของตนเอง 2.6 การประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ การประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มีนักการศึกษาให้ความคิดเห็นดังนี้ สุวิชา วิริยมานุวงษ์ (2549: 7) กล ่าวว ่า วิธีการวัดผลและการประเมินทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ โดยมีหลักการประเมิน ดังต่อไปนี้ 1. ครูควรประเมินตามความก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม ่าเสมอและต่อเนื่อง 2. ครูต้องประเมินให้ครอบคลุมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทุกด้าน 3. ครูควรประเมินให้เป็นไปตามปกติ เช่นเดียวกับการปฏิบัติกิจกรรมประจ าวัน 4. ครูต้องประเมินอย่างเป็นระบบ มีการวางแผนเลือกใช้เครื่องมือและจดบันทึกเป็นหลักฐาน 5. ครูควรประเมินตามสภาพจริง ด้วยวิธีการหลากหลายเหมาะสมกับพัฒนาการ เด็กรวมทั้งใช้ แหล่งข้อมูลหลาย ๆ ด้าน
51 6. ผู้ท าหน้าที่ประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กจะต้องเป็นผู้ที่ มีความรู้ความ เข้าใจพัฒนาการเด็กมีความสามารถในการเลือกใช้เครื่องมือและวิธีการที่จะใช้ได้ถูกต้อง 7. ครูไม่ควรน าแบบประเมินพัฒนาการเด็กมาเปรียบเทียบ แต่ควรพิจารณาเด็กเป็นรายบุคคลว่า มีการพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แต่ละด้านเปลี่ยนแปลงอย่างไร 8. การสรุปผลการประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไม่ควรใช้ความรู้สึกส่วนตัวแต่ควร พิจารณาจากหลักฐานที่เก็บสะสมอย่างมีระบบเพื่อเป็นข้อมูลพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ให้แก่ เด็ก 9. การประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ควรสัมพันธ์กับจุดประสงค์ที่ก าหนด 10. ครูควรวางแผนการจัดประสบการณ์ให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็กและหมั่นสังเกตอยู่ เสมอ 11. ครูควรตระหนักเสมอว่าเด็กมีพัฒนาการการเรียนรู้และมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน 12. การประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ค านึงถึงเด็กเป็นรายบุคคลอย่างเดียวแต่ควร ประเมินความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับเด็ก เด็กกับผู้ใหญ่ด้วย เบญจา แสงมะลิ (2550: 83) กล่าวว่า การประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ มีดังนี้ 1. การสังเกต หมายถึงวิธีการที่ครูเฝ้ามองเด็กอย่างละเอียด เพื่อสังเกตรายละเอียดของเด็กเป็น รายตัวหรือรายกลุ่มโดยใช้การสังเกตดูพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น ความคิดริเริ่ม ความกระตือรือร้น ความอยาก รู้อยากเห็น การซักถามปัญหา การท างาน ความสนใจ และการน าเอาความรู้ไปใช้ชีวิตประจ าวัน 2. การตรวจผลงาน หมายถึงงานที่ครูมอบหมาย เช่น แบบฝึกหัด การค้นคว้ารายงาน หรือการ อภิปราย การปฏิบัติทดลอง 3. การสัมภาษณ์ หมายถึงวิธีการทดสอบความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ที่เด็กได้ เรียนมาแล้วอาจถามความจ า ความคิด การหาเหตุผลหรือการน าไปใช้ ซึ่งแทนที่จะใช้ถามออกมาเป็นใช้ วิธีการถามด้วยปากเปล่าแล้วให้เด็กตอบด้วยปากเปล่า 4. การทดสอบเป็นการทดสอบด้วยการตั้งค าถามให้คลุมในสิ่งที่เด็กได้เรียนไปแล้ว ให้มากที่สุดที่ จะมากได้โดยวัดความรู้ ความเข้าใจ การน าไปใช้และทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เครื่องมือวัดผลที่ไม่ ต้องใช้เวลามาก เพราะครูต้องก าหนดสถานการณ์เพื่อให้เด็กตอบสนองในลักษณะ เดียวกัน เช่น ใช้ค าถาม
52 เดียวกัน แก้ปัญหาลักษณะเดียวกัน อาจเป็นรายบุคคลหรือพร้อมกันทั้งกลุ่ม โดยวัดความรู้ ความเข้าใจ การน าไปใช้ และพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ธนภรณ์ ก้องเสียง (2558: 58, อ้างอิงจาก สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2526) กล่าวว่า การประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สามารถประเมินได้ ดังนี้ 1. ทักษะการสังเกต 1.1 สามารถแสดงหรือบรรยายคุณลักษณะของวัตถุได้ จากการใช้ประสาทสัมผัส อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง 1.2 สามารถบรรยายคุณสมบัติเชิงประมาณ และคุณภาพของวัตถุได้ 1.3 สามารถบรรยายพฤติการณ์การเปลี่ยนแปลงของวัตถุได้ 2. ทักษะการวัด 2.1 สามารถเลือกใช้เครื่องมือได้เหมาะสมกับสิ่งที่วัดได้ 2.2 สามารถบอกเหตุผลในการเลือกเครื่องมือวัดได้ 2.3 สามารถบอกวิธีการ ขั้นตอน และวิธีใช้เครื่องมือได้อย่างถูกต้อง 2.4 สามารถท าการวัด รวมถึงระบุหน่วยของตัวเลขได้อย่างถูกต้อง 3. ทักษะการค านวณ 3.1 สามารถนับจ านวนของวัตถุได้ถูกต้อง 3.2 สามารถบอกวิธีค านวณ แสดงวิธีค านวณ และคิดค านวณได้ถูกต้อง 4. ทักษะการจ าแนกประเภท 4.1 สามารถเรียงล าดับ และแบ่งกลุ่มของวัตถุ โดยใช้เกณฑ์ใดได้อย่างถูกต้อง 4.2 สามารถอธิบายเกณฑ์ในเรียงล าดับหรือแบ่งกลุ่มได้ 5. ทักษะการจัดกระท าและสื่อความหมาย 5.1 สามารถเลือกรูปแบบ และอธิบายการเลือกรูปแบบในการเสนอข้อมูล เหมาะสมได้ 5.2 สามารถออกแบบ และประยุกต์การเสนอข้อมูลให้อยู่ในรูปใหม่ที่เข้าใจได้ง่าย 5.3 สามารถเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่าย 5.4 สามารถบรรยายลักษณะของวัตถุด้วยข้อความที่เหมาะสม กะทัดรัดและสื่อ
53 ความหมายให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย 6. ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสกับสเปสและเปสกับเวลา 6.1 สามารถอธิบายลักษณะของวัตถุ 2 มิติ และวัตถุ 3 มิติ ได้ 6.2 สามารถวาดรูป 2 มิติ จากวัตถุหรือรูป 3 มิติ ที่ก าหนดให้ได้ 6.3 สามารถอธิบายรูปทรงทางเรขคณิตของวัตถุได้ 6.4 สามารถอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ 2 มิติกับ 3 มิติได้ เช่น ต าแหน่งหรือ ทิศของวัตถุ และต าแหน่งหรือทิศของวัตถุต่ออีกวัตถุ 6.5 สามารถบอกความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงต าแหน่งของวัตถุกับเวลาได้ 6.6 สามารถบอกความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงขนาด ปริมาณของวัตถุกับเวลา ได้ 7. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล 7.1 สามารถอธิบายหรือสรุปจากประเด็นของการเพิ่มความคิดเห็นของตนต่อข้อมูล ที่ได้มา 8. ทักษะการพยากรณ์ 8.1 สามารถท านายผลที่อาจจะเกิดขึ้นจากข้อมูลบนพื้นฐานหลักการ กฎหรือทฤษฎี ที่มีอยู่ ทั้งภายในขอบเขตของข้อมูล และภายนอกขอบเขตของข้อมูลในเชิงปริมาณได้ 9. ทักษะการตั้งสสมติฐาน 9.1 สามารถตั้งค าถามหรือคิดหาค าตอบล่วงหน้าก่อนการทดลองได้ 9.2 สามารถตั้งค าถามหรือคิดหาค าตอบล่วงหน้าจากความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ได้ 10. ทักษะการให้นิยามปฏิบัติการ 10.1 สามารถอธิบายความหมาย และขอบเขตของค าหรือตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การศึกษา และการทดลองได้ 11. ทักษะการก าหนดและควบคุมตัวแปร 11.1 สามารถก าหนด และอธิบายตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุมในการ ทดลองได้
54 12. ทักษะการประมวลผลและการตีความหมาย 12.1 สามารถในการวิเคราะห์ และสรุปประเด็นส าคัญ รวมถึงการแปลความหมายหรือ บรรยายลักษณะของข้อมูล 12.2 สามารถบอกความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ 13. ทักษะการทดลอง 13.1 สามารถออกแบบการทดลอง และก าหนดวิธีขั้นตอนการทดลองได้ถูกต้อง และ เหมาะสมได้ 13.2 สามารถระบุ และเลือกใช้อุปกรณ์ในการทดลองอย่างเหมาะสม 13.3 สามารถปฏิบัติการทดลองตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้อง 13.4 สามารถบันทึกผลการทดลองได้อย่างถูกต้อง นิภา ตรีแจ่มจันทร์ (2562: 58) กล่าวว่า การประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สามารถ ประเมินได้ 2 รูปแบบ คือการประเมินโดยใช้แบบทดสอบ ชนิดเลือกตอบ (Multiple-choice paper and-pencil test) และการประเมินโดยใช้แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Performance assessment) ชวีพร คชสินธ์ (2562: 3, อ้างอิงจาก วรรณทิพา รอดแรงค้า, 2544) กล่าวว่า การประเมินทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มี 2 รูปแบบ คือ 1. การประเมินโดยใช้แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ (Multiple-choice paper and pencil tests) เป็นแบบทดสอบที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายเพราะง่ายต่อการวิเคราะห์ผลการประเมินโดยใช้แบบทดสอบ ชนิด เลือกตอบจะเหมาะส าหรับการจัดการความรู้ความจ าในเนื้อหาวิชาส่วนการวัดทักษะกระบวนการจะ นิยมวัดจากสภาพจริงขณะนักเรียนปฏิบัติงานหรือชิ้นงานของนักเรียน 2. การประเมินพฤติกรรมการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Performance Assessment) เป็นการประเมินการลงมือปฏิบัติการทดลองจริงซึ ่งแบบประเมินจะมีหลายชนิด เช่น แบบทดสอบปลายเปิด แบบสอบถาม แบบสังเกตพฤติกรรม แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน เป็นต้น สรุปได้ว ่า การประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มี 2 รูปแบบ คือการประเมินโดยใช้ แบบทดสอบ ชนิดเลือกตอบ (Multiple-choice paper and-pencil test) และการประเมินโดยใช้แบบ
55 ประเมิน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Performance assessment) และแต ่ละทักษะมี ข้อก าหนดการประเมินความสามารถที่แสดงว่าเกิดทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของนักการศึกษามีดังนี้ งานวิจัยในประเทศ นวลจันทร์ บุดดา (2564: บทคัดย่อ) ได้ศึกษา ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์“โดยใช้สิ่งของใกล้ตัวเรียนรู้ควบคู่สนุก”ส าหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบ one –group pre –posttestกลุ่มตัวอย่างที่ใช้อนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2562 จ านวน 7 คนสถิติที่ใช้สถิติเชิงพรรณนา และ t-testผลการวิจัยพบว ่า1. การพัฒนา พัฒนาชุดกิจกรรมเสริประสบการณ์“ใช้สิ่งของใกล้ตัวเรียนรู้ควบคู่สนุก” ส าหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 พบว่าผลที่ได้จากแผนการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนทางวิทยาศาสตร์โดย ใช้สิ่งของใกล้ตัวเรียนรู้ควบคู่สนุกชั้นอนุบาลปีที่2อยู่ในระดับ80.31/80.262. ผลการเปรียบเทียผลสัมฤทธิ์ ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์“ใช้สิ่งของใกล้ตัวเรียนรู้ควบคู่สนุก” มีคะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียนทั้งหมด(X= 6.30) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนทั้งหมด(X= 23.71) เมื่อพิจารณาเป็นรายบุคคลพบว่า คะแนนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากคะแนนก่อนเรียนคิดเป็นค่าเฉลี่ย17.43 เมื่อเทียบกับค่าตารางt ที่.05 มีค่า เท่ากับ1.94 แสดงว่าค่าเฉลี่ยทดสอบหลังเรียนมีค่ามากกว่าค่าtวิกฤติจึงสรุปได้ว่านวัตกรรมมีประสิทธิภาพ และภาพรวมของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจ านวน 5หน่วยของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ก่อนและหลังการ ใช้ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์“ใช้สิ่งของใกล้ตัวเรียนรู้ควบคู่สนุก” มีคะแนนทดสอบก่อนเรียนเฉลี่ย 6.29 คะแนนทดสอบหลังเรียนเฉลี่ย 23.71มีค่าเฉลี่ยผลต่าง 17.43 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนน ก่อนเรียนและหลังเรียนรวมทั้งค่าt ที่.05=1.94 แสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรม เสริมประสบการณ์มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนการใช้กิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่.05 ขวัญดาว บุญเรือง พจมา ช านาญกิจและวิจิตรา วงศ์อนุสิทธิ์ (2562: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนากิจกรรมเสริมประสบการณ์ด้วยการสอนแบบโครงการร่วมกับแนวคิด การเสริมต่อการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักเรียนชั้น อนุบาล 2 โรงเรียนบ้านเหล่าคาม สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ภาคเรียนที่ 2
56 ปีการศึกษา 2561 จ านวน 16 คน ซึ่งได้จากการเลือก แบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดย ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรม 2) แบบประเมิน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตฐาน และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยใช้การทดสอบ (t-test) ชนิดกลุ่มตัวอย่าง ทั้งสองเป็นอิสระต่อกัน (Independent Samples) ผลการวิจัยพบว่า 1.ประสิทธิภาพของกิจกรรมเสริมประสบการณ์ด้วยการสอนแบบโครงการร่วมกับแนวคิดการเสริมต่อการ เรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัยมีค่าเท่ากับ 81.42/81.25 ซึ่งสูง กว ่าเกณฑ์ที ่ก าหนดไว้ 80/80 2. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที ่ได้รับการจัด กิจกรรมเสริมประสบการณ์ด้วยสอนแบบโครงการ ร่วมกับแนวคิดการเสริมต่อการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อการจัดกิจกรรม เสริมประสบการณ์ด้วยการสอนแบบโครงการร่วมกับแนวคิด การเสริมต่อการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย อยู่ในระดับมาก (X = 2.73), (S.D. = 0.43) ชวีพร คชสินธุ์ (2562: บทคัดย่อ) ได้ศึกษา เปรียบเทียบผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์เรื่องหินและการเปลี่ยนของโลก ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้าน ห้วยโรงนอก ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้พบว่า ความสามารถด้านทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ สูงกว่าก่อน ใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ เนื่องจากในการฝึกทักษะมี การฝึกให้ผู้เรียนได้คิด วิเคราะห์หา ค าตอบด้วยตนเอง มีการพัฒนาผู้เรียนโดยให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ เพื่อ เป็นการฝึกให้ผู้เรียนเกิดการใช้ทักษะจน เกิดความช านาญ งานวิจัยต่างประเทศ Rivet (2003 : 229) ได้ศึกษา การสร้างสิ ่งแวดล้อมและการเรียนรู้ของนักเรียนในชั้น เรียน วิทยาศาสตร์ โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบโครงงาน โดยท าการส ารวจครูซึ่งพยายามสร้างสิ่งแวดล้อมทางการ เรียนการสอน ในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนมัธยมศึกษาในเขตอ าเภอเมือง จ านวน 2 ห้องเรียน โดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบโครงงานอย่างไร และการเรียนรู้แบบโครงงานนี้ มีความสัมพันธ์กับการเรียนรู้ อย่างไร พบว่า ครูใช้สิ่งแวดล้อมแบบโครงงาน เพื่อการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนสามารถประสบ ความส าเร็จ ท าให้นักเรียนสามารถน าภูมิความรู้และประสบการณ์เดิมออกมาใช้ใน การเรียนรู้และยัง
57 พบว่ามีความสัมพันธ์กันในระดับสูงอย ่างมีนัยส าคัญระหว่างการจัดสิ่งแวดล้อมแบบ โครงงานกับการ ประเมินคะแนนด้านการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียน ในขณะเดียวกันยังพบว่า การจัดสิ่งแวดล้อมใน การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที ่เหมาะสมควรเริ่มจากการออกแบบหลักสูตร และการอบรมเพื่อ พัฒนาวิชาชีพให้กับบุคลากรอย่างต่อเนื่องก็เป็นสิ่งมีความส าคัญมากเช่นกัน เรนเนอร์และมาเรค์ (จันทรพร พรหมมาศ. 2541 : 30; อางอิงจาก Renner and Marek. 1988) ไดศึกษา การน าทฤษฎีพัฒนาการทางสติปญญาของพิอาเจท มาออกแบบทดลองสอนวิทยาศาสตร์ โดยใชวัฏจักรการเรียนรู(The Learning Cycle) พบวา โมเดลนมีอิทธิพลตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ชวยใหนักเรียนพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรทักษะทางสังคมและความเข้าใจความหมายของ ค า การแกปญหา Science in early childhood. 4th edition พบว ่าวิทยาศาสตร์มีความส าคัญต่อชีวิตเด็ก เนื่องจากท าให้เข้าใจโลก การสอนวิทยาศาสตร์อย่างครอบคลุมช่วยให้การเรียนการสอนของออสเตรเลียดี ขึ้น สรุปได้ว่า ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนาด้วยกิจกรรมที่หลากหลายขึ้นอยู่กับ จุดประสงค์และวัยของการเรียนรู้
58 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย การศึกษาวิจัยเรื ่อง การเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ผู้วิจัยได้ก าหนดหัวข้อการด าเนินการวิจัยตามล าดับดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. วิธีการสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เด็กปฐมวัยชาย – หญิง อายุระหว่าง 4 – 5 ปี ที่ก าลัง ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ปีการศึกษา 2/2566 จ านวน 37 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที ่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยชาย – หญิง อายุระหว่าง 4 – 5 ปี ที่ ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนเทศบาล5 สีหรักษ์วิทยา ปีการศึกษา 2/2566 จ านวน 18 คน ได้มา โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
59 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามี 2 ประเภท ดังนี้ 1. แผนการจัดประสบการณ์เพื ่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้น อนุบาล 2 จ านวน 24 แผน แผนละ 30 นาที 2. แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ทั้งหมด 3 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 ด้านการสังเกต 10 ข้อ ชุดที่ 2 ด้านการจ าแนก 10 ข้อ ชุดที่ 3 ด้านการลงความเห็นจากข้อมูล 10 ข้อ วิธีการสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ 1. แผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาล 2 จ านวน 24 แผน ดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 เอกสาร แนวคิด ทฤษฎีและ หลักการต ่าง ๆ รวมถึงงานวิจัยที ่เกี ่ยวข้องกับแผนการจัดประสบการณ์ได้แก ่ ชุดกิจกรรมเสริม ประสบการณ์เพื ่อพัฒนาทักษกระบวนการทางวิทยาศาสตร์“โดยใช้สิ ่งของใกล้ตัวเรียนรู้ควบคู ่สนุก” ส าหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 ของ นวลจันทร์ บุดดา (2564), การพัฒนากิจกรรมเสริมประสบการณ์ ด้วยการสอนแบบโครงการร ่วมกับแนวคิด การเสริมต ่อการเรียนรู้เพื ่อพัฒนาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย ของ ขวัญดาว บุญเรือง พจมา ช านาญกิจและวิจิตรา วงศ์อนุสิทธิ์ (2562) 1.2 เลือกหน่วยการเรียนรู้สาระเกี่ยวข้องกับหน่วยการจัดประสบการณ์ 1.3 สร้างแผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 จ านวน 24 แผน 1.4 ให้ผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ได้แก่ 1.4.1 นางจิราภรณ์ สอนสุภาพ หัวหน้าสายชั้นระดับอนุบาลและ เป็นครูประจ าชั้นอนุบาล 2/2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา
60 1.4.2 นางสาวกัลยา อักษร ครูประจ าชั้นอนุบาล 3/1 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา 1.4.3 นางสาว เสาวรี พลบุตร ครูประจ าชั้นอนุบาล 3/2 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา 1.5 มีค่า IOC เท่ากับ 0.93 น าแผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 ปรับปรุงแก้ไขแผนการจัดประสบการณ์เพื ่อพัฒนาทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 ให้เหมาะตามค าแนะน าของผู้เชี่ยวชาญ 1.6 น าแผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 ที่ปรับปรุบไปทดลองใช้ (Try Out) กับชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 (อายุ 4-5 ปี) โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 19 คน 1.7. ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของแผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 แล้วน าไปจัดพิมพ์ฉบับจริง เพื่อน าไปใช้กับนักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างต่อไป 2. แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยมีขั้นตอนดังนี้ 2.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทาวิทยาศาสตร์ ได้แก่ แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของวณิชชา สิทธิพล(2556) แบบทดสอบทักษะพื้นฐาน ทางวิทยาศาสตร์ของรัตติยาพร ฟูแสง (2561) แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของพิมพ์ธิวา วงศ์ชมพู(2562) เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2.2 สร้างแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยซึ่งแบบทดสอบเป็น รูปภาพ แบบ 4 ตัวเลือก โดยตัวเลือกเป็นรูปภาพและแบ่งเป็น 3 ชุด ชุดที่ 1 ด้านการสังเกต จ านวน 15 ข้อ ชุดที่ 2 ด้านการจ าแนก จ านวน 15 ข้อ ชุดที่ 3 ด้านการลงความเห็นจากข้อมูล จ านวน 15 ข้อ
61 2.3 น าแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยและคู่มือด าเนินการ ทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสม และน ามาหาค่า IOC ได้แก่ 2.3.1 นางจิราภรณ์ สอนสุภาพ หัวหน้าสายชั้นระดับอนุบาลและ เป็นครูประจ าชั้นอนุบาล 2/2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา 2.3.2 นางสาวกัลยา อักษรครู ครูประจ าชั้นอนุบาล 3/1 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา 2.3.3 นางสาวเสาวรี พลบุตร ครูประจ าชั้นอนุบาล 3/2 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ก าหนดเกณฑ์การทดสอบส าหรับผู้เชี่ยวชาญลงความเห็นให้คะแนนดังนี้ +1 หมายถึง เมื่อผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าสอดคล้อง 0 หมายถึง เมื่อผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าไม่แน่ใจ -1 หมายถึง เมื่อผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าไม่สอดคล้อง 2.5 น าผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์หาดัชนีความสอดคล้องมีค่าIOC 0.67- 1.00 จะเลือกข้อสอบที ่มีค ่า IOC ตั้งแต ่ 0.50 ขึ้นไปเป็นข้อสอบ ปรับปรุงแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ตามค าแนะน าของผู้เชี่ยวชาญ 2.6 น าแบบทดสอบที่ได้รับการแก้ไขใช้กับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา จ านวน 19 คนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างแล้วน าแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มาคิด คะแนน เพื่อหาค่าความยากง่ายและอ านาจจ าแนก คัดเลือกไว้ชุดละ 12 ข้อ โดยมีค่าความยากง่ายอยู่ ระหว่างมีค่า0.63 – 0.84 อ านาจจ าแนกอยู่ระหว่าง.25 – 0.86 ดังตารางที่ 1
62 ตาราง 1 แสดงคุณภาพของแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ด้าน จ านวนข้อ ค่าความยากง่าย (P) ค่าอ านาจจ าแนก (D) ค่าความเชื่อมั่น (rtt) ด้านการสังเกต 12 0.63 - 0.84 0.09 – 0.86 0.79 ด้านการจ าแนก 12 0.58 – 0.79 0.31 – 0.68 0.79 ด้านการลงความเห็น จากข้อมูล 12 0.53 – 0.74 0.25– 0.76 0.73 รวม 36 0.63 – 0.84 0.09– 0.86 0.77 2.7 น าแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ที่ผ่านการคัดเลือกมาหา ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้สูตร KR-20 โดยวิธีการของคูเดอร์-ริ ชาร์ดสัน (Kuder-Richardson Method) (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 88 - 89) มีค่าความเชื่อมันทั้ง ฉบับที่ 0.77 2.8 น าแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 ไปใช้กับกลุ่ม ตัวอย่างต่อไป
63 การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. แบบแผนที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง แบบ One-Group Pretest-Posttest Design วาโร เพ็งสวัสดิ์ (2551, หน้า 133) ดังตารางที่ 2 ตาราง 2 รูปแบบแผนการทดลอง One Group Pre-test Post-test Design E แทน กลุ่มตัวอย่าง T1 แทน ผลการทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก่อนการทดลอง (Pre-test) X แทน การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ T2 แทน ผลการทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์หลังการทดลอง (Post-test) การด าเนินการทดลองมีขั้นตอนดังนี้ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยด าเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย เด็กก่อนการทดลอง (Pretest) กับ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง 2. ผู้วิจัยด าเนินการด้วยตนเอง โดยกลุ่มตัวอย่างจะได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที 3. เมื่อครบ 8 สัปดาห์แล้วท าการทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้น อนุบาล 2 หลังการทดลอง (Posttest) ด้วยแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ฉบับเดียวกันกับก่อนทดลอง 4. น าข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้น อนุบาล 2 ในข้อ 1 และ 3 มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ กลุ่มตัวอย่าง ทดสอบก่อน ทดลอง ทดสอบหลัง E T1 X T2
64 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. น าคะแนนแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังหา ค่าสถิติพื้นฐาน โดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Dediation) 2. เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ เด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้สติติ t – test Depandent Sample สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบเครื่องมือ 1.1 หาค ่าความตรงรายข้อของแบบทดสอบโดยใช้ผู้เชี ่ยวชาญเรียกว ่าดัชนีความ สอดคล้อง (IOC : Index of Item Objective Congruence) เป็นความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับ จุดประสงค์ โดยอาศัยความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (นฤมล แสง พรหม. 2563 : 153) R IOC N = เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทุกคน N แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
65 1.2 การหาค่าความยากง่ายของแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์แต่ละโดยใช้สูตร (พวงรัตน์ ทวีรัตน์ 2543 : 129) ดังนี้ P = R N เมือ P แทน ค่าความยากของทดสอบของค าถามแต่ละข้อ R แทน จ านวนเด็กที่ตอบถูก N แทน จ านวนเด็กทั้งหมด 1.3 การหาค่าอ านาจจ าแนกของแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยวิธีการ ของวิทนีย์และซาเบอร์ส(Whitney and Sabers) มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (ไพศาล วรค า. 2559 : 299-308) D = H L max mim S - S n(X - X ) เมื่อ D แทน ค่าอ านาจจ าแนกของแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ SH แทน ผลรวมคะแนนในกลุ่มสูง SL แทน ผลรวมคะแนนในกลุ่มต ่า n แทน จ านวนนักเรียนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต ่า Xmax แทน คะแนนสูงสุดในข้อนั้น Xmin แทน คะแนนต ่าสุดในข้อนั้น 1.4 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ สูตร KR-20 โดยวิธีการของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richardson Method) มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 88 - 89) tt r = 2 k pq 1 - k -1 S
66 เมื่อ tt r แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ p แทน ค่าความยากของข้อสอบแต่ละข้อ q แทน สัดส่วนค่าความยากแต่ละข้อ (q = 1 - p) S 2 แทน ค่าความแปรปรวนของคะแนนรวม k แทน จ านวนข้อสอบในแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ 2. สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2.1 ค่าเฉลี่ย ( X ) มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 213) X X = n เมื่อ แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง ∑ แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน n แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่าง 2.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 225) n X - X ( ) S = n(n - ) 2 2 1 เมื่อ S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน ข้อมูลแต่ละค่าของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่าง
67 3. สถิติที่ใช้ในการการทดสอบสมมติฐาน การทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนและหลังการทดลองโดยใช้ค่าแจกแจง (t- Dependent) (บุญเชิดภิญโญ อนันตพงษ์, 2526: 99) ดังนี้ = ̅ ̅ เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่ใช้พิจารณาใน t-distribution D แทน ความแตกต่างของคะแนน N แทน จ านวนคู่ของคะแนน D แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนนความแตกต่าง SD แทน ค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของคะแนน ความแตกต่าง
68 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ด าเนินการวิเคราะห์ข้อมูลและเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตามล าดับ ดังต่อไปนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ล าดับขั้นในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล X แทน ค่าเฉลี่ย n แทน จ านวนนักเรียน S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าสถิติทดสอบที่ใช้เปรียบเทียบค่าวิกฤต เพื่อทราบความมีนัยส าคัญ ล าดับขั้นในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ด าเนินการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามล าดับ ดังต่อไปนี้ ตอนที่ 1ผลการศึกษาระดับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการได้รับ การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยระหว่างก่อน และหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์
69 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการศึกษาระดับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการได้รับ การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ผลการศึกษาระดับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการได้รับการจัดกิจกรรม เสริมประสบการณ์ แบ่งตามทักษะ ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ผลการศึกษาระดับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการได้รับการ จัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ ก่อนเรียน หลังเรียน ความแตกต่าง X 1 S.D. X 2 S.D. ร้อยละ X 2 - X 1 การสังเกต 5.06 1.39 7.72 1.23 77.2 2.66 1.94 1.94 การจ าแนก 4.39 1.44 6.33 0.97 63.3 การลงความเห็น จากข้อมูล 6.17 0.92 8.11 1.28 81.1 รวม 15.62 3.75 22.16 3.48 73.87 6.54 จากตารางที่ 3 พบว่า ระดับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่างหลังการได้รับการ จัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์มีคะแนนค่าเฉลี่ยแยกเป็นแต่ละทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก่อนการ ทดลองพบว่าทักษะที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล รองลงมา คือ ทักษะการสังเกต และทักษะที่มีค่าเฉลี่ยต ่าสุดคือ ทักษะการจ าแนก มีค่าเท่ากับ 6.17, 5.06 และ 4.39 ตามล าดับ หลังการ ทดลองพบว ่าทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที ่มีค ่าเฉลี ่ยสูงสุด คือ ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล รองลงมา คือ ทักษะการสังเกต และทักษะที่มีค่าเฉลี่ยต ่าสุดคือ ทักษะการจ าแนก มีค่าเท่ากับ 8.11, 7.72 และ 6.33 ตามล าดับ ร้อยละ 81.1 , 77.2 และ 63.3 ตามล าดับ
70 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยระหว่างก่อน และหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์เปรียบเทียบของเด็กปฐมวัยระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเสริม ประสบการณ์โดยน าคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนมาวิเคราะห์ ดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ การทดสอบ n X S.D. t p ก่อนเรียน 18 15.61 2.14 10.72 .000 หลังเรียน 18 22.67 2.48 * มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4 พบว่า ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการได้รับการจัด กิจกรรมเสริมประสบการณ์ มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ15.61 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 22.67 เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติ t พบว่า ค่าสถิติ t เท่ากับ 10.72 มีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า ทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการได้รับการจัด กิจกรรมเสริมประสบการณ์มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่ง เป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้
71 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เพื่อศึกษาระดับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัยหลังการได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์และเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ของเด็กปฐมวัยระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ สรุปสาระส าคัญของการศึกษา ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. ศึกษาระดับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการได้รับการจัดกิจกรรม เสริมประสบการณ์ 2. เปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยระหว่างก่อนและหลังการจัด กิจกรรมเสริมประสบการณ์ สมมติฐานของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดสมมติฐานของการวิจัย ดังนี้ เด็กปฐมวัยที ่ได้รับการจัดกิจกกรมเสริมประสบการณ์เพื ่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรม ความส าคัญของการวิจัย ผลจากการวิจัยในครั้งนี้จะท าให้ทราบถึงทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการ ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ เพื่อเป็นแนวทางส าหรับครู ผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้องในการ ส ่งเสริมและพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการได้รับการจัดกิจกรรมเสริม ประสบการณ์ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
72 ขอบเขตของการวิจัย ประชากร ประชากรที่ศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เด็กปฐมวัยชาย – หญิง อายุระหว่าง 4 – 5 ปี ที่ก าลัง ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ปีการศึกษา 2/2566 จ านวน 37 คน กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที ่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยชาย – หญิง อายุระหว่าง 4 – 5 ปี ที่ ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 2 ที่ก าลัง ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ปีการศึกษา 2/2566 จ านวน 18 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามี 2 ประเภท ดังนี้ 1. แผนการจัดประสบการณ์เพื ่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้น อนุบาล 2 จ านวน 24 แผน แผนละ 30 นาที 2. แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ทั้งหมด 3 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 ด้านการสังเกต 10 ข้อ ชุดที่ 2 ด้านการจ าแนก 10 ข้อ ชุดที่ 3 ด้านการลงความเห็นจากข้อมูล 10 ข้อ วิธีด าเนินการวิจัย 1. ทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 เด็ก ก่อนการทดลอง (Pretest) กับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง 2. ผู้วิจัยด าเนินการด้วยตนเอง โดยกลุ่มตัวอย่างจะได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ใช้เวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที 3. เมื่อครบ 8 สัปดาห์แล้วท าการทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้น อนุบาล 2 หลังการทดลอง (Posttest) ด้วยแบบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 ฉบับเดียวกันกับก่อนทดลอง
73 4. น าข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 ในข้อ 1 และ 3 มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. น าคะแนนแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 ก่อนและหลังหาค่าสถิติพื้นฐาน โดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Dediation) 2. เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนแบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 ก่อนและหลังการทดลอง โดยใช้สติติ t – test Depandent Sample สรุปผลการวิจัย 1. ระดับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการได้รับการจัดกิจกรรมเสริม ประสบการณ์หลังการทดลองพบว่าทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ทักษะการลง ความเห็นจากข้อมูล รองลงมา คือ ทักษะการสังเกต และทักษะที่มีค่าเฉลี่ยต ่าสุดคือ ทักษะการจ าแนก มี ค่าเท่ากับ 8.11, 7.72 และ 6.33 ตามล าดับ ร้อยละ 81.1 , 77.2และ 63.3 ตามล าดับ 2. เด็กปฐมวัยหลังการได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ การอภิปรายผล การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาระดับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลัง การได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์และเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ปฐมวัยระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ผลวิจัยพบว่า 1. ระดับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังการได้รับการจัดกิจกรรมเสริม ประสบการณ์หลังการทดลองพบว่าทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ทักษะการลง ความเห็นจากข้อมูล รองลงมา คือ ทักษะการสังเกต และทักษะที่มีค่าเฉลี่ยต ่าสุดคือ ทักษะการจ าแนก มี
74 ค่าเท่ากับ 8.11, 7.72 และ 6.33 ตามล าดับ ร้อยละ 81.1 , 77.2และ 63.3 ตามล าดับ ทั้งนี้สามารถ อภิปรายได้ดังนี้ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ฝึกการท างาน และอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มทั้งกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่จัดมุ่งฝึกให้เด็กได้มีโอกาส ฟัง พูด สังเกต คิด แก้ปัญหา ใช้เหตุผลและฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความคิดรวบยอด เกี่ยวกับเรื่องที่เรียน โดยจัดกิจกรรมด้วยวิธี ต่าง ๆ เช่น สนทนา อภิปราย สาธิต ทดลอง เล่านิทาน เล่นบทบาทสมมติร้องเพลง ท่องค าคล้องจอง ศึกษานอกสถานที่ เพื่อพัฒนาทักษะการสังเกต ทักษะการจ าแนก ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ซึ่ง สอดคล้องกับเพียเจต์กับบรูเนอร์ (Piaget and Bruner) การเรียนรู้จะเกิดขึ้นโดยการกระท าเด็กเลือกจะ รับรู้สิ่งที่ตนเองสนใจ และการเรียนรู้เกิดจาก กระบวนการค้นพบด้วยตนเอง(สมชาย รัตรทองค า. 2558: 38-39) ดังที่ นวลจันทร์บุดดา (2564 : 38) ได้ศึกษาชุดเรื่อง กิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์“โดยใช้สิ่งของใกล้ตัวเรียนรู้ควบคู่สนุก”ส าหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่2 พบว่าคะแนนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากคะแนนก่อนเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรมเสริม ประสบการณ์มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนการใช้กิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่.05 สอดคล้องกับธอร์นไดค์ (Thorndike) กล ่าวว ่า การเรียนรู้แบบสิ ่งเร้าและการตอบสนอง stimulusresponse (S-R model) โดยเน้นสิ่งส าคัญที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้คือการเสริมแรง (reinforcement) ซึ่ง จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่าง S-R มากขึ้น หมายความว่าสิ่งเร้าใดท าให้เกิดการตอบสนอง และการตอบสนองนั้นได้รับการเสริมแรงจะก่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่าง S-R นั้นมากขึ้น(สมชาย รัตรท องค า. 2558: 25) เช ่นเดียวกับการท ากิจกรรมเสริมประสบการณ์สามารถพัฒนาทักษะพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยเมื่อพิจารณาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นรายด้าน พบว่า ทักษะการสังเกต ในขณะที่เด็กท ากิจกรรมเสริมประสบการณ์เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ซึ่งได้แก่ ตา หู ดม ลิ้น ผิวหนัง เพื่อเก็บและรวบรวมข้อมูล คุณลักษณะหรือรายละเอียดของสิ่งของหรือ ปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยตนเองและอธิบายสิ่งที่สังเกตด้วยตนเอง ดังที่ วณิชา สิทธิพล (2556: 64) พบว่า การจัดกิจกรรมการท าเครื่องดื่มสมุนไพรช่วยส่งเสริมในเรื่องการสังเกตได้เพราะกิจกรรมการ ท าเครื่องดื่มสมุนไพรเป็นกิจกรรมที่เด็กได้เรียนรู้โดยการค้นคว้าและลงมือกระท าด้วยตนเอง ด้วยการใช้ ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการสังเกตไม่ว่าจะเป็นการดู การสัมผัส การชิมรส การฟังเสียงและการดมกลิ่น จากสื่อและวัสดุอุปกรณ์ของจริง นอกจากเด็กยังได้สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงต่างๆ ส่งผลให้เด็กปฐมวัย
75 หลังการกิจกรรมทักษะการสังเกตอยู ่ในระดับดีมากซึ ่งสอดคล้องกับกับแนนคิดคิดของของมาร์ติน (Martin. 2001:36) การสังเกต ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 หรือใช้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย ่างรวมเข้าสัมผัสโดยตรงกับวัตถุสิ ่งแวดล้อม ท าให้เกิดประสบการณ์และเกิดการเรียนรู้ ตัวอย่างเช่น สัปดาห์ที่ 6 สาระแห่งสีสัน สีจากธรรมชาติ เด็กได้ดู ดม จับ สิ่งของธรรมชาติและอธิบาย คุณลักษณะหรือรายละเอียดของสิ่งของธรรมชาติ เพื่อให้เด็กได้ฝึกการสังเกตและเก็บรวบรวมรายละเอียด ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ในขณะที่เด็กท ากิจกรรมเสริมประสบการณ์เด็กได้อธิบายปรากฎการณ์ หรือข้อเท็จจริงต่างๆโดยอาศัยข้อมูลที่สังเกตได้ร่วมกับประสบการณ์เดิม ดังที่เอราวรรณ ศรีจักร( 2550: 72) การพัฒนาทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรมการเรียนรูปประกอบชุด แบบฝึกทักษะของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 2 พบว ่า หลังการทดลองมีค ่าเฉลี่ยคะแนนสูงขึ้นทุกทักษะ เนื่องจากลักษณะการใช้กิจกรรมะเป็น การจัดการเรียนรู้ทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม เด็กทุกคนต้องร่วมกัน คิดและช ่วยเหลือกันในการเรียนรู้จากเพื ่อน ครู เพื ่อที ่จะน า ข้อมูลที ่ได้มาผนวกกับความรู้และ ประสบการณ์เดิม ซึ่งเด็กจะได้สรุปเป็นความรู้ใหม่ขึ้นมาร่วมกันสอดคล้องกับนันธิชา ทาภักดี ( 2558: 30 -38)ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูลความสามารถในการสรุปความคิดเห็นที่ได้จากข้อมูลจากการสังเกต ทดลองอย่างถูกต้องโดยใช้ประสบการณ์เดิมหรือเพิ่มเติมจากความคิดเห็นลงไปด้วยตัวอย่างเช่นสัปดาห์ที่ 1 สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต เด็กได้ช่วยกันสรุป โดยให้ช่วยกันพูดบรรยายสิ่งที่ได้เรียนรู้และสัปดาห์ที่ 8 ภูเขาไฟลาวา เด็กได้สังเกตและลงความเห็นและสรุปการทดลองว่า ภูเขาลาวาเกิดขึ้นได้อย่างไร ทักษะการจ าแนก ในขณะที่เด็กท ากิจกรรมเสริมประสบการณ์เด็กได้ใช้ความคิดในการวิเคราะห์ แยกประเภท การเปรียบเทียบ ความเหมือน ความแตกต่างของคุณสมบัติต่างๆ เช่น สี รูปร่าง ขนาด อยู่ เสมอ ดังที่ วณิชา สิทธิพล (2556: 64) พบว่า เด็กปฐมวัยมีระดับทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ด้านการ จ าแนกก่อนการจัดกิจกรรมอยู่ในระดับปรับปรุงแต่หลังการจัดกิจกรรมอยู่ในระดับดีแสดงว่า การจัด กิจกรรมการท าเครื่องดื่มสมุนไพรช่วยส่งเสริมวิทยาศาสตร์ด้านการจ าแนกส าหรับเด็กปฐมวัยได้เพราะมี การสอดแทรกเปรียบเทียบ ความเหมือนความแตกต่างของคุณสมบัติต่างๆ สอดคล้องมาร์ติน,เรย์ไนซ์ และสมิท (Martin, Raynice; &Schmidt. 2005: 13) การเริ่มต้นเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของเด็กต้องเริ่มจาก การสังเกตและจากจ าแนกสิ่งที่อยู่อยู่ใกล้ตัว ตัวอย่างเช่น สัปดาห์ที่ 4 ผลไม้ เด็กได้สังเกตเปรียบเทียบ รูปร่าง รสชาติ แยกสีของผลไม้ แยกผลไม้ทีมีรูปทรงเหมือนกัน และสัปดาห์ที่ 5 ยานพาหนะ เด็กแยก ประเภทของยานพาหนะอย่างสนุกสนาน
76 2. เด็กปฐมวัยหลังการได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ เนื่องจาก รูปแบบการจัดการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ส่งเสริมให้เด็กมีประสบการณ์ตรง ได้เรียนรู้ ผ่านการใช้สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ โดยเน้นให้เด็กได้สังเกต จ าแนก และลงความเห็นจากข้อมูล ผ่านประสาท สัมผัสทั้ง 5 ดังที่ นวลจันทร์บุดดา (2564 : 38) ได้ศึกษาชุดเรื่อง กิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์“โดยใช้สิ่งของใกล้ตัวเรียนรู้ควบคู่สนุก”ส าหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล ปีที่2 พบว่าคะแนนหลังเรียนเพิ่มขึ้นจากคะแนนก่อนเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรม เสริมประสบการณ์มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนการใช้กิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่.05 สอดคล้องกับมอนเตสเซอรี่และเพียเจย์ (Montersori and Piaget.1969) ความสามารถด้านสมอง ของเด็กจะดีได้นั่นต้องกระตุ้นโดยการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่น ส ารวจ ทดลอง ตัดสินใจและแก้ปัญหาด้วยตนเอง การส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์การส่งเสริม เน้นการพัฒนา ความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักศึกษาค้นคว้าความรู้โดยผู้สอนตั้งค าถามกระตุ้น ให้ผู้เรียนใช้กระบวนการทางความคิดหาเหตุผลจนพบความรู้หรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องด้วย ตนเองสรุปเป็นหลักการกฎเกณฑ์หรือสามารถน าไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการควบคุมปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหรือสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมในสภาพการต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง ท าให้การเรียนรู้ดีขึ้นภาวดี กล่อมดี (2561: 2007,อ้างอิงจาก สุวิทย์มูลค า, และอรทัยมูลค า, 2545) จากที่กล่าวมานั้นแสดงให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์นั่นเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ จากประสบการณ์ตรงด้วยการปฏิบัติกับสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ อุปกรณ์ โดยเน้นให้เด็กได้สังเกต จ าแนก และ ลงความเห็นจากข้อมูล ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยเน้นให้เด็กได้สังเกต จ าแนก และลงความเห็นจาก ข้อมูล โดยครูมีบทบาทส าคัญในการเตรียมสื่อ วัสดุ อุปกรณ์และการใช้ค าถามกระตุ้นและแนะน าให้เด็ก ลงมือท า คิดทบทวนล าดับขั้นในขั้นสรุป ดังนั่น ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเสริมประสบการ์จึงมีทักษะ พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้น
77 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะส าหรับการน าไปใช้ 1.1 ก ่อนน าไปใช้ต้องศึกษาหลักสูตรแนวคิดเกี ่ยวกับการส ่งเสริมพัฒนาการด้านต ่างๆ ตลอดจนเอกสารที ่เกี ่ยวของกับการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ให้เข้าใจอย ่างชัดเจนเพื่อ ประยุกต์แนวคิดหลักการและทฤษฎีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 1.2 ครูควรมีบทบาทในการดูแลให้ความช่วยเหลือ กระตุ้นเด็กให้เด็กเกิดการเรียนรู้ และจัด อุปกรณ์ สื่อที่หลากหลายให้อิสระเด็กได้ใช้ความคิด อย่างอิสระ และเข้าใจความพร้อมของเด็ก สิ่งที่ส าคัญ ควรสร้างก าลังใจและกระตุ้นให้เด็กกล้าแสดงออก เลือกการเสริมแรงกระตุ้นให้เด็กก าลังใจในการพัฒนา ตนเอง ให้ค าชมเชยเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม เด็กจะได้มีความรู้สึกอบอุ่น มีความสุขในการท า กิจกรรม 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ในการศึกษาครั้งต่อไป ควรมีการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ เพื่อพัฒนาทักษะอื่นๆ เช่น ทักษะคณิตศาสตร์ ทักษะการคิด 2.2 ควรมีการเปรียบเทียบความสามารถของทักษะวิทยาศาสตร์ โดยใช้เทคนิควิธีอื่น เช่น ความคิด การท าอาหาร การทดลอง
78 บรรณานุกรม
79 บรรณานุกรม กระกรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560. กรุงเทพฯ. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. . (2560). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ส าหรับเด็กอายุ 3-6 ปี. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กลุ่มงานส่งเสริมการจัดการศึกษาท้องถิ่น กองส่งเสริมและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ ่น. (2561). แนวการจัดกิจกรรมเตรียมประสบการณ์ ตาม หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ของสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส ่วนท้องถิ ่น (ฉบับ ปรับปรุง). ขวัญดาว บุญเรือง พจมา ช านาญกิจและวิจิตรา วงศ์อนุสิทธิ์. (2562). การพัฒนากิจกรรมเสริม ประสบการณ์ด้วยการสอนแบบโครงการร่วมกับแนวคิด การเสริมต่อการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย. วารสารวิชาการหลักสูตรและการ สอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. ชาติชาย ม่วงปฐม. (2557). ทฤษฎีการเรียนการสอน. คณะครุศาสตร์. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ชวีพร คชสินธุ์. (2562). การพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เรื่อง หินและการเปลี่ยน แปลงของโลกโดยใช้แบบฝึกทักษะส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านห้วย โรงนอก. รายงานวิจยัในช้นัเรียน. โรงเรียนบ้านห้วยโรงนอก อ าเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่. ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2553). นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ. กรุงเทพฯ : แดเนกซ์ อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น จ ากัด. ณัฐพร สาทิสกุล. (2557). ผลของการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ตามแนววิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สังคม สิ่งแวดล้อมที่มีต่อพฤติกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเด็กอนุบาล. วิทยานิพนธ์ สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ตฤณ หงส์ใส. (2564). การสร้างนวัตกรรมหนังสือภาพเพื่อเตรียมความพร้อมทางภาษา ด้านการพูด ของเด็กปฐมวัยพื้นที่ห่างไกลในอ าเภอสบเมยจังหวัดแม่ฮ่องสอน. กองทุนวิจัยมหาวิทยาลัย ราชภัฏเชียงใหม่ วิทยาลัยแม่ฮ่องสอน. ทิติลดา พิไลกุล. (2551). ผลการจัดการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย ที่มีผลต่อพฤติกรรมทางสังคมของ เด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
80 ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. (2556). การประยุกต์ใช้ SPSS วิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 6. มหาสารคาม: ตักสิลาการพิมพ์. ธนภรณ์ ก้องเสียง. (2558). การพัฒนาทักษะกระบวมการทางวิทยาศาสตร์โดยใช้กิจกรรมการทดลอง วิทยาศาสตร์เสริมการเรียนรู้: กรณีศึกษาโรงเรียนปราโมทวิทยา รามอินทรา. วิทยานิพนธ์. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี. ธิดารัตน์ ผอบงา และสรวงพร กุศลส่ง. (2565). การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมเสริประสบการณ์ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะทางภาษาส าหรับเด็กปฐมวัย. วารสาร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต. นิพัทธา สังข์ยกและเนรัญชตา จารุจัตร. (2564). การศึกษาพฤติกรรมของตัวละครโดยใช้ ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ในนวนิยายเรื่อง สองนรี ของพัดชา.วารสาร. มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด. นันธิชา ทาภักดี. (2558). การพัฒนาการจัดประสบการณ์เสริมทักษะทางวิทยาศาสตร์ส าหรับ เด็กปฐมวัย. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. มหาสารคามมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม นวลจันทร์ บุดดา. (2564). ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื ่อพัฒนาทักษกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์“โดยใช้สิ่งของใกล้ตัวเรียนรู้ควบคู่สนุก”ส าหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2. วารสารปัญญา. ฉบับที่1. บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. (2521). เอกสารประกอบการสอน สถิติการศึกษา. กรุงเทพฯ : ภาควิชา พื้นฐานการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ. เบญจา แสงมลิ. (2555). การพัฒนาเด็กปฐมวัย. กรุงเทพฯ: ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ ประภาพร เทพไพฑูรย์. (2549). การพัฒนาแบบทดสอบวัดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ส าหรับ นักเรียนระดับปฐมวัย. วิทยานิพนธ์. มหาวิทยาลัยทักษิณ. พิมพ์ธิวา วงศ์ชมพู. (2562). การจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นเพื่อพัฒนา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย. การค้นคว้าแบบอิสระ. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. (2544). การเรียนการสอนที่เนนผูเรียนเป็นส าคัญ : แนวคิดและเทคนิคการสอน. กรุงเทพฯ : เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แมเนจเมนท. พัชรา อยู่สมบูรณ์ (2553). ผลการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เรื่องแสงที่มีต่อทักษะการแสวงหา ความรู้ของเด็กปฐมวัย. ปริญญานิพนธ์. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
81 พัทธนันท์ ไตรทามา. (2563). การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วยการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา. วารสารวิชาการหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร พรพรรณ บุญเนตร. (2561). การพัฒนากิจกรรมการจัดประสบการณ์โดยใช้สมองเป็นฐานเพื่อ เสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ ส าหรับเด็กปฐมวัย.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตสาขาหลักสูตร และการสอน.บัณฑิตวิทยาลัย:มหาวิทยาลัยนเรศวร. รุ ่งระวี สุขแย้ม. (2559). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เพื่อเสริมสร้าง ความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคในการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, คณะครุศาสตร์), มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์, นครสวรรค์. รัตติยาพร ฟูแสง. (2561). การพัฒนากิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย.วิทยานิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตร์ มหาบัณฑิต. สาขาวิชาวิจัยและประเมินผลการศึกษาคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร วณิชชา สิทธิพล. (2556). การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยด้วยการจัด กิจกรรมการท าเครื่องดื่มสมุนไพร. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (วิทยาการทางการศึกษาและการ จัดการเรียนรู้). กรุงเทพฯ. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. วนิดา โรจนอุดมศาสตร์. (2562). การพัฒนาทักษะการพูดของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 ที่ได้รับการ จัดกิจกรรมเสริม ประสบการณ์ โดยใช้ค าคล้องจองประกอบภาพ โรงเรียนสามแยกบ้าน เนียง (สิทธิพันธ์อนุกูล)อ าเภอเมือง จังหวัดยะลา. รายงานวิจัยในชั้นเรียน. โรงเรียนสามแยก บ้านเนียง (สิทธิพันธ์อนุกูล) ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลาเขต 1. ศรีนวล ศรีอ ่า. (2558). ผลการจัดประสบการณ์โดยเน้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2.(วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน). มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี, ลพบุรี. ศิริขวัญ ดวงใจ. (2561). การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองนักเรียนในการจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริม พัฒนาการของนักเรียน โรงเรียนสังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเชียงราย. การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง: กศ.ม. (การบริหารการศึกษา), มหาวิทยาลัย พะเยา. สิริมา ภิญโญอนันตพงษ์. (2541). แนวคิดสู่แนวปฏิบัติ : แนวการจัดประสบการณ์ปฐมวัยศึกษา (หลักสตรการศึกษาปฐมวัย). กรุงเทพฯ : ส านักพิมพดวงกมล.
82 สุวิชา วิริยมานุวงษ์. (2545). เด็กปฐมวัยกับทักษะกระบวนการทางวิทยา Scientfic Process Skills for Pre- School Children. ภูเก็ต: มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต สุพรรณี แก้ววิเชียร, อุดม ค าขาด และจริยา พิชัยค า. (2560). การพัฒนาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ STAM ส าหรับเด็กปฐมวัย. วารสาร. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์. สมชาย รัตรทองค า(2556). ทฤษฎีการเรียนรู้ ของนักการศึกษาที่น ามาใช้พัฒนาด้านการเรียนการสอน. [ออนไลน์]. ได้จาก:http://www.oknation.net/blog/print.php?id=901517 [สืบค้นเมื่อ วันที่ 16 ตุลาคม 2566]. โสภณัฐ รัตนโสภา. (2564). คู่มือเตรียมสอบ ครูผู้ช่วย และกฎหมายเพื่อการสอบ ก.พ. ประเทศไทย: I Love CU. สอนประจันทร์ เสียงเย็น. (2559). จิตวิทยาส าหรับครู. คณะครุศาสตร์. มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. ส านักพิมพ์หกเหลี่ยม. (2562). ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ฟรอยด์ บิดาแห่งจิตวิเคราะห์. [ออนไลน์]. ได้จาก: https://www.sixfacetspress.com/content/4849 [สืบค้นเมื่อ วันที่ 16 ตุลาคม 2566]. เอราวรรณ ศรีจักร. (2550). การพัฒนาทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรม การเรียนรูปประกอบชุดแบบฝึกทักษะของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 2. ปริญญานิพนธ์. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. Bruner, J.S. (1969). Eye, hand, and mind. Studies in cognitive development: Essays in honor of Jean Piaget, ed. D. Elkind & JH Flavell, 223-35. Broad, Jacqueline (2006). "A Woman's Influence? John Locke and Damaris Masham on Moral Accountability". Journal of the History of Ideas. 67 (3): 489–510. Martin, D.J.; Raynice, J.S.; & Schmidt, E. (2005). Process oriented inquiry a constructivist Approach to early childhood science education: teaching teachers to do Science. Journal of Elementary Science Education, 17(2), 13-26.
83 ภาคผนวก
84 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ
85 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ 1. นางจิราภรณ์ สอนสุภาพ หัวหน้าสายชั้นระดับอนุบาลและ เป็นครูประจ าชั้นอนุบาล 2/2 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา 2. นางสาวกัลยา อักษร ครูประจ าชั้นอนุบาล 3/1 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา 3. นางสาว เสาวรี พลบุตร ครูประจ าชั้นอนุบาล 3/2 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา
86 ภาคผนวก ข คู่มือการใช้แผนการการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 และตัวอย่างแผน - รูปร่างลักษณะและสีของผัก - ประเภทยานพาหนะ - สีที่ได้จากธรรมชาติ - สีเต้นระบ า - ภูเขาไฟลาวา
87 คู่มือการใช้แผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 1. ค าชี้แจง การจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์กิจกรรมเสริมประสบการณ์ ที่มุ่งเน้นให้เด็กได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ฝึกการท างานและอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มทั้งกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่จัดมุ ่งฝึกให้เด็กได้มีโอกาส ฟัง พูด สังเกต คิดแก้ปัญหา ใช้เหตุผลและฝึกปฏิบัติเพื ่อให้เกิด ความคิดรวบยอด เกี่ยวกับเรื่องที่เรียน โดยจัดกิจกรรมด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น สนทนา อภิปราย สาธิต ทดลอง เล ่านิทาน เล ่นบทบาทสมมติร้องเพลง ท ่องค าคล้องจอง ศึกษานอกสถานที่โดยยึดหลักของการจัด กิจกรรม ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยยึดหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 เอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และหลักการต ่าง ๆ รวมถึงงานวิจัยที ่เกี ่ยวข้องกับแผนการจัดประสบการณ์ได้แก ่ ชุดกิจกรรมเสริม ประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จ านวนทั้งสิ้น 24 กิจกรรม 2. วัตถุประสงค์ 2.1 เพื่อพัฒนาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ด้านการสังเกต 2.2 เพื่อพัฒนาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ด้านการจ าแนก 2.3 เพื่อพัฒนาพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ด้านการลงความเห็นจากข้อมูล 2.4 พูดโต้ตอบกับครูได้ 3. เนื้อหา กิจกรรมเสริมประสบการณ์ 24 กิจกรรม 4. การด าเนินกิจกรรม 4.1 ขั้นน า เป็นการเก็บเด็กกระตุ้นให้เด็กสนใจในกิจกรรม 4.2 ขั้นสอน เป็นการให้ความรู้และประสบการณ์ใหม่ด้วยวิธีที่หลากหลาย 4.3 ขั้นสรุป เป็นการสรุปกิจกรรมที่ท าและความรู้ประสบการณ์ของตน 5. การประเมิน 5.1 สังเกตการณ์ร่วมท ากิจกรรมและสนทนา 5.2 สังเกตพฤติกรรมขณะเด็กท ากิจกรรม 5.3 สังเกตการสนทนาโต้ตอบ
88 6. ข้อเสนอแนะ 6.1 ลักษณะของการจัดกิจกรรมเป็นขบวนการและมีขั้นตอนการปฏิบัติที่ชัดเจน ส่งเสริมและฝึก ทักษะอย่างสม ่าเสมอและต่อเนื่องทุกวันด้วยกิจกรรมที่เร้าความสนใจนั้นผู้เรียนเป็นส าคัญตอบสนองความ อยากรู้อยากเห็นโดยผ่านการเล่น
89 ตัวอย่างแผนการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาล 2 แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาล 2 สัปดาห์ที่ 3 วันที่ 1 หน่วย ผัก ผัก ผักสาระการเรียนรู้ย่อย รูปร่างลักษณะและสีของผัก 1. ชื่อกิจกรรม เสริมประสบการณ์ ความคิดรวบยอด ผักแต่ละชนิด จะมีลักษณะ รูปร่าง และสีที่แตกต่างกันผักมีหลายชนิด เช่น ผักกาด ผักชี ฯลฯ 2. จุดประสงค์ 1. การสังเกต บอกลักษณะของผักได้ 2. การจ าแนก แยกสีของผักได้ 3. การลงความเห็นจากข้อมูล สามารถสรุปเนื้อหาและสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด 4. ร่วมสนทนากับผู้อื่นได้ 3. สาระการเรียนรู้ สาระที่ควรเรียนรู้ 1. รูปร่างลักษณะและสีของผัก ประสบการณ์ส าคัญ 1. การแสดงความคิด ความรู้สึกและความต้องการด้วยค าพูด 2. การจ าแนกประเภท การจัดหมวดหมู่ของ สิ่งต่างๆ อย่างมีกฎเกณฑ์ 3. การลงข้อสรุปสิ่งที่ค้นพบหรือสิ่งที่ได้เรียนรู้ 4. การสังเกต โดยใช้ประสาทสัมผัสด้วยการ มอง สัมผัส ชิมรสและดมกลิ่น 4. วิธีด าเนินการจัดกิจกรรม ขั้นน า 1. เด็กและครูร่วมกันสร้างข้อตกลง ดังนี้ - เด็กจะไม่พูดแทรก
90 ขั้นสอน 2. เด็กและครู ร้องเพลง “กินผักกัน” พร้อมทั้งปรบมือตามจังหวะเพลง 3. เด็กช่วยกันบอกชื่อผักที่มีในเพลง “กินผักกัน” และ ผักที่ตนรู้จักเด็กสังเกตลักษณะ ของผัก ชนิดต่างๆโดย ดูสี ขนาด จากบัตรภาพ 4. เด็กและครูร่วมกันสนทนาถึง ชื่อ รูปร่าง สี ของผักตามบัตรภาพ 5. เด็กและครูร่วมกันสรุปชื่อ รูปร่าง สี ของผักตามบัตรภาพ พร้อมทั้งบอกชื่อผักที่เด็ก รู้จักว่ามีอะไรบ้างและให้เด็กบอกชื่อผักที่ตนเองชอบ 6. ครูให้เด็กแยกผักตามสี ขั้นสรุป 7. ครูและเด็กร่วมกันสรุปกิจกรรม โดยใช้ค าถาม ดังนี้ - ขั้นตอนแรกเราท ากิจกรรมอะไรไปบ้าง - ขั้นตอนสุดท้ายเราท าอะไรไปบ้าง 8. ครูและเด็กร่วมกันสรุปเนื้อหา โดยใช้ค าถาม ดังนี้ - ผักมีอะไรบ้าง - ผักชนิดไหนมีสีเดียวกัน 5. สื่อ 1. เพลง “กินผักกัน” 2. บัตรภาพผัก 6. การประเมินผล 1. การสังเกตการสังเกต บอกลักษณะของผักได้ 2. การสังเกตการจ าแนก แยกสีของผักได้ 3. การสังเกตการลงความเห็นจากข้อมูล สามารถสรุปเนื้อหาและสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด 4. การสังเกตร่วมสนทนากับผู้อื่นได้