The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน นายวรเมธ อุทัยศรี 134

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by woramet3105, 2024-02-10 17:28:04

วิจัยในชั้นเรียน นายวรเมธ อุทัยศรี 134

วิจัยในชั้นเรียน นายวรเมธ อุทัยศรี 134

Keywords: วิจัยในชั้นเรียน

1 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องสีน้ำ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วรเมธ อุทัยศรี วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องสีน้ำ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วรเมธ อุทัยศรี วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566


3 หัวข้อวิจัยในชั้นเรียน การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องสีน้ำ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัย นายวรเมธ อุทัยศรี สาขาวิชา ทัศนศิลป์ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ธิดารัตน์ ชุ่มจังหรีด ครูพี่เลี้ยง นางชนิดา เถรหมื่นไวย อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานีอนุมัติให้นับวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตร บัณฑิต สาขาวิชาวิชาทัศนศิลป์ .................................................................. หัวหน้าสาขาวิชา (อาจารย์ พศิน เวียงแก้ว) วันที่.......…เดือน…….…………พ.ศ…………… คณะกรรมการผู้ประเมินรายงานวิจัยในชั้นเรียน .................................................................................. ประธานคณะกรรมการ (อาจารย์ธิดารัตน์ ชุ่มจังหรีด) .................................................................................. กรรมการ (ผศ.ดร.เรืองศักดิ์ ปัดถาวะโร) .................................................................................. กรรมการ (นางชนิดา เถรหมื่นไวย) .................................................................................. กรรมการ (นางอรอนงค์ โลมิน)


ก ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องการระบายสีน้ำ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 บทคัดย่อ รายงานนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่อง การระบายสีน้ำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการ เรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา จังหวัดอุดรธานี ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาทัศนศิลป์ จำนวน 5 แผนการ จัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ด้านความรู้ความเข้าใจ จำนวน 30ข้อ 3) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ สรุปผลการใช้แผนได้ดังนี้ 1) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน บ้านต้องหนองสระปลา เรื่องการระบายสีน้ำ ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ ยจากการทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนได้ 24.07 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรียนก่อนเรียนที่ได้ 17.86 อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ ระดับ .01 และเป็นไปตามสมมติฐาน 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ทั้ง 4ด้าน คือ 1. ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้2. ด้านบรรยากาศการจัดการเรียนการสอน 3. ด้านการใช้ สื่อสารการเรียนการสอน 4. ด้านการวัดผลและประเมินผล ผลการวิเคราะห์อยู่ในระดับความพึงพอใจ ต่อรายวิชาทัศนศิลป์ในระดับที่มากที่สุด


ข กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สําเร็จได้ด้วยความกรุณาจาก ผศ.ดร.เรืองศักดิ์ ปัดถาวะโร อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ธิดารัตน์ ชุ่มจังหรีด อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม คุณครูชนิดา เถรหมื่นไวย ครูพี่ เลี้ยงซึ่ง ได้กรุณาให้คําแนะนําและตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ จนงานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้มี ความสมบูรณ์ ผู้วิจัย ขอกราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ คณาจารย์สาขาวิชาทัศนศิลป์ และคณาจารย์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏอุดรธานี ทุกท่าน ที่ได้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้ความช่วยเหลือและให้คําแนะนํา ในการทํา วิจัยในชั้น เรียนแก่ ผู้วิจัยในครั้งนี้ ขอขอบพระคุณผู้อํานวยการสถานศึกษา และคณะครูโรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลาทุกท่าน ที่อํานวยความสะดวก ให้ความร่วมมือช่วยเหลือ และเป็นกําลังใจโดยตลอด ขอขอบใจนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา ปีการศึกษา 2566 ทุกคนที่ให้ความร่วมมือในการ ทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา สมาชิกทุกคนในครอบครัวผู้วิจัย ที่ผู้เบื้องหลังแห่งความสําเร็จ ครั้งนี้ คอยช่วยเหลือและให้กําลังใจ เพื่อรอคอยผลสําเร็จของผู้วิจัย ขอขอบคุณเพื่อนนักศึกษา สาขาวิชา ทัศนศิลป์ และเพื่อนร่วมรุ่น ครุศาสตรบัณฑิตทุกท่าน ที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นกําลังใจ ให้ตลอดมา คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีของงานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบแต่คุณบิดา มารดา ผู้เป็นบุพการี ตลอดจนบูรพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ผู้วิจัยและผู้มีพระคุณทุกท่านสืบไป วรเมธ อุทัยศรี


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ………………………………………………………………………………………………………………………….. ก กิตติกรรมประกาศ …………………………………………………………………………………………………………….. ข สารบัญ …………………………………………………………………………………………………………………………….. ค สารบัญรูปภาพ…………………………………………………………………………………………………………………… จ สารบัญตาราง ……………………………………………………………………………………………………………………. ฉ บทที่ 1 บทนำ ……….…………………………………………………………………………………………………………………… 1 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ....................................................................... 1 2. ความมุ่งหมายของการวิจัย ............................................................................................ 3 3. ขอบเขตของการวิจัย ..................................................................................................... 3 4. สมมติฐานของการวิจัย .................................................................................................. 4 5. นิยามคำศัพท์เฉพาะ ...................................................................................................... 4 6. ประโยชน์ที่จะได้รับ ……………………………………………………………………..…………………… 4 7. กรอบแนวคิดในการวิจัย ……………………………….…………………………………………………… 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ……………………………..……………………………………………….. 6 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 …………………………………….. 7 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับ Active Learning ………………………………………………………………. 9 2.1 ความหมายของการเรียนรู้แบบ Active Learning …………………………………… 9 2.2 ลักษณะของการเรียนรู้แบบ Active Learning ……………………………………… 10 2.3 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning …………………………………… 11 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับสีน้ำ …………………………………………………………………………………. 14 3.1 ความหมายของสีน้ำ ...................................................................................... 14 3.2 ลักษณะและสมบัติของสีน้ำ …………………………………………………………………. 14 3.3 วัสดุอุปกรณ์ในการระบายสีน้ำ …………………………………………………………….. 16 3.4 เทคนิคการระบายสีน้ำ ………………………………………………………………………… 17 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบ Active Learning ………………………………………. 18 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสีน้ำ ………………………………………………………………………………… 20


ง สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย …………………………..……………………………………………………………………. 21 1. การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง .......................................................... 21 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ............................................................................................... 21 3. การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ ................................................................... 22 4. แบบแผนและวิธีดำเนินการทดลอง …………………………………………………………………….. 24 5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ................................................ 25 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล…………………………..………………………………………………………………. 28 บทที่ สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ …………………………………...…………………………………. 34 วัตถุประสงค์ของการวิจัย ………………………………………………………………………………………. 34 สมมติฐานการวิจัย ………………………………………………………………………………………………... 34 วิธีดำเนินการวิจัย …………………………………………………………………………………………………. 34 สรุปผลการวิจัย ……………………………………………………………………………………………………. 36 การอภิปรายผล ……………………………………………………………………………………………………. 37 ข้อเสนอแนะ ……………………………………………………………………………………………………….. 38 บรรณานุกรม …………………………………………………………………………………………………………………… 40 ภาคผนวก ……………………………………………………………………………………………………………………….. 43 ภาคผนวก ก แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เรื่อง การะบายสีน้ำ ........... 44 ภาคผนวก ข รายชื่อนักเรียน ............................................................................................ 80 ภาคผนวก ค รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ ....................................................................................... 82 ภาคผนวก ง ตารางผลคะแนน ......................................................................................... 84 ภาคผนวก จ แบบวัดความพึงพอใจ ................................................................................. 87 ภาคผนวก ฉ แบบทดสอบก่อนเรียน - หลังเรียน ............................................................. 91 ภาคผนวก ช ภาพผลงาน ................................................................................................. 98 ภาคผนวก ซ บรรยากาศการจัดการเรียนรู้ ...................................................................... 104 ประวัติผู้วิจัย .................................................................................................................... 107


จ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการศึกษาค้นคว้า ....................................................................................... 5 ภาพที่ 2 รูปแบบของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ……………………………………. 10


ฉ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลอง ..................................................................................................... 21 ตารางที่ 2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ............................................ 28 ตารางที่ 3 ผลการศึกษาความพึงพอใจจากการการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning…. 29 ตารางที่ 4 รายชื่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 …………………………………………………………………… 78 ตารางที่ 5 ตาราง การเปรียบเทียบคะแนนผมสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน ………………………… 82 ตารางที่ 6 ค่าเฉลี่ย (̅ ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของระดับความพึงพอใจ .................. 83


1 บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในด้านต่าง ๆ ของโลกยุคปัจจุบัน ทำให้ทุกประเทศต้อง เผชิญกับความท้าทายต่อการเร่งรัดพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับทิศทางความก้าวหน้าของโลก คนหรือมนุษย์นั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศ ให้พัฒนาไปในทิศทางที่ ต้องการ เพราะคนหรือมนุษย์นั้น เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทุกอย่างจนกระทั่งกลายเป็นผลผลิต หรือบริการ ที่จะนำพาองค์การหรือประเทศชาติไปสู่ความสำเร็จ (พยอม วงศ์สารศรี, 2545: 2 อ้างอิงจาก วีระ ยุทธ พรพจน์ธนมาศ, 2550: 1) ดังนั้นการพัฒนาคน ให้มีคุณภาพจึงถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ซึ่ง วิธีการหนึ่งที่ใช้ในการพัฒนาคนนั่นก็คือการให้การศึกษา เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนา บุคคลทั้งทาง ด้านสติปัญญา จิตใจ นิสัย และคุณสมบัติอย่างอื่น (ภิญโญ สาธร, 2521 อ้างอิงจาก พิมพ์พรรณ เทพสุเมธานนท์, นุชนาถ สุนทรพันธุ์ และนวลลออ แสงสุข, 2544: 57) จะเห็นได้ว่าการ พัฒนาประเทศต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาคนโดยต้องคำนึงถึงการศึกษาเป็นสำคัญ เพราะ การศึกษาคือพื้นฐานของความสำเร็จที่เปรียบเสมือนเป็นขั้นบันไดที่เป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของชีวิต เพราะเมื่อเราได้รับการศึกษาที่ดีและเหมาะสม ย่อมส่งผลให้ตัวเรานั้นสามารถใช้ความรู้ และ ความสามารถที่เรียนมาเพื่อก่อประโยชน์ให้แก่ตนเองและประเทศชาติ โรงเรียนถือเป็นองค์การทางการศึกษาประเภท หนึ่งที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีหน้าที่ หลักในการให้การศึกษาในลักษณะเฉพาะเจาะจงและต้องมีวิธีการเฉพาะ เช่น การสอนให้อ่านหนังสือ ออก เขียนหนังสือเป็น คิดคำนวณเลขได้ (ไพฑูรย์ สินลารัตน์, 2552: 20) โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการ พัฒนาผู้เรียน คือ ให้เป็นคนที่มีคุณภาพ ซึ่งคำว่ามีคุณภาพนั้น นักการศึกษาต่างเข้าใจ ตรงกันว่า หมายถึง เป็นผู้เรียนที่มีทั้งความดี ความเก่ง และมีความสุข หากผู้เรียนเป็นคนที่มีคุณภาพได้แล้ว ย่อมคาดหวังได้ว่าประเทศจะมีศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้(วีระยุทธ พรพจน์ธนมาศ, 2558 : 49) แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการเรียนการสอนแบบที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียน การสอนน้อย ในภาคทฤษฎีผู้สอนมักทำหน้าที่เป็นเพียงผู้บรรยายตามเนื้อหาวิชาที่กำหนดไว้ใน หลักสูตร ส่วนในภาคปฏิบัติผู้สอนก็มักจะทำหน้าที่ในการสาธิตการทดลองต่าง ๆ ให้นักเรียนดูแล้วจึง ให้นักเรียนไปปฏิบัติงานตามใบงานที่กำหนดไว้ผู้สอนบางท่านใช้วิธีการซักถามนักเรียนบ้างในบางครั้ง เพื่อตรวจสอบความเข้าใจ หรือเพื่อควบคุมชั้นเรียนให้นักเรียนหันมาใส่ใจกับการเรียน แต่ก็ยังมีเป็น ส่วนน้อย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าปริมาณเนื้อหาที่ต้องสอนมีเป็นจำนวนมาก ถ้าใช้เวลาในการซักถาม นานเกินไป จะทำให้การสอนไม่ทันตามแผนการสอนที่กำหนดไว้หรือรายละเอียดของคำอธิบาย


2 รายวิชาที่กำหนดไว้ในที่สุด (ชุมพล สุวิเชียร และคณะ, 2561 : 1) ดังนั้นการจัดการศึกษาในปัจจุบัน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนจากการท่องจำ เน้นการบรรยาย เป็นแบบการ เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติเพื่อที่จะทำให้มีความสอดคล้องกับนโยบายการศึกษาของรัฐบาลและ กระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบัน ทำให้เป็นคนไทยที่มีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ ต่อไป การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถพัฒนาผู้เรียนได้ เพราะ Active Learning เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงมือกระทำและได้ใช้กระบวนการคิด เกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไป (ฺBonwell and James. 1993 อ้างอิงจาก กมล โพธิเย็น, 2564 :13) ผู้เรียนเริ่มจะถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้(receive) ไปเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้าง ความรู้(co-creator) จึงเห็นได้ว่า รูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ ที่มีแนวทางที่สามารถตอบโจทย์ของการจัดการศึกษาเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในการก้าวเข้าสู่ ยุคศตวรรษที่ 21 ได้เป็นอย่างดีเพราะเป็นการลดบทบาทของผู้สอน แต่เพิ่มบทบาทของผู้เรียนให้มาก ยิ่งขึ้น เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือทำและได้คิดในสิ่งที่ทำลงไปเพื่อเป็นการสร้าง ประสบการณ์ตรงให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน โดยผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครูด้วยการลงมือทำ กิจกรรมร่วมกันทั้งในชั้นเรียนและนอกชั้นเรียน จากนั้นก็สร้างองค์ความรู้ขึ้นจากสิ่งที่ได้ลงมือทำนั้น ผ่านการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน การอภิปรายและการสะท้อนคิดเพื่อสร้างความหมายกับสิ่งที่ ได้เรียนรู้ จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวาดภาพสีน้ำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนบ้าน ต้องหนองสระปลา พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ขาดทักษะในการวาดภาพและเกี่ยวกับการเรียนรู้สีน้ำ ขาด ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ส่งผลทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจในการสร้างสรรค์งาน และมี ความรู้สึกไม่สนใจในการเรียน ส่งผลทำให้นักเรียนหลายคนเกิดความท้อแท้ในการเรียนวาดภาพสีน้ำ แต่อย่างไรก็ตามการแสวงหาความรู้ของนักเรียนยังต้องอาศัยครูผู้สอนเป็นศูนย์กลางใน การเรียนการ สอน จึงต้องหาวิธีการสอนที่เหมาะสมมาแก้ปัญหา เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนให้ ดีขึ้น ผู้วิจัยเห็นความสำคัญของปัญหาการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาศิลปะ รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่อง การระบายสีน้ำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงนำการจัดการเรียนรู้ Active Learning เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้และทักษะ เรื่อง การระบายสีน้ำ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาศิลปะอันจะเป็นประโยชน์ต่อการ พัฒนาการเรียนการสอนวิชาศิลปะต่อไปใน อนาคต


3 2. ความมุ่งหมายของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องสีน้ำ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตาม แนวคิด Active Learning สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด Active Learning รายวิชา ทัศนศิลป์เรื่อง การระบายสีน้ำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3. ขอบเขตของการวิจัย 3.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 3.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 จำนวน 29 คน โดยการคัดเลือกกลุ่ม ตัวอย่าง แบบเจาะจง (Purposive sampling) 3.3 ตัวแปรที่ศึกษา 3.3.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนการสอนตามแนวคิด Active Learning 3.3.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องการระบายสีน้ำ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3.4 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ผู้วิจัยนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้คือวิชาทัศนศิลป์ เรื่องการ ระบายสีน้ำ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning จำนวน 5 แผน มีรายละเอียดดังนี้ 3.4.1 การเรียนรู้เกี่ยวกับสี อุกรณ์ และกระบวนการพื้นฐานของสีน้ำ 1 ชั่วโมง 3.4.2 การเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคการใช้สี 1 ชั่วโมง 3.4.3 การไล่น้ำหนักเฉดสี 1 ชั่วโมง 3.4.4 การวาดภาพท้องฟ้า 1 ชั่วโมง 3.4.5 การวาดภาพผลไม้ 1 ชั่วโมง


4 4. สมมติฐานของการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิด Active Learning มีผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์เรื่องสีน้ำ สูงกว่าก่อนการทดลอง 2. ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดแนวคิด Active Learning รายวิชา ทัศนศิลป์เรื่อง การระบายสีน้ำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมาก 5. นิยามคำศัพท์เฉพาะ 5.1 การระบายสีน้ำ หมายถึง สีที่ใช้ส้าหรับผสมกับน้าระบายบนกระดาษให้เห็นเป็นภาพ ต่างๆ ได้มีทั้งภาพเป็นชุ่ม ภาพเปียกและภาพแห้ง ระบายให้เกิดภาพที่มีลักษณะชุ่ม ซึ่งรูปแบบของ การระบายสีน้ำจะมีลักษณะอย่างไรก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงการระบายสีน้ำให้มีระยะใกล้ไกล มีสีอ่อน กลาง แก่ ระบายแล้วไม่ต้องเก็บรายละเอียดมาก เพียงเน้นให้ได้ลักษณะเฉพาะของสีน้ำ คือความชุ่ม มีความประสานของสีให้เข้ากันหรือสีที่ตัดกันตามสิ่งที่เห็นเป็นภาพที่สวย 5.2 การจัดการเรียนการสอนตามแนวคิด Active Learning หมายถึง วิธีการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือทำและได้คิดในสิ่งที่ทำลงไปเพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ตรงให้เกิดขึ้นแก่ ผู้เรียนโดยผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครูด้วยการลงมือทำกิจกรรมร่วมกันทั้งในชั้นเรียนและ นอกชั้นเรียน 5.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ เรื่องการวาด ภาพสีน้ำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วัดได้โดยใช้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน จํานวน 1 ฉบับ จํานวน 30 ข้อ เป็น แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ก ข ค ง ตามแนวความคิดพุทธิพิสัยของบลูม (Bloom, 2001) 6 ขั้นประกอบด้วย จําเข้าใจ ประยุกต์ วิเคราะห์ ประเมินค่า สร้างสรรค์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 6. ประโยชน์ที่จะได้รับ 6.1 ทำให้ทราบผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์เรื่องสีน้ำ ที่ได้รับการ จัดการเรียนการสอนตามแนวคิด Active Learning 6.2 นำผลที่ได้เป็นข้อมูลสำหรับครูผู้สอนและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในระดับ มัธยมศึกษาไปใช้ประโยชน์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน


5 6.3 ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์เรื่องสีน้ำ ที่เกิดจากการจัดการเรียนการ สอนตามแนวคิด Active Learning ที่จะช่วยพัฒนาให้นักเรียนเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของ ประเทศชาติต่อไป 7. กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการศึกษาค้นคว้า การจัดการเรียนการสอน ตามแนวคิด Active Learning ผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์เรื่อง สีน้ำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3


6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาใช้ ในการวิจัย และนำเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับ Active Learning 2.1 ความหมายของการเรียนรู้แบบ Active Learning 2.2 ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบ Active Learning 2.3 ลักษณะของการเรียนรู้แบบ Active Learning 2.4 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับสีน้ำ 3.1 ความหมายของสีน้ำ 3.2 ลักษณะและสมบัติของสีน้ำ 3.3 วัสดุอุปกรณ์ในการระบายสีน้ำ 3.4 เทคนิคการระบายสีน้ำ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบ Active Learning 4.1 งานวิจัยในประเทศ 4.2 งานวิจัยในต่างประเทศ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสีน้ำ งานวิจัยในประเทศ


7 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศให้ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ให้โรงเรียนต้นแบบและโรงเรียนที่มีความพร้อมในการใช้หลักสูตรในปีพุทธศักราช 2552 และ ใช้ในโรงเรียนทั่วประเทศในปีการศึกษา 2553 หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรที่ใช้แนวคิดหลักสูตร อิง มาตรฐาน (Standard-based Curriculum) กล่าวคือ เป็นหลักสูตรที่กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพนักเรียน โดยในมาตรฐานการเรียนรู้ได้ระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และ ปฏิบัติได้เมื่อสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานการจัดการเรียนรู้ เป็นกระบวนการที่สำคัญในการนําหลักสูตร สู่การปฏิบัติในชั้นเรียนให้นักเรียนมีคุณภาพตามที่หลักสูตรกำหนดและเพื่อให้การจัดการเรียนรู้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรที่มี มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด สมรรถะสำคัญของนักเรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์เป็นเป้าหมาย สำคัญสำหรับการพัฒนาเด็กและเยาวชน โดยยึดหลักว่านักเรียนมีความสำคัญที่สุด เชื่อว่าทุกคนมี ความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ยึดประโยชน์ที่เกิดกับนักเรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ต้องส่งเสริมให้นักเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ คำนึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เน้นให้ความสำคัญทั้งความรู้และคุณธรรม ผู้สอนต้อง พยายามคัดสรรกระบวนการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับศักยภาพและบริบทของ นักเรียนการกำหนดบทบาทของผู้สอนและนักเรียน การใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย และการ ออกแบบการวัดผลและประเมินผล เพื่อพัฒนาศักยภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระการ เรียนรู้และนําไปสู่การพัฒนาสมรรถนะสำคัญของนักเรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ซึ่งมี รายละเอียดที่เกี่ยวข้องดังนี้ จุดมุ่งหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนานักเรียนให้เป็นคนดี มี ปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงกําหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับ นักเรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 : 5) 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ และเห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติ ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหาการใช้เทคโนโลยีและมีทักษะ ชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกําลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสํานึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


8 5. มีจิตสํานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทําประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตาม มาตรฐานการเรียนรู้ ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานที่กําหนดนั้น จะช่วยให้ผู้เรียน เกิดสมรรถนะ สําคัญ 5 ประการ ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 : 6) 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมใน การใช้ ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึกและทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลสาร และประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวม ทั้งการเจรจา ต่อรอง เพื่อขจัด และลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลัก เหตุผลและความ ถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยคํานึงถึง ผลกระทบที่มีต่อตนเองและ สังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนําไปสู่การสร้างองค์ ความรู้ หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้ มา ใช้ในการป้องกันและแก้ปัญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคํานึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ต่อ ตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนํากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน การดําเนินชีวิตประจําวัน การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทํางาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วย การ สร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม หลีกเลี่ยงพฤติกรรม ไม่พึง ประสงค์ที่มีผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกใช้เทคโนโลยีด้าน ต่างๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การ สื่อสาร การทํางาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสมและมีคุณธรรม


9 จากการศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จะเห็นได้ว่า การ พัฒนาทักษะกระบวนการคิดเป็นจุดมุ่งหมายที่สําคัญของการจัดการศึกษา และเป็นสมรรถนะ สําคัญ ของนักเรียนที่ครูจําเป็นจะต้องจัดการเรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนได้เกิดทักษะ การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดอย่าง เป็นระบบเพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศในการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้ อย่างเหมาะสม 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ 2.1 ความหมายของ Active Learning การเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นการเรียนรู้ที่เน้นด้านพฤติกรรมการเรียนรู้ของ ผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ความสนใจรวมถึงความถนัดของผู้เรียนทำ ให้ได้ลงมือปฏิบัติมีโอกาสในการคิดและตัดสินใจในการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยมีนักวิชาการได้กล่าวถึง Active Learning ไว้ดังนี้ (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, 2560: 94) เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีบทบาทในกิจกรรม การเรียนรู้อย่าง มีชีวิตชีวาและตื่นตัว (ราชบัณฑิต, 2551) Active Learning เป็นกระบวนการเรียน การสอนอย่างหนึ่ง แปลตามตัวก็คือเป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ หรือการลงมือทำซึ่งความรู้ที่เกิดขึ้น ก็เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์กระบวนการ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องได้มีโอกาส ลงมือกระทำ มากกว่าการฟังเพียงอย่างเดียว ต้องจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้การเรียนรู้โดยการอ่าน, การ เขียน, การ โต้ตอบ, และการวิเคราะห์ปัญหา อีกทั้งให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการคิดขั้นสูง ได้แก่การ วิเคราะห์, การ สังเคราะห์, และการประเมินค่า (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2560) อธิบายว่า คือกระบวนการที่ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมดำเนินการในกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อการเสริมสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ด้วยการเชื่อมโยงผู้เรียนกับเนื้อหาในองค์ความรู้ทั้งที่เป็น ข้อเท็จจริง แนวความคิด และทักษะผ่าน กิจกรรมที่ผู้เรียนได้ปฏิบัติหรือลงมือทำชิ้นงานและใช้ กระบวนการคิด ค้นคว้า แสวงหาความรู้ไตร่ตรอง สะท้อนความคิด การอภิปรายแลกเปลี่ยน ความเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ลงมือทำผู้เรียนจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างการเรียนรู้ด้วยตัวเอง สรุปได้ว่า Active Learning คือ การจัดการเรียนการสอนี่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยผู้เรียนจะได้ร่วมมือกันทำกิจกรรม ร่วมกันคิดและ ลงมือกระทำเพื่อค้นหาคำตอบ ทำให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจด้วยและมีทักษะในการเลือกรับข้อมูล วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลได้อย่างเป็นระบบลง มือคิดและกระทำอย่างมีความหมาย สามารถนำ ความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน


10 2.2 ลักษณะของการเรียนรู้แบบ Active Learning นักการศึกษาหลายคนได้อธิบายเกี่ยวกับลักษณะของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ไว้ดังนี้ Fink (1999 : 1) ได้สรุปแบบการจัดการเรียนแบบ Active Learning เพื่อช่วยให้ครู ออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสม ดังภาพที่ 2 ประสบการณ์ที่ได้รับ การสนทนาสื่อสารกับ (Experience of) (Dialogue With) ภาพที่ 2 รูปแบบของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning จากรูปแบบของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ดังกล่าว แสดงให้เห็น ว่ากิจกรรมการเรียนการสอนแบบ Active Learning ทั้งหมด มีทั้งกิจกรรมที่จัดให้นักเรียนได้มี โอกาสสังเกตและลงมือกระทำด้วยตนเอง โดยนักเรียนต้องมีการสนทนาสื่อสารเรื่องที่เรียนกับผู้อื่น และสื่อสารเพื่อสะท้อนความคิดกับตัวของนักเรียนเอง รายละเอียดมีดังนี้ 1) การสนทนาสื่อสารกับตนเอง เพื่อให้นักเรียนได้สะท้อนความคิด ถามตนเองว่า คิดอะไร มีความรู้สึกอย่างไร โดยบันทึกการเรียนรู้หรือพัฒนาแฟ้มสะสมผลงาน ว่ากำลังเรียนอะไร เรียนอย่างไร สิ่งที่จะเรียนมีบทบาทอย่างไรในชีวิตประจำวัน 2) การสนทนาสื่อสารกับผู้อื่น การอ่านหนังสือ หรือฟังคำบรรยายในการสอน แบบเดิมนั้น นักเรียนจะถูกจำกัดความคิด ไม่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น และขาดความ กระตือรือร้นในการสนทนาสื่อสาร หากครูมอบหมายให้อภิปรายกลุ่มย่อยในหัวข้อที่น่าสนใจ จะช่วย สร้างสรรค์สถานการณ์ในการสนทนาสื่อสารให้มีความสนุกสนาน ท้าทาย การลงมือกระทำ (Doing) ตนเอง (Self) การสังเกต (Observing) ผู้อื่น (Other)


11 3) ประสบการณ์ที่ได้จากการลงมือกระทำนักเรียนเกิดประสบการณ์โดยตรงจากการ ออกแบบและทำการทดลอง หรือทางอ้อมจากกรณีศึกษา บทบาทสมมติ ฯลฯ 4) ประสบการณ์ที่ได้จากการสังเกตนักเรียนมองหรือฟังคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ กำลังเรียน นักเรียนอาจสังเกตโดยตรงจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือจากการสังเกตสถานการณ์จำลอง ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณค่า สรุปได้ว่า การเรียนการสอนแบบ Active Learning เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อให้ นักเรียนได้เรียนรู้โดยประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากการลงมือกระทำกิจกรรมด้วยตนเอง และการมี ปฏิสัมพันธ์ที่ดีภายในห้องเรียน ซึ่งช่วยให้นักเรียนเพิ่มความสนใจในบทเรียนยิ่งขึ้น ได้มีโอกาสค้นหา คำตอบจากการลงมือกระทำ เผชิญปัญหาจริงจากการกระทำ สามารถแก้ปัญหาคิดทบทวน คิด ไตร่ตรอง สะท้อนความคิด และใช้คำถามเพื่อนำไปสู่การสร้างความรู้ที่กำลังศึกษา 2.3 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผู้สอนควรที่จะทราบขั้นตอนเสียก่อนเพื่อให้ การดำเนินกิจกรรมเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ซึ่งมีผู้รู้ได้ให้ความเห็นถึงขั้นตอนในการจัดการ เรียนรู้แบบ Active Learning ไว้ดังนี้ อุษณีย์ เทพวรชัย (2543 : 6-8) ได้อธิบายขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ประกอบด้วยขั้นตอนการสอน 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นการนำเข้าสู่บทเรียน 2) ชั้นการเรียนรู้เป็นรายบุคคล ซึ่งใช้วิธีสอน ได้แก่ แก้ปัญหาด้วยเกม ศึกษาด้วย ตนเอง ศึกษาจากเอกสาร กรณีศึกษา ฝึกทักษาการอ่าน พูด เขียน แปล สรุป เพื่อให้เกิดทักษะการคิด วิเคราะห์ ทักษะการอ่าน พูด เขียน แปล สรุป ฟัง และทักษะการค้นคว้าด้วยตนเอง การแก้ปัญหา ด้วยตนเอง 3) ขั้นการเรียนรู้เป็นกลุ่มเล็ก ซึ่งใช้วิธีสอน ได้แก่ แก้ปัญหาเป็นกลุ่ม อภิปรายกลุ่ม ย่อย บทบาทสมมติ สถานการณ์จำลอง เทคนิคระดมพลังสมอง สัมมนา เพื่อให้เกิดทักษะการทำงาน เป็นทีม การติดต่อสื่อสารในทีม การฟัง คิด พูด เขียน การแสดงออกอย่างเหมาะสมความภาคภูมิใจใน ตนเอง 4) ขั้นการเรียนรู้เป็นกลุ่มใหญ่ ใช้วิธีสอน ดังนี้คือ ทัศนศึกษา อภิปรายกลุ่มใหญ่จัด บอร์ดนิทรรศการ เพื่อให้เกิดทักษะการแสดงออกอย่างเหมาะสม ความภาคภูมิใจในตนเองและการ ตัดสินใจ


12 ไพบูลย์ เปานิล (2546 : 51-57) ได้กล่าวถึง การเรียนรู้แบบ Active Learning ไว้ว่าเป็น การเรียนรู้ที่มีขั้นตอน 4 ขั้นดังนี้ 1) การแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรียนรู้ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่กระตุ้น ให้ผู้เรียนดึงประสบการณ์เดิมของตนเองออกมาเชื่อมโยงหรืออธิบายปัญหาใหม่ที่พบเพื่อนำไปสู่การ สร้างองค์ความรู้หรือข้อสรุปการกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ครูอาจใช้สื่อ แผ่นใส วีดีทัศน์สถานการณ์จำลอง ตั้งคำถาม หรือสื่อกิจกรรมอื่น ๆ 2) การสร้างองค์ความรู้หมายถึง โดยการตั้งประเด็นปัญหาหรือคำถามให้ผู้เรียนได้ คิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์มวลประสบการณ์ร่วมกัน อาจใช้คำถามหรือสถานการณ์จำลองที่ท้าทาย อารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียน 3) การนำเสนอความรู้หมายถึงการหลอมรวมแนวความคิดที่ได้จากการอภิปรายกลุ่ม เข้ากับหลักการทฤษฎีที่ครูจัดเตรียมให้ หรือค้นคว้ามาจากแหล่งความรู้ มาสังเคราะห์ภายในกลุ่ม ผู้เรียนจนเกิดความเชื่อมั่นยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง เช่น การนำปัญหาโทษภัยจากการสูบบุหรี่ หรือสิ่ง เสพติดทุกชนิด ล้วนเกิดโทษภัยกับต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติโดยรวมจนผู้เรียนเป็นที่ยอมรับ 4) การประยุกต์ใช้นำเสนอ หรือลงมือปฏิบัติหมายถึงการนำเสนอความรู้นั้นต่อกลุ่ม ในห้องเรียน การนำเสนอต่อสาธารณะในลักษณะ ป้ายนิเทศ ป้ายโฆษณา หรือการเผยแพร่ทาง สื่อมวลชน และหากผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้เช่น การลดและการเลิกสูบบุหรี่สิ่งเสพติด เพราะตระหนักและเชื่อในสิ่งที่พบ ถือว่าเป็นผลการเรียนรู้ที่คุณค่า ศักดา ไชกิจภิญโญ (2548 : 12-15) ได้อธิบายขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ดังนี้ 1) เริ่มการสอนด้วย Advanced Organizer (3-5 นาที) โดยการแสดงให้เห็นถึง ความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่จะบรรยายกับสิ่งที่นักเรียนมีพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว พร้อมทั้งระบุโครง ร่างเนื้อหา แนวคิด ประเด็นหลักในการบรรยาย นักเรียนจะเห็นความสำคัญและอยากเรียนรู้เรื่องนั้น มากขึ้น 2) บรรยายเนื้อหา (10-15 นาที) ตามด้วย Collaborative Activities (CA) 3-4 นาที เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและเป็นการให้โอกาสครูมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียน เช่น การตั้งคำถามให้ นักเรียนตอบ หรือจะให้นักเรียนช่วยกันคิดเป็นกลุ่มเพื่อตอบ นักเรียนจะเข้าใจเนื้อหา และจำได้นาน กว่าถ้ามีการอภิปรายร่วมกัน 3) นักเรียนสรุปเนื้อหาที่ได้เรียนด้วยตนเอง Individual Summaries (IS) 4-6 นาที ครูให้นักเรียนสรุปความเข้าใจของตนเอง โดยเขียนใจความสำคัญของเนื้อหาเพียงประโยคเดียวลงใน กระดาษ และแลกเปลี่ยนกับเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ อ่าน หรือครูอาจสุ่มนักเรียนอ่านหน้าชั้นเรียน


13 บัญญัติ ชำนาญกิจ (2549 : 1-7) ได้อธิบายขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ไว้ดังนี้ 1) การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ครูพยายามกระตุ้นให้นักเรียนดึงประสบการณ์เดิม มาเชื่อมโยง หรืออธิบายประสบการณ์หรือเหตุการณ์ใหม่ แล้วนำไปสู่การคิดเพื่อเกิดข้อสรุปและองค์ ความรู้ใหม่ แบ่งปันประสบการณ์ของตนกับผู้อื่นเป็นการรวบรวมประสบการณ์ที่หลากหลายจากแต่ ละคน เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ร่วมกัน 2) การสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน เน้นการตั้งประเด็นให้นักเรียนได้คิด สะท้อนความคิด หรือบอกความคิดเห็นของตนเองให้ผู้อื่นได้รับรู้ และได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างกันจนเกิด ความเข้าใจชัดเจน ได้ข้อสรุปหรือองค์ความรู้ใหม่ 3) การนำเสนอความรู้ นักเรียนจะได้รับความรู้ และเนื้อหาโดยครูเป็นผู้จัดให้ เพื่อใช้ ในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ หรือช่วยให้การเรียนรู้บรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งทำได้โดยการบรรยายดูวีดี ทัศน์ ฟังแถบเสียง อ่านเอกสาร/ ใบความรู้/ ตำรา เป็นต้น 4) การประยุกต์ใช้หรือลงมือกระทำ เป็นขั้นตอนที่ทำให้นักเรียนได้นำความคิดรวบ ยอดข้อสรุป หรือองค์ความรู้ใหม่ที่เกิดขึ้นไปประยุกต์ใช้หรือทดลองใช้ ตัวอย่างกิจกรรม เช่น ทำ แผนภาพ จัดนิทรรศการ เขียนเรียงความ ทำตารางเปรียบเทียบ เป็นต้น สรุปได้ว่า ขั้นตอนการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning มีคุณลักษณะที่ ใกล้เคียงกัน คือ มีขั้นตอนหลักอยู่ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นกระตุ้นให้นักเรียนคิดแก้ปัญหา โดยการนำเข้าสู่บทเรียนด้วยสถานการณ์ที่ ชวนสงสัย การใช้สื่อ และเทคนิคต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างความสนใจให้แก่นักเรียน และครูได้มีโอกาส ตรวจสอบความรู้เดิมของนักเรียนด้วย 2) ขั้นลงมือกระทำทางด้านความคิดและการปฏิบัตินักเรียนทุกคนร่วมกันทำ กิจกรรมที่จัดทำขึ้นเป็นกลุ่ม และรายบุคคล เพื่อให้เกิดทักษะและสามารถจำเนื้อหาได้ยาวนาน 3) ขั้นสรุปความรู้ และสะท้อนความคิด โดยนักเรียนมีโอกาสได้แสดงออกในลักษณะ ของผลงาน การนำเสนอหน้าห้องเรียน การอภิปราย เป็นต้น 4) ขั้นขยายความรู้เป็นการนำความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับ สถานการณ์เดิมใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม


14 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับสีน้ำ 3.1 ความหมายของสีน้ำ สีเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำงานศิลปะ เพราะนอกจากจะสามารถทำให้งานศิลปะ มีความโดดเด่นแล้ว สียังสามารถสื่ออารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ได้อีกด้วย เนื่องจากสีมีผลต่อประสาท สัมผัสการรับรู้ของคนเรา และเป็นสื่อนำไปสู่ความคิดจินตนาการ ได้มีผู้รู้ให้ความหมายของสีน้ำไว้ อย่างหลากหลาย ดังนี้ อารี สุทธิพันธุ์(2535: 3 – 9) ได้กล่าวถึงแนวคิดเกี่ยวกับความเข้าใจเรื่องสีน้ำว่า สีน้ำเกิด จากการลองผิดลองถูก การสังเกต การผจญภัย และการแสวงหา อยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ สั่งสมประกอบเป็นประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม สีน้ำเป็นวัสดุที่ใช้เป็นสิ่งถ่ายทอดความรู้สึก ของมนุษย์ด้วยลักษณะในตัวของมันเองและช่วยประกอบให้การวาดเขียนและการพิมพ์มีความ สมบูรณ์ โกศล พิณกุล (2541: 6) ให้แนวคิดเกี่ยวกับความหมายของสีน้ำว่า สีน้ำ (Watercolor) หมายถึง การใช้เนื้อสีต่าง ๆ ที่บรรจุมาในหลอด ในตลับหรือลักษณะบรรจุภัณฑ์อื่น ๆ เมื่อจะใช้ต้อง มาละลายด้วยน้ำหรือผสมน้ำนั้นผลที่ได้จากการผสมน้ำนั้นย่อมส่งผลให้ผลงานที่เกิดมีลักษณะเป็นไป ตามตัวน้ำกับสี สรุปได้ว่า สีน้ำ เป็นสีประเภทหนึ่งซึ่งมีลักษณะโปร่งใส เนื้อสีบางเบา มักนำมาใช้คู่กับ น้ำสะอาด เมื่อระบายบนระนาบจะปรากฏได้ชัดเจนว่ามีสีสดใสสวยงาม 3.2 ลักษณะและสมบัติของสีน้ำ โชติก ศรชัยชนะ (2551 : 42 - 43) กล่าวว่า สีน้ำมีส่วนประกอบสำคัญ คือ เนื้อที่บด แล้วอย่างละเอียด (Pigment) ผสมกับกาวอารบิค ซึ่งสกัดจากต้นอะคาเซีย (Acacia Tree) กาวชนิดนี้ มีคุณสมบัติพิเศษ คือ ละลายน้ำง่ายและเกาะติด กระดาษแน่น ทั้งยังมีลักษณะโปร่งใสอีกด้วย ดังนั้น จึงนิยมผสมเนื้อกับกาวอารบิคนี้ สำหรับในกรณีที่ต้องการใช้กาวอื่นแทน ก็สามารถใช้น้ำผึ้งหรือกลีเซอรีน ซึ่งละลายน้ำ ได้ดี ดังนั้นสีน้ำจึงประกอบด้วย เนื้อสี กาว และกลีเซอรีน ตามปริมาณที่ได้ทดลองค้นคว้ากัน ส่วนการบรรจุหลอดเพื่อการเก็บรักษาในช่วงแรกๆนั้น คงเก็บในภาชนะฝาปิดธรรมดา ต่อมาเมื่อมีผู้นิยมใช้สีระบายมากขึ้น จึงพัฒนารูปแบบบรรจุหลอดและตลับ ผู้เริ่มพัฒนาคือ ศิลปิน สีน้ำชาวอังกฤษ ชื่อ วินเซอร์ นิวตัน รีฟ และนิวแมน โดยใช้ตะกั่วทำเป็นหลอดหรือตลับ ปัจจุบัน มีการใช้อลูมิเนียม ซึ่งป้องกันสีได้ดีกว่า


15 สีน้ำเป็นสื่อวัสดุที่มีคุณสมบัติเด่น ๆ 4 ประการคือ 1. ลักษณะโปร่งใส (Transparent Quality) เนื่องจากสีน้ำมีส่วนผสมของกาวและ สีที่บดอย่างละเอียด ดังนั้นเมื่อระบายบนกระดาษสีขาวจึงมีเนื้อสีไม่หนาทึบจนเกินไป ทำให้เกิด ลักษณะ โปร่งใส และการระบายสีน้ำจะต้องระบายไปทีเดียวไม่ระบายซ้ำกัน เพราะจะทำให้สีซ้ำหรือ หม่นได้ และควรระบายจากสีอ่อนไปหาสีแก่ ในบางกรณีอาจจะระบายจากสีแก่ไปหาสีอ่อนก็ได้ ทั้งนี้ ต้องคอยระวังอย่าให้น้ำที่ใช้ผสมสีขุ่น หรือคล้ำเพราะจะทำให้สีหม่นหรือทึบได้ 2. ลักษณะเปียกชุ่ม (Soft Quality) เนื่องจากในการระบายสีน้ำจะต้องผสมน้ำและ ระบายให้ซึมเข้าหากัน เมื่อต้องการให้สีกลมกลืนกัน ดังนั้น เมื่อระบายไปแล้วลักษณะของสีที่แห้งบน กระดาษ จะคงความชุ่มของสีปรากฏให้เห็นอยู่เสมอ และในบางกรณีที่ใช้สีน้ำระบายมากเกินไปแล้ว ปล่อยให้สีแห้งไปเองก็จะเกิดคราบของสี (Sfumato) ปรากฏให้เห็น ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่ได้รับ ความนิยมเป็นอย่างมาก ยิ่งศิลปินสีน้ำท่านใดสามารถสร้างสรรค์ให้คราบนั้นน่าดูและมีความหมาย ขึ้น ถือว่าเป็นลักษณะพิเศษของสีน้ำที่มีค่าควรชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง 3. สีน้ำมีคุณสมบัติแห้งเร็ว เมื่อเทียบกับสีน้ำมัน ดังนั้น จึงทำให้เกิดความเชื่อต่อผู้ที่ สนใจทั้งหลายว่าเป็นสิ่งที่ระบายยาก และเหมาะสำหรับผู้ที่สามารถตัดสินใจรวดเร็วในการถ่ายทอด เท่านั้น อย่างไรก็ดีความเชื่อดังกล่าวอาจแก้ไขได้ด้วยการลงมือทำจริงเพราะเหตุว่า การระบายสีน้ำ มีวิธีระบายหลายวิธีและเราสามารถควบคุมสมบัติแห้งเร็วนี้ได้ด้วยการผสมกลีเซอรีนลงในน้ำผสมสี ก็ช่วยให้แห้งช้าได้ 4. สีน้ำมีคุณสมบัติรุกรานและยอมรับ (Advance Recede) ทั้งนี้เกี่ยวข้องกับเนื้อสีและ สารเคมีที่ผสม ซึ่งผู้ที่สนใจจะต้องสอบทานด้วยตนเองว่ามีสีใดมีคุณสมบัติรุกรานสีอื่นหรือสีใดยอม ให้สีอื่นรุกรานและสีใดที่ติดกระดาษแน่นล้างไม่ออก (Stained Color) ลักษณะและสมบัติของสีน้ำได้โดยสรุปทั้ง 4 ประการนี้ ช่วยให้ผู้ที่สนใจสีน้ำทั้งหลายรู้ว่า สีน้ำมีขีดจำกัดในการนำไปใช้เป็นสื่อได้มากน้อยเพียงใด และถึงอย่างไรก็ดี แม้ว่าสีน้ำจะมีขีดจำกัดใน ลักษณะและคุณสมบัติในตนเอง สีน้ำก็ยังเป็นสื่อที่มีประโยชน์และคุณค่าที่เด่น ๆ 3 ประการ คือ 1. สีน้ำสามารถใช้เป็นสื่อถ่ายทอดรูปแบบของสิ่งต่างๆ ได้ตามที่ตามองเห็นและเรารู้สึก เพื่อแสดงคุณค่าของความรู้สึกที่เรียบง่าย (Simplicity) คุณค่าของบรรยากาศและเวลา 2. สีน้ำสามารถใช้เป็นสื่อบันทึกความรู้สึกประทับใจและประสบการณ์ของเราโดยตรง ต่อสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่เราสัมผัส (Impression) 3. สีน้ำโดยตัวของมันเอง มีคุณค่าความงามเท่ากับความงามของโลกภายนอกเท่าที่เรา สามารถรับรู้ได้ (Time and Space) สรุปได้ว่า คุณสมบัติทั่วไปของสีน้ำ คือ มีลักษณะโปร่งใส เนื่องจากสีน้ำมีส่วนผสมของ กาวและเนื้อสีที่บดละเอียด เพราะฉะนั้นเมื่อระบายบนกระดาษขาว สีมีลักษณะโปร่งใสไม่หนาทึบ


16 จนเกินไป การระบายสีน้ำจึงควรระบายไปครั้งเดียว ไม่ควรระบายสีต่าง ๆ ซ้ำ หรือทับกันหลาย ๆ หน เพราะจะทำให้สีหม่นขาดคุณสมบัติที่โปร่ง 3.3 วัสดุอุปกรณ์ในการระบายสีน้ำ อารี สุทธิพันธ์ (2543 อ้างอิงจาก โชติก ศรชัยชนะ, 2551 : 42 - 43) กล่าวถึง สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ในการระบาย สีน้ำว่า สื่อ วัสดุ หมายถึง สิ่งที่นำมาใช้ระบายสี ซึ่งได้แก่ สี น้ำ กระดาษ สามารถสิ้นเปลืองหมด ไป ตรงข้ามกับอุปกรณ์ซึ่งไม่สิ้นเปลือง มีความคงทนถาวรตามคุณสมบัติของ อุปกรณ์นั้น ๆ 1. สี มีคุณสมบัติทั่วไปคือ 1) สามารถผสมกับสีอื่นเกิดเป็นใหม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สี แท้ (Hue) 2) สามารถเปล่งกำลังส่องสว่างให้รู้สึกเด่นใกล้ไกลได้ ทั้งโดยตัวของสีเองหรือเสริมด้วย สี อื่น ๆ หรือผสมด้วยสีดำหรือสีขาวให้เกิดกำลังส่องสว่าง (Intensity) และจานระบายสีมักเป็นสีขาว เพื่อช่วยให้เห็นการผสมน้ำได้ดีตามที่ต้องการชัดเจนขึ้น 2. จานสำหรับผสมสี (Palatte) เป็นวัสดุที่ทำด้วยเซรามิกหรือพลาสติก มีรูปร่างต่างกัน จานที่ทำด้วยเซรามิกจะมีความคงทนถาวรกว่าและสีน้ำไม่สามารถซึมเข้าเนื้อจานได้ จานระบายสี มักเป็นสีขาว เพื่อช่วยให้เห็นการผสมน้ำได้สีตามที่ต้องการชัดเจน 3. กระดานรองเขียน จำเป็นมาก เนื่องจากเวลากระดาษถูกน้ำจะยึดและไม่มีความ แข็งแรง จึงต้องมีกระดาษรองเขียน ขนาด 18” x 24” เพื่อรองกระดาษเวลาระบายสีและหากเป็น กระดาษวาดเขียนที่ไม่หนา จำเป็นต้องแข็งกระดาษบนกระดาษรองเขียนด้วยกระดานรองเขียนควรมี หลายๆ แผ่น เพราะจะช่วยป้องกันเวลาไประบายสีนอกชายคา จะได้ไม่ทำลายรูปสีที่ระบายแล้วนั้น โดยใช้สองแผ่นเปิดหน้าเข้าหากัน 4. พู่กันระบายสีน้ำ มีลักษณะต่างๆ กัน คือพู่กันกลม พู่กันแบน พู่กันฟิลเนอร์ด พู่กัน เล็กยาว ขนพู่กันที่อุ้มน้ำได้ดีความเป็นขนสัตว์ พู่กันกลมสำหรับระบายทั่ว ๆ ไปและพู่กันเล็กยาว สำหรับเน้นและตัดเส้น 5. กระดาษวาดเขียน โดยทั่วไปจะมีความหนาเรียกเป็นปอนด์ เช่น 100 ปอนด์ 180 ปอนด์ 200 ปอนด์ 400 ปอนด์ ซึ่งจะแสดงความหนาบางตามลำดับ 400 ปอนด์ ย่อมหนากว่า 100 ปอนด์ กระดาษวาดเขียนโดยปกติจะมีลักษณะหยาบด้านหนึ่งและเรียบอีกด้านหนึ่ง ด้านหยาบใช้ สำหรับระบายสี 6. ที่ใส่น้ำระบายสี ควรมีอย่างน้อย 2 ช่อง คือ ช่องหนึ่งสำหรับใส่น้ำล้างพู่กัน อีกช่อง หนึ่งสำหรับใส่น้ำผสมสี น้ำสำหรับผสมสีควรเป็นน้ำสะอาด เพื่อจะได้ไม่ทำให้เปลี่ยนเวลาผสมสี และ หากต้องการคุมให้แห้งช้าหรือเร็วก็สามารถทำได้โดยการเติมแอลกอฮอล์ในน้ำสำหรับผสมนี้ เมื่อ ต้องการให้แห้งเร็ว หากต้องการให้แห้งช้าก็เติมกลีเซอรีน เป็นต้น


17 7. ผ้าเช็ดสี กระดาษเช็ดสี และสื่อวัสดุอื่นๆ เกลือ น้ำตาล กาว เทป ฯลฯ หากนำไป เขียนนอกสถานที่อาจต้องมีขาหยั่งด้วย สรุปได้ว่า สีน้ำเป็นสื่อวัสดุที่มีองค์ประกอบสำคัญ คือ วัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่นกระดาษ สี น้ำ พู่กัน ซึ่งจะขาดเสียมิได้ 3.4 เทคนิคการระบายสีน้ำ อารี สุทธิพันธ์ (2535: 30) ได้กล่าวถึง เทคนิคในการระบายสีน้ำว่า ศิลปินสีน้ำมีชื่อของ อเมริกา คือ จอห์น มาริน ให้ข้อคิดไว้ว่า การระบายสีน้ำคล้ายกับการตีกอล์ฟ คือจะต้องฝึกหัด ตามลำดับขั้นตอน ตั้งแต่การจับพู่กัน การรู้จักคุ้นเคยกับสี กระดาษ การจัดตำแหน่งของกระดาน รองเขียน และจานระบายสี ตลอดจนต้องมีวินัยและตั้งใจจดจ่ออย่างจริงจังเมื่อตั้งใจฝึกฝนจริงจังแล้ว สิ่งแรกที่ควรต้องฝึกเพื่อให้เกิดความชำนาญก็คือ ความผสมผสานของเทคนิคต่าง ๆ ที่ใช้ทดลองปฏิบัติ มา ซึ่งเทคนิคและวิธีการระบายสีน้ำ แบ่งออกเป็น 4 อย่าง คือ 1. การระบายแบบเปียกบนเปียก หมายถึง การระบายน้ำลงบนกระดาษก่อนแล้วจึง ระบายสีตามที่ต้องการลงไป การระบายแบบเปียกบนเปียกนี้จะช่วยให้ท่านระบายสีติดบนกระดาษ ทุกส่วนเพราะกระดาษบางชนิดระบายสีติดยาก เนื่องจากมีความมันหรือความหยาบขรุขระ การ ระบายเปียกมีประโยชน์มาเมื่อจะระยายท้องฟ้าหรือผิววัตถุที่มีมันจะให้ความรู้สึกกลมกลืนของสี เด่นชัด เทคนิคของการระบายแบบเปียกบนเปียกที่สำคัญมี 2 ประการคือ 1.1 การไหลซึม (Mingling) 1.2 การไหลย้อย (Dripping) 2. การระบายแบบเปียกบนแห้ง หมายถึง การระบายสีบนกระดาษที่ไม่ต้องลงน้ำก่อน คำว่า เปียก คือ พู่กันกับสี ส่วนแห้งคือ แผ่นกระดาษ การระบายแบบเปียกบนแห้ง เป็นวิธีการ ระบาย ทั่วไป ซึ่งมีเทคนิคที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ 2.1 การระบายเรียบสีเดียว (Flat Wash) 2.2 การระบายอ่อนแก่เรียบสีเดียว (Grade Wash) 2.3 การระบายเรียบหลายสี (Color Wash) 3. การระบายแบบแห้งบนแห้ง หมายถึง การระบายสีที่ใช้พู่กันจุ่มสีน้ำ แล้วระบายอย่าง รวดเร็วบนกระดาษ การระบายแบบนี้ผู้ระบายมักจะบันทึกความรู้สึกของตนเองลงไปในขณะที่ ระบายด้วย การระบายแบบแห้งบนแห้งมีประโยชน์ในการที่จะเน้นส่วนใดส่วนหนึ่งหรือบริเวณที่ เห็นว่า ควรทำให้เด่นได้ บางท่านให้ความเห็นว่า ผลอันเกิดจากการระบายสีแบบแห้งบนแห้งคล้ายกับ การเขียนชวเลข หรือการส่งโทรเลข กล่าวคือ มีข้อความสั้น ๆ ชัดเจน กะทัดรัด และรวดเร็ว


18 ศิลปินตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีนและญี่ปุ่น มีความชำนาญในการระบายแบบ แห้งบน แห้งมาก เพราะมีลักษณะคล้ายคลึงกับตัวหนังสือของเขา สำหรับศิลปินไทยเรามักจะถือ เอกสารตัด เส้นรอบนอกและรายละเอียดชัดเจนเป็นแกนนำ แทนที่จะใช้วิธีการแบบแห้งบนแห้ง อย่างไรก็ดีการ ระบายแบบนี้เพิ่งได้รับการพัฒนาเมื่อสองทศวรรษที่ผ่านมานี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน รูปแบบของการ วาดเขียนตามท่าทาง (Gesture Drawing) และการเน้นบริเวณที่ต้องการชี้ เฉพาะเจาะจง (Emphasis) หลังจากได้ระบายเรียบร้อยแล้ว การระบายแบบแห้งบนแห้ง มีเทคนิคที่ สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ 1. การแตะ (Stamping) 2. การป้าย (Splashing) 3. การผสม(Mixed Technique) 4. การระบายบนระนาบรองรับที่เตรียมไว้ เทคนิคการระบายสีน้ำทั้ง 3 ประเภท ดังได้ กล่าวไปแล้ว เป็นการระบายกระดาษวาดเขียน และกระดาษต่างชนิดกันไม่ได้ปรุงแต่งลักษณะผิวแต่ ประการใด สำหรับการระบายบนระนาบรองรับที่เตรียมไว้ เป็นการปรุงแต่งลักษณะผิวของผู้สนใจสี น้ำที่ต้องการถ่ายทอดรูปแบบวัตถุให้คล้ายกับสิ่งที่มองเห็นหรือต้องการสร้างสรรค์รูปแบบให้ต่างไป จากเดิมอีกด้วย การระบายระนาบรองรับที่เตรียมไว้ มีเทคนิคที่สำคัญ 3 ประการคือ 1. การขูด ขีด ถู กระดาษวาดเขียน 2. การพิมพ์สีเดียว การประทับ การเช็ดออก 3. การผสมผสานด้วยวัสดุต่างๆ สรุปได้ว่า เทคนิคและวิธีการลำดับทั้ง 4 อย่างนี้ คือ การระบายแบบต่างๆ และเทคนิค การ ขูดขีดบนระนาบกระดาษ สามารถนำไปใช้ในงานระบายสีน้ำได้ตามเนื้อหาหรือจุดประสงค์ที่ จะเขียน ให้ภาพมีความรู้สึกและบรรยากาศตามที่ต้องการได้ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบ Active Learning 4.1 งานวิจัยในประเทศ พีรพัฒน์ คำเกิด (2557 : 38-44) ได้ศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการเรียนรู้ก่อนเรียน และหลังเรียนของนักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนแบบ Active Learning ด้วยเทคนิคการคิดเดี่ยว คิดคู่ร่วมกันคิด เทคนิคแบบต่อภาพ และการใช้แผนผังทางปัญญา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับ ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรม พลังงาน ชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 35 คน ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการเรียนรู้ของ นักศึกษาที่ได้รับการจัดการเรียนแบบใฝ่รู้ด้วยเทคนิคการคิดเดี่ยว คิดคู่ ร่วมกันคิด เทคนิคแบบต่อ ภาพ และการใช้แผนผังทางปัญญาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


19 ลัดดาวัลย์ สาระภัย (2560 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ พฤติกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์แสง ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้แบบ Active Learning กลุ่มตัวอย่างงเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 จำนวน 17 คน โรงเรียนรังษีวิทยากร อำเภอนำยืน กลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษากลุ่ม 9 สำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้ แบบ Active Learning เรื่องการสังเคราะห์แสงมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่ กำหนด ชรินทร ชะเอมเทส (2561 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการใช้รูปแบบการสอน Active Learning เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาการบัญชีบริหาร สำหรับผู้เรียนระดับ ปวส. 2 สาขา การบัญชีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับ ปวส. 2/1 สาขาวิชาการบัญชี วิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติ ราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์ฯ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 38 คน ผลการวิจัยพบว่า ผู้เรียนมี ผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนวิชาการบัญชีบริหาร โดยใช้รูปแบบการสอน Active Learning สูงกว่าก่อน เรียน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4.2 งานวิจัยในต่างประเทศ Akinoglu and Tandogan (2006 : 71-81 อ้างอิงจากลัดดาวัลย์ สาระภัย, 2560 : 63) มหาวิทยาลัยมาร์มารา อิสตันบูล ประเทศตรุกี ได้ศึกษาผลที่เกิดจากการเรียนการสอนแบบ Active Learning ในการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติทางวิทยาศาสตร์ และความคิดรวบรวมทางวิทยาศาสตร์กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน โรงเรียนรัฐบาลในรัฐอิสตันบูล ประเทศตรุกีดำเนินการทดลองโดยใช้กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ผลการทดลองพบว่า การจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา วิทยาศาสตร์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 Sokolove and Blunck (2008 : 109-114 อ้างอิงจากลัดดาวัลย์ สาระภัย, 2560 : 63 - 64) ได้ศึกษาการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning โดยเปรียบเทียบวิธีสอนแบบดั้งเดิมใน วิชาชีววิทยา ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning มีคะแนนเฉลี่ยสะสมสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .001 ทั้งนี้นักเรียนเกิดแรงกระตุ้นให้เกินความสนใจอยากรู้ และมีความตั้งใจเพิ่มมากขึ้นเมื่อเรียนด้วย วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning


20 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสีน้ำ งานวิจัยในประเทศ ประเสริฐ ศีลรัตนา (2534: 73 อ้างอิงจาก โชติก ศรชัยชนะ, 2551 : 63) ได้เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ในการระบายสีน้ำของนักศึกษาวิทยาลัยครูโดยการสอนการวาดภาพสีน้ำของอารี สุทธิพันธุ์ กับการสอนปกติ พบว่าการสอนแบบเอ.เอสมีแนวโน้มไปสู่การสร้างสรรค์กระบวนแบบมากกว่าติดยึด อยู่กับแบบใดแบบหนึ่ง โชติก ศรชัยชนะ (2551 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการวาดภาพสีน้ำและ ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้วิธีการสอนของอารี สุทธิพันธุ์ กลุ่มตัวอย่างที่ ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนโขง เจียมวิทยาคม จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 35 คน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการวาดภาพสีน้ำ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังได้รับการสอนโดยวิธีการสอนของ อารี สุทธิพันธุ์สูงขึ้นอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


21 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน ทัศนศิลป์จากสีน้ำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิด Active Learning ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. การกำหนดประชากรและการเลือกกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 4. แบบแผนและวิธีดำเนินการทดลอง 5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. การกำหนดประชากรและการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียน ที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานีสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 จำนวน 29 คน โดยการคัดเลือกกลุ่ม ตัวอย่าง แบบเจาะจง (Purposive sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือในการวิจัยดังต่อไปนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การวาดภาพสีน้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning จำนวน 5 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง รวม 5 ชั่วโมง ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การเรียนรู้เกี่ยวกับสี อุปกรณ์ และกระบวนการพื้นฐาน ของสีน้ำ จำนวน 1 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคการใช้สีจำนวน 1 ชั่วโมง


22 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การไล่น้ำหนักเฉดสี จำนวน 1 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การวาดภาพท้องฟ้า จำนวน 1 ชั่วโมง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง การวาดภาพผลไม้ จำนวน 1 ชั่วโมง 2. แบบประเมินผลงานการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์จากสีน้ำ 3. การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เรื่อง การวาดภาพสีน้ำ ผู้วิจัยได้ ดำเนินการสร้าง ดังนี้ 1.1 ศึกษาและวิเคราะห์สาระการเรียนรู้มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด ของรายวิชา ทัศนศิลป์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามที่กำหนดในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และศึกษา รายละเอียดตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการวาดภาพสีน้ำ 1.2 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ ตามแนวคิด Active Learning และการวาดภาพสีน้ำ 1.3 ดำเนินการสร้างคู่มือการใช้แผน และสร้างแผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เรื่อง การวาดภาพสีน้ำ จำนวน 5 แผน 1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เรื่อง การวาดภาพสีน้ำเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญด้านทัศนศิลป์และหลักสูตรและการสอน จำนวน 3 ท่าน คือ 1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรืองศักดิ์ ปัดถาวะโร อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2. อาจารย์ธิดารัตน์ ชุ่มจังหรีด อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 3. นางชนิดา เถรหมื่นไวย ตำแหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา เพื่อพิจารณาตรวจสอบความเหมะสมและสอดคล้องขององค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ ตามจุดประสงค์ แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาลงความคิดเห็น โดยมีเกณฑ์ การพิจารณาการให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าองประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง


23 ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง 1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เรื่อง การวาดภาพสีน้ำ ที่ผ่านการ ตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เรื่อง การวาดภาพสีน้ำที่ปรับปรุง แก้ไขตามคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญไปทดลองสอนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อหาข้อบกพร่องของแผนแล้วปรับปรุงแก้ไขอีกครั้งให้สมบูรณ์ 1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เรื่อง การวาดภาพสีน้ำที่แก้ไข สมบูรณ์แล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างตามเนื้อหาที่กำหนดต่อไป 2. แบบประเมินผลงานการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์จากสีน้ำ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้าง ดังนี้ 2.2 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลงาน ภาพวาด 2.3 กำหนดจุดประสงค์และวิธีการสร้างการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์จากสีน้ำ 2.4 ดำเนินการสร้างคู่มือการใช้แบบประเมินและสร้างการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ จากสีน้ำ โดยสร้างข้อคำถาม จำนวน 20 ข้อ 2.5 นำการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์จากสีน้ำที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ ด้านทัศนศิลป์จำนวน 3 ท่าน คือ 1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์เรืองศักดิ์ ปัดถาวะโร อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2. อาจารย์ธิดารัตน์ ชุ่มจังหรีด อาจารย์ประจำหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 3. นางชนิดา เถรหมื่นไวย ตำแหน่ง ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา เพื่อตรวจสอบความเหมะสมและสอดคล้องของข้อคำถาม แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ พิจารณาลงความคิดเห็น โดยมีเกณฑ์การพิจารณาการให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง


24 ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง 2.6 นำแบบประเมินการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์จากสีน้ำ ที่ผ่านการตรวจสอบจาก ผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ 2.7 แบบประเมินการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์จากสีน้ำ ที่ปรับปรุงแก้ไขตาม คำแนะนำผู้เชี่ยวชาญไปทดลองสอนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อหา ข้อบกพร่องของแบบประเมินแล้วปรับปรุงแก้ไขอีกครั้งให้สมบูรณ์ 2.8 นำแบบการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์จากสีน้ำที่แก้ไขสมบูรณ์แล้ว ไปทดลองใช้ กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างตามเนื้อหาที่กำหนดต่อไป 4. แบบแผนและวิธีดำเนินการทดลอง 4.1 แบบแผนการทดลอง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Design) ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการ ทดลองโดยอาศัยการวิจัยแบบการทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลองตามแบบแผนการ วิจัยแบบ (One Group Pretest – Posttest Design) ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลอง กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เรื่อง การวาดภาพสีน้ำ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) 4.2 วิธีการดำเนินการทดลอง การทดลองครั้งนี้ดำเนินการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดยกลุ่มทดลอง จะได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เรื่อง การวาดภาพสีน้ำ ซึ่งทดลองในช่วงคาบเรียน วิชาทัศนศิลป์ โดยทดลอง 5 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วัน คือ วันจันทร์ วันพุธ วันละ 60 นาที รวมเป็น ระยะเวลาในการทดลองทั้งสิ้น 10 ครั้ง ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้


25 1. ทำหนังสือขออนุญาตดำเนินการศึกษาเรื่อง การเปรียบเทียบความสามารถในการ สร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์จากสีน้ำของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนการ สอนตามแนวคิด Active Learning เสนอต่อผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา สำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 2. สร้างความคุ้นเคยกับเด็กที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในห้องเรียน เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ 3. ก่อนทำการทดลองผู้วิจัยทำการประเมิน (Pretest) กับกลุ่มตัวอย่าง 29 คน โดยใช้ แบบประเมินการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์จากสีน้ำ เป็นรายบุคคล จำนวน 20 ข้อ 4. ผู้วิจัยดำเนินการทดลองกับเด็กที่เป็นกลุ่มตัวอย่างตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้น เป็นเวลา 5 สัปดาห์สัปดาห์ละ 2 วัน ซึ่งเป็นวันจันทร์ วันพุธ วันละ 60 นาที ในช่วงคาบ เรียนวิชาทัศนศิลป์ โดยครูจะกำหนดหัวข้อการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์จากสีน้ำวันละ 1 หัวข้อ และให้ผู้วิจัยลงมือทำด้วยตนเอง ซึ่งครูจะเป็นผู้ที่คอยให้คำแนะนำ 5. เมื่อครบ 5 สัปดาห์แล้ว ทำการประเมินผลงานภาพวาดสีน้ำหลังการทดลอง (Posttest) ด้วยแบบประเมินการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์จากสีน้ำฉบับเดียวกับก่อนการทดลอง โดยครูกำหนดหัวข้อในการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์จากสีน้ำ 20 6. เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว นำข้อมูลที่ได้จากแบบประเมินในข้อ 3 และข้อ 5 มา วิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ 5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากการทดลองไปวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติต่าง ๆ ดังนี้ 1. สถิติพื้นฐาน 1.1 คะแนนเฉลี่ยใช้สูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2536: 59) X = ∑X N เมื่อ X แทน คะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม ∑X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งกลุ่ม N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 1.2 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานใช้สูตร ดังนี้ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2538 : 79) S.D. = √n∑x2 – (∑x)2


26 n(n–1) เมื่อ S.D. แทน ความเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง ∑X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งกลุ่ม ∑X 2 แทน ผลรวมของกำลังสองของคะแนนนักเรียนแต่ละคนในกลุ่มตัวอย่าง 2. สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 2.1 การแสดงหลักฐานความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบประเมินผลงานภาพวาดสีน้ำ (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์, 2526 : 89) โดยใช้สูตร IOC ดังนี้ IOC = ∑R N เมื่อ IOC แทน ค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อความนั้น ๆ ∑R แทน การรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 2.2 หาค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อของแบบประเมินโดยวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Corrected item total correlation) (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. 2545 : 84) ดังนี้ r XY = n∑XY – ∑X∑Y √ (N∑x 2 – (∑x)2 (N∑Y 2 – (∑Y) 2 N-1 เมื่อ rXY แทน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร X กับตัวแปร Y N แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง ∑X แทน ผลรวมของคะแนน X ∑Y แทน ผลรวมของคะแนน Y ∑XY แทน ผลรวมของผลคูณของคะแนน X และคะแนน Y


27 ∑X 2 แทน ผลรวมของกำลังสองของคะแนน X ∑Y 2 แทน ผลรวมของกำลังสองของคะแนน Y 2.3 หาความเชื่อมั่นของแบบประเมินโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่า ( - Coefficient) ของ ครอนบาค (Cronbach) (ล้วน สายยศ ; และ อังคณา สายยศ. 2536 : 170 - 172) = N N-1 (1- ∑Si 2 ∑St 2 ) เมื่อ แทน ค่าสัมประสิทธ์ของความเชื่อมั่น N แทน จำนวนข้อสอบของแบบประเมิน ∑Si 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนเป็นรายข้อ ∑St 2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนของแบบประเมิน 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน การทดสอบความแตกต่างโดยใช้การแจกแจงของที่ (t - Dependent) (ล้วน สายยศ ; และ อังคณา สายยศ. 2536 : 105) จากสูตรดังนี้ t = ∑D √ (N∑D 2 – (∑D)2 N-1 เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่ใช้พิจารณาใน t – distribution D แทน ความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ N แทน จำนวนคู่ของคะแนน ∑D แทน ผลรวมทั้งหมดของผลต่างของคะแนนระหว่างก่อน และหลังการทดลอง ∑D2 แทน ผลรวมของกำลังสองของผลต่างของคะแนน ระหว่างก่อนและหลังการทดลอง


28 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้มุ่งหมายเพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้เรื่อง การระบายสีน้ำ โดยใช้การ จัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา ที่เรียนรายวิชาศิลปะ(ทัศนศิลป์ ) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 29 คน ผู้วิจัยขอนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัย ตามลำดับ ดังนี้ ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้อง หนองสระปลา เรื่อง การระบายสีน้ำ ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน เรื่อง การระบายสีน้ำ ด้วยกาจัดการ เรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้อง หนองสระปลา เรื่อง การระบายสีน้ำ ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้อง หนองสระปลา เรื่อง การระบายสีน้ำ ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning นั้น ผู้วิจัย ได้ดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้การการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning และ ได้ทำการทดลองวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การระบายสีน้ำ จำนวน 30 ข้อ เป็นชุดเดียวกันทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน ใช้ระยะเวลาในการ ทำแบบทดสอบ 20 นาที ผู้วิจัยได้นำคะแนน มาวิเคราะหเ์ปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พบว่า ค่า T เท่ากับ 18.36 ดังตาราง 2


29 ตาราง 2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา เรื่อง การระบายสีน้ำ ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning โดยใช้สถิติ T-Test แบบ Dependent Sample *มีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 จากตาราง 2 แสดงผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา เรื่องการระบายสีน้ำ ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า คะแนนเฉลี่ ยจากการทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ( ̅ = 24.07, S.D.= 5.79 ) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยจากการทำ แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน( ̅ = 17.86, S.D.= 6.18 ) อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ ระดับ .01 และเป็นไปตามสมมติฐาน ข้อที่ 1 การทดสอบ ̅ S.D. t p-value ก่อนเรียน 17.86 6.18 18.36* <0.001 หลังเรียน 24.07 5.79


30 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มตี่อการเรียน เรื่อง การระบายสีน้ำ ด้วยการจัดการ เรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน เรื่องการระบายสีน้ำ ด้วยการจัดการ เรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ตาราง 3 ผลการศึกษาความพึงพอใจจากการการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ของ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา เรื่อง การระบายสีน้ำ ข้อที่ รายการประเมิน ̅ S.D. แปลผล 1. ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ 1.1. เนื้อหาที่เรียนมีการเชื่อมโยงกับชีวิตจริง 4.45 0.81 มาก 1.2. เนื้อหาที่เรียนมีความต่อเนื่องเป็น ลำดับขั้นตอน 4.62 0.61 มากที่สุด 1.3. นักเรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดกิจกรรม การเรียนการสอน 4.52 0.77 มากที่สุด 1.4. รูปแบบการเรียนการสอนแตกต่างจาก ที่เคยเรียน 4.59 0.49 มากที่สุด 1.5. มีการสรุปและอภิปรายภายในกลุ่มของนักเรียน และครู 4.86 0.34 มากที่สุด รวมผลด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ 4.61 0.61 มากท่ีสุด 2.ด้านบรรยากาศการเรียนการสอน 2.1. นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมมากขึ้น 4.45 0.62 มาก 2.2. ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนมีความ เป็นกันเอง 4.59 0.67 มากที่สุด 2.3. มีกิจกรรมหลากหลาย 4.38 0.72 มาก 2.4. นักเรียนเกิดการเรียนรู้จากกิจกรรมที่เรียน 4.45 0.72 มาก 2.5. นักเรียนมีอิสระในการแสดงออก 4.69 0.53 มากที่สุด รวมผลด้านบรรยากาศการเรียนการสอน 4.51 0.65 มาก


31 ตาราง 3 (ต่อ) ข้อที่ รายการประเมิน ̅ S.D. แปลผล 3.ด้านการใช้ส่ือการเรียนการสอน 3.1. การใช้สื่ออุปกรณ์ในการเรียนการสอน ได้เหมาะสมกับเนื้อหาที่เรียน 4.59 0.56 มากที่สุด 3.2. ครูมีการจัดเตรียมเครื่องมือและสื่อ การเรียน 4.55 0.67 มากที่สุด 3.3. นักเรียนมีส่วนร่วมในการแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับสื่อ 4.83 0.46 มากที่สุด 3.4. ครูมีการแนะนำให้ค้นคว้าหาความรู้ จากแหล่งต่างๆ 4.72 0.58 มากที่สุด 3.5. นักเรียนได้ศึกษาหาความรู้ต่างๆ ด้วยตนเอง 4.52 0.77 มากที่สุด รวมผลด้านการใช้สื่อการเรียนการสอน 4.64 0.61 มากท่ีสุด 4.ด้านการวัดผลและประเมินผล 4.1.นักเรียนมีส่วนร่วมในการประเมินผลตนเอง 4.66 0.66 มากที่สุด 4.2. มีการประเมินผลการทำกิจกรรมและ พฤติกรรมควบคู่ไปกับการประเมินผลงานนักเรียน 4.52 0.68 มากที่สุด 4.3. นักเรียนชอบเรียน เรื่อง การระบายสีน้ำ 4.59 0.62 มากที่สุด 4.4. นักเรียนมีความภูมิใจในผลงานของตนเอง 4.66 0.54 มากที่สุด 4.5. นักเรียนนำความรู้จากการเรียนเรื่อง การระบายสีน้ำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 4.52 0.68 มากที่สุด รวมผลด้านการวัดผลและประเมินผล 4.59 0.63 มากท่ีสุด รวมผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจท้ัง 4 ด้าน 4.59 0.63 มากท่ีสุด


32 จากตาราง 3 แสดงความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน เรื่องการระบายสีน้ำ ด้วยการ จัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการ เรียน เรื่องการระบายสีน้ำ ด้วยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning อยู่ในระดับพึงพอใจ มากที่สุด ( ̅ = 4.59, S.D.= 0.63 ) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มี3 ด้าน ที่อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านกระบวนการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ ̅ = 4.61, S.D.= 0.61 โดยเนื้อหาที่เรียน มีการ เชื่อมโยงกับชีวิตจริง มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.45, S.D.= 0.81 คิดเป็นระดับความพึงพอใจมาก เนื้อหาที่ เรียนมีความต่อเนื่องเป็นลำดับขั้นตอน มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.62, S.D.= 0.61 คิดเป็นระดับความพึง พอใจมากที่สุด นักเรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.52, S.D.= 0.77 คิดเป็นระดับความพึงพอใจมากที่สุด รูปแบบการเรียนการสอนแตกต่างจากที่เคยเรียน ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.59, S.D.= 0.49 คิดเป็นระดับความพึงพอใจมากที่สุด มีการสรุปและอภิปราย ภายในกลุ่มของนักเรียนและครูค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.86, S.D.= 0.34 คิดเป็นระดับความพึงพอใจมาก ที่สุด ด้านการใช้สื่อการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ ̅ = 4.64, S.D.= 0.61 การใช้สื่ออุปกรณ์ ในการเรียนการสอนได้เหมาะสมกับเนื้อหาที่เรียน มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.59, S.D.= 0.56 คิดเป็น ระดับความพึงพอใจมากที่สุด ครูมีการจัดเตรียมเครื่องมือและสื่อการเรียน มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.55, S.D.= 0.67 คิดเป็นระดับความพึงพอใจมากที่สุด นักเรียนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ สื่อ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.83, S.D.= 0.46 คิดเป็นระดับความพึงพอใจ มากที่สุด ครูมีการแนะนำให้ ค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งต่างๆ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.72, S.D.= 0.58 คิดเป็นระดับความพึงพอใจ มากที่สุด นักเรียนได้ศึกษาหาความรู้ต่างๆด้วยตนเอง มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.52, S.D.= 0.77 คิดเป็น ระดับความพึงพอใจมากที่สุด ด้านการวัดและประเมินผล มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ ̅ = 4.59, S.D.= 0.63 โดยนักเรียนมีส่วนร่วม ในการประเมินผลตนเอง มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.66, S.D.= 0.66 คิดเป็นระดับความพึงพอใจมากที่สุด มีการประเมินผลการท ากิจกรรมและพฤติกรรมควบคู่ไปกับการประเมินผลงานนักเรียน มีค่าเฉลี่ยอยู่ ที่ ̅ = 4.52, S.D.= 0.68 คิดเป็นระดับความพึงพอใจมากที่สุด นักเรียนชอบเรียน เรื่อง การระบายสี น้ำ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.59, S.D.= 0.62 คิดเป็นระดับความพึงพอใจมากที่สุด นักเรียนมีความภูมิใจ


33 ในผลงานของตนเอง มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.66, S.D.= 0.54 คิดเป็นระดับความพึงพอใจมากที่สุด นักเรียนนำความรู้จากการเรียนเรื่อง การระบายสี สีน˚้าไปใช้ในชีวิตประจ˚าวันได้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.52, S.D.= 0.68 คิดเป็นระดับความพึงพอใจ มากที่สุด สำหรับอีก 1 ด้านนั้น พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจมาก คือ ด้านบรรยากาศการเรียนการ สอน มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ ̅ = 4.51, S.D.= 0.65 นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมมากขึ้น มี ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.45, S.D.= 0.62 คิดเป็นระดับความพึงพอใจมาก ความสัมพันธ์ระหว่างครู กับ นักเรียนมีความเป็นกันเอง ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.59, S.D.= 0.67 คิดเป็นระดับความพึงพอใจ มาก ที่สุด มีกิจกรรมหลากหลาย มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.38, S.D.= 0.72 คิดเป็นระดับความพึงพอใจมาก นักเรียนเกิดการเรียนรู้จากกิจกรรมที่เรียน มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.45, S.D.= 0.72 คิด เป็นระดับ ความพึงพอใจมาก นักเรียนมีอิสระในการแสดงออก ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ̅ = 4.69, S.D.= 0.53 คิดเป็น ระดับความพึงพอใจมากที่สุด


34 บทที่5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ในรายวิชาทัศนศิลป์เรื่อง การระบายสีน้ำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้อง หนองสระปลา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เป็นการวิจัยเชิงทดลอง สรุปได้ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์ เรื่องสีน้ำ โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตาม แนวคิด Active Learning สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด Active Learning รายวิชา ทัศนศิลป์เรื่อง การระบายสีน้ำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิด Active Learning มีผลสัมฤทธิ์รายวิชาทัศนศิลป์เรื่องสีน้ำ สูงกว่าก่อนการทดลอง 2. ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดแนวคิด Active Learning รายวิชา ทัศนศิลป์เรื่อง การระบายสีน้ำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อยู่ในระดับมาก วิธีดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านต้องหนองสระปลา อำเภอหนองหาน จังหวัด อุดรธานีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 จำนวน 29 คน โดยการคัดเลือก กลุ่มตัวอย่าง แบบเจาะจง (Purposive sampling)


35 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มี 2 ประเภท ประกอบด้วย 2.1 เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ 2.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การระบายสีน้ำ จำนวน 5 แผน 2.2 เครื่องมือที่ใฃ้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 2.2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การระบายสีน้ำ จำนวน 1 ฉบับ จำนวน 30 ข้อ 2.2.2 แบบวัดความพึงพอใจ เรื่อง การระบายสีน้ำ จำนวน 1 ฉบับ 3. การเก็บรวมรวมข้อมูล 3.1 ก่อนการทดลอง ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาทัศนศิลป์ เรื่อง การระบายสีน้ำ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่ม ตัวอย่าง ด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น จำนวน 5 แผน รวม 5 ชั่วโมง โดยให้นักเรียนเรียนและ ปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ และทำแบบทดสอบย่อยประจำแต่ละแผนตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 3.2 เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้วแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดิมไปทดสอบนักเรียน อีกครั้งหนึ่ง 3.3 ให้นักเรียนทำแบบวัดความพึงพอใจต่อวิชาวิชาทัศนศิลป์เรื่อง การระบายสีน้ำ 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 4.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด Active Learning เรื่องการระบายสีน้ำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ร้อยละค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติ 4.2 สอบถามเจตคติความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด Active Learning เรื่อง การระบายสีน้ำ สาระการเรียนรู้คิลปะที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ร้อยละค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา


36 สรุปผลการวิจัย การปฏิบัติการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดําเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการ จัดการเรียนการสอนตามแนวคิด Active Learning จากนั้นดําเนินการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอน โดยใช้รูปแบบการสอนตามแนวคิด Active Learning ตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยผ่านการตรวจสอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิจัยในชั้นเรียน และผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 3 ท่าน ก่อนที่จะนําไปทดลองใช้กับกลุ่มเป้าหมาย มีการวางแผน ปฏิบัติ สังเกต และสะท้อนผลที่ได้เพื่อนํามาปรับปรุง และพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนต่อไป ทําให้ได้ ขั้นตอน และวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแนวคิด Active Learning ที่เหมาะสมกับ นักเรียนซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1) ขั้นกระตุ้นให้นักเรียนคิดแก้ปัญหา โดยการนำเข้าสู่บทเรียนด้วยสถานการณ์ที่ชวนสงสัย การใช้สื่อ และเทคนิคต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างความสนใจให้แก่นักเรียน และครูได้มีโอกาสตรวจสอบ ความรู้เดิมของนักเรียนด้วย 2) ขั้นลงมือกระทำทางด้านความคิดและการปฏิบัตินักเรียนทุกคนร่วมกันทำกิจกรรมที่จัดทำ ขึ้นเป็นกลุ่ม และรายบุคคล เพื่อให้เกิดทักษะและสามารถจำเนื้อหาได้ยาวนาน 3) ขั้นสรุปความรู้ และสะท้อนความคิด โดยนักเรียนมีโอกาสได้แสดงออกในลักษณะของ ผลงาน การนำเสนอหน้าห้องเรียน การอภิปราย เป็นต้น 4) ขั้นขยายความรู้เป็นการนำความรู้ที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับ สถานการณ์เดิมใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ซึ่งคะแนนที่ได้จากการทําแบบทดสอบ เรื่อง การระบาย สีน้ำ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตาม แนวคิด Active Learning สรุปได้ดังนี้ 1. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้าน ต้องหนองสระปลา โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning เรื่อง การระบายสีน้ำ ผล การวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนอยู่ที่ ̅ = 17.86, S.D.= 6.18 และ คะแนนหลัง เรียนอยู่ที่ ̅ = 24.07, S.D.= 5.79 ซึ่งเมื่อนำคะแนนก่อนและหลังมาเปรียบเทียบ กัน พบว่า มีค่า t


37 เท่ากับ 18.36* แสดงให้เห็นว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสอดคล้องกับ สมมติฐาน ข้อที่ 1 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน เรื่อง การระบายสีน้ำ โดยการจัดการ เรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning อยู่ในระดับมาก ̅ = 4.59, S.D.= 0.63 และสอดคล้องกับ สมมติฐาน ข้อที่ 2 การอภิปรายผล 1.ผลการจัดการเรียนการสอน เรื่องเทคนิคการระบายสีน้ำ โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้อง หนองสระปลา โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning มาประยุกต์ใช้กับเนื้อหาสาระ เรื่อง การระบายสีน้ำ พบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนอยู่ที่ ̅ = 17.86, S.D.= 6.18 และ คะแนน หลังเรียนอยู่ที่ ̅ = 24.07, S.D.= 5.79 มีค่า t เท่ากับ 18.36 แสดงให้เห็นว่า นักเรียน มีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้ตาม แนวคิด Active Learning ผู้วิจัยสร้างขึ้น ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย มีกระบวนการจัดเรียนรู้ ที่เป็นระบบ มีการให้นักเรียนได้เรียนรู้กระบวนการขั้นตอนในการระบายสีน้ำ ผนวกกับสาธิตการระบายสีน้ำ เทคนิคต่างๆ ให้นักเรียนได้เห็นกระบวนการและขั้นตอนการระบายสีน้ำที่ชัดเจน และให้ผู้เรียน ได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองในการวาดภาพระบายสีน้ำ จึงทำให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจใน การเรียนรู้ มากยิ่งขึ้นนักเรียนเกิดความสนุกสนานเพลินเพลิดในการวาดภาพ มีความรู้สึกผ่อนคลาย ได้ฝึก คิดจินตนาการสร้างสรรค์ การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ทำให้ผู้เรียน มีความ กระตือรือร้น เกิดความรับผิดชอบ และทุ่มเทในการสร้างสรรค์ แสดงว่า การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ช่วยให้นักเรียนมีผลการเรียนที่พัฒนาขึ้น แตกต่างจากก่อนเรียน ซึ่ง เป็นไปตาม มาตรฐานที่ตั้งไว้


38 2. ผลจากการสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ลงเรียนรายวิชา ศิลปะ (ทัศนศิลป์ ) เรื่อง การระบายสีน้ำ โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning พบว่า จากการเก็บแบบทดสอบความพึงพอใจต่อการเรียนรายวิชาศิลปะ(ทัศนศิลป์ ) พบว่า นักเรียนมีความ พึงพอใจมากต่อการเรียนรายวิชาศิลปะ(ทัศนศิลป์ ) โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning โดยมีค่าเฉลี่ยรวม เท่ากับ 4.59 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.63 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ จากการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะสำหรับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning เรื่อง การระบายสีน้ำ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการ นำไปใช้ดังนี้ 1. ในการจัดการเรียนการสอนนั้น ผู้วิจัยควรหารูปแบบการสอนที่แปลกใหม่และหลาก หลายมากกว่านี้ เพื่อให้กิจกรรมการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2. จากการทดลองของผู้วิจัย พบว่า ควรเพิ่มเวลาในการจัดการเรียนการสอนให้ มากกว่า นี้เนื่องจากเวลาในการสอน แต่ละคาบเป็นช่วงเวลาที่สั้นเกินไป ทำให้นักเรียนมีเวลาใน การปฏิบัติ ค่อนข้างน้อย จึงควรเพิ่มเวลาให้มากขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้มีเวลาในการฝึกทักษะการ วาดภาพเทคนิค การระบายสีน้ำเพิ่มมากขึ้น 3. ควรมีอุปกรณ์ที่พร้อมและเพียงพอในการจัดการเรียนการสอนหลากหลายรูปแบบ 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ในการวิจัยครั้งต่อไป ผู้วิจึยขอเสนอแนะประเด็นที่ควรนำมาศึกษาดังนี้ 1. ควรมีการพัฒนาสื่อช่วยสอนเทคนิคการระบายสีน้ำที่มีหลากหลายเทคนิคเพื่อให้ นักเรียน เกิดความสนใจในการเรียนรู้ 2. ควรมีการพัฒนาและสร้างเกมการศึกษา เรื่องเทคนิคการระบายสีน้ำ เพื่อให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ที่สนุกสนานเพลิดเพลินไปพร้อมกับการฝึกทักษะการวาดภาพ และให้ง่ายต่อ การศึกษาเนื่อ หาประวัติความเป็นมาของสีน้ำ และศิลปินที่เกี่ยวข้อง


39 3. ควรทำการศึกษาสังเกตพัฒนาการของนักเรียน เพื่อนำแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ เพื่อ พัฒนาสุนทรียภาพนี้ไปพิสูจน์ต่อในการสร้างสุนทรีภาพในลำดับที่สูงขึ้นกว่างานวิจัยเล่มนี้ 4. ควรทำการเปรียเทียบผลสัมฤทธิ์เรื่อง การระบายสีน้ำ ระหว่างกลุ่มที่ได้เรียนโดยการ จัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning กับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนตามปกติ 5. ควรนำการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Active Learning ไปทดลองกับนักเรียนในระดับ ชั้นอื่น เพื่อเป็นการเผยแพร่ ปรับปรุงพัฒนาการสอนให้ดีและมีคุณภาพยิ่งขึ้น


40 บรรณานุกรม กมล โพธิเย็น. (2564). Active Learning : การจัดการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์การจัดการศึกษาในศตวรรษ ที่ 21. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 19(1) น. 11 – 28. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551.กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว โกศล พิณกุล. (2541). เทคนิคการระบายสีน้ำ. กรุงเทพฯ: ดีแอลเอส. ชรินทร ชะเอมเทส. (2561). การใช้รูปแบบการสอน Active Learning เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนวิชาการบัญชีบริหาร สำหรับผู้เรียนระดับ ปวส. 2 สาขาการบัญชี. รายงานการ วิจัยชั้นเรียนวิทยาลัยอาชีวศึกษาสันติราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์ฯ. กรุงเทพฯ : วิทยาลัย อาชีวศึกษาสันติราษฎร์ ในพระอุปถัมภ์ฯ. ชุมพล สุวิเชียร และคณะ. (2561). การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning โดย ใช้รูปแบบ SANO Model สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียนหนองโสน พิทยาคม. รายงานวิจัยในโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมแลกเป้าของสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. โชติก ศรชัยชนะ. (2551). ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการวาดภาพสีน้ำและความพึงพอใจของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้วิธีการสอนของอารี สุทธิพันธุ์. ปริญญานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (ศิลปศึกษา). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. (2526). การทดสอบแบบอิงเกณฑ์:แนวคิดและวิธีการ. กรุงเทพฯ: ภาควิชาพื้นฐานการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พิมพันธ์ เดชะคุปต์.(2544). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ.กรุงเทพฯ : เดอะมาสเตอร์ กรุ๊ปแมนเนจเม้นท์. พิมพ์พรรณ เทพสุเมธานนท์, นุชนาถ สุนทรพันธุ์ และนวลลออ แสงสุข. (2544). ความรู้เบื้องต้นด้าน การศึกษา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง. พีรพัฒน์ คำเกิด. (2557). ผลการจัดการเรียนแบบใฝ่รู้ด้วยเทคนิคการคิดเดี่ยวคิดคู่ร่วมกันคิดเทคนิค แบบต่อภาพและการใช้แผนผังทางปัญญาที่มีต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจในการเรียนรายวิชาฟิสิกส์วิศวกรรม 1 ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 6(6) น. 38 – 44.


41 ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2552). ปรัชญาการศึกษาเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 6). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ไพบูลย์ เปานิล. (2546). เอกสารประกอบการอบรม การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม. กรุงเทพฯ : สถาบันราชภัฏจันทรเกษม. วีระยุทธ พรพจน์ธนมาศ. (2550). ความคาดหวังของนักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ใน กรุงเทพมหานครต่อมหาวิทยาลัย. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต (รัฐประศาสนศาสตร์) กรุงเทพฯ : สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. _________. (2558). ปัญหาการศึกษาไทย : การสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษา. วารสาร ศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยทักษิณ, 15(2) น. 48 - 55 ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. (2536). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ ศูนย์ส่งเสริมวิชาการ. ลัดดาวัลย์ สาระภัย. (2560). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพฤติกรรมการเรียนรู้วิชา ชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์แสง ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ กระตือรือร้น (Active Learning). วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตร และการเรียนการสอน). มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. ศักดา ไชกิจภิญโญ. (2548). สอนอย่างไรให้ Active Learning. วารสารนวัตกรรมการเรียนการสอน 2(2), น. 12-15. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.(2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579. กระทรวงศึกษาธิการ. อารี สุทธิพันธ์. (2535). การระบายสีน้ำ. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. อุษณีย์ เทพวรชัย. (2543). การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ เชิงรุกทางการศึกษาพยาบาลในระดับ ปริญญาตรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. Fink, L. D. (1999). Active learning. Retrieved from: http://honolulu.hawaii.edu /intranet/ committees/FacDev/quidebk/teachtip/active.htm.


Click to View FlipBook Version