ค ่ ู ม ื อนิเทศ เรื่อง การวิจัยในชั้นเรียนส าหร ั บคร ู ผ ้ ู สอนระดับชั้นประถมศึกษา เล่มที่ 6การตรวจสอบค ุ ณภาพเคร ื่องม ื อ ว่าที่ร.ต.อนันต์ชัย รติวรรธนันท์ ศึกษานิเทศก์ กล ุ่มน ิ เทศ ต ิ ดตาม และประเมน ิ ผล ส านักงานศึกษาธิการจังหวัดเชียงใหม่ ส านักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ค าน า คู่มือนิเทศเรื่องการวิจยัในช้นัเรียนส าหรับครูผูส้อนระดบัช้นั ประถมศึกษาเล่มน้ีไดจ้ดัทา ข้ึนโดยมี วตัถุประสงค์เพื่อเป็นเครื่องมือประกอบการนิเทศกบัครูผูส้อนระดบัช้นั ประถมศึกษาผู้บริหาร และผู้สนใจ ใหม้ีความรู้ความเขา้ใจเกี่ยวกบัหลกัการวจิยัในช้นัเรียน ท้งัน้ีขา้พเจาได้ ้ เรียบเรียงความรู้จากเอกสาร หนังสือ ตา ราของนกัการศึกษาหลายๆท่าน รวมท้งัประสบการณ์จากการปฏิบัติหน้าที่ด้านการนิเทศ การเป็ นวิทยากร มาสอดแทรกแนวคิด ทฤษฏี และหลกัการปฏิบตัิเพื่อให้ง่ายต่อการอ่านและทา ความเขา้ใจ และที่ส าคญั สามารถนา ไปสู่การปฏิบัติจริงได้ เน้ือหาของคู่มือนิเทศมีท้งัหมด 10 เล่ม ในเล่มน้ีจะเป็นเล่มที่6 เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ รายละเอียดในเล่มน้ีจะกล่าวถึงคุณภาพเครื่องมือ ข้นัตอนการพฒันาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ การ ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือเช่น ค่าความยากง่ายคา่อา นาจจา แนกค่าความเชื่อมนั่ค่าความเที่ยงตรงการหา คุณภาพของนวัตกรรม และประโยชน์ของการทดสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในช้นัเรียน ขอขอบคุณคณะครูผูส้อนระดบัช้นั ประถมศึกษาทุกท่าน ที่ได้เขา้ร่วมสนับสนุนการเก็บรวบรวม ขอ้มูลและใหข้อ้เสนอแนะที่เป็นประโยชน์จนกระทงั่การดา เนินงานสา เร็จลุล่วงไปไดด้ว้ยดี ขอขอบคุณผบู้ริหารและคณะศึกษานิเทศก์ส านกังานศึกษาธิการจงัหวดัเชียงใหม่ทุกท่าน ที่ไดร้่วม ปฏิบัติงาน ให้ข้อคิด และข้อเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการจดัทา คู่มือนิเทศเรื่องการวิจยัในช้นั เรียน ทา้ยน้ีขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา ครอบครัวญาติมิตร ตลอดจนภรรยาและบุตรสาวและ บุตรชาย ที่ใหก้า ลงัใจในการทา งานมาโดยตลอด และจนผลงานสา เร็จไปไดด้ว้ยดี หวงัเป็นอย่างยิ่งว่าคู่มือนิเทศเล่มน้ีจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ครูผู้สอนระดับช้ันประถมศึกษา ผูบ้ริหารสถานศึกษาผูท้ี่สนใจ ตลอดจนผูเ้กี่ยวขอ้งทางการศึกษาทุกฝ่าย หากมีขอ้บกพร่องประการใด ขอ ความกรุณาโปรดใหค้า ช้ีแนะจกัเป็นพระคุณยิ่งและพร้อมที่จะนา ขอ้เสนอแนะน้นัมาปรับปรุงให้คู่มือนิเทศ เล่มน้ีมีความสมบูรณ์ถูกตอ้งยงิ่ข้ึนต่อไป อนันต์ชัย รติวรรธนันท์ ศึกษานิเทศก์
สารบัญ หน้า ค าน า 1 สารบัญ 2 คา ช้ีแจง 3 คา แนะนา การศึกษาคู่มือนิเทศเรื่องการวจิยัในช้นัเรียน เล่มที่6 4 วตัถุประสงคข์องการจดัทา คู่มือนิเทศเรื่องการวิจยัในช้นัเรียน เล่มที่6 5 โครงสร้างคู่มือนิเทศเล่มที่6 เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 6 รายละเอียดข้นัตอนการศึกษาคู่มือนิเทศเล่มที่6 เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 7 เงื่อนไขสู่ความสา เร็จ 8 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 9 คุณภาพเครื่องมือ 9 ข้นัตอนการพฒันาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 12 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 15 การหาคุณภาพของนวัตกรรม 36 ประโยชน์ของการทดสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัย 50 ค าถามทบทวนความรู้ 51 บรรณานุกรม 52
ค าชี้แจง คู่มือนิเทศเล่มที่6 เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ส าหรับครูผสู้อนระดบัช้นั ประถมศึกษาเล่ม น้ีมีลกัษณะเป็นเอกสารส าหรับการศึกษาด้วยตนเองหรือใช้ประกอบการนิเทศ เน้ือหาสาระภายในคู่มือ นิเทศเล่มที่6 ประกอบด้วยเน้ือหาที่เกี่ยวขอ้งกบั ประเด็นข้นัตอนการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ เช่น ค่าความยากง่ายค่าอา นาจจา แนกค่าความเชื่อมนั่ค่าความเที่ยงตรง การหาคุณภาพของนวัตกรรม และประโยชน์ของการทดสอบคุณภาพของเครื่องมือวิจัยส าหรับใช้เป็ น แนวทางให้ครูผสู้อนระดบัช้นั ประถมศึกษา หรือครูผสู้อนที่สนใจสามารถนา ความรู้ที่ไดร้ับจากคู่มือ นิเทศไปใชพ้ฒันาตนเอง พฒันาการจดักิจกรรมการเรียนการสอนโดยใชก้ารวิจยัในช้นัเรียนเป็นฐาน ส่งผล ให้สามารถจดักิจกรรมการเรียนการสอนไดอ้ย่างหลากหลายและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ อยา่งมีความสุข การจดัทา คู่มือนิเทศเรื่องการวจิยัในช้นัเรียน มีวตัถุประสงคส์า คญัดงัน้ี 1. เพื่อให้ครูผูส้อนระดบัช้นั ประถมศึกษาได้มีเอกสารไว้ศึกษาเน้ือหาถึงหลักการวิจัยใน ช้นัเรียนที่ ถูกต้องได้ 2. เพื่อให้ครูผูส้อนระดบัช้นั ประถมศึกษาสามารถน าความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาด้วยตนเองและ จากการนิเทศติดตาม ไปใชใ้นการพฒันากิจกรรมการเรียนการสอนโดยใชก้ารวจิยัใน ช้นัเรียนเป็นฐานได้ 3. เพื่อให้ครูผสู้อนระดบัช้นั ประถมศึกษาสามารถน าความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาเน้ือหาดว้ยตนเอง และจากการนิเทศติดตาม ไปผลิตงานวิจัยในช้ันเรียนที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักวิชา และสามารถ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงองคค์วามรู้ที่คน้พบกบัคณะครูคนอื่นๆต่อไปได้ เน้ือหาของคู่มือนิเทศเล่มที่6 เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ จะประกอบด้วย ค าแนะน า การศึกษาคู่มือนิเทศวตัถุประสงคข์องการจดท า ัเน้ือหาสาระและค าถามทบทวนความรู้ครูผูส้อนระดบัช้นั ประถมศึกษาตอ้งศึกษาเน้ือหาด้วยตนเองทุกเล่ม โดยเริ่มตน้ ศึกษาจากคู่มือการใช้คู่มือนิเทศก่อน เพื่อทา ความเขา้ใจในรายละเอียดในภาพรวมของคู่มือนิเทศท้งั 10 เล่ม เมื่อทา การศึกษาคู่มือการใชคู้่มือ นิเทศจนมีความเข้าใจดีแล้ว ครูผูส้อนระดบัช้นั ประถมศึกษาสามารถที่จะศึกษาเน้ือหาในเล่มใดก่อนหรือ หลงัก็ไดต้ามความตอ้งการของตนเอง เนื่องจากคู่มือนิเทศแต่ละเล่มน้นัมีเน้ือหาสาระที่จบสมบูรณ์ภายใน ตวัเอง เมื่อไดศ้ึกษาเน้ือหาในแต่ละเล่มเสร็จเรียบร้อยแลว้ควรทา คา ถามทบทวนความรู้ เพื่อให้การศึกษา ดว้ยตนเองไดผ้ลดียงิ่ข้ึน สามารถที่จะพฒันาตนเองในเรื่องการวจิยัในช้นัเรียนไดเ้ตม็ตามศกัยภาพ อนันต์ชัย รติวรรธนันท์ ศึกษานิเทศก์
ค าแนะน าการศึกษา คู่ม ื อนิเทศเล่มที่ 6 เร ื่องการตรวจสอบคุณภาพเคร ื่องม ื อ เพื่อให้การศึกษาคู่มือนิเทศเล่มที่6 เรื่ อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ได้ผลเต็มศักยภาพ ครูผสู้อนระดบัช้นั ประถมศึกษาควรปฏิบตัิตามข้นัตอนต่อไปน้ี 1. ศึกษาคา ช้ีแจงของคู่มือนิเทศเล่มที่6 เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือเพื่อจะได้เห็นความ จ าเป็ นในการศึกษา และความส าคัญของเล่มที่6 เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ท่านกา ลงัจะศึกษา รวมท้งัไดท้ราบวา่เมื่อศึกษาเน้ือหาครบตามที่กา หนดแลว้ท่านจะไดร้ับการพฒันาไปจุดใด 2.ศึกษาสาระส าคัญจากคู่มือนิเทศเล่มที่6 เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือเพื่อให้เกิดความ ชา นาญและมีความรู้ความเขา้ใจ ตลอดจนสามารถนา ไปประยกุตใ์ชใ้หเ้กิดประโยชน์สูงสุดต่อไป 3.ขณะศึกษาคู่มือนิเทศเล่มที่6 เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือผู้ศึกษาควรบันทึกสาระส าคัญ และความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกบัเรื่องที่ศึกษาไว้เพื่อช่วยให้การศึกษาเน้ือหาไดดี้ข้ึน และได้มีโอกาสคิด วิเคราะห์ และพัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเอง 4. ทา คา ถามทบทวนความรู้หลังศึกษาเน้ือหาด้วยตนเอง แล้วตรวจคา ตอบของตนเองจากแนว ทางการตอบค าถาม โดยกา หนดเกณฑ์การผ่านร้อยละ 80 ข้ึนไป (8 คะแนนข้ึนไปจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน) เพื่อจะไดท้ราบวา่ตนเองมีความรู้ความสามารถผา่นเกณฑ์ที่กา หนดไว้หรือไม่ถา้ส่วนใดยงัไม่ เขา้ใจใหท้บทวนใหม่เฉพาะส่วนน้นั ใหเ้ขา้ใจ
วตัถุประสงค ์ ของการจัดทา คู่ม ื อนิเทศเล่มที่ 6 เร ื่องการตรวจสอบคุณภาพเคร ื่องม ื อ การจัดท าคู่มือนิเทศเล่มที่6 เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือมีวตัถุประสงคส์า คญัดงัน้ี 1. เพื่อให้ครูผสู้อนระดบัช้นั ประถมศึกษาได้มีเอกสารอ่านเพิ่มเติมไว้ศึกษาเน้ือหาถึงหลักการวิจัยใน ช้นัเรียนที่ถูกตอ้งได้ 2. เพื่อให้ครูผูส้อนระดบัช้นั ประถมศึกษามีความรู้ ความเข้าใจในหลกัการและความรู้พ้ืนฐานใน เรื่องของการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใชใ้นการวิจยัในช้นัเรียน 3. เพื่อให้ครูผสู้อนระดบัช้นั ประถมศึกษาสามารถน าความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาเน้ือหาดว้ยตนเอง และจากการนิเทศติดตาม ไปใชใ้นการพฒันากิจกรรมการเรียนการสอนโดยใชก้ารวิจยัในช้นัเรียนเป็นฐาน ได้ 4. เพื่อให้ครูผสู้อนระดบัช้นั ประถมศึกษาสามารถน าความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาเน้ือหาดว้ยตนเอง และจากการนิเทศติดตาม ไปผลิตงานวจิยัในช้นัเรียนที่มีคุณภาพ ถูกต้องตามหลักวิชาได้ 5. เพื่อให้ครูผูส้อนระดบัช้นั ประถมศึกษาสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงองค์ความรู้ที่ค้นพบจากการ ทา วจิยัในช้นัเรียนกบัคณะครูคนอื่นๆต่อไปได้
โครงสร้าง คู่ม ื อนิเทศเล่มที่ 6 เร ื่องการตรวจสอบคุณภาพเคร ื่องม ื อ ในการจัดท าคู่มือนิเทศเล่มที่6 เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือคร้ังน้ีได้ด าเนินการตามกรอบ โครงสร้างหลักดงัต่อไปน้ี รายละเอียดขั้นตอนการศึกษา ค าน า ค าชี้แจง ค าแนะน าการศึกษา คู่ม ื อนิเทศ เล่มที่6 วตัถุประสงค ์ ของการจัดทา คู่ม ื อนิเทศ เล่มที่6 รายละเอียดเนื้อหา คู่ม ื อนิเทศ เล่มที่6 คา ถามทบทวนความรู้ บรรณานุกรม
คู่ม ื อนิเทศเล่มที่ 6 เร ื่องการตรวจสอบคุณภาพเคร ื่องม ื อ เนื่องจากคู่มือนิเทศเล่มที่6 เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือมีลักษณะเป็ นเอกสารศึกษาเน้ือหา ด้วยตนเอง เพื่อให้ผู้รับการนิเทศสามารถเรียนรู้จากคู่มือนิเทศเรื่องการวิจยัในช้นเรียน ัแต่ละเล่มไดอ้ยา่งมี ประสิทธิภาพ จึงควรปฏิบตัิตามข้นัตอนต่อไปน้ี 1. ศึกษาคา ช้ีแจงของคู่มือนิเทศเล่มที่6 เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 2.ศึกษาสาระส าคัญจากคู่มือนิเทศเล่มที่6 เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 3.ขณะศึกษาคู่มือนิเทศเล่มที่6 เรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือผู้ศึกษาควรบันทึกสาระส าคัญ และความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกบัเรื่องที่ศึกษาไว้ 4. ทา คา ถามทบทวนความรู้หลังศึกษาเน้ือหาด้วยตนเอง แล้วตรวจคา ตอบของตนเองจากแนว ทางการตอบค าถาม เมื่อได้เรียนรู้จากคู่มือนิเทศเรื่องการวิจยัในช้นัเรียน เล่ม 1 – เล่ม 10 จบแลว้จึงร่วมกิจกรรมตาม ช่วงเวลาปฏิบตัิกิจกรรมระยะที่3 และระยะที่ 4 ต่อไป โดยมีศึกษานิเทศก์เป็นผูน้ิเทศ ช่วยเหลือแนะนา วิธี ปฏิบตัิกิจกรรม
เง ื่อนไขสู่ความส าเร็จ การศึกษาเน้ือหาด้วยตนเองจากคู่มือนิเทศเล่มที่6 เรื่ อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่ องมือ ตาม รู ปแบบที่เสนอไว้ เป็ นการศึกษาเน้ือหาโดยเน้นการศึกษาด้วยตนเอง และมีการนิเทศ ติดตามจาก ศึกษานิเทศกเ์ป็นระยะ ดงัน้นัเงื่อนไขที่ช่วยใหป้ระสบผลสา เร็จ มีดงัน้ี 1. มีความซื่อสัตยต์ ่อตนเอง โดยการไม่ดูแนวคา ตอบในขณะที่ทา ค าถามทบทวนความรู้ทา้ยเล่มแต่ ละเล่ม เพื่อเป็นการตรวจสอบความรู้ของตนเองวา่มีขอ้ควรพฒันาในเรื่องหรือ ประเด็นใด 2.ศึกษาเน้ือหาด้วยตนเองเป็ นระยะ สม่า เสมอและต่อเนื่อง มีการนา ความรู้ที่ได้ศึกษาด้วยตนเอง น้นัไปปฏิบตัิจริงโดยการพฒันากิจกรรมการเรียนการสอนโดยใชก้ารวิจยัในช้นัเรียนเป็นฐาน และหากมีขอ้ สงสัยในเน้ือหา ให้สอบถามจากศึกษานิเทศก์ผ่านช่องทางการสื่อสารหลายรูปแบบตามที่ศึกษานิเทศก์ได้ แนะน าไว้ 3.ศึกษาเน้ือหาเรื่อง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ เพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายตามที่ ศึกษานิเทศก์ไดแ้นะนา ไว้รวมท้งัการสอบถามจากเพื่อนครูที่มีความรู้ความสามารถ เข้าอบรมเพื่อพัฒนา ตนเองอยา่งสม่า เสมอ
บทที่ 6 การตรวจสอบคุณภาพเคร ื่องม ื อ คุณภาพของเครื่องมือวิจยัเป็นปัจจยัประการหน่ึงที่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของผลการวิจยัในช้ัน เรียน ในกรณีที่เครื่องมือวจิยัมีคุณภาพ รวมท้งัผูใ้ชเ้ครื่องมือมีความรู้และทกัษะในการใชเ้ครื่องมือวิจยัน้นัๆ ค่าที่ได้ย่อมมีความคลาดเคลื่อนจากการวัดน้อยมาก ซึ่ งการพัฒนาเครื่องมือวิจัยให้มีคุณภาพจ าเป็ นต้อง พฒันาตามข้นัตอนการพฒันาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจยัสอดคลอ้งกบัคา กล่าวของ บุญใจศรีสถิต นรากูร(2555 , หนา้15) ที่ไดก้ล่าวถึงข้นัตอนการพฒันาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจยั ควรมีลักษณะ ดงัต่อไปน้ี คุณภาพเครื่องมือ 1. ความตรง (Validity) ความตรงของเครื่องมือวิจัย (Instrument validity) เป็นคุณสมบตัิส าคญัของเครื่องมือวิจยัที่ไม่ยิ่ง หย่อนกว่าคุณสมบตัิดา้นความเที่ยงของเครื่องมือวิจยั ความตรงของเครื่องมือวิจัย จ าแนกเป็ น 3 ประเภท ดงัน้ี 1.1 ความตรงตามเน้ือหา (Content validity) หมายถึง วดัได้ตรงกบัเน้ือหาที่ตอ้งการวดั เครื่องมือวจิยัที่มีความตรงตามเน้ือหา หมายถึง เครื่องมือวจิยัวดัไดต้รงกบัสิ่งที่ตอ้งการวดัหรือวดัไดต้รงกบั จุดมุ่งหมายที่ตอ้งการวดั 1.2 ความตรงตามโครงสร้าง (Construct validity) หมายถึง วัดได้ตรงตามโครงสร้างทฤษฎี เครื่องมือวิจัยที่มีความตรงตามโครงสร้าง หมายถึง เครื่องมือวิจัยที่สามารถวัดคุณลักษณะได้ตรงตาม โครงสร้างทฤษฎี 1.3 ความตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ (Criterion-related reliability) หมายถึง เครื่องมือวัดได้ ตรงตามเกณฑ์ภายนอก ซึ่งความตรงตามเกณฑส์ ัมพนัธ์จา แนกเป็น 2 ประเภท ไดแ้ก่ 1.3.1 ความตรงตามสภาพปัจจุบัน (Concurrent validity) หมายถึง เครื่องมือสามารถ วดัคุณลกัษณะไดต้รงกบัสภาพที่เป็นจริงในปัจจุบนัเช่น เครื่องมือวดัความเจ็บปวดบาดแผลผา่ตดัที่มีความ ตรงตามสภาพปัจจุบัน เมื่อนา เครื่องมือไปวดัระดบัความเจ็บปวดบาดแผลผ่าตดักบัผูป้่วยที่ได้รับการทา ผา่ตดัสามารถวดัไดต้รงกบัระดบัความเจบ็ ปวดบาดแผลผา่ตดัที่เป็นจริง ณ ปัจจุบนั 1.3.2 ความตรงตามการพยากรณ์ (Predictive validity) หมายถึง เครื่องมือสามารถ ทา นายหรือพยากรณ์คุณลกัษณะที่จะเกิดข้ึนในอนาคต หรือเครื่องมือสามารถทา นายหรือพยากรณ์สภาพ ความเป็นจริงที่จะเกิดข้ึนในอนาคต เช่น หากแบบทดสอบมีความตรงตามการพยากรณ์เมื่อนา แบบทดสอบ ไปสอบคดัเลือกเขา้ศึกษา คะแนนสอบคดัเลือกสามารถทา นายผลสัมฤทธ์ิการเรียนของผูส้อนไดแ้ม่นยา
กล่าวคือ ผูส้อบคดัเลือกที่ได้คะแนนสูง ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก็สูงด้วย หรือคะแนนสอบคดัเลือกมี ความสัมพนัธ์ทางบวกกบัผลสัมฤทธ์ิการเรียน โดยค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพนัธ์เพียร์สันเขา้ใกลค้่า 1.00 2. ความเที่ยง (Reliability) ความเที่ยง หมายถึง ความสม ่าเสมอ (Consistency) หรือความคงที่ (Stability)ของค่าที่วดัไดโ้ดยใช้ เครื่องมือเดิม (Same instrument) วดัจากกลุ่มตวัอย่างกลุ่มเดิม (Same sample)และวดัในพ้ืนที่เดิม (Same setting) ประเภทความเที่ยง (Types of reliability)แบ่งได้ดงัน้ี 2.1 ความเที่ยงโดยวิธีวิเคราะห์ค่าความสอดคลอ้งภายใน (Internal consistency reliability) หมายถึงความสอดคลอ้งของคา ถามในแบบสอบถาม หากคา ถามแต่ละขอ้วดัคุณลกัษณะเดียวกนัหรือเป็น ค าถามเอกพันธ์ (Homogeneity)และกลุ่มตวัอยา่งแต่ละคนตอบคา ถามแต่ละขอ้ในทิศทางเดียวกนัจะทา ให้ เครื่องมือวิจัยหรือแบบสอบถามมีความสอดคล้องภายใน และมีผลทา ใหเ้ครื่องมือมีค่าความเที่ยงสูง 2.2 ความเที่ยงโดยวธิีทดสอบซ้า (Test-retest reliability) หมายถึงความคงที่ของค่าที่วดัได้ เมื่อน าเครื่องมือเดิม (Same instrument) ไปวดัซ้า ในช่วงเวลาที่ต่างกนั (Repeated measure) โดยวดักบักลุ่ม ตวัอยา่งเดิม (Same subjects) และความเที่ยงโดยวิธีทดสอบซ้า (Test-retest reliability) เป็ นการตรวจสอบ ความคงที่ในการวัด (Stability of measurement) เรียกอีกชื่อวา่ Stability reliability 2.3 ความเที่ยงการสังเกต (Reliability of observation) หมายถึง ความสม ่าเสมอหรือความ คงที่ของค่าการสังเกตซ่ึงสังเกตโดยผูส้ ังเกตกลุ่มเดิม สังเกตสิ่งเดิม และใช้เครื่องมือเดิม ในกรณีเป็ นการ ประเมิน เรียกวา่ความเที่ยงการประเมิน (Rater reliability) 2.4 ความเที่ยงของเครื่องมือคู่ขนาน หมายถึง ความเท่าเทียมกันของค่าที่วดัได้จาก เครื่องมือวิจยั2 ฉบบัที่คู่ขนานซ่ึงวดัตวัแปรเดียวกนัหรือวดัคุณลกัษณะเดียวกนั Parallel-forms reliability เรียกอีกชื่อวา่ Equivalence-forms reliability 3. ความยากและอ านาจจ าแนก (Difficulty and Discrimination power) ความยากของแบบทดสอบ หมายถึง สัดส่วนของผูต้อบขอ้ สอบที่ตอบไดถู้กตอ้งในจา นวนผู้ตอบ ท้ังหมด แบบทดสอบที่ดีต้องมีระดับความยากเหมาะสมกับสติปัญญาของผู้สอบ ลักษณะวิชาและ วัตถุประสงค์การวัดผล อ านาจจ าแนกของแบบทดสอบ หมายถึง คุณลักษณะของแบบทดสอบที่สามารถจ าแนกความ แตกต่างของกลุ่มผูเ้รียนเป็น 2กลุ่ม ไดแ้ก่กลุ่มเก่งและกลุ่มอ่อน หรือกลุ่มผูเ้รียนที่ไดค้ะแนนสูงและกลุ่ม ผูเ้รียนที่ได้คะแนนต่า แบบทดสอบที่มีอา นาจจา แนก หมายถึง ผูเ้รียนกลุ่มเก่งทา ข้อสอบฉบบัน้ันๆ ได้ ถูกตอ้งมากกวา่ผเู้รียนกลุ่มอ่อน แบบทดสอบที่ดีต้องอ านาจจ าแนกสูง 4. ความเป็ นปรนัย (Objectivity) ความเป็ นปรนัย หมายถึง เครื่องมือที่มีคุณลกัษณะ3 ประการไดแ้ก่
4.1 เขา้ใจความหมายได้ตรงกนัทุกคน หมายถึง คา ช้ีแจงหรือคา สั่งคา ถาม และตวัเลือก รวมท้ังเรียบเรียงประโยคโดยใช้ส านวนภาษาที่อ่านเข้าใจง่าย ไม่ว่าบุคคลใดก็ตามที่อ่าน จะเข้าใจ ความหมายตรงกนัทุกคน 4.2 ค่าหรือคะแนนที่วดัไดเ้ท่ากนัหมายถึง ไม่ว่าบุคคลใดก็ตามที่เป็นผูต้รวจคา ตอบใน แบบทดสอบ ในกรณีที่ไม่มีความผิดพลาดจากการตรวจคะแนนที่ตรวจไดจ้ะเท่ากนั แบบทดสอบที่มีความ เป็ นปรนัยสูง คือ แบบทดสอบเลือกตอบ (Multiple choice test) ส่วนแบบทดสอบที่มีความเป็นปรนยัต่า ไดแ้ก่แบบทดสอบบรรยาย (Essay test) 4.3 แปลความหมายคะแนนได้ตรงกนัหมายถึง ไม่ว่าบุคคลใดก็ตามที่แปลความหมาย คะแนน จะแปลความหมายไดต้รงกนัทุกคน 5. ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) ความมีประสิทธิภาพของเครื่องมือ หมายถึง เครื่องมือน้นันอกเหนือจากนา มาใชร้วบรวมขอ้มูลตาม จุดมุ่งหมายแลว้ยงัใชเวลาน้อยและใช้งบประมาณน้อย ้ 6. ความไว (Sensitivity) ความไวของเครื่องมือ หมายถึง เครื่องมือที่สามารถวดัค่าไดล้ะเอียด มีความไวในการตรวจจบัหรือ วินิจฉัย (Detect) สามารถวดัค่าที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมแมเ้พียงเล็กนอ้ยไดถู้กตอ้ง 7. ความเป็ นมิติเดียวหรือเอกมิติ (Unidimensionality) ความเป็ นมิติเดียวของเครื่องมือ หรือความเป็ นเอกมิติ หมายถึง ค าถามในเครื่องมือวัดคุณลักษณะ เดียวกนัหรือเป็นคา ถามเอกพนัธ์(Homogeneity) 8. ความง่ายในการใช้(Simplicity) คุณลกัษณะของเครื่องมือวิจยัที่ดีอีกประการหน่ึงคือ ใช้ง่าย ข้นัตอนไม่ยุ่งยาก และแปลผลง่าย รวมท้งัพกพาไดส้ะดวก
ข้ันตอนการพฒันาและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ บุญใจ ศรีสถิตนรากูร (2555 , หน้า 20) ได้อธิบายถึงข้นัตอนการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพ เครื่องมือวิจัย (Development and validation of research instruments) ให้ดา เนินตามข้นตอนดั ังต่อไปน้ี ข้นัที่1 นิยามแนวคิดของตวัแปร (Define the Concept of Variable) ตัวแปรที่ศึกษาต้องมีแนวคิด (Concept) ทฤษฎี (Theory) ที่อธิบายความหมายตัวแปร หรือนิยามตัว แปรโดยเป็นความหมายตามเน้ือหาที่กล่าวในทฤษฎีซ่ึงเรียกวา่นิยามเชิงทฤษฎี(Conceptual definition) ข้นัที่2 นิยามเชิงปฏิบตัิการ(Define the Operational Definition) นิยามเชิงทฤษฎีของตัวแปรโครงสร้าง (Construct variable) มีความหมายนามธรรม (Abstract concept)ไม่สามารถวดัหรือสังเกตโดยตรง ตอ้งเขียนนิยามเชิงปฏิบตัิการ (Operational definition) ค านิยามเชิงปฏิบตัิการของตวัแปร ตอ้งเป็นคา นิยามที่สอดคลอ้งกบัแนวคิด ทฤษฎีของตวัแปรการ เขียนค านิยามเชิงปฏิบัติการ ต้องเขียนในลักษณะที่สามารถประเมินได้วดัค่าได้หรือสังเกตได้เช่น วดัค่า หรือสังเกตจากอากปักิริยา พฤติกรรม การกระทา หรือการปฏิบตัิท่าทางและคา พูด เป็นตน้รวมท้งัระบุดว้ย วา่ ใครเป็นผแู้สดงอากปักิริยาพฤติกรรม การกระทา ท่าทาง หรือค าพูด ข้นัที่3ออกแบบมาตรวดั (Design the Scale) การออกแบบมาตรวดัควรเลือกมาตรวดัให้เหมาะสมกบัตวัแปรที่ตอ้งการสร้างเครื่องมือเช่น ตวั แปรเจตคติต่อวิชาชีพ มาตรวดัที่เหมาะสมคือ มาตรวดลิเคิร์ท ( ั Likert scale) ตวัแปรความคิดเห็นเกี่ยวกบั สภาพแวดลอ้มในการทา งาน มาตรวดัที่เหมาะสมคือ มาตรประมาณค่า (Rating scale) และตัวแปรความ เจ็บปวด (Pain) มาตรวัดที่เหมาะสมคือ Visual analog scale ข้นัที่4ร่างคา ถามและเรียงลา ดบัคา ถาม (Drafting and Sequence the Items) 4.1 การร่างคา ถาม เครื่องมือวิจัยวัดตัวแปรที่มีความหมายซับซ้อน เข้าในยาก นิยามเชิงทฤษฎีเป็ นนามธรรม ต้อง วัดโดยใช้ค าถามจ านวนหลายข้อ (Multiple-item measure) ไม่วดัโดยใชค้า ถามเดียว (Single-item measure) การร่างคา ถามให้สอดคล้องและครอบคลุมคา นิยามเชิงปฏิบตัิการไม่ง่ายนักโดยเฉพาะผูเ้ริ่มทา วิจยัเป็น นกัวจิยัมือใหม่และขาดประสบการณ์การสร้างเครื่องมือ 4.2 คุณลักษณะค าถามที่ดี 4.2.1 การเรียงประโยค ข้อความมีความกระชับ ชัดเจน จับใจความ 4.2.2 คา ถามแต่ละคา ถามมีความหมายเดียว 4.2.3 ใช้ค าหรือส านวนภาษาเหมาะสมกบัสถานะภาพทางสังคมของกลุ่มตวัอยา่ง 4.2.4 เรียบเรียงประโยคในลักษณะประธานเป็ นผู้กระท ากริยา (Active voice) หลีกเลี่ยง การเรียบเรียงประโยคในลักษณะประธานเป็ นผู้ถูกกระท า (Passive voice) เช่น Active voice : ผู้บริหารประเมินผลการปฏิบัติงานผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยความ ยุติธรรม
Passive voice : ผู้ใต้บังคับบัญชาได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงานด้วยความ ยุติธรรมจากผู้บริหาร 4.2.5 ไม่ใชค้า ถามช้ีนา 4.2.6 ไม่ใชค้า ปฏิเสธซอ้นปฏิเสธเช่น ฉนั ไม่เคยปฏิเสธไม่ไปเลือกต้งั 4.2.7 คา ถามไม่ซ้า ซอ้นกบัคา ถามขอ้อื่นๆ 4.2.8 ไม่ถามเรื่องส่วนตวัเกินขอบเขต 4.2.9 ไม่ถามเรื่องที่ทา ใหผ้ตู้อบมีความลา บากใจหรือรู้สึกเขินอายในการตอบ 4.2.10 ค าถามสอดคล้องและครอบคลุมค านิยามเชิงปฏิบัติการของตัวแปร ข้นัที่5 เสาะหาผเู้ชี่ยวชาญ (Seek the Content Experts) การตรวจความตรงตามเน้ือหาที่ใช้กนัอยู่ในปัจจุบนัยงัไม่ปรากฏว่ามีวิธีการใดที่มีความ เป็ นปรนัย (Objectivity) เนื่องจากเป็ นการพิจารณาโดยใช้ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ (Panel of experts) ซึ่ง เป็ นวิธีที่มีความเป็ นอัตนัย (Subjectivity) ดังน้ัน เพื่อให้ผูเ้ชี่ยวชาญตรวจความตรงตามเน้ือหาว่ามีความ เหมาะสมหรือไม่จา เป็นตอ้งใหค้วามสา คญักบัการเสาะหาผเู้ชี่ยวชาญ ข้นัที่6 พิจารณาความตรงตามเน้ือหา (Content Validity Judgment) นา แบบสอบถามและโครงร่างวิจยัฉบบัยอ่ ให้ผูเ้ชี่ยวชาญตรวจความตรงตามเน้ือหาคา นวณ ค่าดชันีความตรงตามเน้ือหา และปรับปรุงคา ถามตามขอ้เสนอของผเู้ชี่ยวชาญ ข้นัที่7 นา เครื่องมือไปทดลองใชเ้บ้ืองตน้ (Preliminary Item Tryout) นา เครื่องมือที่ไดป้รับปรุงคา ถามตามคา แนะนา ของผูเ้ชี่ยวชาญไปทดลองใชก้บักลุ่มตวัอยาง่ ที่มีคุณลกัษณะเหมือนกบั ประชากรของงานวิจัย และสภาพพ้ืนที่ที่เหมือนกบังานวิจยัแต่ไม่ใช่เป็นตวัอยา่ง กลุ่มเดียวกนักบักลุ่มตวัอย่างของงานวิจยั โดยข้นัตอนดงักล่าวมีวตัถุประสงคส์ าหรับการนา เครื่องมือไป ทดลองใชไ้ดแ้ก่ เพื่อวิเคราะห์รายขอ้และวิเคราะห์ค่าความเที่ยงของเครื่องมือ(Item analysis and reliability analysis) เพื่อศึกษาเวลาที่กลุ่มตวัอยา่งใชใ้นการตอบแบบสอบถามเพื่อคดัเลือกคา ถามที่ขาดความชดัเจน และอ่านเขา้ใจยากมาปรับปรุง และเพื่อคดัคา ถามที่ไม่เหมาะสมออก ข้นัที่8 วเิคราะห์รายขอ้และค่าความเที่ยง (Item Analysis and Reliability) การวิเคราะห์รายข้อ (Item Analysis) เป็นวิธีที่ใชต้รวจแบบแผนการตอบคา ถามแต่ละขอ้ ของกลุ่มตวัอยา่ง จุดประสงคข์องการวิเคราะห์รายขอ้คือการหาค่าความสอดคลอ้งภายใน โดยวิเคราะห์ค่า สหสัมพนัธ์ระหวา่งคา ถามแต่ละขอ้ (Inter-item total correlation)และค่าสหสัมพนัธ์ระหวา่งคา ถามแต่ละขอ้ กบัคา ถามรวมท้งัฉบบั (Corrected item total correlation) เพื่อคดัเลือกคา ถามที่ไม่ตรงตามเกณฑ์ออกและ คดัเลือกคา ถามที่ตรงตามเกณฑ์มาจดัทา เป็นแบบสอบถามฉบบัที่ใช้รวบรวมขอ้มูลจากกลุ่มตวัอย่างของ งานวิจัย ข้นัที่9 นา เครื่องมือไปใชใ้นภาคสนาม (Perform a Field Test)
ในกรณีค่าความเที่ยงของเครื่องมือผ่านเกณฑ์ให้นา แบบสอบถามไปใชใ้นภาคสนามโดย นา ไปใช้กบักลุ่มตวัอย่างขนาดใหญ่ที่เป็นตวัแทนของประชากร โดยใช้ขนาดตวัอย่าง 100-200 คน หาก เป็นไปได้ควรใช้ขนาดตวัอย่าง 400คน ในกรณีต้องการให้เครื่องมือวิจัยมีความตรงตามโครงสร้างและมี ความเที่ยงสูงกลุ่มตวัอยา่งไม่ควรนอ้ยกวา่1,000คน หรือใชเ้กณฑ์มาตรฐานทวั่ ไปของขนาดตวัอยา่งคือ10 เท่าของจา นวนขอ้คา ถาม ข้นัที่10 ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ (Conduct Validity Studies) การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือในข้นัน้ีเป็นการตรวจสอบคุณสมบตัิการวดัเชิงจิตวิทยา โดยท าการตรวจสอบความตรงตามโครงสร้าง (Construct validity) และการวิเคราะห์รายข้อและความเที่ยง (Item analysis and reliability)
การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ในการท าวิจัย ควรมีการหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ตามหัวข้อต่างๆ ก่อนหน้าน้ีโดยใน การหาคุณภาพของเครื่องมือน้นัเกียรติสุดาศรีสุข(2552 , หนา้141) ไดก้ล่าวไวว้า่ ครูผู้สอนไม่จา เป็นตอ้ง หาคุณภาพของเครื่องมือครบทุกขอ้การหาคุณภาพของเครื่องมือมีความแตกต่างกนั ไปตามลกัษณะของ เครื่องมือชนิดต่างๆ ดงัน้ี 1.การหาความเที่ยงตรง 2.การหาความเชื่อมนั่ 3.การหาค่าความยากง่ายและอา นาจจา แนก รายละเอียดของการหาคุณภาพเครื่องมือแต่ละอยา่งเป็นดงัน้ี การหาความเที่ยงตรง ส่วนใหญ่การหาความเที่ยงตรงของเครื่องมือที่ใชใ้นการวิจยัจะนิยมใช้2 วิธี คือ การให้ผู้เชี่ยวชาญ พิจารณา และการหาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพนัธ์ระหว่างคะแนนจากเครื่องมือที่สร้างข้ึนกบัคะแนนจาก เครื่องมือที่เป็นมาตรฐานอยแู่ลว้รายละเอียดของแต่ละวธิีเป็นดงัน้ี 1. การให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา การให้ผูเ้ชี่ยวชาญพิจารณา เป็นการนา ขอ้คา ถามหรือขอ้ความแต่ละขอ้ในแบบวดัไปให้ผูเ้ชี่ยวชาญ พิจารณาว่าขอ้คา ถามแต่ละขอ้วดัเน้ือหาที่ตอ้งการวดัหรือไม่หรือมีความเที่ยงตรงตามเน้ือหาที่ตอ้งการวดั หรือไม่การหาความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา โดยการใหผ้เู้ชี่ยวชาญพิจารณา มีข้นัตอนดงัน้ี 1.1 นา ขอ้คา ถามหรือขอ้ความแต่ละขอ้ในแบบวดัไปให้ผูเ้ชี่ยวชาญไม่น้อยกว่า 3 คน พิจารณาว่า แบบวดัแต่ละขอ้วดัเน้ือหาหรือสิ่งที่ตอ้งการวดัหรือไม่หรือมีความเที่ยงตรงตามเน้ือหาที่ ตอ้งการวดัหรือไม่ 1.2 น าผลการตัดสินของผู้เชี่ยวชาญทุกคนมาสรุป โดยการแจกความถี่ในแต่ละ ขอ้คา ถามวา่มีผเู้ชี่ยวชาญเห็นวา่วดัไดต้รงกบัเน้ือหาที่ตอ้งการวดักี่คน ไม่ตรงกี่คน 1.3 ตดัสินความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหาแต่ละขอ้คา ถาม โดยอาจใช้เกณฑ์การพิจารณาจาก ความเห็นของผเู้ชี่ยวชาญอยา่งนอ้ย2 ใน 3 วา่วดัไดต้รงกบัเน้ือหาที่ตอ้งการวดัจึงจะถือวา่แต่ละขอ้คา ถามใน แบบวดัมีความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา 2. การหาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพนัธ์กบัเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานอยแู่ลว้ การหาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพนัธ์กบัเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานอยแู่ลว้มีข้นัตอนดงัน้ี
2.1น าเครื่องมือหรือแบบวัดที่สร้างข้ึน กับเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว ไปเก็บรวมรวมขอ้มูลกบักลุ่มตวัอยา่งเดียวกนั 2.2 น าผลคะแนนที่ได้จากเครื่องมือที่สร้างข้ึนกบัเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานอยูแ่ลว้ ไปหาค่า สัมประสิทธ์ิสหสัมพนัธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation) 2.3 หากค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพนัธ์มีค่าต้งัแต่ .70 ข้ึนไปก็ถือว่า เครื่องมือหรือ แบบวดัที่สร้างข้ึนมีความเที่ยงตรง ตัวอย่าง การหาความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา จากการเก็บรวบรวมข้อมูลในเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างข้ึน และเครื่องมือมาตรฐาน เป็ นตาราง นักเรียนคนที่ คะแนนรวม เครื่องมือที่สร้างขึ้น (X) เครื่องมือที่เป็ นมาตรฐาน (Y) 1 10 6 2 19 17 3 18 20 4 20 19 5 21 20 จากขอ้มูลสามารถนา มาคา นวณหาความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหาได้ดงัน้ี สูตร 2 2 2 2 XY N X ( X) N Y ( Y) N XY ( X)( Y) r โดย r XY แทน ค่าความเที่ยงตรง N แทน จ านวนผู้ให้ข้อมูล X แทน ผลการวดัในเครื่องมือที่สร้างข้ึน Y แทน ผลการวัดในเครื่องมือที่เป็ นมาตรฐาน จะได้ 2 2 XY 5(1626) (88) 5(1486) (82) (5)(1543) (88)(82) r = 0.96
จากตวัอยา่งไดค้่า r XY = 0.96 แสดงวา่ ผลการวดัจากเครื่องมือที่สร้างกบัเครื่องมือมาตรฐานสัมพนัธ์ กนัทางบวกในระดบัสูง จึงสรุปไดว้า่เครื่องมือที่สร้างข้ึนมีความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา (r XY = 0.96 > 0.70) ในการหาความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหานิยมใชว้ิธีการให้ผูเชี่ยวชาญพิจารณา ้ ส่วนความเที่ยงตรงเชิง โครงสร้าง จะใช้วิธีให้ผูเ้ชี่ยวชาญพิจารณา หรืออาจใช้วิธีหาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพนัธ์กับแบบวดั มาตรฐาน หรือใชว้ิธีการทางสถิติอื่น เช่น การใชส้ถิติFactor Analysis ก็ได้ส่วนความเที่ยงตรงเชิงสภาพ และเชิงพยากรณ์ สามารถหาได้โดยวิธีหาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพนัธ์กบัเกณฑ์ภายนอกบางอย่าง ซ่ึงหาก วดัผลของเครื่องมือที่สร้างข้ึนไปพร้อมกบัการวดัเกณฑ์ก็จะเป็นการหาความเที่ยงตรงเชิงสภาพ และหาก วดัผลเครื่องมือที่สร้างข้ึนก่อนแลว้ไปวดัเกณฑท์ ีหลงัก็จะเรียกวา่ เป็ นการหาความเที่ยงตรงเชิงพยากรณ์ การหาความเชื่อมั่น คุณภาพของเครื่องมือในการรวบรวมขอ้มูลที่สา คญัอีกประการก็คือ ผลของการวดัจากเครื่องมือน้นั มีความคงเส้นคงวาในการวดัหรือไม่นนั่คือ หากมีการใชเ้ครื่องมือวดัซ้า กบัคนกลุ่มเดิมอีกผลการวดัแต่ละ คร้ังควรใกลเ้คียงกนั เกณฑใ์นการพิจารณาความเชื่อมนั่น้นั Garett เสนอวา่ ถา้มีค่าต้งัแต่ .00 - .20 แสดงวา่มีความเชื่อมนั่ต่า มาก ถา้มีค่าต้งัแต่ .21 - .40 แสดงวา่มีความเชื่อมนั่ต่า ถา้มีค่าต้งัแต่ .41 - .70 แสดงวา่มีความเชื่อมนั่ปานกลาง ถา้มีค่าต้งัแต่ .71 -1.00 แสดงวา่มีความเชื่อมนั่สูง เราสามารถหาความเชื่อมนั่ ไดห้ลายวธิีซ่ึงในแต่ละวธิีจะเหมาะสมกบัชนิดของเครื่องมือแตกต่างกนั ไป ในที่น้ีจะเสนอวธิีการหาความเชื่อมนั่ 4 วิธี คือ 1. วธิีการสอบซ้า (Test-Retest Method) 2. วธิีการใชเ้ครื่องมือคู่ขนาน (Parallel forms Method) 3. วธิีการแบ่งคร่ึง (Split-Half Method) 4. วิธีการหาความเป็ นเอกพันธ์ภายใน (Internal Consistency Method)
1.วิธีการสอบซ ้า วิธีการสอบซ้า เป็นการนา เครื่องมือที่สร้างข้ึนไปวดัซ้า กบักลุ่มตวัอย่างกลุ่มเดียวกนั ในเวลาที่ ต่างกนัจากน้นันา ผลการวดัคร้ังที่1 และ 2 มาหาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพนัธ์แบบเพียร์สัน โดย X แทนผล การวดัคร้ังที่1 และ Y แทนผลการวดัคร้ังที่2 การหาความเชื่อมนั่ โดยวิธีน้ีมกัจะมีขอ้จา กดัเรื่องของระยะห่างของการวดัผลคร้ังที่1 และ 2 ซึ่งถ้า ระยะเวลาใกลเ้กินไป ผูใ้ห้ขอ้มูลอาจจา คา ตอบในการวดัคร้ังแรก หากระยะเวลาห่างกนัเกินไป ผูใ้ห้ขอ้มูล อาจเรียนรู้เพิ่มข้ึน ระยะห่างที่พอเหมาะจึงควรจะเป็น 2 สัปดาห์ ถึง 4 สัปดาห์ 2. วธิีการใช้เครื่องมือคู่ขนาน วิธีการใช้เครื่องมือคู่ขนาน เป็นการนา เครื่องมือ 2 ชุด ซ่ึงมีลกัษณะเหมือนกนัคือวดัเน้ือหาแบบ เดียวกนัความยากง่ายอา นาจจา แนกพอ ๆ กนั ไปให้กลุ่มตวัอยา่งตอบพร้อมกนัหรือไม่ก็ได้จากน้นัจึงนา คะแนน 2 ชุด มาหาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพนัธ์แบบเพียร์สัน โดย X แทน ผลการวัดในฉบับที่1 และ Y แทน ผลการวัดในฉบับที่ 2 ขอ้จา กดัในการใชว้ิธีน้ีก็คือเครื่องมือ2 ชุด คู่ขนานกนัจริงหรือไม่เนื่องจากเกณฑ์ของความเป็น คู่ขนาน คือ ตอ้งมีค่าเฉลี่ยเท่ากนัความแปรปรวนของคะแนนที่วดัเท่ากนัและความสัมพนัธ์ระหวา่งขอ้ เท่ากนั 3.วิธีการแบ่งครึ่ง วธิีการแบ่งคร่ึงจะมีการเก็บขอ้มูลเพียงคร้ังเดียว แลว้จึงแบ่งผลการวดัออกเป็น 2 ส่วน ซ่ึงอาจแบ่ง โดยขอ้คู-่ข้อคี่ หรือครึ่ งแรก-คร่ึงหลงัก็ได้แลว้จึงนา ผลที่ไดไ้ปหาค่าความเชื่อมนั่มีหลายวธิีคือ 1. แบบใช้สูตร Spearman Brown 2. แบบใช้สูตร Flanagan 3. แบบใช้สูตร Rulon
1.แบบใช้สูตรSpearman Brown วิธีการใช้สูตร Spearman Brown จะตอ้งหาค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพนัธ์แบบเพียร์สัน โดย X แทนผลการวดัในขอ้คู่Y แทน ผลการวดัในขอ้คี่ก่อน จากน้นัจึงขยายเป็นความเชื่อมนั่ เต็มฉบับ โดยสูตร สูตร XY XY tt 1 r 2r r โดย r tt = ค่าความเชื่อมนั่เตม็ฉบบั r XY = ค่าความเชื่อมนั่คร่ึงฉบบั (ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพนัธ์ระหวา่งคะแนน ขอ้คู่กบัคี่ หรือคร่ึงแรกกบัคร่ึงหลงั) ตัวอย่าง การหาความเชื่อมนั่ โดยวธิีSpearman Brown ค่าสัมประสิทธ์ิสหสัมพนัธ์ของขอ้คู่-ข้อคี่ ของข้อสอบฉบับหนึ่ง = .79 ความเชื่อมนั่ เต็มฉบับจะ เป็ น .88 1 .79 2(.79) 1 2 XY XY tt r r r ความเชื่อมนั่ของแบบทดสอบฉบบัน้ีเท่ากบั .88 2.แบบใช้สูตร Flanagan วิธีการใช้สูตร Flanagan จะตอ้งหาความแปรปรวนของขอ้คู่-ข้อคี่ (หรือครึ่ งแรก-ครึ่ งหลัง) และ ความแปรปรวนรวมไปแทนค่าในสูตร สูตร 2 t 2 Y 2 X tt S S S r 2 1 โดย 2 X S แทน ความแปรปรวนของผลการวัดในขอ้คู่ 2 Y S แทน ความแปรปรวนของผลการวัดในข้อคี่ 2 t S แทน ความแปรปรวนของผลการวดัท้งัฉบบั ตัวอย่าง การหาความเชื่อมนั่ โดยวธิีFlanagan จากการสอบนักเรียน 5 คน จ านวนข้อสอบ 20 ข้อ ไดค้ะแนนรวมในขอ้คู่-ข้อคี่ ดังตาราง
นักเรียนคน ที่ คะแนนรวมในข้อ คู่ คะแนนรวมในข้อ คี่ คะแนนรวม 1 8 8 16 2 4 3 7 3 5 6 11 4 2 3 5 5 7 7 14 จากขอ้มูลสามารถนา มาคา นวณความเชื่อมนั่ โดยวธิีFlanaganไดด้งัน้ี นักเรียนคน ที่ ขอ้คู่(X) ข้อคี่ (Y) X 2 Y 2 คะแนนรวม (t) t 2 1 8 8 64 64 16 256 2 4 3 16 9 7 49 3 5 6 25 36 11 121 4 2 3 4 9 5 25 5 7 7 49 49 14 196 รวม 26 27 158 167 53 647 จากสูตร n(n 1) n X ( X) S 2 2 2 จะได้ 2 X S = 5.70 2 Y S = 5.30 2 t S = 21.30 สูตร 21.30 5.70 5.30 r 2 1 tt ความเชื่อมนั่ของขอ้ สอบชุดน้ี เท่ากบั .97
3.แบบใช้สูตร Rulon วิธีการใช้สูตร Rulon เป็นการหาความแปรปรวนของคะแนนท้งัฉบบัและความแปรปรวนของ คะแนนผลต่างระหวา่งขอ้คู่กบัขอ้คี่ไปแทนค่าในสูตร สูตร 2 t 2 d tt S S r 1 โดย 2 d S แทน ความแปรปรวนของผลต่างของคะแนนขอ้คู่และคี่ จากข้อมูลในตัวอยา่งตามวธิีใชสู้ตรของ Rulon จะได้ 2 d S ดงัน้ี นักเรียนคนที่ ขอ้คู่(X) ข้อคี่ (Y) d d 2 1 8 8 0 0 2 4 3 1 1 3 5 6 -1 1 4 2 3 -1 1 5 7 7 0 1 รวม 26 27 - 4 S .70 2 d ได้ .97 21.30 .70 r 1 tt ค่าความเชื่อมนั่เท่ากบั .97 ขอ้จา กดัของใชสู้ตรท้งั 3 สูตรก็คือเมื่อแบ่งคร่ึงขอ้ สอบ แลว้ตอ้งมีจา นวนขอ้ในท้งั 2 ส่วนเท่ากนั หากจา นวนขอ้หลงัจากแบ่งคร่ึงแลว้ไม่เท่ากนัสามารถใชสู้ตรของ Horst ขยายความเชื่อมนั่ของขอ้สอบ คือ สูตร 2pq(1 r ) r r 4pq(1 r ) r r 2 XY XY 2 XY 2 XY XY tt
โดย XY r แทน ความเชื่อมนั่ของขอ้สอบที่ไดจ้ากแบ่งขอ้สอบเป็น 2 ส่วน p แทน สัดส่วนของจา นวนขอ้ในส่วนแรก q แทน สัดส่วนของจา นวนขอ้ในส่วนหลงั 4.วิธีการหาความเป็ นเอกพันธ์ภายใน วิธีการหาความเป็นเอกพนัธ์ภายใน วิธีน้ีใชก้ารเก็บขอ้มูลคร้ังเดียวแลว้หาความเชื่อมนั่ ไวปกติ ้การ ค านวณอาจหาได้สองวิธี คือ สูตร Kuder-Richardson และสูตรสัมประสิทธ์ิแอลฟา (Coefficient Alpha) ท้งั สองสูตรมีวธิีคา นวณดงัต่อไปน้ี 1.สูตร Kuder-Richardson วธิีน้ีสูตรที่ใชม้ี2 สูตร คือ 1.1 KR-20 1.2 KR-21 สูตร KR-20 2 t tt S pq 1 K 1 K r สูตร KR-21 2 t tt KS X(K X) 1 K 1 K r โดย K แทน จา นวนขอ้สอบท้งัฉบบั p แทน สัดส่วนของผตู้อบถูก q แทน สัดส่วนของผตู้อบผดิ (1-p) X แทน ค่าเฉลี่ย 2 t S แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม สู ตร KR-20, KR-21 จะใช้กับข้อสอบที่ตอบถูกได้1 คะแนน และตอบผิดได้ 0 คะแนน การใช้สูตร KR-20 อาศยัความยากง่ายของขอ้ สอบโดยจะตอ้งหาผลรวมของผลคูณสัดส่วนผูต้อบ ถูกและผิดแต่ละขอ้ ส่วนสูตร KR-21 จะไม่แจกแจงการตอบของผูเ้ขา้สอบ แต่ตอ้งหาค่าเฉลี่ยและความ แปรปรวนของคะแนนท้งัชุด ตัวอย่าง การหาความเชื่อมนั่ โดยสูตร Kuder-Richardson ผลการสอบของนักเรียน 10 คน สอบข้อสอบ 6 ขอ้ ไดผ้ลการตอบและคะแนนรวมดงัน้ี
นักเรียนคนที่ ข้อที่ คะแนนรวม 1 2 3 4 5 6 1 0 0 1 1 0 1 3 2 1 1 0 1 0 1 4 3 0 0 0 1 0 1 2 4 0 0 0 0 0 0 0 5 0 0 0 1 1 1 3 6 0 0 1 1 0 1 3 7 1 1 1 1 1 1 6 8 0 0 0 1 0 1 2 9 0 0 0 1 0 1 2 10 0 0 0 1 0 1 2
จากขอ้มูลสามารถนา มาคา นวณความเชื่อมนั่ โดยสูตร Kuder-Richardson ไดด้งัน้ี นักเรียนคนที่ ข้อที่ คะแนนรวม (X) X 2 1 2 3 4 5 6 1 0 0 1 1 0 1 3 9 2 1 1 0 1 0 1 4 16 3 0 0 0 1 0 1 2 4 4 0 0 0 0 0 0 0 0 5 0 0 0 1 1 1 3 9 6 0 0 1 1 0 1 3 9 7 1 1 1 1 1 1 6 36 8 0 0 0 1 0 1 2 4 9 0 0 0 1 0 1 2 4 10 0 0 0 1 0 1 2 4 รวม 2 2 3 9 2 9 27 95 p 0.2 0.2 0.3 0.9 0.2 0.9 q 0.8 0.8 0.7 0.1 0.8 0.1 pq .16 .16 .21 .09 .16 .09 pq = .87 X = 2.70 2 t S = 2.46 กรณีค านวณจากสูตร KR-20 2.46 .87 1 6 1 6 r tt ความเชื่อมนั่ เท่ากบั .78
กรณีค านวณจากสูตร KR-21 6(2.62) 2.70(6 2.70) 1 6 1 6 r tt ความเชื่อมนั่ เท่ากบั .52 จากการคา นวณจะเห็นวา่สูตร KR-20 จะให้ค่าสูงกวา่ KR-21 ท้งัน้ีเพราะ KR-21 ใชค้ ่าเฉลี่ย หรือ X แทน pq ของแต่ละขอ้แต่อยา่งไรก็ตาม KR-21 จะคา นวณไดง้่ายกวา่ KR-20 2.สูตรสัมประสิทธ์ิแอลฟา การหาความเชื่อมนั่แบบน้ีคิดโดยครอนบาค(Cronbach, 1970) โดยวิธีน้ีดดัแปลงมาจาก สูตร KR-20 เรียกวา่สัมประสิทธ์ิแอลฟา () ความแตกต่างของ KR-20 และ ก็คือ KR-20 ใชก้ารหาค่า pq ซ่ึงเป็นผลคูณระหว่างสัดส่วนผูต้อบถูก-ผิดในแต่ละขอ้แต่สูตร ใช้ 2 i S ซ่ึงเป็นผลรวมค่า ความแปรปรวนของคะแนนแต่ละขอ้วธิีน้ีเหมาะกบัการหาความเชื่อมนั่ของขอ้ สอบหรือแบบวดัที่มีคะแนน แต่ละขอ้ไม่เท่ากนัเช่น ขอ้สอบแบบความเรียง แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า เป็นตน้ สูตร 2 t 2 i S S 1 K 1 K โดย แทน ค่าความเชื่อมนั่ K แทน จ านวนข้อ 2 i S แทน ผลรวมความแปรปรวนแต่ละขอ้ 2 t S แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม
ตัวอย่างการหาความเชื่อมนั่ โดยวธิีครอนบาค แบบส ารวจความคิดเห็นเกี่ยวกบัการบริหารงานฉบบัหน่ึงมี10 ข้อ (เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า) ให้เจ้าหน้าที่ 8 คน แสดงความคิดเห็นไดค้ะแนนความคิดเห็นแต่ละขอ้เป็นดงัตาราง คนที่ ข้อที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 1 3 3 4 3 4 4 4 5 5 3 2 4 5 5 5 4 4 5 4 4 4 3 4 4 3 4 4 4 4 3 4 4 4 3 4 4 3 3 4 4 5 4 4 5 3 4 3 4 3 4 4 3 4 3 6 4 4 3 5 4 5 5 5 4 4 7 3 4 4 5 5 4 5 4 4 4 8 4 4 4 4 5 3 4 5 4 3
จากขอ้มูลสามารถนา มาคา นวณความเชื่อมนั่ โดยวธิีครอนบาค ไดด้งัน้ี คนที่ ข้อที่ คะแนน รวม (X) X 2 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 1 3 3 4 3 4 4 4 5 5 3 38 1444 2 4 5 5 5 4 4 5 4 4 4 44 1936 3 4 4 3 4 4 4 4 3 4 4 38 1444 4 3 4 4 3 3 4 4 5 4 4 38 1444 5 3 4 3 4 3 4 4 3 4 3 35 1225 6 4 4 3 5 4 5 5 5 4 4 43 1849 7 3 4 4 5 5 4 5 4 4 4 42 1764 8 4 4 4 4 5 3 4 5 4 3 40 1600 X i 28 32 30 33 32 32 35 34 33 29 318 12706 2 Xi 100 130 116 141 132 130 155 150 137 107 2 S i 0.29 0.29 0.5 0 0.7 0 0.5 7 0.2 9 0.2 7 0.7 9 0.1 3 0.2 7 จาก 2 t 2 i S S 1 K 1 K ค านวณ 2 t S = 9.36 สูตร .62 9.36 4.10 1 10 1 10 แบบสา รวจฉบบัน้ีมีความเชื่อมนั่เท่ากบั .62
การหาความเชื่อมนั่ท้งั 4 วิธีการคือการสอบซ้า การใชเ้ครื่องมือคู่ขนาน การแบ่งคร่ึงและการหา ความเป็นเอกพนัธ์ภายใน สูตรและวธิีคา นวณค่าความเชื่อมนั่แตกต่างกนั ไป การจะเลือกใชว้ิธีใดยอ่มข้ึนอยู่ กับลักษณะเครื่องมือ จุดมุ่งหมายในการน าเครื่องมือไปใช้และลักษณะข้อมูลที่ต้องการวดัข้อจา กัด ข้อสังเกต และเงื่อนไขของแต่ละวธิีการพอสรุปไดด้งัน้ี 1. วธิีการสอบซ้า มีขอ้จา กดัในเรื่องการสอบซ้า ในคร้ังที่2 ดงัน้นัวธิีการน้ีจึงไม่เหมาะกบัเครื่องมือที่ วดัความจา วดัความรู้วดัทศันคติความคิดเห็น และค่านิยมต่าง ๆ ซ่ึงหากใชว้ิธีการน้ีความเชื่อมนั่จะสูงเกิน ความเป็ นจริง 2. วิธีการใช้เครื่องมือคู่ขนาน เนื่องจากการคู่ขนานของเครื่องมือซ่ึงใช้คา ถามที่แตกต่างกนั ใน เน้ือหาเดียวกัน ผู้ตอบอาจตอบค าถามชุดหน่ึงได้แต่อาจจะ ตอบอีกชุดหน่ึงไม่ได้ดังน้ัน ค่าความเชื่อมนั่ที่ได้จึงอาจต่า กว่าความเป็นจริง เครื่องมือที่เหมาะกบัวิธีการน้ีมกัจะเป็นเครื่องมือที่วดั สมรรถภาพทางสมองและเครื่องมือที่วดัเกี่ยวกบัความจริง 3. วธิีการแบ่งคร่ึงควรใชก้บัแบบทดสอบที่เรียงจากขอ้ง่ายไปยาก(กรณีแบ่งแบบขอ้คู่-ข้อคี่) และ หลังจากแบ่งคร่ึงแล้วความแปรปรวนของคะแนนท้ัง 2 ชุด ต้องเท่ากัน หากไม่เท่ากัน ค่าความเชื่อมนั่แบบน้ีจะสูงกวา่วธิีการอื่น 4. วิธีการหาความเป็ นเอกพันธ์ภายใน 4.1 ไม่วา่จะใชสู้ตร Kuder-Richardson สูตรใด แบบทดสอบต้องตอบถูกได้ 1 คะแนน และ ตอบผิดได้ 0 คะแนน เท่าน้นั 4.2 สูตร Kuder-Richardson นิยมใชก้บัแบบทดสอบที่แต่ละขอ้มีความยากง่ายปานกลาง หรือพอ ๆ กนัและแบบทดสอบฉบบัน้นัวดัความเป็นเอกพนัธ์หรือวดัในเรื่องเดียวกนัหากความยากง่ายของ ขอ้สอบแต่ละขอ้เท่ากนัการคา นวณโดย KR-20, KR-21 จะไดค้่าความเชื่อมนั่เท่ากนัและหากความยากง่าย แต่ละขอ้ไม่เท่ากนัการคา นวณโดยสูตร KR-20 จะไดค้่าสูงกวา่ KR-21 4.3 สัมประสิทธ์ิแอลฟา ใช้กบัเครื่องมือที่ให้คะแนนการตอบอย่างไรก็ได้ซ่ึงอาจเป็น ข้อสอบแบบ ตอบถูกให้ 1 คะแนน ตอบผิดให้ 0 คะแนน หรืออาจเป็นแบบวดัมาตราส่วนประมาณค่าที่ให้ คะแนนเป็ น 5, 4, 3, 2, 1
การหาความยากง่ายและอ านาจจ าแนก 1.ความยากง่ายและอา นาจจา แนกของขอ้สอบ สามารถท าได้โดยการคา นวณหาค่าความยากง่ายและ อา นาจจา แนกเฉพาะการใชสู้ตรอยา่งง่าย มีรายละเอียดดงัต่อไปน้ี การใช้สูตรอย่างง่าย การใช้สูตรอยา่งง่าย มีข้นัตอนดงัน้ี 1. ตรวจให้คะแนน ถูกได้ 1 คะแนน ผิดได้ 0 คะแนน และรวมคะแนนของทุกคน 2. นา คะแนนมาเรียงกนัจากมากไปนอ้ย 3. แบ่งผูท้ี่ไดค้ะแนนสูงออกมา 25 % ของคนท้งัหมด และผูท้ี่ไดค้ะแนนต่า ออกมา 25 % (สมมุติ สอบ 60 คน กลุ่มสูง-ต่า จะประมาณกลุ่มละ15 คน) 4. หาจา นวนผตู้อบถูกในแต่ละขอ้ท้งักลุ่มสูงและต่า 5. หาค่าความยากง่าย(p) และอ านาจจ าแนก (r) โดยใช้สูตร สูตร p = (PH + PL) / 2n สูตร r = (PH - PL) / n โดย p แทน ค่าความยากง่าย r แทน อ านาจจ าแนก PH แทน จา นวนผูต้อบถูกในกลุ่มสูง PL แทน จา นวนผูต้อบถูกในกลุ่มต่า n แทน จา นวนผูต้อบท้งัหมดในกลุ่มสูงหรือต ่า เกณฑ์ในการพิจารณาค่าความยากง่ายที่พอเหมาะคือ.20-.80 และอา นาจจา แนก มีค่าต้งัแต่ .20 ข้ึน ไป
ตัวอย่าง การหาความยากง่ายและอา นาจจา แนก ผลการตอบข้อสอบจ านวน 6 ขอ้ของนกัเรียนกลุ่มสูงและกลุ่มต่า ที่ตอบถูกไดผ้ลดงัตาราง ข้อที่ จ านวนคนในกลุ่มสูง ทตี่อบถูก (n = 15) จ านวนคนในกลุ่มต ่า ทตี่อบถูก (n = 15) 1 15 2 2 9 9 3 14 13 4 9 13 5 4 0 จากขอ้มูลสามารถนา มาคา นวณความยากง่ายและอา นาจจา แนก ไดด้งัน้ี ข้อ ที่ กลุ่มสูงตอบถูก (PH) กลุ่มต่า ตอบถูก (PL) P (PH +PL)/2n r (PH -PL)/n แปลผล 1 15 2 .57 .87 ยากง่ายพอเหมาะ อ านาจจ าแนกสูงใช้ได้ 2 9 9 .60 .00 ยากง่ายพอเหมาะ แต่ไม่มีอา นาจจา แนก ใชไ้ม่ได้ 3 14 13 .90 .07 ง่ายเกินไป อ านาจจ าแนกต ่าใช้ ไม่ได้ 4 9 13 .73 -.27 ยากง่ายพอเหมาะ แต่อา นาจจา แนกเป็นลบ ใชไ้ม่ได้ 5 4 0 .13 .27 อ านาจจ าแนกสูง แต่ยากเกินไปใชไ้ม่ได้
จากตารางจะเห็นวา่ขอ้สอบที่ดีตอ้งมีค่า p พอเหมาะ (.20 - .80) และ r สูง ( r > .20) ดงัน้นัขอ้ที่ดีก็ คือ ข้อ 1 ส่วนขอ้อื่นควรนา ไปปรับปรุงต่อไป 2. ความยากง่ายและอา นาจจา แนกของขอ้สอบอตันยัสามารถไดโ้ดยการใชสู้ตรอยา่งง่าย ข้นัตอนการหาความยากง่ายและอา นาจจา แนกขอ้สอบอตันยัมีข้นัตอนดงัน้ี 1. ตรวจให้คะแนนเป็ นรายข้อ และรวมคะแนนของทุกคน 2. นา คะแนนรวมมาเรียงกนัจากมากไปนอ้ย 3. แบ่งผูท้ี่ไดค้ะแนนสูงออกมา 25 % ของคนท้งัหมดและผูท้ี่ไดค้ะแนนต่า ออกมา 25 % เช่นกนั (สมมติมีผู้เข้าสอบ 12คนกลุ่มสูง-ต่า จะมีประมาณกลุ่มละ3คน) 4. กรอกคะแนนและรวมคะแนนเป็นรายขอ้จา แนกตามกลุ่มที่ไดค้ะแนนสูง และต่า 5. หาค่าความยากง่าย(p) และอ านาจจ าแนก (r) โดยใชสู้ตรอยา่งง่าย สูตร [T (N N )] (H L ) p i H L i i i สูตร (N N )] 2 1 [T (H - L ) r i H L i i i โดย i p แทน ค่าความยากง่ายขอ้ที่ i i r แทน อ านาจจ าแนก ข้อที่ i H i แทน คะแนนรวมข้อที่ i ของผู้ตอบถูกในกลุ่มสูง Li แทน คะแนนรวมข้อที่ i ของผตู้อบถูกในกลุ่มต่า Ti แทน คะแนนเต็มของข้อ i NH แทน จา นวนผูต้อบท้งัหมดในกลุ่มสูง NL แทน จา นวนผูต้อบท้งัหมดในกลุ่มต่า เกณฑใ์นการพิจารณาค่าความยากง่ายที่พอเหมาะคือ.20 - .80 และอา นาจจา แนก มีค่าต้งัแต่ .20 ข้ึน ไป ตัวอย่าง การหาความยากง่ายและอา นาจจา แนกของขอ้ สอบอตันยั ผลการตอบขอ้สอบจา นวน 5ขอ้ของนกัเรียนกลุ่มสูงและกลุ่มต่า ไดผ้ลดงัตาราง
ข้อ คะแนน เต็ม นักเรียนกลุุุ มสูง รวม นักเรียนกลุ่มต ่า รวม 1 2 3 1 2 3 1 5 4 4 3 11 2 1 0 3 2 10 8 6 5 19 3 4 1 8 3 7 5 6 5 16 3 2 1 6 4 5 2 1 1 4 0 0 1 1 5 3 3 2 3 8 3 2 2 7 รวม 30 22 19 17 58 11 9 5 23 จากข้อมูลสามารถนา มาคา นวณไดด้งัน้ี ข้อ ที่ คะแนน เต็ม คะแนน รวมกลุ่ม สูง( H i ) คะแนน รวมกลุ่ม ต ่า ( Li ) i p i r การแปลผล 1 5 11 3 .47 .53 ความยากง่ายพอเหมาะ อ านาจจ าแนกสูง ใช้ได้ 2 10 19 8 .45 .37 ความยากง่ายพอเหมาะ อ านาจจ าแนกสูง ใช้ได้ 3 7 16 6 .52 .48 ความยากง่ายพอเหมาะ อ านาจจ าแนกสูง ใช้ได้ 4 5 4 1 .17 .20 อา นาจจา แนกสูงแต่ยากเกินไปใชไ้ม่ได ้ 5 3 8 7 .83 .11 อ านาจจ าแนกต ่า ยากเกินไปใชไ้ม่ได ้
ตัวอย่างการค านวณค่าความยากง่ายและค่าอา นาจจา แนกของข้อที่ 1 สูตร [T (N N )] (H L ) p i H L i i 1 = [5(3 3)] (11 3) = .47 สูตร (N N )] 2 1 [T (H - L ) r i H L i i 1 = (3 3)] 2 1 [5 (11- 3) = .53 3.การหาอา นาจจา แนกของแบบวดัมาตราส่วนประมาณค่า การหาอ านาจจ าแนกของแบบวดัมาตราส่วนประมาณค่า มีข้นัตอนดงัน้ี 1. ตรวจใหค้ะแนนแต่ละขอ้แลว้รวมคะแนน 2. เรียงล าดับคะแนนจากมากไปน้อย 3.แบ่งขอ้มูลออกเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มคะแนนสูงกลางและต่า โดยกลุ่มสูงและต่า มีจา นวนกลุ่มละ 25 % ของคนท้งัหมด กลุ่มกลางมีจา นวน 50 % ที่เหลือ 4. หาค่าเฉลี่ยความแปรปรวนเป็นรายขอ้แยกกลุ่มสูงและต่า 5. หาค่า t จากสูตร สูตร (S S )/N X X t 2 L 2 H H L โดย t แทน อ านาจจ าแนก XH แทน ค่าเฉลี่ยคะแนนรายขอ้ของกลุ่มสูง XL แทน ค่าเฉลี่ยคะแนนรายขอ้ของกลุ่มต่า 2 H S แทน ความแปรปรวนของกลุ่มสูง 2 L S แทน ความแปรปรวนของกลุ่มต่า N แทน จ านวนคนในกลุ่มสูงหรือต่า 6. นา ค่า t ที่คา นวณไดไ้ปเทียบกบั t จากตารางโดยให้ df = N -1 และ = .05 เกณฑ์การพิจารณาอา นาจจา แนกคือถา้ขอ้ใดค่า t คา นวณสูงกว่าหรือเท่ากบั t ตารางถือว่ามี อ านาจจ าแนก ถ้า t คา นวณ ต่า กวา่ t ตารางถือวา่ ไม่มีอา นาจจา แนกควรตดัทิ้งหรือปรับปรุง
ตัวอย่าง การหาอา นาจจา แนกโดยใชค้่า t จากการนา แบบวดัที่เป็นมาตราส่วนประมาณค่าไปถามความคิดเห็นของกลุ่มตวัอย่าง 100 คน หลงัจากตรวจใหค้ะแนน แยกกลุ่มสูงได้25 คน กลุ่มต่า ได้25 คน ปรากฏวา่ผลการตอบขอ้ 1 เป็ นดังตาราง ข้อที่ ค าตอบ คะแนน จ านวนคน กลุ่มสูง กลุ่มต่า 1 เห็นดว้ยอยา่งยงิ่ 5 4 - เห็นด้วย 4 20 11 ไม่แน่ใจ 3 1 10 ไม่เห็นดว้ย 2 - 3 ไม่เห็นดว้ยอยา่งยงิ่ 1 - 1 จากขอ้มูลสามารถนา มาคา นวณอา นาจจา แนกโดยใชค้่า t ไดด้งัน้ี ข้อที่ ค าตอบ คะแนน (X) กลุ่มสูง กลุ่มต่า f fX f fX 1 เห็นดว้ยอยา่งยงิ่ 5 4 20 - 0 เห็นด้วย 4 20 80 11 44 ไม่แน่ใจ 3 1 3 10 30 ไม่เห็นดว้ย 2 - 0 3 6 ไม่เห็นดว้ยอยา่งยงิ่ 1 - 0 1 1 25 103 25 81
จาก X (fX)/N XH 103/25 4.12 XL 81/25 3.24 และจาก N(N 1) N fX ( fX) S 2 2 2 S 0.19 2 H S 0.69 2 L หาค่า t จากสูตร (S S )/N X X t 2 L 2 H H L 25.00 (0.19 0.69)/25 4.12 3.24 t จากตารางค่า t ที่ = .05, df = 24 ในภาคผนวกจะได้ค่า t = 1.711 ค่า t ค านวณ = 25.00 ค่า t คา นวณจึงสูงกวา่ค่า t ตาราง ดงัน้นัขอ้คา ถามที่1 ในแบบวดัดงักล่าวขา้งตน้จึง มีอ านาจจ าแนก ยงัมีวิธีการหาคุณภาพของเครื่องมือแบบอื่นอีกหลายวิธีเช่น การหาคุณภาพขอ้ สอบแบบอิงเกณฑ์ การหาคุณภาพของแบบสัมภาษณ์แบบสังเกต เป็นต้น หากต้องการหาคุณภาพของเครื่องมือเหล่าน้ี ครูผู้สอนสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากหนงัสือที่เกี่ยวกบัการวดัและประเมินผล
แต่ถา้เป็นกรณีงานวิจยัในช้นัเรียนของขา้ราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาน้นั ในข้นัตอนการ หาประสิทธิภาพหรือคุณภาพของนวตักรรมก็มีความส าคญัเช่นเดียวกนัแต่ในข้นัตอนดงักล่าวครูผูส้อนไม่ จ าเป็ นต้องมีความรู้เรื่องสถิติที่สูงมากนัก เนื่องจากการหาประสิทธิภาพหรือคุณภาพของนวัตกรรมที่ใช้ใน งานวิจยัในช้นัเรียนจะใชส้ถิติข้นัพ้ืนฐาน ครูผูส้อนสามารถใชเ้ครื่องช่วยคา นวณในการคา นวณค่าต่างๆได้ เพราะหลกัการของงานวิจยัในช้นัเรียนน้นัตอ้งทา ควบคู่ไปกบัการจดักิจกรรมการเรียนการสอนปกติของ ครูผู้สอนอยูแ่ลว้ ในเรื่องของนวตักรรมที่ครูสร้างข้ึนก็เช่นกนัจะเน้นการพฒันา และปรับปรุงขอ้บกพร่อง ต่างๆจนกระทงั่ ได้นวตักรรมที่มีคุณภาพ เพื่อให้ครูผูส้อนสามารถน านวตักรรมที่สร้างข้ึนไปใช้พฒันา คุณภาพของผู้เรียนต่อไป ซ่ึงในการหาคุณภาพของนวตักรรมมีรายละเอียดดงัต่อไปน้ี การหาคุณภาพของนวตักรรม คุณสมบัติของนวัตกรรมที่ดีนวัตกรรมที่ดีน้นัควรมีคุณสมบตัิอยา่งนอ้ย3 ประการ ดงัน้ีคือ 1.ความเที่ยงตรง (Validity) 2.ดัชนีประสิทธิผล 3.ประสิทธิภาพตามเกณฑท์ ี่กา หนด รายละเอียดของคุณสมบตัิเครื่องมือในการวิจยัเป็นดงัน้ี 1.ความเที่ยงตรง ความเที่ยงตรงคือการนา นวตักรรมที่สร้างเสร็จแลว้ ไปตรวจสอบความถูกตอ้งดา้นเน้ือหาวิชาจาก ผูเ้ชี่ยวชาญ หรือผูท้รงคุณวุฒิโดยผูเ้ชี่ยวชาญหรือผูท้รงคุณวุฒิน้นัตอ้งเป็นผูม้ีประสบการณ์ที่เกี่ยวขอ้งกบั นวตักรรมน้นัๆ เช่น ครูผูส้อนคนหน่ึงตอ้งการพฒันาทกัษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณเลขสองหลกั ให้กบั นกัเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่6ครูผูส้อนคนดงักล่าวจึงสร้างนวตักรรมเพื่อใชพ้ฒันาทกัษะคณิตศาสตร์โดย การสร้างแบบฝึกเสริมทกัษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณเลขสองหลกั ในข้นัตอนแรกครูผูส้อนคนดงักล่าวจึง ต้องเลือกผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อนา ไปตรวจสอบความถูกตอ้งของนวตักรรมที่สร้างข้ึนในด้าน เน้ือหาวชิา โดยผเู้ชี่ยวชาญหรือผทู้รงคุณวฒุิควรประกอบดว้ยบุคคลดงัน้ี 1.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านหลักสูตรคณิตศาสตร์ 2.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนานวัตกรรม ควรเป็ นบุคคลที่มีประสบการณ์ด้าน การ สร้างแบบฝึกเสริมทักษะ 3.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวิจัย 4.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการวัดและประเมินผล 5.ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษา 2.ดัชนีประสิทธิผล ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ตวัเลขที่แสดงถึงความกา้วหนา้ในการเรียนของนกัเรียน โดยการเทียบ คะแนนที่เพิ่มข้ึนจากคะแนนการทดสอบก่อนเรียนกบัคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน และคะแนน
เต็มหรือคะแนนสูงสุดกับคะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนเพื่อดูผลพัฒนาการของผู้เรียน ในด้าน ความรู้ความสามารถที่เพิ่มข้ึน 3.ประสิทธิภาพตามเกณฑท์ ี่กา หนด ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กา หนด หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของนวัตกรรมที่จะช่วยให้ผูเ้รียน เกิดการเรียนรู้อยู่ในระดับที่ครูผูส้อนพึงพอใจ หากนวตักรรมน้ันมีประสิทธิภาพถึงระดับตามเกณฑ์ที่ กา หนดไวแ้ลว้นวตักรรมน้นัก็มีคุณค่าที่จะนา ไปเสนอผเู้รียนได้ การตรวจสอบคุณภาพของนวตักรรมทใี่ช้ศึกษาผลการวจิัย ในการทา วิจัยในช้ันเรียน ครูผูส้อนควรมีการหาคุณภาพของนวตักรรมที่ใช้ด้วย เพื่อช่วยให้ ครูผูส้อนมีความมนั่ใจในคุณภาพของนวตักรรมที่ตนเองสร้างข้ึน และสามารถนา นวตักรรมที่สร้างข้ึนน้นั ไปใช้ในการจดักิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพฒันาคุณภาพของผูเ้รียนต่อไป ซ่ึงในการหาคุณภาพของ นวตักรรมดงักล่าวขา้งตน้3วธิีน้นัมีรายละเอียดดงัต่อไปน้ี 1.ความเที่ยงตรง การหาความเที่ยงตรงของนวัตกรรมมี 2 วิธีที่นิยม คือ 1.การหาดัชนีความสอดคล้อง (IOC: Index of Item Object Congruence) เป็นการกา หนดเกณฑ์ค่า ดชันีความสอดคลอ้งต้งัแต่0.50 ข้ึนไป ส่วนขอ้ที่ต่า กว่า 0.50 ให้ตดัทิ้งไป โดยที่ค่าดชันีความสอดคลอ้ง (IOC)จะไม่มีการรวมรายขอ้เพื่อหาค่าเฉลี่ยรวม แต่จะหาค่าเฉลี่ยรายขอ้ (Item) ตามสูตรที่กา หนด แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญ
ตัวอย่างการหาความเที่ยงตรงด้วยวิธีการหาดัชนีความสอดคล้อง การพิจารณาความสอดคลอ้งระหว่างขอ้ สอบวิชาคอมพิวเตอร์และจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ของ นกัเรียนในระดบัช้นั ประถมศึกษาปีที่5โดยใหผ้เู้ชี่ยวชาญพิจารณาขอ้สอบดงัน้ี จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ข้อสอบ ระดับการพิจารณา +1 0 -1 เมื่อเรียนจบเน้ือหาผเู้รียน สามารถบอกองค์ประกอบของ ระบบคอมพิวเตอร์ได้ถูกต้อง 1. ระบบคอมพิวเตอร์จดัแบ่งออกเป็น องค์ประกอบอะไรบ้าง ก. hardware, software, peopleware ข. hardware, software ค. hardware, peopleware ง. hardware, software, internet จากตวัอยา่งถามีการน าข้อสอบไปให้ผู้เชี่ยวชาญจ านวน ้ 5 คน ตรวจสอบความเที่ยงตรงโดยวิธีการ หาดชันีความสอดคลอ้ง และปรากฏผลดงัน้ี ผลการตรวจสอบความสอดคลอ้งระหวา่งขอ้ สอบและจุดประสงคเ์ชิงพฤติกรรม ข้อที่ คะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ รวม ค่า คนที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 คนที่4 คนที่ 5 IOC 1 1 1 0 1 1 4 0.80 จากตารางผลการตรวจสอบความคิดเห็นปรากฎว่ามีผูเ้ชี่ยวชาญเห็นด้วยกบัความสอดคล้องของ ข้อสอบและจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมจ านวน 4 คนและไม่เห็นดว้ยกบัความสอดคลอ้งของขอ้ สอบและ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมจ านวน 1 คน ผลรวมของคะแนนพิจารณา (R) จะไดเ้ท่ากบั 4 ดงัน้นัค่า IOC จึงหาได้จาก IOC = 5 4 = 0.80 ค่า 0.80 แสดงถึงขอ้สอบขอ้น้ีมีความสอดคลอ้งกบัและจุดประสงคเ์ชิงพฤติกรรม เนื่องจากมีค่า 0.8 ซ่ึงเขา้ใกลค้่า 1 ท้งัน้ีค่า IOC ที่ยอมรับไวว้า่ขอ้สอบมีความเที่ยงตรงคือมีค่าต้งัแต่0.5 ข้ึนไปถา้หากมีค่านอ้ย
กวา่ 0.5 ถือวา่ขอ้สอบขอ้น้นัไม่มีความสอดคลอ้งกบัจุดประสงคเ์ชิงพฤติกรรม จะตอ้งตดัขอ้ สอบน้นัออกไป หรือทา การปรับปรุงขอ้สอบขอ้น้นั ใหม่ 2.การหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เป็ นการน านวัตกรรมที่สร้างข้ึนไปให้ผูเ้ชี่ยวชาญหรือ ผูท้รงคุณวุฒิตรวจสอบความเที่ยงตรง โดยใชแ้บบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ คือ 5 4 3 2 1 หมายถึง มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด ท้งัน้ีอาจใช้มาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ กับ นกัเรียนช้นัเล็ก ๆ เช่น อนุบาล หรือระดับประถมศึกษาปี ที่ 1-3 คือ 3 2 1 หมายถึง มาก ปานกลาง น้อย น า ขอ้มูลที่ไดจ้ากการวเิคราะห์มาแปลผลโดยมีเกณฑก์ารแปลผล ดงัน้ี ค่าเฉลี่ย 4.51 -5.00 เหมาะสม/สอดคลอ้งอยใู่นระดบัมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 -4.50 เหมาะสม/สอดคลอ้งอยใู่นระดบัมาก ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 เหมาะสม/สอดคลอ้งอยใู่นระดบั ปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 เหมาะสม/สอดคลอ้งอยใู่นระดบันอ้ย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 เหมาะสม/สอดคลอ้งอยใู่นระดบันอ้ยที่สุด
ตัวอย่างการหาความเที่ยงตรงดว้ยวธิีการหาค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แบบประเมินความเหมาะสมของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง สูตรคูณพาเพลินส าหรับ นกัเรียนช้นัมธัยมศึกษาปีที่2 รายการ ระดับความเหมาะสม 1 2 3 4 5 ข้อที่ พฤติกรรมบ่งช้ี 1 คา ช้ีแจงที่ปรากฏในบทเรียนอ่านแลว้เขา้ใจง่าย 2 นกัเรียนสามารถเขา้ใจในเน้ือหาวชิาน้ี 3 การจดัเน้ือหาในบทเรียนน่าสนใจ 4 ตวัอยา่งที่ใชใ้นบทเรียนทา ใหน้กัเรียนเกิดความเขา้ใจมาก ข้ึน 5 วธิีการสรุปบทเรียนทา ใหน้กัเรียนเขา้ใจมากข้ึน 6 รูปแบบ สีและเสียงประกอบสวยงามและน่าสนใจ 7 วิธีการให้ข้อมูลย้อนกลับมีความเหมาะสม 8 ระยะเวลาที่ใหน้กัเรียนไดศ้ึกษาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอนมีความเหมาะสมกบัจา นวนเน้ือหา 9 วธิีการเขา้สู่บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีความสะดวก รวดเร็ว 10 บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างข้ึนสามารถพฒันาเรื่อง ความรับผิดชอบในการเรียนได้ รวมเฉลี่ย
2. ดัชนีประสิทธิผล การหาค่าดัชนีประสิทธิผลเป็นการกา หนดเกณฑด์ชันีประสิทธิผลที่ใชไ้ด้หรือแสดงวา่นวตักรรมที่ สร้างข้ึนมีคุณภาพ ควรมีค่า 0.50ข้ึนไป ตามสูตรที่กา หนด ดัชนีประสิทธิผล = ร้อยละของผลรวมของคะแนนหลังเรียน –ร้อยละของผลรวมของคะแนนก่อนเรียน 100 - ร้อยละของผลรวมของคะแนนหลังเรียน หรือ ดัชนีประสิทธิผล = P1% –P2% 100 - P1% เมื่อ P1% แทน ร้อยละของผลรวมของคะแนนทดสอบก่อนเรียน P2% แทน ร้อยละของผลรวมของคะแนนทดสอบหลังเรียน การหาค่า E.I.เป็นการพิจารณาพฒันาการในลกัษณะที่วา่เพิ่มข้ึนเท่าไรไม่ไดท้ดสอบวา่เพิ่มข้ึนอยา่ง เชื่อถือไดห้รือไม่ซ่ึงค่าที่แสดงคะแนนที่เพิ่มข้ึน เป็นอตัราส่วนของผลต่าง โดยจะมีค่าสูงสุดเท่ากบั1.00 ส่วนค่าต่า สุดไม่สามารถกา หนดได้เพราะมีค่าต่า กวา่ -1.00ก็ได้และถา้ค่าเป็นลบแสดงวา่คะแนนผลสอบ ก่อนเรียนมากกวา่หลงัเรียน ซ่ึงหมายถึงระบบการเรียนการสอนหรือนวตักรรมที่ใชไ้ม่มีคุณภาพ
ตัวอย่างการหาค่าดัชนีประสิทธิผล จากตารางเป็ นคะแนนจากการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในวิชาศิลปะของนักเรี ยน ระดบัช้นัมธัยมศึกษาปีที่3 ภายหลงัเรียนดว้ยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง ภาพแรเงา ได้ผลดังตาราง เลขที่ คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียน (40 คะแนน) หลังเรียน (40 คะแนน) 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 17 20 16 23 16 19 24 15 21 23 35 37 33 36 31 34 36 32 35 34 รวม 194 343 X 19.40 34.30 S.D. 3.31 1.89 การหาดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง ภาพแรเงา ส าหรับนักเรียน ช้นัมธัยมศึกษาปีที่3ไดค้่าดชันีประสิทธิผลดงัน้ี
ดัชนีประสิทธิผล = (ผลรวมของคะแนนหลังเรียน –ผลรวมของคะแนนก่อนเรียน) (จ านวนนักเรียน X คะแนนเต็ม) - ผลรวมของคะแนนก่อนเรียน E.I. = 0.7233 สรุปได้ว่า ดัชนีประสิทธิผลของของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง ภาพแรเงา ส าหรับ นกัเรียนช้นัมธัยมศึกษาปีที่3 มีค่าเท่ากบั0.7233แสดงวา่นกัเรียนมีความรู้เพิ่มข้ึน 0.7233 หรือคิดเป็นร้อย ละ 72.33 3. ประสิทธิภาพของนวัตกรรม การทดสอบประสิทธิภาพของนวตักรรมเป็นกระบวนการส าคัญ ที่จะท าให้ทราบว่าเมื่อใช้ นวตักรรมกบัผูเ้รียนแล้วเกิดประสิทธิภาพในการเรียนการสอนมากน้อยเพียงใด ข้นัตอนการทดสอบหา ประสิทธิภาพของนวัตกรรมจะต้องน าไปทดลองใช้ (Try out) เพื่อปรับปรุงแกไ้ขแลว้นา ไปทดลองสอน จริง เพื่อนา ผลที่ไดม้าปรับปรุงแกไ้ขเสร็จแลว้จึงดา เนินการผลิตเป็นจา นวนมากหรือใช้สอนในช้นัเรียน ตามปกติได้ซ่ึงในการกา หนดกลุ่มตวัอยา่งในการทดลองใชน้วตักรรม คือ 1.เป็นผเู้รียนที่เรียนอยใู่นระดบัเดียวกนักบัผเู้รียนที่เราจะนา นวตักรรมไปใชส้อนจริง 2.เป็นผเู้รียนที่ยงัไม่เคยเรียนเน้ือหาที่ใชใ้นการสร้างนวตักรรม 3.เป็ นผู้เรียนที่มีคุณลกัษณะตรงกบั ประเภทของนวตักรรมที่กา หนดไว้เช่น ชุด กิจกรรมที่สร้างข้ึนใชเ้พื่อใหผ้เู้รียนเป็นกลุ่มและเป็นผเู้รียนที่มีความสามารถพิเศษ ผเู้รียนที่นา มาทดลองตอ้ง เหมาะสมกับลักษณะชุดกิจกรรมที่สร้างข้ึน หรือถ้าเป็นผูเ้รียนในห้องเรียนทวั่ ไปก็อาจใช้นักเรียนที่มี สติปัญญาสูง ปานกลางและต ่าได้ 4.เป็นผูเ้รียนที่สามารถให้ขอ้มูลยอ้นกลบัแก่ผูท้ดลองใช้นวตักรรมได้เพื่อนา ผลการให้ ขอ้มูลน้นัไปปรับปรุงนวตักรรมใหส้มบูรณ์ยงิ่ข้ึน ส่วนการทดลองใชน้วตักรรมมีข้นัตอนดงัน้ี 1.การทดลองรายบุคคล (Individual Tryout หรือ One to One Testing) มีข้นัตอนดงัน้ี
1.เลือกผูเ้รียนเก่ง ปานกลางและอ่อน (1: 1) (ระบุเกณฑ์การเลือกเช่นกา หนดเกณฑ์การ เรียน เก่ง ≥ 80 คะแนน ปานกลาง ≥ 61-79คะแนน และอ่อน ≤ 61คะแนน) จา นวน อยา่งละ 1คน รวม 3 คน 2.ใหผ้เู้รียนทา แบบทดสอบก่อนเรียน 3.ให้ผู้เรียนศึกษานวตักรรมและตอบคา ถามที่กา หนดไว้ผวู้จิยัจะบนัทึกคา ตอบ และเหตุผล ที่ผเู้รียนตอบไม่ถูกแลว้นา ขอ้มูลน้ีไปประกอบการปรับปรุแกไ้ขนวตักรรมต่อไป 4.ให้ผู้เรียนท าแบบทดสอบหลังเรียน ตัวอย่างการทดสอบแบบหน่ึงต่อหน่ึง ผลการน าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง สูตรคูณพาเพลิน ไปทดลองรายบุคคลกบักลุ่มตวัอยา่ง กลุ่มที่1 ซ่ึงเป็นนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่5/2 โรงเรียนบา้นหนองเขียว จา นวน 3 คน โดยแบ่งเป็น นักเรียนที่เรียนดีจ านวน 1คน ปานกลาง 1คน และอ่อน 1คน 1. อธิบายให้นักเรียนเข้าใจถึงข้ันตอนต่าง ๆ ก่อนที่จะด าเนินการสอนโดยบทเรี ยน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2. ใหน้กัเรียนทา แบบทดสอบก่อนเรียน 3. ดา เนินการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง สูตรคูณพาเพลิน จนครบทุก หน่วยการเรียน 4. ให้นักเรียนท าแบบทดสอบหลังเรียน ซึ่งผู้วิจัยได้สังเกตพฤติกรรมในการเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ของนกัเรียนท้งัสามคน ตลอดจนทา การซกัถามความคิดเห็นในเรื่องของปัญหาและความเขา้ใจในดา้นต่าง ๆ เกี่ยวกบับทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย สอน ของนกัเรียนปรากฏผลดงัน้ี 1. นักเรียนมีความสนใจและชื่นชอบในการเรียนกบับทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็น อยา่งมากโดยสังเกตไดจ้ากความกระตือรือร้นและความสนใจในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 2. นกัเรียนชอบใหม้ีเสียงคา พูดอธิบาย รวมท้งัเสียงดนตรีประกอบในเน้ือหาบทเรียน 3. นกัเรียนสามารถเขา้ใจในคา สั่งและคา อธิบาย ในวิธีการเรียนการบทเรียนคอมพิวเตอร์ เป็นอยา่งดี 4. นกัเรียนมีความรู้สึกวา่ตวัหนงัสือในบางกรอบกบัฉากหลงัมีความกลมกลืนกนัทา ให้ อ่านไดย้าก 5. การเคลื่อนที่ของตวัหนงัสือเพื่อประกอบกบัการอธิบาย ในเน้ือหาบทเรียนเร็วเกินไป ทา ใหน้กัเรียนดูไม่ทนั 6. นกัเรียนมีความชอบในภาพและเสียงของส่วนใหผ้ลยอ้นกลบั (Feed back)
7. นักเรียนมีความเข้าใจในค าอธิบายของเน้ือหาบทเรียนอยใู่นระดบัที่ดี หลงัจากทดสอบแบบหน่ึงต่อหน่ึงแลว้ผูศ้ึกษาไดน้า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มาทา การแกไ้ข และปรับปรุงขอ้บกพร่องต่าง ๆ ที่พบ ตารางผลการหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง สูตรคูณพาเพลิน จากการ ทดสอบแบบหน่ึงต่อหน่ึง รายการ การทดสอบ จ านวน นักเรียน คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ ประสิทธิภาพ (E1 /E2 ) ระหวา่งเรียน 3 55 37.29 67.80 67.80/75.23 หลังเรียน 3 30 22.57 75.23 จากตาราง พบวา่ ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง สูตรคูณ พา เพลิน ได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 67.80/75.23 ซ่ึงมีค่าต่า กว่า 80/80 จึงยงัไม่ได้มาตรฐาน จึงได้ปรึกษา ผเู้ชี่ยวชาญเพื่อแกไ้ขปรับปรุงต่อไป
2. การทดลองกลุ่มเล็ก(Small Group Tryout) มีข้นัตอนดงัน้ี 1. เลือกผูเ้รียนเก่ง ปานกลางและอ่อน (1: 9) (ระบุเกณฑ์การเลือกเช่น กา หนดเกณฑ์การ เรียน เก่ง ≥ 80 คะแนน ปานกลาง ≥ 61-79คะแนน และอ่อน ≤ 61คะแนน) จา นวน อยา่งละ 3คน รวม 9 คน 2. ใหผ้เู้รียนทา แบบทดสอบก่อนเรียน 3. ให้ผูเ้รียนทดลองใช้นวตักรรม ถา้ผูเ้รียนพบขอ้บกพร่องของนวตักรรมน้นัๆ ก็จะทา เครื่องหมายไว้ส าหรับอภิปรายกบัผวู้ิจยัหลงัจากที่ศึกษานวตักรรมน้นัๆ จบแลว้และในการทดลองข้นัน้ีจะ บันทึกเวลาที่ใช้ในการเรียน เพื่อจะได้ทราบเวลาที่เหมาะสมส าหรับการน าไปใช้จริง 4. ให้ผู้เรียนท าแบบทดสอบหลังเรียน ตัวอย่างผลการทดสอบกลุ่มเล็ก ในข้นัน้ีเป็นการทดสอบเพื่อดูวา่บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนใชง้านไดห้รือไม่โดยนา เอาบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปทดลองใชส้อนกบักลุ่มตวัอย่างกลุ่มที่1 ซ่ึงเป็นนกัเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่5/2 โรงเรียนบา้นหนองเขียวจา นวน 9คน โดยแบ่งเป็นนกัเรียนที่เรียนดีจา นวน 3คน ปานกลาง 3คน และอ่อน 3 คน มีวิธีด าเนินการดงัต่อไปน้ี 1. อธิบายให้นักเรียนเข้าใจถึงข้ันตอนต่าง ๆ ก่อนที่จะด าเนินการสอนโดยบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน 2. ใหน้กัเรียนทา แบบทดสอบก่อนเรียน 3. ดา เนินการสอนโดยใชบ้ทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง สูตรคูณพาเพลิน จนครบทุก หน่วยการเรียน 4. ให้นักเรียนท าแบบทดสอบหลังเรียน ภายหลงัจากการทดสอบกลุ่มเล็กแลว้คา นวณหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยท าการวิเคราะห์จากผลการท าแบบทดสอบหลังเรียนของนักเรียนท้ังหมด ปรากฏว่า บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประสิทธิภาพ เป็น 82.25/83.97 ซ่ึงสูงกวา่เกณฑท์ ี่กา หนดไว้เท่ากบั 80/80
ตารางผลการหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง สูตรคูณพาเพลิน จากการ ทดสอบแบบกลุ่มเล็ก รายการ การทดสอบ จ านวน นักเรียน คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ ประสิทธิภาพ (E1 /E2 ) ระหวา่งเรียน 9 55 45.24 82.25 82.25/83.97 หลังเรียน 9 30 25.19 83.97 จากตาราง พบวา่ ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง สูตรคูณพาเพลิน ไดค้่า ประสิทธิภาพ 82.25/83.97 ซึ่งมีค่าสูงกว่า 80/80 แสดงว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง สูตรคูณพา เพลิน มีประสิทธิภาพสูงตามมาตรฐาน จึงนา ไปใชก้บักลุ่มตวัอยา่งต่อไป 3.การทดลองภาคสนาม (Field Tryout) มีข้นัตอนดงัน้ี 1.เลือกผูเ้รียนเก่ง ปานกลางและอ่อน (1: 10) (ระบุเกณฑ์การเลือกเช่นกา หนดเกณฑ์การ เรียน เก่ง ≥ 80 คะแนน ปานกลาง ≥ 61-79คะแนน และอ่อน ≤ 61คะแนน)จา นวน อยา่งละ 10คน รวม 30 คน หรือเป็ นการทดลองกบันกัเรียนท้งัช้นั 2.ใหผ้เู้รียนทา แบบทดสอบก่อนเรียน 3.ใหผ้เู้รียนทดลองใชน้วตักรรม ร่วมกบัแผนการจดัการเรียนรู้ที่ผวู้จิยัสร้างข้ึน 4.ให้ผู้เรียนท าแบบทดสอบหลังเรียน ตัวอย่างการทดสอบภาคสนาม โดยน าเอาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง สูตรคูณพาเพลิน ไปทดลองสอนกบันักเรียนช้ัน ประถมศึกษาปี ที่ 5/1 โรงเรียนบา้นหนองเขียว ส านกังานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 จ านวน 30คน โดยมีวธิีดา เนินการดงัต่อไปน้ี 1. อธิบายให้นักเรียนเข้าใจข้ันตอนต่าง ๆ ก่อนที่จะด าเนินการสอนโดยบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง สูตรคูณพาเพลิน 2. ใหน้กัเรียนทา แบบทดสอบก่อนเรียน 3. ดา เนินการสอนโดยใชบ้ทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง สูตรคูณพาเพลิน จนครบทุก หน่วยการเรียน 4. ให้นักเรียนท าแบบทดสอบหลังเรียน
ภายหลงัจากการทดสอบภาคสนามแลว้คา นวณหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยท าการวิเคราะห์จากผลการท าแบบทดสอบหลังเรียนของนักเรียนท้ังหมด ปรากฏว่า บทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประสิทธิภาพ เป็น 85.98/89.90 ซ่ึงสูงกวา่เกณฑท์ ี่กา หนดไว้ ตารางผลการหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง สูตรคูณพาเพลิน จากการ ทดสอบภาคสนาม รายการการ ทดสอบ จ านวน นักเรียน คะแนนเต็ม คะแนนเฉลี่ย ร้อยละ ประสิทธิภาพ (E1 /E2 ) ระหวา่งเรียน 30 55 47.29 85.98 85.98/89.90 หลังเรียน 30 30 26.97 89.90 จากตาราง พบวา่ร้อยละของคะแนนระหวา่งเรียนดว้ยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเรื่อง สูตร คูณพาเพลิน มีค่าเฉลี่ยคิดเป็ นร้อยละ 85.98 คะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 89.90 และ ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 85.98/89.90 เกณฑ์การหาประสิทธิภาพของนวัตกรรม เกณฑป์ระสิทธิภาพของนวตักรรม แบ่งเป็น 2แบบคือ 1.การทดสอบประสิทธิภาพตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ E1 /E2 การกา หนดเกณฑ์ประสิทธิภาพกระทา โดยการประเมินผลพฤติกรรมของผู้เรียนคือ พฤติกรรม ต่อเนื่อง (กระบวนการ) และพฤติกรรมข้นัสุดท้าย (ผลลพัธ์) โดยกา หนดค่าประสิทธิภาพเป็น E1 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ และ E2คือ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ E1 หมายถึง ค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่เกิดจากการทา กิจกรรมระหว่างเรียนจาก นวัตกรรมผู้เรียน (ประสิทธิภาพของกระบวนการ) E2 หมายถึงค่าร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่เกิดจากการทา แบบทดสอบหลงัเรียน (ประสิทธิภาพของผลลัพธ์) การค านวณประสิทธิภาพของนวัตกรรม จากสูตร
1. ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) แทน ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ แทน ผลรวมของคะแนนกิจกรรมระหวา่งเรียนของผเู้รียนทุกคน แทน จ านวนผู้เรียนที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของนวัตกรรม แทน คะแนนเต็มของกิจกรรมระหวา่งเรียน 2. ประสิทธิภาพของผลลัพธ์(E2 ) แทน ค่าประสิทธิภาพของผลลพัธ์ แทน ผลรวมของคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบหลังเรียนของนวัตกรรม ของผู้เรียนทุกคน แทน จ านวนผู้เรียนที่ใช้ในการประเมินประสิทธิภาพของนวัตกรรม แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบเรียน การที่จะกา หนดเกณฑ์ที่มีประสิทธิภาพให้มีค่าเท่าใดน้นั ให้ผูว้ิจยัเป็นผูพ้ ิจารณาจากธรรมชาติของ วิชา สภาพของนกัเรียน และความสามารถของผูผ้ลิตนวตักรรม ซ่ึงการต้งัเกณฑ์ไวสู้งเกินไปจะทา ให้เกิด ความทอ้แทใ้นการพฒันาใหถ้ึงเกณฑ์แต่ถา้เกณฑต์ ่า เกินไปจะไดน้วตักรรมที่มีคุณภาพต่า โดยปกติเน้ือหาที่ เป็นความรู้ความจา มกัต้งัเกณฑไ์วท้ี่80/80, 85/85, หรือ90/90 ส่วนเน้ือหาเป็นทกัษะหรือเจตคติอาจต้งัไวต้่า กวา่น้ีเช่น 70/70, 75/75 เป็ นต้น